คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3376/2563
#663616
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายในคำฟ้องอย่างแจ้งชัดว่า จำเลยทำไม้ปอเลียง ในบริเวณป่าบางไต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยทำไม้ในป่าอันเป็นการทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ที่จำเลยอ้างว่าเป็นการทำไม้ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่เป็นไม้หวงห้ามในชั้นฎีกา จึงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยและเป็นการยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมขึ้นใหม่โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้กล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 69, 73, 74 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาตรา 4, 21, 30 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (ที่ถูก 69 วรรคสอง (2)), 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)) พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง, 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 30 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูป จำคุก 6 ปี ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานครอบครองสัตว์พาหนะไม่มีตั๋วรูปพรรณ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 12 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 3 เดือน 5 วัน ริบไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 4 ปี รวมโทษจำคุกฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานครอบครองสัตว์พาหนะโดยไม่มีตั๋วรูปพรรณตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 8 ปี 6 เดือน 10 วัน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 3 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 เดิมถูกยกเลิก โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย บัญญัติให้ไม้ซึ่งขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่เป็นไม้หวงห้าม ดังนั้นการกระทำของจำเลยซึ่งทำไม้ในที่ดินของนางสาวเกศินี บุตรสาวของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้าม และมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายในคำฟ้องอย่างแจ้งชัดว่า จำเลยทำไม้ปอเลียง ในบริเวณป่าบางไต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยทำไม้ในป่าอันเป็นการทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ที่จำเลยอ้างว่าเป็นการทำไม้ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ไม่เป็นไม้หวงห้าม ในชั้นฎีกา จึงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยและเป็นการยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมขึ้นใหม่โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้กล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประการนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่า ไม้ของกลางคดีนี้มีจำนวนมากถึง 20 ท่อน และ 10 ต้น ปริมาตร 14.63 ลูกบาศก์เมตร ประกอบกับจำเลยเคยต้องคดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติป่าไม้มาก่อนด้วย ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำซาก ไม่เข็ดหลาบ และเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น นับว่าเป็นโทษสถานเบาและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว เหตุส่วนตัวที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา ยังไม่เพียงพอที่ศาลฎีกาจะลงโทษสถานเบากว่าและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสอง (2) ม. 73 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 ม. 21 วรรคหนึ่ง ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายณเดชก์ พิทยานิยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3334/2563
#663617
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยผลักตัวโจทก์ร่วมนอนลงแล้วดึงกางเกงของโจทก์ร่วมออกก็เพื่อจะกระทำชำเราโจทก์ร่วมเท่านั้น จะถือว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 285 นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1262/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหาย โดยนาง ณ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 12 เดือน 40 วัน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1262/2559 หมายเลขแดงที่ 254/2560 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและนางสาว บ. อายุ 14 ปีเศษ เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมพักอาศัยอยู่กับตาและยายเพราะมารดาไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมอย่างละเอียด สอดคล้องกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนต่อหน้าเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพและผู้ปกครองของโจทก์ร่วม ทั้งในชั้นที่มารดาของนางสาว บ. พาไปร้องทุกข์ที่โรงเรียนโจทก์ร่วมยังได้เขียนบรรยายรายละเอียดของเหตุการณ์ด้วยตนเอง นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางสาว บ. ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมที่ร่วมเดินทางไปพบจำเลยกับโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุและรออยู่จนกระทั่งโจทก์ร่วมกลับลงมาจากห้องที่เกิดเหตุมาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมด้วย ประกอบกับจำเลยเป็นครูของโจทก์ร่วมและนางสาว บ. ซึ่งโดยปกติย่อมเป็นที่เคารพของนักเรียนเพราะเป็นผู้มีหน้าที่ให้การศึกษาอบรมแก่นักเรียน อีกทั้งหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมและนางสาว บ. ก็ไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังเพราะเป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์ร่วมและนางสาว บ. เสียหาย และถ้าพิจารณารายงานการสืบสวนข้อเท็จจริง จะเห็นว่า เหตุที่นางสาว บ. ยอมเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำอนาจารให้มารดาฟัง เพราะนางสาว บ. รู้สึกไม่สบายใจจนต้องขอให้มารดาย้ายนางสาว บ. ไปเรียนที่โรงเรียนอื่น มารดาจึงสอบถามถึงเหตุผล นำไปสู่การแจ้งแก่ทางโรงเรียนและการสืบหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นของนาง ภ. จนในที่สุดจึงทราบว่าโจทก์ร่วมและนางสาว บ. ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการคลี่คลายและเปิดเผยถึงการกระทำความผิดของจำเลยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ปรากฏเหตุที่โจทก์ร่วมและนางสาว บ. จะสร้างเรื่องขึ้นมากลั่นแกล้งจำเลย คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และเมื่อผลการตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมพบรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ว่าโจทก์ร่วมเคยผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว ก็ยิ่งทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองว่า จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนาย พ. ครูที่โรงเรียนเดียวกัน นาย พ. จึงแนะนำให้โจทก์ร่วมและนางสาว บ. สร้างเรื่องขึ้นมาปรักปรำจำเลย นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดมาก่อน ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้จึงขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยเพศของโจทก์ร่วมจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำชำเรา นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในร่างกายของโจทก์ร่วม แต่ตามคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมและบันทึกที่โจทก์ร่วมเขียนบรรยายเหตุการณ์ด้วยตัวเอง โจทก์ร่วมให้การและเขียนระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมจึงนำสืบครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำชำเราแล้ว

ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดปลีกย่อยและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ดังนี้ ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามการที่จำเลยผลักตัวโจทก์ร่วมนอนลงแล้วดึงกางเกงของโจทก์ร่วมออกก็เพื่อจะกระทำชำเราโจทก์ร่วมเท่านั้น จะถือว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมด้วยไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) อีกฐานหนึ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 และมาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 285 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายซึ่งใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) แต่ไม่มีความผิดตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) โดยให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับความผิดฐานนี้ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 ม. 279
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ. โดยนาง ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวสุธาทิพ ยุทธโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชื้อชาย โพธิ์กลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3327 -ที่ 3328/2563
#649867
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 ข้อ 4.1 และ 4.2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์ที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องข้อ 4.1 และ 4.2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับไว้พิจารณา

การพิจารณาต่อสัญญาจ้างพนักงานตามภารกิจเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกเทศมนตรี โดยจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้างด้วย โจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2551 การที่ในเดือนกันยายน 2551 ส. ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่แทนนายกเทศมนตรีทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจมีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2555 นั้น เป็นกรณีพิจารณาต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจต่อไป จึงต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภู ข้อ 34 และข้อ 44 เมื่อก่อนที่ ส. ต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 ไม่ได้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 และไม่มีผลการปฏิบัติงานเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี ไม่ต่ำกว่าระดับดี การที่ ส. ต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 มีกำหนด 4 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีจึงมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับงบประมาณได้ สำหรับสัญญาจ้างพนักงานจ้างไม่ลงวันที่มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2556 โจทก์ที่ 2 และพนักงานจ้างอีก 14 คน เขียนกรอกข้อความในแบบพิมพ์สัญญาจ้างตามคำบอกของจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน 2552 โดยไม่ปรากฏว่ามีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 และพนักงานจ้างอีก 14 คน เพื่อใช้ประกอบการต่อสัญญาจ้างแล้วหรือไม่ จึงอยู่ในขั้นเตรียมการที่จะเสนอให้จำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาต่อสัญญาจ้างหรือไม่เท่านั้น ยังไม่มีผลผูกพันเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา เพราะจะต้องเสนอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาเสียก่อนว่าเห็นชอบและอนุมัติตามระยะเวลาการจ้างดังกล่าวหรือไม่ การที่ ย. แก้ไขกำหนดระยะเวลาการจ้างและปีสิ้นสุดสัญญาและจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภู การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และการที่จำเลยที่ 1 ใช้สัญญาจ้างพนักงานแสดงต่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภูก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ประเมินชั้นต้น ประเมินการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ว่าควรปรับปรุง คณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง ประกอบด้วยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และ ส. เห็นด้วยกับการประเมินข้างต้นว่าไม่ผ่านการประเมิน อันเป็นดุลพินิจของผู้ประเมินและคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง แบบประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานจ้างจึงมิใช่เอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์สำนวนแรกฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 161, 162, 264, 265, 266 (1)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ฟ้องข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 3.2 ข้อ 4.1 และข้อ 4.2 มีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนฟ้องข้อ 3.1 ไม่มีมูลให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 264, 265, 266, 268

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 266 (1) จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ทำตามขั้นตอนต่าง ๆ มุ่งหมายให้คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภูมีมติเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นเจตนาเดียว เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ (ประเมินการทำงานโจทก์ที่ 2) โดยมิชอบจำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนักบริหารงานสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งปลัดเทศบาล ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 เทศบาลตำบลสุวรรณคูหา ทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานประเภทพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน เดือนกันยายน 2551 ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสุวรรณคูหาว่างลงเนื่องจากครบวาระอยู่ระหว่างจัดการเลือกตั้งมีนายสมศักดิ์ ปลัดเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรี วันที่ 31 ตุลาคม 2551 เทศบาลตำบลสุวรรณคูหา โดยนายสมศักดิ์ทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานประเภทพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในมีกำหนด 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2555 โดยมีคำสั่งอนุมัติให้ทำสัญญาจ้างบุคคลอื่นเป็นพนักงานจ้างมีกำหนด 4 ปี ในคราวเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 อีก 14 คน ตามคำสั่งอนุมัติในบันทึกข้อความ เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการต่อสัญญาของพนักงานจ้าง คดีสำนวนแรกซึ่งโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 2 ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 5 แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้ คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายค่าตอบแทนโจทก์ที่ 2 ในฐานะเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการอันเป็นความเท็จ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องข้อ 4.1 และ 4.2 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วรับฟังว่า บันทึกข้อตกลงการจ้างไม่เป็นเอกสารปลอม และการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายค่าตอบแทนเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2553 แก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 6,600 บาท ไม่เป็นความเท็จ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 ข้อ 4.1 และ 4.2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์ที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องข้อ 4.1 และ 4.2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้เป็นฎีกาที่ต้องห้าม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้มาด้วยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับไว้พิจารณา ให้ยกฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นตัวการร่วมปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาต่อสัญญาจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจหรือไม่จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกเทศมนตรี โดยจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้างด้วย โจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2551 การที่ในเดือนกันยายน 2551 นายสมศักดิ์ ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่แทนนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสุวรรณคูหาทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจมีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2555 นั้น เป็นกรณีพิจารณาต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจต่อไป จึงต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภู ข้อ 34 และข้อ 44 แต่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าก่อนที่นายสมศักดิ์ต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 นั้นได้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 แล้วโดยมีผลการปฏิบัติงานเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี ไม่ต่ำกว่าระดับดี ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง เป็นการประเมินผลในปี 2553 จึงฟังไม่ได้ว่าก่อนที่นายสมศักดิ์ต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 ได้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 และมีผลการปฏิบัติงานเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี ไม่ต่ำกว่าระดับดี การที่นายสมศักดิ์ต่อสัญญาจ้างโจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจตามสัญญาจ้างลงวันที่ 31 ตุลาคม 2551 มีกำหนด 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2555 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีผลผูกพันเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีจึงมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับงบประมาณได้ สำหรับสัญญาจ้างพนักงานจ้างไม่ลงวันที่มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2556 รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 และพนักงานจ้างอีก 14 คน เขียนกรอกข้อความในแบบพิมพ์สัญญาจ้างตามคำบอกของจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน 2552 นั้น โดยที่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่ามีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 และพนักงานจ้างอีก 14 คน เพื่อใช้ประกอบการต่อสัญญาจ้างแล้วหรือไม่ กรณีจึงอยู่ในขั้นเตรียมการที่จะเสนอให้จำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาต่อสัญญาจ้างหรือไม่เท่านั้น แม้โจทก์ที่ 2 และพนักงานจ้างเขียนกรอกข้อความในแบบพิมพ์สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ก็ตาม แต่ยังไม่มีผลผูกพันเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา เพราะจะต้องเสนอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิจารณาเสียก่อนว่าเห็นชอบและอนุมัติตามระยะเวลาการจ้างดังกล่าวหรือไม่ การที่นางสาวยุภาแก้ไขกำหนดระยะเวลาการจ้างและปีสิ้นสุดสัญญาตามสัญญาจ้าง และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภู การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและการที่จำเลยที่ 1 ใช้สัญญาจ้างพนักงานแสดงต่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองบัวลำภูก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าวและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมหรือประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 เป็นเท็จเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้อง ข้อ 3.2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันปลอมแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ 2553 ว่าโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่ำกว่าที่กำหนดไม่ผ่านการประเมิน อันเป็นความเท็จ เพราะความจริงไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ในช่วงเวลาดังกล่าว และจำเลยที่ 3 ที่ 4 และนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทางนำสืบของโจทก์ที่ 2 รับฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 โจทก์ที่ 2 เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ต้องบังคับตามคำสั่งเทศบาลตำบลสุวรรณคูหา ที่ 202/2553 ลงวันที่ 21 กันยายน 2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างฯ ประจำปีงบประมาณ 2553 ซึ่งประกอบด้วย จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ปลัดเทศบาลและจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการ และหัวหน้ากองหรือหัวหน้าสำนักงานฯ ที่มีพนักงานจ้างฯ ปฏิบัติงานอยู่เป็นกรรมการและเลขานุการ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาลซึ่งโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติงานอยู่ จำเลยที่ 3 จึงเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกลั่นกรองผลการปฏิบัติงานจ้างตามภารกิจ สำหรับนายสมศักดิ์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลสุวรรณคูหาโดยชอบก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างฯ ดังกล่าว นายสมศักดิ์จึงมีอำนาจหน้าที่กลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในปีงบประมาณ 2553 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ประเมินชั้นต้น ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 2 ว่าควรปรับปรุง ตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานจ้างคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างฯ ประกอบด้วยจำเลยที่ 3 ที่ 4 นายสมศักดิ์และจำเลยที่ 1 เห็นด้วยกับการประเมินข้างต้นว่า ไม่ผ่านการประเมิน อันเป็นดุลพินิจของผู้ประเมินและคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง แบบประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานจ้าง จึงมิใช่เอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้นไม่จำต้องวินิจฉัย และที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาในข้อสุดท้ายขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในอัตราโทษสูงสุดโดยไม่ลดโทษนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิดแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 264 ม. 266 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นางอาวีพรรณ จารุจันทร จริงสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชื้อชาย โพธิ์กลิ่น
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3326/2563
#662878
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันมา การที่ผู้เสียหายอาศัยอยู่กับจำเลยมาตั้งแต่อายุได้เพียง 2 ปี และเป็นบุตรบุญธรรมจำเลยด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายโดยปกติย่อมไม่มีความสัมพันธ์แบบชู้สาว อีกทั้งผู้เสียหายมีคนรักอยู่ด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แม้ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนก็ตาม แต่เพราะเคยถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามาก่อนและผู้เสียหายขัดขืนถูกจำเลยทำร้ายโดยใช้เท้าถีบ ทั้งยังต่อว่าผู้เสียหายทำนองว่าขอแค่นี้ไม่ได้หรือไง ผู้เสียหายจึงไม่กล้าที่จะต่อสู้ขัดขืนจำเลย จึงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโดยมิได้เกิดจากความสมัครใจหรือยินยอมของผู้เสียหาย การที่จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายออกแล้วสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักเข้าออกจนสำเร็จความใคร่ ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 285, 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งเป็นผู้อยู่ในความปกครอง โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 10 ปี 8 เดือน และฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 18 ปี 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งเป็น ผู้อยู่ในความปกครอง และฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิงหรือนางสาว ม. ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 เป็นบุตรของนาง ล. กับนาย ส. นาง ล. กับนาย ส. ได้เลิกร้างกันเมื่อผู้เสียหายอายุได้ 1 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2538 นาง ล. ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย และเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2539 จำเลยจดทะเบียนรับผู้เสียหายเป็นบุตรบุญธรรม ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ในความปกครองของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ตามฟ้องข้อ 1.3 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่ฎีกา ความผิดทั้งสองฐานจึงยุติไปแล้ว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายขณะอายุ 19 ปีเศษ และเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ในความปกครองของจำเลยโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อประมาณต้นปี 2552 ตามฟ้องข้อ 1.2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันชัดแจ้งว่า เมื่อประมาณปี 2552 จำวันที่และเดือนไม่ได้แต่เป็นเวลาประมาณ 5 ถึง 6 นาฬิกา อันเป็นช่วงเวลาที่นาง ล. มารดาของผู้เสียหายไปจ่ายตลาดและไม่อยู่ที่ตึกเช่า จำเลยเข้ามาในห้องนอนของผู้เสียหายขณะผู้เสียหายนอนอยู่และได้กระทำชำเราผู้เสียหายโดยเข้ามาถอดกางเกงของผู้เสียหายออกแล้วใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักเข้าออกจนสำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยก็เดินออกจากห้องนอนของผู้เสียหายไป ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ข้อระแวงว่าผู้เสียหายจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยจึงไม่มี ผู้เสียหายอาศัยอยู่กับจำเลยตั้งแต่อายุประมาณ 2 ปี จำเลยรับผู้เสียหายเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่ผู้เสียหายอายุ 5 ปีเศษ โดยความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้เสียหายเป็นไปในลักษณะบิดาบุญธรรมกับบุตร ผู้เสียหายย่อมต้องมีความเกรงกลัวต่อจำเลยซึ่งเป็นบิดาบุญธรรม การไม่ได้บอกเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราต่อมารดาและผู้อื่นแต่แรกนั้นก็อาจเป็นเพราะผู้เสียหายเป็นหญิงและเป็นเรื่องที่น่าอับอายเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว การแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยภายหลังเหตุเกิดนานแล้วจึงมิใช่ข้อพิรุธแต่อย่างใด คำเบิกความของผู้เสียหายสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ซึ่งผู้เสียหายได้ให้การไว้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ภายหลังเหตุตามฟ้องข้อ 1.3 เกิดขึ้นได้ไม่นาน และยังคงยืนยันคำให้การเดิมตามคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับจำเลยเคยให้การแก่พนักงานสอบสวน ยอมรับว่าได้เคยหลับนอนกับผู้เสียหายจริงแต่โดยการนัดแนะด้วยความยินยอมของผู้เสียหายซึ่งแม้ไม่ได้ให้การถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุตามฟ้องข้อใดโดยตรง แต่ก็เจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหายและพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมและอยู่ในความปกครองของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.2 จริง

ส่วนปัญหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยใช้กำลังบังคับปลุกปล้ำตบตีไม่ให้ผู้เสียหายขัดขืนอันเป็นการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายเบิกความเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมา การที่ผู้เสียหายอาศัยอยู่กับจำเลยมาตั้งแต่ผู้เสียหายอายุได้เพียง 2 ปี และเป็นบุตรบุญธรรมจำเลยด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายโดยปกติย่อมไม่มีความสัมพันธ์แบบชู้สาว ทั้งได้ความตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนาง ล. ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายเป็นไปในลักษณะพ่อกับลูก โดยผู้เสียหายเรียกจำเลยว่าพ่อ อีกทั้งได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาว ธ. ว่าผู้เสียหายมีคนรักอยู่ด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ถึงแม้ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนก็ตาม แต่ข้อนำสืบของผู้เสียหายว่าเพราะเคยถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามาก่อนและผู้เสียหายขัดขืนถูกจำเลยทำร้ายโดยใช้เท้าถีบ ทั้งยังต่อว่าผู้เสียหายทำนองว่าขอแค่นี้ไม่ได้หรือไง ผู้เสียหายจึงไม่กล้าที่จะต่อสู้ขัดขืนจำเลย จึงมีเหตุผลให้รับฟัง นอกจากนี้พฤติการณ์ของจำเลยตามคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2553 จำเลยทราบเรื่องผู้เสียหายได้เสียกับคนรักแล้ว ผู้เสียหายขอให้จำเลยอย่าบอกให้มารดาและนางสาว ธ. ทราบ จำเลยบอกว่าหากไม่ให้บอกก็ต้องเปิดโอกาสให้จำเลยบ้าง แล้วต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยเข้ามาในห้องนอนของผู้เสียหายและพยายามจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก แต่ผู้เสียหายขัดขืนร้องไห้ไม่ยอมและขู่ว่าจะเล่าเรื่องจำเลยให้นางสาว ธ. ทราบ จำเลยจึงหยุดไม่กระทำแล้วเดินออกจากห้องไป จึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโดยมิได้เกิดจากความสมัครใจหรือยินยอมของผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งการที่จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายออกแล้วสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักเข้าออกจนสำเร็จความใคร่ ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้อยู่ในความปกครองตามฟ้องข้อนี้ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 และมาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และมาตรา 285 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายซึ่งใช้ขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) วางโทษจำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 285 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2563
#662458
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย แต่ ป. และ ฮ. ผู้ร่วมขบวนการ ได้ให้การจากการซักถามของเจ้าพนักงานว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการด้วย โดย ป. ยังให้ถ้อยคำถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ และในครั้งอื่น ๆ ที่จำเลยมีส่วนร่วมก่อการด้วย โดยมีรายละเอียดของขั้นตอนในการกระทำความผิดอย่างครบถ้วน ส่วน ฮ. ก็ให้ถ้อยคำในรายละเอียดของการกระทำความผิดในคดีนี้ การให้ถ้อยคำของ ป. และ ฮ. มิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด แต่เป็นการให้ถ้อยคำเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ร่วมขบวนการด้วยกันว่ามีบุคคลใดบ้าง ตลอดจนรายละเอียดของการกระทำความผิดในแต่ละครั้ง ซึ่งรวมถึงคดีนี้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร และมีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องต้องกัน จึงมีเหตุผลให้รับฟัง ส่วนจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจมีรายละเอียดตั้งแต่แรกว่าได้เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนเมื่อใด โดยคดีนี้มี ป. เป็นผู้สั่งการและได้มอบหมายให้จำเลยมีหน้าที่กดรีโมทคอนโทรลจุดชนวนระเบิด บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกผลการซักถามเบื้องต้นดังกล่าว แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมสามารถรับฟังพยานบอกเล่านั้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้

ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกัน ต่อมาการที่ผู้กระทำความผิดได้ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้าย หรือกระทำการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ปัญหาว่าความผิดตามฟ้องทั้งหมดของโจทก์เป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ โดยมิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 135/2, 210, 221, 222, 218 วรรคหนึ่ง (4), 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 55, 78 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคหนึ่ง, 135/2 (2), 210 วรรคสอง (เดิม), 222 ประกอบมาตรา 218 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตระเตรียมและสมคบกันเพื่อก่อการร้าย และฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันตระเตรียมและสมคบกันเพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฐานใช้วัตถุระเบิดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงลงโทษฐานร่วมกันตระเตรียมและสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ มีกลุ่มบุคคลสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปใช้ชื่อว่าขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการเพื่อยึดอำนาจการปกครองในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐขึ้นใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ด้วยการใช้กำลังประทุษร้าย ฆ่า และพยายามฆ่า เจ้าพนักงานของรัฐและประชาชน สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน รับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการและสมคบกันก่อการร้าย อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง และสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 คนร้ายซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการดังกล่าวนำระเบิดแสวงเครื่องประกอบขึ้นเองไปวางที่หน้าต่างของอาคารคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตรในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา แล้วจุดระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรลรถยนต์ เป็นเหตุให้นางตรึงใจ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการได้รับอันตรายแก่กาย ศีรษะแตก อาคารและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดชิ้นส่วนโลหะ ภาชนะบรรจุระเบิด (กล่องเหล็ก) ชิ้นส่วนวงจรรีโมทคอนโทรลรถยนต์ ชิ้นส่วนถ่านไฟฉายขนาด 9 โวลต์ ชิ้นส่วนเทปพันสายไฟสีดำ ชิ้นส่วนเหล็กตัดท่อน (สะเก็ดระเบิด) หัวกระสุนปืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายมีไว้เป็นความผิดและได้ใช้ในการกระทำความผิดจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิด วางเพลิง และยิงระเบิดตามสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกัน หรือในเวลาไล่เลี่ยกันหลายแห่ง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของราชการและประชาชนเป็นจำนวนมาก อันมีลักษณะเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายของกลุ่มก่อความไม่สงบ เป้าหมายเพื่อทำลายอำนาจรัฐ โดยสร้างความปั่นป่วน ให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุหรือสมาชิกจำนวนมาก มีการสะสมกำลังพลและอาวุธ และเตรียมการวางแผนมาเป็นอย่างดี สอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นขบวนการก่อการร้ายของ "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" ซึ่งผู้ร่วมขบวนการจะปกปิดวิธีดำเนินการ และกระทำกันอย่างลับ ๆ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะหาพยานหลักฐาน โดยเฉพาะประจักษ์พยาน จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานแวดล้อมต่าง ๆ มาประกอบกันเพื่อเชื่อมโยงให้ถึงผู้กระทำความผิด สำหรับจำเลย แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ แต่โจทก์มีพันตำรวจโทสุรจิตที่เป็นผู้ซักถามนายปัญญา และพันตำรวจเอกธรรศภณที่เป็นผู้ซักถามนายบูคอรีและนายฮารงเบิกความยืนยันว่า นายปัญญา นายบูคอรี และนายฮารง เป็นผู้ร่วมขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี และจากการซักถามผู้ร่วมขบวนการดังกล่าว ต่างให้ถ้อยคำยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีด้วยผู้หนึ่ง โดยนายปัญญาให้ถ้อยคำในรายละเอียดไว้ด้วยว่า ประมาณเดือนมกราคม 2551 ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีได้ส่งสมาชิกมาเพิ่มจำนวน 2 คน คือ จำเลยและนายฮารง โดยพันตำรวจโทสุรจิตให้นายปัญญาชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยไว้ด้วย สอดคล้องกับการให้ถ้อยคำของนายฮารงที่ให้ถ้อยคำว่าร่วมก่อเหตุรวม 4 คดี คดีแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 โดยมีนายปัญญาเป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อ และนายปัญญายังให้ถ้อยคำถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ และในครั้งอื่น ๆ ที่จำเลยมีส่วนร่วมก่อการด้วย โดยมีรายละเอียดของขั้นตอนในการกระทำความผิดอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การติดต่อสั่งการจำเลยจนถึงหน้าที่ที่จำเลยได้รับมอบหมายให้กระทำในแต่ละครั้ง สำหรับการวางระเบิดในคดีนี้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลานั้น นายปัญญาได้โทรศัพท์นัดหมายให้จำเลยไปสำรวจเป้าหมายในมหาวิทยาลัยดังกล่าว ส่วนนายปัญญาก็จะไปสำรวจเป้าหมายด้วย สมาชิกในขบวนการช่วยกันประกอบระเบิด แล้วให้นายมาหะมะหรือเปาะยูเก็บไว้ และเป็นผู้นำระเบิดไปวางที่เป้าหมาย จำเลยทำหน้าที่กดรีโมทคอนโทรลจุดชนวนวัตถุระเบิด และนายฮารงทำหน้าที่ตรวจเส้นทางการเดินทางไปมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาแล้วรายงานให้นายมาหะมะทราบ ส่วนนายฮารงก็ให้ถ้อยคำในรายละเอียดของการกระทำความผิดในคดีนี้ ตั้งแต่นายปัญญาโทรศัพท์ติดต่อว่าจะวางระเบิดในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีการวางแผนไว้เรียบร้อย และเรียกประชุมผู้ร่วมขบวนการ มีการกำหนดหน้าที่ว่านายฮารงและจำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อย่างไรบ้าง โดยนายฮารงขับรถจักรยานยนต์พานายมาหะมะซึ่งถือถุงกระดาษมีระเบิดอยู่ภายในไปที่เกิดเหตุ และได้พบกับจำเลยที่รออยู่แล้ว จากนั้นจึงกลับไปแล้วทราบจากข่าวว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้น ซึ่งรายละเอียดของข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญสอดคล้องต้องกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์ในการกระทำความผิด การติดต่อจากนายปัญญา ตลอดจนผู้เก็บวัตถุระเบิดและวางระเบิดคือนายมาหะมะกับจำเลยที่ทำหน้าที่กดรีโมทคอนโทรล ยากที่พันตำรวจโทสุรจิต และพันตำรวจเอกธรรศภณจะคิดแต่งเติมเรื่องราวซึ่งมีรายละเอียดเป็นจำนวนมากดังกล่าวขึ้นเอง แล้วให้มีความสอดคล้องต้องกันในรายละเอียดได้เช่นนั้น ทั้งการให้ถ้อยคำของนายปัญญาและนายฮารงดังกล่าวมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด แต่เป็นการให้ถ้อยคำเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ร่วมขบวนการด้วยกันว่ามีบุคคลใดบ้าง ตลอดจนรายละเอียดของการกระทำความผิดในแต่ละครั้งซึ่งรวมถึงคดีนี้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร และมีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้อง การให้ถ้อยคำของนายปัญญาและนายฮารงดังกล่าวเป็นการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจต่างคนกัน แต่กลับมีรายละเอียดของข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่สอดคล้องต้องกัน จึงมีเหตุผลให้รับฟัง ทั้งพันตำรวจโทสุรจิตและพันตำรวจเอกธรรศภณผู้ซักถามทั้งสอง ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าเคยมีเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความไม่ตรงกับความจริงเพื่อใส่ร้ายจำเลย นอกจากนั้นโจทก์มีพันตำรวจเอกประวิทย์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่า เป็นผู้ใช้รีโมทคอนโทรลกดจุดระเบิด โดยจำเลยให้การในรายละเอียดว่า ประมาณปี 2546 ถึงปี 2547 จำเลยถูกชักชวนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วม จำเลยหลงเชื่อ จากนั้นได้มีการปลูกฝังความคิด ความเชื่อ และพาไปสาบานตน ส่วนเหตุระเบิดคดีนี้ได้รับมอบหมายจากนายปัญญาให้ร่วมวางระเบิด โดยจำเลยทำหน้าที่รับรีโมทคอนโทรลมาจากนายมาหะมะหรือเปาะยู ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 9.50 นาฬิกา ที่ด้านหลังอาคารคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยบอกว่าได้วางระเบิดไว้แล้วที่ผนังห้องและให้จุดระเบิดโดยรีโมทคอนโทรล เมื่อได้รับรีโมทคอนโทรลมาแล้วจำเลยก็ได้กดระเบิดทันทีและเกิดระเบิดเสียงดังขึ้นอย่างแรง 1 ครั้ง ต่อจากนั้นจำเลยก็นำเอารีโมทคอนโทรลไปทิ้งในโถส้วมที่ตึกอาคารด้านหน้าแล้วเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเพื่อกลับที่พัก คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าว พันตำรวจเอกประวิทย์เบิกความยืนยันว่าในการสอบสวนจำเลยได้สอบสวนต่อหน้าทนายความ และญาติ หรือบุคคลที่จำเลยไว้วางใจ และมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญ หรือล่อลวง โดยโจทก์มีนายกรจักร ทนายความที่ร่วมฟังการสอบสวน เบิกความสนับสนุนว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิแก่จำเลยตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยให้การในรายละเอียดตั้งแต่แรกว่าได้เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนเมื่อใด เกี่ยวกับคดีนี้มีนายปัญญาเป็นผู้สั่งการ และได้มอบหมายให้จำเลยมีหน้าที่กดรีโมทคอนโทรลจุดชนวนระเบิด โดยจำเลยไปกดรีโมทคอนโทรลที่ใกล้บริเวณอาคารคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตรที่เกิดเหตุ คำเบิกความของนายกรจักรดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่พนักงานสอบสวนข่มขู่หรือบังคับจำเลย และโจทก์มีนายมะยาซิ บิดาจำเลยเบิกความสนับสนุนด้วยว่า ขณะที่พยานไปเยี่ยมจำเลย จำเลยไม่เคยบอกพยานว่าถูกบังคับขู่เข็ญในขณะถูกควบคุม จำเลยมีสภาพร่างกายโดยทั่วไปปกติดี พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยเป็นภาษาไทย พยานจึงไม่เข้าใจ พยานไม่ทราบว่าจำเลยจะให้การต่อพนักงานสอบสวนอย่างไร แต่ไม่มีการบังคับขู่เข็ญจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ นายกรจักรเป็นทนายความและเป็นพยานคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียใด ๆ ในคดี นายมะยาซิก็เป็นบิดาจำเลยเอง หากมีการบังคับขู่เข็ญจำเลยต้องให้การอย่างหนึ่งอย่างใด นายมะยาซิก็คงเบิกความถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ มิได้มีการบังคับขู่เข็ญ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวก็มีรายละเอียดสอดคล้องเป็นอย่างเดียวกันกับการให้ถ้อยคำของนายปัญญาและนายฮารง ทำให้บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกผลการซักถามเบื้องต้นของนายปัญญาและนายฮารง มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้น บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกผลการซักถามเบื้องต้นดังกล่าว แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามรับฟังพยานเช่นว่านี้โดยเด็ดขาด เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกผลการซักถามเบื้องต้นของนายปัญญาและนายฮารงน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมสามารถรับฟังพยานบอกเล่านั้น ประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และ 227/1 โดยโจทก์ยังคงมีพันเอกธนุตม์ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานมาช่วยราชการเป็นรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลา 11 จังหวัดยะลา ผู้ก่อความรุนแรงในพื้นที่ได้มีการก่อเหตุรุนแรงขึ้นในลักษณะที่เป็นองค์กร การปฏิบัติการในเมืองจะแบ่งเป็นชุดปฏิบัติการเล็ก ๆ มีโครงสร้างในการก่อเหตุระเบิด 2 ทีม คือทีมยิงและทีมระเบิด และมีส่วนที่สั่งการอีก 1 ชุด โดยมีคนที่เคยศึกษาในสถาบันการศึกษาที่เป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่หลายสถาบัน สำหรับจำเลยอยู่ในกลุ่มทีมระเบิดร่วมกับนายปัญญา โดยขณะเกิดเหตุจำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จากการปิดล้อมตรวจค้นตลาดเก่าได้ควบคุมนายปัญญาก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 1 วัน นายปัญญาให้ถ้อยคำว่าอยู่ในขบวนการและมีสมาชิกหลายคน แต่ไม่ระบุว่าจะก่อเหตุร้ายหรือรับมอบสั่งการปฏิบัติอะไรบ้าง นายปัญญาได้เขียนรายชื่อสมาชิกในกลุ่มว่ามีใครบ้างซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วย เมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร พยานได้เข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในเบื้องต้นเพื่อสำรวจและสั่งการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อสกัดจุดตรวจในการหนีของคนร้าย พบบุคคลเป้าหมายคือจำเลย โดยจำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์ไปที่มัสยิดกลางยะลา สามารถควบคุมตัวจำเลยได้ที่หน้าสถานีรถไฟ พยานสอบถามเบื้องต้นจำเลยไม่ยอมรับ แต่เมื่อพยานกล่าวถึงนายปัญญา นายซาลาฮุดดิน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มแล้วจำเลยมีท่าทีอ่อนลงและให้การยอมรับว่าเป็นการจุดระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรล ส่วนตัวรีโมทคอนโทรลนั้นได้โยนทิ้งในโถส้วมในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พันเอกธนุตม์ถือได้ว่าเป็นประจักษ์พยานในส่วนที่มีการสอบถามจำเลยในเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น แล้วจำเลยแจ้งต่อพันเอกธนุตม์ไว้อย่างไร ทั้งยังมีโอกาสสอบถามนายปัญญาก่อนหน้านี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากนายปัญญา และข้อเท็จจริงที่จำเลยรับก็สอดคล้องต้องกันกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ที่จำเลยรับในชั้นสอบสวนด้วย นอกจากนั้นโจทก์ยังมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจตรีสุจริต ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เป็นพยานหลักฐาน โดยพันตำรวจตรีสุจริตให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เป็นผู้สืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลอบวางระเบิดของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีในสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเหตุระเบิดคดีนี้ด้วย มีการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ทหารจนทราบว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการด้วยผู้หนึ่ง และเหตุระเบิดคดีนี้มีนายปัญญาทำหน้าที่วางแผนสั่งการ ส่วนจำเลยทำหน้าที่จุดชนวนระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรล และเมื่อก่อเหตุแล้วจะมีนายบูคอรีขับรถจักรยานยนต์มารับพาหลบหนี กับมีนายมาหะมะเป็นผู้นำเอาวัตถุระเบิดไปวางที่จุดเกิดเหตุ โดยมีนายฮารงเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาไปและพาหลบหนีออกจากจุดที่เกิดเหตุ และได้ทำบันทึกข้อความรายงานการสืบสวนต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลาไว้ รายงานการสืบสวนดังกล่าวยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมภายหลังเกิดเหตุด้วยว่า จำเลยได้กลับบ้านไปพบบิดา มารดา และกลัวความผิดจึงเล่าเรื่องให้บิดา มารดาฟัง รับว่าตนเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ และร่วมกับพวกก่อเหตุระเบิดในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา บิดามารดาจำเลยจึงได้นำจำเลยไปถอนการสาบานตน และนำจำเลยมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งรายละเอียดของการสืบสวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่การก่อเหตุระเบิดในคดีนี้ของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ตั้งแต่เริ่มวางแผน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ตลอดจนการกำหนดหน้าที่ของผู้ร่วมขบวนการที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ยากที่พันตำรวจตรีสุจริตจะคิดปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาเอง และสอดคล้องต้องกันกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกผลการซักถามเบื้องต้นของนายปัญญาและนายฮารง ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบสวนดังกล่าวจึงมีเหตุผลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ทราบข้อความตามรายงานการสืบสวนดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ เนื่องจากพันตำรวจตรีสุจริตเสียชีวิตไปแล้ว และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น จึงรับฟังบันทึกคำให้การของพยาน และรายงานการสืบสวนตามบันทึกข้อความ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นได้โดยชอบ เพื่อประกอบพยานหลักฐานอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ยิ่งไปกว่านั้น โจทก์มีพันตำรวจโทศุภชัย พนักงานสอบสวนร่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อได้รับแจ้งว่ามีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พยานได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่าง ๆ เก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ และจัดทำบัญชีของกลางคดีอาญาไว้ โดยรายละเอียดตามบัญชีของกลางคดีอาญาดังกล่าว รายการที่ 2 ปรากฏว่าตรวจพบชิ้นส่วนวงจรรีโมทรถยนต์ ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่สอดคล้องต้องกันกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่โจทก์นำสืบมาโดยตลอดว่าจำเลยเป็นสมาชิกผู้ร่วมขบวนการ และได้รับมอบหมายให้ใช้รีโมทคอนโทรลในการจุดชนวนระเบิด อันทำให้พยานหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความพยานโจทก์ เอกสารต่าง ๆ วัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ตลอดจนพยานหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยต่อสู้ทำนองว่า จำเลยให้การรับสารภาพ เพราะพนักงานสอบสวนแจ้งว่า หากรับสารภาพแล้วจะได้รับการประกันตัว หากจำเลยปฏิเสธจะไม่ให้ประกันตัว จำเลยจึงให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนแล้วได้ประกันตัวกลับบ้านไปนั้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นข้อต่อสู้ที่ง่ายแก่การปฏิเสธ หากจำเลยมิได้กระทำความผิดก็สามารถให้การปฏิเสธได้ การจะได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ มิใช่ว่าถ้าจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะได้รับการปล่อยชั่วคราว คงต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย และยังสามารถยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวชั้นพิจารณาต่อไปได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจมิได้จัดให้จำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุ และถ่ายรูปการนำชี้สถานที่เกิดเหตุเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และไม่ได้รีโมทคอนโทรลมาเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้รีโมทคอนโทรลในการจุดชนวนระเบิด กับมีนายกรจักรซึ่งเป็นทนายความที่ร่วมฟังการสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า หลังสอบคำให้การจำเลยเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวน จำเลย และพยาน ได้ไปที่เกิดเหตุ จำเลยชี้จุดที่ระเบิด บริเวณขอบหน้าต่างของอาคารคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร และพาไปดูห้องน้ำที่ทิ้งรีโมทคอนโทรลในโถส้วม แต่ในวันที่ไปดูอาคารที่มีโถส้วมอยู่นั้น กำลังถูกรื้อถอน โดยจำเลยสมัครใจชี้สถานที่เกิดเหตุดังกล่าว และจำเลยเองก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับคำเบิกความของนายกรจักรว่า พนักงานสอบสวนให้จำเลยนำไปดูที่เกิดเหตุที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่รู้จักอาคารสถานที่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา แต่จำเลยนั่งอยู่ในรถไม่ได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุด้วย ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยได้นำพนักงานสอบสวนและนายกรจักรไปดูสถานที่ที่เกิดเหตุระเบิดขึ้นแล้ว แม้มิได้มีการถ่ายรูปการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้ก็ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นข้อพิรุธสำคัญ และโถส้วมที่จำเลยทิ้งรีโมทคอนโทรลไปนั้นรื้อถอนไปแล้ว จึงยากที่จะติดตามนำรีโมทคอนโทรลนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ จึงมิได้เป็นข้อพิรุธสงสัยเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และเข้าร่วมก่อเหตุในคดีนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ต่อมาการที่ผู้กระทำความผิดได้ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้าย หรือกระทำการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) ก็เพื่อให้เป็นไปตามเจตนาที่ได้สมคบกันมาแต่แรก ย่อมเห็นได้ว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกแล้ว ความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง (เดิม) อย่างไรก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) เป็นความผิดกรรมเดียวกัน และแยกเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดอื่น ส่วนความผิดฐานอื่นตามฟ้องก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน แต่แยกเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร กับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เอาไว้ต่างหากจากความผิดฐานอื่น โดยบรรยายฟ้องแยกไว้ในข้อ 2.1 และ 2.2 ตามลำดับ ส่วนความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานต่าง ๆ เช่นว่านั้นรวมกันมาในฟ้องข้อ 2.3 เป็นข้อเดียวกัน อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฐานความผิดต่าง ๆ ดังกล่าวเพียงกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแยกไว้ในข้อ 2.2 เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 2.3 และฟังว่าความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแยกไว้ในข้อ 2.1 ก็เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 2.3 ด้วยเช่นกัน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่าง ๆ ตามฟ้องแต่เพียงกรรมเดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องพอเข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น โดยโจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221 ไว้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดฐานดังกล่าวอีกบทหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาปรับบทความผิดฐานนี้มาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาว่าความผิดตามฟ้องทั้งหมดของโจทก์เป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทความผิดให้ถูกต้องดังกล่าวนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยมิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก, 135/2 (2), 210 วรรคสอง (เดิม), 221 (เดิม), 222 ประกอบมาตรา 218 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 135/1 (1) วรรคแรก ม. 135/2 (2) ม. 210 วรรคสอง (เดิม) ม. 218 (4) ม. 221 (เดิม) ม. 222 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง (1) (2) ม. 227/1
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2563
#663005
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้เป็นการขอคืนสำนวนการสอบสวน แต่คำร้องของโจทก์เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งโจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และบวกโทษจำเลยที่ 4 แต่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ฎีกา

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอสำนวนการสอบสวนคืนเพื่อใช้ในการทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชา อัยการศาลสูง และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดียังไม่ถึงที่สุด จึงไม่อาจตรวจคืนได้ แต่อนุญาตให้คัดถ่ายสำนวนการสอบสวนโดยรับรองสำเนาเอกสารให้โจทก์ใช้แทนไปพลางก่อน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นการขอคืนสำนวนการสอบสวนก็ตาม แต่คำร้องของโจทก์เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คำร้องขอคืนสำนวนการสอบสวนของโจทก์จึงเกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายเริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2563
#663001
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยรวมมาในข้อเดียวกันและระบุว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน แต่ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์ และความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ ต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 ได้แยกความผิดของการพนันประเภทต่าง ๆ ไว้ตามบัญชี ก. และบัญชี ข. โดยการพนันแต่ละประเภทดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภท และจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งในฐานจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลการชกมวยทางโทรทัศน์ และฐานจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ อันเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

สำหรับเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เครื่องรับโทรทัศน์เป็นแต่เพียงเครื่องรับภาพการชกมวยจากสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นผู้ส่งภาพมาเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดให้ผู้เล่นการพนันดูโทรทัศน์เพื่อพนันทายผลของการแข่งขันชกมวย หาทำให้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวยตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 โดยแท้จริงไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อปรากฏว่าตามสภาพของเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนั้น มิใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวยแล้ว เครื่องรับโทรทัศน์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันจะพึงริบตาม ป.อ. มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดให้มีการเล่นพนันทายผลการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์ จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานจัดให้มีการเล่นพนันไพ่รัมมี่ ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยใช้เงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ถ้าจำเลยไม่ชำระสินบนดังกล่าว ให้จ่ายจากเงินที่ได้จากของกลาง ซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หรือจ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 12 (2) ความผิดฐานจัดให้มีการเล่นพนันทายผลการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์ ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับ และยกคำขอจ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานนี้ ไม่ริบฝาครอบ ถ้วยรองและลูกเต๋า 3 ลูก ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องด้วยวาจาระบุยืนยันว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจัดให้มีการเล่นพนันทายผลการชกมวยทางโทรทัศน์ (มวยตู้) แก่ผู้เล่น 25 คน ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้แก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 และมิใช่การเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 4 ทวิ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยถือผลแพ้ ชนะ หรือเสมอของนักมวยที่ชกต่อยกัน หากผลการแข่งขันตรงกับที่ทายผลไว้ฝ่ายที่ทายถูกจะได้สินพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และจัดให้มีการเล่นพนันไพ่รัมมี่ อันเป็นการพนันประเภทที่ต้องขออนุญาตตามบัญชี ข. อันดับที่ 21 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 แก่ผู้เล่น 4 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน กับขอให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยรวมมาในข้อเดียวกันและระบุว่าจำเลยกระทำความผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน แต่ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์ และความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ ต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติการพนัน ฯ มาตรา 12 ได้แยกความผิดของการพนันประเภทต่าง ๆ ไว้ตามบัญชี ก. และบัญชี ข. โดยการพนันแต่ละประเภทดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภท และจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งในฐานจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลการชกมวยทางโทรทัศน์ และฐานจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ อันเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกไว้นั้น เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานจับผู้เล่นการพนันได้ทั้งหมด 29 คน แต่ยึดเงินสดของกลางได้เพียง 1,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่อาจแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอายุมากแล้วและมีโรคประจำตัว กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานจัดให้มีการเล่นพนันทายผลการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์โดยไม่รอการลงโทษจำคุกไว้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเป็นการป้องปรามมิให้จำเลยหวนกลับมากระทำความผิดในทำนองนี้ซ้ำอีก รวมทั้งเพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแลให้จำเลยสามารถกลับตัวได้อย่างแท้จริง จึงเห็นสมควรคุมความประพฤติของจำเลยไว้และลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง เมื่อลงโทษปรับแล้ว จึงให้จำเลยใช้เงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับด้วย

อนึ่ง สำหรับเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบนั้น เห็นว่า เครื่องรับโทรทัศน์เป็นแต่เพียงเครื่องรับภาพการชกมวยจากสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นผู้ส่งภาพมาเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดให้ผู้เล่นการพนันดูโทรทัศน์เพื่อพนันทายผลของการแข่งขันชกมวย หาทำให้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวยตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการพนันฯ โดยแท้จริงไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพกรณีของกลางตามฟ้อง แต่เมื่อปรากฏว่าตามสภาพของเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนั้น มิใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวยแล้ว เครื่องรับโทรทัศน์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางตามคำขอของโจทก์จึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นความประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ริบเครื่องรับโทรทัศน์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายฤทธิรงค์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3278/2563
#656688
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งมิได้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสี่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการละเมิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 420 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ พิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วนำข้อเท็จจริงในฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องส่วนแพ่งและพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ.มาตรา 131 (2) ประกอบพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มีผลเป็นการพิพากษาคดีส่วนแพ่งแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่ง ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องในเบื้องต้นแล้ว เห็นว่า มีความจำเป็นเพื่อให้ได้ความชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 23 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 16 มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นแห่งคดี ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ให้โจทก์ทั้งสี่ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนโดยส่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติไม่ชี้มูลความผิดแก่โจทก์ทั้งสี่ และเสียค่าขึ้นศาลคดีในส่วนแพ่งให้ถูกต้องภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2560

วันที่ 6 มิถุนายน 2560 โจทก์ทั้งสี่ส่งสำเนารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกล่าวหาเลขดำที่ 42010730 เลขแดงที่ 01674555 ลงวันที่ 11 เมษายน 2555 และสำเนาคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.285 – 286/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.487 – 488/2557 กับวางเงินค่าธรรมเนียมศาล 1,150,000 บาท และความปรากฏว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินส่งเอกสารรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบมายังศาลชั้นต้นตามหนังสือลับ ที่ ตผ 0012/572 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2560

วันที่ 27 มิถุนายน 2560 ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 23 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 16 มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นแห่งคดี โดยให้มีหนังสือถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจัดส่งข้อบังคับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการตรวจสอบสืบสวน พ.ศ.2549 ระเบียบ ข้อหารือ หรือแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี พร้อมทั้งให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรถึงแนวทางปฏิบัติตามข้อบังคับในเรื่องดังกล่าว สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้รับเรื่องไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 และขอขยายระยะเวลาในการจัดส่งเอกสารออกไป 15 วัน ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ตผ 0012/2968 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกเก็บเอกสารที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจัดส่งมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามฟ้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีไม่จำเป็นต้องไต่สวนคดีต่อไปและมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 โดยวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำของจำเลยดังที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในฟ้องไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องได้ เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจึงไม่ได้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสี่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ พิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 11 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งหมดโดยกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องไม่เป็นความผิดจึงพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้นำหลักฐานอื่นใดเข้ามาพิจารณาด้วย จึงไม่ต้องดำเนินการตามวิธีการต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างมาในคำร้อง ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณา ให้ยกคำร้อง

วันที่ 15 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว อ้างว่า เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งโจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างเหตุศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยไม่ไต่สวนคำร้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำบรรยายฟ้องปรากฏถึงลำดับความเป็นมาของข้อเท็จจริงแห่งคดีว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 โจทก์ทั้งสี่ บริษัทประยูรวิศร์ จำกัด และบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่ากิจการร่วมค้า NVPSKG และ NWWI กับกรมควบคุมมลพิษได้ทำสัญญาโครงการจัดการน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ตามสัญญาเลขที่ 75/2540 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2540 ซึ่งต่อมาบริษัทสมุทรปราการ ออพเปอร์เรทติ้ง จำกัด เข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนที่บริษัทนอร์ธเวสต์ฯ (NWWI) โดยความยินยอมของกรมควบคุมมลพิษ ความปรากฏว่ากรมควบคุมมลพิษขอยกเลิกสัญญาโดยกล่าวอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะด้วยเหตุสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและกรมควบคุมมลพิษยื่นฟ้องกิจการร่วมค้า NVPSKG และโจทก์ทั้งสี่กับพวกต่อศาลแพ่ง ขอเรียกทรัพย์คืนโดยอ้างว่านิติกรรมเป็นโมฆะตามคดีหมายเลขแดงที่ 3358/2547 คดีถึงที่สุดในชั้นฎีกาที่ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน นอกจากนั้นกรมควบคุมมลพิษยังฟ้องกิจการร่วมค้ากับพวกต่อศาลแขวงดุสิตในข้อหาฉ้อโกง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3501/2552 ชั้นอนุญาโตตุลาการ ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ย แก่โจทก์ทั้งสี่กับพวก และในชั้นขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในเก้าสิบวันนับแต่คดีถึงที่สุด ในชั้นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับสัญญานั้นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กับพวกปกปิดข้อเท็จจริงอันมีผลให้กรมควบคุมมลพิษสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญา และวินิจฉัยถึงข้อสำคัญผิดในทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรมที่กรมควบคุมมลพิษกล่าวอ้างถึงเรื่องการขายที่ดินให้กรมควบคุมมลพิษสำหรับใช้ในโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ อีกประการหนึ่งว่าเป็นที่ดินที่กรมควบคุมมลพิษได้พิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นตามที่ได้ประกาศเชิญชวนไว้ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ทั้งสี่กับพวกจะเข้าทำสัญญากับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อมีความผิดพลาดที่เกิดแก่เอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสี่กับพวก กรณีหาใช่การสำคัญผิดในทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรมที่จะมีผลให้สัญญาเป็นโมฆะ พิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่กับพวกตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.487 – 488/2557 ของศาลปกครองสูงสุด ส่วนข้อหาฉ้อโกงศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลแขวงดุสิตให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กับพวกร่วมกันหลอกลวงฉ้อโกงขายที่ดินห้าโฉนดซึ่งออกโดยมิชอบให้แก่กรมควบคุมมลพิษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กับพวกร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงในการทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับกรมควบคุมมลพิษตามคดีหมายเลขแดงที่ 14544/2556 ของศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 ภายหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษามีการเจรจากันและคณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายค่าชดเชยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่กับพวก 7,936,453,915.10 บาท และ 54,294,638.50 เหรียญสหรัฐ พร้อมงดดอกเบี้ย และแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด งวดที่ 1 จำนวนร้อยละ 40 ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 เป็นเงิน 3,174,581,566.04 บาท และ 21,717,855.40 เหรียญสหรัฐ งวดที่ 2 จำนวนร้อยละ 30 ภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เป็นเงิน 2,380,936,174.53 บาท และ 16,288,391.55 เหรียญสหรัฐ และงวดที่ 3 จำนวนร้อยละ 30 ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 เป็นเงิน 2,380,936,174.53 บาท และ 16,288,391.55 เหรียญสหรัฐ และอยู่ในระหว่างบังคับคดี โดยกรมควบคุมมลพิษจ่ายเงินงวดที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อความที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีตามหนังสือ ลับมาก ด่วนมาก ที่ ตผ 0005/0421 ลงวันที่ 27 เมษายน 2559 เรื่อง ขอให้ใช้อำนาจยึดหรืออายัดเงินผู้ร่วมกระทำผิดคดีคลองด่านที่จำเลยในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ความว่า "...ผลการพิจารณาของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย โดยเห็นว่า จากการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งชี้มูลความผิดนายวัฒนา ใช้อำนาจข่มขู่หรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี จนนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.2/2551 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 พิพากษาลงโทษนายวัฒนาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ลงโทษจำคุก 10 ปี และชี้มูลความผิดนายปกิต อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จนนำไปสู่คำพิพากษาของศาลอาญา คดีอาญา ที่ อ.4197/2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสาม ประกอบด้วย นายปกิต อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ จำเลยที่ 1 นายศิริธัญญ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ จำเลยที่ 2 และนางยุวรี อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 อีกทั้งศาลอาญายังได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่า "กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจีและกลุ่มเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกันบิดเบือนข้อเท็จจริงดำเนินการเสนอเข้าประกวดราคาในแต่ละขั้นตอนโดยทุจริต โดยมีจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่โดยเลือกดำเนินการแต่ละขั้นตอนไปในทางที่ขัดต่อระเบียบราชการ มติคณะรัฐมนตรีและไม่ชอบด้วยกฎหมายสนองรับดำเนินการให้ อันเป็นการทุจริตและเอื้อประโยชน์เพื่อช่วยเหลือจนทุก ๆ ขั้นตอน บรรลุผลสำเร็จ" จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทุจริตของอธิบดีและเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษในขณะนั้นสมคบกับกิจการร่วมค้าในทุกขั้นตอน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มเอกชนดังกล่าวได้เข้ามาเป็นคู่สัญญา จึงเป็นสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ซึ่งมีผลในทางกฎหมายให้สัญญาดังกล่าวเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยมีการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเลย ดังนั้น อนุญาโตตุลาการซึ่งเกิดขึ้นโดยข้อกำหนดของสัญญาจึงไม่อาจมีได้ และไม่อาจมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งของสัญญาแต่ประการใด

จากคำวินิจฉัยของศาลอาญาข้างต้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่ามีช่องทางตามกฎหมายที่อาจดำเนินการได้ ดังนี้

1. ให้หน่วยงานที่เดือดร้อนเสียหาย หรืออาจเดือดร้อนเสียหาย ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงใหม่ว่าสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงาม โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะนำเสนอต่อผู้มีอำนาจเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

2. การกระทำของจำเลยทั้งสาม รวมถึงกิจการร่วมค้า เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในฐานะตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สามารถใช้อำนาจในการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำทุจริตเพื่อเปิดโอกาสให้มาพิสูจน์ความผิด

เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ทางราชการและการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ขอความร่วมมือให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยขอให้เร่งดำเนินการออกคำสั่งยึดอายัดให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดการชำระเงินงวดที่สอง ตามข้อตกลงในการชำระเงินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด..." คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ชี้มูลความผิดแก่โจทก์ทั้งสี่ว่ากระทำความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในการกระทำความผิดตามโครงการดังกล่าวตามสำเนารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกล่าวหาเลขดำที่ 42010730 เลขแดงที่ 01674555 ลงวันที่ 11 เมษายน 2555 ที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ให้โจทก์ทั้งสี่ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งว่า ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนแพ่งและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมกันมาโดยคำขอส่วนแพ่งขอบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งฐานละเมิดโดยมีมูลมาจากความรับผิดทางอาญาดังกล่าวอันเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง เมื่อการกระทำของจำเลยดังที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในฟ้องไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องได้ และศาลชั้นต้นพิเคราะห์ฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจึงมิได้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสี่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ พิพากษายกฟ้อง และยกคำขอในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วนำเอาข้อเท็จจริงในฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องส่วนแพ่งและพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมีผลเป็นการพิพากษาคดีส่วนแพ่งแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามมาตรา 151 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสี่อ้างนั้นมีข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ตรงกับคดีนี้ด้วยเหตุที่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องคดีส่วนแพ่งหรือถือได้ว่ารับคำฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสี่ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายอาคม ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3273/2563
#663571
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ว. บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 620,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 90,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 9 ปี 16 เดือน 20 วัน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 572,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 29,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 38,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันยื่นคำร้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 นัด ขณะผู้เสียหายที่ 1 อยู่ภายในร้านมาลาผับที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 รับอันตรายสาหัส นอกจากนี้ กระสุนปืนยังไปถูกผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่ในร้านที่เกิดเหตุด้วย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอก และลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง 1 ชิ้น เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิด เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า นางสาวกนกรัตน์และนายสรายุทธพยานโจทก์เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากพยานทั้งสองดังกล่าวตรงกันว่า ภายในร้านเกิดเหตุมีแสงไฟสลัว ๆ เมื่อใช้เวลาปรับสายตาครู่หนึ่งจะสามารถมองเห็นสภาพภายในร้านได้ และโจทก์มีพันตำรวจโทอรุณ พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า หลังเกิดเหตุพยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่า ภายในร้านเกิดเหตุมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้ จึงเชื่อว่าบริเวณเกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นเหตุการณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสรายุทธรู้จักจำเลยมาก่อนเนื่องจากจำเลยไปเที่ยวที่ร้านเกิดเหตุบ่อยครั้ง ก่อนเกิดเหตุนายสรายุทธเห็นกลุ่มของจำเลยกับกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 มีปากเสียงกันครู่หนึ่งแล้วนั่งลง นายสรายุทธจึงเริ่มจับตามองทั้งสองกลุ่ม ดังนี้ เชื่อได้ว่าประจักษ์พยานทั้งสองปากจดจำจำเลยได้ไม่ผิดพลาด ประจักษ์พยานทั้งสองปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ และเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การหลังเกิดเหตุทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้ายคดีนี้ พร้อมกับชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยไว้ โดยเหตุที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว อันเป็นเหตุจำเป็นที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 200,000 บาท และศาลล่างพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 1 นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ดังนั้น ผู้ร้องที่ 1 จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 200,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 ด้วยนั้นเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 200,000 บาท ของผู้ร้องที่ 1 โดยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
ผู้ร้อง — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายพัชรพงศ์ โรจนะวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2563
#656687
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. แล้ว จำเลยไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปทางหนึ่งทางใดตามอำเภอใจได้ แต่จักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้ โดยประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของ ว. แล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไปและจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของ ว. ซึ่งในการนี้ จำเลยต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกด้วยความสุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ได้เป็นที่คลางแคลงใจ อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคน มิฉะนั้น จำเลยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามมาตรา 1720 ทั้งหากกระทำการโดยทุจริตเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง จำเลยก็อาจต้องรับผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 และ 354

ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ทั้งการจัดการมรดกเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นให้ผู้จัดการมรดกมอบให้ตัวแทนทำการได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามมาตรา 1723 นอกจากนี้ ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาท โดยอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่มีต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก โดยทายาทไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ผู้จัดการมรดกกระทำการใด ๆ ได้ เพียงแต่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยกฎหมายให้นำบทบัญญัติบางมาตราในลักษณะตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และทายาทอยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกให้อยู่ในขอบอำนาจตามที่พินัยกรรมและกฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ เมื่อการจัดการมรดกของ ว. เป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำด้วยตนเอง โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ว. จึงไม่มีอำนาจบังคับจำเลยให้ดำเนินการขายที่ดินพิพาทในรูปแบบของคณะกรรมการขายที่ดินตามมติที่ประชุมทายาทและในทางกลับกัน จำเลยย่อมมีอำนาจเต็มที่ที่จะจัดการมรดกของ ว ได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตหรือต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์หรือที่ประชุมทายาทก่อน

ว. เจ้ามรดก มิได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกกระทำโดยวิธีการใด เพียงแต่ระบุให้ทายาทรวม 6 คน ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงต้องดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ที่ มาตรา 1750 กำหนดไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้ 3 วิธี โดยวิธีแรก ให้ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด วิธีที่สอง ให้ดำเนินการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่สาม ให้ทายาทตกลงกันด้วยการทำรูปแบบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และ 852 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทายาทหรือตัวแทนของทายาทเป็นสำคัญ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเลือกวิธีการแบ่งมรดกด้วยการขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทแม้จำเลยจะเป็นทายาทของ ว. ที่มีส่วนในทรัพย์มรดกมากกว่าโจทก์และทายาทคนอื่น แต่เมื่อการประมูลขายที่ดินพิพาทของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลหลายประการ รูปคดีจึงบ่งชี้ว่าจำเลยไม่เพียงจัดการมรดกโดยมิชอบในทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังมีเจตนากระทำความผิดทางอาญาด้วยการวางแผนแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยทุจริต ซึ่งความในข้อนี้เห็นได้ชัดจากการที่จำเลยมอบหมายให้ อ. บุตรชายของจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้นำมูลค่าของที่ดินพิพาท ที่ประมูลซื้อในราคา 8,150,000 บาท มาแบ่งปันแก่ทายาทแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยยังดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 4 แปลง แล้วขายที่ดินแปลงคงและแปลงย่อยรวม 5 แปลง ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ให้แก่ ศ. ในราคาสูงถึง 19,000,000 บาท แล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยได้ถอนเงินจำนวน 9,000,000 บาท นำเข้าฝากในบัญชีกองมรดกของ ว. ก็ตาม แต่เงินอีก 10,000,000 บาท ไม่ใช่เงินส่วนตัวของจำเลยเพราะจำเลยขายที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. คดีจึงรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลได้ครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของ ว. เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354

โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า จำเลยในฐานที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกของ ว. ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ซึ่งการเบียดบังเอาที่ดินมรดกไปหรือเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปก็ย่อมถือเป็นความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิ้น

ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยนำแคชเชียร์เช็คค่าซื้อที่ดินไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยเจตนาทุจริต ซึ่งคำฟ้องในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าขายที่ดินมรดกไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบ และเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงข้อต่อสู้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 354 และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.48/2559 และคดีหมายเลขดำที่ อ.52/2559 ของศาลแขวงลพบุรี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และแถลงรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 มกราคม 2561

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 จำคุก 1 ปี ยกคำขอนับโทษต่อ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย นายสุภัสร์ นางสาวจันทนา และนางสาวจิตติมา เป็นบุตรของนายวิฑูรย์กับนางสมพร ระหว่างมีชีวิต นายวิฑูรย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12243 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 นายวิฑูรย์ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสมพรและบุตรทั้งห้าคน คนละส่วนเท่ากัน กับตั้งนายสมชาย เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ หลังจากนั้นนายวิฑูรย์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ สำหรับนางสมพร ภริยาของนายวิฑูรย์ ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2543 ระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของนางสมพรให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว กับตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพร หลังจากนั้นนางสมพรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพร ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ถอนนายสมชายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ถอนนายสมชายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 จำเลยได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12243 จากชื่อนายวิฑูรย์เป็นชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 จำเลยขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 4 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 88421 ถึง 88424 ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 จำเลยขายที่ดินพิพาทรวม 5 แปลงดังกล่าว ให้แก่นายศิริชัย ในราคา 19,000,000 บาท จำเลยนำเช็คทั้งสองฉบับเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จากนั้นวันที่ 27 มิถุนายน 2559 จำเลยถอนเงิน 9,000,000 บาท ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารที่มีชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยรับอาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แทนนายสมชายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนเดิม โดยไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญและไม่มีทายาทผู้ใดคัดค้าน ประกอบกับทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์ที่ตกทอดแก่ทายาทคนละส่วนเท่า ๆ กัน มีเป็นจำนวนมากทั้งที่ดินหลายแปลงและสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ หลายรายการ กรณีจึงนับว่าจำเลยอุทิศตนและมีความเสียสละที่จะจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่มีมูลค่าสูงของนายวิฑูรย์ให้แก่ทายาททั้งหลายทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จตอบแทนจากกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1721 อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แล้ว จำเลยไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปในทางหนึ่งทางใดตามอำเภอใจได้ แต่จักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ โดยประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของนายวิฑูรย์แล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไปและจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของนายวิฑูรย์ ซึ่งในการนี้ จำเลยต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกด้วยความสุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ได้เป็นที่คลางแคลงใจ อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีงามในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคน มิฉะนั้น จำเลยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามาตรา 1720 ทั้งหากกระทำการโดยทุจริตเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง จำเลยก็อาจต้องรับผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ปัญหาว่าจำเลยมีอำนาจจัดการมรดกของนายวิฑูรย์ได้เพียงใด ในประเด็นนี้ แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ก่อนที่จำเลยจะเข้ารับหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 โจทก์กับทายาทอื่นและนายสมชายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์คนเดิมได้เคยร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขายที่ดินมรดกของนายวิฑูรย์จำนวน 3 คน กับให้คณะกรรมการขายที่ดินดังกล่าวมีอำนาจกำหนดวิธีการขายที่ดินก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ทั้งการจัดการมรดกตามบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นให้ผู้จัดการมรดกมอบให้ตัวแทนทำการได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามมาตรา 1723 ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้จำเลยที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ต้องมอบหมายให้ผู้อื่นจัดการมรดกแทนจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาท โดยอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่มีต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก โดยทายาทไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ผู้จัดการมรดกกระทำการใด ๆ ได้ เพียงแต่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยกฎหมายให้นำบทบัญญัติบางมาตราในลักษณะตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และทายาทอยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกให้อยู่ในขอบอำนาจตามที่พินัยกรรมและกฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ ส่วนมาตรา 1726, 1727 วรรคสอง 1729, 1731 และ 1732 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลเป็นผู้ดูแลให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อการจัดการมรดกของนายวิฑูรย์เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำโดยตนเอง โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายวิฑูรย์จึงไม่มีอำนาจบังคับจำเลยให้ดำเนินการขายที่ดินพิพาทในรูปแบบของคณะกรรมการขายที่ดินตามมติที่ประชุมทายาทดังที่โจทก์นำสืบได้ และในทางกลับกัน จำเลยย่อมมีอำนาจเต็มที่ที่จะจัดการมรดกของนายวิฑูรย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์หรือที่ประชุมทายาทก่อนตามที่จำเลยฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยจัดการมรดกของนายวิฑูรย์โดยชอบหรือโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ประการใด เห็นว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์มีหน้าที่ที่จะต้องจัดการมรดกโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทายาทและกองมรดกเป็นสำคัญ ทั้งมีหน้าที่จัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของนายวิฑูรย์ ซึ่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกอันเป็นที่ดินในคดีนี้ นายวิฑูรย์ เจ้ามรดก มิได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกกระทำโดยวิธีการใด เพียงแต่ระบุให้ทายาทรวม 6 คน ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงต้องดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ที่ มาตรา 1750 กำหนดไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้ 3 วิธี โดยวิธีแรก ให้ทายาทต่างเข้าครอบครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด วิธีที่สอง ให้ดำเนินการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่สาม ให้ทายาทตกลงกันด้วยการทำรูปแบบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และ 852 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทายาทหรือตัวแทนของทายาทเป็นสำคัญ สำหรับการแบ่งปันที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้เลือกวิธีการแบ่งมรดกด้วยการขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท โดยการขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนำออกขายโดยประมูลราคากันเองก็ดี หรือนำออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคคลภายนอกก็ดี ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยผู้เป็นผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองดังที่จำเลยฎีกา

แม้จำเลยจะเป็นทายาทของนายวิฑูรย์ที่มีส่วนในทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์มากกว่าโจทก์และทายาทคนอื่น แต่เมื่อการประมูลขายที่ดินพิพาทของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลหลายประการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รูปคดีจึงบ่งชี้ว่าจำเลยไม่เพียงจัดการมรดกโดยมิชอบในทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังมีเจตนากระทำความผิดทางอาญาด้วยการวางแผนแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยทุจริต ซึ่งความในข้อนี้เห็นได้ชัดจากการที่จำเลยมอบหมายให้นายอานันท์บุตรชายของจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้นำมูลค่าของที่ดินพิพาท ที่ประมูลซื้อในราคา 8,150,000 บาท มาแบ่งปันแก่ทายาทแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยยังดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 4 แปลง แล้วขายที่ดินแปลงคงและแปลงย่อยรวม 5 แปลง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ให้แก่นายศิริชัยในราคาสูงถึง 19,000,000 บาท เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ที่นายศิริชัยสั่งจ่ายจำนวน 19,000,000 บาท ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยในวันดังกล่าวทันที แม้ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2559 จำเลยได้ถอนเงินจำนวน 9,000,000 บาท (เกินกว่าราคาประมูล 8,150,000 บาท) ออกจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาศาลากลางจังหวัดลพบุรี แล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีกองมรดกของนายวิฑูรย์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีลพบุรีก็ตาม แต่เงินอีก 10,000,000 บาท จำเลยยังคงฝากไว้ในบัญชีส่วนตัวของจำเลย ทั้ง ๆ ที่เงินจำนวน 19,000,000 บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทที่จำเลยต้องแจกแจงแก่ทายาทอย่างละเอียดและต้องนำเข้าบัญชีกองมรดกทั้งหมดเสียก่อนแล้วจึงจะแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนตามส่วนของแต่ละคน เงินจำนวน 10,000,000 บาท จึงไม่ใช่เงินส่วนตัวของจำเลยเพียงคนเดียวดังที่จำเลยอ้างในฎีกาเพราะจำเลยขายที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ ไม่ได้ขายในฐานะส่วนตัว เมื่อข้อนำสืบของโจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลเป็นที่น่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยไม่ได้สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น คดีจึงรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ตามคำสั่งศาลได้ครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ตามฟ้องโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ที่นายศิริชัยสั่งจ่ายให้แก่จำเลยไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยเป็น 2 บัญชี แยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย 2 บัญชี เป็นกรณีที่จำเลยมีเจตนาประการเดียวที่จะนำเงินทั้งสองจำนวนไปแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานยักยอกที่ดินมรดก โดยไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษฐานยักยอกเงินค่าขายที่ดินมรดกให้แก่นายศิริชัย ศาลจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยในฐานยักยอกเงินค่าขายที่ดินมรดกได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า จำเลยในฐานที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกของนายวิฑูรย์ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ซึ่งการเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกดังกล่าวไปนั้น ไม่ว่าทางพิจารณาจะรับฟังได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาที่ดินมรดกไปหรือเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปก็ย่อมถือเป็นความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยนำแคชเชียร์เช็คค่าซื้อที่ดินมรดกไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยเจตนาทุจริต ซึ่งคำฟ้องในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าขายที่ดินมรดกไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ และเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงข้อต่อสู้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่จำเลยอ้างและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นปลีกย่อยอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และมาตรา 354 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่อัตราโทษที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้อัตราโทษที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (เดิม) ประกอบมาตรา 354 (เดิม) จำคุก 1 ปี ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษต่อ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 354
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1720 ม. 1721 ม. 1723 ม. 1750
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวสุพรรณี ผิวนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3244/2563
#662697
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะพิเศษสำหรับคดีอาญาและหากมีการดำเนินการไม่ถูกต้องอย่างไร มาตรา 195 วรรคสอง ก็บัญญัติรองรับไว้ด้วยว่า ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แสดงให้เห็นว่า เป็นกรณีที่ไม่อาจนำเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงไม่ชอบ

การส่งสำเนาอุทธรณ์ไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในคำฟ้อง แม้ผู้รับจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี อันจะทำให้รับฟังว่าเป็นการส่งไม่ชอบก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ตามที่อยู่ดังกล่าวในช่วงที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ และพบว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดในคดีอื่น กรณีจึงถือได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 201 ซึ่งกำหนดให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของการส่งสำเนาอุทธรณ์จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 60, 80, 83, 91, 92, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก คนละ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 33 ปี 12 เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีผู้รับแทนชื่อ ชลธิชา อายุ 18 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 3 มิถุนายน 2552 มีการส่งหมายนัดแก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2552 โดยมีผู้รับแทนชื่อ อรวรรณ อายุ 17 ปี ถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นเห็นว่าผลการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ชอบเพราะผู้รับหมายมีอายุ 17 ปี จึงเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาใหม่วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ถึงวันนัดจำเลยทั้งสองไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 กันยายน 2552 ครบกำหนด โจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งออกหมายจับมาเกิน 1 เดือนแล้ว ยังจับตัวไม่ได้ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟังและถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว ให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4790/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเบิกจำเลยในคดีดังกล่าวมาสอบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้หรือไม่ ในวันทำการถัดไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสอบจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 แถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว ออกหมายตามผลคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวคือการส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทางไปรษณีย์มีผู้รับไว้แทน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีทั้ง 2 ครั้ง การส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาสั่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะพิเศษสำหรับคดีอาญาและหากมีการดำเนินการไม่ถูกต้องอย่างไร มาตรา 195 วรรคสอง ก็บัญญัติรองรับไว้ด้วยว่า ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แสดงให้เห็นว่า เป็นกรณีที่ไม่อาจนำเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ต้องสั่งรับคำร้องของจำเลยที่ 1 พิจารณาต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ได้มีการไต่สวนตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงพอจะวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทางไปรษณีย์มีนางสาวชลธิชา หลานของจำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 18 ปี เป็นผู้รับไว้แทน เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านเลขที่ 46 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องว่า เป็นบ้านมารดาของจำเลยที่ 1 การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 มีการส่งไปยังที่อยู่ดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความด้วยว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านดังกล่าว เป็นเวลา 1 เดือน แล้วก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านภริยาของจำเลยที่ 1 ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในคำฟ้อง แม้ผู้รับจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี อันจะทำให้รับฟังว่าเป็นการส่งไม่ชอบก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่อยู่ตามที่อยู่ดังกล่าวในช่วงที่มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ และมีการตรวจสอบพบในภายหลังในชั้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดในคดีอื่นของศาลชั้นต้น กรณีจึงถือได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ซึ่งกำหนดให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของการส่งสำเนาอุทธรณ์จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ไม่ใช่กรณีที่ต้องเพิกถอนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งได้มีการเบิกตัวจำเลยที่ 1 มาและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ฟังแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 200 ม. 201
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาววริษฐา มงคลศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ธราธร ศิลปโอสถ
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3238/2563
#655859
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาจึงต้องรับวินิจฉัย

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติแต่เพียงว่าคำฟ้องต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าประกาศของผู้อำนวยการทางหลวงจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมทางหลวงหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญแห่งการกระทำผิดของจำเลย จึงเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 อธิบดีกรมทางหลวงในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทานได้ออกประกาศผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน เรื่อง ห้ามใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ได้กำหนด หรือโดยที่ยานพาหนะนั้นอาจทำให้ทางหลวงเสียหาย เดินบนทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงสัมปทาน (ฉบับที่ 2) ..." อันมีความหมายอยู่ในตัวว่า ประกาศของผู้อำนวยการทางหลวงข้างต้นได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นผู้ออกประกาศฉบับดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ทุกประการและเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 61, 73/2

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาจึงต้องรับวินิจฉัย โดยศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1)...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติแต่เพียงว่าคำฟ้องต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าประกาศของผู้อำนวยการทางหลวงข้างต้นจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมทางหลวงหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญแห่งการกระทำผิดของจำเลย จึงเป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวในฟ้อง นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 อธิบดีกรมทางหลวงในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทานได้ออกประกาศผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน เรื่อง ห้ามใช้ยานพาหนะที่มีนํ้าหนัก นํ้าหนักบรรทุก หรือนํ้าหนักลงเพลาเกินกว่าที่ได้กำหนด หรือโดยที่ยานพาหนะนั้นอาจทำให้ทางหลวงเสียหาย เดินบนทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงสัมปทาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2552)..." อันมีความหมายอยู่ในตัวว่า ประกาศของผู้อำนวยการทางหลวงข้างต้นได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นผู้ออกประกาศฉบับดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ทุกประการ และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73/2
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายกิตติภัฏ โหรชัยยะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2563
#682043
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทแปลงที่สามที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่สามมาก่อนจำเลยก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และตามมาตรา 36 ทวิ ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่มีสิทธิเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อ ค. กับจำเลยยังไม่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยก็ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

สำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองได้ความว่ามีหลักฐานเป็นเพียงใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินอย่างหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน โดยตามสำเนาใบ ภ.บ.ท. 5 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2525 แสดงถึงการเข้าทำประโยชน์ช่วงระยะเวลาหลังจาก ป.ที่ดิน ใช้บังคับแล้ว ต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 โจทก์กับ พ. และจำเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 9 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 108 หรือ 108 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน แล้วแต่กรณี ทั้งที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองยังเป็นป่าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 ตรี แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และมาตรา 14 มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ด้วย เมื่อการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และขนย้ายสิ่งของและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินมือเปล่าของโจทก์แปลงแรกเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ แปลงที่สามเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และห้ามจำเลยพร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงและห้ามโจทก์พร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงและให้ขนย้ายสิ่งของและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสามแปลง แปลงแรกเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 54 ตารางวา แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา แปลงที่สามเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 44 ตารางวา และห้ามจำเลยพร้อมบริวารมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 44 ตารางวา ห้ามโจทก์และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพา มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนางเตียง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายหนูเหรี่ยง นายคงเมือง และนางเข็มทอง นายคงเมืองและจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา เมื่อปี 2527 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางกนิษฐา และนายอภิชาติ นายคงเมืองและจำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2536 นายพาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 ต่อมานายคงเมืองถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เดิมโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่า 3 แปลง ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านน้ำริน หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แปลงที่หนึ่งเนื้อที่ 55 ไร่ 40 ตารางวา แปลงที่สองเนื้อที่ 48 ไร่ 1 งาน 32 ตารางวา แปลงที่สามเนื้อที่ 4 ไร่ ที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 54 ตารางวา ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่สองเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา และครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่สามเนื้อที่ 3 งาน 44 ตารางวา ในที่ดินพิพาทแปลงที่สามมีบ้านเลขที่ 216/1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่สามเนื้อที่ 3 งาน 44 ตารางวา ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี 2554 นายคงเมืองสามีจำเลยไปยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงที่สามซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูป และได้ความจากนายณัฐพล นิติกรสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลก พยานจำเลยผู้สอบสวนสิทธิของนายคงเมืองว่า ต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจารณาสิทธิของนายคงเมืองแล้วแต่ยังไม่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้เนื่องจากที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีการคัดค้านการครอบครองที่ดินของนายคงเมือง และข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ที่ดินพิพาทแปลงที่สามอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่สามมาก่อนจำเลยก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และตามมาตรา 36 ทวิ ให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่มีสิทธิเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อนายคงเมืองและจำเลยยังไม่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยก็ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน และเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 44 ตารางวา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 54 ตารางวา และที่ดินพิพาทแปลงที่สองเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2525 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศให้ป่าเขากระยางในท้องที่ตำบลป่าแดง อำเภอชาติตระการ ตำบลนครไทย ตำบลหนองกะท้าว ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย และตำบลบ้านกลาง ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 977 (2525) โดยกฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2525 จึงต้องถือที่ประชาชนทั่วไปได้ทราบว่าพื้นที่ตามกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว คดีได้ความจากนายณัฐพล นิติกรสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลกพยานจำเลยว่าที่ดินแปลงที่สามมีบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแสดงว่าท้องที่บ้านน้ำริน หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองนั้น เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติด้วย จึงไม่ปรากฏว่ามีการนำที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองไปดำเนินการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินหรือนำที่ดินนั้นไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างที่ดินแปลงที่สามซึ่งอยู่ในท้องที่เดียวกัน ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองดังกล่าวมิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตปฏิรูปที่ดิน ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของโจทก์และจำเลย สำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองดังกล่าวได้ความว่ามีหลักฐานเป็นเพียงใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. 5 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินอย่างหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน โดยตามสำเนาใบ ภ.บ.ท. 5 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ของโจทก์ลงวันที่ 15 มีนาคม 2525 แสดงถึงการเข้าทำประโยชน์ช่วงระยะเวลาหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว ต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 โจทก์กับนายพาและจำเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 9 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 108 หรือ 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้วแต่กรณี ทั้งที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองยังเป็นป่าตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง มาตรา 74 ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และมาตรา 14 มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ด้วย เมื่อการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองและห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและที่สองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่หนึ่งและแปลงที่สองด้วย ยกฟ้องแย้งของจำเลยสำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่สาม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค.
จำเลย — นาง ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเทอดพงษ์ กาศเรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
โสภณ บางยี่ขัน
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2563
#663403
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เพราะจำเลยยังติดใจในประเด็นรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว เพียงแต่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ยกปัญหาที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นเหตุลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การหรืออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงมิใช่การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 278, 281, 309

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ก. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์และขอให้รอการลงโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นการลุแก่โทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ... ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้..." เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการขอแก้คำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้คำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เพราะจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์ในประเด็นรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว เพียงแต่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ยกปัญหาที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นเหตุลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การหรืออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงมิใช่การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จะไม่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองโดยเหตุดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคดีและพิพากษาโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า คดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นับว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น จึงสมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่จำเลยทั้งสองกลับใช้อำนาจข่มเหง กดขี่และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในตัวของนาย ก. ผู้เสียหายให้รู้สึกอับอายและเกรงกลัว เพียงเพราะไม่พอใจการเสนอข่าวของสื่อมวลชน และยิ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ มีการศึกษา หรือประวัติการรับราชการที่ดี ก็ยิ่งต้องประพฤติตนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือไม่มีผลต่อคนหมู่มากดังที่ฎีกา แม้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ดังกล่าว เป็นการพยายามบรรเทาความเสียหายอันพอจะฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเองก็สำนึกในผลแห่งการกระทำ ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ และการลงโทษจำคุกไม่น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมส่วนรวม จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยทั้งสองแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นกักขังมีกำหนดคนละ 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวัฒนา ชินรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3225/2563
#663002
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่ ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่งไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากผู้ร้อง โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ผู้ตายมีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีบุตรด้วยกัน และบิดา มารดาผู้ตายได้ถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) และ 1633 และเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง มีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งได้ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มีอำนาจร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุพัตรา น้องของผู้ตาย ยื่นคำร้องว่า ผู้ตายไม่มีภริยาและบุตร บิดามารดาของผู้ตายได้ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังนี้ ค่ารถรับจ้างนำศพผู้ตายกลับไปจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเงิน 25,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพของผู้ตายเป็นเงิน 275,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยร่วมกับพวกชดใช้เงินจำนวน 177,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันละเมิด (วันที่ 17 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายจรัญ กับพวกร่วมกันทำร้ายนายประจักษ์ ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำรอบตา เลือดออกจากจมูก เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก รักษาโดยการผ่าตัดระบายเลือด มีการติดเชื้อที่ปอด และติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 นายประจักษ์ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยร่วมกับนายจรัญและพวกทำร้ายร่างกายผู้ตาย และมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยไม่ฎีกา คดีส่วนอาญาของจำเลยจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้มีคำอธิบายคำว่าผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6" แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึง ผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างเกินกว่าความหมายของผู้เสียหาย ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) ถือได้ว่าขัดกัน การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า "ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้แล้วให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น" ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ สำหรับคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 จึงไม่ต้องพิจารณาว่าผู้ร้องมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 หรือไม่ โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงคดีส่วนอาญาฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้ทำละเมิดต่อผู้ตาย จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 443 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากผู้ร้อง โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ผู้ตายมีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีบุตรด้วยกัน และบิดา มารดาผู้ตายได้ถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และ 1633 และเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคสอง มีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งได้ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 มีอำนาจร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1633 ม. 1649 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ร้อง — นาง ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางวาสนา พูลโภคา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2563
#654672
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์ร่วมจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้องเท่านั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดจากการรื้อถอนบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทแล้วปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาแทน ดังนั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากการรื้อบ้านหลังเก่าและให้รื้อบ้านหลังใหม่เพื่อปรับสภาพพื้นที่ย่อมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 ให้จำเลยคืนเงิน 772,100 บาท แก่กองมรดกหรือแบ่งส่วนตามกฎหมายแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางแสงรัตน์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 331/4 ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร ที่จำเลยรื้อถอนออกไปจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเป็นเงิน 500,000 บาท และค่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่จำเลยปลูกขึ้นใหม่เพื่อปรับสภาพที่ดินเป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายใน 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนที่ดินทรัพย์มรดกโดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้จำเลยคืนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยักยอกไปแก่กองมรดก ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนที่โจทก์ร่วมและจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายอนุวัชร์ ผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกัน บิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย โจทก์ร่วม นายชนินทร์ นายชัยรัตน์ และนางปรินันท์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ในวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนไถ่ถอนและโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9476 อันเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของผู้ตายให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกก่อน แล้วจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทนั้นให้แก่จำเลยอีกทีหนึ่ง โดยจำเลยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า...มีความประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินโฉนดดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวในฐานะญาติโดยธรรม ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยทราบและได้เบิกความต่อศาลในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายว่าผู้ตายมีทายาทอื่นที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก ดังนี้ การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยในฐานะคู่สมรสของผู้ตายมีสิทธิได้ส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทมากกว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ประกอบกับจำเลยเป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ร่วมหรือทายาทอื่นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเลย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่งด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อป้องปรามไม่ให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้องเท่านั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดจากการรื้อถอนบ้านหลังเก่าที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทแล้วปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาแทน ดังนั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากการรื้อบ้านหลังเก่าและให้รื้อบ้านหลังใหม่เพื่อปรับสภาพพื้นที่ย่อมไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายศิวัช ทีปต์ธนากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3115 -ที่ 3126/2563
#666484
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกนัดหยุดงานโดยชอบตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 แต่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกเข้าไปใช้พื้นที่ดังกล่าวในการนัดหยุดงานนั้น ย่อมมีสิทธิใช้สอยพื้นที่ของตน รวมทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เข้าไปร่วมชุมนุมนัดหยุดงานในพื้นที่ของโจทก์ที่ 1 แม้ว่าจะมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการนัดหยุดงานโดยชอบก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 หรือมีกฎหมายบัญญัติให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กระทำได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งรื้อถอนเต็นท์ เคลื่อนย้ายรถยนต์ สุขาเคลื่อนที่ พร้อมสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ออกไป แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ใช้พื้นที่ของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เข้าไปชุมนุมนัดหยุดงานในพื้นที่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทางเข้าโรงงานของโจทก์ที่ 2 โดยนำเต็นท์ขนาดใหญ่ เครื่องขยายเสียงและรถยนต์สุขาเคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว จากนั้นทำการชุมนุมปราศรัยห่างจากโรงงานของโจทก์ที่ 2 ประมาณ 100 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับโรงงานของโจทก์ที่ 2 ย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 และลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในโรงงานได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการใช้เครื่องขยายเสียงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2การพิจารณาว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างกรรมการลูกจ้างหรือไม่ เป็นคนละกรณีกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 13 ศาลแรงงานภาค 2 จึงไม่จำต้องพิพากษาถึงค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างในการพิจารณาคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้น ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ว่ากรณีมีเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 กล่าวปราศรัยด่า ด. ส. และ พ. ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ไอ้ผู้หญิงขายตัว ไอ้พวกขายตัว" และจำเลยที่ 8 แต่งภาพของ ส. ซึ่งเป็นผู้บริหารโดยใส่จมูกเป็นจมูกสุนัข มีการแต่งหน้าใส่รูปจมูกสุนัข ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 3 และการกระทำของจำเลยที่ 8 แล้ว เป็นการดูหมิ่นผู้บริหารของโจทก์ทั้งสองโดยเปรียบเทียบว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานชั้นต่ำ เป็นคนขายตัว เป็นคนไม่มีคุณค่า และเปรียบเทียบ ส. ว่าเป็นสัตว์ประเภทสุนัข การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 8 เป็นการก้าวร้าวไม่เคารพยำเกรงผู้บังคับบัญชา มิใช่เป็นเพียงวาจาไม่สุภาพ และเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า การชุมนุมนัดหยุดงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นการเข้าไปในพื้นที่ของโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ยินยอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์และจำเลยปรากฏตามสำนวนคดีของศาลแรงงานภาค 2 คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกบริษัท จ. และบริษัท จ. ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรก และเป็นผู้ร้องในสิบเอ็ดสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียก นายสุริยา นายอัศวุฒิ นายอนุรักษ์ นายธีรศักดิ์ นายบำเพ็ญ นางสาวจีรนันท์ นางสุมามาลย์ นางสาวนิภา นางสาวทองม้วน นายประสงค์ นายประทวน นายชัยพร และนายพิทยา ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ

สำนวนแรก โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 2,128,464 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตรร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายวันละ 20,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกเข้าไปในบริเวณที่ดินของโจทก์ที่ 1 ให้รื้อถอนขนย้ายเต็นท์ เคลื่อนย้ายรถยนต์ สุขาเคลื่อนที่ รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ออกจากบริเวณถนนและที่ดินของโจทก์ที่ 1 และระงับการใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อปราศรัยปลุกระดมการนัดหยุดงานในที่ดินของโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังทั้งสิบเอ็ดสำนวนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 เป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง เดิมสหภาพแรงงาน จ. ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน จ. ด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกันไม่ได้ สหภาพแรงงาน จ. ประกาศนัดหยุดงาน โจทก์ทั้งสองประกาศปิดงานเฉพาะลูกจ้างที่ประกาศนัดหยุดงานโดยเริ่มมีผลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ในวันดังกล่าวเวลาเช้าต่อเนื่องติดต่อกันจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกบุกรุกเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทางเข้าโรงงานของโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกได้นำรถยนต์ เต็นท์ สุขาเคลื่อนที่และเครื่องขยายเสียงเข้าไปในพื้นที่ของโจทก์ที่ 1 แล้วร่วมชุมนุมโดยกล่าวปราศรัยใช้ถ้อยคำ หยาบคาย ดูหมิ่น และหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและผู้บริหารระดับสูงของโจทก์ทั้งสองด้วย ทำให้ลูกจ้างผู้ร่วมชุมนุมและลูกจ้างอื่นที่ได้ยินการกล่าวปราศรัยเข้าใจผิดในตัวนายจ้างและผู้บริหารระดับสูง เป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดในบริษัทของโจทก์ทั้งสอง จำเลยบางคนยังได้ใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง มีผลกระทบต่อธุรกิจของโจทก์ทั้งสอง พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่อการเป็นนายจ้างและลูกจ้าง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเสียโอกาสในทางธุรกิจ เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ทั้งจงใจทำให้นายจ้างคือโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่อาจไว้วางใจและร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองต่อไปได้ จึงขออนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ได้ คำขอนอกจากนี้ใ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 34 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104 -ที่ 3105/2563
#662375
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่า ลูกจ้างซึ่งดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารจะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือไม่ ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 และมาตรา 66 โดยมาตรา 65 บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือซึ่งนายจ้างให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63... (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง...ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง" และมาตรา 66 บัญญัติว่า "ลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง" ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (1) นั้น ต้องได้ความว่า สำหรับกรณีการจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจจ้างลูกจ้างที่จะเข้าทำงานกับนายจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การคัดเลือกลูกจ้าง การกำหนดค่าจ้าง และการอนุมัติให้จ้างลูกจ้าง สำหรับกรณีการให้บำเหน็จ ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจประเมินผลงานแล้วมีอำนาจเลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ และสำหรับกรณีเลิกจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ หากลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจคัดเลือกลูกจ้างที่จะเข้าทำงาน แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเพื่ออนุมัติการจ้าง หรือมีอำนาจประเมินผลงานและเสนอเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของลูกจ้างคนนั้น หรือมีอำนาจเสนอให้เลิกจ้างลูกจ้าง แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลิกจ้าง ถือไม่ได้ว่า ลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตามมาตรา 65 (1) ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 มาตรา 62 และมาตรา 63 แสดงให้เห็นว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุด หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้สั่ง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด คดีนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 2 สั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่ประเทศแอลจีเรียโดยอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของบริษัทร่วมทุน โดยไม่ปรากฏว่า ผู้อำนวยการร่วมของบริษัทดังกล่าวมีอำนาจสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่า ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 นายจ้างของโจทก์ สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยร่วมในสำนวนที่สองว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 3

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 104/2559 และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 772,230 บาท กับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด รวมเป็นเงิน 8,000,252 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ทุกระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระภาษีแทนโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 104/2559 เฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่นาย ว.

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เรียกนาย ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์สำนวนแรกขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์สำนวนแรกเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 104/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ แต่ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับการทำงานของโจทก์ในต่างประเทศเป็นเงินเพิ่มเติม 881,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชำระภาษีเฉพาะเงินค่าตอบแทนการทำงานในการปฏิบัติงานที่ต่างประเทศแทนโจทก์ ยกเว้นเงินเดือนพื้นฐานที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบทางด้านภาษีด้วยตนเอง คำขออื่นของโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส สังกัดโครงการออสเตรเลีย กลุ่มงานโครงการผลิตและสนับสนุนปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 จำเลยที่ 2 ส่งโจทก์ไปปฏิบัติงานสมทบโครงการ Bir Seba Field Development ซึ่งบริหารงานการก่อสร้างสถานที่ผลิตปิโตรเลียม ที่บริษัทกรุ๊ปมอง เบอร์ เซบา จำกัด (Groupement Bir Sebaa) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติแอลจีเรีย (SONATRACH) บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวียดนาม (Petrovietnam Exploration Production Corporation) และบริษัทพีทีทีอีพี แอลจีเรีย จำกัด (PTTEP Algeria Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการร่วม ปฏิบัติงานที่สำนักงานในเมืองแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ลักษณะการปฏิบัติงานสมทบในต่างประเทศมีรูปแบบการปฏิบัติงาน 2 ลักษณะ คือ การปฏิบัติงานแบบประจำสำนักงาน (Resident) และการปฏิบัติงานแบบเป็นกะหมุนเวียน (Rotation) โดยทั้งสองรูปแบบมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน สำหรับการปฏิบัติงานแบบประจำสำนักงาน มีลักษณะการปฏิบัติงานในสำนักงานที่ประจำอยู่ในประเทศนั้น ๆ ทำงานปกติในสำนักงาน 5 วัน มีวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วัน โดยมีค่าตอบแทนในการทำงานดังนี้ (1) เงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานในต่างประเทศประกอบด้วยเงินเดือนพื้นฐาน (Home Base Salary) เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ (Cost of Living) กำหนดตามอัตราค่าครองชีพซึ่งมีการสำรวจทุกปี โดยอัตราปี 2558 ได้เดือนละ 15,570 บาท เงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ (Location Allowance) ในอัตราร้อยละ 30 ของเงินเดือนพื้นฐาน เงินเพิ่มเพื่อจูงใจในการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ (Mobility Premium) ในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนพื้นฐาน เงินเพิ่มเพื่อจูงใจพนักงานไทยในการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ (Thai Interim Premium) ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนพื้นฐานและเงินช่วยเหลือสำหรับการปฏิบัติงานประจำในประเทศที่บริษัทกำหนดว่ามีความยากลำบากเป็นพิเศษ (Difficult Country Premium) ในอัตราร้อยละ 30 ของเงินเดือนพื้นฐาน และนอกจากนี้ ยังได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ปีละ 1 ครั้ง ทุกวันที่ 27 มกราคมพร้อมกับค่าจ้างอื่นเป็นเงิน 2,402,004 บาท (เฉลี่ยเดือนละ 200,167 บาท) เป็นเงินที่เกิดจากส่วนต่างของการคำนวณค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศแบบเก่าและแบบใหม่ (Buyout) ในกรณีของโจทก์การคำนวณแบบใหม่จะได้รับค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศที่ลดลง 200,167 บาท จำเลยที่ 2 จึงจ่ายส่วนต่างให้โดยจ่ายเป็นรายปีคำนวณแล้วเป็นเงิน 2,402,004 บาท (2) เงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานภาคสนาม (Hardship Allowance) สำหรับกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคสนามเป็นครั้งคราว ส่วนการปฏิบัติงานแบบเป็นกะหมุนเวียน มีลักษณะการปฏิบัติงานในสถานที่ผลิตปิโตรเลียม (Site) ทำงาน 4 สัปดาห์ พัก 4 สัปดาห์ โดยมีค่าตอบแทนในการทำงานดังนี้ (1) เงินช่วยเหลือในการปฏิบัติงานในต่างประเทศ ประกอบด้วยเงินเดือนพื้นฐาน เงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานเป็นกะหมุนเวียนในต่างประเทศ (International Rotation Allowance) ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนพื้นฐาน โดยจ่ายต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างปฏิบัติงานเป็นกะหมุนเวียนในต่างประเทศ เงินช่วยเหลือสำหรับการปฏิบัติงานในประเทศที่บริษัทกำหนดว่ามีความยากลำบากเป็นพิเศษในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนพื้นฐาน โดยจ่ายเฉพาะวันที่ปฏิบัติงานในภาคสนาม (2) เงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานภาคสนามจ่ายเฉพาะวันที่ปฏิบัติงานในภาคสนาม โดยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการร่วมของบริษัทกรุ๊ปมอง เบอร์ เซบา จำกัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2558 โจทก์มีลักษณะการปฏิบัติงานแบบประจำสำนักงาน ซึ่งปฏิบัติงานในสำนักงานที่ประจำอยู่ในเมืองแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย 8 สัปดาห์ และกลับมาปฏิบัติงานในสำนักงานในประเทศไทย 4 สัปดาห์ หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี วันละ 7 ชั่วโมง เวลาทำงาน 8 ถึง 16 นาฬิกา พักเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกา จนกระทั่งวันที่ 16 เมษายน 2558 โจทก์ถูกส่งไปปฏิบัติงานมีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง ณ สถานที่ผลิตปิโตรเลียม บีอาร์เอส คอนสตรัคชั่น ไซต์ (BRS Construction Site) จนจบโครงการในเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันละ 10 ชั่วโมง เวลาทำงาน 6 ถึง 18 นาฬิกา พักเวลา 12 ถึง 14 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 2 ยังคงลักษณะการปฏิบัติงานของโจทก์เป็นแบบประจำสำนักงาน และจ่ายค่าจ้างรวมถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามเงื่อนไขลูกจ้างแบบประจำสำนักงาน จนกระทั่งวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 ได้มีประกาศการเปลี่ยนลักษณะการปฏิบัติงานของโจทก์จากการปฏิบัติงานแบบประจำสำนักงาน เป็นการปฏิบัติงานแบบเป็นกะหมุนเวียน และเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายค่าจ้างรวมถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามเงื่อนไขลูกจ้างแบบเป็นกะหมุนเวียน (Rotation) ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จนสิ้นสุดโครงการตามสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนสุดท้าย ทำให้เงินค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศลดลงไป ตามคู่มืออำนาจอนุมัติแสดงถึงตารางอำนาจอนุมัติว่าด้วยการบริหารองค์กรและทรัพยากรบุคคล ข้อ 5. การจ้าง การบรรจุพนักงาน ข้อย่อย 5.1.3 กำหนดให้ผู้จัดการอาวุโสมีอำนาจลงนามในจดหมายจ้างงานและหนังสือสัญญาจ้างพนักงานประจำ ค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศประกอบด้วยเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ เงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ เงินเพิ่มเพื่อจูงใจในการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ เงินเพิ่มเพื่อจูงใจพนักงานไทยในการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศ เงินช่วยเหลือสำหรับการปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศที่บริษัทกำหนดว่ามีความยากลำบากมากเป็นพิเศษ เงินที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้ปีละ 1 ครั้ง ทุกวันที่ 27 มกราคม พร้อมค่าจ้างอื่น (เฉลี่ยเดือนละ 200,167 บาท) และเงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานภาคสนามสำหรับกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคสนามเป็นครั้งคราวนั้น เป็นเงินที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้แก่ลูกจ้างก็ต่อเมื่อลูกจ้างต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อจูงใจหรือช่วยเหลือลูกจ้าง โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องปฏิบัติงานในต่างประเทศเท่านั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์เป็นลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง หรือไม่ การพิจารณาว่า ลูกจ้างซึ่งดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารจะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือไม่ ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 และมาตรา 66 โดยมาตรา 65 บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือซึ่งนายจ้างให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63... (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง...ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง" และมาตรา 66 บัญญัติว่า "ลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง" ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (1) นั้น ต้องได้ความว่า สำหรับกรณีการจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจจ้างลูกจ้างที่จะเข้าทำงานกับนายจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การคัดเลือกลูกจ้าง การกำหนดค่าจ้าง และการอนุมัติให้จ้างลูกจ้าง สำหรับกรณีการให้บำเหน็จ ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจประเมินผลงานแล้วมีอำนาจเลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ และสำหรับกรณีเลิกจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ หากลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจคัดเลือกลูกจ้างที่จะเข้าทำงาน แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเพื่ออนุมัติการจ้าง หรือมีอำนาจประเมินผลงานและเสนอเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของลูกจ้างคนนั้น หรือมีอำนาจเสนอให้เลิกจ้างลูกจ้าง แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลิกจ้าง ถือไม่ได้ว่า ลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตามมาตรา 65 (1) ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จัดการอาวุโสของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มอบหมายให้โจทก์มีอำนาจในการลงนามในจดหมายจ้างงานและหนังสือสัญญาจ้างพนักงานประจำ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มอบหมายให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่จ้างลูกจ้างที่จะเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงที่เหนือกว่าโจทก์อีกต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ได้วินิจฉัยไว้ในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้วว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจจ้างงาน หรือมอบหมายให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ประเมินผลงานแล้วมีอำนาจเลื่อนเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงที่เหนือกว่าโจทก์อีกต่อไป หรือมอบหมายให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่เลิกจ้างพนักงานของจำเลยที่ 2 ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงที่เหนือกว่าโจทก์อีกต่อไป ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง การที่จำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนจำเลยที่ 2 สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างนั้นชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนจำเลยที่ 2 สำหรับกรณีการจ้างมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามฟ้อง และค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ..." มาตรา 62 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด...ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ดังต่อไปนี้ (1) สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ..." และมาตรา 63 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ..." บทบัญญัติทั้งสามมาตราดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุด หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้สั่ง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด คดีนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 2 สั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่ประเทศแอลจีเรียโดยอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของบริษัทกรุ๊ปมอง เบอร์ เซบา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติแอลจีเรีย บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวียดนาม และบริษัทพีทีทีอีพี แอลจีเรีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่า ผู้อำนวยการร่วมของบริษัทดังกล่าวมีอำนาจสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ หรือแทนบริษัทพีทีทีอีพี แอลจีเรีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่า นายปราโมทย์ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 นายจ้างของโจทก์ในการที่โจทก์ทำงานกับบริษัทกรุ๊ปมอง เบอร์ เซบา จำกัด หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทพีทีทีอีพี แอลจีเรีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุด จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า ค่าจ้างรายเดือนสำหรับการทำงานในต่างประเทศเป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 61 ม. 62 ม. 63 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ต. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563
#662319
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยมีข้อความระบุว่าโรงพยาบาลตกลงให้แพทย์เข้ามาใช้สถานที่และบริการด้านอื่น ๆ ของโรงพยาบาลในการเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วย แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล แพทย์เป็นผู้คิดค่ารักษาพยาบาลแต่ต้องไม่เกินที่ได้แจ้งไว้แก่โรงพยาบาล และแพทย์มอบหมายให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่ารักษาแทนและรวบรวมจ่ายคืนแก่แพทย์เดือนละครั้ง โดยแพทย์จ่ายค่าใช้สถานที่และเครื่องมือในอัตราร้อยละ 20 ของค่าตรวจรักษาผู้ป่วยแก่โรงพยาบาล ในการทำงานโจทก์มีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) ประเภทแพทย์ที่มาใช้สถานที่ของโรงพยาบาลประกอบวิชาชีพไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โจทก์มิได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งใช้บังคับกันระหว่างโรงพยาบาลของจำเลยกับพนักงานเท่านั้น การตรวจสอบการทำงานของโจทก์ที่เรียกว่า PEER REVIEW เป็นการตรวจสอบว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาคุณภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานของสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ไม่มีผลต่อการทำงานของแพทย์ในลักษณะที่เป็นการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นแพทย์ประจำต้องเข้าเวรวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา วันเสาร์และวันอาทิตย์จำเลยเรียกโจทก์ให้ทำงานได้ตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา การตรวจสอบการทำงานของแพทย์ที่เรียกว่า PEER REVIEW หากปรากฎว่า แพทย์ผู้ใดประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วยและโรงพยาบาลอันเป็นการกระทำผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับของโรงพยาบาล แพทย์จะต้องถูกลงโทษทางวินัยตามอำนาจและดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา แล้วนำมาวินิจฉัยว่าจำเลยมีอำนาจควบคุมการทำงานของโจทก์นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้ถือตามข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง

นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. ลักษณะ 6 ว่าด้วยจ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 และเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งสรุปได้ว่า ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้างและนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน และต้องปรากฏว่าลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาว่าจ้างทำงานฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 ต่อมาโจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะมาอย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2541 ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2548 ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2549 ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2550 และฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2552 ซึ่งมีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ แพทย์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลเป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงสัญญาว่าจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะดังกล่าวถือได้ว่าสัญญาว่าจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยยุติไปตั้งแต่โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะในวันที่ 1 มกราคม 2541

ข้อเท็จจริงได้ความตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ ข้อ 2 และข้อ 3 ว่า โจทก์มีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย คิดตามความยากง่ายในการรักษาโรคของผู้ป่วยเป็นราย ๆ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลตามอัตราที่โจทก์แจ้งจำเลยไว้ และจำเลยเป็นผู้เก็บเงินดังกล่าวจากผู้ป่วยแล้วจ่ายคืนแก่โจทก์เดือนละครั้ง โดยจำเลยหักค่าใช้สถานที่และเครื่องมือในอัตราร้อยละ 20 ของค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว การที่โจทก์เป็นผู้กำหนดจำนวนค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวด้วยตนเอง เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ผู้ป่วยจ่ายเพื่อตอบแทนการรักษาพยาบาลของโจทก์โดยตรง มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน เงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวถือไม่ได้ว่า โจทก์ตกลงทำงานแก่จำเลยและจำเลยตกลงให้สินจ้างหรือค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน

โจทก์ไม่ต้องบันทึกเวลาเข้า-ออกจากที่ทำงาน ไม่มีกำหนดวันหยุด วันพักผ่อนประจำปี ไม่มีการลาป่วยหรือลาหยุดในกรณีอื่นเช่นเดียวกับกรณีของลูกจ้างทั่วไปของจำเลย ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่กำหนดให้ลูกจ้างของจำเลยต้องเข้าทำงานตามวันเวลาที่จำเลยกำหนด แม้ตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพสำหรับแพทย์เอกสารเลขที่ QP 5301 ข้อ 2.3.2 กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการลาว่า แพทย์ประจำที่จะลาพักผ่อนประจำปี ลากิจ หรือลาประชุมวิชาการต้องแจ้งหรือส่งใบลาให้หัวหน้าแผนกที่ตนสังกัด เพื่อขออนุมัติล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน และควรจัดหาแพทย์สาขาเดียวกันมาปฏิบัติหน้าที่แทน กับระเบียบปฏิบัติ เรื่องธรรมนูญแพทย์ เอกสารเลขที่ QP 05 บทที่ 12 ข้อ 11.2 เรื่องการลา กำหนดว่า แพทย์ต้องยื่นใบลาต่อหัวหน้าแผนกก่อนก็ตาม แต่ก็เพื่อให้การปฏิบัติงานของแพทย์เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยและเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอันเป็นวัตถุประสงค์ในการกำหนดเรื่องการลาตามคู่มือปฏิบัติงานดังกล่าวและเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียแก่ผู้ป่วยเท่านั้น ไม่มีลักษณะเช่นเดียวกับการลาของลูกจ้างทั่วไปที่ต้องขออนุมัติจากนายจ้าง ทั้งเป็นการควบคุมดูแลให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการปฏิบัติงานของแพทย์และการให้บริการของโรงพยาบาล

การตรวจสอบการทำงานของโจทก์ที่เรียกว่า PEER REVIEW เป็นระบบการตรวจสอบการทำงานโดยใช้การทบทวนร่วมกันในที่ประชุมองค์กรแพทย์โดยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาคุณภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานของสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ขั้นตอนการทบทวนมาตรฐานและการทำเวชปฏิบัติเอกสารเลขที่ QP 53 มีลักษณะเป็นการควบคุมการปฏิบัติงานของแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ มิใช่การสอบสวนหรือลงโทษในลักษณะทางวินัยการทำงานของนายจ้าง จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีอำนาจบังคับบัญชาและลงโทษโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะจึงไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 562,172 บาท ค่าชดเชย 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 9,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางเพียงฟังข้อเท็จจริงจากข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ เป็นหลักในการวินิจฉัยโดยยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยประกอบด้วย การฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลแรงงานกลางจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ 1. โครงสร้างการบริหารงานด้านบุคลากรแพทย์ในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์มีขั้นตอนและแบ่งอำนาจหน้าที่กันอย่างไร 2. ข้อบังคับหรือระเบียบว่าด้วยการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เป็นอย่างไร 3. ขอบเขตหน้าที่การงานของโจทก์เป็นอย่างไรและมีใครเป็นผู้กำหนดหรือไม่ อย่างไร เช่น อำนาจในการตัดสินใจเลือกรับหรือไม่รับรักษาผู้ป่วยของโจทก์ หรืออำนาจในการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานหรือห้องทำงานภายในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เป็นของโจทก์หรือจำเลย 4. เวลาทำงานของโจทก์ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เป็นแบบใดและโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบเวลาการทำงานกับใครหรือไม่ อย่างไร 5. การตรวจสอบการทำงานของแพทย์ที่เรียกว่า PEER REVIEW เป็นการตรวจสอบเรื่องใดและมีผลต่อการทำงานของแพทย์ทุกคนหรือไม่ อย่างไร 6. ใครเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตรากำลังแพทย์ในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ 7. รายได้ของโจทก์จากโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์มีวิธีคิดคำนวณจากฐานใดอย่างไรและมีการหักเงินส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมหรือไม่ ทั้งมีการคำนวณภาษีเงินได้แบบใด เพราะอะไร 8. มูลเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจากสัญญาว่าจ้างทำงานมาเป็นข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ เพราะเหตุใด 9. มูลเหตุแห่งการทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอโรคศิลปะฉบับใหม่ เพราะเหตุใด 10. พฤติการณ์หรือความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างโจทก์กับจำเลยภายหลังเปลี่ยนจากสัญญาว่าจ้างทำงานมาเป็นข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะเป็นอย่างไร แล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าว หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาใหม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 3,523,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกกรุงเทพ ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลชื่อโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 ตำแหน่งแพทย์ ตามสัญญาว่าจ้างทำงาน วันที่ 1 มกราคม 2541 วันที่ 1 มกราคม 2548 วันที่ 1 มกราคม 2549 วันที่ 1 มกราคม 2550 และวันที่ 1 มกราคม 2552 โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีข้อความระบุว่า โรงพยาบาลตกลงให้แพทย์เข้ามาใช้สถานที่และบริการด้านอื่น ๆ ของโรงพยาบาลในการเปิดคลินิกรักษาพยาบาลผู้ป่วย แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล แพทย์เป็นผู้คิดค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้วโรงพยาบาลรวบรวมจ่ายคืนแก่แพทย์เดือนละครั้ง แพทย์ตกลงจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เรียกเก็บได้ดังกล่าวแก่โรงพยาบาลเพื่อเป็นค่าใช้สถานที่และเครื่องมือต่าง ๆ ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าตรวจรักษาผู้ป่วย ปี 2553 จำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นแพทย์หัวหน้าแผนกวิสัญญีแพทย์ วันที่ 28 ตุลาคม 2558 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ยุติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าแพทย์แผนกวิสัญญี วันที่ 30 ตุลาคม 2558 โรงพยาบาลมีหนังสือบอกเลิกข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป โจทก์เป็นวิสัญญีแพทย์มีหน้าที่ให้การดมยาสลบหรือระงับความรู้สึกเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดหรือคลอดบุตรตลอดจนใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต จำเลยมีคู่มือแพทย์ คู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) ระเบียบปฏิบัติโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เรื่องธรรมนูญแพทย์ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การตรวจสอบการทำงานของแพทย์ที่เรียกว่า PEER REVIEW คือ การตรวจสอบการทำงานของแพทย์ว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแก่ผู้ป่วยหรือไม่ เป็นการนำตัวอย่างผู้ป่วยที่เสียชีวิตหรือเกิดเหตุไม่พึงประสงค์มาพิจารณาทบทวนร่วมกันในที่ประชุมองค์กรแพทย์โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นแพทย์จากราชวิทยาลัยในสาขาที่เกี่ยวข้องหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ เข้าร่วมให้ความคิดเห็นเป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยให้อยู่ในธรรมาภิบาล มีความเหมาะสมมากขึ้นซึ่งจะได้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติของแพทย์ต่อไป เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วย ตามมาตรฐานของสำนักสถานพยาบาลและประกอบโรคศิลปะ (สรพ.) ไม่มีผลต่อการทำงานของแพทย์ในลักษณะที่เป็นการลงโทษ ผู้จัดการฝ่ายแพทย์และแพทย์หัวหน้าแผนกเป็นผู้ร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมของอัตรากำลังแพทย์เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการ ถ้าเห็นสมควรเพิ่มเติม แพทย์ก็จะกำหนดประเภท จำนวน และคุณสมบัติของแพทย์ที่ต้องการรับเพิ่ม โดยผู้จัดการฝ่ายแพทย์จัดทำบันทึกแผนอัตรากำลังเสนอกรรมการบริหารองค์กรแพทย์ รายได้ของแพทย์คิดคำนวณจากค่ารักษาพยาบาลที่แพทย์คิดตามความยากง่ายในการรักษาโรคของผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป โดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลแทนแพทย์แล้วรวบรวมจ่ายคืนแก่แพทย์เดือนละครั้ง โดยแพทย์รับรายได้จากการรักษาผู้ป่วยในอัตราร้อยละ 80 และจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลที่เรียกเก็บให้แก่โรงพยาบาลในอัตราร้อยละ 20 เป็นค่าใช้สถานที่และเครื่องมือต่าง ๆ โดยไม่มีการหักเงินส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคม มีการคำนวณภาษีเงินได้จากเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) ประเภทเงินได้จากวิชาชีพอิสระ กรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งเรื่องการซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับเงินได้การประกอบวิชาชีพอิสระการประกอบโรคศิลปะว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อตกลงพิเศษกับสถานพยาบาลที่ตนทำงานอยู่เพื่อประกอบโรคศิลปะเป็นการส่วนตัวนอกเวลาทำการปกติ โดยการรับตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินที่ตนได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร ค่าตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากการทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลของจำเลยมิใช่ลูกจ้างนายจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และมาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และมาตรา 583 กรณีไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์มีอำนาจควบคุมการทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ประจำทั้งในเรื่องเวลาทำงานตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เอกสารเลขที่ QP 39 ข้อ 4.3 การลา การคิดค่าบริการ ตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เอกสารเลขที่ QW 5301 ข้อ 2.3.2.1 กับข้อ 2.4.2.13 การคัดเลือกแพทย์ใหม่ตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เอกสารเลขที่ QP 39 ข้อ 5.1 กับข้อ 5.2 และการตรวจสอบคุณภาพการทำงานที่เรียกว่า PEER REVIEW ซึ่งหากปรากฏว่า แพทย์ผู้ใดประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วยและโรงพยาบาลอันเป็นการกระทำผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับของโรงพยาบาล แพทย์จะต้องถูกลงโทษทางวินัยตามอำนาจและดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาต่อไป ลักษณะการทำงานของโจทก์จึงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ มิใช่ทำงานในลักษณะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะแต่ประการใด โจทก์จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 และข้อ 3 โดยตลอดแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างทำงาน วันที่ 1 มกราคม 2541 โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยมีข้อความระบุว่า โรงพยาบาลตกลงให้แพทย์เข้ามาใช้สถานที่และบริการด้านอื่น ๆ ของโรงพยาบาลในการเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วย แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล แพทย์เป็นผู้คิดค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย ตามความยากง่ายในการรักษาโรคของผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป แต่ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้แจ้งไว้แก่โรงพยาบาล และแพทย์มอบหมายให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่ารักษาแทนและรวบรวมจ่ายคืนแก่แพทย์เดือนละครั้ง โดยแพทย์จ่ายค่าใช้สถานที่และเครื่องมือในอัตราร้อยละ 20 ของค่าตรวจรักษาผู้ป่วยแก่โรงพยาบาล วัตถุประสงค์ในการทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะเพื่อให้แพทย์มีรายได้เพิ่มขึ้นและรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง ในการทำงานโจทก์มีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เอกสารเลขที่ QP 39 ข้อ 4.3 ประเภทแพทย์ที่มาใช้สถานที่ของโรงพยาบาลประกอบวิชาชีพไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โจทก์มิได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งใช้บังคับกันระหว่างโรงพยาบาลของจำเลยกับพนักงานเท่านั้น การตรวจสอบการทำงานของโจทก์ที่เรียกว่า PEER REVIEW เป็นการตรวจสอบว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาคุณภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานของสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สรพ.) ไม่มีผลต่อการทำงานของแพทย์ในลักษณะที่เป็นการลงโทษ การเสียภาษีจากรายได้ของโจทก์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) ประเภทเงินได้จากวิชาชีพอิสระ มิใช่ประเภทเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นแพทย์ประจำต้องเข้าเวรวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา วันเสาร์และวันอาทิตย์จำเลยเรียกโจทก์ให้ทำงานได้ตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา การตรวจสอบการทำงานของแพทย์ที่เรียกว่า PEER REVIEW หากปรากฏว่า แพทย์ผู้ใดประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วยและโรงพยาบาลอันเป็นการกระทำผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับของโรงพยาบาล แพทย์จะต้องถูกลงโทษทางวินัยตามอำนาจและดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา แล้วนำมาวินิจฉัยว่า จำเลยมีอำนาจควบคุมการทำงานของโจทก์นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้ถือตามข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ประกอบกับมีข้อเท็จจริงที่ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยตามปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียว เห็นว่า นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 ว่าด้วยจ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 และเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งสรุปได้ว่า ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้างและนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน และต้องปรากฏว่าลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างด้วย คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาว่าจ้างทำงานฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 ต่อมาโจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะมาอย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2541 ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2548 กับฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2549 ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2550 และฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2552 ซึ่งมีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ แพทย์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาล ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงสัญญาว่าจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะดังกล่าวถือได้ว่าสัญญาว่าจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยยุติไปตั้งแต่โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะในวันที่ 1 มกราคม 2541 สำหรับข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะ ข้อ 2 และข้อ 3 ว่า โจทก์มีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยคิดตามความยากง่ายในการรักษาโรคของผู้ป่วยเป็นราย ๆ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลตามอัตราที่โจทก์แจ้งจำเลยไว้ และจำเลยเป็นผู้เก็บเงินดังกล่าวจากผู้ป่วยแล้วจ่ายคืนแก่โจทก์เดือนละครั้ง โดยจำเลยหักค่าใช้สถานที่และเครื่องมือในอัตราร้อยละ 20 ของค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว การที่โจทก์เป็นผู้กำหนดจำนวนค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวด้วยตนเอง เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ผู้ป่วยจ่ายเพื่อตอบแทนการรักษาพยาบาลของโจทก์โดยตรง มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน เงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจึงมิใช่ค่าจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวถือไม่ได้ว่า โจทก์ตกลงทำงานแก่จำเลยและจำเลยตกลงให้สินจ้างหรือค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน สำหรับการทำงานของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันเป็นยุติว่า โจทก์ไม่ต้องบันทึกเวลาเข้า–ออกจากที่ทำงาน ไม่มีกำหนดวันหยุด วันพักผ่อนประจำปี ไม่มีการลาป่วยหรือลาหยุดในกรณีอื่นเช่นเดียวกับกรณีของลูกจ้างทั่วไปของจำเลย ที่กำหนดให้ลูกจ้างของจำเลยต้องเข้าทำงานตามวันเวลาที่จำเลยกำหนด แม้ตามคู่มือปฏิบัติงาน (สำหรับแพทย์) เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพสำหรับแพทย์เอกสารเลขที่ QP 5301 ข้อ 2.3.2 กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการลาว่า แพทย์ประจำที่จะลาพักผ่อนประจำปี ลากิจ หรือลาประชุมวิชาการต้องแจ้งหรือส่งใบลาให้หัวหน้าแผนกที่ตนสังกัด เพื่อขออนุมัติล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน และควรจัดหาแพทย์สาขาเดียวกันมาปฏิบัติหน้าที่แทน กับระเบียบปฏิบัติ เรื่องธรรมนูญแพทย์ เอกสารเลขที่ QP 05 บทที่ 12 ข้อ 11.2 เรื่องการลา กำหนดว่า แพทย์ต้องยื่นใบลาต่อหัวหน้าแผนกก่อนก็ตาม แต่ก็เพื่อให้การปฏิบัติงานของแพทย์เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยและเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอันเป็นวัตถุประสงค์ในการกำหนดเรื่องการลาตามคู่มือปฏิบัติงานดังกล่าวและเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียแก่ผู้ป่วยเท่านั้น ไม่มีลักษณะเช่นเดียวกับการลาของลูกจ้างทั่วไปที่ต้องขออนุมัติจากนายจ้าง ทั้งเป็นการควบคุมดูแลให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการปฏิบัติงานของแพทย์และการให้บริการของโรงพยาบาล ในส่วนการตรวจสอบการทำงานของโจทก์ที่เรียกว่า PEER REVIEW เป็นระบบตรวจสอบการทำงานโดยใช้การทบทวนร่วมกันในที่ประชุมองค์กรแพทย์ โดยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาคุณภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานของสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สรพ.) ขั้นตอนการทบทวนมาตรฐานและการทำเวชปฏิบัติเอกสารเลขที่ QP 53 แผ่นที่ 21 มีลักษณะเป็นการควบคุมการปฏิบัติงานของแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ มิใช่การสอบสวนหรือลงโทษในลักษณะทางวินัยการทำงานของนายจ้าง จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีอำนาจบังคับบัญชาและลงโทษโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะจึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ และไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง ม. 57/1 วรรคหนึ่ง ม. 57/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
- นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3091/2563
#663619
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 แต่ได้ความว่าจำเลยนำอวัยวะเพศของตนใส่เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยโดยการใช้อวัยวะเพศของตนล่วงลํ้าช่องปากของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 16 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 22 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 10 ปีเศษ จำเลยและบุตรอีก 2 คน ของจำเลยกับนาง ร. พักอาศัยอยู่ที่บ้าน ที่เกิดเหตุ ช่วงเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไปนอนค้างที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยนอนในห้องนอนเดียวกับนาย พ. นาง จ. นอนกับบุตรชายและบุตรสาวของจำเลย ส่วนจำเลยกับนาง ร. นอนอีกห้องหนึ่ง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่ยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 สามารถเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้เป็นขั้นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่งตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสา หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองก็ยากที่จะเบิกความได้เช่นนั้น เรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำเป็นเรื่องเสียหายในทางเพศ ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 จะมาเบิกความให้ตนเองและครอบครัวต้องได้รับความเสื่อมเสีย ประกอบกับได้ความว่าจำเลยเป็นญาติของผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยเป็นลุงเขยของผู้เสียหายที่ 2 และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย อีกทั้งจุดเริ่มต้นการดำเนินคดีก็มาจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้สอบถามจากผู้เสียหายที่ 2 เอง เนื่องจากพบเห็นความผิดปกติ ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดฟังในวันเกิดเหตุก็เนื่องมาจากความอ่อนเยาว์ทางความคิดของผู้เสียหายที่ 2 ที่ยังไม่ประสีประสากับเรื่องราวและความหมายของการกระทำอนาจารหรือกระทำชำเราและกลัวถูกจำเลยทำร้าย ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 2 แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่ตนจริง อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีนํ้าหนักสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีนํ้าหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นอกจากนี้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความในชั้นพิจารณาเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน และคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 สำหรับที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่นั้น ในข้อนี้จำเลยก็มิได้นำสืบว่าวันเกิดเหตุครั้งแรกจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คงมีแต่จำเลยและนาง ร. ภริยาของจำเลยมาเบิกความทำนองเดียวกันถึงกิจวัตรประจำวันของจำเลยและบุคคลในครอบครัว แต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความดังกล่าว ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยได้ไห้การปฏิเสธลอย ๆ ไว้โดยไม่มีรายละเอียดเหตุแห่งการปฏิเสธเหมือนเช่นในชั้นพิจารณา ต่างจากผู้เสียหายทั้งสองที่ยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ในชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์จึงมีนํ้าหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำล่วงเกินในทางเพศตามที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความจริง แต่ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่าจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 นั้น ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ตรวจไม่พบบาดแผลบริเวณร่างกายและบริเวณอวัยวะเพศ อวัยวะสืบพันธุ์ภายในปกติ ไม่พบตกขาวผิดปกติ ตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของนํ้าอสุจิจากสิ่งส่งตรวจในช่องคลอด การที่ตรวจไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณี ไม่พบบาดแผลภายนอกอวัยวะเพศ ไม่พบรอยฉีกขาด ทั้ง ๆ ที่ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 เป็นเด็กอายุเพียง 10 ปีเศษ หากมีการสอดใส่อวัยวะเพศจริง อย่างน้อยน่าจะปรากฏบาดแผลให้เห็นมากกว่านี้ ทั้งได้ความว่าแพทย์ผู้ตรวจร่างกายสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ให้ประวัติว่า จำเลยไม่ได้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอด มีเพียงจับนมและเลียบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งตรงกับที่ผู้เสียหายที่ 2 เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยโดยการใช้อวัยวะเพศของจำเลยล่วงลํ้าช่องปากของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคแรก (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 277 วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอุเทน ยืนยัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา