คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2563
#662619
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าภาพลูกศรอยู่ระหว่างอักษร N และ M กับคำว่า นิวมอส และเครื่องหมายการค้าภาพสมอเรือ ลูกศร อยู่ระหว่างอักษร N และ M กับคำว่า นิวมอส โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก่อนแล้วกับสินค้าจำพวกที่ 25 และจำพวกที่ 16 ต่อมาจำเลยนำคำว่า มอส ประกอบภาพสมอเรือไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าประเภทชุดเครื่องแบบนักเรียน เสื้อ เสื้อกีฬา กางเกง และกางเกงกีฬา เช่นเดียวกับโจทก์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้ง 3 เครื่องหมายทำให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสามดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเพราะเหตุว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ดังนี้โจทก์ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจึงมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโดยไม่จำต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดที่ต้องร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อน

เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีคำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย มีลักษณะตัวอักษรของคำว่า มอส ที่ใช้ในเครื่องหมายการค้าทั้งสามของจำเลยเป็นตัวอักษรหนาขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีเครื่องหมายการค้าใช้คำว่า ตรามอส ประกอบอยู่ด้วยในลักษณะเป็นการบ่งบอกยี่ห้อของสินค้า และเมื่อพิจารณาสินค้าที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของจำเลยแล้ว พบว่าเป็นสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้า รองเท้าบู๊ท รองเท้าแตะ อันเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนซึ่งเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์ดังกล่าวใช้คำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญเช่นกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเหมือนกัน ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

ส่วนประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยได้สิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้า คำว่า มอส ที่ใช้กับสินค้าที่จดทะเบียนไว้แล้ว จำเลยรับว่าโจทก์ได้ใช้คำว่า มอส เป็นคำประกอบในเครื่องหมายการค้าของเสื้อผ้าชุดนักเรียนของโจทก์ที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและจัดส่งให้แก่จำเลยเพื่อนำไปจำหน่าย โดยโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส ก่อนที่จำเลยจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนี้ โจทก์จึงได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า คำว่า มอส ที่ใช้กับสินค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส ดีกว่าจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค365807 ค365808 และ ค417409 และให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทะเบียนเลขที่ ค365807 ค365808 และ ค417409 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีภาพประดิษฐ์สมอเรือหรือลูกศรอยู่ระหว่างอักษรโรมัน N และ M ประกอบคำว่า นิวมอส โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วกับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อผ้า เสื้อกีฬา กางเกง กางเกงกีฬา รองเท้า รองเท้าบู๊ท รองเท้าแตะ ชุดเครื่องแบบนักเรียน และสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า ถุงพลาสติก ถุงหูหิ้วทำจากกระดาษ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 สิงหาคม 2553 โจทก์นำเครื่องหมายการค้าทั้งสามดังกล่าวมาใช้ในการจำหน่ายสินค้าประเภทชุดเครื่องแบบนักเรียน เสื้อ เสื้อกีฬา กางเกง กางเกงกีฬา ในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่เฮงหลีของโจทก์ จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีภาพประดิษฐ์สมอเรือโดยมีหัวนกฮูกอยู่ด้านบนระหว่างอักษรโรมัน D และ T ประกอบคำว่า Darty มอส โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วกับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อผ้า เสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้าบู๊ท รองเท้า รองเท้าแตะ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 และวันที่ 14 สิงหาคม 2557 สำหรับประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยกระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้ง คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีนี้โจทก์ฟ้องใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าภาพลูกศรอยู่ระหว่างอักษร N และ M กับคำว่า นิวมอส และเครื่องหมายการค้าภาพสมอเรือ ลูกศร อยู่ระหว่างอักษร N และ M กับคำว่า นิวมอส โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก่อนแล้วกับสินค้าจำพวกที่ 25 และจำพวกที่ 16 ต่อมาจำเลยนำคำว่า มอส ประกอบภาพสมอเรือไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าประเภทชุดเครื่องแบบนักเรียน เสื้อ เสื้อกีฬา กางเกง และกางเกงกีฬา เช่นเดียวกับโจทก์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามทะเบียนเลขที่ ค365807 ค365808 และ ค417409 โดยโจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสามดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเพราะเหตุว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ประกอบกับคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อแรกว่า โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า มอส ดีกว่ากัน โดยไม่ปรากฏว่าคู่ความโต้แย้งคัดค้าน ดังนี้ ตามคำฟ้องโจทก์ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจึงมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดโดยต้องร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 64 และมาตรา 65 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีเห็นเป็นการสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นต่อมาที่ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า มอส ดีกว่าจำเลยตามฟ้องหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในประเด็นนี้ก่อน

พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยทะเบียนเลขที่ ค365807 ค365808 และ ค417409 มีคำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย มีลักษณะตัวอักษรของคำว่า มอส ที่ใช้ในเครื่องหมายการค้าทั้งสามของจำเลยเป็นตัวอักษรหนา ขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยที่เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค417409 ใช้คำว่า ตรามอส ประกอบอยู่ด้วยในลักษณะเป็นการบ่งบอกยี่ห้อของสินค้า และเมื่อพิจารณาสินค้าที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของจำเลยแล้ว พบว่าเป็นสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้า รองเท้าบู๊ท รองเท้าแตะ อันเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส ไว้แล้ว ซึ่งเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์ดังกล่าวใช้คำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญเช่นกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเหมือนกัน ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาว่า โจทก์หรือจำเลยได้สิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้า คำว่า มอส ที่ใช้กับสินค้าที่จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า จำเลยรับว่า โจทก์ได้ใช้คำว่า มอส เป็นคำประกอบในเครื่องหมายการค้าของเสื้อผ้าชุดนักเรียนของโจทก์ที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและจัดส่งให้แก่จำเลยเพื่อนำไปจำหน่าย สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าชุดนักเรียนและเคยจัดส่งเสื้อผ้าชุดนักเรียนให้แก่จำเลยเพื่อจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2543 นอกจากนี้ยังได้ความตามพยานหลักฐานของโจทก์โดยที่จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า ชุดเครื่องแบบนักเรียน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 และได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ เสื้อกีฬา กางเกง กางเกงกีฬา และสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า ถุงพลาสติก ถุงหูหิ้วทำจากกระดาษ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส กับสินค้าของโจทก์ซึ่งโจทก์เป็นผู้ผลิต และได้นำสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวออกจำหน่ายในท้องตลาด ต่อมาโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส ก่อนที่จำเลยจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนี้ โจทก์จึงได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า คำว่า มอส ที่ใช้กับสินค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า มอส ดีกว่าจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเฉพาะทะเบียนเลขที่ ค417409 และห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค365807 และ ค365808 กับสินค้าของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทิดชัย ธนะพงศ์พร
- นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2463/2563
#662609
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นขอจดทะเบียนมีรูปเครื่องหมายโดยมีลักษณะเป็นรูปประดิษฐ์คล้ายมังกรและสิงห์ และมีอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS MEN" อ่านว่า เอ็กซ์เพรส เมน ส่วนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว ได้แก่ซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรสซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรส เวิล แบรนซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรสแฟชั่น และ 3 - EXPRESS ซึ่งอ่านว่า ทรี เอ็กซ์เพรส เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายแล้ว พบว่ามีอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" เป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมาย ซึ่งคำดังกล่าวเป็นชื่อบริษัทโจทก์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แม้จะมีภาคส่วนของรูปประดิษฐ์เป็นรูปคล้ายมังกรและสิงห์ประกอบอยู่ด้วย แต่ก็มีตัวอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่วางอยู่ด้านบนของตัวมังกรและสิงห์อย่างเด่นชัด มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนคำว่า "MEN" เป็นตัวอักษรประดิษฐ์ที่ซ่อนอยู่ในรูปประดิษฐ์เหนือคำว่า "EXPRESS" ซึ่งยากแก่การสังเกตเห็น ดังนี้ คำว่า "EXPRESS" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นคำหลักที่ใช้เพื่อเรียกชื่อและแสดงว่าเป็นสินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายแล้ว เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีคำและเสียงเรียกขานของคำในส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่มีภาคส่วนคำว่า "EXPRESS" ประกอบอยู่ด้วย ประกอบกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3, 14, 18 และ 25 รายการสินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย และบริการจำพวกที่ 35 บริการจัดการขายเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์บำรุงที่ใช้ส่วนตัวในร้านค้าปลีก ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน และเสื้อกีฬา) กางเกงชั้นใน กรณีจึงเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงมีลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นเข้าใจผิดได้ว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "EXPRESS" เป็นสินค้าที่ผลิตจากโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 740365 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 84/2554 และคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 32/2556

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 84/2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 826/2557 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ และ โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ และ แล้ว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3, 14, 18 และ 25 และบริการจำพวกที่ 35 ส่วนเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เข็มขัด เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน และเสื้อกีฬา) กางเกงชั้นใน และกางเกงกีฬา แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน วันที่ 17 สิงหาคม 2552 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีรูปเครื่องหมาย และมีคำอ่านอักษรโรมัน อ่านว่า เอ็กเพรส เมน เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน และเสื้อกีฬา) กางเกงชั้นใน วันที่ 11 สิงหาคม 2553 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXPRESS MEN" เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีตัวอักษรโรมันและเสียงเรียกขานเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว และยังเหมือนกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีสาระสำคัญอยู่ที่คำว่า "EXPRESS" ของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "EXPRESS MEN" ของโจทก์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นการดัดแปลงเพิ่มเติมเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วนำมายื่นขอจดทะเบียน เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แม้มีอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" ซึ่งเป็นคำเดียวกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีคำว่า "MEN" และรูปประดิษฐ์ลักษณะคล้ายมังกรประกอบอยู่ด้วย ส่วนเครื่องหมายการค้าอื่นของโจทก์มีอักษรโรมันคำว่า "WORLD BRAND" และ "FASHION" ประกอบอยู่ด้วย รูปลักษณะและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงแตกต่างกัน นอกจากนี้อักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" เป็นคำที่มีความหมายตามพจนานุกรม จึงเป็นคำธรรมดามิใช่คำประดิษฐ์ที่โจทก์จะอ้างสิทธิได้แต่เพียงผู้เดียว เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว ชอบที่จะรับจดทะเบียนโดยไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 13 และมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน แม้จะมีคำว่า "EXPRESS MEN" เหมือนกัน โดยเรียกขานว่า เอ็กเพรส เมน เช่นเดียวกัน และใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันโดยรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนก่อนโจทก์ และหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ได้มีการใช้ จำหน่าย หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวก่อนจำเลยที่ 1 จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) และมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีคำสั่งยกคำคัดค้านของโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนหรือไม่ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณามีว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 (2) หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นขอจดทะเบียนมีรูปเครื่องหมายโดยมีลักษณะเป็นรูปประดิษฐ์คล้ายมังกรและสิงห์ และมีอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS MEN" อ่านว่า เอ็กซ์เพรส เมน ส่วนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว ได้แก่ ซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรส ซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรส เวิล แบรน ซึ่งอ่านว่า เอ็กซ์เพรสแฟชั่น และ ซึ่งอ่านว่า ทรี เอ็กซ์เพรส เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายแล้ว พบว่ามีอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" เป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมาย ซึ่งคำดังกล่าวเป็นชื่อบริษัทของโจทก์ที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แม้จะมีภาคส่วนของรูปประดิษฐ์เป็นรูปคล้ายมังกรและสิงห์ประกอบอยู่ด้วย แต่ก็มีตัวอักษรโรมันคำว่า "EXPRESS" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่วางอยู่ด้านบนของตัวมังกรและสิงห์อย่างเด่นชัด มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนคำว่า "MEN" เป็นตัวอักษรประดิษฐ์ที่ซ่อนอยู่ในรูปประดิษฐ์เหนือคำว่า "EXPRESS" ซึ่งยากแก่การสังเกตเห็น ดังนี้ คำว่า "EXPRESS" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นคำหลักที่ใช้เพื่อเรียกชื่อและแสดงว่าเป็นสินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีคำและเสียงเรียกขานของคำในส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่มีภาคส่วนคำว่า "EXPRESS" ประกอบอยู่ด้วยดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำและเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในส่วนสาระสำคัญนั้นมีลักษณะเหมือนกับคำและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ ประกอบกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวทั้งสี่เครื่องหมายจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3, 14, 18 และ 25 รายการสินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย และบริการจำพวกที่ 35 บริการจัดการขายเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์บำรุงที่ใช้ส่วนตัวในร้านค้าปลีก ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน และเสื้อกีฬา) กางเกงชั้นใน กรณีจึงเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 740365 จึงมีลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นเข้าใจผิดได้ว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "EXPRESS" เป็นสินค้าที่ผลิตจากโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 (2) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย และเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) (10) หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นขอจดทะเบียนไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อ.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมภพ เดชทวีวัฒน์
- นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2462/2563
#684669
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) บัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้...(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." แม้โจทก์มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกับพวกรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดดังกล่าว แต่คดีนี้โจทก์ก็บรรยายฟ้องในตอนต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อร้องและทำนองของผู้เสียหาย โดยการนำสิ่งบันทึกเสียงที่มีคำร้อง ทำนองเสียงเพลง อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบันทึกข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์บรรจุลงในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญในลักษณะทำซ้ำหรือดัดแปลงให้ปรากฏคำร้องและทำนองเสียงเพลงในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ อันเป็นการบรรยายให้พอเข้าใจได้ว่างานที่อยู่ในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวนั้นเป็นงานที่ได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เนื่องจากอ้างว่าเป็นงานที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปในตอนท้ายว่า โดยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยการเปิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายดังกล่าวผ่านทางตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญให้บริการร้องเพลงคาราโอเกะแก่ลูกค้าในร้านที่เกิดเหตุโดยเรียกเก็บเงินค่าตอบแทนจากลูกค้า เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ดังนี้ เมื่ออ่านฟ้องทั้งหมดแล้วย่อมพอเข้าใจได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่อ้างว่าจำเลยกับพวกรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่อยู่ในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวที่นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 31, 69, 70, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายกึ่งหนึ่ง และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ.21/2559 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ศาลจังหวัดอุบลราชธานี)

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ให้ลงโทษปรับ 60,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาให้จ่ายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง คำขอให้นับโทษต่อนั้นเนื่องจากคดีนี้มิได้กำหนดโทษจำคุกจึงให้ยกคำขอ (ที่ถูก คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ด้วย (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงในงานดนตรีกรรมโดยนำสิ่งบันทึกเสียงที่มีคำร้องและทำนองเพลงทั้งสามไปบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์บรรจุลงในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 27, 28 และ 29 ได้ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ข้อหาในส่วนดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) บัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้... (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." แม้โจทก์มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกับพวกรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดดังกล่าว แต่คดีนี้โจทก์ก็บรรยายฟ้องในตอนต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อร้องและทำนองของผู้เสียหาย โดยการนำสิ่งบันทึกเสียงที่มีคำร้อง ทำนอง เสียงเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบันทึกข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์บรรจุลงในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญในลักษณะทำซ้ำหรือดัดแปลงให้ปรากฏคำร้องและทำนองเสียงเพลงในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ อันเป็นการบรรยายให้พอเข้าใจได้ว่างานที่อยู่ในตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวนั้นเป็นงานที่ได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เนื่องจากอ้างว่าเป็นงานที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปใ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (2) ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาง ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวธิดา จรรยาทิพย์สกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2563
#663456
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาฉลากสินค้า ของจำเลยทั้งสอง ในภาคส่วนคำว่า เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหาย แล้วจะเห็นได้ว่าเครื่องหมาย ของจำเลยทั้งสองมีสาระสำคัญอยู่ที่คำว่า HITACHI เหมือนกับเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบตัวอักษรและเสียงเรียกขาน ทั้งคำว่า HITACHI เป็นคำที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ใช่คำสามัญที่มีความหมายตามธรรมดาทั่วไป แม้เครื่องหมายของจำเลยทั้งสองที่ด้านหลังของคำว่า HITACHI จะมีเส้นบาง ๆ ต่อเฉียงออกไปทางขวามือ ในลักษณะที่ทำให้ตัวอักษรเป็นสามมิติ แต่ส่วนที่เพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเพียงส่วนประกอบปลีกย่อยที่มองเห็นได้ยากและไม่ได้มีลักษณะโดดเด่นเพียงพอที่จะทำให้สาธารณชนแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองและเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายได้ นอกจากนี้ ส่วนประกอบดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภาคส่วนสาระสำคัญคำว่า HITACHI ในเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียลักษณะความเหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายไป ภาคส่วนคำว่า HITACHI ในเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองยังคงสภาพความเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายอยู่ ดังนั้น เครื่องหมาย ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตสติกเกอร์ ที่มีเครื่องหมาย รวมอยู่ด้วย แล้วนำไปติดที่สินค้าสายทองแดงที่หุ้มฉนวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ผู้เสียหายได้จดทะเบียนไว้แล้วเพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วของบุคคลอื่น ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบสายทองแดงที่หุ้มฉนวนขนาดน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม (ม้วนใหญ่) จำนวน 287 ม้วน สายทองแดงที่หุ้มฉนวนขนาดน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม (กล่องเล็ก) จำนวน 254 กล่อง และแผ่นสติกเกอร์ที่ใช้ติดที่สินค้าสายทองแดงที่หุ้มฉนวนจำนวน 2,000 แผ่น ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า คาบูชิกิ ไกชา ฮิติชิ เซซากูโช ผู้เสียหาย เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยก่อตั้งบริษัทไทยฮิตาชิลวดอาบน้ำยา จำกัด (Thai Hitachi Enamel Wire Co., Ltd.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายลวดทองแดงและลวดทองแดงเคลือบน้ำยา ผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค54431 สำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 ซึ่งรวมถึงรายการสินค้าสายทองแดงที่หุ้มฉนวน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าลวดทองแดงอาบน้ำยาและรีดลวดทองแดง มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ฉลากสินค้า ติดที่สินค้าสายทองแดงที่หุ้มฉนวนของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบริษัทจำเลยที่ 1 พร้อมยึดสายทองแดงที่หุ้มฉนวนขนาดน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม (ม้วนใหญ่) จำนวน 287 ม้วน สายทองแดงที่หุ้มฉนวนขนาดน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม (กล่องเล็ก) จำนวน 254 กล่อง และแผ่นสติกเกอร์ฉลากสินค้า จำนวน 2,000 แผ่น เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาฉลากสินค้า ของจำเลยทั้งสอง และภาพถ่ายสินค้าของจำเลยทั้งสอง ในภาคส่วนคำว่า เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหาย แล้วจะเห็นได้ว่าเครื่องหมาย ของจำเลยทั้งสองมีสาระสำคัญอยู่ที่คำว่า HITACHI เหมือนกับเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบตัวอักษรและเสียงเรียกขาน ทั้งคำว่า HITACHI เป็นคำที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ใช่คำสามัญที่มีความหมายตามธรรมดาทั่วไป แม้เครื่องหมายของจำเลยทั้งสองที่ด้านหลังของคำว่า HITACHI จะมีเส้นบาง ๆ ต่อเฉียงออกไปทางขวามือ ในลักษณะที่ทำให้ตัวอักษรเป็นสามมิติ แต่ส่วนที่เพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเพียงส่วนประกอบปลีกย่อยที่มองเห็นได้ยากและไม่ได้มีลักษณะโดดเด่นเพียงพอที่จะทำให้สาธารณชนแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองและเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายได้ นอกจากนี้ ส่วนประกอบดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภาคส่วนสาระสำคัญคำว่า HITACHI ในเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียลักษณะความเหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายไป ภาคส่วนคำว่า HITACHI ในเครื่องหมายของจำเลยทั้งสองยังคงสภาพความเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายอยู่ ดังนั้น เครื่องหมาย ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตสติกเกอร์ ที่มีเครื่องหมาย รวมอยู่ด้วย แล้วนำไปติดที่สินค้าสายทองแดงที่หุ้มฉนวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ผู้เสียหายได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับจำนวน 400,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยหากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกลอน รักษา
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
นิพันธ์ ช่วยสกุล
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2563
#661948
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งการวินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยทั้งสองแล้ว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 4,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ร้อยโทไพรัตน์ ผู้เสียหาย ไม่มีหน้าที่นำกำลังพลไปติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุ และคำสั่งที่ให้ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายบอกแนวเขตที่ดินในที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่ได้แย่งอุปกรณ์ขุดหลุมจากทหารหรือทำร้ายทหารและไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยทั้งสองให้ทหารแสดงหลักฐานการครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีท่าทางไม่พอใจทหาร พูดเสียงดังให้ทหารขนสิ่งของกลับและพูดไม่สุภาพ เป็นการกระทำด้วยวาจาและท่าทาง ไม่เป็นอุปสรรคและไม่ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2498 แม้อำเภออรัญประเทศจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินเรื่อยมา และยังคงมีปัญหาโต้เถียงเรื่องสิทธิครอบครองกับทางราชการตลอดมา การที่จำเลยทั้งสองเชื่อว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินและขัดขวางมิให้ผู้เสียหายติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครอง จึงเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำได้จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 มิใช่ขาดเจตนาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ขอศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การที่ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีเจตนาขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และจำเลยทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งการวินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยทั้งสองแล้ว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า ร้อยโทไพรัตน์ ผู้เสียหาย รักษาการผู้บังคับกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 19 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ 407/2500 ที่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ได้รับคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าว วันที่ 13 มีนาคม 2561 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายนำทหารเข้าไปในที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันขัดขวางผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่มิให้ติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินในที่ดินที่เกิดเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ 407/2500 ที่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ ซึ่งมีการกำหนดแนวเขตที่ดินไว้ทั้งสี่ทิศก็ตาม แต่ที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีเนื้อที่มากถึง 797 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ตั้งแต่ปี 2558 ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ราชพัสดุ และเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ เนื่องจากมีการคัดค้านจากกลุ่มชาวบ้าน แสดงให้เห็นได้ว่ากองทัพบกยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบก ดังนี้ แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบกและอำเภออรัญประเทศเพิกถอนแบบแจ้งการครอบครอบครอง (ส.ค.1) ของจำเลยทั้งสองดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินบริเวณเดียวกับที่ดินที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว และเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยทั้งสองเชื่อว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินว่าเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบก จำเลยทั้งสองหาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาง ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายพีรศักดิ์ อรรถพรรังษี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2454/2563
#663412
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 19 กันยายน 2554 เรื่องการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่อนุมัติหลักการและแนวทางในการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกกำหนดว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการต้องเป็นการซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยมิได้ระบุถึงการจองรถยนต์ไว้ด้วย การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ให้ขยายเวลาส่งมอบรถยนต์และยื่นเอกสารสำหรับโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกโดยบันทึกข้อความของสำนักมาตรฐานและพัฒนาการจัดเก็บภาษี 2 ส่วนมาตรฐานฯ 3 เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับเอกสารใบจองรถยนต์เพื่อการขอใช้สิทธิรถยนต์คันแรกระบุว่า ผู้ขอใช้สิทธิต้องซื้อหรือจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่ไม่สามารถรับมอบรถยนต์หรือไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และไม่สามารถยื่นเอกสารหลักฐานได้ภายในวันสิ้นสุดโครงการ สามารถนำใบจองมาขอใช้สิทธิตามโครงการรถยนต์คันแรกได้ แสดงว่าผู้ขอใช้สิทธิตามโครงการที่จองรถยนต์ไว้แล้วยังจะต้องซื้อหรือทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อต่อไปอีกจึงจะมีสิทธิได้รับเงินคืน

การที่จำเลยจองรถยนต์กับบริษัท ต. ผู้จำหน่ายรถยนต์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ก่อนคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและแนวทางในการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 มิใช่เป็นการจองซื้อรถยนต์จากบริษัท ต. ผู้จำหน่ายรถยนต์โดยตรง หากแต่เป็นการจองเพื่อนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท ล. ผู้ให้เช่าซื้อ โดยบริษัท ล. เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือแก่บริษัท ต. จนครบถ้วนแล้วนำหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ที่ออกโดยบริษัท ต. ไปจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัท ล. จากนั้นจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัท ล. เจ้าของรถยนต์ จำเลยจึงเป็นเพียงผู้จองรถยนต์เพื่อนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น หาใช่เป็นผู้ซื้อรถยนต์จากบริษัท ต. โดยตรงไม่ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยจองรถยนต์เป็นการตกลงซื้อขายรถยนต์ที่สมบูรณ์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการซื้อรถยนต์ตามมติคณะรัฐมนตรีในโครงการรถยนต์คันแรก เมื่อจำเลยได้รับมอบรถยนต์ที่จองในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 และทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 จึงเป็นการเช่าซื้อรถยนต์ภายในระยะเวลาของโครงการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายไปคืนตามมติคณะรัฐมนตรี การใช้สิทธิขอรับเงินของจำเลยมิได้ผิดเงื่อนไขอันจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 96,891 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 85,656 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและแนวทางในการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกตามที่กระทรวงการคลังเสนอสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับมอบรถยนต์วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 จำเลยยื่นคำขอใช้สิทธิขอรับภาษีสรรพสามิตคืนจากสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี มีข้อตกลงว่าหากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขจะต้องส่งคืนเงินที่ได้รับไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้คืนเงิน ถ้าไม่นำเงินที่ได้รับไปส่งคืนภายในกำหนดยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จ่ายเงินค่าภาษีสรรพสามิตคืนให้แก่จำเลยโดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารออมสิน สาขาเทศบาล 2 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 จำนวนเงิน 85,656 บาท และมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวภายใน 15 วัน จำเลยได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยผิดเงื่อนไขการขอใช้สิทธิในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกอันจะต้องคืนเงินแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจองรถยนต์ที่เช่าซื้อกับบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ก่อนคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ให้กระทรวงการคลังดำเนินตามแนวทางการคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่ในการจองรถยนต์ของจำเลยนั้นมิใช่เป็นการจองเพื่อซื้อรถยนต์จากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์โดยตรง หากแต่เป็นการจองเพื่อนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ โดยบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือแก่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จนครบถ้วนแล้วนำหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ที่ออกโดยบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ไปจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของรถยนต์ จากนั้นจำเลยมาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อซึ่งรวมดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายงวดตามที่ตกลงกัน จึงเห็นได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้จองรถยนต์เพื่อนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น หาใช่เป็นผู้ซื้อรถยนต์จากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยตรงไม่ ทั้งโจทก์มิได้นำใบจองรถยนต์มาสืบให้เห็นว่าในใบจองรถยนต์มีรายละเอียดอะไรบ้างที่พอจะถือได้ว่าเป็นการตกลงซื้อรถยนต์แล้ว จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยจองรถยนต์เป็นการตกลงซื้อขายรถยนต์ที่สมบูรณ์แล้วดังที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้ตามสำเนาหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 19 กันยายน 2554 เรื่องการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการต้องเป็นการซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยมิได้ระบุถึงการจองรถยนต์ไว้ด้วย การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ให้ขยายเวลาส่งมอบรถยนต์และยื่นเอกสารสำหรับโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก โดยมีแนวทางการดำเนินงานว่าผู้ขอใช้สิทธิต้องซื้อหรือจองรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ตามสำเนามติคณะรัฐมนตรี และสำเนาบันทึกข้อความของสำนักมาตรฐานและพัฒนาการจัดเก็บภาษี 2 ส่วนมาตรฐานฯ 3 เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับเอกสารใบจองรถยนต์เพื่อการขอใช้สิทธิรถยนต์คันแรก ที่ระบุว่า ผู้ขอใช้สิทธิต้องซื้อหรือจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 นั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งกำหนดเกี่ยวกับการจองรถยนต์ขึ้นมาใหม่ในภายหลัง เนื่องจากช่วงแรกของโครงการมีปัญหาอุทกภัย โรงงานผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่บางแห่งหยุดดำเนินการประมาณ 3 ถึง 6 เดือน และมีผู้สนใจซื้อรถยนต์ตามโครงการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ทันในวันที่สิ้นสุดโครงการ ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการไม่สามารถรับรถยนต์และยื่นเอกสารหลักฐานได้ทันภายในกำหนด จึงกำหนดให้ผู้ที่จองรถยนต์ไว้แล้วภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่ยังไม่ได้รับมอบรถยนต์หรือจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกไม่ทันตามกำหนด และไม่สามารถยื่นเอกสารหลักฐานได้ภายในวันสิ้นสุดโครงการ สามารถนำใบจองมาขอใช้สิทธิตามโครงการรถยนต์คันแรกได้ ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์กำหนดคำแนะนำขั้นตอนการยื่นคำขอใช้สิทธิรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาล โดยแยกผู้ขอใช้สิทธิเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรกเป็นการใช้สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่ซื้อหรือจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งได้รับมอบรถยนต์ จดทะเบียนรถยนต์ และได้รับสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์แล้วภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ไม่จำเป็นต้องใช้ใบจองรถยนต์เป็นหลักฐาน กรณีที่ 2 เป็นการใช้สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ที่ซื้อหรือจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่ไม่สามารถรับมอบรถยนต์หรือไม่สามารถจดทะเบียนและรับสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ได้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ต้องใช้ใบจองเป็นหลักฐาน ซึ่งทั้งสองกรณีมีทั้งการซื้อเงินสดและการเช่าซื้อ แสดงว่าผู้ขอใช้สิทธิตามโครงการที่จองรถยนต์ไว้แล้วยังจะต้องซื้อหรือทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อต่อไปอีกจึงจะมีสิทธิได้รับเงินคืน ฉะนั้นการที่จำเลยจองรถยนต์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการซื้อรถยนต์ตามมติคณะรัฐมนตรีในโครงการรถยนต์คันแรกตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อจำเลยได้รับมอบรถยนต์ที่จองในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 และทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 จึงเป็นการเช่าซื้อรถยนต์ภายในระยะเวลาของโครงการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายไปคืนตามมติคณะรัฐมนตรี การใช้สิทธิขอรับเงินของจำเลยมิได้ผิดเงื่อนไขอันจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวภัทรินทร์ เอี่ยมบุตรลบ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประหยัด ศรศักดา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2443/2563
#662581
เปิดฉบับเต็ม

ท. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 18 ปี ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ท. และไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องครอบครองแทนทายาทคนอื่น โจทก์จึงไม่สามารถขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบได้

ท. ยกที่ดินให้จำเลยโดยมิได้จดทะเบียนการยกให้ แต่เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ท. ยกที่ดินพิพาทให้ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้จำเลยครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าที่ดินเป็นของจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น

จำเลยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ เนื่องจากเข้าใจว่ามารดาจำเลยเป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวและถึงแก่ความตายแล้ว ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องว่าโจทก์และทายาทอื่นมีสิทธิในที่ดินดีกว่าจำเลย เมื่อที่ดินมิใช่ทรัพย์มรดกของ ท. ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่สุจริต

จำเลยให้การว่า ท. ยกที่ดินพิพาทให้และจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถอ่านเข้าใจเจตนาของจำเลย ไม่ใช่การบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นการร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนเองหรือขัดกันเอง ดังนั้น คำให้การจึงชัดแจ้ง

การวินิจฉัยคดีเมื่อศาลเห็นสมควรจะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ย่อมกระทำได้

เมื่อวินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องทั้งหมด

แม้คำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้ง ด. เป็นทนายความ และ ด. ได้ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ในคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงพอที่จะฟังได้ว่า ด. เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4971 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา หรือที่ดินโฉนดเลขที่ 197496 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนสู่ผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิมหรือกองมรดกโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยส่งมอบโฉนดตราจองที่ 4971 หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 197496 แก่โจทก์และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางมี และนางมั่ง มีสามีคนเดียวกัน คือ นายสวน นางมีไม่มีบุตร แต่นางมั่งมีบุตรคนเดียว คือ นางทองสุก นางทองสุก มีสามี 3 คน คือ นายเส็ง นายเมียว นายเกียนชวง นางทองสุกและนายเส็ง มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางลมูล นางลมูลและนายเดช มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายประดิษฐ์ และนางกัญตนา นางลมูลถึงแก่ความตายวันที่ 3 ตุลาคม 2558 นางทองสุกและนายเมียว มีบุตรด้วยกันเพียงคนเดียว คือ โจทก์ นางทองสุกและนายเกียนชวงมีบุตรด้วยกัน 4 คน จำเลยเป็นบุตรคนที่ 2 ส่วนนางจันตรี เป็นน้องสาวของบิดาจำเลย นางทองสุกถึงแก่ความตายวันที่ 24 เมษายน 2547 ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4971 หรือที่ดินโฉนดเลขที่ 197496 หรือที่ดินพิพาทนั้น ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2483 นางมีและนางมั่งรับมรดกที่ดินพิพาทของนางจัน โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 690/2550 วันที่ 19 เมษายน 2532 นางทองสุกจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 ให้จำเลย ส่วนสามีโจทก์ถึงแก่ความตายปี 2558 และต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองสุก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความได้ความว่าโจทก์และสามีทำธุรกิจเกี่ยวกับรถบรรทุกสิบล้อ จึงขอให้นางทองสุกนำที่ดินเนื้อที่ 5 ถึง 6 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับวัดไปขายฝากไว้แก่นายวิรัตน์ ซึ่งในการขายฝากสามีโจทก์ได้ไปทำสัญญาขายฝากด้วย แต่ต่อมาโจทก์และสามีไม่มีเงินชำระหนี้ นางทองสุกจึงให้จำเลยนำเงินไปชำระหนี้และยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย แต่โจทก์ทราบว่ามีเพียงแปลงเดียว ส่วนจำเลยเบิกความได้ความว่า เดิมโจทก์และสามีประกอบอาชีพค้าขายที่จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาย้ายไปที่จังหวัดกำแพงเพชรและที่อื่น ๆ ไม่เคยกลับมาพักอาศัยที่บ้านที่หมู่บ้านจอมทอง เพียงแต่กลับมาหานางทองสุกและนางมั่งเพื่อขอเงินไปลงทุนซื้อรถบรรทุกสิบล้อ แต่นางทองสุกและนางมั่งไม่มีเงิน โจทก์และสามีจึงขอให้นำที่ดินโฉนดตราจองที่ 6404 และ 6418 ไปขายฝากแก่นายวิรัตน์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2508 ต่อมาโจทก์และสามีมาขอเงินนางทองสุกไปลงทุนซื้อรถกระบะเพื่อค้าขาย นางทองสุกไม่มีเงิน โจทก์จึงขอที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากนางจันตรี ซึ่งเป็นน้องสาวบิดาจำเลย โดยจำเลยและน้องชายเป็นคนเอาโฉนดตราจองที่ 4972 ดังกล่าว ไปให้นางจันตรีและได้รับเงินที่โจทก์กู้ 30,000 บาท มาให้โจทก์ ซึ่งความสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ยืมโฉนดตราจองดังกล่าวไปวางประกันเงินกู้นางจันตรีเพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจ ปรากฏว่าโจทก์และสามีไม่เคยชำระหนี้และไม่ไถ่ถอนการขายฝาก และนางสาวกัญตนา เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นางทองสุกบอกกับบุตรทุกคนว่าไม่มีเงินไถ่ถอนการขายฝากที่ดินและไม่มีเงินชำระหนี้นางจันตรี บุตรหลานคนใดหาเงินไปไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากและชำระหนี้ให้นางจันตรีได้ นางทองสุกจะยกที่ดินทั้งหมดให้บุตรคนนั้น บุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ทราบเรื่องดีแต่โจทก์เพิกเฉย พี่น้องทุกคนไม่มีใครสนใจที่จะหาเงินไปชำระหนี้เนื่องจากขณะนั้นที่ดินอยู่ชนบท ราคาต่ำ ถนนเข้าออกไม่สะดวก แต่จำเลยเห็นว่าเป็นที่ดินของตา ยายและมารดา จำเลยซึ่งรับราชการครูจึงกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ครูบางส่วนไปไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากนายวิรัตน์และชำระหนี้ให้นางจันตรี แต่นางจันตรีเห็นใจจึงคืนโฉนดตราจองที่ 4972 ดังกล่าวให้จำเลย ประกอบกับจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนางทองสุกช่วยเหลือพี่น้อง หาเงินมาชำระหนี้เพื่อรักษาทรัพย์สิน นางทองสุกจึงยกที่ดินที่ขายฝากทั้ง 2 แปลง และที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 รวมทั้งที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 19 เมษายน 2532 และจำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงได้ความว่า ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 และที่ดินพิพาทอยู่ติดกัน มีอาณาเขตเดียวกัน นางทองสุกยกที่ดินให้เนื้อที่ครอบคลุมทั้งสองแปลง ขณะที่นางทองสุกยกที่ดินให้ จำเลยไม่ทราบว่ามีที่ดินพิพาทอีกแปลง ต่อมาทางราชการเปลี่ยนโฉนดตราจองเป็นโฉนดที่ดินจึงทราบว่ามีที่ดินพิพาท จำเลยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งไม่มีแนวเขตที่ดินจึงมีลักษณะเป็นที่ดินผืนเดียวกัน นอกจากนี้นางสาวกัญตนา เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 และที่ดินพิพาทไม่มีอะไรกั้นแนวเขต มองดูเหมือนเป็นแปลงเดียวกันและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลง ส่วนที่นางสาวกัญตนาเบิกความว่า ขณะจำเลยรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นางลมูลซึ่งเป็นมารดายังมีชีวิตอยู่ได้ถามจำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนางทองสุกเป็นส่วนของนางลมูล 1 ใน 6 ส่วนเมื่อรังวัดแล้วแบ่งกัน จำเลยบอกว่าให้รังวัดใส่ชื่อจำเลยตามคำสั่งศาลแล้วจึงจะโอนให้นางลมูลนั้น ปรากฏว่านางลมูลถึงแก่ความตายวันที่ 3 ตุลาคม 2558 แต่ไม่โต้แย้งคัดค้านการรังวัดและไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หากที่ดินเป็นมรดกก็ควรใส่ชื่อทายาททุกคน ไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลมีคำสั่งก่อนและไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์เพียงผู้เดียว เมื่อนางทองสุกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยพร้อมกับที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 ในวันที่ 19 เมษายน 2532 จำเลยมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 5 เมษายน 2550 เป็นระยะเวลาที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 18 ปี ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางทองสุกและไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องครอบครองแทนทายาทคนอื่น โจทก์จึงไม่สามารถขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่สุจริตเนื่องจากจำเลยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า นางสาวกัญตนาเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงได้ความว่า เหตุที่นางสาวกัญตนาและนางลมูลมาพักอาศัยที่บ้านเลขที่ 14/1 เนื่องจากโจทก์ไปทำงานต่างจังหวัด จึงให้บุคคลทั้งสองมาพักอาศัยแทนเพื่อดูแลบ้าน เมื่อนางลมูลซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนางทองสุกไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการรังวัด ประกอบกับโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางทองสุก จำเลยอาศัยสิทธิของนางทองสุกครอบครองแทนทายาทคนอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางทองสุกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยมิได้จดทะเบียนการยกให้ แต่เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่นางทองสุกยกที่ดินพิพาทให้ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จำเลยครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จำเลยมิได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ เนื่องจากจำเลยเข้าใจว่านางมั่งมีบุตรคนเดียวคือนางทองสุกซึ่งถึงแก่ความตายแล้วจึงแจ้งว่าไม่มีทายาทอื่น แต่จำเลยยื่นคำแถลงต่อศาลว่า เนื่องจากพยานเอกสารและพยานบุคคลต่างอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จึงขอประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดมีมารดาจำเลยเป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวและถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่อาจส่งสำเนาให้แก่ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำแถลง นอกจากนี้ยังมีการประกาศที่หน้าศาลชั้นต้น เรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมีนายบุญยัง นางจรินทร์ เจ้าของที่ดินข้างเคียงซึ่งได้ไประวังแนวเขตในการรังวัดที่ดินมาเบิกความเป็นพยาน และมีนายสันติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลจอมทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มาเบิกความเป็นพยานเช่นกัน นอกจากนี้จำเลยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้พี่น้องทุกคนก็ไม่มีใครคัดค้านเนื่องจากทุกคนทราบว่านางทองสุกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วจำเลยครอบครองทำประโยชน์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องว่าโจทก์และทายาทอื่นมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนางทองสุก ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แม้ไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้โจทก์ ก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่สุจริตตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พี่น้องอาศัยอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาท ไม่มีพี่น้องรายใดที่นางทองสุกยกที่ดินพิพาทให้เป็นการเฉพาะรายนั้น จะเห็นได้ว่านางทองสุกนำที่ดิน 2 แปลง ไปขายฝากและนำที่ดินไปเป็นประกันการกู้ยืมเงิน เพื่อนำเงินมาให้โจทก์แต่โจทก์ไม่เคยชำระหนี้เลยซึ่งถือได้ว่าโจทก์ได้ที่ดิน 3 แปลง ในสภาพของเงินลงทุนแล้วโดยจำเลยเป็นผู้ไปชำระหนี้แทนนางทองสุก ฎีกาในส่วนนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นสุดท้ายว่า คำให้การของจำเลยขัดกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนางมีและนางมั่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางทองสุก นางทองสุกเห็นว่าจำเลยมีการอุปการะเลี้ยงดูนางทองสุกและนำเงินไปชำระหนี้โดยซื้อที่ดินที่พี่น้องนำไปขายฝากคืนมา จึงยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยและนางทองสุกมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4972 จึงจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวพร้อมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้น จะเห็นได้ว่าจำเลยได้บรรยายข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถอ่านเข้าใจเจตนาของจำเลย ไม่ใช่การบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นการร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนเองหรือขัดกันเอง ดังนั้น คำให้การดังกล่าวจึงชัดแจ้ง ไม่ขัดกันตามฎีกาของโจทก์ นอกจากนี้การวินิจฉัยคดีเมื่อศาลเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลย่อมมีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้และเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องทั้งหมด ส่วนที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเป็นผู้เรียงและพิมพ์ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อของผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและคดีนี้ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้งให้นายเด่นยุทธ เป็นทนายความวันที่ 14 มีนาคม 2560 และในสำนวนนายเด่นยุทธได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ในคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องลงวันที่ 14 มีนาคม 2560 คดีจึงพอที่จะฟังได้ว่านายเด่นยุทธเป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง ซึ่งมีอำนาจกระทำได้ คดีจึงไม่จำต้องคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปทำใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ดำเนินมาทั้งหมดจึงไม่เสียไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 67 (5) ม. 142 ม. 145 (2) ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสมภพ พูลเพียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2419/2563
#664230
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นมีลักษณะแห่งคดี และความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน โจทก์จึงอาจจะฟ้องคดีทั้งแปดสำนวนเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์แยกฟ้องคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 โดยศาลชั้นต้นมิได้สั่งรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมและจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 91 (2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจนำโทษของจำเลยในคดีนี้ไปนับต่อกับโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นได้ เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ ป.อ. มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 17 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 ให้จำเลยใช้เงินคืนผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2,199,253 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 154,100 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 246,995 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 226,700 บาท นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกัลจันทรรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกง ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ส่วนข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและข้อหาเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มากกว่าสามวง โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6 (1), 17 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน ฐานฉ้อโกงประชาชน และฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนมากกว่าสามวง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้เงินคืนโจทก์ร่วม 1,934,478 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 154,100 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 246,995 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 226,700 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์รวมกันมากกว่าสามวง ได้ลงประกาศโฆษณา ชักชวนประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกในระบบคอมพิวเตอร์แอปพลิเคชั่นไลน์ของจำเลยที่ใช้ชื่อว่า "แชร์บ้านจุ๊บจิ๊บ" ให้ร่วมเล่นแชร์และลงทุน โดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ลงทุนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ซึ่งเป็นความเท็จ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจะนำเงินฝากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน จำเลยประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าซึ่งไม่สามารถที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนกับจำเลยหลายครั้ง และจำเลยคืนเงินให้โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 บางส่วน โดยจำเลยค้างชำระเงินโจทก์ร่วม 1,934,478 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 154,100 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 246,995 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 226,700 บาท สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน และฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มากกว่าสามวง คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ คู่ความมิได้ฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากจำเลยจะกระทำผิดในคดีนี้แล้ว จำเลยยังได้กระทำผิดฐานฉ้อโกง และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน ถูกฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 985/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยยังได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชน และฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ถูกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1325/2561 ถึง 1330/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งทุกคดีมีผู้เสียหายต่างคนกัน และเวลากระทำความผิดอยู่ในระหว่างเวลากระทำความผิดคดีนี้ โดยการกระทำความผิดของจำเลยเริ่มต้นด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โฆษณาหรือประกาศชักชวนให้ปรากฎต่อประชาชนตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เข้าร่วมลงทุนหุ้น ตามข้อเสนอของจำเลยที่เสนอจะให้เงินต้นและเงินปันผลในอัตราที่สูง ตามอัตราและจำนวนวันที่ที่ผู้ลงทุนแต่ละคนจะลงทุนและรับเงินต้นและเงินปันผลคืนในวงหุ้นที่จำเลยตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นอุบายในการหลอกลวงประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกในระบบคอมพิวเตอร์แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและไลน์ที่ใช้ชื่อว่า "บ้านแชร์จุ๊บจิ๊บ" หรือ "แชร์บ้านจุ๊บจิ๊บ"ซึ่งความจริงจำเลยหาได้มีจ่ายเงินต้นและเงินปันผลคืนไม่ เช่นเดียวกับการกระทำผิดคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งหมดเข้าด้วยกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก, 12 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี 24 กระทง ฐานฉ้อโกงและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 6 กระทง รวมจำคุก 120 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลงโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 60 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกระทงแล้วคงให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องประกอบเอกสารท้ายฎีกา ดังนี้ เมื่อประกอบกับจำเลยอ้างในอุทธรณ์และฎีกาตลอดมาว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นเป็นความผิดที่เกิดจากพฤติการณ์กระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายในแต่ละคดีเหมือนกัน ถือเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระซึ่งจะลงโทษจำเลยได้ไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยแล้วไม่แก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวเลย เช่นนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นมีลักษณะแห่งคดี และความผิดเป็นอย่างเดียวเกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน โจทก์จึงอาจจะฟ้องคดีทั้งแปดสำนวนเป็นคดีเดียวกันได้ แต่โจทก์แยกฟ้องคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 โดยศาลชั้นต้นมิได้สั่งรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมและจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจนำโทษของจำเลยในคดีนี้ไปนับต่อกับโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้นได้เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) บัญญัติไว้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2165/2561 ถึง 2171/2561 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายเขมจิตร ภาคอัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2563
#662402
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองที่จะให้ได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์ ทั้งจะต้องเป็นการครอบครองในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อสิทธิของผู้อื่น กล่าวคือ เจ้าของเดิมจะต้องยังคงมีสิทธิอยู่ในทรัพย์สินนั้น ๆ ถ้าไม่มีสิทธิหรือสิทธิที่มีอยู่สิ้นไปแล้ว การที่คนใหม่เข้ามาใช้สิทธิครอบครองในทรัพย์สินแทน ก็หาใช่เป็นการครอบครองปรปักษ์ไม่

ถ. และ ส. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่บิดาผู้ร้องตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ต่อมาที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องบรรยายคำร้องขอโดยยืนยันความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นนี้ ผู้ร้องก็ไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1382 ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 3 งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 14028 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 14028 เฉพาะส่วนในเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา ตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอานนต์ ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,500 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นางกุหลาบ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นายนาคและนายสนั่น เป็นบุตรของนายถนอมและนางไสว ผู้ร้องเป็นบุตรของนายสนั่นและนางกลม ส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายนาค ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ เดิมที่ดินแปลงใหญ่เป็นที่ดินมือเปล่า เป็นของนายถนอมและนางไสว ปี 2520 นายนาคนำที่ดินของนายถนอมและนางไสวดังกล่าวทั้งแปลงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1469 ให้แก่นายนาค ต่อมาประมาณปี 2541 นายนาคนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปขอออกโฉนดที่ดิน ทางราชการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 14028 ให้แก่นายนาค โดยเป็นการออกตามความในมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คดีนี้มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" การครอบครองที่จะให้ได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จึงต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์ ทั้งจะต้องเป็นการครอบครองในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อสิทธิของผู้อื่น กล่าวคือ เจ้าของเดิมจะต้องยังคงมีสิทธิอยู่ในทรัพย์สินนั้น ๆ ถ้าไม่มีสิทธิหรือสิทธิที่มีอยู่สิ้นไปแล้ว การที่คนใหม่เข้ามาใช้สิทธิครอบครองในทรัพย์สินแทน ก็หาใช่เป็นการครอบครองปรปักษ์ไม่ คดีนี้ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องขอว่า เมื่อประมาณปี 2500 นายถนอมและนางไสวยกที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินมือแปล่าให้แก่นายนาคและนายสนั่น นายนาคและนายสนั่นแบ่งการครอบครองที่ดินกันอย่างเป็นส่วนสัด โดยนายสนั่นครอบครองทำประโยชน์ในส่วนที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อปี 2520 นายนาคขออนุญาตนายถนอม นางไสวและนายสนั่นเพื่อนำที่ดินทั้งแปลงซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยขอใส่ชื่อนายนาคเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวไปก่อน เพื่อนำที่ดินไปจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่นายสนั่นและนางกลมรวมทั้งผู้ร้องยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อนายสนั่นถึงแก่ความตาย ผู้ร้องก็ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมา ข้ออ้างตามคำร้องขอดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า นายถนอมและนางไสวได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสนั่นบิดาผู้ร้องตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ต่อมาที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องบรรยายคำร้องขอโดยยืนยันความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นนี้ ผู้ร้องก็ไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องขอและจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า เมื่อปี 2541 ทางราชการได้ออกโฉนดในที่ดินพิพาทโดยมีชื่อนายนาคเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้น ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของนายนาคหรือทายาทของนายนาค เพราะจะขัดกับข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างมาในคำร้องขอ อีกทั้งต้องถือว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่นายนาคเป็นการออกให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิในที่ดิน ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่กำหนดไว้ว่า ที่ดินที่จะพึงออกโฉนดที่ดินต้องเป็นที่ดินที่ผู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและทำประโยชน์แล้ว นายนาคหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของนายนาคจึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องจะร้องขอครอบครองปรปักษ์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามคดียังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหานี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า คดีนี้มีตัวผู้ร้อง นางกุหลาบภริยาผู้ร้อง และนางสาววรรณาบุตรสาวผู้ร้องมาเบิกความอธิบายถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาทว่า เมื่อปี 2500 นางถนอมและนางไสวยกที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ให้แก่นายสนั่นบิดาผู้ร้อง จากนั้นนายสนั่นและนางกลมมารดาผู้ร้องได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 230 และพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวร่วมกับผู้ร้อง โดยมีนายถนอมและนางไสวมาพักอาศัยอยู่ด้วย ต่อมาเมื่อปี 2530 ผู้ร้องได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 86/2 บนที่ดินพิพาท และได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายสนั่นนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 29 ปีแล้ว โดยนายนาคไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด และพยานทั้งสามยังเบิกความถึงสาเหตุที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดในที่ดินพิพาทโดยมีชื่อนายนาคเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ว่า เนื่องจากนายนาคเดือดร้อนเรื่องเงิน มีความจำเป็นต้องนำที่ดินทั้งแปลงไปจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ นายนาคจึงขออนุญาตนายถนอม นางไสวและนายสนั่นเพื่อนำที่ดินทั้งแปลงซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หลังจากนั้นก็ได้นำที่ดินทั้งแปลงไปจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หลังจากจำนองแล้วนายนาคไม่มีเงินไปไถ่ถอนจำนองจึงไม่สามารถทำการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสนั่นรวมทั้งผู้ร้องได้ ตามคำเบิกความของพยานทั้งสามปากดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องต้องกันแล้ว ยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้ร้องปากพระธรรมเนียม ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายนาคและนายสนั่น ที่เบิกความว่า นายถนอมและนางไสวมีที่ดิน 1 แปลง มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 21 ไร่ บุคคลทั้งสองประสงค์จะแบ่งที่ดินให้แก่บุตรทั้งสามคนอันได้แก่ นายนาค นายสนั่นและพยาน โดยในส่วนของพยานนั้นได้รับส่วนแบ่งไปแล้วคือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 14029 ที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 14028 มีผู้ร้องและผู้คัดค้านเข้าไปปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยโดยอยู่คนละส่วนกัน ผู้ร้องยังมีนายจำปา ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กับที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุนว่า นายสนั่นและพี่น้องอีกสองคนแบ่งที่ดินกันครอบครองคนละแปลง โดยในส่วนของนายสนั่นครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงที่อยู่ตรงกลางระหว่างแปลงของนายนาคและแปลงของพระธรรมเนียม หลังจากนายสนั่นถึงแก่ความตายผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนนายสนั่น ส่วนผู้คัดค้านครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนของตน ผู้คัดค้านเพิ่งบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปี 2557 ทั้งผู้ร้องยังมีภาพถ่ายมานำสืบสนับสนุน ซึ่งเมื่อตรวจดูสภาพของบ้านเลขที่ 86/2 ดังกล่าวพบว่า เป็นบ้านที่ปลูกสร้างขึ้นอย่างถาวร โดยชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนชั้นบนทำด้วยไม้ การที่ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านที่มีความมั่นคงถาวรบนที่ดินพิพาทและพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวมาตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2530 เช่นนี้ บ่งชี้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นเจ้าของ มิใช่เป็นการขออาศัยอยู่ชั่วคราวตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง และเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงการครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นแผนที่แสดงการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 14028 ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน และรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 14029 ที่ทางราชการออกให้แก่นางไสวและต่อมาตกทอดแก่พระธรรมเนียมก็พบว่า ที่ดินส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของผู้คัดค้านนั้นตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ถัดมาคือ ที่ดินพิพาท ถัดจากที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 14029 ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวสอดคล้องกับลำดับทายาทชั้นบุตรของนายถนอมและนางไสว ซึ่งนายนาคเป็นบุตรคนโต ส่วนนายสนั่นและพระธรรมเนียมเป็นบุตรคนกลางและคนเล็กตามลำดับ จึงยิ่งเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของผู้ร้องให้มีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น ส่วนผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้านมาเบิกความเป็นพยานว่า นายถนอมและนางไสวยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14028 ซึ่งเดิมเป็นที่ดินมือเปล่าให้แก่นายนาคบิดาผู้ร้องทั้งแปลงตั้งแต่เมื่อปี 2499 ผู้คัดค้านจึงอนุญาตให้ผู้ร้องปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการชั่วคราว และก่อนที่ผู้ร้องจะมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ผู้ร้องก็ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกบนที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ตามคำเบิกความของผู้คัดค้านดังกล่าวนอกจากจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปลูกสร้างบ้านของผู้ร้องที่ปรากฏว่า ผู้ร้องปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทอย่างมั่นคงถาวรมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 2530 ยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้คัดค้านเองที่เบิกความตอบคำถามค้านว่า นายสนั่นและครอบครัวพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทจนกระทั่งนายสนั่นถึงแก่ความตาย ที่ผู้คัดค้านมีนายบุญเชิด นายสมชาย นายนรินทร์ และนางอำนวย มาเบิกความเป็นพยานนั้น นายบุญเชิด นายสมชาย และนายนรินทร์ก็ไม่ได้ยืนยันว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้คัดค้าน ส่วนนางอำนวยนั้นได้ความว่า เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้คัดค้าน ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี ที่พยานปากนี้เบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายนาคได้รับการยกให้จากนายถนอมและนางไสวนั้น จึงน่าจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือผู้คัดค้าน ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าพระธรรมเนียม นายจำปา นางลำพวน นายวิทวัส นายไวพจน์ นายหยด นายสมชาย นายลำยงค์ นายธนาวุฒิ และนางกาหลง พยานของผู้ร้องมาเบิกความเพื่อช่วยเหลือผู้ร้องนั้น ก็ได้ความว่าพระธรรมเนียมมีฐานะเป็นอาของผู้ร้องและผู้คัดค้าน ทั้งเป็นผู้ยกที่ดินส่วนของตนให้แก่ฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้านคนละเท่า ๆ กัน แสดงว่าพระธรรมเนียมมีความรักและความเมตตาต่อทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้าน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมาเบิกความเพื่อช่วยเหลือผู้ร้อง ส่วนพยานปากอื่น ๆ ที่กล่าวข้างต้นแม้จะเป็นญาติของผู้ร้อง ญาติของนางกุหลาบภริยาผู้ร้องหรือสนิทคุ้นเคยกับฝ่ายผู้ร้อง แต่พยานดังกล่าวก็มิได้มีส่วนได้เสียในผลคดี จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่จะเบิกความเพื่อช่วยเหลือฝ่ายผู้ร้อง ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบมีน้ำหนักให้น่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของสิทธิครอบครอง และต้องถือว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14028 ดังกล่าว ที่ออกทับที่ดินพิพาท จึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ สมควรต้องเพิกถอนเสีย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 14028 ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ. โดยนาง ก. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายพิทักษ์ ท้วมใจดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2563
#662883
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้นำสัญญายืมถังบรรจุก๊าซฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วมีการส่งสัญญายืมถังบรรจุก๊าซไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของ ส. แล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลย การที่โจทก์นำสัญญายืมถังบรรจุก๊าซมาฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ที่บัญญัติว่า "ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้" แต่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามบทกฎหมายดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ คดีนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า ส. ไม่ได้ลงชื่อในสัญญายืมถังบรรจุก๊าซ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าสัญญายืมถังบรรจุก๊าซเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ แม้ต่อมามีการนำเอกสารดังกล่าวไปฟ้องคดีอาญา ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกประเด็นพิพาทไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบและเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ศาลจะรับฟังมาเป็นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนถังบรรจุก๊าซที่ยืมไปแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,392,450 บาท กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ถังบรรจุก๊าซที่ยืมไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาถังบรรจุก๊าซดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะคืนถังบรรจุก๊าซหรือชำระราคาถังบรรจุก๊าซเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้ง บังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 612,470 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนถังบรรจุก๊าซทั้งหมดที่ยืมไปแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,392,450 บาท และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ถังบรรจุก๊าซที่ยืมไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาถังบรรจุก๊าซทั้งหมด 3,392,450 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะคืนถังบรรจุก๊าซหรือชำระราคาถังบรรจุก๊าซเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องโจทก์ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้นำสัญญายืมถังบรรจุก๊าซฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 707/2560 ของศาลชั้นต้น และมีการส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนายเสน่ห์ แล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน การที่โจทก์นำสัญญายืมถังบรรจุก๊าซดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เห็นว่า แม้ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติว่า "ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้" แต่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามบทกฎหมายดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เช่น ได้จากพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบในประเด็นหรือได้จากเอกสารพยานที่มีกฎหมายบังคับให้คู่ความที่กล่าวอ้างต้องแสดง เป็นต้น คดีนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่านายเสน่ห์ไม่ได้ลงชื่อในสัญญายืมถังบรรจุก๊าซดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นว่าสัญญายืมถังบรรจุก๊าซดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ทั้งนายสุมลตรี พยานของจำเลยทั้งสองก็เบิกความไว้ด้วยว่า "นายเสน่ห์เกรงว่าหากไม่ลงชื่อในสัญญา นายชัชพลไม่สามารถแจ้งให้โจทก์ส่งนำแก๊สให้ข้าฯ ได้ และจำเลยที่ 1 จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงจำต้องยอมลงชื่อในสัญญายืมถังบรรจุก๊าซดังกล่าว" แม้ต่อมามีการนำเอกสารดังกล่าวไปฟ้องคดีอาญา ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกประเด็นพิพาทไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบและเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ศาลจะรับฟังมาเป็นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ฉะนั้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยอ้างผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายพิสิฐ เลิศธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2563
#663649
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 50 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนเสียสภาพและกระเป๋าสีดำสำหรับใส่กระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหาบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และรับว่าฆ่าผู้ตายที่ 1 แต่กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 362, 364 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม จำคุก 50 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนเสียสภาพและกระเป๋าสีดำสำหรับใส่กระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาววันนา ผู้ตายที่ 1 เมื่อผู้ตายที่ 1 เลิกรากับจำเลย ผู้ตายที่ 1 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายประชาธิป ผู้เสียหายที่ 2 นายอนุวัช ผู้ตายที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยกับนางจรวย ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ไปรับประทานอาหารที่บ้านของนายวีระศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 Special ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 Special จำนวน 19 นัด เหน็บอยู่ที่เอวด้านซ้าย และผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ถูกยิงโดยอาวุธปืนที่จำเลยนำติดตัวไปถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลนิ้วกลางมือขวาฉีกขาด เอ็นนิ้วนางขาด กระดูกนิ้วแตก และมีแผลฉีกขาดที่ท่อนแขนซ้ายร่วมกับเอ็นขาด ภายหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปและถูกจับกุมที่บ้านหลังหนึ่งในคืนเกิดเหตุ พร้อมด้วยอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่า บุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุโดยมีอาวุธปืนติดตัวไป และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายที่ 1 จริง แต่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 และจำไม่ได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ต่อสู้กันหรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร รวมทั้งความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยเดินผ่านประตูเข้ามาในบ้านที่เกิดเหตุ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยใช้มือตะปบอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวด้านซ้าย ผู้ตายที่ 1 นั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ย่อมต้องเห็นเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายที่ 1 จะกล้าพูดจาดูหมิ่นและด่าว่าจำเลยอย่างรุนแรงด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วย ประกอบกับจำเลยเบิกความเจือสมกับผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ด้วยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการมึนเมาสุรามาก ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะสามารถจดจำคำพูดของผู้ตายที่ 1 ได้โดยละเอียดเช่นนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 เพราะเกิดบันดาลโทสะภายหลังทะเลาะกับผู้ตายที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่ปรากฏคราบเขม่าดินปืนที่มือของผู้ตายที่ 1 นั้น รายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวระบุเพียงว่า ตรวจพบธาตุแอนติโมนีและแบเรียมในปริมาณที่เชื่อได้ว่าผู้ตายที่ 1 เกี่ยวข้องกับการยิงปืน และนายแพทย์เอกพงษ์ ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายที่ 1 พยานโจทก์ เบิกความว่า ผู้ตายที่ 1 มีบาดแผลถูกกระสุนปืนนัดหนึ่งที่บริเวณมุมปากด้านซ้าย บาดแผลดังกล่าวพยานสันนิษฐานว่าเป็นการยิงระยะประชิดติดผิวหนัง กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า คราบเขม่าดินปืนที่มือของผู้ตายที่ 1 เกิดจากการที่จำเลยใช้อาวุธปืนจ่อยิงผู้ตายที่ 1 ในระยะประชิดในขณะที่ผู้ตายที่ 1 พยายามจะเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลย มิใช่เกิดจากการที่ผู้ตายที่ 1 เข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูกผู้ตายที่ 1 ดังคำเบิกความของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ตายที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 50 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน นั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายจตุพล โลหะนำเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2563
#662998
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. ของบิดาจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน ป.ที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง หรือต้องมีการเวนคืนให้ที่ดินตกมาเป็นของรัฐ หรือร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเสียก่อน

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคห้า บัญญัติว่า ในระหว่างอุทธรณ์ ไม่ให้ผู้อุทธรณ์หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นกระทำการใดแก่อาคารอันเป็นมูลกรณีแห่งการอุทธรณ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีในข้อหาความผิดตาม ป.ที่ดิน แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง ระหว่างจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 ได้

เมื่อจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360 และ ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง โดยมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพักอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ ได้ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก เพราะเป็นการบังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 360, 362, 365 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 43, 47 ทวิ, 65, 66 ทวิ, 67 และปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำแลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายดล บิดาจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินในท้องที่หมู่ที่ 1 (ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ 7) ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 25 ตารางวา โดยแจ้งทางอำเภอว่าเข้าครอบครองมาตั้งแต่ปี 2487 ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ระบุว่าทิศใต้จดทะเล ต่อมาปี 2505 นายดลขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มีเนื้อที่ 3 ไร่ 62 ตารางวา ระบุว่าทิศใต้จดทะเล และเมื่อปี 2530 นายดลขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มีเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา แต่ระบุว่าทิศใต้จดถนนสาธารณประโยชน์ ต่อมาปี 2540 นายดลถึงแก่ความตาย จำเลยรวมทั้งพี่น้องอีก 9 คน จดทะเบียนรับโอนที่ดินแปลงนี้มาทางมรดก ครั้นปี 2549 เทศบาลตำบลป่าคลอกได้ขึ้นทะเบียนพัสดุที่ดินและสิ่งก่อสร้างสำหรับที่ดินชายทะเลไว้ เพื่อปรับปรุงเขื่อนหินกันตลิ่งพัง วันที่ 12 ตุลาคม 2558 นายยุทธพงศ์ นิติกรเทศบาลตำบลป่าคลอก และนายนันยะรูน ช่างโยธาเทศบาลตำบลป่าคลอก กับพวก ออกตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และความผิดอื่นในเขตท้องที่ดังกล่าว พบว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว กว้าง 7 เมตร ยาว 17.50 เมตร หลังคามุงสังกะสี อยู่ติดชายทะเล (อ่าวยามู) ไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จึงรายงานให้นายปัณยา นายกเทศมนตรีตำบลป่าคลอกทราบ หลังจากนั้นเดือนมีนาคม 2559 นายปัณยาร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ รวมทั้งให้ดำเนินคดีแก่นายสมพงศ์ และนายชาญชัย ซึ่งกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก 2 คน สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้แม้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายดลบิดาจำเลยครอบครองมาก่อนโดยมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 และ น.ส.3 ก.) เป็นหลักฐานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะนายดลขอออก น.ส.3 ก. เมื่อปี 2530 ที่ดินที่นายดลครอบครองอยู่ ด้านทิศใต้มิได้จดทะเลดังที่เคยระบุไว้ใน ส.ค.1 และ น.ส.3 กลับระบุว่า ทิศใต้จดถนนสาธารณประโยชน์ ซึ่งจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า เมื่อปี 2512 มีการบริจาคที่ดินทางทิศใต้ให้แก่ทางราชการเพื่อสร้างถนนจริง ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หลังจากนายดลบริจาคที่ดินทางด้านทิศใต้เพื่อสร้างถนนสาธารณประโยชน์แล้ว ทำให้ที่ดินที่นายดลครอบครองอยู่เดิมไม่ติดทะเลอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีการระบุไว้ใน น.ส.3 ก. ว่า ทางทิศใต้ของที่ดินจดถนนสาธารณประโยชน์ ซึ่งนายสิทธิชัย อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง พยานโจทก์ เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบแผ่นระวางหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และภาพถ่ายทางอากาศพร้อมกับเอกสารในสารบบแล้ว การออกเอกสารสิทธิที่ดินแปลงนี้เป็นการออกโดยมีอาณาเขตครอบคลุมเนื้อที่ของหลักฐานเดิมในขณะที่ถนนตัดผ่านแล้ว อันเป็นการสอดคล้องกับรูปที่ดินใน น.ส.3 ก. อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนที่โดยสังเขป ซึ่งระบุว่า อาคารของจำเลยอยู่ตรงตำแหน่งหมายเลข 1 โดยอยู่ทางทิศใต้ของถนนสาธารณประโยชน์ทางหลวงชนบท (สายบ้านผักฉีด - บ้านยามู) ความข้อนี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าภายหลังจากนายดลบริจาคที่ดินทางทิศใต้ให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ในปี 2512 แล้ว เมื่อขอออก น.ส. 3 ก. ในปี 2530 ที่ดินของนายดลด้านทิศใต้จึงไม่ได้ติดทะเลอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาบันทึกข้อความรายงานการรังวัดที่ดินเพื่อออก น.ส. 3 ก. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2529 แนบท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลย หมายเลข 2 แผ่นที่ 4 ประกอบแล้ว นายธงชัย นายช่างรังวัดได้ระบุไว้ว่า ทิศใต้เดิมจดทะเล ปัจจุบัน (ขณะรังวัด) จดถนนสาธารณประโยชน์ เนื่องจากได้มีการตัดถนนเลียบชายทะเลในภายหลังยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินที่นายดลครอบครองอยู่ทางทิศใต้ไม่ได้จดทะเลอีกต่อไป ดังนั้น ที่ดินชายทะเลที่อยู่ทางทิศใต้ของถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าว จึงเป็นที่ดินนอกเขต น.ส.3 ก. ของนายดล และถือเป็นที่ดินของรัฐ ประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เมื่อจำเลยได้รับส่วนแบ่งมรดกที่ดินมาจากนายดล จึงมีสิทธิครอบครองได้เฉพาะที่ดินภายในเขต น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. ข้อที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่า ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขต น.ส. 3 ก. ของฝ่ายจำเลย เป็นการกล่าวอ้างที่ขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น ล้วนเป็นข้อปลีกย่อย อีกทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยพร้อมแสดงเหตุผลประกอบไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า อาคารของจำเลยที่ปลูกสร้างอยู่ชายทะเล อยู่ในเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันจริงตามฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่านายปัณยามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงกลั่นแกล้งร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย นั้น เห็นว่า เหตุที่นายปัณยาร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย เนื่องจากนายยุทธพงศ์ นิติกรเทศบาลตำบลป่าคลอก และนายนันยะรูน นายช่างโยธาเทศบาลตำบลป่าคลอก ตรวจสอบพบว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ และบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยมีพยานหลักฐานประกอบชัดเจน จึงรายงานให้นายปัณยา นายกเทศมนตรีตำบลป่าคลอก ผู้รับผิดชอบทราบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หาใช่เป็นการร้องทุกข์ที่เลื่อนลอยไม่ อีกทั้งได้ความว่ายังมีการร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายสมพงษ์และนายชาญชัยซึ่งกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันด้วย มิใช่เป็นการเจาะจงดำเนินคดีแก่จำเลยเพียงคนเดียว ตามรูปคดีไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าเป็นการกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยโดยปราศจากความจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินที่เกิดเหตุภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง เสียก่อน อีกทั้งคดีนี้ยังไม่มีการเวนคืนที่ดินให้แก่รัฐ หรือมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดิน ตามมาตรา 5 และมาตรา 6 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ ได้ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส.3 ก. ของนายดล บิดาจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ กรณีไม่จำต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง หรือต้องมีการเวนคืนให้ที่ดินตกมาเป็นของรัฐ หรือร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเสียก่อน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้โดยชอบ ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า หลังจากจำเลยได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร ระหว่างจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 นายกเทศมนตรีตำบลป่าคลอกยังไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ ได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน นั้น เห็นว่า การใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็นเรื่องที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 52 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า ในระหว่างอุทธรณ์ ไม่ให้ผู้อุทธรณ์หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นกระทำการใดแก่อาคารอันเป็นมูลกรณีแห่งการอุทธรณ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ โดยชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า แม้โจทก์มิได้มีคำขอส่วนนี้มาท้ายฟ้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางพิจารณาว่า นอกจากจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 แล้ว ยังกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง โดยมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพักอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก เพราะเป็นการบังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั่นเอง หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาในส่วนนี้มาจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) (2) ม. 108 วรรคหนึ่ง ม. 108 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 52 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิภัตต์ รุจิปเวสน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2357/2563
#645080
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ประภัสสร จันทร์สุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2354/2563
#663401
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) ลดโทษแล้วคงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุก 30 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 39,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่วันนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำเลยได้คืนเงินจำนวน 39,400 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ลดโทษแล้วคงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 30 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรกด้วยความจำเป็น และจำเลยสำนึกในการกระทำความผิดโดยการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (11)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวอาริสา สุวรรณประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ประมวล สุขสมพร
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2563
#662705
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้เชิดจำเลยแสดงออกเป็นตัวแทนโจทก์ทั้งสองในการทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ซึ่งจำเลยให้การยอมรับ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ก็ตาม แต่จำเลยได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าการที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองดังกล่าวนั้นโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ เมื่อชำระครบถ้วนแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์คืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งในคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ทั้งสองก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ แต่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระหนี้เพียง 55 งวด แล้วผิดนัดชำระหนี้ เป็นเหตุให้จำเลยต้องชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระและทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการผ่อนชำระหนี้เดือนละ 50,000 บาท ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้จนกว่าจะชำระครบถ้วน อันเป็นกรณีที่ฟังได้ว่าในการจัดทำกิจการอันเขามอบหมายแก่ตนนั้น ตัวแทนได้ออกเงินทดรองหรือออกเงินค่าใช้จ่ายไปหรือตัวแทนต้องรับภาระเป็นหนี้ขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุควรนับว่าเป็นการจำเป็น ตัวแทนจะเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการและเรียกให้ตัวการชำระหนี้แทนตนก็ได้ หรือถ้ายังไม่ถึงเวลากำหนดชำระหนี้ จะให้ตัวการให้ประกันอันสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ส่วนโจทก์ทั้งสองในฐานตัวการชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 และโจทก์ทั้งสองต้องคืนเงินที่จำเลยชำระให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้รวมทั้งดอกเบี้ยและต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยแทนจำเลย แต่โจทก์ทั้งสองกลับฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินมัดจำ ค่าจ้างตกแต่งอาคาร และเงินที่ผ่อนชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ ซึ่งมิใช่เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่ตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความมาปรับเข้ากับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 ได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นพิพาทโดยนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 406 ฐานลาภมิควรได้มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาท อันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา..." การอันจะเป็นลาภมิควรได้ ต้องเป็นกรณีที่ได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลผู้ชำระหนี้เสียเปรียบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไว้แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์คืนแก่โจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองผ่อนชำระเงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยแก่ธนาคาร ท. ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นเหตุให้จำเลยต้องชำระเงินให้แก่ธนาคาร ท. และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยต้องผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร ท. ซึ่งเป็นการชำระเงินและรับภาระหนี้แทนโจทก์ทั้งสอง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบ การที่ศาลชั้นต้นนำ ป.พ.พ. มาตรา 406 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,878,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,388,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเพื่อนกับจำเลย ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัทวิคเตอรี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ประมาณต้นปี 2553 โจทก์ทั้งสองจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15885 และ 15886 พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 74/3 และ 74/4 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถขอสินเชื่อเงินกู้จากสถาบันการเงินเพื่อชำระค่าซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ โจทก์ทั้งสองจึงเชิดจำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15885 และ 15886 พร้อมอาคารพาณิชย์ เลขที่ 74/3 และ 74/4 เป็นตัวแทนทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง วันที่ 26 มีนาคม 2553 จำเลยทำสัญญากู้เงิน 8,492,000 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทำนิติกรรมจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15885 และ 15886 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/3 และ 74/4 จากผู้ขาย และทำสัญญาจำนองที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 52,700 บาท เมื่อชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยครบถ้วนแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างตกแต่งอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/3 และ 74/4 ชั้นล่างตกแต่งเป็นสำนักงาน ส่วนชั้นบนตกแต่งเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งสองและครอบครัว แล้วโจทก์ที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาเข้ามาเป็นเจ้าบ้านในอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/3 โจทก์ที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาเข้ามาเป็นเจ้าบ้านในอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/4 โจทก์ทั้งสองร่วมกันผ่อนชำระเงินกู้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 55 งวด งวดละ 52,700 บาท รวมเป็นเงิน 2,898,500 บาท แล้วผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายน 2558 เป็นต้นมา ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือลงวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระและไถ่ถอนการจำนอง ยอดหนี้ค้างชำระเพียงวันที่ 6 ตุลาคม 2558 เป็นต้นเงิน 7,848,771.82 บาท ดอกเบี้ย 966,308.85 บาท รวมเป็นเงิน 8,815,080.67 บาท วันที่ 2 ธันวาคม 2558 จำเลยชำระเงิน 475,000 บาท ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการชำระหนี้ต้นเงิน 54,895.51 บาท ดอกเบี้ย 420,104.49 บาท ยอดหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 7,793,876.31 บาท ดอกเบี้ย 726,833.63 บาท จำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 474/2559 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15885 และ 15886 และอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/3 และ 74/4 และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 486,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 474,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ทั้งสองไม่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพาณิชย์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีถึงที่สุด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ค่าจ้างตกแต่งอาคารและเงินที่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แก่โจทก์ทั้งสองฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 นั้น เป็นการพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้เชิดจำเลยแสดงออกเป็นตัวแทนโจทก์ทั้งสองในการทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ซึ่งจำเลยให้การยอมรับ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ก็ตาม แต่จำเลยได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าการที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองดังกล่าวนั้นโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ เมื่อชำระครบถ้วนแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์คืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งในคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ทั้งสองก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินกู้แต่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระหนี้เพียง 55 งวด แล้วผิดนัดชำระหนี้ เป็นเหตุให้จำเลยต้องชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระและทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการผ่อนชำระหนี้เดือนละ 50,000 บาท ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้จนกว่าจะชำระครบถ้วน อันเป็นกรณีที่ฟังได้ว่าในการจัดทำกิจการอันเขามอบหมายแก่ตนนั้น ตัวแทนได้ออกเงินทดรองหรือออกเงินค่าใช้จ่ายไปหรือตัวแทนต้องรับภาระเป็นหนี้ขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุควรนับว่าเป็นการจำเป็น ตัวแทนจะเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการและเรียกให้ตัวการชำระหนี้แทนตนก็ได้ หรือถ้ายังไม่ถึงเวลากำหนดชำระหนี้ จะให้ตัวการให้ประกันอันสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ส่วนโจทก์ทั้งสองในฐานตัวการชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 และโจทก์ทั้งสองต้องคืนเงินที่จำเลยชำระให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้รวมทั้งดอกเบี้ยและต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยแทนจำเลย แต่โจทก์ทั้งสองกลับฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินมัดจำ ค่าจ้างตกแต่งอาคาร และเงินที่ผ่อนชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ ซึ่งมิใช่เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่ตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความมาปรับเข้ากับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 ได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นพิพาทโดยนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ฐานลาภมิควรได้มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาท อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองในข้อต่อไปว่า ศาลชั้นต้นนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา..." การอันจะเป็นลาภมิควรได้ ต้องเป็นกรณีที่ได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลผู้ชำระหนี้เสียเปรียบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15885 และ 15886 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 74/3 และ 74/4 ไว้แทนโจทก์ จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์คืนแก่โจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองผ่อนชำระเงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระหนี้ไปเพียง 55 งวด แล้วผิดนัดชำระหนี้ โดยมียอดหนี้ค้างชำระเพียงวันที่ 6 ตุลาคม 2558 เป็นต้นเงิน 7,848,771.82 บาท ดอกเบี้ย 966,308.85 บาท รวมเป็นเงิน 8,815,080.67 บาท กรณีต้องฟังว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นเหตุให้จำเลยต้องชำระเงิน 475,000 บาท ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 เป็นการชำระต้นเงิน 54,895.51 บาท ดอกเบี้ย 420,104.49 บาท ส่วนยอดหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 7,793,786.31 บาท ดอกเบี้ย 726,833.63 บาท จำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยต้องผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบถ้วน ซึ่งเป็นการชำระเงินและรับภาระหนี้แทนโจทก์ทั้งสอง หาใช่จำเลยชำระเงินไปเพียง 474,300 บาท แล้วได้มาซึ่งทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ชำระไปไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบ การที่ศาลชั้นต้นนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 810 ม. 816 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวจงสวัสดิ์ พิสิฐพันพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2563
#662707
เปิดฉบับเต็ม

ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทคู่สัญญาถือเอาทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินพิพาทเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือโจทก์ประสงค์ให้ที่ดินพิพาทจะต้องไม่มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกผ่านหน้าที่ดินทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การกำหนดข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามทำข้อตกลงดังกล่าวกับโจทก์โดยไม่สมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม แม้จำเลยทั้งสามจะมี ศ. วิศวกรโยธา สำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร และ ส. นายช่างสำรวจชำนาญงาน สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างมาแล้วบางส่วนยังไม่ถึงบริเวณหน้าที่ดินพิพาทก็ตาม แต่พยานทั้งสองก็เบิกความยืนยันว่าจะมีการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ห่างจากแนวสะพานยกระดับถนนพุทธมณฑลสาย 3 ประมาณ 200 เมตร และห่างจากทางยกระดับในจุดใกล้ที่ดินพิพาทที่สุดประมาณ 60 เมตร จึงเชื่อได้ว่าในอนาคตบริเวณด้านหน้าที่ดินพิพาทต้องมีการสร้างสะพานยกระดับซึ่งไม่ตรงตามสัญญาที่จำเลยทั้งสามให้ไว้กับโจทก์ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสาม สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงเป็นอันเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 กรณีหาใช่เป็นเงื่อนไขในสัญญาที่เป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ และหาใช่เป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน และเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัยอันจะทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 187 วรรคสอง และมาตรา 189 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 สำหรับดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 43,000,000 บาท และรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสามโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2558 และของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2559) ไม่ให้เกิน 3,000,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4306 เนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 62 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2550 ที่ดินดังกล่าวถูกแบ่งแยกเป็น 3 แปลง เนื่องจากมีทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตัดผ่านกลาง โดยเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 34 เศษ 6 ส่วน 10 ตารางวา เป็นของกรุงเทพมหานคร ส่วนเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 90 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 15990 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 56 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา เป็นของจำเลยทั้งสาม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2558 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15990 ทั้งแปลงในราคาตารางวาละ 50,000 บาท จำเลยทั้งสามได้รับมัดจำจากโจทก์ในวันดังกล่าว 500,000 บาท ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะแบ่งชำระค่าที่ดิน 3 งวด งวดแรก 20,000,000 บาท โจทก์จะชำระภายใน 20 วัน หลังจากทำรังวัดแนวเขตที่ดินจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว งวดที่สองจะชำระ 20,000,000 บาท ภายใน 5 เดือน นับจากงวดแรก และงวดสุดท้ายจะชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากโจทก์ผิดสัญญาโดยมีเจตนาไม่ซื้อหรือไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ จำเลยทั้งสามชอบที่จะริบเงินมัดจำและเลิกสัญญาโดยมิต้องบอกกล่าว หากจำเลยทั้งสามผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยทั้งสามยอมคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี พร้อมค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมให้ปรับอีกเป็นเงินจำนวน 2 เท่า ของราคาขายที่ดิน โจทก์และจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อไว้ สัญญาดังกล่าวมีบันทึกต่อท้ายสัญญาว่า จำเลยทั้งสามยืนยันว่าจะไม่มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกถนนพุทธมณฑลสาย 3 ด้านหน้าที่ดินแนวถนนพระเทพตัดใหม่แปลงที่จะซื้อขายนี้ กรณีหากมีการก่อสร้างสะพานผ่านหน้าที่ดินแนวถนนพระเทพตัดใหม่ดังกล่าว จำเลยทั้งสามยินยอมคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระไว้ทั้งหมดในสัญญานี้ให้แก่โจทก์ทันทีก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ (ก่อนวันที่ 9 เมษายน 2559) จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อไว้ หลังจากทำสัญญาโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยทั้งสามแล้ว 2 งวด รวมเป็นเงิน 40,000,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทใช้บังคับได้หรือไม่ และจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ก่อนทำสัญญาโจทก์ได้ตรวจสอบทำเลและสภาพที่ดินพิพาทและแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบถึงเจตนาของโจทก์ที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินพิพาทว่าจะนำไปพัฒนาและเก็งกำไร หากมีโครงการก่อสร้างของกรุงเทพมหานครทำให้มีสะพานผ่านหน้าที่ดินจะทำให้ที่ดินมีทำเลที่ไม่ดีและโจทก์จะไม่ตกลงซื้อ ซึ่งจำเลยทั้งสามก็นำสืบรับว่าได้แจ้งโจทก์แล้วว่าจะไม่มีสะพานผ่านหน้าที่ดินพิพาท โดยตกลงทำข้อตกลงกับโจทก์ด้วยวาจาตั้งแต่ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และได้ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาในวันที่โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินงวดที่สองอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทคู่สัญญาถือเอาทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินพิพาทเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือ โจทก์ประสงค์ให้ที่ดินพิพาทจะต้องไม่มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกผ่านหน้าที่ดินทั้งในปัจจุบันและอนาคตและจำเลยทั้งสามก็รับรองกับโจทก์ว่าจะไม่มีการก่อสร้างสะพานหน้าที่ดินพิพาท การกำหนดข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามทำข้อตกลงดังกล่าวกับโจทก์โดยไม่สมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม แม้จำเลยทั้งสามจะมีนายศรันย์วิทย์ วิศวกรโยธา สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร และนายสุรศักดิ์ นายช่างสำรวจชำนาญงาน สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างมาแล้วบางส่วนยังไม่ถึงบริเวณหน้าที่ดินพิพาท ก็ตาม แต่พยานทั้งสองก็เบิกความยืนยันว่า จะมีการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ห่างจากแนวสะพานยกระดับถนนพุทธมณฑลสาย 3 ประมาณ 200 เมตร และห่างจากทางยกระดับในจุดใกล้ที่ดินพิพาทที่สุดประมาณ 60 เมตร จึงเชื่อได้ว่าในอนาคตบริเวณด้านหน้าที่ดินพิพาทต้องมีการสร้างสะพานยกระดับซึ่งไม่ตรงตามสัญญาที่จำเลยทั้งสามให้ไว้กับโจทก์ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและจะทำให้ทำเลที่ตั้งที่ดินพิพาทไม่อาจทำการพัฒนาเชิงธุรกิจได้ตามความประสงค์ของโจทก์ เพราะที่ดินพิพาทจะมีราคาต่ำลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินค่าที่ดินที่รับไปแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริตอย่างไร สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 กรณีหาใช่เป็นเงื่อนไขในสัญญาที่เป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ และหาใช่เป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน และเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัยอันจะทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 187 วรรคสอง และ มาตรา 189 วรรคหนึ่ง ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกา สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ขอให้โจทก์รับผิดในส่วนฟ้องแย้งนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญา จึงไม่จำต้องพิจารณาค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามข้ออื่นเป็นเพียงรายละเอียดไม่มีผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 187 วรรคสอง ม. 189 วรรคหนึ่ง ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายดุลโชค มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2331/2563
#690063
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องซึ่งโจทก์ได้แนบสำเนารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไปท้ายฟ้องแล้ว และในวันนัดพร้อมจำเลยก็แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่าแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายและทำรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไว้จริง เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจนำสืบแพทย์ จำเลยก็มิได้แถลงเป็นอย่างอื่น ถือว่าคู่ความไม่ติดใจซักถามแพทย์ รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยแพทย์ไม่จำต้องมาเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285, 285/1, 295 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 4

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหากระทำความรุนแรงในครอบครัว แต่ให้การปฏิเสธข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 285, 295 (เดิม) (ที่ถูก และ 295) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานกับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามฟ้องข้อ 1.1 และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นและความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.5 ในแต่ละข้อเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานในแต่ละกระทงอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหากระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 13 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 65 ปี 20 เดือน แต่คงจำคุกเพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นนี้ที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสี่ปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันเป็นอย่างดีโดยไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะผู้เสียหายซึ่งขณะเบิกความมีอายุเพียงประมาณ 10 ปี เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาตามที่ตนเองประสบ โดยปราศจากการปรุงแต่งอันเป็นลักษณะตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสาโดยแท้ ทำให้เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง แม้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่คำเบิกความของผู้เสียหายมีรายละเอียดลำดับเรื่องราวเชื่อมโยงกันสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีข้อพิรุธให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายจะนึกคิดเสริมแต่งเรื่องราวขึ้นมาปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นบิดาให้ต้องรับโทษ และผู้เสียหายได้บอกให้นายแดงผู้ใหญ่บ้านทราบในทันทีหลังเกิดเหตุจนมีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักให้รับฟังได้ อีกทั้งพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความรับรองคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้การยืนยันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยบันทึกคำให้การดังกล่าวบันทึกไว้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายรวม 5 ครั้ง เมื่อประมาณปี 2559 จำนวน 1 ครั้ง ช่วงปลายปี 2559 จำนวน 2 ครั้ง และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา 1 ครั้ง และเวลาประมาณ 11 นาฬิกา อีก 1 ครั้ง กับได้บันทึกลักษณะการกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยไว้โดยละเอียด นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังได้บันทึกภาพและเสียงของผู้เสียหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายฐิรพัฒน์ เที่ยงกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2563
#662368
เปิดฉบับเต็ม

ห. ยังชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ารถยนต์ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อมาเพื่อให้เช่าซื้อมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด แต่เมื่อ ห. ผู้เช่าซื้อรถยนต์เป็นเครือข่ายผู้กระทำความผิดมูลฐาน เงินที่ ห. ชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีรถยนต์เป็นวัตถุแห่งสัญญา จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรวมอยู่ด้วยซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดิน

ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีราคาเงินสด 1,111,214.95 บาท หักเงินดาวน์แล้ว 301,721.50 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้เงินลงทุนให้ ห. เช่าซื้อรถยนต์ 809,493.45 บาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกเก็บจาก ห. เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วบางส่วน ส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม เมื่อระยะเวลาเช่าซื้อมีกำหนด 84 งวด คิดเป็นเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่เป็นราคารถยนต์งวดละ 9,636.83 บาท ห. ชำระค่าเช่าซื้อรวม 24 งวด เป็นเงิน 231,283.92 บาท จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับ 578,209.53 บาท เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนำรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้ออกขายทอดตลาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์เป็นเงิน 578,209.53 บาท พร้อมดอกผล ส่วนที่เหลือ (หากมี) พร้อมดอกผลจึงตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้รถยนต์ทั้ง 7 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์รายการที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 หากไม่สามารถคืนได้ขอให้คืนเงินจำนวน 1,283,163 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และคืนรถยนต์รายการที่ 2 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 หากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขายทอดตลาดรถยนต์ตามรายการดังกล่าว ขอให้คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถยนต์รายการที่ 6 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและเพิกถอนหมายยึดอายัดทรัพย์สินรายการที่ 6 ชั่วคราว

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งสามตอน ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นแคปติวา สีดำ หมายเลขทะเบียน ฌต 6565 กรุงเทพมหานคร จำนวน 213,674.17 บาท รายการที่ 2 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์เก๋งสองตอน ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีขาว หมายเลขทะเบียน กฉ 9559 สุราษฎร์ธานี จำนวน 800,000 บาท รายการที่ 3 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งสามตอน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 กค 6435 กรุงเทพมหานคร จำนวน 735,000 บาท รายการที่ 4 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีขาว หมายเลขทะเบียน ญพ 6078 กรุงเทพมหานคร จำนวน 114,219.73 บาท รายการที่ 5 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ สีเทา หมายเลขทะเบียน ถณ 1622 กรุงเทพมหานคร จำนวน 235,000 บาท รายการที่ 6 รถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กท 6063 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน ราคาประเมิน 350,000 บาท และรายการที่ 7 เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฐ 7076 กรุงเทพมหานคร จำนวน 500,000 บาท ราคาประเมินทั้งหมด 2,947,893.90 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จับกุมนายผดุงศักดิ์ และนายสุทธิพงศ์ ในข้อหาร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรและข้อหาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ การสืบสวนพบว่า มีเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และทำธุรกรรมในกลุ่มเครือข่ายเป็นจำนวนมาก กับมีการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม ต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบทรัพย์สินของนายผดุงศักดิ์ กับพวกแล้ว เชื่อได้ว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 รถยนต์นั่งสามตอน ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นแคปติวา สีดำ มีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นางอรปภา เป็นผู้ครอบครอง รายการที่ 2 รถยนต์เก๋งสองตอน ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีขาว มีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นางสาวขวัญฤทัย เป็นผู้ครอบครอง รายการที่ 3 รถยนต์นั่งสามตอน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว มีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายหาด เป็นผู้ครอบครอง รายการที่ 4 รถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีขาว มีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายหาด เป็นผู้ครอบครอง รายการที่ 5 รถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ สีเทา มีนายหาด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รายการที่ 6 รถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ มีผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้ครอบครอง และรายการที่ 7 รถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ สีดำ มีผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขายทอดตลาดรถยนต์รายการที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 โดยรถยนต์รายการที่ 2 ขายทอดตลาดได้เงิน 800,000 บาท และรายการที่ 3 ขายทอดตลาดได้เงิน 735,000 บาท แต่ยังมิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นายหาดและนางสาวขวัญฤทัยเป็นเครือข่ายผู้กระทำความผิดในข้อหาร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร และข้อหาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของที่แท้จริงของรถยนต์รายการที่ 3 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 ผู้คัดค้านที่ 1 ให้นายหาดเช่าซื้อรถยนต์รายการที่ 3 เป็นราคาเช่าซื้อ 1,072,344 บาท นายหาดชำระเงินดาวน์เป็นเงิน 322,842 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 12,766 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 และทุกวันที่ 5 ของเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ นายหาดชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 1 รวม 24 งวด เป็นเงิน 306,384 บาท คงค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 25 ถึงงวดที่ 84 เป็นเงิน 765,960 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงของรถยนต์รายการที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางสาวขวัญฤทัยเช่าซื้อรถยนต์รายการที่ 2 เป็นราคาเช่าซื้อ 893,808 บาท นางสาวขวัญฤทัยชำระเงินดาวน์เป็นเงิน 600,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 18,621 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มีนาคม 2557 และทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ นางสาวขวัญฤทัยชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 2 รวม 15 งวด เป็นเงิน 279,315 บาท คงค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 เป็นต้นไป เป็นเงิน 614,493 บาท คดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ที่เกี่ยวกับรถยนต์รายการที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์รายการที่ 3 กับรายการที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 บัญญัติว่า ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ารถยนต์รายการที่ 3 กับรายการที่ 2 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 มีนางสาวภรณ์นภัส ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 มีนางสาวดารัฎ มาเบิกความประกอบรายการจดทะเบียนและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งได้ความตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์รายการที่ 3 กับรายการที่ 2 และให้นายหาดกับนางสาวขวัญฤทัยเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว เมื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 สัญญาเช่าซื้อหมายถึงสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ดังนี้ การที่นายหาดและนางสาวขวัญฤทัยยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงยังคงเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์เป็นปกติธุระในลักษณะเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบแสดงให้ศาลเห็นดังกล่าวข้างต้นแล้ว ถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า รถยนต์รายการที่ 3 กับรายการที่ 2 ที่ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อมาเป็นเจ้าของเพื่อให้เช่าซื้อมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม (1) ของคำนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์รายการที่ 3 กับรายการที่ 2 เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อนายหาดและนางสาวขวัญฤทัยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทเป็นเครือข่ายผู้กระทำความผิดของนายผดุงศักดิ์และนายสุทธิพงศ์ เงินที่นายหาดและนางสาวขวัญฤทัยชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีรถยนต์พิพาทเป็นวัตถุแห่งสัญญาจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรวมอยู่ด้วยซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับรถยนต์รายการที่ 3 ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า รถยนต์มีราคาเงินสด 1,111,214.95 บาท หักเงินดาวน์แล้ว 301,721.50 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้เงินลงทุนให้นายหาดเช่าซื้อรถยนต์ 809,493.45 บาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิเรียกเก็บจากนายหาดเมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วบางส่วน ส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม เมื่อระยะเวลาเช่าซื้อมีกำหนด 84 งวด คิดเป็นเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่เป็นราคารถยนต์พิพาทงวดละ 9,636.83 บาท นายหาดชำระค่าเช่าซื้อรวม 24 งวด เป็นเงิน 231,283.92 บาท จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับ 578,209.53 บาท เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนำรถยนต์รายการที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้ออกขายทอดตลาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์รายการที่ 3 เป็นเงิน 578,209.53 บาท พร้อมดอกผล ส่วนที่เหลือ (หากมี) พร้อมดอกผลจึงตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง ส่วนรถยนต์รายการที่ 2 ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า รถยนต์มีราคาเงินสด 1,337,383.18 บาท หักเงินดาวน์แล้ว 558,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้เงินลงทุนให้นางสาวขวัญฤทัยเช่าซื้อรถยนต์ 779,383.18 บาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มโดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้คัดค้านที่ 2 ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิเรียกเก็บจากนางสาวขวัญฤทัย เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้วบางส่วน ส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม เมื่อระยะเวลาเช่าซื้อมีกำหนด 48 งวด คิดเป็นเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่เป็นราคารถยนต์พิพาทงวดละ 16,237.15 บาท นางสาวขวัญฤทัยชำระค่าเช่าซื้อรวม 15 งวด เป็นเงิน 243,557.25 บาท จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิที่จะได้รับ 535,825.93 บาท เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนำรถยนต์รายการที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้ออกขายทอดตลาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์รายการที่ 2 เป็นเงิน 535,825.93 บาท พร้อมดอกผล ส่วนที่เหลือ (หากมี) พร้อมดอกผลจึงตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรถยนต์รายการที่ 3 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 578,209.53 บาท พร้อมดอกผล และรถยนต์รายการที่ 2 แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 535,825.93 บาท พร้อมดอกผล เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดส่วนที่เหลือพร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 ม. 51 ม. 51/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2563
#663669
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานที่จำเลยเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการอนุญาตและอนุมัติการต่อสัญญามี 2 กลุ่ม คือ พนักงานจ้างทั่วไปและพนักงานจ้างตามภารกิจ พนักงานในแต่ละกลุ่มต่างมีสัญญาจ้างเป็นการเฉพาะราย เมื่อจำเลยเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการต่อสัญญาจากพนักงานแต่ละคน กรณีก็เป็นการกระทำความผิดแยกกันเป็นรายบุคคลตามเจตนาของจำเลยซึ่งแยกต่างหากจากกันได้ การที่จำเลยเรียกพนักงานเข้าพบเป็นกลุ่มและเรียกเงินค่าตอบแทนในครั้งเดียวกันเป็นลักษณะการดำเนินการของจำเลยที่ต้องการให้เกิดความสะดวกในเรื่องของการเรียกรับเงินเท่านั้น ทั้งการได้รับเงินจากพนักงานแต่ละคนก็เป็นการได้รับในภายหลัง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 149, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวมสามกระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวมสามกระทง จำคุก 15 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวม 18 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี แต่ความผิดของจำเลยกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาที่ว่า การที่จำเลยเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการอนุญาตและอนุมัติการต่อสัญญาพนักงานจ้างปี 2554 จากพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไปของเทศบาลตำบลบ้านด่านเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ไว้พิจารณา ส่วนฎีกาในปัญหาอื่นไม่อนุญาตให้ฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การเรียกรับเงินค่าตอบแทนของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ชอบหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า ในการเรียกเงินตามที่โจทก์ฟ้อง โดยเรียกจากผู้เสียหาย 16 คน ในครั้งเดียวและสถานที่เดียวกันพร้อมกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว เป็นความผิดกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรม เห็นว่า พนักงานที่จำเลยเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการอนุญาตและอนุมัติการต่อสัญญานั้นมี 2 กลุ่ม กล่าวคือ พนักงานจ้างทั่วไปและพนักงานจ้างตามภารกิจ พนักงานในแต่ละกลุ่มต่างก็มีสัญญาจ้างเป็นการเฉพาะราย เมื่อจำเลยเรียกรับเงินค่าตอบแทนในการต่อสัญญาจากพนักงานแต่ละคน กรณีก็เป็นการกระทำความผิดแยกกันเป็นรายบุคคลตามเจตนาของจำเลยซึ่งแยกต่างหากจากกันได้ การที่จำเลยเรียกพนักงานเข้าพบเป็นกลุ่มและเรียกเงินค่าตอบแทนในครั้งเดียวกันก็เป็นลักษณะการดำเนินการของจำเลยที่ต้องการให้เกิดความสะดวกในเรื่องของการเรียกรับเงินเท่านั้น ทั้งการได้รับเงินจากพนักงานแต่ละคนก็เป็นการได้รับในภายหลัง พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรม หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวตามที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายสมภพ บัวยั่งยืน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ธราธร ศิลปโอสถ
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2296/2563
#644223
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย สมศักดิ์หรือก๊อก ปานมาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา