คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2543
#66316
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทโดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยขอสละประเด็นที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เนื่องจากจำเลยเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง เมื่อประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองของจำเลยยุติไปแล้ว ในชั้นฎีกาย่อมมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ต่อไป แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดนัย บุญยกิจสมบัติ
จำเลย — นายเพียร จริตรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิทยา บุญชัยวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2543
#99164
เปิดฉบับเต็ม

หุ้นที่ ม. โอนให้โจทก์เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น โดยมีข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ว่าการโอนหุ้นให้บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ก่อน และคณะกรรมการมีสิทธิบอกปัดการโอนโดยไม่ต้องแถลงเหตุผล ดังนี้ การโอนหุ้นระหว่าง ม. กับโจทก์จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ขณะที่ ม. ทำสัญญาโอนหุ้นให้โจทก์นั้นได้ความว่า ม. เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่ทราบและอนุมัติการโอนหุ้นรายนี้ ส่วนกรรมการคนอื่นๆ ไม่ปรากฏว่าได้ทราบและอนุมัติด้วย แม้ ม. จะแจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นที่รับโอนจาก ม. ก็ดี หรือ ม. จะแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันว่าได้แจ้งการโอนหุ้นแก่โจทก์ให้คณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ทราบและได้รับความยินยอมแล้วก็ดี ยังฟังไม่ได้ว่าคณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ยินยอมหรืออนุมัติการโอนหุ้นรายนี้ การโอนหุ้นระหว่าง ม. กับโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2534 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นหมายเลข 9011 ถึง 9500 รวม 490 หุ้น ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและห้ามมิให้จำเลยทั้งสามกระทำการใด ๆ หรือขัดขวางการที่โจทก์จะโอนขายหุ้นให้บุคคลภายนอก

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการโอนขายหุ้นของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การโอนหุ้นระหว่างนายมงคลกับโจทก์ตามสัญญาโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า หุ้นที่นายมงคลโอนให้โจทก์เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น โดยมีข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ว่าการโอนหุ้นให้บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ก่อน และคณะกรรมการมีสิทธิบอกปัดการโอนโดยไม่ต้องแถลงเหตุผล ดังนี้ การโอนหุ้นระหว่างนายมงคลกับโจทก์จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ขณะที่นายมงคลทำสัญญาโอนหุ้นให้โจทก์นั้น คงได้ความว่านายมงคลเป็นกรรมการที่ทราบและอนุมัติการโอนหุ้นรายนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนกรรมการคนอื่น ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ทราบและอนุมัติด้วย แม้การที่นายมงคลแจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นที่รับโอนจากนายมงคลก็ดี การที่นายมงคลแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันว่าได้แจ้งการโอนหุ้นแก่โจทก์ให้คณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ทราบและได้รับความยินยอมแล้วก็ดี ล้วนเป็นหลักฐานที่นายมงคลทำขึ้นเพียงผู้เดียวทั้งสิ้นว่าคณะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ยินยอมหรืออนุมัติการโอนหุ้นรายนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการโอนหุ้นระหว่างนายมงคลกับโจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ในอันที่จะขอบังคับจำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้องได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้แทนโดยชอบ — เด็กหญิงวลัยภรณ์ อารยพัฒน์ โดยนางยุพา เจตน์อัศวภิรมย์
โจทก์ — ธรรม
จำเลย — บริษัทยุกต์ชวน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8102/2543
#37869
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335,336 ทวิ,80 เมื่อจำเลยรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องซึ่งต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 336 ทวิ และต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 336 ทวิและวางโทษจำคุก 8 เดือน แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือนต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของมาตรา 335(1)(8) วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 80,336 ทวิ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเพิ่มขึ้นศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 212ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 336 ทวิ, 80

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(8) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) ประกอบด้วยมาตรา 80ให้จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 80 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องซึ่งต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย และต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 336 ทวิ และวางโทษจำคุก 8 เดือน แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของมาตรา 335(1)(8)วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 80, 336 ทวิ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเพิ่มขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 80, 336 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย ทองศรี สิงเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8099/2543
#35036
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ว่า "คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือ แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" กรณีจึงไม่อาจนำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 มาใช้ในการ วินิจฉัยคดีแรงงานอีก

ตามอุทธรณ์ของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าเหตุใดคำเบิกความของ ช. จึงไม่เป็นพิรุธ เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยแล้วเห็นว่าสอดคล้องกันตามลำดับไม่เป็นพิรุธมีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนี้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ให้เหตุผลไว้ครบถ้วนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางหยิบยกพยานหลักฐานส่วนที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยมาวินิจฉัยโดยไม่นำพยานหลักฐานส่วนของโจทก์ที่เป็นประโยชน์มาหักล้าง เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2525ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นหัวหน้าหน่วยอำเภอลาดยาวสังกัดสำนักงานจังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเงินเดือน 20,320 บาท วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยสั่งพักงานและตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์โดยกล่าวหาว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่จงใจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ และมีคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการไล่ออกแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำเลยสั่งพักงานและมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานไม่ถูกต้อง จำเลยดำเนินการสอบสวนฝ่ายเดียว ไม่ให้โจทก์หาหลักฐานต่อสู้ โจทก์ไม่เคยกระทำตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยทุกประการไม่เคยกระทำให้จำเลยเสียหาย การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ทำให้โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,320 บาท จำเลยจึงต้องชำระแก่โจทก์นับแต่วันสั่งพักงานจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 139,280 บาท คำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างจำเลยสามารถปฏิบัติงานได้จนถึงอายุ 60 ปี จึงขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 4,074,020 บาท หากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างต่อไปจนถึงอายุ 60 ปี โจทก์จะได้รับเงินโบนัส 1,381,760 บาท และมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับแต่วันที่โจทก์เป็นสมาชิกของกองทุนจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 420,000 บาท และนับตั้งแต่วันฟ้องจนถึงโจทก์อายุ 60 ปี เป็นเงินอีก 488,889 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 300 วัน เป็นเงิน 200,400 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,704,349 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2525 ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ และสั่งพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 คณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วทำความเห็นว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ในประเด็นเรื่องโจทก์ถูกไล่ออกจากงานเพราะเหตุประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น พยานจำเลยมีนายชิ้น อ่อนงาม กับนายศุภชัย อ่อนงามเบิกความยืนยันว่า ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์และนายหน้าเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาให้ได้รับเงินกู้งวดสุดท้าย ทั้งจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ แล้วจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานโดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างนับแต่วันพักงาน ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินโบนัสเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าชดเชยแก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดง "(4) เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง" แต่คำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับคำเบิกความของนายชิ้น อ่อนงามที่ว่านายชิ้นได้จ่ายเงินค่าตอบแทนแก่โจทก์ในการขอรับเงินกู้ตามโครงการงวดสุดท้าย แต่จำนวนเงินที่ให้ถ้อยคำแต่ละครั้งไม่ตรงกันไม่เป็นพิรุธ โดยศาลแรงงานกลางไม่ให้เหตุผลว่า ไม่เป็นพิรุธเพราะอะไร จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141(4)นั้น เห็นว่าในเรื่องดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 มาใช้ในการวินิจฉัยคดีแรงงานอีกตามอุทธรณ์ของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เหตุใดคำเบิกความของนายชิ้นจึงไม่เป็นพิรุธ ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยคำเบิกความของนายชิ้น ประกอบคำเบิกความของนายศุภชัย อ่อนงาม ที่ยืนยันว่า นายชิ้นได้จ่ายเงินให้โจทก์และนายศุภชัยได้จ่ายเงินให้นายหน้าเพื่อตอบแทนการได้รับอนุมัติให้รับเงินกู้ตามโครงการงวดสุดท้าย โดยเฉพาะนายชิ้นยืนยันตลอดมาว่า ได้จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนแก่โจทก์ในการขอรับเงินกู้ตามโครงการงวดสุดท้าย นายชิ้นรู้จักโจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่ของจำเลย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเช่นเดียวกับนายศุภชัย จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองปากเบิกความไปตามความจริงส่วนพยานหลักฐานของโจทก์มีแต่ตัวโจทก์เท่านั้นที่เบิกความยืนยันว่าโจทก์ไม่ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งจำเลยได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนและมีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์ก็ไม่โต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งแล้วศาลแรงงานกลางจึงได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า พยานหลักฐานของจำเลยสอดคล้องกันตามลำดับไม่เป็นพิรุธ มีน้ำหนักฟังได้ว่า โจทก์ประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงดังนี้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ให้เหตุผลไว้ครบถ้วนแล้วว่าเหตุใดจึงฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เรียกและรับเงินเป็นค่าตอบแทนในการอนุมัติเงินกู้ตามโครงการงวดสุดท้าย ให้นายชิ้นและนายศุภชัย ไม่ใช่วินิจฉัยเพียงว่า นายชิ้นให้ถ้อยคำถึงจำนวนเงินที่จ่ายให้โจทก์แต่ละครั้งไม่ตรงกันไม่เป็นพิรุธ โดยไม่ให้เหตุผลดังที่โจทก์อ้างคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า กรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งเป็นคนของจำเลย ไม่มีความเป็นกลาง ผลการสอบสวนจึงเป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ให้ลงโทษโจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์คำสั่งไล่ออกก็เพราะกรรมการชั้นอุทธรณ์ก็เป็นคนของจำเลยและใช้เวลาดำเนินการนานถึง 2 ปี ไม่ใช่โจทก์ยอมรับคำสั่งไล่ออกและที่ศาลแรงงานกลางอ้างว่าพยานจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อนปรากฏว่า พยานจำเลยเป็นบุคคลของจำเลย ศาลแรงงานกลางหยิบยกพยานหลักฐานส่วนที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยมาวินิจฉัยโดยไม่นำพยานหลักฐานส่วนของโจทก์ที่เป็นประโยชน์มาหักล้าง ทั้งนายชิ้นเบิกความว่า โจทก์ไม่เคยเรียกเงินจากนายชิ้นหากโจทก์จะรับเงินที่นายชิ้นให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนจริงก็ไม่เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงษ์ เสือพุก
จำเลย — ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8099/2543
#66315
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" กรณีจึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 141มาใช้ในการวินิจฉัยคดีแรงงานอีก

ตามอุทธรณ์ของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าเหตุใดคำเบิกความของ ช.จึงไม่เป็นพิรุธ เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยแล้วเห็นว่าสอดคล้องกันตามลำดับไม่เป็นพิรุธ มีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนี้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ให้เหตุผลไว้ครบถ้วนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางหยิบยกพยานหลักฐานส่วนที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยมาวินิจฉัยโดยไม่นำพยานหลักฐานส่วนของโจทก์ที่เป็นประโยชน์มาหักล้าง เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ เสือพุก
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — (นครสวรรค์) นายชัยเจริญ ดุษฎีพ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8098/2543
#35035
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติถึงการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 179 ประกอบมาตรา 246 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ศาลแรงงานมิได้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงไม่มีตัวคำฟ้องอุทธรณ์ที่จำเลยจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยย่อมไม่อาจขอขยาย ระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปเพื่อการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 181,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาค 2543 จำเลยที่ 2ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 10 วัน นับแต่วันที่4 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2543 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ตามขอ ครั้นวันที่ 12 พฤษภาคม 2543จำเลยที่ 2 นำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นแต่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับเพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง

วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปโดยขอแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับให้ถูกต้อง แต่ไม่สามารถจะทำได้ทันภายในวันที่ 16 พฤษภาคม2543 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ จึงขอขยายระยะเวลาเพื่อแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ออกไปอีก 5 วันนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2543ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2543 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติถึงการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ประกอบมาตรา 246มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คือต้องเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วแต่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมจึงจะกระทำได้ คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมิได้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีตัวคำฟ้องอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 จะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกเพื่อการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ได้ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์ตูนเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — นายสมชาย แซ่เหลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8098/2543
#66314
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มิได้บัญญัติถึงการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งป.วิ.พ.มาตรา 179 ประกอบมาตรา 246 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ศาลแรงงานมิได้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงไม่มีตัวคำฟ้องอุทธรณ์ที่จำเลยจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยย่อมไม่อาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปเพื่อการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอุทธรณ์ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์ตูนเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — นายสมชาย แซ่เหลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088/2543
#99361
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามซื้อทาวน์เฮาส์หลังพิพาทมาในสภาพใหม่เพิ่งก่อสร้างเสร็จจากจำเลย และเข้าอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ได้เพียง 6 เดือน ก็เกิดความชำรุดบกพร่องในส่วนสำคัญหลายรายการ จนไม่อาจใช้อยู่อาศัยได้อย่างปกติสุขหรือเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติต่อไปได้ เป็นการชำรุดบกพร่องก่อนเวลาอันสมควร จึงหาใช่เป็นเรื่องที่ความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นจากธรรมชาติของการใช้สอยไม่ จำเลยผู้ขายย่อมต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทาวน์เฮ้าส์นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 472

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 336,860 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 165,860 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความชำรุดบกพร่องในทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ทั้งสามซื้อไปจากจำเลยเกิดจากการที่โจทก์ทั้งสามไม่บำรุงรักษาให้ดีและเป็นไปตามธรรมชาติของการใช้สอยหรือไม่ เห็นว่า ทาวน์เฮาส์หลังพิพาทก่อสร้างขึ้นใหม่โดยจำเลยโฆษณารับรองว่าก่อสร้างด้วยวัสดุเยี่ยมและได้มาตรฐาน แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามเข้าอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์หลังพิพาทได้ประมาณ 6 เดือน ตัวอาคารก็เริ่มชำรุด ผนัง ฝ้า เพดานและพื้นบ้านรวมทั้งรั้วกำแพงแตกร้าว เมื่อฝนตกท่อระบายน้ำอุดตัน ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณใต้ถุนบ้านและน้ำฝนไหลเข้ามาทางฝาผนังที่แตกร้าว ซึ่งความเสียหายเช่นเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นแก่ทาวน์เฮาส์ของนายสุธนพยานโจทก์ซึ่งซื้อทาวน์เฮาส์มาพร้อมกับโจทก์ทั้งสามในเวลาเดียวกัน การที่ทาวน์เฮาส์หลังพิพาทเกิดความเสียหายชำรุดบกพร่องตามรายการดังกล่าว จึงหาใช่เพราะโจทก์ทั้งสามไม่บำรุงรักษาให้ดีและเป็นไปตามธรรมชาติของการใช้สอยไม่ เพราะผนัง ฝ้าเพดาน พื้นบ้านและกำแพงเกิดแตกร้าว ท่อระบายน้ำอุดตันเช่นนี้ เกิดจากจำเลยก่อสร้างโดยใช้ช่างก่อสร้างที่ฝีมือไม่ได้มาตรฐานและใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่คุณภาพไม่ดีเหมือนเช่นที่โฆษณารับรองไว้ โจทก์ทั้งสามเข้าอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์หลังพิพาทเพียงประมาณ 6 เดือน ความเสียหายดังกล่าวก็เริ่มเกิดขึ้น โจทก์ทั้งสามไม่อาจจะบำรุงรักษาหรือป้องกันมิให้ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นได้ เพราะแนวโน้มของความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากโครงสร้างของทาวน์เฮาส์หลังพิพาทตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเนื่องจากใช้ช่างก่อสร้างที่ฝีมือไม่ได้มาตรฐานและใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่คุณภาพไม่ดี แต่ความเสียหายเริ่มมีผลประจักษ์เมื่อโจทก์ทั้งสามเข้าอยู่อาศัยได้ 6 เดือน จึงหาใช่เพราะโจทก์ทั้งสามบำรุงรักษาไม่ดีดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเป็นไปตามธรรมชาติของการใช้สอยนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเพิ่งซื้อทาวน์เฮาส์หลังพิพาทมาในสภาพใหม่เพิ่งก่อสร้างเสร็จจากจำเลยในราคา 1,420,000 บาท และเข้าอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ได้เพียง 6 เดือน ก็เกิดความชำรุดบกพร่องในส่วนสำคัญหลายรายการ จนไม่อาจใช้อยู่อาศัยได้อย่างปกติสุขหรือเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติต่อไปได้ เป็นการชำรุดบกพร่องก่อนเวลาอันสมควร จึงหาใช่เป็นเรื่องที่ความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นจากธรรมชาติของการใช้สอยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรนุช จงกมลวิวัฒน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทสิทธิกุลก่อสร้าง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2543
#37868
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง เมื่อจำเลยเป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ยิ่งกว่าโจทก์ แม้มิได้ฟ้องแย้ง ศาลก็มีอำนาจชี้ขาดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์หลังการหย่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2531ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิงจันทกานต์ปัจจุบันอายุ 6 ปีเศษ ต่อมาปี 2536 โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันหลังจากนั้นปี 2539 จำเลยเริ่มดื่มสุราหาเรื่องทะเลาะกับโจทก์ไม่กลับบ้านและไม่เลี้ยงดูบุตร และไปอยู่กับชายอื่นฉันสามีภริยาโดยพาบุตรผู้เยาว์ไปด้วย โดยทิ้งร้างโจทก์ถึงปัจจุบันเกินกว่า 1 ปี ทั้งยินยอมให้ชายคนใหม่ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีความประพฤติเสียหายดังที่โจทก์ฟ้องแต่โจทก์เป็นฝ่ายทิ้งร้างจำเลยไปมีหญิงใหม่ โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ จำเลยเป็นฝ่ายให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามลำพังมาโดยตลอด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลยแล้วแถลงว่าประสงค์จะหย่ากัน แต่เรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ตกลงกันไม่ได้ศาลชั้นต้นฟังคำแถลงของโจทก์ จำเลยและผู้เยาว์ประกอบเอกสารที่ส่งศาลแล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอนำพยานเข้าสืบหักล้างรายงานข้อเท็จจริงของผู้อำนวยการสถานพินิจเนื่องจากทำความเห็นโดยมิได้รับฟังบันทึกข้อความของเขตลอสแอนเจลิสแผนกบริการเด็กและครอบครัวตามเอกสารหมาย ล.1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เอกสารที่ประสงค์จะสืบรวมอยู่ในเอกสารหมายล.1 แล้ว ทั้งตัวความไม่จำต้องสืบพยานเพื่อหักล้างความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจ จึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานอีก ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงจันทกานต์ผู้เยาว์แต่ผู้เดียว

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงจันทกานต์บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาจำเลยว่าโจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงจันทกานต์บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวเห็นว่า โจทก์มีภริยาใหม่แล้วและอาศัยอยู่ต่างประเทศมีบุตรกับภริยาใหม่1 คน ส่วนจำเลยอยู่ที่ประเทศไทยยังไม่มีสามีใหม่ ปัจจุบันผู้เยาว์อายุประมาณ 8 ปี อาศัยอยู่กับจำเลยโดยมีป้า ตาและยายของผู้เยาว์เป็นผู้ดูแลให้ผู้เยาว์ได้รับความอบอุ่น จำเลยออกค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้การศึกษาผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว โจทก์ไม่เคยช่วยเหลือให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเลย เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยหมายเลข 1 และผลการเรียนของผู้เยาว์ตามเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยหมายเลข 3 ประกอบกับผู้เยาว์ก็แถลงต่อศาลว่าอยากอยู่ประเทศไทยกับจำเลยและคุณป้า คุณตา คุณยาย จึงเห็นว่าหากผู้เยาว์อยู่กับจำเลยที่ประเทศไทยก็จะเหมาะสมกว่าที่จะไปอยู่ต่างประเทศกับโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยละเลยปล่อยให้ผู้เยาว์ถูกละเมิดนั้นจำเลยก็ปฏิเสธว่ามิได้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งตามเอกสารที่โจทก์นำสืบประกอบนั้นก็มิได้มีข้อความยืนยันว่า มีเหตุการณ์ดังอ้างเกิดขึ้นชัดแจ้ง คงได้ความว่าเป็นคำร้องเรียนของโจทก์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานดังกล่าวมีคำสั่งห้ามจำเลยมิให้ชายอื่นเข้าใกล้ชิดผู้เยาว์เท่านั้น และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยถูกศาลประเทศสหรัฐอเมริกาสั่งให้เป็นคนล้มละลายนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยได้มาอยู่ประเทศไทยและมิได้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายจึงยังไม่พอที่จะเป็นเหตุให้จำเลยไม่เหมาะสมที่จะใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ซึ่งโจทก์เองก็ปรากฏตามที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่า โจทก์ก็ถูกศาลประเทศสหรัฐอเมริกาสั่งให้เป็นคนล้มละลายตามเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยหมายเลข 4 ถึง 6 ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ยิ่งกว่าโจทก์ แม้จำเลยจะมิได้ฟ้องแย้งศาลก็มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงจันทกานต์ผู้เยาว์แต่ผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คณิต คุณณะรักษ์ไทย
จำเลย — นาง นริศรา คุณณะรักษ์ไทย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2543
#91289
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์ยิ่งกว่าโจทก์ แม้จำเลยจะไม่ได้ฟ้องแย้งศาลก็มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ฝ่ายเดียวได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคณิต คุณณะรักษ์ไทย
จำเลย — นางนริศรา คุณณะรักษ์ไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางอัจฉรา วริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8086/2543
#99165
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบคำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์วันที่ 9 เมษายน 2542 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกับที่สั่งยกคำร้อง จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ทราบคำสั่ง ซึ่งครบกำหนดวันที่ 24 เมษายน 2542 อันเป็นวันเสาร์ จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งได้ในวันที่ 26 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดทำงานใหม่ แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ซึ่งพ้นกำหนด 15 วันนับแต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องเช่า และส่งมอบห้องเช่าในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 93,381.58 บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 43,381.58 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์อัตราวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าและส่งมอบห้องเช่าในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่เมื่อถึงวันครบกำหนดที่อนุญาตไว้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอีก 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันอื่นหลังจากนั้นโดยมีตรายางประทับให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 9 เมษายน 2542

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นดังกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้ทัน จึงได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยและจำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2542 แต่จำเลยมายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเพิ่งทราบคำสั่งศาลไม่อนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์วันที่ 23 เมษายน 2542 เนื่องจากสำนวนยังไม่ลงมาจากผู้พิพากษา และตามแผ่นการ์ดของเจ้าหน้าที่อุทธรณ์ไม่ได้ลงคำสั่งไว้จนกระทั่งถึงวันที่ 23 เมษายน 2542 นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้มีเอกสารใดมาแสดงเพื่อให้น่าเชื่อถือจึงเป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยลอย ๆ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทราบคำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์วันที่ 9 เมษายน 2542 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกับที่สั่งยกคำร้อง จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ทราบคำสั่ง ซึ่งครบกำหนดวันที่ 24 เมษายน 2542 อันเป็นวันเสาร์ จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งได้ในวันที่ 26 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดทำงานใหม่ แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ซึ่งพ้นกำหนด 15 วันนับแต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด
จำเลย — นางสาวปณิตา โมกขสุทธิวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งชั้นต้น — นายจำเริญศักดิ์ สารธิมา
ศาลอุทธรณ์ — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8085/2543
#37867
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่าเห็นไฟเริ่มลุกไหม้กอต้นเบญจมาศและหญ้าในไร่ของจำเลย ต่อมาลุกลามเข้าไปในไร่ของผู้เสียหายที่ 1 คำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ประกอบกับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้เสียหายด้วย จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานดังกล่าวได้ ส่วนคำเบิกความของ ว. ภริยาผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ11 นาฬิกา เห็นจำเลยจุดไฟเผาในไร่ของจำเลยนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่เบิกความแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลานานถึงประมาณ 2 ชั่วโมงประกอบกับจุดที่พยานทั้งสองเห็นจำเลยจุดไฟนั้นก็อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่จุดที่อยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายที่ 1ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าไฟที่ไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1นั้น เกิดจากการจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยแล้วลุกลามเข้าไปในไร่ของผู้เสียหาย นอกจากนี้ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาจำเลยในทันทีหรือในระยะเวลาอันสมควร ทั้ง ๆ ที่หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียวผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปพบจำเลยเรียกร้องค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธ การที่ผู้เสียหายทั้งสองเพิ่งจะไปแจ้งความร้องทุกข์หลังจากเกิดเหตุนานถึงประมาณ 20 วันเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปสู่ไร่สับปะรดจริงหรือไม่และผู้เสียหายที่ 1 กับ ว. เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้เกิดเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งไร่มะม่วงของจำเลยบางส่วน เป็นเหตุให้ต้นสับปะรดในไร่ของผู้เสียหายทั้งสองถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ และ 4 ไร่ ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง คงมีแต่เฉพาะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9เท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ 2 ให้การว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกจากบ้านพักเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันกับไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ได้เห็นไฟเริ่มลุกไหม้กอต้นเบญจมาศและหญ้าในไร่ของจำเลย ต่อมาไฟได้ลุกลามเข้าไปไหม้ในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 คำให้การของผู้เสียหายที่ 2ดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ประกอบกับเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในฐานะผู้เสียหายด้วย จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานดังกล่าวได้ ส่วนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางวิไล จันทร์ชูกลิ่น ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองไปตรวจดูไร่สับปะรดที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยจุดไฟเผาในไร่ของจำเลยนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่พยานทั้งสองเบิกความแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลานานถึงประมาณ2 ชั่วโมง ประกอบกับจุดที่พยานทั้งสองเห็นจำเลยจุดไฟนั้นก็อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่เป็นจุดที่อยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าไฟที่ไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เกิดจากการจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยแล้วลุกลามเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าภายหลังจากเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาจำเลยในทันทีหรือในระยะเวลาอันสมควรทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าหลังจากเกิดเหตุเพียงวันเดียวผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปพบจำเลยเรียกร้องค่าเสียหายแต่จำเลยปฏิเสธ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะต้องรอเจรจากับจำเลยอีกการที่ผู้เสียหายทั้งสองเพิ่งจะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจภายหลังจากเกิดเหตุนานถึงประมาณ 20 วันเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปสู่ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ และผู้เสียหายที่ 1กับนางวิไลเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย สมบุญ สร้อยดอกไม้
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2543
#38466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการขอรับเงินค่าทดแทน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุด จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ทั้งไม่อาจถือว่า การยื่นฎีกาเป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว

การขอให้จ่ายค่าทดแทนการถูกคุมขังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 246 บัญญัติให้สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าทดแทนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติเมื่อยังไม่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช้บังคับ สิทธิดังกล่าวของจำเลยจะต้องด้วยเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่และจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ย่อมไม่อาจมีผู้ใดกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับ ทั้งกรณีนี้ไม่ใช่คดีแพ่ง จะนำกฎหมายอื่นมาใช้ในลักษณะของกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งก็กระทำมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) จำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาทไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังระหว่างฎีกาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เมื่อหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากจำนวนเงินค่าปรับแล้วยังคงเหลืออีกหลายวัน ขอให้สั่งจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 246

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิของผู้จะได้รับค่าทดแทนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 246 นั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้จึงไม่อาจดำเนินการให้ตามที่จำเลยที่ 2 แถลงขอยกคำแถลง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร เฉพาะกรณีที่ปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดโดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เมื่อคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยที่ 2มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่า ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการขอรับเงินค่าทดแทนนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในทำนองนี้ไว้แล้วตามคำร้องลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุด จำเลยที่ 2 จึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ทั้งไม่อาจถือว่าการยื่นฎีกาเป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกข้อหนึ่งขอให้จ่ายค่าทดแทนการถูกคุมขังระหว่างฎีกานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 246 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนี้นั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะการนั้นคืน ทั้งนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ" ดังนั้น สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าทดแทนย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ขณะนี้ยังไม่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกบังคับใช้ สิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ 2จะต้องด้วยเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรย่อมไม่อาจมีผู้ใดกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับทั้งกรณีนี้มิใช่คดีแพ่งจะนำกฎหมายอื่นมาใช้ในลักษณะของกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งก็กระทำมิได้ ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 246 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สกลค้าวัสดุ (1986) จำกัด
จำเลย — นาง จุฬาภรณ์ ยงดีหรือคงชุ่มชื้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2543
#40484
เปิดฉบับเต็ม

ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการขอรับเงินค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุด จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ทั้งไม่อาจถือว่าการยื่นฎีกาเป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าทดแทนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 246 ย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อยังไม่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกบังคับใช้ สิทธิดังกล่าวจะต้องด้วยเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ย่อมไม่อาจมีผู้ใดกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับ ทั้งกรณีนี้มิใช่คดีแพ่ง จึงไม่อาจนำกฎหมายอื่นมาใช้ในลักษณะของกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) จำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาทไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังระหว่างฎีกาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2541เมื่อหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากจำนวนเงินค่าปรับแล้วยังคงเหลืออีกหลายวัน ขอให้สั่งจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 246

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิของผู้จะได้รับค่าทดแทนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 246 นั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้จึงไม่อาจดำเนินการให้ตามที่จำเลยที่ 2 แถลงขอยกคำแถลง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร เฉพาะกรณีที่ปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดโดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เมื่อคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยที่ 2มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่า ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการขอรับเงินค่าทดแทนนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในทำนองนี้ไว้แล้วตามคำร้องลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุด จำเลยที่ 2 จึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ทั้งไม่อาจถือว่าการยื่นฎีกาเป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกข้อหนึ่งขอให้จ่ายค่าทดแทนการถูกคุมขังระหว่างฎีกานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 246 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนี้นั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควรตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะการนั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ" ดังนั้น สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าทดแทนย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ขณะนี้ยังไม่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกบังคับใช้ สิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จะต้องด้วยเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ย่อมไม่อาจมีผู้ใดกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับทั้งกรณีนี้มิใช่คดีแพ่ง จะนำกฎหมายอื่นมาใช้ในลักษณะของกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งก็กระทำมิได้ ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 246 ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สกลค้าวัสดุ (1986) จำกัด
จำเลย — นาง จุฬาภรณ์ ยงดีหรือคงชุ่มชื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2543
#66313
เปิดฉบับเต็ม

ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการขอรับเงินค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุด จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ทั้งไม่อาจถือว่าการยื่นฎีกาเป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

สิทธิของบุคคลที่จะได้รับค่าทดแทนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 246 ย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อยังไม่มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกบังคับใช้ สิทธิดังกล่าวจะต้องด้วยเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ย่อมไม่อาจมีผู้ใดกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับ ทั้งกรณีนี้มิใช่คดีแพ่ง จึงไม่อาจนำกฎหมายอื่นมาใช้ในลักษณะของกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 246 ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสกลค้าวัสดุ (๑๙๘๖) จำกัด
จำเลย — นางจุฬาภรณ์ ยงดีหรือคงชุ่มชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022/2543
#35034
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหา จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28,243

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67), 102 จำคุก1 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 เดือน และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.03 กรัม บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 สิบตำรวจตรีพัฒนา หงษ์ทอง เป็นผู้ทำบันทึก ขณะเกิดเหตุสิบตำรวจตรีพัฒนาออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจกับพลตำรวจพงษ์ศาสตร์ จันนา แต่งกายในเครื่องแบบ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะพบจำเลยนั่งอยู่ริมถนนหน้าร้านขายเสื้อผ้าลักษณะมีพิรุธโดยเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมีอาการลุกลี้ลุกลนจึงขอตรวจค้น ขณะนั้นพลตำรวจชูเกียรติ จุงาม ผ่านมายืนดูอยู่ พลตำรวจพงษ์ศาสตร์ค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีน 1 หลอด อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย จำเลยรับว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง นำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่าน พลตำรวจพงษ์ศาสตร์กับพลตำรวจชูเกียรติต่างยืนยันว่าไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายจำเลยแต่ประการใด ร้อยตำรวจโทภิญโญ พวงทอง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่าซื้อเฮโรอีนจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่บริเวณสะพานคลองมอญในราคา 1 หลอด50 บาท แล้วซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ระหว่างเดินทางไปที่ถนนหลวงพ่อปานสาย 1 พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงถูกตรวจค้นและจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้อ่านใบแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบแล้วจึงให้ลงลายมือชื่อขณะรับตัวจำเลยไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย ไม่ได้รับแจ้งว่าถูกทำร้ายหรือถูกกลั่นแกล้ง

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 243 วรรคสอง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการขู่เข็ญหลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ แต่บันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 เกิดจากการบังคับขู่เข็ญทรมานใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า เมื่อพยานโจทก์ผู้จับจำเลยยืนยันว่า ชั้นจับกุมจำเลยรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 โดยมิได้บังคับ ขู่เข็ญ ทรมานหรือทำร้ายร่างกายจำเลยก็มิได้ถามค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น บันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมายจ.3 จำเลยก็รับว่าชื่อบิดาและมารดาตลอดจนชื่อผู้ใหญ่บ้านถูกต้อง นอกจากนั้นลักษณะวรรค ตอน และช่องลงลายมือชื่อก็เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไม่น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า ดังนั้น บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 28 ม. 243
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสมศักดิ์ สาธุการ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022/2543
#66312
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหา จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้(เหตุเกิดวันที่ 30 มกราคม 2539)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสมศักดิ์ สาธุการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8015/2543
#38465
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยนั้น เป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินให้กระทำการหรือไม่กระทำการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย จึงขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคสอง คำขอของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 253 เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ไปยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ โจทก์คัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยตามจำนวนเนื้อที่ที่ได้นำรังวัดสอบสวนซึ่งจะทำให้โจทก์เสียที่ดินไปตามจำนวนเนื้อที่ที่ออกเกินไป ขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย และยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เกินกว่าเนื้อที่ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ทำให้โจทก์เสียที่ดินไปตามจำนวนที่ออกเกิน แต่คำขอบังคับของโจทก์ขอให้ศาลห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งหมด คำฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด โจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตและเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่ยกฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ขอให้ยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นคู่ความในคดี ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 253 หมู่ที่ 10 ตำบลสะเดาอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ ไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์คิดเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ซึ่งเกินกว่าเนื้อที่ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)ทำให้โจทก์เสียที่ดินตามเนื้อที่ที่ออกเกิน โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว มีคำสั่งให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยตามเนื้อที่ที่ได้นำรังวัดสอบสวน การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย เป็นการฟ้องว่าจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายโดยไม่ชอบ ซึ่งการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายนั้น ผู้ที่มีสิทธิครอบครองในที่ดินจะต้องนำหลักฐานที่แสดงว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดิน เช่น แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือใบจอง เป็นต้น ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจะทำการรังวัดสอบสวนสิทธิในที่ดินของผู้ยื่นคำขอนั้น แล้วพิจารณาว่าจะดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ยื่นคำขอหรือไม่ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 56, 59 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2537 ฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยนั้น เป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินให้กระทำการหรือไม่กระทำการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เป็นจำเลยจึงขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคสอง คำขอของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิคัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย และผลแห่งคำพิพากษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิทธิย่อมผูกพันเจ้าพนักงานที่ดินในอันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในทำนองว่าสามารถใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ก็หาใช่เป็นเรื่องบังคับให้เจ้าพนักงานที่ดินกระทำการหรือไม่กระทำการแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นาง อารีย์ อุไรรัมย์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8007/2543
#35033
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ชอบขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินให้กระทำการหรือไม่กระทำการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย จึงขอให้บังคับ เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง คำขอของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินโจทก์จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่8 กันยายน 2538 จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 132 หมู่ที่ 4 ตำบลชำนิ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนและดำเนินการตามคำขอของจำเลย ผู้แทนโจทก์คัดค้านเพราะที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้รับหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดินแต่อย่างใด ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่จำเลยนำมาอ้างตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ซึ่งไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาท เป็นการนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของที่ดินแปลงอื่นมาขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยตามที่ได้นำรังวัดสอบสวนการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย และยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของจำเลย

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสัมฤทธิ์ โสมวงศ์บิดาจำเลย ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2498 เมื่อนายสัมฤทธิ์ถึงแก่ความตายจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์อย่างเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตถูกต้อง ที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ระบุว่าตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นหมู่เดิมปัจจุบันคือหมู่ที่ 8 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่ยกฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ขอให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นคู่ความในคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่8 กันยายน 2538 จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 132 หมู่ที่ 4 ตำบลชำนิ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ผู้แทนโจทก์คัดค้านเนื่องจากบริเวณที่ดินดังกล่าวไม่เคยมีผู้ใดได้รับหลักฐานแบบการแจ้งการครอบครองที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยตามที่ได้นำรังวัดสอบสวน ขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย เป็นการฟ้องว่าจำเลยขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ชอบซึ่งการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายนั้น ผู้ที่มีสิทธิครอบครองในที่ดินจะต้องนำหลักฐานที่แสดงว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดิน เช่น แบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค.1)ใบจองหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นต้น ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรับคำขอแล้วจะทำการรังวัดสอบสวนสิทธิในที่ดินของผู้ยื่นคำขอและพิจารณาว่าจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ยื่นคำขอหรือไม่ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 56, 59 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 ฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยนั้นเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินให้กระทำการหรือไม่กระทำการเมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองเป็นจำเลย จึงขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคสอง คำขอของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยและผลแห่งคำพิพากษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพยสิทธิย่อมผูกพัน เจ้าพนักงานที่ดินในอันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในทำนองว่า สามารถใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้นก็หาใช่เป็นเรื่องบังคับให้เจ้าพนักงานที่ดินกระทำการหรือไม่กระทำการแต่อย่างใดไม่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 145 วรรคสอง ม. 172
ป.ที่ดิน ม. 56 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นาย จรูญ โสมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8007/2543
#66311
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ชอบขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย เป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินให้กระทำการหรือไม่กระทำการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย จึงขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 วรรคสอง คำขอของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 145 วรรคสอง ม. 172
ป.ที่ดิน ม. 56 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายจรูญ โสมวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา