คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2563
#663421
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3314/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

จำเลยคัดค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 1

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 และอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ และความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2)

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของนาง ล. แต่ยกให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่อายุได้ 6 วัน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 มาโดยตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ที่วิทยาลัย ท. ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน โจทก์ร่วมที่ 1 สมัครเรียนการแสดงที่โรงเรียน ท. โดยมีจำเลยเป็นครูสอนการแสดง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กนักเรียนการแสดงคนอื่น ๆ ไปถ่ายทำโพรไฟล์ที่บ้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ร้อยตำรวจเอก ส. ตรวจยึดกล้องบันทึกภาพพร้อมเลนส์และฮาร์ดดิสก์จากจำเลย ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอก ส. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพ ก่อนวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต้องห้ามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ส่วนปัญหาฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบถึงการแจ้งความร้องทุกข์นี้แต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่มีการร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. โจทก์ร่วมที่ 1 นาง ส. และนางสาว ธ. มาที่สถานีตำรวจแจ้งว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว ธ. จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กำกับการแสดงได้ใช้โอกาสในขณะที่ถ่ายทำโพรไฟล์ของโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในห้องเพียงลำพัง จำเลยได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมีนางสาว ด. เป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหา จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ร้องทุกข์ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฟังได้ว่าความผิดทั้งสองฐานได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นครูฝึกการแสดงให้โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 มีฐานะเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ คดีไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ กับมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยนัดให้ผู้ปกครองพาเด็กนักเรียนมาถ่ายทำโพรไฟล์ที่วัดกู้ แต่กลับเปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้านของจำเลยโดยมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ให้ผู้ปกครองรู้เห็น แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำว่า "พา" หมายความว่านำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล จำเลยอ้างการสร้างภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กหลงเชื่อโดยมีเจตนาแอบแฝงในการหาผลประโยชน์จากตัวเด็ก โดยอาศัยห้องชั้น 2 ของบ้านจำเลยแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 อันเป็นกลวิธีที่ทำให้จำเลยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำพังสองต่อสองและอาศัยความที่จำเลยเป็นผู้คัดนักแสดงกระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจขัดขืนจำเลยได้ ถือได้ว่าจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปและพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความในมาตรา 278 เป็นวรรคสองถึงวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 ม. 158 (6) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว บ. โดยนาง ม. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายศักดิพัฒน์ โลหะขจรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2563
#644208
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย ซำซูเด็ง แวนาซา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2563
#644828
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 6 ปีเศษ อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของ ห. เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยจะไปตาม ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่ ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิด ศาลชอบจะลงโทษจำเลยไปตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้แลเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 24 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 317 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ร. กับนาง ส. ครั้งเมื่อบิดาและมารดาของผู้เสียหายที่ 1 แยกทางกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาพักอาศัยและอยู่ในความปกครองดูแลของนาง ห. ผู้เป็นยายส่วนนาง ว. ผู้เสียหายที่ 2 ย่าของผู้เสียหายที่ 1 อยู่คนละหมู่บ้านกับนาง ห. ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายที่ 1 เดินผ่านบ้านจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กันจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้มานั่งที่แคร่ไม้หน้าบ้านจำเลย แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชักเข้าชักออกหลายครั้ง จำเลยกระทำเช่นนี้กับผู้เสียหายที่ 1 รวม 2 วัน วันละ 1 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวม 2 กระทง ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติความผิดมาตรานี้มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ห. อำนาจปกครองที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ย่อมคุ้มครองโดยกฎหมายมิให้ผู้ใดมาลวงละเมิดได้ ผู้เสียหายที่ 1 เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 1 จะไปตามนาย ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 ข้างต้น เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่นาง ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม แต่เป็นเพราะต่อมานาง ห. ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ในภายหลัง ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลผู้ปกครองดูแลผู้เยาว์ในคดีนี้จะคลาดเคลื่อนไปก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิดมาตรานี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย อีกทั้งจำเลยเองมีบ้านอยู่ใกล้กันกับผู้เสียหายที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดในช่วงเวลาใด ไม่มีเหตุที่จะหลงต่อสู้จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ถึงผู้ปกครองดูแลที่แตกต่างไปจากทางพิจารณาที่ได้ความ ศาลชอบจะลงโทษจำเลยไปตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้การที่จำเลยใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) อีกต่อไป เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 โดยเพิ่ม (18) ของมาตรา 1 คำว่า "กระทำชำเรา" กำหนดบทนิยามของการกระทำชำเราเสียใหม่ เป็นเหตุให้การใช้สิ่งอื่นใดที่มิใช่อวัยวะเพศกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นการกระทำชำเราอีกต่อไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก็ตาม แต่ลักษณะของการกระทำดังกล่าว กฎหมายที่แก้ไขก็หาได้ยกเลิกว่าไม่เป็นความผิดอีกต่อไปเสียทีเดียวหากได้นำไปบัญญัติไว้เป็นบทหนักของความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งมีการแก้ไขคราวเดียวกันว่า ถ้าการกระทำอนาจารเป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็ก ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจึงมิใช่เรื่องที่กฎหมายยกเลิกมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าว โดยถือว่ามีลักษณะของการกระทำผิดที่สอดคล้องกับธรรมชาติดังหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติถึงเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย หาใช่ปรับบทความผิดตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและพิพากษายืนในส่วนนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) กำหนดระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเห็นได้ว่า กำหนดระวางโทษไว้เท่ากับที่กำหนดไว้ในมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) การลงโทษจำเลยจึงต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เพราะกำหนดระวางโทษใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยถือว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่ต้องลงโทษตามมาตรา 277 (เดิม) เป็นกฎหมายบทที่กำหนดโทษไว้หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ด้วยฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงโดยอ้างว่าเป็นบทหนัก จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขแต่ไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กได้เกินกว่ากระทงละ 2 ปี เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้ฎีกา อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้ไขเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็ก ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า โดยปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2563
#682005
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 6 ปีเศษ อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของ ห. เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยจะไปตาม ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่ ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิด ศาลชอบจะลงโทษจำเลยไปตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้แลเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 24 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 317 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ร. กับนาง ส. ครั้งเมื่อบิดาและมารดาของผู้เสียหายที่ 1 แยกทางกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาพักอาศัยและอยู่ในความปกครองดูแลของนาง ห. ผู้เป็นยายส่วนนาง ว. ผู้เสียหายที่ 2 ย่าของผู้เสียหายที่ 1 อยู่คนละหมู่บ้านกับนาง ห. ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายที่ 1 เดินผ่านบ้านจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กันจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้มานั่งที่แคร่ไม้หน้าบ้านจำเลย แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชักเข้าชักออกหลายครั้ง จำเลยกระทำเช่นนี้กับผู้เสียหายที่ 1 รวม 2 วัน วันละ 1 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวม 2 กระทง ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติความผิดมาตรานี้มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ห. อำนาจปกครองที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ย่อมคุ้มครองโดยกฎหมายมิให้ผู้ใดมาลวงละเมิดได้ ผู้เสียหายที่ 1 เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 1 จะไปตามนาย ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 ข้างต้น เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่นาง ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม แต่เป็นเพราะต่อมานาง ห. ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ในภายหลัง ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลผู้ปกครองดูแลผู้เยาว์ในคดีนี้จะคลาดเคลื่อนไปก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิดมาตรานี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย อีกทั้งจำเลยเองมีบ้านอยู่ใกล้กันกับผู้เสียหายที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดในช่วงเวลาใด ไม่มีเหตุที่จะหลงต่อสู้จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ถึงผู้ปกครองดูแลที่แตกต่างไปจากทางพิจารณาที่ได้ความ ศาลชอบจะลงโทษจำเลยไปตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้การที่จำเลยใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) อีกต่อไป เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 โดยเพิ่ม (18) ของมาตรา 1 คำว่า "กระทำชำเรา" กำหนดบทนิยามของการกระทำชำเราเสียใหม่ เป็นเหตุให้การใช้สิ่งอื่นใดที่มิใช่อวัยวะเพศกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่ถือเป็นการกระทำชำเราอีกต่อไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก็ตาม แต่ลักษณะของการกระทำดังกล่าว กฎหมายที่แก้ไขก็หาได้ยกเลิกว่าไม่เป็นความผิดอีกต่อไปเสียทีเดียวหากได้นำไปบัญญัติไว้เป็นบทหนักของความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งมีการแก้ไขคราวเดียวกันว่า ถ้าการกระทำอนาจารเป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็ก ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจึงมิใช่เรื่องที่กฎหมายยกเลิกมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าว โดยถือว่ามีลักษณะของการกระทำผิดที่สอดคล้องกับธรรมชาติดังหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติถึงเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย หาใช่ปรับบทความผิดตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและพิพากษายืนในส่วนนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) กำหนดระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเห็นได้ว่า กำหนดระวางโทษไว้เท่ากับที่กำหนดไว้ในมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) การลงโทษจำเลยจึงต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เพราะกำหนดระวางโทษใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยถือว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่ต้องลงโทษตามมาตรา 277 (เดิม) เป็นกฎหมายบทที่กำหนดโทษไว้หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ด้วยฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงโดยอ้างว่าเป็นบทหนัก จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขแต่ไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กได้เกินกว่ากระทงละ 2 ปี เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้ฎีกา อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้ไขเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็ก ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า โดยปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคห้า (ใหม่) ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1837/2563
#663674
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีมโนสาเร่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้อีก แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2562 โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 ว่า ถือว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 กรณีไม่เข้าเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาต ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติว่า "ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง" ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้อีก แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวปสุตา ตั้งวงษ์เลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1833/2563
#644214
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ธนภัทร ศรีระวัตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2563
#682038
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาวประกายแก้ว ตันหลิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
-
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1799/2563
#663572
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นป้ายโฆษณาของจำเลยข้อความว่า "ให้เงินกู้ค่ะ มีบ้านมีรถเงินสดทันใจ ไม่โอนเล่ม ไม่จดจำนอง" และ "ให้เงินกู้ จัด 2 แสน รถยนต์ไม่ต้องโอน ทะเบียนรถทุกชนิด รถไถ โฉนดบ้าน ที่ดิน คอนโด" แม้ป้ายโฆษณาจะระบุให้ติดต่อกับสาขาของจำเลยคนละสาขา แต่ก็เป็นการโฆษณากิจการให้เงินกู้ของจำเลย เมื่อโจทก์เข้าทำธุรกรรมทางการเงินกับจำเลยเนื่องมาจากการโฆษณาตามแผ่นป้ายดังกล่าว จึงถือว่าแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ผู้บริโภคกับจำเลยผู้ประกอบธุรกิจ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 เมื่อรถที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยเป็นรถแทรกเตอร์ขุดตักประเภทเดียวกับที่ระบุในแผ่นป้ายโฆษณาว่าไม่โอนเล่ม การที่จำเลยให้โจทก์กู้เงินโดยทำสัญญาเช่าซื้อและมีการโอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ให้แก่จำเลยจึงไม่เป็นไปตามที่โฆษณา การโฆษณาดังกล่าวของจำเลยถือได้ว่าเป็นข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการตามมาตรา 22 (2) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ถือเป็นโฆษณาโดยใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมมีลักษณะเป็นการลวงผู้บริโภคซึ่งมีโทษทางอาญาตามมาตรา 47 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเกิดจากการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ และต้องคืนทรัพย์สินต่อกันตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องส่งมอบรถแทรกเตอร์คันพิพาทคืนแก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับมาจากจำเลยทั้งหมดให้แก่จำเลย โดยต้องนำเงินที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว มาหักออกจากจำนวนที่โจทก์ต้องรับผิด และเมื่อการคืนทรัพย์สินหรือเงินอันเกิดจากโมฆะกรรม ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องใช้ดอกเบี้ย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องคืน แต่มีอำนาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนอันเกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะนั้นเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 4442 สุโขทัย ให้จำเลยส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 3,000,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์ 7,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับขอให้ศาลกล่าวในคำพิพากษาว่าสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายในอนาคตและขอให้กำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษให้แก่โจทก์นอกจากความเสียหายที่แท้จริงด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 4442 สุโขทัย จำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการสินเชื่อ โจทก์ไปขอกู้เงินจำเลย 300,000 บาท พนักงานจำเลยให้โจทก์ส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถและโอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ให้แก่จำเลยและให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีเงื่อนไขผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 24 งวด งวดละ 19,795 บาท หลังทำสัญญาโจทก์ผ่อนชำระเพียง 10 งวดเศษ แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนครบระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์ส่งมอบรถแทรกเตอร์คืน ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2556 จำเลยติดตามยึดรถแทรกเตอร์คืนจากโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์กับจำเลย ทั้งมีการผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้อมาถึง 10 งวดเศษแล้วก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามแผ่นป้ายโฆษณาของจำเลย แผ่นแรกระบุข้อความว่า บริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน) ให้เงินกู้ค่ะ มีบ้านมีรถเงินสดทันใจ ไม่โอนเล่ม ไม่จดจำนอง และแผ่นที่ 2 ภาพที่ 1 ด้านบนระบุข้อความว่า ให้เงินกู้ จัด 2 แสน รถยนต์ไม่ต้องโอน ส่วนภาพที่ 2 ด้านล่างระบุข้อความว่า ให้เงินกู้ค่ะ ทะเบียนรถทุกชนิด รถไถ โฉนดบ้าน ที่ดิน คอนโด แม้แผ่นป้ายโฆษณาทั้งสองแผ่นดังกล่าวจะระบุรายละเอียดให้ติดต่อกับสาขาของจำเลยคนละสาขา และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อคนละหมายเลขก็ตาม แต่แผ่นป้ายโฆษณาทั้งสองแผ่นล้วนแล้วแต่เป็นการโฆษณากิจการของจำเลยที่ระบุให้เงินกู้โดยไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า เฉพาะสาขาใด อย่างไร ประกอบกับจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าเงื่อนไขตามแผ่นป้ายโฆษณาแต่ละแผ่นเป็นเงื่อนไขของแต่ละสาขาแยกต่างหากจากกัน ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวกันทุกสาขา ทั้งที่จำเลยมีภาระการพิสูจน์ถึงการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์นำสืบซึ่งได้ความว่า ก่อนที่โจทก์และจำเลยจะทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์เข้าติดต่อทำธุรกรรมทางการเงินกับจำเลยเนื่องจากการโฆษณาตามแผ่นป้ายทั้งแผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 2 ดังกล่าว แผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ผู้บริโภคกับจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 เมื่อรถที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยเป็นรถแทรกเตอร์ ลักษณะขุดตักซึ่งปรากฏภาพรถประเภทเดียวกันในแผ่นป้ายโฆษณาแผ่นแรกที่ระบุว่าไม่โอนเล่ม ซึ่งต่างจากภาพรถที่ปรากฏในแผ่นป้ายโฆษณาแผ่นที่ 2 ภาพที่ 1 ที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไป การที่โจทก์ไปติดต่อขอกู้เงินกับจำเลยแล้วจำเลยให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อและมีการโอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ให้แก่จำเลยนั้นจึงไม่เป็นไปตามการโฆษณาของจำเลย การโฆษณาดังกล่าวของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการตามมาตรา 22 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 อันเป็นการโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคมีลักษณะเป็นการลวงผู้บริโภคซึ่งมีโทษทางอาญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 และเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งยังเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริตโดยไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ด้วย การทำสัญญาเช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเกิดจากการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะโมฆะกรรมถือว่าเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรกเสมือนหนึ่งว่าไม่เคยมีการทำสัญญากัน และหากจะต้องมีการคืนทรัพย์สิน จำต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง อันมีผลให้จำเลยจะต้องส่งมอบรถแทรกเตอร์กลับคืนให้แก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับมาจากจำเลยไปแล้วทั้งหมดแก่จำเลย ซึ่งข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้รับเงินจากจำเลย 291,000 บาท โดยจำเลยไม่อาจหักล้างให้ฟังเป็นอย่างอื่น โจทก์จึงต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าว แต่เมื่อได้ความจากนายมงคล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความว่า โจทก์ชำระเงินคืนให้แก่จำเลยไปแล้ว 213,950 บาท ตามการ์ดลูกหนี้ประกอบกับการชำระหนี้ของโจทก์ ไม่ได้ความว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีจึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนที่โจทก์ต้องรับผิด และในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย และคดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งหรือมีคำขอให้โจทก์ต้องรับผิดคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่โจทก์จะต้องคืนแก่จำเลยได้ นอกจากนี้เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะอันถือเสมือนว่าไม่มีนิติกรรม ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนอันเกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะนั้นเสียได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนรถแทรกเตอร์ (รย.13) ลักษณะ รถขุดตัก หมายเลขทะเบียน ตค 4442 สุโขทัย หมายเลขตัวถัง YN19065 หมายเลขเครื่องยนต์ 6D31-045505 และให้จำเลยส่งมอบรถแทรกเตอร์คันดังกล่าวคืนแก่โจทก์ กับให้โจทก์คืนเงิน 77,050 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 47
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 22 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11 ม. 12 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายอดุลย์ ญาณกิตติ์กูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1791/2563
#663570
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บ. กับพวกร่วมกันลักรถยนต์พิพาทซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโดยใช้กลอุบายและผู้ร้องหลงเชื่อนำรถยนต์พิพาทไปมอบให้และได้ค่าเช่าตอบแทน การที่ผู้ร้องส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่ บ. กับพวก แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่วางไว้เพื่อประสงค์จะลักรถยนต์พิพาท แต่ในขณะนั้น บ. กับพวกยังไม่ได้ลงมือแย่งการครอบครองหรือเอารถยนต์พิพาทไปจากผู้ร้อง จึงไม่อาจถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่ลักทรัพย์สำเร็จ ต่อมาเมื่อ บ. กับพวกไม่ชำระค่าเช่าแล้วหลบหนีไปพร้อมรถยนต์พิพาท จึงให้ตัวแทนไปทำการร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2558 จึงถือได้ว่า บ. กับพวก เอารถยนต์คันดังกล่าวไปจากการครอบครองของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องไม่อาจตามหา บ. กับพวก ถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่ผู้ร้องถูก บ. กับพวกลักรถยนต์พิพาทไปอันเป็นวันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนดสองปี คดีของผู้ร้องยังไม่ขาดอายุความ ดังนั้น ที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าคดีของผู้ร้องขาดอายุความ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2560 หมายเลขแดงที่ 633/2560 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

ผู้คัดค้านยื่นคำค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2560 หมายเลขแดงที่ 633/2560 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กร 4912 นครราชสีมา โดยเช่าซื้อกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องเอาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับผู้คัดค้าน ทุนประกันภัย 400,000 บาท เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหาย ทรานสปอร์ต ขอเช่ารถคันดังกล่าวจากผู้ร้องเพื่อใช้ในโครงการวางท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จนถึงเดือนเมษายน 2558 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหาย ทรานสปอร์ต ไม่ชำระค่าเช่ารถและไม่สามารถติดตามรถได้ วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ผู้ร้องร่วมกับผู้เสียหายรายอื่นเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายบัญชา กับพวกในข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยนายบัญชาปลอมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอนุชา อ้างว่าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าว แล้วหลอกลวงผู้เสียหายหลายรายรวมทั้งผู้ร้องว่ามีโครงการเช่ารถดังกล่าว ผู้เสียหายหลายรายรวมทั้งผู้ร้องหลงเชื่อส่งมอบรถเข้าร่วมแล้วถูกเอารถไป ต่อมานายบัญชากับพวกถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ระหว่างพิจารณานายบัญชาหลบหนี ศาลมีคำพิพากษาจำคุกพวกของนายบัญชาซึ่งให้การรับสารภาพ ให้จำคุก 2 ปี และให้คืนหรือใช้ราคารถแก่ผู้เสียหายทุกรายเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 3509/2558 ผู้ร้องเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้คัดค้านปฏิเสธ ผู้ร้องจึงเสนอเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2560 ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้าน ต่อมาอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าข้อพิพาทของผู้ร้องขาดอายุความ เนื่องจากการกระทำของนายบัญชาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้อุบาย วันที่ผู้ร้องส่งมอบรถให้นายบัญชาจึงเป็นวันที่การกระทำความผิดสำเร็จ และถือเป็นวันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องส่งมอบรถวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยแล้ว ชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งต้องเพิกถอนคำชี้ขาดนั้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นว่าวันวินาศภัยคือวันใด ซึ่งผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้แล้วว่า นายบัญชาไม่มีเจตนาเช่ารถแต่แรกแต่วางแผนครอบครองรถโดยใช้กลอุบายอันเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ต้องถือวันที่ได้ครอบครองมาเป็นวันเกิดวินาศภัย ผู้ร้องส่งมอบรถวันที่ 20 ตุลาคม 2557 แต่เสนอข้อพิพาทวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 จึงพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ข้อเสนอข้อพิพาทจึงขาดอายุความ ส่วนศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า สิทธิในการครอบครองรถถูกตัดไปเมื่อนายบัญชาไม่จ่ายค่าเช่าในเดือนเมษายน 2558 ในประเด็นนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัญชากับพวกร่วมกันลักรถยนต์หมายเลขทะเบียน กร 4912 นครราชสีมา ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโดยใช้กลอุบายว่า ต้องการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวเพื่อใช้ในโครงการวางท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องหลงเชื่อนำรถยนต์คันดังกล่าวไปมอบให้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 และได้ค่าเช่าตอบแทนเดือนละ 30,000 บาท ในวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ที่ผู้ร้องส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายบัญชากับพวก แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่นายบัญชากับพวกวางไว้เพื่อประสงค์จะลักทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าว แต่ในขณะนั้นนายบัญชากับพวกยังมิได้ลงมือแย่งการครอบครองหรือเอารถยนต์ไปจากผู้ร้อง จึงไม่อาจถือได้ว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่ลักทรัพย์สำเร็จ ต่อมาเมื่อนายบัญชากับพวกไม่ชำระค่าเช่าแล้วพากันหลบหนีไปพร้อมรถยนต์คันดังกล่าว จึงถือได้ว่านายบัญชากับพวกเอารถยนต์คันดังกล่าวไปจากการครอบครองของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องไม่อาจตามหาตัวนายบัญชากับพวกได้ จึงให้ตัวแทนไปทำการร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่ผู้ร้องถูกนายบัญชากับพวกลักรถยนต์ไปอันเป็นวันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีของผู้ร้องยังไม่ขาดอายุความ ดังนั้น ที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าคดีของผู้ร้องขาดอายุความการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและมีคำสั่งให้เพิกถอนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาติชาย สุขไสย
-
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1784/2563
#663406
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างเลขที่ T 078/2560 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 บุคคลภายนอกที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 คือ จังหวัดตาก ผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้าง ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่บุคคลภายนอกที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่ใช่คู่สัญญา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จังหวัดตาก บุคคลภายนอกชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง แต่การอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องขอของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 และ 7 มีนาคม 2560 โดยไม่ได้ส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังจังหวัดตากเลย แม้หลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งการอายัดไปยังจังหวัดตากแล้ว ก็ไม่ใช่เป็นการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดตามกฎหมายจึงไม่มีผลบังคับ

แม้ฎีกาโจทก์ในตอนแรกระบุว่า นายอำเภอแม่สอด ก็เข้าใจได้ว่า คือ อำเภอแม่สอด ผู้คัดค้านที่ 1 นั้นเอง เนื่องจากไม่สามารถแปลได้ว่า คือ ธ. นายอำเภอแม่สอดในขณะนั้น เนื่องจาก ธ. ทำสัญญาว่าจ้างในฐานะนายอำเภอแม่สอด ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ไม่ใช่ในฐานะส่วนตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ การอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคหนึ่ง (เดิม) ถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกให้จังหวัดตาก บุคคลภายนอก ชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างยังไม่มีการอายัด ดังนั้นการที่โจทก์มายื่นคำร้องผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้จังหวัดตากปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้มาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 321 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนที่จะต้องมีการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดตาก มีการดำเนินการผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมด จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำสั่ง อาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ 252 จึงต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้และศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งยกคำร้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้เลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 24,618,890.50 บาท โดยชำระให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ทุก 3 เดือน เป็นเงินงวดละไม่น้อยกว่า 400,000 บาท ชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 และงวดต่อไปทุกวันที่ 30 ของงวด 3 เดือน ถัดไปติดต่อกันไปและจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับจากเดือนมิถุนายน 2559 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,618,890.50 บาท แต่ถ้าชำระหนี้เหลือยอดเงินต่ำกว่าต้นเงินดังกล่าวให้คิดดอกเบี้ยของยอดเงินต้นดังกล่าวจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ผิดนัด โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงานงวดที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 จะได้รับตามสัญญาจ้าง เลขที่ T 078/2560 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 และสัญญาจ้างทั่วไป เลขที่ 3/2560 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ไปยังผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตามลำดับ และแจ้งอายัดเงินหลักประกันตามสัญญาไปยังผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธการส่งเงินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

วันที่ 25 กันยายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จังหวัดตากปฏิบัติตามคำสั่งอายัด หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อโจทก์ดำเนินการบังคับเอากับทางราชการต่อไป

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ขอให้บังคับผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ให้ชำระหนี้ดังกล่าวหรือค่าสินไหมทดแทนการไม่ชำระหนี้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว สำหรับคำร้องลงวันที่ 25 กันยายน 2560 มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งอายัด ส่วนคำร้องลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ให้ยกคำร้อง

โจทก์และผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอายัดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งมอบเงินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2560 ใหม่ และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้าง ทำสัญญาจ้าง เลขที่ T 078/2560 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 กับจังหวัดตาก โดยมีนายธนยศ นายอำเภอแม่สอด ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นผู้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 1 นำแคชเชียร์เช็ค จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ทำงานแล้วเสร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง 2 งวดงาน คงเหลืองานงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินหลักประกันตามสัญญาดังกล่าว จำนวน 300,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 7 มีนาคม 2560 แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไปถึงผู้คัดค้านที่ 1 ห้ามมิให้ชำระเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 แต่ให้ส่งเงินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายเงิน ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่สำหรับการเบิกจ่ายเงินสำนักงานจังหวัดตากเป็นหน่วยเบิกจ่าย ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ส่งเอกสารเพื่อประกอบการขอเบิกเงินค่าจ้างงวดที่ 2 ไปยังจังหวัดตากและแจ้งให้จังหวัดตากอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 และให้ส่งเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี หากจังหวัดตากขัดข้องประการใดให้แจ้งผู้คัดค้านที่ 1 ทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ยังมิได้รับแจ้งจากจังหวัดตากแต่ประการใด ส่วนเงินหลักประกันจำนวน 300,000 บาท เนื่องจากผู้รับจ้างยังมิได้ดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา ซึ่งผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องของงาน ภายในกำหนด 2 ปี หลังจากการตรวจรับงานจ้างเสร็จแล้วทุกงวด การคืนเงินหลักประกันจึงจะคืนภายใน 2 ปี นับถัดจากวันรับมอบงานงวดสุดท้าย หากสิ้นสุดการรับประกันผู้คัดค้านที่ 1 จะดำเนินการตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งต่อไป ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 20 มีนาคม 2560 แจ้งเตือนให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งเงินตามอายัด ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 มีนาคม 2560 และ 11 กันยายน 2560 แจ้งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทิ้งงาน ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิยึดเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา และเงินดังกล่าวตามสัญญาจ้างยังกำหนดให้เป็นประกันการชำรุดบกพร่องหรือเสียหายของงานที่ได้ทำไปแล้วเป็นเวลา 2 ปี นับถัดจากวันส่งมอบงวดงาน

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดเงินประกันการจ้างงานและเงินค่าจ้างงวดที่ 3 (ถ้ามี) ต่อผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างเลขที่ T 078/2560 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 บุคคลภายนอกที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 คือ จังหวัดตาก ผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้าง ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่บุคคลภายนอกที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่ใช่คู่สัญญา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จังหวัดตากบุคคลภายนอกชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง แต่การอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องขอของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 และ 7 มีนาคม 2560 โดยไม่ได้ส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังจังหวัดตากเลย แม้หลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งการอายัดไปยังจังหวัดตากแล้ว ก็ไม่ใช่เป็นการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดตามกฎหมายจึงไม่มีผลบังคับ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนจังหวัดตากซึ่งเป็นนิติบุคคล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ผู้แทนจังหวัดตากดังที่โจทก์ฎีกา และในเรื่องนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) โดยถ้ากฎหมายบัญญัติให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อบุคคลใดก็ต้องกระทำต่อบุคคลนั้นโดยตรง ตามที่กล่าวไว้แล้ว โจทก์จะมาฎีกาในทำนองว่า การส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ถือว่าเป็นการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดไปยังจังหวัดตากแล้วไม่ได้ แม้ฎีกาโจทก์ในตอนแรกระบุว่า นายอำเภอแม่สอด ก็เข้าใจได้ว่า คือ อำเภอแม่สอด ผู้คัดค้านที่ 1 นั้นเอง เนื่องจากไม่สามารถแปลได้ว่า คือ นายธนยศ นายอำเภอแม่สอดในขณะนั้น เนื่องจากนายธนยศทำสัญญาว่าจ้างในฐานะนายอำเภอแม่สอด ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ไม่ใช่ในฐานะส่วนตัว เมื่อเป็นเช่นนี้การอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคหนึ่ง (เดิม) ถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกให้จังหวัดตาก บุคคลภายนอก ชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างยังไม่มีการอายัด ดังนั้นการที่ในวันที่ 25 กันยายน 2560 และ 13 พฤศจิกายน 2560 (ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มีผลใช้บังคับแล้วนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 โดยให้มีผลทันทีแต่ไม่มีผลกระทบ ถึงกระบวนพิจารณาที่ทำไปแล้ว) โจทก์มายื่นคำร้องผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้จังหวัดตากปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้มาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 321 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนที่จะต้องมีการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดตากมีการดำเนินการผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมด จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำสั่ง ในทำนองว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ 252 จึงต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้และศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งยกคำร้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้เลย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องให้ศาลชั้นต้นไปดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จากเหตุดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจอายัดเงินประกันการจ้างงานและเงินค่าจ้างงวดที่ 3 (ถ้ามี) ของจังหวัดตากบุคคลภายนอกที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าจ้างโดยผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 กันยายน 2560 และ 13 พฤศจิกายน 2560 ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดตากผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมด และมีคำสั่งใหม่ ให้ยกคำร้องของโจทก์ในส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 252 ม. 311 วรรคสอง (เดิม) ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร ม.
ผู้คัดค้าน — อำเภอแม่สอด กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2563
#644201
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นาย วีระพงษ์ หรือเอ สมานพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2563
#663675
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคท้าย ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ 3 ตามที่ถูกฟ้องเท่านั้น ไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้ร้อง โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะกระทำความผิดเป็นผู้เยาว์นั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงกรณีที่ร่วมกันกระทำละเมิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 ในฐานะมารดาซึ่งไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากความปกครองของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 กับค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายที่ 1 รวมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (เดิม) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดขณะอายุ 19 ปี และ 18 ปีเศษ ตามลำดับ ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร กับฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 12 เดือน ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 8,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 5,333.33 บาท กรณีมีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ยกฟ้องข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนต้องชำระ นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูก แก่ผู้ร้อง) กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูก แทนผู้ร้อง)

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกาเฉพาะคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาโดยฟังว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะมารดาของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามต่างคนต่างกระทำความผิด และร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ร้อง ผู้เป็นบิดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ร้อง ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งอีก โดยกำหนดว่าคำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง ซึ่งถือเป็นคำขอบังคับในส่วนแพ่ง ส่วนสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก แต่กลับไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะกระทำผิดอายุ 19 ปี และเป็นผู้เยาว์นั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ด้วยแต่อย่างใด เมื่อคำร้องของผู้ร้องถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง ที่ขอบังคับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงกรณีที่ร่วมกันกระทำละเมิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคท้าย บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์..." ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้แก่ผู้ร้องได้นั้น จะต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ 3 ตามที่ถูกฟ้องเท่านั้น ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้ และการที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ในฐานะมารดาซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากความปกครองของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 3 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง ในส่วนจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 429
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายกิติพงศ์ เกษสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1752/2563
#644033
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นาย อโนชาหรือปิค เพ็ชรน้อย กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2563
#644928
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดไชยา
จำเลย — นาย จตุรงค์หรือเปิ้ลหรือจ๋า ปาลโมกข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1745/2563
#644222
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสว่างแดนดิน
โจทก์ร่วม — นาย ฐปกร สีหาราช
จำเลย — นาย วันเฉลิมหรือโต๊ะ สุหญ้านาง
จำเลยร่วม — นาย ฐปกร สีหาราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2563
#651511
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จัดทำหนังสือมอบอำนาจในวันเดียวกันหลายฉบับ แต่โจทก์แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาท้ายฟ้องคดีนี้ผิดพลาดอันถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป เมื่อโจทก์ขอแก้ฟ้องก่อนลงมือสืบพยานและขอส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ถูกต้องแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ถือได้ว่าโจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาโดยโจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์และนายธนุตม์มอบอำนาจช่วงให้นายจรัสหล้า ฟ้องคดีนี้แทน แต่สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์ฟ้องคดีแพ่งก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์ฟ้องคดีอาญา โดยเอกสารทั้งสองฉบับจัดทำขึ้น วันที่ 20 สิงหาคม 2555 กรณีเป็นที่เห็นได้ชัดว่า โจทก์แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาท้ายฟ้องผิดพลาด อันถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป เมื่อโจทก์ขอแก้ฟ้องก่อนลงมือสืบพยานว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องเป็นฉบับที่ส่งผิดพลาด และขอส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์ฟ้องคดีอาญาแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ถือได้ว่าโจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจแล้ว เมื่อโจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์และนายธนุตม์มอบอำนาจช่วงให้นายจรัสหล้าฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นต้นฉบับของสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธนุตม์และนายธนุตม์มอบอำนาจช่วงให้นายจรัสหล้าฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายอมร มนต์แก้วกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2563
#664291
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทมีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เมื่อเจ้ามรดกผู้ครอบครองถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ได้แก่ ส. บุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาจำเลย ว. บุตรเจ้ามรดกและ พ. บุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นมารดาโจทก์ ว. และ พ. พักอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทโดยมีโจทก์และจำเลยอยู่ด้วย ส่วน ส. พักอาศัยอยู่ที่อื่น การที่ ว. และ พ. พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาจึงเป็นการครอบครองในฐานะทายาทและแทนทายาทอื่น หลังจาก ว. ถึงแก่ความตายในปี 2538 พ. พักอาศัยอยู่ต่อมาและถึงแก่ความตายในปี 2543 การที่ พ. ยังคงพักอาศัยอยู่ต่อมาก็เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ส่วนที่ ส. ถึงแก่ความตายในปี 2536 ที่ดินมรดกส่วนของ ส. ตกทอดแก่ทายาทของ ส. รวมทั้งจำเลย การที่จำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทหลังจากนั้นร่วมกับ ว. และ พ. ก็เป็นการร่วมกันครอบครองแทนทายาทอื่นเช่นกัน ที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกและกรณีต้องถือว่าการที่ พ. และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นของเจ้ามรดกทุกคน ส่วนการที่จำเลยรื้อถอนบ้านเดิมออกไปและนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินมรดกเป็นครอบครองด้วยตนเองและแสดงเจตนาแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว ที่ดินดังกล่าวยังเป็นมรดกของเจ้ามรดก จึงเป็นกรณีที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันแทนทายาทอื่น ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกเพราะเข้าสืบสิทธิมรดกส่วนของ พ. จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 72497 เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 26 และชดใช้ค่าเสียหาย 518,750 บาท ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านตามฟ้องให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 72497 เลขที่ดิน 65 เนื้อที่ 58.165 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเลียบ มีบุตร 3 คน คือ นายแสวง นางสาวหวาน และนางแพว โจทก์และนายจรัล เป็นบุตรของนางแพว ส่วนจำเลยและพี่น้องรวม 5 คน เป็นบุตรของนายแสวง นายเลียบเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน โดยปลูกบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 อยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาปี 2502 นายเลียบถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายแสวงถึงแก่ความตายวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 นางสาวหวานถึงแก่ความตายวันที่ 27 กันยายน 2538 และนางแพวถึงแก่ความตายวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 จำเลยนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งมีชื่อนายเลียบเป็นผู้แจ้งการครอบครองไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 เนื้อที่ 3 งาน 49 ตารางวา ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 จำเลยให้นายไกรสร ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 200 ตารางวา จำเลยจึงถือกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา นางสาวหวานไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ถูกรื้อถอนไปแล้ว

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเรื่องการที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต แต่ให้รับไว้เป็นคำแถลงการณ์ นั้น กรณีเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต รับหรือไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีสั่งคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยยื่นมาเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นฎีกาได้แล้ว จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ผู้เป็นเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง หลังจากนายเลียบและนางสาวหวานถึงแก่ความตาย จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดทั้งแปลงและยึดถือเพื่อตน โจทก์และทายาทอื่นมิได้ครอบครอง จำเลยมีสิทธิครอบครอง และนำที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 แล้ว ที่ดินพิพาทจึงมิใช่มรดก นั้น เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ผู้เป็นเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองก็ตาม แต่หากผู้มีสิทธิครอบครองถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 72497 เป็นที่ดินที่นายเลียบเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 พร้อมบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 1 เมื่อปี 2502 นายเลียบถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท คือ นายแสวงบิดาจำเลย นางสาวหวาน และนางแพวมารดาโจทก์ ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า หลังจากนายเลียบถึงแก่ความตาย ทายาทของนายเลียบคือนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์อยู่ในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยมีโจทก์และจำเลยอยู่ด้วย ส่วนนายแสวงบิดาจำเลยพักอาศัยอยู่ที่อื่น หลังจากนางสาวหวานถึงแก่ความตายเมื่อปี 2538 นางแพวยังคงอาศัยอยู่ต่อมาและถึงแก่ความตายเมื่อปี 2543 ดังนี้ การที่นางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์อยู่ในที่ดินดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการครอบครองในฐานะทายาทและแทนทายาทอื่น ต่อมานางสาวหวานถึงแก่ความตาย นางแพวยังคงอาศัยอยู่ต่อมาก็เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ส่วนที่นายแสวงบิดาจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 ที่ดินมรดกส่วนของนายแสวงตกทอดแก่ทายาทของนายแสวงรวมทั้งจำเลยด้วย การที่จำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวหลังจากนั้นร่วมกับนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์ก็เป็นการร่วมกันครอบครองแทนทายาทอื่นเช่นกัน และที่จำเลยฎีกาว่าหลังจากนางสาวหวานและนางแพวมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์มิได้เข้ามาอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นกรณีที่จำเลยครอบครองที่ดินมรดกเป็นส่วนสัดเพื่อตนเองนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การว่าได้มีการตกลงแบ่งปันมรดกของนายเลียบโดยให้จำเลยมีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าว และตามพฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมา ถือไม่ได้ว่าทายาทของนายเลียบตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้วโดยให้จำเลยมีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นการครอบครองที่ดินมรดกเพื่อตนเอง ดังนี้ที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของนายเลียบเจ้ามรดก และกรณีต้องถือว่าการที่นางแพวมารดาโจทก์และจำเลยครอบครองบ้านและที่ดินอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ๆ ของนายเลียบทุกคน ส่วนการที่จำเลยรื้อถอนบ้านเดิมออกไปและนำที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 5 ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 72497 นั้น ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินมรดกเป็นครอบครองด้วยตนเอง และได้แสดงเจตนาแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นมรดกของนายเลียบ จึงเป็นกรณีที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันแทนทายาทอื่น ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายเลียบเพราะเข้าสืบสิทธิมรดกส่วนของนางแพวมารดาโจทก์ มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่ดินมรดกของนายเลียบตกทอดแก่ทายาท คือ นายแสวงบิดาจำเลย นางสาวหวาน และนางแพวมารดาโจทก์ ในส่วนของนางสาวหวานไม่ได้ความชัดว่ามีทายาทอื่นหรือไม่ จึงไม่อาจแบ่งที่ดินพิพาทส่วนของนางสาวหวานแก่โจทก์ในฐานะทายาทของนางสาวหวาน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เพื่อแบ่งมรดกของนางสาวหวาน และพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของนางแพวมารดาโจทก์ในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 58.165 ตารางวา มานั้น ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเพื่อแบ่งมรดกของนางสาวหวาน เป็นคดีใหม่ และยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1600 ม. 1748
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวอรศรี อธิกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
โสภณ บางยี่ขัน
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1708/2563
#644027
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย มะสุกรี ยูโซ๊ะ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1686/2563
#649852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมพร้อมไม้ประดู่ 12 ท่อน ของกลาง โดยแจ้งว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ซื้อมาจาก ม. ขณะนั้นเจ้าพนักงานยังไม่ได้จับกุมหรือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เพียงแต่สอบปากคำในฐานะพยานเท่านั้น การจับกุมผู้ต้องหาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 มีเพียงการจับกุมจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ด้วย เพิ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ในภายหลัง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ตนเองซื้อมาจาก ม. เป็นไม้เสาบ้านเก่าของ ม. ซึ่งไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 69, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 137 ริบของกลาง กับให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ สำหรับความผิดต่อเจ้าพนักงาน โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 5 รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมยึดไม้ประดู่อันยังมิได้แปรรูป 12 ท่อน ปริมาตร 9.88 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งบรรทุกอยู่บนรถบรรทุกหกล้อ คันหมายเลขทะเบียน 70-6209 เชียงใหม่ เป็นของกลาง ตามบันทึกการตรวจสอบ/ตรวจยึด-จับกุม โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนไม้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้าพบเจ้าหน้าที่ป่าไม้และแจ้งว่า ไม้ประดู่ของกลาง 12 ท่อน เป็นไม้ที่จำเลยที่ 2 ซื้อมาจาก ม. ซึ่งเป็นไม้เสาบ้านเก่าของ ม. เมื่อ ม. รื้อบ้านเก่าเพื่อสร้างบ้านใหม่ จึงได้ขายเสาไม้ประดู่ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยสำหรับข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า การแจ้งดังกล่าวเป็นการแจ้งในฐานะเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมแจ้งอย่างใดก็ได้ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมพร้อมไม้ประดู่ 12 ท่อน ของกลาง โดยแจ้งว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ซื้อมาจาก ม. ขณะนั้นเจ้าพนักงานยังไม่ได้จับกุมหรือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการสอบปากคำในฐานะพยานเท่านั้น การจับกุมผู้ต้องหาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 มีเพียงการจับกุมจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ด้วย เพิ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ในภายหลังเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ตนเองซื้อมาจาก ม. เป็นไม้เสาบ้านเก่าของ ม. ซึ่งไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 69 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสมเกียรติ คำเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2563
#662706
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอฟังว่า ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ.2560

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2), 77/1, 83, 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2), (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า เดิม) 83, 90/4 (6) (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในแต่ละกระทงความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกันตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) รวม 5 กระทง) ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 200,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นปรับ 1,000,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินชำระค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวมห้ากระทง คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในการจดทะเบียนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ค่าหินคลุก ค่าซ่อมแซมถนน และอื่น ๆ หลายครั้ง โดยสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีมีนาคม เมษายนและพฤษภาคม 2550 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีกรกฎาคมและสิงหาคม 2550 สำหรับจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครก็ตาม แต่ในการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตนเอง โจทก์มีเพียงนางสาวปารณีย์ เป็นพยานเบิกความไปตามพยานเอกสารว่า จำเลยที่ 1 นำคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน มาจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ. พ. 01) จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ประกอบการด้วยตนเอง ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาทำการแทน แต่นางสาวปารณีย์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีระดับชำนาญการ ไม่มีหน้าที่รับจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม พยานไม่ทราบว่าลายมือชื่อในช่องผู้ประกอบการเป็นลายมือชื่อแท้จริงของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยเดินทางไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เคยทราบที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 และไม่ทราบเรื่องการย้ายสถานประกอบการ จำเลยที่ 2 ทำงานรับจ้างขับรถส่งปลาให้แก่นายพีระ เมื่อปี 2549 จำเลยที่ 2 เคยไปที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครตามคำสั่งของนางสาวนันทกานต์ ซึ่งเป็นภริยาของนายพีระ นางสาวนันทกานต์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับที่ข้างนอกและข้างในสำนักงาน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารอะไรและไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามเอกสารที่ลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เคยไปรับเช็คจากนายชัยวัฒน์ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า 2 ถึง 3 ครั้ง ตามคำสั่งของนางสาวนันทกานต์ เมื่อตรวจพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และรายการจดทะเบียนแล้วเห็นได้ว่าไม่คล้ายคลึงกัน อันจะเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ด้วยตนเอง คำเบิกความของนางสาวปารณีย์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวนันทกานต์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า มีหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวนันท์กานต์ปรากฏอยู่ในคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แจ้งย้ายที่ตั้งสถานประกอบการจากเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ไปอยู่เลขที่ 105/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และยังได้ความจากนางสาวจุฑามาศ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 เลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นสถานที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันของนายชัยวัฒน์ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ นายชัยวัฒน์รู้จักกับนางสาวนันทกานต์ พยานเคยเห็นนางสาวนันท์กานต์มาพบนายชัยวัฒน์ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า นางสาวสาหร่าย เป็นลูกน้องของนางสาวนันทกานต์ พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดนายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการร่วมกับนายพุฒิพงษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ ในส่วนการย้ายที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 นั้น ก็ได้ความจากนางสาวปารณีย์ว่ามีหนังสือเชิญเจ้าของอาคารมาพบ เจ้าของอาคารได้มอบอำนาจให้นางสาวสาหร่าย มาพบและแจ้งว่าเจ้าของอาคารได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าบ้านเลขที่ 105/1 แต่ไม่ได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือและได้ทำหนังสือยินยอมให้ใช้อาคารเป็นสถานที่ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวจุฑามาศที่ว่า นางสาวสาหร่ายเป็นลูกน้องของนางสาวนันทกานต์ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกข้อความ ซึ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา บันทึกการตกลงราคา หลักฐานการเบิกจ่ายเงิน ใบสำคัญรับเงิน หรือใบเสร็จรับเงิน รวมถึงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ ล้วนมีลักษณะการเขียนที่แตกต่างกันและไม่คล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รายการจดทะเบียน และใบสมัครเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและอ้างเป็นพยานหลักฐาน อีกทั้งเอกสารดังกล่าวยังมีหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวนันทกานต์และสามีปรากฏอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหลังจากมีการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม การย้ายที่ตั้งสถานประกอบการ การติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการยื่นและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอฟังว่า ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ.2560 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 90/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา