คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2563
#662896
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยโดยมี น. เป็นตัวแทนออกหน้าทำสัญญากับจำเลย โจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อย่อมมีสิทธิที่จะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่ง น. ตัวแทนได้ทำไว้แทนตนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเมื่อโจทก์เป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ การตั้ง น. เป็นตัวแทนย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 798 วรรคสอง โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่สามารถส่งผลผลิตลำไยให้โจทก์ได้เพราะลำไยไม่มีคุณภาพและเรียกเงินมัดจำที่โจทก์ได้ให้ไว้คืน อันเป็นกรณีกล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ต้องคืนเงินมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (3) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำค่าสินค้าหรือเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยเพื่อชำระเป็นค่าสินค้าบางส่วนคืน เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 204,315 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งและแก้ไขคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบอาชีพรับซื้อผลลำไยส่งขายสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 นางนิษา ทำสัญญาซื้อขายผลลำไยล่วงหน้ากับจำเลยในที่ดิน 1 แปลง มีต้นลำไย 300 ต้น โดยวางเงินมัดจำ 174,315 บาท และวางเงินมัดจำเพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงินมัดจำ 204,315 บาท เมื่อกำหนดเก็บลำไยนางนิษามิได้เข้าเก็บลำไย จำเลยเป็นคนเก็บลำไย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นางนิษาเป็นตัวแทนโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติจีนเข้ามาในประเทศไทยเพื่อประกอบกิจการรับซื้อผลไม้ในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อส่งออกไปขายยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายสมนึก นางนิษา และนางสาวนีรนุช เป็นตัวแทนซื้อขายและชำระเงินค่าลำไยแทนโจทก์ โจทก์ซื้อขายผลลำไยกับจำเลยตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2556 โดยมีการวางมัดจำแก่จำเลย แต่ผลผลิตลำไยปี 2554 และปี 2555 ไม่ดีและไม่พอหักชำระเงินมัดจำได้ทั้งหมด โจทก์จึงนำเงินมัดจำที่เหลือ 124,315 บาท มาเป็นเงินมัดจำสัญญาซื้อขายลำไยฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2556 และได้มอบเงินล่วงหน้าแก่จำเลยอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 174,315 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยขอเงินมัดจำเพิ่มอีก 30,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้มอบเงินดังกล่าวแก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้ให้ไว้ทั้งสิ้น 204,315 บาท หลังจากนั้นโจทก์มีข้อพิพาทกับนายสมนึกและนางนิษาซึ่งเป็นสามีภริยากัน โจทก์จึงให้นางนิษาตัวแทนโจทก์ทำบันทึกด้านหลังสัญญาซื้อขายลำไยให้โจทก์มีสิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวแต่ผู้เดียว แต่นางนิษาให้นายสมนึกสามีลงชื่อเป็นผู้มอบเอกสาร ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาซื้อขายลำไยที่ด้านหลังระบุว่า ข้าฯ (นายสมนึก) ขอยืนยันว่า ได้ส่งมอบสัญญารับไปดำเนินการเองโดยเป็นสิทธิของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีนายสมนึกลงลายมือชื่อในฐานะผู้ส่งมอบและนางนิษาลงลายมือชื่อในฐานะพยาน จำเลยเองก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า คนไทยที่รับซื้อลำไยมีน้อย ส่วนมากจะเป็นตัวแทนของผู้ซื้อชาวจีน จำเลยเคยเห็นโจทก์ที่ล้งลำไยของนางนิษาและเคยพูดคุยกัน เข้าใจว่าโจทก์มีหน้าที่ดูแลด้านการเงิน นางวิมล ภริยาจำเลยมาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็เบิกความว่า จำเลยชวนไปหานางนิษาเพื่อบอกให้มาเก็บลำไย แต่ไม่พบนางนิษา จึงเดินทางไปที่ล้งลำไยชั่วคราว พบโจทก์ โจทก์บอกว่าให้นางนิษาบอกโจทก์แทนในการเก็บผลลำไย ก็แสดงให้เห็นว่า จำเลยทราบว่าโจทก์กับนางนิษามีความเกี่ยวพันกันในการซื้อผลผลิตลำไย โดยโจทก์มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน มิใช่โจทก์ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลผลิตลำไยเสียเลยทีเดียว นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความต่อไปว่า การทำสัญญาซื้อขายลำไยทุกครั้ง จำเลยทำสัญญากับนางนิษา หากปีไหนขายลำไยแล้วหักเงินมัดจำไม่หมดจะนำเงินมัดจำที่เหลือมาทำสัญญาซื้อขายลำไยฉบับใหม่ ซึ่งจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาซื้อขายลำไยน่าจะเป็นจำนวนเงินที่เหลือจากเงินมัดจำฉบับก่อน ก็สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ว่า เงินมัดจำตามสัญญาซื้อขายลำไย มีการนำเงินมัดจำที่จำเลยค้างปีก่อนมารวมไว้ด้วย หากโจทก์มิได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยในการทำสัญญาซื้อขายลำไยแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจทราบวิธีปฏิบัติในการซื้อขายลำไยและรายละเอียดความเป็นมาในการทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยได้ และเมื่อนางนิษามีข้อพิพาทกับโจทก์ นางนิษาได้มอบสัญญาซื้อขายลำไยที่ทำกับจำเลยให้โจทก์ เมื่อพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยโดยมีนางนิษาเป็นตัวแทนออกหน้าทำสัญญากับจำเลย โจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งนางนิษาตัวแทนได้ทำไว้แทนตนได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 และเมื่อโจทก์เป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ การตั้งนางนิษาเป็นตัวแทนย่อมไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 798 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน ในประเด็นดังกล่าวจำเลยให้การและนำสืบว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 จำเลยราดสารเร่งลำไยวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ครบกำหนดเก็บลำไยในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2560 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่สามารถส่งผลผลิตลำไยให้โจทก์ได้เพราะลำไยไม่มีคุณภาพและเรียกเงินมัดจำที่โจทก์ได้ให้ไว้คืน อันเป็นกรณีกล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ต้องคืนเงินมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำค่าสินค้าหรือเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยเพื่อชำระเป็นค่าสินค้าบางส่วนคืน เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลำไยกับจำเลยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า การซื้อขายผลผลิตลำไยพิพาทเป็นการปลูกลำไยนอกฤดูกาล และผลผลิตออกในช่วงหน้าแล้ง การจะดูแลลำไยให้มีผลผลิตดีทำได้ยาก ทั้งปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยกับนายวิมล ภริยาจำเลยว่า ผลผลิตปีก่อนไม่ดี ทำให้จำเลยไม่สามารถคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ได้ ต้องนำเงินมัดจำที่ค้างปีก่อนมารวมลงเป็นมัดจำตามสัญญาซื้อขายลำไยฉบับพิพาทนี้ กับจำเลยคาดว่าผลผลิตลำไยพิพาทจะขายได้ไม่น้อยกว่า 280,000 บาท แต่ทางนำสืบของจำเลย จำเลยขายลำไยได้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่จำเลยได้รับจากการขายลำไยจึงถือว่าต่ำกว่าที่จำเลยคาดหมายไว้มาก ส่อไปในทางผลผลิตลำไยไม่ดี ในทางกลับกัน หากผลผลิตลำไยของจำเลยดี โจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าย่อมต้องมาเก็บผลลำไยส่งไปขายต่างประเทศ เพราะจะทำให้โจทก์ได้กำไรเป็นประโยชน์ตอบแทน ที่โจทก์ไม่มาเก็บลำไยจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะไม่คุ้มค่าที่จะมาเก็บลำไยมากกว่า ที่จำเลยนำสืบว่าผลผลิตลำไยของจำเลยดี แต่โจทก์ไม่มาเก็บผลลำไย จึงไม่สมเหตุผล พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลน่ารับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ลำไยของจำเลยไม่ดีและไม่มีคุณภาพ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายลำไย ข้อ 4 ระบุว่า ผู้ขายจะดูแลลำไยที่ทำสัญญาขายต่อกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากเหตุดังต่อไปนี้ ขาดปุ๋ย ขาดยา ขาดน้ำ ค้างคาวเข้าทำลาย โรคทำลาย และผลแตกเสียหาย หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ผู้ซื้อและผู้ขายจะหักน้ำหนักเสียหายออกโดยพิจารณาเป็นต้น ๆ ไป โดยให้ราคาท้องตลาดในขณะนั้นเป็นราคาในการคิดคำนวณ โดยข้อกำหนดตามสัญญาดังกล่าวหาได้ให้สิทธิโจทก์ไม่เข้าเก็บผลลำไยแต่อย่างใดไม่ แต่เมื่อจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้นำผลผลิตลำไยไปขายให้แก่บุคคลภายนอกได้เงินจำนวน 50,000 บาท แล้ว ซึ่งตามสัญญาซื้อขายลำไย ข้อ 3 ระบุว่า ...แต่ถ้าผู้ขายผิดสัญญาโดยนำลำไยไปขายให้กับบุคคลอื่นจะต้องคืนเงินมัดจำและถูกปรับเป็นเงิน 3 เท่าของเงินมัดจำ เช่นนี้ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำที่ได้รับไว้แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น ตามสัญญาซื้อขายลำไยมิได้กำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 204,315 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 12 มีนาคม 2560 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 204,315 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินตามหนังสือทวงถามคือนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 204,315 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 798 วรรคสอง ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉ.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2563
#662875
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เรียกเงินราคาในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำเอาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำ และได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ และให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12 ซึ่งคดีนี้หลังจากจำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงสุดแล้วละเลยเสียไม่ชำระราคาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำอีกถึงสองครั้ง เพราะผู้ประมูลครั้งที่สองก็ไม่ได้ชำระราคาและถูกริบมัดจำเช่นเดียวกัน จนกระทั่ง จ. เข้าประมูลซื้อและชำระราคาครบถ้วนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 การขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าวันที่ผู้สู้ราคาสูงสุดได้ชำระราคาครบถ้วนเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ได้เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 16,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.5752/2545 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19307 , 22013 และ 22015 ของบริษัทบี เอส เอ็ม ซี ไมนิ่ง จำกัด ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 70,500,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยจำเลยวางเงินมัดจำ 50,000 บาท และจะชำระราคาส่วนที่เหลือ 70,450,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปอีก 3 เดือน ครบกำหนดวันที่ 10 ธันวาคม 2548 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกครั้ง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง และจำเลยมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงริบเงินมัดจำ 50,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ในการประมูลซื้อที่ดินพิพาท และจะนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ ซึ่งนายสุธีภาคย์เป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 50,000,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายสุธีภาคย์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยนายสุธีภาคย์วางเงินมัดจำ 3,500,000 บาท จะชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป แต่นายสุธีภาคย์มิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือภายในเวลาที่กำหนด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงริบเงินมัดจำที่นายสุธีภาคย์วางไว้ในการประมูลซื้อที่ดินพิพาท และจะนำที่ดินออกขายทอดตลาดใหม่ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ ในครั้งนี้มีนายเจตน์เป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 50,000,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายเจตน์กับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยนายเจตน์วางเงินมัดจำ 3,500,000 บาท ชำระราคาส่วนที่เหลือ 46,500,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป ครั้นวันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายเจตน์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 46,500,000 บาท ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยองจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายเจตน์แล้ว หลังจากนั้นนายเจตน์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบว่านายเจตน์ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้องและศาลฎีกาพิพากษายกฎีกา คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจากกรมบังคับคดี

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เรียกเงินราคาในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดเนื่องจากจำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคา เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำเอาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำและได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หลังจากจำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงสุดแล้วละเลยเสียไม่ชำระราคาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกขายทอดตลาดซ้ำอีกถึงสองครั้งเพราะผู้ประมูลครั้งที่สองก็ไม่ได้ชำระราคาและถูกริบมัดจำเช่นเดียวกันกับจำเลยจนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงออกประกาศขายทอดตลาดใหม่ จนกระทั่งนายเจตน์เข้าประมูลสู้ราคาสูงสุดจำนวน 50,000,000 บาท และชำระราคาครบถ้วนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 การขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าวจึงต้องถือว่าวันที่ผู้สู้ราคาสูงสุดได้ชำระราคาครบถ้วนเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินในส่วนที่ขาดจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ได้เป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและทำสัญญาซื้อขายตามที่จำเลยฎีกา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 นับแต่วันดังกล่าวไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาเดิมคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาคนเดิมต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดจึงเป็นความรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดจำนวนไว้แน่นอนแล้วว่าเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้สู้ราคาคนเดิมเสนอกับราคาที่ขายได้ในครั้งหลัง แม้ในหนังสือสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ข้อ 2.3 จะมีข้อความระบุว่า "หากจำเลยไม่ชำระค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด จำเลยยอมรับผิดชดใช้ให้เต็มจำนวนที่จำเลยประมูลไว้ในครั้งก่อน" ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงการนำเงื่อนไขตามหลักกฎหมายข้างต้นมาระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการตกลงกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ราคาส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดชำระจึงไม่เป็นเบี้ยปรับที่ศาลจะลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดโดยนำเงินมัดจำที่เจ้าพนักงานบังคับคดีริบไว้มาหักออกจากส่วนต่างราคาที่จำเลยจะต้องรับผิด ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2563
#662404
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของเครื่องหมายการค้า ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนพิจารณาว่ารายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้าได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ต่างก็มีคำว่า OASIS เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นเช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบอยู่ที่ด้านหลังด้วย แต่ก็เป็นเพียงภาคส่วนประกอบเท่านั้น สำหรับเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส หรือโอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับได้ว่ามีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกันอย่างมาก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งในส่วนนี้ แต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียน ช่องทางการจำหน่ายสินค้า และกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์และผู้บริโภคสินค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นสำคัญด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790118 ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค205612 ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้โดยการพกพาติดตัวหรือใช้เป็นส่วนประกอบเสริมกับเครื่องแต่งกาย จึงมีลักษณะการใช้ควบคู่หรืออยู่เคียงกับเครื่องแต่งกายของผู้บริโภคโดยทั่วไป แม้จะเป็นการจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน แต่สินค้ามีลักษณะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันดังกล่าว ผู้บริโภคสินค้าก็เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกซื้อสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว ก็มีโอกาสที่จะสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือได้ว่าสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1322/2558 เรื่อง เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 และให้จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1322/2558 เรื่อง เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 790118 แล้วให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศอังกฤษยื่นคำคัดค้านว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้ใช้ โฆษณา เผยแพร่ และจำหน่ายสินค้าที่มีลักษณะเดียวกันมาก่อน ทั้งได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วในต่างประเทศ และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอักษรโรมันคำว่า OASIS แล้วในประเทศไทยจำนวน 4 คำขอ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนที่เป็นอักษรโรมันคำว่า OASIS ซึ่งเรียกขานว่า โอเอซิส เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด แต่เมื่อนำไปใช้กับสินค้าและบริการต่างจำพวกกัน และรายการสินค้าและบริการไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงชอบที่จะได้รับจดทะเบียนโดยไม่ขัดต่อมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ประกอบกับอักษรโรมันคำว่า OASIS แปลว่า บริเวณอุดมสมบูรณ์ในทะเลทราย จึงเป็นคำธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ที่บุคคลใดจะมีสิทธิหวงกันไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียวได้ และหลักฐานที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด นำส่งก็ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จึงให้ยกคำคัดค้านของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 790118 ต่อไป โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 วินิจฉัยว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ทะเบียนเลขที่ ค205612 แล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า OASIS เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า โอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกกันก็ตาม แต่เมื่อรายการสินค้ามีลักษณะเป็นเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายหรือใช้ประกอบในการแต่งกายเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของเครื่องหมายการค้า ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนพิจารณาว่ารายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ทั้งต้องคำนึงถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้าได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ที่โอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ต่างก็มีคำว่า OASIS เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นเช่นเดียวกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปต้นมะพร้าวประดิษฐ์ประกอบอยู่ที่ด้านหลังด้วย แต่ก็เป็นเพียงภาคส่วนประกอบเท่านั้น สำหรับเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส หรือโอเอซิส ต้นมะพร้าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด อาจเรียกขานได้ว่า โอเอซิส นับได้ว่ามีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกันอย่างมาก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งในส่วนนี้ แต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียน ช่องทางการจำหน่ายสินค้า และกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์และผู้บริโภคสินค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด เป็นสำคัญด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน) เสื้อกีฬา กางเกง (ยกเว้นกางเกงกีฬา) กางเกงชั้นใน เข็มขัด รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เสื้อสำหรับเด็ก หมวก ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย ส่วนเครื่องหมายการค้าของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 18 รายการสินค้า หนังฟอกและหนังเทียม หีบเดินทางและกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก กระเป๋าสะพายนักเรียน กระเป๋าหนังใส่ชุดเครื่องใช้เดินทาง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงใส่ของทำด้วยหนัง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าที่เปิดออกสองข้างที่มีสายรัด เครื่องสะพายหลัง กระเป๋าจ่ายของ กระเป๋าใส่ของใช้ชายหาด กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เอกสาร กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าใส่บัตรเครดิต กระเป๋าใส่บัตรธุรกิจ กระเป๋าใส่สตางค์ ร่มและร่มกันแดด ไม้เท้า ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้โดยการพกพาติดตัวหรือใช้เป็นส่วนประกอบเสริมกับเครื่องแต่งกาย จึงมีลักษณะการใช้ควบคู่หรืออยู่เคียงกับเครื่องแต่งกายของผู้บริโภคโดยทั่วไป แม้จะเป็นการจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน แต่สินค้ามีลักษณะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันดังกล่าว ผู้บริโภคสินค้าก็เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกซื้อสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว ก็มีโอกาสที่จะสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือได้ว่าสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า OASIS ของโอเอซิส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2829/2563
#663388
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเราหรือไม่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบต่อสู้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่โรงอาหารของโรงเรียน ต่อมา ว. พวกของจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายที่ 2 ไปร่วมประเวณีที่ห้องน้ำของโรงเรียนแล้วบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ที่ห้องน้ำ จากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันในลักษณะต่อเนื่องกันในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนกับพวกต้องรู้กันและตกลงกันในขณะที่นั่งรอ ว. ว่าผู้ใดจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสตั้งตัวและหลบหนีหรือขัดขืนได้ แล้วเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำทันที แม้ไม่มีจำเลยอื่นหรือบุคคลใดเข้าช่วยเหลือสนับสนุนหรือให้ความสะดวกให้มีการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เพราะจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ครบทุกคน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย แม้เด็กจะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำต่อเนื่องกันหลังจากที่ ว. ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำ แม้เป็นเพียงชั่วคราวก็ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่จะต้องร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 มายังที่เกิดเหตุถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 27 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 ส่งข้อความทางโปรแกรมเฟซบุ๊กถึงนาย ว. ให้มารับผู้เสียหายที่ 2 ไปดื่มสุรา ต่อมานาย ว. ขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 พาไปที่โรงอาหารของโรงเรียน เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 6 คน นาย ว. กับพวกชวนผู้เสียหายที่ 2 นั่งเล่นที่โรงอาหารดังกล่าว จากนั้นนาย ว. พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ห้องน้ำของโรงเรียนแล้วร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอม แล้วนาย ว. บอกผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ในห้องน้ำก่อน ระหว่างนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 6 คน เข้าไปในห้องน้ำทีละคนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำพบนาย ช. ปลัดอำเภอบ้านกรวด นาย ช. ติดต่อทางโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายที่ 1 มารับผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นนำจำเลยทั้งสามกับพวกซึ่งถูกจับกุมได้และผู้ปกครองมามอบตัวพร้อมพาผู้เสียหายทั้งสองไปสถานีตำรวจภูธรบ้านกรวด ร้อยตำรวจเอก ธ. พนักงานสอบสวน ส่งผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบ้านกรวด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเราหรือไม่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบต่อสู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยทั้งสามกระทำชำเรา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่โรงอาหารของโรงเรียน ต่อมานาย ว. พวกของจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายที่ 2 ไปร่วมประเวณีที่ห้องน้ำของโรงเรียน แล้วบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 รออยู่ที่ห้องน้ำ จากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันในลักษณะต่อเนื่องกันในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนกับพวกต้องรู้กันและตกลงกันในขณะที่นั่งรอนาย ว. ว่าผู้ใดจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนหลังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสตั้งตัวและหลบหนีหรือขัดขืนได้ แล้วเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำทันที แม้ไม่มีจำเลยอื่นหรือบุคคลใดเข้าช่วยเหลือสนับสนุนหรือให้ความสะดวกให้มีการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เพราะจำเลยทั้งสามกับพวกแต่ละคนได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ครบทุกคน การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย แม้เด็กจะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำต่อเนื่องกันหลังจากที่นาย ว. ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้องน้ำ แม้เป็นเพียงชั่วคราวก็ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่จะต้องร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 มายังที่เกิดเหตุถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านแล้วถูกจำเลยทั้งสามกับพวกกระทำชำเรา ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาอันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม) ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวพลพร ไวทยางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2563
#663661
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 319

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.3 ข้อ 1.5 ข้อ 1.7 ข้อ 1.9 ข้อ 1.11 ข้อ 1.13 ข้อ 1.15 ข้อ 1.17 ข้อ 1.19 ข้อ 1.21 ข้อ 1.23 ข้อ 1.25 ข้อ 1.27 ข้อ 1.29 ข้อ 1.31 ข้อ 1.33 ข้อ 1.35 ข้อ 1.37 ข้อ 1.39 ข้อ 1.41 ข้อ 1.43 ข้อ 1.45 ข้อ 1.47 ข้อ 1.49 ข้อ 1.51 ข้อ 1.53 ข้อ 1.55 และ ข้อ 1.57 รวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามคำฟ้องข้อ 1.59 ถึงข้อ 1.67 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามคำฟ้องข้อ 1.2 ข้อ 1.4 ข้อ 1.6 ข้อ 1.8 และข้อ 1.10 รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามคำฟ้องข้อ 1.12 ข้อ 1.14 ข้อ 1.16 ข้อ 1.18 ข้อ 1.20 ข้อ 1.22 ข้อ 1.24 ข้อ 1.26 ข้อ 1.28 ข้อ 1.30 ข้อ 1.32 ข้อ 1.34 ข้อ 1.36 ข้อ 1.38 ข้อ 1.40 ข้อ 1.42 ข้อ 1.44 ข้อ 1.46 ข้อ 1.48 ข้อ 1.50 ข้อ 1.52 ข้อ 1.54 ข้อ 1.56 และข้อ 1.58 รวม 24 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวมจำคุก 444 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี (ที่ถูก ไปเพื่อการอนาจาร) รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 24 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 29 กระทง ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 9 กระทง และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 24 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดบัญญัติระวางโทษสำหรับความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองที่เบิกความว่า ไม่ประสงค์จะให้จำเลยถูกจำคุก ประกอบกับจำเลยได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท และจะรับผิดชอบเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 เป็นภริยา ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ตกลงกับจำเลยว่า หากจำเลยได้ทำตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จะไม่ติดใจเอาความและดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป โดยในวันที่ทำบันทึกจำเลยได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยก็ได้แต่งงานกับผู้เสียหายที่ 2 และเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 เป็นภริยา ทั้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 2 รักชอบพอจำเลยและมีเพศสัมพันธ์กันเป็นประจำจนผู้เสียหายที่ 2 ตั้งครรภ์ โดยจำเลยมิได้ใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งจำเลยยังเป็นโสด ไม่เคยมีภริยามาก่อน และหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ผู้เสียหายที่ 2 ได้คลอดบุตร จำเลยก็เป็นผู้แจ้งเกิดโดยระบุว่าตนเป็นบิดาและได้ให้การอุปการะดูแลผู้เสียหายที่ 2 กับบุตรด้วยดีตลอดมา กรณีจึงมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายที่ 2 และบุตร ยิ่งกว่าจะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แม้ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม วางโทษจำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติไว้ 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายชนันดา หัวดอน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ วิทูรากร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2811 -ที่ 2813/2563
#649861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกกับพวกสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยหลอกลวงคนไทย คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและสัญชาติอื่นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปบังคับใช้แรงงานเป็นลูกเรือประมง โดยใช้กลอุบายหลอกลวง บังคับขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้พวกผู้เสียหายดื่มจนพวกผู้เสียหายมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วนำพวกผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อบังคับใช้แรงงานในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ เป็นการข่มขืนใจและทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการทำงานของผู้เสียหายทั้งเจ็ดก็ตาม แต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังเช่นที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งหกตามข้อเท็จจริงนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 310, 310 ทวิ ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 199,500 บาท 222,500 บาท 516,000 บาท 516,000 บาท 466,000 บาท 466,000 บาท และ 466,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำขอ

จำเลยที่ 6 ไม่ให้การในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 และภริยาเป็นผู้ดูแลบ่อเลี้ยงกุ้งดังกล่าว ผู้เสียหายทั้งเจ็ดพักอาศัยอยู่ที่บ่อเลี้ยงกุ้งนั้นเป็นเวลาหลายวัน จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปขอคัดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และทำหนังสือคนประจำเรือ ต่อมาผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปลงเรือซึ่งจดทะเบียนเรือไทยมีนางสาวมาลี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้เสียหายทั้งเจ็ดทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 4 ผู้ว่าจ้าง นางสาวมาลีเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เรือแพรไหมซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นไต้ก๋ง และจำเลยทั้งเจ็ดกับผู้อื่นรวม 25 คน เป็นลูกเรือ เดินทางออกทะเลไปเกาะอัมบน ซึ่งอยู่ในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และลอยลำอยู่ที่เกาะดังกล่าวเพื่อขออนุญาตจับปลา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 หลบหนีขึ้นไปบนเกาะดังกล่าว คณะผู้แทนไทยซึ่งไปสอบสวนคดีการบังคับใช้แรงงานไทยในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พบผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับแรงงานคนไทยคนอื่นรวม 6 คน และส่งตัวกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับการคัดแยกเป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษในกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ โดยให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาพนักงานสอบสวนประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ยังคงทำงานอยู่บนเรือแพรไหมได้ และส่งตัวกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 ได้รับการคัดแยกเป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งหกว่า สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งได้กระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งได้กระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงว่า ข้อใดควรรับฟังได้หรือไม่และเพียงใด เพราะเหตุผลใด ไม่ใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไรแล้วศาลจะต้องรับฟังตามนั้นเสมอไป ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า คนร้ายชักชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ขณะอยู่ที่สถานีรถไฟหัวลำโพงไปทำงานบนเรือประมง แล้วคนร้ายพ่นควันบุหรี่ใส่ และให้ดื่มน้ำสีแดงกับน้ำโพลาริส ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มึนงง คนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปร้านอาหารในจังหวัดสมุทรสาคร แล้วจำเลยที่ 1 พาไปบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุ นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันบ่งชี้ว่าคนร้ายดังกล่าวเกี่ยวข้องอย่างไรกับจำเลยทั้งหก และไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าน้ำสีแดงกับน้ำโพลาริสเป็นยาพิษดังที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคนร้ายพ่นควันบุหรี่ใส่ด้วย ก็เป็นคำเบิกความที่เลื่อนลอย ปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกับคนร้ายใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดื่มจนมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ที่นายภานุและพันตำรวจโทคมวิชช์เบิกความว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นสถานที่กักขังนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นพื้นที่โล่งมีทางเข้าออกหลายทางและรถสามารถผ่านเข้าออกได้ จึงไม่มีสภาพเป็นที่กักขังดังที่นายภานุและพันตำรวจโทคมวิชช์เบิกความกล่าวอ้าง ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไม่มีสภาพเป็นสถานที่กักขัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุเป็นที่เปลี่ยว มีสุนัขจำนวนมาก และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่รู้จักสภาพพื้นที่มาก่อน ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจึงไม่กล้าหลบหนี นั้น แม้บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุเป็นที่เปลี่ยว และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่รู้จักสภาพพื้นที่มาก่อนดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่กล้าหลบหนีเสมอไป ทั้งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ต้องหาทั้งสอง (จำเลยที่ 1 และที่ 2) ของผู้เสียหายที่ 6 ในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องปรากฏว่า ผู้ใดจะเดินออกไปจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุก็ได้ ผู้เสียหายบางคนเดินออกไปตลาดด้วย ส่วนตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 ประกอบสำเนาบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 ที่ว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสุนัขจำนวนมากนั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายอื่นไม่ปรากฏว่าได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้แต่อย่างใด อีกทั้งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของผู้เสียหายที่ 3 ก็ปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 3 กับพวกมีอิสระสามารถออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไปตลาดได้ตลอดเวลา และตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของผู้เสียหายที่ 7 ปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 7 กับพวกออกไปจากบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุไปซื้อสิ่งของข้างนอก 1 ครั้ง ดังนั้น แม้บ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุมีสุนัขจำนวนมากดังที่ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 7 เบิกความกล่าวอ้าง ก็ไม่น่าเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่กล้าหลบหนีดังที่โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงบังคับใช้แรงงานผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกกับพวกที่หลบหนีสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยหลอกลวงคนไทย คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและสัญชาติอื่นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปบังคับใช้แรงงานเป็นลูกเรือประมง โดยใช้กลอุบายหลอกลวง บังคับขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันใช้ยาพิษใส่ในน้ำหรือน้ำแดงหรือสุราให้พวกผู้เสียหายดื่มจนพวกผู้เสียหายมึนงง ขาดสติ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วนำพวกผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อบังคับใช้แรงงานในเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวคือ จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปและโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พาไป หน่วงเหนี่ยว กักขัง จัดให้อยู่อาศัย รับไว้ซึ่งผู้เสียหายทั้งเจ็ด โดยฉ้อฉล ข่มขู่ บังคับตามพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น และใช้แรงงานให้ทำงานเป็นลูกเรือประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เสมียนนำสัญญากู้เงินไปให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง และผู้เสียหายทั้งเจ็ดไม่ได้รับเงินกู้ แต่ต้องทำงานบนเรือประมงเพื่อหักใช้หนี้ เป็นการข่มขืนใจและทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการทำงานของผู้เสียหายทั้งเจ็ดดังที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังเช่นที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จึงไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งหกตามข้อเท็จจริงนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จําต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 เบิกความแตกต่างจากที่ให้การในชั้นสอบสวนเพราะเหตุใดอีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760/2563
#662874
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์และโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในวันที่ 26 กันยายน 2558 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่าสามเดือน แต่ยังไม่พ้นอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) ซึ่งอนุญาตให้ฟ้องคดีภายในสิบปี นับแต่วันกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 ของศาลแขวงลพบุรีนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ถอนคำร้องทุกข์เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลชั้นต้นได้ประทับฟ้องไว้แล้ว ไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์โดยเจตนาที่จะไม่เอาผิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ทำสัญญาขายสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน กย 7069 ขอนแก่น ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัททิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 โจทก์ร้องทุกข์เกี่ยวกับเหตุคดีนี้ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จากนั้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงลพบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 เนื่องจากยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้แล้ว ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ตกลงขายสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 กับพวกว่าจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท และต้องเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเสียก่อน โจทก์จึงจะมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกใช้อุบายหลอกลวง โจทก์จึงยอมมอบรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวกไป ทั้งโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า สาเหตุที่ไม่ระบุข้อตกลงดังกล่าวในหนังสือสัญญาขายรถยนต์ให้ครบถ้วนตามที่ตกลงกันนั้น เนื่องจากเชื่อใจว่าจำเลยที่ 1 กับพวก จะต้องเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อจริง พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์หลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาซื้อสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์จริง มิฉะนั้น โจทก์คงไม่ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับจำเลยที่ 1 และมอบรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวกไป หาได้มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของโจทก์ว่าประสงค์เพียงเงิน 50,000 บาท โดยต้องการให้รถยนต์ตามฟ้องพ้นไปจากความรับผิดชอบของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ทั้งโจทก์ยังต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทผู้ให้เช่าซื้ออยู่ และอาจจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องหากมีผู้นำรถยนต์ตามฟ้องไปกระทำความผิด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์และโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในวันที่ 26 กันยายน 2558 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่าสามเดือน แต่ยังไม่พ้นอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ซึ่งอนุญาตให้ฟ้องคดีภายในสิบปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1238/2560 ของศาลแขวงลพบุรีนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ถอนคำร้องทุกข์เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลชั้นต้นได้ประทับฟ้องไว้แล้ว ไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์โดยเจตนาที่จะไม่เอาผิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3) ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวพิชาณี สำเภาเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2759/2563
#661339
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นราษฎรอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลต่างจังหวัด ไม่มีประวัติการต้องโทษติดตัว ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกชาวบ้านก็เคยชักชวนกันร่วมลงทุนไปซื้อถ้วยชามแล้วนำเงินมาแบ่งปันกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามก็เป็นราษฎรหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน และการร่วมเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงล่อใจนั้น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและสมาชิกทั้งหลายก็รู้เห็นแต่แรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุมากย่างเข้าสู่วัยชรา ความจำเป็นส่วนตัวคงไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 มากนัก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลงไปใช้เงินตามส่วนที่ควรรับผิดแล้ว ก็คงมีโอกาสจะได้รับให้รอการลงโทษได้ทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอเวลาหาเงินไปชำระโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามมานั้น ส่วนหนึ่งแสดงว่าได้สำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว เมื่อโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี แม้ลักษณะการกระทำความผิดจะค่อนข้างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งเมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สภาพความผิด และการพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว กรณีมีเหตุควรปรานีโดยให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเพื่อคุมความประพฤติไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชกำหนดการกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83, 91, 341, 343 และให้จำเลยทั้งห้าคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสาม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,658,930 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ศาลชั้นต้นเห็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์และให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ง) (2) (ก), 12 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้า เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 2 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินให้โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 185,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 95,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 23,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 147,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 66,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 1,170 บาท โจทก์ร่วมที่ 7 จำนวน 76,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 8 จำนวน 64,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 9 จำนวน 71,340 บาท โจทก์ร่วมที่ 10 จำนวน 13,370 บาท โจทก์ร่วมที่ 11 จำนวน 152,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 12 จำนวน 42,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 13 จำนวน 47,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 14 จำนวน 38,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 15 จำนวน 76,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 16 จำนวน 28,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 17 จำนวน 247,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 18 จำนวน 6,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 19 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 20 จำนวน 40,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 21 จำนวน 10,500 บาท และโจทก์ร่วมที่ 23 จำนวน 95,000 บาท ยกฟ้องข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี 6 เดือน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้จำเลยที่ 5 คืนเงินหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 22 จำนวน 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 23 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ไขคำให้การ ให้ยกคำร้อง และไม่รับคำให้การ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่ากองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง ก่อตั้งเมื่อปี 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปซื้อถ้วยชามแล้วนำมาแบ่งกันใช้ระหว่างสมาชิก มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝางต่อมาจำเลยทั้งห้าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง นอกจากนี้จำเลยทั้งห้ายังได้นำเงินให้นางสาย กู้ยืม สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม เรื่องนี้เมื่อโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ศาลชั้นต้นรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไม่ชอบ ชั้นนี้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปเฉพาะเรื่องความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนโดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด และการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต ที่จะพอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดี ทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลงผิดต่อสู้ นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 1 (ก) โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดว่า จำเลยทั้งห้าคนได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2554 เวลากลางวันถึงประมาณเดือนตุลาคม 2557 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา การบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นความผิดหลายบทหลายกรรมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เวลากลางวัน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นถึงประมาณวันที่ 31 ตุลาคม 2557 เวลา 24 นาฬิกา ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องตลอดมา โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่า จำเลยทั้งห้าโดยทุจริตได้บังอาจร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและประชาชนผู้ถูกหลอกลวงโดยได้บรรยายถึงวิธีการที่อ้างว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและวิธีการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและประชาชน ตลอดจนการให้กู้ยืมเงินที่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันออกเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดี โดยตอนท้ายได้บรรยายฟ้องด้วยว่า เหตุเกิดที่ตำบลวังเพิ่ม อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น อันเป็นสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิด ซึ่งศาลได้อ่านอธิบายให้จำเลยทั้งห้าฟังแล้ว จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ต่อสู้คดีตลอดมา แสดงว่าจำเลยทั้งห้าเข้าใจข้อหาได้ดีไม่หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนี้กับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 โจทก์ฟ้องเข้ามาในคดีนี้ด้วยกันและในข้อเดียวกัน โดยที่ความผิดทั้งสองฐานมีหลักการและเหตุผลต่างกัน และองค์ประกอบแห่งความผิดก็ต่างกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนก็มีผลเป็นการยกฟ้องไปแต่เฉพาะความผิดฐานนี้ ไม่มีผลกระทบให้ต้องไปยกฟ้องในความผิดฐานอื่นด้วย กรณีไม่ใช่เรื่องการพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยถึงสองครั้งในความผิดครั้งเดียว ดังนี้ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีก็ถึงที่สุด ไม่มีผลให้สิทธินำคดีอาญาฟ้องสำหรับความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนต้องระงับไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แต่อย่างใด และกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยพิพากษายกฟ้องในประเด็นเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไปแล้วด้วยการพิจารณาพิพากษาความผิดฐานนี้ต่อไป จึงไม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น อันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำที่ต้องห้ามตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาและฎีกาเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อที่มีสาระสำคัญต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำการแทนสมาชิกในกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง หรือกระทำในฐานะตัวแทนกองทุน มิได้กระทำการกู้ยืมเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งห้าเอง และจำเลยทั้งห้าไม่ได้รับประโยชน์จากเงินที่ตนรับมาจึงมิใช่ผู้กู้ยืม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เห็นว่า กองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝาง ไม่ปรากฏว่ามีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย ได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานกองทุน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ เบื้องต้นย่อมถือว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันดำเนินการด้วยตนเองในนามกองทุน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการเป็นตัวแทนสมาชิกในกองทุน หรือตัวแทนกองทุน จำเลยทั้งห้าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งห้าเองนี้ ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยตรงและฟังเป็นที่ยุติแล้วโดยแจ้งชัด ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งห้าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากเงินที่ตนได้รับมาด้วยหรือไม่ อย่างไรนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีกรณีหนึ่งที่เอาผิดแก่ผู้ใดที่โฆษณาหรือประกาศต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้โดยตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจะประกอบกิจการใด ๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ เห็นได้ว่า การกระทำโดยตนรู้หรือควรรู้เช่นนั้น ยังกระทำไปก็เป็นความผิดได้ ซึ่งผลจากการกระทำที่ตนรู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วว่า ไม่สามารถจะประกอบกิจการใด ๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์พอเพียงนั้นเอง หากยังได้ขืนกระทำไปก็อาจเป็นทางที่นำมาซึ่งการสูญเสียเงินที่กู้ไป เกิดความเสียหายขึ้นแสดงว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมีหลักการและเหตุผลสำคัญแตกต่างไปจากการกู้ยืมเงินโดยปกติทั่วไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายอันจะเกิดแก่ประชาชนและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ไม่มีข้อความใดบัญญัติว่า ผู้กระทำอันจะเป็นความผิดจะต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่งจากผู้ให้กู้ยืมมานั้น ก็มีเหตุผล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุที่จะให้เวลาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หาเงินมาชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม หรือควรกำหนดวิธีการอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นราษฎรอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลต่างจังหวัด ไม่มีประวัติการต้องโทษติดตัว ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกชาวบ้านก็เคยชักชวนกันร่วมลงทุนไปซื้อถ้วยชามแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันตามเอกสารท้ายฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเป็นราษฎรหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน และร่วมเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลบ้านปากห้วยฝางด้วยกันถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงล่อใจนั้น โจทก์ร่วมและสมาชิกทั้งหลายก็รู้เห็นแต่แรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุมากย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว สภาพ สถานะ และความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คงไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 มากนัก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลง ใช้เงินไปตามส่วนที่ควรรับผิดแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็คงมีโอกาสจะได้รับให้รอการลงโทษได้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอหาเวลาหาเงินไปชำระโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามมานั้น ส่วนหนึ่งแสดงว่าได้สำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว ดังนี้ เมื่อโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เคยต้องโทษมาก่อนแม้ลักษณะการกระทำความผิดจะค่อนข้างร้ายแรง แต่เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติความประพฤติ สภาพความผิด และการพยายามบรรเทาผลร้าย เห็นว่า กรณียังมีเหตุควรปรานีให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้ก่อน ทั้งนี้ ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้วางเงินเพื่อชำระหนี้ตามส่วนที่ตนรับผิด แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่วางเงิน จึงให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 เป็นข้อการใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามไว้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟัง กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ในระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษ โดยให้จำเลยที่ 1 ไปตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายกับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟัง และขวนขวายชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามตามที่ตกลงให้เรียบร้อยเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันเริ่มต้นรอการกำหนดโทษไว้ดังกล่าว แจ้งให้พนักงานคุมประพฤติสอดส่องและทำรายงานและความเห็นเกี่ยวกับการคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 เสนอต่อศาลชั้นต้นโดยเร็ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57 ต่อไป ยกฎีกาโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
โจทก์ร่วม — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายสวัสดิ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2753/2563
#662462
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการส่วนนี้ให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบมีดของกลาง กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 714,540 บาท แก่กรมป่าไม้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 714,540 บาท แก่กรมป่าไม้ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยทั้งสองฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท แก่กรมป่าไม้ โทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 714,540 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 100,000 บาท จึงไม่ชอบเนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยไม่โต้แย้งในเรื่องค่าเสียหาย หากจำเลยทั้งสองโต้แย้งตั้งแต่ต้น โจทก์จะได้มีโอกาสนำพยานเข้าสืบในประเด็นเรื่องค่าเสียหายดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ตอนท้าย และคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการส่วนนี้ให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสองในคดีส่วนแพ่งแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 26/4 ม. 26/5 ม. 31 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายสิทธิเดช สิงห์บุระอุดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธงชัย เสนามนตรี
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737/2563
#656684
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดในที่ดินพิพาท เป็นการบุกรุกและรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนการที่จำเลยของดการรังวัดที่ดินพิพาทไว้ก่อนเนื่องจากไม่สามารถนำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้ชัดเจนนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยได้กระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงหามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ไม่

ผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างมาในคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง กับขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ดังนั้นเมื่อโจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินแปลงตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขป เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ให้โจทก์มอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองและให้ขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ร้องสอดขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลโคกสาร อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ตามแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง และยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดในที่ดินพิพาท เป็นการบุกรุกและรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยของดการรังวัดที่ดินพิพาทไว้ก่อนเนื่องจากไม่สามารถนำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้ชัดเจนนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงหามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างมาในคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง กับขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ดังนั้นเมื่อโจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะเรียกคู่ความมากำหนดทุนทรัพย์และเรียกค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความมากำหนดทุนทรัพย์ที่พิพาท และเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง สำหรับค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
ผู้ร้องสอด — นาง ห. กับพวก
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายณัฏฐ์ สุวรรณศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2714/2563
#663422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่ตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลที่เห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ โดยขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จริง โดยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี คำให้การดังกล่าวของจำเลยหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด อีกทั้งในวันสืบพยานโจทก์เมื่อโจทก์นำผู้เสียหายที่ 2 เข้าเบิกความต่อหน้าจำเลยในช่วงเช้า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบศาลว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปี จำเลยย่อมต้องทราบแล้วว่า ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในช่วงบ่าย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91, 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย และข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร เป็นจำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ที่ศาลจะต้องอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาแม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการไว้แล้ว ซึ่งแสดงว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องและการขอแก้ไขคำให้การของจำเลย สามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลที่เห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่จำเลยยื่นคำให้การใหม่และขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ โดยขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จริง โดยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี นั้น คำให้การดังกล่าวของจำเลยหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด อีกทั้งในวันสืบพยานโจทก์เมื่อโจทก์นำผู้เสียหายที่ 2 เข้าเบิกความต่อหน้าจำเลยในช่วงเช้า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบศาลว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปี จำเลยย่อมต้องทราบแล้วว่า ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกิน 15 ปี ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในช่วงบ่าย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และ 279 วรรคสอง (เดิม) ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 14 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 91 ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย
ศาลอุทธรณ์ — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2563
#661328
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อในคดีส่วนอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 และฐานกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้มา โดยผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ฎีกามาด้วยนั้น ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 145, 310, 337 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 30,000 บาท และร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้ผู้ร้องที่ 1 ตกใจและหวาดกลัว เป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้ผู้ร้องที่ 2 ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก), 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนผู้อื่นพยายามกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบกุญแจมือของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ในความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน และความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก (เดิม) และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) และ 337 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ของกลางอื่นนอกจากกุญแจมือให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมจะระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่นายรัตนพล ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 กับนางสาวจิราพร และนายจิรศักดิ์ พี่สาวและพี่ชายของผู้ร้องที่ 2 อยู่ที่บ้านเกิดเหตุ มีนายมนูญ นายมานิต และจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้าน โดยนายมนูญแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามเรื่องรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 2 ครอบครองอยู่ อ้างว่าได้มาโดยผิดกฎหมาย จากนั้นได้ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 พาขึ้นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กค 2204 พัทลุง ซึ่งจำเลยที่ 2 จอดติดเครื่องยนต์รออยู่หน้าบ้านและขับไปยังศาลาริมบึง โดยมีนายมานิตขับรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องที่ 2 ตามออกไป นายจิรศักดิ์จึงโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาทราบ ผู้ร้องที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุแต่ไม่พบผู้ร้องที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไปแต่ไม่ทัน ระหว่างนั้นมีผู้โทรศัพท์มาหาผู้ร้องที่ 1 แจ้งให้นำเงิน 70,000 บาท มามอบให้ มิฉะนั้นจะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 แต่มีการต่อรองจนเหลือ 30,000 บาท ต่อมานายจิรศักดิ์โทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามทราบว่าไม่มีคำสั่งให้จับกุมผู้ร้องที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมคนร้าย โดยไปดักซุ่มที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นจุดนัดหมายส่งมอบเงิน และพบจำเลยที่ 3 กับนายมานิตขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน กน 1202 สงขลา มายังจุดนัดหมาย มีการลดกระจกรถลงใกล้ผู้ร้องที่ 1 เพื่อพูดคุย เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 และนายมานิต แล้ววางแผนให้นายมานิตโทรศัพท์แจ้งนายมนูญให้ไปพบกันที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จากนั้นนำตัวจำเลยที่ 3 พร้อมกับนายมานิตไปซุ่มรอที่จุดนัดหมายและสามารถจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ขณะจอดรถจักรยานยนต์ที่หน้าจุดนัดหมายดังกล่าว ส่วนนายมนูญและจำเลยที่ 2 เมื่อขับรถยนต์ไปถึงจุดนัดหมายแล้วได้ขับรถหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจึงขับรถตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนนายมนูญหลบหนีไปได้ โดยขณะเจ้าพนักงานตำรวจวิ่งไล่จับนายมนูญและจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ในรถได้หลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 3 และสามารถจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โจทก์มิได้ฎีกาในฐานความผิดดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 2 นางสาวจิราพร และนายจิรศักดิ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธยืนยันว่า วันเกิดเหตุมีนายมนูญซึ่งแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่ามาขอตรวจสอบเรื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไป โดยมีนายมานิต และจำเลยที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุด้วย แล้วใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 นำตัวขึ้นรถยนต์แจ้งว่าจะพาไปสถานีตำรวจ จากนั้นผู้ร้องที่ 1 ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าให้หาเงินมาแลกกับอิสรภาพของผู้ร้องที่ 2 พยานทั้งสามยังเบิกความยืนยันด้วยว่าจำเลยที่ 1 และนายมนูญแต่งกายด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตสีดำมีป้ายคล้องคอลักษณะคล้ายสัญลักษณ์ของเจ้าพนักงานตำรวจ อีกทั้งนายจิรศักดิ์และผู้ร้องที่ 2 ต่างยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 ลักษณะการแต่งกายและพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าตนเคยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจรุ่นเดียวกับนายมนูญ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องรู้ว่าปัจจุบันนายมนูญไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว อีกทั้งต้องทราบถึงอำนาจหน้าที่และวิธีปฏิบัติการเข้าควบคุมตัวผู้กระทำความผิดว่าต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายมนูญชักชวนจำเลยที่ 1 ไปติดตามรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักและเข้าควบคุมตัวผู้ร้องที่ 2 ไปด้วยนั้น ล้วนมีลักษณะปฏิบัติการเช่นเดียวกับผู้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าตนมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น จึงเป็นการกระทำที่มิชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าการที่จำเลยที่ 1 ใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 แล้วพาขึ้นรถเป็นการใช้ทักษะในการควบคุมผู้ต้องหาในฐานะผู้ช่วยของเจ้าพนักงานนั้น เป็นการเลื่อนลอยและขัดต่อเหตุผล น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายมนูญแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังและร่วมกันกรรโชกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าระหว่างที่ถูกคนร้ายควบคุมตัวนั้น นายมนูญให้ผู้ร้องที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้มารดานำเงินมาไถ่ตัวมิฉะนั้นจะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่และได้ยินการสนทนาทั้งหมดด้วย การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายมนูญแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยใส่กุญแจมือผู้ร้องที่ 2 และนำผู้ร้องที่ 2 ขึ้นรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 2 จอดติดเครื่องยนต์รออยู่และขับรถไปตามเส้นทางที่นายมนูญบอก ระหว่างทางขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถและจำเลยที่ 1 อยู่ร่วมภายในรถนั้นนายมนูญได้โทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งสามัญชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ร่วมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 น่าจะท้วงติงโดยการปฏิเสธหรือพยายามหลีกเลี่ยงการร่วมเดินทางหรือขับรถให้กลุ่มคนร้ายในทันที ประกอบกับหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว นายมนูญไม่น่าจะกล้าโทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้ร้องที่ 2 ขณะที่มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ภายในรถยนต์ด้วย และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขับรถไล่ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และนายมนูญ จำเลยที่ 2 ก็น่าจะรีบจอดรถแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับขับรถพานายมนูญหลบหนี ทั้งเมื่อถึงทางตันก็ยังวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับนายมนูญ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบเจือสมว่าตนเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์ต่าง ๆ จริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายมนูญเป็นตัวการร่วมกันวางแผนหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 เพื่อกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 โดยแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อนายมนูญกับพวกโทรศัพท์เรียกเงินจากผู้ร้องที่ 1 เพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้วผู้ร้องที่ 1 แจ้งว่าขอเวลาหาเงินก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 เกิดความกลัวตามที่นายมนูญขู่เข็ญจึงยินยอมที่จะให้เงินตามที่ถูกขู่เข็ญ แม้ต่อมาจะมีการแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อวางแผนจับกุมก่อนที่ผู้ร้องที่ 1 แจ้งกลุ่มคนร้ายว่าเตรียมเงินไว้พร้อมส่งมอบ ก็เป็นการกระทำภายหลังจากที่มีการตกลงยอมให้เงินตามที่ถูกขู่เข็ญแล้ว มิใช่ผู้ร้องที่ 1 มอบเงินให้เพราะมีการวางแผนจับกุมโดยไม่เกิดความกลัวและไม่ยอมทำตามคำขู่เข็ญแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันในการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ร้องที่ 2 และฐานกรรโชกทรัพย์ผู้ร้องที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้มา โดยผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ฎีกามาด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข โดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 คนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ สำหรับจำเลยที่ 3 ให้เลื่อนไปโดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสร็จแล้วส่งคืนมาศาลฎีกาเพื่อพิพากษาคดีในส่วนแพ่งต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 145 วรรคแรก (เดิม) ม. 310 วรรคแรก (เดิม) ม. 337 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นาง ล. กับพวก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเกียรตินันท์ แสงชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2563
#662582
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76/1 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76/1 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน และบทกำหนดโทษฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 76/1 วรรคสี่ ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 76/1 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากันเช่นเดียวกัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 51, 54 รวมกับความผิดฐานอื่น ๆ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 8, 9, 101, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยทั้งสามจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76/1, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 7, 11, 12, 18, 41, 58, 62, 64, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 10, 27, 51, 54, 57, 60 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่ากับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท ฐานร่วมกันผลิตและมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 34,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 ปี 3 เดือน และปรับ 45,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 ไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี สถานเดียว ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน สถานเดียว ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน สถานเดียว ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม รวมโทษและโทษตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 13 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 15 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณป่าเกาะพะงัน เป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติทั้งที่ดินที่จำเลยที่ 3 ร่วมกันยึดถือครอบครองตามฟ้องมีเนื้อที่ถึง 34 ไร่เศษ นับว่าเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 กับพวกยังร่วมกันผลิตโดยปลูกต้นกระท่อม พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยที่ 3 สุขภาพไม่แข็งแรง ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76/1 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76/1 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน และบทกำหนดโทษฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 76/1 วรรคสี่ ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 76/1 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากันเช่นเดียวกัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 51, 54 รวมกับความผิดฐานอื่น ๆ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 8, 9, 101, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102 แห่งพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปและข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยทั้งสามจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 75 วรรคสอง (เดิม), 76/1 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 (เดิม) ม. 26/2 ม. 26/3 ม. 75 ม. 75 (เดิม) ม. 76/1 ม. 76/1 (เดิม)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ม. 8 ม. 9 ม. 17
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 51 ม. 54
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 8 ม. 9 ม. 101 ม. 102
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นาย ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายสุรพงศ์ เลิศธีระโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2600/2563
#654570
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบดีว่าโจทก์ห้ามมิให้ส่งข้อมูลที่จำเลยเข้าถึงและส่งไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของจำเลย เผยแพร่ไปสู่บุคคลภายนอก ให้ใช้ได้เฉพาะภายในบริษัทโจทก์เท่านั้น แสดงว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าว เป็นข้อมูลที่โจทก์หวงแหน ห้ามมิให้บุคคลอื่นได้เข้าถึง ดังนี้ การกระทำของจำเลยซึ่งลาออกจากบริษัทโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยยังเข้าไปในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่โจทก์มอบให้จำเลยสำหรับปฏิบัติงาน และส่งไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการบินพาณิชย์ อันเป็นความลับของโจทก์ ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 และมีสิทธิฟ้องจำเลย

องค์ประกอบความผิดข้อที่ว่า ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน หมายความว่า เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการกำหนดวิธีการเข้าสู่ระบบไว้โดยเฉพาะแล้ว หากผู้ไม่มีสิทธิเช่นจำเลยนี้ซึ่งได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้เข้าไปสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ หรือไม่มีสิทธิหรืออำนาจที่จะสามารถทำได้อีกต่อไป ผู้นั้นก็ย่อมมีความผิดตามมาตรา 7 ได้ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

มาตรา 3 บัญญัติว่า "ข้อมูลคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ปรากฏว่านิยามศัพท์คำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ได้ให้ความหมายคำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ไว้ว่า "ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือโทรสาร" ดังนั้น ความหมายจึงรวมไปถึงจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง และเป็นการกระทำกรรมเดียว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 จำคุก 1 เดือน และปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 20 วัน และปรับ 8,000 บาท พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทกานต์นิธิ เอวิเอชั่น จำกัด ต่อมาโอนย้ายมาเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 โจทก์มอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com ให้แก่จำเลยสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 จำเลยยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ และทำงานวันสุดท้ายวันที่ 15 กันยายน 2560 ครั้นวันที่ 22 กันยายน 2560 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันเวลาตามฟ้องที่เหตุเกิด จำเลยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชื่อ my_namexxxx@hotmail.com ของจำเลย ทั้งจำเลยไปทำงานที่สายการบินวิสดอม แอร์เวย์ และยื่นฟ้องโจทก์เรียกค่าจ้าง หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้รับค่าจ้างจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยได้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com เข้าถึงซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับจำเลย และจำเลยส่งออกซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ อันเป็นข้อมูลลับเกี่ยวกับการปฏิบัติติงานการบินพาณิชย์ โดยส่งออกไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยชื่อว่า my_namexxxx@hotmail.com โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยทราบดีว่าโจทก์ห้ามมิให้ส่งข้อมูลที่จำเลยเข้าถึงและส่งไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของจำเลย เผยแพร่ไปสู่บุคคลภายนอก ให้ใช้ได้เฉพาะภายในบริษัทโจทก์เท่านั้น แสดงว่า ข้อมูลคอมพิวตอร์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่โจทก์หวงแหน ห้ามมิให้บุคคลอื่นได้เข้าถึง ดังนี้ การกระทำของจำเลยซึ่งลาออกจากบริษัทโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยยังเข้าไปในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และส่งไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการบินพาณิชย์ อันเป็นความลับของโจทก์ ไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 7 และมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อ manutsanuxxxx@xxxairline.com จำเลยเป็นผู้กำหนดรหัสด้วยตนเอง มีเพียงจำเลยเท่านั้นที่รู้รหัสผ่าน มาตรการป้องกันนั้นจึงมิใช่ป้องกันจำเลยเข้าไปในกล่องจดหมาย จึงไม่ต้องด้วยองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น เห็นว่า ได้ความจากนายพรชรัส พยานโจทก์ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งไอที เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในครั้งแรกพนักงานฝ่ายไอทีสร้างจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา จะมอบรหัสในการเข้าใช้แก่จำเลย จากนั้นจำเลยจะต้องเปลี่ยนแปลงรหัสในการเข้าใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะเปลี่ยนรหัสแล้ว พนักงานไอทีทุกคนก็สามารถเข้าถึงจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มอบให้จำเลยใช้ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้รหัส แสดงว่า จำเลยหาใช่ผู้รู้รหัสและเข้าใช้งานได้แต่เพียงผู้เดียวไม่ ดังนั้น องค์ประกอบความผิดข้อที่ว่า ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน จึงหมายความว่า เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการกำหนดวิธีการเข้าสู่ระบบไว้โดยเฉพาะแล้ว หากผู้ไม่มีสิทธิเช่นจำเลยนี้ซึ่งได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้เข้าไปสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ หรือไม่มีสิทธิหรืออำนาจที่จะสามารถทำได้อีกต่อไป ผู้นั้นก็ย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ได้ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือไม่ เห็นว่า ตามนิยามศัพท์ มาตรา 3 บัญญัติว่า "ข้อมูลคอมพิวเตอร์" หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ปรากฏว่านิยามศัพท์คำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ได้ให้ความหมายคำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ไว้ว่า "ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือโทรสาร" ดังนั้น ความหมายจึงรวมไปถึง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดอนเมือง — นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อนุวัตร มุทิกากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2563
#663402
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยฐานรีดเอาทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 338 แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ ฟังไม่ได้ว่ามีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นวัตถุความลับตามฟ้องที่จะไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอยู่จริง การกระทำของจำเลยไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำ โดยการขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับโดยคลิปวิดีโอนั้น อย่างไรก็ตามได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันอันถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย การกระทำของจำเลยถือเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้ตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายที่ 2 ผู้ถูกขู่เข็ญ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยอมคืนสร้อยคอทองคำแก่จำเลย การกระทำจึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชกซึ่งมีโทษเบากว่า ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวพันกันกับความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาและเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยฐานกรรโชก ตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277, 283 ทวิ, 309, 317, 318, 338

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ร. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเสร็จสิ้น

ในคดีส่วนแพ่งจำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 309 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม), 338 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการหรือจำยอมต่อสิ่งใดกับฐานกระทำชำเราผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานรีดเอาทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 41 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เกิดวันที่ 1 มกราคม 2543 เมื่อเดือนมกราคม 2557 มารดาจำเลยติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ไปแสดงเป็นผู้เต้นหางเครื่องในคณะหมอลำของมารดาจำเลย ผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยจึงได้รู้จักกันและสนิทสนมรักกัน ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2557 มารดาจำเลยไปขอหมั้นผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 หมั้นกับจำเลย ฝ่ายจำเลยนำเงินสด 20,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท มาเป็นของหมั้น ตกลงกันว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 2 เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ให้แต่งงานกัน แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ยังไม่ได้มีการแต่งงานกัน ครั้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยกับมารดาจำเลยได้เจรจายกเลิกการแต่งงานระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 โดยฝ่ายจำเลยไม่ขอคืนของหมั้น และห้ามจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อกันต่อไป สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.3 ถึงข้อ 1.6 และความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีถึงที่สุด

ชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 กับความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ตามฟ้องข้อ 1.7 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเป็นพยาน พยานโจทก์ทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน พยานทั้งสองมาเบิกความมีรายละเอียดต่าง ๆ ได้ความเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 เป็นหญิงอายุน้อย ไม่เชื่อว่าจะมาเบิกความมีข้อความที่อาจทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยไม่เป็นความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบกับข้อความที่ผู้เสียหายที่ 2 พูดคุยกับจำเลยทางโทรศัพท์ และทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 2 บันทึกไว้ มีข้อความหลายตอนส่อแสดงว่า ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันด้วยแล้ว ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อว่าในวันเกิดเหตุเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขณะนั้นอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปที่บ้านจำเลย แล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ การกระทำเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปที่ใดและไม่ได้กระทำความผิดในวันดังกล่าว ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ไม่ชัดเจนว่า ในวันเกิดเหตุดังกล่าวนั้นหลังจากซ้อมเต้นหางเครื่องเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านจำเลยดังที่จำเลยอ้างจริงหรือไม่ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.7 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อพยานจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว มีการพูดคุยกันเรื่องการแต่งงานของพยาน แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ฝ่ายจำเลยและฝ่ายพยานได้พูดคุยกัน และตกลงยกเลิกการแต่งงานโดยฝ่ายจำเลยจะไม่ขอของหมั้นคืนและห้ามพยานกับจำเลยติดต่อกัน ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2558 จำเลยติดต่อพยานผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์บอกให้พยานไปพบจำเลยพร้อมกับส่งคลิปวิดีโอที่มีภาพพยานมีความสัมพันธ์ทางเพศกับจำเลยมาให้พยานดู โดยขู่ว่าหากพยานไม่ไปพบจำเลยจะนำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปเผยแพร่ พยานจึงยอมไปพบจำเลยและมีเพศสัมพันธ์กัน ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 และวันที่ 18 กันยายน 2559 จำเลยติดต่อมาหาพยานและข่มขู่พยานเช่นเดิม พยานยอมไปพบจำเลยและมีความสัมพันธ์ทางเพศทุกครั้ง โดยในเดือนกันยายน 2559 นั้น จำเลยยังได้บอกให้พยานนำเงินสด 20,000 บาท และสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นไปคืนจำเลย หากคืนแล้วจะลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งไป จำเลยติดต่อพยานทางแอปพลิเคชันไลน์ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กันยายน 2559 การที่จำเลยส่งข้อความดังกล่าวทำให้พยานรู้สึกกลัว ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2559 พยานนำสร้อยคอทองคำที่จำเลยมอบให้เป็นของหมั้นไปคืนจำเลยที่บ้านแล้วรีบกลับ จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าสร้อยคอทองคำไปไหน พยานบอกว่านำไปคืนจำเลยแล้วและเล่าเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง ผู้เสียหายที่ 1 ให้พยานใช้โทรศัพท์สอบถามจำเลยว่าลบคลิปวิดีโอแล้วจริงหรือไม่ การพูดคุยมีการบันทึกเสียงไว้ และมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความสนับสนุนว่า ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 ฝ่ายพยานและฝ่ายจำเลยเจรจาพูดคุยกันอีกครั้ง ตกลงว่ายกเลิกการแต่งงานกัน จำเลยบอกว่าทรัพย์สินที่ส่งมอบจะไม่ขอเรียกคืน พยานบอกจำเลยว่าต่อไปนี้ห้ามจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ พยานรู้สึกผิดสังเกตโดยผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ต้องไปทำงาน พยานถามแล้วผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าครูให้ไปทำรายงาน ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2559 พยานไปตรวจดูทรัพย์สินของพยาน ปรากฏว่าสร้อยคอทองคำที่จำเลยนำมาหมั้นผู้เสียหายที่ 2 หายไป พยานสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าจำเลยพูดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ไปพบจำเลย จำเลยจะส่งคลิปวิดีโอมีภาพจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันให้บุคคลอื่นดู ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมไปพบจำเลย และในวันที่ 2 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 ได้นำสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นไปมอบให้จำเลย เนื่องจากจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่นำสร้อยคอไปมอบให้จำเลยจะส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นดู วันดังกล่าวหลังจากพยานพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว พยานให้ผู้เสียหายที่ 2 ใช้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับจำเลยว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอมีภาพจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีเพศสัมพันธ์กันจริงหรือไม่ จำเลยยอมรับว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอดังกล่าวไว้จริง เมื่อจำเลยรับสร้อยคอทองคำคืน จำเลยได้ลบคลิปวิดีโอนั้นไปแล้ว พยานได้บันทึกเสียงการเจรจาพูดคุยนั้นไว้ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยหลังจากตกลงเลิกการแต่งงานได้ความสอดคล้องต้องกัน ได้พิเคราะห์บันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์ แม้ไม่ได้ความว่าได้พูดคุยกันเมื่อใดแน่ แต่จากการพูดคุยก็ได้ความว่า ขณะนั้นจำเลยไปทำงานที่ร้านขายรถ จำเลยเบิกความว่า ในช่วงวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 จำเลยทำงานที่บริษัทมดแดงมอเตอร์ จำกัด และได้รับสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืนไปแล้ว ตรงตามพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ จำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการพูดคุยทางโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามบันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์นั้นมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ดังนี้ เมื่อการติดต่อระหว่างผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยหลังจากตกลงเลิกแต่งงานกันมีลักษณะที่ความถี่ห่างไม่ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องกันฉันผู้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวทั่วไป กรณีเป็นไปได้ว่าเมื่อฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยตกลงเลิกการแต่งงานระหว่างผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยแล้วโดยฝ่ายจำเลยไม่ขอรับสร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืน ต่อมาฝ่ายจำเลยอาจมีความจำเป็นทางการเงินหรือนึกเสียดายอยากได้สร้อยคอทองคำที่เป็นของหมั้นคืน จำเลยจึงวางแผนการด้วยการนำเอาเรื่องที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์กันมาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกไปพบจำเลย หากไม่ออกไปพบจำเลยจะเอาเรื่องที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันไปบอกเผยแพร่แก่บุคคลอื่นจนผู้เสียหายที่ 2 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชื่อเสียงของตนจึงออกไปพบจำเลย จำเลยก็ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็จะนำเรื่องที่จำเลยเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 2 รวมถึงเรื่องที่ได้มีเพศสัมพันธ์กันต่อมาและที่จะเกิดขึ้นต่อไปข่มขืนใจให้ผู้เสียหายที่ 2 นำสร้อยคอทองคำของหมั้นไปคืนจำเลยก็เป็นไปได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยน่าจะไม่ใช่บุคคลที่มีความประพฤติเรียบร้อยมากนัก เชื่อว่าจำเลยได้นำเอาเรื่องที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์กันมาเป็นเหตุข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกไปพบจำเลย หากไม่ออกไปพบจำเลยจะเอาเรื่องที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันนั้นไปเผยแพร่แก่บุคคลอื่นจนผู้เสียหายที่ 2 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชื่อเสียงของตนจึงออกไปพบจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นความจริง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามฟ้องข้อ 1.7 จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ไม่เคยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ข้ออ้างเรื่องจำเลยไปสอบเป็นครู สถานที่สอบก็อยู่ไม่ไกลกันมากนักและน่าจะไม่ได้สอบทั้งวัน พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้อง ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ชัดเจนเสียทีเดียวว่าจำเลยได้พรากโดยการพาผู้เสียหายที่ 2 แยกไปยังที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพรากผู้เยาว์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้องข้อ 1.5 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เองเบิกความว่า หลังจากฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับฝ่ายจำเลยตกลงเลิกการแต่งงานระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยแล้ว พยานรู้สึกผิดสังเกตโดยผู้เสียหายที่ 2 บอกว่าช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์จะต้องไปทำงาน แต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นวันจันทร์ โดยจำเลยเบิกความว่าวันดังกล่าวจำเลยเดินทางไปทำงานที่อำเภอสว่างแดนดิน เสร็จแล้วจำเลยเดินทางไปทำงานต่อที่อำเภอกุมภวาปี โดยจำเลยมีนาย ห. มาเบิกความสนับสนุนว่า วันดังกล่าวพยานว่าจ้างจำเลยไปแสดงดนตรีเสร็จงานเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังจนแน่ใจได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.5 ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันกับการกระทำความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมา และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาวินิจฉัยให้ได้ นอกจากนี้สำหรับความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบังอาจข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำที่จำเลยมอบให้ไว้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ต้องการให้จำเลยลบคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 2 นำสร้อยคอทองคำไปคืน หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่มีภาพดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นดู อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหายที่ 2 โดยการนำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ เรื่องคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เคยนำคลิปวิดีโอที่จำเลยถ่ายไว้ให้พนักงานสอบสวนดู และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่พยานไม่ได้นำคลิปวิดีโอดังกล่าวให้มารดาและพนักงานสอบสวนดู เนื่องจากเมื่อพยานได้รับคลิปวิดีโอแล้วพยานได้ลบทิ้งไป ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงไม่มีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยาน ได้ตรวจดูบันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์ ก็ไม่มีข้อความตอนใดที่จำเลยยอมรับว่าจำเลยได้ถ่ายคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ของคนทั้งสองไว้ หรือมีคลิปวิดีโอดังกล่าวอยู่จริงโดยชัดเจน ดังนี้เมื่อได้ความว่า แต่เดิมความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 เริ่มต้นก็มีการสู่ขอหมั้นหมายกันโดยถูกต้องตามประเพณีด้วยดี ดังนั้น แม้จะมีการล่วงละเมิดได้เสียกันก่อนก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องไปบันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันไว้ จนบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีคลิปวิดีโอนั้นเผยแพร่ไป ข้อที่อ้างว่าจำเลยถ่ายคลิปวิดีโอเป็นภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 และมีคลิปวิดีโอนั้นไว้ยังมีแต่ความเลื่อนลอย เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการที่จำเลยแต่งเรื่องคลิปวิดีโอขึ้นมาเองเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ที่มีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น เป็นทำนองว่าจำเลยมีหลักฐานเพื่อนำไปเผยแพร่แสดงแก่บุคคลอื่นอยู่ในมือ ทำให้เกิดความเกรงกลัวมากขึ้นก็เป็นได้ การที่จำเลยตอบผู้เสียหายที่ 2 ว่าลบภาพไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปยืนยันว่ามีคลิปวิดีโอซึ่งมีภาพดังกล่าวอยู่จริง การตอบบ่ายเบี่ยงไปเช่นนั้นรวมถึงการตอบว่าโทรศัพท์หาย เครื่องพัง น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปคาดคั้นจำเลย จำเลยก็ตอบแชเชือนไปมากกว่า กรณีอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีคลิปวิดีโอที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นวัตถุความลับตามฟ้องที่จะไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอยู่จริง การกระทำของจำเลยยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้สร้อยคอทองคำ โดยการขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยจะนำคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 นั้นไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นดูอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับโดยคลิปวิดีโอนั้น เป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามฟ้องข้อ 1.8 อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ได้มีเพศสัมพันธ์กันอันถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้ตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายที่ 2 ผู้ถูกขู่เข็ญ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยอมคืนสร้อยคอทองคำแก่จำเลย การกระทำเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชกซึ่งมีโทษเบากว่า ปัญหาดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวกันพันกับความผิดข้อหาอื่นที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยฐานกรรโชกตามที่พิจารณา ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 และมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตามลำดับและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา นอกจากนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 337 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องข้อ 1.5 ให้ยกฟ้อง สำหรับการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.8 เป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษตามความผิดฐานอื่นทุกกระทง เป็นจำคุกรวม 35 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 338
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — นางสาว ร. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายวรวุฒิ เลาลัคนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2563
#644832
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1457 ที่บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีกัน

จำเลยฎีกาว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมไปกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง และไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่จะยกขึ้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบให้ได้ความชัดว่า จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่กระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เอง นั้น จำเลยมิได้นำสืบต่อสู้ในศาลชั้นต้น ทั้งมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 18 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมอีก 1 กระทง จำคุก 3 ปี 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 4 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 22 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 21 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคงให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 2 กระทง เมื่อลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 4 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 36 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง 2 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษอีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 42 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 วันที่ 20 เมษายน 2560 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 12 ปีเศษ และขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นป้า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักและชอบพอกับจำเลย ต่อมาวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 เวลากลางวัน จำเลยติดต่อนัดหมายกับผู้เสียหายที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่หน้าโรงเรียน และในซอยข้างบ้านผู้เสียหายที่ 2 ตามลำดับ จากนั้นจำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่คอนโดมิเนียม และพาผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปที่ห้องพักของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมทั้ง 2 วัน รวม 2 ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 วันที่ 4, 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมอีก 4 ครั้ง โดยในวันที่ 4, 8 และ 13 พฤษภาคม 2560 จำเลยไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ภายในบ้านของผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.7 และ 1.9 กับความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.8 และ 1.10 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.6 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.4 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความมิได้ฎีกา ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ตามฟ้องข้อ 1.10 และ 1.11 และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6 และ 1.8 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 เรื่องการสมรส ซึ่งตามมาตรา 1457 บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบสามปี และในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มิได้บัญญัติสาระสำคัญของการพรากที่ว่าแม้เด็กนั้นจะยินยอมหรือสมัครใจผู้นั้นก็มีความผิดไว้โดยแจ้งชัด เทียบเคียงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 ที่ได้บัญญัติสาระสำคัญไว้ด้วยว่า "โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย" เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.3 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาทำนองว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบให้ได้ความชัดว่า จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่กระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เอง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การกระทำชำเราตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง อันจะเป็นความผิดตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6, 1.8, 1.10 และ 1.11 นั้น โจทก์ก็มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยมีเพศสัมพันธ์กัน โดยจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กันนั้น จำเลยให้การรับสารภาพ และมิได้นำสืบต่อสู้ทั้งมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ อยู่ในวัยที่โตพอที่จะรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนักเรียนมีอายุเพียง 12 ถึง 13 ปีเศษ อยู่ในวัยที่อ่อนเยาว์ขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยจำเลยมิได้ตั้งใจจะอยู่กินหรือยกย่องผู้เสียหายที่ 1 เป็นภริยา แต่เป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองสร้างความเสื่อมเสียติดตัวให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งยังมีผลกระทบกับจิตใจและการใช้ชีวิตต่อไปในสังคมภายหน้าอีกด้วย เป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะชดใช้เงินเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสองแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และจำเลยมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 277 วรรคสอง ม. 277 วรรคสาม ม. 317 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 1457
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวินิจ ประเทืองสถบดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2563
#660021
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 เรื่องการสมรส ซึ่งตาม มาตรา 1457 บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบสามปี และในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุเกินสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 18 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมอีก 1 กระทง จำคุก 3 ปี 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 4 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 22 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 21 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.5 และความผิดข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคงให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 2 กระทง เมื่อลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 4 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 9 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 36 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง 2 กระทง ลดมาตราส่วนโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษอีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 42 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 13 และ 23 มีนาคม 2560 วันที่ 20 เมษายน 2560 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 12 ปีเศษ และขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ในวันที่ 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1457
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 277 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2563
#663458
เปิดฉบับเต็ม

คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ คดีนี้โจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่เพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษอันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277 ทวิ, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานาย ส. บุตรของนาง ธ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเป็นเงิน 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 277 ทวิ (2), 288, 365 (1) (3) ประกอบมาตรา 364 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิต (ที่ถูกคือ เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยรวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว) พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูกคือ มาตรา 78) กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยเป็นจำคุกแทนหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลล่างทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ผ้าห่มนวมซึ่งคลุมที่นอนของผู้ตาย ที่กางเกงขาสั้นของผู้ตายและเทปใสที่มีเส้นผมติดอยู่ และคราบอสุจิของจำเลยที่ปากช่องคลอดของผู้ตาย เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลย แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ ดังนี้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวีรนิจ ลิมปะถาวรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2571/2563
#682040
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายภัทรพลหรือนุ๊ก แสงสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
-
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2563
#662607
เปิดฉบับเต็ม

การปรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าจะเข้าลักษณะมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง โดยโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่จำเลยได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติให้ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น หากกรรมการของบริษัทกระทำการในขอบอำนาจของบริษัท การกระทำของกรรมการย่อมผูกพันบริษัทซึ่งเป็นตัวการ กรรมการไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ในการทำธุรกรรมทางการเงินส่อไปในทางไม่โปร่งใส โดยมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 12,913,063.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ในต้นเงิน 8,490,046 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกัน ในชั้นนี้ฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยทำสัญญากับผู้ประกอบการโรงแรมหรือผู้ให้บริการห้องพักเพื่อขายห้องพักต่อให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยรับจัดหาห้องพักให้แก่นักท่องเที่ยวทางอินเทอร์เน็ต และมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นอาของจำเลยที่ 2 ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามรับผิดตามมูลหนี้ละเมิดและอุทธรณ์ของโจทก์นอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า การปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจะเข้าลักษณะตามมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง แต่โจทก์ต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวโดยให้บริการห้องพักเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการสำรองห้องพักทางอินเทอร์เน็ตและมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการจำเลยที่ 3 มีเจตนาทุจริตในการทำธุรกรรมกับโจทก์กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสนอบริการห้องพักในโรงแรมต่าง ๆ แก่นักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์เมื่อนักท่องเที่ยวขอจองห้องพัก จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แจ้งความประสงค์ขอจองห้องพักจากโจทก์อีกทอดหนึ่ง เมื่อโจทก์ตกลงจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้นักท่องเที่ยวชำระเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งให้โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ในชื่อจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์ชำระค่าห้องแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์เสียหายโดยระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการห้องพักแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วเรียกเก็บเงินค่าบริการจองห้องพักจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระรวมเป็นเงิน 8,490,046 บาท จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าห้องพักดังกล่าวพร้อมค่าปรับและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระ นั้น จึงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ต้องการแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นตัวการที่แท้จริงตามสัญญาให้บริการจองห้องพักของโจทก์และใช้ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้บริการของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักแล้ว และศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายถึงความรับผิดในส่วนนี้ได้ หาใช่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เมื่อคู่ความต่างสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โจทก์ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อจำเลยที่ 3 ติดต่อจองห้องพักกับโจทก์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้นข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการห้องพักครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ค้างชำระระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2557 เป็นเงิน 574,928 บาท ยังคงค้างชำระตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง โจทก์พยายามทวงถามแล้วแต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามจำนวนดังกล่าว คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพัก โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และใช้หลายที่อยู่ (e-mail address) แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่เคยติดต่อจองห้องพักกับโจทก์เลยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์รับว่าเคยประกอบธุรกิจลักษณะเดียวกับจำเลยที่ 3 ในนามบริษัท 247 สยาม จำกัด กับโจทก์ โดยใช้โทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) อีกทั้งยอมรับว่าเคยติดต่อทำธุรกิจกับโจทก์ผ่านนางสาวปฐมาทางโทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) โดยไม่เคยพบหน้ากัน เมื่อการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ของแต่ละคนมักจะใช้ในลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งตามปกติทั่วไปจะต้องมีรหัสผ่านหรือ Password ของตนเองที่บุคคลอื่นไม่อาจรู้ได้ถ้าเจ้าของมิได้ยินยอมให้เข้าใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) นั้น แต่ปรากฏว่ามีการจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) มีที่อยู่ (e-mail address) ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตนเองรวมอยู่ด้วย ในการติดต่อจองห้องพัก ประกอบกับนางสาวปฐมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า ช่วงต้นปี 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557 พยานและทีมงานได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าบริการที่ค้างชำระ โดยพยานติดต่อกับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และยังแจ้งว่าเหตุที่ยังไม่ชำระเพราะนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจโรงแรมที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเมื่อธนาคารอนุมัติประมาณปลายเดือนเมษายน 2557 จะชำระให้ก่อน 5,000,000 บาท แต่ก็ไม่ชำระและไม่ได้รับการติดต่ออีก ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมของจำเลยที่ 1 ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่ามีอยู่จริง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความเป็นภาษาอังกฤษตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และลงชื่อผู้เขียนข้อความว่า Ms.Nam หรือ "น้ำ" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่าจำเลยที่ 2 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่กลับเป็นจำเลยที่ 1 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ จึงเชื่อว่าการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ต่าง ๆ ตามที่โจทก์นำสืบ เป็นการติดต่อโดยจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ที่ค้างชำระร่วมกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นนอกจากนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) แล้ว ยังปรากฏว่าภายหลังที่โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ในเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท ให้โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ในนามจำเลยที่ 3 และแม้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า "ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน" ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 กระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 3 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการจองห้องพักทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะต้องมีธุรกรรมทางการเงินในการประกอบธุรกิจ แต่กลับไม่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารใดเลย เพื่อจะใช้รองรับธุรกรรมทางการเงินของจำเลยที่ 3 คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 ใช้บัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ในการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจและส่อไปในทางไม่โปร่งใส เพราะไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชีในการทำงบดุลประจำปีของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทได้ ทั้งปรากฏตามสำเนาบัญชีว่ามีเงินเข้าออกในบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวตลอดเวลาและเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นรายได้และรายจ่ายของจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 สามารถเบิกจ่ายโดยง่ายเพียงคนเดียวและไม่ต้องลงรายการบัญชีรายรับรายจ่ายของจำเลยที่ 3 ทั้งที่จำเลยที่ 3 มีภาระหนี้สินกับโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 มุ่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคลภายนอกและหากโจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจบังคับคดีจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้เพียงพอกับจำนวนหนี้ ดังปรากฏตามสำเนางบการเงินที่มีทรัพย์สินไม่มาก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวตามฟ้องเช่นกัน อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในส่วนของค่าปรับสำหรับการชำระเงินล่าช้าว่ามีต่อกันอย่างไร หรือมีประเพณีทางธุรกิจประเภทนี้สำหรับการชำระเงินล่าช้ากันอย่างไรบ้าง จึงไม่อาจเรียกค่าปรับในส่วนนี้ได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์และไม่ปรากฏว่าหนี้เงินดังกล่าวรวมดอกเบี้ยไว้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,790,933.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 8,490,046 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 35,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1167
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา