คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2543
#33246
เปิดฉบับเต็ม

รถจักรยานยนต์ที่เจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกกำลังถอดชิ้นส่วนอยู่ขณะเข้าตรวจค้นนั้นไม่ใช่ของผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานรับของโจรเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยประการใดต่อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้เห็นเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ลำพังพฤติการณ์ที่ได้ความเพียงว่าอาศัยอยู่ในบ้านที่ตรวจค้นพบโครงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นร่วมกระทำความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวันได้มีคนร้ายหลายคนลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน ภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์จำเลยทั้งห้ากับนายไพศาล ภู่แก้ว และเด็กชายทรงพล ทองบุญเรือง ซึ่งเป็นเยาวชนได้แยกไปดำเนินคดีต่างหากแล้วได้ครอบครองโครงตัวรถ (ตัวถัง) ของรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไป ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับนายไพศาลและเด็กชายทรงพลได้พร้อมด้วยโครงตัวรถ (ตัวถัง) ดังกล่าวเป็นของกลาง และต่อมาจับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้โดยตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยทั้งห้ากับนายไพศาลและเด็กชายทรงพลเป็นคนร้ายร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวันถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งห้ากับนายไพศาลและเด็กชายทรงพลร่วมกันรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจากคนร้ายทั้งนี้โดยจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 4 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5290/2539 ของศาลชั้นต้น ภายในเวลา 5 ปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5467/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 701/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6818/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 5 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7616/2540 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2541 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83, 92 เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 กับนับโทษจำเลยทั้งห้าต่อตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในแต่ละคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 4 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (ที่ถูกมาตรา 357 วรรคแรก), 83 ฐานร่วมกันรับของโจรจำคุกคนละ 3 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 2 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6818/2540 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2541 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5329/2541, 5467/2540 และ 701/2541 (ที่ถูกคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5467/2540, 701/2541) ของศาลชั้นต้น และคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5467/2540 และ 7616/2540 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ความผิดฐานอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกเอนก อุ่นเดช เป็นพยานเบิกความว่าได้เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 101/5 ซอย 21 หมู่บ้านปัญญา ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวงเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เห็นจำเลยที่ 2 ที่ 3 นายไพศาล ภู่แก้ว และเด็กชายทรงพล ทองบุญเรือง กำลังถอดชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีขาวแดง หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 8 ม - 4860 และพบของกลางประมาณ 27 รายการ จึงยึดไว้ตามบันทึกรายการทรัพย์สินที่ตรวจยึด ซึ่งโครงตัวรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอยู่ในอันดับที่ 6 ของเอกสารดังกล่าว นางนงลักษณ์ ภู่แก้ว ผู้นำตรวจค้นบ้านดังกล่าวบอกว่าของกลางประมาณ 27 รายการนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 ขณะรวบรวมของกลางอยู่นั้นจำเลยที่ 1 เดินเข้ามาในบ้านพอดี ร้อยตำรวจเอกเอนกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 พร้อมจำเลยที่ 2 ที่ 3 นายไพศาลและเด็กชายทรงพลไปดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร เห็นว่า จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกเอนกพยานโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เข้าไปมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอย่างไร ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ารถจักรยานยนต์คันที่ร้อยตำรวจเอกเอนกเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกกำลังถอดชิ้นส่วนอะไหล่อยู่นั้นเป็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีขาวแดง มิใช่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ส่วนโครงตัวรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ร้อยตำรวจเอกเอนกตรวจยึดเป็นของกลางก็พบอยู่ในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุซึ่งกองรวมอยู่กับชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์คันอื่น จำเลยที่ 2 และที่ 3 พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายและจำเลยที่ 3 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกเอนกได้จับบุคคลที่อยู่ในบ้านทุกคนทั้งผู้หญิงและเด็กมิได้ละเว้นผู้ใด โดยนางนงลักษณ์เจ้าของบ้านผู้นำตรวจค้นถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 นายไพศาลและเด็กชายทรงพลถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของตนซึ่งตรงกับที่นางนงลักษณ์บอกให้ร้อยตำรวจเอกเอนกทราบแต่แรกที่ตรวจค้นพบ เมื่อความผิดฐานรับของโจรเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยประการใดต่อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้เห็นเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ลำพังพฤติการณ์ที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อาศัยอยู่ในบ้านที่ตรวจค้นพบโครงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจะให้รับฟังถึงกับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นร่วมกระทำความผิดฐานรับของโจรหาได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา โจทก์มีแต่คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวพันถึงจำเลยที่ 2 นั้นไม่ตรงกับความจริงและจำเลยที่ 1 ลงชื่อโดยยังไม่ทันได้อ่านข้อความ เมื่อคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อโต้แย้งไม่กระจ่างชัดว่าตรงตามความจริงและเป็นไปโดยสมัครใจหรือไม่ ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจรได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ทนงศักดิ์ ภู่แก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4743/2543
#37808
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยพร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำหลายบัญชี แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากไปยังธนาคาร จำเลยถอนเงินจากบัญชีและปิดบัญชีดังกล่าวทั้งหมดแล้วนำเงินฝากไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำใหม่ที่ธนาคารอื่นนั้นเมื่อการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งปิดบัญชีแล้วเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ทำให้ศาลชั้นต้นสั่งไปโดยหลงผิด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงเพื่อให้คำสั่งนั้นสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติได้โดยโจทก์ทั้งสามหาจำต้องยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวอีกครั้งหนึ่งไม่ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องไต่สวนแต่ประการใดอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยพินัยกรรมของนางเสงี่ยม เจริญถาวร ผู้ตาย ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นสามีของนางเสงี่ยมผู้ตายให้แบ่งทรัพย์มรดกจากสินสมรสทั้งหมดให้โจทก์ทั้งสามครึ่งหนึ่งพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้ศาลอายัดการเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารและห้ามมิให้จำเลยโอนขายจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ทั้งสามแล้ว มีคำสั่งห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินหลายโฉนดและสิ่งปลูกสร้างตามที่ได้ความจากทางไต่สวน กับมีคำสั่งอายัดเงินครึ่งหนึ่งในบัญชีเงินฝาก 6 บัญชี ซึ่งรวมทั้งบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 324-2-01277-7ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 029-1-09866-2 ของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สาขาหลักสี่ และบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 111-1-00001-2ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน

ต่อมาโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2541ต่อศาลชั้นต้นว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโจทก์ทั้งสามขอให้ศาลชั้นต้นอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารของจำเลยทั้งหมดโดยไม่เจาะจงบัญชีใดบัญชีหนึ่ง ซึ่งตามทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยมีบัญชีเงินฝากในธนาคาร 6 บัญชี หลังจากโจทก์ที่ 1 เบิกความชั้นไต่สวนเสร็จแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยย้ายเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหลักสี่ บัญชีเลขที่029-1-09866-2 กับสำนักรัชโยธิน บัญชีเลขที่ 111-1-00001-2 และจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2บัญชีเลขที่ 324-2-01277-7 ไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารเอเชีย จำกัด(มหาชน) สำนักงานสาธร กับเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 อีก 1 บัญชี ซึ่งบัญชีที่เปิดใหม่ตามบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 324-2-01789-8 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 เป็นเงินฝากจำนวนเดียวกับเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 324-2-01277-7ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047-3-04697-5 ของธนาคารเอเชีย จำกัด(มหาชน) สำนักงานสาธร เป็นเงินฝากจำนวนเดียวกับเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 029-1-09866-2 ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขาหลักสี่ และบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 047-3-04655-5ของธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สำนักงานสาธร เป็นเงินฝากจำนวนเดียวกับเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 111-1-00001-2 ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน อันเป็นเงินฝากที่โจทก์ทั้งสามได้ขออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเฉพาะเงินในบัญชีเงินฝากเดิมโดยมิได้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากใหม่ซึ่งจำเลยโอนมาจากบัญชีเงินฝากเดิมที่โจทก์ทั้งสามได้ขออายัดไว้คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ขอให้มีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 บัญชีเลขที่ 324-2-01789-8 บัญชีเงินฝากประจำธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สำนักงานสาธร บัญชีเลขที่047-3-04697-5 และบัญชีเงินฝากประจำธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)สำนักงานสาธร บัญชีเลขที่ 047-3-04655-5 โดยห้ามจำหน่ายจ่ายโอนและอายัดไว้จำนวนครึ่งหนึ่งตามสิทธิของโจทก์ทั้งสามที่อาจได้รับตามพินัยกรรม

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์ทั้งสามฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม2541 ประกอบคำแถลงของจำเลยฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540และฟังคำแถลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราวไปยังบัญชีเงินฝากที่ปิดแล้วเป็นการผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินตามบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ถูกปิดทั้งสามบัญชีดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งให้อายัดเงินไปยังบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 บัญชีเลขที่ 324-2-01789-8และบัญชีธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สำนักงานสาธร บัญชีเลขที่047-3-04697-5 และบัญชีเลขที่ 047-3-04655-5 โดยให้อายัดเงินในบัญชีดังกล่าวครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยพร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้ศาลชั้นต้นอายัดการเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคาร กับห้ามมิให้จำเลยโอน ขาย จำหน่ายทรัพย์มรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำหลายบัญชีรวมทั้งบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 324-2-01277-7 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 บัญชีเงินฝากประจำเลขที่029-1-09866-2 ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหลักสี่และบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 111-1-00001-2 ของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน ตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลย ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540และคำแถลงของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 มิถุนายน 2541 ว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากทั้งสามบัญชีดังกล่าวไปยังธนาคาร จำเลยได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำทั้งสามบัญชีดังกล่าวออกจากธนาคารและปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งหมด แล้วนำเงินฝากทั้งสามบัญชีดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำใหม่ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)สาขาถนนรามอินทรา ก.ม.2 บัญชีเลขที่ 324-2-01789-8 กับที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สำนักงานสาธร บัญชีเลขที่ 047-3-04697-5 และบัญชีเลขที่ 047-3-04655-5 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งบัญชีปิดไปแล้วจึงเป็นการสั่งโดยหลงผิดตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของจำเลยเองว่าจำเลยเป็นผู้ถอนเงินฝากจากบัญชีทั้งสามบัญชีดังกล่าวไปจนหมดสิ้นและปิดบัญชีทั้งสาม แล้วนำเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวไปฝากเข้าบัญชีที่เปิดใหม่ ซึ่งจำเลยได้กระทำภายหลังที่โจทก์ที่ 1 เบิกความชั้นไต่สวนคำร้องเสร็จสิ้นลงแล้วและก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินฝากดังกล่าวไปยังธนาคาร การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งปิดบัญชีแล้วเช่นนี้ จึงเกิดจากการกระทำของจำเลยเองที่ทำให้ศาลชั้นต้นสั่งไปโดยหลงผิดเช่นนั้น เพื่อให้คำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารมีผลคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามอย่างแท้จริงหาได้ไร้ผลในทางปฏิบัติไม่ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และมีคำสั่งใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงเพื่อให้คำสั่งนั้นสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติได้ที่จำเลยฎีกาว่า หากโจทก์ทั้งสามประสงค์จะขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากที่เปิดใหม่เพิ่มเติม โจทก์ทั้งสามต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องก่อน การที่ศาลชั้นต้นแก้ไขคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เกี่ยวกับหมายเลขบัญชีเงินฝากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินไปยังธนาคารเป็นการใช้อำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดตามคำแถลงของคู่ความแล้วว่าจำเลยถอนเงินฝากจากบัญชีเดิมแล้วปิดบัญชีและนำเงินไปฝากเข้าบัญชีซึ่งเปิดใหม่ ซึ่งจำเลยกระทำภายหลังที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และเมื่อโจทก์ที่ 1 เบิกความชั้นไต่สวนคำร้องขอดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนี้โจทก์ทั้งสามหาจำต้องยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวอีกครั้งหนึ่งไม่ ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องไต่สวนแต่ประการใดอีกเพราะมิฉะนั้นแล้วหากก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินไปยังธนาคาร แล้วจำเลยถอนเงินจากบัญชีและปิดบัญชีนำเงินไปฝากเข้าบัญชีใหม่ ศาลก็ต้องไต่สวนเพื่อจะมีคำสั่งอายัดเงินฝากไปยังบัญชีที่เปิดใหม่เช่นนี้เรื่อยไปอันจะไม่มีที่สิ้นสุดและคำสั่งนั้นก็จะไม่มีผลในทางปฏิบัติที่สามารถบังคับได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินตามบัญชีของธนาคารที่จำเลยปิดไปและมีคำสั่งอายัดเงินไปยังบัญชีธนาคารที่จำเลยนำเงินไปฝากใหม่นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สิทธิ นิ่มปิติวัน กับพวก
จำเลย — นาย สง่า เจริญถาวร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4732/2543
#37807
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนชื่อตัว แต่ยังคงอยู่ในบ้านที่ตนมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน โดยมิได้ย้ายที่อยู่แต่อย่างใด ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หลบหนี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าพนักงานตำรวจต้องย้ายที่อยู่ไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิใช่เป็นการหลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์คงฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ไม่ทราบภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยทั้งสามและไม่สามารถที่จะสืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามได้เท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา คดีถึงที่สุดแล้ว คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 93,177.27 บาท จำเลยทั้งสามหลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้และจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มีอาชีพรับราชการ เหตุที่ย้ายจากที่อยู่เดิมเพราะย้ายไปรับราชการในที่แห่งใหม่ จำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อตัวจาก"กฤษณา" เป็น "นิรมล" เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2528 และยังคงอยู่ในบ้านที่ตนมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มิได้ย้ายที่อยู่แต่อย่างใด นอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเลยว่าจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องย้ายที่อยู่ไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิใช่เป็นการหลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่ตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด สำหรับที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้นั้น ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าได้ให้นายสนิท หาญอาษาทนายโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม นายสนิทแจ้งว่าไม่สามารถที่จะยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามได้เนื่องจากไม่ทราบภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 เคยรับราชการอยู่ที่กรมตำรวจและเคยเป็นภริยาของพันตำรวจตรีวิชัย แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพอะไรและนายสนิทเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้องแถวที่จำเลยที่ 1 เช่าอาศัยและได้มองดูจากภายนอกไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอยู่ในบ้านดังกล่าว นอกจากนี้นายสนิทยังเบิกความอีกว่านายสนิทเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินและไม่สามารถที่จะสืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามได้จึงไม่ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสามศาลฎีกาเห็นว่า คดีล้มละลายโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยต้องนำสืบให้ได้ว่ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 เกิดขึ้น แต่คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์มีแต่เพียงคำเบิกความของโจทก์และนายสนิทซึ่งเป็นทนายโจทก์ดังกล่าวข้างต้นรับฟังได้เพียงว่า โจทก์ไม่ทราบภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยทั้งสามและไม่สามารถที่จะสืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามได้เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรินทร์ แสงขำ
จำเลย — นางสาว กฤษณา ชวลิต หรือนาง นิรมล เชาวลิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
จำลอง สุขศิริ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4731/2543
#37806
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลล้มละลายกลางว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว และการที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนดก็เพราะเจ็บป่วย อันเป็นเหตุสุดวิสัยจึงขอให้ขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/79ทั้งไม่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามมาตรา 90/79(4) ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทนามประเสริฐก่อสร้าง จำกัด ลูกหนี้ผู้ร้องขอ และตั้งให้บริษัทเฟอร์เรียร์ฮอดจ์สัน จำกัด เป็นผู้ทำแผน ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้ค่าซื้อขายสินค้าประเภทหินคลุกกับดอกเบี้ยรวมจำนวน 2,848,044บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้เพราะผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกว่ากำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนคดีจากศาลแพ่งขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลล้มละลายกลางโดยอ้างว่า คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางมีข้อความว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทำให้ผู้ร้องถูกตัดสิทธิไม่ให้รับชำระหนี้ และไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ล่าช้ากว่ากำหนดก็เพราะเจ็บป่วย อันเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จึงขอให้ศาลฎีกาขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องนั้น เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/79ทั้งไม่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามมาตรา 90/79(4) ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ผาทองพัฒนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท พี.ดาต้าวัน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4731/2543
#39259
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้นเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/79 ทั้งไม่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามมาตรา 90/79(4)ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทนามประเสริฐก่อสร้าง จำกัด ลูกหนี้ผู้ร้องขอ และตั้งให้บริษัทเฟอร์เรียร์ฮอดจ์สัน จำกัด เป็นผู้ทำแทน ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้ค่าซื้อขายสินค้าประเภทหินคลุกกับดอกเบี้ย รวมจำนวน2,848,044 บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ เพราะผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกว่ากำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนคดีจากศาลแพ่งขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลล้มละลายกลางโดยอ้างว่า คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางมีข้อความว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องถูกตัดสิทธิไม่ให้รับชำระหนี้และไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วและการที่นายวิทวัส เกษตรวัฒนานนท์ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ล่าช้ากว่ากำหนดก็เพราะเจ็บป่วยอันเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23จึงขอให้ศาลฎีกาขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องนั้นเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/79 ทั้งไม่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามมาตรา 90/79(4) ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ผาทองพัฒนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท พี.ดาต้าวัน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4731/2543
#66172
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 ทั้งไม่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามมาตรา 90/79 (4) ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทนามประเสริฐก่อสร้าง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทผาทองพัฒนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — ษัท พี.ดาต้าวัน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2543
#37805
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะไม่มีกำหนดเวลาแต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดมีลักษณะเฉพาะโดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องและภายในระยะเวลาอันสมควรเมื่อจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายวันที่ 7 มิถุนายน 2531 แล้วไม่มีการ เดินสะพัดทางบัญชีอีกเลยเป็นระยะเวลานานถึง 9 ปีเศษ ดังนี้ โจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยในระยะเวลานานเกินสมควร การใช้สิทธิของโจทก์เช่นนี้จึงมิได้กระทำโดยสุจริตและเมื่อมีข้อสงสัยเช่นนี้ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายในมูลหนี้ โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2531

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน)มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคาร เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2526จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์และนับแต่นั้นจำเลยได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์โดยใช้เช็คเบิกเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าหักทอนบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา โดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2531 จำเลยนำเงินเข้าบัญชีจำนวน 1,094.91 บาท ในขณะที่รายการในบัญชีแสดงจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 28,867.92 บาท แล้วมิได้นำเงินเข้าหักทอนบัญชีกับโจทก์อีกเลย โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 15 วันครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้จึงถือว่าบัญชีเดินสะพัดเลิกกัน ขอให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นจำนวน 165,725.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 153,403.33 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 28,867.92 บาท แก่โจทก์พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2531ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2533 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19มีนาคม 2533 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2533 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 8 กันยายน2540 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2540ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.325 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้โดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2526 จำเลยได้เปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์โดยไม่มีกำหนดอายุสัญญา อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ให้คิดทบต้นได้และยอมให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากนั้นจำเลยได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมาจนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2531 โดยจำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อหักทอนยอดหนี้จำนวน 1,094.91 บาท ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระโจทก์เป็นจำนวน 28,867.92 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 15 วัน ครบกำหนดวันที่ 5 มกราคม 2541 จำเลยไม่ชำระหนี้ซึ่งมียอดค้างชำระรวมทั้งสิ้น 153,403.33 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาเลิกกันในวันที่ 5 มกราคม 2541 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะไม่มีกำหนดเวลา แต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกเทศสัญญามีลักษณะเฉพาะโดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องและภายในระยะเวลาอันสมควร ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏชัดเจนว่า จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2531 แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลยเป็นระยะเวลานานถึง 9 ปีเศษ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้วคงมีข้อที่จะต้องวินิจฉัยไปว่าสัญญาสิ้นสุดแต่เวลาใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราบัญชีของลูกค้าอยู่ตลอดว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี โจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรืออาจบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยในระยะเวลายาวนานเกินสมควรเช่นนี้ถือได้ว่าการใช้สิทธิของโจทก์เช่นนี้มิได้กระทำโดยสุจริต เมื่อมีข้อสงสัยเช่นนี้ก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายในมูลหนี้โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2531 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ให้จำเลยชำระแก่โจทก์ยังไม่ถูกต้อง เพราะในขณะสัญญาเลิกกัน ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ดังนั้นหลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยต่อไปเพียงอัตราดังกล่าวแบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 28,867.92 บาท แบบไม่ทบต้น นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2531จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 11 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ไพฑูรย์ ศุภนคร
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2543
#91212
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะไม่มีกำหนดเวลา แต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกเทศสัญญามีลักษณะเฉพาะโดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องและภายในระยะเวลาอันสมควร เมื่อจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2531 แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลยเป็นระยะเวลานานถึง 9 ปีเศษ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว

โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราบัญชีของลูกค้าอยู่ตลอดว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีโจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรืออาจบอกเลิกสัญญา ภายในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยในระยะเวลายาวนานเกินสมควรเช่นนี้ ถือได้ว่าการใช้สิทธิของโจทก์มิได้กระทำโดยสุจริต เมื่อมีข้อสงสัยก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายในมูลหนี้ โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายคือวันที่จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้าย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2543)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๖ จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจกท์และได้เดินสะพัดทางบัญชีนำเงินเข้าหักทอนบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา โดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ จำเลยนำเงินมาเข้าบัญชีจำนวน ๑,๐๙๔.๙๑ บาท ซึ่งรายการในบัญชีแสดงจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๒๘,๘๖๗.๙๒ บาท แล้วมิได้นำเงินมาเข้าหักทอนบัญชีกับโจทก์อีก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายใน ๑๕ วัน ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้จึงถือว่า บัญชีเดินสะพัดเลิกกันขอให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นจำนวน ๑๖๕,๗๒๕.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นใน อัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๕๓,๔๐๓.๓๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๘,๘๖๗.๙๒ บาท แก่โจทก์พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๓ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๐ ดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้เปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๖ โดยไม่มีกำหนดอายุสัญญา อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีให้คิดทบต้นได้ และยอมให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ จำเลยได้นำเงินฝากเดินสะพัดทางบัญชีเพื่อหักทอนยอดหนี้กับโจทก์ตลอดมาจนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ โดยในวันดังกล่าวมียอดหนี้ค้างชำระโจทก์จำนวน ๒๘,๘๖๗.๙๒ บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน ๑๕ วัน ครบกำหนดวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ จำเลยไม่ชำระหนี้จึงมียอดค้างชำระรวมทั้งสิ้น ๑๕๓,๔๐๓.๓๓ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาเลิกกันในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะไม่มีกำหนดเวลา แต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกเทศสัญญามีลักษณะเฉพาะโดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องและ ภายในระยะเวลาอันสมควร เมื่อจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลยเป็นระยะเวลานานถึง ๙ ปีเศษ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว

ส่วนปัญหาว่าสัญญาสิ้นสุดแต่เวลาใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินมี เจ้าหน้าที่คอยตรวจตราบัญชีของลูกค้าอยู่ตลอดว่า มีการเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีโจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรืออาจบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยในระยะเวลายาวนานเกินสมควร เช่นนี้ถือได้ว่าการใช้สิทธิของโจทก์มิได้กระทำโดยสุจริต เมื่อมีข้อสงสัยก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียหายในมูลหนี้ โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ แต่ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ให้จำเลยชำระแก่โจทก์ยังไม่ถูกต้อง เพราะในขณะนั้นสัญญาเลิกกัน ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ดังนั้นหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยต่อไปเพียงอัตราดังกล่าวแบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ เสร็จสิ้นเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๘,๘๖๗.๙๒ บาท แบบไม่ทบต้น นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 11 ม. 171 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน)
จำเลย — นายไพฑูรย์ ศุภนคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2543
#37804
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ ระหว่างที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมา จำเลยทำสัญญากับ ภ. ว่าไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิไถ่ถอน ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ ภ. ถือได้ว่า เป็นการขายขาดที่ดินให้แก่ ภ. โดยทำสัญญากันเอง จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่และภายในกำหนดระยะการขายฝาก จำเลยย่อมมีสิทธินำที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 497 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2532 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 44167 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร จำนวนเนื้อที่ 53 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 60/1บนที่ดินดังกล่าวของจำเลยให้แก่โจทก์ในราคา 630,000 บาท โจทก์ชำระมัดจำในวันทำสัญญา 200,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 430,000 บาท จะชำระเมื่อจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาพร้อมค่าเสียหายอีกจำนวน 200,000 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 60/1บนที่ดินโฉนดเลขที่ 44167 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 53 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอนกับชำระค่าเสียหายเป็นเงินอีกจำนวน200,000 บาท ตามสัญญา หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือจำนวน 430,000 บาทจากโจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 497,500 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านตามฟ้องไว้แก่นายภัทรพร ธีรพงศ์ธาดา บิดาโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยไม่เคยตกลงขายที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ไม่เคยรับมัดจำจำนวน 200,000 บาทจากโจทก์ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ก็ทราบดีว่า ทรัพย์พิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นกรรมสิทธิ์ของนายภัทรพร จำเลยมิใช่เจ้าของทรัพย์สินจึงไม่มีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยถูกนายภัทรพรฉ้อฉลจนหลงเชื่อจึงได้มีหลักฐานขึ้นและให้มีสัญญาจะซื้อจะขายลงวันที่ 12สิงหาคม 2532 ระหว่างโจทก์กับจำเลย คำขอท้ายฟ้องไม่ชัดแจ้งว่าเป็นเงินค่าอะไร ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 44167ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 53 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 60/1 แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน หากจำเลยเพิกเฉยไม่ยอมไปจดทะเบียนให้โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินและบ้านที่เหลือจำนวน 430,000 บาทไปจากโจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 497,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยมิใช่เจ้าของทรัพย์สินพิพาทเพราะขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์พิพาทจำเลยขายฝากทรัพย์พิพาทแก่บิดาโจทก์ไปแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า "ขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคือได้" ดังนั้น สัญญาขายฝากจึงเป็นสัญญาซึ่งผู้ซื้อรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากไปจากผู้ขายฝากโดยมีเงื่อนไขบังคับหลังว่า เมื่อผู้ขายฝากมาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายในกำหนดระยะเวลาขายฝากแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากก็จะเปลี่ยนมือกลับมาเป็นของผู้ขายฝากตามเดิม ดังนั้น การที่จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่นายภัทรพรบิดาโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.11 เมื่อวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2532 มีกำหนดไถ่ถอน 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 กุมภาพันธ์2535 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2533 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกันเองระหว่างจำเลยกับนายภัทรพร ตามเอกสารหมาย ล.3 ว่าจำเลยไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิในการไถ่ถอนทรัพย์พิพาท อันถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขายขาดทรัพย์พิพาทให้แก่นายภัทรพรผู้รับซื้อฝากโดยทำสัญญากันเอง สัญญาขายขาดฉบับหลังนี้จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น จำเลยผู้ขายฝากจึงยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากรายนี้ได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่ ดังนั้น ภายในกำหนดระยะการขายฝากจำเลยย่อมมีสิทธินำทรัพย์พิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 497 ก็ยังได้กำหนดบุคคลที่จะใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากไว้และใน (2) กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธินั้นมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีสิทธิไถ่ทรัพย์พิพาทได้ด้วยสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 จึงมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วาสินี ธีรพงศ์ธาดา
จำเลย — นาง จินตนาหรือสายสุรีย์ จันทรบุตร
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
ชวลิต ธรรมฤาชุ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2543
#99388
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ ระหว่างที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมาจำเลยทำสัญญากับ ภ. ว่าไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิไถ่ถอน ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ ภ. ถือได้ว่า เป็นการขายขาดที่ดินให้แก่ ภ. โดยทำสัญญากันเอง จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่และภายในกำหนดระยะการขายฝาก จำเลยย่อมมีสิทธินำที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 497 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิไถ่การขายฝากที่ดินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระมัดจำในวันทำสัญญา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๔๓๐,๐๐๐ บาท จะชำระเมื่อจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านตามฟ้องไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ก็ทราบดีว่า ทรัพย์พิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นกรรมสิทธิ์ของ ภ. จำเลยมิใช่เจ้าของทรัพย์สิน จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๑๖๗ ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๖๐/๑ แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๑ บัญญัติว่า "ขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้" ดังนั้น สัญญาขายฝากจึงเป็นสัญญาซึ่งผู้ซื้อรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากไปจากผู้ขายฝาก โดยมีเงื่อนไขบังคับหลังว่า เมื่อผู้ขายฝากมาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายในกำหนดระยะเวลาขายฝากแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากก็จะเปลี่ยนมือกลับมาเป็นของผู้ขายฝากตามเดิม ดังนั้น การที่จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ มีกำหนดไถ่ถอน ๓ ปี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๓ ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกันเองระหว่างจำเลยกับ ภ. ว่าจำเลยไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิในการไถ่ถอนทรัพย์พิพาท อันถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขายขาดทรัพย์พิพาทให้แก่ ภ. ผู้รับซื้อฝากโดยทำสัญญากันเอง สัญญาขายขาดฉบับหลังนี้จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นจำเลยผู้ขายฝากจึงยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากรายนี้ได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่ ดังนั้น ภายในกำหนดระยะการขายฝากจำเลยย่อมมีสิทธินำทรัพย์พิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๗ ก็ยังได้กำหนดบุคคลที่จะใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากไว้ และใน (๒) กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธินั้นมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีสิทธิไถ่ทรัพย์พิพาทได้ด้วย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๘,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 491 ม. 497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววาสินี ธีรพงศ์ธาดา
จำเลย — นางจินตนาหรือสายสุรีย์ จันทรบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจักร อุตตโม
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ มีอาสา
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
ชวลิต ธรรมฤาชุ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2543
#34986
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 275 และ 278

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเคยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยขณะที่ยังเป็นใบจอง โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนแล้วภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ในขณะยึดที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีจึงจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์ไม่ได้ เมื่อจำเลยขอออกโฉนดที่ดินแล้วและโจทก์มาขอนำยึดที่ดินดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้จะเกินสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาแต่ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ไว้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดิม ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน2529 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 27,958 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วโจทก์นำยึดที่ดินตามใบจองเลขที่ 70 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด มีผู้ซื้อทรัพย์ได้ แต่ศาลชั้นต้นไม่สามารถจ่ายเงินให้โจทก์ได้ เพราะที่ดินตามใบจองอยู่ในบังคับห้ามโอนและไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

วันที่ 20 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำขอว่า ประสงค์จะนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16441 (เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามใบจองเลขที่ 70)ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าสำนวนคดีนี้ได้ถูกปลดออกก่อนกำหนด คงเหลือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชั้นบังคับคดีเท่านั้นดังนั้นเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีจึงขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่อีกครั้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้ร้องขอให้เริ่มดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้ยกคำขอของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27มิถุนายน 2529 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 27,958 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามใบจองเลขที่ 70 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในบังคับห้ามโอนและไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงไม่อนุญาตให้โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2542 โจทก์ประสงค์จะยึดที่ดินแปลงดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้จำเลยที่ 1 ได้นำมาออกโฉนดเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 16441 แต่ปรากฏว่าสำนวนถูกปลดออก คงเหลือแต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์รับเงินจากการขายทอดตลาด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เนื่องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดี ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 276 เมื่อออกหมายบังคับคดีแล้ว ให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เว้นแต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้นำหมายไปให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเอง และตามมาตรา 278 นับแต่วันที่ออกหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจที่จะยึดหรืออายัด และยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เมื่อพิเคราะห์บทกฎหมายดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นว่าการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเคยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวขณะที่ยังเป็นใบจองเลขที่ 70 โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนแล้วภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ปรากฏว่าในขณะยึดครั้งนั้นที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีจึงจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์ไม่ได้ เมื่อโจทก์มาขอนำยึดที่ดินดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้จะเกินสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271ไว้แล้ว แต่เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าสำนวนได้ถูกปลดออกคงเหลือหลักฐานแต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นบังคับคดีเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16441 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดิมของจำเลยที่ 1 ได้

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเฉพาะจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16441 ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275 ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อารมย์ พึ่งแพง
จำเลย — นาง แสวง มีอิ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2543
#66171
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 275 และ 278

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเคยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยขณะที่ยังเป็นใบจอง โดยได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนแล้วภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ในขณะยึดที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีจึงจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์ไม่ได้ เมื่อจำเลยขอออกโฉนดที่ดินแล้วและโจทก์มาขอนำยึดที่ดินดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้จะเกินสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาแต่ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 271 ไว้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดิมของจำเลยได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275 ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ พึ่งแพง
จำเลย — นางแสวง มีอิ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายกวินทร์ ศิริวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2543
#98948
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างถนนสายอักษะตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 และจำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการเวนคืนที่ดินดังกล่าวตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ฉะนั้นที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกเวนคืนตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองฉบับดังกล่าว แต่เนื่องจากพฤติการณ์ของ บ. แสดงออกชัดว่าได้ยอมสละที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะเพื่อสร้างถนนสายอักษะตั้งแต่ปี 2508 และรับเงินค่าตอบแทนไปบ้างแล้ว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ต่อมาภายหลัง บ. ได้โอนที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทด้วย ก็หาทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดที่ 928 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และถ้าคืนให้ไม่ได้ขอให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ในราคาไร่ละ 4,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54,480,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์จำนวน 9,670 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,345,375 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 110,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า ไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินโฉนดที่ 928 ตำบลทวีวัฒนา (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เพื่อก่อสร้างถนนสายอักษะตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 และจำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการเวนคืนที่ดินแปลงนี้ตามขั้นตอนและเงื่อนไขแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 และก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการเวนคืนที่ดินแปลงนี้ตามขั้นตอนและเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ดินโฉนดที่ 928 ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่? อำเภอตลิ่งชัน? พ.ศ. 2497 และพระราชกฤษฎีกาที่สืบเนื่องต่อกันมาจนถึงฉบับสุดท้าย พ.ศ. 2509 ที่ถูกใช้สร้างถนนสายอักษะอันเป็นถนนสาธารณะแล้วนั้นไม่ได้ถูกเวนคืนตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 และ พ.ศ. 2530 แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการสร้างถนนสายอักษะบนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ซึ่งเป็นทางสาธารณะแล้ว จึงมีปัญหาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นของรัฐด้วยเหตุใด เกี่ยวกับเรื่องนี้ พยานจำเลยเบิกความว่า การเวนคืนที่ดินพิพาทเพื่อใช้ตัดถนนสายอักษะซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่จะทำให้ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่กว่า 45 ไร่ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนของที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนมีด้านหนึ่งอยู่ติดถนนสายนี้ สภาพที่ดินจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากจะมีราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนหลายเท่าตัว ซึ่งเชื่อว่านางบุญเรียมก็คงเห็นถึงประโยชน์มากมายที่ตนจะได้รับจากการที่ที่ดินพิพาทถูกใช้สร้างถนนสายอักษะด้วย จึงยินยอมสละที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในแนวเขตถนนสายอักษะให้เป็นทางสาธารณะแล้วไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกเลย ทางกรมโยธาเทศบาลซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของโครงการจึงเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทโดยปักไม้หมอนแสดงแนวเขตของถนนสายอักษะไว้ดังคำเบิกความของนายทองมวนและนายกำพล ส่วนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงว่าถูกถนนสายอักษะประมาณ 9 ไร่ นั้น เป็นเพียงการกะประมาณไว้โดยยังไม่ได้รังวัดว่าเนื้อที่ดินที่อยู่ในแนวเขตถนนที่แท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด แม้รังวัดแล้วมีเนื้อที่เป็น 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ก็ตาม ก็ยังคงอยู่ในส่วนที่นางบุญเรียมยอมสละให้เป็นทางสาธารณะแล้ว เพราะไม่ปรากฏว่าแนวเขตของถนนสายอักษะนี้ได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ เมื่อนางบุญเรียมยอมสละที่ดินพิพาทเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ประมาณปี 2508 ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันที โดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทางโฉนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ต่อมาภายหลังนางบุญเรียมได้โอนที่ดินโฉนดที่ 928 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์และโจทก์ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินโฉนดที่ 928 ทั้งแปลงก็หาทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ จำเลยคงมีหน้าที่เพียงชดใช้เงินอันเป็นการชดเชยที่นางบุญเรียมได้ยอมสละที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น คือไร่ละ 1,500 บาท เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา เป็นเงิน 20,295 บาท นางบุญเรียมได้รับชดใช้ไปแล้วเป็นเงิน 10,125 บาท จำเลยจึงต้องชดใช้อีกเป็นเงิน 10,170 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 10,170 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1305
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม. 4 ม. 8
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลโทนิพนธ์ ตรีเนตร
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ จันทรเวช
ชื่อองค์คณะ
กนก พรรณรักษา
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4719/2543
#37380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาร่วมค้ากับโจทก์ที่ 2 และที่ 3เพื่อเข้าประมูลงานโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร เมื่อได้งานแล้วกิจการร่วมค้าได้ทำสัญญาจ้างให้ โจทก์ที่ 1 ให้ออกแบบ เขียนแบบ ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมบุคลากร จำเลยที่ 1 ทำใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินเป็นงวด ๆ ตามความก้าวหน้าของงาน เมื่อกรุงเทพมหานครอนุมัติใบเรียกเก็บเงินและจ่ายเงินให้ กิจการร่วมค้าแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำเงินเข้าบัญชีของกิจการร่วมค้าจำเลยที่ 1 กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 เปิดบัญชีให้จำเลยที่ 1 ควบคุม บัญชีแต่เพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถรู้เห็น จำเลยที่ 1เคยนำเงินส่วนที่เป็นผลงานของโจทก์ที่ 1 มาชำระให้โจทก์ที่ 1 ตามสัญญา แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 หยุดชำระเงินดังกล่าว ขอให้จำเลย ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เงินที่จำเลยที่ 1และที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับตามสัญญา ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดถือเงินดังกล่าว หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อสัญญากำหนด เรื่องการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ แต่โจทก์ทั้งสามนำคดี มาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำกิจการร่วมค้ากับโจทก์ที่ 2 และที่ 3โดยร่วมกันประกอบธุรกิจในฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญในนาม "กิจการร่วมค้าพี-เพท/ลาน" เพื่อเข้าประมูลงานในโครงการออกแบบรวมและก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียหนองแขม-ภาษีเจริญ-ราษฎร์บูรณะของกรุงเทพมหานคร ต่อมากิจการร่วมค้าพี-เพท/ลาน ประมูลงานได้และได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ออกแบบ เขียนแบบ ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมบุคลากรตามแผนงาน เมื่อกรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติและจ่ายเงินให้กิจการร่วมค้า จำเลยที่ 1 ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 เปิดบัญชีให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมบัญชีที่สามารถนำเงินของหุ้นส่วนทั้งสามเข้าฝากและสั่งจ่ายเงินจากบัญชีได้แต่เพียงผู้เดียว โดยที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารทราบข้อเท็จจริงว่าเงินที่นำไปฝากนั้นกิจการร่วมค้าเป็นเจ้าของร่วมกันและจำเลยที่ 1 ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 งดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 โดยร่วมกันเบียดบังเงินของโจทก์ที่ 1 ไปใช้ในงานอื่น อันทำให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3ได้รับความเสียหายด้วย เนื่องจากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนของกิจการร่วมค้าและเป็นเจ้าของบริษัทโจทก์ที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 74,916,465.84 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,776,254.70 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสามครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาร่วมค้ากับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 หรือกิจการร่วมค้า การโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 หากมี เป็นการกระทำโดยผู้แทนกิจการร่วมค้าในนามกิจการร่วมค้า จำเลยที่ 1 หรือกิจการร่วมค้ามิได้ผิดสัญญากับเพท/ลาน เอ็นจิเนียส์ แต่เพท/ลาน เอ็นจิเนียส์ เป็นฝ่ายผิดสัญญาและทิ้งงานจนกิจการร่วมค้าต้องว่าจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานตามสัญญาต่อโจทก์นำคดีมาฟ้องศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือพิพากษายกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 1 ในการเปิดบัญชีเดินสะพัดเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสามควบคุมการจ่ายเงินออกจากบัญชี ผู้ที่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1คือกิจการร่วมค้าซึ่งเป็นคู่สัญญาจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องจำเลยที่ 2 ไม่เคยแนะนำไม่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินแก่โจทก์ที่ 1 กิจการร่วมค้าได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่างานระหว่างกิจการร่วมค้ากับกรุงเทพมหานครให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด(มหาชน) และบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่างานระหว่างบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) กับกิจการร่วมค้าให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการชำระหนี้ของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะนำเงินมาชำระหนี้หรือนำเข้าบัญชีของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้โดยชอบขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์มิใช่คำฟ้องเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่โจทก์บรรยายถึงสัญญาว่าจ้างออกแบบ ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมบุคลากรเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ก็เพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์ แต่สัญญาดังกล่าวไม่เป็นประเด็นในการฟ้องร้อง ประเด็นในคดีนี้อยู่ที่ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดถือเงินของโจทก์ได้หรือไม่ จึงไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าตามฟ้องโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำสัญญาร่วมค้ากับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 เพื่อเข้าประมูลงานโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร เมื่อได้งานแล้วกิจการร่วมค้าได้ทำสัญญาจ้างให้โจทก์ที่ 1 ให้ออกแบบ เขียนแบบให้คำปรึกษาและฝึกอบรมบุคลากรตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ในการเรียกเก็บเงินค่าจ้างจากกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้ทำใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินเป็นงวด ๆ ตามความก้าวหน้าของงานและเมื่อกรุงเทพมหานครอนุมัติใบเรียกเก็บเงินและจ่ายเงินให้กิจการร่วมค้าแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำเงินเข้าบัญชีของกิจการร่วมค้า แต่จำเลยที่ 1 หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 เปิดบัญชีให้จำเลยที่ 1 ควบคุมบัญชีแต่เพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้าไม่สามารถรู้เห็นจำเลยที่ 1 เคยนำเงินส่วนที่เป็นผลงานของโจทก์ที่ 1 มาชำระให้โจทก์ที่ 1ตามความในข้อ 62 ของสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 หยุดชำระเงินดังกล่าว เมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 โดยความร่วมมือของจำเลยที่ 2 ยังคงยึดเงินของโจทก์ที่ 1ไว้นับแต่เดือนสิงหาคม 2541 เป็นเงิน 71,776,254.70 บาท จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ เงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับตามสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดถือเงินดังกล่าวหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวเมื่อสัญญาดังกล่าวข้อ 8 กำหนดเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ โดยข้อ 8.2 ระบุว่า หากข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งที่เกิดจากสัญญานี้ไม่สามารถตกลงกันได้ฉันมิตรตามที่กล่าวข้างต้น (ข้อ 8.1)ให้นำข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งนั้นเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ แต่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จึงเป็นกรณีคู่สัญญาฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทริทเลอร์ โฮลดิ้ง บี.วี. กับพวก
จำเลย — บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2543
#33245
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดเวลา "หนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ในการยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หมายถึงกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลาง แล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ และแม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดียังไม่ถึงที่สุด

เหตุเกิดในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลบังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์อยู่ จึงเป็นผู้มีอำนาจร้องขอคืนของกลางได้การที่ผู้ร้องยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนไปจากผู้ร้องและจะถือว่าผู้ร้องทำไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ซึ่งตามทางนำสืบก็มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) (7) (8) (ที่ถูกมาตรา 335(1) (7) (8) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุกคนละ 9 เดือน ริบรถจักรยานยนต์และถุงผ้าของกลาง ส่วนนกเขียวและกรงนกของกลางคืนเจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 2,500 บาทอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลยไว้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียนตรัง น - 1829 ของกลางได้ให้นางสาวละม่อม เกลี้ยงทิพย์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางราคา 42,400 บาท โดยผู้เช่าซื้อทั้งสองชำระเงินดาวน์จำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,200 บาท เป็นเวลา 27 เดือนระหว่างสัญญาจำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดคดีนี้ โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้มีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกินกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงเสนอคำขอต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด คำว่า "หนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด"หมายถึง กำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลาง แล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ดังที่โจทก์ฎีกาคดีนี้แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาคดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 การที่ผู้ร้องร้องขอคืนของกลางวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จึงเป็นการร้องขอต่อศาลภายใน 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางคืน แสดงว่าผู้ร้องใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลาง เห็นว่า เหตุเกิดในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลบังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์อยู่ จึงเป็นผู้มีอำนาจร้องขอคืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ การที่ผู้ร้องยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหาทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนไปจากผู้ร้อง และจะถือว่าผู้ร้องทำไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ซึ่งตามทางนำสืบก็มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตรัง เอส ที กลการ
จำเลย — นายดม สังกาญจน์หรือสั่งการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2543
#91211
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงเสนอคำขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วัน คำพิพากษาถึงที่สุด คำว่า "หนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" หมายถึงกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลางแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีนี้แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) (๘) (ที่ถูก มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) (๘) วรรคสอง), ๓๓๖ ทวิ จำคุกคนละ ๙ เดือน ริบรถจักรยานยนต์และถุงผ้าของกลาง ส่วนนกเขียวและกรงนกของกลางคืนเจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๒,๕๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี โดยคุมประพฤติจำเลยไว้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกินกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖ หรือไม่ เห็นว่า ป.อ. มาตรา ๓๖ บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงเสนอคำขอต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด คำว่า "หนึ่งปีนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด" หมายถึง กำหนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่คดีเรื่องนั้นถึงที่สุด โดยเริ่มนับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบของกลาง แล้วไม่มีฝายใดอุทธรณ์ดังที่โจทก์ฎีกา คดีนี้แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในเรื่องริบของกลางแต่จำเลยยังอุทธรณ์เรื่องขอให้ รอการลงโทษจำคุกอยู่ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกา คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ การที่ผู้ร้องร้องขอคืนของกลางเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงเป็นการร้องขอต่อศาลภายใน ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรัง เอส ที กลการ
จำเลย — นายดม สังกาญจน์หรือสั่งการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพิสุทธิ์ สุวบุญประภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมพันธ์ พันธุสิริ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4690/2543
#33244
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หมายความว่าไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราดังกล่าวตามสัญญาได้ดังนี้จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี โดยเริ่มแรกคิดเพียงร้อยละ 12.25 ต่อปีและต่อมาปรับเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้กลายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด

ส่วนข้อตกลงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระเงินกู้ตามกำหนดงวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้นั้น หมายถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้วผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ19 ต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้นที่เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 19 ต่อปีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 306,759.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 260,331.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49633 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายกพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับคือสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่หนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 มีใจความชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และหนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองก็มีใจความว่า ผู้จำนองตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีเช่นกัน จากข้อสัญญาดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามสัญญาได้อยู่แล้ว ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี กล่าวคือเริ่มแรกคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี และต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้ซึ่งไม่ใช่เบี้ยปรับกลายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงตามสัญญากู้เงินข้อ 3 ที่มีใจความว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดในข้อ 1 เมื่อใดก็ได้นั้น หมายถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่ต้องชำระเป็นรายเดือนแล้วผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้น ที่เป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 19 ต่อปีสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 19 ต่อปีไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 19 ต่อปีลงเหลือร้อยละ 16 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 306,759.48 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 249,976.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางศิริรัตน์ การะกูลหรือการะกุล
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4679/2543
#33243
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุบาดหมางกัน วันเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นฝ่ายมาหาจำเลย แม้ผู้เสียหายจะทวงเงินจากจำเลยไม่ได้ ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแสดงอาการไม่พอใจหรือต่อว่าจำเลย ส่วนที่จำเลยขอเงินจากผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายบอกว่าไม่มี สาเหตุเท่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยถึงกับจะคิดฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยพูดว่า "ถ้าไม่ให้มึงตาย" จะถือเอาเป็นจริงตามคำพูดนั้นหาได้ไม่ ต้องดูพฤติการณ์อื่นที่เกิดขึ้นประกอบด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยยืนติดกับล้อรถจักรยานยนต์ด้านหน้าไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะทำร้ายผู้เสียหายได้ถนัด มีดโกนของกลางมีใบมีดกว้างเพียง 1 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร เป็นมีดโกนเก่าที่จำเลยเคยใช้โกนหนวดและเคราให้ผู้เสียหายโดยสภาพแล้วไม่ใช่อาวุธ แม้จำเลยจะใช้ปาดที่บริเวณลำคอแต่ก็ปาดครั้งเดียว บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นเพียงแผลลึกถึงใต้ชั้นผิวหนังแพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษา 7 วันและไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้มีดโกนของกลางทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำ โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายคงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะข้อความที่ตัดสินว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดไม่อาจบ่งชี้เจตนาของจำเลยที่จะฆ่าผู้เสียหาย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นได้ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยฎีกาได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกา และแม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ไว้ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมายังไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ชัดเจนตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับผู้เสียหายเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.30 นาฬิกาผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปกับบุตรสาวเพื่อทวงเงินจากจำเลย ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ที่ถนนหน้าบ้านของจำเลย จำเลยออกจากบ้านมายืนติดกับล้อรถจักรยานยนต์ด้านหน้า ผู้เสียหายถามว่าทำไมไม่เอาเงินไปให้จำเลยบอกว่าใช้หมดแล้วและขอให้ผู้เสียหายเอาเงินมาให้ ผู้เสียหายบอกว่าไม่มีจำเลยล้วงเอามีดโกนของกลางมีด้ามจับใบมีดกว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตรมาปาดที่ลำคอของผู้เสียหาย1 ครั้งพร้อมกับพูดว่า "ถ้าไม่ให้มึงตาย" เป็นเหตุให้ผู้เสียหายมีบาดแผลที่ลำคอยาว 10 เซนติเมตร ลึกถึงใต้ชั้นผิวหนัง ไม่ถูกหลอดลมหรือเส้นเลือดใหญ่แพทย์เย็บบาดแผล 18 เข็มและลงความเห็นว่าบาดแผลใช้เวลารักษา 7 วันถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เห็นว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุบาดหมางกัน วันเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นฝ่ายมาหาจำเลย แม้ผู้เสียหายจะทวงเงินจากจำเลยไม่ได้ ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแสดงอาการไม่พอใจหรือต่อว่าจำเลย ส่วนที่จำเลยขอเงินจากผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายบอกว่าไม่มีสาเหตุเท่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยถึงกับจะคิดฆ่าผู้เสียหายการที่จำเลยพูดว่า "ถ้าไม่ให้มึงตาย" จะถือเอาเป็นจริงตามคำพูดนั้นหาได้ไม่ ต้องดูพฤติการณ์อื่นที่เกิดขึ้นประกอบด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยยืนติดกับล้อรถจักรยานยนต์ด้านหน้า ไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะทำร้ายผู้เสียหายได้ถนัด มีดโกนของกลางมีใบมีดกว้างเพียง 1 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร ผู้เสียหายเบิกความว่าเป็นมีดโกนเก่าที่จำเลยเคยใช้โกนหนวดและเคราให้ผู้เสียหาย โดยสภาพแล้วไม่ใช่อาวุธ แม้จำเลยจะใช้ปาดที่บริเวณลำคอแต่ก็ปาดครั้งเดียว บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นเพียงแผลลึกถึงใต้ชั้นผิวหนัง แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษา 7 วัน และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้มีดโกนของกลางทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย อนึ่ง ผู้เสียหายเบิกความไว้ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แล้ว ผู้เสียหายให้อภัยและไม่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษทางอาญา ประกอบกับข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ไม่พบประวัติการกระทำผิดของจำเลยและจำเลยยังมีภาระต้องอุปการะบุตร 3 คน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งและคุมความประพฤติไว้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้งภายใน 1 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาง ติ่ง สุธรรมา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2543
#99102
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าผู้ค้ำประกันหรือจำเลยที่ 1 ขอมอบสิทธิการเช่าดังกล่าวให้ไว้แก่ผู้ให้กู้หรือโจทก์เป็นจำนำ และระบุไว้ชัดแจ้งว่า ในกรณีที่ผู้กู้หรือจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามกำหนดโจทก์มีสิทธิเอาทรัพย์ที่จำนำออกขายทอดตลาดได้ ดังนี้แม้ขณะโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาดังกล่าว สิทธิตามสัญญาเช่าไม่ใช่สังหาริมทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 101 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะทำสัญญาจึงไม่อาจจำนำได้ก็ตาม แต่ตามข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 โดยชัดแจ้งว่าตกลงให้สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้และหากผู้กู้ผิดนัดโจทก์ต้องนำสิทธิการเช่าดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะทำหนังสือให้ไว้แก่เทศบาลเมืองขอนแก่นว่ายินยอมโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ก็เป็นเพียงหนังสือยืนยันว่าจำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้โจทก์หรือบุคคลอื่นเมื่อขายทอดตลาดสิทธิการเช่าดังกล่าวแล้วเท่านั้น การที่โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าของจำเลยที่ 1 มาเป็นของโจทก์แล้วทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองขอนแก่นโดยไม่ได้ขายทอดตลาด ทั้งโจทก์ตีราคาสิทธิการเช่าอาคารพิพาทไว้ล่วงหน้าโดยไม่ปรากฏราคาท้องตลาด จึงเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 การรับโอนสิทธิการเช่าของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 5/13 ถนนชวนชื่น ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดถึงวันฟ้องจำนวน 29,412 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 516 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากอาคารเลขที่ 5/13 ของโจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าการรับโอนสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 5/13 ถนนชวนชื่น ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ของโจทก์เป็นโมฆะ ให้โจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 5/13 ดังกล่าวคืน เป็นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 300,000 บาท หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 5/13 ถนนชวนชื่น ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 29,412 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 516 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 51/3 ถนนชวนชื่น ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,200 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2520 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ สาขาขอนแก่น จำนวน 300,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดดอกเบี้ยทบต้นเดือนละหนึ่งครั้ง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ได้นำสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ราชพัสดุห้องพิพาทตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2520 และบันทึกค่ายินยอมลงวันที่เดียวกันมามอบไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย ดังปรากฏตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 หลังจากนั้นในวันที่ 15 มกราคม 2524 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์สาขาขอนแก่นอีกฉบับหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาท โดยครั้งนี้จำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 2 ได้มอบสมุดฝากเงินประจำพิเศษที่ธนาคารโจทก์ไว้แก่โจทก์เป็นประกัน ดังปรากฏตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาจนถึงปี 2529 จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสองฉบับจำนวน 1,984,846.60 บาท โจทก์ได้นำเอาเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ให้ไว้เป็นประกันมาหักชำระหนี้บางส่วนแล้วจำนวน 342,501.49 บาท จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,642,344.11 บาท โจทก์จึงใช้สิทธิขอรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทของจำเลยที่ 1 มาเป็นของโจทก์จากเทศบาลเมืองขอนแก่น โดยโจทก์มิได้คิดคำนวณเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือสิทธิของการเช่านั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ซึ่งโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองขอนแก่นผู้ให้เช่าเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2531 มีกำหนด 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2529 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 อัตราค่าเช่าเดือนละ 516 บาท และโจทก์ได้ชำระค่าเช่าแก่เทศบาลเมืองขอนแก่นตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,412 บาท แต่โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองอาคารพาณิชย์ห้องพิพาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 และบริวารเป็นผู้อยู่อาศัยและยึดถือครอบครองตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การที่โจทก์ขอรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทมาเป็นของโจทก์แล้วทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองขอนแก่นชอบหรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 7 ระบุว่าผู้ค้ำประกันหรือจำเลยที่ 1 ขอมอบสิทธิการเช่าดังกล่าวให้ไว้แก่ผู้ให้กู้หรือโจทก์เป็นจำนำ และข้อ 9 ระบุไว้ชัดแจ้งว่าในกรณีที่ผู้กู้หรือจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามกำหนด โจทก์มีสิทธิที่จะเอาทรัพย์ที่จำนำออกขายทอดตลาดได้ ดังนี้ แม้ขณะโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาดังกล่าว สิทธิตามสัญญาเช่าไม่ใช่สังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 101 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะทำสัญญา จึงไม่อาจจำนำได้ก็ตาม แต่ตามข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 โดยชัดแจ้งว่าตกลงให้สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ และหากผู้กู้ผิดนัดโจทก์ต้องนำสิทธิการเช่าดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะทำหนังสือให้ไว้แก่เทศบาลเมืองขอนแก่นว่ายินยอมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 ก็เป็นเพียงหนังสือยืนยันว่าจำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือบุคคลอื่นเมื่อขายทอดตลาดสิทธิการเช่าดังกล่าวแล้วเท่านั้น การที่โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มาเป็นของโจทก์แล้วทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองขอนแก่นโดยไม่ได้ขายทอดตลาด ทั้งได้ความจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเคยประกาศขายสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ในละแวกใกล้เคียงกับอาคารพิพาทจำนวน 2 ห้อง ได้ราคา 2,000,000 บาทเศษ ดังนี้ การที่ธนาคารโจทก์ตีราคาสิทธิการเช่าอาคารพิพาทไว้ล่วงหน้าเพียง 300,000 บาท โดยไม่ปรากฏราคาท้องตลาด จึงเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 การรับโอนสิทธิการเช่าของโจทก์จึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ยกฎีกาจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 101 (เดิม) ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด
จำเลย — นางลักษณี บุญสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายประสงค์ จรูญรัตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิบูลย์ นนทสูติ
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2543
#91210
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับจำเลยแก้ไขชื่อผู้ถือสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 150 และ 151 ตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่ง คำขอท้ายฟ้องเช่นนั้นมีความหมายว่า ขอให้จำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งนั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจพิพากษา ให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๙, ๒๑, ๔๒๖ ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดถือสิทธิครอบครองร่วมกึ่งหนึ่งของ ที่ดินทั้งสามแปลง และดำเนินการจดทะเบียนแก้ใขชื่อผู้มีสิทธิเดิมตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๕๐ และ ๑๕๑ ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งสองแปลง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้จำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก

จำเลยให้กาว่า ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกทุกแปลงเป็นทรัพย์ที่จำเลยทำมาหาได้ร่วมกับเจ้ามรดก ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแล้ว จำเลยมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกในส่วนของจำเลยกึ่งหนึ่งโดยไม่มีหน้าที่ที่จะไปจัดการทรัพย์มรดกที่ไม่ใช่ส่วนของจำเลย จำเลยครอบครองที่ดินทั้งห้าแปลง ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า ๑๓ ปีแล้ว โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง บิดามารดาของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง ทรัพย์มรดกภายใน ๑ ปี โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลึง ทิมบึงพร้าว ส่งมอบการครอบครองและดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙, ๒๑, ๔๒๖ ให้แก่ โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งของทุกแปลง หากจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๕๐ และ ๑๕๑ ให้โจทก์ทั้งเจ็ด กึ่งหนึ่ง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๒ โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับจำเลยแก้ไขชื่อผู้ถือสิทธิตามแบบแจ้ง การครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๕๐ และ ๑๕๑ ตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่ง คำขอท้ายฟ้องเช่นนั้นมีความหมายว่า ขอให้จำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งนั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดกึ่งหนึ่งได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไฉน ทิมบึงพร้าว กับพวก
จำเลย — นางลับ นิ่มสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวรพจน์ อินทวดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสู่บุญ วุฒิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา