คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2811 -ที่ 2813/2563
#649861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกกับพวกสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยหลอกลวงคนไทย คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและสัญชาติอื่นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปบังคับใช้แรงงานเป็นลูกเรือประมง โดยใช้กลอุบายหลอกลวง บังคับขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้พวกผู้เสียหายดื่มจนพวกผู้เสียหายมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วนำพวกผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อบังคับใช้แรงงานในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ เป็นการข่มขืนใจและทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการทำงานของผู้เสียหายทั้งเจ็ดก็ตาม แต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังเช่นที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งหกตามข้อเท็จจริงนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 310, 310 ทวิ ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 199,500 บาท 222,500 บาท 516,000 บาท 516,000 บาท 466,000 บาท 466,000 บาท และ 466,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำขอ

จำเลยที่ 6 ไม่ให้การในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 และภริยาเป็นผู้ดูแลบ่อเลี้ยงกุ้งดังกล่าว ผู้เสียหายทั้งเจ็ดพักอาศัยอยู่ที่บ่อเลี้ยงกุ้งนั้นเป็นเวลาหลายวัน จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปขอคัดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และทำหนังสือคนประจำเรือ ต่อมาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปลงเรือซึ่งจดทะเบียนเรือไทยมีนางสาวมาลี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้เสียหายทั้งเจ็ดทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 4 ผู้ว่าจ้าง นางสาวมาลีเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เรือแพรไหมซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นไต้ก๋ง และจำเลยทั้งเจ็ดกับผู้อื่นรวม 25 คน เป็นลูกเรือ เดินทางออกทะเลไปเกาะอัมบน ซึ่งอยู่ในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และลอยลำอยู่ที่เกาะดังกล่าวเพื่อขออนุญาตจับปลา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 หลบหนีขึ้นไปบนเกาะดังกล่าว คณะผู้แทนไทยซึ่งไปสอบสวนคดีการบังคับใช้แรงงานไทยในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พบผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับแรงงานคนไทยคนอื่นรวม 6 คน และส่งตัวกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับการคัดแยกเป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษในกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ โดยให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาพนักงานสอบสวนประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ยังคงทำงานอยู่บนเรือแพรไหมได้ และส่งตัวกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 ได้รับการคัดแยกเป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งหกว่า สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งได้กระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งได้กระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงว่า ข้อใดควรรับฟังได้หรือไม่และเพียงใด เพราะเหตุผลใด ไม่ใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไรแล้วศาลจะต้องรับฟังตามนั้นเสมอไป ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า คนร้ายชักชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ขณะอยู่ที่สถานีรถไฟหัวลำโพงไปทำงานบนเรือประมง แล้วคนร้ายพ่นควันบุหรี่ใส่ และให้ดื่มน้ำสีแดงกับน้ำโพลาริส ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มึนงง คนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปร้านอาหารในจังหวัดสมุทรสาคร แล้วจำเลยที่ 1 พาไปบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุ นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันบ่งชี้ว่าคนร้ายดังกล่าวเกี่ยวข้องอย่างไรกับจำเลยทั้งหก และไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าน้ำสีแดงกับน้ำโพลาริสเป็นยาพิษดังที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคนร้ายพ่นควันบุหรี่ใส่ด้วย ก็เป็นคำเบิกความที่เลื่อนลอย ปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกับคนร้ายใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดื่มจนมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ที่นายภานุและพันตำรวจโทคมวิชช์เบิกความว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นสถานที่กักขังนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นพื้นที่โล่งมีทางเข้าออกหลายทางและรถสามารถผ่านเข้าออกได้ จึงไม่มีสภาพเป็นที่กักขังดังที่นายภานุและพันตำรวจโทคมวิชช์เบิกความกล่าวอ้าง ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไม่มีสภาพเป็นสถานที่กักขัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุเป็นที่เปลี่ยว มีสุนัขจำนวนมาก และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่รู้จักสภาพพื้นที่มาก่อน ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจึงไม่กล้าหลบหนี นั้น แม้บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุเป็นที่เปลี่ยว และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่รู้จักสภาพพื้นที่มาก่อนดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่กล้าหลบหนีเสมอไป ทั้งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ต้องหาทั้งสอง (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ของผู้เสียหายที่ 6 ในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องปรากฏว่า ผู้ใดจะเดินออกไปจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุก็ได้ ผู้เสียหายบางคนเดินออกไปตลาดด้วย ส่วนตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 ประกอบสำเนาบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 ที่ว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสุนัขจำนวนมากนั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายอื่นไม่ปรากฏว่าได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้แต่อย่างใด อีกทั้งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของผู้เสียหายที่ 3 ก็ปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 3 กับพวกมีอิสระสามารถออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไปตลาดได้ตลอดเวลา และตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของผู้เสียหายที่ 7 ปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 7 กับพวกออกไปจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไปซื้อสิ่งของข้างนอก 1 ครั้ง ดังนั้น แม้บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสุนัขจำนวนมากดังที่ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 เบิกความกล่าวอ้าง ก็ไม่น่าเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่กล้าหลบหนีดังที่โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงบังคับใช้แรงงานผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกกับพวกที่หลบหนีสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยหลอกลวงคนไทย คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและสัญชาติอื่นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปบังคับใช้แรงงานเป็นลูกเรือประมง โดยใช้กลอุบายหลอกลวง บังคับขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้พวกผู้เสียหายดื่มจนพวกผู้เสียหายมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วนำพวกผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อบังคับใช้แรงงานในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวคือ จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปและโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พาไป หน่วงเหนี่ยว กักขัง จัดให้อยู่อาศัย รับไว้ซึ่งผู้เสียหายทั้งเจ็ด โดยฉ้อฉล ข่มขู่ บังคับตามพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น และใช้แรงงานให้ทำงานเป็นลูกเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ เป็นการข่มขืนใจและทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการทำงานของผู้เสียหายทั้งเจ็ดดังที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังเช่นที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จึงไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งหกตามข้อเท็จจริงนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จําต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 เบิกความแตกต่างจากที่ให้การในชั้นสอบสวนเพราะเหตุใดอีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760/2563
#662874
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์และโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในวันที่ 26 กันยายน 2558 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่าสามเดือน แต่ยังไม่พ้นอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) ซึ่งอนุญาตให้ฟ้องคดีภายในสิบปี นับแต่วันกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 ของศาลแขวงลพบุรีนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ถอนคำร้องทุกข์เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลชั้นต้นได้ประทับฟ้องไว้แล้ว ไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์โดยเจตนาที่จะไม่เอาผิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ทำสัญญาขายสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน กย 7069 ขอนแก่น ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัททิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 โจทก์ร้องทุกข์เกี่ยวกับเหตุคดีนี้ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จากนั้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงลพบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 เนื่องจากยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้แล้ว ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ตกลงขายสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 กับพวกว่าจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท และต้องเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเสียก่อน โจทก์จึงจะมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกใช้อุบายหลอกลวง โจทก์จึงยอมมอบรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวกไป ทั้งโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า สาเหตุที่ไม่ระบุข้อตกลงดังกล่าวในหนังสือสัญญาขายรถยนต์ให้ครบถ้วนตามที่ตกลงกันนั้น เนื่องจากเชื่อใจว่าจำเลยที่ 1 กับพวก จะต้องเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อจริง พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์หลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาซื้อสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์จริง มิฉะนั้น โจทก์คงไม่ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับจำเลยที่ 1 และมอบรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวกไป หาได้มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของโจทก์ว่าประสงค์เพียงเงิน 50,000 บาท โดยต้องการให้รถยนต์ตามฟ้องพ้นไปจากความรับผิดชอบของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ทั้งโจทก์ยังต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทผู้ให้เช่าซื้ออยู่ และอาจจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องหากมีผู้นำรถยนต์ตามฟ้องไปกระทำความผิด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์และโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในวันที่ 26 กันยายน 2558 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่าสามเดือน แต่ยังไม่พ้นอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ซึ่งอนุญาตให้ฟ้องคดีภายในสิบปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 ของศาลแขวงลพบุรีนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ถอนคำร้องทุกข์เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลชั้นต้นได้ประทับฟ้องไว้แล้ว ไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์โดยเจตนาที่จะไม่เอาผิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3) ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวพิชาณี สำเภาเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2759/2563
#661339
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นราษฎรอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลต่างจังหวัด ไม่มีประวัติการต้องโทษติดตัว ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกชาวบ้านก็เคยชักชวนกันร่วมลงทุนไปซื้อถ้วยชามแล้วนำเงินมาแบ่งปันกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามก็เป็นราษฎรหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน และการร่วมเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงล่อใจนั้น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและสมาชิกทั้งหลายก็รู้เห็นแต่แรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุมากย่างเข้าสู่วัยชรา ความจำเป็นส่วนตัวคงไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 มากนัก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลงไปใช้เงินตามส่วนที่ควรรับผิดแล้ว ก็คงมีโอกาสจะได้รับให้รอการลงโทษได้ทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอเวลาหาเงินไปชำระโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามมานั้น ส่วนหนึ่งแสดงว่าได้สำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว เมื่อโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี แม้ลักษณะการกระทำความผิดจะค่อนข้างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งเมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สภาพความผิด และการพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว กรณีมีเหตุควรปรานีโดยให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเพื่อคุมความประพฤติไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชกำหนดการกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83, 91, 341, 343 และให้จำเลยทั้งห้าคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสาม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,658,930 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ศาลชั้นต้นเห็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์และให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ง) (2) (ก), 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้า เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 2 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินให้โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 185,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 95,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 23,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 147,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 66,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 1,170 บาท โจทก์ร่วมที่ 7 จำนวน 76,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 8 จำนวน 64,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 9 จำนวน 71,340 บาท โจทก์ร่วมที่ 10 จำนวน 13,370 บาท โจทก์ร่วมที่ 11 จำนวน 152,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 12 จำนวน 42,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 13 จำนวน 47,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 14 จำนวน 38,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 15 จำนวน 76,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 16 จำนวน 28,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 17 จำนวน 247,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 18 จำนวน 6,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 19 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 20 จำนวน 40,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 21 จำนวน 10,500 บาท และโจทก์ร่วมที่ 23 จำนวน 95,000 บาท ยกฟ้องข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี 6 เดือน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้จำเลยที่ 5 คืนเงินหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 22 จำนวน 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 23 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ไขคำให้การ ให้ยกคำร้อง และไม่รับคำให้การ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่ากองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง ก่อตั้งเมื่อปี 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปซื้อถ้วยชามแล้วนำมาแบ่งกันใช้ระหว่างสมาชิก มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝางต่อมาจำเลยทั้งห้าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง นอกจากนี้จำเลยทั้งห้ายังได้นำเงินให้นางสาย กู้ยืม สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม เรื่องนี้เมื่อโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ศาลชั้นต้นรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ชอบ ชั้นนี้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปเฉพาะเรื่องความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนโดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด และการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต ที่จะพอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดี ทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลงผิดต่อสู้ นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 1 (ก) โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดว่า จำเลยทั้งห้าคนได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2554 เวลากลางวันถึงประมาณเดือนตุลาคม 2557 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา การบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นความผิดหลายบทหลายกรรมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เวลากลางวัน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นถึงประมาณวันที่ 31 ตุลาคม 2557 เวลา 24 นาฬิกา ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องตลอดมา โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่า จำเลยทั้งห้าโดยทุจริตได้บังอาจร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและประชาชนผู้ถูกหลอกลวงโดยได้บรรยายถึงวิธีการที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและวิธีการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและประชาชน ตลอดจนการให้กู้ยืมเงินที่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันออกเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดี โดยตอนท้ายได้บรรยายฟ้องด้วยว่า เหตุเกิดที่ตำบลวังเพิ่ม อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น อันเป็นสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิด ซึ่งศาลได้อ่านอธิบายให้จำเลยทั้งห้าฟังแล้ว จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ต่อสู้คดีตลอดมา แสดงว่าจำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดีไม่หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนี้กับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 โจทก์ฟ้องเข้ามาในคดีนี้ด้วยกันและในข้อเดียวกัน โดยที่ความผิดทั้งสองฐานมีหลักการและเหตุผลต่างกัน และองค์ประกอบแห่งความผิดก็ต่างกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนก็มีผลเป็นการยกฟ้องไปแต่เฉพาะความผิดฐานนี้ ไม่มีผลกระทบให้ต้องไปยกฟ้องในความผิดฐานอื่นด้วย กรณีไม่ใช่เรื่องการพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยถึงสองครั้งในความผิดครั้งเดียว ดังนี้ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีก็ถึงที่สุด ไม่มีผลให้สิทธินำคดีอาญาฟ้องสำหรับความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนต้องระงับไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แต่อย่างใด และกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยพิพากษายกฟ้องในประเด็นเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไปแล้วด้วยการพิจารณาพิพากษาความผิดฐานนี้ต่อไป จึงไม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น อันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำที่ต้องห้ามตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาและฎีกาเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อที่มีสาระสำคัญต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำการแทนสมาชิกในกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง หรือกระทำในฐานะตัวแทนกองทุน มิได้กระทำการกู้ยืมเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งห้าเอง และจำเลยทั้งห้าไม่ได้รับประโยชน์จากเงินที่ตนรับมาจึงมิใช่ผู้กู้ยืม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เห็นว่า กองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง ไม่ปรากฏว่ามีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย ได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานกองทุน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ เบื้องต้นย่อมถือว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันดำเนินการด้วยตนเองในนามกองทุน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการเป็นตัวแทนสมาชิกในกองทุน หรือตัวแทนกองทุน จำเลยทั้งห้าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งห้าเองนี้ ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยตรงและฟังเป็นที่ยุติแล้วโดยแจ้งชัด ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งห้าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากเงินที่ตนได้รับมาด้วยหรือไม่ อย่างไรนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีกรณีหนึ่งที่เอาผิดแก่ผู้ใดที่โฆษณาหรือประกาศต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้โดยตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจะประกอบกิจการใด ๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ เห็นได้ว่า การกระทำโดยตนรู้หรือควรรู้เช่นนั้น ยังกระทำไปก็เป็นความผิดได้ ซึ่งผลจากการกระทำที่ตนรู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วว่า ไม่สามารถจะประกอบกิจการใด ๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์พอเพียงนั้นเอง หากยังได้ขืนกระทำไปก็อาจเป็นทางที่นำมาซึ่งการสูญเสียเงินที่กู้ไป เกิดความเสียหายขึ้นแสดงว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมีหลักการและเหตุผลสำคัญแตกต่างไปจากการกู้ยืมเงินโดยปกติทั่วไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายอันจะเกิดแก่ประชาชนและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ไม่มีข้อความใดบัญญัติว่า ผู้กระทำอันจะเป็นความผิดจะต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่งจากผู้ให้กู้ยืมมานั้น ก็มีเหตุผล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุที่จะให้เวลาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หาเงินมาชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม หรือควรกำหนดวิธีการอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นราษฎรอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลต่างจังหวัด ไม่มีประวัติการต้องโทษติดตัว ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกชาวบ้านก็เคยชักชวนกันร่วมลงทุนไปซื้อถ้วยชามแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันตามเอกสารท้ายฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเป็นราษฎรหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน และร่วมเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝางด้วยกันถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงล่อใจนั้น โจทก์ร่วมและสมาชิกทั้งหลายก็รู้เห็นแต่แรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุมากย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว สภาพ สถานะ และความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คงไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 มากนัก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลง ใช้เงินไปตามส่วนที่ควรรับผิดแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็คงมีโอกาสจะได้รับให้รอการลงโทษได้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอหาเวลาหาเงินไปชำระโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามมานั้น ส่วนหนึ่งแสดงว่าได้สำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว ดังนี้ เมื่อโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เคยต้องโทษมาก่อนแม้ลักษณะการกระทำความผิดจะค่อนข้างร้ายแรง แต่เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติความประพฤติ สภาพความผิด และการพยายามบรรเทาผลร้าย เห็นว่า กรณียังมีเหตุควรปรานีให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้ก่อน ทั้งนี้ ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้วางเงินเพื่อชำระหนี้ตามส่วนที่ตนรับผิด แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่วางเงิน จึงให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 เป็นข้อการใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไว้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟัง กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ในระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษ โดยให้จำเลยที่ 1 ไปตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายกับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟัง และขวนขวายชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามตามที่ตกลงให้เรียบร้อยเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันเริ่มต้นรอการกำหนดโทษไว้ดังกล่าว แจ้งให้พนักงานคุมประพฤติสอดส่องและทำรายงานและความเห็นเกี่ยวกับการคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 เสนอต่อศาลชั้นต้นโดยเร็ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57 ต่อไป ยกฎีกาโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
โจทก์ร่วม — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายสวัสดิ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2753/2563
#662462
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการส่วนนี้ให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบมีดของกลาง กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 714,540 บาท แก่กรมป่าไม้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 714,540 บาท แก่กรมป่าไม้ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยทั้งสองฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท แก่กรมป่าไม้ โทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 714,540 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 100,000 บาท จึงไม่ชอบเนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยไม่โต้แย้งในเรื่องค่าเสียหาย หากจำเลยทั้งสองโต้แย้งตั้งแต่ต้น โจทก์จะได้มีโอกาสนำพยานเข้าสืบในประเด็นเรื่องค่าเสียหายดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการส่วนนี้ให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสองในคดีส่วนแพ่งแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 26/4 ม. 26/5 ม. 31 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายสิทธิเดช สิงห์บุระอุดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธงชัย เสนามนตรี
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737/2563
#656684
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดในที่ดินพิพาท เป็นการบุกรุกและรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนการที่จำเลยของดการรังวัดที่ดินพิพาทไว้ก่อนเนื่องจากไม่สามารถนำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้ชัดเจนนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยได้กระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงหามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ไม่

ผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างมาในคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง กับขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ดังนั้นเมื่อโจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินแปลงตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขป เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ให้โจทก์มอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองและให้ขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ร้องสอดขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลโคกสาร อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ตามแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง และยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดในที่ดินพิพาท เป็นการบุกรุกและรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยของดการรังวัดที่ดินพิพาทไว้ก่อนเนื่องจากไม่สามารถนำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้ชัดเจนนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงหามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างมาในคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง กับขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ดังนั้นเมื่อโจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะเรียกคู่ความมากำหนดทุนทรัพย์และเรียกค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความมากำหนดทุนทรัพย์ที่พิพาท และเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง สำหรับค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
ผู้ร้องสอด — นาง ห. กับพวก
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายณัฏฐ์ สุวรรณศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2714/2563
#663422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่ตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลที่เห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ โดยขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จริง โดยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี คำให้การดังกล่าวของจำเลยหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด อีกทั้งในวันสืบพยานโจทก์เมื่อโจทก์นำผู้เสียหายที่ 2 เข้าเบิกความต่อหน้าจำเลยในช่วงเช้า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบศาลว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปี จำเลยย่อมต้องทราบแล้วว่า ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในช่วงบ่าย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91, 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย และข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร เป็นจำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ที่ศาลจะต้องอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาแม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการไว้แล้ว ซึ่งแสดงว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องและการขอแก้ไขคำให้การของจำเลย สามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลที่เห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่จำเลยยื่นคำให้การใหม่และขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ โดยขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จริง โดยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี นั้น คำให้การดังกล่าวของจำเลยหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด อีกทั้งในวันสืบพยานโจทก์เมื่อโจทก์นำผู้เสียหายที่ 2 เข้าเบิกความต่อหน้าจำเลยในช่วงเช้า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบศาลว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปี จำเลยย่อมต้องทราบแล้วว่า ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในช่วงบ่าย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และ 279 วรรคสอง (เดิม) ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 14 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 91 ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย
ศาลอุทธรณ์ — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2563
#661328
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อในคดีส่วนอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 และฐานกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้มา โดยผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ฎีกามาด้วยนั้น ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 145, 310, 337 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 30,000 บาท และร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้ผู้ร้องที่ 1 ตกใจและหวาดกลัว เป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้ผู้ร้องที่ 2 ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก), 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนผู้อื่นพยายามกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบกุญแจมือของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ในความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน และความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก (เดิม) และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) และ 337 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ของกลางอื่นนอกจากกุญแจมือให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมจะระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่นายรัตนพล ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 กับนางสาวจิราพร และนายจิรศักดิ์ พี่สาวและพี่ชายของผู้ร้องที่ 2 อยู่ที่บ้านเกิดเหตุ มีนายมนูญ นายมานิต และจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้าน โดยนายมนูญแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามเรื่องรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 2 ครอบครองอยู่ อ้างว่าได้มาโดยผิดกฎหมาย จากนั้นได้ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 พาขึ้นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กค 2204 พัทลุง ซึ่งจำเลยที่ 2 จอดติดเครื่องยนต์รออยู่หน้าบ้านและขับไปยังศาลาริมบึง โดยมีนายมานิตขับรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องที่ 2 ตามออกไป นายจิรศักดิ์จึงโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาทราบ ผู้ร้องที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุแต่ไม่พบผู้ร้องที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไปแต่ไม่ทัน ระหว่างนั้นมีผู้โทรศัพท์มาหาผู้ร้องที่ 1 แจ้งให้นำเงิน 70,000 บาท มามอบให้ มิฉะนั้นจะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 แต่มีการต่อรองจนเหลือ 30,000 บาท ต่อมานายจิรศักดิ์โทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามทราบว่าไม่มีคำสั่งให้จับกุมผู้ร้องที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมคนร้าย โดยไปดักซุ่มที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นจุดนัดหมายส่งมอบเงิน และพบจำเลยที่ 3 กับนายมานิตขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน กน 1202 สงขลา มายังจุดนัดหมาย มีการลดกระจกรถลงใกล้ผู้ร้องที่ 1 เพื่อพูดคุย เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 และนายมานิต แล้ววางแผนให้นายมานิตโทรศัพท์แจ้งนายมนูญให้ไปพบกันที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จากนั้นนำตัวจำเลยที่ 3 พร้อมกับนายมานิตไปซุ่มรอที่จุดนัดหมายและสามารถจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ขณะจอดรถจักรยานยนต์ที่หน้าจุดนัดหมายดังกล่าว ส่วนนายมนูญและจำเลยที่ 2 เมื่อขับรถยนต์ไปถึงจุดนัดหมายแล้วได้ขับรถหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจึงขับรถตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนนายมนูญหลบหนีไปได้ โดยขณะเจ้าพนักงานตำรวจวิ่งไล่จับนายมนูญและจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ในรถได้หลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 3 และสามารถจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โจทก์มิได้ฎีกาในฐานความผิดดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 2 นางสาวจิราพร และนายจิรศักดิ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธยืนยันว่า วันเกิดเหตุมีนายมนูญซึ่งแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่ามาขอตรวจสอบเรื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไป โดยมีนายมานิต และจำเลยที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุด้วย แล้วใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 นำตัวขึ้นรถยนต์แจ้งว่าจะพาไปสถานีตำรวจ จากนั้นผู้ร้องที่ 1 ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าให้หาเงินมาแลกกับอิสรภาพของผู้ร้องที่ 2 พยานทั้งสามยังเบิกความยืนยันด้วยว่าจำเลยที่ 1 และนายมนูญแต่งกายด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตสีดำมีป้ายคล้องคอลักษณะคล้ายสัญลักษณ์ของเจ้าพนักงานตำรวจ อีกทั้งนายจิรศักดิ์และผู้ร้องที่ 2 ต่างยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 ลักษณะการแต่งกายและพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าตนเคยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจรุ่นเดียวกับนายมนูญ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องรู้ว่าปัจจุบันนายมนูญไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว อีกทั้งต้องทราบถึงอำนาจหน้าที่และวิธีปฏิบัติการเข้าควบคุมตัวผู้กระทำความผิดว่าต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายมนูญชักชวนจำเลยที่ 1 ไปติดตามรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักและเข้าควบคุมตัวผู้ร้องที่ 2 ไปด้วยนั้น ล้วนมีลักษณะปฏิบัติการเช่นเดียวกับผู้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าตนมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น จึงเป็นการกระทำที่มิชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าการที่จำเลยที่ 1 ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 แล้วพาขึ้นรถเป็นการใช้ทักษะในการควบคุมผู้ต้องหาในฐานะผู้ช่วยของเจ้าพนักงานนั้น เป็นการเลื่อนลอยและขัดต่อเหตุผล น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายมนูญแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังและร่วมกันกรรโชกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าระหว่างที่ถูกคนร้ายควบคุมตัวนั้น นายมนูญให้ผู้ร้องที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้มารดานำเงินมาไถ่ตัวมิฉะนั้นจะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่และได้ยินการสนทนาทั้งหมดด้วย การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายมนูญแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 และนำผู้ร้องที่ 2 ขึ้นรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 2 จอดติดเครื่องยนต์รออยู่และขับรถไปตามเส้นทางที่นายมนูญบอก ระหว่างทางขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถและจำเลยที่ 1 อยู่ร่วมภายในรถนั้นนายมนูญได้โทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งสามัญชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ร่วมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 น่าจะท้วงติงโดยการปฏิเสธหรือพยายามหลีกเลี่ยงการร่วมเดินทางหรือขับรถให้กลุ่มคนร้ายในทันที ประกอบกับหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว นายมนูญไม่น่าจะกล้าโทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้ร้องที่ 2 ขณะที่มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ภายในรถยนต์ด้วย และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขับรถไล่ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และนายมนูญ จำเลยที่ 2 ก็น่าจะรีบจอดรถแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับขับรถพานายมนูญหลบหนี ทั้งเมื่อถึงทางตันก็ยังวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับนายมนูญ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบเจือสมว่าตนเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์ต่าง ๆ จริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายมนูญเป็นตัวการร่วมกันวางแผนหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 เพื่อกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 โดยแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อนายมนูญกับพวกโทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้วผู้ร้องที่ 1 แจ้งว่าขอเวลาหาเงินก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 เกิดความกลัวตามที่นายมนูญขู่เข็ญจึงยินยอมที่จะให้เงินตามที่ถูกขู่เข็ญ แม้ต่อมาจะมีการแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อวางแผนจับกุมก่อนที่ผู้ร้องที่ 1 แจ้งกลุ่มคนร้ายว่าเตรียมเงินไว้พร้อมส่งมอบ ก็เป็นการกระทำภายหลังจากที่มีการตกลงยอมให้เงินตามที่ถูกขู่เข็ญแล้ว มิใช่ผู้ร้องที่ 1 มอบเงินให้เพราะมีการวางแผนจับกุมโดยไม่เกิดความกลัวและไม่ยอมทำตามคำขู่เข็ญแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 และฐานกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้มา โดยผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ฎีกามาด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข โดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 คนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ สำหรับจำเลยที่ 3 ให้เลื่อนไปโดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสร็จแล้วส่งคืนมาศาลฎีกาเพื่อพิพากษาคดีในส่วนแพ่งต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 145 วรรคแรก (เดิม) ม. 310 วรรคแรก (เดิม) ม. 337 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นาง ล. กับพวก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเกียรตินันท์ แสงชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2563
#662582
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76/1 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76/1 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน และบทกำหนดโทษฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 76/1 วรรคสี่ ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 76/1 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากันเช่นเดียวกัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 51, 54 รวมกับความผิดฐานอื่น ๆ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 8, 9, 101, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยทั้งสามจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76/1, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 7, 11, 12, 18, 41, 58, 62, 64, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 10, 27, 51, 54, 57, 60 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่ากับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท ฐานร่วมกันผลิตและมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 34,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 ปี 3 เดือน และปรับ 45,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 ไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี สถานเดียว ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน สถานเดียว ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน สถานเดียว ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม รวมโทษและโทษตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 13 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 15 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณป่าเกาะพะงัน เป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติทั้งที่ดินที่จำเลยที่ 3 ร่วมกันยึดถือครอบครองตามฟ้องมีเนื้อที่ถึง 34 ไร่เศษ นับว่าเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 กับพวกยังร่วมกันผลิตโดยปลูกต้นกระท่อม พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยที่ 3 สุขภาพไม่แข็งแรง ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76/1 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76/1 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน และบทกำหนดโทษฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 76/1 วรรคสี่ ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 76/1 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากันเช่นเดียวกัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 51, 54 รวมกับความผิดฐานอื่น ๆ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 8, 9, 101, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102 แห่งพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปและข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยทั้งสามจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 75 วรรคสอง (เดิม), 76/1 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 (เดิม) ม. 26/2 ม. 26/3 ม. 75 ม. 75 (เดิม) ม. 76/1 ม. 76/1 (เดิม)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ม. 8 ม. 9 ม. 17
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 51 ม. 54
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 8 ม. 9 ม. 101 ม. 102
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นาย ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายสุรพงศ์ เลิศธีระโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2600/2563
#654570
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบดีว่าโจทก์ห้ามมิให้ส่งข้อมูลที่จำเลยเข้าถึงและส่งไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของจำเลย เผยแพร่ไปสู่บุคคลภายนอก ให้ใช้ได้เฉพาะภายในบริษัทโจทก์เท่านั้น แสดงว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าว เป็นข้อมูลที่โจทก์หวงแหน ห้ามมิให้บุคคลอื่นได้เข้าถึง ดังนี้ การกระทำของจำเลยซึ่งลาออกจากบริษัทโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยยังเข้าไปในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่โจทก์มอบให้จำเลยสำหรับปฏิบัติงาน และส่งไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการบินพาณิชย์ อันเป็นความลับของโจทก์ ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 และมีสิทธิฟ้องจำเลย

องค์ประกอบความผิดข้อที่ว่า ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน หมายความว่า เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการกำหนดวิธีการเข้าสู่ระบบไว้โดยเฉพาะแล้ว หากผู้ไม่มีสิทธิเช่นจำเลยนี้ซึ่งได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้เข้าไปสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ หรือไม่มีสิทธิหรืออำนาจที่จะสามารถทำได้อีกต่อไป ผู้นั้นก็ย่อมมีความผิดตามมาตรา 7 ได้ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

มาตรา 3 บัญญัติว่า "ข้อมูลคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ปรากฏว่านิยามศัพท์คำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ได้ให้ความหมายคำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ไว้ว่า "ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือโทรสาร" ดังนั้น ความหมายจึงรวมไปถึงจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง และเป็นการกระทำกรรมเดียว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 จำคุก 1 เดือน และปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 20 วัน และปรับ 8,000 บาท พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทกานต์นิธิ เอวิเอชั่น จำกัด ต่อมาโอนย้ายมาเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 โจทก์มอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com ให้แก่จำเลยสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 จำเลยยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ และทำงานวันสุดท้ายวันที่ 15 กันยายน 2560 ครั้นวันที่ 22 กันยายน 2560 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันเวลาตามฟ้องที่เหตุเกิด จำเลยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชื่อ my_namexxxx@hotmail.com ของจำเลย ทั้งจำเลยไปทำงานที่สายการบินวิสดอม แอร์เวย์ และยื่นฟ้องโจทก์เรียกค่าจ้าง หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้รับค่าจ้างจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยได้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com เข้าถึงซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับจำเลย และจำเลยส่งออกซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ อันเป็นข้อมูลลับเกี่ยวกับการปฏิบัติติงานการบินพาณิชย์ โดยส่งออกไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยชื่อว่า my_namexxxx@hotmail.com โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยทราบดีว่าโจทก์ห้ามมิให้ส่งข้อมูลที่จำเลยเข้าถึงและส่งไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของจำเลย เผยแพร่ไปสู่บุคคลภายนอก ให้ใช้ได้เฉพาะภายในบริษัทโจทก์เท่านั้น แสดงว่า ข้อมูลคอมพิวตอร์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่โจทก์หวงแหน ห้ามมิให้บุคคลอื่นได้เข้าถึง ดังนี้ การกระทำของจำเลยซึ่งลาออกจากบริษัทโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยยังเข้าไปในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และส่งไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการบินพาณิชย์ อันเป็นความลับของโจทก์ ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 และมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com จำเลยเป็นผู้กำหนดรหัสด้วยตนเอง มีเพียงจำเลยเท่านั้นที่รู้รหัสผ่าน มาตรการป้องกันนั้นจึงมิใช่ป้องกันจำเลยเข้าไปในกล่องจดหมาย จึงไม่ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น เห็นว่า ได้ความจากนายพรชรัส พยานโจทก์ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งไอที เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในครั้งแรกพนักงานฝ่ายไอทีสร้างจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา จะมอบรหัสในการเข้าใช้แก่จำเลย จากนั้นจำเลยจะต้องเปลี่ยนแปลงรหัสในการเข้าใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะเปลี่ยนรหัสแล้ว พนักงานไอทีทุกคนก็สามารถเข้าถึงจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มอบให้จำเลยใช้ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้รหัส แสดงว่า จำเลยหาใช่ผู้รู้รหัสและเข้าใช้งานได้แต่เพียงผู้เดียวไม่ ดังนั้น องค์ประกอบความผิดข้อที่ว่า ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน จึงหมายความว่า เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการกำหนดวิธีการเข้าสู่ระบบไว้โดยเฉพาะแล้ว หากผู้ไม่มีสิทธิเช่นจำเลยนี้ซึ่งได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้เข้าไปสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ หรือไม่มีสิทธิหรืออำนาจที่จะสามารถทำได้อีกต่อไป ผู้นั้นก็ย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ได้ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือไม่ เห็นว่า ตามนิยามศัพท์ มาตรา 3 บัญญัติว่า "ข้อมูลคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ปรากฏว่านิยามศัพท์คำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ได้ให้ความหมายคำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ไว้ว่า "ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือโทรสาร" ดังนั้น ความหมายจึงรวมไปถึง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดอนเมือง — นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อนุวัตร มุทิกากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2563
#663402
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยฐานรีดเอาทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 338 แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ ฟังไม่ได้ว่ามีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นวัตถุความลับตามฟ้องที่จะไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอยู่จริง การกระทำของจำเลยไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำ โดยการขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับโดยคลิปวิดีโอนั้น อย่างไรก็ตามได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันอันถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย การกระทำของจำเลยถือเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้ตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายที่ 2 ผู้ถูกขู่เข็ญ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยอมคืนสร้อยคอทองคำแก่จำเลย การกระทำจึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชกซึ่งมีโทษเบากว่า ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวพันกันกับความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาและเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยฐานกรรโชก ตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277, 283 ทวิ, 309, 317, 318, 338

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ร. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเสร็จสิ้น

ในคดีส่วนแพ่งจำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 309 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม), 338 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการหรือจำยอมต่อสิ่งใดกับฐานกระทำชำเราผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานรีดเอาทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 41 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เกิดวันที่ 1 มกราคม 2543 เมื่อเดือนมกราคม 2557 มารดาจำเลยติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ไปแสดงเป็นผู้เต้นหางเครื่องในคณะหมอลำของมารดาจำเลย ผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยจึงได้รู้จักกันและสนิทสนมรักกัน ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2557 มารดาจำเลยไปขอหมั้นผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 หมั้นกับจำเลย ฝ่ายจำเลยนำเงินสด 20,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท มาเป็นของหมั้น ตกลงกันว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 2 เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ให้แต่งงานกัน แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ยังไม่ได้มีการแต่งงานกัน ครั้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยกับมารดาจำเลยได้เจรจายกเลิกการแต่งงานระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 โดยฝ่ายจำเลยไม่ขอคืนของหมั้น และห้ามจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อกันต่อไป สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.3 ถึงข้อ 1.6 และความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีถึงที่สุด

ชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 กับความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตามฟ้องข้อ 1.7 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเป็นพยาน พยานโจทก์ทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน พยานทั้งสองมาเบิกความมีรายละเอียดต่าง ๆ ได้ความเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 เป็นหญิงอายุน้อย ไม่เชื่อว่าจะมาเบิกความมีข้อความที่อาจทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยไม่เป็นความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบกับข้อความที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดคุยกับจำเลยทางโทรศัพท์ และทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 2 บันทึกไว้ มีข้อความหลายตอนส่อแสดงว่า ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันด้วยแล้ว ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อว่าในวันเกิดเหตุเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขณะนั้นอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปที่บ้านจำเลย แล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ การกระทำเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปที่ใดและไม่ได้กระทำความผิดในวันดังกล่าว ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ไม่ชัดเจนว่า ในวันเกิดเหตุดังกล่าวนั้นหลังจากซ้อมเต้นหางเครื่องเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านจำเลยดังที่จำเลยอ้างจริงหรือไม่ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.7 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อพยานจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว มีการพูดคุยกันเรื่องการแต่งงานของพยาน แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ฝ่ายจำเลยและฝ่ายพยานได้พูดคุยกัน และตกลงยกเลิกการแต่งงานโดยฝ่ายจำเลยจะไม่ขอของหมั้นคืนและห้ามพยานกับจำเลยติดต่อกัน ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2558 จำเลยติดต่อพยานผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์บอกให้พยานไปพบจำเลยพร้อมกับส่งคลิปวิดีโอที่มีภาพพยานมีความสัมพันธ์ทางเพศกับจำเลยมาให้พยานดู โดยขู่ว่าหากพยานไม่ไปพบจำเลยจะนำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปเผยแพร่ พยานจึงยอมไปพบจำเลยและมีเพศสัมพันธ์กัน ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 และวันที่ 18 กันยายน 2559 จำเลยติดต่อมาหาพยานและข่มขู่พยานเช่นเดิม พยานยอมไปพบจำเลยและมีความสัมพันธ์ทางเพศทุกครั้ง โดยในเดือนกันยายน 2559 นั้น จำเลยยังได้บอกให้พยานนำเงินสด 20,000 บาท และสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นไปคืนจำเลย หากคืนแล้วจะลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งไป จำเลยติดต่อพยานทางแอปพลิเคชันไลน์ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กันยายน 2559 การที่จำเลยส่งข้อความดังกล่าวทำให้พยานรู้สึกกลัว ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2559 พยานนำสร้อยคอทองคำที่จำเลยมอบให้เป็นของหมั้นไปคืนจำเลยที่บ้านแล้วรีบกลับ จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าสร้อยคอทองคำไปไหน พยานบอกว่านำไปคืนจำเลยแล้วและเล่าเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง ผู้เสียหายที่ 1 ให้พยานใช้โทรศัพท์สอบถามจำเลยว่าลบคลิปวิดีโอแล้วจริงหรือไม่ การพูดคุยมีการบันทึกเสียงไว้ และมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความสนับสนุนว่า ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 ฝ่ายพยานและฝ่ายจำเลยเจรจาพูดคุยกันอีกครั้ง ตกลงว่ายกเลิกการแต่งงานกัน จำเลยบอกว่าทรัพย์สินที่ส่งมอบจะไม่ขอเรียกคืน พยานบอกจำเลยว่าต่อไปนี้ห้ามจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ พยานรู้สึกผิดสังเกตโดยผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ต้องไปทำงาน พยานถามแล้วผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าครูให้ไปทำรายงาน ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2559 พยานไปตรวจดูทรัพย์สินของพยาน ปรากฏว่าสร้อยคอทองคำที่จำเลยนำมาหมั้นผู้เสียหายที่ 2 หายไป พยานสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าจำเลยพูดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ไปพบจำเลย จำเลยจะส่งคลิปวิดีโอมีภาพจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันให้บุคคลอื่นดู ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมไปพบจำเลย และในวันที่ 2 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 ได้นำสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นไปมอบให้จำเลย เนื่องจากจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่นำสร้อยคอไปมอบให้จำเลยจะส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นดู วันดังกล่าวหลังจากพยานพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว พยานให้ผู้เสียหายที่ 2 ใช้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับจำเลยว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอมีภาพจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันจริงหรือไม่ จำเลยยอมรับว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอดังกล่าวไว้จริง เมื่อจำเลยรับสร้อยคอทองคำคืน จำเลยได้ลบคลิปวิดีโอนั้นไปแล้ว พยานได้บันทึกเสียงการเจรจาพูดคุยนั้นไว้ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยหลังจากตกลงเลิกการแต่งงานได้ความสอดคล้องต้องกัน ได้พิเคราะห์บันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์ แม้ไม่ได้ความว่าได้พูดคุยกันเมื่อใดแน่ แต่จากการพูดคุยก็ได้ความว่า ขณะนั้นจำเลยไปทำงานที่ร้านขายรถ จำเลยเบิกความว่า ในช่วงวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 จำเลยทำงานที่บริษัทมดแดงมอเตอร์ จำกัด และได้รับสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืนไปแล้ว ตรงตามพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ จำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการพูดคุยทางโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามบันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์นั้นมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ดังนี้ เมื่อการติดต่อระหว่างผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยหลังจากตกลงเลิกแต่งงานกันมีลักษณะที่ความถี่ห่างไม่ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องกันฉันผู้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวทั่วไป กรณีเป็นไปได้ว่าเมื่อฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยตกลงเลิกการแต่งงานระหว่างผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยแล้วโดยฝ่ายจำเลยไม่ขอรับสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืน ต่อมาฝ่ายจำเลยอาจมีความจำเป็นทางการเงินหรือนึกเสียดายอยากได้สร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืน จำเลยจึงวางแผนการด้วยการนำเอาเรื่องที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์กันมาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกไปพบจำเลย หากไม่ออกไปพบจำเลยจะเอาเรื่องที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันไปบอกเผยแพร่แก่บุคคลอื่นจนผู้เสียหายที่ 2 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชื่อเสียงของตนจึงออกไปพบจำเลย จำเลยก็ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็จะนำเรื่องที่จำเลยเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 2 รวมถึงเรื่องที่ได้มีเพศสัมพันธ์กันต่อมาและที่จะเกิดขึ้นต่อไปข่มขืนใจให้ผู้เสียหายที่ 2 นำสร้อยคอทองคำของหมั้นไปคืนจำเลยก็เป็นไปได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยน่าจะไม่ใช่บุคคลที่มีความประพฤติเรียบร้อยมากนัก เชื่อว่าจำเลยได้นำเอาเรื่องที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์กันมาเป็นเหตุข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกไปพบจำเลย หากไม่ออกไปพบจำเลยจะเอาเรื่องที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันนั้นไปเผยแพร่แก่บุคคลอื่นจนผู้เสียหายที่ 2 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชื่อเสียงของตนจึงออกไปพบจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นความจริง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามฟ้องข้อ 1.7 จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม่เคยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ข้ออ้างเรื่องจำเลยไปสอบเป็นครู สถานที่สอบก็อยู่ไม่ไกลกันมากนักและน่าจะไม่ได้สอบทั้งวัน พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้อง ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ชัดเจนเสียทีเดียวว่าจำเลยได้พรากโดยการพาผู้เสียหายที่ 2 แยกไปยังที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพรากผู้เยาว์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้องข้อ 1.5 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เองเบิกความว่า หลังจากฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับฝ่ายจำเลยตกลงเลิกการแต่งงานระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยแล้ว พยานรู้สึกผิดสังเกตโดยผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์จะต้องไปทำงาน แต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นวันจันทร์ โดยจำเลยเบิกความว่าวันดังกล่าวจำเลยเดินทางไปทำงานที่อำเภอสว่างแดนดิน เสร็จแล้วจำเลยเดินทางไปทำงานต่อที่อำเภอกุมภวาปี โดยจำเลยมีนาย ห. มาเบิกความสนับสนุนว่า วันดังกล่าวพยานว่าจ้างจำเลยไปแสดงดนตรีเสร็จงานเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังจนแน่ใจได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.5 ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันกับการกระทำความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมา และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาวินิจฉัยให้ได้ นอกจากนี้สำหรับความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบังอาจข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำที่จำเลยมอบให้ไว้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ต้องการให้จำเลยลบคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 2 นำสร้อยคอทองคำไปคืน หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่มีภาพดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นดู อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหายที่ 2 โดยการนำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ เรื่องคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เคยนำคลิปวิดีโอที่จำเลยถ่ายไว้ให้พนักงานสอบสวนดู และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่พยานไม่ได้นำคลิปวิดีโอดังกล่าวให้มารดาและพนักงานสอบสวนดู เนื่องจากเมื่อพยานได้รับคลิปวิดีโอแล้วพยานได้ลบทิ้งไป ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงไม่มีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยาน ได้ตรวจดูบันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์ ก็ไม่มีข้อความตอนใดที่จำเลยยอมรับว่าจำเลยได้ถ่ายคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ของคนทั้งสองไว้ หรือมีคลิปวิดีโอดังกล่าวอยู่จริงโดยชัดเจน ดังนี้เมื่อได้ความว่า แต่เดิมความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เริ่มต้นก็มีการสู่ขอหมั้นหมายกันโดยถูกต้องตามประเพณีด้วยดี ดังนั้น แม้จะมีการล่วงละเมิดได้เสียกันก่อนก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องไปบันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันไว้ จนบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีคลิปวิดีโอนั้นเผยแพร่ไป ข้อที่อ้างว่าจำเลยถ่ายคลิปวิดีโอเป็นภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 และมีคลิปวิดีโอนั้นไว้ยังมีแต่ความเลื่อนลอย เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการที่จำเลยแต่งเรื่องคลิปวิดีโอขึ้นมาเองเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ที่มีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น เป็นทำนองว่าจำเลยมีหลักฐานเพื่อนำไปเผยแพร่แสดงแก่บุคคลอื่นอยู่ในมือ ทำให้เกิดความเกรงกลัวมากขึ้นก็เป็นได้ การที่จำเลยตอบผู้เสียหายที่ 2 ว่าลบภาพไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปยืนยันว่ามีคลิปวิดีโอซึ่งมีภาพดังกล่าวอยู่จริง การตอบบ่ายเบี่ยงไปเช่นนั้นรวมถึงการตอบว่าโทรศัพท์หาย เครื่องพัง น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปคาดคั้นจำเลย จำเลยก็ตอบแชเชือนไปมากกว่า กรณีอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นวัตถุความลับตามฟ้องที่จะไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอยู่จริง การกระทำของจำเลยยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำ โดยการขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 นั้นไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับโดยคลิปวิดีโอนั้น เป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ได้มีเพศสัมพันธ์กันอันถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้ตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายที่ 2 ผู้ถูกขู่เข็ญ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยอมคืนสร้อยคอทองคำแก่จำเลย การกระทำเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชกซึ่งมีโทษเบากว่า ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวกันพันกับความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยฐานกรรโชกตามที่พิจารณา ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 และมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตามลำดับและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา นอกจากนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 337 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.5 ให้ยกฟ้อง สำหรับการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.8 เป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษตามความผิดฐานอื่นทุกกระทง เป็นจำคุกรวม 35 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 338
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — นางสาว ร. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายวรวุฒิ เลาลัคนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2563
#644832
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1457 ที่บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีกัน

จำเลยฎีกาว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมไปกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง และไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่จะยกขึ้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบให้ได้ความชัดว่า จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่กระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เอง นั้น จำเลยมิได้นำสืบต่อสู้ในศาลชั้นต้น ทั้งมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 18 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมอีก 1 กระทง จำคุก 3 ปี 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 4 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 22 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 21 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคงให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 2 กระทง เมื่อลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 4 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 36 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง 2 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษอีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 42 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 วันที่ 20 เมษายน 2560 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 12 ปีเศษ และขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นป้า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักและชอบพอกับจำเลย ต่อมาวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 เวลากลางวัน จำเลยติดต่อนัดหมายกับผู้เสียหายที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่หน้าโรงเรียน และในซอยข้างบ้านผู้เสียหายที่ 2 ตามลำดับ จากนั้นจำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่คอนโดมิเนียม และพาผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปที่ห้องพักของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมทั้ง 2 วัน รวม 2 ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 วันที่ 4, 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมอีก 4 ครั้ง โดยในวันที่ 4, 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 จำเลยไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ภายในบ้านของผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.7 และ 1.9 กับความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.8 และ 1.10 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.6 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.4 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความมิได้ฎีกา ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ตามฟ้องข้อ 1.10 และ 1.11 และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6 และ 1.8 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 เรื่องการสมรส ซึ่งตามมาตรา 1457 บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบสามปี และในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มิได้บัญญัติสาระสำคัญของการพรากที่ว่าแม้เด็กนั้นจะยินยอมหรือสมัครใจผู้นั้นก็มีความผิดไว้โดยแจ้งชัด เทียบเคียงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 ที่ได้บัญญัติสาระสำคัญไว้ด้วยว่า "โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย" เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.3 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาทำนองว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบให้ได้ความชัดว่า จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่กระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เอง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การกระทำชำเราตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง อันจะเป็นความผิดตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6, 1.8, 1.10 และ 1.11 นั้น โจทก์ก็มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยมีเพศสัมพันธ์กัน โดยจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กันนั้น จำเลยให้การรับสารภาพ และมิได้นำสืบต่อสู้ทั้งมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ อยู่ในวัยที่โตพอที่จะรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนักเรียนมีอายุเพียง 12 ถึง 13 ปีเศษ อยู่ในวัยที่อ่อนเยาว์ขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยจำเลยมิได้ตั้งใจจะอยู่กินหรือยกย่องผู้เสียหายที่ 1 เป็นภริยา แต่เป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองสร้างความเสื่อมเสียติดตัวให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งยังมีผลกระทบกับจิตใจและการใช้ชีวิตต่อไปในสังคมภายหน้าอีกด้วย เป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะชดใช้เงินเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสองแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และจำเลยมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 277 วรรคสอง ม. 277 วรรคสาม ม. 317 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 1457
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวินิจ ประเทืองสถบดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2563
#660021
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 เรื่องการสมรส ซึ่งตาม มาตรา 1457 บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบสามปี และในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 18 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมอีก 1 กระทง จำคุก 3 ปี 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 4 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 22 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 21 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคงให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 2 กระทง เมื่อลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 4 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 36 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง 2 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษอีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 42 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 วันที่ 20 เมษายน 2560 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 12 ปีเศษ และขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1457
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 277 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2563
#663458
เปิดฉบับเต็ม

คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ คดีนี้โจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่เพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษอันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277 ทวิ, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานาย ส. บุตรของนาง ธ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเป็นเงิน 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 277 ทวิ (2), 288, 365 (1) (3) ประกอบมาตรา 364 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิต (ที่ถูกคือ เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยรวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว) พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูกคือ มาตรา 78) กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยเป็นจำคุกแทนหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลล่างทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ผ้าห่มนวมซึ่งคลุมที่นอนของผู้ตาย ที่กางเกงขาสั้นของผู้ตายและเทปใสที่มีเส้นผมติดอยู่ และคราบอสุจิของจำเลยที่ปากช่องคลอดของผู้ตาย เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลย แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ ดังนี้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวีรนิจ ลิมปะถาวรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2571/2563
#682040
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายภัทรพลหรือนุ๊ก แสงสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
-
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2563
#662607
เปิดฉบับเต็ม

การปรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าจะเข้าลักษณะมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง โดยโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่จำเลยได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติให้ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น หากกรรมการของบริษัทกระทำการในขอบอำนาจของบริษัท การกระทำของกรรมการย่อมผูกพันบริษัทซึ่งเป็นตัวการ กรรมการไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ในการทำธุรกรรมทางการเงินส่อไปในทางไม่โปร่งใส โดยมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 12,913,063.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ในต้นเงิน 8,490,046 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกัน ในชั้นนี้ฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยทำสัญญากับผู้ประกอบการโรงแรมหรือผู้ให้บริการห้องพักเพื่อขายห้องพักต่อให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยรับจัดหาห้องพักให้แก่นักท่องเที่ยวทางอินเทอร์เน็ต และมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นอาของจำเลยที่ 2 ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามรับผิดตามมูลหนี้ละเมิดและอุทธรณ์ของโจทก์นอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า การปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจะเข้าลักษณะตามมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง แต่โจทก์ต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวโดยให้บริการห้องพักเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการสำรองห้องพักทางอินเทอร์เน็ตและมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการจำเลยที่ 3 มีเจตนาทุจริตในการทำธุรกรรมกับโจทก์กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสนอบริการห้องพักในโรงแรมต่าง ๆ แก่นักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์เมื่อนักท่องเที่ยวขอจองห้องพัก จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แจ้งความประสงค์ขอจองห้องพักจากโจทก์อีกทอดหนึ่ง เมื่อโจทก์ตกลงจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้นักท่องเที่ยวชำระเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งให้โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ในชื่อจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์ชำระค่าห้องแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์เสียหายโดยระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการห้องพักแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วเรียกเก็บเงินค่าบริการจองห้องพักจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระรวมเป็นเงิน 8,490,046 บาท จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าห้องพักดังกล่าวพร้อมค่าปรับและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระ นั้น จึงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ต้องการแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นตัวการที่แท้จริงตามสัญญาให้บริการจองห้องพักของโจทก์และใช้ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้บริการของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักแล้ว และศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายถึงความรับผิดในส่วนนี้ได้ หาใช่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เมื่อคู่ความต่างสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โจทก์ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อจำเลยที่ 3 ติดต่อจองห้องพักกับโจทก์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้นข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการห้องพักครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ค้างชำระระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2557 เป็นเงิน 574,928 บาท ยังคงค้างชำระตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง โจทก์พยายามทวงถามแล้วแต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามจำนวนดังกล่าว คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพัก โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และใช้หลายที่อยู่ (e-mail address) แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่เคยติดต่อจองห้องพักกับโจทก์เลยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์รับว่าเคยประกอบธุรกิจลักษณะเดียวกับจำเลยที่ 3 ในนามบริษัท 247 สยาม จำกัด กับโจทก์ โดยใช้โทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) อีกทั้งยอมรับว่าเคยติดต่อทำธุรกิจกับโจทก์ผ่านนางสาวปฐมาทางโทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) โดยไม่เคยพบหน้ากัน เมื่อการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ของแต่ละคนมักจะใช้ในลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งตามปกติทั่วไปจะต้องมีรหัสผ่านหรือ Password ของตนเองที่บุคคลอื่นไม่อาจรู้ได้ถ้าเจ้าของมิได้ยินยอมให้เข้าใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) นั้น แต่ปรากฏว่ามีการจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) มีที่อยู่ (e-mail address) ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตนเองรวมอยู่ด้วย ในการติดต่อจองห้องพัก ประกอบกับนางสาวปฐมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า ช่วงต้นปี 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557 พยานและทีมงานได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าบริการที่ค้างชำระ โดยพยานติดต่อกับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และยังแจ้งว่าเหตุที่ยังไม่ชำระเพราะนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจโรงแรมที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเมื่อธนาคารอนุมัติประมาณปลายเดือนเมษายน 2557 จะชำระให้ก่อน 5,000,000 บาท แต่ก็ไม่ชำระและไม่ได้รับการติดต่ออีก ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมของจำเลยที่ 1 ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่ามีอยู่จริง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความเป็นภาษาอังกฤษตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และลงชื่อผู้เขียนข้อความว่า Ms.Nam หรือ "น้ำ" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่าจำเลยที่ 2 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่กลับเป็นจำเลยที่ 1 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ จึงเชื่อว่าการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ต่าง ๆ ตามที่โจทก์นำสืบ เป็นการติดต่อโดยจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ที่ค้างชำระร่วมกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นนอกจากนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) แล้ว ยังปรากฏว่าภายหลังที่โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ในเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท ให้โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ในนามจำเลยที่ 3 และแม้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า "ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน" ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 กระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 3 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการจองห้องพักทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะต้องมีธุรกรรมทางการเงินในการประกอบธุรกิจ แต่กลับไม่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารใดเลย เพื่อจะใช้รองรับธุรกรรมทางการเงินของจำเลยที่ 3 คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 ใช้บัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ในการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจและส่อไปในทางไม่โปร่งใส เพราะไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชีในการทำงบดุลประจำปีของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทได้ ทั้งปรากฏตามสำเนาบัญชีว่ามีเงินเข้าออกในบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวตลอดเวลาและเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นรายได้และรายจ่ายของจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 สามารถเบิกจ่ายโดยง่ายเพียงคนเดียวและไม่ต้องลงรายการบัญชีรายรับรายจ่ายของจำเลยที่ 3 ทั้งที่จำเลยที่ 3 มีภาระหนี้สินกับโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 มุ่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคลภายนอกและหากโจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจบังคับคดีจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้เพียงพอกับจำนวนหนี้ ดังปรากฏตามสำเนางบการเงินที่มีทรัพย์สินไม่มาก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวตามฟ้องเช่นกัน อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในส่วนของค่าปรับสำหรับการชำระเงินล่าช้าว่ามีต่อกันอย่างไร หรือมีประเพณีทางธุรกิจประเภทนี้สำหรับการชำระเงินล่าช้ากันอย่างไรบ้าง จึงไม่อาจเรียกค่าปรับในส่วนนี้ได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์และไม่ปรากฏว่าหนี้เงินดังกล่าวรวมดอกเบี้ยไว้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,790,933.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 8,490,046 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 35,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1167
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2511/2563
#644831
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ข้อ 3 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และข้อ 4 ระบุว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงว่า ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาทและต้องดำเนินการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ดังนั้นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิยื่นขอประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ซึ่งหาใช่เป็นความผิดเฉพาะนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยประกอบกิจการในการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อหลายรายกู้ยืมเงิน อันเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้เป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ริบของกลาง นำโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 940/2561 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2330/2561 ของศาลจังหวัดจันทบุรี มาบวกเข้ากับคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7), 16 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นำโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 940/2561 ของศาลชั้นต้น และโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2330/2561 ของศาลจังหวัดจันทบุรี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ข้อ 3 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และข้อ 4 ระบุว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงว่า ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาทและต้องดำเนินการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ดังนั้น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิยื่นขอประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ซึ่งหาใช่เป็นความผิดเฉพาะนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนตามที่จำเลยฎีกาไม่ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยประกอบกิจการในการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อหลายรายกู้ยืมเงิน อันเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้เป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2511/2563
#660254
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ข้อ 3 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และข้อ 4 ระบุว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงว่า ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาทและต้องดำเนินการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ดังนั้น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิยื่นขอประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ซึ่งหาใช่เป็นความผิดเฉพาะนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนไม่ ดังนี้ เมื่อจำเลยประกอบกิจการในการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อหลายรายกู้ยืมเงิน อันเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้เป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ริบของกลาง นำโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 940/2561 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2330/2561 ของศาลจังหวัดจันทบุรี มาบวกเข้ากับคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7), 16 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นำโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 940/2561 ของศาลชั้นต้น และโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2330/2561 ของศาลจังหวัดจันทบุรี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าผู้ที่จะกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 จะต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยเป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประกาศกระทรวงการคลังนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ข้อ 3 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และข้อ 4 ระบุว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงว่า ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาทและต้องดำเนินการขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ดังนั้น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิยื่นขอประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ซึ่งหาใช่เป็นความผิดเฉพาะนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนตามที่จำเลยฎีกาไม่ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยประกอบกิจการในการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อหลายรายกู้ยืมเงิน อันเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้เป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7) และข้อ 16 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ม. ข้อ5 (7) ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2563
#662578
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ มีลักษณะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นไปโดยมุ่งประสงค์ให้นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ของนิติบุคคลอาคารชุด ด. หากจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่เพิกถอนมติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดและห้ามจำเลยทั้งสิบเอ็ดนำเอามติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 ไปทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับนิติบุคคลต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า บริษัทวอเตอร์ฟอร์ด พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทบ้านไทร การ์เด้น จำกัด เป็นบริษัทกลุ่มเดียวกับโจทก์ ดำเนินการก่อสร้างอาคารชุด ด. จนแล้วเสร็จ และบริษัทบ้านไทร การ์เด้น จำกัด ยื่นจดทะเบียนอาคารชุดจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยที่ 1 หลังจากนั้น บริษัทบ้านไทร การ์เด้น จำกัด โอนกรรมสิทธิ์และสิทธิต่าง ๆ ของบริษัทตามที่ได้รับตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้เจ้าของร่วมทำหนังสือฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ขอให้เปิดประชุมใหญ่สามัญต่อคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ 1 แต่คณะกรรมการไม่ดำเนินการจัดประชุมภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ เจ้าของร่วมจึงให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2558 ที่ประชุมมีมติถอดถอนคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 และถอดถอนนายเรืองฤทธิ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ออกจากตำแหน่งพร้อมกับมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการ และแต่งตั้งจำเลยที่ 11 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือเชิญประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2558 เพื่อลงมติแก้ไขข้อบังคับ ในวันที่ 13 กันยายน 2558 ในวันนัดประชุมมีเจ้าของร่วมเข้าประชุมไม่ครบตามข้อบังคับ จากนั้น เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือนัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2558 เพื่อเรียกประชุมใหม่ภายใน 15 วัน โดยกำหนดนัดประชุมวันที่ 27 กันยายน 2558 แต่ปรากฏว่าไม่มีหลักฐานการส่งหนังสือเชิญประชุมให้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้มีการยกเลิกการประชุม จนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือเชิญประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2558 เพื่อลงมติแก้ไขข้อบังคับในวันที่ 18 ตุลาคม 2558 แต่เมื่อถึงวันนัดประชุมมีเจ้าของร่วมมาไม่ครบองค์ประชุม จำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือนัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4/2558 เพื่อเรียกประชุมใหญ่ภายใน 15 วัน โดยกำหนดนัดประชุมวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 เพื่อลงมติแก้ไขข้อบังคับนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลหรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์ฎีกาว่า การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 4/2558 มิได้มีการจัดส่งระเบียบวาระการประชุมให้เจ้าของร่วมตามความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/3 ที่บัญญัติว่า การเรียกประชุมใหญ่ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุมพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควรและจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม และขัดต่อข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ข้อ 43 วรรคท้าย ที่ระบุว่า การเรียกประชุมใหญ่ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุ สถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม พร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร และจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันประชุม การประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคล แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์หนังสือเชิญประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 แล้วปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า การประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 4/2558 เป็นการนัดประชุมสืบเนื่องจากการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม ครั้งที่ 3/2558 ซึ่งไม่สามารถประชุมได้เพราะเหตุมีผู้เข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุม พร้อมทั้งมีการระบุระเบียบวาระการประชุมในวาระที่ 2 เรื่องการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเจ้าของร่วมย่อมทราบรายละเอียดของเรื่องราวที่จะประชุมสมตามความมุ่งหมายของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ถือได้ว่า การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 4/2558 เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/3 และข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ข้อ 43 วรรคท้าย การประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 จึงเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่โจทก์อ้างเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่า จำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบังคับข้อ 18.3, 18.5, 23 และข้อ 41 จากเดิมพื้นที่ห้องชุดที่เป็นร้านค้า ร้านซักรีด ร้านเสริมสวย ศูนย์สุขภาพชั้น 10 ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บค่าส่วนกลาง เนื่องจากเป็นส่วนบริการสาธารณูปโภคให้แก่เจ้าของร่วมระบุไว้ในข้อบังคับ ข้อ 41 ตอนท้ายว่า เนื่องจากทรัพย์สินข้างต้นเป็นส่วนบริการสาธารณูปโภค และวัตถุประสงค์เพื่ออำนายความสะดวกและให้บริการแก่เจ้าของร่วมภายในอาคารชุด ด. ดังนั้น นิติบุคคลฯ ยกเว้นการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และเงินกองทุนโดยถือเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณูปโภคอาคาร จึงงดสิทธิการออกเสียง ซึ่งการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 46 คือโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงได้ เพราะเป็นการแก้ไขให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยเฉพาะ การที่จำเลยที่ 1 นำข้อบังคับนั้นไปใช้เจ้าของร่วมรายอื่นทำการลงมติแก้ไขจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ประการใด มีลักษณะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นไปโดยมุ่งประสงค์ให้นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ถือได้ว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือมอบฉันทะให้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ในการประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 ตามคำฟ้อง ไม่มีการปิดอากรแสตมป์ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 104 เป็นผลทำให้การกระทำตามใบมอบฉันทะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายและไม่มีอำนาจดำเนินการตามที่รับมอบฉันทะเพื่อลงมติเรื่องการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดในการประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 4/2558 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ถือไม่ได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ประณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2563
#670390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 47 ให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โทษตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 25 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 16, 18, 25, 27, 29 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91, 371 ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและไฟส่องสัตว์ของกลางและนำโทษของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1455/2561 ของศาลชั้นต้นมาบวกรวมกับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (15) (เดิม), 27 (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยาน ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 3,250 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษของจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1455/2561 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ให้แก่จำเลย จึงให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 (เดิม), 25 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยาน ให้ลงโทษฐานเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 3,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยคลาดเคลื่อนหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าว ไม่ถูกต้อง เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน และปรับ 3,250 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ลดโทษให้จำเลยแล้วจำนวน 500 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงควรพิพากษาให้จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,750 บาท จึงขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 47 ให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาลงโทษจำเลยนั้น พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 25 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตาม ข้อ 2.3 โดยบรรยายว่าจำเลยมีไว้และพาอาวุธปืนซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์และจับสัตว์เข้าไปในป่าตีนเขาภูเวียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทำความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในอุทยานแห่งชาติและฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและให้ลงโทษฐานเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดโทษปรับเสียใหม่ในความผิดฐานเดียวกันทำให้โทษปรับฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยาน จำนวน 500 บาท จึงถูกเกลื่อนกลืนไปกับฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือน และปรับ 3,500 บาท นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20, 47 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ธงชัย เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2465 -ที่ 2469/2563
#663398
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ของโจทก์ เป็นการนำคำว่า "NTT" ย่อมาจาก Nippon Telegraph and Telephone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ มารวมกับคำว่า "DATA" แม้โจทก์อ้างว่าคำว่า เรียงติดกันเป็นคำเดียว แต่เมื่อพิเคราะห์คำดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่าคำดังกล่าวมีระยะห่างระหว่างคำว่า "NTT" กับคำว่า "DATA" มากกว่าตัวอักษรอื่น จึงยังคงมองแยกส่วนออกได้เป็นสองคำ สอดคล้องกับที่โจทก์ก็ระบุเสียงเรียกขานในคำขอจดทะเบียนว่า "เอ็นทีที ดาต้า" แสดงว่ามีเสียงเรียกขานแบ่งเป็นสองคำเช่นกัน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า จึงไม่ได้เรียงติดกันเป็นคำเดียว แต่ประกอบไปด้วยสองภาคส่วน เมื่อพิจารณาในส่วนของคำว่า "NTT" ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรมและมีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาเรียงติดกัน โดยคำดังกล่าวไม่ได้เป็นเส้นทึบหนาแตกต่างจากตัวอักษรอื่น และตัวอักษร T ก็หาได้เขียนติดกันโดยส่วนหัวด้านบนเป็นเส้นตรงเชื่อมติดต่อกัน จึงไม่มีลักษณะประดิษฐ์ ส่วนคำว่า "DATA" โจทก์ระบุคำแปลในคำขอจดทะเบียนว่า คำว่า "ดาต้า" แปลว่า ข้อมูล และเมื่อนำคำดังกล่าวมาวางอยู่หลังคำว่า "NTT" เสียงเรียกขานอ่านออกเสียงได้ว่า "เอ็นทีที ดาต้า" โดยคำว่า "DATA" ยังคงอ่านออกเสียง "ดาต้า" และยังมีความหมายว่า ข้อมูล เหมือนเดิม แม้โจทก์จะได้ดัดแปลงคำว่า "DATA" โดยให้ตัวอักษร a เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์เล็กมีลักษณะแตกต่างจากตัวอักษรตัวอื่นในเครื่องหมายที่เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ และให้ตัวอักษร a มีขนาดและความสูงเท่ากับตัวอักษรอื่น แต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ดังนั้นลำพังการนำคำที่มีความหมายมารวมกับตัวอักษรบางตัวในลักษณะเช่นนี้ จึงยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่จะเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นอันมีลักษณะบ่งเฉพาะ

ส่วนปัญหาว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า ทั้งห้าคำขอ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า ไม่มีลักษณะประดิษฐ์ แต่การเลือกเอาตัวอักษรมาเรียงกันในลักษณะเช่นนี้ ไม่น่าที่จะมีการเรียงตัวอักษรโรมันลักษณะเช่นเดียวกันนี้เป็นการทั่วไป ประกอบกับคำดังกล่าวย่อมาจาก Nippon Telegraph and Telephone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ ไม่ใช่คำย่อที่มาจากคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการของโจทก์โดยตรงจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนที่พบเห็นคำย่อดังกล่าวทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำย่อที่สาธารณชนทราบว่าสื่อถึงคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง อีกทั้งยังเป็นภาคส่วนของคำที่อยู่ด้านหน้า และใช้เป็นส่วนสำคัญในการเรียกขาน คำว่า "NTT" จึงมีลักษณะเด่นทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปจดจำและแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์จากสินค้าหรือบริการอื่นได้ ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายและมีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนคำว่า "DATA" ตามพจนานุกรม มีความหมายว่า ข้อมูล สถิติ จึงมีความหมายกว้าง มิได้จำกัดว่าต้องสื่อถึงข้อมูลเพียงอย่างเดียว อีกทั้งเป็นคำธรรมดาทั่วไปที่สามารถสื่อไปถึงสินค้าหรือบริการได้หลายชนิด คำว่า "DATA" จึงเป็นเพียงส่วนประกอบของคำว่า "NTT" ซึ่งเป็นคำหลัก เมื่อการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการใดมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย การที่ตัวอักษรทั้งสองคำมีขนาดเท่ากันและเรียงต่อกันเป็นลำดับ โดยคำว่า "NTT" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการของโจทก์โดยตรงและมีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า จึงไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการตามคำขอทั้งห้าคำขอโดยตรงจนถึงขนาดทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันที เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า เป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง และมีลักษณะบ่งเฉพาะ

อย่างไรก็ตามคำว่า "DATA" ซึ่งแปลว่า ข้อมูล สถิติ เมื่อพิจารณากับสินค้าหรือบริการบางชนิดของโจทก์ในแต่ละคำขอเห็นได้ว่าเป็นคำที่บ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าหรือบริการของโจทก์ที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูล ถือว่าคำดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าว

ที่โจทก์มีคำขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอทั้งห้าคำขอของโจทก์นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการด้วยเหตุที่เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีเฉพาะเกี่ยวกับเหตุที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยในข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 รวมทั้งข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการในการรับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตราอื่น ดังนั้น แม้คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์จะเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งสมควรต้องเพิกถอนดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นก็ตาม แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการซึ่งมีอีกหลายขั้นตอน หาใช่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เลยไม่ จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ คงพิพากษาให้ได้แต่เพียงว่าให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งห้าสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า ตามคำขอเลขที่ 840469, 840470, 840471, 840472 และ 840473 มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่มีลักษณะเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการของโจทก์โดยตรง ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และมีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ตามขั้นตอนต่อไป

จำเลยให้การทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 840469 และเครื่องหมายบริการ คำขอเลขที่ 840470 840471 840472 และ 840473 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของแต่ละสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า จำนวน 5 คำขอ คือ คำขอเลขที่ 840469 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า 26 รายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องรับส่งสัญญาณด้วยแสง เครื่องส่งสัญญาณดิจิทัล เครื่องส่งวิทยุ เครื่องส่งสัญญาณออพติคอล เครื่องรับสัญญาณออพติคอล สายอากาศวิทยุ เครื่องขยายเสียง เครื่องกลไกคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดแวร์) บัตรวงจรรวม เทปแม่เหล็ก สื่อข้อมูลแม่เหล็ก สื่อข้อมูลออพติคอล เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ จอภาพคอมพิวเตอร์ แฟ้มเพลงที่สามารถดาวน์โหลดได้ แฟ้มภาพที่สามารถดาวน์โหลดได้ คำขอเลขที่ 840470 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ 57 รายการ เช่น โฆษณา ให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับการโฆษณา วิเคราะห์ด้านการจัดการธุรกิจ ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ให้ข้อมูลสำหรับฝ่ายบุคคลของบริษัท ให้ข้อมูลสำหรับการจัดการองค์กร ให้ข้อมูลสำหรับรายละเอียดหรือโครงสร้างขององค์กร ให้ข้อมูลทางธุรกิจ ให้ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการวิจัยตลาด ให้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า จัดการข้อมูลลูกค้า ให้ข้อมูลด้านการจัดการธุรกิจ ให้ข้อมูลสำหรับการขายสินค้า นายหน้าสำหรับทำสัญญาขายสินค้า ให้ข้อมูลสำหรับการจัดการลูกค้า ให้ข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ให้ข้อมูลทางพาณิชยกรรม จัดระบบข้อมูลในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ รวบรวมข้อมูลลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ จัดทำบัญชีเกี่ยวกับงบการเงิน จัดการสำนักงาน สืบหาข้อมูลทางธุรกิจ จัดจ้างคนภายนอกดำเนินธุรกิจในหลาย ๆ สาขา จัดการแผนงานธุรกิจ ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ กำกับดูแลการจัดการธุรกิจ ตรวจสอบบัญชี พยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจ ประชาสัมพันธ์ คำขอเลขที่ 840471 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 37 รายการบริการ 29 รายการ เช่น ติดตั้งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ซ่อมแซมบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมแซมบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารสำหรับระบบเครือข่ายการสื่อสารระยะไกล ซ่อมแซมบำรุงรักษาอุปกรณ์การสื่อสารสำหรับระบบเครือข่ายการสื่อสารระยะไกล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารสำหรับระบบเครือข่ายการสื่อสารระยะไกล ก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอิเล็กทริคทั่วไป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอิเล็กทริคทั่วไป ให้คำปรึกษาด้านการก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ติดตั้งเครื่องโทรคมนาคม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องโทรคมนาคม คำขอเลขที่ 840472 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 38 รายการบริการ 50 รายการ เช่น สื่อสารโทรคมนาคมทางอินเทอร์เน็ต สื่อสารทางอินเทอร์เน็ต สื่อสารทางโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์ สื่อสารทางเครือข่ายการสื่อสารแบบไร้สาย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสื่อสารทางโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสื่อสารทางเครือข่ายการสื่อสารแบบไร้สายให้เข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารโดยใช้อินเทอร์เน็ต ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้มีการเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้มีการเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารโดยใช้เครือข่ายการสื่อสารแบบไร้สาย บริการตัวแทนสำหรับการเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารโดยใช้อินเทอร์เน็ต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการตัวแทนสำหรับการเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารโดยใช้อินเทอร์เน็ต ส่งข้อความ ส่งภาพ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งข้อความ สื่อสารโดยเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสื่อสารโดยเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ ติดต่อสื่อสารโดยเครื่องติดต่อสื่อสารและอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารอื่น ๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารโดยเครื่องติดต่อสื่อสารและอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารอื่น ๆ บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสารผ่านดาวเทียม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านทางดาวเทียม และคำขอเลขที่ 840473 เพื่อใช้กับบริการจำพวก 42 รายการบริการ 79 รายการ เช่น ออกแบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ สร้างสรรค์โฮมเพจสำหรับบุคคลอื่น ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายการสื่อสาร พิสูจน์บุคคลของผู้ใช้อีคอมเมิร์ซ ให้บริการคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์ การแสดงตนและการตรวจทานด้วยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เครือข่ายสื่อสาร การให้เข้าถึงฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ บริการโปรแกรมค้นหาข้อมูล แปลงเสียง ภาพ และข้อมูลให้เป็นสัญญาณเสียง ภาพ และข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลโดยคอมพิวเตอร์ แปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลดิจิทัลไปยังฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ให้บริการคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ จัดหาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ ประมวลผลข้อมูลด้วยระบบซอฟต์แวร์ (คลาวด์คอมพิวติ้ง) บริการเกี่ยวกับการย้ายข้อมูล ให้บริการสนับสนุนข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วไปอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ วิจัยทางอุตสาหกรรม บริการเกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ กู้คืนข้อมูลคอมพิวเตอร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอทั้งห้าคำขอของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจาก "NTT" เป็นอักษรโรมันธรรมดาไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ "DATA" แปลว่า ข้อมูล ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเป็นคำสามัญที่ใช้กันโดยทั่วไปในบริการที่ยื่นคำขอ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ส่วนหลักฐานที่นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีการใช้จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยจนมีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/59261 พณ 0704/35402 พณ 0704/7159 พณ 0704/7160 และ พณ 0704/7161 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน โดยเห็นว่าอักษรโรมัน "NTT" เป็นตัวหนังสือที่มิได้ประดิษฐ์ขึ้น ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ส่วนคำว่า "DATA" แปลว่า การได้มาของข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ที่เก็บข้อมูล แหล่งข้อมูล เมื่อนำมาใช้กับสินค้าและบริการที่ขอจดทะเบียนทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าหรือบริการภายใต้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเป็นสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล แหล่งข้อมูล นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ตามสำเนาคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1344/2558 401/2559 402/2559 403/2559 และ 404/2559

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ตามคำขอเลขที่ 840469 840470 840471 840472 และ 840473 ของโจทก์ มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) (3) เดิม และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) (3) เดิม หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ของโจทก์ เป็นการนำคำว่า "NTT" ย่อมาจาก Nippon Telegraph and Telephone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ มารวมกับคำว่า "DATA" แม้โจทก์อ้างว่าคำว่า เรียงติดกันเป็นคำเดียว แต่เมื่อพิเคราะห์คำดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่าคำดังกล่าวมีระยะห่างระหว่างคำว่า "NTT" กับคำว่า "DATA" มากกว่าตัวอักษรอื่น จึงยังคงมองแยกส่วนออกได้เป็นสองคำ สอดคล้องกับที่โจทก์ก็ระบุเสียงเรียกขานในคำขอจดทะเบียนว่า "เอ็นทีที ดาต้า" แสดงว่ามีเสียงเรียกขานแบ่งเป็นสองคำเช่นกัน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า จึงไม่ได้เรียงติดกันเป็นคำเดียว แต่ประกอบไปด้วยสองภาคส่วน แม้คำว่า "NTT" ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรม แต่ก็มีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาเรียงติดกัน โดยคำดังกล่าวไม่ได้เป็นเส้นทึบหนาแตกต่างจากตัวอักษรอื่น และตัวอักษร T ก็หาได้เขียนติดกันโดยส่วนหัวด้านบนเป็นเส้นตรงเชื่อมติดต่อกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จึงไม่มีลักษณะประดิษฐ์ ส่วนคำว่า "DATA" โจทก์ระบุคำแปลในคำขอจดทะเบียนว่า คำว่า "ดาต้า" แปลว่า ข้อมูล และเมื่อนำคำดังกล่าวมาวางอยู่หลังคำว่า "NTT" เสียงเรียกขานอ่านออกเสียงได้ว่า "เอ็นทีที ดาต้า" โดยคำว่า "DATA" ยังคงอ่านออกเสียง "ดาต้า" และยังมีความหมายว่า ข้อมูล เหมือนเดิม แม้โจทก์จะได้ดัดแปลงคำว่า "DATA" โดยให้ตัวอักษร a เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์เล็กมีลักษณะแตกต่างจากตัวอักษรตัวอื่นในเครื่องหมายที่เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ และให้ตัวอักษร a มีขนาดและความสูงเท่ากับตัวอักษรอื่น แต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ดังนั้น ลำพังการนำคำที่มีความหมายมารวมกับตัวอักษรบางตัวในลักษณะเช่นนี้จึงยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่จะเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นอันควรได้รับความคุ้มครอง ข้อที่โจทก์อ้างว่าคำว่า เป็นคำประดิษฐ์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) เดิม และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (3) เดิม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนปัญหาว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า ทั้งห้าคำขอ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น เห็นว่า คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงนั้น ต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นได้ทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง คดีนี้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า เป็นการนำคำว่า "NTT" มาวางอยู่หน้าคำว่า "DATA" ซึ่งคำว่า "NTT" ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรม แม้ไม่มีลักษณะประดิษฐ์ แต่การเลือกเอาตัวอักษรมาเรียงกันในลักษณะเช่นนี้ ไม่น่าที่จะมีการเรียงตัวอักษรโรมันลักษณะเช่นเดียวกันนี้เป็นการทั่วไป ประกอบกับคำดังกล่าวย่อมาจาก Nippon Telegraph and Telephone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ ไม่ใช่คำย่อที่มาจากคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการของโจทก์โดยตรงจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนที่พบเห็นคำย่อดังกล่าวทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำย่อที่สาธารณชนทราบว่าสื่อถึงคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง อีกทั้งยังเป็นภาคส่วนของคำที่อยู่ด้านหน้า และใช้เป็นส่วนสำคัญในการเรียกขาน คำว่า "NTT" จึงมีลักษณะเด่นทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปจดจำและแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์จากสินค้าหรือบริการอื่นได้ ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายและมีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนคำว่า "DATA" ตามพจนานุกรม Oxford River Books English-Thai Dictionary มีความหมายว่า ข้อมูล สถิติ จึงมีความหมายกว้าง มิได้จำกัดว่าต้องสื่อถึงข้อมูลเพียงอย่างเดียว อีกทั้งเป็นคำธรรมดาทั่วไปที่สามารถสื่อไปถึงสินค้าหรือบริการได้หลายชนิด คำว่า "DATA" จึงเป็นเพียงส่วนประกอบของคำว่า "NTT" ซึ่งเป็นคำหลัก เมื่อการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการใดมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย การที่ตัวอักษรทั้งสองคำมีขนาดเท่ากันและเรียงต่อกันเป็นลำดับ โดยคำว่า "NTT" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการของโจทก์โดยตรงและมีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า จึงไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการตามคำขอทั้งห้าคำขอโดยตรงจนถึงขนาดทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันที เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า เป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง และมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) เดิม และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เดิม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่ในส่วนคำว่า "DATA" ซึ่งแปลว่า ข้อมูล สถิติ เมื่อพิจารณากับสินค้าหรือบริการบางชนิดของโจทก์ในแต่ละคำขอเห็นได้ว่าเป็นคำที่บ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าหรือบริการของโจทก์ที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูล ถือว่าคำดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอทั้งห้าคำขอของโจทก์นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการด้วยเหตุที่เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีเฉพาะเกี่ยวกับเหตุที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยในข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 รวมทั้งข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการในการรับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตราอื่น ดังนั้น แม้คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์จะเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งสมควรต้องเพิกถอนดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นก็ตาม แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการซึ่งมีอีกหลายขั้นตอน หาใช่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เลยไม่ จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ คงพิพากษาให้ได้แต่เพียงว่าให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไปเท่านั้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/59261 พณ 0704/35402 พณ 0704/7159 พณ 0704/7160 และ พณ 0704/7161 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1344/2558 401/2559 402/2559 403/2559 และ 404/2559 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 840469 และเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 840470 840471 840472 และ 840473 ของโจทก์ต่อไป โดยให้โจทก์แสดงการปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า DATA คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งห้าสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ค.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิรภพ วีระวานิช
- นายไชยยศ วรนันทร์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา