คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7992/2543
#37866
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันทำไม้ ร่วมกันเข้าทำประโยชน์โดยตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ร่วมกันแปรรูปไม้โดยกระทำความผิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติและภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ กับมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องการกระทำของจำเลยกับพวกย่อมเป็นความผิดต่อกฎหมายทั้งสองฉบับซึ่งฐานความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่ผู้กระทำมีเจตนาต่างกัน และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 5, 7, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 83 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 (ที่ถูกมาตรา 48 วรรคหนึ่ง), 73 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ6 เดือน ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จ่ายเงินสินบนนำจับเนื่องจากศาลไม่ได้ปรับจำเลย คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยว่า จำเลยร่วมกันทำไม้ ร่วมกันเข้าทำประโยชน์โดยตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ร่วมกันแปรรูปไม้โดยกระทำความผิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติและภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48,73 และ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ย่อมเป็นความผิดต่อกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวซึ่งฐานความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่ผู้กระทำมีเจตนาต่างกันเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ร่วมกันกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามฟ้อง และลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 4 กระทงนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย มานพ แสนหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7980/2543
#91288
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ในขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาและผู้จัดการสำนักงานเขต มีอำนาจอนุมัติให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายเดียวกันได้ไม่เกินวงเงิน 4,000,000 บาท แต่โจทก์อนุมัติให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายนาง ธ. กับนาย ส. ซึ่งเป็นสามีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสอันถือเป็นลูกค้ารายเดียวกันตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ 1.5.1 กู้รวมแล้วเกินกว่า 4,000,000 บาท และอนุมัติให้สินเชื่อแก่นาย ค. กับนาง น. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ธ. อันถือเป็นลูกค้ารายเดียวกันตามระเบียบข้อบังคับข้อ 1.5.3 เป็นจำนวนเงินกว่า 4,000,000 บาท การอนุมัติสินเชื่อของโจทก์มีลักษณะเป็นการกระจายหนี้ซึ่งเกินอำนาจอนุมัติของโจทก์เพื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 1 ออกระเบียบกำหนดวงเงินอนุมัติสินเชื่อตามตำแหน่งรับผิดชอบของผู้บริหารแต่ละระดับนั้นก็เพื่อกลั่นกรองป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้อำนาจของพนักงานของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นพนักงานธนาคารอันเป็นสถาบันการเงินที่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิประโยชน์ของประชาชน มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอันเกี่ยวกับการเงินของจำเลยที่ 1 โดยเคร่งครัดด้วยความระมัดระวังและสุจริต มิฉะนั้นแล้วจะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อกิจการของธนาคารจนอาจทำให้ธนาคารไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 มากว่า 20 ปี ย่อมรู้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดี กลับหาช่องทางหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับด้วยวิธีการกระจายหนี้ที่เกินอำนาจอนุมัติของโจทก์เป็นหนี้หลายรายแล้วโจทก์อนุมัติให้สินเชื่อไปจนทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายจำนวนมากเช่นนี้ นับว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 36,200 บาท เงินบำเหน็จชดเชยจำนวน 208,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จำนวน 541,617.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์อนุมัติสินเชื่อผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์ให้ปากคำยอมรับต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าได้อนุมัติสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวจริง จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ใดๆ ยกเว้นเงินสะสมในส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2532 คำสั่งที่ 50/2536 เรื่อง มอบอำนาจในการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อและคำสั่งที่ 66/2537 เรื่อง มอบอำนาจในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อได้กำหนดอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อของผู้จัดการสาขา ผู้จัดการสำนักงานเขต ซึ่งเป็นตำแหน่งของโจทก์ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ว่าจะอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้ารายเดียวกันได้ไม่เกินวงเงิน 4,000,000 บาท และตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ 1.5 ให้คำจำกัดความว่า "ลูกค้าแต่ละราย หรือลูกค้ารายใดรายหนึ่ง หรือคำอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน" หมายความถึง ลูกค้ารายเดียว หรือลูกค้าหลายรายทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มีความเกี่ยวข้องกันดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นลูกค้ารายเดียวกัน

1.5.1 เป็นสามี หรือภรรยาไม่ว่าได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ได้จดทะเบียนสมรส

1.5.3 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และหรือมีอำนาจจัดการ หรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในกิจการนั้น โดยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น ๆ

การที่โจทก์ในขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาขอนแก่นและผู้จัดการสำนักงานเขต 14 มีอำนาจอนุมัติให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายเดียวกันได้ไม่เกินวงเงิน 4,000,000 บาท แต่โจทก์อนุมัติให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายนางธิดาวรรณ กับนายสังคม ซึ่งเป็นสามีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส อันถือเป็นลูกค้ารายเดียวกันตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ 1.5.1 กู้รวมแล้วเกินกว่า 4,000,000 บาท และอนุมัติให้สินเชื่อแก่นายคมกริช กับนางนารี ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทธวัชคอนสตรัคชั่น จำกัด อันถือเป็นลูกค้ารายเดียวกันตามระเบียบข้อบังคับเป็นจำนวนเงินเกินกว่า 4,000,000 บาท ข้อ 1.5.3 การอนุมัติให้สินเชื่อของโจทก์มีลักษณะเป็นการกระจายหนี้ซึ่งเกินอำนาจอนุมัติของโจทก์ เพื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 ปัญหาว่าการฝ่าฝืนดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกระเบียบกำหนดวงเงินอนุมัติสินเชื่อตามตำแหน่งรับผิดชอบของผู้บริหารแต่ละระดับนั้น ก็เพื่อกลั่นกรองป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้อำนาจของพนักงานของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นพนักงานธนาคารอันเป็นสถาบันการเงินที่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิประโยชน์ของประชาชน มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอันเกี่ยวกับการเงินของจำเลยที่ 1 โดยเคร่งครัดด้วยความระมัดระวังและสุจริต มิฉะนั้นแล้วจะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อกิจการของธนาคาร จนอาจทำให้ธนาคารไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 มากว่า 20 ปี ย่อมรู้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดี กลับหาช่องทางหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับด้วยวิธีการกระจายหนี้ที่เกินอำนาจอนุมัติของโจทก์เป็นหนี้หลายรายแล้วโจทก์อนุมัติให้สินเชื่อไปจนทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายจำนวนมากเช่นนี้ นับว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์ทันที กลับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งโจทก์ให้สูงขึ้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อโจทก์มาดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง เห็นว่า การกระทำผิดระเบียบข้อบังคับในกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้กระทำผิด ลักษณะของการกระทำผิดประกอบกับผลเสียหายอันเกิดจากการกระทำผิด มิได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เสียหายจะตั้งกรรมการสอบสวนผู้กระทำผิดหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 มิได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทันทีนั้น มิได้ทำให้การกระทำผิดของโจทก์กลายเป็นไม่มีความผิดหรือกลายเป็นความผิดในกรณีไม่ร้ายแรง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอี่ยม จิราศักดิ์เกษม
จำเลย — บริษัทธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7979/2543
#583426
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้กู้ไว้โดยยังมิได้กรอกข้อความและให้จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นประกันว่า เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คจำเลยจะต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายได้กรอกข้อความในสัญญากู้ยืมเงินขณะไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยหลังจากผู้เสียหายได้ให้จำเลยยืมเงินไปแล้ว ซึ่งเห็นได้ว่าการกู้ยืมเงินกันแต่ละครั้งขณะลงลายมือชื่อไม่มีข้อความว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นจำนวนเท่าใดและจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างใด เอกสารลงลายมือชื่อของจำเลยที่ไม่ปรากฏความรับผิดหรือการเป็นหนี้ของจำเลย จึงหาใช่เป็นหลักฐานที่จะใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยได้ไม่ ฉะนั้น หนี้ตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องจึงไม่อาจบังคับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด กระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 12 เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ให้ผู้เสียหายไว้ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนด ผู้เสียหายนำเช็คเข้าบัญชีเพื่อให้มีการเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้ เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น โจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริง จำเลยก็ให้การรับว่ากู้ยืมเงิน 400,000 บาท จริงและลงลายมือชื่อในสัญญากู้จริงและออกเช็คไว้เพื่อชำระหนี้จริง ซึ่งจำเลยให้การรับไว้แล้วข้อความในสัญญาก็ตรงกับความจริง จึงเป็นสัญญาฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกาว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงและสัญญากู้ใช้ฟ้องร้องบังคับกันได้นั้น จำเลยรับแต่เพียงว่าได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้เท่านั้น และจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายเนื่องจากขาดทุนหมุนเวียนในการทำบ่อนการพนัน ผู้เสียหายให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความรวม 3 ฉบับ และให้จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นประกันว่า เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คจำเลยจะต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อถึงกำหนดชำระจำเลยไม่มีเงิน ผู้เสียหายจึงเข้ามาเก็บเงินที่บ่อนการพนันของจำเลยทุกวัน และให้จำเลยแก้ไขวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็ค ดังนี้เช็คพิพาททั้งสามฉบับจำเลยออกให้ผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาใช้เช็คเป็นการชำระหนี้ และหากผิดนัดผู้เสียหายก็กรอกข้อความลงในสัญญากู้เงินได้ ซึ่งผู้เสียหายเพิ่งกรอกข้อความลงในสัญญากู้เงินขณะไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าข้อต่อสู้ของจำเลยตามที่นำสืบมานั้นรับฟังเป็นความจริงได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า คดีได้ความจากตัวโจทก์ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นการทำสัญญากู้เพียงปากเดียวว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2538 จำเลยได้มาขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท และจะชำระคืนให้ผู้เสียหายวันที่ 18 กันยายน 2538 ซึ่งจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยครั้งแรกลงวันที่ 18 กันยายน 2538 ต่อมาจำเลยขอแก้ไขเป็นวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2538 จำเลยได้มาขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายอีกจำนวน 200,000 บาท จำเลยจะต้องชำระเงินคืนวันที่ 28 กันยายน 2538 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คให้ผู้เสียหาย 1 ฉบับ ลงวันที่ 28 กันยายน 2538 ภายหลังได้เปลี่ยนวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คเป็นวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 และในวันที่ 23 กันยายน 2538 จำเลยได้ขอกู้ยืมจากผู้เสียหายอีกจำนวน 100,000 บาท จะชำระเงินคืนในวันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 23 ตุลาคม 2538 ต่อมาจำเลยขอเปลี่ยนวันสั่งจ่ายเป็นวันที่ 19 ตุลาคม 2538 จากข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวมานั้น เห็นได้ว่าจำเลยขอกู้ยืมเงินโจทก์ในแต่ละครั้งและกำหนดจะใช้ต้นเงินคืนภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยสั่งจ่ายเช็คพิพาทแต่ละฉบับให้แก่ผู้เสียหาย แต่ถึงกำหนดเรียกเงินตามเช็ค จำเลยซึ่งผู้เสียหายอ้างว่ามีฐานะดีก็มาขอแก้ไขวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คออกไปเป็นวันที่ 24 ตุลาคม 2538 วันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 และวันที่ 19 ตุลาคม 2538 ตามลำดับ และในที่สุดเช็คพิพาทนั้นก็เรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้นำสัญญากู้ตามที่จำเลยทำไว้ให้นั้นไปฟ้องร้องให้จำเลยต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในทางแพ่งแต่อย่างใด เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาที่จะต้องคืนเงินต้นและผู้เสียหายให้กู้ใหม่ในแต่ละครั้งเป็นระยะเวลาอันสั้นและจำเลยขอกู้ในครั้งต่อไปก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการชำระต้นเงินคืนให้ผู้เสียหาย และจากการที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินครั้งแรก ธนาคารให้เหตุผลว่าโปรดนำมายื่นใหม่ ในการกู้ยืมครั้งที่สองผู้เสียหายให้จำเลยกู้ยืมในระยะสั้นอีก ในครั้งนี้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว แต่เมื่อจำเลยมาขอกู้ยืมครั้งที่สามผู้เสียหายก็ให้จำเลยกู้ยืมเงินอีกโดยยอมรับเช็คไว้แทน ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าเช็คของจำเลยที่สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไว้ในครั้งก่อนๆ นั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้และบัญชีปิดแล้ว แต่ผู้เสียหายก็ยังยอมให้จำเลยก็ยืมเงินได้อีก โดยไม่ปรากฏเลยว่าในการกู้ยืมแต่ละครั้งนั้น จำเลยมีหลักทรัพย์อะไรเป็นประกัน ทั้งที่การกู้ยืมเงินในแต่ละครั้งก็มีกำหนดระยะเวลาเพียงสั้นๆ พฤติการณ์การให้ยืมเงินของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าน่าจะเป็นไปตามที่จำเลยนำสืบ คือ ผู้เสียหายให้จำเลยกู้ยืมเงินไปใช้ในการหมุนเวียนในบ่อนการพนัน นอกจากนี้คำเบิกความของผู้เสียหายก็เป็นพิรุธว่า เหตุใดจึงให้จำเลยยืมคราวละเป็นแสนบาทโดยผู้เสียหายอ้างแต่เพียงว่า ผู้เสียหายมีบ้านใกล้กับบ้านจำเลย จำเลยมีฐานะดี ผู้เสียหายรู้จักจำเลยมาประมาณ 10 ปี แต่จำเลยจะประกอบอาชีพอะไร ผู้เสียหายกลับไม่ทราบ และจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยของผู้เสียหายที่ว่า สัญญากู้ทั้งสามฉบับทำที่บ้านผู้เสียหายซึ่งในขณะที่ทำสัญญาไม่มีบุคคลใดอยู่ที่บ้านผู้เสียหาย สัญญากู้พยานจำไม่ได้ว่าบุตรของผู้เสียหายคนใดเป็นผู้พิมพ์ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วจึงนำสัญญากู้มาให้จำเลยอ่านแล้วจำเลยจึงลงลายมือชื่อ ตามคำเบิกความดังกล่าวนั้นขัดต่อเหตุผล เพราะเหตุว่าเมื่อผู้เสียหายอ้างว่าขณะทำสัญญาไม่มีบุคคลใดอยู่ที่บ้านผู้เสียหาย ดังนั้น จึงต้องรวมถึงว่าในวันที่ทำสัญญานั้นบุตรของผู้เสียหายไม่ว่าคนใดก็ไม่อยู่ที่บ้าน การที่ผู้เสียหายจะให้บุตรของตนพิมพ์ข้อความไว้ก่อนก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะผู้เสียหายจะทราบได้อย่างใดว่าจำเลยจะมาขอกู้ยืมเงินเป็นจำนวนเท่าใด และจะชำระคืนให้เมื่อใด และจะมีการพิมพ์ข้อความในวันทำสัญญาก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงน่าจะเป็นว่า ผู้เสียหายให้จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ไว้โดยยังมิได้กรอกข้อความ แต่ผู้เสียหายได้กรอกข้อความหลังจากให้จำเลยยืมเงินไปแล้ว ซึ่งเห็นได้ว่าขณะที่มีการกู้ยืมเงินแต่ละครั้งเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่เมื่อในขณะลงลายมือชื่อไม่มีข้อความว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นจำนวนเท่าใดและจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างใด เอกสารลงลายมือชื่อของจำเลยที่ไม่ปรากฏความรับผิดหรือการเป็นหนี้ของจำเลย จึงหาใช่เป็นหลักฐานที่จะใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยได้ไม่ ฉะนั้น หนี้ตามสัญญากู้ตามที่โจทก์ฟ้องจึงไม่อาจจะบังคับจำเลยได้ในขณะจำเลยออกเช็คพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชัยหรือสมชาย ศรีศุภผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิเชษฐ เปลี่ยนขำ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬท์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2543
#37865
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายความไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ซึ่งต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งทนายโจทก์ที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องเป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย อนุโลม ได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องโจทก์แล้วจึงเป็นคำฟ้องที่ชอบ

เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินอื่นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดเมื่อที่ดินของจำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ไปก่อนแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามใน เวลาต่อมาไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยที่ดินนี้เดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเพื่อผ่านที่ดินเฉพาะแปลงที่แบ่งแยกในครั้งหลังสุดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโรงงานน้ำตาลทรายของจำเลยที่ 1 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1003 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1ได้ทำถนนราดยางกว้างประมาณ 15 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตรในที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 15632, 15633 และ 3991ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ได้นำเฟืองเหล็กมาวางขวางตลอดแนวเขตด้านหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถเข้าออกในที่ดินได้ ทางดังกล่าวเจ้าของเดิมและชาวบ้านทุกคนได้ใช้เข้าออกมากกว่า 10 ปี โดยจำเลยที่ 1ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน โจทก์ทั้งสามไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นใดได้นอกจากทางพิพาทซึ่งเป็นถนนราดยางที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 และการใช้ทางของโจทก์ทั้งสามไม่ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเพิ่มขึ้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางราดยางในที่ดินโฉนดเลขที่ 15632,15633 และ 3991 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 500 เมตร กว้างประมาณ 15 เมตร ตามฟ้องเป็นทางจำเป็นหรือทางภารจำยอมหรือทางสาธารณะ หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ขอให้จำเลยทั้งสี่เคลื่อนย้ายเฟืองเหล็กที่นำมาปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เพราะจำเลยทั้งสี่ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ หรือมีข้อโต้แย้งใด ๆ กับโจทก์ทั้งสาม ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ทางที่จำเลยที่ 1 สร้างไว้มิใช่ทางจำเป็นหรือภารจำยอม เดิมที่ดินที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นมีเขตติดต่อทางสาธารณะประโยชน์ต่อมาเจ้าของเดิมได้แบ่งขายออกเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยทั้งหมด 14 แปลงรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสามในคดีนี้ด้วยทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสามชอบที่จะอ้างสิทธิออกสู่ทางสาธารณะเดิมผ่านที่ดินที่เจ้าของเดิมได้แบ่งขายออกมามิใช่อ้างสิทธิผ่านทางที่จำเลยที่ 1 สร้างไว้ โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องบังคับจากที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 โจทก์ทั้งสามสามารถหาทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ทางที่จำเลยที่ 1 สร้างไว้ จึงมิใช่ทางจำเป็นหรือภารจำยอม ทางที่จำเลยที่ 1สร้างไว้เป็นทางส่วนบุคคลซึ่งจำเลยที่ 1 ได้สงวนสิทธิไว้ไม่เคยยอมให้บุคคลใดผ่านเข้าออก ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 อ้างว่า ช่องโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ในคำขอท้ายฟ้องมีเพียงทนายโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ลงลายมือชื่อ ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3หรือทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอวินิจฉัยปัญหาตามคำร้องพร้อมกับคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางราดยางบนที่ดินโฉนดเลขที่ 15632และโฉนดเลขที่ 15633 กับโฉนดเลขที่ 3991 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 500 เมตร กว้างประมาณ8 ถึง 15 เมตร ตามฟ้องเป็นทางจำเป็นและให้จำเลยที่ 1 เคลื่อนย้ายเฟืองเหล็กที่นำมาปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสาม คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1003ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามเอกสารหมาย จ.1 คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15632, 15633 เอกสารหมาย จ.6, จ.7 ที่ดินจำเลยที่ 1อยู่หน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แผนที่พิพาทปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่าฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 ไปสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่ ปัญหาแรกจำเลยที่ 1ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะตัวโจทก์ที่ 2และที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์แผ่นคำขอท้ายฟ้องและทนายโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าทนายจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538ขอให้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 2 และที่ 3ได้แต่งตั้งนายธวัช วีระสวัสดิ์ ทนายโจทก์ที่ 1 เป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วยฉะนั้นเห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายความไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสองแต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งทนายโจทก์ที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องเป็นทนายโจทก์ที่ 2และที่ 3 ด้วย อนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องโจทก์แล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2501 ระหว่างนายชวน รัตนรักษ์ โจทก์นายวีระ วีระสุคนธ์ จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2537นายฉัตรชัย ธนสารผดุงกิจ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครปฐมสถาปัตยกรรมกับพวกจำเลย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นปัญหาที่สอง โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 ไปสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 เอกสารหมาย จ.1 เป็นของนายเพียร เกษีเนื้อที่ 50 ไร่เศษ ต่อมานายเพียรได้แบ่งให้นางสาวพวน เกษี ทายาทในปี 2522 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินบางส่วนจากนางสาวพวน เกษีเพื่อทำถนนพิพาทและแยกโฉนดออกมาเป็นโฉนดเลขที่ 15632 และ15633 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ที่เหลือมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในวันที่ 24 ตุลาคม 2522 และจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในวันที่ 12 มีนาคม 2523 เป็นส่วนของนางสาวพวน เกษี โฉนดเลขที่ 16026 นางพุ่ม ทองคง โฉนดเลขที่ 16027 นางผิว นิยมทรัพย์โฉนดเลขที่ 16028 นางพิศ ฟักทับ โฉนดเลขที่ 16029 นายผาด เกษีโฉนดเลขที่ 16030 นายทับ เกษี โฉนดเลขที่ 16031 นางสงัด เกษีโฉนดเลขที่ 16032 และส่วนของนางบุญมา เกษี โฉนดเลขที่ 1003คงเดิม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2532 นางบุญมาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1003ให้แก่นายวุฒิชัย ปัทมาสน์ และต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินจากนายวุฒิชัย เห็นว่า กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 บัญญัติว่า "ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน" จากบทบัญญัติดังกล่าวเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ สามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้นั้นเป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินอื่นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด กรณีตามฟ้องโจทก์ทั้งสามที่ดินของจำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 หมาย จ.1ไปก่อนแล้ว ต่อมาจึงมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 เอกสารหมาย จ.1 ที่เหลืออีกครั้งหนึ่งในวันที่ 12 มีนาคม 2523 ซึ่งผลการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมครั้งนี้ทำให้ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามในเวลาต่อมาไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ ปรากฏจากรูปจำลองแผนที่ด้านหลังโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ว่าก่อนแบ่งแยกโฉนดที่ดินครั้งหลังนี้ที่ดินมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางทิศตะวันออกและจากการเผชิญสืบทางพิพาทของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามติดกับที่ดินของนางสงัด เกษี ซึ่งเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 และอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 2 อีกแปลงหนึ่ง และสามารถผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะได้ดังนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเพื่อผ่านที่ดินเฉพาะแปลงที่แบ่งแยกในครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2523 เพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยที่ 1ออกสู่ทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1136/2533 ระหว่างนางฉลบชลัยย์พลางกูร โจทก์ บริษัทชินเขต จำกัด จำเลย ฎีกา จำเลยที่ 1 ในปัญหานี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีรพันธ์ ตรีสุกล กับพวก
จำเลย — บริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2543
#99166
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายความไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งทนายโจทก์ที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องเป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย อนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

เจ้าของที่ดินถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินอื่นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดที่ 1003 ไปก่อนแล้ว ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามในเวลาต่อมาไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยที่ที่ดินนี้เดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเพื่อผ่านที่ดินเฉพาะแปลงที่แบ่งแยกในครั้งหลังสุดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางลาดยางในที่ดินโฉนดเลขที่ 15632, 15633 และ 3991 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ขอให้จำเลยทั้งสี่เคลื่อนย้ายเฟืองเหล็กที่นำมาปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 อ้างว่า ช่องโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ในคำขอท้ายฟ้องมีเพียงทนายโจทก์ที่ 1 เท่านั้นลงลายมือชื่อ ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 หรือทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอวินิจฉัยปัญหาตามคำร้องพร้อมกับคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งนายธวัชเป็นทนายความ และนายธวัชลงลายมือชื่อในคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งในช่องโจทก์ผู้เรียงพิมพ์ จึงถือว่ามีการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายและพิพากษาว่า ทางลาดยางบนที่ดินเป็นทางจำเป็นและให้จำเลยที่ 1 เคลื่อนย้ายเฟืองเหล็กที่นำมาปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสาม คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสี่ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15632, 15633 ที่ดินจำเลยที่ 1 อยู่หน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตัวโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์แผ่นคำขอท้ายฟ้อง และทนายโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าทนายจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 ขอให้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งนายธวัชทนายโจทก์ที่ 1 เป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย เห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทนายความไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งทนายโจทก์ที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องเป็นทนายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย อนุโลมได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องโจทก์แล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนปัญหาที่ว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 ไปสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ที่ให้เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ สามารถใช้สิทธิเรียกร้องผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้นั้นเป็นการตัดสิทธิของเจ้าของที่ดินอื่นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ไปก่อนแล้ว ต่อมาจึงมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1003 ที่เหลืออีกครั้งหนึ่งในวันที่ 12 มีนาคม 2523 ซึ่งผลการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมครั้งนี้ทำให้ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามในเวลาต่อมาไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องเพื่อผ่านที่ดินเฉพาะแปลงที่แบ่งแยกในครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2523 เพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 ออกสู่ทางสาธารณะ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรพันธ์ ตรีสุกล กับพวก
จำเลย — บริษัทน้ำตาลราชบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2543
#99167
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกวัตถุพยานตามคำร้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มิได้อ้างว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 101,986 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองเพราะโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานมาสืบ ส่วนจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 22 มกราคม 2541 อ้างว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกรถยนต์เป็นวัตถุพยานไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกวัตถุพยานดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งและรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อโจทก์จะได้ยื่นคำขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่ใช่เหตุที่จะสั่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และในวันนั้นซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงว่าไม่ได้จัดเตรียมพยานมาสืบเนื่องจากเห็นว่าศาลจะอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีได้เลื่อนมาหลายนัดแล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จำเลยทั้งสี่แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณาและพิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกวัตถุพยานตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มิได้อ้างว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยรัตน์ ชั้นเจริญ กับพวก
จำเลย — กรมตำรวจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7965/2543
#99160
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำธนบัตรของกลางจะไปแจกจ่ายให้แก่ผู้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยนำธนบัตรและรายชื่อผู้เลือกตั้งของกลางซุกซ่อนไว้ในรถยนต์เกิดเหตุแล่นไปในหมู่บ้านอันเป็นเขตเลือกตั้ง ลักษณะการกระทำดังกล่าวเป็นการดำเนินการลุล่วงไปถึงขั้นตอนสุดท้ายพร้อมที่จะให้ธนบัตรของกลางแก่ผู้เลือกตั้งทันที เพื่อจะจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้รับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกระทำดังกล่าวใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ ถือได้ว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามให้ทรัพย์สินแก่ผู้เลือกตั้ง เพื่อจะจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 35 (1) ประกอบ ป.อ. มาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 35, 91 ป.อ. มาตรา 33, 91, 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง ยกเว้นอาวุธปืน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 35 (1), 91 ประกอบ ป.อ. มาตรา 80 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จึงเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดฐานพยายามให้ทรัพย์สินแก่ผู้เลือกตั้งเพื่อจะจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 2,000 บาท ความผิดข้อหาพาอาวุธปืน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลางยกเว้นอาวุธปืน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ม. 35 (1) ม. 91
ป.อ. ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายไข นาชัยเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริง — 1947 กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในความค
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7964/2543
#40483
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายได้ มิได้จำกัดว่าคดีจะต้องถึงที่สุดด้วยคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ดังนี้ แม้โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความแต่เมื่อคดีถึงที่สุดและโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวศาลแรงงานจึงมีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางไว้ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 11/2542 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน2541 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าจ้างในวันลาคลอด ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงินจำนวน 64,500บาท แก่จำเลยที่ 3 ลูกจ้าง โดยโจทก์ได้นำเงินที่ต้องจ่ายตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาวางต่อศาลแรงงานกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งสั่งยกคำร้อง คดีถึงที่สุด

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลแรงงานกลางดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลมิได้มีคำพิพากษาแต่ได้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขาดนัด จึงไม่สามารถจ่ายเงินให้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติว่าเมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายได้ จะเห็นได้ว่าศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วดังนั้น แม้คดีถึงที่สุดในชั้นใดศาลก็มีอำนาจจ่ายเงินดังกล่าวได้ทั้งนั้นและมิได้จำกัดว่าคดีจะต้องถึงที่สุดด้วยคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ศาลจึงจะมีอำนาจจ่ายเงินได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางไว้ให้แก่จำเลยที่ 3 ลูกจ้างได้ ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวคำสั่งของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้จ่ายเงินจำนวน 64,500 บาท ที่โจทก์นำมาวางศาลแรงงานกลางไว้แก่จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มิราเคิล เวิร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7964/2543
#66310
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายได้ มิได้จำกัดว่าคดีจะต้องถึงที่สุดด้วยคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ดังนี้ แม้โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ แต่เมื่อคดีถึงที่สุดและโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ศาลแรงงานจึงมีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางไว้ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิราเคิล เวิร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7959/2543
#39305
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้นและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ยังมิได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจก็จับจำเลยพร้อมกับยึดยาเสพติดให้โทษดังกล่าวและธนบัตรของกลางได้เสียก่อน ธนบัตรของกลางจึงไม่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102

เมื่อไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้นและโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบของกลางโดยอ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้และต้องคืนให้แก่เจ้าของแม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,712 เม็ด หนัก 150.202 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 25.024 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนกฎหมายเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวและเงินสด 650 บาท ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์ 147.800 กรัม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง,102 จำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุก 11 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน1,712 เม็ด หนัก 150.202 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก25.024 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยนายดาบตำรวจวิฑูรย์ หมื่นจำปา กับพวกซึ่งออกตรวจท้องที่ที่รับผิดชอบได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ลำพูน ผ - 1800นำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวจะไปส่งให้ลูกค้า นายดาบตำรวจวิฑูรย์กับพวกจึงดักจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยยาเสพติดให้โทษดังกล่าวและธนบัตรจำนวน 650 บาท เป็นของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยให้การปฏิเสธแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลจำเลยให้การรับสารภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้น ถือว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว

อนึ่ง สำหรับธนบัตรของกลางจำนวน 650 บาท นั้นความปรากฏแต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยยังมิได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้านายดาบตำรวจวิฑูรย์กับพวกก็ดักจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดยาเสพติดให้โทษดังกล่าวได้เสียก่อน ธนบัตรของกลางจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 ตามคำขอให้ริบของโจทก์ และกรณีที่ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่ามีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้น และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบเงินจำนวน650 บาท ของจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้และต้องคืนให้แก่เจ้าของ ทั้งเรื่องนี้แม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

พิพากษาแก้เป็นว่า ธนบัตรของกลางจำนวน 650 บาทไม่ริบและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย สุข สุดวงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7959/2543
#40482
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้นและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ยังมิได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจก็จับจำเลยพร้อมกับยึดยาเสพติดให้โทษดังกล่าวและธนบัตรของกลางได้เสียก่อน ธนบัตรของกลางจึงไม่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102

เมื่อไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้นและโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบเงินของกลางโดยอ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้และต้องคืนให้แก่เจ้าของ แม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,712 เม็ด หนัก 150.202 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 25.024 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมายเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวและเงินสด 650 บาท ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์ 147.800 กรัม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66,102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง,102 จำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 11 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน1,712 เม็ด หนัก 150.202 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 25.024 กรัมอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยนายดาบตำรวจวิฑูรย์ หมื่นจำปา กับพวกซึ่งออกตรวจท้องที่ที่รับผิดชอบได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ลำพูน ผ -1800 นำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวจะไปส่งให้ลูกค้านายดาบตำรวจวิฑูรย์กับพวกจึงดักจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยยาเสพติดให้โทษดังกล่าวและธนบัตรจำนวน 650 บาท เป็นของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลจำเลยให้การรับสารภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้น ถือว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว

อนึ่ง สำหรับธนบัตรของกลางจำนวน 650 บาท นั้น ความปรากฏแต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยยังมิได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า นายดาบตำรวจวิฑูรย์กับพวกก็ดักจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดยาเสพติดให้โทษดังกล่าวได้เสียก่อนธนบัตรของกลางจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ตามคำขอให้ริบของโจทก์และกรณีที่ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่ามีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้น และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบเงินจำนวน 650 บาท ของจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้และต้องคืนให้แก่เจ้าของ ทั้งเรื่องนี้แม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

พิพากษาแก้เป็นว่า ธนบัตรของกลางจำนวน 650 บาท ไม่ริบและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย สุข สุดวงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7959/2543
#66309
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดตามป.อ.มาตรา 33 (2) ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้นและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ยังมิได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจก็จับจำเลยพร้อมกับยึดยาเสพติดให้โทษดังกล่าวและธนบัตรของกลางได้เสียก่อน ธนบัตรของกลางจึงไม่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102

เมื่อไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้นและโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบเงินของกลางโดยอ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้และต้องคืนให้แก่เจ้าของ แม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายสุข สุดวงรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7954/2543
#35147
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถซึ่งขณะที่จำเลยกระทำความผิดนี้ มีพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 127 ทวิ เดิมและให้เพิ่มความในวรรคสองของมาตรา 127 ทวิ ว่า "ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 102(3 ทวิ) หรือ (3 ตรี)ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณีแต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณี อีกหนึ่งในสาม" จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 เวลากลางวัน ขณะที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกแล่นไปตามถนนสายดอนจั่น ออนหลวย จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ),127 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ มีพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 127 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535และให้เพิ่มความในวรรคสองของมาตรา 127 ทวิ ว่า "ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 102(3 ทวิ) หรือ (3 ตรี)ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณี แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วแต่กรณี อีกหนึ่งในสาม" ดังนี้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสองศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง จำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 127 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย สุพจน์ ดวงแก้ว
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7952/2543
#38464
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณค่าขึ้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 150 จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องแต่ละคดีเป็นเกณฑ์ โดยหลักจะต้องคำนวณตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนั้น เว้นแต่ทุนทรัพย์แต่ละข้อหาไม่มีความเกี่ยวพันกัน สามารถแยกจากกันได้โดยชัดแจ้ง

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญากู้ยืมอีก 2 ฉบับ โดยจำเลยทำคำขอสินเชื่อจากโจทก์และได้รับอนุมัติจากโจทก์ในลักษณะต่อเนื่องกัน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีข้อตกลงยินยอมให้โจทก์นำหนี้ในบัญชีกระแสรายวันเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่เบิกเกินบัญชีได้ และจำเลยได้จำนองอาคารชุดและที่ดินไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ดังกล่าว มูลหนี้ในแต่ละข้อหาจึงมีความเกี่ยวเนื่องผูกพันกันและกัน การคำนวณค่าขึ้นศาลจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องทั้งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน9,714,741.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน6,501,836.22 บาท และต้นเงิน 2,091,093.48 บาท และต้นเงิน3,372 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน200,000 บาท และทำสัญญาจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวนเงินรับผิดเพียง 300,000 บาท ไม่ได้ค้ำประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 1ไม่ได้ตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่ได้ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้แล้วจะชำระส่วนที่ขาดให้ ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2533 ส่วนเอกสารฉบับอื่น ๆ ที่มีชื่อ จำเลยที่ 3เกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารไปให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยโจทก์ไม่ได้ชี้แจงจำเลยที่ 3 จึงรับผิดต่อโจทก์เพียง 300,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวนเงิน 6,041,756.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นรายเดือนอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2539อัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม2539 และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวรวมกับดอกเบี้ยทบต้นที่คำนวณได้ นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2540 ดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในหนี้ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวนเงิน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นรายเดือนอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2533ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2533 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2533 อัตราร้อยละ 17 ต่อปีนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2533 อัตราร้อยละ17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2534อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2534 ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม2534 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2534 ถึงวันที่ 15มีนาคม 2535 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2535ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2536 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม2536 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2536 อัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2536 อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2536 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2536 อัตราร้อยละ16 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2536 อัตราร้อยละ15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536อัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 17มกราคม 2537 อัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2537ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2537 อัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม2537 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 อัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2538 อัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2534อัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 20เมษายน 2538 อัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2538ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 18พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2538 อัตราร้อยละ 16.25 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อัตราร้อยละ16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2538อัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 10กรกฎาคม 2539 อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม2539 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2539 อัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 4ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2539 และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวรวมกับดอกเบี้ยทบต้นที่คำนวณได้นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์2540 ดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้จำนวนเงิน 2,091,093.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนเงิน 3,372บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดอาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม 1 เอ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 6/2532ห้องชุดเลขที่ 61/1 ถึง 61/5, 61/48 ถึง 61/50 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 218975 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และอาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม 1 ไอ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 3/2533ห้องชุดเลขที่ 77/4 ถึง 77/6 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226703 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 และยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42452 ตำบลบางเมือง (บางด้วน) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2และที่ 3 ร่วมรับผิดตามทุนทรัพย์ที่ตนต้องรับผิดต่อโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องแต่ละข้อหาดังที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บ หรือจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องรวมทั้งคดี เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้น อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทและตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก)กำหนดให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทแต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท เห็นว่า การคำนวณค่าขึ้นศาลจะต้องพิจารณาจากคำฟ้องแต่ละคดีเป็นเกณฑ์ โดยหลักแล้วจะต้องคำนวณตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนั้น เว้นแต่ทุนทรัพย์แต่ละข้อหาไม่มีความเกี่ยวพันกัน สามารถแยกจากกันได้โดยชัดแจ้งเช่นกรณีที่โจทก์หลายคนร่วมกันฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในมูลละเมิดหรือในกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมีมูลมาจากจำเลยผิดสัญญาจำนวนหนึ่งและเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเห็นได้ว่าทั้งสองกรณีความเสียหายของโจทก์แต่ละคน หรือค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแต่ละข้อหาสามารถแยกจากกันได้โดยชัดเจน โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแต่ละข้อหา สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญากู้ยืมอีก 2 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 ทำคำขอสินเชื่อจากโจทก์และได้รับอนุมัติจากโจทก์ในลักษณะต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์นำหนี้ในบัญชีกระแสรายวันเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่เบิกเกินบัญชีได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้จำนองอาคารชุด และจำเลยที่ 3 ได้จำนองที่ดินไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ามูลหนี้ในแต่ละข้อหามีความเกี่ยวเนื่องผูกพันกันและกัน การคำนวณค่าขึ้นศาลจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องทั้งคดี ดังนั้น ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งข้อ (1)(ก) จึงชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากโจทก์แต่ละข้อหาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจาก 200,000 บาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1)(ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พิพัฒน์ หลีทองหล่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2543
#37864
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็น ซึ่งจำเลยทั้งสี่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจนและไม่ต้องห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งโจทก์เป็นสถาบันการเงินได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ และตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดแล้ว ก็ต้องผูกพันตามนั้น

แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระบุว่ากำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาทบเป็นต้นเงินได้ และสัญญาไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา หรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันระบุว่าจำเลยที่ 1 ใช้เช็คถอนเงินสดครั้งสุดท้ายวันที่ 6 มีนาคม 2535 จำนวน850,000 บาท แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลย คงมีแต่หักทอนบัญชีคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระในแต่ละเดือน โดยมีการหักทอนบัญชีกันในวันที่ 31มีนาคม 2535 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้สูงกว่าวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีมาก ทั้งตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันก็ระบุว่า ห้ามผ่านเช็ค ซึ่งแสดงว่าโจทก์ระงับการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่าย แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไป สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดหักทอนบัญชีทุกวันสิ้นเดือน สัญญาจึงเลิกกันในวันที่ 31 มีนาคม 2535

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์เป็นเงิน 3,412,044.28 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.50 ต่อปี จากต้นเงิน 3,242,754.70 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์ 536,738.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.50ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2169 ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3168 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ไม่ได้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารโจทก์ และมีการยกเลิกอำนาจไปแล้ว ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเกริกเกียรติผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย (น่าจะเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2) ได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่ทราบข้อความโจทก์ไม่เคยแจ้งรายการบัญชีฝากถอนและการคิดคำนวณดอกเบี้ยให้ฝ่ายจำเลยทราบ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1สั่งจ่ายและไม่ยอมขายสมุดเช็คให้จำเลยที่ 1 อีก มีแต่การหักเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ตลอดมา แสดงว่าโจทก์ไม่ยอมให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไป จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยทบต้นและไม่อาจคิดดอกเบี้ยได้เกินร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงินจำเลยชำระตลอดมาไม่เคยผิดนัด แต่โจทก์ฟ้องโดยไม่ส่งบัญชีรายการชำระเงิน ทำให้จำเลยหลงต่อข้อต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมและยังมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีตลอดมา ทั้ง ๆ ที่ธนาคารประกาศลดดอกเบี้ยแล้วเมื่อจำเลยผิดนัดชำระเงิน โจทก์ไม่รีบฟ้องและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราดังกล่าวอยู่อีกโดยไม่ยอมคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ไม่เคยเปิดบัญชีกระแสรายวันหรือทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้พนักงานของโจทก์บอกให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในการจำนองและให้ความยินยอมในการที่สามีกู้เงินจากธนาคาร จำเลยที่ 2 จึงลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความไว้โดยไม่รู้เห็นมาก่อน โจทก์ไม่เคยแจ้งบัญชีรายการรับถอนให้ทราบ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ พนักงานของโจทก์ให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์เพื่อให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองเท่านั้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์3,948,782.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี จากต้นเงิน3,242,754.70 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2169ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และเลขที่ 3168ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาท่าศาลา เพื่อเดินสะพัดทางบัญชีในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีและวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาท่าศาลา ในวงเงิน 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19ต่อปี โดยใช้บัญชีที่เปิดไว้นั้นเป็นบัญชีเดินสะพัด กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินและให้โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้กู้ยืม จำเลยที่ 1และที่ 2 ตกลงชำระหนี้เมื่อโจทก์ทวงถามตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.8 ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินโจทก์สาขาเดียวกันจำนวน 400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้เช่นเดียวกับข้อตกลงตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ถ้าค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ยอมให้นำดอกเบี้ยนั้นไปทบเป็นต้นเงิน จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ทุกเดือนเดือนละ 10,500 บาท เริ่มแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นต้นไปผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์เรียกชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันทีตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.12 และ จ.16เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2169 ตำบลสระแก้วอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงินจำนอง200,000 บาท และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3168 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงินจำนอง 350,000 บาทกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับผิดใช้หนี้ส่วนที่ยังขาดแก่โจทก์จนครบ ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.11 จ.14 และ จ.15 สำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2537) จำนวน 536,738.01 บาทและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 400,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกว่า สมควรหยิบยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามเอกสารหมาย จ.2 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.3) ไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับ จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยทั้งสี่อาจหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ได้แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้นั้น จำเลยทั้งสี่เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลจะต้องหยิบยกมาวินิจฉัย เห็นว่า ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็น ซึ่งจำเลยทั้งสี่เพิ่งจะยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องอุทธรณ์ข้อนี้จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ประการที่สองว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดเมื่อใด โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.8 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยโจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดและสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด กรณีนี้สัญญาดังกล่าวจะระงับต่อเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาหรือหักทอนบัญชีหนี้ครั้งสุดท้ายและบอกกล่าวให้ชำระหนี้คงเหลือทั้งหมด เรื่องนี้มีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะต้องซื้อเช็คจากโจทก์เพื่อมาใช้ในการเดินบัญชีโดยให้ถือเอาบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งจำเลยที่ 1 จะเบิกไปตามจำนวนและเวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องการ และตามที่โจทก์จะพึงอนุญาต และประเพณีการเบิกเงินจากโจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 เบิกเงินในวงเงินตามข้อตกลงก็เสียดอกเบี้ยกรณีหนึ่ง ถ้าเบิกเกินวงเงินก็เสียดอกเบี้ยเพิ่มแล้วแต่จะกำหนด และจำเลยที่ 1 เบิกเงินครั้งสุดท้ายในวันที่ 6 มีนาคม2535 จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เพราะการกระทำของโจทก์ได้แสดงเจตนาชัดแจ้งในการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ยอมขายเช็คที่จะต้องใช้ในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไป แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยถึงร้อยละ 19 ต่อปี และนำมาทบต้นอยู่ตลอดอันเป็นการไม่ชอบโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแบบไม่ทบต้นเท่านั้นเห็นว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะระบุว่ากำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาทบเป็นต้นเงินได้และสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา หรือมีการหักทอนบัญชี และเรียกให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.25 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ใช้เช็คถอนเงินสดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2535 จำนวน 850,000 บาท แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์อีกเลย คงมีแต่การหักทอนบัญชีคิดดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค้างชำระในแต่ละเดือนเท่านั้น โดยมีการหักทอนบัญชีกันในวันที่ 31 มีนาคม 2535 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,415,165.69 บาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีมาก ทั้งตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันก็ระบุว่าห้ามผ่านเช็คซึ่งแสดงว่าโจทก์ระงับการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่าย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์อย่างแจ้งชัดว่า ประสงค์จะเลิกการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่เคยนำเงินเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ประสงค์จะให้มีการสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป ซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กำหนดหักทอนบัญชีทุกวันสิ้นเดือน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็นอันเลิกกันในวันที่ 31 มีนาคม 2535 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2535 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไป คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นเท่านั้น หาได้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2536 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ส่วนปัญหาว่าหลังเลิกสัญญาโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีและมาตรา 224วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น ดังนั้นกรณีสัญญาระหว่างโจทก์กับฝ่ายจำเลยได้ทำสัญญาตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้ชัดเจนและไม่ต้องห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งโจทก์เป็นสถาบันการเงินได้ปฏิบัติหลักเกณฑ์และวิธีที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 และตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดแล้ว เมื่อตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.25ระบุว่าวันที่ 31 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 16.75 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี แบบไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จเพราะเป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้น ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดเพียงใด โดยฎีกาว่าคงต้องรับผิดเท่าที่ตนทำสัญญาจำนองเท่านั้น เพราะมีการกำหนดวงเงินจำนองไว้ และจำเลยที่ 2ที่ 3 ไม่ได้ค้ำประกันบุคคลเพียงใช้ทรัพย์สินจำนองเท่านั้นถือเป็นหนี้ร่วมไม่ได้ เห็นว่า ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินเอกสารหมายจ.7 ถึง จ.9 ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาดังกล่าวไว้กับโจทก์ ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ย่อมต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค้างชำระ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำไว้กับโจทก์โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้กู้ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.12 และ จ.16 ข้อ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกัน แม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จำนองทรัพย์สินเป็นการประกันการชำระหนี้ด้วยก็เป็นคนละเรื่องกันไม่อาจปัดความรับผิดได้เพราะมีข้อตกลงในสัญญาชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,415,165.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2535 เป็นต้นไป และร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เงินจำนวน 536,738.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 859
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ชัยยง วิวัฒน์ทรงชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7923/2543
#35032
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ จึงไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ

แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยสามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบ จำเลยจึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงนี้นำมาสู่ข้อกฎหมาย เพื่อยกขึ้นอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมโรงเรือนเลขที่ 252/2 กับโจทก์ อัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท มิได้กำหนดระยะเวลาการเช่ากันไว้ ต่อมาเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินพร้อมโรงเรือนดังกล่าว จึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์ที่เช่าและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์ที่เช่า

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า ที่ดินพิพาทมีความกว้าง ยาว กี่เมตร แต่ละด้านจดที่ดินของผู้ใดจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินและโรงเรือนพิพาทโดยได้ครอบครองและทำประโยชน์มาเกือบ 20 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญา เช่าที่ดินพร้อมโรงเรือนพิพาทกับโจทก์ ลายมือชื่อผู้เช่ามิใช่ลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองค่าขาดประโยชน์มีจริงก็ไม่เกินเดือนละ 200 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและโรงเรือนเลขที่ 252/2 หมู่ที่ 6 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ เป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงนี้นำมาสู่ข้อกฎหมายเพื่อยกขึ้นอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากยังมีประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัย สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5วินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 183 ม. 225 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทิน อินทรบุรี
จำเลย — นายรังสิต นุธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7923/2543
#66308
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ จึงไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ

แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยสามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบ จำเลยจึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงนี้นำมาสู่ข้อกฎหมายเพื่อยกขึ้นอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 183 ม. 225 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทิน อินทรบุรี
จำเลย — นายรังสิต นุธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7922/2543
#99159
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ จากเดิมที่ให้กำหนด โดยถือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์มาเป็นกำหนดโดยคำนึงถึง มาตรา 21 ทั้งมาตรา คือ ต้องกำหนดโดยเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) (4) และ (5) มาพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 (2) และ (3) ด้วย หาใช่แก้ไขให้กำหนดเงินค่าทดแทนโดยต้องถือเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนในปีที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 917,195,061.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 832,362,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา นายบุลนรงค์และนางวิบูลศิริผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ 117,510,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 180,000 บาท ถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ จากเดิมซึ่งบัญญัติว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการกำหนดราคาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 สำหรับราคาที่ดินให้คณะกรรมการกำหนดโดยถือราคาตามมาตรา 21 (2) หรือ (3) แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์?" เป็นว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24?" คือแก้ไขหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินจากเดิมที่ให้กำหนดโดยถือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์มาเป็นกำหนดโดยคำนึงถึงมาตรา 21 ทั้งมาตรา คือต้องกำหนดโดยเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) (4) และ (5) มาพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 (2) และ (3) ด้วย ดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9369 และ 4161 จึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) ถึง (5) ประกอบกัน ซึ่งตามมาตรา 21 (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดนั้นต้องเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 4 ตุลาคม 2533 หาใช่ราคาที่ซื้อขายที่ดินในปี 2536 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9 วรรคสี่ ม. 21 - ( (1)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพ ม. 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมราชวงศ์หญิงศิริมาน สฤษฎิ์ราชโยธิน
ผู้เข้าเป็นคู่ความ — โดยนายบุลนรงค์ สฤษฎิ์ราชโยธิน และนางวิบูลศิริ ขำหรุ่น
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรูญวิทย์ ทองสอน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7921/2543
#35031
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันสลากกินรวบแก่โจทก์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 80,000 บาท โดยยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยจะชำระเงินคืนในวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ครั้นถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 82,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินจำนวน 80,000 บาท จากโจทก์ สัญญากู้เอกสารท้ายฟ้องมีมูลหนี้มาจากการพนันสลากกินรวบโดยโจทก์ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐานเพื่อกันลืมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินจากโจทก์ 80,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.1 มีน้ำหนักในการรับฟังจำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าสลากกินรวบโจทก์เป็นเงิน 9,500 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันสลากกินรวบแก่โจทก์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กนกวรรณ ดำหมี
จำเลย — นาง เปี้ยนหรือเปื้อน มั่นคง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7921/2543
#66307
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเป็นหนี้การพนันสลากกินรวบแก่โจทก์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 150

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนกวรรณ ดำหมี
จำเลย — นางเปี้ยนหรือเปื้อน มั่นคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา