คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2287/2563
#644929
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย เจษฎาหรือแอร์ แดงอุทัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2563
#664260
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ทับซ้อนส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองเป็นของจำเลย และส่วนที่ระบายด้วยสีชมพูเป็นของโจทก์ตามแผนที่แนบท้ายบันทึก แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยต่างฝ่ายต่างยอมสละที่ดินในส่วนของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะระงับข้อพิพาทในการที่โฉนดที่ดินออกทับซ้อนกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 แล้ว ส่วนการรังวัดสอบเขตเป็นเพียงขั้นตอนดำเนินการตามข้อตกลงเพื่อไปสู่การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในภายหลัง ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่มีผลสมบูรณ์แต่อย่างใด โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันกันตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวปัญหาว่าแนวเขตกว้างยาวของที่ดินแต่ละด้านควรมีขนาดเท่าใด เป็นรายละเอียดข้อเท็จจริงที่อาจรับฟังได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้แต่เพียงว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่ได้ต่อสู้เกี่ยวกับเนื้อความในเอกสารดังกล่าวที่ตกลงให้ที่ทับซ้อนส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองเป็นของจำเลยและส่วนที่ระบายด้วยสีชมพูเป็นของโจทก์ รวมทั้งไม่ได้ให้การแก้ต่างฟ้องโจทก์ที่ขอแบ่งที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 2 งาน 70 ตารางวา คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยในข้อนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 บางส่วน ด้านทิศตะวันออก ดังนี้ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทางสาธารณประโยชน์กว้าง 40 เมตร ด้านทิศใต้กว้าง 35 เมตร ด้านทิศตะวันออกยาว 47 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 52 เมตร เนื้อที่ 2 งาน 70 ตารางวา ตามรูปแผนที่ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความบริเวณที่ระบายสีชมพู โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินที่รังวัดแบ่งแยกเสร็จให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทางสาธารณประโยชน์กว้าง 50 เมตร ด้านทิศตะวันออกยาว 68 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 78 เมตร เนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา ตามรูปแผนที่ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความบริเวณที่ระบายสีเหลือง และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินที่รังวัดแบ่งแยกเสร็จให้แก่โจทก์ และให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลย โดยให้โจทก์กับจำเลยออกค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์หรือจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 เลขที่ดิน 509 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 เลขที่ดิน 659 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 และออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 แต่จำเลยคัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 ของจำเลย จึงมีการทำบันทึกข้อตกลงกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา สาขาเชียงคำ มีใจความว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ที่ทับซ้อนส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองเป็นของจำเลย ส่วนที่ระบายด้วยสีชมพูเป็นของโจทก์ ตามแผนที่แนบท้ายบันทึกที่นางสาวแสงจันทร์ นายช่างรังวัดชำนาญงานสำนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นผู้ทำขึ้น โจทก์และจำเลยลงชื่อในบันทึกและแผนที่แนบท้ายบันทึกดังกล่าว โดยนายจรินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน ลงชื่อเป็นพยานด้วย ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยร่วมกันนำชี้ทำแผนที่พิพาท โดยแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 ของโจทก์ปรากฏตามกรอบเส้นสีน้ำเงิน ส่วนแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 ของจำเลย ปรากฏตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยต้องผูกพันกันอย่างสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินได้ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนายแก้ว เจ้าของเดิม แล้วในปี 2546 โจทก์ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 13 มีชื่อนายแก้ว เป็นเจ้าของที่ดิน แต่หลักฐานสูญหาย ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังกล่าว โดยรังวัดปักหลักเขตที่ดินรวม 8 หลัก จากนั้นออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 อีกทั้งที่ดินของโจทก์ได้มีการระบุเลขที่ดิน 509 อยู่ในรูปแผนที่ของกรมที่ดินตรงจุดที่มีการทำเครื่องหมายดอกจันสีแดงไว้ ส่วนจำเลยซื้อที่ดินมาจากนายแก้ว เจ้าของเดิม ในปี 2553 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์เชียงคำ แต่ไม่มีการระบุที่ดินของจำเลยไว้ในรูปแผนที่ของกรมที่ดิน และในแผนที่ของนิคมสหกรณ์เชียงคำ ซึ่งนายนิวัฒน์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์เชียงคำที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็ยอมรับในข้อนี้ แม้นายนิวัฒน์จะทำเครื่องหมายกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงในรูปแผนที่ว่า ที่ดินของจำเลยน่าจะอยู่จุดนั้น แต่ก็เป็นเพียงเครื่องหมายที่ทำขึ้นเอง หาใช่รูปแผนที่อย่างเป็นทางการไม่ ประกอบกับโฉนดที่ดินเลขที่ 9739 ของจำเลย มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา แต่ตามบัญชีรายชื่อสมาชิกนิคมสหกรณ์เชียงคำระบุชื่อ นายแก้ว เจ้าของที่ดินเดิมของจำเลยว่าครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 17 ตารางวา ครั้นจำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 ของจำเลย ตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทกลับได้เนื้อที่ 3 ไร่ 33 ตารางวา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่ชัด ดังนั้นหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์จึงมีความแน่นอนชัดเจนกว่าของจำเลย ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการรังวัดพบว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยทับซ้อนกัน เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้แนะนำให้มีการตกลงแบ่งที่ดินกันโดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากที่ดินของจำเลยไม่มีระวางที่จะตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องสมเหตุผล และเชื่อว่าเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยสมัครใจทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ทับซ้อนส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองเป็นของจำเลย และส่วนที่ระบายด้วยสีชมพูเป็นของโจทก์ตามแผนที่แนบท้ายบันทึกดังกล่าว ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับในข้อนี้ บันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยต่างฝ่ายต่างยอมสละที่ดินในส่วนของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะระงับข้อพิพาทในการที่โฉนดที่ดินออกทับซ้อนกัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แล้ว โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันกันตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวซึ่งมีใจความระบุชัดแจ้งว่า หลังจากวันทำบันทึกข้อตกลงแล้วจำเลยจะทยอยสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ออกจากพื้นที่ที่เป็นของโจทก์ ซึ่งเท่ากับเป็นการแสดงเจตนาให้เห็นว่าหลังจากวันนั้นจำเลยจะดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงต่อไป ส่วนการรังวัดสอบเขตเป็นเพียงขั้นตอนดำเนินการตามข้อตกลงเพื่อไปสู่การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในภายหลัง ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่มีผลสมบูรณ์แต่อย่างใด ที่จำเลยต่อสู้ว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมสละสิทธิเกี่ยวกับข้อพิพาท ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในวันใดนั้น จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่ได้กำหนดแนวเขตแต่ละด้านว่าควรจะมีความกว้างยาวเท่าใด ย่อมเป็นที่สงสัยว่าแต่ละฝ่ายยอมแบ่งที่ดินส่วนของตนเป็นเนื้อที่เท่าใด กรณีเป็นที่สงสัยนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามเจตนารมณ์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นได้ชัดว่ามุ่งประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินเป็นสัดส่วนแน่นอนแล้ว ส่วนแนวเขตกว้างยาวแต่ละด้านเป็นรายละเอียดข้อเท็จจริงที่อาจรับฟังได้ในชั้นพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ได้ให้การแก้ต่างบันทึกข้อตกลงและแผนที่แนบท้ายบันทึกดังกล่าว ที่ระบุให้ที่ทับซ้อนส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองเป็นของจำเลย และส่วนที่ระบายด้วยสีชมพูเป็นของโจทก์ รวมทั้งไม่ได้ให้การแก้ต่างฟ้องโจทก์ที่กล่าวอ้างและมีคำขอบังคับให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9739 ของจำเลยบางส่วน ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ 2 งาน 70 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โดยระบุแนวเขตแต่ละด้านมาพร้อมด้วย โดยโจทก์จะรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6065 ของโจทก์บางส่วน โดยระบุแนวเขตแต่ละด้านมาพร้อมด้วยเช่นกัน คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในข้อนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัยว่า เมื่อไม่มีกำหนดแนวเขตแต่ละด้านย่อมเป็นที่สงสัยว่าแต่ละฝ่ายยอมแบ่งที่ดินส่วนของตนเป็นเนื้อที่เท่าใดและนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันนั้น ข้อวินิจฉัยดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายวิทยา วีรชัยพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2563
#649857
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระครู อ. ซึ่งถึงแก่มรณภาพขณะบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาส และมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อพระครู อ. ถึงแก่มรณภาพ โจทก์ติดต่อขอรับสังขารของพระครู อ. เพื่อนำไปฌาปนกิจตามประเพณี แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม จำเลยทั้งสองให้การว่า ก่อนถึงแก่มรณภาพ พระครู อ. สั่งเสียลูกศิษย์ให้เก็บสังขารไว้ให้บรรพชนรุ่นหลังกราบสักการะ เนื้อหาแห่งคดีเป็นเรื่องสิทธิในการจัดการศพของผู้ตาย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองมีหน้าที่จัดการศพผู้ตาย แม้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แต่การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 55 ว่าโจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิจัดการศพผู้ตายหรือไม่ และในการวินิจฉัยชี้ขาดของศาลต้องพิจารณาฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งมวลที่ปรากฏในสำนวนว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้มีหน้าที่จัดการศพผู้ตายหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองว่า ก่อนถึงแก่มรณภาพพระครู อ. มีทรัพย์สินรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นมรดกตกทอดแก่วัดจำเลยที่ 1 เนื่องจากมิได้ร้องขอแก้ไขภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีผลเพียงว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ปรากฏขึ้นจากการกล่าวอ้างในคำให้การของจำเลยทั้งสองเท่านั้น หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ถูกต้องแท้จริงก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ใดได้รับมรดกของผู้ตายมากที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองมีหน้าที่จัดการศพผู้ตาย จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการชี้ขาดคดี

พระครู อ. มีทายาทเหลืออยู่เพียงคนเดียวคือโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้หนึ่งที่มีอำนาจหน้าที่จัดการศพของพระครู อ. ได้ แต่เมื่อตามสถานะของผู้ตายซึ่งได้บวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่อายุ 25 ปี และมรณภาพอายุ 75 ปี รวมเวลาที่อยู่ในสมณเพศนานถึง 50 พรรษา หลังจากพระครู อ. ถึงแก่มรณภาพแล้ว ญาติพี่น้องรวมทั้งจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจัดงานสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 15 วัน โดยวัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแล้วบรรจุเก็บสังขารของพระครู อ. ไว้บำเพ็ญกุศลทุกวันพระเป็นเวลา 100 วันพระ และได้ความตามรายงานการประชุมเกี่ยวกับการจัดการศพพระครู อ. ว่า มีประชาชนศรัทธามาสักการะสังขารของพระครู อ. เป็นจำนวนมาก แสดงว่าพระครู อ. เป็นพระที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา ยิ่งไปกว่านั้น การที่พระครู อ. บวชเป็นพระภิกษุตลอดมา แสดงว่าพระครู อ. มีศรัทธาอุทิศตนเพื่ออยู่ในพุทธศาสนา ซึ่งมีวัดเป็นสถานรวมกิจกรรมของสงฆ์และการประกอบพิธีทางศาสนาของประชาชน การที่โจทก์เป็นผู้จัดการศพของพระครู อ. น่าจะไม่สอดคล้องกับความศรัทธาของประชาชนผู้เลื่อมใสเคารพนับถือแก่พระครู อ. จึงเป็นการสมควรที่วัดจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับสรีระสังขารของพระครู อ. ต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์หรือวัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับมรดกของผู้ตายมากที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบศพพระครู อ. ให้โจทก์เพื่อไปบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจตามประเพณี

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบศพพระครู อ. ให้แก่โจทก์เพื่อบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจตามประเพณี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระครู อ. ซึ่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ 25 ปี และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 ตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ 1 หลังจากพระครู อ. มรณภาพแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 เก็บรักษาศพไว้ที่วัดจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไปฌาปนกิจตามประเพณี

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระครู อ. ซึ่งถึงแก่มรณภาพขณะบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส และมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อพระครู อ. ถึงแก่มรณภาพ โจทก์ติดต่อขอรับสังขารของพระครู อ. เพื่อนำไปฌาปนกิจตามประเพณี แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ก่อนถึงแก่มรณภาพ พระครู อ. สั่งเสียบรรดาลูกศิษย์ว่าให้เก็บสังขารไว้ให้บรรพชนรุ่นหลังกราบสักการะ เนื้อหาแห่งคดีเป็นเรื่องสิทธิในการจัดการศพของผู้ตาย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จัดการศพผู้ตาย แม้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียง 2 ข้อว่า 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และ 2 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แต่การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โดยคดีต้องได้ความว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิจัดการศพผู้ตายหรือไม่ และในการวินิจฉัยชี้ขาดของศาลต้องพิจารณาฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งมวลที่ปรากฏในสำนวนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุคคลต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้มีหน้าที่จัดการศพผู้ตายหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมว่าก่อนถึงแก่มรณภาพพระครู อ. มีทรัพย์สินรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นมรดกตกทอดแก่วัดจำเลยที่ 1 เนื่องจากมิได้ร้องขอแก้ไขภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็มีผลเพียงว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ปรากฏขึ้นจากการกล่าวอ้างในคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ถูกต้องแท้จริงก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้ใดได้รับมรดกของผู้ตายมากที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จัดการศพผู้ตาย จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการชี้ขาดคดี ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 สมควรเป็นผู้จัดการศพพระครู อ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กรณีร้องขอเป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย ต้องปรากฏว่า ผู้ตายไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดก หรือตั้งบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ ทั้งทายาทก็ตกลงกันไม่ได้ที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ อำนาจและหน้าที่จัดการทำศพจึงตกได้แก่ผู้ที่ได้รับทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากที่สุด เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพระครู อ. มีทายาทเหลืออยู่เพียงคนเดียวคือโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้หนึ่งที่มีอำนาจหน้าที่จัดการศพของพระครู อ. ได้ แต่เมื่อตามสถานะของผู้ตายซึ่งได้บวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่อายุ 25 ปี และจำพรรษาอยู่ที่วัด ช. จังหวัดสิงห์บุรี เพียงระยะหนึ่งแล้วย้ายมาจำพรรรษาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 ตลอดมาจนถึงแก่มรณภาพเมื่ออายุ 75 ปี รวมเวลาที่อยู่ในสมณเพศนานถึง 50 พรรษา ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏจากพยานโจทก์ว่าหลังจากพระครู อ. ถึงแก่มรณภาพแล้ว ญาติพี่น้องของพระครู อ. รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันจัดงานสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 15 วัน โดยวัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแล้วบรรจุเก็บสังขารของพระครู อ. ไว้บำเพ็ญกุศลทุกวันพระเป็นเวลา 100 วันพระ และได้ความตามรายงานการประชุมเกี่ยวกับการจัดการศพพระครู อ. ว่า มีประชาชนศรัทธามาสักการะสังขารของพระครู อ. เป็นจำนวนมาก แสดงว่า พระครู อ. เป็นพระที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาจึงได้มีการเก็บสรีระสังขารไว้ในวัดจำเลยที่ 1 เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้สักการะบูชา ยิ่งไปกว่านั้น การที่พระครู อ. บวชเป็นพระภิกษุตลอดมา ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงชัดว่าพระครู อ. ได้มีศรัทธาอุทิศตนเพื่ออยู่ในพุทธศาสนา ซึ่งมีวัดเป็นสถานรวมกิจกรรมของสงฆ์และการประกอบพิธีทางศาสนาของประชาชน การที่โจทก์เป็นผู้จัดการศพของพระครู อ. น่าจะไม่สอดคล้องกับความศรัทธาของประชาชนผู้เลื่อมใสเคารพนับถือแก่พระครู อ. จึงเป็นการสมควรที่วัดจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับสรีระสังขารของพระครู อ. ต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์หรือวัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับมรดกของผู้ตายมากที่สุด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1649
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 87 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — วัด ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวิรัช ไตรพิทยากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2253/2563
#663409
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัท บ. ถูกศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง บริษัท บ. ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชำระแก่โจทก์ สิทธิของโจทก์เหนือทรัพย์พิพาทที่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท บ. นำมาตีใช้หนี้ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นอันสิ้นผลไปด้วย การที่จำเลยเอาทรัพย์พิพาทไปจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงจำเลยโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลชื่อบริษัท ม. ได้มอบอำนาจให้นายสมบัติ ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์และบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด มีข้อพิพาทกันเกี่ยวด้วยการบอกเลิกการเช่าที่ดินอันเป็นท่าเรือของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องขับไล่บริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่า พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากบริษัทดังกล่าว โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีทั้งในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.505/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างบริษัท ม. โจทก์ บริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด จำเลย ทรัพย์พิพาทในคดีนี้ คือ ล้อเลื่อน และรางเลื่อนสำหรับใช้ลากเรือขึ้นและลงเพื่อทำการซ่อม มีราคา 300,000 บาท เป็นทรัพย์หนึ่งในหลายรายการของบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในพื้นที่เช่าพิพาทเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง โดยไม่ได้ขนย้ายทรัพย์ออกไปจากสถานที่ยึด จำเลยในฐานะกรรมการบริษัทดังกล่าวถูกออกหมายจับในชั้นบังคับคดีขับไล่ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมในชั้นบังคับคดีแพ่ง บริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด และจำเลยตกลงที่จะนำทรัพย์ที่เจ้าพนักงานคดียึดไว้รวมทั้งทรัพย์พิพาทในคดีนี้ตีใช้หนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ขณะเดียวกันบริษัทดังกล่าวยังคงใช้สิทธิฎีกาต่อไป จากนั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 โจทก์ขอถอนการยึดทรัพย์ทั้งหมด โดยบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมในการถอนการยึด จำเลยในฐานะกรรมการบริษัทดังกล่าวขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากพื้นที่เช่า โดยจำเลยขนย้ายทรัพย์พิพาทด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสมบัติผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ทรัพย์พิพาทที่จำเลยลักไปนั้นโจทก์ได้มาโดยบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด และจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวนำทรัพย์พิพาทซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้มาตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์เมื่อปลายเดือนมกราคม 2560 ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7989/2561 ตามที่จำเลยแนบมาท้ายคำร้องขอต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ทราบผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินยกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้ข้อตกลงในการชำระหนี้ในคดีดังกล่าวตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าทรัพย์ที่จำเลยตกลงตีใช้หนี้แก่โจทก์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่งผลให้จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์คดีนี้ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอดังกล่าวของจำเลยต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมิได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขอดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งรวม โดยมิได้วินิจฉัยเหตุในคำร้องดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยยังคงฎีกาในประเด็นนี้โดยแนบคำพิพากษาศาลฎีกามาท้ายฎีกา และนำส่งสำเนาพร้อมสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาแล้วไม่แก้ฎีกา เท่ากับยอมรับข้อเท็จจริงว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7989/2561 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ยังไม่เลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากบริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด และพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ บริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาของศาลล่างในคดีแพ่งดังกล่าวที่ต้องชำระแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีทั้งขับไล่และบังคับชำระหนี้บริษัทบี เอส พี รีเรชั่นชิป จำกัด การที่บริษัทดังกล่าวและจำเลยนำทรัพย์พิพาทมาตีใช้หนี้แก่โจทก์ก็เป็นผลสืบเนื่องจากโจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งถูกแก้โดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว สิทธิของโจทก์เหนือทรัพย์พิพาทที่นำมาตีใช้หนี้จึงเป็นอันสิ้นผลไปด้วย ดังนั้น การที่จำเลยเอาทรัพย์พิพาทไปจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสกล ดาวกระจาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี วงศ์ขจรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2563
#662610
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า สัญญาจะซื้อจะขายในส่วนของที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงเป็นโมฆะเนื่องจากที่ดินสาธารณประโยชน์ไม่อาจซื้อขายกันได้ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายในส่วนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ได้ตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและวินิจฉัยไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงเป็นที่ชายตลิ่งที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 การมีหรือการได้สิทธิครอบครองในที่ดินจึงต้องอาศัยการยึดถือครอบครองตามความเป็นจริง หาอาจโอนกันได้ดังเช่นสิทธิครอบครองที่รัฐให้การรับรองสิทธิแล้วไม่ ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายในส่วนดังกล่าวได้ และเมื่อโจทก์ยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าว ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงไม่อาจฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงฐานลาภมิควรได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องลาภมิควรได้และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์ได้

สำหรับที่โจทก์ขออ้างส่งสำเนาคำฟ้อง แผนที่วิวาท สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 556/2560 ของศาลชั้นต้นเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานเพิ่มเติมนั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่โจทก์ขอให้ใช้ประกอบดุลพินิจของศาลฎีกาในข้อที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิครอบครองในที่ดินสาธารณประโยชน์สามารถโอนให้แก่กันได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องขออนุญาตระบุเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิสองแปลง คือที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 78 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 และท่าเทียบเรือที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวกับที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 39 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างท่าเทียบเรือซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลง คือ ใบรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบ้านเลขที่ 84/14 และบ้านเลขที่ 65 คำขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์ของบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 ใบอนุญาตก่อสร้างหรืออนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือ ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 กับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิสองแปลง และออกจากสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ ให้นำเงินค่าเสียหายดังกล่าวหักออกจากเงิน 360,000 บาท ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยทั้งสองก่อนจนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 673 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา ตามที่ปรากฏในสารบัญจดทะเบียนและส่งมอบการครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิสองแปลง คือ ที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 78 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84/14 กับบ้านเลขที่ 65 และสิ่งปลูกสร้างท่าเทียบเรือซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว กับที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 39 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างท่าเทียบเรือบนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลง คือ ใบรับชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 คำขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์ของบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 ใบอนุญาตก่อสร้างหรืออนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือ (ถ้ามี) แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิสองแปลง และออกจากสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 และท่าเทียบเรือซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นัดหมายให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้นำเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายไปหักออก ณ วันที่จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ก่อนด้วย โดยให้ถือวันดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการบังคับตามสิทธิของโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามผลคำพิพากษาต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ให้ส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝาก โดยตามสัญญาขายฝาก ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 2 งาน 78 ตารางวา ซึ่งมีบ้านเลขที่ 84/14 และเลขที่ 65 กับท่าเทียบเรือตั้งอยู่ และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 2 งาน 39 ตารางวา ซึ่งมีท่าเทียบเรือตั้งอยู่มาขายฝากแก่โจทก์ และในวันเดียวกันนั้นได้มีการจดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี สาขาท่าใหม่ โดยสัญญาขายฝากมีกำหนด 2 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครอง ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 2 งาน 78 ตารางวา และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 2 งาน 39 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หลังจากทำสัญญาขายฝากและสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา และไม่ยอมออกไปจากที่ดินทั้งสามแปลง โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ซึ่งคดีในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 673 นั้น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า สัญญาจะซื้อจะขายในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ไม่อาจซื้อขายกันได้ โจทก์ก็ย่อมมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายในส่วนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและวินิจฉัยไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้ ซึ่งตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงที่ตกลงซื้อขายกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากภาพถ่ายที่โจทก์อ้างส่งประกอบคำเบิกความว่า บริเวณที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นที่น้ำท่วมถึงเชื่อมต่อกับเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดไป มีสิ่งปลูกสร้างเป็นท่าเทียบเรือตั้งอยู่ มีเรือประมงขนาดค่อนข้างใหญ่จอดอยู่หลายลำ กับมีอาคารปลูกอยู่ติดกับท่าเทียบเรือ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่าที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่ชายตลิ่งซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่า ตามที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ชายตลิ่งที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 การมีหรือการได้สิทธิครอบครองในที่ดินจึงต้องอาศัยการยึดถือครอบครองตามความเป็นจริง หาอาจโอนกันได้ดังเช่นสิทธิครอบครองที่รัฐให้การรับรองสิทธิแล้วไม่ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายในส่วนดังกล่าวได้ และเมื่อโจทก์ยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าว ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงไม่อาจฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงฐานลาภมิควรได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องลาภมิควรได้และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์ได้ สำหรับที่โจทก์ขออ้างส่งสำเนาคำฟ้อง แผนที่วิวาท สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 556/2560 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกานั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่โจทก์ขอให้ใช้ประกอบดุลพินิจของศาลฎีกาในข้อที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิครอบครองในที่ดินสาธารณประโยชน์สามารถโอนให้แก่กันได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีแต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่โจทก์จะต้องขออนุญาตระบุเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ตามที่โจทก์ระบุในฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208 -ที่ 2209/2563
#663399
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การโดยชัดแจ้งยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งและร่วมกันสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับส่งมอบแก่โจทก์ แต่ปฏิเสธว่า มีการชำระหนี้การกู้ยืมเงินครั้งก่อน ๆ ไว้เกิน ซึ่งจะต้องนำมาหักกลบลบหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ จำเลยทั้งสามย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพื่อให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามฟ้อง แต่พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักรับฟังให้เป็นยุติสมแก่ภาระการพิสูจน์ตามคำให้การอันจะทำให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิด ส่วนประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น ในประเด็นนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คสองฉบับรวมยอดต้นเงิน 9,000,000 บาท จำเลยทั้งสามอ้างว่าชำระหนี้แล้วโดยการหักกลบ ภาระการพิสูจน์ในปัญหาข้อนี้จึงตกแก่จำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามนำสืบเพียงรวม ๆ ว่ามีการชำระหนี้โจทก์ไว้เกินจำนวนหนี้ แต่ไม่ชัดว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับใด จำนวนเท่าใด จึงยังฟังไม่ได้ตามที่จำเลยทั้งสามอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การทั้งสองสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 2 ฉบับ เป็นเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฉบับแรกลงวันที่ 9 เมษายน 2558 สั่งจ่ายเงินจำนวน 5,000,000 บาท และฉบับที่สองลงวันที่ 24 เมษายน 2558 สั่งจ่ายเงินจำนวน 4,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยทั้งสามส่งมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสดตามจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสองฉบับจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2559 โจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า เช็คพ้นกำหนดการจ่ายเงินตามเช็คและใบฝากเงิน ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องทั้งสองสำนวนหรือไม่ ประเด็นนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัว เป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จะต้องร่วมกันรับผิดตามเนื้อความแห่งเช็คพิพาททั้งสองฉบับ และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับรวมจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การทั้งสองสำนวนยอมรับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง และร่วมกันสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับส่งมอบแก่โจทก์เพื่อแลกเงินสดตามคำฟ้องทั้งสองสำนวน แต่ปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ยืมไว้เกินกว่าจำนวนหนี้ครั้งก่อน ๆ ซึ่งจะต้องนำมาหักกลบกับหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ จำเลยทั้งสามย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพื่อเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวน ซึ่งจำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2558 การชำระหนี้เกินยอดหนี้เพื่อให้โจทก์เห็นความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสาม และเงินที่ชำระหนี้เกินเปรียบเสมือนหลักประกันที่จำเลยทั้งสามให้ไว้กับโจทก์ การกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์มีข้อตกลงให้การชำระหนี้แต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องพยายามหาเงินมาชำระหนี้เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค้างชำระแก่โจทก์ เมื่อมีการเลิกกู้ยืมเงินโจทก์แล้วค่อยมาหักกลบลบหนี้กัน ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสามนับว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุและผล ผิดปกติวิสัยของวิถีทางธุรกิจแห่งการกู้ยืม พยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามนำสืบไม่มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติสมแก่ภาระการพิสูจน์ตามคำให้การทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปแล้ว อันจะเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนแก่โจทก์ ดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์นำสืบอ้างว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนหรืออัตราร้อยละ 36 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์นั้นคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 เมื่อดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะเท่ากับสัญญากู้ยืมหรือแลกเช็คเป็นเงินสดมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ ต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด จำเลยทั้งสามสามารถนำเงินจำนวนเงิน 6,055,536 บาท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเกินไปแก่โจทก์นำมาหักกลบลบหนี้กับเงินจำนวน 9,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่จำนวน 2,383,188 บาท เห็นว่า ในประเด็นนี้เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเฉพาะเช็ค 2 ฉบับ รวมยอดต้นเงินตามเช็ค 9,000,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การอ้างว่า ชำระหนี้แล้วโดยการหักกลบลบหนี้ ภาระการพิสูจน์ในปัญหาข้อนี้จึงตกแก่จำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามนำสืบเพียงรวม ๆ ว่ามีการชำระหนี้โจทก์ไว้เกินจำนวนหนี้ แต่ไม่ชัดว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับใด จำนวนเท่าใด จึงยังฟังข้อเท็จจริงไม่ได้ตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — บริษัท ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสิทธิพร ธีระโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2563
#645079
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นาย สามารถหรือหนุ่ม ขำปาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2204/2563
#644224
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ยุทธนาหรือเท่ หงษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2563
#663003
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่านาจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบ โดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนา พร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธาน คชก. ตำบล เพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายในสิบห้าวัน และถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก. ตำบล ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้" และมาตรา 54 วรรคแรก บัญญัติว่า "ถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 53 ไม่ว่านานั้นจะถูกโอนไปยังผู้ใด ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเช่าที่ดินอันจะได้รับความคุ้มครองนั้นจะต้องเป็นการเช่าที่ดินระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าโดยกำหนดวิธีการที่ผู้ให้เช่าต้องปฏิบัติว่า ผู้ให้เช่านาจะขายที่นาได้ก็ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายที่นาพร้อมทั้งระบุราคาที่จะขาย และวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธานคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) เพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สิทธิผู้เช่านาที่จะซื้อที่นาได้ก่อนบุคคลอื่นและหากผู้ให้เช่านามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าที่นานั้นจะโอนไปยังผู้ใด ผู้เช่านาย่อมมีสิทธิซื้อที่นาจากผู้รับโอนนั้นได้ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนรับซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมกับธนาคาร ก. แล้วผิดนัดชำระหนี้ จึงถูกธนาคาร ก. ฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9154/2542 และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. ได้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคาร ก. ระหว่างพิจารณาคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอายัดที่ดิน โดยห้ามมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อหรือมีผู้สนใจประมูลซื้อในราคาต่ำกว่าราคาที่พึงจะได้รับ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงรับโอนที่ดินพิพาทในราคา 28,868,000 บาท ซึ่งไม่น้อยกว่าราคาที่พึงจะได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่าย ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ต่อมาผู้ชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้นให้แก่กระทรวงการคลัง เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ หนี้สินและทรัพย์สินที่คงเหลือของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 และในวันเดียวกันกระทรวงการคลังได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ที่ดินพิพาทตกมาเป็นของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการขายที่ดินพิพาทของ ส. แต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยชอบ และจะถือว่า ส. มิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 วรรคแรก อันจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านนั้นตามมาตรา 54 วรรคแรกหาได้ไม่ แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำแขวงลำผักชี จะมีมติเห็นชอบให้ผู้ร้องมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้รับโอนได้ก็ตาม ก็หามีผลให้ผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวแต่ประการใดไม่ ดังนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำแขวงลำผักชีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิพากษาตามคำชี้ขาดของ คชก.แขวงลำผักชี ซึ่งถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 วรรคแรก ให้ผู้ร้องนำเงินจำนวน 22,264,210 บาท (ยี่สิบสองล้านสองแสนหกหมื่นสี่พันสองร้อยสิบบาท) มาวางศาลภายใน 30 วัน หากไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางภายในกำหนด ถือว่าผู้ร้องไม่ประสงค์ซื้อที่ดินพิพาท ให้ผู้คัดค้านนำโฉนดที่ดินทั้ง 21 ฉบับ มาวางศาลเพื่อให้ผู้ร้องขอรับไปจดทะเบียนโอน และรับเงินจำนวนดังกล่าว หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11814 ถึง 11818, 12711, 14270 ถึง 14277, 22381, 23516 และ 23522 ถึง 23524 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 19257 และ 19258 เนื้อที่ 88 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา มีชื่อนางสาวสายฝน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยนางสาวสายฝนให้ผู้ร้องเช่าทำนา นอกจากนี้ นางสาวสายฝนยังนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีต้นเงินจำนองจำนวน 75,000,000 บาท ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนภาระหนี้ของเจ้าของเดิมรวมทั้งที่ดินอันเป็นหลักประกันไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือ บสท. ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันดังกล่าวโดยปลอดการจำนอง แต่ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อหรือมีผู้สนใจประมูลซื้อน้อยกว่าราคาที่พึงจะได้รับ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนที่ดินพิพาทในราคา 28,868,000 บาท ซึ่งไม่น้อยกว่าราคาที่พึงจะได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่าย ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำแขวงลำผักชีครั้งที่ 1/2550 มีมติเห็นชอบให้ผู้ร้องมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้รับโอนได้ จากนั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ผู้ชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้กระทรวงการคลัง เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และทรัพย์สินที่คงเหลือของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 และในวันเดียวกันกระทรวงการคลังได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้องให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ประจำแขวงลำผักชีได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่านาจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนา พร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธาน คชก. ตำบล เพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายในสิบห้าวันและถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก. ตำบล ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้" และมาตรา 54 วรรคแรก บัญญัติว่า "ถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 53 ไม่ว่านานั้นจะถูกโอนไปยังผู้ใด ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเช่าที่ดินอันจะได้รับความคุ้มครองนั้นจะต้องเป็นการเช่าที่ดินระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าโดยกำหนดวิธีการที่ผู้ให้เช่าต้องปฏิบัติว่า ผู้ให้เช่านาจะขายที่นาได้ก็ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายที่นาพร้อมทั้งระบุราคาที่จะขาย และวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธานคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) เพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สิทธิผู้เช่านาที่จะซื้อที่นาได้ก่อนบุคคลอื่นและหากผู้ให้เช่านามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าที่นานั้นจะโอนไปยังผู้ใด ผู้เช่านาย่อมมีสิทธิซื้อที่นาจากผู้รับโอนนั้นได้ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนรับซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวสายฝนนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วผิดนัดชำระหนี้จึงถูกธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9154/2542 และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. ได้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างพิจารณาคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอายัดที่ดิน โดยห้ามมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อหรือมีผู้สนใจประมูลซื้อในราคาต่ำกว่าราคาที่พึงจะได้รับ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงรับโอนที่ดินพิพาทในราคา 28,868,000 บาท ซึ่งไม่น้อยกว่าราคาที่พึงจะได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่าย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ต่อมาผู้ชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้นให้แก่กระทรวงการคลัง เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ หนี้สินและทรัพย์สินที่คงเหลือของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 และในวันเดียวกันกระทรวงการคลังได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ที่ดินพิพาทตกมาเป็นของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการขายที่ดินพิพาทของนางสาวสายฝนแต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยชอบ และจะถือว่านางสาวสายฝนมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 วรรคแรก อันจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านนั้นตามมาตรา 54 วรรคแรก หาได้ไม่ แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำแขวงลำผักชี จะมีมติเห็นชอบให้ผู้ร้องมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้รับโอนได้ก็ตาม ก็หามีผลให้ผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวแต่ประการใดไม่ ดังนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำแขวงลำผักชี ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เดิมผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้น 50,000 บาท ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาท 152,230,000 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 152,230 บาท แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเพิ่มอีก 252,230 บาท รวมเป็น 302,230 บาท การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินเพียง 100,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินอีก 50,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมา 50,000 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 53 วรรคแรก ม. 54 วรรคแรก
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ม. 19
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุธี สระบัว
-
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2563
#663660
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า อาวุธปืนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะหยิบยกขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 209, 210, 217, 288, 289, 340, 340 ทวิ, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 150,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) ประกอบมาตรา 86, 83, 209 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี ถ้อยคำรับของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นซักถามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 9 เดือน คำให้การจำเลยที่ 3 ชั้นสอบสวนและถ้อยคำรับชั้นซักถามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี ริบปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร LUGER ชิ้นส่วนลูกกระสุนปืน ชิ้นส่วนขวดพลาสติกเผาไหม้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อออปโป้ หมายเลข 08 8776 xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง หมายเลข 08 6481 xxxx และซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8792 xxxx คืนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2205 xxxx แก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคสอง, 217, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับฐานร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสามในชั้นซักถามเบื้องต้น และในฐานะพยานและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 คงจำคุกในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทง (รวมทั้งโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคณะบุคคลใช้ชื่อขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย แบ่งแยกราชอาณาจักรและเพื่อยึดอำนาจการปกครองในส่วนของจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ในจังหวัดสงขลาบางส่วน แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐขึ้นใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ยิงนายปกรณ์ ผู้ตายที่ 1 และร่วมกันใช้อาวุธปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ยิงนายอุสมาน ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 23, 24 และ 28 มีนาคม 2560 มีการจับกุมจำเลยทั้งสามตามหมายจับคดีอาญา ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันก่อการร้าย พยายามฆ่าผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปล้นทรัพย์ วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร กระทำการเป็นอั้งยี่และซ่องโจร จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับว่า ตนทำหน้าที่ดูต้นทางให้แก่กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุจริง แต่ไม่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายได้กระทำความผิดข้อหาใดบ้าง พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่งปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืน และชิ้นส่วนกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด 5.56 มิลลิเมตร 15 ปลอก เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันและตรวจพบว่าเคยใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รวม 3 คดี ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร 5 ปลอก เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันและตรวจพบว่าใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รวม 11 คดี ส่งชิ้นส่วนขวดพลาสติกเผาไหม้ไปตรวจพิสูจน์พบคราบน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน้ำมันดีเซลติดอยู่ ตรวจหาสารพันธุกรรมจากผ้าขนหนูสีฟ้าซึ่งตรวจยึดจากช่องเก็บของภายในรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ฬบบ กรุงเทพมหานคร 329 พบสารพันธุกรรมแบบเดียวกับของจำเลยที่ 1 แพทย์ทำการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งสองแล้วทำรายงานผลการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งสองไว้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน (ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับนายอับดุลฮากัมร่วมกันวางแผนเพื่อทำการก่อการร้ายเลือกเป้าหมายร้านที่เกิดเหตุ โดยนายอับดุลฮากัมแจ้งว่า จะเป็นผู้หามือปืนเข้าก่อเหตุ แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นผู้ถืออาวุธปืนดังกล่าวติดตัว และไม่ทราบว่าคนร้ายคนใดมีอาวุธปืนชนิดใดติดตัวเข้าไปในที่เกิดเหตุ และคนร้ายคนใดเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองก็ตาม แต่จำเลยทั้งสามก็ย่อมคาดหมายได้ว่านายอับดุลฮากัมกับกลุ่มคนร้ายที่เข้าไปก่อเหตุ ย่อมจะต้องเตรียมอาวุธปืนหรืออาวุธประเภทอื่นติดตัวมาใช้ก่อเหตุตามที่นายอับดุลฮากัมเคยแจ้งให้ทราบ ประกอบกับจำเลยทั้งสามต่างก็เป็นสมาชิกของขบวนการก่อการร้าย เคยเข้าร่วมปฏิบัติการก่อเหตุความไม่สงบมาก่อนย่อมทราบดีว่า การก่อเหตุความไม่สงบในลักษณะนี้จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้ และพาอาวุธปืน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน (ขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (ขนาด 9 มิลลิเมตร) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรอีกกระทงหนึ่ง แต่ในส่วนที่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกัน ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 78 วรรคสาม เป็นบทหนักสำหรับผู้กระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าว หากนำไปใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มาตรา 313 มาตรา 337 มาตรา 339 หรือ มาตรา 340 ดังนั้น เมื่อฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นตัวการร่วมกันมีและร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าว (ขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร) เพื่อประสงค์อันเดียวกันในการร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 2 โดยร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืนชนิดนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2480 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามว่า อาวุธปืนที่จำเลยทั้งสามมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะหยิบยกขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางระวีวรรณ หงษ์ขจร โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2563
#643843
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นาย ธนวันต์ ธันยบูรณ์สิริ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2563
#645075
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พลพัฒน์ พนมเลิศมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2563
#644228
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดลำพูน
จำเลย — นาง ศศิรินทร์ ฉัตรอริยวงษ์ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2563
#656656
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 เป็นกรณีที่ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ แม้โจทก์ให้เงินอุดหนุนแก่ที่ทำการปกครองอำเภอบ้านโฮ่งเพื่อการดำเนินงาน "ศูนย์รวบรวมข้อมูลข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้างและการประสานงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ" ดังกล่าวก็ตาม ถือเป็นเงินงบประมาณของทางราชการ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ตั้งฎีกาเบิกเงินนำส่งให้แก่อำเภอบ้านโฮ่งแล้ว จึงอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของนายอำเภอบ้านโฮ่ง หากโจทก์เห็นว่า จำเลยทำให้โจทก์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในอำเภอบ้านโฮ่งเสียหาย ก็ชอบที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยดำรงตำแหน่งท้องถิ่นอำเภอบ้านโฮ่ง มีหน้าที่ปฏิบัติงานที่รับมอบหมายจากจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด อำนวยการประสานงาน ปฏิบัติงานในหน้าที่ของนายอำเภอและช่วยเหลือนายอำเภอในการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอบ้านโฮ่ง นายอำเภอบ้านโฮ่งอนุมัติทำหนังสือตกลงจ้างนางสาวจงกลนี และนางสาวชนินารถ ให้ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้านโฮ่ง โดยให้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจรับงานจ้าง หลังจากนั้นมีการจ่ายเงินค่าจ้าง มีการปรับปรุงห้อง และจำเลยขออนุมัติจัดซื้อวัสดุสำนักงาน วันที่ 9 ตุลาคม 2558 จำเลยทำรายงานผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ประจำปีงบประมาณ 2558 ถึงนายกเทศมนตรีตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เงินที่โจทก์ให้การอุดหนุนแก่ที่ทำการปกครองอำเภอบ้านโฮ่งเพื่อการดำเนินงานของศูนย์รวบรวมข้อมูลข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้างและการประสานงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ ถือเป็นเงินงบประมาณของทางราชการ เมื่อโจทก์ตั้งฎีกาเบิกเงินนำส่งให้แก่อำเภอบ้านโฮ่งแล้วจึงอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของนายอำเภอบ้านโฮ่ง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 นายอำเภอบ้านโฮ่งเป็นผู้อนุมัติทำหนังสือตกลงจ้างนางสาวจงกลนี และนางสาวชนินารถ ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้างและการประสานงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้านโฮ่ง โดยให้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจรับงานจ้าง และจำเลยขออนุมัติดำเนินการจัดซื้อวัสดุสำนักงานเพื่อใช้ในศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารการจัดซื้อจัดจ้างและการประสานงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้านโฮ่งประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งผู้ที่สั่งซื้อคือนายอำเภอบ้านโฮ่ง จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้จัดจ้างนางสาวจงกลนีและนางสาวชนินารถ และไม่ได้เป็นผู้จัดซื้อวัสดุสำนักงานตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนการจัดสถานที่ปรากฏตามภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการตามโครงการมาก่อนแล้ว หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท. 808.2/ว 74 ข้อ 9 และประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 63 ไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีในกรณีนี้ด้วย อย่างไรก็ตามหากมีการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้น หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0808.2/ว 74 ลงวันที่ 8 มกราคม 2553 ข้อ 11 ระบุว่า หากมีปัญหาข้อขัดข้องในการดำเนินงาน...ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายมีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 โจทก์โดยนายวีระพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ายาว ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 8 ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดลำพูน นายกรัฐมนตรี และวันที่ 14 ธันวาคม 2558 ได้ทำหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของจำเลยที่ดำเนินโครงการส่อไปในทางทุจริตแล้ว ประกอบกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ ซึ่งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ายาวโดยตรง หากโจทก์เห็นว่าจำเลยทำให้โจทก์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในอำเภอบ้านโฮ่งได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ข้อกล่าวอ้างอื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ายาว
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2089/2563
#643794
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระนอง
จำเลย — นาย กาล กินแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2563
#644226
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย สุฮัยมี หรือมะ สมาแอ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079/2563
#656682
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเจ้าของภารยทรัพย์มีความผูกพันต้องยอมรับกรรมหรืองดใช้สิทธิบางอย่างในที่ดินของตนเองส่วนที่จดทะเบียนเป็นทางเดินและทางรถยนต์แก่โจทก์ จำเลยไม่อาจประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1390 การที่จำเลยก่อสร้างหลังคาโรงจอดรถรุกล้ำแนวทางภาระจำยอม แม้โจทก์ได้ใช้ที่ดินที่ทางราชการกันไว้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิสร้างหลังคาโรงจอดรถยื่นออกมารุกล้ำทางภาระจำยอมได้ การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยรื้อถอนโครงหลังคาเฉพาะส่วนที่รุกล้ำทางภาระจำยอมได้

การที่โจทก์ประกอบธุรกิจในที่ดินโฉนดเลขที่ 19922 และโจทก์ให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งใช้บริการในที่ดินดังกล่าวมาใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของจำเลยด้วย อันเป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิที่จะทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 และมาตรา 1389 แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น หาทำให้สิทธิในการใช้ทางภาระจำยอมของโจทก์สิ้นไปไม่

ส่วนการที่โจทก์ใช้ทางที่ติดกับลำห้วยมะลิเป็นทางเข้าออกด้วยนั้น ก็ได้ความว่า โจทก์ยังคงใช้ทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 อยู่ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 บัญญัติว่า ถ้าภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมนั้นสิ้นไป แต่ถ้าความเป็นไปมีทางให้กลับใช้ภาระจำยอมได้ไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมนั้นกลับมีขึ้นอีก แต่ต้องยังไม่พ้นอายุความที่ระบุไว้ในมาตราก่อน ซึ่งคำว่า ภาระจำยอมหมดประโยชน์นั้นหมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้น ก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะใช้ทางที่ติดกับลำห้วยมะลิเป็นทางเข้าออกด้วยก็หาทำให้ทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของจำเลยที่มีอยู่แล้วสิ้นไปไม่ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินเลขที่ 19778 ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อหลังคาที่สร้างตลอดแนวทางภาระจำยอมและรื้อกำแพงอิฐบล็อกกว้าง 2 เมตร สูงประมาณ 2.5 เมตร ที่จำเลยก่อสร้างปิดกั้นทางภาระจำยอม เพื่อเปิดทางเดินทางรถยนต์ให้โจทก์เข้าออกสู่ถนนสาธารณะ หากไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดรายได้เป็นเงินจำนวน 750,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ให้เป็นพับ แต่ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนโครงหลังคากันแดดเฉพาะส่วนที่รุกล้ำทางภาระจำยอมส่วนที่ระบายสีดำตามแผนที่พิพาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 14,800 บาท ที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนของฟ้องและฟ้องแย้งที่ไม่ได้สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 19922 เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 เนื้อที่ 1 งาน 28 ตารางวา โดยจำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากนางพรรณี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 ขณะที่ดินเป็นของนางพรรณี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 นางพรรณีจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 ของโจทก์ เรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวตลอดแนวทางด้านทิศใต้ของที่ดินของนางพรรณี เมื่อจำเลยซื้อที่ดินจากนางพรรณีแล้ว วันที่ 24 สิงหาคม 2555 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเรื่องแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางภาระจำยอมโดยเพิ่มเติมเรื่องสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 ของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยสร้างอิฐบล็อกกั้นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 และที่ดินของจำเลย โดยต่อเติมกำแพงอิฐบล็อกเดิมออกมาและสร้างโครงหลังคากันแดดเพื่อใช้จอดรถยนต์ในที่ดินของจำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามสำเนาโฉนดเลขที่ 13578 สำเนาโฉนดเลขที่ 19778 และแผนที่พิพาทว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 ของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โดยเฉพาะด้านทิศใต้ติดลำห้วยมะลิและที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของนางพรรณี ในปี 2538 โจทก์จึงทำข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมกับนางพรรณีให้โจทก์ได้ภาระจำยอมทางเดินและทางรถยนต์กว้าง 2 เมตร ยาว 24.40 เมตร บนที่ดินของนางพรรณีด้านทิศใต้เพื่อโจทก์สามารถใช้เป็นทางออกสู่ถนนสุวรรณประสาทได้ ต่อมาปี 2544 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 จากนางพรรณี จำเลยจึงต้องผูกพันรับกรรมหรืองดการใช้สิทธิในที่ดินภารยทรัพย์ส่วนที่จดทะเบียนภาระจำยอมแก่โจทก์ กับเมื่อปี 2555 จำเลยก็ได้จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงภาระจำยอม โดยเพิ่มเรื่องสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ด้วย แต่ในความเป็นจริงที่ดินของโจทก์มิได้อยู่ติดชิดลำห้วยมะลิทีเดียว โดยทางราชการได้กันที่ดินระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยกับลำห้วยมะลิไว้ ทางออกจากที่ดินของโจทก์ไปถนนสุวรรณประสาทส่วนหนึ่งจึงเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินของจำเลย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นที่ดินติดลำห้วยมะลิ ที่ทางราชการกันไว้ อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยเจ้าของภารยทรัพย์มีความผูกพันต้องยอมรับกรรมหรืองดใช้สิทธิบางอย่างในที่ดินของตนเองส่วนที่จดทะเบียนเป็นทางเดินและทางรถยนต์แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่อาจประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 นายเกียรติพงศ์ นายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาพระพุทธบาท พยานโจทก์เบิกความว่า ที่ดินที่เป็นทางภาระจำยอมอยู่ระหว่างหลักไม้หรือหลักหมุด ลม.1 ลม.2 ลม.4 และ ลม.5 ตามแผนที่พิพาท โดยบริเวณที่เป็นหลังคาจะเป็นจุด ลม.4 ถึงมุมหลังคา 1 และมุมหลังคา 2 บริเวณเนื้อที่ดินของที่ดินตามแนว ลม.1 ลม.2 ลม.4 และ ลม.5 มีเนื้อที่ทั้งหมด 12 ตารางวา บริเวณปลายหลังคาโรงจอดรถจุดที่เป็นมุมหลังคา 1 กับมุมหลังคา 2 มีความกว้างประมาณ 1.5 เมตร ที่ล้ำแนวเขตภาระจำยอม นายเกียรติพงศ์ พยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงในคดีเนื่องจากปฎิบัติหน้าที่ จึงเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนายเกียรติพงศ์มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยก่อสร้างหลังคาโรงจอดรถรุกล้ำแนวทางภาระจำยอม ซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้ การที่โจทก์ได้ใช้ที่ดินริมลำห้วยมะลิที่ทางราชการกันไว้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะด้วย เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับทางราชการ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิสร้างหลังคาโรงจอดรถยื่นออกมารุกล้ำทางภาระจำยอมได้ การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันกระทบสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยรื้อถอนโครงหลังคาเฉพาะส่วนที่รุกล้ำทางภาระจำยอมได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเบิกความรับว่า โจทก์ประกอบกิจการหอพักและโรงยิมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19922 และโจทก์ให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งใช้บริการในที่ดินดังกล่าวมาใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของจำเลยด้วย อันเป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิที่จะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และมาตรา 1389 แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น หาทำให้สิทธิในการใช้ทางภาระจำยอมของโจทก์สิ้นไปไม่ ส่วนการที่โจทก์ใช้ทางที่ติดกับลำห้วยมะลิเป็นทางเข้าออกด้วยนั้น ก็ได้ความว่า โจทก์ยังคงใช้ทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินโฉนดเลขที่ 13578 อยู่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 บัญญัติว่า ถ้าภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมนั้นสิ้นไป แต่ถ้าความเป็นไปมีทางให้กลับใช้ภาระจำยอมได้ไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมนั้นกลับมีขึ้นอีก แต่ต้องยังไม่พ้นอายุความที่ระบุไว้ในมาตราก่อน ซึ่งคำว่า ภาระจำยอมหมดประโยชน์นั้นหมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้น ก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะใช้ทางที่ติดกับลำห้วยมะลิเป็นทางเข้าออกด้วยก็หาทำให้ทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19778 ของจำเลยที่มีอยู่แล้วสิ้นไปไม่ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 ดังที่จำเลยฎีกามา กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินเลขที่ 19778 ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง จำเลยฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยรื้อถอนโครงหลังคากันแดดเฉพาะส่วนที่รุกล้ำทางภาระจำยอมและขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้องแย้งของจำเลย ถือเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแบบคดีไม่มีทุนทรัพย์ในส่วนของคำฟ้อง 200 บาท และฟ้องแย้ง 200 บาท รวมเป็นเงิน 400 บาท แต่จำเลยเสียมา 30,100 บาท จึงเห็นควรให้คืนเงินส่วนที่เสียเกินมาจำนวน 29,700 บาท แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 29,700 บาท ที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาส่วนที่ไม่ได้สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1388 ม. 1389 ม. 1390 ม. 1400
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายทวีสิทธิ์ สำรวมจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2563
#680823
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคาร ม. ให้แก่ธนาคาร ก. กำหนดการโอนกิจการ ให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของโจทก์โดยให้ดูแลลูกหนี้เจ้าหนี้นั้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วนและให้ทำหนังสือสัญญาก่อนดำเนินการโอน หนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับธนาคาร ก. ก็ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงรับโอนสินทรัพย์และหนี้สิน ส่วนในเรื่องพนักงานของโจทก์นั้นตามข้อ 4 ก็เพียงแต่ระบุว่า "ก." ยินดีรับพนักงานของโจทก์ทุกคนที่สมัครใจทำงานกับ "ก." หรือบริษัทในเครือ หลักเกณฑ์ และหรือเงื่อนไขในการจ้าง "ก." จะพิจารณาตามความเหมาะสม ย่อมแสดงให้เห็นว่าโครงการโอนกิจการดังกล่าวโจทก์โอนเฉพาะสินทรัพย์และหนี้สินแก่ธนาคาร ก. เท่านั้น ส่วนในเรื่องพนักงานของโจทก์ เป็นกรณีที่พนักงานโจทก์แต่ละรายจะต้องดำเนินการต่อไปและสมัครใจที่จะเป็นพนักงานของธนาคาร ก. ภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ธนาคารผู้รับโอนพิจารณาก่อน จึงจะถือว่าเป็นพนักงานของธนาคาร ก. ดังนั้น สิทธิความเป็นนายจ้างของโจทก์กับพนักงานโจทก์จึงหาได้โอนไปยังธนาคารผู้รับโอนด้วยไม่ ยิ่งพิจารณาจากตำแหน่งของจำเลยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการโจทก์ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง จึงเป็นที่ชี้ชัดว่าจำเลยไม่ได้โอนไปเป็นพนักงานของธนาคาร ก. ดังนั้น สิทธิหน้าที่ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีอยู่ต่อกันเช่นใดก็ยังคงเป็นไปตามนั้น หากจำเลยกระทำการไม่ถูกต้องในระหว่างที่เป็นลูกจ้าง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ การที่โจทก์ฟ้องว่าระหว่างทำงานจำเลยทุจริต ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการให้สินเชื่อของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง และเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้าง ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคำฟ้องของโจทก์บรรยายให้เห็นชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเป็นคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหาร มีอำนาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและต่ออายุสัญญาให้สินเชื่อแก่ลูกค้าภายในวงเงินที่จำกัด แต่จำเลยอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าของโจทก์เกินกว่าอำนาจของตน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย และคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับของโจทก์ ในส่วนเรื่องการอนุมัติสินเชื่อของจำเลยเป็นการอนุมัติเร่งด่วนหรือไม่ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในเอกสารท้ายคำฟ้องหรือไม่ อำนาจหน้าที่ระหว่างผู้บริหารระดับสูงของโจทก์กับจำเลยมีขั้นตอนปฏิบัติอย่างไร จำเลยทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างอย่างไร ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เป็นเพียงรายละเอียดที่ศาลแรงงานกลางอาจหาข้อเท็จจริงดังกล่าวได้จากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม คดีนี้ เมื่อคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และคดีอาญาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำเดียวกัน ประกอบกับคำฟ้องโจทก์ที่ว่าระหว่างทำงานจำเลยทุจริตปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบด้วยกฎหมายและคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการให้สินเชื่อของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,351,675,616.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,198,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,198,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณดังกล่าวถึงวันฟ้อง (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557) ต้องไม่เกินจำนวนตามคำขอในคำฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3712/2561 ซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.1/2556 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.20/2558 ของศาลแพ่ง อันเป็นคดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และการกระทำ อันเป็นมูลเหตุในการยื่นคำร้องนั้นเป็นการกระทำเดียวกันกับมูลเหตุในคดีนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทธนาคาร ม. จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2513 ลาออกในปี 2541 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองกรรมการผู้จัดการ โจทก์มีคำสั่งที่ 10/2531 เรื่อง คู่มือการปฏิบัติงานสาขา และคำสั่งคณะกรรมการบริหาร ที่ 2/2534 เรื่อง การพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2532 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศ เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ และวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งแจ้งเตือนเรื่องการให้สินเชื่อเพื่อการซื้อขายหุ้นเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ขณะจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหาร มีอำนาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อทุกประเภทที่ปรากฏในงบดุลและนอกงบดุลรวมวงเงินไม่เกินบุคคลละ 120 ล้านบาท โดยสินเชื่อที่ปรากฏในงบดุลต้องไม่เกินบุคคลละ 60 ล้านบาท รวมถึงการอนุมัติต่อสัญญาการให้สินเชื่อภายในวงเงินดังกล่าว สินเชื่อที่เกินวงเงินให้เสนอคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณา แบบพิมพ์ที่ขอใช้สินเชื่อ ประกอบด้วยคำขออนุมัติสินเชื่อและใบขวาง (ใบสั่งการให้สินเชื่อหรือใบเสนอสินเชื่อ) วันที่ 19 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จำเลย นายอุทัย และนายมาโนช ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารร่วมกันลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์คำขออนุมัติสินเชื่อและใบขวางที่มีการทำเครื่องหมายในกรอบสี่เหลี่ยมหน้าข้อความ "อนุมัติ" ในการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้กลุ่มของนายสุเทพ รวม 8 บัญชี เป็นเงิน 5,195,000,000 บาท โดยคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารอนุมัติเกินวงเงินที่กำหนดและให้ลูกค้าเบิกเงินใช้ก่อนที่คณะกรรมการบริหารอนุมัติ ซึ่งการอนุมัติครั้งหลังจากนั้น ลูกค้าดังกล่าวมีหนี้ค้างชำระเป็นจำนวนมาก ไม่อาจชำระหนี้ครั้งก่อนได้ตามกำหนด ทั้งการกู้ก็เพื่อนำไปใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยลูกค้ามียอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 4,198,000,000 บาท อันเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ และไม่เป็นไปตามคำสั่งคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 2/2534 เรื่องการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อ จากการกระทำดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีอาญาแต่จำเลยหลบหนี ศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับจำเลยในวันที่ 25 ธ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (2)
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 448 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ. หรือ ธนาคาร ม.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
-
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2563
#663405
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคสอง บัญญัติว่า หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ให้ผู้รับฝากคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท ประกอบคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้ตาย ระบุว่า "เมื่อธนาคารทราบว่าผู้ฝากถึงแก่กรรมจะงดจ่ายเงินของผู้ฝากทันที ผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดกของผู้ฝากมีสิทธิที่จะรับเงินฝากคืนโดยนำสมุดคู่ฝากหรือใบรับฝากและหลักฐานต่าง ๆ ที่ธนาคารต้องการมาพิสูจน์จนเป็นที่พอใจแก่ธนาคาร จึงจะจ่ายคืนเงินให้" ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงเป็นทายาทโดยธรรม ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลจังหวัดราชบุรีให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและได้นำหลักฐานอื่น ๆ พิสูจน์ตนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทั้งทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนหนังสือระเบียบปฏิบัติงานเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่เจ้าของบัญชีถึงแก่กรรมของจำเลย ที่จำเลยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกของเจ้าของบัญชีที่ถึงแก่ความตายซึ่งมีเงินฝากในบัญชีเกิน 50,000 บาท ต้องแสดงหนังสือรับรองว่าคดีที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกนั้นถึงที่สุดแล้วนั้นเป็นระเบียบภายในของจำเลยที่เพิ่มเติมขึ้นมาเอง เพื่อความรอบคอบในการตรวจสอบของจำเลยเองเท่านั้น ซึ่งเป็นระเบียบที่ขัดต่อสภาพความเป็นจริง กล่าวคือ หากต้องมีหนังสือรับรองคดีที่ถึงที่สุดมาแสดงด้วยเช่นนี้กรณีทายาทโดยธรรมไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาล ย่อมไม่อาจขอคืนเงินได้เลย อันเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากโดยไม่จำเป็น อีกทั้งผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยอันจะถือว่าผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากผูกพันตามคำขอเปิดบัญชีของผู้ตายไม่ได้ ระเบียบปฏิบัติภายในดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ฝากและทายาทของผู้ฝาก การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินฝากของผู้ตายให้แก่โจทก์เป็นการกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจึงต้องคืนเงิน 2,339,820.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,343,666.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,339,820.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์ ผู้ตาย ก่อนตายผู้ตายเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลย สาขาประตูน้ำและสาขาสวนผึ้ง รวม 2 บัญชี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปติดต่อจำเลย สาขาประตูน้ำ เพื่อขอปิดบัญชีและเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้ตายทั้ง 2 บัญชี ซึ่งในขณะนั้นมีเงินของผู้ตายในบัญชีสาขาประตูน้ำจำนวน 2,233,681.80 บาท และสาขาสวนผึ้ง จำนวน 106,138.62 บาท แต่จำเลยสาขาประตูน้ำ ไม่คืนเงินฝากทั้ง 2 บัญชีให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่มีหนังสือรับรองว่าคดีที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายถึงที่สุดแล้วมาแสดง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินฝากของผู้ตายให้แก่โจทก์เป็นการกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคสอง บัญญัติว่า หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ให้ผู้รับฝากคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท ประกอบคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้ตาย ข้อ 13 ระบุว่า "เมื่อธนาคารทราบว่าผู้ฝากถึงแก่กรรมจะงดจ่ายเงินของผู้ฝากทันที ผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดกของผู้ฝากมีสิทธิที่จะรับเงินฝากคืน โดยนำสมุดคู่ฝากหรือใบรับฝากและหลักฐานต่าง ๆ ที่ธนาคารต้องการมาพิสูจน์จนเป็นที่พอใจแก่ธนาคาร จึงจะจ่ายคืนเงินให้" ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงเป็นทายาทโดยธรรม ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลจังหวัดราชบุรีให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและได้นำหลักฐานอื่น ๆ พิสูจน์ตนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทั้งทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนหนังสือระเบียบปฏิบัติงานเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่เจ้าของบัญชีถึงแก่กรรมของจำเลย ที่จำเลยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกของเจ้าของบัญชีที่ถึงแก่ความตายซึ่งมีเงินฝากในบัญชีเกิน 50,000 บาท ต้องแสดงหนังสือรับรองว่าคดีที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกนั้นถึงที่สุดแล้วนั้นเป็นระเบียบภายในของจำเลยที่เพิ่มเติมขึ้นมาเอง เพื่อความรอบคอบในการตรวจสอบของจำเลยเองเท่านั้น ซึ่งเป็นระเบียบที่ขัดต่อสภาพความเป็นจริง กล่าวคือ หากต้องมีหนังสือรับรองคดีที่ถึงที่สุดมาแสดงด้วยเช่นนี้กรณีทายาทโดยธรรมไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาล ย่อมไม่อาจขอคืนเงินได้เลย อันเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากโดยไม่จำเป็น อีกทั้งผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยอันจะถือว่าผู้ฝากและทายาทของผู้ฝากผูกพันตามคำขอเปิดบัญชีของผู้ตาย ข้อ 8.7 ไม่ได้ ระเบียบปฏิบัติภายในดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ฝากและทายาทของผู้ฝาก การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินฝากของผู้ตายให้แก่โจทก์เป็นการกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจึงต้องคืนเงิน 2,339,820.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,339,820.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 665
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ว.
จำเลย — บริษัทธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ประมวญ รักศิลธรรม
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2563
#656681
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในบ้านโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์ไม่ได้มีระดับสูงกว่าถนนหน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์ไม่ได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้าง โครงสร้างโดยรวมของบ้านยังมั่นคงแข็งแรงและย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า หากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย หรือหากได้รับความเสียหายก็จะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง

ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษนั้น จำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน ทำการจัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยที่ดินและบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสองมีราคาสูง แต่จำเลยทั้งสองถมดินปรับระดับถนนในโครงการ และพื้นดินในโครงการ รวมถึงพื้นดินบริเวณบ้านโจทก์ มีระดับต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการ ไม่เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยทั้งสองจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินและบ้านมาตั้งแต่แรก มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงสมควรบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,065,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองปรับปรุงแก้ไขระบบสาธารณูปโภคให้มีมาตรฐานและสามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน จัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 36349 เลขที่ดิน 362 จากจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยน้ำท่วมหมู่บ้านในโครงการคาซ่า วิลล์ ราชพฤกษ์ – รัตนาธิเบศร์ 2 และน้ำท่วมเข้าไปภายในบ้านโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการถมที่ดินตกอยู่แก่โจทก์หรือจำเลยทั้งสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภคยังคงเป็นไปตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการสืบพยานคดีแพ่งทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และบทสันนิษฐานความรับผิดต่าง ๆ ในกฎหมายสารบัญญัติ เว้นแต่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 จะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ดังเช่น ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำฟ้อง ต่อมาประมาณต้นเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในตัวบ้านโจทก์ เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์มิได้มีระดับสูงกว่าถนนราชพฤกษ์หน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรรเป็นเหตุให้โจทก์ได้ความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์มิได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้างทั้งในส่วนของงานฐานรากและโครงสร้างสภาพโดยรวมของบ้านยังมั่นคง แข็งแรง และสามารถใช้ประโยชน์พักอาศัยได้เป็นอย่างดี และย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควรเท่านั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านโจทก์เกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในหลายจังหวัดทั่วประเทศรวมถึงอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า จากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องถมที่ดินภายในโครงการจัดสรรที่ดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการซึ่งคือถนนราชพฤกษ์ และในช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเป็นเหตุให้บ้านโจทก์ตามคำฟ้องได้รับความเสียหาย ดังนั้นในเบื้องต้นย่อมทำให้เข้าใจว่าหากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหายหรือหากได้รับความเสียหายจะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว แต่เหตุน้ำท่วมในช่วงเดือนตุลาคม 2554 เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงเกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างขึ้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า สภาพของบ้านมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อมกาลเวลาและการใช้งานตามสมควร โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า สภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่ก่อสร้าง ณ วันก่อนการก่อสร้างโครงการ ชั้นดินด้านบนเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนถึงอ่อนมากที่มีความหนากว่า 10 เมตร เป็นชั้นดินที่ก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร เป็นชั้นดินเหนียวอ่อนถึงอ่อนมากที่มีความหนากว่า 10 เมตร ก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ปรับปรุงพื้นดินภายในโครงการพิพาทต่ำกว่าถนนสาธารณะ (ถนนราชพฤกษ์) ไม่ตรงตามแบบของโครงการจัดสรรที่ดินที่จำเลยที่ 2 ขออนุญาต หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงเกิดเหตุ เกิดอุทกภัยร้ายแรงในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งรวมถึงอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อันเป็นที่ตั้งของโครงการจัดสรรที่ดินตามคำฟ้อง และมีน้ำท่วมถนนราชพฤกษ์ในความสูง 70 เซนติเมตร ซึ่งภาพถ่าย ก็ไม่ปรากฏชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าระดับความสูงของน้ำจากบริเวณไหล่ทางจะมีความสูงถึง 70 เซนติเมตร ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง กลับปรากฏจากภาพถ่าย ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าเจ้าของบ้านภายในโครงการจัดสรรต่างนำรถยนต์มาจอดหนีน้ำท่วมบริเวณริมถนนราชพฤกษ์ซึ่งเป็นบริเวณไหล่ทางด้านหน้าโครงการจัดสรร พยานหลักฐานในสำนวนจึงยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่าระดับความสูงของน้ำท่วมในขณะเกิดเหตุมีความสูงเท่าใด และมีความสูงถึง 70 เซนติเมตร ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ นอกจากนี้ที่จำเลยทั้งสองนำสืบกล่าวอ้างว่า สภาพทางธรณีวิทยาของโครงการ ชั้นดินด้านบนเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนถึงอ่อนมากที่มีความหนากว่า 10 เมตร และได้มีการอัดดินหนาประมาณ 2 ถึง 3 เมตร โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำการสำรวจชั้นดินในปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่ทำการก่อสร้างด้วย หากเป็นจริงตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบดังกล่าว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินจึงน่าจะต้องทราบถึงสภาพทางธรณีวิทยาของดินว่าที่ดินดังกล่าวเป็นดินเหนียวอ่อนมีความหนากว่า 10 เมตร และมีระดับที่ต่ำกว่าถนนสาธารณะมากกว่า 2 เมตร และการถมดินดังกล่าวจะทำให้เกิดการทรุดตัวมาแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องคำนึงถึงสภาพปัญหาดังกล่าวโดยหาทางป้องกันด้วยการบดอัดที่ดินภายในโครงการให้มีความหนาแน่นเพื่อป้องกันการทรุดตัวของที่ดินหรือปลูกสร้างตัวบ้านบนเสาเข็มที่สูงกว่าถนนนอกหรือภายในโครงการมากกว่าที่ออกแบบไว้ การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถมดินในโครงการจัดสรรดังกล่าวมีระดับความสูงกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรเพียง 5 เซนติเมตร จากระดับไหล่ทางและต่อมาเกิดการทรุดตัวเพราะปัจจัยดังกล่าวในระดับแนวดิ่งถึง 17 เซนติเมตร ทำให้ระดับพื้นดินของถนนภายในโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าวมีระดับต่ำกว่าถนนราชพฤกษ์ซึ่งเป็นถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรร 12 เซนติเมตร เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมขังนั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และปรากฏจากแบบของโครงการจัดสรรที่ดินที่จำเลยที่ 2 ขออนุญาตว่า จำเลยที่ 2 จะทำการถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นดินบริเวณที่ดินที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกัน โดยมีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะ แต่กลับปรากฏตามรูปตัดแสดงดินถมว่าระดับพื้นดินภายในโครงการจัดสรรที่ดินมีระดับที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ถมดินให้มีระดับความสูงกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรตามแบบของโครงการจัดสรรที่ดินที่จำเลยที่ 2 ขออนุญาตและตามคำพรรณนา แม้จะปรากฏตามสำนวนว่าในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมสูงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ซึ่งรวมถึงบริเวณโครงการจัดสรรตามฟ้องก็ตาม แต่หากจำเลยที่ 2 ทำการถมดินและก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นไปตามมาตรฐานและตามคำพรรณนาแล้วก็จะสามารถป้องกันความเสียหายดังกล่าวหรือบรรเทาความเสียหายได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุการณ์น้ำท่วมมิได้เกิดจากการที่ระดับของพื้นผิวถนนที่มีการถมต่ำว่าถนนสาธารณะเพียงอย่างเดียว จำเลยที่ 2 ทำการปรับปรุงพื้นดินภายในโครงการพิพาทไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะ (ถนนราชพฤกษ์) บริเวณหน้าโครงการแล้ว นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนครบถ้วนแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองนำสืบว่า โจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนตัวบ้าน คือ ห้องน้ำชั้นล่าง ห้องโถง ห้องน้ำห้องโถง ห้องแพนทรี่ ห้องครัว ภายนอกบ้าน ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้าน และทรัพย์สินอื่น ๆ ต้องทำการแก้ไขด้วยการดีดบ้าน ค่าใช้จ่ายหลังจากการยกบ้าน การซ่อมแซมระบบระบายน้ำ สวน ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ ค่าเสียหายเป็นค่าเช่าบ้านระหว่างไม่มีที่พัก และค่าเสียหายอื่น ๆ รวมเป็นเงิน 3,040,350 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในจำนวนดังกล่าวจริง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า ในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งรวมถึงบริเวณโครงการจัดสรรตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 2 จะสร้างบ้านได้มาตรฐานและเป็นไปตามคำพรรณนาแล้วหรือไม่ก็ตาม ความเสียหายดังกล่าวน่าเชื่อว่าก็ยังเกิดแก่โจทก์อยู่เช่นเดิม เพียงแต่ความเสียหายจะไม่มากเท่าที่ปรากฏตามคำฟ้อง ดังนั้น ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 2 สร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามคำพรรณนาเพียงอย่างเดียว เมื่อพิจารณาถึงความเสียหายทั้งหมดแล้ว จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 โดยมีกรรมการบางคนเป็นคนเดียวกัน และจำเลยที่ 1 ได้มีการออกหนังสือ โดยกล่าวในทำนองว่าจำเลยที่ 2 เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าว่า Q House และมีการออกเอกสารการโฆษณาร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป้ายโฆษณาของจำเลยที่ 2 ก็ยังมีเครื่องหมายการค้า Q House ของจำเลยที่ 1 การระบุถึงเว็บไซต์ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ว่า www.qh.co.th ซึ่งคือเว็บไซต์เดียวกันกับของจำเลยที่ 1 แม้ในการทำสัญญาซื้อขาย และสัญญาจองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมฟังได้โดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจโครงการจัดสรรตามคำฟ้องโดยต่างมีประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองปรับปรุงแก้ไขระบบสาธารณูปโภคให้มีมาตรฐานและสามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจัดทำสาธารณูปโภคไม่ได้มาตรฐานอย่างไร และคำขอของโจทก์ไม่ชัดแจ้งว่าจะให้จำเลยทั้งสองปรับปรุงสาธารณูปโภคในส่วนใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับคำขอในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน ทำการจัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยที่ดินและบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสองมีราคาสูงแต่จำเลยทั้งสองถมดินปรับระดับถนนในโครงการและพื้นดินในโครงการรวมถึงพื้นดินบริเวณบ้านโจทก์มีระดับต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการ (ถนนราชพฤกษ์) รวมทั้งพื้นบ้านชั้นที่หนึ่งของโจทก์มีระดับต่ำกว่าตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินและบ้านในโครงการคาซ่า วิลล์ ราชพฤกษ์ – รัตนาธิเบศร์ 2 มาตั้งแต่แรก มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่คำนึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงสมควรบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ด้วย โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่โจทก์ได้รับตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นเป็นเงิน 500,000 บาท

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท อันเป็นค่าเสียหายที่แท้จริงที่โจทก์ได้รับ (ไม่รวมค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ) นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสามชั้นศาลรวม 50,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 29 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แพทย์หญิง ญ.
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสุพิชญ์ กรอบคำ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ประมวญ รักศิลธรรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา