คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2563
#662614
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 บัญญัติว่า "เงินที่ได้จากการขายตามมาตรา 61 นั้น ให้หักใช้ค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพันอย่างอื่นอันค้างชำระแก่กรมศุลกากรเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่าง ๆ อันสมควรจะได้และค้างชำระแก่ตัวแทนของเรือที่นำของเข้ามา เมื่อได้หักเช่นนี้แล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าของจะได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเจตนาให้จัดสรรเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างเพื่อชำระหนี้ที่เป็นประโยชน์อันเกี่ยวข้องกับของตกค้างไว้ 4 รายการ รายการที่หนึ่งค่าภาษี รายการที่สองค่าเก็บรักษา รายการที่สามค่าย้ายขน หรือรายการที่สี่ค่าภาระติดพันอย่างอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของตกค้างเสียก่อน เหลือเท่าใดจึงให้คืนแก่เจ้าของที่ได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องบริษัทผู้นำเข้าของตกค้าง โดยคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้า และค่าขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งผู้ร้องและจำเลยมิได้คัดค้านเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าเก็บรักษาและค่าย้ายขนตามจำนวนดังกล่าวที่มีสิทธิได้รับจัดสรรเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างก่อนเจ้าของตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 เมื่อเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดของตกค้างหลังจากได้หักใช้ค่าภาษีอันค้างชำระแก่จำเลยแล้ว คงเหลือ 8,834,899 บาท จึงต้องจัดสรรให้แก่โจทก์ทำให้ไม่มีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างที่จะตกได้แก่ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอีก

กรณีนี้ เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบเงิน การที่จำเลยปฏิเสธไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ไม่มีเหตุผลหรือบทบัญญัติตามกฎหมายข้อใดที่กำหนดให้จำกัดความรับผิดของจำเลยไว้เพียงต้นเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แต่จะถือว่าจำเลยผิดนัดในวันขายทอดตลาดของตกค้างดังกล่าวไม่ได้เพราะโจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ระบุให้จำเลยส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 แล้วเพิกเฉย ถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์นับแต่วันพ้นกำหนด 7 วันดังกล่าว ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2556

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,104,915.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,834,899 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จำเลยชำระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความทุกฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันขายทอดตลาดคือวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนเงินคงเหลือจากการขายทอดตลาดสินค้าตกค้างที่ยังเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับคู่ความทุกฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลย และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบการท่าเทียบเรือรับจ้างขนถ่ายและเก็บรักษาสินค้าในคลังสินค้าที่ท่าเทียบเรือสินค้ากอง เอ 4 ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอยู่ในเขตอารักขาของจำเลยโดยทำสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์มีสิทธิคิดค่าบริการการใช้ท่าเรือตามประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 29 (5) ประมาณเดือนธันวาคม 2553 บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก 23 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้ขายมอบหมายให้เรือกรีนไพน์ขนส่งทางทะเลจอดที่ท่าเรือของโจทก์เพื่อให้โจทก์ขนถ่ายสินค้าจากเรือไปเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ท่าเรือของโจทก์เพื่อเสียภาษีศุลกากรและขออนุญาตนำเข้าสินค้า ตกลงชำระค่าภาระสินค้าตามที่โจทก์กำหนด แต่บริษัทไม่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรและนำสินค้าออกจากท่าเรือของโจทก์ได้ โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 5170/2555 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาลอุทธรณ์ ให้บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระหนี้แก่โจทก์ในหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2554 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2554) เป็นเงิน 8,491,477.20 บาท (รวมค่าขนถ่ายสินค้า 64,520 บาท ค่ายกสินค้า 56,455 บาท) นับถัดจากวันฟ้อง โจทก์คงเก็บรักษาสินค้าถึงวันที่ 27 มกราคม 2555 (วันที่กรมศุลกากรยึดสินค้าขายทอดตลาด) เป็นเวลา 220 วัน จึงให้ชำระค่าการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าอีกวันละ 24,195 บาท เป็นเงิน 5,322,900 บาท รวมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าและค่าขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งการนำเข้าสินค้าดังกล่าวบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับผู้ร้อง และผู้ร้องได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วแต่บริษัทผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ส่งมอบเอกสารการรับมอบสินค้าแก่บริษัททำให้บริษัทไม่สามารถนำสินค้าออกจากท่าเรือของโจทก์ได้กลายเป็นของตกค้าง จำเลยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 61 ขายทอดตลาดของตกค้างดังกล่าวเมื่อหักค่าภาษีใช้ให้แก่จำเลยแล้วยังเหลือเงินอยู่ที่จำเลย 8,834,899 บาท หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างต่อจำเลย ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีหมายเลขแดงที่ กค.54/2556 พิพากษาให้บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซิท และค้ำประกัน 21,276,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่งแก่ผู้ร้อง ส่วนโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้าง แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและจำเลยว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุกที่หักค่าภาษีแล้วยังมีเงินเหลืออยู่ที่จำเลย 8,834,899 บาท จะตกได้แก่โจทก์หรือผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 บัญญัติว่า "เงินที่ได้จากการขายตามมาตรา 61 นั้น ให้หักใช้ค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพันอย่างอื่นอันค้างชำระแก่กรมศุลกากรเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่าง ๆ อันสมควรจะได้และค้างชำระแก่ตัวแทนของเรือที่นำของเข้ามา เมื่อได้หักเช่นนี้แล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าของจะได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเจตนาให้จัดสรรเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างเพื่อชำระหนี้ที่เป็นประโยชน์อันเกี่ยวข้องกับของตกค้างไว้ 4 รายการ รายการที่หนึ่งค่าภาษี รายการที่สองค่าเก็บรักษา รายการที่สามค่าย้ายขน หรือรายการที่สี่ค่าภาระติดพันอย่างอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของตกค้างเสียก่อน เหลือเท่าใดจึงให้คืนแก่เจ้าของที่ได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 5170/2555 ที่โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์บรรทุกและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 20027/2556 ของศาลอุทธรณ์ ให้บริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระหนี้แก่โจทก์ในหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2554 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2554) เป็นเงิน 8,491,477.20 บาท (รวมค่าขนถ่ายสินค้า 64,520 บาท ค่ายกสินค้า 56,455 บาท) นับถัดจากวันฟ้องโจทก์คงเก็บรักษาสินค้าถึงวันที่ 27 มกราคม 2555 (วันที่กรมศุลกากรยึดสินค้าขายทอดตลาด) เป็นเวลา 220 วัน จึงให้ชำระค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าอีกวันละ 24,195 บาท เป็นเงิน 5,322,900 บาท รวมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าภาระการใช้ท่าเรือเก็บรักษาสินค้าและค่าขนย้าย 13,814,377.20 บาท ซึ่งผู้ร้องและจำเลยมิได้คัดค้านเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าเก็บรักษาและค่าย้ายขนตามจำนวนดังกล่าวที่มีสิทธิได้รับจัดสรรเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างก่อนเจ้าของตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 เมื่อเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุกเมื่อได้หักใช้ค่าภาษีอันค้างชำระแก่จำเลยแล้ว คงเหลือ 8,834,899 บาท จึงต้องจัดสรรให้แก่โจทก์ทำให้ไม่มีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างที่จะตกได้แก่ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอีก การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเงินค่าเก็บรักษาและค่าขนย้ายให้แก่โจทก์ 8,834,899 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องและจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวน 8,834,899 บาท แล้ว และถือเป็นหนี้เงิน ประกอบกับการที่จำเลยปฏิเสธไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ไม่มีเหตุผลหรือบทบัญญัติตามกฎหมายข้อใดที่กำหนดให้จำกัดความรับผิดของจำเลยไว้เพียงต้นเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าวมานับแต่วันขายทอดตลาดของตกค้าง (วันที่ 19 กรกฎาคม 2555) แต่เห็นว่าจะถือว่าจำเลยผิดนัดในวันขายทอดตลาดของตกค้างดังกล่าวไม่ได้เพราะโจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ระบุให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวน 8,834,899 บาท ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 แล้วเพิกเฉย จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์นับแต่วันพ้นกำหนด 7 วันดังกล่าว จึงเห็นควรให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2556

ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปเกี่ยวกับความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า ที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องบริษัทตงฟง หางโจว มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระ และโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามจนโจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมเป็นว่า ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับคู่ความทุกฝ่ายให้เป็นพับ นั้น จึงไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในคดีของโจทก์จำเลย ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้เหมาะสม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 8,834,899 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท แทนโจทก์ด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 61 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้ร้อง — บริษัท ธ.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสวนีย์ มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2563
#664276
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 (เดิม) และมาตรา 278 (เดิม) จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแม้คดีนี้โจทก์เดิมจะได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ก็ตาม แต่โจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งในคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ว่า ให้โจทก์นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดิน สัญญาจำนองและสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยก่อนนำยึด แต่โจทก์ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์เพิ่งมาตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่โดยยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดอันจะถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม)แม้ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้ แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,494,666.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 960,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 37526, 37527, 37536 และ 37537 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนอง แต่ผู้แทนโจทก์ส่งต้นฉบับโฉนด สัญญาจำนองและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยไม่ครบจึงยึดไม่ได้ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์ (ผู้เข้าสวมสิทธิแทน) ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองเพื่อจะนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อเกินระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) จึงมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด แต่เกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับเป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีไปถึงขั้นตอนใดจึงจะถือว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (เดิม) และมาตรา 278 (เดิม) จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อพิจารณาขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แม้คดีนี้โจทก์เดิมจะได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งในคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ว่า ให้โจทก์นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดิน สัญญาจำนองและสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยก่อนนำยึด แต่โจทก์ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์เพิ่งมาตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่โดยยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นนี้ จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดอันจะถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุด (วันที่ 11 ตุลาคม 2539) โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองของจำเลย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่และโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองนั้น เห็นว่า แม้ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้ แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาด ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ต้องกันมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม) ม. 275 (เดิม) ม. 278 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายโฆษฤทธิ์ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2038/2563
#644227
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาง อำไพหรือตุ่ม ศักดิ์สิน กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2563
#644218
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นาย ยุรนันท์หรือป๋องแป๋งหรือกระป๋องหรือ กระแป๋ง แจ่มสงค์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563
#661943
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำ แล้วจำเลยที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง ทำให้กองมรดกของผู้ตายเสียหายต้องขาดรายได้ที่ควรจะได้รับ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกผู้หนึ่ง นำเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายไปหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายและขับไล่จำเลยทั้งสามจากคลังสินค้าพิพาท อันถือเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยทั้งสามว่าเป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กรณีก็ไม่อาจฟังว่าสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นมูลคดีละเมิดและกลฉ้อฉลอันมีอายุความ 1 ปี ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าโจทก์ทั้งสองทราบถึงการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 11 เมษายน 2554 และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่าในฐานะทายาทตามพินัยกรรม (ผู้รับพินัยกรรม) เงินค่าเช่าต้องกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา (ในอีกคดีหนึ่ง) ต้องไปว่ากล่าวกันในภายหลัง และหากจำเลยที่ 1 มีสิทธิกึ่งหนึ่งในค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทก็คงมีสิทธิได้รับจากค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งความเป็นหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเต็มจำนวนนั้น เป็นข้อที่โจทก์ทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาโดยไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกันหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาเหมาเดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่สามารถให้เช่าเก็บข้าวสารได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 500,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกับจำเลยที่ 3 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตราเดือนละ 524,880 บาท โดยสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ทำให้กองมรดกของผู้ตายได้รับความเสียหาย ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองเห็นได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอาคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกของผู้ตายร่วมกันโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ และยังอ้างว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยกลฉ้อฉล กรณีตามคำฟ้องจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันชำระค่าเช่าต่อกัน ทั้งหากจะฟังว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันกันตามข้อสัญญา กรณีก็ต้องนับว่าค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหนือคลังสินค้าพิพาทและถือเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธินำไปหักทอนออกจากค่าเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 แล้ว การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้อีก ย่อมเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทในส่วนนี้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่ถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่า (เช่าช่วง) ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินออกจากคลังสินค้าทั้งสองหลัง ส่งมอบการครอบครองคลังสินค้าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 21,250,320 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 544,880 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบคลังสินค้าทั้งสองหลังคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบคืน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในการส่งมอบ โดยให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบในบรรดาความเสียหายและค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 11,078,267 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,017,440.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวสิริพร ผู้ตาย โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 12 คน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8834/2556 พิพากษายืน ระหว่างพิพาทกันในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์มิให้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายอยู่กินกับโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ฉันชู้สาวในลักษณะรักร่วมเพศและประกอบธุรกิจร่วมกัน โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งและอีกกึ่งหนึ่งผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) แล้ว ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ รายการที่ 1 ถึงรายการที่ 11 และรายการที่ 16 ถึงรายการที่ 21 ซึ่งรวมถึงคลังสินค้าที่พิพาทในคดีนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) กึ่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 2 พื้นที่ 3,600 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ 145,800 กระสอบ และคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 3 พื้นที่ 2,880 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ 116,640 กระสอบ รวม 2 หลัง ในอัตราเหมาเดือนละ 20,000 บาท จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาททั้งสองหลังในอัตรากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมทำสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทโดยรู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในคลังสินค้าพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองและกองมรดกของผู้ตายต้องขาดรายได้จากค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท และตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เดือนละ 524,880 บาท รวมเป็นเงิน 544,880 บาท ต่อเดือน โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 พร้อมทั้งขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากคลังสินค้าพิพาท และให้ร่วมกันชำระคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเดือนละ 544,880 บาท นับแต่วันทำสัญญาเช่าช่วงถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 21,250,320 บาท และค่าเช่าเดือนละ 544,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่จำเลยทั้งสามปฏิเสธความรับผิด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกดังกล่าวกึ่งหนึ่งและเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมอีกกึ่งหนึ่ง และศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายบางรายการซึ่งรวมถึงคลังสินค้าพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกล่าวบรรยายฟ้องอ้างว่าคลังสินค้าพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีเจตนาทุจริตร่วมกับจำเลยที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยนำคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำเดือนละ 20,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในราคาเดือนละ 524,880 บาท โดยจำเลยที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่า ทำให้กองมรดกของผู้ตายขาดรายได้ที่ควรได้รับเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและร่วมกันคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าจะส่งมอบคลังสินค้าพิพาทคืน ซึ่งถือเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาเป็นการเรียกเอาทรัพย์มรดกและดอกผลที่เกิดจากทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกซึ่งกระทำผิดหน้าที่ รวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ร่วมกระทำการโดยทุจริตอันเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย และเมื่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ทั้งเป็นสิทธิเพียงบางส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามปฏิบัติการชำระหนี้ตามฟ้องได้ ส่วนข้ออ้างในฎีกาที่ว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งสองไม่อาจขับไล่จำเลยที่ 1 ก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองแถลงขอสละประเด็นดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2560 ของศาลชั้นต้นไปแล้ว และศาลล่างทั้งสองก็มิได้พิพากษาบังคับในส่วนนี้ ฎีกาข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำ แล้วจำเลยที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง ทำให้กองมรดกของผู้ตายเสียหายต้องขาดรายได้ที่ควรจะได้รับ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกผู้หนึ่งนำเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายไปหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายและขับไล่จำเลยทั้งสามจากคลังสินค้าพิพาท อันถือเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กรณีก็ไม่อาจฟังว่าสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นมูลคดีละเมิดและกลฉ้อฉลอันมีอายุความ 1 ปี ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าโจทก์ทั้งสองทราบถึงการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 11 เมษายน 2554 และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า แม้คลังสินค้าพิพาทหลังที่ 2 มีพื้นที่ 3,600 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ประมาณ 145,800 กระสอบ ส่วนคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 3 มีพื้นที่ 2,880 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ประมาณ 116,640 กระสอบ อัตราค่าเช่ากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 524,880 บาท และโจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่าสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ทำให้กองมรดกของผู้ตายขาดประโยชน์ที่ควรได้รับจากการเป็นผู้ทำสัญญาให้เช่าโดยตรง การกำหนดค่าเสียหายต้องคำนวณจากสิทธิที่ควรได้รับ มิใช่คำนวณจากเงินค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่เมื่อมูลคดีตามฟ้องเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทไปให้เช่าโดยไม่มีสิทธิและขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าเช่าดังกล่าวคืน มิใช่มูลคดีเรียกค่าเสียหายจากเหตุไม่อาจใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าพิพาททั้งสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตกลงคิดค่าเช่าตามจำนวนข้าวสารที่นำเข้าเก็บจริงในคลังสินค้าเป็นรายกระสอบอัตรากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน โดยคำนวณจากจำนวนข้าวสารคงเหลือซึ่งจำเลยที่ 3 นำเข้าเก็บในคลังสินค้าพิพาทในแต่ละวันของเดือนว่ามีเพียงใด มิได้กำหนดอัตราค่าเช่าตามจำนวนพื้นที่คลังสินค้าในอัตราคงที่ทุกเดือน ดังนั้น การกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าดังกล่าวจึงต้องกำหนดจากจำนวนเงินค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระแก่จำเลยที่ 2 หาใช่กำหนดจากจำนวนพื้นที่คลังสินค้าในอัตราคงที่เดือนละ 524,880 บาท ดังข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง และเมื่อข้อเท็จจริงจากทางพิจารณารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 3 ชำระค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเงินรวม 21,216,534 บาท และคดีพิพาทอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายบางรายการซึ่งมีคลังสินค้าพิพาท 2 หลังรวมอยู่ด้วย เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมจำนวนกึ่งหนึ่งนั้น มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นดอกผลของทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 3 เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินทั้งสิ้น 21,216,534 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวเป็นเงิน 10,608,267 บาท ข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 3 ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5) ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 มิใช่อัตราร้อยละ 10 ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากใบสำคัญจ่ายว่า ในการชำระค่าเช่าคลังสินค้าพิพาททุกคราว จำเลยที่ 3 จะหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 คิดเป็นเงินรวม 1,060,826.70 บาท แล้วนำไปหักทอนกับค่าเช่าคลังสินค้าพิพาท จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 แล้วคิดเป็นเงิน 106,082.67 บาท เมื่อนำไปหักทอนกับค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดแล้ว คงเป็นเงินซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดจำนวน 10,502,184.33 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้จำนวน 9,547,440.30 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่าในฐานะทายาทตามพินัยกรรม (ผู้รับพินัยกรรม) เงินค่าเช่าต้องกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต้องไปว่ากล่าวกันในภายหลัง และหากจำเลยที่ 1 มีสิทธิกึ่งหนึ่งในค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทก็คงมีสิทธิได้รับจากค่าเช่า ซึ่งจำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งความเป็นหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเต็มจำนวนนั้น เห็นว่า เป็นข้อที่โจทก์ทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา โดยไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงินตามสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 470,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกันหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาเหมาเดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่คลังสินค้าพิพาทสามารถให้เช่าเก็บข้าวสารได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 500,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกับจำเลยที่ 3 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตราเดือนละ 524,880 บาท โดยสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉล และรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ทำให้กองมรดกของผู้ตายได้รับความเสียหาย ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองเห็นได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอาคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกของผู้ตายร่วมกันโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ และยังอ้างว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยกลฉ้อฉล กรณีตามคำฟ้องจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันชำระค่าเช่าต่อกัน ทั้งหากจะฟังว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันกันตามข้อสัญญา กรณีก็ต้องนับว่าค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหนือคลังสินค้าพิพาทและถือเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธินำไปหักทอนออกจากค่าเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 แล้ว การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้อีก ย่อมเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทในส่วนนี้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่ถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเป็นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. กับพวก
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022 -ที่ 2023/2563
#662202
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 2728/2559 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 แต่กลับพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นจึงไม่ถูกต้อง เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 320

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายแบร์รี่ ผู้เสียหาย กับนางอุบล เคยเป็นสามีภรรยากัน ต่อมาแยกทางกัน แล้วผู้เสียหายฟ้องเรียกทรัพย์สินจากนางอุบล โดยผู้เสียหายมอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ต่อมานายชัยวัฒน์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางอุบล ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ในกำหนดระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์กล่าวคือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ผู้เสียหายซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายชัยวัฒน์กับพวกมารับตัวผู้เสียหายจากเรือนจำพิเศษพัทยาแล้วให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว พาผู้เสียหายไปยังสโมสรฐานทัพเรือสัตหีบ จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกพาผู้เสียหายเดินทางข้ามแดนไปฝั่งราชอาณาจักรกัมพูชาแล้วเข้าพักที่บ่อนการพนันชื่อสตาร์เวกัส โดยนายชัยวัฒน์กับจำเลยที่ 2 ตามไปยังบ่อนการพนันดังกล่าวในวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ผู้เสียหายพักอยู่ที่บ่อนการพนันดังกล่าวจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2555 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกพาผู้เสียหายไปที่สนามบินพนมเปญและเข้าพักโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามสนามบิน ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปส่งที่สนามบินพร้อมมอบตั๋วเครื่องบินให้ผู้เสียหายเดินทางโดยสายการบินไปยังเครือรัฐออสเตรเลีย ก่อนคดีนี้ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้กับพวกรวม 6 คน เป็นอีกคดีหนึ่งต่อศาลชั้นต้น ในความผิดต่อเสรีภาพอันเป็นการกระทำคราวเดียวกันและมีข้อหาเดียวกันกับในคดีนี้คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2728/2559 ต่อมาผู้เสียหายขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 3 สิงหาคม 2559 ทนายความโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยเหตุความเจ็บป่วยของโจทก์ (ผู้เสียหาย) จึงไม่อาจเดินทางมาศาลได้ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิสูจน์การกระทำความผิดของฝ่ายจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การขอเลื่อนคดีของโจทก์มีเหตุสมควรกรณียังไม่สมควรที่ศาลชั้นต้นจะด่วนงดสืบพยานโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่เห็นพ้องด้วย ให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 กับพวกฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2728/2559 ของศาลชั้นต้น (คำสั่งศาลฎีกาที่ 7186/2561)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เมื่อคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นฟ้องซ้ำแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2728/2559 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 แต่กลับพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ทางนำสืบโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 เดินทางมาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และนายชัยวัฒน์กับพวกแล้วจำเลยที่ 2 เป็นคนบอกให้ผู้เสียหายขึ้นรถเดินทางออกจากเรือนจำพิเศษพัทยาไปยังสโมสรฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จากนั้นจำเลยที่ 2 เพียงแต่ตามมาพบผู้เสียหายพร้อมกับนายชัยวัฒน์ที่บ่อนการพนันสตาร์เวกัสในวันที่ 14 สิงหาคม 2555 เท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 ต้องเดินทางมากับนายชัยวัฒน์ด้วยเพราะนายชัยวัฒน์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นล่ามให้แก่นายชัยวัฒน์ และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า พยานรู้จักจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นล่ามของนายชัยวัฒน์ โดยพยานพบจำเลยที่ 2 ครั้งแรกที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งจำเลยที่ 2 เดินทางมาพร้อมกับนายชัยวัฒน์เพื่อทำหน้าที่ล่ามให้แก่นายชัยวัฒน์ และวันที่พยานมามอบตัวที่ศาลจังหวัดพัทยา มีจำเลยที่ 2 มาเป็นล่ามให้ ทั้งในวันที่พยานได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 2 ก็เดินทางไปพร้อมกับนายชัยวัฒน์เพื่อเป็นล่าม โดยในวันที่รับตัวพยานออกจากเรือนจำพิเศษพัทยา จำเลยที่ 2 บอกให้พยานขึ้นรถคันสีขาวนั้น จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่แปลให้พยานฟังตามที่นายชัยวัฒน์บอกโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้พูดเช่นนั้นด้วยตัวจำเลยที่ 2 เอง และที่สโมสรฐานทัพเรือสัตหีบ จำเลยที่ 2 เข้าไปนั่งดื่มน้ำด้วยก็ทำหน้าที่เป็นล่ามให้แก่นายชัยวัฒน์ เมื่อนายชัยวัฒน์พูดกับพยาน จำเลยที่ 2 จะทำหน้าที่แปลเมื่อนั้น ตลอดจนวันที่จำเลยที่ 2 ไปหาพยานที่บ่อนการพนันสตาร์เวกัส จำเลยที่ 2 ก็ไปพร้อมกับนายชัยวัฒน์ คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาอังกฤษให้แก่นายชัยวัฒน์เพื่อพูดคุยกับผู้เสียหายเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางมารับผู้เสียหายออกจากเรือนจำพิเศษพัทยาและตามมาสมทบที่บ่อนการพนันสตาร์เวกัสเพื่อเป็นล่ามภาษาอังกฤษให้แก่นายชัยวัฒน์ในการพูดคุยกับผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เพียงพอที่รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 โดยให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายมงคล คำเวียง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2004/2563
#644206
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย นัสรี เปาะนิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1981/2563
#645078
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย วรเชษฐ์หรือเบียร์ ขำนุรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1954/2563
#643798
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว อมรรัตน์หรือหนึ่ง บุญครอบ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2563
#644232
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย สุรพลหรือโกก โคตรคำ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942 -ที่ 1943/2563
#662438
เปิดฉบับเต็ม

แม้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 สามารถนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ย้อนหลังไปบังคับแก่การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายที่แก้ไขได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องยังคงบรรยายคำร้องในความผิดมูลฐานตามกฎหมายขณะกระทำความผิด และโดยที่มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าการดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลจึงมิอาจนำลักษณะการกระทำความผิดมูลฐานตามความหมายของกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาชี้ขาดคดีได้ เพราะจะเป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณา โดยให้เรียกผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนนี้รวมกันว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 50 ตามลำดับเดิม (ผู้คัดค้านที่ 23 และผู้คัดค้านที่ 42 เป็นบุคคลเดียวกัน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายกริช และผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก จำนวน 225 รายการ คือ รถจักรยานยนต์และรถยนต์ รวมราคาประเมินประมาณ 6,266,000 บาท และรถจักรยานยนต์จำนวน 46 รายการ รวมราคาประเมิน 667,500 บาท พร้อมดอกผลหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้คืนทรัพย์สินที่ยึดไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 43 ยื่นคำคัดค้านขอให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 43

ผู้คัดค้านที่ 44 ถึงที่ 50 ยื่นคำร้องเข้ามาในคดี แต่ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รถจักรยานยนต์จำนวน 258 คัน และรถยนต์จำนวน 13 คัน รวมราคาประเมินประมาณ 6,933,500 บาท พร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินและบัญชีรายการทรัพย์สินที่แก้ไขเอกสารหมาย ร.10 ร.10/1 และ ร.31 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ 11 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การกระทำของบริษัทกริชอินทรา (1989) จำกัด นายกริช ผู้คัดค้านที่ 1 นายกิตติ และนายนฤทธิ์ ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน (ไพ่ป๊อกแปดป๊อกเก้า) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตที่พนักงานอัยการฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 นายกิตติ และนายนฤทธิ์ ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกนั้นเป็นการกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน อันเป็นการกระทำความผิดที่มีลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่น่าเชื่อว่าในการเล่นแต่ละครั้งมีจำนวนผู้เข้าเล่นการพนันเกินกว่า 100 คน ตามลักษณะสำคัญของความหมายความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.10 ร.10/1 และ ร.31 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และศาลไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องโดยให้มีผลไปถึงผู้คัดค้านทุกคนที่มิได้อุทธรณ์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 นิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" (9) เป็นความว่า "ความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์" ลักษณะความผิดตามความหมายที่แก้ไขมิได้ยึดถือจำนวนผู้เล่นการพนันในแต่ละครั้ง และลดวงเงินในการกระทำความผิดเป็นรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป แตกต่างจากกฎหมายขณะกระทำความผิด และแม้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 สามารถนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ย้อนหลังไปบังคับแก่การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายที่แก้ไขได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องยังคงบรรยายคำร้องตามกฎหมายขณะกระทำความผิด คืออ้างเหตุการเล่นการพนันที่มีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่า 100 คน และโดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติเป็นใจความว่า ในการดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลฎีกาจึงมิอาจนำลักษณะการกระทำตามความหมายของกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาชี้ขาดคดีได้ เพราะจะเป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2563
#663417
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อกรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และหากเจ้าของนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันย่อมแปลความหมายได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เจ้าของ และตกลงจะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลัง ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด การที่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วัน เท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 243,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอให้ค่าขาดราคา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันบริษัทได้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อ VOLVO รุ่น xc 90 หมายเลขทะเบียน ศช 8389 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ 862,822.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 15,387 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีกำหนด 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 ตุลาคม 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยชำระค่าเช่าซื้อเพียง 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 25 ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2558 โจทก์มิได้มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งขณะนั้นรถยนต์ที่เช่าซื้อมีหมายเลขทะเบียน 2 กร 195 กรุงเทพมหานคร โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 แจ้งให้จำเลยทั้งสองใช้สิทธิซื้อทรัพย์สิน โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคา 327,102.80 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์เสียค่าบริการจัดการประมูลขายรถยนต์ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งการขายรถยนต์และให้ชำระค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเมื่อลูกหนี้ผิดนัด จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อหลังผิดนัดเป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความอันมีใจความสำคัญว่า โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ซึ่งข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อกรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยที่หัวกระดาษของเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์ ระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ อีกทั้งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่าผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และเมื่อเจ้าของนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน ดังนี้ เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวข้างต้นประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นทั้งกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันจึงแปลความหมายการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์โดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญานี้อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 ข้างต้น สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอค่าขาดราคาเป็นเงิน 194,513.58 บาท เห็นว่า ค่าเช่าซื้อเป็นเงินลงทุนของโจทก์รวมกับผลประโยชน์ที่โจทก์คำนวณไว้ล่วงหน้าสำหรับการลงทุนเป็นเวลา 60 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นงวด งวดละ 14,380.37 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อมาแล้ว 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท และได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ 2 ปี 4 เดือน แต่การจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคาเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดซึ่งได้รวมผลประโยชน์สำหรับการลงทุนจนครบ 5 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ ย่อมเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินส่วน เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับชำระและเงินที่ได้จากการขายรถยนต์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 50,000 บาท

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เริ่มผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว คือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และหลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมต้องหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วันเท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 73,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ 10,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 73,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 573 ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางเฟื่องฟ้า คงเกลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ประมวญ รักศิลธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2563
#662612
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ เบี้ยปรับ มูลค่าลดลงที่กำหนด กับให้คืนรถที่เช่าในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนเบี้ยปรับและมูลค่าลดลงที่กำหนดให้เหมาะสมเท่านั้น หนี้ในส่วนค่าเช่าที่ค้างชำระซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้นำเงินมัดจำจำนวน 7,984,030 บาท ไปหักออกจากค่าเช่าที่ค้างชำระคงเหลือ 31,806,110.38 บาท จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 41,122,289.40 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,678,691.47 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 25,247,178.53 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การใช้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 21,250,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าตามสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213006, 10 แอล 213007-1, 10 แอล 213007-2 และ 10 แอล 213007-3 พร้อมสมุดทะเบียนเครื่องจักรดังกล่าว หากไม่คืนให้ร่วมใช้ราคา 16,110,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าตามสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213007-1, 10 แอล 213007-2 และ 10 แอล 213007-3 พร้อมสมุดทะเบียนเครื่องจักรดังกล่าว หากไม่คืนให้ร่วมใช้ราคา 13,370,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 5 และที่ 6 จากสารบบความตามคำร้องขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า 1) สัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213006 และหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213006 บี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 1,585,350 บาท (2) เบี้ยปรับ 187,635.95 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 988,000 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1) รถคันหมายเลขตัวถัง 357TDV76342 จำนวน 792,000 บาท และ 2) รถคันหมายเลขตัวถัง 357TDV76351 จำนวน 1,674,000 บาท2) สัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213007

2.1) สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213007-1 หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213007-1 บี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 797,290 บาท (2) เบี้ยปรับ 94,364.19 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 10,000 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,773,000 บาท

2.2) สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213007-2 หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213007-2 บี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 4,137,640 บาท (2) เบี้ยปรับ 489,715.20 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 2,428,900 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถหมายเลขตัวถัง 1) 357TDV76327 จำนวน 1,773,000 บาท 2) 357TDV76343 จำนวน 792,000 บาท 3) 357TDV76346 จำนวน 792,000 บาท 4) 357TDV76347 จำนวน 1,773,000 บาท และ 5) 357TDV76348 จำนวน 1,773,000 บาท

2.3) สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213007-3 หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213007-3 บี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 2,435,030 บาท (2) เบี้ยปรับ 288,200.81 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 1,945,900 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถหมายเลขตัวถัง 1) 357TDV76349 จำนวน 792,000 บาท 2) 357TDV76350 จำนวน 792,000 บาท และ 3) 357TDV76379 จำนวน 1,773,000 บาท

3) สัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213008 สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213008 บี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 1,104,090 บาท (2) เบี้ยปรับ 124,505.05 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 1,587,800 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 756,000 บาท

4) สัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213067

4.1) สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213067-1 หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213067-1 ซี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 576,940 บาท (2) เบี้ยปรับ 65,059.86 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 10,000 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,530,000 บาท

4.2) สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเลขที่ 10 แอล 213067-2 หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าเลขที่ 10 แอล 213067-2 ซี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกัน (1) ชำระค่าเช่าค้าง 1,608,360 บาท (2) เบี้ยปรับ 190,359.32 บาท (3) ชำระมูลค่าลดลงที่กำหนด 10,000 บาท กับนำรถที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถบดถนนหมายเลขตัวถัง 181198 จำนวน 1,881,000 บาท และรถแทรคเตอร์หมายเลขตัวถัง 1) 46A14271 จำนวน 153,000 บาท 2) 46A14128 จำนวน 153,000 บาท และ 3) 46A6347 จำนวน 153,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่ากับจำนวนที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับเบี้ยประกันภัยตามสัญญาที่โจทก์อ้างว่าชำระแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืนโจทก์ตามสัญญา ข้อ 7 นั้น ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ได้แก่ ค่าเช่าที่ค้างชำระ เบี้ยปรับ มูลค่าลดลงที่กำหนด กับให้คืนรถที่เช่าในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนเบี้ยปรับและมูลค่าลดลงที่กำหนดให้เหมาะสมเท่านั้น หนี้ในส่วนค่าเช่าที่ค้างชำระซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้นำเงินมัดจำ จำนวน 7,984,030 บาท ไปหักออกจากค่าเช่าที่ค้างชำระคงเหลือ 31,806,110.38 บาท จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ผ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1881/2563
#644205
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นางสาว ศิริวิภา ชาวหน้าไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563
#644035
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย วิรัช ชูเชิด กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1872/2563
#663575
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันในคดีอาญาของศาลอาญาธนบุรี ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 แต่ขณะที่จำเลยยื่นฎีกาคดีนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยยื่นฎีกา พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 มาตรา 3 ให้คำนิยาม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้คู่ความมีโอกาสเจรจาตกลงระงับข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ทั้งนี้ไม่รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาลและในชั้นบังคับคดี ดังนั้น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาล เมื่อผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันเกี่ยวกับคดีนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 78/2562 ของศาลอาญาธนบุรี ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาธนบุรี จึงเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาล กรณีไม่เป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามคำนิยามดังกล่าว จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 35 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ก. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 27,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 17,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่ผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 78/2562 ของศาลอาญาธนบุรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยยื่นฎีกา เมื่อพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 มาตรา 3 ให้คำนิยาม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกันระงับข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ทั้งนี้ไม่รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาลและในชั้นบังคับคดี ดังนั้น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาล เมื่อผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันเกี่ยวกับคดีนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 78/2562 ของศาลอาญาธนบุรี ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาธนบุรีจึงเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาล กรณีไม่เป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามคำนิยามดังกล่าว จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 35 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมอยู่ด้วย จึงเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 17,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง ก.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสาวนันทิภา โห้ยุขัน
ศาลอุทธรณ์ — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2563
#663576
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ของโจทก์เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จึงต้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ยื่นขอรับชำระหนี้ โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ต่อไป ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 350 ที่บัญญัติว่า เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้นั้น หมายถึงเจ้าหนี้ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมหมดสิทธิบังคับชำระหนี้จากจำเลยได้อีกต่อไป เพราะผลของการประนอมหนี้หลังล้มละลายย่อมผูกพันโจทก์ และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายไปแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย ทั้งคำว่า "เจ้าหนี้ของตน" ย่อมหมายถึงเฉพาะโจทก์ที่เป็นผู้เสียหายในคดีนี้เท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่มิได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขายที่ดินตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคดีแพ่งได้รับชำระหนี้ จำเลยไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 โจทก์ฟ้องจำเลยกับนางวิมลวรรณ เป็นคดีแพ่ง เรียกค่าเช่ารถยนต์และค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองคนเช่ารถยนต์ของโจทก์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงนำรถไปใช้ในโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 22 สายบ้านธาตุนาแวง - สกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยเช่าไปแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นเงินทั้งสิ้น 20,195,875 บาท โจทก์ทำหนังสือแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมค่าเสียหาย คิดเป็นดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องอีกจำนวน 1,786,411.60 บาท รวมเป็นเงินตามฟ้องทั้งสิ้น 23,824,036.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,037,625 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาให้จำเลยร่วมกับนางวิมลวรรณ ชำระหนี้ค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยกับนางวิมลวรรณ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยร่วมกับนางวิมลวรรณชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 นายไกรสร เจ้าหนี้รายหนึ่งของจำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลล้มละลายกลางตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.7611/2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 และโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จำเลยกับนางวิมลวรรณยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร.หรือโจทก์ในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด วันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำเลยได้โอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1502, 1516 และ 1517 รวม 3 แปลง ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายสงวนศักดิ์ นางจันทร์เพ็ญ และนายลักษณ์ ให้แก่นายภาณุ ต่อมาจำเลยขอประนอมหนี้หลังล้มละลาย ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 โจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นายภาณุหลังจากที่โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ไปตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อจะบังคับคดีในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยกับนางวิมลวรรณถูกโจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่ารถยนต์ 11 คัน จากจำเลยและนางวิมลวรรณ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 แต่ปรากฏว่าจำเลยถูกนายไกรสรฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 และโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยขอประนอมหนี้หลังล้มละลาย ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ดังนี้ เมื่อหนี้ของโจทก์เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย ซึ่งโจทก์ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 ในการขอรับชำระหนี้ กล่าวคือ โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ต่อไป ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่บัญญัติว่า เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้นั้น หมายความถึงเจ้าหนี้ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมหมดสิทธิบังคับชำระหนี้จากจำเลยได้อีกต่อไป เพราะผลของประนอมหนี้หลังล้มละลายย่อมผูกพันโจทก์และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายไปแล้ว จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย การที่จำเลยขายที่ดินตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคดีแพ่งได้รับชำระหนี้ จำเลยไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่โจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติของกฎหมายในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มิได้บัญญัติเฉพาะเจ้าหนี้ คือ ตัวโจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงเจ้าหนี้ของจำเลยคนอื่น ๆ ด้วย เช่น นายไกรสร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดไว้แล้ว ซึ่งถือได้ว่า เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยเช่นเดียวกับโจทก์ การขายทรัพย์สินของจำเลยดังกล่าวก็เพื่อไม่ให้นายไกรสรกับพวกได้รับชำระหนี้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 350 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตน...ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คำว่า "เจ้าหนี้ของตน" ย่อมหมายถึงเฉพาะโจทก์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ มิได้หมายความรวมถึงเจ้าหนี้คนอื่นของจำเลยซึ่งมิได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย ส่วนฎีกาอื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นางสาวภัคสุนีภัส พิทักษ์วราพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวายุวัชญ์ วิทูรวัชรเวธน์
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2563
#680822
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร ) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และผู้ชำนาญการที่ตรวจพิสูจน์จะมีความเห็นว่า กระสุนปืนทั้งสองขนาดเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ก็ตาม แต่กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" ซึ่งหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 เว้นแต่ เครื่องกระสุนปืนนั้น แม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้วเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง .223 (5.56 มิลลิเมตร) และขนาดเพียง 7.62 มิลลิเมตร ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (1) และ ข้อ 2 (2) (ก) กับ (ข) จึงเห็นได้ว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนของกลาง จึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลาง จะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น แม้จะรับฟังว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับปืนกลซึ่งใช้ในทางการทหารเพื่อใช้ในการสงครามดังเช่นที่โจทก์ฎีกา แต่คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และจำเลยรับข้อเท็จจริงว่าเครื่องกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ไม่เป็นกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือกระสุนเพลิง การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

แม้กระสุนปืนเล็กขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ของกลาง จะสามารถใช้ยิงได้กับปืนยาวไรเฟิล (REMINGTON) และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลาง จะสามารถใช้ยิงได้กับปืนยาวไรเฟิล (SAKO) ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ก็ตาม ก็เป็นเพียงการดัดแปลงเพื่อนำไปใช้เท่านั้น ทั้งจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืนของกลางว่า หากนำเครื่องกระสุนปืนของกลางไปใช้ ปืนอาจได้รับความเสียหายและคนยิงอาจได้รับอันตราย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางมิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ด้วย ถือได้ว่าความผิดที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่เป็นกรณีความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 55, 78 ริบกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบกระสุนปืนของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ไว้ในครอบครอง เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ดังกล่าวได้จากจำเลยเป็นของกลาง และส่งกระสุนปืนของกลางทั้งสองขนาดไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ากระสุนปืนทั้งสองขนาดเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะได้บรรยายว่าจำเลยมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎหมายกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และผู้ชำนาญการที่ตรวจพิสูจน์จะมีความเห็นว่ากระสุนปืนของกลางทั้งสองขนาดเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" ซึ่งหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้น แม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครี่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้วเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง .223 (5.56 มิลลิเมตร) และขนาดเพียง 7.62 มิลลิเมตร ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (1) ที่กำหนดว่า " อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 11.44 มม." และข้อ 2 (2) กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องไม่มีเกลียวดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง 20 มม. (ข) ปืนบรรจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ" จึงเห็นได้ว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลางดังกล่าวจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลางนั้นจะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น แม้หากจะรับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนที่ใช้กับปืนกลซึ่งใช้ในทางการทหารเพื่อใช้ในการสงครามดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 11 นัด และเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทหญิงสุพัตรา เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืนของกลางและพยานให้การในชั้นสอบสวนว่า เครื่องกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ไม่เป็นกระสุนเจาะเกราะและกระสุนเพลิง การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) และเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลางจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนไรเฟิล 2 กระบอก ขนาด .308 นิ้ว (7.62 มม.) และขนาด .223 นิ้ว (5.56 มม.) ที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ แม้กระสุนปืนเล็กขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ของกลาง จะสามารถใช้ยิงได้กับปืนยาวไรเฟิล (REMINGTON) และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร ของกลาง จะสามารถใช้ยิงได้กับปืนยาวไรเฟิล (SAKO) ที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ก็ตาม ก็เป็นเพียงการดัดแปลงเพื่อนำไปใช้เท่านั้น ทั้งจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทหญิงสุพัตราผู้ตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืนของกลางว่า หากนำเครื่องกระสุนปืนของกลางไปใช้ ปืนอาจได้รับความเสียหายและคนยิงอาจได้รับอันตราย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางมิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ด้วย ถือได้ว่าความผิดที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่เป็นกรณีความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง แม้ว่ากระสุนปืนของกลางมีจำนวนค่อนข้างมาก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นนักกีฬายิงปืนประเภทไรเฟิล จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนยาวชนิดเดี่ยวไรเฟิล ขนาด .308 นิ้ว (7.62 มม.) ปืนยาวเดี่ยวไรเฟิล ขนาด .223 นิ้ว (5.56 มม.) ทั้งกระสุนปืนของกลางทั้งหมดเป็นกระสุนปืนที่นำปลอกกระสุนปืนมาบรรจุใหม่ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีกระสุนปืนของกลางไว้เพื่อก่อเหตุร้ายหรืออาชญากรรม จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ริบกระสุนปืนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 ม. 6 ม. 8 ม. 55 ม. 72 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 78
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายจเร จารุวังสันติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2563
#663673
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติการต้องโทษทางอาญา อันเป็นการกระทำความผิดตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มภาระและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในชีวิตร่างกายเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ได้สัดส่วน หรือไม่มีความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนจะต้องสูญเสียไป กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง จึงเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่กฎหมายในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 3, 61 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งห้ามีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ อันเป็นการฝ่าฝืนขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ให้ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยทั้งห้านอกจากนี้ให้ยก คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งศาลชั้นต้นนำมาปรับบทลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนนั้นต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 2/2562 ว่า กฎหมายดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่กำหนดให้เป็นความผิดและโทษทางอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง จึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 2/2562 โดยสรุปว่า ขณะที่ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นช่วงที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทำการยึดอำนาจการปกครองสำเร็จเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช้อำนาจทั้งในส่วนของอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติในขณะเดียวกันเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขจนกว่าจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และในช่วงเวลาที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำหน้าที่บริหารประเทศนั้น มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบางประการ เมื่อพิจารณาประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา กรณีผู้ซึ่งถูกกล่าวหาฝ่าฝืนไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือหรือลายเท้าตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวนมีโทษทางอาญานั้น เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบสุขของบ้านเมือง ซึ่งเป็นกรณีจำเป็นในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงการรัฐประหาร แต่ในยามที่บ้านเมืองเป็นปกติสุขการใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งมีมาตรการทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาบังคับใช้ได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของบุคคล ดังปรากฏรายละเอียดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบสุขของบ้านเมืองต่อไป จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินกว่าความจำเป็น ความในส่วนที่กำหนดให้เป็นความผิดและโทษทางอาญาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มภาระและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในชีวิตร่างกายเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ได้สัดส่วน หรือไม่มีความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนจะต้องสูญเสียไป รวมทั้งกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักนิติธรรมจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง จึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเดิมเป็นความผิดตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 2/2562 ว่า ประกาศดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง จึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 5 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานฝ่าฝืนไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 3 วรรคสอง ม. 5 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 28 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางชมพูนุท สาตรวาหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1852/2563
#663667
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้ง จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ช. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561 (ที่ถูกวันที่ 15 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 วัน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 16 เดือน 6 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 16 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายโคเช่นเดียวกัน ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โคของนายดาวลอย คลอดลูกแล้วตาย นายดาวลอยโทรศัพท์ไปถามผู้ร้องว่าจะซื้อซากโคหรือไม่ ให้รีบไปดู นายดาวลอยรอนานแล้วแต่ผู้ร้องยังไม่มาและซากโคเริ่มขึ้นอืด นายดาวลอยจึงไปบอกขายซากโคแก่จำเลยที่ 1 ขณะเดียวกันนางแว่นรัตน์ ภริยานายดาวลอยโทรศัพท์แจ้งนายดาวลอยว่าผู้ร้องตกลงซื้อซากโคจากนางแว่นรัตน์แล้วในราคา 20,000 บาท นายดาวลอยจึงกลับบ้านพบผู้ร้อง นายสัญชัย และนายอรรถพล แล้วนายดาวลอยออกไปตามรถคีบอ้อยเพื่อไปคีบซากโคซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นรถอีแต๋น ต่อมาขณะผู้ร้อง นายสัญชัย และนายอรรถพลกำลังนำซากโคขึ้นรถอีแต๋นจำเลยทั้งสองกับพวกขับรถยนต์ไปจอดที่ถนนหน้าบ้านที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยทั้งสองใช้วัตถุรูปทรงคล้ายปืนเล็งไปยังผู้ร้อง แต่กระสุนปืนไม่ลั่น นายดาวลอยเข้าห้ามและพาจำเลยทั้งสองออกไปหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนผู้ร้อง นายสัญชัย และนายอรรถพลพากันไปหลบในป่าอ้อยใกล้ที่เกิดเหตุ ขณะที่หลบในป่าอ้อยมีเสียงดังคล้ายเสียงปืนขึ้น 1 ครั้ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายดาวลอยไปบอกว่าเหตุการณ์สงบแล้ว ผู้ร้อง นายสัญชัย และนายอรรถพลจึงขับรถอีแต๋นออกไปจากที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำผิด เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานสี่ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่า จำเลยทั้งสองคือคนร้ายที่ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องแต่กระสุนปืนไม่ลั่น แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากประจักษ์พยานทั้งสี่ปากดังกล่าวตรงกันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟหน้ารถคีบอ้อยและแสงไฟจากคอกโคสามารถมองเห็นได้ชัดเจน สอดรับกับข้อเท็จจริงที่พันตำรวจโทภูวดล พนักงานสอบสวนจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ จึงเชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ส่วนนายดาวลอยเป็นญาติจำเลยทั้งสอง จึงเชื่อว่าจดจำจำเลยทั้งสองได้ไม่ผิดพลาด เมื่อประจักษ์พยานทั้งสี่ปากดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ และเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง ส่วนที่ประจักษ์พยานทั้งสี่ปากดังกล่าวเบิกความแตกต่างกันบ้างก็เป็นพลความ มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์เหล่านั้นมีน้ำหนักลดน้อยลงแต่อย่างใด นอกจากที่กล่าวแล้วโจทก์ยังมีพันตำรวจโทภูวดลเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังเกิดเหตุไม่นาน ผู้ร้อง นายดาวลอย นายสัญชัย และนายอรรถพลให้การแก่พยานว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายรายนี้พร้อมกับชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยทั้งสองไว้ อันทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสี่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ผู้ร้องใช้มีดเป็นอาวุธจี้จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงใช้อาวุธปืนบีบีกันเล็งและขู่ไม่ให้ผู้ร้องทำร้ายจำเลยที่ 1 นั้น ก็เป็นการง่ายแก่การกล่าวอ้าง ทั้งหากเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วและเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองกลับมิได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันถึงสาเหตุในการกระทำความผิดของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรก ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวและนำอาวุธปืนบีบีกันไปส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนในการให้การครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุแล้วนานถึงสองเดือนเศษ จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้อง แต่กระสุนปืนไม่ลั่น ดังนั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพยิงผู้ร้องในระยะใกล้ จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้ร้องถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า และเมื่อจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนไม่ลั่น ผู้ร้องจึงไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าไม่เกิดความเสียหายใดแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้ง จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
ผู้ร้อง — นาย ช.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาธน์ ธรรม์ทวีวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา