คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2563
#662409
เปิดฉบับเต็ม

แม้การค้นบ้านที่เกิดเหตุเป็นการค้นโดยไม่มีหมายค้น และร้อยตำรวจโท ถ. ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้ไปปรากฏตัวที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งชื่อหรือตำแหน่งแก่ พ. เจ้าของบ้านก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าก่อนที่จะดำเนินการค้นร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขอความยินยอมจาก พ. เจ้าของบ้าน รวมทั้งจำเลยและ ช. ผู้อาศัยอยู่ในบ้านก่อน แล้วจำเลยเป็นผู้นำการค้นด้วยตนเอง แสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจาก พ. ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุรวมทั้งจำเลยและ ช. ผู้อยู่อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอก ศ. ได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้ พ. จำเลยและ ช. ให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบและฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แต่อย่างใดไม่

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการตรวจค้นซึ่งได้ระบุข้อความว่า ...เนื่องจากมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนอยู่หรืออยู่ในนั้น และมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ทรัพย์นั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน อันเป็นข้อยกเว้นที่ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นอีกกรณีหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) ด้วย ดังนี้ เครื่องกระสุนปืนของกลางที่ร้อยตำรวจเอก ศ. ยึดได้จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชอบและใช้ยันจำเลยเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพอสมควร ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน ริบเครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิงของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 9 เดือน และฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง 2 ปี 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้การค้นบ้านที่เกิดเหตุเป็นการค้นโดยไม่มีหมายค้น และร้อยตำรวจโทถิรซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้ไปปรากฏตัวที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งชื่อหรือตำแหน่งแก่นางสาวพรทิพย์เจ้าของบ้านก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ก่อนที่จะดำเนินการค้นร้อยตำรวจเอกพิศุทธิ์ธรรมได้ขอความยินยอมจากนางสาวพรทิพย์เจ้าของบ้าน รวมทั้งจำเลยและนางพัชราวรรณผู้อาศัยอยู่ในบ้านก่อน แล้วจำเลยเป็นผู้นำการค้นด้วยตนเอง แสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมจากนางสาวพรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยและนางพัชราวรรณผู้อยู่อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกพิศุทธิ์ธรรมได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้นางสาวพรทิพย์ จำเลยและนางพัชราวรรณให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบและฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการตรวจค้น โดยในบันทึกการตรวจค้นดังกล่าวได้ระบุข้อความไว้ว่า...เนื่องจากมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนอยู่หรืออยู่ในนั้น และมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ทรัพย์นั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน อันเป็นข้อยกเว้นที่ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นอีกกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) ด้วย ดังนี้ เครื่องกระสุนปืนของกลางที่ร้อยตำรวจเอกพิศุทธิ์ธรรมยึดได้ จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชอบและใช้ยันจำเลยเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง รวมจำนวน 1,038 นัด แยกเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 338 นัด และเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำนวน 700 นัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางโทษจำคุกฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 ปี และฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตไว้ในครอบครอง 3 ปี แล้วลดโทษความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้อีกหนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และ 2 ปี 3 เดือน จึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเครื่องกระสุนปืนทั้งหมดสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องดูแลมารดาซึ่งชราภาพและมีโรคประจำตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — ดาบตำรวจหรือนาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายศุภชัย สิริอรุณรุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2563
#682042
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ หนี้ที่โจทก์ขอบังคับเป็นหนี้กระทำการในคดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย เมื่อต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณาและไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ดำเนินคดีนี้ต่อไป ศาลชั้นต้นย่อมต้องงดการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเรื่องนี้ว่า ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยไม่ได้แก้ไขเรื่องดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องคดีค้างพิจารณา เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของผู้บริหารแผนที่จะต้องเข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

จำเลยฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทพร้อมชำระค่าเสียหาย แม้มิใช่การฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) แต่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) เมื่อปรากฏว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมสามารถยกคดีในส่วนฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไปได้ ตามข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่บัญญัติว่า "...เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมซึ่งพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเดียวกัน จำต้องพิจารณาไปในทางเดียวกัน ประกอบกับศาลต้องงดพิจารณาในส่วนของคำฟ้องไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่ายในการฟ้องและต่อสู้คดี ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะงดการพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งไว้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 39 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 หากต่อมาคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงหรือศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีนี้ในส่วนของโจทก์ต่อไป จึงให้ยกคดีทั้งในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 79255 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 81/141 ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและเรียกค่าเสียหาย 283,900 บาท และชำระค่าเสียหายรายเดือน อัตราเดือนละ 16,700 บาท นับจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อย ใช้การได้ดี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาคดีไว้ โดยมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยในฐานะลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน โจทก์มิได้นำหนี้ในคดีนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ จำเลยในฐานะผู้บริหารแผนยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขออนุญาตดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ในส่วนฟ้องแย้ง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความรวมทั้งฟ้องแย้งของจำเลยด้วย และให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง 1,100 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งจำหน่ายคดีส่วนฟ้องแย้งของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้เสียจากสารบบความขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ หนี้ที่โจทก์ขอบังคับเป็นหนี้กระทำการในคดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย เมื่อต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณาและไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ดำเนินคดีนี้ต่อไป ศาลชั้นต้นย่อมต้องงดการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่บัญญัติว่า "...ในกรณีที่มีการฟ้องคดี หรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเรื่องนี้ว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (8) ประกอบมาตรา 90/41 ทวิ เป็นเรื่องที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้กับผู้บริหารแผนและเป็นอำนาจของผู้บริหารแผนที่จะรับหรือไม่ยอมรับเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้หรือบุคคลใดที่ได้รับความเสียหายโดยการกระทำของผู้บริหารแผนอาจยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลซึ่งหมายถึงศาลล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่ง ศาลในคดีแพ่งจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้อีก ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยไม่ได้แก้ไขเรื่องดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องคดีค้างพิจารณา เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของผู้บริหารแผนที่จะต้องเข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลย กรณีมิใช่เรื่องผู้บริหารแผนใช้สิทธิไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ และคำสั่งของศาลล้มละลายกลางในเรื่องดังกล่าวถึงที่สุดเพื่อให้โจทก์ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังที่ศาลชั้นต้นอ้างมาไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งจำหน่ายคดีส่วนฟ้องแย้งของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทพร้อมชำระค่าเสียหาย แม้ว่าจะมิใช่เป็นการฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) แต่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ซึ่งตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นทรัพย์สินนำออกจำหน่ายหรือนำออกให้เช่าและปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมสามารถยกคดีในส่วนฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไปได้ ตามข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่บัญญัติว่า "...เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมซึ่งพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเดียวกัน จำต้องพิจารณาไปในทางเดียวกัน ประกอบกับศาลต้องงดพิจารณาในส่วนของคำฟ้องไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่ายในการฟ้องและต่อสู้คดี ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะงดการพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ซึ่งหากต่อมาคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงหรือศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีนี้ในส่วนของโจทก์ต่อไป จึงค่อยยกคดีทั้งในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไปพร้อมกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการจำหน่ายคดีเด็ดขาดจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้งดการพิจารณาในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งไว้ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น หากคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงหรือศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีในส่วนของโจทก์ต่อไป ให้คู่ความแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อหยิบยกคดีนี้ทั้งในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4) ม. 90/12 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนตรี โรจน์วัฒนบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ประมวญ รักศิลธรรม
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3561/2563
#662625
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ยอมให้พนักงานจราจรทดสอบว่าจำเลยหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราด้วยวิธีการตรวจวัดลมหายใจนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 154 (3) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่มีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 24, 43 (2), 142, 142 วรรคสอง, 154, 154 (3), 160 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 368

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 142 วรรคสอง, 154 (3), 160 ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 14 วัน ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 14 วัน ปรับ 2,000 บาท ลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 วัน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุก ให้เปลี่ยนเป็นกักขังแทน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง และให้ลงโทษปรับ 15,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประสบภัยจากจราจรไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไม่ยอมให้ทดสอบว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราด้วยวิธีการตรวจวัดลมหายใจของพนักงานจราจรนั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง ความว่า เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งหากฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีส่วนที่ว่าด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 154 (3) โดยระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท จึงเห็นได้ว่า การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนี้ พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ กำหนดโทษไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษแล้ว ดังนั้น กรณีจึงไม่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง และให้ยกฟ้องความผิดฐานนี้โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง, 154 (3) นั้นเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ลงโทษจำเลยตามมาตรา 154 (3) จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง, 154 (3) ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราปรับ 7,500 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว รวมปรับ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 368
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 142 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางสาวพรรณธวัช มวญนรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอรุณ ขาวแสง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3556/2563
#662624
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งประกอบอาชีพแพทย์โดยขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลกับได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการสถานพยาบาลคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูติศาสตร์ - นรีเวชวิทยา แต่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลซึ่งรวมถึงตัวจำเลยเองจัดให้มีการบริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในสถานพยาบาลแก่ผู้ว่าจ้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ตามประกาศแพทยสภา โดยให้หญิงซึ่งมิได้เป็นญาติโดยสายเลือดของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรตั้งครรภ์แทนคู่สมรสนั้น และโดยจำเลยมิได้รับหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 34 (2), 65ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย" โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่า จำเลยกระทำฝ่าฝืนประกาศแพทยสภาที่ 1/2540 และที่ 21/2544 ซึ่งออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 21 (1) ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวัตถุประสงค์ของแพทยสภา ส่วนมาตรา 21 เป็นบทบัญญัติที่ให้คณะกรรมการแพทยสภามีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ แต่กฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือประกาศแพทยสภานั้นมีความผิดและไม่ได้กำหนดโทษไว้ จึงต้องถือว่าขณะจำเลยกระทำการตามโจทก์บรรยายฟ้องไว้ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงต้องถือว่าขณะจำเลยกระทำการตามโจทก์บรรยายฟ้องไว้ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7, 21 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 34 (2), 65 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4, 7, 21

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 34 (2), 65 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4, 7, 21 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยประกอบอาชีพแพทย์โดยขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลและจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการสถานพยาบาลคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูติศาสตร์ - นรีเวชวิทยา ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลซึ่งรวมถึงจำเลยจัดให้มีการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในสถานพยาบาลแก่ผู้ว่าจ้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ตามประกาศแพทยสภาโดยให้หญิงซึ่งตั้งครรภ์แทนมิได้เป็นญาติโดยสายเลือดของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรนั้น และจำเลยมิได้รับหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7, 21 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย" โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนประกาศแพทยสภาที่ 1/2540 และที่ 21/2544 ซึ่งออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 21 (1) ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมฯ มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวัตถุประสงค์ของแพทยสภา ส่วนมาตรา 21 เป็นบทบัญญัติที่ให้คณะกรรมการแพทยสภามีอำนาจหน้าที่ เช่น บริหารกิจการของแพทยสภาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา 7 ออกข้อบังคับว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของแพทยสภาหรืออยู่ในอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาตามกฎหมายอื่น โดยข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่กฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือประกาศแพทยสภานั้นมีความผิด และไม่ได้กำหนดโทษไว้ จึงต้องถือว่าขณะจำเลยกระทำการตามโจทก์บรรยายฟ้องไว้ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7, 21 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 7, 21 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 7 ม. 21
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 34 (2) ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นางสาววรรณวิภา เชาวภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3522/2563
#663392
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดให้ศาลยกฟ้องเสีย คำว่า "กำหนดนัด" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน หรือกำหนดนัดพิจารณาซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยแถลงขอนำคดีเข้าศูนย์ไกล่เกลี่ย และศาลชั้นต้นอนุญาตและมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา เป็นการนัดผู้เสียหายและจำเลยมาไกล่เกลี่ยมิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ แม้จะเป็นวันเดียวกับที่ศาลกำหนดนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ/คุ้มครองสิทธิ/ตรวจพยานหลักฐาน/ไกล่เกลี่ย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอีกว่าหากจำเลยให้การปฏิเสธให้ผู้พิพากษาประจำศูนย์กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและประชุมคดี และแจ้งคู่ความ แสดงว่าในการนัดตรวจพยานหลักฐานนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดวันนัดและแจ้งให้คู่ความทราบอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นการที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานและวันนัดพิจารณา จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ พร้อมกุญแจรถจักรยานยนต์ หรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 144,516.06 บาท แก่บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลิส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง นัดสอบคำให้การจำเลย วันที่ 12 มิถุนายน 2562 จำเลยให้การปฏิเสธ และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาท้ายคำให้การว่า จำเลยแถลงต้องการทนายความและขอนำคดีเข้าศูนย์ไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นสั่งให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ/คุ้มครองสิทธิ/ตรวจพยานหลักฐาน/ไกล่เกลี่ยในวันเวลาดังกล่าว ให้จำเลยพบทนายความก่อนถึงวันนัด หากจำเลยให้การปฏิเสธให้ผู้พิพากษาประจำศูนย์กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและประชุมคดี และแจ้งให้คู่ความ ทนายความปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐานด้วย ถึงวันนัดจำเลยและทนายจำเลยมาศาล โจทก์ทราบนัดแล้วไม่มา ศาลชั้นต้นรอโจทก์จนถึงเวลา 11.10 นาฬิกา แล้วมีคำสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไปชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย คำว่า "กำหนดนัด" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานหรือกำหนดนัดพิจารณา ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังศาลชั้นต้นประทับฟ้องและจำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธแล้ว จำเลยแถลงขอนำคดีเข้าศูนย์ไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา ทั้งต่อมานิติกรชำนาญการพิเศษของศาลชั้นต้นมีหนังสือเชิญผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายมาไกล่เกลี่ยกับจำเลย ณ ห้องประชุมไกล่เกลี่ย ชั้น 2 ในวันเวลาดังกล่าวเพื่อยุติคดีตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการนัดผู้เสียหายและจำเลยมาไกล่เกลี่ยซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ/คุ้มครองสิทธิ/ตรวจพยานหลักฐาน/ไกล่เกลี่ยวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา หากจำเลยให้การปฏิเสธให้ผู้พิพากษาประจำศูนย์กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและประชุมคดี และแจ้งให้คู่ความ ทนายความปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐานด้วย แสดงว่าในการนัดตรวจพยานหลักฐานนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดวันนัดและแจ้งให้คู่ความทราบอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ซึ่งมิใช่วันนัดตรวจพยานหลักฐานหรือนัดพิจารณา จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโจทก์เสียได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ให้ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไปนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายรุ่งโรจน์ ไวปัญญา
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3515/2563
#662247
เปิดฉบับเต็ม

ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้คู่ความฟัง ก็ต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องของจำเลยที่ขอแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นการไม่ชอบ

คำร้องของจำเลยเป็นการร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เพื่อเป็นเหตุเพิ่มเติมในการขอให้รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นการเพิ่มเติมจากที่อุทธรณ์ไว้ มีลักษณะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจอนุญาตตามคำร้องขอได้ แต่ควรให้รับไว้เป็นคำแถลงการณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 205

จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วม แล้วจึงใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วม เป็นการบุกรุกโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะเข้าไปใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อที่จะบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 364, 365, 371, 391จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, มาตรา 365 และมาตรา 391)

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (1) (2) (ที่ถูก มาตรา 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 364), 371, 391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยมีอาวุธและโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กับฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยมีอาวุธและโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันเกิดเหตุ (วันเกิดเหตุวันที่ 27 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยยื่นคำร้องขอแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมลงวันที่ 25 กันยายน 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีปรากฏในสำนวนอยู่แล้วว่าจำเลยได้วางเงินเพื่อชำระแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ร่วมมารับไปเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับคำร้องฉบับนี้ จำเลยยื่นหลังจากที่สำนวนและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 กลับมาที่ศาลนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ส่งคำร้องฉบับนี้ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 อีก และไม่มีเหตุให้ควรเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ออกไป จึงยกคำร้อง และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งคำร้องขอแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมลงวันที่ 25 กันยายน 2562 ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณา และไม่เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นการผิดระเบียบ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว แต่ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้คู่ความฟัง ก็ต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 สั่ง ซึ่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวเป็นการร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับผลของคดีที่จำเลยร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมในคดีหมายเลขดำที่ อ.508/2562 ของศาลชั้นต้น เพื่อเป็นเหตุเพิ่มเติมในการขอให้รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นการเพิ่มเติมจากที่อุทธรณ์ไว้ มีลักษณะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจอนุญาตตามคำร้องขอได้ แต่ควรให้รับไว้เป็นคำแถลงการณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 205 แต่ตามวรรคสามของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า คำแถลงการณ์เป็นหนังสือมิให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ให้นับว่าเป็นแต่คำอธิบายข้ออุทธรณ์เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วคำแถลงการณ์ของจำเลยไม่มีคำอธิบายอย่างใดที่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยโดยมีกรรไกรเป็นอาวุธ บุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ดังกล่าว อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วม โดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้กรรไกรดังกล่าวจี้บริเวณลำคอของโจทก์ร่วมและขู่เข็ญว่าจะฆ่าให้ตาย อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ผ้าขาวม้ารัดคอโจทก์ร่วม จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมมีบาดแผลฟกช้ำบริเวณคางและรอบลำคอใต้คาง โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และในการสืบพยานคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมปิดประตูหน้าบ้านไว้แต่ไม่ได้ล็อกประตู จำเลยเปิดประตูเข้ามาแล้วเข้ามาหาโจทก์ร่วม พร้อมใช้กรรไกรจี้บริเวณลำคอโจทก์ร่วมพร้อมกับพูดว่าอย่าส่งเสียงดัง หลังจากนั้นจำเลยใช้กรรไกรเหน็บไว้ที่สะเอว แล้วดึงผ้าขาวม้ามารัดคอโจทก์ร่วมเพื่อพยายามข่มขืน ซึ่งจำเลยก็มิได้นำพยานเข้าสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมแล้วจึงใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วม เป็นการบุกรุกโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะเข้าไปใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อที่จะบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 365 (1) มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 205 ม. 208 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายอุทัย ปล้องใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2563
#655860
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นให้สืบพยานไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อในการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์มีหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ระบุว่า ก. เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และ ก. มอบอำนาจให้ ญ. มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อกับมีอำนาจตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจ ญ. จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้บุคคลใดลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ การที่ ญ. มอบอำนาจช่วงอีกทอดหนึ่งให้ ร. ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ แล้วปรากฏลายมือชื่อ ร. ลงไว้ในช่องผู้ให้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อเป็นลำดับ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้ติดใจสงสัยเกี่ยวกับลายมือชื่อ ร. ที่ลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมาเพียงฝ่ายเดียวในคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จึงมีรายละเอียดข้อสำคัญพอให้เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งรับฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ร. ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์แล้ว

โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การดำเนินการอันเกี่ยวกับธุรกิจของโจทก์ย่อมมีการลงทุนและเสียค่าใช้จ่าย ทั้งโจทก์ย่อมมุ่งหวังผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนประกอบธุรกิจของตนบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้น การที่โจทก์คิดค่าเช่าซื้อตามสัญญาโดยนำเงินลงทุนที่โจทก์ใช้จ่ายไปเกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคำนวณรวมกับดอกเบี้ยในแต่ละงวด เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์หรือกำไรในเชิงธุรกิจของตน และการคิดคำนวณผลประโยชน์ของโจทก์เช่นนั้นมิได้สูงเกินสมควรหากยังคงอยู่ภายใต้มาตรฐานแห่งเศรษฐกิจกับความเป็นจริงของค่าครองชีพของประชาชนในสังคม ทั้งมิได้เป็นการคิดคำนวณผลประโยชน์ที่ต้องห้ามต่อกฎหมายด้วยแล้ว จึงยังมิอาจกล่าวว่าการคิดค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์เป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับค่าขาดราคาหรือเบี้ยปรับอันพึงชดใช้แก่กันนั้น เป็นเพียงข้อกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าเสียหายภายหลังจากเลิกสัญญาที่คู่สัญญาสามารถตกลงกันไว้ได้ โจทก์ก็หาได้นำหนี้ดังกล่าวไปรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าซื้อดังที่จำเลยทั้งสองเข้าใจและอ้างมาในฎีกา ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่ข้อตกลงสำเร็จรูปที่ทำให้โจทก์ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบจำเลยที่ 1 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร หรือมีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ อันต้องด้วยลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2550

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 2 งวดติดต่อกัน และโจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 โดยชอบ ข้อเท็จจริงกลับได้ความต่อไปตามคำฟ้องและคำเบิกความของ น. ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับรายละเอียดในใบแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซื้อทรัพย์ ที่ระบุถึงเรื่องที่โจทก์เป็นฝ่ายติดตามรถยนต์คืน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านในการนั้น พฤติการณ์ของโจทก์ที่ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดนัดยินยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยไม่อิดเอื้อนเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 180,746.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,837.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 101,837.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ภง 7566 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 443,887.80 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 60 งวด งวดละ 7,916 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 และมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 22 งวด เป็นเงิน 162,758.88 บาท และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 23 ประจำวันที่ 5 กันยายน 2556 เป็นต้นไปเกินกว่าสองงวดติดต่อกัน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาแล้วนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 122,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้ลงนามเป็นผู้ให้เช่าซื้อไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อในการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์มีหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ระบุว่า นางกรรณิกา เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และนางกรรณิกามอบอำนาจให้นายญนน์ มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อกับมีอำนาจตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง นายญนน์จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อมอบอำนาจช่วงให้บุคคลใดลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ การที่นายญนน์มอบอำนาจช่วงอีกทอดหนึ่งให้นางรัศมี ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ แล้วปรากฏลายมือชื่อของนางรัศมีลงไว้ในช่องผู้ให้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อเป็นลำดับ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้ติดใจสงสัยเกี่ยวกับลายมือชื่อนางรัศมีที่ลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมาเพียงฝ่ายเดียวในคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จึงมีรายละเอียดข้อสำคัญพอให้เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางรัศมีลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์แล้ว ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้ลงนามเป็นผู้ให้เช่าซื้อไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า สัญญาเช่าซื้อที่มีข้อความตกลงรวมค่าขาดราคา ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับเป็นค่าเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การดำเนินการอันเกี่ยวกับธุรกิจของโจทก์ย่อมมีการลงทุนและเสียค่าใช้จ่าย ทั้งโจทก์ย่อมมุ่งหวังผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนประกอบธุรกิจของตนบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้น การที่โจทก์คิดค่าเช่าซื้อตามสัญญาโดยนำเงินลงทุนที่โจทก์ใช้จ่ายไปเกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคำนวณรวมกับดอกเบี้ยในแต่ละงวด เพื่อให้ตนได้รับผลประโยชน์หรือกำไรในเชิงธุรกิจของตน และการคิดคำนวณผลประโยชน์ของโจทก์เช่นนั้นมิได้สูงเกินสมควร หากยังคงอยู่ภายใต้มาตรฐานแห่งเศรษฐกิจกับความเป็นจริงของค่าครองชีพของประชาชนในสังคม ทั้งมิได้เป็นการคิดคำนวณผลประโยชน์ที่ต้องห้ามต่อกฎหมายด้วยแล้ว จึงยังมิอาจกล่าวว่าการคิดค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์เป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับค่าขาดราคาหรือเบี้ยปรับอันพึงชดใช้แก่กันนั้น เป็นเพียงข้อกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าเสียหายภายหลังจากเลิกสัญญาที่คู่สัญญาสามารถตกลงกันไว้ได้ โจทก์ก็หาได้นำหนี้ดังกล่าวไปรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าซื้อดังที่จำเลยทั้งสองเข้าใจและอ้างมาในฎีกา ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่ทำให้โจทก์ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบจำเลยที่ 1 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร หรือมีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ อันต้องด้วยลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาเพราะผลจากการสมัครใจเลิกสัญญาให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 2 งวด ติดต่อกัน และโจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 โดยชอบ ข้อเท็จจริงกลับได้ความต่อไปตามคำฟ้องและคำเบิกความของนายนรินทร์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับรายละเอียดในใบแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซื้อทรัพย์ ที่ระบุถึงเรื่องที่โจทก์เป็นฝ่ายติดตามรถยนต์คืน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านในการนั้น พฤติการณ์ของโจทก์ที่ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดนัดยินยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยไม่โต้แย้งหรืออิดเอื้อนเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,837.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายรัตนโชติ แสนภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุรฤทธิ์ ธีระศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประมวญ รักศิลธรรม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2563
#663410
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เนื่องจากจำเลยเป็นผู้นำชี้ให้ยึดโดยเมทแอมเฟตามีน 538 เม็ด จำเลยฝังดินไว้นอกรั้วบ้าน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 8,000 เม็ด จำเลยฝังดินไว้ในสวนพริก ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองจำนวนถูกฝังดินซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำไปชี้ตำแหน่งที่ซุกซ่อน ย่อมเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนมาเป็นของกลางในคดีนี้ได้ การให้ข้อมูลของจำเลยเป็นผลให้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่แพร่ระบาดไปสู่สังคมในวงกว้าง ถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและควบคุมตัวนายอำนาจ ที่หน้าธนาคาร แล้วแยกควบคุมตัวไปรถคนละคัน เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 8,538 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 737.715 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 140.620 กรัม เป็นของกลาง แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในวันเกิดเหตุ พันตำรวจโทวิชาญยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุงพร้อมซิมการ์ดหมายเลข 06 3145 xxxx จากกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งตรงกับหมายเลขโทรศัพท์บุคคลชื่ออ้าย ตามเอกสารที่ระบุว่ามีรายการเรียกเข้ามาในเวลา 20 นาฬิกา และการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์กับนางสาวสาลินีในวันเกิดเหตุ โดยมีภาพถ่ายแสดงภาพหน้าจอของจำเลยปรากฏอยู่ด้วย ประกอบกับพันตำรวจโทสุเทพยังเบิกความว่า จำเลยมีการติดต่อกับนางสาวรุ่งนภา ในเครือข่ายยาเสพติด ซึ่งภาพถ่ายหน้าจอปรากฏรูปของจำเลยเช่นเดียวกัน แม้นางสาวสาลินีจะเบิกความขัดแย้งกับบันทึกคำให้การ โดยอ้างว่า ได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากนายอำนาจ พยานไม่ได้อ่านข้อความในคำให้การ แต่ลงลายมือชื่อไว้นั้น เห็นว่า พันตำรวจโทสุเทพร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นไปสอบถามคำให้การนางสาวสาลินีในเรือนจำถึง 2 ครั้ง คือในวันที่ 27 และ 28 ธันวาคม 2560 นางสาวสาลินีให้การเกี่ยวกับรายละเอียดการติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การโอนเงินให้จำเลย หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย รวมทั้งมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยเข้าไปเยี่ยมนางสาวสาลินีในเรือนจำและพูดจาหว่านล้อมไม่ให้นางสาวสาลินีซัดทอดถึงจำเลยโดยมีข้อแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ซึ่งตามปกติวิสัยทั่วไปย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ และสอดคล้องกับรายการโทรศัพท์ในชื่อ "อ้าย" และหมายเลขโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวสาลินี ประกอบกับทนายความจำเลยมิได้ถามค้านพันตำรวจโทสุเทพในข้อนี้เพื่อกระจายข้อเท็จจริงทำลายน้ำหนักให้ลดน้อยลงว่านางสาวสาลินีให้ถ้อยคำโดยไม่สมัครใจและมีการกระทำที่มิชอบอย่างไร จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าเหตุที่นางสาวสาลินีมาเบิกความเป็นปรปักษ์กับพยานโจทก์ก็เพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แม้คำให้การของนางสาวสาลินีจะเป็นคำซัดทอด แต่ก็มิได้ทำให้นางสาวสาลินีพ้นความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเสียทีเดียว หากพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้วเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานซัดทอดนั้น เพียงแต่การชั่งน้ำหนักจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์แห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อฟังประกอบกับคำเบิกความของนายอำนาจ ซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งจำเลยรับว่าเป็นฝ่ายชักชวนนายอำนาจให้ไปที่ธนาคารกับจำเลยจนกระทั่งถูกจับกุม นายอำนาจเบิกความถึงการสนทนาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างจำเลยกับนางสาวสาลินีก่อนไปที่ธนาคาร และยังเบิกความถึงการว่าจ้างให้นายอำนาจขับรถนำทางจำเลยไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนที่จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งการขุดฝังเมทแอมเฟตามีนไว้ที่สวนพริกเพื่ออำพรางการกระทำผิด สอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทสุเทพและพันตำรวจโทวิชาญ หากจำเลยมิได้ปกปิดความผิดด้วยวิธีการดังกล่าว ก็ย่อมเป็นการยากที่จะไปขุดพบเมทแอมเฟตามีนได้ในตำแหน่งที่แม่นยำ ทั้งขณะนั้นนายอำนาจก็มิได้ไปพร้อมกับจำเลยที่สวนพริกอีกด้วย ย่อมเป็นข้อที่ไม่มีเหตุอันควรแก่การสงสัยว่าจำเลยจะไม่ได้ชี้จุดที่ขุดพบเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาพของจำเลยที่แจ้งถึงเมทแอมเฟตามีนที่ฝังไว้ข้างรั้วบ้านจำเลย และที่สวนพริกอีกด้วย แม้จำเลยอ้างว่าถูกขู่บังคับทำร้ายร่างกาย แต่จำเลยก็มิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เรือนจำนำตัวจำเลยไปพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพร่างกายว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายหรือไม่ นับว่าเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้างทำให้ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมดังกล่าวแล้ว จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในข้อหาดังกล่าวชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้นำชี้ให้ยึดโดยเมทแอมเฟตามีน 538 เม็ด จำเลยฝังดินไว้นอกรั้วบ้าน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 8,000 เม็ด จำเลยฝังดินไว้ในสวนพริก ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองจำนวนถูกฝังดินซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำไปชี้ตำแหน่งที่ซุกซ่อนดังกล่าว ย่อมเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนมาเป็นของกลางในคดีนี้ได้ การให้ข้อมูลของจำเลยเป็นผลให้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่แพร่ระบาดไปสู่สังคมในวงกว้าง ตามรูปคดีถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุก 30 ปี และปรับ 900,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 45 ปี และปรับ 1,350,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายกิตติกานต์ พละคช
ศาลอุทธรณ์ — หม่อมหลวง นารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3480/2563
#662580
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตทั้งสองกรณีแตกต่างกัน แสดงว่าในแต่ละฐานความผิดต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และเป็นการกระทำที่ต่างจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์หรือประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ดี หรือฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ดี กับความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์และฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 16, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4, 26, 43 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 30, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 มาตรา 3, 28, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 มาตรา 28, 50 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมสองกระทงจำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์และฐานร่วมกันประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมสองกระทงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 กระทงหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57 อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกในข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์และฐานร่วมกันประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตทั้งสองกรณีแตกต่างกัน แสดงว่าในแต่ละฐานความผิดต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และเป็นการกระทำที่ต่างจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์หรือประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ดี หรือฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ดี กับความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์และฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไปและขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี และยังลดโทษให้เพราะจำเลยให้การรับสารภาพอีกกระทงละกึ่งหนึ่ง นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่านี้ และการที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำการตรวจรักษาบุคคลหลายคนเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทน โดยมิได้เป็นผู้มีวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้บุคคลที่จำเลยตรวจรักษาได้รับอันตราย และจำเลยเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันมาแล้ว ซึ่งศาลให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยการรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก แสดงว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ การรอการลงโทษใช้ไม่ได้ผลกับจำเลย ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายวิสูตร เจนสุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนภดล ลัญฉเวโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2563
#662620
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 9, 10, 12 (1) (2) อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้น พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนจนเสร็จ ถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

การที่จำเลยเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลผู้เสียหายที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับจำเลย โดยจำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของโรงพยาบาลผู้เสียหาย แล้วทำการปิดระบบกระจายสัญญาณเพื่อปิดระบบโปรแกรมสำหรับบริการทางการแพทย์ อันเป็นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลผู้เสียหายถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละคราว เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 12 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 10 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัว ต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันมิใช่ความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 5, 9, 10, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 12 (2) เดิม ประกอบมาตรา 10 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 12 (2) เดิม ประกอบมาตรา 10 ฐานกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเอสเค เน็ตเวิร์ค ซิสเต็มส์ จำกัด เมื่อปี 2556 โรงพยาบาลสุรินทร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ทำสัญญาซื้อขายรายการติดตั้งสายสัญญาณภายในอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินใหม่ และระบบการเชื่อมโยงระบบเดิมภายในโรงพยาบาลกับอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินใหม่กับบริษัทเอสเค เน็ตเวิร์ค ซิสเต็มส์ จำกัด จำเลยได้วางระบบคอมพิวเตอร์ โดยติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายไว้ที่ศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษา แล้วเชื่อมต่อไปยังอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ รวมทั้งอาคารต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล และติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณยี่ห้อ Cisco รุ่น 3750 สำหรับการเชื่อมต่อ โรงพยาบาลสุรินทร์ใช้ระบบบริการทางการแพทย์หรือระบบ SSB ในการบริหารจัดการข้อมูลในหน่วยงานและแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เช่น ห้องผ่าตัด งานวิสัญญี รวมทั้งการนัดหมายผู้ป่วย ในการเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ผู้เข้าระบบจะต้องลงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน โดยมีผู้ทราบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านดังกล่าว 6 คน คือ นายวรเวทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นายธาดา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นายนันตศักดิ์ เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ นายปรัชญา เจ้าหน้าที่ของบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) นายสามารถ วิศวกรของบริษัทซิสโก้ ซีสเต็มส์ จำกัด และจำเลย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ระบบ SSB ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากอุปกรณ์กระจายสัญญาณถูกปิดจุดเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย จากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าใช้คอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์กระจายสัญญาณ หรือ Log ปรากฏว่า มีผู้สั่งปิดระบบ SSB โดยใช้หมายเลข IP : 223.207.16x.xxx จากเครื่องคอมพิวเตอร์ภายนอกโรงพยาบาล ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 3BB เข้ามาควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายซึ่งใช้หมายเลข IP : 10.255.3x.xxx แล้วเข้าไปปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ระบบ SSB ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ใช้การไม่ได้อีก เนื่องจากตัวกระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ถูกปิดจุดเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย โดยมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอก ซึ่งใช้หมายเลข IP : 223.205.10x.xxx ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต 3BB เข้ามาควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย แล้วเข้าไปปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ สำหรับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้การดำเนินคดีอาญาของโรงพยาบาลสุรินทร์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขจะมีสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีได้ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 9, 10, 12 (1) (2) อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนจนเสร็จ ถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้เข้าสู่ระบบจะต้องทราบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านจึงจะสามารถเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนึ่งในบุคคลเพียงหกคนเท่านั้นที่ทราบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านโดยจำเลยเป็นผู้วางระบบคอมพิวเตอร์และติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายให้โรงพยาบาลสุรินทร์ นอกจากนั้นเมื่อตรวจสอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ย้อนหลังไปในเวลาเกิดเหตุปรากฏว่า มีการใช้หมายเลข IP : 223.207.16x.xxx วันที่ 10 ธันวาคม 2559 เวลา 1.13.42 นาฬิกา และ 1.28.35 นาฬิกา กับหมายเลข IP : 223.205.10x.xxx วันที่ 12 ธันวาคม 2559 เวลา 11.43 นาฬิกา ซึ่งหมายเลข IP หรือ IP Address ดังกล่าวบริษัทเอสเค เน็ตเวิร์ค ซิสเต็มส์ จำกัด เป็นผู้ใช้บริการโดยมีจำเลยเป็นผู้ติดต่ออีกด้วย แม้ผู้ให้บริการไม่มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงในส่วนนี้ แต่โจทก์มีพันตำรวจโทรัฐพงษ์ พนักงานสอบสวนผู้ขอข้อมูลจากผู้ให้บริการมาเบิกความประกอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ท้ายหนังสือเรื่องการตรวจสอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ดังกล่าวยืนยันว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบหมายเลข IP ดังกล่าวว่าเป็นของผู้ใช้บริการรายใด จนกระทั่งผู้ให้บริการมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบมา โดยไม่ปรากฏข้อสงสัยว่าจะมีการกลั่นแกล้งให้ร้ายจำเลยหรือมีข้อพิรุธแต่ประการใด จำเลยเป็นผู้วางระบบคอมพิวเตอร์และติดตั้งเครื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้โรงพยาบาลสุรินทร์เพื่อเชื่อมโยงระบบบริการทางการแพทย์ หากระบบดังกล่าวขัดข้องหรือไม่สะดวกต่อการใช้งานย่อมเป็นธรรมดาที่โรงพยาบาลสุรินทร์จะต้องแก้ไขปรับปรุงหรือวางระบบใหม่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเลยย่อมอยู่ในข่ายที่จะได้รับประโยชน์หากได้รับมอบหมายให้ทำสัญญาดังเช่นที่เคยทำมา ดังนี้ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 3BB เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของโรงพยาบาลสุรินทร์ หรือไม่มีการตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใด ชนิดใดจากจำเลยไปตรวจสอบเพราะจำเลยสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใด ๆ ของบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ก็หาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงจนถึงกับรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสถามค้านผู้ให้บริการซึ่งไม่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ และการตรวจสอบหมายเลข IP จะถูกต้องหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยสามารถอ้างผู้ให้บริการมาเบิกความเป็นพยานจำเลยเพื่อหักล้างความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบหมายเลข IP ได้ แต่จำเลยกลับอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเพียงปากเดียวโดยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการตรวจสอบหมายเลข IP ไม่ถูกต้องอย่างใด ทั้งผู้ให้บริการมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ปรากฏว่าการตรวจสอบเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดประการใดย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ต้องเก็บจาก Log ซึ่งติดตั้งอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายโดยผู้ที่มีคุณสมบัติและได้รับอนุญาตให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะเก็บข้อมูลดังกล่าวได้ การเก็บข้อมูลของโรงพยาบาลสุรินทร์จึงไม่เป็นไปตามกฎหมายและไม่อาจนำข้อมูลมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า โรงพยาบาลสุรินทร์มิใช่ผู้ให้บริการตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 การเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ที่กระทำโดยนายนันตศักดิ์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าการจัดเก็บไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดประการใด เช่นนี้ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่า อุปกรณ์กระจายสัญญาณอาจเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาเพราะใช้มาเป็นเวลานาน หรือเสียหายจากระบบไฟฟ้าตก กระชาก ทำให้เสื่อมสภาพนั้น เห็นว่า ขัดกับผลการตรวจสอบของนายวรเวทย์ นายธาดา และนายนันตศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบของโรงพยาบาลสุรินทร์ที่พบว่ามีการปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ เมื่อแก้ไขโดยเปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณก็กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยเฉพาะยังได้ความจากนายวรเวทย์เบิกความว่า เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลแล้วก็ไม่เกิดปัญหาอีก จึงไม่มีข้อสงสัยว่า การที่ระบบบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ขัดข้องจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยมั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสุรินทร์แล้วปิดระบบกระจายสัญญาณอันเป็นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวางหรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละคราว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหาใช่ความผิดกรรมเดียวกันไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 10 ม. 12 (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสุรศักดิ์ ศรีศุภรางค์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจรัสศรี จริยากูล
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3465/2563
#662628
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคานั้น เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะขายสุราในสถานบริการของจำเลยให้ได้จำนวนมากขึ้น แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขายกับความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์และจำหน่ายสุราแก่เด็กเป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน แต่ก็เกิดจากเจตนาอันเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 155, 196 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 29, 30, 40, 41 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 26, 78 ริบสุรายี่ห้อเบรน 285 ใบเสร็จรับเงิน และแผ่นป้ายแสดงการจัดโปรโมชั่นการจำหน่ายสุราของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 26 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 155 วรรคหนึ่ง, 196 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29 (1), 30 (3), 40, 41 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (10), 78 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 6 เดือน ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และจำหน่ายสุราแก่เด็ก (ที่ถูก ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ มาตรา 26 วรรคท้าย) จำคุก 6 เดือน ฐานขายสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 4,000 บาท ฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย จำคุก 4 เดือน และฐานยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบสุรายี่ห้อเบรน 285 จำนวน 12 ขวด ใบเสร็จรับเงิน และแผ่นป้ายแสดงการจัดโปรโมชั่นการจำหน่ายสุราของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะมีส่วนส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กและเยาวชนประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือไม่สมควร แต่จำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความรู้สำนึกผิดต่อการกระทำของตน การที่จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีนี้ และถูกกักขังในระหว่างฎีกา 1 วัน น่าจะทำให้จำเลยเข็ดหลาบไปบ้างแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนและอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้โอกาสจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะจำคุกเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติไว้

อนึ่ง การที่จำเลยขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคานั้น เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะขายสุราในสถานบริการของจำเลยให้ได้จำนวนมากขึ้น แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขายกับความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์และจำหน่ายสุราแก่เด็ก เป็นข้อ ๆ ต่างหากจากกัน แต่ก็เกิดจากเจตนาอันเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ปรับ 20,000 บาท ความผิดฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ฐานจำหน่ายสุราแก่เด็ก และฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 10,000 บาท ฐานยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมโทษจำคุกและโทษปรับฐานขายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาของศาลล่างแล้ว เป็นจำคุก 7 เดือน และปรับ 22,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้เป็นเวลา 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายจุฑา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3463/2563
#662630
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนคำสั่งตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และปรับจำเลยรายวันฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนของเจ้าพนักงานตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคแรกและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 120 บาท รวม 3,360 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 680 วัน วันละ 120 บาท รวม 81,600 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 120 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 80 บาท รวม 2,240 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเวลา 680 วัน วันละ 80 บาท รวม 54,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 64,640 บาท กับให้ปรับจำเลยรายวันอีกวันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า จำเลยดัดแปลงอาคารเลขที่ 27 หมู่ที่ 5 ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รุกล้ำเข้าไปในชายตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการดัดแปลงอาคารและโครงสร้างอันมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 10 วัน ปรับ 4,000 บาท ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้อง ข้อ 1.3 เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลากลางวัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้องข้อ 1.3 จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ คงลงโทษจำเลยฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 รวม 2,240 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 41 ม. 42 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสุประวัติ สมดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3452/2563
#662615
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง แล้วพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 25, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,146,194.30 บาท แก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) (ที่ถูก (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ (ที่ถูก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง (ที่ถูก มีผู้แทนด้วย) และบริวารออกจากป่าและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกทำลายออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่มีคำพิพากษา และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,146,194.30 บาท ให้แก่กรมป่าไม้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ที่ดินดังกล่าวมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม โดยมีบุคคลอื่นเข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกต้นขนุนมาก่อน ตั้งแต่ประมาณปี 2539 หลังจากนั้นบิดาจำเลยได้รับมอบการครอบครองที่ดินมา จนกระทั่งปี 2549 จำเลยจึงขอบิดาใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุด้วยการปลูกต้นยางพารา โดยจำเลยไม่ได้บุกรุกตัดฟันหรือแผ้วถางป่าเพิ่มเติม เพียงแต่ว่าจ้างชาวบ้านในพื้นที่ตัดหญ้าและตัดต้นขนุนออกเพื่อปลูกต้นยางพาราแทน จำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นประจำ เนื่องจากต้องกลับไปดูแลมารดาที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ็บป่วยเข้ารับการผ่าตัดกระดูกงอกบริเวณข้อเท้า เมื่อจำเลยทราบว่าถูกออกหมายจับคดีนี้ จึงเดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและสำนึกในความผิดให้การรับสารภาพตลอดมา ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าในช่วงปี 2545 ถึงปี 2550 นายพิพัฒน์ บิดาจำเลย เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินแปลงที่เกิดเหตุต่อทางราชการไว้ แสดงว่าบิดาจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุมาก่อนจริง อีกทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อระหว่างปี 2556 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2558 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า จำเลยเพิ่งเข้ายึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุได้ไม่นาน จึงเชื่อว่าการกระทำของจำเลยมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติมากนัก ตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่มีลักษณะเป็นนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกเข้าไปทำลายป่าโดยตรง เพียงแต่ได้รับมอบการครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ซึ่งมีการทำประโยชน์มาก่อนแล้วสืบต่อจากบิดาอีกทอดหนึ่ง อีกทั้งหลังเกิดเหตุ จำเลยสำนึกผิดด้วยการมอบคืนพื้นที่เกิดเหตุให้แก่กรมป่าไม้ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและนำไม้ทั้งหมดไปถวายให้แก่วัดป่าน้ำหนาว ซึ่งกระทำขึ้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และในคดีส่วนแพ่งจำเลยก็ผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้ไปแล้วรวม 4 งวด เป็นเงิน 80,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยสำนึกผิดในการกระทำของตน และพยายามหาทางบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลังตลอดมา จำเลยเป็นผู้หญิง จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอน และประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูบิดามารดามาโดยตลอด ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน นิสัยและความประพฤติทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง จึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษไว้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงกับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง แล้วพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 141
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4 ม. 26/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวสิริมาส ชาตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2563
#664224
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย การที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองขัดแย้งกันมีข้อพิรุธสงสัย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอย่างไรหรือที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 49/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ณ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนางสาว ณ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อเสรีภาพ ร่างกาย จิตใจและชื่อเสียง รวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก 283 ทวิ วรรคสอง), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 12 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 11 ปี 4 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 49/2562 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด (วันที่ 16 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ส. โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 เป็นบุตรของนาย ม. และนางสาว ณ. โจทก์ร่วมที่ 2 โดยโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในความดูแลของนางสาว ก. ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่าของโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียน ว. พักอาศัยอยู่ร่วมกับนางสาว บ. พี่สาวของผู้เสียหายที่ 3 และครอบครัว ที่บ้านเลขที่ 39/1 ช่วงระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 จนถึงประมาณกลางเดือนกันยายน 2561 จำเลยซึ่งเป็นสามีของนางสาว บ. รับจ้างขับรถจักรยานยนต์รับส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไปกลับโรงเรียน ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมทั้งสองไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 พนักงานสอบสวนส่งตัวโจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ช. แพทย์ตรวจพบรอยฉีกขาดเยื่อพรหมจารีแบบเก่า สันนิษฐานว่าน่าจะผ่านการร่วมประเวณีมากกว่า 2 สัปดาห์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองขัดแย้งกันมีข้อพิรุธสงสัย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอย่างไรหรือที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าว เกิดขึ้นโดยจำเลยอาศัยโอกาสขณะไปรับส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไปกลับโรงเรียน ซึ่งจำเลยก็รับว่าระหว่างทางกลับจากโรงเรียนได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 แวะบ้านนาง น. ในสวนปาล์มน้ำมันและกระทำไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงล้ำและกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา และผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแล จึงเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งเรื่องจำนวนค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 และพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 มิใช่กระทำความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งจำเลยอ้างว่าได้วางเงินชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท ไว้แล้วนั้น ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อีก 270,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 100,000 บาท รวม 370,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ส. โดยนางสาว ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
เสรี เพศประเสริฐ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2563
#663411
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในโรงเรียนหน้าห้องทำงานของจำเลย โดยจำเลยมิได้นัดแนะหรือพาโจทก์ร่วมที่ 1 มา ก็ถือว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา จำเลยไม่มีสิทธิพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปยังที่ใดโดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอม การที่จำเลยเข้ามากอดแล้วลากโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องทำงานของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยพาไปหรือแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรแล้ว มิใช่เป็นเพียงการกระทำเพื่อมิให้บุคคลอื่นพบเห็นจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 277, 283 ทวิ, 317 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาง อ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง อ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิมและที่แก้ไขใหม่), 317 วรรคสาม (เดิมและที่แก้ไขใหม่)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.15 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึงข้อ 1.14 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ตามฟ้องข้อ 1.1 และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ตามฟ้องข้อ 1.2 ด้วย รวมจำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อายุประมาณ 13 ถึง 14 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย พ. กับโจทก์ร่วมที่ 2 กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียน พ. และโจทก์ร่วมที่ 1 เคยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียน บ. จำเลยเป็นครูประจำชั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.14 ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ส่วนความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามฟ้องข้อ 1.2 และความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.15 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย คู่ความมิได้ฎีกาในความผิดดังกล่าว และมิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง ความผิดดังกล่าวและคดีส่วนแพ่งจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในโรงเรียนหน้าห้องทำงานของจำเลย โดยจำเลยมิได้นัดแนะหรือพาโจทก์ร่วมที่ 1 มา ก็ถือว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา จำเลยไม่มีสิทธิพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปยังที่ใดโดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอม การที่จำเลยเข้ามากอดแล้วลากโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องทำงานของจำเลยนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยพาไปหรือแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรแล้ว มิใช่การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นเพียงการกระทำเพื่อมิให้บุคคลอื่นพบเห็นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ. โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายนที เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3429/2563
#662408
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดจะมีความผิดและถูกลงโทษฐานใช้ให้กระทำความผิดแม้ความผิดนั้นยังมิได้กระทำลงตาม ป.อ. มาตรา 84 วรรคสอง นั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าผู้นั้นได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดข้อหาใด ต่อบุคคลใดอย่างชัดเจน ผู้ถูกใช้จึงจะสามารถลงมือกระทำความผิดนั้นได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 2 ให้หาคนมายิงผู้เสียหายทั้งห้า คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนให้จำเลยที่ 1 รับงานยิงคนที่ทะเลน้อย โดยไม่ปรากฏว่ายิงผู้ใด จำเลยที่ 1 ไม่อาจจะไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ใดได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงมือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 84, 91, 288, 289 (4), 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3465/2559 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 คดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 898/2560 และ 1212/2560 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 84 วรรคสอง ประกอบมาตรา 52 (1), 53 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 25 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง คนร้ายใช้อาวุธปืน ขนาด 9 มม. ยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 135/1 หมู่ที่ 1 ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง แล้วเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งห้าจำนวนหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งห้าได้รับบาดเจ็บ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยคู่ความไม่ฎีกา

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ฆ่าผู้เสียหายทั้งห้า คงมีเพียงพยานพฤติเหตุแวดล้อม แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 มาสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจะรับงานยิงคนที่ทะเลน้อยหรือไม่นั้น จะเป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่โจทก์มีนายณัฐพล ญาติของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าขณะพยานอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่ร้านขายเสื้อผ้ามือสองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มาพูดชักชวนพยานและจำเลยที่ 1 ว่ารับงานมางานหนึ่งที่ตำบลทะเลน้อยจะไปด้วยหรือไม่ แต่พยานและจำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ซึ่งสอดคล้องกับคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 มาถามจำเลยที่ 1 ว่ามีงานยิงคนที่ทะเลน้อย จะรับหรือไม่ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การยอมรับว่าไปชักชวนจำเลยที่ 1 จริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนจำเลยที่ 1 ให้รับงานยิงคนที่ทะเลน้อย แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ว่าในชั้นสืบสวนหรือสอบสวนไม่ปรากฏว่างานยิงคนที่ทะเลน้อยเป็นงานจ้างยิงผู้ใด เมื่อใด อย่างไร แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจะได้ความว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ชักชวนจำเลยที่ 1 ได้บอกว่าคนที่จะยิงเป็นวัยรุ่น 4 คน เด็ก ๆ ทั้งนั้น อายุไม่เกินสามสิบ เด็ก ๆ พวกนั้นยิงลูกเขาก่อน แต่ก็ไม่ได้ระบุชื่อของผู้ที่จะถูกยิง กรณีไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าคนที่จะถูกยิงคือผู้เสียหายทั้งห้า กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนจำเลยที่ 1 ให้รับงานฆ่าผู้เสียหายทั้งห้าหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 หาคนรับงานไปยิงคนที่ทะเลน้อยนั้น เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งโจทก์มีพยานประกอบ คือ เฟซบุ๊กของนายปอนด์ที่มีการแพร่ภาพสดของนายปอนด์กับพวกกำลังนั่งนับเงินที่บ้านของจำเลยที่ 3 โดยมีเสียงของจำเลยที่ 3 พูดโทรศัพท์กับนางสุพิต แทรกเข้ามาในการแพร่ภาพดังกล่าว แต่คำพูดของจำเลยที่ 3 ไม่มีข้อความตอนใดที่ยอมรับว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าจ้างฆ่าผู้เสียหายทั้งห้า โจทก์มีเพียงคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิด ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสืบสวนและสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 ให้หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 แก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ติดต่อกันเอง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์ติดต่อกัน เจ้าพนักงานตำรวจได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 มา และถอดข้อมูลจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 ไว้ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งห้า คำซัดทอดจึงมีน้ำหนักน้อย จำเลยที่ 3 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ให้การในชั้นสืบสวนและสอบสวนเพียงว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนจำเลยที่ 1 ให้รับงานยิงคนที่ทะเลน้อย โดยไม่ปรากฏว่ายิงผู้ใด พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายทั้งห้าหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า แม้คำซัดทอดของจำเลยที่ 2 ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 ให้ฆ่าผู้ใด ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด ค่าจ้างเท่าใด และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงมือฆ่าผู้เสียหายทั้งห้าตามที่จำเลยที่ 2 ก่อให้กระทำความผิด ก็เป็นผลเพียงทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการ แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดจะมีความผิดและถูกลงโทษฐานใช้ให้กระทำความผิดแม้ความผิดนั้นยังมิได้กระทำลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง นั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าผู้นั้นได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดข้อหาใด ต่อบุคคลใดอย่างชัดเจน ผู้ถูกใช้จึงจะสามารถลงมือกระทำความผิดนั้นได้ ซึ่งหากแม้ผู้ถูกใช้ไม่ได้กระทำความผิด ผู้ก่อให้กระทำความผิดจึงจะมีความผิดและถูกลงโทษฐานใช้ให้กระทำความผิดตามมาตรา 84 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 2 ให้หาคนมายิงผู้เสียหายทั้งห้า คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนให้จำเลยที่ 1 รับงานยิงคนที่ทะเลน้อย โดยไม่ปรากฏว่ายิงผู้ใด จำเลยที่ 1 ไม่อาจจะไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ใดได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงมือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 วรรคสอง ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายนิยม นวลเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2563
#693707
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค สถานที่ตั้งของธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเช็คธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคาร ก. สาขาบางรัก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น ย่อมแสดงว่า ธนาคาร ก. สาขาบางรัก มิได้เป็นผู้จ่ายเงินตามเช็คให้แก่โจทก์คงเป็นแต่เพียงตัวแทนของโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้เท่านั้น เมื่อธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ปฏิเสธการจ่ายเงิน ท้องที่จังหวัดภูเก็ตอันเป็นสถานที่ตั้งของธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ซึ่งเป็นธนาคารตามเช็คที่ปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น ความผิดคดีนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น ซึ่งมีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา

ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระบุว่า ผู้กู้ตกลงกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ 5,000,000 บาท และตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้ 150,000 บาท แม้การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามจะมีการตกลงดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่เมื่อได้ความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 ออกเช็คสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ 5,450,000 บาท เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฎว่าโจทก์ไม่สามารถนำเช็คไปขึ้นเงินได้ โจทก์จึงนำเช็คไปพบจำเลยที่ 2 จนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ให้แก่โจทก์ การที่โจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ไปเรียกเก็บเงิน แสดงว่าโจทก์เจตนาเข้าถือสิทธิตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 สั่งจ่ายเงิน 5,000,000 บาท และ 450,000 บาท ตามลำดับ อันเป็นการแยกให้เห็นชัดว่าเช็คฉบับใดชำระเงินต้นและเช็คฉบับใดชำระดอกเบี้ยประกอบกับโจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกด้วยว่า เป็นการสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยพร้อมทั้งแนบสัญญากู้ยืมเงินมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง กรณีจึงไม่อาจฟังว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยโดยไม่อาจแยกเงินต้นและดอกเบี้ยออกจากกันได้ เมื่อปรากฏว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 สั่งจ่ายเงิน 5,000,000 บาท จึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระเงินต้น ส่วนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 สั่งจ่ายเงิน 450,000 บาท จึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเกินอัตราตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 ก็จะถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับความผิดในส่วนของเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แต่ในส่วนของเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 นั้นเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระเงินต้นมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วย จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 เพื่อชำระเงินต้นตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคล เมื่อเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ถึงกำหนดชำระแล้วปรากฎว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 10,000 บาท (ที่ถูก ปรับกระทงละ 20,000 บาท) และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 8 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 สองกระทงเป็นเงิน 20,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมสองกระทงคนละ 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ก่อนครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยทั้งสามโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟ้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ความผิดเกิดขึ้นที่ธนาคาร ก. สาขาบางรัก ซึ่งเป็นธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน เห็นว่า ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค สถานที่ตั้งของธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเช็คธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคาร ก. สาขาบางรัก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น ย่อมแสดงว่า ธนาคาร ก. สาขาบางรัก มิได้เป็นผู้จ่ายเงินตามเช็คให้แก่โจทก์คงเป็นแต่เพียงตัวแทนของโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ให้เท่านั้น เมื่อธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ปฏิเสธการจ่ายเงิน ท้องที่จังหวัดภูเก็ตอันเป็นสถานที่ตั้งของธนาคาร ก. สาขาหาดกมลา ภูเก็ต ซึ่งเป็นธนาคารตามเช็คที่ปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น ความผิดคดีนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟ้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ต้องบรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 25 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 มาตรา 3 (5) ว่า การกระทำความผิดตามฟ้องนี้เกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องดำเนินการ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 มิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 25 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 มาตรา 3 (5) แต่อย่างใด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 และในนามส่วนตัว แล้วจำเลยทั้งสามได้ส่งมอบเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ต้นเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้นเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการให้ยืมเพื่อนำเงินมาลงทุนร่วมกัน โดยโจทก์ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 20 เมื่อเป็นการลงทุนผู้ร่วมลงทุนจึงต้องรับผลกำไรและผลขาดทุนร่วมกัน สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นให้ขัดกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระบุว่า ผู้กู้ตกลงกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ 5,000,000 บาท และตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ 150,000 บาท ต่อเดือน ผู้กู้ตกลงชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2557 แม้การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามจะมีการตกลงดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่เมื่อได้ความตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 ออกเช็คสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ 5,450,000 บาท ตามสำเนาต้นขั้วเช็ค เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ปรากฎว่าโจทก์ไม่สามารถนำเช็คตามสำเนาต้นขั้วเช็คไปขึ้นเงินได้ โจทก์จึงนำเช็คตามสำเนาต้นขั้วเช็คไปพบจำเลยที่ 2 จนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ให้แก่โจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ไปเรียกเก็บเงิน แสดงว่าโจทก์เจตนาเข้าถือสิทธิตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 และสละสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับเช็คตามสำเนาต้นขั้วเช็คแล้ว เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 สั่งจ่ายเงิน 5,000,000 บาท และ 450,000 บาท ตามลำดับ อันเป็นการแยกให้เห็นชัดว่าเช็คฉบับใดชำระเงินต้นและเช็คฉบับใดชำระดอกเบี้ยประกอบกับโจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกด้วยว่า เป็นการสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยพร้อมทั้งแนบสัญญากู้ยืมเงินมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง กรณีจึงไม่อาจฟังว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยโดยไม่อาจแยกเงินต้นและดอกเบี้ยออกจากกันได้ เมื่อปรากฏว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 สั่งจ่ายเงิน 5,000,000 บาท จึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระเงินต้น ส่วนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 สั่งจ่ายเงิน 450,000 บาท จึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเกินอัตราตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 ก็จะถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับความผิดในส่วนของเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แต่ในส่วนของเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 นั้นเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระเงินต้นมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วย จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 เพื่อชำระเงินต้นตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคล เมื่อเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ถึงกำหนดชำระแล้วปรากฎว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามชดใช้เงินให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 320,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 มีนาคม 2561 และก่อนครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยทั้งสามนั้น จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 2,500,000 บาท แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน กรณีจึงมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 2,500,000 บาทแล้ว นั้น เป็นเพียงเหตุให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ตามคำร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562 เท่านั้น ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความแล้ว ลำพังเพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน หาใช่เหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างไม่ ประกอบกับจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 5,000,000 บาท แม้โจทก์จะได้รับเงินจากจำเลยที่ 3 จำนวน 2,500,000 บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามชดใช้เงินให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 320,000 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ยังคงไม่ได้รับเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 อีก 2,180,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในส่วนของเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 22 ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวปรายฝน เพชรโพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3395/2563
#662873
เปิดฉบับเต็ม

เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ที่จำเลยรับไปแล้วนั้น เป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์มีหน้าที่จะต้องเบิกจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย หลังจากจำเลยรับเงินดังกล่าวไปแล้ว แม้ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 11 และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรจะมีหนังสือทักท้วงไปยังโจทก์ว่าการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยแจ้งว่าเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ต้องเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่สามารถเบิกจ่ายจากเงินสะสมได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้เงินที่จำเลยรับไปแล้วเป็นเงินที่ไม่ชอบ เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เบิกเงินดังกล่าวจากเงินสะสมซึ่งสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรอ้างว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบ ก็เป็นการทำงานที่บกพร่องของเจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เอง หาได้เกี่ยวข้องกับจำเลยแต่อย่างใดไม่ และการยกเลิกคำสั่งของเทศบาลตำบลวังกรดที่อนุมัติให้จำเลยได้รับเงินประโยชน์ดังกล่าว โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายข้อใดที่จะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการตัดสิทธิจำเลยที่จะได้รับเงินทั้งที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์เองก็ได้อนุมัติให้จำเลยรับเงินดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะยึดถือเงินทั้งสองจำนวนไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินทั้งสองจำนวนคืนจากจำเลย เป็นกรณีที่โจทก์จะต้องดำเนินการทางบัญชีเบิกจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษจากกองเงินงบประมาณที่ถูกต้องตามระเบียบการจ่ายเงินชดใช้คืนแก่กองเงินงบประมาณที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เบิกผิดพลาดไป หาใช่มาฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยเช่นนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,218.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 26,218.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 424 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหารราชการของเทศบาลตำบลวังกรด จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ เป็นผู้มีสิทธิรายหนึ่งที่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ประจำปีงบประมาณ 2552 และ 2553 ตามคำสั่งของโจทก์ซึ่งออกโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้รับเงินทั้งสองจำนวนไปแล้ว ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2554 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 11 มีหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลวังกรด แจ้งว่า การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ประจำปีงบประมาณ 2552 และ 2553 ที่โจทก์ได้สั่งจ่ายไปแล้วนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการเบิกจ่ายเงินไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ให้พิจารณาโทษแก่ผู้ที่ต้องรับผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับให้นำเงินที่เบิกจ่ายผิดระเบียบจำนวน 3,550,221.21 บาท คืนแก่คลังเทศบาลตำบลวังกรด และเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2555 สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรมีหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลวังกรด ยืนยันข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 11 ให้โจทก์นำส่งเงินจำนวนข้างต้นคืนแก่คลังเทศบาลตำบลวังกรด ต่อมานายอำเภอเมืองพิจิตรมีหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลวังกรดเร่งรัดให้โจทก์ส่งเงินข้างต้นที่ยังค้างส่งคืนอีก 2,907,947.94 บาท แก่คลังเทศบาลตำบลวังกรด โจทก์จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรให้ทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินการ และที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวมีความเห็นให้โจทก์ยกเลิกคำสั่งเทศบาลตำบลวังกรดที่ 198/2552 และที่ 162/2553 เรื่อง การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ประจำปีงบประมาณ 2552 และ 2553 ตามลำดับ โจทก์จึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งข้างต้นทั้งสองฉบับ และแจ้งให้จำเลยนำเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษทั้งสองจำนวน 26,218.29 บาท คืนแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษจำนวนตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เงินที่จำเลยรับไปนั้นเป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีหน้าที่ต้องเบิกจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย หลังจากจำเลยรับเงินดังกล่าวไปแล้ว แม้ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 11 และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรจะมีหนังสือทักท้วงไปยังโจทก์ว่าการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรแจ้งว่า เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี) ต้องเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่สามารถเบิกจ่ายจากเงินสะสมได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้เงินจำนวนที่จำเลยรับไปแล้วเป็นเงินที่ไม่ชอบเพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เบิกเงินดังกล่าวจากเงินสะสมซึ่งสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพิจิตรอ้างว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการทำงานที่บกพร่องของเจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เอง หาเกี่ยวข้องกับจำเลยแต่อย่างใดไม่ และการที่โจทก์ยกเลิกคำสั่งของเทศบาลตำบลวังกรดที่อนุมัติให้จำเลยได้รับเงินประโยชน์ดังกล่าว โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายข้อใดที่จะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการตัดสิทธิจำเลยที่จะได้รับเงินนั้นทั้ง ๆ ที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์เองก็ได้อนุมัติให้จำเลยได้รับเงินดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงยังคงมีสิทธิที่จะยึดถือเงินทั้งสองจำนวนนั้นไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินทั้งสองจำนวนคืนจากจำเลย เป็นกรณีที่โจทก์จะต้องดำเนินการทางบัญชีเบิกจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนเป็นกรณีพิเศษจากกองเงินงบประมาณที่ถูกต้องตามระเบียบการจ่าย ไปชดใช้คืนแก่กองเงินงบประมาณที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์เบิกโดยผิดพลาด หาใช่มาฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยเช่นนี้ไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลวังกรด
จำเลย — ว่าที่ร้อยโท ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายโอฬาริก ขวัญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอนุสรณ์ จิวัชยากูล
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2563
#662629
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งที่ให้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานีในคดีเดิมเป็นที่สุด ศาลปกครองสูงสุดไม่อาจยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาในคดีดังกล่าวได้อีก และคำสั่งซึ่งเป็นที่สุดในคดีเดิมไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ประกอบกับศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 51 ทั้งการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและไม่มีเหตุจำเป็นอื่นตามมาตรา 52 วรรคสอง และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองอุดรธานีที่ไม่รับคำฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องในคดีเดิม ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายรวม 670,503.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 88/2558 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เป็นการฟ้องคดีในฐานลาภมิควรได้ มิใช่การฟ้องคดีในฐานะเจ้าของทรัพย์สินที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองอุดรธานีที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานีเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคสอง และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อเป็นคู่ความเดียวกัน มูลความแห่งคดีเป็นเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เพิกถอนคำสั่งที่รับคำฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 17,511 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร... ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้... (2) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งที่คู่ความอ้าง และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น... คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (3) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก..." ดังนั้น คำสั่งที่ให้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานีในคดีเดิมจึงเป็นที่สุด ศาลปกครองสูงสุดไม่อาจยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาในคดีดังกล่าวได้อีกตามที่ระบุไว้ในสำเนาคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดท้ายคำร้องของจำเลยลงวันที่ 4 สิงหาคม 2560 หน้าที่ 6 และคำสั่งซึ่งเป็นที่สุดในคดีเดิมไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ประกอบกับในคดีเดิมศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า โจทก์ใช้อำนาจตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เพิกถอนคำสั่งที่อนุมัติให้จำเลยเบิกเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญและเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจำเลย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 51 กำหนดว่า ในกรณีที่เพิกถอนคำสั่งโดยให้มีผลย้อนหลัง การคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไป ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 51 ทั้งการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและไม่มีเหตุจำเป็นอื่นตามมาตรา 52 วรรคสอง และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองอุดรธานีที่ไม่รับคำฟ้อง ดังนั้น เมื่อศาลปกครองอุดรธานีไม่รับฟ้องคดีเดิมไว้พิจารณาเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องในคดีเดิมแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 51 ม. 52 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววรีวรรณ์ ศิริคีรีมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2563
#663000
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติแต่เพียงว่า คำฟ้องต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ส่วนรายละเอียดที่ว่า ใครจะเป็นผู้นำจับ ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณาโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวในคำฟ้องโดยละเอียด เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญแห่งการกระทำผิดของจำเลย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยระบุว่าในการจับกุมความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผู้นำจับนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้จับกุมคดีนี้และมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับแล้ว การที่จำเลยให้การรับสารภาพย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 บัญญัติให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อของกลางคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดไม่อาจนำออกขายได้ และศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินที่ได้จากการขายของกลางหรือเงินค่าปรับที่จะสั่งจ่ายสินบนและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 ได้

ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 36, 56 วรรคหนึ่ง นั้น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มาตรา 20 และมาตรา 31 ให้เพิ่มเติมมาตรา 29/9 วรรคสอง และมาตรา 56/4 ทั้งมาตรา 37 ยังบัญญัติให้คำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ออกตามมาตรา 36 และมาตรา 38 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่หรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น การกระทำความผิดฐานขายสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า โดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า ยังบัญญัติให้เป็นความผิดอยู่ แต่โทษจำคุกตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3, 4, 242, 246 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 36, 38, 56, 56/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 246 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 36, 56 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ปรับ 859,312 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 969,312 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 484,656 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า มีผู้นำจับ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าคดีนี้มีผู้นำจับ ฉะนั้น จึงให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลาง โดยให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ส่วนคำขอให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 18 เดือน ไม่รอการลงโทษ และไม่ปรับ กับให้จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละสิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงรายละเอียดว่า มีใครเป็นผู้นำจับ เมื่อไร อย่างไร เพียงบรรยายฟ้องตอนท้ายว่า ในการจับกุมมีผู้นำจับจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติแต่เพียงว่า คำฟ้องต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ส่วนรายละเอียดที่ว่า ใครจะเป็นผู้นำจับ ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณาโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวในคำฟ้องโดยละเอียด เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญแห่งการกระทำผิดของจำเลย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยระบุว่า ในการจับกุมความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผู้นำจับ นำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้จับกุมคดีนี้และมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับแล้ว การที่จำเลยให้การรับสารภาพย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก หลังจากถูกจับกุมจำเลยให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่และให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ขอศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมของกลางเป็นเครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้า 59 เครื่อง หัวสำหรับใส่เครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้า 120 หัว แท่นชาร์จบุหรี่ไฟฟ้า 13 กล่อง และน้ำยาเติมบุหรี่ไฟฟ้าแยกบรรจุในหลอดพลาสติกใส ขวดแก้วใส และแกลลอนขนาดต่าง ๆ มีปริมาณมากถึง 105,618 ซีซี ถือว่ามีปริมาณมากและส่งผลกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคในวงกว้าง อีกทั้งจำเลยยังมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละสิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 นั้น เห็นว่า มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อของกลางคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดไม่อาจนำออกขายได้ และศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินที่ได้จากการขายของกลางหรือเงินค่าปรับที่จะสั่งจ่ายสินบนและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละสิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 36, 56 วรรคหนึ่งนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มาตรา 20 และมาตรา 31 ให้เพิ่มเติมมาตรา 29/9 วรรคสอง และมาตรา 56/4 ทั้งมาตรา 37 ยังบัญญัติให้คำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ออกตามมาตรา 36 และมาตรา 38 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่หรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น การกระทำความผิดฐานขายสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า โดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า "บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า" ยังบัญญัติให้เป็นความผิดอยู่ แต่โทษจำคุกตามกฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคสอง (เดิม), 29/9 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 56/4 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 29/9 วรรคสอง ม. 36 วรรคสอง ม. 56/4
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 242 ม. 246
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายสมเกียรติ รัศมีภูผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา