คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3079/2563
#662411
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนนั้น แม้จำเลยรับราชการเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16 (1) แต่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องโต้แย้งต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารเพื่อศาลชั้นต้นจะได้ดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 แสดงว่าจำเลยยอมรับเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเองก็มิได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลส่งไปให้ศาลทหารทำความเห็นกลับมาเช่นกัน กรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องบรรยายชัดแจ้งว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นทหารอันเป็นการยืนยันว่าขณะเกิดเหตุและขณะฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16 (1) ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ศาลตรวจคำฟ้องและมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเป็นต้นไป โดยศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ซึ่งใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยมีอาชีพรับราชการซึ่งจัดเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีไปได้ เกี่ยวกับปัญหานี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร... ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลเดิมนั้นต่อไป (2) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งที่คู่ความอ้าง และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าวให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น... (3) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง... วรรคสอง คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (3) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีกวรรคสาม ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม เห็นว่า ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนนั้น แม้จำเลยรับราชการเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16 (1) แต่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องโต้แย้งต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารเพื่อศาลชั้นต้นจะได้ดำเนินการต่อไป แสดงว่าจำเลยยอมรับเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเองก็มิได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลส่งไปให้ศาลทหารทำความเห็นกลับมาเช่นกัน กรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องบรรยายชัดแจ้งว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นทหารอันเป็นการยืนยันว่าขณะเกิดเหตุและขณะฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16 (1) ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ศาลตรวจคำฟ้องและมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเป็นต้นไป โดยศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ซึ่งใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 16 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาว น.
จำเลย — พันเอก ก. หรือนาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2563
#662407
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 17/1 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด เว้นแต่เป็นการประกอบการค้าในพื้นที่ของอาคารชุดที่จัดไว้ตามวรรคหนึ่ง เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 โดย พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 32 มิให้นำมาตรา 17/1 มาใช้บังคับแก่อาคารชุดซึ่งได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดและมีห้องชุดที่ใช้เพื่อการประกอบการค้าอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม ครั้งที่ 1/2553 วันที่ 18 มีนาคม 2553 อนุมัติให้นิติบุคคลอาคารชุด ช. ลงนามในบันทึกร่วมกันให้จำเลยที่ 1 นำพื้นที่ส่วนบุคคลนอกห้องชุดและพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง (บางส่วน) ดำเนินการให้มีร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้านเสริมสวย สปา และสำนักงานของจำเลยที่ 1 บริเวณที่จอดรถชั้น 5 จึงรับฟังว่าจำเลยทั้งสองปรับปรุงพื้นที่ขึ้นมาภายหลังปี 2553 หลังจาก พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 17/1 วรรคสอง มีผลใช้บังคับโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยทั้งสองจึงต้องรื้อถอนร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้านเสริมสวย สปา และสำนักงานของจำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่ลานจอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้าน SPA ห้องสำนักงานของจำเลยที่ 1 ห้องเก็บของและห้องน้ำของจำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่ลานจอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียมและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางดังกล่าวกลับเป็นลานจอดรถเหมือนเดิม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้าน SPA ห้องสำนักงานของจำเลยที่ 1 ห้องเก็บของและห้องน้ำของจำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่ลานจอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางดังกล่าวกลับเป็นลานจอดรถยนต์เหมือนเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ชาเทรียมซึ่งเป็นอาคารชุดเพื่ออยู่อาศัย ทะเบียนอาคารชุด 12/2550 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2240, 2241, 2623, 51363 พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2550 ชื่อ นิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียม โจทก์กับนายปธิกร เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวเลขที่ 26/140 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 26/1 และ 26/2 กับเลขที่ 26/276 ถึง 26/284 พร้อมที่จอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลนอกห้องชุด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียม โจทก์อ้างว่าเมื่อปี 2553 จำเลยที่ 1 นำพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางบางส่วนของอาคารชุด ชาเทรียม อันได้แก่พื้นที่ห้องโถง ช่องจอดรถยนต์ และถนนภายในบริเวณอาคารชุดจอดรถชั้นที่ 1, 2, 3, 5 และ 6 ไปก่อสร้างเป็นร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้าน SPA ห้องสำนักงานของจำเลยที่ 1 ห้องเก็บของและห้องน้ำของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้าน SPA ห้องสำนักงานของจำเลยที่ 1 ห้องเก็บของและห้องน้ำของจำเลยที่ 1 ออกจากพื้นลานจอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียม หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 มีนาคม 2551 ซึ่งมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยมาตรา 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 17/1 ว่า "ในกรณีที่มีการจัดพื้นที่ของอาคารชุดเพื่อประกอบการค้าต้องจัดระบบการเข้าออกในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการเฉพาะไม่ให้รบกวนความเป็นอยู่โดยปกติสุขของเจ้าของร่วม" และวรรคสอง ความว่า "ห้ามผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด เว้นแต่เป็นการประกอบการค้าในพื้นที่ของอาคารชุดที่จัดไว้ตามวรรคหนึ่ง" กับมาตรา 30 ให้เพิ่มหมวด 8 บทกำหนดโทษ โดยมาตรา 65 ความว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17/1 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่" กรณีย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 กฎหมายจำกัดสิทธิห้ามประกอบการค้าในอาคารชุด เว้นแต่เป็นการประกอบการค้าในพื้นที่ของอาคารชุดที่จัดไว้ ซึ่งในกรณีที่มีการจัดพื้นที่ของอาคารชุดเพื่อประกอบการค้าต้องจัดระบบการเข้าออกในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเฉพาะไม่ให้รบกวนความเป็นอยู่โดยปกติสุขของเจ้าของร่วม อย่างไรก็ดี มาตรา 32 บัญญัติว่า "มิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 17/1 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่อาคารชุดซึ่งได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดและมีห้องชุดที่ใช้เพื่อการประกอบการค้าอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ดังนั้น อาคารชุดที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งข้อจำกัดสิทธิห้ามประกอบการค้าในอาคารชุดตามมาตรา 17/1 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 นอกจากเป็นอาคารชุดที่ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ใช้บังคับแล้ว ยังต้องมีห้องชุดที่ใช้เพื่อการประกอบการค้าอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ใช้บังคับด้วย แต่ได้ความจากนายวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเบิกความถึงเรื่องนี้อ้างถึงการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม ครั้งที่ 1/2553 วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2553 ที่อนุมัติให้นิติบุคคลอาคารชุด ชาเทรียม ลงนามในบันทึกข้อตกลงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน การชำระค่าใช้จ่ายและข้อตกลงต่างตอบแทน กับจำเลยที่ 1 และบันทึกข้อตกลงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน การชำระค่าใช้จ่ายและข้อตกลงต่างตอบแทนลงวันที่ 22 มีนาคม 2553 ให้จำเลยที่ 1 นำพื้นที่ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลนอกห้องชุดและพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง (บางส่วน) ดำเนินการให้มีร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้านเสริมสวย สปา และสำนักงานบริเวณที่จอดรถชั้น 5 ใช้พื้นที่ในการทำประโยชน์อื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเพิ่งปรับปรุงพื้นที่ขึ้นมาในภายหลังเมื่อปี 2553 ไม่มีเหตุผลที่ควรฟังว่าร้านกาแฟ STARBUCK ร้านตัดผม SALON ร้าน SPA สำนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นพื้นที่อาคารชุดจัดไว้เพื่อประกอบการค้าก่อนที่พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ โดยยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวในฎีกา เพราะขัดกับข้อเท็จจริงแห่งคดี กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอาคารชุด ชาเทรียมอยู่ในบังคับมาตรา 17/1 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ม. 17/1 วรรคสอง ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุจิตรา พัฒนภักดี
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ประมวญ รักศิลธรรม
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3059/2563
#662888
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามบทมาตราดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องจำเลยเพียงแต่มีและพาอาวุธปืนพกของกลางไปตามถนนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีและพากระสุนปืนไปด้วย พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้มีเจตนาพาอาวุธปืนไปเพื่อประกอบอาชญากรรมหรือกระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้นตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีประวัติก่อเหตุร้ายหรือมีนิสัยใจคอก้าวร้าวชอบตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรง ทั้งยังได้ความว่าหลังจากเรียนจบการศึกษาแล้วจำเลยประกอบอาชีพสวนยางสวนปาล์มน้ำมันและเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านเป็นอาชีพเสริม ทำให้เห็นว่า จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและประกอบอาชีพการงานที่สุจริต ยิ่งกว่านั้นภรรยาจำเลยยังให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเอาใจใส่ดูแลครอบครัวอย่างดี เมื่อพิจารณาว่าบุตรทั้งสองของจำเลยอายุเพียง 9 ขวบ และ 5 ขวบ หากจำเลยต้องโทษจำคุก นอกจากจะทำให้จำเลยต้องเสียประวัติ ยากแก่การแก้ไข ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อการแก้ไขจำเลยให้เป็นคนดีในสังคมแล้วยังจะทำให้ครอบครัวจำเลยได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก และให้เกิดผลในทางแก้ไขความประพฤติจำเลยให้อยู่ในกรอบสังคมอันดี สมควรลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ด้วย

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้น ไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามบทมาตราดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคสอง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายนพัตธร ฤทธิกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2563
#662634
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยมิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73/2

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยมิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาคดีนี้ และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายเพิ่มพูน พิศาลธุรกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวชิระ เศษแสงศรี
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3043/2563
#663004
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 3 มิได้สมคบเป็นตัวการร่วมกับผู้ร่วมกระบวนการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางมาตั้งแต่เริ่มต้นติดต่อและตกลงซื้อขายหรือในการรับมอบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางนำไปส่งให้ผู้ล่อซื้อหรือการคอยรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้สมคบกับจำเลยอื่นเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 6 (1) ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาในคำขอท้ายฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามบทบัญญัติดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 86 เท่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนแรก

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8, 14 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด 4 เครื่อง ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนดคดีละ 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2558 และ 3487/2558 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม, 102 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 102) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียว) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน และฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ฐานเสพเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ฐานเสพเฮโรอีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน) เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเสพเฮโรอีน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คกข เชียงราย 655 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 9725 xxxx หมายเลข 08 0131 xxxx และหมายเลข 06 3813 xxxx ของกลาง ส่วนคำขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนดคดีละ 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2558 และ 3487/2558 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เมื่อคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจบวกโทษ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และให้ยกฟ้องในข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง หมายเลข 09 8729 xxxx และหมายเลข 06 1790 xxxx แก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 อีกกระทงหนึ่ง ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน ฐานสมคบโดยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 3 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่คุมความประพฤติ ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 09 8729 xxxx และหมายเลข 06 1760 xxxx ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 มิได้สมคบเป็นตัวการร่วมกับผู้ร่วมกระบวนการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางมาตั้งแต่เริ่มต้นติดต่อและตกลงซื้อขายหรือในการรับมอบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางนำไปส่งให้ผู้ล่อซื้อหรือการคอยรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้สมคบกับจำเลยอื่นเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จึงไม่ชอบ จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 6 (1) ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาในคำขอท้ายฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามบทบัญญัติดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (3) ที่แก้ไขใหม่, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานสมคบกันโดยเป็นผู้สนับสนุน การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณัฏฐ์ลิตา เจริญเขษมมีสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3009/2563
#662195
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลาง 565 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่ ส. ซื้อมาจากจำเลย หลังจากที่จำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ส. โดยจำเลยได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายล้วนเป็นการกระทำของ ส. กับพวกโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้อง อีกทั้งในวันเกิดเหตุในคดีนี้จำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีส่วนร่วมในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยร่วมกับ ส. กับพวกมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย แต่การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ส. ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ถือว่าข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 12 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 37 ปี และปรับ 1,100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549 ร้อยตำรวจตรีชาญ และสิบตำรวจตรีทวัสชัย กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 435 ร่วมกันจับกุมนายสิทธิชัย ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วสืบสวนขยายผลได้ความว่า นายสิทธิชัยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายสุชาติ ทั้งสามารถล่อซื้อได้ ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2549 จึงมีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจนกระทั่งมีการจับกุมนายสุชาติ นายสายัณห์ และนายวิรัตน์ พร้อมเมทแอมเฟตามีน 565 เม็ด ดำเนินคดีฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด โดยศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายวิรัตน์ในความผิดดังกล่าว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2532/2549 ของศาลชั้นต้น และลงโทษนายสุชาติและนายสายัณห์ในความผิดฐานดังกล่าวตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2987/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยมาดำเนินคดี พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางไปตรวจพิสูจน์และได้รับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2987/2550 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการออกหมายจับจำเลยสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุคดีนี้เพียง 1 วัน ร้อยตำรวจตรีชาญกับพวกจับกุมนายสิทธิชัยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่งจากการซักถามเพื่อขยายผล นายสิทธิชัยให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายสุชาติและให้ความร่วมมือในการติดต่อล่อซื้อ ต่อมาในวันเกิดเหตุ นายสิทธิชัยติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายสุชาติ 190 เม็ด ในราคา 35,000 บาท โดยมีนายวิรัตน์เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด มาให้นายสุชาติ และจากการตรวจค้นยังพบเมทแอมเฟตามีนอีก 375 เม็ด ที่ตัวนายวิรัตน์ จากการสอบถามนายวิรัตน์ให้การว่า รับเมทแอมเฟตามีนมาจากนายสายัณห์ จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจไปนำตัวนายสายัณห์มาสอบถาม จากการสอบถามบุคคลทั้งสามได้ความว่า บุคคลทั้งสามร่วมกันมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยนายสายัณห์ให้การเพิ่มเติมว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาจำหน่าย โดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549 มีการโอนเงิน 50,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย การที่ร้อยตำรวจตรีชาญกับพวกสามารถจับกุมนายวิรัตน์ นายสุชาติ และนายสายัณห์ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง สืบเนื่องมาจากการขยายผลการจับกุมนายสิทธิชัย ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลทั้งสาม โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแต่อย่างใดว่า ร้อยตำรวจตรีชาญกับพวกปรักปรำบุคคลทั้งสาม แม้ในคดีนี้นายสายัณห์จะเบิกความว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและบังคับให้บอกว่า เงิน 50,000 บาท ที่โอนให้แก่จำเลยเป็นค่าเมทแอมเฟตามีน แต่คำเบิกความของนายสายัณห์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2987/2550 ของศาลชั้นต้น นายสายัณห์เบิกความว่า ขณะอยู่ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 435 ไม่ได้ถูกควบคุมตัวในห้องขัง เพียงแต่ถูกกักบริเวณและไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังเบิกความว่าไม่ได้พบจำเลยมานาน 10 ปีแล้ว ไม่เคยโอนเงินให้จำเลยและไม่เคยรู้จักหมายเลขบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลย นอกจากนี้สิบตำรวจตรีทวัสชัยเบิกความยืนยันว่า ระหว่างที่นายวิรัตน์ นายสุชาติ และนายสายัณห์ถูกควบคุมตัวที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ทั้งสามคนไม่มีใครถูกทำร้าย อันสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีมนัสพนักงานสอบสวนว่า ระหว่างสอบปากคำนายสายัณห์ และนายวิรัตน์สังเกตตามเนื้อตัวร่างกายไม่มีร่องรอยบาดแผลถูกทำร้ายและทั้งสองคนไม่ได้แจ้งว่าถูกทำร้าย ย่อมแสดงให้เห็นว่า ร้อยตำรวจตรีชาญกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่มีผู้ใดทำร้ายร่างกายนายสายัณห์และบังคับให้นายสายัณห์ต้องให้การตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบังคับ การที่ร้อยตำรวจตรีชาญทราบบัญชีของจำเลยและการโอนเงิน 50,000 บาท ของนายสายัณห์จึงเกิดจากคำบอกเล่าที่มิได้ถูกข่มขู่หรือบังคับของนายสายัณห์ทั้งสิ้น นอกจากนี้เมื่อตรวจดูการเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลย ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2987/2550 ของศาลชั้นต้นโดยตลอดแล้ว จะเห็นว่า นอกจากนายสายัณห์จะโอนเงิน 50,000 บาท ในวันที่ 16 มิถุนายน 2549 แล้ว ยังมีการโอนเงินจากตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง แม้จำเลยจะมีนายจเร พี่ชายของจำเลยเบิกความว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้ทยอยโอนเงินที่ยืมคืนจำเลย แต่จำนวนเงินที่จำเลยและนายจเรกล่าวอ้างว่าให้ยืมมีเพียง 300,000 บาท มิใช่ 650,736 บาท คำเบิกความของนายสายัณห์และนายจเรที่กล่าวอ้างว่าโอนเงินยืมคืนให้แก่จำเลยจึงขัดแย้งกับคำเบิกความของนายสายัณห์ในคดีดังกล่าวและขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยมีการเคลื่อนไหวทางบัญชีที่ผิดปกติดังกล่าวนี้เชื่อได้ตามคำให้การของนายสายัณห์ว่า เป็นการโอนเงินเพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีน นอกจากนี้นายสายัณห์ยังชี้ภาพถ่ายจำเลยต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดตรังและสื่อมวลชน ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2987/2550 ของศาลชั้นต้น พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวล้วนสอดคล้องต้องกันว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 565 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่นายสายัณห์ซื้อมาจากจำเลย แต่หลังจากที่จำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายสายัณห์โดยจำเลยได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายล้วนเป็นการกระทำของนายสายัณห์กับพวกโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้อง อีกทั้งในวันเกิดเหตุในคดีนี้จำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีส่วนร่วมในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ดังนั้น ในวันที่ 17 มิถุนายน 2549 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุในคดีนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยร่วมกับนายสายัณห์ นายวิรัตน์ และนายสุชาติ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายสายัณห์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายสายัณห์ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 466,666 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2563
#662579
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าระหว่างผู้คัดค้านทั้งสามกับผู้ร้องระบุว่า หากมีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเช่าและค่าเสียหายเกิดขึ้นตามสัญญา ให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนมีการฟ้องร้องคดีทุกครั้งโดยมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการไว้ เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าและเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ไม่ต้องด้วยเหตุให้ศาลเพิกถอนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) เมื่ออนุญาโตตุลาการเห็นว่ากรณีฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญา ส่วนการยื่นคำขอรังวัดที่ดิน ตรวจสอบที่ดิน ชี้แนวเขต ตลอดจนทำรูปแผนที่บอกขนาดของที่ดินเป็นกิจการที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะต้องร่วมมือกันดำเนินการในปัญหาการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมและการรังวัดที่ดินให้บรรลุล่วงไปด้วยดีนั้น เป็นคำชี้ขาดให้คู่สัญญากระทำการตามสัญญาต่อไป จึงไม่ใช่คำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย ทั้งการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำชี้ขาดที่ศาลมีอำนาจเพิกถอนได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ก) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านทั้งสามทำการรังวัด ทำรูปแผนที่บอกขนาดของที่ดิน โดยทำเป็นเอกสารพร้อมส่งมอบให้แก่ผู้ร้องภายใน 15 วัน นับแต่มีวันที่ชี้ขาดข้อพิพาท หากผู้คัดค้านทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้านทั้งสามในการรังวัดทำแผนที่บอกขนาดที่ดินทั้งหมดโดยผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ให้ผู้คัดค้านทั้งสามดำเนินการขับไล่ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้เช่าเดิมและบริวารตลอดจนบุคคลอื่นที่เข้ามารบกวนสิทธิภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรวมทั้งกระทำการใด ๆ เพื่อให้ผู้ร้องได้รับที่ดินที่ให้เช่าไปโดยปราศจากการรอนสิทธิ ให้ผู้คัดค้านทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนขยายอายุสัญญาที่เช่าที่ดิน (เดิม) เพิ่มเติมใหม่หรือจดทะเบียนยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน (เดิม) พร้อมกับจดทะเบียนการเช่าที่ดินใหม่เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อตกลงตามสัญญาให้เช่าต่อท้ายสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ทั้งหมดเว้นแต่กำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่าเป็นรายปีนั้นให้เริ่มนับตั้งแต่วันจดทะเบียนใหม่เป็นต้นไปจนครบ 30 ปี และส่งมอบการครอบครองที่ดินที่ให้เช่าโฉนดเลขที่ 2735 ทั้งแปลงให้แก่ผู้ร้องให้มีอายุสัญญาเช่าครบ 30 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนขยายอายุสัญญาเช่าใหม่พร้อมกันโดยปราศจากภาระผูกพันและการรอนสิทธิใด ๆ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้คัดค้านทั้งสามสามารถดำเนินการได้หรือพร้อมจดทะเบียนและส่งมอบการครอบครองที่ดินที่ให้เช่า หากผู้คัดค้านทั้งสามไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้านทั้งสามโดยผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายและค่าอากรต่าง ๆ ทั้งหมด ให้ผู้คัดค้านทั้งสามชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องในอัตราวันละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไป จนกว่าจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ร้องได้ครบถ้วน กับให้ผู้คัดค้านทั้งสามชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการและค่าทนายความแทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 และวันที่ 1 มีนาคม 2556 หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนา และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสามริบเงินค่าเช่าที่ผู้ร้องชำระล่วงหน้า 3 ปี เป็นค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านทั้งสาม

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางชนิกา ทายาทของผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2735 เนื้อที่ 38 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวกับผู้คัดค้านทั้งสามมีกำหนดเวลา 30 ปี โดยจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง วันที่ 10 มีนาคม 2558 ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราขอให้บังคับนางฉัตรมงคล ขนย้ายทรัยพ์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องชำระค่าเช่าแก่ผู้คัดค้าน 3 ปี เป็นเงิน 1,047,375 บาท วันที่ 11 เมษายน 2559 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสามดำเนินการตามสัญญาเช่าและใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจะอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าระหว่างผู้คัดค้านทั้งสามกับผู้ร้อง ข้อ 10 ระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าและค่าเสียหายเกิดขึ้นตามสัญญาฉบับนี้ให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนมีการฟ้องร้องทุกครั้ง โดยมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าและเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ไม่ต้องด้วยเหตุให้ศาลเพิกถอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าระหว่างผู้คัดค้านทั้งสามกับผู้ร้อง เมื่ออนุญาโตตุลาการพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบแล้วเห็นว่า กรณีรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญา ส่วนการยื่นคำขอรังวัดที่ดิน ตรวจสอบที่ดิน ชี้แนวเขต ตลอดจนทำรูปแผนที่บอกขนาดของที่ดินเป็นกิจการที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะต้องร่วมมือกันดำเนินการในปัญหาการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมและการรังวัดที่ดินให้บรรลุล่วงไปด้วยดีนั้น เป็นคำชี้ขาดให้คู่สัญญากระทำการตามสัญญาต่อไป จึงไม่ใช่คำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย ทั้งการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำชี้ขาดที่ศาลมีอำนาจเพิกถอนได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ก) (ข) ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้ออื่น ๆ ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนและโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยตีความสัญญาของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจชี้ขาดตัดสินคดีให้เป็นไปตามคำขอของผู้ร้อง โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดไปจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามเพราะไม่เข้าข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
ผู้คัดค้าน — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพัดชา พานพิทักษ์
-
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2563
#662632
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งมีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมและผิดเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็ค จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าจำเลยผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจะยกข้ออ้างว่า พนักงานของจำเลยโทรศัพท์สอบถามผู้จัดการของโจทก์เกี่ยวกับการลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเกินจำนวน และยกพฤติการณ์ในการเก็บรักษาเช็คพิพาทว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ ตลอดจนอ้างว่าโจทก์ผู้รับรองการถอนเงินตามเช็คเป็นการรับสภาพหนี้ ขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คปลอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดหาได้ไม่ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์มอบให้ผู้จัดการของโจทก์เป็นผู้เก็บรักษาสมุดเช็คของโจทก์ไว้ผู้เดียว ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อบังคับของโจทก์ที่ให้คณะกรรมการของโจทก์เก็บรักษาสมุดเช็คโจทก์ และการยอมให้กรรมการผู้มีอำนาจบางคนลงลายมือชื่อในเช็คไว้ล่วงหน้าทั้งการสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเงินจำนวนมากกลับจ่ายเป็นเช็คผู้ถือ โดยไม่ระบุชื่อผู้รับเงินและไม่ขีดคร่อมเช็คตามข้อบังคับของโจทก์รวมทั้งไม่ตรวจสอบรายการเดินบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยส่งให้ทราบทุกเดือน จนทำให้มีผู้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีโจทก์ถึง 44 ฉบับ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 279,073,292.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 225,070,465.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 166,374,139.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีนางพรสวรรค์ เป็นผู้จัดการ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่สาขานครราชสีมา ประเภทบัญชีกระแสรายวันบัญชีเลขที่ 301 – 6 – 08xxx – x และบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 301 – 0– 31xxx – x โดยโจทก์ยื่นคำขอใช้บริการโอนเงินระหว่างบัญชีกับจำเลย เพื่อขอโอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์กรณีที่เงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไม่พอจะชำระเงินตามเช็ค ซึ่งจำเลยได้มอบสมุดเช็คให้แก่โจทก์เพื่อสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ในการเบิกเงินออกจากบัญชี ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อของโจทก์ 2 คนหรือ 3 คน ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ในเช็คที่จำเลยมอบแก่โจทก์สั่งจ่ายเบิกถอนเงินออกจากบัญชีได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 ได้มีการยกเลิกการประทับตราสำคัญในการสั่งจ่ายเช็ค เมื่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีบุคคลร่วมกันนำเช็คพิพาท 44 ฉบับ ที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ ไปเบิกเงินจากจำเลยสาขานครราชสีมา เป็นเงิน 225,070,465.86 บาท และจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 44 ฉบับ จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยจ่ายเงินตามเช็คไม่เป็นไปตามข้อตกลงในเรื่องเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็ค จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ จำเลยย่อมต้องจัดหาพนักงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คที่มีผู้นำมายื่นเพื่อเบิกเงินที่มีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไปมาทำหน้าที่ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งนี้ หากพนักงานของจำเลยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คเป็นผู้ได้รับการอบรมในเรื่องนี้โดยเฉพาะและมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ทั้งใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบย่อมจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและทราบได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม ที่จำเลยอ้างว่าพนักงานของจำเลยต่างตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ให้ไว้กับจำเลย พบว่า มีลายเส้น น้ำหนัก จุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด ระยะห่างช่องไฟ ความเอียงของตัวอักษร การตวัดเหมือนกัน และการสั่งจ่ายเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ก็เป็นการเบิกความของพนักงานจำเลยทั้งสิ้นซึ่งย่อมเบิกความให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ และที่อ้างว่าได้มีการโทรศัพท์ไปสอบถามผู้จัดการของโจทก์เกี่ยวกับการลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเกินจำนวนแล้วนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะยอมจ่ายเงินไปตามเช็คพิพาทนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักแก่การรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทดังกล่าวข้างต้นเป็นลายมือชื่อปลอม และลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คบางส่วนไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ กับเช็คบางฉบับมีการประทับตราสำคัญของโจทก์ที่มีการยกเลิกไปแล้ว อันเป็นการผิดเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็ค การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอมและผิดเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็คจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักเงินจากบัญชีของโจทก์ไปโดยผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจะยกพฤติการณ์ในการเก็บรักษาเช็คพิพาทว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ และโจทก์เป็นผู้รับรองการถอนเงินตามเช็คพิพาทจึงถือว่าโจทก์รับสภาพหนี้แล้ว ขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอมเป็นข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ แต่ในส่วนของเช็คพิพาทฉบับที่ 17 ที่ 38 ที่ 39 และที่ 42 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจเอกบรรพต พยานจำเลยว่า พยานเป็นสมาชิกของโจทก์ได้ถอนเงินจากบัญชีและรับเงินตามเช็คฉบับที่ 17 โดยถูกต้อง ส่วนเช็คฉบับที่ 38 ได้ความจากนายกันตพัฒน์ เจ้าหน้าที่ของชุมชนสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย พยานจำเลยว่า เป็นการจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่ชุมชนสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจริง สำหรับเช็คฉบับที่ 39 และ 42 ได้ความจากนางสาวอัจฉรา พยานจำเลยว่า เป็นการถอนเงินจากบัญชีของตนโดยชอบ ส่วนโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับผู้มีสิทธิที่แท้จริงเป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ คงรับผิดตามเช็คพิพาทฉบับที่เหลือซึ่งจำนวนเงินที่จ่ายไปรวม 166,374,139.17 บาท แต่การที่โจทก์มอบให้นางพรสวรรค์ ผู้จัดการของโจทก์เป็นผู้เก็บรักษาสมุดเช็คของโจทก์ไว้คนเดียว ทั้งที่ตามข้อบังคับของโจทก์ผู้มีอำนาจเก็บรักษาสมุดเช็คคือคณะกรรมการของโจทก์ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีการยอมให้กรรมการผู้มีอำนาจบางคนลงลายมือชื่อในเช็คไว้ล่วงหน้า อันทำให้มีการปลอมลายมือชื่อได้โดยง่ายยิ่งขึ้นเพราะขาดการตรวจสอบโดยกรรมการทุกคนที่ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่าย ประกอบกับได้ความตามทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า การสั่งจ่ายเช็คตามข้อบังคับของโจทก์ต้องระบุชื่อบุคคลหรือหน่วยงานโดยขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือ ออก แต่การจ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งเป็นเงินจำนวนมากกลับจ่ายเป็นเงินสดโดยไม่ระบุชื่อและขีดคร่อม ซึ่งเป็นการสั่งจ่ายเช็คที่ผิดปกติ การที่มีผู้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ถึง 44 ฉบับ ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาควบคุมดูแลสมุดเช็ค รวมทั้งไม่มีมาตรการในการตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้มีการนำเช็คไปปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายนำไปเบิกเงินจากจำเลยแต่อย่างใด ทั้งที่จำเลยได้ส่งรายการเดินบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ให้แก่โจทก์ทราบทุกเดือน และทุกหกเดือน หากโจทก์มีมาตรการการตรวจสอบที่ดี ก็จะทราบถึงความผิดปกติในการใช้เช็คเบิกเงินออกจากบัญชีของโจทก์และสามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่านี้ แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบจนเวลาล่วงมาถึง 1 ปี 4 เดือน จึงทราบเหตุทุจริตดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยด้วย ดังนั้น สมควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่เต็มตามฟ้อง ส่วนการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 85,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 85,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 70,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 1008 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ข.
จำเลย — บริษัทธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอุทิศ เพ็ชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
ประมวญ รักศิลธรรรม
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563
#662881
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอน ซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้กระทำความผิดหาจำต้องเป็นผู้ส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายจนทำให้มีการโอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือหาจำต้องเป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไม่ ทั้งกรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4, 8, 36, 37 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268 ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ส่วนความผิดฐานอื่นนอกนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 36, 37 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 8 (1) (3) ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264, 265, 267, 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 137 (เดิม), 264 (เดิม), 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (ที่ถูก มาตรา 267 (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ความผิดทุกฐานดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละคนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 750,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 554,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 30) ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์มีนายสุนทรา นิติกรชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนายมเหสักข์ พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือฟินเซ็นต์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยต่างเป็นสมาชิกเครือข่ายสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทั่วโลกหรือเอ็กซ์ม่อนกรุ๊ป สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยได้รับข้อมูลจากฟินเซ็นต์ และได้รับหนังสือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยยืนยันการตรวจสอบข้อมูลของฟินเซ็นต์โดยสำนักงานสอบสวนและสืบสวนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเอฟบีไอว่า มีกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกันฉ้อโกงโดยส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปควบคุมสั่งการในระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัท ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเหล่านั้นขัดข้อง และมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกหลวงให้มีการกรอกหมายเลขโทรศัพท์ กับชื่อ และชื่อสกุลใหม่ เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของบริษัทต่าง ๆ โดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมายเข้าบัญชีของกลุ่มเครือข่ายคนร้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัญชีธนาคารในประเทศไทย มีบริษัทได้รับความเสียหายประมาณ 30 แห่ง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซียเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกาดังกล่าวยังยืนยันว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ข้อ 8 บริษัทยูไนเต็ดไตเติ้ล กรุ๊ป จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกันฉ้อโกงด้วยวิธีการข้างต้น ทำให้มีการโอนเงินอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมายจากบัญชีเงินฝากธนาคารรีเจี้ยนส์แบงค์ เลขที่บัญชี 670-9-21xxx-x ของผู้เสียหายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 478,771.29 ดอลลาร์สหรัฐ หักค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ 25 ดอลลาร์สหรัฐ คงเหลือ 478,746.29 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาหาดจอมเทียนสาย 2 พัทยา ประเทศไทย เลขที่บัญชี 970-0-12xxx-x ของจำเลยที่ 1 โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 35.03 บาท คิดเป็นเงิน 16,770,482.54 บาท หักค่าคอมมิชชั่น 500 บาท คงเหลือ 16,769,982.54 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวทั้งจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพประสิทธิ์ พัทยา (2165) เลขที่บัญชี 694-7-00xxx-x ของจำเลยที่ 2 แล้วในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ก็ถอนเงินออกจากบัญชี รวม 5 ครั้ง ถอนเงินวันรุ่งขึ้นอีก 1 ครั้ง และถอนเงินวันถัดจากวันรุ่งขึ้นอีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 16,000,000 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาและสอดคล้องกับข้อมูลเอกสารบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมามีการโอนเงินทั้งจำนวนที่รับโอนมาภายหลังหักค่าธรรมเนียมแล้วเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน อันเป็นหลักฐานในการยอมรับเงินที่โอนมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ทำให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายถูกฉ้อโกงและเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวนตามฟ้อง ข้อ 8 จากผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นของนายไบรอัน ซึ่งโอนเงินมาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต และนายไบรอันอยู่ประเทศไทยโดยเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตด้วยกัน กับนายไบรอันยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำนายไบรอันมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน และจากการตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่พบฐานข้อมูลของนายไบรอันในระบบฐานข้อมูลแต่อย่างใด แสดงว่า นายไบรอันไม่ได้เดินทางเข้าออกประเทศไทย ส่วนที่อ้างว่านายไบรอันเป็นเจ้าของบริษัทผู้เสียหายก็ขัดแย้งกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าบริษัทผู้เสียหายไม่มีอยู่จริง ทั้งบัญชีธนาคารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปิดไว้ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวทางบัญชีจนกระทั่งมีการโอนเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีคิดเป็นเงินไทยกว่า 16,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าเป็นการรับเงินค่านายหน้าโดยสุจริตดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระนอกราชอาณาจักรดังกล่าว หากได้กระทำลงในราชอาณาจักรไทยแล้วจะเป็นความผิดมูลฐานด้วย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกัน และตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมิได้ฎีกาโต้แย้งเช่นกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ความผิดทุกฐานดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่า การที่โจทก์อ้างว่ามีกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์ เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้เสียหาย ทำให้ระบบขัดข้อง และมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกหลวงผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมาย นั้น โจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้กระทำการดังกล่าว หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ข้อ 7 และ ข้อ 8 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้กระทำความผิดหาจำต้องเป็นผู้ส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายจนทำให้มีการโอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือหาจำต้องเป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไม่ ทั้งกรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้ เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งว่ามีการฉ้อโกงผู้เสียหายด้วยวิธีการดังกล่าว เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมาย ดังนี้ แม้ไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระนอกราชอาณาจักรดังกล่าว ซึ่งหากได้กระทำลงในราชอาณาจักรไทยแล้วจะเป็นความผิดมูลฐานในคดีนี้ด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง ข้อ 7 และข้อ 8 ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ก่อนลดโทษ มีกำหนด 10 ปี หนักเกินไป ศาลฎีกาสมควรลดโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน และเมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 9 ม. 60 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประวัณยา บุนนาค
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ชลิต กฐินะสมิต
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2563
#662622
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิด แต่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 57 กรรม และผู้ร้องมิได้กล่าวมาในคำร้องหรือนำสืบให้ชัดแจ้งว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดวันใด ทั้งตามคำร้องมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในหนี้จากมูลละเมิดเป็นจำนวนเดียวซึ่งเป็นหนี้อันแบ่งแยกมิได้ และที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดก็เป็นหนี้จำนวนเดียว จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งแรกจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายและชื่อเสียง 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายมีลักษณะตรงไปตรงมา ทั้งขณะเบิกความถึงการกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องไห้หลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความคับข้องใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรพบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี จึงยิ่งสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักรับฟังมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การถึงการกระทำของจำเลยโดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงตรงตามที่เบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งขณะให้การนั้นผู้เสียหายอายุเพียง 12 ปี ยังไม่รู้ประสาในเรื่องทางเพศ หากไม่เป็นความจริงเชื่อว่าผู้เสียหายไม่น่าจะให้การถึงการกระทำชำเราของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นการให้การต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียในคดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายเป็นเรื่องกระทบต่อผู้เสียหายและครอบครัว อีกทั้งจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกับผู้เสียหายซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความว่า ขณะย้ายมาเรียนต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำเลยดีกับผู้เสียหายมาก แสดงว่าผู้เสียหายไม่ได้คิดร้ายต่อจำเลย ดังนั้น หากไม่เป็นความจริงผู้เสียหายคงไม่เบิกความปรักปรำจำเลยให้เป็นผลเสียแก่ตัวผู้เสียหายและครอบครัว ประกอบกับโจทก์ยังมีนาง ช. มารดาผู้เสียหายมาเบิกความสนับสนุนพฤติการณ์ที่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นสอดรับกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายอีกด้วย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นาง ช. มีเรื่องโกรธแค้นจำเลยที่ขอหย่ากะทันหันและเคยบอกจำเลยว่า หากไม่ยอมคืนดีจะหาเรื่องให้ถึงที่สุด การที่นาง ช. ไปแจ้งความและให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นการชี้นำพนักงานสอบสวนและให้การก่อนที่ผู้เสียหายจะให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า นาง ช. รู้จักตำรวจทหารมาก หากนาง ช. จะหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยย่อมสามารถกล่าวหาจำเลยได้โดยวิธีอื่นที่ไม่ทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรของตนรวมทั้งตัวนาง ช. ต้องเสียหายได้ ส่วนที่นาง ช. แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้การต่อพนักงานสอบสวนก่อนที่ผู้เสียหายจะให้การเป็นเพราะนาง ช. เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหายซึ่งยังเป็นเด็ก และได้ความจากพันตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนว่า เนื่องจากผู้เสียหายยังเป็นเด็กจึงยังไม่สามารถสอบคำให้การได้ทันที พันตำรวจโท อ. จึงสอบคำให้การนาง ช. ไว้ก่อนที่จะสอบคำให้การผู้เสียหาย จึงหาเป็นการชี้นำไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่เกิดเหตุเป็นบ้านห้องแถว ถัดไปเป็นห้องของบุคคลอื่น ย่อมเป็นการไม่สะดวก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายส่งเสียงขอความช่วยเหลือได้ และหากมีการกระทำชำเราเวลากลางคืนซึ่งนาง ช. หลับอยู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะปกปิดการกระทำเป็นเวลากว่า 2 ปีนั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายว่า ขณะกระทำชำเราจำเลยพูดให้ผู้เสียหายเงียบและใช้มือปิดปากผู้เสียหายไว้ ทั้งยังพูดจาข่มขู่ผู้เสียหายว่าหากไม่ยอมจะทำร้ายมารดาและพี่ของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กเกิดความเกรงกลัวจนต้องจำยอมและไม่กล้าเล่าให้มารดาฟัง เมื่อพิจารณาสภาพบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านก่ออิฐถือปูน มีความมั่นคงแน่นหนา ห้องนอนที่ผู้เสียหายพักเป็นห้องส่วนตัวซึ่งจำเลยสามารถกระทำความผิดได้โดยไม่มีบุคคลใดล่วงรู้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยตรวจสอบสมุดลงเวลาเรียนของครูประจำชั้นตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ ปรากฏว่าวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ผู้เสียหายไปเรียนไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้น เห็นว่า เอกสารท้ายอุทธรณ์ที่จำเลยอ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสารไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้รับรองและผู้รับรองมีความเกี่ยวพันกับเอกสารดังกล่าวอย่างไร ประกอบกับเอกสารดังกล่าวมีการตัดทอนให้เป็นแผ่นเดียวกัน เลขประจำตัวของผู้เสียหายก็เป็นลายมือเขียนแตกต่างจากนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เป็นการพิมพ์ ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำครูประจำชั้นซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบการมาเรียนของผู้เสียหายมาเบิกความยืนยัน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นาง ว. ให้การในชั้นสอบสวนแตกต่างจากที่นาง ช. เบิกความว่าผู้เสียหายบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่นาง ช. เอง แต่นาง ว. ให้การว่า ผู้เสียหายบอกแก่นาง ว. นั้น เห็นว่า นาง ว. ให้การว่า นาง ว. เป็นผู้คาดคั้นผู้เสียหายจนทราบเรื่องว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราซึ่งขณะนั้นนาง ช. ไม่อยู่ แต่เมื่อนาง ช. กลับมา ผู้เสียหายก็ได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. ฟังอีกครั้งจนนาง ช. ทราบความจริง จึงมิได้ขัดแย้งแตกต่างกัน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า สำเนาสมุดลงเวลาเรียนเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่เป็นความจริง จึงเป็นพยานหลักฐานที่ควรรับฟังนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านพยานโจทก์ด้วยเอกสารดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นมาเพื่อขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามที่จำเลยกล่าวอ้างได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความขัดแย้งกับพยานแวดล้อมอื่น และนาง ช. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์เพราะต้องการกลั่นแกล้งจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

สำหรับคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 57 กรรม โดยผู้ร้องมิได้กล่าวมาในคำร้องหรือนำสืบให้ชัดแจ้งว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดวันใด ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในหนี้จากมูลละเมิดเป็นจำนวนเดียวซึ่งเป็นหนี้อันแบ่งแยกมิได้ และที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดก็เป็นหนี้จำนวนเดียว จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ว่าขอดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดครั้งสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดครั้งแรกแก่ผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดครั้งสุดท้าย เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
ผู้ร้อง — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ฮ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวเมลานี โล่ห์พัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2563
#662876
เปิดฉบับเต็ม

ลูกกระสุนปืนขนาด 40 มม. และลูก (ปลอก) กระสุนปืนกลต่อสู้อากาศยาน 40 L 70 นอกจากเป็นยุทธภัณฑ์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4 ประกอบประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2 แล้ว ยังเป็นเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนรายการอื่นที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 5, 15, 42 ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวม 4 กระทง จำคุกรวม 5 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาวุธปืนและส่วนของอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนไว้ในครอบครองจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และจำเลยยังนำลำกล้องปืนภายในบรรจุกระสุนปืน ติดตัวไปในมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากมีการนำอาวุธปืน ส่วนของอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไปใช้กระทำการใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ยิ่งโดยเฉพาะอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษและควบคุมเพื่อมิให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงส่อไปในทางที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และโทษจำคุกที่ศาลล่างกำหนดมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ลูกกระสุนปืน ขนาด 40 มม. และลูก (ปลอก) กระสุนปืนกลต่อสู้อากาศยาน 40 L 70 นอกจากเป็นยุทธภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4 ประกอบประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2 แล้ว ยังเป็นเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนรายการอื่นที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 15 ม. 42
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (2) ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีป วัฒนะศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906 -ที่ 2907/2563
#661629
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ อ. ร. ส. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่ง ส. ได้ลงชื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ ส. เป็นเพียงผู้พิพากษาที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว ส. มิได้พิจารณาคดีนี้เลย จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ประกอบกับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นการคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์มาทั้งหมด มิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไปให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อีก

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่ ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสี่ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 54, 70, 144, 146 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 หลบหนีศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 54, 70 (1) วรรคหนึ่ง, 144 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง, (1)) 146 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่จ่ายค่าจ้างและฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด (ที่ถูก ตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง (1)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวม 26 กระทง เป็นเงิน 780,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 2 เดือน รวม 26 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 52 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนและให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 520,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 34 เดือน 20 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวม 25 กระทง เป็นเงิน 750,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 2 เดือน รวม 25 กระทง เป็นจำคุกคนละ 50 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 33 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยนาย ส. ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ระบุชื่อขอให้นาย อ. นางสาว ร. นาย ส. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งนาย ส. ได้ลงชื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่านายสุรชัยเป็นเพียงผู้พิพากษาที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว นาย ส. มิได้พิจารณาคดีนี้เลย จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ นอกจากนี้ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นการคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์มาทั้งหมดแบบคำต่อคำโดยเปลี่ยนถ้อยคำลงท้ายในฎีกาว่า ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ข้อความตามฎีกาดังกล่าวมิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ไปให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อ 2.1 ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา สรุปว่า ความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่สามารถเปรียบเทียบได้ โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 มาตรา 124 และระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาและการเปรียบเทียบผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ.2558 ข้อ 9 ข้อ 11 โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อทำการสอบสวนและทำการเปรียบเทียบ หากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วเห็นว่านายจ้างไม่ควรได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญา พนักงานตรวจแรงงานจะนำเรื่องเสนอเพื่อให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายทำการเปรียบเทียบ เมื่อนายจ้างชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบ การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124/1 เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โดยไม่ได้เสนอเรื่องตามขั้นตอนดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่ ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่งวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2558 รวม 5 เดือน ค่าชั่วโมงการบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557 และตั้งแต่งวดวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2557 อีก 8 เดือน รวมเป็นเงิน 243,341 บาท และไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่งวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2558 รวม 3 เดือน ค่าชั่วโมงบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557 ตั้งแต่งวดวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 และงวดวันที่ 20 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 อีก 9 เดือน รวมเป็นเงิน 209,339 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเมื่อนายจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่ขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เหมาะสมเพียงใด และมีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โทษจำคุกและโทษปรับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้นำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นก่อนพิพากษาคดีเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,375 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 17,100 บาท แม้ค่าเสียหายที่นำมาวางต่อศาลดังกล่าวมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ค้างจ่ายโจทก์ทั้งสอง แต่พอถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับคดีแรงงานมีความมุ่งหมายที่จะลงโทษนายจ้างในทางแพ่งมากกว่าโทษในทางอาญา จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำไปและไม่กระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ด้วย

ส่วนกรณีตามปัญหาที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องเรื่องขอให้เพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบเนื่องจากจำเลยที่ 4 ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนพิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญา มิใช่คดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 ที่จำเลยที่ 4 จะร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน และจ่ายค่าชั่วโมงการบินทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินให้แก่โจทก์ทั้งสองให้ถูกต้องและตามกำหนดดังกล่าว จึงเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2514 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) มิใช่มาตรา 54, 146 ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 25 กระทง เป็นเงิน 150,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 100,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 70 วรรคหนึ่ง (1) ม. 123 ม. 124 ม. 144 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอรรถกร สมบัติชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2563
#662627
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยไว้ว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ จึงหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินอันจะทำให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการตามความหมายของ "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่เป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ ทำหน้าที่ประเมินผลงานวิชาการ จริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาการของโจทก์ทั้งสองกรณีขอรับการพิจารณาเพื่อกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณสมบัติและผลงานวิชาการเพื่อขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) พ.ศ.2552 ได้ใช้ดุลพินิจประเมินผลงานโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยหน้าที่ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับดังกล่าวและตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 พร้อมเอกสารแนบท้าย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสี่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ข้อนี้ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติฐานะความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไว้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น" สำหรับผู้ที่มีฐานะเป็นข้าราชการอยู่ในขณะพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมใช้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับใหม่ ก็มีบทเฉพาะกาลกำหนดขั้นตอนและวิธีการสำหรับผู้ที่สมัครใจเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันกับโจทก์ทั้งสองเอาไว้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเป็นองค์กรมหาชนอิสระที่แยกออกจากระบบราชการ หาใช่เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงหรือทบวงของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป โดยมหาวิทยาลัยจะมีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลทำหน้าที่เสนอแนะสภามหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนและค่าจ้างของพนักงานมหาวิทยาลัยเอง โดยอาศัยรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินงบประมาณในลักษณะของเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี มิใช่เงินงบประมาณในหมวดเงินเดือน ขณะที่รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณอีกด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 16, 30 และเมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) กำหนดบทนิยามของ "เจ้าพนักงาน" ไว้ว่าหมายความถึงบุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนี้ เมื่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มิได้กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยในการพิจารณาประเมินผลงานของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ก็เป็นอำนาจหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 25 (10) อันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยซึ่งมีความเป็นอิสระแยกต่างหากจากระบบราชการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางวิชาการดังที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวถึงเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมายว่า "...ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ และมีความคล่องตัวสามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น" การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ จึงหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินอันจะทำให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ซึ่ง "ปฏิบัติหน้าที่ราชการ" ที่จะเข้าอยู่ในความหมายของ "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญาตามบทนิยามดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาได้ ขณะที่กรรมการในสภามหาวิทยาลัยก็ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน การรายงานผลการประเมินโจทก์ทั้งสองของจำเลยทั้งสี่ต่อสภามหาวิทยาลัยตามฟ้องก็ย่อมไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ด้วยเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปอีก เพราะไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหรือศาสตราจารย์เกียรติคุณ จ. กับพวก
จำเลย — นายหรือศาสตราจารย์ อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางปัทมาพร นาคเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2887/2563
#663699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2557 แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้" และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสซึ่งได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่ทำการสมรสนั้น ย่อมเป็นอันสมบูรณ์" ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสัญชาติไทย ดังนั้น ในการพิจารณาถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 2 เรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสประกอบด้วย เมื่อมาตรา 1448 บัญญัติว่า "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว" แสดงว่าการสมรสจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสเป็นชายและหญิง เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมต่างก็เป็นหญิง การสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขของการสมรสตามกฎหมายไทย จำเลยและโจทก์ร่วมไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นโทษตาม ป.อ. มาตรา 71

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 352, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน รวมเป็นเงิน 82,215,256 บาท แก่ผู้เสียหาย และขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3211/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ป. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 4 ปี รวมสองกระทง จำคุก 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 62,509,875 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3211/2559 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2541 โจทก์ร่วมและจำเลยรู้จักกันโดยโจทก์ร่วมเป็นลูกค้าทำผมที่ร้านทำผมของจำเลยแล้วใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างคนรักตั้งแต่ปี 2542 เมื่อปี 2545 โจทก์ร่วมก่อตั้งและเป็นกรรมการของบริษัท ค. ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตทองรูปพรรณให้ร้านขายทอง รวมทั้งร้าน ล. ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวโจทก์ร่วม ปัจจุบันจำเลยเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว เมื่อปี 2545 โจทก์ร่วม นาง ช. มารดาของโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการของบริษัท ด. ประกอบกิจการจำหน่ายจิวเวลรี่และทองรูปพรรณ เมื่อปี 2547 โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการของบริษัท จ. ประกอบกิจการร้านขายเครื่องประดับอัญมณี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2555 โจทก์ร่วมเดินทางไปพักอาศัยอยู่กับบุตรในต่างประเทศ โดยให้จำเลยมีหน้าที่ดูแลและบริหารธุรกิจผลิตทองรูปพรรณที่ประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อปี 2557 โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษ วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 โจทก์ร่วมเดินทางกลับประเทศไทยและพบว่าทรัพย์สินของโจทก์ร่วมประเภททองรูปพรรณ ทองรูปพรรณประดับเพชร ทองคำแท่ง เหรียญทองคำ ทองคำขาวฝังเพชร อัญมณีชนิดต่าง ๆ เครื่องประดับมุก นาฬิกาข้อมือและทรัพย์สินอื่น รวมราคา 61,159,875 บาท ของโจทก์ร่วมที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในบริษัท ค. หายไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ทรัพย์สินที่จำเลยนำไปขายและจำนำ เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วมที่หายไปจากตู้นิรภัย โดยโจทก์ร่วมมีภาพถ่ายทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย เป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความ ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีทั้งภาพถ่าย ภาพสเกตช์ และคำบรรยายเกี่ยวกับรูปลักษณะและตำหนิรูปพรรณของทรัพย์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ทรัพย์สินเหล่านี้มาจากบิดามารดาตั้งแต่ยังเด็กสะสมเรื่อยมา บางรายการได้มาในช่วงปี 2542 ถึง 2558 และทรัพย์สินของโจทก์ร่วมส่วนใหญ่จะมีใบรับรองจากร้านค้าผู้ขาย ซึ่งโจทก์ร่วมบันทึกรายละเอียดของร้านค้าและราคาไว้ด้านข้างของรูปภาพด้วย ส่วนทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ระบุไว้เนื่องจากไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ แต่โจทก์ร่วมก็มีใบเสร็จรับเงินของร้านค้าที่ขายให้โจทก์ร่วมเป็นหลักฐาน ซึ่งหากโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของที่แท้จริง ย่อมเป็นการยากที่โจทก์ร่วมจะจดจำและบอกรายละเอียดลักษณะรูปพรรณของทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะทรัพย์สินดังกล่าวส่วนใหญ่มีลักษณะเฉพาะ มิใช่ทรัพย์สินหรือเครื่องประดับที่มีขายทั่วไป โดยน้องชายโจทก์ร่วมเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ร่วมสะสมเครื่องประดับประเภททองคำและเครื่องเพชร โดยบิดามารดามอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวหลายร้อยรายการ พยานและโจทก์ร่วมไปตรวจสอบทรัพย์สินที่โรงรับจำนำ พบว่าทรัพย์สินหลายรายการเป็นของโจทก์ร่วม เหตุที่จำได้เนื่องจากบางรายการเป็นทรัพย์สินที่สะสมมานานหลายปี บางรายการเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมผลิตเพื่อมอบให้แก่พี่น้อง จำเลยเองก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่มีมาก่อนที่จะรู้จักกับจำเลย และยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า จำเลยรู้ว่าโจทก์ร่วมเป็นบุตรสาวของร้านทอง ล. และมีทรัพย์สินส่วนตัวเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เงินสด และเครื่องประดับประเภทจิวเวลรี่ เจือสมคำเบิกความของโจทก์ร่วม ที่จำเลยนำสืบต่อสู้และจำเลยฎีกาว่า ในการทำธุรกิจและใช้ชีวิตร่วมกับโจทก์ร่วม จำเลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งค่าใช้จ่ายของโจทก์ร่วมและบุตร เมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจจำเลยก็จำเป็นต้องนำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนรักษาธุรกิจอันเป็นที่มาของรายได้ไว้ ทั้งทรัพย์สินที่นำไปจำนำก็ยังคงรักษาไว้เสมอ หากไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็ยังคงชำระดอกเบี้ยตลอด ไม่เคยปล่อยให้ทรัพย์หลุดจำนำ จำเลยมิได้เบียดบังไปใช้ส่วนตัวหรือมีเจตนาทุจริตนั้น โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในระหว่างที่โจทก์ร่วมอยู่ต่างประเทศ โจทก์ร่วมได้ตกลงให้จำเลยนำเงินรายได้จากบริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียวส่งไปเป็นค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ร่วมเดือนละ 1,000,000 บาท และโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 1,000,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นโจทก์ร่วมไม่อนุญาตให้จำเลยเกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยแจ้งโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมมีรายได้จากร้าน จ. เป็นจำนวนมากไม่ได้ขาดทุนหมุนเวียนจนต้องนำของไปจำนำหรือขายแต่อย่างใด และโจทก์ร่วมไม่ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่อยู่ในต่างประเทศดังกล่าว เนื่องจากจำเลยแจ้งว่าธุรกิจดีมาก โจทก์ร่วมมิได้มอบการครอบครองทรัพย์เหล่านั้นให้จำเลยครอบครองแทน ทั้งยังกำชับมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วม การที่จำเลยเอาทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปจำนำและนำเงินที่ได้จากการจำนำไปเป็นของตนจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานยักยอกดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2557 แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้" และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสซึ่งได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่ทำการสมรสนั้น ย่อมเป็นอันสมบูรณ์" ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสัญชาติไทย ดังนั้น ในการพิจารณาถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หมวด 2 เรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสประกอบด้วย เมื่อมาตรา 1448 บัญญัติว่า "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว" แสดงว่าการสมรสจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสเป็นชายและหญิง เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมต่างก็เป็นหญิง การสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขของการสมรสตามกฎหมายไทย จำเลยและโจทก์ร่วมไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 54,785,400 บาท แก่โจทก์ร่วม และยกคำขอให้นับโทษต่อของโจทก์เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 71
ป.พ.พ. ม. 1448 ม. 1459
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 19 ม. 20 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2563
#661945
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยส่งสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องไม่เหมาะสมแก่การใช้บรรจุอาหารตามความมุ่งหมายของโจทก์ เป็นเหตุให้สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ที่ผลิตโดยใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยเกิดความเสียหายจากการกัดกร่อนของสนิมแลคเกอร์เคลือบพองและอื่น ๆ ย่อมถือได้ว่า จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่การนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 ซึ่งการเรียกเอาค่าเสียหายนั้นได้แก่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ และเรียกค่าสินไหมทดแทนได้แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 เงินค่าเสียหายซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลย ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ้างผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิด และค่าจัดเก็บสินค้าระหว่างที่มีข้อพิพาทระหว่างกัน เป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 197,329,809 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 192,516,885 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจัดเก็บสินค้าอัตราเดือนละ 222,823 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จหรือจนกว่าจะมีการทำลายสินค้าที่เสียหายทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 197,329,809 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจัดเก็บสินค้าอัตราเดือนละ 222,823 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จ หรือมีการทำลายสินค้าที่เสียหายทั้งหมด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 112,186,710 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจผลิตสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องส่งขายแก่ลูกค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ จำเลยประกอบธุรกิจผลิตสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องบรรจุอาหารขนาดต่าง ๆ โจทก์สั่งซื้อสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องจากจำเลยเพื่อใช้ในการบรรจุสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์เป็นเวลากว่า 12 ปี ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 โจทก์สั่งซื้อสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องจากจำเลยรวม 61,539,820 ชิ้น เป็นเงินจำนวน 75,123,285.80 บาท เพื่อนำมาใช้ในการบรรจุสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องเพื่อส่งออกให้ลูกค้ายังต่างประเทศ และโจทก์ใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องที่ซื้อจากจำเลยในการผลิตสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์จำนวน 221 ล็อต เป็นจำนวนสินค้า 11,218,671 กระป๋อง จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2559 โจทก์พบว่า จำเลยส่งสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องที่มีความชำรุดบกพร่องเนื่องจากคุณภาพของแลคเกอร์ที่ใช้เคลือบผิวกระป๋องและฝากระป๋องไม่เหมาะสมแก่การใช้บรรจุอาหารตามความมุ่งหมายของโจทก์ เป็นเหตุให้สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ที่ผลิตโดยใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยเกิดความเสียหายจากการกัดกร่อนของสนิมแลคเกอร์เคลือบพองและอื่น ๆ

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกามีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยส่งมอบสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องที่มีความชำรุดบกพร่องแก่โจทก์ตามคำฟ้องเพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยส่งสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องที่มีความชำรุดบกพร่อง เนื่องจากคุณภาพของแลคเกอร์ที่ใช้เคลือบผิวกระป๋องและฝากระป๋องไม่เหมาะสมแก่การใช้บรรจุอาหารตามความมุ่งหมายของโจทก์ เป็นเหตุให้สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ที่ผลิตโดยใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยเกิดความเสียหายจากการกัดกร่อนของสนิมแลคเกอร์เคลือบพองและอื่น ๆ ย่อมถือได้ว่า จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่การนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ซึ่งการเรียกเอาค่าเสียหายนั้นได้แก่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ และเรียกค่าสินไหมทดแทนได้แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 อย่างไรก็ตาม แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์ที่ยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ที่ผลิตโดยใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยเกิดความเสียหายจำนวน 11,218,671 กระป๋อง คิดเป็นต้นทุนการผลิตกระป๋องละ 16.90 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตจำนวน 189,595,540 บาท อันเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลย ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ้างผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิด เป็นเงินจำนวน 247,471 บาท ค่าจัดเก็บสินค้าระหว่างที่มีข้อพิพาทระหว่างกันเป็นเงินเดือนละ 222,823 บาท ระหว่างเดือนมิถุนายน 2557 ถึงกรกฎาคม 2559 เป็นเงินจำนวน 2,673,874 บาท เป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว เป็นเหตุให้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้เป็นเงินรวมจำนวน 192,516,885 บาท เมื่อรวมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,812,922.12 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 197,329,809 บาท แต่ทางนำสืบโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยในการผลิตสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ในช่วงเดือนมิถุนายน 2557 ถึงกรกฎาคม 2558 คิดเป็นจำนวนสินค้า 11,218,671 กระป๋อง แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่าสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเลยที่โจทก์ใช้ในการผลิตสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์มีความชำรุดบกพร่อง เป็นเหตุให้สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์เกิดความเสียหายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นการตรวจสอบผลผลิตสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องจำนวน 11,218,671 กระป๋องของโจทก์หลังจากกระบวนการผลิตในช่วงเดือนมิถุนายน 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 นับว่าเป็นเวลาเนิ่นนานเกินสมควรตามปกติวิสัยของวิถีทางในการประกอบธุรกิจ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายมีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้จนถึงวันฟ้องเพียงกึ่งหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนจำนวน 197,329,809 บาท ที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้อง เมื่อคิดคำนวณแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 98,664,904.50 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการจัดเก็บสินค้า อัตราเดือนละ 222,823 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าการที่โจทก์ยังเก็บสินค้าไว้ในโกดังทั้งสามแห่ง ก็เพื่อรอการพิสูจน์ความเสียหายในศาล สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา และมีตัวอย่างให้หน่วยงานทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ หากจำเลยไม่ยอมชำระหนี้จนครบถ้วน ค่าจัดเก็บสินค้าก็ยังคงมีอยู่ และเป็นการยืนยันว่ามีสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจริง และยังอยู่ในโกดังของโจทก์ แต่ค่าเสียหายในส่วนนี้มิใช่ผลเกิดขึ้นโดยตรงจากการที่จำเลยในฐานะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้และไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษอันจำเลยอาจคาดเห็นหรือควรได้คาดเห็น ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้จำเลยต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการจัดเก็บสินค้า อัตราเดือนละ 222,823 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ และด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมา ฎีกาในข้ออื่นของโจทก์และจำเลยที่ยังคงโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดแก่โจทก์ ย่อมไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 98,664,904.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2563
#662896
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยโดยมี น. เป็นตัวแทนออกหน้าทำสัญญากับจำเลย โจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อย่อมมีสิทธิที่จะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่ง น. ตัวแทนได้ทำไว้แทนตนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเมื่อโจทก์เป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ การตั้ง น. เป็นตัวแทนย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 798 วรรคสอง โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่สามารถส่งผลผลิตลำไยให้โจทก์ได้เพราะลำไยไม่มีคุณภาพและเรียกเงินมัดจำที่โจทก์ได้ให้ไว้คืน อันเป็นกรณีกล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ต้องคืนเงินมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (3) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำค่าสินค้าหรือเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยเพื่อชำระเป็นค่าสินค้าบางส่วนคืน เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 204,315 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งและแก้ไขคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบอาชีพรับซื้อผลลำไยส่งขายสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 นางนิษา ทำสัญญาซื้อขายผลลำไยล่วงหน้ากับจำเลยในที่ดิน 1 แปลง มีต้นลำไย 300 ต้น โดยวางเงินมัดจำ 174,315 บาท และวางเงินมัดจำเพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงินมัดจำ 204,315 บาท เมื่อกำหนดเก็บลำไยนางนิษามิได้เข้าเก็บลำไย จำเลยเป็นคนเก็บลำไย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นางนิษาเป็นตัวแทนโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติจีนเข้ามาในประเทศไทยเพื่อประกอบกิจการรับซื้อผลไม้ในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อส่งออกไปขายยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายสมนึก นางนิษา และนางสาวนีรนุช เป็นตัวแทนซื้อขายและชำระเงินค่าลำไยแทนโจทก์ โจทก์ซื้อขายผลลำไยกับจำเลยตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2556 โดยมีการวางมัดจำแก่จำเลย แต่ผลผลิตลำไยปี 2554 และปี 2555 ไม่ดีและไม่พอหักชำระเงินมัดจำได้ทั้งหมด โจทก์จึงนำเงินมัดจำที่เหลือ 124,315 บาท มาเป็นเงินมัดจำสัญญาซื้อขายลำไยฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2556 และได้มอบเงินล่วงหน้าแก่จำเลยอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 174,315 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยขอเงินมัดจำเพิ่มอีก 30,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้มอบเงินดังกล่าวแก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้ให้ไว้ทั้งสิ้น 204,315 บาท หลังจากนั้นโจทก์มีข้อพิพาทกับนายสมนึกและนางนิษาซึ่งเป็นสามีภริยากัน โจทก์จึงให้นางนิษาตัวแทนโจทก์ทำบันทึกด้านหลังสัญญาซื้อขายลำไยให้โจทก์มีสิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวแต่ผู้เดียว แต่นางนิษาให้นายสมนึกสามีลงชื่อเป็นผู้มอบเอกสาร ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาซื้อขายลำไยที่ด้านหลังระบุว่า ข้าฯ (นายสมนึก) ขอยืนยันว่า ได้ส่งมอบสัญญารับไปดำเนินการเองโดยเป็นสิทธิของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีนายสมนึกลงลายมือชื่อในฐานะผู้ส่งมอบและนางนิษาลงลายมือชื่อในฐานะพยาน จำเลยเองก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า คนไทยที่รับซื้อลำไยมีน้อย ส่วนมากจะเป็นตัวแทนของผู้ซื้อชาวจีน จำเลยเคยเห็นโจทก์ที่ล้งลำไยของนางนิษาและเคยพูดคุยกัน เข้าใจว่าโจทก์มีหน้าที่ดูแลด้านการเงิน นางวิมล ภริยาจำเลยมาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็เบิกความว่า จำเลยชวนไปหานางนิษาเพื่อบอกให้มาเก็บลำไย แต่ไม่พบนางนิษา จึงเดินทางไปที่ล้งลำไยชั่วคราว พบโจทก์ โจทก์บอกว่าให้นางนิษาบอกโจทก์แทนในการเก็บผลลำไย ก็แสดงให้เห็นว่า จำเลยทราบว่าโจทก์กับนางนิษามีความเกี่ยวพันกันในการซื้อผลผลิตลำไย โดยโจทก์มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน มิใช่โจทก์ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลผลิตลำไยเสียเลยทีเดียว นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความต่อไปว่า การทำสัญญาซื้อขายลำไยทุกครั้ง จำเลยทำสัญญากับนางนิษา หากปีไหนขายลำไยแล้วหักเงินมัดจำไม่หมดจะนำเงินมัดจำที่เหลือมาทำสัญญาซื้อขายลำไยฉบับใหม่ ซึ่งจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาซื้อขายลำไยน่าจะเป็นจำนวนเงินที่เหลือจากเงินมัดจำฉบับก่อน ก็สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ว่า เงินมัดจำตามสัญญาซื้อขายลำไย มีการนำเงินมัดจำที่จำเลยค้างปีก่อนมารวมไว้ด้วย หากโจทก์มิได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยในการทำสัญญาซื้อขายลำไยแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจทราบวิธีปฏิบัติในการซื้อขายลำไยและรายละเอียดความเป็นมาในการทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยได้ และเมื่อนางนิษามีข้อพิพาทกับโจทก์ นางนิษาได้มอบสัญญาซื้อขายลำไยที่ทำกับจำเลยให้โจทก์ เมื่อพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยโดยมีนางนิษาเป็นตัวแทนออกหน้าทำสัญญากับจำเลย โจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งนางนิษาตัวแทนได้ทำไว้แทนตนได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 และเมื่อโจทก์เป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ การตั้งนางนิษาเป็นตัวแทนย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 798 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน ในประเด็นดังกล่าวจำเลยให้การและนำสืบว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 จำเลยราดสารเร่งลำไยวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ครบกำหนดเก็บลำไยในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2560 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่สามารถส่งผลผลิตลำไยให้โจทก์ได้เพราะลำไยไม่มีคุณภาพและเรียกเงินมัดจำที่โจทก์ได้ให้ไว้คืน อันเป็นกรณีกล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ต้องคืนเงินมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำค่าสินค้าหรือเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยเพื่อชำระเป็นค่าสินค้าบางส่วนคืน เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า การซื้อขายผลผลิตลำไยพิพาทเป็นการปลูกลำไยนอกฤดูกาล และผลผลิตออกในช่วงหน้าแล้ง การจะดูแลลำไยให้มีผลผลิตดีทำได้ยาก ทั้งปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยกับนายวิมล ภริยาจำเลยว่า ผลผลิตปีก่อนไม่ดี ทำให้จำเลยไม่สามารถคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ได้ ต้องนำเงินมัดจำที่ค้างปีก่อนมารวมลงเป็นมัดจำตามสัญญาซื้อขายลำไยฉบับพิพาทนี้ กับจำเลยคาดว่าผลผลิตลำไยพิพาทจะขายได้ไม่น้อยกว่า 280,000 บาท แต่ทางนำสืบของจำเลย จำเลยขายลำไยได้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่จำเลยได้รับจากการขายลำไยจึงถือว่าต่ำกว่าที่จำเลยคาดหมายไว้มาก ส่อไปในทางผลผลิตลำไยไม่ดี ในทางกลับกัน หากผลผลิตลำไยของจำเลยดี โจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าย่อมต้องมาเก็บผลลำไยส่งไปขายต่างประเทศ เพราะจะทำให้โจทก์ได้กำไรเป็นประโยชน์ตอบแทน ที่โจทก์ไม่มาเก็บลำไยจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะไม่คุ้มค่าที่จะมาเก็บลำไยมากกว่า ที่จำเลยนำสืบว่าผลผลิตลำไยของจำเลยดี แต่โจทก์ไม่มาเก็บผลลำไย จึงไม่สมเหตุผล พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลน่ารับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ลำไยของจำเลยไม่ดีและไม่มีคุณภาพ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายลำไย ข้อ 4 ระบุว่า ผู้ขายจะดูแลลำไยที่ทำสัญญาขายต่อกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากเหตุดังต่อไปนี้ ขาดปุ๋ย ขาดยา ขาดน้ำ ค้างคาวเข้าทำลาย โรคทำลาย และผลแตกเสียหาย หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ผู้ซื้อและผู้ขายจะหักน้ำหนักเสียหายออกโดยพิจารณาเป็นต้น ๆ ไป โดยให้ราคาท้องตลาดในขณะนั้นเป็นราคาในการคิดคำนวณ โดยข้อกำหนดตามสัญญาดังกล่าวหาได้ให้สิทธิโจทก์ไม่เข้าเก็บผลลำไยแต่อย่างใดไม่ แต่เมื่อจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้นำผลผลิตลำไยไปขายให้แก่บุคคลภายนอกได้เงินจำนวน 50,000 บาท แล้ว ซึ่งตามสัญญาซื้อขายลำไย ข้อ 3 ระบุว่า ...แต่ถ้าผู้ขายผิดสัญญาโดยนำลำไยไปขายให้กับบุคคลอื่นจะต้องคืนเงินมัดจำและถูกปรับเป็นเงิน 3 เท่าของเงินมัดจำ เช่นนี้ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำที่ได้รับไว้แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น ตามสัญญาซื้อขายลำไยมิได้กำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 204,315 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 12 มีนาคม 2560 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 204,315 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินตามหนังสือทวงถามคือนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 204,315 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 798 วรรคสอง ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉ.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2563
#662875
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เรียกเงินราคาในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำเอาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำ และได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ และให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12 ซึ่งคดีนี้หลังจากจำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงสุดแล้วละเลยเสียไม่ชำระราคาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำอีกถึงสองครั้ง เพราะผู้ประมูลครั้งที่สองก็ไม่ได้ชำระราคาและถูกริบมัดจำเช่นเดียวกัน จนกระทั่ง จ. เข้าประมูลซื้อและชำระราคาครบถ้วนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 การขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าวันที่ผู้สู้ราคาสูงสุดได้ชำระราคาครบถ้วนเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ได้เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 16,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.5752/2545 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19307 , 22013 และ 22015 ของบริษัทบี เอส เอ็ม ซี ไมนิ่ง จำกัด ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 70,500,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยจำเลยวางเงินมัดจำ 50,000 บาท และจะชำระราคาส่วนที่เหลือ 70,450,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปอีก 3 เดือน ครบกำหนดวันที่ 10 ธันวาคม 2548 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกครั้ง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง และจำเลยมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงริบเงินมัดจำ 50,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ในการประมูลซื้อที่ดินพิพาท และจะนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ ซึ่งนายสุธีภาคย์เป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 50,000,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายสุธีภาคย์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยนายสุธีภาคย์วางเงินมัดจำ 3,500,000 บาท จะชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป แต่นายสุธีภาคย์มิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือภายในเวลาที่กำหนด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงริบเงินมัดจำที่นายสุธีภาคย์วางไว้ในการประมูลซื้อที่ดินพิพาท และจะนำที่ดินออกขายทอดตลาดใหม่ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ ในครั้งนี้มีนายเจตน์เป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 50,000,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายเจตน์กับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยนายเจตน์วางเงินมัดจำ 3,500,000 บาท ชำระราคาส่วนที่เหลือ 46,500,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป ครั้นวันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายเจตน์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 46,500,000 บาท ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยองจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายเจตน์แล้ว หลังจากนั้นนายเจตน์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบว่านายเจตน์ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้องและศาลฎีกาพิพากษายกฎีกา คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจากกรมบังคับคดี

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เรียกเงินราคาในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดเนื่องจากจำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคา เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำเอาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำและได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หลังจากจำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงสุดแล้วละเลยเสียไม่ชำระราคาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำอีกถึงสองครั้งเพราะผู้ประมูลครั้งที่สองก็ไม่ได้ชำระราคาและถูกริบมัดจำเช่นเดียวกันกับจำเลยจนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกประกาศขายทอดตลาดใหม่ จนกระทั่งนายเจตน์เข้าประมูลสู้ราคาสูงสุดจำนวน 50,000,000 บาท และชำระราคาครบถ้วนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 การขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าวจึงต้องถือว่าวันที่ผู้สู้ราคาสูงสุดได้ชำระราคาครบถ้วนเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ได้เป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและทำสัญญาซื้อขายตามที่จำเลยฎีกา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 นับแต่วันดังกล่าวไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาเดิมคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาคนเดิมต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดจึงเป็นความรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดจำนวนไว้แน่นอนแล้วว่าเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้สู้ราคาคนเดิมเสนอกับราคาที่ขายได้ในครั้งหลัง แม้ในหนังสือสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ข้อ 2.3 จะมีข้อความระบุว่า "หากจำเลยไม่ชำระค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด จำเลยยอมรับผิดชดใช้ให้เต็มจำนวนที่จำเลยประมูลไว้ในครั้งก่อน" ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงการนำเงื่อนไขตามหลักกฎหมายข้างต้นมาระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการตกลงกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ราคาส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดชำระจึงไม่เป็นเบี้ยปรับที่ศาลจะลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดโดยนำเงินมัดจำที่เจ้าพนักงานบังคับคดีริบไว้มาหักออกจากส่วนต่างราคาที่จำเลยจะต้องรับผิด ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2563
#662404
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของเครื่องหมายการค้า ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนพิจารณาว่ารายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้าได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ต่างก็มีคำว่า OASIS เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นเช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบอยู่ที่ด้านหลังด้วย แต่ก็เป็นเพียงภาคส่วนประกอบเท่านั้น สำหรับเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส หรือโอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับได้ว่ามีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกันอย่างมาก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งในส่วนนี้ แต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียน ช่องทางการจำหน่ายสินค้า และกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์และผู้บริโภคสินค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นสำคัญด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790118 ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค205612 ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้โดยการพกพาติดตัวหรือใช้เป็นส่วนประกอบเสริมกับเครื่องแต่งกาย จึงมีลักษณะการใช้ควบคู่หรืออยู่เคียงกับเครื่องแต่งกายของผู้บริโภคโดยทั่วไป แม้จะเป็นการจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน แต่สินค้ามีลักษณะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันดังกล่าว ผู้บริโภคสินค้าก็เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกซื้อสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว ก็มีโอกาสที่จะสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือได้ว่าสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1322/2558 เรื่อง เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 และให้จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1322/2558 เรื่อง เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 แล้วให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศอังกฤษยื่นคำคัดค้านว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้ใช้ โฆษณา เผยแพร่ และจำหน่ายสินค้าที่มีลักษณะเดียวกันมาก่อน ทั้งได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วในต่างประเทศ และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอักษรโรมันคำว่า OASIS แล้วในประเทศไทยจำนวน 4 คำขอ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนที่เป็นอักษรโรมันคำว่า OASIS ซึ่งเรียกขานว่า โอเอซิส เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด แต่เมื่อนำไปใช้กับสินค้าและบริการต่างจำพวกกัน และรายการสินค้าและบริการไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงชอบที่จะได้รับจดทะเบียนโดยไม่ขัดต่อมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ประกอบกับอักษรโรมันคำว่า OASIS แปลว่า บริเวณอุดมสมบูรณ์ในทะเลทราย จึงเป็นคำธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ที่บุคคลใดจะมีสิทธิหวงกันไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียวได้ และหลักฐานที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด นำส่งก็ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จึงให้ยกคำคัดค้านของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 790118 ต่อไป โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 วินิจฉัยว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ทะเบียนเลขที่ ค205612 แล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า OASIS เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า โอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกกันก็ตาม แต่เมื่อรายการสินค้ามีลักษณะเป็นเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายหรือใช้ประกอบในการแต่งกายเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของเครื่องหมายการค้า ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนพิจารณาว่ารายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้าได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ต่างก็มีคำว่า OASIS เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นเช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบอยู่ที่ด้านหลังด้วย แต่ก็เป็นเพียงภาคส่วนประกอบเท่านั้น สำหรับเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส หรือโอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับได้ว่ามีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกันอย่างมาก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งในส่วนนี้ แต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียน ช่องทางการจำหน่ายสินค้า และกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์และผู้บริโภคสินค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นสำคัญด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้โดยการพกพาติดตัวหรือใช้เป็นส่วนประกอบเสริมกับเครื่องแต่งกาย จึงมีลักษณะการใช้ควบคู่หรืออยู่เคียงกับเครื่องแต่งกายของผู้บริโภคโดยทั่วไป แม้จะเป็นการจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน แต่สินค้ามีลักษณะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันดังกล่าว ผู้บริโภคสินค้าก็เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกซื้อสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว ก็มีโอกาสที่จะสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือได้ว่าสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2829/2563
#663388
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเราหรือไม่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบต่อสู้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่โรงอาหารของโรงเรียน ต่อมา ว. พวกของจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายที่ 2 ไปร่วมประเวณีที่ห้องน้ำของโรงเรียนแล้วบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ที่ห้องน้ำ จากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันในลักษณะต่อเนื่องกันในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนกับพวกต้องรู้กันและตกลงกันในขณะที่นั่งรอ ว. ว่าผู้ใดจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสตั้งตัวและหลบหนีหรือขัดขืนได้ แล้วเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำทันที แม้ไม่มีจำเลยอื่นหรือบุคคลใดเข้าช่วยเหลือสนับสนุนหรือให้ความสะดวกให้มีการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เพราะจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ครบทุกคน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย แม้เด็กจะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำต่อเนื่องกันหลังจากที่ ว. ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำ แม้เป็นเพียงชั่วคราวก็ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่จะต้องร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 มายังที่เกิดเหตุถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 27 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 ส่งข้อความทางโปรแกรมเฟซบุ๊กถึงนาย ว. ให้มารับผู้เสียหายที่ 2 ไปดื่มสุรา ต่อมานาย ว. ขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 พาไปที่โรงอาหารของโรงเรียน เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 6 คน นาย ว. กับพวกชวนผู้เสียหายที่ 2 นั่งเล่นที่โรงอาหารดังกล่าว จากนั้นนาย ว. พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ห้องน้ำของโรงเรียนแล้วร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอม แล้วนาย ว. บอกผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ในห้องน้ำก่อน ระหว่างนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 6 คน เข้าไปในห้องน้ำทีละคนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำพบนาย ช. ปลัดอำเภอบ้านกรวด นาย ช. ติดต่อทางโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายที่ 1 มารับผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นนำจำเลยทั้งสามกับพวกซึ่งถูกจับกุมได้และผู้ปกครองมามอบตัวพร้อมพาผู้เสียหายทั้งสองไปสถานีตำรวจภูธรบ้านกรวด ร้อยตำรวจเอก ธ. พนักงานสอบสวน ส่งผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบ้านกรวด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเราหรือไม่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบต่อสู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่โรงอาหารของโรงเรียน ต่อมานาย ว. พวกของจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายที่ 2 ไปร่วมประเวณีที่ห้องน้ำของโรงเรียน แล้วบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ที่ห้องน้ำ จากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันในลักษณะต่อเนื่องกันในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนกับพวกต้องรู้กันและตกลงกันในขณะที่นั่งรอนาย ว. ว่าผู้ใดจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสตั้งตัวและหลบหนีหรือขัดขืนได้ แล้วเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำทันที แม้ไม่มีจำเลยอื่นหรือบุคคลใดเข้าช่วยเหลือสนับสนุนหรือให้ความสะดวกให้มีการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เพราะจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ครบทุกคน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย แม้เด็กจะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำต่อเนื่องกันหลังจากที่นาย ว. ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำ แม้เป็นเพียงชั่วคราวก็ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่จะต้องร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 มายังที่เกิดเหตุถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านแล้วถูกจำเลยทั้งสามกับพวกกระทำชำเรา ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาอันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม) ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวพลพร ไวทยางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2563
#663661
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 319

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.3 ข้อ 1.5 ข้อ 1.7 ข้อ 1.9 ข้อ 1.11 ข้อ 1.13 ข้อ 1.15 ข้อ 1.17 ข้อ 1.19 ข้อ 1.21 ข้อ 1.23 ข้อ 1.25 ข้อ 1.27 ข้อ 1.29 ข้อ 1.31 ข้อ 1.33 ข้อ 1.35 ข้อ 1.37 ข้อ 1.39 ข้อ 1.41 ข้อ 1.43 ข้อ 1.45 ข้อ 1.47 ข้อ 1.49 ข้อ 1.51 ข้อ 1.53 ข้อ 1.55 และ ข้อ 1.57 รวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามคำฟ้องข้อ 1.59 ถึงข้อ 1.67 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามคำฟ้องข้อ 1.2 ข้อ 1.4 ข้อ 1.6 ข้อ 1.8 และข้อ 1.10 รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามคำฟ้องข้อ 1.12 ข้อ 1.14 ข้อ 1.16 ข้อ 1.18 ข้อ 1.20 ข้อ 1.22 ข้อ 1.24 ข้อ 1.26 ข้อ 1.28 ข้อ 1.30 ข้อ 1.32 ข้อ 1.34 ข้อ 1.36 ข้อ 1.38 ข้อ 1.40 ข้อ 1.42 ข้อ 1.44 ข้อ 1.46 ข้อ 1.48 ข้อ 1.50 ข้อ 1.52 ข้อ 1.54 ข้อ 1.56 และข้อ 1.58 รวม 24 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวมจำคุก 444 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี (ที่ถูก ไปเพื่อการอนาจาร) รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 24 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 29 กระทง ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 9 กระทง และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 24 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดบัญญัติระวางโทษสำหรับความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองที่เบิกความว่า ไม่ประสงค์จะให้จำเลยถูกจำคุก ประกอบกับจำเลยได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท และจะรับผิดชอบเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 เป็นภริยา ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ตกลงกับจำเลยว่า หากจำเลยได้ทำตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จะไม่ติดใจเอาความและดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป โดยในวันที่ทำบันทึกจำเลยได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยก็ได้แต่งงานกับผู้เสียหายที่ 2 และเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 เป็นภริยา ทั้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 2 รักชอบพอจำเลยและมีเพศสัมพันธ์กันเป็นประจำจนผู้เสียหายที่ 2 ตั้งครรภ์ โดยจำเลยมิได้ใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งจำเลยยังเป็นโสด ไม่เคยมีภริยามาก่อน และหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ผู้เสียหายที่ 2 ได้คลอดบุตร จำเลยก็เป็นผู้แจ้งเกิดโดยระบุว่าตนเป็นบิดาและได้ให้การอุปการะดูแลผู้เสียหายที่ 2 กับบุตรด้วยดีตลอดมา กรณีจึงมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายที่ 2 และบุตร ยิ่งกว่าจะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แม้ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม วางโทษจำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติไว้ 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายชนันดา หัวดอน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ วิทูรากร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา