คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4196/2563
#662405
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 680 บัญญัติว่า "อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น" ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้กับโจทก์ โดยสัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ชั้นต้นที่ไปขอสินเชื่อจากโจทก์ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์แล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 237 มิได้บัญญัติว่า การที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้กระทำลงภายหลังจากลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้แล้วแต่ประการใด ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ผู้ค้ำประกันได้กระทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ก็ย่อมใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นของบริษัทเอช.บี.วิลล่า จำกัด บริษัทเอช.บี.ทาวเวอร์ จำกัด และบริษัทเฮช.บี.แลนด์ จำกัด ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นบริษัทเอช.บี.วิลล่า จำกัด ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนวน 796,000 หุ้น เลขหมายหุ้น 0200001 - 0399000 และเลขหมายหุ้น 1600001 - 2197000 กับเพิกถอนการโอนหุ้นบริษัทเอช.บี.ทาวเวอร์ จำกัด ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนวน 5,000 หุ้น เลขหมายหุ้น 05001 - 10000 และเพิกถอนการโอนหุ้นบริษัท เฮช.บี.แลนด์ จำกัด ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนวน 249 หุ้น เลขหมายหุ้น 0251 - 0499 ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นบิดาจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2544 และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2550 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด บริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด และบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามที่ไปขอสินเชื่อหลายประเภทจากโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 วันที่ 26 ธันวาคม 2554 และวันที่ 3 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด ที่ขอสินเชื่อไปจากโจทก์ รวม 3 สัญญา ในวงเงินรวม 902,650,000 บาท เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด ที่ขอสินเชื่อไปจากโจทก์ในวงเงิน 336,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ขอสินเชื่อไปจากโจทก์ในวงเงิน 161,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของตนในบริษัทเอช.บี.วิลล่า จำกัด จำนวน 796,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เลขหมายหุ้น 0200001 - 0399000 และ 1600001 - 2197000 โอนหุ้นของตนในบริษัทเอช.บี.ทาวเวอร์ จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เลขหมายหุ้น 05001 - 10000 และโอนหุ้นของตนในบริษัทเฮช.บี.แลนด์ จำกัด จำนวน 249 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท เลขหมายหุ้น 0251 - 0499 ให้แก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของตนในแต่ละบริษัทข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการทำนิติกรรมใด ๆ อันจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ซึ่งจะเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า "อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น" ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้กับโจทก์โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด บริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด และบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นที่ไปขอสินเชื่อจากโจทก์ ก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์แล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 มิได้บัญญัติว่า การที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้กระทำลงภายหลังจากลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้แล้วแต่ประการใด ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ผู้ค้ำประกันได้กระทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ก็ย่อมใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามยังดำเนินธุรกิจตามปกติ และการโอนหุ้นพิพาทไม่ทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่า บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามได้จำนองทรัพย์สินมีมูลค่ามากกว่าจำนวนหนี้สินที่มีต่อโจทก์ และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายหุ้นพิพาทโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหานี้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้วว่า ผลประกอบการของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามในปี 2556 ขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นจากปี 2555 เป็นจำนวนมาก ส่วนทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามก็มีจำนวนน้อยกว่าหนี้สินที่ต้องชำระแก่โจทก์ งบดุลของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามที่จำเลยทั้งสองนำมากล่าวอ้างว่าบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินนั้นไม่อาจรับฟังได้และเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเรียกร้องให้บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และยื่นฟ้องบริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด กับบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขอให้เป็นบุคคลล้มละลาย บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสองดังกล่าวได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยบริษัทลัคกี้ สปินนิ่ง จำกัด ระบุว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินถึง 1,574,377,868.10 บาท และบริษัทลัคกี้ โกลบอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่ามีหนี้สินจำนวนมากถึง 2,595,000,000 บาท ตามลำดับ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก อีกทั้งได้ความตามคำเบิกความของนางสาวช่อเพ็ชร์ พยานโจทก์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสของธนาคารโจทก์และได้รับมอบหมายให้ดูแลสินเชื่อของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2556 บริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าวไว้กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาผ่อนชำระหนี้กับโจทก์ และครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2556 บริษัทลัคกี้ นิตติ้ง แอนด์ ดายอิ้ง จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ทำบันทึกข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาผ่อนชำระหนี้กับโจทก์อีกครั้งหนึ่ง จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามย่อมจะทราบดีว่าบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามมีปัญหาในเรื่องการเงิน จึงต้องมีการทำบันทึกข้อตกลงในการผ่อนเวลาชำระหนี้แก่โจทก์ออกไปก่อน ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า หลังจากจำเลยที่ 1 โอนหุ้นพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามยังคงประกอบธุรกิจและใช้สินเชื่อกับโจทก์ตามปกติโดยไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบสถานะทางการเงินและผลดำเนินการทางธุรกิจของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามที่มีปัญหา และจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ด้วยน่าจะทราบว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในกรณีที่บริษัทลูกหนี้ชั้นต้นทั้งสามไม่อาจชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันยังมีทรัพย์สินอื่นเหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จึงเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่อาจต้องถูกบังคับให้ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 2 ก็เพื่อมิให้ถูกโจทก์บังคับเอามาชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าการโอนหุ้นพิพาทดังกล่าวจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อให้หุ้นพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 เสียได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าหุ้นพิพาทตามราคาที่เหมาะสมจากจำเลยที่ 2 มาแล้วหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ล้วนเป็นเรื่องพลความและไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยให้เพราะไม่มีผลให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4189/2563
#661428
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินที่ผู้บริโภคเสียไปจากการถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงนั้น ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่ง เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือราคาทรัพย์นั้น ... ซึ่งพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อจนได้เงินไปจากผู้บริโภค นอกจากเป็นการผิดสัญญาแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อผู้บริโภคด้วย ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้รับ โดยถือว่าจำนวนเงินที่ผู้บริโภคแต่ละคนเสียไปจากการที่ถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวง คือจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้รับ เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้แก่ผู้บริโภคอีกเท่าหนึ่งของจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยไม่กำหนดดอกเบี้ยในส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่ผู้บริโภค 62 ราย และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้แก่ผู้บริโภคที่ 1 ถึงที่ 62 ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางมนทนา ผู้บริโภคที่ 1 ชำระเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวจันทนิภา ผู้บริโภคที่ 2 ชำระเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวธาริณี ผู้บริโภคที่ 3 ชำระเงิน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสุธี ผู้บริโภคที่ 4 ชำระเงิน 22,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวเรวดี ผู้บริโภคที่ 5 ชำระเงิน 7,998 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวอภิชญา ผู้บริโภคที่ 6 ชำระเงิน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายอิทธิพล ผู้บริโภคที่ 7 ชำระเงิน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางจิรภา ผู้บริโภคที่ 8 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายโรจน์ยศ ผู้บริโภคที่ 9 ชำระเงิน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายอัศวิน ผู้บริโภคที่ 10 ชำระเงิน 12,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวชุติญา ผู้บริโภคที่ 11 ชำระเงิน 17,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางลักษมี ผู้บริโภคที่ 12 ชำระเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวทิฆัมพร ผู้บริโภคที่ 13 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวทิพวรรณ ผู้บริโภคที่ 14 ชำระเงิน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางนันทิดา ผู้บริโภคที่ 15 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสุพัตรา ผู้บริโภคที่ 16 ชำระเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาววิมล ผู้บริโภคที่ 17 ชำระเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางกชมาศ ผู้บริโภคที่ 18 ชำระเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวช่อแก้ว ผู้บริโภคที่ 19 ชำระเงิน 9,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวจันทน์เพ็ญ ผู้บริโภคที่ 20 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสรศักดิ์ ผู้บริโภคที่ 21 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวพัชรนันท์ ผู้บริโภคที่ 22 ชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวรักษิณา ผู้บริโภคที่ 23 ชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางอภิรดี ผู้บริโภคที่ 24 ชำระเงิน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวจุฑารัตน์ ผู้บริโภคที่ 25 ชำระเงิน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวเบ็ญจมาศ ผู้บริโภคที่ 26 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายพิพัฒน์ ผู้บริโภคที่ 27 ชำระเงิน 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางพรพิมล ผู้บริโภคที่ 28 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวปิติกานต์ ผู้บริโภคที่ 29 ชำระเงิน 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายดุสิต ผู้บริโภคที่ 30 ชำระเงิน 7,998 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายธีรศักดิ์ ผู้บริโภคที่ 31 ชำระเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวยริษฐา ผู้บริโภคที่ 32 ชำระเงิน 3,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายศุภสิทธิ์ ผู้บริโภคที่ 33 ชำระเงิน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวเจษฎาภรณ์ ผู้บริโภคที่ 34 ชำระเงิน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวกนกวรรณ ผู้บริโภคที่ 35 ชำระเงิน 9,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวอัมาริสา ผู้บริโภคที่ 36 ชำระเงิน 2,599 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวกันยา ผู้บริโภคที่ 37 ชำระเงิน 5,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายจักรพงศ์ ผู้บริโภคที่ 38 ชำระเงิน 26,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายคมสัน ผู้บริโภคที่ 39 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางศรินทร ผู้บริโภคที่ 40 ชำระเงิน 79,991 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายพีรสิทธิ์ ผู้บริโภคที่ 41 ชำระเงิน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายภวัต ผู้บริโภคที่ 42 ชำระเงิน 5,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสันติภาพ ผู้บริโภคที่ 43 ชำระเงิน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางน้ำทิพย์ ผู้บริโภคที่ 44 ชำระเงิน 12,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายวิษณุ ผู้บริโภคที่ 45 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางฟองคำ ผู้บริโภคที่ 46 ชำระเงิน 18,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางวิรุณรัตน์ ผู้บริโภคที่ 47 ชำระเงิน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวมณฑิรา ผู้บริโภคที่ 48 ชำระเงิน 13,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวธนภรณ์ ผู้บริโภคที่ 49 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาววรรณดี ผู้บริโภคที่ 50 ชำระเงิน 3,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางดวงตา ผู้บริโภคที่ 51 ชำระเงิน 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวภัสสร ผู้บริโภคที่ 52 ชำระเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวทิพย์วรรณ ผู้บริโภคที่ 53 ชำระเงิน 5,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวอรนุช ผู้บริโภคที่ 54 ชำระเงิน 23,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายณัฐรัช ผู้บริโภคที่ 55 ชำระเงิน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวเพชรรัตน์ ผู้บริโภคที่ 56 ชำระเงิน 9,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวขวัญเรือน ผู้บริโภคที่ 57 ชำระเงิน 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสุเมธ ผู้บริโภคที่ 58 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางนิภา ผู้บริโภคที่ 59 ชำระเงิน 15,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวสุนิสา ผู้บริโภคที่ 60 ชำระเงิน 7,998 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวรสวรรณ ผู้บริโภคที่ 61 ชำระเงิน 9,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวอรวรรณ ผู้บริโภคที่ 62 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ส่วนค่าทนายความพนักงานอัยการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการแทนโจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้เปิดให้บริการห้องพักประเภทรีสอร์ทชื่อ เดอะลิฟวิ่งฮิลล์ วังน้ำเขียว และให้บริการจองหรือสำรองที่พักและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการไอส์แลนด์ พาราไดซ์ บ้านกรูด - เกาะทะลุ โดยโฆษณาประชาสัมพันธ์รวมทั้งออกร้านในเทศกาลท่องเที่ยวและสถานที่ต่าง ๆ เพื่อชักชวนประชาชนซื้อบริการและจองห้องพัก โดยเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า ต่อมามีผู้บริโภค 62 ราย ซื้อบริการและจองห้องพักในรีสอร์ท เดอะลิฟวิ่งฮิลล์ วังน้ำเขียว และไอส์แลนด์ พาราไดซ์ บ้านกรูด - เกาะทะลุ กับจำเลยที่ 1 และชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่ผู้บริโภคทั้ง 62 ราย ไม่สามารถใช้บริการห้องพักของรีสอร์ท เดอะลิฟวิ่งฮิลล์ วังน้ำเขียว และใช้บริการกิจกรรมในโครงการไอส์แลนด์ พาราไดซ์ บ้านกรูด - เกาะทะลุ ได้ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ปิดรีสอร์ทเพื่อปรับปรุงและยกเลิกสัญญากับบ้านมนตรา บีชรีสอร์ท ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถใช้บริการที่ไอส์แลนด์ พาราไดซ์ บ้านกรูด - เกาะทะลุ ได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังคงดำเนินการขายแพคเกจห้องพักแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคทั้ง 62 ราย ติดต่อขอรับเงินคืนก็ไม่สามารถติดต่อได้และยังไม่ได้รับเงินคืน จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคทั้ง 62 ราย ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้บริโภค 62 ราย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำการโดยมีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย โดยมีพฤติการณ์ที่เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ฟ้องเพียงขอให้จำเลยทั้งสองคืนเงินแก่ผู้บริโภค โดยมิได้ขอค่าเสียหายจากการผิดสัญญาด้วยจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องขอให้คืนเงินที่ผู้บริโภคเสียไปจากการถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงนั้น ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งนั่นเอง ทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์นั้น ... ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงบรรดาผู้บริโภคให้หลงเชื่อจนได้เงินไปจากผู้บริโภคตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว นั้น นอกจากเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อผู้บริโภคด้วย ศาลจึงนำบทบัญญัติเรื่องค่าเสียหายตามมาตรา 438 วรรคสอง ดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีคดีนี้ได้ ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้รับ โดยถือว่าจำนวนเงินที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้เสียไปจากการที่ถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวง คือจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้รับซึ่งก็คือจำนวนเงินที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้คืนให้แก่ผู้บริโภคแต่ละคน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีนี้แล้ว เห็นสมควรให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้แก่ผู้บริโภคโดยกำหนดให้ผู้บริโภคแต่ละคนมีสิทธิได้รับการชดใช้เงินจากจำเลยทั้งสองเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยไม่กำหนดดอกเบี้ยในส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000 บาท ให้แก่นางมนทนา ผู้บริโภคที่ 1 จำนวน 7,500 บาท แก่นางสาวจันทนิภา ผู้บริโภคที่ 2 จำนวน 5,000 บาท ให้แก่นางสาวธารินี ผู้บริโภคที่ 3 จำนวน 6,000 บาท ให้แก่นายสุธี ผู้บริโภคที่ 4 จำนวน 22,500 บาท ให้แก่นางสาวเรวดี ผู้บริโภคที่ 5 จำนวน 7,998 บาท ให้แก่นางสาวอภิชญา ผู้บริโภคที่ 6 จำนวน 5,500 บาท ให้แก่นายอิทธิพล ผู้บริโภคที่ 7 จำนวน 5,500 บาท ให้แก่นางจิรภา ผู้บริโภคที่ 8 จำนวน 15,000 บาท ให้แก่นายโรจน์ยศ ผู้บริโภคที่ 9 จำนวน 6,000 บาท ให้แก่นายอัศวิน ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 12,500 บาท ให้แก่นางสาวชุติญา ผู้บริโภคที่ 11 จำนวน 17,640 บาท ให้แก่นางลักษมี ผู้บริโภคที่ 12 จำนวน 5,000 บาท ให้แก่นางสาวทิฆัมพร ผู้บริโภคที่ 13 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นางสาวทิพวรรณ ผู้บริโภคที่ 14 จำนวน 12,000 บาท ให้แก่นางนันทิดา ผู้บริโภคที่ 15 จำนวน 15,000 บาท ให้แก่นางสุพัตรา ผู้บริโภคที่ 16 จำนวน 3,000 บาท ให้แก่นางสาววิมล ผู้บริโภคที่ 17 จำนวน 7,000 บาท ให้แก่นางกชมาศ ผู้บริโภคที่ 18 จำนวน 7,500 บาท ให้แก่นางสาวช่อแก้ว ผู้บริโภคที่ 19 จำนวน 9,499 บาท ให้แก่นางสาวจันทน์เพ็ญ ผู้บริโภคที่ 20 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นายสรศักดิ์ ผู้บริโภคที่ 21 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นางสาวพัชรนันท์ ผู้บริโภคที่ 22 จำนวน 36,000 บาท ให้แก่นางสาวรักษิณา ผู้บริโภคที่ 23 จำนวน 36,000 บาท ให้แก่นางอภิรดี ผู้บริโภคที่ 24 จำนวน 5,500 บาท ให้แก่นางสาวจุฑารัตน์ ผู้บริโภคที่ 25 จำนวน 45,000 บาท ให้แก่นางสาวเบ็ญจมาศ ผู้บริโภคที่ 26 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นายพิพัฒน์ ผู้บริโภคที่ 27 จำนวน 11,000 บาท ให้แก่นางพรพิมล ผู้บริโภคที่ 28 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นางสาวปิติกานต์ ผู้บริโภคที่ 29 จำนวน 11,000 บาท ให้แก่นายดุสิต ผู้บริโภคที่ 30 จำนวน 7,998 บาท ให้แก่นายธีรศักดิ์ ผู้บริโภคที่ 31 จำนวน 7,500 บาท ให้แก่นางสาวยริษฐา ผู้บริโภคที่ 32 จำนวน 3,999 บาท ให้แก่นายศุภสิทธิ์ ผู้บริโภคที่ 33 จำนวน 4,000 บาท ให้แก่นางสาวเจษฎาภรณ์ ผู้บริโภคที่ 34 จำนวน 5,500 บาท ให้แก่นางสาวกนกวรรณ ผู้บริโภคที่ 35 จำนวน 9,999 บาท ให้แก่นางสาวอัมาริสา ผู้บริโภคที่ 36 จำนวน 2,599 บาท ให้แก่นางสาวกันยา ผู้บริโภคที่ 37 จำนวน 5,999 บาท ให้แก่นายจักรพงศ์ ผู้บริโภคที่ 38 จำนวน 26,000 บาท ให้แก่นายคมสัน ผู้บริโภคที่ 39 จำนวน 15,000 บาท ให้แก่นางศรินทร ผู้บริโภคที่ 40 จำนวน 79,991 บาทให้แก่นายพีรสิทธิ์ ผู้บริโภคที่ 41 จำนวน 21,000 บาท ให้แก่นายภวัต ผู้บริโภคที่ 42 จำนวน 5,999 บาท ให้แก่นายสันติภาพ ผู้บริโภคที่ 43 จำนวน 8,000 บาท ให้แก่นางน้ำทิพย์ ผู้บริโภคที่ 44 จำนวน 12,999 บาท ให้แก่นายวิษณุ ผู้บริโภคที่ 45 จำนวน 15,000 บาท ให้แก่นางฟองคำ ผู้บริโภคที่ 46 จำนวน 18,999 บาท ให้แก่นางวิรุณรัตน์ ผู้บริโภคที่ 47 จำนวน 2,000 บาท ให้แก่นางสาวมณฑิรา ผู้บริโภคที่ 48 จำนวน 13,999 บาท ให้แก่นางสาวธนภรณ์ ผู้บริโภคที่ 49 จำนวน 15,000 บาท ให้แก่นางสาววรรณดี ผู้บริโภคที่ 50 จำนวน 3,500 บาท ให้แก่นางดวงตา ผู้บริโภคที่ 51 จำนวน 14,000 บาท ให้แก่นางสาวภัสสร ผู้บริโภคที่ 52 จำนวน 3,000 บาท ให้แก่นางสาวทิพย์วรรณ ผู้บริโภคที่ 53 จำนวน 5,999 บาท ให้แก่นางสาวอรนุช ผู้บริโภคที่ 54 จำนวน 23,997 บาท ให้แก่นายณัฐรัช ผู้บริโภคที่ 55 จำนวน 5,500 บาท ให้แก่นางสาวเพชรรัตน์ ผู้บริโภคที่ 56 จำนวน 9,999 บาท ให้แก่นางสาวขวัญเรือน ผู้บริโภคที่ 57 จำนวน 18,500 บาท ให้แก่นายสุเมธ ผู้บริโภคที่ 58 จำนวน 30,000 บาท ให้แก่นางนิภา ผู้บริโภคที่ 59 จำนวน 15,499 บาท ให้แก่นางสาวสุนิสา ผู้บริโภคที่ 60 จำนวน 7,998 บาท ให้แก่นางสาวรสวรรณ ผู้บริโภคที่ 61 จำนวน 9,500 บาท ให้แก่นางสาวอรวรรณ ผู้บริโภคที่ 62 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธรรมรัต สงวนพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ประมวญ รักศิลธรรม
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2563
#662410
เปิดฉบับเต็ม

ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย เป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น

โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี พร้อมส่งโฉนดที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารประกอบ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้แล้วประเมินราคาทรัพย์ที่ยึด แจ้งการยึดให้เจ้าพนักงานที่ดินและจำเลยทั้งสองทราบ ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องการยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงมีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์หลงผิดในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึด ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้อง เท่ากับโจทก์ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่าย กรณีจึงเป็นการขอถอนการยึดทรัพย์ที่มีอยู่จริง จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 988,658 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนอง ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ กว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยโจทก์เป็นผู้นำส่งโฉนดที่ดินเลขที่ 65002 สัญญาจำนอง และภาพถ่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยประเมินราคารวม 1,008,000 บาท แบ่งเป็นที่ดิน 364,000 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 644,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึด ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ พร้อมแจ้งราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเนื่องจากความผิดหลงของโจทก์ ที่ถูกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงคำนวณค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท แล้วแจ้งให้โจทก์วางเงินเพื่อดำเนินการถอนการยึดสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์นำยึดที่ดินถูกต้องส่วนการนำยึดสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น เป็นการผิดหลงเพียงเล็กน้อย เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมการถอนการยึด ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้าง จึงต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยหรือไม่ การที่โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงถือเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อ ทั้งตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ก็ระบุชัดเจนว่าผู้แทนโจทก์ได้ตรวจสอบและรับรองรายการทรัพย์ที่ยึดและราคาประเมินแล้ว ทรัพย์ที่นำยึดมีสภาพตามภาพถ่ายที่นำส่ง หากผิดพลาดประการใดยอมรับผิดและชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามกฎหมาย เมื่อเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ไม่ใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะความหลงผิดของโจทก์เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้แก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้แก้ไขแล้วมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าธรรมเนียม" ว่า เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่เรียกเก็บตามกฎหมาย เนื่องจากการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมส่งโฉนดที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารประกอบ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยอ้างว่าเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้ แล้วประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดแยกเป็นราคาที่ดินประมาณ 364,000 บาท และราคาสิ่งปลูกสร้างประมาณ 644,000 บาท แจ้งการยึดให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีและจำเลยทั้งสองทราบ ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องการยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงมีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์หลงผิดในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึด ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้องเท่ากับโจทก์ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่าย กรณีจึงเป็นการขอถอนการยึดทรัพย์ที่มีอยู่จริง จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้โจทก์จะอ้างว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องผิดหลงในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถมีคำสั่งแก้ไขได้ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองหรือบุคคลภายนอกเสียหายไม่จำต้องให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนั้นก็ตาม แต่ข้อผิดหลงที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะนำยึด โจทก์จึงจะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 153 วรรคสอง ม. 153/1 ตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
ประมวญ รักศิลธรรม
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185 -ที่ 4186/2563
#661468
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เพียงแต่ได้ให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ส. ซึ่งไม่ใช่กระบวนการหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งที่จำเลยจะมาอ้างว่าโจทก์ที่ 1 มีโอกาสชี้แจงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนแล้ว เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไม่ได้เรียกหรือให้โอกาสโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสให้ถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน จึงเป็นกรณีที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลทำให้คำสั่งของจำเลยที่เรียกให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งจำเลยอาจแก้ไขให้สมบูรณ์ในภายหลังได้ โดยเรียกให้โจทก์ที่ 1 รับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงพยานหลักฐานของตนก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 การที่จำเลยแจ้งคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือถึงองค์การสะพานปลาโต้แย้งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองดังกล่าว หาใช่โจทก์ที่ 1 ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนไม่ และการที่จำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเห็นโต้แย้งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ที่ 1 ก็เป็นกระบวนการที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดเกิดขึ้นมาใหม่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยเดิมของกรมบัญชีกลาง และจำเลยเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าว กระบวนการพิจารณาอุทธรณ์จึงได้สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า หลังจากจำเลยมีคำสั่งเรียกให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยได้ดำเนินการโดยให้โอกาสแก่โจทก์ที่ 1 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม คำสั่งทางปกครองดังกล่าวจึงหากลับมาสมบูรณ์ในภายหลังไม่ คำสั่งที่จำเลยเรียกให้โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงยังเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ และทำให้คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 30 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — องค์การสะพานปลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรพร ชลสาคร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4158/2563
#664314
เปิดฉบับเต็ม

คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการตามฟ้องโดยมิได้มีเจตนาแสวงประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพราะจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวทั้งหมดไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เท่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากระทำความผิด คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างตามคำแถลงของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวรับฟังไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้ และเนื่องจากพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 อ้างเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวปรากฏในสำนวนคดีนี้ครบถ้วนแล้ว เพื่อให้คดีแล้วเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 147, 151 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินที่เบียดบังไป 362,580 บาท คืนแก่สำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย กรมป่าไม้ นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.464/2560 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.31/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ และขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) และจำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 9 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 45 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุกมีกำหนด 30 ปี คำรับของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 20 ปี เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 กับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.464/2560 และรวมโทษของจำเลยที่ 2 กับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.31/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกินกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ทุจริตเบียดบังไป 362,580 บาท แก่สำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย กรมป่าไม้

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และโจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ส่วนจัดการไฟป่าและภัยธรรมชาติ สำนักป้องกันและปราบปรามกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา จังหวัดพะเยา มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยดับไฟป่าในความรับผิดชอบของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา และปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กรมป่าไม้อนุมัติ รวมทั้งมีอำนาจดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่อธิบดีกรมป่าไม้มอบหมาย และยังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ประจำปีงบประมาณ 2541 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ฝ่ายป้องกันรักษาป่า สำนักงานป่าไม้จังหวัดลำพูน ช่วยราชการสำนักป้องกันและปราบปราม กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยดับไฟป่าในความรับผิดชอบของสถานีควบคุมไฟป่าเชียงราย และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ประจำปีงบประมาณ 2541 จำเลยที่ 3 ดำรงแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ประจำสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ประจำปีงบประมาณ 2541 คณะกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินให้ลูกจ้างชั่วคราวรายวันและตรวจสอบผลงานของแต่ละหน่วยงานของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา สถานีควบคุมไฟป่าพะเยามีสำนักงานป่าไม้เขตเชียงรายเป็นหน่วยงานฝากเบิกเงินงบประมาณ ป่าไม้เขตเชียงรายยังได้รับมอบหมายจากกรมป่าไม้ให้เป็นผู้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยาด้วย ในปีงบประมาณ 2541 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา นำใบสมัครงานของนางวราภรณ์ นายดวงตา นายเศรษฐ์ นายจักร์ นายสม นายแก้ว นายวิเชียร นายทินกร นายศรีนวล นายศรีวัน นายอินโคง นายทวิทย์ นายผัดดี นายคำ นายทวีศักดิ์ นายวิ และนายจำรัส จำนวน 17 ราย รวมกับใบสมัครเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันของบุคคลอื่น ไปขออนุมัติป่าไม้เขตเชียงรายเพื่อให้มีคำสั่งให้จ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ป่าไม้เขตเชียงรายมีคำสั่งอนุมัติตามขอ โดยให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดให้ลูกจ้างชั่วคราวรายวันทำงานตามที่ว่าจ้าง ลูกจ้างชั่วคราวรายวันต้องลงลายมือชื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติงานเพื่อเป็นหลักฐานว่ามาปฏิบัติงานจริง และจำเลยที่ 1 ต้องลงลายมือชื่อของตนเองในบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราวรายวันเพื่อรับรองผลการปฏิบัติงานในแต่ละวันด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จัดทำหลักฐานการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวรายวัน (แบบ บก.-กจ.3) และสรุปผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราวรายวันและจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันแต่ละราย มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะหัวหน้าผู้ควบคุมและจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อในฐานะคณะกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวเพื่อเป็นหลักฐานว่าลูกจ้างชั่วคราวรายวันทุกคนรับเงินค่าจ้างต่อหน้าตน หลักฐานการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวรายวัน (แบบ บก.-กจ.3) มีข้อความด้วยว่า "ข้าฯ ขอรับรองว่าเป็นลายมือชื่อคนงานผู้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวข้างต้นจริง" และ "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จำนวนคนงาน จำนวนวันทำการและจำนวนเงินตามใบสำคัญฉบับนี้เป็นความจริง" นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อความส่วนราชการ สถานีควบคุมไฟป่าพะเยา เรื่อง รายงานผลการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวรายวัน เป็นการรับรองว่าร่วมกันจ่ายเงินแก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันทุกคน โดยระบุยอดเงินที่จ่าย และระบุด้วยว่าไม่มีเงินเหลือจ่ายคืน พร้อมทั้งรับรองว่า ตรวจผลการปฏิบัติงานแล้วปรากฏว่ามีผลงานตามแผนการปฏิบัติงานจริง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำคำสั่งอนุมัติให้จ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวัน บัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการลูกจ้างชั่วคราวประจำเดือน หลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวัน (แบบ บก.-กจ.3) และบันทึกรายงานผลการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวรายวันของคณะกรรมการจ่ายเงินลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวไปจัดทำบันทึกขอส่งใบสำคัญค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวัน เพื่อขออนุมัติเบิกเงินค่าจ้างชั่วคราวรายวันจากป่าไม้เขตเชียงราย พร้อมด้วยหน้างบการเบิกเงิน (กปม.10) เพื่อรับการอนุมัติการจ่ายเงินจากป่าไม้เขตเชียงรายด้วยเช็คธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่สั่งจ่ายระบุชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน ต่อมามีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่า มีการทุจริตเงินแผ่นดินของสถานีควบคุมไฟป่าทั่วประเทศ ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2541 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้นายวานิช นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 ตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มสำนักตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดพะเยา และนายชนาทร ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในสำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย ซึ่งมีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลสถานีควบคุมไฟป่าเชียงรายและสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา รวมทั้งเป็นหน่วยเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้แก่สถานีควบคุมไฟป่าทั้งสองแห่งด้วย ผลการตรวจสอบกรณีสถานีควบคุมไฟป่าพะเยาพบว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันเป็นเงินทั้งสิ้น 2,200,294 บาท โดยที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับเงินเป็นเงิน 1,086,428 บาท เบิกจ่ายเกินสิทธิของลูกจ้างที่ทำงานจริงเป็นเงิน 80,341 บาท และจ่ายเงินให้ลูกจ้างต่ำกว่าสิทธิที่จะได้รับเป็นเงิน 174,737 บาท รวมเป็นเงินที่ไม่ได้จ่ายให้ลูกจ้าง 1,341,506 บาท และมีเงินที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อีก 255,514 บาท ตามรายงานการตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเฉพาะจำเลยที่ 1 คณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยดำเนินการสอบสวนแล้วเสนอรายงานผลการสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามที่ปรากฏในรายงานผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ แต่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า จำเลยที่ 1 นำเงินที่ไม่ได้จ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวรายวันไปใช้ในการก่อสร้างลานและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รวมทั้งจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าและค่าจัดเลี้ยงอาหารแก่ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ อันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของทางราชการ มิได้เป็นการกระทำเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้หรือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณารายงานผลการสอบสวนแล้วเห็นด้วยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และมีคำสั่งให้ตัดเงินเดือนจำเลยที่ 1 ร้อยละ 4 ตามคำสั่งลงวันที่ 20 กันยายน นอกจากนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ ยังได้มีหนังสือลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่ากรณีนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จึงส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะพนักงานไต่สวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและแสวงหาข้อเท็จจริง องค์คณะพนักงานไต่สวนมีความเห็นว่า ระยะเวลาที่พบการกระทำความผิดล่วงเลยมากว่า 17 ปี ควรมุ่งพิสูจน์การกระทำความผิดเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ ว่าไม่ได้ทำงาน ไม่ได้รับเงิน และไม่ได้ลงลายมือชื่อรับเงินเพียงกลุ่มเดียวและสามารถติดตามบุคคลในกลุ่มดังกล่าวได้ 19 ราย แต่ในจำนวนดังกล่าวมี 2 ราย ให้ถ้อยคำสับสน คงเหลือบุคคลที่ให้ถ้อยคำยืนยันว่าไม่ได้ทำงาน ไม่ได้รับเงิน และไม่ได้ลงลายมือชื่อรับเงินจริง เพียง 17 ราย เป็นบุคคลตามคำสั่งจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันรวม 9 คำสั่ง และจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำไปจ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวรายวันที่มีชื่อในเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นเงินทั้งสิ้น 362,580 บาท การกระทำของจำเลยทั้งสามมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 แต่เนื่องจากความผิดตามมาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) และ (4) ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการไต่สวนของคณะพนักงานไต่สวนแล้วเห็นชอบด้วยความเห็นของคณะพนักงานไต่สวน ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เบียดบังเงินที่ไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันตามฟ้องคดีนี้ไปเป็นประโยชน์ของตนเอง โดยศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวในอุทธรณ์ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นการชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ศาลยังจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ต่อไปว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ผู้กระทำต้องมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริตด้วย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพ ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2561 มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 นำเงินค่าจ้างที่ไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันตามฟ้องคดีนี้ทั้งหมดไปใช้ก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา เช่น ก่อสร้างลานและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารบ้านพักเจ้าหน้าที่ อาคารอเนกประสงค์ อาคารป้อมยาม ป้ายสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ถมดินเพื่อปรับพื้นที่สนามหลังป้ายสถานี ก่อสร้างถังพักน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก และถังเก็บน้ำฝน เป็นต้น โดยจำเลยที่ 1 อ้างถึงรายงานการสอบสวนทางวินัยของกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และรายงานการสอบสวนความรับผิดทางละเมิด รวมทั้งรูปถ่ายที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังอ้างด้วยว่า สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีหรือทะเบียนพัสดุ ครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างของสถานีควบคุมไฟป่าพะเยา ปัจจุบันทางราชการยังใช้ประโยชน์จากถนนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ดังนี้ คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการตามฟ้องโดยมิได้มีเจตนาแสวงประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพราะจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวทั้งหมดไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เท่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากระทำความผิด คำแถลงประกอบคำรับสารภาพฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2561 ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานตามทางไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างตามคำแถลงของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวรับฟังไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในปัญหาดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 อ้างเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวปรากฏในสำนวนคดีนี้ครบถ้วนแล้ว เพื่อให้คดีแล้วเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 9 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 45 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุกมีกำหนด 27 ปี 36 เดือน คำแถลงรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 24 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ทุกข้อหา กับให้ยกคำขอนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.464/2560 แต่ให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.31/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินที่ทุจริตเบียดบังไป 362,580 บาท แก่สำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย กรมป่าไม้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายพศวัต จงอรุณงามแสง
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4154/2563
#662371
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดต่อส่วนตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง ก่อนวันอ่านคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องว่าคู่ความตกลงกันได้ขอถอนฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำสั่งเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง ก่อนอ่านคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนฟ้อง และขอให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แม้โจทก์ขอถอนคำร้องขอถอนฟ้องก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง เมื่อไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 ให้จำเลยคืนเงิน 35,000,000 บาท แก่ทายาทของนางประภาศรีเจ้ามรดก และให้พิพากษาว่าจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ แต่โจทก์มิได้ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์ รับอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะในคดีส่วนอาญา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2562 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง โดยศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ โจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง ถึงวันนัดทนายโจทก์มาศาล แถลงว่าโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ จึงไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป ขอถอนฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนและซองคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำสั่งเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง โดยศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 22 ตุลาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา วันที่ 17 ตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนฟ้อง และขอให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลชั้นต้นได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนและซองคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งสองฉบับ ฉบับแรกมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์กับจำเลยสามารถตกลงกันได้แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนฟ้อง ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งฉบับที่สองว่า คดีอาญาเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด จึงอนุญาตให้ถอนฟ้องในคดีส่วนอาญา สำหรับคดีส่วนแพ่งการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้วว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และให้ยกฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย คดีส่วนแพ่งจึงล่วงเลยระยะเวลาขอถอนฟ้องแล้ว แต่ถือได้ว่าโจทก์ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ในคดีส่วนแพ่งค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เมื่อโจทก์ไม่อาจถอนฟ้องคดีในส่วนแพ่งได้ กรณีไม่มีเหตุคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นเป็นกรณีพิเศษให้โจทก์ได้ ยกคำร้องในส่วนนี้

โจทก์ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า การถอนคำร้องขอถอนฟ้องในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ประการใดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นสมควร คดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง ก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หนึ่งวัน โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ ไม่ประสงค์ดำเนินคดีอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง ครั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำสั่งเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง ก่อนวันอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ห้าวัน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนฟ้อง และขอให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเหตุผลในการถอนคำร้องขอถอนฟ้องอย่างไร แม้โจทก์ขอถอนคำร้องขอถอนฟ้องก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ก็อยู่ในดุลพินิจที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าโจทก์กับจำเลยสามารถตกลงกันได้แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนฟ้อง ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะทำได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณฐกร ต้องวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — (ไม่ปรากฏชื่อองค์คณะ)
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สุทิน นาคพงศ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4139/2563
#657205
เปิดฉบับเต็ม

แม้อาคารที่เกิดเหตุจะปลูกสร้างภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479 ซึ่งต่อมามี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 บังคับใช้ โดยที่มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ก็ได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 75 ถึงมาตรา 80 โดยมาตรา 80 บัญญัติว่า ท้องที่ใดได้มี พ.ร.ฎ.ให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479... อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ในท้องที่นั้นแล้ว อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลบังคับต่อเนื่องกับ พ.ร.บ.ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479 จึงหาได้มีผลทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีผลบังคับใช้ ไม่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 คดีก่อน เมื่อพิจารณาจากสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกา เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับ พ. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 77 ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล โดยเหตุว่าบริเวณชายหาดหัวหินที่เกิดเหตุมีอาคารก่อสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ และเป็นท้องที่ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารแล้ว ซึ่งเทศบาลเมืองหัวหินได้มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารมาทำสัญญาเช่าที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินกับทางเทศบาล ตามความในมาตรา 77 (4) วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงมาตรการผ่อนปรนชั่วคราว โดยเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากบริเวณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา คดีดังกล่าวศาลจึงต้องพิจารณาจากหลักฐานสัญญาเช่าที่ดินเป็นหลักและรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่ใช่คู่สัญญา จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรื้อถอนอาคารตามมาตรา 77 วรรคสี่ แต่คดีนี้เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่บัญญัติในหมวด 4 ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (2) และมาตรา 42 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการแจ้งคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารห้ามใช้อาคารและให้รื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันและเป็นความผิดคนละข้อหากับคดีก่อน คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในคดีนี้จึงเป็นการกระทำตามกรอบอำนาจของกฎหมาย มิได้ซ้ำซ้อนกับคดีก่อนและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนก็ไม่ผูกพันศาลในคดีนี้ให้ต้องถือตาม แต่ต้องรับฟังพยานหลักฐานจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏจากทางนำสืบในสำนวนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 40, 42, 66 ทวิ, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ปรับจำเลยเป็นรายวันนับแต่วันที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจนถึงวันฟ้อง และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารระงับการใช้อาคารและรื้อถอนอาคารให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (2), 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นรายกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร จำคุก 3 เดือน และปรับ 21,000 บาท ปรับรายวันอีกวันละ 600 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 3 เดือน และปรับ 21,000 บาท ปรับรายวันอีกวันละ 600 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อรวมโทษทั้งสองกรรมแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 28,000 บาท ปรับจำเลยฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2559 ถึงวันฟ้อง รวม 516 วัน เป็นเงิน 206,400 บาท และปรับจำเลยฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอนอาคารวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันฟ้อง รวม 471 วัน เป็นเงิน 188,400 บาท รวมปรับ 422,800 บาท กับให้ปรับจำเลยฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นห้ามบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร อีกวันละ 400 บาท และปรับจำเลยฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอนอาคารอีกวันละ 400 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจนเสร็จสิ้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า อาคารที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ประกอบกิจการที่พักชั่วคราว ปลูกสร้างบนที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ซึ่งต่อมาปี 2522 มีพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 โดยให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน และมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2522 ซึ่งอาคารที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในเขตปรับปรุงอาคาร ต่อมาเทศบาลเมืองหัวหินได้ทำการสำรวจสิ่งปลูกสร้างรุกที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่สะพานปลาหัวหินถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม (ชายหาดหัวหิน) พบว่ามีอาคารก่อสร้างรุกล้ำชายหาดเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และอื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 77 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 สั่งให้เจ้าของอาคารทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่น วันที่ 1 มิถุนายน 2534 นางพิมพ์ใจ มารดาจำเลย ทำสัญญาเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารที่เกิดเหตุกับเทศบาลเมืองหัวหินมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี โดยเมื่อสัญญาเช่าที่ดินระงับหรือสิ้นกำหนดอายุตามสัญญาเช่า ผู้เช่ายินยอมรื้อถอนและขนย้ายอาคาร โดยจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ให้เช่า หากฝ่าฝืนมีโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่เมื่อครบกำหนดการเช่า นางพิมพ์ใจเพิกเฉยไม่รื้อถอนอาคาร ต่อมาปี 2546 สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 (ปัจจุบันคือสำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ 3 สาขาประจวบคีรีขันธ์) ได้ทำการสำรวจผู้บุกรุกและปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ พบผู้บุกรุกซึ่งเคยได้รับการผ่อนผันทำสัญญาเช่าที่ดินกับเทศบาลเมืองหัวหิน แต่ครบกำหนดอายุการเช่าแล้ว ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 และเทศบาลเมืองหัวหินจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกซึ่งรวมถึงนางพิมพ์ใจและจำเลยด้วย และต่อมาโจทก์ฟ้องนางพิมพ์ใจและจำเลยเป็นคดีต่อศาลในความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และประมวลกฎหมายที่ดิน คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว นางพิมพ์ใจถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้อาคารที่เกิดเหตุจะปลูกสร้างภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ซึ่งต่อมามีพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 บังคับใช้ โดยที่มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ก็ได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 75 ถึงมาตรา 80 โดยมาตรา 80 บัญญัติว่า ท้องที่ใดได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479... อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ในท้องที่นั้นแล้ว อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลบังคับต่อเนื่องกับพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 จึงหาได้มีผลทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีผลบังคับใช้ ไม่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 คดีก่อน เมื่อพิจารณาจากสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกา เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับนางพิมพ์ใจโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 77 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล โดยเหตุว่าบริเวณชายหาดหัวหินที่เกิดเหตุมีอาคารก่อสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในที่ดินอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินก่อนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ และเป็นท้องที่ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารแล้ว ซึ่งเทศบาลเมืองหัวหินได้มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารมาทำสัญญาเช่าที่ดินสาธารณประโยชน์กับทางเทศบาล ตามความในมาตรา 77 (4) วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงมาตรการผ่อนปรนชั่วคราว โดยเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากบริเวณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา คดีดังกล่าวศาลจึงต้องพิจารณาจากหลักฐานสัญญาเช่าที่ดินเป็นหลักและรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่ใช่คู่สัญญา จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรื้อถอนอาคารตามมาตรา 77 วรรคสี่ แต่คดีนี้เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่บัญญัติในหมวด 4 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (2) และมาตรา 42 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการแจ้งคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารห้ามใช้อาคารและให้รื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันและเป็นความผิดคนละข้อหากับคดีก่อน คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในคดีนี้จึงเป็นการกระทำตามกรอบอำนาจของกฎหมาย มิได้ซ้ำซ้อนกับคดีก่อนและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนก็ไม่ผูกพันศาลในคดีนี้ให้ต้องถือตาม แต่ต้องรับฟังพยานหลักฐานจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏจากทางนำสืบในสำนวนนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า อาคารที่เกิดเหตุประกอบกิจการให้เช่าที่พัก ใช้ชื่อเล่นจำเลย และเมื่อพิจารณาจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรปรากฏว่า นางพิมพ์ใจเกิดเมื่อปี 2469 ขณะเกิดเหตุคดีนี้จึงนับว่านางพิมพ์ใจอยู่ในวัยชรามากแล้ว โดยจำเลยเองก็เบิกความว่า ก่อนถึงแก่ความตายในวัย 92 ปี นางพิมพ์ใจนอนป่วยอยู่ประมาณ 5 ปี ไม่สามารถประกอบธุรกิจใด ๆ ได้ และหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 นางพิมพ์ใจยังคงเพิกเฉยไม่ยอมรื้อถอนอาคารจนกระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2559 นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินมีหนังสือถึงนางพิมพ์ใจและเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารแจ้งให้รื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปอีกครั้งหนึ่ง มิฉะนั้นจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และมาตรา 43 (2) ต่อไป โดยแจ้งคำสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับ และปิดคำสั่งห้ามใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารและสั่งให้รื้อถอนไว้ที่อาคารที่เกิดเหตุ จากนั้นวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จำเลยเข้าร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บริเวณชายหาดหัวหินที่สำนักงานเทศบาลเมืองหัวหินจัดขึ้น ซึ่งตามรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมระบุชัดเจนว่าจำเลยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวในฐานะเจ้าของอาคาร และต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2560 จำเลยยังทำหนังสือถึงสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหินชี้แจงโต้แย้งคำสั่งโดยขอขยายระยะเวลาการรื้อถอนออกไปถึงสิ้นปี 2560 อ้างว่าโครงสร้างอาคารที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักแตกต่างจากร้านอาหารอื่น การขนย้ายไม้และสิ่งของออกจากพื้นที่ทำได้ยาก พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมาด้วย โดยไม่ได้โต้แย้งว่าตนมิได้เป็นผู้ครอบครองอาคารดังกล่าวแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ตลอดจนการโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ล้วนเป็นการกระทำในฐานะผู้ครอบครอง หรือผู้ประกอบกิจการที่จำเลยมีส่วนได้เสียทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังปรากฏจากบันทึกคำให้การของจำเลยลงวันที่ 11 ธันวาคม 2560 ว่าเมื่อเทศบาลเมืองหัวหินแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ชั้นสอบสวน แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้และสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำเลยก็อ้างแต่เพียงว่าไม่ประสงค์จะให้การในชั้นสอบสวน จะขอให้การในชั้นศาล โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ทั้งยังให้การยอมรับว่า จำเลยประกอบธุรกิจบ้านพัก อันเป็นอาคารที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้เชื่อว่า ขณะที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งห้ามใช้และรื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุ นางพิมพ์ใจซึ่งเวลานั้นชราภาพทั้งยังมีอาการเจ็บป่วย ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สามารถครอบครองอาคาร ดูแล หรือควบคุมกิจการให้เช่าที่พักได้ แต่เป็นจำเลยที่ครอบครองอาคารและดูแลกิจการด้วยตนเอง และหลังจากนางพิมพ์ใจถึงแก่กรรม จำเลยก็สืบสิทธิเป็นเจ้าของอาคารดำเนินกิจการต่อมา ดังนั้น เมื่อเทศบาลเมืองหัวหินปิดคำสั่งที่อาคารที่เกิดเหตุและมีหนังสือแจ้งคำสั่งห้ามมิให้นางพิมพ์ใจ จำเลย เจ้าของอาคาร/ผู้ครอบครองอาคาร/ผู้ดำเนินการ/ผู้ควบคุมงาน ใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคาร และสั่งให้รื้อถอนอาคารภายใน 45 วัน ทางไปรษณีย์ตอบรับ และจำเลยได้ทราบคำสั่งนั้นโดยชอบแล้ว การที่จำเลยยังคงใช้อาคารที่เกิดเหตุเปิดให้บริการเช่าที่พักต่อมาโดยไม่รื้อถอน จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (2) ม. 42 ม. 77 ม. 77 วรรคหนึ่ง (4) ม. 77 วรรคสี่ ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายพรเลิศ ศักดิ์สงวนมนูญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2563
#662242
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 ศาลชั้นต้นยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขายนั้นมีคำพิพากษายกฟ้อง มิได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้โจทก์ ขณะจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยทั้งสองจึงมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีมูล ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้กันนับแต่ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์จึงมีหนี้อันสมบูรณ์ที่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อยู่แล้วในขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้นั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย เห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้กันนับแต่ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว โจทก์จึงมีหนี้อันสมบูรณ์ที่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อยู่แล้วในขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 นั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์ จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อได้ความว่า ศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขายนั้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2551 โดยพิพากษายกฟ้อง มิได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้โจทก์ ขณะจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลภายนอกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสองจึงมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าไม่มีเจตนาที่จะเป็นการกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้อันจะเป็นความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วนั้นว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นว่าหากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วคดีอาจมีผลต่อสิทธิในการฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350 ม. 83
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — บริษัท ฟ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชยพร กุลนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126/2563
#661776
เปิดฉบับเต็ม

การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 39 (2) นั้น ต้องเป็นการยอมความที่กระทำภายหลังจากความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่กระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิดเกิด เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครสวรรค์ โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัด จำเลยตกลงส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ และศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาตามยอม ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ออกหมายบังคับคดี ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่น และไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้ เช่นนี้ การยอมความดังกล่าวข้างต้นจึงทำขึ้นก่อนที่จำเลยจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้ ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์จำเลยตกลงยอมความในคดีส่วนอาญา สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งจึงไม่มีผลทำให้คดีอาญาระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 350, 90

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 (เดิม), 352 (ที่ถูก 352 วรรคหนึ่ง) (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยักยอกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 288/2558 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาศาลออกหมายบังคับคดี โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่บ้านจำเลยเลขที่ 96 จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อไปถึงจำเลยทำบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำรถยนต์ของโจทก์ไปจำนำให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่อาจคืนรถยนต์ให้โจทก์ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดง ผบ. ที่ 288/2558 โดยจำเลยตกลงจะชำระเงินค่ารถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส - เบนซ์ 3,020,000 บาท จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินเพียง 710,000 บาท ระหว่างผ่อนชำระจำเลยก็ผ่อนชำระไม่ตรงตามที่ตกลงกันเรื่อยมา ทั้งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำนำได้เงิน1,080,000 บาท แต่จำเลยมิได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระเป็นเวลานับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 10 มิถุนายน 2562 เป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ เหลือเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์จำนวนสูงถึง 2,300,000 บาท จากการกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมมาตั้งแต่ต้นที่จะชำระเงินให้โจทก์จนครบถ้วน การกระทำของจำเลยเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างร้ายแรงในทางธุรกิจ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพออันสมควรรอการลงโทษ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 710,000 บาท และมีทรัพย์สินอื่นที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดได้ประเมินราคาเป็นเงิน 413,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,123,000 บาท เงินจำนวนนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จำเลยได้ชำระให้โจทก์เป็นค่าเสียหายแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้แสดงหลักฐานว่า โจทก์ได้รับเงิน 413,000 บาทแล้ว อีกทั้งราคาดังกล่าวก็เป็นเพียงราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่แน่ว่าเวลาขายทอดตลาดจะได้ราคาตามจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับ 413,000 บาท แน่นอน แต่กลับได้ความตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เพียง 710,000 บาท ข้ออ้างของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้และยักยอกทรัพย์ เพราะความผิดดังกล่าวระงับไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสิ้น 1,123,000 บาท เกินกว่าราคารถยนต์ที่มีราคาเพียง 1,080,000 บาท นั้น แม้ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้และความผิดฐานยักยอกทรัพย์จะเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง และ มาตรา 39 (2) นั้น ต้องเป็นการยอมความกันที่กระทำภายหลังจากความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่กระทำไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิดเกิด เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 288/2558 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจำเลยตกลงชำระหนี้เป็นเงิน 3,020,000 บาท โดยผ่อนชำระให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัด จำเลยตกลงส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ และศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาตามยอมในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ออกหมายบังคับคดี วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นเป็นเงิน 1,080,000 บาท และไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้ เมื่อคดีฟังได้เช่นนี้ การยอมความดังกล่าวข้างต้นจึงทำขึ้นก่อนที่จำเลยจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้ นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่โจทก์ทำกับจำเลยก็ไม่ปรากฎข้อความว่า โจทก์จำเลยตกลงยอมความในคดีส่วนอาญา จากพฤติการณ์และข้อเท็จจริงดังกล่าวสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งจึงไม่มีผลทำให้คดีอาญาระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยในปัญหาอื่นไม่เป็นสาระแก่คดีไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีและเป็นประโยชน์แก่จำเลยมากอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคสอง ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายชานนท์ ศรีสาตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธราธร ศิลปโอสถ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2563
#662034
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามให้นำเงินไปลงทุนในโครงการจำหน่ายนมผง ซึ่งไม่มีอยู่จริง แล้วจำเลยทั้งสองโอนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม โดยอ้างว่าเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน ก็เพื่อที่จะหลอกลวงให้ผู้เสียหายทั้งสามลงทุนต่อไป เงินที่โอนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามดังกล่าว จึงเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำความผิดโดยเจตนาทุจริตหลอกให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อและวางใจเพื่อที่จะได้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองเพิ่มอีก มิใช่เป็นการคืนเงินลงทุนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำเงินที่ใช้กระทำความผิดดังกล่าวมาขอหักกลบลบหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 13,268,210 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 3,338,300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 15,102,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่นายราชภูมิ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 13,267,210 บาท นายเอกชัย ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,338,300 บาท และนายเฉลิมชัย ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 15,102,100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่านายวัชรพงษ์ซึ่งคบหาเป็นคนรักกับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเพื่อนผู้เสียหายทั้งสามโดยเฉพาะนายวัชรพงษ์กับผู้เสียหายที่ 2 เคยเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคเดียวกันมาก่อนเมื่อประมาณ 20 ปี มาแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดและต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ คดีฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามให้นำเงินไปลงทุนกับจำเลยทั้งสอง โดยไม่มีโครงการจำหน่ายนมผงตามโรงพยาบาลจริง ผู้เสียหายทุกรายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองนำเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ผู้เสียหายทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสามทราบดีว่าเป็นการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยระเบียบของโรงพยาบาล และเงินที่ลงทุนเป็นเงินของญาติพี่น้องและเพื่อนของผู้เสียหายทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าการลงทุนดังกล่าวผิดระเบียบของโรงพยาบาลและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้งไม่มีการลงทุนจริง ดังนั้น จะถือว่าผู้เสียหายทั้งสามมีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วยไม่ได้ และการที่ผู้เสียหายทั้งสามชักชวนญาติพี่น้องและเพื่อนมาร่วมลงทุนนั้น ก็เป็นการติดต่อกับผู้เสียหายทั้งสาม มิได้ติดต่อกับจำเลยทั้งสองโดยตรง ดังนั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสามนำเงินของญาติพี่น้องและเพื่อนมาร่วมลงทุนก็เนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสาม ทำให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อนำเงินของตน ญาติพี่น้อง และเพื่อนไปลงทุนกับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสาม และได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งสามโดยตรง ไม่จำต้องคำนึงว่าทรัพย์สินดังกล่าวผู้เสียหายทั้งสามได้มาจากผู้ใด ทั้งไม่ใช่การที่ผู้เสียหายทั้งสามร่วมสมคบคิดกับจำเลยทั้งสองเพื่อกระทำความผิด ผู้เสียหายทั้งสามจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ฟ้องในส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เคลือบคลุม เนื่องจากบรรยายฟ้องว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 แต่บรรยายฟ้องต่อไปว่า วันที่ 8 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง ขัดแย้งกันนั้นเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ซึ่งวันเวลาที่จำเลยที่ 2 ฎีกากล่าวอ้างเป็นรายละเอียดที่ต้องต่อสู้และนำสืบกันในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยทั้งสองเห็นว่าการบรรยายฟ้องดังกล่าว ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ ก็ย่อมยกขึ้นต่อสู้ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบปฏิเสธถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามที่โจทก์นำสืบ คงนำสืบเพียงว่าเป็นการหลอกลวงของนายวัชรพงษ์เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อกล่าวหาได้เป็นอย่างดี ไม่ได้หลงต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า คดีขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่นำสืบให้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายทั้งสามทราบและรู้ตัวผู้กระทำผิดเมื่อใด เพียงแต่อ้างว่าต้นเดือนเมษายน 2556 ตรวจสอบกับโรงพยาบาลและแจ้งความเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 หากจำเลยที่ 2 มีปัญหากับนายวัชรพงษ์จริง ผู้เสียหายทั้งสามก็น่าจะทราบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสามเบิกความยืนยันได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ทราบว่าไม่มีการซื้อขายนมผงจริงเมื่อไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลโดยผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจสอบช่วงต้นเดือนเมษายน 2556 ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ไปตรวจสอบหลังจากนัดพบจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ทราบจากเพื่อนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ร้องทุกข์วันที่ 2 กรกฎาคม 2556 จึงเป็นการนำสืบโดยชัดแจ้งและร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลา 3 เดือน ตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินที่โอนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามมาหักกลบกับเงินที่ผู้เสียหายทั้งสามโอนให้แก่จำเลยทั้งสอง เพราะไม่มีการลงทุนกันจริงนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามให้ลงทุนและมีการโอนเงินซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน ก็เพื่อที่จะหลอกลวงให้ผู้เสียหายทั้งสามลงทุนต่อไป จึงเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำความผิดโดยเจตนาทุจริตเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อและวางใจนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองต่อไปอีก มิใช่เป็นการคืนเงินลงทุนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามแต่อย่างใด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำเงินที่ใช้กระทำความผิดดังกล่าวมาขอหักกลบลบหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง กับให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.พ.พ. ม. 345
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุวัชร อุษณาวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4107/2563
#656670
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษปรับกับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตภายใน 60 วัน นับแต่มีคำพิพากษา โทษที่ลงแก่จำเลยเป็นโทษทางอาญาและเมื่อคดีถึงที่สุด ต้องมีการบังคับตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในภาค 6 แห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำโดยอ้างถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 32/2560 มีผลเท่ากับเป็นการของดการบังคับโทษทางอาญาอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น จำเลยไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าว ทั้งกรณีมิใช่เป็นเรื่องของการบังคับคดีส่วนแพ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 247 ที่ต้องขออนุญาตฎีกา ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิจำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในกรณีเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ลงโทษปรับจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ก่อสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำเจ้าพระยาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา จำเลยชำระค่าปรับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารฯ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องของดการบังคับคดีในส่วนนี้ด้วยเหตุมีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำสั่งที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ล่วงล้ำลำแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาตมิใช่เป็นโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และโทษทางปกครอง แต่เป็นความรับผิดส่วนแพ่ง ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 32/2560 ก็มิได้ยกเว้นผู้ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลในกรณีดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุงดเว้นการบังคับคดีตามคำพิพากษา พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาพร้อมกับยื่นฎีกา และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาคำร้องและฎีกาให้โจทก์ เนื่องจากเป็นคดีส่วนแพ่งให้จำเลยวางเงินค่านำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ส่งคำร้องพร้อมฎีกา และสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลย 144,798.80 บาท กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตภายใน 60 วัน นับแต่มีคำพิพากษา โทษที่ลงแก่จำเลยเป็นโทษทางอาญา และเมื่อคดีถึงที่สุด ต้องมีการบังคับตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในภาค 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่ก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำโดยอ้างถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 32/2560 มีผลเท่ากับเป็นการของดการบังคับโทษทางอาญา อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น จำเลยไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าว ทั้งกรณีมิใช่เป็นเรื่องของการบังคับคดีส่วนแพ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ที่ต้องขออนุญาตฎีกา ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิจำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในกรณีเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้องของดการบังคับคดี ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลย และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีนี้โดยไม่ชักช้า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 247
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4081/2563
#662626
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เพียงแต่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีเครื่องกระสุนปืนจากนายทะเบียน จึงถือไม่ได้ว่าเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 32 ส่วน ป.อ. มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด โดยมุ่งหมายให้ริบทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ทั้งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยประกาศขายเครื่องกระสุนปืนให้ผู้สนใจทราบ แล้วจำเลยจัดส่งเครื่องกระสุนปืนให้แก่ลูกค้าที่สั่งซื้อและได้รับเงินค่าเครื่องกระสุนปืนนั้น ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เครื่องกระสุนปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง สมควรให้ริบ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 24, 73 ซึ่งเป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ที่มีหรือจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยเฉพาะ อันมีอัตราโทษหนักกว่าผู้ที่กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนทั่ว ๆ ไปซึ่งมิใช่เพื่อการค้า เมื่อจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองสำหรับการค้า โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนอื่นนอกจากที่มีไว้สำหรับการค้า จึงต้องลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 24, 73 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง นั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 24, 72, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 24, 72 วรรคสอง, 73 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานจำหน่ายเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกรวม 8 ปี ริบเครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานจำหน่ายเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบเครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้นำหมายค้นของศาลชั้นต้นไปทำการตรวจค้นบ้านพักของจำเลยและบ้านของพ่อตาจำเลย พบเครื่องกระสุนปืนหลายชนิดและหลายขนาด รวม 2,712 นัด อุปกรณ์และเอกสารเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนรวมทั้งเอกสารและสิ่งของอื่น ๆ หลายรายการ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานจำหน่ายเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกรวม 8 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และยังให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีน้ำหนักไม่มั่นคงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เนื่องจากจำเลยพ้นโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 495/2551 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว เกินห้าปีแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยเช่นกัน

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังข้อเท็จจริงตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การจำเลยเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยเท่านั้น แต่ข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุมและสอบถามคำให้การของผู้ถูกจับไว้ตามมาตรา 84 วรรคสาม อีกทั้งได้ความว่าในวันที่ 26 มกราคม 2560 เป็นวันเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกการจับกุม และทำบันทึกคำให้การของจำเลย โดยเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้วว่าถ้อยคำของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีชั้นศาลได้ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยเบิกความว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสอบถ้อยคำจากจำเลยนั้น ได้แจ้งจำเลยแล้วว่าเป็นการสอบเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยให้จำเลยเล่ารายละเอียดให้ฟังอันถือได้ว่าเป็นการให้ถ้อยคำของจำเลยตามความเป็นจริง ดังนั้น บันทึกคำให้การของจำเลยจึงเป็นถ้อยคำอื่นของจำเลยที่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบเครื่องกระสุนปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 (LONG RIFLE) 2,250 นัด กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .32 (LONG) 100 นัด กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มิลลิเมตร) 152 นัด กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 110 นัด กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร LUGER 50 นัด กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 50 นัด รวมทั้งหมด 2,712 นัด และกระสุนปืนอื่นอีกไม่ทราบขนาดและปริมาณที่แน่ชัดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ ดังนั้น เมื่อเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวนายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เพียงแต่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีเครื่องกระสุนปืนจากนายทะเบียน จึงไม่ถือว่าเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ส่วนมาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด โดยมุ่งหมายให้ริบทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยตรง ทั้งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของจำเลย โดยจำเลยทำการโฆษณาประกาศขายเครื่องกระสุนปืนทางอินเทอร์เน็ตให้ผู้สนใจทราบ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อเครื่องกระสุนปืนจากจำเลย จำเลยก็จัดส่งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปให้ลูกค้า และจำเลยก็ได้รับเงินค่าเครื่องกระสุนปืนนั้น ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เครื่องกระสุนปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงสมควรให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) มิใช่ความผิดอยู่ที่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีเครื่องกระสุนปืนตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้าตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 24, 73 มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ประกอบกับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ที่มีหรือจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยเฉพาะ อันมีอัตราโทษหนักกว่าผู้ที่กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนทั่ว ๆ ไปซึ่งมิใช่เพื่อการค้า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้สำหรับการค้า โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนอื่นนอกจากที่มีไว้สำหรับการค้า จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 24, 73 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง นั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 24, 73 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 24 ม. 72 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางเจนจิรัฐ กาญจนะไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบัณฑิตเกียรติ ปิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4041/2563
#682044
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูล ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามทางไต่สวนไม่เป็นความผิด และพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ซึ่งมีผลเท่ากับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 213 และมาตรา 215 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีมีมูลเฉพาะข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 641 จำเลยที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 4 เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดให้มีการประชุมประชาคม จัดทำแผนหมู่บ้าน (พ.ศ.2557) และแผนพัฒนาสามปี (พ.ศ.2557 - 2559)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 หรือไม่ เห็นว่า แม้นายนพรัตน์ นายสมศักดิ์ และนางเปรมใจ พยานโจทก์ทั้งสามจะยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการประชุม แต่ขณะที่ประชาชนลงลายมือชื่อในเอกสารผู้เข้าร่วมประชุมเอกสารหมาย จ. 6 และหนังสือร้องเรียนเอกสารหมาย จ.7 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นใจในการลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 มาถึงห้องประชุมหลังเริ่มประชุมไปแล้วไม่ได้อยู่ขณะที่ประชาชนลงลายมือชื่อในเอกสาร ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ชี้แจงว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบหากผู้ใดไม่ประสงค์ให้นำลายมือชื่อไปร้องเรียนจะนำลายมือชื่อออกจากเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุมเมื่อมีผู้คัดค้านก็ย่อมต้องชี้แจงเท่านั้น เพียงเหตุดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นในการปลอมเอกสาร ส่วนเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 1 ก็รับมาจากจำเลยที่ 4 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหรือมีส่วนรู้เห็นการแก้ไขเพิ่มเติมของจำเลยที่ 4 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสาร การที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อศาลปกครองระยอง ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการใช้เอกสารปลอม ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูล ส่วนกรณีคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 มีมูลหรือไม่นั้น ได้ความจากพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเอกสารหมาย จ.8 มาให้จำเลยที่ 4 ในฐานะปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสนอต่อจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณา จำเลยที่ 4 ได้แก้ไขโดยตัดทิ้งและเพิ่มเติมข้อความในเอกสารหมาย จ.8 แล้วเขียนด้วยลายมือชื่อของตน จำเลยที่ 4 ได้จัดพิมพ์ข้อความที่แก้ไขใหม่ตามเอกสารหมาย จ.9 สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 ตามเอกสารหมาย จ.24 จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันเกิดเหตุด้วย เห็นว่า การที่จำเลยที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือร้องเรียนเอกสารหมาย จ.8 เมื่อพิจารณาเนื้อหาในเอกสารหมาย จ.8 เทียบกับเอกสารหมาย จ.9 แล้วพบว่าไม่ได้เป็นการตัดเนื้อหาเรื่องการร้องเรียนเปลี่ยนแปลงไปให้มีความหมายเป็นอย่างอื่นหรือเพิ่มเติมข้อความใหม่ให้แตกต่างไปแทนที่ข้อเท็จจริงเดิม การที่จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์เอกสารหมาย จ.9 ขึ้นใหม่แทนเอกสารหมาย จ.8 เพราะเอกสารดังกล่าวยังไม่มีข้อความครบถ้วนตามระเบียบของทางราชการไม่ใช่เอกสารที่จำเลยที่ 4 จัดทำขึ้นโดยมีเจตนาลอกเลียนแบบหรือปลอมเอกสารหมาย จ.8 การแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารดังกล่าวขณะที่เอกสารอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีหน้าที่ในการรับหนังสือเพื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากลงรับเอกสารดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 4 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารอีก จึงถือไม่ได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมตัดทอนและจัดพิมพ์เอกสารขึ้นใหม่แทนเอกสารฉบับเดิมเป็นการปลอมเอกสาร นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 4 อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้าน ให้นำเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 มามอบให้จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้คัดค้านการแก้ไขเพิ่มเติมของจำเลยที่ 4 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนของชาวบ้าน ยินยอมให้จำเลยที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.8 และจัดพิมพ์เอกสารหมาย จ.9 ขึ้นใหม่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.8 และจัดทำเอกสารหมาย จ.9 ขึ้นใหม่โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร การกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดหรือไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร การที่จำเลยที่ 4 นำเอกสารดังกล่าวไปลงรับในหนังสือทางทะเบียน แล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่มีมูล กรณีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีตามคำฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสี่ ในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการมีมูลหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการปลอมเอกสารหมาย จ.7 ก่อนเสนอเอกสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 เพื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.7 จึงมิใช่เป็นเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หลังจากการลงรับในหนังสือทางทะเบียน เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ พยานโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารดังกล่าวหลังจากที่เอกสารหมาย จ.9 เป็นเอกสารราชการแล้ว จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 การที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อศาลปกครองระยอง ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยทั้งสี่ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม คดีสำหรับจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 ประกอบมาตรา 265, 83 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 83 คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้าน ให้นำเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 มามอบให้แก่จำเลยที่ 4 ในฐานะปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อพิจารณา การที่จำเลยที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือร้องเรียน เอกสารหมาย จ.8 โดยจัดพิมพ์เอกสารหมาย จ.9 ขึ้นมาใหม่แทนเอกสารหมาย จ.8 ก็ไม่ทำให้เนื้อหาการร้องเรียนเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายเป็นอย่างอื่นตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ส่วนเอกสารหมาย จ.9 นั้นจำเลยที่ 1 รับมาจากจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เมื่อจำเลยที่ 1 ชี้แจงในที่ประชุมประชาคมว่าจะนำเอกสารดังกล่าวไปร้องเรียนโจทก์ได้มีชาวบ้านบางคนคัดค้านมิให้นำเอกสารที่ตนมีลายมือชื่ออยู่ไปร้องเรียนโจทก์ จึงได้มีการนำเอกสารที่มีลายมือชื่อผู้คัดค้านออกไป ส่วนกรณีชาวบ้านที่ไม่คัดค้านก็นำเอกสารในส่วนนี้ไปใช้ร้องเรียนโจทก์กรณีปิดกันทางสาธารณะประโยชน์ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่มีมูลในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 83 ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุดังกล่าวตามฟ้องเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดในข้อหาดังกล่าวด้วย แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 83 ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ ตามทางไต่สวนไม่เป็นความผิดในข้อหาดังกล่าวข้างต้น และพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาดังกล่าว โดยยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงมีผลเท่ากับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 213 และมาตรา 215 นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอก อ.
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธราธร ศิลปโอสถ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4038/2563
#662608
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุ จากนั้นใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุเท่านั้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 276, 284 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางสาว น. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง โดยแถลงรับว่าผู้ร้องได้รับความเสียหายตามที่เรียกร้องจริง แต่จำเลยไม่สามารถชำระได้ และจำเลยวางเงิน 50,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง, 284 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและไม่ต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยคงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นนักศึกษา และอยู่ระหว่างกำลังเดินทางไปทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย จึงไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้น จำเลยหาโอกาสหลอกลวงพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งยังใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายเพื่อมิให้ขัดขืน เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงต้องได้รับความอับอาย เป็นการสร้างความเสื่อมเสีย สร้างมลทินให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งยังคงต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมอีกยาวนาน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในวงกว้างในด้านความปลอดภัยในชีวิตร่างกาย นอกจากนั้น ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 439/2552 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และพ้นโทษจำคุกในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2554 จำเลยกลับไม่สำนึกในการกระทำความผิด มิได้คำนึงถึงความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจของผู้อื่น ยังคงกลับมาก่อเหตุในลักษณะเดียวกันเป็นคดีนี้ขึ้นอีก หากมิลงโทษโดยเด็ดขาดแล้ว จำเลยจะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและหลาบจำ จึงเห็นควรลงโทษจำเลยสถานหนัก ซึ่งความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย ประกอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย ผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยรวม ตลอดจนพฤติการณ์อื่น ๆ แห่งคดีโดยตลอดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ก่อนลดโทษนั้นเป็นโทษที่เบาเกินไป คำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งกำหนดโทษจำคุกจำเลยไว้ 15 ปี ก่อนลดโทษนั้น นับว่าเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 1 กข นครปฐม 94 ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุบริเวณป่าละเมาะข้างบ่อน้ำในซอยหมู่บ้าน ส. และที่ห้องพัก โรงแรม ว. จากนั้นใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยจำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน และเห็นได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางก็เพื่อพาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุต่าง ๆ แล้วจึงกระทำความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุเท่านั้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับโดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 276 ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
ผู้ร้อง — นางสาว น.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายภาคภูมิ ธัญญาวินิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4014/2563
#649850
เปิดฉบับเต็ม

"การอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 เป็นนิยามที่มุ่งหมายถึงการกระทำอย่างอื่นที่มีลักษณะของการบีบบังคับเพื่อหาผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นของการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม

ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กและเป็นลูกจ้างต้องทำงานตั้งแต่เวลา 2 หรือ 3 นาฬิกา จนถึง 18 นาฬิกา เฉลี่ยวันละ 15 ชั่วโมง ต่อวันทุกวัน และได้รับค่าจ้างเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 200 บาท ต่อวัน ซึ่งเทียบกับเวลาทำงานแล้วถือว่าต่ำมาก ทั้งหากทำงานไม่ครบกำหนดเวลาก็จะไม่ได้ค่าจ้าง โดยไม่มีวันหยุดปกติและไม่ได้ค่าล่วงเวลาและค่าจ้างพิเศษ มีเวลาพักระหว่างทำงานในช่วงรับประทานอาหารเช้าและกลางวันครั้งละไม่เกิน 15 ถึง 30 นาที และต้องทำงานเหมือนผู้ใหญ่ แสดงให้เห็นถึงเจตนาเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นการขูดรีดโดยจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์อันเป็นมูลค่าส่วนเกินจากการทำงานปกติของลูกจ้างโดยให้ทำงานเกินเวลาและเกินความคุ้มค่าการทำงานของลูกจ้างอย่างมาก แต่ลูกจ้างกลับได้รับค่าจ้างในอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าปริมาณงานที่ทำ โดยอาศัยเงื่อนไขว่าหากทำงานไม่ครบเวลาทำงานต่อวันจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้นมาเป็นวิธีการบังคับให้ผู้เสียหายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำงานให้ได้ค่าจ้างครบ อันเป็นการบีบบังคับเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมเข้าองค์ประกอบของเจตนาที่แสวงหาประโยชน์โดยวิธีการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานกระทำการค้ามนุษย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 12, 50 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24, 25, 26, 45, 47, 48, 54, 61, 64, 70, 76, 90, 108, 112, 114, 144, 145, 146 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การรับว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นยังคงให้การปฏิเสธ

โจทก์ยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 35 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,199,500 บาท

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (6), 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 26, 45 ( 1), 47 วรรคหนึ่ง, 48, 61, 64, 76, 90 วรรคหนึ่ง, 108, 112, 114 วรรคหนึ่ง, 144 (เดิม), 146 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ผ่านการอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่มีหนังสือเดินทาง จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้ จ้างวาน เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีให้ทำงานอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด ทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและเมื่อรวมกันแล้วชั่วโมงทำงานเกินกว่าสามสิบหกชั่วโมงต่อหนึ่งสัปดาห์ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างหักค่าจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปไม่จัดทำทะเบียนลูกจ้าง ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างไม่แจ้งนายทะเบียนว่ามีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด จำคุกคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 3 ปี 26 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตมาโดยตลอด มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน และฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 3 ปี 20 เดือน หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และยกคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามสิบเอ็ดของโจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม) 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปีการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 6 กรรม จำคุกคนละ 36 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 20 เดือน ปรับ 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 26 เดือน และปรับ 20,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 29,200 บาท และผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 41,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกา ปัญหาข้อเท็จจริง และอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายทั้งสามสิบเอ็ดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โรงงานที่เกิดเหตุเลขที่ 209/13 ตั้งขึ้นและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวและร่วมกันเป็นนายจ้าง วันที่ 26 ตุลาคม 2558 ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 12 ซึ่งเป็นสามีภริยากันและทำงานอยู่ที่โรงงานดังกล่าวหลบหนีออกจากโรงงาน วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 11 ถูกคนนำกลับไปที่โรงงาน ผู้เสียหายที่ 12 แจ้งมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานหรือมูลนิธิ LPN เจ้าหน้าที่มูลนิธิสอบผู้เสียหายที่ 12 แล้ว มีหนังสือแจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมทราบ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขออนุมัติศาลชั้นต้นออกหมายค้นโรงงานที่เกิดเหตุ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นโรงงานดังกล่าว พบจำเลยทั้งสามและคนงานแกะเปลือกกุ้งอยู่ในโรงงาน คนงานที่อยู่ภายในโรงงานเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 77 คน โดยเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีเอกสารการเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย 42 คน เป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารการเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร 35 คน ซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามสิบเอ็ดรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเจ้าของโรงงานดังกล่าว ในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจพบผู้เสียหายที่ 11 ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในย่านเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยึดเอกสารสมุดบัญชีธนาคาร เครื่องบันทึกกล้องวงจรปิด เครื่องบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง ตามแบบบันทึกการเก็บพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เข้าสอบสภาพการจ้างแรงงานและสอบปากคำนายจ้างและลูกจ้างในโรงงานที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายทั้งสามสิบเอ็ดถูกส่งตัวไปสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จังหวัดปทุมธานี ทีมสหวิชาชีพทำการสอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 27 ที่ 30 และที่ 31 ตามรายงานการประชุม เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสาม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การ ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกระทำผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 10 ถึงที่ 31 หรือไม่ และจำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 หรือไม่ กับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 หรือที่ 2 ข่มขู่หรือใช้กำลังบังคับผู้เสียหายทั้งสามสิบเอ็ดให้ทำงานเเกะเปลือกกุ้งในโรงงานที่เกิดเหตุ จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 อย่างไรก็ตามมาตรา 6 (2) ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ไม่จำต้องอาศัยองค์ประกอบในส่วนวิธีการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ แม้สมัครใจทำงานก็เข้าองค์ประกอบความผิดได้หากผู้กระทำความผิดรับผู้เสียหายที่เป็นเด็กไว้โดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยมาตรา 4 นิยามคำว่า แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้าหรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จึงต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 จัดให้อยู่อาศัยหรือรับไว้ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 โดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบที่เป็นการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคลด้วยหรือไม่ คำว่า "การอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล" เป็นนิยามที่มุ่งหมายถึงการกระทำอย่างอื่นที่มีลักษณะของการบีบบังคับเพื่อหาผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นของการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม ในกรณีนี้ หากทำงานไม่ครบเวลาทำงานที่กำหนดจะถูกตัดค่าจ้างและจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้นซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 2 หรือ 3 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เปิดโรงงานทุกวัน หากไม่มีกุ้งลงจึงหยุดงาน มีเวลาพักประมาณ 12 ถึง 13 นาฬิกา ที่เข้าไปสอบปากคำเบิกความยืนยันการสอบปากคำและทำบันทึกดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งความถูกต้องของบันทึกคำให้การ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่าเวลาตั้งแต่ 2 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา เป็นเวลาทำงานปกติของโรงงาน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เวลาทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องที่คนงานเคยทำงานตามกันมาไม่ใช่เป็นกฎระเบียบของโรงงาน และเป็นระยะเวลาที่คนงานพูดโดยรวม ๆ ไม่ใช่เวลาแน่นอนจึงฟังไม่ขึ้น และแม้ผู้เสียหายเวลาพักงานแล้วแต่ตกลงกันเองแต่ก็ได้ความว่าเป็นการพักสั้น ๆ เพื่อรับประทานอาหารระหว่างวันจึงไม่ใช่ข้อที่ทำให้เห็นว่าคนงานเลือกกำหนดเวลาทำงานเองทั้งวัน ในส่วนวันหยุดที่เป็นวันพระใหญ่บ้าง วันเข้าพรรษาบ้าง วันออกพรรษาบ้างนั้น ก็เป็นเพียงวันหยุดตามประเพณีเท่านั้นไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่าคนงานสามารถเลือกกำหนดวันหยุดทำงานปกติเมื่อไรอย่างไรก็ได้ จ่ายค่าจ้างเป็นกิโลตามที่ทำได้ โดยเฉลี่ยแล้วจะได้เงินคนละ 200 บาท ต่อวัน ข้อเท็จจริงรับฟังผู้เสียหายเป็นเด็กและเป็นลูกจ้างต้องทำงานตั้งแต่เวลา 2 หรือ 3 นาฬิกา จนถึง 18 นาฬิกา เฉลี่ยวันละ 15 ชั่วโมง ต่อวันทุกวัน และได้รับค่าจ้างเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 200 บาท ต่อวันซึ่งเทียบกับเวลาทำงานแล้วถือว่าต่ำมาก ทั้งหากทำงานไม่ครบกำหนดเวลาก็จะไม่ได้ค่าจ้าง โดยไม่มีวันหยุดปกติและไม่ได้ค่าล่วงเวลาและค่าจ้างพิเศษ มีเวลาพักระหว่างทำงานในช่วงรับประทานอาหารเช้าและกลางวันครั้งละไม่เกิน 15 ถึง 30 นาที และต้องทำงานเหมือนผู้ใหญ่ แสดงให้เห็นถึงเจตนาเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นการขูดรีดโดยจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์อันเป็นมูลค่าส่วนเกินจากการทำงานปกติของลูกจ้างโดยให้ทำงานเกินเวลาและเกินความคุ้มค่าการทำงานของลูกจ้างอย่างมาก แต่ลูกจ้างกลับได้รับค่าจ้างในอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าปริมาณงานที่ทำ โดยอาศัยเงื่อนไขว่าหากทำงานไม่ครบเวลาทำงานต่อวันจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้นมาเป็นวิธีการบังคับให้ผู้เสียหายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำงานให้ได้ค่าจ้างครบ อันเป็นการบีบบังคับเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมเข้าองค์ประกอบของเจตนาที่แสวงหาประโยชน์โดยวิธีการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานกระทำการค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 6 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ผ่านการอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่มีหนังสือเดินทาง จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 20 เดือนเเละปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 26 เดือน เเละปรับ 20,000 บาท นอกจากที่เเก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 (1) ม. 6 (2) (เดิม) ม. 52 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมหวัง ธนถาวรลาภ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2563
#664285
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้กระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่ง ๆ ก็ได้ ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 179/2558 ให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของ ฤ. และจำเลยร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืนโดยศาลฎีกาให้ ฤ. เป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของโจทก์ ตามคำสั่งศาลระบุเพียงว่า ฤ. และจำเลยเป็นผู้อนุบาลโจทก์ผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะและมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร ยกเว้นแต่ในเรื่องการกำหนดที่อยู่ที่ศาลฎีการะบุให้ ฤ. เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของโจทก์ได้ กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่ ฤ. และจำเลยกระทำการแทนโจทก์รวมถึงการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน ดังนั้น การที่โจทก์โดย ฤ. ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยร่วมฟ้องเป็นคดีนั้นจึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นปฏิปักษ์ต่อทรัพย์ของโจทก์ แต่ ฤ.ไม่อาจอ้างเหตุความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวได้เพราะ ฤ. อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยแสดงเหตุขัดข้องดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ฤ. เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หรือขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการขอถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้อนุบาลร่วมได้ ดังนั้น โจทก์โดย ฤ. ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการให้ที่ดินทั้งเจ็ดแปลง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 เป็นโมฆียะ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งเจ็ดแปลง ให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14348, 14350, 2543, 2133, 3726, 4297 และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนเงิน 972,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่อาจโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินหรือคืนโฉนดที่ดินได้ให้จำเลยคืนเงิน 3,514,950 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนาย ฤ. จำเลย นาย ช. และนางสาว พ. รวม 4 คน เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 14348, 14350, 2543, 2133, 3726, 4297 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1852 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 นาย ฤ. ยื่นคำร้องขอให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ตามคำร้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 187/2555 ต่อมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำร้องเป็นขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์ จำเลย นาย ช. และนางสาว พ. ยื่นคำร้องคัดค้าน ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินทั้งเจ็ดแปลงสูญหายไป โจทก์ขอยกเลิกหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นาย ฤ. เป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินทั้งเจ็ดแปลง ต่อมาโจทก์ขอออกใบแทน และวันที่ 20 มีนาคม 2557 โจทก์ทำนิติกรรมให้ที่ดินทั้งเจ็ดแปลงแก่จำเลย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 179/2558 ให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนาย ฤ. และจำเลยร่วมกัน ต่อมามีการอุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พิพากษายืนและศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 พิพากษายืน และให้นาย ฤ. เป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของโจทก์ ศาลเยาวชนและครอบครัวอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 และวันที่ 26 มกราคม 2559 จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1852 ซึ่งมีชื่อของจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แก่นาย ด. ในราคา 900,000 บาท โจทก์โดยนาย อ. ทนายความผู้รับมอบอำนาจมีหนังสือลงวันที่ 19 มกราคม 2560 ถึงจำเลย เรื่อง บอกล้างนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหนังสือขอบอกล้างนิติกรรมการให้และซองจดหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้การกระทำร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่ง ๆ ก็ได้ ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 179/2558 ให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนาย ฤ. และจำเลยร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาให้นาย ฤ. เป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของโจทก์ ตามคำสั่งศาลระบุเพียงว่า นาย ฤ. และจำเลยเป็นผู้อนุบาลของโจทก์ผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ และมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร ยกเว้นแต่ในเรื่องการกำหนดที่อยู่ที่ศาลฎีการะบุให้นาย ฤ. เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของโจทก์ได้ กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่นาย ฤ. และจำเลยกระทำการแทนโจทก์รวมถึงการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน ดังนั้น การที่โจทก์โดยนาย ฤ. ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยร่วมฟ้องเป็นคดีนี้นั้น จึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นปฏิปักษ์ต่อทรัพย์ของโจทก์ แต่นาย ฤ. ไม่อาจอ้างเหตุความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวได้เพราะนาย ฤ. อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยแสดงเหตุขัดข้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นาย ฤ. เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวหรือขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการขอถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้อนุบาลร่วมได้ ดังนั้น โจทก์โดยนาย ฤ. ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1590 ม. 1598/18 วรรคสอง ม. 1726 ม. 1736
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค. โดยนาย ฤ. ผู้อนุบาล
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางเอมวดี บุญจันต๊ะ แก่นเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2563
#662403
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (1) บัญญัติบทลงโทษในความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบไว้ว่า "ให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง" ซึ่งคำว่า "อีกโสดหนึ่ง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึง กระทงความส่วนหนึ่งโดยมิใช่บทบังคับให้ศาลต้องลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ จึงเท่ากับกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วย แต่ถ้าศาลเห็นสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยไม่จำต้องลงโทษปรับด้วยก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 20 สำหรับเงินสินบนนำจับนั้น ในกรณีที่มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 15 ศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับและไม่สั่งให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 9, 10, 12, 15 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3116/2558 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (1) จำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3116/2558 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง แต่ไม่ริบบัตรเบิกถอนเงินสด 3 ใบ และเงินสดของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ ยกคำขอที่ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมยึดเงินสด 12,024 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0746 xxxx เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (1) บัญญัติบทลงโทษในความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบไว้ว่า "ให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ขี้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง" ซึ่งคำว่า "อีกโสดหนึ่ง"ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึงกระทงความส่วนหนึ่งโดยมิใช่บทบังคับให้ศาลต้องลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ จึงเท่ากับกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วย แต่ถ้าศาลเห็นสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยไม่จำต้องลงโทษปรับด้วยก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 สำหรับเงินสินบนนำจับนั้น ในกรณีที่มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการพนันฯ ศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับและไม่สั่งให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริง ตามข้อความสนทนาการรับพนันสลากกินรวบ แผ่นที่ 3 หน้าแรกและแผ่นที่ 4 หน้าแรกว่า มีการพนันและโอนเงินค่าพนันสลากกินรวบให้แก่จำเลยเพียง 3,150 บาท โดยไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าจำเลยรับเงินค่าพนันสลากกินรวบจำนวนอื่นอีกแสดงว่าจำเลยมิใช่ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบที่เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้รายใหญ่ แม้จำเลยจะมีประวัติการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าบ้านเปิดให้เล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาก่อนก็ตาม แต่จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดีได้ เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดีและประกอบสัมมาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และกำหนดระยะเวลาในการรอการลงโทษให้นานขึ้น กับกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติจำเลยให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (1), 15 ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 3,333.33 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธาณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 20
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1) ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชื้อชาย โพธิ์กลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3949/2563
#681773
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 267 โจทก์ได้บรรยายไว้ในตอนท้ายของฟ้องข้อ 2 ว่า ข้อความที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนบริษัทและคำรับรองการจดทะเบียนล้วนเป็นความเท็จ เพราะแท้ที่จริงแล้วโจทก์ไม่เคยทราบถึงการบอกกล่าวนัดประชุมเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 และไม่ได้เข้าประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมครบจำนวน 3 คน และนับจำนวนหุ้นได้ 40,000 หุ้น ตามที่จำเลยทำคำรับรอง อันเป็นการบรรยายชี้ชัดลงไปแล้วว่าข้อความใดเป็นจริงและข้อความใดเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้วเมื่อจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและจัดให้มีการประชุม เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อว่ามีการประชุมจริงจึงรับจดทะเบียนแก้ไขให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทเป็นว่าไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทอีกต่อไปแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 ได้โจทก์และจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัท อ. มีโจทก์ จำเลยและ ด. ญาติของจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น อันมีลักษณะเป็นบริษัทของครอบครัว การกระทำของจำเลยที่อ้างส่งเอกสารเท็จและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทไว้ในสารบบรายการจดทะเบียนของบริษัท จึงเป็นเพียงการแย่งเอาอำนาจการบริหารจัดการบริษัทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ของบริษัท รวมตลอดถึงหุ้นก็ยังคงเป็นของบริษัท และผู้ถือหุ้นรายเดิมในสัดส่วนจำนวนหุ้นเท่าเดิม ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมกันก่อตั้งบริษัท อ. มีโจทก์และจำเลยเป็นกรรมการสองคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการผูกพันบริษัทได้ โดยบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 40,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 19,600 หุ้น จำเลยถือหุ้น 18,400 หุ้น และนางสาวดลรวี ถือหุ้น 2,000 หุ้น ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จำเลยลงชื่อรับรองคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ และคำรับรองการจดทะเบียนบริษัท โดยรู้อยู่แล้วว่าข้อความในเอกสารดังกล่าวเป็นเท็จและอ้างส่งเอกสารเท็จเหล่านั้นต่อนายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัด เพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโดยเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว พร้อมกับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 และจัดให้มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ณ บ้านเลขที่ 99/126 มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมจำนวน 3 คน นับจำนวนหุ้นได้ 40,000 หุ้น โดยจำเลยเป็นประธานที่ประชุม เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อว่ามีการประชุมจริงจึงรับจดทะเบียนแก้ไขให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการลงชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการผูกพันบริษัทได้

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 โจทก์ต้องบรรยายว่าข้อความใดเป็นจริงและข้อความใดเป็นเท็จที่แตกต่างจากความเป็นจริงให้ปรากฏอยู่ในคำฟ้องด้วย เมื่อโจทก์ไม่บรรยายจึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น พิเคราะห์แล้ว โจทก์ได้บรรยายไว้ในตอนท้ายของฟ้องข้อ 2 ว่า ข้อความที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนบริษัทและคำรับรองการจดทะเบียนล้วนเป็นความเท็จ เพราะแท้ที่จริงแล้วโจทก์ไม่เคยทราบถึงการบอกกล่าวนัดประชุมเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 และไม่ได้เข้าประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมครบจำนวน 3 คน และนับจำนวนหุ้นได้ 40,000 หุ้น ตามที่จำเลยทำคำรับรอง อันเป็นการบรรยายชี้ชัดลงไปแล้วว่าข้อความใดเป็นจริงและข้อความใดเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว เมื่อจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 และจัดให้มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ณ บ้านเลขที่ 99/126 มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมจำนวน 3 คน นับจำนวนหุ้นได้ 40,000 หุ้น โดยจำเลยเป็นประธานที่ประชุม ตามคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อว่ามีการประชุมจริงจึงรับจดทะเบียนแก้ไขให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทเป็นว่าไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทอีกต่อไปแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัท อ. มีโจทก์ จำเลยและนางสาวดลรวี ญาติของจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น อันมีลักษณะเป็นบริษัทของครอบครัว การกระทำของจำเลยที่อ้างส่งเอกสารเท็จและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนเพื่อให้รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทไว้ในสารบบรายการจดทะเบียนของบริษัท จึงเป็นเพียงการแย่งเอาอำนาจการบริหารจัดการบริษัทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ของบริษัท รวมตลอดถึงหุ้นก็ยังคงเป็นของบริษัท และผู้ถือหุ้นรายเดิมในสัดส่วนจำนวนหุ้นเท่าเดิม ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ มาตรา 42 (2) ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษมานั้น แม้คดีนี้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ พิเคราะห์แล้ว เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเพียงการแย่งอำนาจการบริหารจัดการบริษัทอันเป็นธุรกิจของครอบครัว ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม พฤติการณ์และเหตุผลแห่งรูปคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยได้สำนึกในความผิดที่กระทำไปแล้ว และไม่กระทำความผิดอื่นใดอีกเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 158 (5)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวสุชนาภัสร์ แสงโสมไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3918/2563
#661466
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ ม. ซึ่งคู่สัญญาทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แม้ว่าอนุญาโตตุลาการจะวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะ ต้องบังคับตามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ ม. ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางและให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะสัญญาจ้างทำของมาใช้บังคับ ซึ่งสัญญาที่ทำเป็นหนังสือในรูปแบบของสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ ม. นี้เป็นโมฆะ เพราะเกิดจากเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่ก็มีลักษณะสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างทำของได้ หากมีลักษณะเข้าทุกองค์ประกอบของสัญญา และไม่มีข้อบกพร่องขององค์ประกอบทุกข้อในทางกฎหมาย ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการแสดงเจตนา ซึ่งสัญญาจ้างทำของนี้ไม่ต้องทำตามแบบแต่อย่างใด สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ ม. เป็นสัญญาจ้างทำของจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ เมื่อมีการทำสัญญาดังกล่าวไว้เป็นหนังสือ แม้จะเป็นโมฆะในลักษณะของสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ ม. แต่เนื้อหาของสัญญานั้นยังอยู่และสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ ม. ข้อสัญญาหรือข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงยังคงมีอยู่ในรูปของหนังสือ สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ต้องตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคสอง นอกจากนี้ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ (ซึ่งหมายถึงอำนาจของอนุญาโตตุลาการในการวินิจฉัยถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ) ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก เป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์จะไม่กระทบกระเทือนถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ" ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ ม. ที่เป็นหนังสือนั้นยังมีอยู่ อนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำชี้ขาดได้ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย สามารถบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง, 43, 44

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 7,839,155.52 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันเสนอข้อเรียกร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้ร้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา เลขที่ 57-42-2xxx-x ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2557 จำนวน 2,500,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 122/2559 คดีข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 34/2561 ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ส่วนผู้คัดค้านประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ มาเอสโตร 39 และทำสัญญาจ้างติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ระหว่างบริษัทกรดลนันทน์ จำกัด ที่ผู้คัดค้านจัดหามากับผู้ร้อง เพื่ออำพรางนิติกรรมสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ มาเอสโตร 39

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ มาเอสโตร 39 ซึ่งคู่สัญญาทำเป็นหนังสือลงลายมือคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แม้ว่าอนุญาโตตุลาการจะวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะต้องบังคับตามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ มาเอสโตร 39 ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางและให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะสัญญาจ้างทำของมาใช้บังคับ ซึ่งสัญญาที่ทำเป็นหนังสือในรูปแบบของสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ มาเอสโตร 39 นี้เป็นโมฆะ เพราะเกิดจากเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่ก็มีลักษณะสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างทำของได้ หากมีลักษณะเข้าทุกองค์ประกอบของสัญญา และไม่มีข้อบกพร่องขององค์ประกอบทุกข้อในทางกฎหมาย ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการแสดงเจตนา ซึ่งสัญญาจ้างทำของนี้ไม่ต้องทำตามแบบแต่อย่างใด สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ มาเอสโตร 39 เป็นสัญญาจ้างทำของจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ เมื่อมีการทำสัญญาดังกล่าวไว้เป็นหนังสือ แม้จะเป็นโมฆะในลักษณะของสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ มาเอสโตร 39 แต่เนื้อหาของสัญญานั้นยังอยู่และสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ มาเอสโตร 39 ข้อสัญญาหรือข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงยังคงมีอยู่ในรูปของหนังสือ สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ต้องตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคสอง นอกจากนี้ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "…และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ (ซึ่งหมายถึงอำนาจของอนุญาโตตุลาการในการวินิจฉัยถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ) ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก เป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์จะไม่กระทบกระเทือนถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ" ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ มาเอสโตร 39 ที่เป็นหนังสือนั้นยังมีอยู่ อนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำชี้ขาดได้ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย สามารถบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง, 43, 44 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 122/2559 (ที่ถูก ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 112/2559) ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 34/2561 และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 7,839,155.52 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันเสนอข้อเรียกร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ผู้ร้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา เลขที่ 57-42-2xxx-x ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2557 จำนวน 2,500,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 วรรคสอง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคหนึ่ง ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมุนี คล้ายสังข์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3917/2563
#662366
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมสร้างตนเอง เมื่อยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐ การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่ บ. มิใช่การตกทอดโดยมรดก เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ดังกล่าว ผู้ตายมีเพียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เมื่อทายาททุกคนของผู้ตายตกลงให้ บ. เป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินของผู้ตายตามที่พระราชกฤษฎีกานิคมสร้างตนเองกำหนดให้ทายาทเข้ารับสิทธิได้เพียงผู้เดียว บ. จึงเป็นแต่เพียงผู้มีชื่อในหนังสือแสดงการทำประโยชน์แทนบุตรทุกคนของผู้ตายเท่านั้น ต่อมา บ. ไปขอออกโฉนดที่ดินจนได้รับโฉนดที่ดินพิพาท ก็ยังต้องถือว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น ทายาททุกคนมีส่วนเท่า ๆ กันและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท บ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ขอรับโอนมรดกที่ดินใส่ชื่อของตนเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ยังคงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนคงมีสิทธิในทำนองเดียวกันกับสิทธิของ บ. ผู้โอน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แบ่งแยกที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทของผู้ตาย แต่หากการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองไม่อาจดำเนินการได้ ก็ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน กับคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายโล้ง กับนางเพียน ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมนางเพียนเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 805 เมื่อนางเพียนถึงแก่ความตาย นายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดก นายบุญเหลือได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว นายบุญเหลือได้ขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 5956 ในนามตนเอง ครั้นวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 นายบุญเหลือได้ขอออกโฉนดที่ดินและได้รับโฉนดที่ดินเลขที่ 20218 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดิน วันที่ 11 มีนาคม 2557 โจทก์ที่ 1 ฟ้องนายบุญเหลือ ขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา แก่โจทก์ที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณานายบุญเหลือถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่นายบุญเหลือ ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นในวันนัดสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 และสืบพยานโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทแต่เดิมเป็นของนิคมอุตสาหกรรมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 38/2524 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มีนางเพียน เป็นผู้ครอบครอง นางเพียนทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเหลือตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเหลือมิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่นางเพียนได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน นางเพียนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางเพียน นางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งตั้งนายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพียน นายบุญเหลือได้ทำเรื่องขอรับโอนสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทตามพินัยกรรมต่อนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายธัญณัฐ หัวหน้ากลุ่มนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มาเบิกความว่า แม้จะมีคำสั่งตั้งนายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดก แต่การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) จะถือตามพระราชกฤษฎีกานิคมสร้างตนเอง ให้ทายาทเข้ารับสิทธิได้เพียงคนเดียว ทายาทคนอื่น ๆ จะต้องลงชื่อสละสิทธิในที่ดินก่อน ส่วนหลังจากนั้นในบรรดาทายาทจะไปตกลงแบ่งกันอย่างไรให้ไปทำบันทึกกันต่างหาก ทายาทของนางเพียนมีการโต้แย้งและโต้เถียงกันอยู่ แล้วทุกคนตกลงยินยอมให้นายบุญเหลือเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินของนางเพียน และลงชื่อสละสิทธิไม่ขอรับมรดกของนางเพียนต่อหน้านายธัญณัฐ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจึงได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้แก่นายบุญเหลือเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้น นายบุญเหลือจึงเป็นแต่เพียงมีชื่อในหนังสือแสดงการทำประโยชน์แทนบุตรทุกคนของนางเพียนเท่านั้น หลังจากนั้นนายบุญเหลือนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินและได้รับเป็นโฉนดที่ดินพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา แต่ก็ยังต้องถือว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น พี่น้องแต่ละคนจึงมีส่วนเท่า ๆ กันและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท นายบุญเหลือมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยเป็นเพียงการถือแทนพี่น้องเท่านั้น จำเลยที่ 1 เบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1057/2558 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า บิดามารดามีบุตรด้วยกันรวม 7 คน บุตรชายคนโตคือนายบุญเหลือ นายหอม (โจทก์ที่ 1 ในคดีนี้) เป็นบุตรคนที่ 6 พยานเป็นบุตรคนที่ 7 และในคดีนี้โจทก์ที่ 1 เบิกความไว้ว่า ขณะที่มารดาถึงแก่ความตาย พี่น้องทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ทายาทของนางเพียนมี 7 คน แต่ละคนจึงมีส่วนเท่า ๆ กันในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 7 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา นายบุญเหลือจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมานายบุญเหลือถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้ขอรับโอนมรดกที่ดินตามพินัยกรรมของนายบุญเหลือและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ยังคงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนพี่น้องทุกคน สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกันกับสิทธิของนายบุญเหลือผู้โอน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา แต่ตามแผนที่พิพาท โจทก์ที่ 1 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินด้านบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 33 ตารางวา โจทก์ที่ 2 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินตรงกลางเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา และจำเลยที่ 1 นำชี้ว่าครอบครองที่ดินด้านล่างเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 37 ตารางวา การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา ย่อมไม่อาจดำเนินการแบ่งแยกตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทได้ จึงต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ที่ว่า ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินบางส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 20218 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 เนื้อที่ดินรวม 4 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ให้ที่ดินส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 รังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2 ไร่ 76 ตารางวา ค่าใช้จ่ายในการแบ่งแต่ละแปลงให้ออกฝ่ายละเท่า ๆ กัน หากในการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ก็ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถ้าไม่อาจขายโดยประมูลราคา ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนที่พึงได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 วรรคสอง ม. 1382 ม. 1646
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ห. กับพวก
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายสมหวัง กองใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา