คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2543
#99133
เปิดฉบับเต็ม

การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์ หรือมัสยิดอิสลามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีและให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา 84 วรรคแรก ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นมูลนิธิไม่ใช่มัสยิดอิสลาม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อ 3 ว่าโจทก์มีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่ เพียงใด ประเด็นข้อพิพาทข้อนี้เกี่ยวเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ที่ว่า จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ และเพิกถอนการโอนได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องของการได้มาโดยนิติกรรม แต่การได้มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ใช่เป็นการได้มาโดยนิติกรรม จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 ไว้ เมื่อไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๙ ตำบลหนองจอกฝั่งเหนือ อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วใส่ชื่อโจทก์ที่ ๑ ไว้ตามเดิม หากจำเลยขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้เจ้าพนักงานดำเนินการแก้ไข หากขัดขืนขอศาลสั่งทำลายโฉนด แล้วออกโฉนดใหม่ให้โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของให้ใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงโจทก์ที่ ๗ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า จำเลยเป็นมัสยิดอิสลาม การได้มาซึ่งที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีมหาดไทย และให้ได้มาไม่เกิน ๕๐ ไร่ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา ๘๔ แต่การที่จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่จำเลยนั้น ป.ที่ดิน มาตรา ๘๔ วรรคแรก บัญญัติว่า การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์หรือมัสยิดอิสลามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีและให้ได้มาไม่เกิน ๕๐ ไร่ ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีข้อความชัดเจนว่า เฉพาะวัดในพระพุทธศาสนา วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์และมัสยิดอิสลามเท่านั้น ที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีในการได้มาซึ่งที่ดิน แต่จำเลยเป็นมูลนิธิไม่ใช่มัสยิดอิสลาม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ย่อมไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาของนายสุโก๊ดกับโจทก์ที่ ๑ เมื่อนายสุโก๊ดถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทก็ต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยานายสุโก๊ด ๑ ส่วน อีก ๑ ส่วนเป็นมรดกของนายสุโก๊ดย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ นายดำเนินบิดาโจทก์ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๕ ถึงที่ ๗ คนละ ๑ ส่วน ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๕๗ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา แบ่งเป็น ๒ ส่วน มีเนื้อที่ส่วนละ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๗๑ ตารางวา ส่วนที่เป็นมรดกแบ่งเป็น ๗ ส่วน มีเนื้อที่ส่วนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ ที่ดินจึงตกได้แก่โจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๓ งาน ๘ ตารางวาเศษ ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๙ ที่โจทก์ที่ ๑ มอบอำนาจให้นายสุชาติโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยนั้น โจทก์ที่ ๑ หามีอำนาจมอบอำนาจให้โอนที่ดินส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ให้แก่จำเลยไม่ และนายสุชาติก็ไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ให้แก่จำเลย จำเลยจึงได้รับโอนที่ดินส่วนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ย่อมมีสิทธิเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนนี้โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นข้อพิพาทที่รวมอยู่ในข้อที่ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยถูกต้องและได้เข้าครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเท่ากับเป็นการอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ ๓ ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่ เพียงใด ประเด็นข้อพิพาทข้อนี้เกี่ยวเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทข้อ ๒ ที่ว่า จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ ตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ และเพิกถอนการโอนได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องของการได้มาโดยนิติกรรม แต่การได้มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ไม่ใช่เป็นการได้มาโดยนิติกรรม ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ไว้ เมื่อไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามแม้จะฟังว่า โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีสิทธิได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ และมีสิทธิเพิกถอนที่ดินส่วนนี้ที่ได้โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทคนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา จึงพิพากษาให้ได้ตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๙ เลขที่ดิน ๒๔ ตำบลหนองจอกฝั่งเหนือ อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 84 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองสุข หะยีโซ๊ะ กับพวก
จำเลย — มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมอิสลาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ศาลอุทธรณ์ — นายคงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2543
#91209
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 179 มิได้ห้ามการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมโดยการเพิ่มสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับหรือข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่อย่างใด คำว่า เพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ มิได้หมายความว่าคำฟ้องเดิมมีความบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ซึ่งโจทก์อาจขอเพิ่มเติมคำฟ้องเพียงเพื่อให้คำฟ้องเดิมถูกต้องและสมบูรณ์ แต่มีความหมายเพียงว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่โจทก์ขอเพิ่มเติมจากคำฟ้องเดิมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น

คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ แม้จะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาขึ้นใหม่ต่างหากจากคำฟ้องเดิม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม ถือเป็นการแก้ไขคำฟ้องโดยการเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามมาตรา 179 (2) และข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเดิมและตามคำร้องขอแก้ไข คำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นภายหลังเกี่ยวเนื่องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 179

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุวรรณา จรรยาพูนทรัพย์
จำเลย — นายสุรพล แก้วเมฆ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4674/2543
#35123
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสามารถนำสืบโต้แย้งจำนวนเงินที่กู้ไปจากโจทก์ได้ว่าไม่ได้รับเงินไปครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 วรรคท้าย

จำเลยนำสืบว่าในปี 2534 ถึง 2537 โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปเบิกเงินเดือนของจำเลยเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทเป็นการนำสืบการใช้เงินโดยวิธีอื่น ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้

การที่จำเลยอ้างส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยพร้อมเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนาเป็นพยานหลักฐานนั้นนับเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยจะนำสืบในประเด็นเรื่องการใช้เงินแม้โจทก์จะไม่ทราบว่ามีการบันทึกเสียงไว้ก็ตาม แต่เมื่อเสียงที่ปรากฏเป็นเสียงของโจทก์จริง และการบันทึกเสียงดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บันทึกเสียงไว้เอง ซึ่งโดยปกติจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะเบิกความอ้างถึงการสนทนาในครั้งนั้นได้อยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเทปบันทึกเสียงและเอกสารที่ถอดข้อความนั้นเป็นการบันทึกถ้อยคำซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบอันจะต้องมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 243 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินกู้ 400,000 บาทรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในเงินต้น 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 160,000 บาทโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เหตุที่ลงจำนวนเงินไว้ 400,000 บาท เพราะมิฉะนั้นโจทก์จะไม่ให้กู้ยืม ในการกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 ได้มอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติให้โจทก์นำไปถอนเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2534 ถึงเดือนธันวาคม 2537 โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนหนังสือสัญญากู้ยืมให้ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 280,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน160,000 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์ไป 400,000 บาทหรือ 160,000 บาท ได้ความจากตัวโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้มากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 1รับเงินไปในวันทำสัญญา 320,000 บาท และรวมหนี้เก่าอีก 80,000 บาทเป็น 400,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่าได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 160,000 บาท เท่านั้น เหตุที่สัญญากู้ยืมลงจำนวนเงิน 400,000 บาท เพราะโจทก์ให้ลงเงินจำนวนดังกล่าว หากไม่ลงจะไม่ยอมให้กู้ยืมเงิน เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงว่าจำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์ไป 400,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังนำสืบโต้แย้งจำนวนเงินที่กู้ไปจากโจทก์ว่า ไม่ได้รับเงินไปครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยทั้งสองย่อมนำสืบได้หาใช่เป็นกรณีต้องห้ามมิให้นำสืบดังที่โจทก์ฎีกา และในการกู้ยืมเงินโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด คงมีตัวโจทก์เบิกความเพียงคนเดียวว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป 400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1นอกจากจะมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 160,000บาท แล้วจำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือที่จำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์ขอสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาประดิพัทธ์คืน จำเลยที่ 1 ก็ระบุว่าได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเป็นจำนวน 160,000 บาท แต่ได้ทำสัญญากู้ยืมให้โจทก์ไว้เป็นจำนวน 400,000 บาท โดยโจทก์ยึดสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวและบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1 ไว้ นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อว่า สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาประดิพัทธ์ และบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1อยู่ที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ติดต่อทวงถามคืนไม่ได้ จำเลยที่ 1 ก็ระบุในรายงานประจำวันของเจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 160,000 บาทนายอำนาจ ไต่เพชร พยานจำเลยอีกคนหนึ่งก็เบิกความว่าพยานเคยไปกู้ยืมเงินจากโจทก์ประมาณ 10,000 บาท แต่โจทก์ให้พยานเขียนสัญญากู้ยืมจำนวน30,000 บาท พร้อมกับยึดบัตรถอนเงินอัตโนมัตของพยานไว้ จากพยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยนำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อได้ว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1ได้รับเงินจากโจทก์เป็นจำนวน 160,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาประดิพัทธ์ และบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ในการกู้ยืมเงินโจทก์ยึดสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาประดิพัทธ์ และบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1 ไว้ แต่โจทก์ได้รับเงินไปเท่าใดนั้น จำเลยทั้งสองนำสืบว่าในปี 2534 ถึง 2537 โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1ไปเบิกเงินเดือนของจำเลยที่ 1 จนหมดเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท การนำสืบการใช้เงินโดยวิธีดังกล่าวจำเลยทั้งสองชอบที่จะทำได้เพราะเป็นการนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ โดยจำเลยทั้งสองอ้างส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 พร้อมเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนาดังกล่าวและรายการบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1เป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ไปครบถ้วนแล้ว แม้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าเทปบันทึกเสียงนั้น บันทึกเสียงมาจากที่ใดและเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงไม่ใช่เสียงของโจทก์ก็ตาม แต่ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาโจทก์ยอมรับว่าเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงเป็นเสียงของโจทก์ คงโต้เถียงเพียงว่าจำเลยที่ 1 แอบบันทึกเสียงไว้โดยโจทก์ไม่รู้ตัวและไม่ยินยอม เทปบันทึกเสียงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น ดังนี้ ย่อมรับฟังได้ว่าเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียง เป็นเสียงของโจทก์จริงเทปบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนานั้น นับเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองจะนำสืบในประเด็นเรื่องการใช้เงินนี้แม้ในขณะนั้นโจทก์จะไม่ทราบว่ามีการบันทึกเสียงไว้ก็ตาม แต่เมื่อเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงเป็นเสียงของโจทก์จริง และการบันทึกเสียงดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บันทึกเสียงไว้เอง ซึ่งโดยปกติจำเลยที่ 1ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกความอ้างถึงการสนทนาในครั้งนั้นได้อยู่แล้ว ดังนี้จึงไม่ถือว่าเทปบันทึกเสียงและเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนานั้นเป็นการบันทึกถ้อยคำซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 243 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามเทปบันทึกเสียงและเอกสารดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ไปแล้วเท่าไร คงปรากฏจากรายการบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ว่ามีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติระหว่างปี 2534 ถึง 2537 หลายรายการเมื่อฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ 1อยู่ในช่วงเวลานั้น พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวมาโดยตลอด เมื่อนำจำนวนเงินที่มีการเบิกถอนแต่ละรายการคำนวณหักจากหนี้เงินกู้จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีโดยคำนวณหักจากดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือจึงหักจากเงินต้นตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 แล้วเห็นได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 243
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 653 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิศมัย สามสี
จำเลย — นาย จักรี เอมเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4674/2543
#91208
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 400,000 บาท แต่จำเลยก็ยังนำสืบโต้แย้งจำนวนเงินที่กู้ไปจากโจทก์ว่า ไม่ได้รับเงินไปครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยทั้งสองย่อมนำสืบได้หาใช่เป็นกรณีต้องห้ามมิให้นำสืบไม่

ในการกู้ยืมเงินโจทก์ยึดสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารและบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไว้ ที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปเบิกเงินเดือนของจำเลยเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท เป็นการนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้

จำเลยอ้างส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยพร้อมเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนาดังกล่าว และรายการบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ไปครบถ้วนแล้ว โดยเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงอันเป็นเสียงของโจทก์จริง เทปบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลย เอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนา นับเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยจะนำสืบในประเด็นเรื่อง การใช้เงิน และเมื่อการบันทึกเสียงดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บันทึกเสียงไว้เอง ซึ่งโดยปกติจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะเบิกความอ้างถึงการสนทนาในครั้งนั้นได้อยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเทปบันทึกเสียงและเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนา เป็นการบันทึกถ้อยคำซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้ รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 243 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในเงินต้น ๔๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ไป ๔๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ไป ๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังนำสืบโต้แย้งจำนวนเงินกู้ที่กู้ไปจากโจทก์ว่า ไม่ได้รับเงินไปครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย จำเลยทั้งสองย่อมนำสืบได้ หาใช่เป็นกรณีต้องห้ามมิให้นำสืบดังที่โจทก์ฎีกา ?

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ในการกู้ยืมเงินโจทก์ยึดสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ ๑ ไว้ แต่โจทก์ได้รับเงินไปเท่าใดนั้น จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ในปี ๒๕๓๔ ถึง ๒๕๓๗ โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยที่ ๑ ไปเบิกเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ จนหมดเป็นเงินประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท การนำสืบการใช้เงินโดยวิธีดังกล่าวจำเลยทั้งสองชอบที่จะทำได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ โดยจำเลยทั้งสองอ้างส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ พร้อมเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนาดังกล่าว และรายการบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ เป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ไปครบถ้วนแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาโจทก์ยอมรับว่า เสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงเป็นเสียงของโจทก์คงโต้เถียงเพียงว่า จำเลยที่ ๑ แอบบันทึกเสียงไว้โดยโจทก์ไม่รู้ตัวและไม่ยินยอม เทปบันทึกเสียงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น ดังนี้ย่อมรับฟังได้ว่าเสียงที่ปรากฏใน เทปบันทึกเสียงเป็นเสียงของโจทก์จริง เทปบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ และเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนานั้น นับเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองจะนำสืบในประเด็นเรื่องการใช้เงินนี้ แม้ในขณะนั้นโจทก์จะไม่ทราบว่ามีการบันทึกเสียงไว้ก็ตาม แต่เมื่อเสียงที่ปรากฏในเทปบันทึกเสียงเป็นเสียงของโจทก์จริง และการบันทึกเสียงดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บันทึกเสียงไว้เอง ซึ่งโดยปกติจำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกความอ้างถึงการสนทนาในครั้งนั้นได้อยู่แล้ว ดังนี้จึงไม่ถือว่า เทปบันทึกเสียงและเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกสนทนานั้น เป็นการบันทึกถ้อยคำซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบ อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๓ วรรคสอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 243
ป.พ.พ. ม. 321
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศมัย สามสี
จำเลย — นายจักรี เอมเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพรณรงค์ ศรีตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4664/2543
#35122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าจ้างก่อสร้างในส่วนที่ค้างเนื่องจากโจทก์ก่อสร้างเสร็จตามสัญญา จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยชำระค่าจ้างครบถ้วนทั้งเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและไม่เรียบร้อย จำเลยต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้าทำงานแทน ทั้งต้องสั่งซื้อวัสดุเครื่องมือก่อสร้างให้โจทก์ด้วยจำเลยสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักออกจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายได้นั้น เป็นการสืบนอกประเด็นไปจากคำให้การ หาใช่เป็นการนำสืบพยานในรายละเอียดเพื่อขยายข้อความในคำให้การไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 และวันที่ 4 ตุลาคม 2537จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันที่ซอยวัดคู้บอนและซอยมหาดไทยโดยตกลงราคาค่าวัสดุและค่าแรงเป็นเงินค่าจ้าง3,830,605 บาท และ 2,019,657 บาท มีกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาวันที่ 14 ธันวาคม 2537 และวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ โจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่ตกลงกันและส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองมิได้ชำระค่าจ้างให้ครบถ้วน คงค้างชำระค่าจ้างสัญญาฉบับแรก 506,000 บาท และสัญญาฉบับที่สองจำนวน 558,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,064,000 บาท แต่โจทก์เรียกร้องเพียง 800,000 บาท โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างให้โจทก์ครบแล้วจำเลยที่ 2 ทำสัญญาในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำในฐานะส่วนตัวโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 มูลหนี้ตามสัญญาจ้างนับแต่วันถึงกำหนดชำระจนถึงวันฟ้องเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16ธันวาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นประการแรกว่าจำเลยที่ 1 นำสืบนอกประเด็นไปจากคำให้การหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันโดยอ้างว่า โจทก์ก่อสร้างให้เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างรายพิพาทไม่ครบจึงขอให้บังคับชำระค่าจ้างรายพิพาทในส่วนที่ค้าง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างรายพิพาทครบถ้วนทั้งเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้องส่วนในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 นำสืบนอกเหนือไปจากคำให้การว่าโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและก่อสร้างไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้าทำงานแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อวัสดุเครื่องมือก่อสร้างให้แก่โจทก์เป็นบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักออกจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า เมื่อคำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 นำสืบนอกประเด็นไปจากคำให้การ กรณีหาใช่เป็นการนำสืบพยานในรายละเอียดเพื่อขยายข้อความในคำให้การต่อสู้คดีดังจำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์นั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทวี เผือกน้อย
จำเลย — บริษัท ซีเมค (1991) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4663/2543
#98947
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ และเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งห้ามจำเลยใช้อาคารที่ดัดแปลงดังกล่าว เมื่อจำเลยฝ่าฝืน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดัดแปลงอาคารของจำเลยดังกล่าวได้ตามแบบแปลนที่ได้ยื่นไว้เดิมก็ตาม ก็หามีผลย้อนหลังไปอันจะเป็นเหตุให้ขณะที่จำเลยกระทำการดัดแปลงอาคารโดยยังมิได้รับอนุญาตก่อนนั้นซึ่งเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว กลับเป็นการได้รับอนุญาตโดยชอบแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่มีการอนุญาตก็ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดอยู่ตลอดมาจนถึงวันที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 40, 65, 67 ป.อ. มาตรา 91 และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้อาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยขอชำระค่าปรับเป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า "จนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้นมีความหมายอย่างไร ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยนำแบบแปลนชุดเดิมที่เคยยื่นต่อเทศบาลเมืองมุกดาหาร เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 โดยมิได้แก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารเลย การที่เทศบาลเมืองมุกดาหาร มีคำสั่งอนุญาตตามแบบแปลนดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 การดัดแปลงอาคารของจำเลย ระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2536 จึงเป็นการดัดแปลงอาคารโดยถูกต้องตามแบบแปลนที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาตมาแต่ต้นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับใบอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งห้ามจำเลยใช้อาคารที่ดัดแปลงดังกล่าว เมื่อจำเลยฝ่าฝืนการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดัดแปลงอาคารของจำเลยดังกล่าวได้ตามแบบแปลนที่ได้ยื่นไว้เดิมก็ตาม ก็หามีผลย้อนหลังไปอันจะเป็นเหตุให้ขณะที่จำเลยกระทำการดัดแปลงอาคารโดยยังมิได้รับอนุญาตก่อนนั้น ซึ่งเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้วกลับเป็นการได้รับอนุญาตโดยชอบแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่มีการอนุญาตก็ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดอยู่ตลอดมาจนถึงวันที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ดังนั้น กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับรายวันอีกวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2536 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 65 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายประพจน์ นิ่มพิศุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นางสาวสุทธิมาลย์ วิริยะการุณย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2543
#33242
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจำเลยได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29,30

ผู้คัดค้านซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางนำสืบแต่เพียงเป็นผู้มีชื่อในสำเนารายการจดทะเบียน ซึ่งเอกสารดังกล่าวมิใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงหลักฐานที่ทางราชการออกให้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีรถยนต์เท่านั้น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของผู้ร้องที่มีพนักงานสอบสวนมายืนยันว่าในชั้นสอบสวนจำเลยยอมรับว่ารถยนต์กระบะเป็นของตน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 2456ประจวบคีรีขันธ์ ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดหรือร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 2456 ประจวบคีรีขันธ์ ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนบ - 2456 ประจวบคีรีขันธ์ ของกลาง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์กล่าวในฟ้องร้อยตำรวจเอกศรายุทธ คงทอง กับพวก จับกุมจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2167/2542 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเพราะตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุในถุงพลาสติกวางอยู่ที่บริเวณคอนโซลกลางของตัวรถ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกมีว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายพลคนขับรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ แล้วนำมาวางไว้ที่คอนโซลรถยนต์กระบะของกลางเพื่อจะนำไปให้ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เสพ แต่ขณะขับรถยนต์กระบะดังกล่าวมาก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจค้นและจับกุม ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกได้ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางรถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าริบรถยนต์กระบะของกลางไม่ได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ ผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลาง โดยมีชื่อในสำเนารายการจดทะเบียนซึ่งเอกสารดังกล่าวก็มิใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงหลักฐานที่ทางราชการออกให้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีรถยนต์เท่านั้น ฝ่ายผู้ร้องมีร้อยตำรวจโทอาทร วิเศษสาธรพนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และตามสำเนาบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 แผ่นที่ 2จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นของตนเหตุที่มีชื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็เนื่องจากขณะที่มีการซื้อขายและจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพขับรถยนต์โดยสารประจำทางไม่มีเวลามาดำเนินการจึงใส่ชื่อผู้คัดค้านแทน คำให้การดังกล่าวนี้จำเลยที่ 1ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ยังไม่มีโอกาสคิดดัดแปลงแต่งเติมเสริมต่อข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ จึงเชื่อได้ว่าให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความจริง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักฟังได้ว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านไม่ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของผู้ร้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดหรือไม่"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 29 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการสำนักงานสูงสุด
ผู้ร้อง — ผู้ร้องคัดค้าน
ผู้ร้อง — นาย วิสัย สมจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4639/2543
#34985
เปิดฉบับเต็ม

เสมียนทนายจำเลยจดและจำวันครบกำหนดอุทธรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาผิดพลาดไป เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบเป็นการประมาทเลินเล่อ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกออกไป จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายให้สิ้นไปแล้ว โดยไม่ปรากฏมีพฤติการณ์พิเศษ กรณีไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 10 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยยื่นคำร้องในวันที่ 16 กุมภาพันธ์2542 พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตและกรณีมิใช่เหตุสุดวิสัยจึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542อ้างว่าเสมียนทนายจำเลยจดวันครบกำหนดอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตไว้ผิดพลาด โดยจดลงในสมุดนัดความเป็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์2542 เป็นเหตุให้ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 กรณีเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม และกรณีตามคำร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจึงไม่อนุญาตยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่เสมียนทนายจำเลยมีการจดและจำวันครบกำหนดอุทธรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาผิดพลาดไปนั้น เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบ เป็นการประมาทเลินเล่อของเสมียนทนายจำเลยเองไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกออกไปภายในวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ภายหลังจากพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายให้สิ้นไปแล้วโดยไม่ปรากฏมีพฤติการณ์พิเศษ กรณีไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง สุภาพหรือแป๋ว พัฒนมณีกุล
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4639/2543
#98580
เปิดฉบับเต็ม

เสมียนทนายจำเลยจดและจำวันครบกำหนดอุทธรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาผิดพลาดไป เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบ เป็นการประมาทเลินเล่อ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23 ประกอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา 15

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกออกไปจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายให้สิ้นไปแล้ว โดยไม่ปรากฏมีพฤติการณ์พิเศษ กรณีไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก ๑๐ วันศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒จำเลยยื่นคำร้องในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตและกรณีมิใช่เหตุสุดวิสัย จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์๒๕๔๒ อ้างว่าเสมียนทนายจำเลยจดวันครบกำหนดอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตไว้ผิดพลาด โดยจดลงในสมุดนัดความเป็นวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เป็นเหตุให้ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ กรณีเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม และกรณีตามคำร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จึงไม่อนุญาตยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่เสมียนทนายจำเลยมีการจดและจำวันครบกำหนดอุทธรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาผิดพลาดไปนั้น เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบ เป็นการประมาทเลินเล่อของเสมียนทนายจำเลยเองไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกออกไปภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์๒๕๔๒ ภายหลังจากพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายให้สิ้นไปแล้วโดยไม่ปรากฏมีพฤติการณ์พิเศษ กรณีไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางสุภาพหรือแป๋ว พัฒนมณีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวปรานี พรสมบูรณ์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543
#37379
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสินค้าไม่ส่งมอบให้โจทก์อันเป็นความเสียหายจากการทำงาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานและอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 5 ในส่วนนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด ความรับผิดของจำเลยที่ 1ที่เกิดจากการทำงาน และความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงาน จึงระงับสิ้นไป ทั้งฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลังคือหนี้ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้าง จำเลยที่ 5 ยอมผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1ไว้ต่อโจทก์ โดยยอมร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแทนโจทก์ แล้วไม่นำเงินส่งมอบให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ตกลงจะผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,551,439.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ทวงถามและเก็บเงินค่าสินค้าบางส่วนส่งให้โจทก์บ้างแล้วต่อมาโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าอ้างว่าจำเลยที่ 1กระทำการทุจริตยักยอกไม่นำเงินค่าสินค้าส่งมอบให้โจทก์ โจทก์ข่มขู่จำเลยที่ 1 ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับวาเป็นหนี้โจทก์จำนวน 2,343,457.28 บาท และให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวกับให้หาผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 เกิดความกลัวตามที่โจทก์ข่มขู่จึงต้องยอมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไว้กับโจทก์ สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงเป็นโมฆียะ จำเลยทั้งสี่ขอบอกล้างสัญญา โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 โดยหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังและเสียหาย ไม่สามารถติดต่อค้าขายกับลูกค้าได้ขอเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเงิน 5,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขายและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 5 ให้การว่า หนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ปลอมขึ้น จำเลยที่ 5 ไม่มีความผูกพันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ต่อศาลแรงงานกลางเพราะไม่ใช่พิพาทเรื่องแรงงาน แต่เป็นการโต้แย้งสิทธิกันในเรื่องหนังสือค้ำประกัน โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อหาตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ที่กล่าวหาว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ก็ดี โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1โดยการหมิ่นประมาทก็ดี ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ต้องนำคดีไปฟ้องใหม่ต่างหาก ที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้วโจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้วทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลังมิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้นศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ก็เห็นว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง พรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543
#91207
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสินค้าไม่ส่งมอบให้โจทก์อันเป็นความเสียหายจากการทำงาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้วก็ตาม แต่เมื่อต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานและความผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงาน จึงระงับสิ้นไป ทั้งฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง คือหนี้ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่ขอให้บังคับตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขาย และค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 5 เฉพาะเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วเก็บเงินค่าสินค้ามาแต่ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โดยเบียดบังไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเป็นเงิน 2,343,457.28 บาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำการยักยอกเงินค่าสินค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานซึ่งจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง มิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางพรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2543
#99136
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดว่า ถ้าเจ้าของเครื่องจักรพิพาทหรือผู้ขนส่งมิได้แจ้งราคาจริงของเครื่องจักรพิพาทให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายแต่ไม่เกินจำนวน 5,000 บาท ต่อหนึ่งหีบห่อ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 29 (1) และมาตรา 9 (4) ที่ให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจวางข้อบังคับและระเบียบการตามที่ระบุในมาตรา 9 (4) คือ จัดระเบียบว่าด้วยความปลอดภัย การใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือเท่านั้น หาได้ให้อำนาจคณะกรรมการออกข้อบังคับจำกัดความรับผิดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดข้อจำกัดความรับผิดขึ้นฝ่ายเดียว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบเพื่อการจัดการบริการของจำเลยที่ 1 ก็ดี การที่ตัวแทนเจ้าของเครื่องจักรพิพาทยื่นหนังสือขออนุญาตนำสินค้าออกจากโรงพักสินค้าโดยมีข้อความว่า ยอมรับจะปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 1 ออกใบรับของให้โดยพิมพ์ข้อความไว้ว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 มีจำกัดตามเงื่อนไขในข้อบังคับว่าด้วยระเบียบความปลอดภัย การใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือก็ดี ไม่ใช่ข้อตกลงโดยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกข้อจำกัดความรับผิดค่าเสียหายตามระเบียบดังกล่าวขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,473,167 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,440,895 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,440,895 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2536 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 32,272 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในประการสุดท้ายว่า เจ้าของเครื่องจักรพิพาทหรือผู้ขนส่งมิได้แจ้งราคาจริงของเครื่องจักรพิพาทให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายแต่ไม่เกินจำนวน 5,000 บาท ต่อหนึ่งหีบห่อ ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบความปลอดภัย การใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือ ข้อ 58 นั้น เห็นว่า ข้อบังคับดังกล่าวอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 29 (1) และมาตรา 9 (4) ที่ให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจวางข้อบังคับและระเบียบการตามที่ระบุในมาตรา 9 (4) คือ จัดระเบียบว่าด้วยความปลอดภัย การใช้ท่าเรือ บริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือเท่านั้น หาได้ใช้อำนาจคณะกรรมการออกข้อบังคับจำกัดความรับผิดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดข้อจำกัดความรับผิดขึ้นฝ่ายเดียว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบเพื่อการจัดการบริการของจำเลยที่ 1 ก็ดี การที่ตัวแทนเจ้าของเครื่องจักรพิพาทยื่นหนังสือขออนุญาตนำสินค้าออกจากโรงพักสินค้าโดยมีข้อความว่า ยอมรับจะปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 1 ออกใบรับของให้โดยพิมพ์ข้อความไว้ว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 มีจำกัดตามเงื่อนไขในข้อบังคับที่ 7/2494 ว่าด้วยระเบียบความปลอดภัยการใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือ ก็ดี ไม่ใช่ข้อตกลงโดยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกข้อจำกัดความรับผิดค่าเสียหายตามระเบียบดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 9 (4) ม. 29 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธงชัย เสนามนตรี
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2543
#34984
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดใดจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โดยโจทก์มิต้องนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ความผิดฐานอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถอาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่นพฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรงและเป็นภัยต่อสังคม โดยโจทก์มิได้สืบพยาน จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาขึ้นเอง และขัดต่อกระบวนพิจารณาในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานทั้งข้อเท็จจริงนี้มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะทราบได้เองนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดใดจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปโดยโจทก์มิต้องนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย สมคิด ปัญจเสวี
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2543
#66169
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดใดจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โดยโจทก์มิต้องนำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84(1)ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔๓ ทวิ, ๑๕๗ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ ให้ลงโทษจำคุก ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ เดือน ความผิดฐานอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑วินิจฉัยว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ อาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรงและเป็นภัยต่อสังคม โดยโจทก์มิได้สืบพยาน จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาขึ้นเอง และขัดต่อกระบวนพิจารณาในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานทั้งข้อเท็จจริงนี้มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะทราบได้เองนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดใดจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โดยโจทก์มิต้องนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔(๑) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหบิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสมคิด ปัญจเสวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2543
#34983
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนให้ผู้อื่นเป็นความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยมีที่อยู่และถูกจับที่บ้านในเขตอำเภอ น. และความผิดของจำเลยมิได้เกิดในเขตอำเภอ ด. พนักงานสอบสวนอำเภอ ด. จึงไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องถือว่าคดีนี้ยังไม่มีการสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 63, 89, 106

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำคุก 3 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์แตกต่างกันและขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนัก ทำให้ไม่น่าเชื่อว่ามีความผิดเกิดขึ้นและได้มีการจับจำเลยในเขตหมู่ที่ 6 ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช และน่าเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลหนองโพธิ์ อำเภอหนองหญ้าไซ เนื่องจากจำเลยไม่ยอมไปซื้อเมทแอมเฟตามีนให้อีก 1 ถุง ตามคำเบิกความของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ที่บ้านจำเลยอย่างไรก็ตามการที่จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนให้ผู้อื่นตามข้อเท็จจริงที่ได้ความก็เป็นความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยมีที่อยู่และถูกจับในเขตอำเภอหนองหญ้าไซ และความผิดของจำเลยมิได้เกิดในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช พนักงานสอบสวนอำเภอเดิมบางนางบวชจึงไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องถือว่าคดีนี้ยังไม่มีการสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แม้จำเลยกล่าวในฎีกาแต่เพียงว่า เหตุเกิดที่อำเภอหนองหญ้าไซ มิได้ยกเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 120
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย สนชัยหรือสนไชย ธัญญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4620 -ที่ 4621/2543
#34181
เปิดฉบับเต็ม

คดีสำนวนแรกและสำนวนหลังมิได้เกี่ยวพันกันไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ แม้ทั้งสองคดีศาลต่างลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ก็สามารถนับโทษต่อกันได้ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)

การนับโทษต่อหาจำต้องคำนึงถึงว่าจำเลยซึ่งต้องโทษจำคุกอยู่ในคดีสำนวนแรกจะถึงแก่ความตายในเวลาต่อไปอันเป็นเหตุให้โทษเป็นอันระงับไปหรือไม่ ศาลล่างนับโทษจำเลยที่ 1 สำนวนหลังต่อจากโทษจำเลยสำนวนแรกไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 และ 91(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในสำนวนแรกว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเฮโรอีนมีโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีน วางโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 5760/2536 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนและถุงปุ๋ยของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 8100/2536 ของศาลชั้นต้น

จำเลยสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลังยื่นคำร้องว่า การนับโทษจำคุกตลอดชีวิตในสำนวนหลังต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตในสำนวนแรกขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 และมาตรา 91(3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีทั้งสองสำนวนถึงที่สุดแล้ว ตามคำร้องเป็นการแก้ไขคำพิพากษา ถ้าจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องจะต้องโต้แย้งคำพิพากษาเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาภายในระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลังอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลังฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลให้นับโทษจำเลยที่ 1 สำนวนหลังต่อจากโทษจำเลยสำนวนแรกนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 สำนวนหลังฎีกาว่า คดีทั้งสองสำนวนศาลต่างวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน การให้นับโทษต่อจึงขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 และมาตรา 91(3) นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้มิได้เกี่ยวพันกันไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ การนับโทษจำคุกสำนวนหลังต่อจากโทษจำคุกสำนวนแรกจึงอยู่ในอำนาจที่ศาลจะมีคำสั่งได้ไม่ขัดต่อมาตรา 91(3) ดังที่จำเลยสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลังกล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนข้ออ้างตามฎีกาอีกประการหนึ่งที่ว่า การนับโทษจำคุกยังขัดต่อมาตรา 38 ด้วยนั้น เห็นว่า การนับโทษต่อหาจำต้องคำนึงถึงว่าจำเลยซึ่งต้องโทษจำคุกอยู่ในคดีสำนวนแรกจะถึงแก่ความตายในเวลาต่อไปอันเป็นเหตุให้โทษเป็นอันระงับไปหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยที่ 1 สำนวนหลังต่อจากโทษจำเลยสำนวนแรกจึงชอบแล้วไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 และมาตรา 91(3) ฎีกาของจำเลยสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลังฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย นคร ใหม่ยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4600/2543
#34180
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายเมาสุราเข้าไปในร้านของ ส. และบีบคอ ส. บนเตียงนอนผู้ตายถอดเสื้อแล้วเข้ามากอดปล้ำทำอนาจาร และลาก ส. ออกมาจากร้าน ถือว่า เป็นการทำร้ายร่างกายและข่มเหงจิตใจ ส. อย่างร้ายแรง จำเลยซึ่งเป็นน้องชาย ส. อยู่ในเหตุการณ์ ย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันภัยอันตรายในขณะนั้นแทน ส. ได้ผู้ตายไม่มีอาวุธ เมื่อจำเลยยิงผู้ตายขณะกอดปล้ำ ส. 1 นัด ถูกที่หัวไหล่ซ้ายแล้วผู้ตายล้มลงแสดงว่าจำเลยหยุดยั้งผู้ตายไม่ให้กระทำต่อ ส. ได้พอแล้ว แม้ผู้ตายจะลุกขึ้นมาจะเข้ามาทำร้ายจำเลยอีก แต่สภาพของผู้ตายยังเมาสุราและถูกยิงได้รับบาดเจ็บย่อมไม่สามารถต่อสู้กับจำเลยได้อีก การที่จำเลยยิงผู้ตายซ้ำที่หน้าท้องจนผู้ตายล้มลงถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่ ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นตามมาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสามเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก9 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับชั้นพิจารณารับว่าใช้อาวุธปืนยิงจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้หลังเกิดเหตุเกือบ 6 ปี พยานโจทก์ที่นำสืบมาทั้ง 4 ปาก ล้วนอยู่ในเหตุการณ์ จะมีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่นายถนอม สลักคำ พยานโจทก์ว่า ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด เห็นจำเลยถืออาวุธปืนยืนอยู่นอกร้าน ผู้ตายลุกขึ้นมา จำเลยยิงซ้ำที่หน้าท้องอีก 1 นัด ผู้ตายไม่ได้หยิบมีดเหลียนนั้น คำเบิกความของพยานดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2534 หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียวตามเอกสารหมาย ล.1 ที่ว่าเวลา 22 นาฬิกา พยานเดินออกจากร้านของนางสนิทไปทางด้านทิศเหนือแล้วหยุดนั่งดูอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ส่วนนายวิชัยและนายเชาว์นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกจากร้านไปทางด้านทิศใต้ พยานได้ยินเสียงโครมครามดังจากหน้าร้านแล้วเสียงปืนดัง 1 นัดเว้นระยะ 2 นาที เสียงปืนดังอีก 1 นัด พยานตกใจกลัวจึงวิ่งหนีกลับบ้าน จะเห็นได้ว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ได้ให้การไว้แต่เดิม น่าเชื่อว่าความจริงเป็นไปตามคำให้การในชั้นสอบสวนยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาในข้อที่ว่า นายถนอมพยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยยิงผู้ตาย เนื่องจากนายถนอมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายวิชัยออกไปจากที่ร้านค้าก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิชัยอีกว่า พอนายวิชัยขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าแล้ว จึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และเมื่อนายวิชัยตอบทนายจำเลยถามค้านก็ได้ความอีกว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใคร พยานไม่ทราบ ดังนี้ ย่อมฟังยุติได้ว่า นายวิชัยก็ไม่เห็นว่าจำเลยยิงผู้ตายในลักษณะอย่างไร เพราะขับรถจักรยานยนต์ออกจากที่เกิดเหตุไปพร้อมกับนายถนอม ฉะนั้น โจทก์คงมีแต่นางสมปอง ครองสิน น้องสาวจำเลยและนายเชาว์ หลิ่มน้อย เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ โดยนางสมปองเบิกความว่าจำเลยวิ่งเข้าไปในร้านเอาอาวุธปืนมายิงผู้ตาย 1 นัด ขณะที่ผู้ตายกอดปล้ำนางสนิทที่หน้าร้าน ถูกผู้ตายล้มลง หลังจากนั้นพยานกับนางสนิทวิ่งไปข้างร้าน ผู้ตายจึงหยิบมีดเหลียนซึ่งอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาเข้ามาจะฟันจำเลย จำเลยจึงยิงซ้ำ ส่วนนายเชาว์เบิกความว่าพยานเข้าไปดึงผู้ตายออกมาจากร้าน เสียงปืนดัง 1 นัด พยานหันไปดูเห็น จำเลยถืออาวุธปืนแล้วผู้ตายคว้ามีดเหลียนเดินเข้ามาหาจำเลยซึ่งยืนอยู่ห่าง 1 เมตร จำเลยจึงยิงซ้ำ ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวขัดกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับผู้ตายโดยตรง เพราะในชั้นสอบสวนจำเลยมิได้ให้การอ้างว่า ผู้ตายถือมีดเหลียนเข้ามาจะฟันจำเลยในลักษณะที่เห็นได้ว่าจำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตัวแต่จำเลยรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัดติดต่อกัน ซึ่งตามธรรมดาแล้วผู้กระทำผิดทั้งหลายที่หลบหนีการจับกุม ย่อมมีโอกาสและเวลาไตร่ตรองหาข้อต่อสู้ปฏิเสธความผิดของตนเมื่อถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมอยู่แล้ว แต่จำเลยมิได้ยกเหตุผลที่จำเลยต้องยิงผู้ตายเป็นนัดที่สองขึ้นอ้างต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อสำคัญเรื่องที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหากผู้ตายใช้มีดเหลียนจะมาฟันจำเลยจริงแล้ว จำเลยย่อมจะต้องให้การกับพนักงานสอบสวนเช่นนั้นอย่างแน่นอน ทั้งจำเลยยังสมัครใจนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุแล้วถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพ ไม่มีตอนใดเลยที่จำเลยอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ผู้ตายจะเข้ามาทำร้ายหลังจากที่จำเลยยิงผู้ตายไปแล้ว 1 นัด แต่จำเลยและนายสมัย ดีวรรณ น้องเขยจำเลยซึ่งมาเบิกความ พยานจำเลยเพิ่งจะยกข้อต่อสู้และให้การในชั้นพิจารณาว่าผู้ตายจะใช้มีดเหลียนฟันจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันตัว ข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงขาดเหตุผลและน้ำหนัก พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายเมาสุราเข้าไปในร้านของนางสนิทผู้ตายบีบคอนางสนิทบนเตียงนอนผู้ตายถอดเสื้อแล้วเข้ามากอดปล้ำทำอนาจารนางสนิท และลากนางสนิทออกมาจากร้าน ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายและข่มเหงจิตใจนางสนิทอย่างร้ายแรง จำเลยซึ่งเป็นน้องชายนางสนิทอยู่ในเหตุการณ์ย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันภัยอันตรายในขณะนั้นแทนนางสนิทได้ แต่ผู้ตายไม่มีอาวุธ เมื่อจำเลยยิงผู้ตายขณะกอดปล้ำนางสนิท 1 นัด ถูกที่หัวไหล่ซ้ายแล้วผู้ตายล้มลงแสดงว่าจำเลยหยุดยั้งผู้ตายไม่ให้กระทำต่อนางสนิทได้พอแล้ว แม้ผู้ตายจะลุกขึ้นมาจะเข้ามาทำร้ายจำเลยอีกแต่สภาพของผู้ตายยังเมาสุราและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ย่อมไม่สามารถต่อสู้กับจำเลยได้อีก การที่จำเลยยิงผู้ตายซ้ำที่หน้าท้องจนผู้ตายล้มลงถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ และเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นตามมาตรา 69 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยในข้อหานี้มีกำหนด 9 ปี ก่อนลดโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป เพราะตามพฤติการณ์ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุเข้าไปในเคหสถานลวนลามกระทำอนาจารพี่สาวจำเลย แม้กระทั่งพวกของผู้ตายที่เข้าไปช่วยก็ถูกผู้ตายทำร้าย ผู้ตายไม่ยอมเชื่อฟัง จึงสมควรแก้ไขโทษจำคุกของจำเลยให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกข้อหามีอาวุธปืนอีก 4 เดือนแล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย ไพรวัลย์หรือหลอด ครองสิน
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4595/2543
#39258
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2485 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ เป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คำพิพากษา ส่วนอาญาย่อมผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46จำเลยไม่อาจโต้เถียงข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นอย่างอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423 วรรคหนึ่ง

แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447จะบัญญัติให้จำเลยในคดีแพ่งรับผิดชอบจัดการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์อันเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์กลับคืนดีก็ตาม แต่เมื่อในคดีอาญาศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาในหนังสือพิมพ์โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาแล้วเป็นการเพียงพอที่จะแก้ไขให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องโฆษณาในคดีส่วนแพ่งต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนักการเมืองเคยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจังหวัดแพร่ให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกันมา6 สมัย เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้วหลายตำแหน่งเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงคือมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการออกและจำหน่ายหนังสือพิมพ์ และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันพิมพ์จำหน่ายจ่ายแจกให้ประชาชนได้อ่านทั่วราชอาณาจักร มีจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ตีพิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันว่าเหตุเกิดเพราะโกใหญ่...มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า นายณรงค์วงศ์วรรณ มีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของ ดีอีเอ ฉบับประจำวันที่ 28 และ29 มีนาคม 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้าที่ 1 ว่านสพ. ต่างชาติตีแผ่ทั่ว ณรงค์-ผง-ทหาร...มีรายละเอียดต่อหน้า 15ตอนหนึ่งว่า นายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยโดยพาดหัวข่าวว่านักค้ายาเสพติดผู้โด่งดังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ฉบับประจำวันที่ 30 มีนาคม 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า เชื่อไร้คำตอบจากสหรัฐ อานันท์ยันไม่ก้าวก่าย...มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า เผยอเมริกันแคลงใจหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมนานแล้วเคยส่งทูตเจรจาลับรัฐบาลชาติชาย ยับยั้งนำเข้าร่วมรัฐบาล...ฉบับประจำวันที่ 1 เมษายน 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1ว่า บุญชนะติงนายกฯ ใหม่ อย่าทำการค้า ตปท. พัง...มีรายละเอียดต่อหน้า15 และหน้า 16 บทความชื่อโกใหญ่ หนึ่งในเส้นเชือกมัดคอฆ่าณรงค์วงศ์วรรณ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ในหมู่มือปราบยาเสพติดล้วนให้ข้อมูลตรงกันประการหนึ่งว่า เหตุที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อนายณรงค์ไว้ในบัญชีดำนั้น เนื่องเพราะบรรดาผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติในย่านภาคเหนือล้วนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับณรงค์วงศ์วรรณ ฉบับประจำวันที่ 4 และ 5 เมษายน 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า ออสซี่งดวีซ่าณรงค์เฉยจะเป็นนายกเส้นทางสวรรค์สู่เก้าอี้ผู้นำตึกไทยคู่ฟ้าของณรงค์ วงศ์วรรณ์ มีอุปสรรคอีกแล้ว รอยเตอร์ตีพิมพ์ใหม่ออสเตรเลียไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศอีกแล้วข้อหาเดิมยาเสพติด... มีรายละเอียดต่อหน้า 11 ตอนหนึ่งว่า... ถ้าเขามาทำเรื่องขอวีซ่า เขาจะได้รับการปฏิเสธ... ซึ่งข้อความที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันลงพิมพ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารหนังสือพิมพ์ ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจความหมายไปในทางที่ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ค้ายาเสพติดเฮโรอีน ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์มิได้ค้ายาเสพติดไม่เคยค้าเฮโรอีน ไม่เคยมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทและผิดพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ต่อศาลจังหวัดแพร่ คดีหมายเลขดำที่ 767/2535 คดีมีมูล ศาลสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไปทั่วราชอาณาจักรทำให้โจทก์เป็นที่รังเกียจของสังคม ทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธาในตัวโจทก์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตหมดความนิยมเชื่อถือของผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปเป็นการขัดขวางและทำลายอนาคตของโจทก์ไม่ให้โจทก์ได้รับใช้ประชาชนไม่ว่าระดับใดอีกต่อไป นอกจากจะได้รับความเสียหายในด้านจิตใจในทางอนามัยแล้วยังเป็นผลเสียหายต่อคะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อโจทก์ในการที่จะทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เป็นการตัดหนทางเจริญของโจทก์ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือได้รับเลือกตั้งอื่นใดในการบริหารระดับประเทศอีกต่อไป เมื่อได้พิจารณาถึงความเป็นอยู่ ชื่อเสียง เกียรติคุณของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันประกาศคำพิพากษาและคำขออภัยในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับด้วยเนื้อที่ 1 ใน 2 ของหน้า 1 ของแต่ละฉบับเป็นเวลา 15 วันติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องและที่โจทก์อ้างว่าทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจความหมายไปในทางที่ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดีค้ายาเสพติดเฮโรอีน จนมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าพัวพันยาเสพติด จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าข้อความที่ตีพิมพ์และไขข่าวออกไปมิได้มีความหมายถึงขนาดดังที่โจทก์อ้าง ทั้งประชาชนโดยทั่วไปก็มิได้เข้าใจเช่นนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์คิดมากไปเองเพราะข้อความดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองตีพิมพ์และไขข่าว ล้วนแต่ได้มาจากแหล่งข่าวและข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งสิ้น โจทก์ก็รับทราบข่าวดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นข่าวจาก "ทัตไวเลอร์" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาข่าวจากหนังสือพิมพ์ "วอลสตรีท เจอร์นัล" "วอชิงตันโพสต์" หรือจากการแถลงข่าวของสหพันธ์นักศึกษาไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นกัน จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาไขข่าวหรือตีพิมพ์ข้อความใดอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้หรือทางเจริญอื่นของโจทก์แต่อย่างใด เพราะข้อความดังกล่าวทั้งหมดล้วนแต่เป็นความจริงและเป็นการกล่าวหรือไขข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป ไม่มีข้อความใดเป็นหมิ่นประมาท โจทก์มิได้กล่าวยืนยันให้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำเช่นนั้น แต่กลับกันเป็นเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ส่วนที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหาย 100,000,000 บาท โจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างมาคลุม ๆไม่ได้แยกให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด เป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งทั้งเป็นการประเมินค่าเสียหายเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 5,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาจึงให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1จากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนักการเมืองเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปปี 2535 โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่และสมาชิกพรรคสามัคคีธรรมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนสูงสุด โจทก์ได้รวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมืองอื่นที่จะสนับสนุนให้โจทก์จัดตั้งรัฐบาล โดยโจทก์จะได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา เสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันของจำเลยที่ 1 ฉบับวันที่ 27มีนาคม 2535 ด้วยการพาดหัวข่าวในหน้า 1 ว่า เหตุเกิดเพราะโกใหญ่มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า โจทก์มีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของดีอีเอ ฉบับประจำวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า นสพ. ต่างชาติตีแผ่ทั่วณรงค์-ผง-ทหาร มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า โจทก์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยโดยพาดหัวข่าวว่านักค้ายาเสพติดผู้โด่งดังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ฉบับประจำวันที่ 30 มีนาคม 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1ว่า เชื่อไร้คำตอบจากสหรัฐ อานันท์ยันไม่ก้าวก่าย มีรายละเอียดต่อหน้า15 ตอนหนึ่งว่า เผยอเมริกันแคลงใจหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมนานแล้วเคยส่งทูตเจรจาลับรัฐบาลชาติชาย ยับยั้งนำเข้าร่วมรัฐบาล ฉบับประจำวันที่ 1 เมษายน 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า บุญชนะติงนายกฯใหม่ อย่าทำการค้า ตปท. พัง มีรายละเอียดต่อหน้า 15 และหน้า 16บทความชื่อ โกใหญ่หนึ่งในเส้นเชือกมัดคอฆ่าโจทก์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ในหมู่มือปราบยาเสพติดล้วนให้ข้อมูลตรงกันประการหนึ่งว่า เหตุที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อโจทก์ไว้ในบัญชีดำนั้นเนื่องเพราะบรรดาผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติในย่านภาคเหนือล้วนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับโจทก์ ฉบับประจำวันที่ 4 และ 5 เมษายน 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวหน้า 1 ว่า ออสซี่งดวีซ่า โจทก์เฉยจะเป็นนายก เส้นทางสวรรค์สู่เก้าอี้ผู้นำตึกไทยคู่ฟ้าของโจทก์มีอุปสรรคอีกแล้ว รอยเตอร์ตีพิมพ์ใหม่ออสเตรเลียไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศอีกแล้ว ข้อหาเดิมยาเสพติด มีรายละเอียดต่อหน้า 11 ตอนหนึ่งว่า ถ้าเขามาทำเรื่องขอวีซ่าเขาจะได้รับการปฏิเสธตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าว(จำเลยที่ 1 คดีนี้) คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537ของศาลจังหวัดแพร่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปได้ว่า ข่าวเกี่ยวกับโจทก์นั้นได้มีสำนักข่าวและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศต่างกระจายข่าวและตีพิมพ์ลงข่าววิจารณ์กันเกรียวกราวทั่วโลก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนโดยหน้าที่และจรรยาบรรณแล้ว ต้องนำข่าวดังกล่าวเสนอต่อประชาชนให้ทราบอันเป็นประโยชน์สาธารณะตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามสมควรในวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยและขณะนั้นเป็นช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งมีรายงานว่าโจทก์จะได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอันเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งของประเทศ ดังนั้น บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นที่ยอมรับนับถือและศรัทธาของประชาชน มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่มัวหมองการที่บุคคลใดจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นย่อมถือว่าเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง หากจำเลยที่ 2 ไม่ลงข่าวสารข้อมูลดังกล่าวเท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนทั่วประเทศ ผิดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์จึงจำต้องเสนอข่าวให้ประชาชนทราบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์และประชาชนผู้รับข่าวสารมีทางได้เสียโดยชอบและจำเลยที่ 2 ผู้ไขข่าวก็มิได้รู้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นความไม่จริง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นนักการเมืองที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่สมควรต้องถูกตรวจสอบได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความประพฤติ การประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ตามสมควรก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ก็ต้องมีวิจารณญาณตามสมควรที่จะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ ด้วยการเสนอข้อความอันฝ่าฝืนความจริงต่อประชาชนก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ ทำให้ประชาชนดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423วรรคแรกที่บัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้" จำเลยที่ 2 ในฐานะสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ที่จะนำข่าวต่าง ๆ ที่ได้รับไม่ว่าทางใดมาไขข่าวให้แพร่หลายต่อไป ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนว่าข่าวที่ได้รับนั้นเป็นความจริงหรือไม่เพียงใด เพราะการเสนอแต่ข่าวที่เป็นความจริงน่าจะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ มิใช่เรื่องที่จะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนแต่อย่างใดการที่จำเลยที่ 2 เสนอข่าวเกี่ยวกับโจทก์ให้ประชาชนทราบโดยอ้างแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ผู้ไขข่าวมิได้รู้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงเท่านั้น ย่อมไม่อาจทำให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิด เมื่อข่าวที่จำเลยที่ 2ไขข่าวต่อนั้นเป็นข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ประชาชนผู้ไม่รู้ความจริงที่ได้รับข่าวที่จำเลยที่ 2 ไขข่าวเกี่ยวกับโจทก์ให้แพร่หลายย่อมจะดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ได้ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณทางทำมาหาได้และทางเจริญของโจทก์ ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2ดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 1คดีนี้) คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวที่รับฟังว่าจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว(จำเลยที่ 2 คดีนี้) ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารซึ่งทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังนั้นโดยคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษา ส่วนอาญาย่อมผูกพันจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 จำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้เถียงข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นอย่างอื่นได้การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับเพียง 5,000,000 บาท นั้น ยังเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์เป็นบุคคลมีชื่อเสียง มีเกียรติคุณ เป็นนักการเมืองอาวุโส หลังจากจำเลยที่ 2ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสูญสิ้นอนาคตทางการเมืองยิ่งการใส่ร้ายว่าโจทก์พัวพันการค้าเฮโรอีนกระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลียขึ้นบัญชีดำบุคคลผู้ค้ายาเสพติดของหน่วยปราบปรามยาเสพติดของทั้งสองประเทศไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ ฐานเป็นนักค้าเฮโรอีนระดับโลก ซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจและร้ายแรงอันเป็นการเสนอข่าวมุ่งหวังเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ จึงเป็นเรื่องยากจะเยียวยาความเสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ทำลายชื่อเสียงของโจทก์และวงศ์ตระกูลจนยับเยิน ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมากมายมหาศาล ขอให้กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 ลงข่าวสารเกี่ยวกับโจทก์ดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณ และอาจสูญเสียโอกาสทางการเมืองในภายภาคหน้าแต่อย่างใด เพราะหลังจากจำเลยที่ 2ลงข่าวแล้ว โจทก์ยังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่อีก ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่เกี่ยวกับการลงข่าวของจำเลยที่ 2 แต่ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งกระแสทางการเมือง ความศรัทธาของประชาชนและบารมีที่โดดเด่นของบุคคลด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,000,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2ได้ไขข่าวกล่าวว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการค้าขายเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ซึ่งผู้ใดกระทำการดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังถือได้ว่าประพฤติตนเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ตลอดถึงเป็นภัยต่อเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป ยิ่งโจทก์เป็นบุคคลที่รู้จักในหมู่ประชาชนคนไทยว่าเป็นนักการเมืองอาวุโสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันหลายสมัย เป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนมีโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างมากผู้หนึ่งในประเทศ เมื่อวิญญูชนได้รับข่าวสารที่จำเลยที่ 2 ได้ไขข่าวเกี่ยวกับโจทก์ดังกล่าวให้แพร่หลายเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงเช่นนั้นย่อมเป็นที่คลางแคลงในตัวโจทก์ ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณของโจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อโจทก์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เหมาะสมชอบแล้ว ไม่มีเหตุใด ๆที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาและคำขออภัยในหนังสือพิมพ์อันเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ได้กลับคืนดีเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อได้มีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาให้จำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้)ที่ถูกลงโทษต้องโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวัน 4 ฉบับ คือ ผู้จัดการรายวัน ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน ด้วย เนื้อที่ 1 ใน 2 ของหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับติดต่อกัน5 วัน โดยจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่แล้วนั้นแม้ในคดีส่วนแพ่งนี้ศาลชอบจะมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบจัดการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้อีก อันเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ได้กลับคืนดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 447 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 447 นั้น เป็นบทบัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้จำเลยที่ 2 จัดการตามที่โจทก์ขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควรเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า กรณีเรื่องเดียวกันนี้ในคดีส่วนอาญาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่ได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์แล้ว แม้จะเป็นกรณีที่ศาลในคดีอาญาได้สั่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) ก็ตาม แต่ก็เป็นการให้จำเลยที่ 2จัดการตามสมควรซึ่งเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์กลับคืนดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 นั่นเองซึ่งเป็นการเพียงพอที่จะแก้ไขให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องโฆษณาในคดีนี้ต่อไปอีก ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 423 ม. 438 ม. 447
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ วงศ์วรรณ
จำเลย — บริษัทผู้จัดการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2543
#33241
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ว.เจ้าของร้านอาหารที่เกิดเหตุและท.ลูกจ้างของว.พยานโจทก์ที่อยู่ในร้านอาหารเกิดเหตุจะเบิกความต้องกันว่า จำเลยเข้ามาในร้านอาหารแล้วทวงถามหนี้จากผู้ตาย โดย ท. เบิกความว่าผู้ตายโกรธจำเลยและด่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบ ๆ คาย ๆ ว่า "ไอ้หน้าหีหน้าแตดเจอทีไรต้องทวงหนี้ทุกที กูไม่ใช้มึง มึงอยากได้ มึงก็ไปฟ้องเอา ถ้ามึงไม่ฟ้องไม่ใช่ลูกผู้ชาย" ซึ่งถ้อยคำด่าดังกล่าวนี้แม้จะทำให้จำเลยมีความอับอายต่อหน้าบุคคลอื่นที่อยู่ในร้านอาหารที่เกิดเหตุขณะนั้นได้แต่ก็เป็นเพียงถ้อยคำที่หยาบคายตามปกติที่หากผู้ตายเป็นวิญญูชนโดยทั่วไปแล้วก็ไม่สมควรที่จะกล่าวออกมาเท่านั้น เมื่อผู้ตายด่าว่าจำเลยแล้วก็ลุกออกเดินจะไปที่รถยนต์ของผู้ตายที่จอดอยู่ใกล้ ๆ กับหน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำใด ๆ อันเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยในร่างกายหรือทรัพย์สินของจำเลยอีก พฤติการณ์ของผู้ตายที่แสดงต่อจำเลยยังถือไม่ได้ว่าได้กระทำการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนเล็กกล (เอ็ม 16) ซึ่งจำเลยรู้ดีว่าเป็นอาวุธปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้ตายเป็นการกระทำไปด้วยความโกรธขาดสติ จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าฆ่าผู้ตายโดยเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นภาวะทางจิตใจของจำเลยที่จะต้องคิดทบทวนตกลงใจว่า จะฆ่าผู้ตายก่อนที่จะลงมือกระทำ ซึ่งเป็นการยากที่จะหยั่งรู้ได้โดยตรง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ แม้จะได้ความว่าสาเหตุที่จำเลยฆ่าผู้ตายเนื่องมาจากเหตุที่ผู้ตายยืมเงินจำเลยจำนวนมากถึง 205,000 บาท จำเลยทวงถามหลายครั้งแล้วผู้ตายไม่ยอมชำระก็ตาม แต่การกู้ยืมเงินกันระหว่างจำเลยกับผู้ตายก็ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้ ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้คิดทบทวนตัดสินใจที่จะฆ่าผู้ตายที่ไม่ยอมชำระหนี้ให้จำเลยไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 8 ทวิ, 55, 56, 72 ทวิ และ 78ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 32, 33 และ 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองและพาไปซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ตามคำฟ้อง และได้ใช้อาวุธปืนยิงนางปราณีต แก้วกลางเมือง ผู้ตายโดยบันดาลโทสะมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และ 78 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (ที่ถูก 289(4)) ฐานมีอาวุธปืนให้จำคุก5 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐาน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปีฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต คำให้การชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา และคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุก 5 ปีดังกล่าวมารวมได้ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนางปราณีต แก้วกลางเมือง ผู้ตายจนถึงแก่ความตายนั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะจากการที่จำเลยทวงหนี้จากผู้ตายแล้ว ผู้ตายไม่ยอมชำระแต่กลับด่าว่าจำเลย ไม่ใช่เป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้จากคำเบิกความของนางวรรัตน์เล็กชูผล เจ้าของร้านอาหารที่เกิดเหตุและนางสาวทัศนีย์ สวัสดี ลูกจ้างของนางวรรัตน์พยานโจทก์ที่อยู่ในร้านอาหารเกิดเหตุจะเบิกความต้องกันว่าจำเลยเข้ามาในร้านอาหารแล้วทวงถามหนี้จากผู้ตาย โดยนางสาวทัศนีย์เบิกความตอบทนายจำเลยว่า ผู้ตายโกรธจำเลยและด่าจำเลยถ้อยคำหยาบ ๆ คาย ๆ ว่า "ไอ้หน้าหี หน้าแตด เจอที่ไรต้องทวงหนี้ทุกที กูไม่ใช้มึง มึงอยากได้มึงก็ไปฟ้องเอา ถ้ามึงไม่ฟ้อง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" ซึ่งถ้อยคำด่าดังกล่าวนี้ หากพิจารณาในความรู้สึกของจำเลยที่ได้รับฟังแล้วจะทำให้จำเลยมีความอับอายต่อหน้าบุคคลอื่นที่อยู่ในร้านอาหารที่เกิดเหตุขณะนั้นได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงถ้อยคำที่หยาบคายตามปกติที่หากผู้ตายเป็นวิญญูชนโดยทั่วไปแล้วก็ไม่สมควรที่จะกล่าวออกมาเท่านั้น ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนางสาวทัศนีย์ว่า เมื่อผู้ตายด่าว่าจำเลยแล้วก็ลุกออกเดินจะไปที่รถยนต์ของผู้ตายที่จอดอยู่ใกล้ ๆกับหน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุโดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำใด ๆ อันเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยในร่างกายหรือทรัพย์สินของจำเลยอีก นอกจากนี้ตามคำเบิกความของนางวรรัตน์และนางสาวทัศนีย์พยานโจทก์ก็ต้องกันว่าจำเลยแต่งเครื่องแบบตำรวจอีกด้วย พฤติการณ์ของผู้ตายที่แสดงต่อจำเลยดังกล่าวนั้น ยังถือไม่ได้ว่าได้กระทำการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็กกล (เอ็ม 16) ซึ่งจำเลยรู้ดีว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้ตายเป็นการกระทำไปด้วยความโกรธขาดสติเท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะอ้างว่าได้ฆ่าผู้ตายโดยเหตุบันดาลโทสะตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6วินิจฉัยในข้อนี้มาชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฆ่าผู้ตายจะเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่นั้น เห็นว่า การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นภาวะทางจิตใจของจำเลยที่จะต้องคิดทบทวนตกลงใจว่าจะฆ่าผู้ตายก่อนที่จะลงมือกระทำซึ่งเป็นการยากที่จะหยั่งรู้ได้โดยตรง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ แม้ทางพิจารณาจะได้ความแน่ชัดว่าสาเหตุที่จำเลยฆ่าผู้ตายจะเนื่องมาจากเหตุที่ผู้ตายยืมเงินจำเลยจำนวนมากถึง 205,000บาท จำเลยทวงถามหลายครั้งแล้วผู้ตายไม่ยอมชำระก็ตาม แต่ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยเคยกล่าวอาฆาตจะฆ่าผู้ตายที่ไม่ยอมชำระหนี้ให้จำเลยมาก่อน ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความจากคำเบิกความของนางวรรัตน์ นางสาวทัศนีย์ และนายภูวนารถหรือเลอพงศ์ เมฆสุธีพิทักษ์พยานโจทก์ต้องกันว่า ผู้ตายเป็นคนอารมณ์ร้อน โกรธง่าย ปากจัด โดยเฉพาะเกี่ยวกับหนี้ของผู้ตายนั้น นายภูวนารถซึ่งเป็นสามีผู้ตายพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเคยสอบถามเรื่องที่ผู้ตายเป็นหนี้จำเลยแล้ว ผู้ตายจะแสดงอาการโกรธ และนายธรรมนูญ สุขทัศน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายอีกคนหนึ่งก็เบิกความว่า ผู้ตายไม่ยอมชำระหนี้ เมื่อทวงถามผู้ตายก็มีอาการโมโหและแสดงความไม่พอใจอันแสดงว่าผู้ตายเป็นคนเอาแต่ใจตนเองและมีอารมณ์ร้อนโกรธง่ายต่อการกระทำของบุคคลอื่นที่ตนไม่พอใจโดยไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของบุคคลอื่น ต่างจากจำเลยที่ได้ความจากคำเบิกความของนางวรรัตน์และนางสาวทัศนีย์พยานโจทก์ที่รับฟังต้องกันได้ว่า จำเลยเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือบุคคลอื่นประกอบกับที่นายภูวนารถสามีผู้ตายเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยไปพบพยานที่บ้านแล้วพูดกับพยานว่า เป็นหนี้แล้วจะเบี้ยวกันหรือไง โดยที่พยานเห็นจำเลยแสดงอารมณ์โกรธนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดจาใด ๆ ว่าจะตามไปทำร้ายผู้ตาย ทั้งการที่จำเลยไปพบนายภูวนารถดังกล่าวนี้ นายภูวนารถกลับเบิกความตอบทนายจำเลยว่าจำเลยมาทวงถามจากพยานในลักษณะที่ต้องการจะให้พยานรับผิดชอบด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ความจากนายเสรี ชัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาตะพานหิน ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของนายภูวนารถพยานโจทก์ว่าจำเลยเคยมาขอความช่วยเหลือจากพยานให้ไกล่เกลี่ยให้นายภูวนารถชำระหนี้ที่ผู้ตายยืมจากจำเลยด้วย อันเป็นความพยายามของจำเลยที่ต้องการให้นายภูวนารถยอมรับผิดในหนี้สินของผู้ตายที่มีต่อจำเลย การที่นายภูวนารถเห็นจำเลยมีอาการโกรธนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยไม่พอใจนายภูวนารถที่ไม่ยอมรับรู้ในหนี้สินของผู้ตายที่มีอยู่กับจำเลยก็เป็นได้ เพราะปรากฏจากคำเบิกความของนายภูวนารถว่านายภูวนารถได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่หนี้ที่ตนก่อขึ้น นอกจากนี้การกู้ยืมเงินกันระหว่างจำเลยกับผู้ตายก็ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.28 ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้คิดทบทวนตัดสินใจที่จะฆ่าผู้ตายที่ไม่ยอมชำระหนี้ให้จำเลยไว้ก่อนแล้วจึงไปฆ่าผู้ตาย แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปทวงหนี้จากผู้ตายนั้นเชื่อได้ว่าจำเลยต้องการจะนำอาวุธปืนไปข่มขู่ผู้ตายเท่านั้น ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การในชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.23 ตอนหนึ่งถึงสาเหตุที่นำอาวุธปืนไปทวงหนี้จากผู้ตายว่า เพื่อขู่ผู้ตายเผื่อว่าจะได้ผล เช่นนี้แสดงว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุเกิดขึ้นจากการที่จำเลยตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีเนื่องจากจำเลยโกรธผู้ตายที่ด่าว่าจำเลยดังวินิจฉัยมาแต่ต้น อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีและพาอาวุธปืน 5 ปีแล้วเป็นโทษจำคุก38 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — จ่าสิบตำรวจรัฐวิทย์ เพ็ญศรี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4585/2543
#33240
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกรวมเจ็ดคนใช้ไม้หน้า 3 ยาวประมาณ 1 เมตรเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหลายครั้งจนได้รับอันตรายสาหัส ลักษณะการกระทำดังกล่าวเป็นการรุมทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายพฤติการณ์การกระทำเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ที่จำเลยอ้างว่าหลังเกิดเหตุได้พยายามช่วยออกค่ารักษาพยาบาลบางส่วนและยินดีชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เสียหายเรียกร้องสูงเกินไปนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ในสำนวนว่าจำเลยได้ช่วยค่ารักษาพยาบาล ชดใช้หรือเสนอที่จะชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่ประการใด แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาและขณะนี้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,83

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8)) ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยกับพวกรวมเจ็ดคนใช้ไม้หน้า 3 ยาวประมาณ 1 เมตรเป็นอาวุธตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณใบหน้ามีเลือดออกในช่องหน้า ม่านตาขาว กระดูกเบ้าตาและโหนกแก้มขวาแตกยุบ ฟันหน้าหัก 2 ซี่ได้รับอันตรายสาหัส ลักษณะการกระทำดังกล่าวเป็นการรุมทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้พยายามช่วยออกค่ารักษาพยาบาลบางส่วนและยินดีชดใช้ค่าเสียหาย แต่ผู้เสียหายเรียกร้องสูงเกินไปนั้นไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ในสำนวนเลยว่าจำเลยได้ช่วยค่ารักษาพยาบาลชดใช้หรือเสนอที่จะชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่ประการใด ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาและขณะนี้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย จตุพรหรือเก๋ สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ