คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5508/2562
#640611
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิ และย่อมระงับสิ้นไปเพียง 6 กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เท่านั้น เมื่อการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองดังกล่าวได้ การจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงครอบติดอยู่ตามสัญญาจำนอง ไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 และเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ออกไปเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 อีกแปลงหนึ่ง ต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกออกไปพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงมีการจำนองครอบติดอยู่ด้วยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 717 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการจดแจ้งไว้ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 204439 ว่ามีการจำนองครอบติดอยู่ และแม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับซื้อฝากเสียค่าตอบแทนและได้มาโดยสุจริตย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 แต่ก็หาทำให้สิทธิจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์จำนองเสื่อมเสียไปไม่ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ฟ้องโจทก์เพียงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยไม่ชอบให้คงปรากฏภาระจำนองเป็นหลักประกันแก่หนี้กู้ยืมของโจทก์และจำเลยที่ 1 เช่นเดิม และตามคำขอบังคับโจทก์ก็ยังไม่ได้ทรัพย์สินใดมา เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ที่มีอยู่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ค) หรือฟ้องบังคับชำระหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นของตน คดีโจทก์จึงหาใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามดำเนินการเพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่แบ่งแยกไปจากที่ดินดังกล่าวติดภาระจำนองไปทั้งสองแปลงตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่แบ่งแยกไปจากที่ดินดังกล่าวติดภาระจำนองไปทั้งสองแปลงตามเดิม ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามไปดำเนินการเพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 400,000 บาท ไปจากโจทก์ กำหนดชำระคืนภายใน 6 เดือน โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว โดยให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 188713 ในนามเดิม โดยโจทก์ให้ถ้อยคำว่า โจทก์ไม่ขัดข้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกในนามเดิมได้โดยให้ที่ดินที่แบ่งแยกและแปลงคงเหลือยังคงมีภาระจำนองอยู่ตามเดิม แล้วโจทก์ลงชื่อไว้ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง โดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ไถ่ถอน ส่วนในช่องผู้รับจำนองมีข้อความระบุว่า "ผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้โดยสลักหลังสัญญาจำนองแล้ว" แต่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ แล้วนางสาวสุภาวดี เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนองและฉบับผู้จำนองยังอยู่กับโจทก์ ทั้งไม่มีข้อความสลักหลังว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้ว วันที่ 7 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 188713 และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 โดยไม่มีการจดแจ้งว่ามีการจำนองครอบติดอยู่กับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง วันที่ 28 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ให้แก่นางอรุณศรี วันที่ 17 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากจากนางอรุณศรีแล้วจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวแก่นายพชร วันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากนายพชรแล้วขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก และวันที่ 9 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ให้แก่นายบรรยาย วันที่ 19 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝาก แล้วจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 แล้วให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ติดภาระจำนองตามเดิม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 บัญญัติว่า "อันจำนองย่อมระงับสิ้นไป (1) เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ (2) เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ (3) เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น (4) เมื่อถอนจำนอง (5) เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง หรือเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 729/1 (6) เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด" แสดงว่าความระงับสิ้นแห่งสัญญาจำนองมีเพียง 6 กรณีเท่านั้น นอกเหนือจากกรณีเหล่านี้สัญญาจำนองย่อมไม่ระงับ สำหรับกรณีเมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปตามมาตรา 744 (1) นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองพร้อมดอกเบี้ย หรือจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางทรัพย์ ณ สำนักงานวางทรัพย์ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสลักหลังต้นฉบับสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนองให้ไถ่ถอนจำนองได้ ถือไม่ได้ว่าการที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ให้แก่จำเลยที่ 1 เกิดจากการที่โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย ลำพังการที่โจทก์เพิ่งไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินภายหลังจากให้จำเลยที่ 1 ยืมโฉนดที่ดินไปนาน 2 ถึง 3 เดือน ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อและใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองดังกล่าวได้ การจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงครอบติดอยู่ตามสัญญาจำนอง ไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ออกไปเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 อีกแปลงหนึ่ง ต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกออกไปนั้นพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงมีการจำนองครอบติดอยู่ด้วยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการจดแจ้งไว้ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 204439 ว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีการจำนองครอบติดอยู่ แล้วจำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทนและได้มาโดยสุจริตโดยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวมีการจำนองครอบติดอยู่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับซื้อฝากย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 แต่ก็หาทำให้สิทธิจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์จำนองเสื่อมเสียไปไม่ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยไม่ชอบ สัญญาจำนองมิได้ระงับไป ฟ้องโจทก์จึงเพียงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้คงปรากฏภาระจำนองเป็นหลักประกันแก่หนี้กู้ยืมของโจทก์และจำเลยที่ 1 เช่นเดิม และคำขอบังคับของโจทก์ยังไม่ได้ทรัพย์สินใดมา เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ที่มีอยู่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ค) หรือฟ้องบังคับชำระหนี้กู้ยืมด้วย ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นของตน คดีโจทก์จึงหาใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เสียเกินมา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ และในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 717 วรรคหนึ่ง ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485/2562
#638502
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกต่อไป แต่การที่จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว อ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนถึงที่วันจำเลยชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ส่วนฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 10 ปีเศษ และเป็นบุตรของนาย ย. กับนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นน้าของผู้เสียหายที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นญาติกับจำเลย ก่อนเกิดเหตุไปมาหาสู่กันเป็นประจำ แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ แต่โตพอที่จะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แล้ว เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลย บังคับให้ถอดเสื้อผ้า และใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน หากไม่เป็นเรื่องที่ประสบมากับตนเอง คงไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาฟัง ซึ่งโจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเราและผู้เสียหายที่ 1 มีอาการกลัวจำเลยเมื่อมาที่บ้าน ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ยังให้การต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการและผู้เสียหายที่ 2 ตามคำให้การชั้นสอบสวน เหมือนที่เบิกความในชั้นพิจารณายืนยันว่าถูกจำเลยพาไปที่บ้านแล้วใช้กำลังขู่เข็ญและใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายทั้งสองต้องเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้นำคำเบิกความของแพทย์หญิง ม. ประกอบผลการตรวจชันสูตรมาวินิจฉัย เห็นว่า แพทย์หญิง ม. เบิกความว่า ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบว่าวงรอบเยื่อพรหมจารรี มีขนาดเล็ก ไม่ฉีกขาด ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศถึงเยื่อพรหมจารี ไม่พบตัวอสุจิในน้ำเมือกในช่องคลอด หากมีการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 น่าจะทำให้เยื่อพรหมจารีฉีกขาด ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงฟังเป็นคุณแก่จำเลย โดยไม่อาจรับฟังว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 มาลงโทษจำเลย แต่ยังรับฟังได้ว่าจำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำชำเราโดยใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงวินิจฉัยความเห็นของแพทย์หญิง ม. ประกอบรายงานการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จริง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกต่อไป แต่การที่จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) และตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) ม. 3 ม. 277 ม. 279 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวปวีรยา จินดาวสุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2562
#639572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ ป.พ.พ. มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่กู้ยืม 7,593,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,593,750 บาท เป็นค่าซื้อขายหุ้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

และเมื่อคดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติว่า บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ มีบริษัทสยามโฮลดิ้ง กรุ๊ป เป็นผู้ร่วมลงทุน บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 28 สตางค์ โดยโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จากโจทก์จำนวน 5,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 4 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นบางส่วน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระเมื่อนำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยมีกำหนดเวลานำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 1 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อขายหุ้นกับโจทก์และสัญญากู้เงิน เกิดจากการฉ้อฉล เห็นว่า ถึงแม้ว่าโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า โจทก์ขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 1 แต่ตามสัญญารับโอนสิทธิในการเพิ่มทุนของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ระบุว่า โจทก์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2 บาท กับนายเมฆิณ นอกจากนี้แคชเชียร์เช็คที่ใช้ชำระค่าหุ้นบางส่วนจำนวน 12,500,000 บาท แก่โจทก์ก็เป็นเงินที่ถอนมาจากบัญชีเงินฝากของนายเมฆิณ ซึ่งสอดคล้องกับที่นางสาวปิยวดี พนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 นายเมฆิณได้ถอนเงินจำนวน 12,500,000 บาท จากบัญชีเงินฝากเพื่อนำไปซื้อแคชเชียร์เช็ค ประกอบกับปัจจุบันหุ้นดังกล่าวมีชื่อนายเมฆิณเป็นผู้รับโอนมาจากโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า โจทก์ตกลงขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้นายเมฆิณจำนวน 5,000,000 หุ้น เป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยนายเมฆิณชำระค่าหุ้นบางส่วน 12,500,000 บาท แก่โจทก์และยังค้างชำระส่วนที่เหลืออีกจำนวน 7,500,000 บาท แต่เมื่อต่อมาโจทก์และนายเมฆิณมิได้มีการชำระหนี้ต่อกันแล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้จำนวน 7,500,000 บาท เมื่อได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) และได้โอนสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้แก่นายเมฆิณเพื่อนำไปบอกขายให้แก่นักลงทุนรายอื่น ซึ่งโจทก์ได้จองซื้อหุ้นจากนายเมฆิณจำนวน 5,000,000 หุ้น ต่อมาได้มีการขายคืนให้แก่นายเมฆิณเป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยนายเมฆิณยังค้างชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลืออีกจำนวน 7,500,000 บาท แก่โจทก์ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า โจทก์และนายเมฆิณมีการตกลงซื้อขายหุ้นต่อกันจริงและมีหนี้ค้างชำระต่อกันเป็นจำนวนเท่าไร เมื่อนายเมฆิณซึ่งรับโอนสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนมาจากบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด และค้างชำระค่าซื้อหุ้นคืนต่อโจทก์จึงมีความเป็นไปได้ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด จะทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ เพื่อรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวแทนนายเมฆิณ ประกอบกับจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินจริง เพียงแต่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉลเท่านั้น แต่เมื่อสัญญากู้เงินดังกล่าว จัดทำโดยนายนิทัศน์ ทนายความของจำเลยที่ 1 เอง โดยโจทก์มีนายนิทัศน์มาเบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉลตามที่อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 นำมูลหนี้ค่าหุ้นค้างชำระที่นายเมฆิณมีต่อโจทก์มาเปลี่ยนเป็นมูลหนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือว่าคู่กรณีได้ตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนมูลหนี้จากหนี้ค่าหุ้นเป็นหนี้กู้ยืมและเปลี่ยนตัวลูกหนี้เป็นจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และ 350 สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ค่าหุ้นเดิมย่อมระงับสิ้นไปแล้วมาผูกพันกันตามสัญญากู้เงินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินต่อโจทก์เป็นเงิน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยจะอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2559) ต้องไม่เกิน 93,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401/2562
#638497
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้และภูเขาดินได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ตัวแทนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยกและเป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ทำการยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อเข้าไปจัดซ่อมที่อู่ทันเซอร์วิสในทางการที่จ้างวานมอบหมายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยทั้งสี่ ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ขอให้โจทก์จัดซ่อมไปก่อน แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขอชดใช้ในภายหลัง โจทก์ทำการซ่อมแซมรถยนต์ดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงิน 165,451.34 บาท และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ โดยแนบสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ รายงานอุบัติเหตุรถยนต์และใบรับรองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจำเลยที่ 3 จัดทำขึ้น ภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ภาพถ่ายรถยนต์ขณะทำการซ่อมแซม สำเนาใบสั่งอะไหล่และใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมแซม เป็นต้น คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายในส่วนไหน อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่มีความเสียหายในระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อนหรือโครงสร้างของรถยนต์แม้แต่น้อย แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้เงิน 171,272.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 165,451.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สปอร์ต หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร จากนายภวัต ผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยลื่นไถลไปชนต้นไม้และภูเขาดินเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตรวจสอบอุบัติเหตุ มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไปทำการตรวจสอบอุบัติเหตุและบันทึกถ้อยคำของผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรถยกมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการและเป็นผู้รับจ้างโจทก์ยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจัดซ่อม โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ประสานงาน ระหว่างทำการยกลากรถที่โจทก์รับประกันภัยเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้และภูเขาดินได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ตัวแทนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยกและเป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ทำการยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อเข้าไปจัดซ่อมที่อู่ทันเซอร์วิสในทางการที่จ้างวานมอบหมายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยทั้งสี่ ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ขอให้โจทก์จัดซ่อมไปก่อน แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขอชดใช้ในภายหลัง โจทก์ทำการซ่อมแซมรถยนต์ดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงิน 165,451.34 บาท และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ โดยแนบสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ รายงานอุบัติเหตุรถยนต์และใบรับรองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจำเลยที่ 3 จัดทำขึ้น ภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ภาพถ่ายรถยนต์ขณะทำการซ่อมแซม สำเนาใบสั่งอะไหล่และใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมแซม เป็นต้น มาด้วย คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายในส่วนไหน อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่มีความเสียหายในระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อนหรือโครงสร้างของรถยนต์แม้แต่น้อย แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์มีนายธรรมสรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายยุทธนา ผู้ติดต่อเรียกร้องค่าเสียหายให้โจทก์และนายภวัต ผู้เอาประกันภัยเป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งแรก นายภวัตแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุ แล้วจำเลยที่ 3 ติดต่อกับนายภวัต จากนั้นจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการในการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม ขณะทำการยกลากรถไม่มีการรองล้อหลัง ครั้นลากรถเข้าสู่เส้นทางโค้ง รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเหวี่ยงไปมาจนตัวรถด้านซ้ายและด้านขวากระแทกราวถนนข้างทางเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการยกลากรถประมาทเลินเล่อมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้ยกลากรถจะพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่ถูกลากอันเป็นการละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยในความเสียหายอันเป็นผลจากการกระทำละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบกิจการยกลากรถและจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม โดยจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างเช่นกัน ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 3 ทำการยกลากรถยนต์ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 3 กระทำไปในทางการที่ได้รับมอบหมายนั้น ตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 แต่สำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ให้บริการตรวจสอบอุบัติเหตุ ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นตัวแทนทำการตรวจสอบอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม แม้จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ก็ตาม แต่ดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคลจำเลยที่ 4 หรือกระทำเพื่อผลประโยชน์ใดของจำเลยที่ 4 เช่นนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า นายภวัต ผู้เอาประกันภัยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุลื่นไถลชนต้นไม้และภูเขาดินครั้งแรก บริเวณกระจังด้านหน้า กันชน แก้มขวารถตรงบังโคลน และกระจกมองข้างด้านขวา สอดคล้องกับสำเนาใบรับรองความเสียหายทรัพย์สิน ส่วนภายหลังเกิดอุบัติเหตุครั้งที่สองขณะจำเลยที่ 3 ทำการยกลากรถ รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นคือ ข้างรถด้านซ้ายและด้านขวา ยางรถยนต์ด้านหน้าขวาแตก เกียร์ใช้ไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุละเมิดตามฟ้องทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายส่วนข้างรถด้านซ้ายและด้านขวา ยางรถยนต์ด้านหน้าขวา และเกียร์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดประกอบด้วยแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินไปครั้งสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — น. โดยนาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายนพดล ไกษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2562
#639555
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้าซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ" หมายความว่า ทรัพย์อันเกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ และคำว่า "สิ่งแวดล้อม" หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์... ดังนั้น การใช้ ยึดถือหรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจึงหมายถึงการกระทำต่อหรือแสวงหาประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ และย่อมหมายความรวมถึงทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย การที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปทำสวนป่าในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ของทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ อันถือได้ว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าสภาพเดิมของที่ดินเป็นป่าสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่โล่งเตียนอย่างใดก็ตาม และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าไปปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณบนเนื้อที่ 624 ไร่ และผู้คัดค้านที่ 2 เข้าไปปลูกต้นสัตบรรณบนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามส่วนสัดที่แต่ละคนยึดถือที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์มีมูลค่าสูงและนับว่าเป็นจำนวนเกินกว่าที่จะนำไปใช้สอยเองมาก โดยประสงค์ให้ต้นไม้เจริญเติบโตแล้วตัดฟันขายไม้นั้นต่อไป ลักษณะการกระทำจึงเป็นการค้าขายสินค้าทางการเกษตรอันมีลักษณะเป็นการค้าในความหมายของมาตรา 3 (15) แล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นการใช้ที่ดินพิพาทปลูกไม้ยืนต้นโดยไม่สุจริต การปลูกต้นไม้ลงในที่ดินซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบนั้น แม้จะมีเจตนาตัดฟันขายเมื่อโตใหญ่ต่อมาก็ตาม ไม้ยืนต้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และไม้ยืนต้นที่เติบใหญ่และมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจึงเป็นของแผ่นดินเจ้าของที่ดินตามมาตรา 144 วรรคสอง ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่จะตัดฟันไม้ยืนต้นนั้นนำออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ และเมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) และผู้คัดค้านทั้งสามไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง ไม้ยืนต้นนั้นคงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายอัมรินทร์ รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายสายลอง รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายน้อย รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้น ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายสมโภช กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายอัมรินทร์ ผู้คัดค้านที่ 1 รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายสายลอง ผู้คัดค้านที่ 2 รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายน้อย ผู้คัดค้านที่ 3 รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีรับฟังเป็นยุติว่า คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายสมโภช กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 2 รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นไว้ชั่วคราว โดยเห็นว่าทรัพย์สิน 3 รายการ ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะเป็นการค้า อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการแรกว่า ทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ด ที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ด ที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 2 และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ มาตรา 3 (15) โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 3 (15) สามารถย้อนหลังไปใช้บังคับแก่ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันที่บทบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งมาตรการลงโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในมาตรการทางแพ่งหากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็สามารถมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา บทบัญญัติของกฎหมายซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการที่สองมีว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสาม เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสามอันได้มาจากการกระทำความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9 (1), 108 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) ที่เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" ว่า "ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า" นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานคำว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ"หมายความว่า ทรัพย์อันเกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ และคำว่า "สิ่งแวดล้อม" หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่อยู่รอบ ๆ มนุษย์... ดังนั้น การใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจึงหมายถึงการกระทำต่อหรือแสวงหาประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ และย่อมหมายความรวมถึงทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย เมื่อคดีได้ความว่า ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นม 5642 เนื้อที่ 3,543 ไร่ 1 งาน 98.9 ตารางวา ออกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 โดยอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองตะไก้ ทั้งทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามสอดคล้องต้องกันฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดในที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง-หนองแก้ว อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) จึงยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันอยู่เช่นเดิม การที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปทำสวนป่าในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ของทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ อันถือได้ว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ตามนิยามของความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าสภาพเดิมของที่ดินเป็นป่าสาธารณประโยชน์ หรือเป็นที่โล่งเตียนอย่างใดก็ตาม ก็ยังคงอยู่ในความหมายของมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทั้งสิ้น ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านทั้งสามปลูกต้นไม้ลงในที่ดินมิได้มีลักษณะเป็นการค้า และครอบครองที่ดินโดยสุจริตหรือไม่ คดีในส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ที่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ แม้มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยคำนวณราคาทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงิน 36,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะต้องห้ามอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ในปัญหาดังกล่าว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เข้าไปปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทตามส่วนสัดที่แต่ละคนยึดถือมีลักษณะเป็นการค้าตามความผิดมูลฐาน มาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ในข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบในทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอาชีพเป็นเกษตรกร ได้นำที่ดินทั้งหมดดังกล่าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่ากับกรมป่าไม้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการถูกเวนคืนที่ดินไปซื้อที่ดินตำบลหนองตะไก้ อำเภอสูงเนิน ตำบลงิ้วกับตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา รวม 14 แปลง และเข้าทำประโยชน์ปลูกพืชไร่ ในปี 2537 ทางราชการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าในเชิงเศรษฐกิจ ในปี 2544 ผู้คัดค้านที่ 1 เคยนำที่ดินแปลงที่ 14 ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ มีเพียงแบบแสดงรายการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เนื้อที่ 900 ไร่เศษ ให้โรงงานน้ำตาลครบุรีเช่าปลูกอ้อย การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณบนที่ดินเนื้อที่ 624 ไร่ และผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกต้นสัตบรรณบนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งเป็นทรัพย์มีมูลค่าสูง และนับว่าเป็นจำนวนเกินกว่าที่จะนำไปใช้สอยเองมาก โดยประสงค์ให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เจริญเติบโตแล้วตัดฟันขายไม้นั้นต่อไป ลักษณะการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการค้าขายสินค้าทางการเกษตรอันมีลักษณะเป็นการค้าในความหมายของความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต และมิได้มีเจตนาเข้าไปยึดถือทำประโยชน์ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ไม่เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และได้กรรมสิทธิ์ในต้นไม้ที่ปลูกหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกรวม 10 คน เป็นคดีของศาลจังหวัดสีคิ้ว ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว วินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน และเห็นพ้องตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสิบในความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายถึงที่ดินที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปยึดถือ ครอบครองส่วนของแต่ละคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง - หนองแก้ว ทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า ที่ดินดังกล่าวทางราชการได้ขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่ปี 2496 โดยสงวนไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์พาหนะและได้หวงกันเป็นที่สาธารณประโยชน์ตลอดมา ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินส่วนนั้น ๆ ขึ้นยันต่อรัฐได้ ซึ่งเมื่อที่ดินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยึดถือครอบครองเป็นส่วนสัดของตน ก็รวมอยู่ในที่ดินทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง - หนองแก้ว ด้วยเช่นนี้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีเจตนากระทำความผิดมาตั้งแต่แรก และเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินนั้น ๆ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมิอาจยกความสุจริตในการปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินขึ้นยันต่อรัฐได้ สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 แม้ที่ดินบางแปลงมีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน แต่ก็เป็นการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบ จึงมิอาจใช้ยันต่อรัฐได้เช่นกัน ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบดีว่าเอกสารนั้นยังมีข้อพิรุธและมีการโต้แย้งดังกล่าว แต่ก็มิใยดีเข้าไปปลูกไม้ยืนต้นไว้ จึงเป็นการใช้ที่ดินพิพาทปลูกไม้ยืนต้นโดยไม่สุจริต เมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นการใช้ ยึดถือ ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) การปลูกต้นไม้ลงในที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบ แม้จะมีเจตนาตัดฟันขายเมื่อโตใหญ่ต่อมาก็ตาม ไม้ยืนต้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม้ยืนต้นที่เติบใหญ่และมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจึงเป็นของแผ่นดินเจ้าของที่ดินตามมาตรา 144 วรรคสอง ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่จะตัดฟันไม้ยืนต้นนั้นนำออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ และผู้คัดค้านทั้งสามไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง ส่วนไม้ยืนต้นคงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำร้องของผู้ร้อง ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อให้มีการดำเนินการตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (15) ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2562
#639565
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาเป็นประกาศโฆษณาที่จำเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื้อห้องชุด เพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าทำสัญญากับจำเลย สิ่งที่จำเลยกำหนดในแผ่นพับที่เป็นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนการเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุดจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ซื้อ ดังที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อที่ผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด แต่ตามแผ่นพับโฆษณา รูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุด มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจำเลยจึงเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น การที่จำเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมกับภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม แม้จำเลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภค จำเลยก็ต้องผูกพันตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่บัญญัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 และแม้ลักษณะที่แสดงตามแผ่นพับ จะแสดงว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วย หาทำให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมไม่ ทั้งทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 ใช้เป็นทางเข้าออกของอาคารชุดสู่ถนนเพชรเกษม และใช้เป็นทางสัญจรสู่ชายหาดและทะเลตามลำดับดังที่ประกาศโฆษณากับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 2 แปลง เป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความ (สำเนาอุทธรณ์) แก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ก่อสร้างโครงการ ม. เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2552 โครงการมีทั้งส่วนที่เป็นโรงแรมและอาคารชุด ส่วนที่เป็นโรงแรมปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 66573 ส่วนที่เป็นอาคารชุด จำเลยก่อสร้างติดกับโรงแรมเพื่อจำหน่ายโดยปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 12845 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา มีทางเข้าออกสู่ถนนเพชรเกษมเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66572 เนื้อที่ 3 งาน 1 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยบริเวณด้านทิศตะวันออกติดชายหาด เป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66574 เนื้อที่ 1 ไร่ 51 1/10 ตารางวา ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง มีจำเลยกับบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 จำเลยถือกรรมสิทธิ์ 271.05 ส่วน บริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ 36.25 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 66574 จำเลยถือกรรมสิทธิ์ 424.45 ส่วน บริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ 36.15 ส่วน ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งได้จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 แก่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและที่ดินที่ตั้งโรงแรม อาคารชุด ม. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 จำเลยโฆษณาขายห้องชุดเมื่อปี 2552 เรื่อยมาโดยทำแผ่นพับแจกจ่าย และจำเลยทำแบบจำลองโครงการตามแผ่นพับ ตั้งแสดงที่งานออกร้านส่งเสริมการขายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร กับตั้งแสดงที่สำนักงานขาย ณ ที่ตั้งโครงการ โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 มีบริษัทเอซีอาร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง โฉนดเลขที่ 66572 และ 66574 เป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดหรือไม่ และจำเลยผิดสัญญาที่ไม่จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ เห็นว่า แผ่นพับโฆษณาเป็นประกาศโฆษณาที่จำเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื้อห้องชุด ซึ่งย่อมเป็นไปเพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าทำสัญญากับจำเลยเพื่อซื้อห้องชุด สิ่งที่จำเลยกำหนดในแผ่นพับที่เป็นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนการเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุด จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ซื้อ ดังที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อที่ผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังจำเลยอ้าง แต่ตามแผ่นพับโฆษณารูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุดดังวินิจฉัย ที่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด โดยทำให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจำเลยจึงเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น การที่จำเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมกับภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมดังวินิจฉัย ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภคดังอ้าง จำเลยก็ต้องผูกพันตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่บัญญัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11

ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีทำนองว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดจึงไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น เห็นว่า แม้ลักษณะที่แสดงตามแผ่นพับจะแสดงอยู่ว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วย หาทำให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมไม่ เพราะเจ้าของร่วมในอาคารชุดย่อมร่วมใช้ประโยชน์กับโรงแรมได้ เมื่อเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางดังวินิจฉัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ในส่วนที่จำเลยเป็นเจ้าของรวมเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโจทก์

ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีทำนองว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์ที่จดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโจทก์จึงไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น เห็นว่า ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย เมื่อคดีฟังได้ดังวินิจฉัย ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เฉพาะส่วนของจำเลยจึงตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ม. ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 ใช้เป็นทางเข้าออกของอาคารชุดสู่ถนนเพชรเกษม และใช้เป็นทางสัญจรสู่ชายหาดและทะเลตามลำดับดังที่ประกาศในโฆษณานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยดำเนินการดังกล่าวอยู่แล้ว จึงไม่บังคับให้ตามคำขอโจทก์ในข้อนี้

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 เฉพาะส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 22 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ม.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337/2562
#640847
เปิดฉบับเต็ม

คดีของโจทก์มิใช่เป็นกรณีที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดีหรือประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง ที่ศาลจะมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาศาลในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรกซึ่งอยู่ในกำหนดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 แม้การประทับฟ้องครั้งดังกล่าวจะเป็นการผิดพลาดและศาลชั้นต้นต้องนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่ และวันที่ศาลชั้นต้นสั่งคดีมีมูลจะพ้นกำหนดอายุความไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ้องครั้งแรก และออกหมายขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลแล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างไต่สวน โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 15 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสำหรับจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 9 อีกบทหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานสนับสนุน ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 ปี จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การไต่สวนมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ยกข้อหาอื่นและยกฟ้องจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 9 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 6 เสียด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า นายภักดี เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของห้างหุ้นส่วนจำกัดองค์การเภสัชกรรมเบอร์ริเออชีววัตถุ จำกัด ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 11 และ 13 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยกรรมการสรรหาจำนวนห้าคนและต้องมีคุณสมบัติตาม มาตรา 9 และ 10 และเมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้วผู้ได้รับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทซึ่งต้องกระทำภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกให้เป็นกรรมการ แต่กรณีของนายภักดี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยอาศัยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 19 เรื่องให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 มีผลเฉพาะต่อไป ข้อ (1) การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิให้กระทบกระเทือนการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และให้ถือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงทำให้การเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนของ นายภักดี กรรมการ ป.ป.ช. ชอบด้วยกฎหมายแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 9 และมาตรา 11 ตามฟ้องข้อ (2) และ ข้อ (3) ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 43 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติ ในหมวดนี้ในกรณีดังต่อไปนี้ (5) มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 84 (8) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการ ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดและมาตรา 97 ในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญาให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและให้ศาลประทับฟ้องไว้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง และในวรรคสองของมาตรา 97 กรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่าความเห็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้ตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันและในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดีเอง กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ศาลประทับฟ้องไว้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับฟ้องจึงชอบแล้ว และที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายโดยการควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 2 โดยขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามมาตรา 8, 9 และ 11 นั้น เห็นว่า การกระทำที่โจทก์ฟ้องข้อ 2 เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดระหว่างเดือนกันยายน 2538 ถึงพฤศจิกายน 2540 ซึ่งความผิดตามมาตรา 8 มีอายุความ 20 ปี ส่วนความผิดตามมาตรา 9 และ 11 มีอายุความ 15 ปี เมื่อนับแต่วันกระทำความผิดเดือนพฤศจิกายน 2540 ความผิดตามมาตรา 9 และ 11 จะครบ 15 ปี เดือนพฤศจิกายน 2555 และโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 แม้ศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และประทับฟ้องจำเลยที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2555 จะเป็นการผิดพลาดและให้นัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่โดยมีคำสั่งคดีมีมูลวันที่ 30 เมษายน 2558 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาศาลในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรก แม้วันที่ศาลสั่งคดีมีมูลจะพ้นกำหนดอายุความไปแล้วแต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ้องครั้งแรก ประกอบกับศาลได้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ เว้นแต่จะมีประกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลแล้วเพราะคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะครบกำหนด 15 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ศาลสั่งประทับฟ้องเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 และประทับฟ้องจำเลยที่ 6 ที่ 10 และที่ 15 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และนับแต่วันที่จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 กระทำความผิดตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงพฤศจิกายน 2540 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 จึงยังไม่ขาดอายุความตามฟ้องข้อ 2 ส่วนตามคำฟ้องข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2539 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2554 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 15 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2554 แต่จำเลยที่ 1 มาแสดงตนในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงขาดอายุความ แต่ความผิดตามฟ้องข้อ 2 (1) ที่โจทก์บรรยายฟ้องระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ถึง 28 มีนาคม 2539 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 กระทำความผิดระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ถึง 28 มีนาคม 2539 เรื่องการยื่นคำขอกู้เงินต่อธนาคารผู้เสียหายสำหรับจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 จะครบกำหนดเดือนมีนาคม 2554 แต่โจทก์ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2554 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 จึงขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจควบคุมกำกับดูแลพิจารณากลั่นกรองงานด้านสินเชื่อฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาคหรือฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 1 และฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 2 ของธนาคารผู้เสียหายและเป็นสามีของจำเลยที่ 6 แต่ตามทางไต่สวนไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดตามหน้าที่ คงมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลพิจารณากลั่นกรองงานด้านสินเชื่อเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลกิจการกลั่นกรองงานด้านสินเชื่อแต่เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง โดยให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 เป็นตัวแทนในการถือครองที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไป แม้ตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหายจะไม่มีข้อห้าม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินของภริยาถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง และการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ธนาคารผู้เสียหายซึ่งตนทำงานอยู่ได้รับความเสียหายจากการที่ต้องยอมให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือที่ 6 นำที่ดินซึ่งมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากู้ยืมเงินไปจากธนาคารผู้เสียหายซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องถูกผูกมัดให้ปฏิบัติตามระเบียบราชการโดยเคร่งครัดซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐประสบความล้มเหลวและเกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรงและนายสิทธิชัย กรรมการผู้จัดการของธนาคารผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้มีการอนุมัติให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 กู้ยืมเงินไปเป็นเงินทั้งสิ้น 51,870,000 บาท และข้อเท็จจริงยังฟังได้อีกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติเงินกู้รายย่อยให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อที่ดินและบ้านในโครงการบ้านจัดสรรสุวินทวงศ์ สวีทโฮม อีกจำนวน 47 ราย และเป็นผู้รับเงินของลูกค้าไปตามที่นายสมจิตร เบิกความว่า เมื่อพยานรับเงินกู้ที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติให้ลูกค้าแล้วได้นำไปให้จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะมีส่วนช่วยให้การกระทำของจำเลยที่ 1 สำเร็จไปด้วยดี แต่ก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และเป็นแต่เพียงนำคำขอกู้ยืมเงินไปให้พนักงานที่มีหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อให้กระทำโดยรวดเร็วและเต็มตามวงเงินกู้ก็จริงแต่ก็มิได้มีส่วนได้เสียกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่เป็นความผิด ส่วนจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12124 ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ในโครงการบ้านจัดสรรสุวินทวงศ์ สวีทโฮมด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 6 ไม่ได้เป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐจึงคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 คงเป็นตัวแทนผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยไม่รู้เจตนาของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 มาก่อนเพราะจำเลยบางคนต้องกู้ยืมเงินธนาคารผู้เสียหายในการทำธุรกิจของตน จึงยอมมีชื่อถือครองที่ดินแทนจำเลยที่ 1 และที่ 6 เชื่อว่า จำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 มิได้มีเจตนาสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่มีความผิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนประเด็นอื่นที่โจทก์ฎีกามานั้นศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ส่วนจำเลยที่ 6 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 8 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี จำเลยที่ 6 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5323/2562
#640609
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ที่ 3 ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 6 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างจึงขาดสาระสำคัญและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ทำให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพราะผลของการกระทำของจำเลยที่ 6 ลูกจ้างเป็นการนอกประเด็นตามคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ก็ตาม แต่ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะเหตุที่ฟ้องของโจทก์ที่ 3 ไม่ได้ตั้งข้อหาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 6 กระทำในฐานะลูกจ้าง เป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์มาตรา 172 แห่ง ป.วิ.พ. เป็นฟ้องที่ไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ประกอบกับในคดีผู้บริโภคไม่มีเรื่องคำฟ้องไม่ชัดแจ้งหรือฟ้องเคลือบคลุม เนื่องจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 ให้ศาลมีอำนาจแก้ไขได้ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ปัญหานี้จำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยให้ได้

แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า นับแต่เกิดเหตุ โจทก์ที่ 3 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง พูดไม่ได้ ไม่สามารถทำตามคำสั่ง ไม่สามารถกินอาหารหรือลุกไปขับถ่ายด้วยตนเอง ปัจจุบันโจทก์ที่ 3 อยู่ในการดูแลรักษาของสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์ที่ 3 เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์ที่ 3 เป็นบุคคลที่มีความสามารถตามกฎหมาย ประกอบกับในการดำเนินคดีนี้ของโจทก์ที่ 3 ผู้เยาว์ มีโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองดำเนินคดีแทนมาตั้งแต่ต้น และตามคำฟ้อง โจทก์ที่ 2 แสดงชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยทั้งหกในสองฐานะคือในฐานะส่วนตัวกับในฐานะที่เป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 3 ผู้เยาว์ จึงเป็นคำฟ้องของโจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 ผู้เป็นมารดาฟ้องแทนอีกด้วย กรณีจึงเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถของบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ที่ 3 อีก

เหตุความเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจของโจทก์ที่ 3 ในคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ที่ 3 เรียนวิชาว่ายน้ำซึ่งเป็นวิชาบังคับที่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 6 เป็นครูผู้สอน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการ และจำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการหรือมาตรฐานในการเรียนการสอนที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

จำเลยทั้งหกไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้มีการให้บริการหรือดำเนินการตามมาตรฐานในการเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำแก่เด็กเล็กตามภาระการพิสูจน์ และเมื่อตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการโรงเรียน แต่งตั้งผู้จัดการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานด้านงบประมาณและการบริหารงานทั่วไป ตามมาตรา 37 และ 40 อันเป็นสถานะเจ้าของโรงเรียน จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดชอบด้านงานงบประมาณและการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียนตามมาตรา 40 (1) และ (2) จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการมีหน้าที่และความรับผิดชอบด้านวิชาการของโรงเรียน แต่งตั้งและถอดถอน ครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ควบคุมปกครองครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนของโรงเรียน ตามมาตรา 39 (1) (2) และ (3) ทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโดยตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของโรงเรียน ให้คำแนะนำการบริหารและการจัดการโรงเรียนด้านบุคลากร แผนงาน งบประมาณ วิชาการ กิจกรรมนักเรียน อาคารสถานที่ กำกับดูแลให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ ตามมาตรา 30 และ 31 (1) (2) (3) (4) และ (5) อันเป็นหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารกิจการโรงเรียนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยของนักเรียนตามนโยบายการบริหารและเป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย ส่วนการบริหารงานโรงเรียนจำเลยที่ 1 ในความเป็นจริงจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 5 จะมีการมอบหมายให้บุคคลอื่นทำแทนหรือมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็เป็นเรื่องการบริหารภายในขององค์กรจำเลยที่ 1 เอง ไม่อาจลบล้างอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามมาตรา 41 เป็นเพราะจำเลยที่ 2 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะเหตุใด จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงยังคงมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 6 การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปล่อยปละละเลยให้การเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำเด็กเล็กไม่เป็นไปตามคำสั่งและนโยบายโดยในชั่วโมงเรียนมีจำนวนครูผู้สอนไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 3 การไม่กำกับดูแลให้มีพนักงานอยู่ประจำห้องที่ควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณสระว่ายน้ำ รวมถึงการคัดเลือกบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการทำงานไม่เหมาะสมกับการดูแลเด็กเล็กในการเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำ ซึ่งโดยสภาพย่อมคาดเห็นได้ว่าอาจเกิดภยันตรายได้ตลอดเวลา การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในกรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่ามีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 โดยตรง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 40 นั้น ย่อมถือเสมือนว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคล ตามมาตรา 24 และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 3 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำด้วยตนเองและศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 3 แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 3 นำสืบว่า ไม่มีหน้าที่ในการบริหารกิจการจำเลยที่ 1 โดยมีหน้าที่เพียงแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคลากรของจำเลยที่ 1 ตามที่คณะกรรมการบริหารจำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสามไม่อาจหักล้างให้ฟังเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 3 กระทำการละเมิดเป็นส่วนตัวกับโจทก์ที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 3

ขณะเกิดเหตุละเมิดโจทก์ที่ 3 ยังเป็นเด็กเล็กไม่สามารถทำงานได้ตามกฎหมายแรงงาน และก่อนหน้านั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้มอบหน้าที่ให้โจทก์ที่ 3 ช่วยทำการงานหรือดำเนินกิจการในครัวเรือน โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องทำงานให้เป็นคุณแก่ครัวเรือน กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 445 และมาตรา 1567 (3) ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะมีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามฟ้องได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 445 ม. 1567 (3)
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคหนึ่ง ม. 172 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง ม. 252
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24 ม. 30 ม. 31 (1) ม. 31 (5) ม. 37 ม. 39 (1) ม. 39 (2) ม. 39 (3) ม. 40 ม. 41
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 20 ม. 29 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. กับพวก
จำเลย — โรงเรียน ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประกิต มากเอี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
เมทินี ชโลธร
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310/2562
#640613
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านรับประกันภัยรถยนต์โดยสารประจำทางซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน เมื่อ ว. ผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารประจำทางที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านต้องรับผิดฐานละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสามเพราะขับรถยนต์โดยสารประจำทางโดยประมาทไปทับ จ. ถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แม้ในคดีอาญาผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยจึงไม่ถูกผูกพันในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมรับผิดกับ ว. ผู้คัดค้านไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของ ว. ได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัย ที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอาญาที่วินิจฉัยว่า ว. กระทำโดยประมาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ว. มิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและมีคำสั่งกลับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องทั้งสาม ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นเงิน 740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 เป็นดอกเบี้ย 55,950 บาท รวมเป็นเงิน 801,950 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการ และนับตั้งแต่วันยื่นคำร้องนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวันชัย จำเลยที่ 1 นายนาน จำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิรา ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และเป็นมารดาของผู้ร้องที่ 3 ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 50 หมายเลขทะเบียน 12 - 5576 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุซึ่งเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้าน เมื่อคดีเข้าสู่การวินิจฉัยด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยคดีว่า คำพิพากษาของศาลอาญาคดีหมายเลขแดงที่ อ.2486/2559 ที่วินิจฉัยว่านายวันชัยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิราถึงแก่ความตายนั้นไม่ผูกพันผู้คัดค้าน เพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่านายวันชัยมิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้เสนอข้อพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามเพียงประเด็นเดียวว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นเหตุให้ศาลต้องเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" แต่ผู้คัดค้านไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันผู้คัดค้าน และมาตรา 46 นี้เป็นบทบังคับที่ใช้แก่ศาลในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งเท่านั้น อนุญาโตตุลาการซึ่งมิใช่ศาลจึงต้องใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านรับประกันภัยรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 50 หมายเลขทะเบียน 12 - 5576 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" เมื่อนายวันชัยผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารประจำทางที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านต้องรับผิดฐานละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสามเพราะขับรถยนต์โดยสารประจำทางดังกล่าวโดยประมาทไปทับนางสาวเจนจิราถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แม้ในคดีอาญาผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยจึงไม่ถูกผูกพันในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมรับผิดกับนายวันชัย ผู้คัดค้านไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของนายวันชัยได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัยตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558 ประเด็นที่ว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ผูกพันผู้คัดค้านในคดีแพ่งหรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ข้อที่ต้องวินิจฉัย หากการรับสารภาพของนายวันชัยทำให้ผู้คัดค้านเสียโอกาสในการต่อสู้คดีก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านต้องทำข้อตกลงเป็นเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดไว้กับผู้เอาประกันภัยมาแต่แรกในชั้นทำสัญญาและไปว่ากล่าวเอากับผู้เอาประกันภัยหรือนายวันชัยเอง ไม่ควรมีผลต่อความรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัยซึ่งกฎหมายมีเจตนารมณ์คุ้มครองผู้ที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสาวเจนจิราผู้ตายเป็นผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมิได้มีส่วนประมาทเลินเล่อกับเหตุที่เกิดครั้งนี้แต่อย่างใด ดังนั้นที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอาญาคดีหมายเลขแดงที่ อ.2486/2559 ที่วินิจฉัยว่านายวันชัยกระทำโดยประมาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่านายวันชัยมิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 165/2559 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 459/2560 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ฮ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวณิศวดี กิตติภูมิชัย
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2562
#638514
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและ ว. หลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและ ว. มิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร้ายจำเลยและ ว. อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรงอื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 17 เดือน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายอนุชิต ผู้เสียหายไปร่วมดื่มสุรากับนายกุ้ง กับพวกรวมประมาณ 10 คน ที่บ้านของนายกุ้ง สักพักนายกุ้งขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเพื่อไปรับภริยาที่สี่แยกคลินิกกลางหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ต่อมานายกุ้งขับรถจักรยานยนต์กลับมาที่บ้านและบอกว่าถูกคนร้ายใช้หนังสติ๊กยิง ผู้เสียหายกับพวกจึงพากันเดินออกจากบ้านของนายกุ้งเพื่อช่วยกันตามหาคนร้ายโดยมุ่งหน้ามาทางห้องพักของจำเลย โดยบางคนถือขวดสุราบางคนถือไม้ติดตัวไปด้วย พร้อมกับตะโกนส่งเสียงดังขว้างปาขวดและไม้มาตลอดทาง เมื่อถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายเห็นเงาคนอยู่ในบริเวณป่ามันสำปะหลัง ผู้เสียหายกับพวกจึงขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว แล้วจำเลยกับนายวายุร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากป่ามันสำปะหลัง 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่บริเวณชายโครงซ้าย ทำให้ผู้เสียหายตกเลือดในช่องท้อง 1,000 มิลลิลิตร มีบาดแผลทะลุที่กะบังลมซ้ายและตับกลีบซ้าย บาดแผลฉีกขาดที่ผนังชั้นนอกของกระเพาะอาหารและตับอ่อนส่วนปลาย ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จากนั้นจำเลยและนายวายุวิ่งหลบหนีไป นายวันชนะ เพื่อนของผู้เสียหายกับพวกพาผู้เสียหายไปส่งที่โรงพยาบาลประโคนชัย หลังเกิดเหตุพันตำรวจโทประวิตร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรประโคนชัยกับพวกเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปที่เกิดเหตุและยึดปลอกกระสุนปืนซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ส่วนร้อยตำรวจเอกพรชัย รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรประโคนชัยกับพวกเชิญจำเลยและนายวายุมาสอบถามข้อเท็จจริงเบื้องต้น แล้วจำเลยและนายวายุพาร้อยตำรวจเอกพรชัยกับพวกไปตรวจยึดอาวุธปืนสั้นแบบหักลำกล้อง 1 กระบอก อาวุธปืนปากกา 1 กระบอก และกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 7 นัด ซึ่งจำเลยและนายวายุนำไปซุกซ่อนไว้เป็นของกลาง จากนั้นร้อยตำรวจเอกพรชัยนำตัวจำเลยและนายวายุพร้อมของกลางส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้เสียหายกับพวกพากันเดินออกจากบ้านของนายกุ้งไปยังที่เกิดเหตุ ก็เพราะก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายใช้หนังสติ๊กยิงนายกุ้งพวกของผู้เสียหาย เนื่องจากไม่พอใจที่นายกุ้งขับรถจักรยานยนต์เสียงดัง ผู้เสียหายกับพวกจึงออกตามหาคนร้ายดังกล่าวโดยผู้เสียหายกับพวกบางคนถือขวดสุราบางคนถือไม้ติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายกับพวกออกตามหาคนร้ายมุ่งหน้ามาทางห้องพักของจำเลยพร้อมกับตะโกนส่งเสียงดังขว้างปาขวดและไม้มาตลอดทางเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่จำเลยซึ่งนอนอยู่ในห้องพักกับนายวายุพวกของจำเลยซึ่งนั่งเล่นอยู่ที่ร้านค้าตรงข้ามห้องพักของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยและนายวายุต้องหลบออกมาแอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในป่ามันสำปะหลัง แม้จำเลยและนายวายุจะนำอาวุธปืนติดตัวออกมาด้วย แต่จำเลยและนายวายุก็มิได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกในทันทีที่เห็นผู้เสียหายกับพวก ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกก็เป็นการยิงสวนออกไปเพราะถูกผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าใส่ก่อน โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปในป่ามันสำปะหลัง เนื่องจากผู้เสียหายเห็นเงาคนในบริเวณดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกและจำเลยกับนายวายุมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ต้องทะเลาะวิวาทกัน เชื่อว่าการที่จำเลยและนายวายุออกไปซุ่มดูเหตุการณ์โดยนำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ก็เพราะเข้าใจว่าอาจถูกผู้เสียหายกับพวกทำร้ายเอาได้ หาใช่เป็นการตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อสมัครใจทะเลาะวิวาทกับพวกผู้เสียหายไม่ การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและนายวายุหลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและนายวายุมิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร้ายจำเลยและนายวายุ อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรงอื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด อย่างไรก็ดีเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 80,000 บาท จนผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางคดีอาญาและคดีแพ่ง กรณีมีเหตุอันควรปรานีลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลย โดยให้มีผลไปถึงความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรด้วย แม้จะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความผ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก, 69 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ให้ลงโทษปรับจำเลยฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6,000 บาท และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก ม. 69 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวเฉลิมขวัญ เหรียญวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2562
#639566
เปิดฉบับเต็ม

มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายล้มละลาย หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าซ่อมแซมถนนเป็นเงิน 2,478,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจก่อสร้างทาวเฮาส์จัดสรรขายพร้อมที่ดินโครงการธนาพัฒน์เฮาส์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 (โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 สิงหาคม 2557) โจทก์เป็นผู้ซื้อทาวเฮาส์โครงการข้างต้นจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ภายหลังจากนั้นโจทก์พบว่าถนนสายหลักและถนนซอยอีก 3 ซอย รวม 5 สาย ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กชำรุดแตกร้าวร้อยละ 90 โจทก์กับผู้ซื้อบ้านประมาณ 30 ราย แจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไข จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแล้ว แต่ยังคงชำรุดแตกร้าว ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2554 มีการจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวจึงบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์อ้างว่ายังคงมีความชำรุดบกพร่อง และอ้างว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชดใช้ค่าซ่อมแซมความเสียหายของถนนทั้งห้าสายเป็นเงิน 2,478,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในเหตุไม่ได้ใช้ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในสภาพเรียบร้อย 500,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิเสธความรับผิด และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ยังต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค ... และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินการของนิติบุคคล ... เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้น ร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย ... และปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏจากทางพิจารณาว่า มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดและโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และ 91 บัญญัติกำหนดไว้ หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังต้องผูกพันรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์ ซึ่งชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามรูปคดีก็ตาม แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรพิจารณาพิพากษาประเด็นที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภค แต่ความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านิติบุคคลที่ถูกฟ้องถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค ... และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อปรากฏว่าข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายบ้านเป็นการดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริต เป็นกรณีเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนนภายในหมู่บ้านตามวิธีการที่โจทก์ต้องการ หาใช่การดำเนินธุรกิจในลักษณะฉ้อฉลหรือตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริต และเมื่อความชำรุดเสียหายของถนนตามที่โจทก์เบิกความกล่าวอ้าง เป็นเพียงถนนที่มีรอยแตกร้าวไม่สวยงาม หาใช่ความชำรุดเสียหายในลักษณะทรุดตัวหรือแตกหักจนไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้ และนายวิชัย พยานโจทก์ซึ่งอ้างว่ารอยแตกร้าวของพื้นคอนกรีตแตกทะลุถึงพื้นดินก็มีความเกี่ยวพันเป็นเพื่อนกับโจทก์ และยอมรับว่าข้อดังกล่าวเป็นเพียงการคาดหมายจากการมองด้วยสายตามิได้ทำการตรวจพิสูจน์ตามหลักการทางวิศวกรรม ซึ่งเมื่อนำมารับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ที่ว่า ภายหลังโจทก์บอกกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมความเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ทำการซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนนตามที่โจทก์บอกกล่าว แต่โจทก์ยังคงอ้างว่าถนนมีรอยแตกร้าว ทั้งเมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) แจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไข จำเลยที่ 1 ก็ทำการซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนน ส่งมอบให้นิติบุคคลดังกล่าวตรวจรับมอบไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง และที่ประชุมวิสามัญลงมติไม่ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 1 นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังเสนอที่จะปูยางแอสฟัลต์ทับผิวถนนคอนกรีตดังกล่าว โดยโจทก์ตกลงยินยอมด้วย แต่สมาชิกบางรายคัดค้านจึงยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งนับเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ละเลยหรือเพิกเฉยไม่นำพาต่อหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต

สำหรับข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีส่วนได้เสียในผลกำไรของจำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายถ่ายเทเงินของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเงินยืมให้เป็นประโยชน์แก่บริษัทธนาพัฒน์พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 1 กับบริษัทธนาพัฒน์ เรียลเอสเตท จำกัด เพื่อให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เป็นข้อที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยไม่ได้กล่าวในฟ้องตั้งประเด็นไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันแล้วมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ย่อมไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริตแล้ว โจทก์จึงหาอาจขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาจึงชอบแล้ว ข้ออ้างโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปริญญาพงศ์ เจียรนัยกุลกนก
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เมทินี ชโลธร
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562
#638180
เปิดฉบับเต็ม

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามภาพถ่ายแล้ว แม้ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นอดีตทหารและเช่าที่ดินจาก บ. ซึ่งอยู่ติดสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารชื่อ "พ." ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัดกาญจนบุรีและยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บ. ด้วย เมื่อได้อ่านข้อความตามภาพถ่ายดังกล่าวแล้วก็เข้าใจทันทีว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ และอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คดีโจทก์จึงมีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328, 332 และให้จำเลยลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนด 7 ครั้ง โดยให้จำเลยชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนแล้วลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอมีมูลว่า โจทก์เคยรับราชการทหาร โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินของนางบงกช ประกอบกิจการร้านอาหารแพโฟลทติ้งซึ่งอยู่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว และมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาเช่าโดยโจทก์ฟ้องนางบงกชว่าผิดสัญญาเช่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนนางบงกชฟ้องขับไล่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ โพสท์นิวส์ออนไลน์ โดยจำเลยใช้ชื่อว่า เจน/ข่าว/โพสท์นิวส์ และเชิญบุคคลต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มโดยสมาชิกดังกล่าวสามารถสนทนาและอ่านข้อความที่สนทนากันภายในกลุ่มได้ เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าว โดยวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 จำเลยส่งข้อความว่า "นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน กระบวนการยุติธรรมของศาลอุทธรณ์... จะตัดสินคืนความถูกต้องชอบธรรมให้กับนางบงกช (เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าทำแพอาหารโฟลทติ้งติดกับสะพานแม่น้ำแคว) หมดสัญญาเช่า แต่ไม่ย้ายออกแถมยื่นฟ้องต่อศาลว่าที่ดินมรดกของนางบงกชได้มาไม่ถูกต้อง..ทั้งที่ที่ดินจังหวัดตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ถูกต้องแล้ว.. จนทำให้นางบงกชต้องฟ้องขับไล่ โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้เช่าที่หมดสัญญาย้ายออก.. แต่กลับหน้าด้านยื่นอุทธรณ์สมเป็นชายชาติทหารจริง ๆ.. อีกไม่กี่วันก็รู้ผลแล้ว..เตรียมตัวเอาปี๊บคลุมหัวกันได้เลย..ชาวบ้านเรียกว่าเนรคุณ.. คนทั่วไปเรียกคนแบบนี้ว่าอะไรไปคิดกันเอง.. อุ๊ป!!! อย่าลืมอ่านแบบเต็ม ๆ รวมถึงกรมเจ้าท่าและวัฒนธรรม .157 ใน นสพ. โพสท์นิวส์ ฉบับเดือน พ.ค. นี้ แน่นอน.." วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวหลายครั้งติดต่อกัน ครั้งที่ 1 เวลา 10.09 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "อีกหนึ่งวันที่กระบวนการยุติธรรมจะคืนความชอบธรรมให้กับประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกนายทุนหน้าด้านหน้าหนาหมดสัญญาเช่าที่ดินไม่ยอมย้ายออก. น่าอับอายจริง ๆ อ้างมั่ว ๆ ขอเช่าสิทธิริมตลิ่งกับกรมเจ้าท่า..รู้ไม่จริงหรือแกล้งโง่.. สิทธิริมตลิ่งเป็นของเจ้าของที่ดินริมแม่น้ำ..ยังดื้อดันยืดเวลาออกไปหวังค้าขายกอบโกยแล้วหนี โหววนี่หรือคน.." ครั้งที่ 2 เวลา 10.11 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "เพิ่งลงมาจากศาลได้ความนัดตรวจสอบที่ดิน.. เรื่องนี้ไม่ตรวจสอบอะไรเพราะที่ดินจังหวัดได้มาตรวจสอบและแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว" ครั้งที่ 3 เวลา 10.13 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "แต่จำเลยได้ยื้อเวลาให้นานที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ในการใช้พื้นที่เช่าที่หมดสัญญาเช่าแล้ว.." ครั้งที่ 4 เวลา 10.13 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "ก็ไม่เป็นไรมีความสุขบนความทุกข์ของคนที่มีบุญคุณให้เช่าที่ดินทำมาหากินจนมั่งมีแต่ทำตัวดี้ดี..เวรกรรมสมัยนี้เร็วยิ่งกว่าจรวดซะอีก 55" วันที่ 22 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวว่า "อดีตนายทหารเต๊ะจุ้ย..มาดเหลือรับทาน..ไร้สำนึก ไร้วุฒิอุปโลกน์ ไล่ไม่ไปไหนยังมีอยู่ไหมที่ไหนกันบ้าง..? แจ้งเข้ามาจะส่งเสริมให้สังคมรู้..หรือว่าเค้ารู้กันทั้งเมืองแล้ว..555" และวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวว่า "กรณีฟ้องร้องขับไล่..โจทก์ได้ฟ้องแพ่งไปพร้อม ๆ กัน..ด้านอยู่ก็สู้กัน..พอถึงจุดนั้นก็อ้างล้มละลาย.. โถว ๆ โจทก์เค้าบันทึกข้อมูลทุกอย่างของจำเลยไว้หมดว่าที่อ้างล้มละลายน่ะอุปโลกน์..รถหรู สินทรัพย์ถึงจะเป็นชื่อลูกชื่อเมียก็ไม่รอดนะคร๊าบบ..ฟ้องแพ่งวันละแสน..นี่ก็จะแปดเดือนแล้ว.. บวกคูณเอาว่าเท่าไหร่ 55+"

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องใหม่ และมีคำพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะพิจารณา และต่อมาได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 แต่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) ดังนั้นการไต่สวนมูลฟ้องโดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนเดียวในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ จึงเป็นเพียงการย้อนสำนวนมาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาใหม่ในส่วนที่ไม่ชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 29 (3) เท่านั้น ศาลชั้นต้นหาจำต้องไต่สวนมูลฟ้องใหม่อีกแต่อย่างใดไม่ และเมื่อทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์หมดพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 14 ธันวาคม 2559 การไต่สวนมูลฟ้องย่อมเสร็จสิ้นลงโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมได้อีก ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วยมานั้น ชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย่อมมีอำนาจตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะจึงเป็นการพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะโดยชอบตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามภาพถ่ายแล้ว แม้ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายโสรวาร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนางสาวภัทราภรณ์ ญาติของโจทก์ว่าโจทก์เป็นอดีตทหารและเช่าที่ดินจากนางบงกชซึ่งอยู่ติดสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารชื่อ "แพโฟลทติ้ง" ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี และยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกับนางบงกชด้วย เมื่อนายโสรวารอยู่ในกลุ่มไลน์เดียวกับจำเลยและนางสาวภัทราภรณ์ได้อ่านข้อความ ก็เข้าใจทันทีว่า บุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้น หมายถึงโจทก์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายข้อความแล้ว ปรากฏว่า วันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลา 21.52 นาฬิกา มีสมาชิกในกลุ่มไลน์ซึ่งใช้ชื่อว่า KAN BURI ได้ลงข้อความต่อจากจำเลยว่า "รอคดีแพ่งครับ มีอ้วก" จากนั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เวลา 11.14 นาฬิกา จำเลยจึงลงข้อความได้ความว่า ในคดีแพ่ง ฟ้องขับไล่ มีการเรียกค่าเสียหายวันละแสนเป็นเวลาใกล้ครบ 8 เดือนแล้ว ข้อความของสมาชิกในกลุ่มไลน์ที่ใช้ชื่อว่า KAN BURI ดังกล่าวจึงสอดรับกับข้อความที่จำเลยลงในวันถัดไป เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจได้ว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงคือโจทก์ เมื่อข้อความดังกล่าวอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คดีโจทก์จึงมีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 แต่สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้ ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ไว้พิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอก (พิเศษ) ส.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางวราทิพย์ จตุวรพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2562
#638671
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า "วินาศภัย" ว่า ให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้นการที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยเอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดไว้สองประการ กล่าวคือ ประการแรกความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ประการที่สอง การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง จึงเห็นได้ว่าในข้อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ระบุเรื่องการใช้รถยนต์ผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์ เป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยไว้ไม่ ทั้งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยรวมตลอดถึงเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ก็ไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุไว้ว่าหากผู้เอาประกันภัยนำรถไปใช้ผิดเงื่อนไขจะทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิด เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดและเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่โจทก์นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปใช้ผิดเงื่อนไขโดยออกให้บุคคลภายนอกเช่าจึงไม่เป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาจึงไม่ชอบและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โจทก์ฎีกาในปัญหานี้อีกว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ออกให้เช่าในกรณีนี้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน โดยโจทก์ฎีกาว่า ธ. ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์ไปจากโจทก์มาตั้งแต่ต้น เหตุที่ทำสัญญาเช่าก็เพื่อเป็นกลอุบายเพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์คันดังกล่าว การที่ ธ. รับมอบหรือครอบครองรถยนต์จึงไม่ใช่การรับมอบหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 5.1 ในข้อนี้โจทก์มี ธ. ตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ธ. ได้ใช้กลอุบายหลอกทำสัญญาเช่ารถยนต์ของโจทก์เพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป โดยไม่มีเจตนาเช่าจริง และ ธ. ได้ร่วมกับพวกใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการลักรถยนต์รายอื่นในจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายครั้งตามหมายจับ ธ. ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหากระทำความผิดฐานลักทรัพย์และหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ให้จับตัวพวกของ ธ. รวม 2 คน ข้อหากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายและมี น. เบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยถูก ธ. ขอทำสัญญาเช่ารถยนต์ของพยานโดยไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์จริงเช่นกัน โดยในคืนเดียวกับวันทำสัญญาเช่า ธ. ได้ตัดสัญญาณติดตามรถยนต์ของพยานออกเพื่อไม่ให้สามารถติดตามรถยนต์ได้ เมื่อ ธ. ถูกจับกุมก็ยอมรับกับพยานว่าไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์แต่ต้องการจะนำรถไปขายต่อ เห็นว่า พฤติการณ์ของ ธ. ที่ขอเช่ารถยนต์จากบุคคลหลายคนซึ่งได้ความจากคำเบิกความของ น. และคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ว่า เมื่อได้ครอบครองรถยนต์แล้ว ธ. ลักรถยนต์ไปขายต่อ สอดคล้องกับคำเบิกความของ ธ. เองที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำทีเป็นเช่ารถยนต์จากฝ่ายโจทก์โดยมีเจตนาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ แสดงให้เห็นว่า ธ. มิได้มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อใช้สอย หากแต่มีเจตนามาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ไปจากโจทก์ การติดต่อขอเช่ารถยนต์เป็นเพียงวิธีการหรือกลอุบายเพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ที่จำเลยให้การและนำสืบหักล้างว่าโจทก์เคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ธ. กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ กรณีจึงไม่ใช่ ธ. กระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การแจ้งความเป็นเพียงการร้องทุกข์กล่าวหาในเบื้องต้น ส่วนการกระทำของ ธ. จะเป็นการกระทำความผิดฐานใดต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลซึ่งจะมีต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าแม้โจทก์ได้แจ้งความในเบื้องต้นให้ดำเนินคดีแก่ ธ. ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ต่อมาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพฤติการณ์ของ ธ. เป็นลักษณะลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ธ. ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์ แต่มีเจตนาลักเอารถยนต์นั้นมาแต่ต้น การที่ ธ. ได้รถยนต์ไปอยู่ในความครอบครองจึงมิใช่การครอบครองตามสัญญาเช่า ดังนั้นที่ ธ. นำรถยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปจึงไม่เป็นกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามข้อ 5.1 ดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนทุนประกันภัยที่ระบุไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 618,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กง 4077 น่าน และได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 สิ้นสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 กำหนดทุนประกันภัยรถยนต์สูญหาย 600,000 บาท โดยระบุการใช้รถยนต์ "ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า" และในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความเสียหาย หรือไฟไหม้อันเกิดจาก 5.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว ข้างต้น 5.2 การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง ตามเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 นายธิปกร ทำสัญญาเช่ารถยนต์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ไปจากนายสราวุธ ตัวแทนโจทก์ แล้วลักรถยนต์คันดังกล่าวไป หลังจากคดีนี้นายธิปกรได้ร่วมกับพวกลักรถยนต์ในลักษณะเช่นนี้จนถูกออกหมายจับ ต่อมาถูกศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชลงโทษจำคุก โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยปฏิเสธความรับผิดอ้างว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายโดยการยักยอกของผู้เช่าซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ข้อ 5.1 ดังกล่าว ตามหนังสือเรื่องขอชี้แจงความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันรถยนต์ คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่ารถยนต์สูญหายเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองตามสัญญาเช่าย่อมเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกัน พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า กรมธรรม์ได้ระบุเงื่อนไขการใช้รถยนต์ "ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า" แสดงให้เห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยไม่ประสงค์จะคุ้มครองถึงกรณีที่มีการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปให้บุคคลอื่นเช่า การที่โจทก์นำรถที่เอาประกันภัยออกให้บุคคลภายนอกเช่า จึงเป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาข้อแรกในทำนองว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ไม่ชอบ เห็นว่า สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า "วินาศภัย" ว่า ให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้นการที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยเอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดไว้สองประการ กล่าวคือ ประการแรก ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ประการที่สอง การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง จึงเห็นได้ว่าในข้อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ระบุเรื่องการใช้รถยนต์ผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์ เป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยไว้ไม่ ทั้งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยรวมตลอดถึงเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ก็ไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุไว้ว่าหากผู้เอาประกันภัยนำรถไปใช้ผิดเงื่อนไขจะทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิด เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดและเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่โจทก์นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปใช้ผิดเงื่อนไขโดยออกให้บุคคลภายนอกเช่า จึงไม่เป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาจึงไม่ชอบและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โจทก์ฎีกาในปัญหานี้อีกว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ออกให้เช่าในกรณีนี้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน โดยโจทก์ฎีกาว่านายธิปกรไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์ไปจากโจทก์มาตั้งแต่ต้น เหตุที่ทำสัญญาเช่าก็เพื่อเป็นกลอุบายเพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์คันดังกล่าว การที่นายธิปกร รับมอบหรือครอบครองรถยนต์จึงไม่ใช่การรับมอบหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 5.1 ในข้อนี้โจทก์มีนายสมคิด ตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า นายธิปกรได้ใช้กลอุบายหลอกทำสัญญาเช่ารถยนต์ของโจทก์เพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป โดยไม่มีเจตนาเช่าจริง และนายธิปกรได้ร่วมกับพวกใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการลักรถยนต์รายอื่นในจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายครั้งตามหมายจับนายธิปกร ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ให้จับตัวพวกของนายธิปกร รวม 2 คน ข้อหากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย และมีนางนิภาพรเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยถูกนายธิปกรขอทำสัญญาเช่ารถยนต์ของพยานโดยไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์จริงเช่นกัน โดยในคืนเดียวกับวันทำสัญญาเช่า นายธิปกรได้ตัดสัญญาณติดตามรถยนต์ของพยานออกเพื่อไม่ให้สามารถติดตามรถยนต์ได้ เมื่อนายธิปกรถูกจับกุมก็ยอมรับกับพยานว่าไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์แต่ต้องการจะนำรถไปขายต่อ เห็นว่า พฤติการณ์ของนายธิปกรที่ขอเช่ารถยนต์จากบุคคลหลายคนซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางนิภาพรและคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ว่า เมื่อได้ครอบครองรถยนต์แล้วนายธิปกรลักรถยนต์ไปขายต่อ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายธิปกรเองที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำทีเป็นเช่ารถยนต์จากฝ่ายโจทก์โดยมีเจตนาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ แสดงให้เห็นว่า นายธิปกรมิได้มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อใช้สอย หากแต่มีเจตนามาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ไปจากโจทก์ การติดต่อขอเช่ารถยนต์เป็นเพียงวิธีการหรือกลอุบายเพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ที่จำเลยให้การและนำสืบหักล้างว่าโจทก์เคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายธิปกรกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ กรณีจึงไม่ใช่นายธิปกรกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การแจ้งความเป็นเพียงการร้องทุกข์กล่าวหาในเบื้องต้น ส่วนการกระทำของนายธิปกร จะเป็นการกระทำความผิดฐานใดต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลซึ่งจะมีต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้โจทก์ได้แจ้งความในเบื้องต้นให้ดำเนินคดีแก่นายธิปกรในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ต่อมาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพฤติการณ์ของนายธิปกรเป็นลักษณะลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายธิปกร ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์ แต่มีเจตนาลักเอารถยนต์นั้นมาแต่ต้น การที่นายธิปกรได้รถยนต์ไปอยู่ในความครอบครองจึงมิใช่การครอบครองตามสัญญาเช่า ดังนั้นที่นายธิปกรนำรถยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปจึงไม่เป็นกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามข้อ 5.1 ดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนทุนประกันภัยที่ระบุไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยตามสำนวนไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด แต่ได้ความว่าจำเลยมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 จึงถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอมานับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 จึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่ขอ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 18,750 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 869
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอภิสิทธิ์ มีเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
เมทินี ชโลธร
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2562
#639568
เปิดฉบับเต็ม

กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ได้นำพฤติการณ์ที่โจทก์มีส่วนประมาทร่วมด้วยมาวินิจฉัยลดความรับผิดตามจำนวนเงินในเช็คปลอมให้จำเลยชดใช้ลงไปแล้ว ประเด็นข้อนี้โจทก์ไม่ได้ฎีกา คดีจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่อีก

รายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมีคุณสมบัติการเขียนรูปลักษณะลายมือชื่อแตกต่างกันกับที่ปรากฏในการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อ การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คปลอมให้ อ. เบิกถอนเงินไปจากบัญชีของโจทก์ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานจำเลยด้วย ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักบัญชีกระแสรายวันเอาแก่โจทก์โดยละเมิด แม้จะมีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คในกรณีที่โจทก์ประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็ค เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปและมีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายนำมาเบิกเงินจากจำเลยก็ตาม จำเลยก็จะยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอม เป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2562
#640608
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 30 วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมก่อนวันที่จำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาล แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ ประเด็นว่าจำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาวินิจฉัย ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นเป็นข้ออ้างในชั้นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยกเหตุตามฎีกาของโจทก์ขึ้นพิจารณาวินิจฉัย แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 101,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 กันยายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจรับประกันภัย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์เสนอคำขอเอาประกันภัยแบบไม่ตรวจสุขภาพ ประกันชีวิตนายวิชาญ ผู้ตาย แบบประกันชั่วระยะเวลา 15 ปี (พีแอล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 500,000 บาท กับสัญญาเพิ่มเติมอุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลพิเศษ ค่าชดเชยรายวันอีกวันละ 1,000 บาท ไว้ต่อจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยรับประกันชีวิตและประกันภัยดังกล่าวในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2557 ผู้ตายถึงแก่ความตายจากภาวะติดเชื้อ และการหายใจล้มเหลว หนองในช่องปอด และมีภาวะอื่นที่เป็นเหตุหนุนจากอุบัติเหตุอิฐทับที่หน้าอก ครั้นวันที่ 20 มีนาคม 2557 โจทก์แจ้งขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยได้รับคำขอของโจทก์ในวันที่ 10 เมษายน 2557 แล้วยังไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนโดยขอให้โจทก์ส่งเอกสารเพิ่มเติม จากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 จำเลยได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้ชี้แจงเหตุในการที่ยังไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ก่อนถึงวันนัด จำเลยทำหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตลงวันที่ 5 สิงหาคม 2557 ปฏิเสธความรับผิดส่งถึงโจทก์วันที่ 8 สิงหาคม 2557 โดยอ้างเหตุว่าผู้เอาประกันภัยปกปิดไม่แถลงให้จำเลยทราบว่า ผู้ตายมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคตับอ่อนอักเสบ โรคพิษสุราเรื้อรัง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร และโรคตับแข็ง

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทราบมูลอันควรบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ลงชื่อแทนผู้ตายในคำขอเอาประกันภัยแบบไม่ตรวจสุขภาพ โดยไม่ได้ตอบคำถามและกรอกข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวและประวัติการรักษาตัวของผู้ตายให้จำเลยทราบ สัญญาประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา 15 ปี (พีแอล) ตกเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาลสมุทรสาครในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 และใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 30 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมก่อนวันที่จำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาลสมุทรสาครในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ ประเด็นว่าจำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาวินิจฉัย ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นเป็นข้ออ้างในชั้นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยกเหตุตามฎีกาของโจทก์ขึ้นพิจารณาวินิจฉัย แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้ก็ตาม

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องสั่งคืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เมทินี ชโลธร
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120 -ที่ 5122/2562
#639560
เปิดฉบับเต็ม

เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ อ. ขออนุมัติถอนมาจากบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน เพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาสุวินทวงศ์ ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของ พ. ที่สาขาดิอเวนิว โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก อ. กับพวกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้ต่อมาจะมีการถ่ายโอนเงินของผู้คัดค้านที่ 1 หรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นก็ไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน

ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่ได้จากการที่ผู้คัดค้านที่ 7 และ อ. กับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) โอนเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 แล้วขายฝากทรัพย์สินนั้นไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และไม่ไถ่คืนในกำหนด เมื่อผู้คัดค้านที่ 9 ซื้อฝากทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง แต่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่เมื่อผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากโดยนำทรัพย์สินนี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยในสินไถ่ให้ผู้คัดค้านที่ 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก ผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า "ผู้ร้อง" ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 2 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 1" ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 3 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 2" ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 และที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 3" ผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 4" ผู้คัดค้านที่ 5 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 56 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 5" ผู้คัดค้านที่ 6 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 6" ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 2 และที่ 5 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 7" ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 6 ในสำนวนที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 8" ผู้คัดค้านที่ 9 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 9" และผู้คัดค้านที่ 10 ที่ 1 และที่ 1 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 10"

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 108 รายการ ราคาประเมินรวมประมาณ 263,583,103.42 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1, 3, 7, 8, 10 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และสั่งคืนทรัพย์สินเงินฝากรายการที่ 1 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 25 และที่ 26 ตามสำเนารายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นแก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องหรือให้ผู้คัดค้านที่ 4 ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนเงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นเงิน 4,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 6

ผู้คัดค้านที่ 9 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะผู้คัดค้านที่ 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยกเว้นทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 รายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 9 ส่วนรายการที่ 51 และที่ 52 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้ตกเป็นของแผ่นดินกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้ค้ดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และคืนทรัพย์สินทั้งหมดรวม 108 รายการ ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ให้นำออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 51 และที่ 52 ที่ดินโฉนดเลขที่ 41581 และ 13527 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (หากมี) ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป จนกว่าผู้คัดค้านที่ 4 จะได้รับชำระเสร็จ เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้ที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายบัญชีแต่ถูกเบิกถอนและนำไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามเจตนาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมประมาณกว่า 1,200,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้ว ผู้ร้องคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พร้อมมีคำขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้เงินที่ได้ไปจากการกระทำผิดตามฟ้องแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดและได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยปรากฏหลักฐานว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่สูญหายทั้งหมด โอนผ่านบัญชีของผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ทั้งที่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ไม่ได้เป็นพนักงานของผู้คัดค้านที่ 1 และคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรวม 108 รายการในคดีนี้ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางสาวอำพรและผู้คัดค้านที่ 10 กับพวก ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์หรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 56 รายการ ราคาประเมินประมาณ 74,645,076.74 บาท ทรัพย์สินรวม 21 รายการ ราคาประเมินประมาณ 173,467,339.54 บาท และทรัพย์สินรวม 31 รายการ ราคาประเมินประมาณ 15,470,691.14 บาท ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558, ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินบางรายการตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ฎีกาเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น และตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ตามรายการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกานั้น เป็นกรณีสืบเนื่องจากนางสาวอำพร ถอนเงินจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 ไปแล้วไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ 1 โดยขออนุมัติว่าจะนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ที่ผู้คัดค้านที่ 10 เป็นผู้จัดการสาขา เพราะจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จึงอนุมัติ ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 พบข้อพิรุธที่หน้าเล่มของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ชื่อบัญชี "สถาบันเทคโนโลยี พ." มีร่องรอยขูดลบ เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นบัญชีเงินฝากในชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่ปิดบัญชีมานานแล้ว แต่นำมาปลอมรายการเคลื่อนไหวในสมุดบัญชีเงินฝาก โดยไม่มีการฝากเงินเข้าบัญชีจริง และบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่มีการขูดลบแก้ไขให้เป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ตรวจสอบแล้วพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่นางสาวอำพรขออนุมัติถอนมาจากสองบัญชีข้างต้นนั้นทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ที่ในขณะขออนุมัติระบุวัตถุประสงค์ที่เบิกถอนเพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ที่สาขาสุวินทวงศ์ นั้น ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของนายพูนศักดิ์ ที่สาขาดิอเวนิว ถนนแจ้งวัฒนะ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา แต่เงินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวนั้นหมายถึงเงินตราที่นำเข้าฝาก แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้กับธนาคารไม่ว่าธนาคารใดก็ตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีอยู่ตลอดเวลาที่ฝากเงินในการที่จะถอนเงินที่ฝากนั้นได้ โดยธนาคารผู้รับฝากต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เต็มจำนวนที่ฝาก ส่วนดอกเบี้ยจะกำหนดอย่างไรย่อมเป็นไปตามที่มีหลักเกณฑ์กำหนดและตกลงกันระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝาก การกระทำใด ๆ ที่เป็นผลให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปย่อมเป็นการไม่ชอบ และผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนที่เสียหายไปตามสิทธินั้นคืน การที่ธุรกรรมทางการเงินที่นางสาวอำพรถอนเงินแล้วทำเป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน แต่เมื่อนำเข้าฝากกลับนำเข้าฝากในชื่อของบุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบอย่างไร บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ ผู้ที่ดำเนินการโดยไม่ชอบทั้งหมดย่อมต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในเงินจำนวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เองว่า เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ถูกถอนออกมาจากบัญชีธนาคาร เมื่อธนาคารนั้นบันทึกรายการว่ามีการเบิกถอนออกไปย่อมทำให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะเรียกให้ธนาคารผู้รับฝากคืนเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปจากบัญชีนั้น เมื่อเบิกถอนออกมาแล้วนำเข้าฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้คืนเพราะเหตุที่เกิดจากการกระทำอันไม่ชอบนั้น เมื่อเงินจำนวนนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจากนางสาวอำพรกับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนมีสิทธิในฐานะผู้รับฝาก แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามหากเป็นการรับฝากโดยชอบผู้รับฝากก็ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนแก่ผู้มีสิทธิโดยชอบที่แท้จริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ขอให้ศาลสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเมื่อต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วย่อมไม่มีเงินใดที่จะนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาได้ เมื่อเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เสียหายไปทั้งหมดถูกผู้คัดค้านอื่นกับพวกที่เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอาไปด้วยการกระทำอันมิชอบ และมีการถ่ายโอนหรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น ฯลฯ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จนครบจำนวน และเมื่อต้องนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงแล้ว ย่อมไม่มีทรัพย์สินใดที่จะต้องคืนให้แก่บุคคลอื่นใดที่มีชื่อเป็นผู้รับทรัพย์สินเดียวกันนี้โอนผ่านในนามของแต่ละคนนั้นได้อีก กรณีของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นกรณีในคดีใดล้วนมีลักษณะเดียวกันคือเป็นกรณีที่มีผู้นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปโดยมิชอบแล้วนำมาเข้าฝากที่ธนาคารของผู้คัดค้านที่ 2 และมีการจำหน่ายจ่ายโอนเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น เมื่อตรวจสอบและพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปตกเป็นสิทธิของผู้ใดหรือถูกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินใดก็ตามย่อมต้องถูกติดตามเอาคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาว่าทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกามาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ในกรณีทรัพย์สินรายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 กับเฟอร์นิเจอร์ว่าสมควรให้ตกเป็นของแผ่นดินตามที่ผู้ร้องฎีกาและแก้ฎีกา หรือควรให้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 เห็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ดังกล่าว เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 7 ได้มาจากการนำเงินที่ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวอำพรกับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) แล้วโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวนั้นเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวมาซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกานี้ แม้จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใดก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นผู้ที่ซื้อฝากที่ดินทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมต้องสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ฎีกาและคำแก้ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยเมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกไปเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝาก จึงเห็นควรให้นำทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นเงิน 29,470,000 บาท เต็มจำนวนที่กำหนดในสัญญา และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี หากการขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวนสินไถ่ดังกล่าว ส่วนที่ขาดก็ควรกำหนดให้เป็นพับไป สำหรับที่ผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกาขอให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดไถ่ถอนด้วยนั้น เมื่อการขายทอดตลาดเป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนด้วย สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยให้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้ชำระสินไถ่ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่หากได้เงินไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ส่วนที่ขาดให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 491 ม. 672 ม. 1336
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (5) ม. 3 (18) ม. 49 วรรคหก ม. 50 วรรคหนึ่ง (2) ม. 51/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — สถาบันเทคโนโลยี พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562
#638676
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 318, 326 และ 328

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนอาจเข้าถึงได้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ห. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง น. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 1 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องขอของผู้เสียหายที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายเพราะผู้เยาว์ที่อยู่ในอำนาจปกครองของตนถูกพรากไป ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้กระทำความผิดดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ถูกพรากไปมิใช่ผู้เสียหายในความผิดนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มาหาจำเลยที่ 1 โดยเต็มใจหรือไม่ เห็นว่า ตามปกติแล้วบุคคลที่ถูกหลอกลวงเมื่อรู้ความจริง น่าจะต้องแปลกใจและมีการพูดสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาจำเลยที่ 1 จะไม่เหมือนกับภาพในเฟซบุ๊กแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนพิการเดินไม่ได้ ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จะไม่มีอาการแปลกใจและไม่มีการสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ รวมถึงที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะมาพบเป็นครั้งแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เคยส่งภาพใด ๆ มาให้จำเลยที่ 1 นั้นก็ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ ที่ว่า ขณะที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กและโทรศัพท์คุยกันโดยไม่เห็นหน้านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เคยส่งภาพถ่ายมาให้ตนดูรวมถึงมีภาพเปลือยที่ตนนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กสาธารณะด้วย ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีมารดาเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงชื่อในฐานะผู้ดูแลคนพิการไว้ด้วย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่ จูงใจ หรือบังคับให้ให้การแต่ประการใด ทั้งยังให้การไว้หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 ไม่นาน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาที่จะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตนพ้นผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนหน้าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะไปพบจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่แล้ว การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ไม่ว่าจะเต็มใจไปหาเพราะคิดว่าจำเลยที่ 1 คือชายหน้าตาดีที่ตนคุยด้วยผ่านทางเฟซบุ๊กหรือถูกข่มขู่บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 มาถึงบ้านของจำเลยที่ 1 และเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ชายหน้าตาดีตามที่ตนได้คุยด้วย ทั้งยังพิการเดินไม่ได้ รวมถึงสภาพบ้านยังมีลักษณะเป็นเพิงพักอาศัยไม่มีฝาผนังบ้านปิดอยู่ หากโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ถูกข่มขู่หรือถูกบังคับด้วยวิธีการใด และประสงค์จะกลับบ้านโดยไม่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีก นั้น ย่อมกระทำได้โดยง่าย เพราะโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มา จำเลยที่ 1 ซึ่งขาพิการย่อมไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ทัน พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้ภาพผู้อื่นที่เป็นชายหน้าตาดีหลอกลวงให้โจทก์ร่วมที่ 1 คุยด้วยนานนับเดือน นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ที่ถูกหลอกลวงที่จะเต็มใจเข้าไปหาด้วยตัวเอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จำยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกและจำยอมมาหาจำเลยที่ 1 ในครั้งต่อ ๆ มาเพราะถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปลงเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อมาว่าเมื่อภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยอมทำตามความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยไม่ติดต่อและไม่ไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็นำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยิ่งมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 เกิดจากการถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โจทก์ร่วมที่ 1 มิได้เต็มใจไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อาจเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ด้วยความเต็มใจในฐานะคนรักหรือตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองประการแล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยตามสมควรให้จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงและข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ไปหาที่บ้านแล้วมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กอดจูบลูบคลำโจทก์ร่วมที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตอบโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ได้ลูบคลำหน้าอกและอวัยวะเพศโจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 หอมแก้ม จับเนื้อต้องตัว และจับหน้าอกโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกมาจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีเจตนาพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านอย่างไร มีการแบ่งหน้าที่กันทำหรือร่วมกันกระทำความผิดอย่างไร ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมที่ 1 นอนอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว แสดงว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกแยกออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาอยู่แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่จะต้องนำมาวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จริง ก็คงมีเพียงเจตนาข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ได้ และในเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรามา ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ไม่ว่าศาลจะพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ได้ เพราะข้อหาความผิดนี้เป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 318 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 28 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 9 ปี 28 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสาว ห. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวตรีทิพย์ วิเศษจินดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2562
#638670
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานเพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้

ผู้คัดค้านเป็นบุตรของ ร. ซึ่งสมรสใหม่กับ ม. เมื่อฟังได้ว่า ม. ที่หลบหนีไปมีเฮโรอีน 24 หลอด ซุกซ่อนไว้ที่บ้านอันเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) แล้ว และต้องถือว่า ร. ภริยาของ ม. ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ม. การที่ผู้คัดค้านซึ่งพักอาศัยอยู่ที่อื่นฝากเงินสดจำนวนมากไว้กับ ร. แสดงให้เห็นว่ายังคงไปมาหาสู่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ร. และ ม. อย่างใกล้ชิด จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริตตามมาตรา 51 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางปารีดะกับพวก 8 รายการ รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 2,101,517.51 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และคืนทรัพย์สินที่ยึดแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 8 รายการ คือ ทรัพย์รายการที่ 1 ธนบัตรไทย 99,000 บาท ทรัพย์รายการที่ 2 ธนบัตรมาเลเซีย 36,170 ริงกิต ทรัพย์รายการที่ 3 ธนบัตรไทย 343,790 บาท ทรัพย์รายการที่ 4 ธนบัตรมาเลเซีย 100,450 ริงกิต ทรัพย์รายการที่ 5 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน ญศ 7829 กรุงเทพมหานคร จำนวน 300,000 บาท ทรัพย์รายการที่ 6 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีขาวน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขจท นราธิวาส 576 จำนวน 12,900 บาท ทรัพย์รายการที่ 7 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาด รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอร์เบลด สีเทา หมายเลขทะเบียน ขขน นราธิวาส 439 จำนวน 5,600 บาท และทรัพย์รายการที่ 8 เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุไหงปาดี เลขที่บัญชี 01155277xxxx ชื่อบัญชีนางสาวเอลา จำนวน 52,101.41 บาท (ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2557) พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านและนายเอริส เป็นบุตรของนายมะหะมะกับนางรอฟิอะห์ ต่อมานางรอฟิอะห์สมรสใหม่กับนายมัดยาสซิน ส่วนผู้คัดค้านสมรสกับนายอัสรอแล้วแยกไปอยู่ต่างหาก นายเอริสสมรสแล้วและแยกออกไปอยู่ต่างหากเช่นกัน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักของนางรอฟิอะห์ เลขที่ 251/7 เนื่องจากรับแจ้งมาว่า นางรอฟิอะห์และนายมัดยาสซินมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และจับกุมนายเอริสขณะมาพักอาศัยชั่วคราวที่บ้านของนางรอฟิอะห์ พร้อมทั้งจับกุมนายมูฮำหมัดด้วย ส่วนนายมัดยาสซินผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่นายเอริสและนายมูฮำหมัดในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 24 หลอด และมีการออกหมายจับนายมัดยาสซิน แต่ศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษายกฟ้องสำหรับนายเอริสจำเลยที่ 1 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่นายเอริส ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนนายมูฮำหมัดจำเลยที่ 2 พิพากษาว่า มีความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีเฮโรอีน 1 หลอด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ส่วนข้อหาอื่นของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง หลังจากนั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้ธนบัตรไทย ธนบัตรมาเลเซีย สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกุญแจรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า จากผู้คัดค้านขณะขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้านพักของนางรอฟิอะห์ ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2556 เจ้าพนักงานตำรวจ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เข้าตรวจค้นบ้านพักของนางปารีดะ เลขที่ 251/140 แล้วยึดทรัพย์สิน ได้แก่ ธนบัตรไทย ธนบัตรมาเลเซีย สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ของนางรอฟิอะห์ และบัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ คณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีความเห็นว่า ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดไว้ชั่วคราวรายนางปารีดะ กับพวกรวม 2 รายการ พร้อมดอกผล และทรัพย์ที่ยึดไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) รายนางปารีดะกับพวกรวม 6 รายการ พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณา ผู้ร้องเห็นว่า ทรัพย์สินรวม 8 รายการ ของนางปารีดะกับพวก พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 8 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน คู่ความไม่อุทธรณ์เกี่ยวกับทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยุติตามศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ และทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท ของผู้คัดค้านตามคำร้องนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ..."

มาตรา 51 บัญญัติว่า "เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งที่เป็นเงินสดและเงินที่เกิดจากการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้สำนักงานส่งเข้ากองทุนกึ่งหนึ่ง และส่งให้กระทรวงการคลังอีกกึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นทรัพย์สินอื่นให้ดำเนินการตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" ดังนี้ จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานเพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ ปรากฏตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางรอฟีอะห์มีรายละเอียดว่า พยานไม่เคยรู้จักนายมูฮำหมัดมาก่อน วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของพยานนั้น นายมูฮำหมัดมาที่บ้านพูดคุยถึงนายมัดยาสซินสามีของพยาน สักพักนายมูฮำหมัดเข้าห้องน้ำ เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาในบ้าน พยานไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการต่อนายเอริสและนายมูฮำหมัดอย่างไร นายมูฮำหมัดให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเฮโรอีน 1 หลอด ที่ตัวพยาน ส่วนอีก 24 หลอดนั้น นายเอริสให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นของนายมัดยาสซินบิดาเลี้ยงของตนนำมาซุกซ่อนไว้ที่บ้านดังกล่าวเพราะจำหน่ายเฮโรอีนอยู่เป็นประจำ คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เฮโรอีนลักษณะเดียวกัน 1 หลอด จากนายมูฮำหมัด กับอีก 24 หลอด จากบ้านที่เกิดเหตุ ซุกซ่อนอยู่ในช่องระบายอากาศของห้องน้ำกับหล่นจากช่องระบายอากาศของห้องน้ำตกอยู่บนไม้นอกบ้าน ลักษณะเป็นการเร่งซุกซ่อนไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจพบ ประกอบกับเมื่อฟังได้ว่านายมัดยาสซินผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งรีบร้อนหลบหนีออกจากบ้านจนมีการออกหมายจับไว้ เมื่อประมวลพยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่านายมัดยาสซินจำหน่ายเฮโรอีน 1 หลอด ให้แก่นายมูฮำหมัดดังที่นายมูฮำหมัดให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยยังเหลือเฮโรอีนอีก 24 หลอด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางด้วย เมื่อเฮโรอีนจำนวน 24 หลอด ตรวจพบได้ที่บ้านของนายมัดยาสซินและนางรอฟีอะห์ในลักษณะที่มีการซุกซ่อน ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมนายมูฮำหมัดได้ในระหว่างที่ซื้อเฮโรอีนที่บ้านหลังนั้น จนกระทั่งศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษาลงโทษนายมูฮำหมัดในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกับการที่นายเอริสให้การในชั้นสอบสวนว่า นายมัดยาสซินนำเฮโรอีนมาซุกซ่อนที่บ้านเพราะจำหน่ายเฮโรอีน จึงน่าเชื่อว่าเฮโรอีนจำนวน 24 หลอด นั้น เป็นของนายมัดยาสซิน โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) กรณีจึงฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานแล้ว เมื่อนายมัดยาสซินอยู่ในฐานะเป็นบิดาเลี้ยงของนายเอริสและผู้คัดค้าน นับว่าเป็นเครือญาติใกล้ชิดกันโดยการสมรส เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่านายมัดยาสซินเป็นผู้จำหน่ายเฮโรอีน 1 หลอด ให้แก่นายมูฮำหมัดดังกล่าวมาแล้ว โดยยังเหลือเฮโรอีนอีก 24 หลอด เก็บไว้ในบ้าน และพยายามซุกซ่อนไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ โดยนายมัดยาสซินเร่งรีบหลบหนีไปเสียก่อนจนมีการออกหมายจับไว้ ต้องถือว่านางรอฟีอะห์ซึ่งเป็นภริยาของนายมัดยาสซินและพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายมัดยาสซิน นายเอริสซึ่งไปมาหาสู่นางรอฟีอะห์ที่บ้านของนายมัดยาสซินและอยู่ที่บ้านหลังนี้ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม จึงเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายมัดยาสซินด้วย เมื่อประมวลข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมารับฟังประกอบพฤติการณ์ที่นางรอฟีอะห์นำทรัพย์สินหลายรายการไปฝากให้นางปารีดะเก็บรักษาโดยมีบำเหน็จซึ่งเป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไปไม่ประพฤติกันเช่นนี้ น่าเชื่อว่านายมัดยาสซินซึ่งจำหน่ายเฮโรอีนมาก่อนหน้านี้แล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนให้นางรอฟีอะห์เก็บรักษาไว้ นางรอฟีอะห์จึงโยกย้ายทรัพย์สินฝากผู้อื่นไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าพนักงานตรวจพบนั่นเอง ผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์นำเงินที่อ้างว่าฝากไว้ออกมาจากบ้านนางรอฟีอะห์ แสดงให้เห็นว่ายังคงไปมาหาสู่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางรอฟีอะห์และนายมัดยาสซินอย่างใกล้ชิด เจ้าพนักงานตำรวจพบธนบัตรมาเลเซีย 100,450 ริงกิต กับธนบัตรไทยอีก 343,790 บาท ซุกซ่อนในกล่องนมนำมากับรถจักรยานยนต์ นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก เป็นการไม่สมเหตุผลที่ผู้คัดค้านเก็บเงินที่อ้างว่าทำมาหาได้โดยสุจริตไว้กับตัวรวบรวมจนเป็นเงินจำนวนมากแล้วจึงนำมาฝากธนาคารในคราวเดียว เพราะผู้คัดค้านนำสืบว่ามีรายได้จากการค้าขายแต่ละครั้งไม่มากเท่าจำนวนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึด เมื่อผู้คัดค้านเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางรอฟีอะห์และนายมัดยาสซินบิดาเลี้ยง โดยนางรอฟีอะห์เป็นภริยาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับนายมัดยาสซินซึ่งมีพฤติการณ์จำหน่ายเฮโรอีนและใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นสถานที่ซุกซ่อนและจำหน่ายเฮโรอีนดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน ญศ 7829 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีขาวน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขจก นราธิวาส 576 จึงมีภาระการพิสูจน์ตามกฎหมาย ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี เมื่อได้ความจากทางนำสืบของผู้คัดค้านเพียงว่า ผู้คัดค้านประกอบอาชีพค้าขายน้ำมัน และมีรายได้จากการขายผ้านวมประมาณเดือนละ 10,000 บาท รับซื้อน้ำมันพืชจากประเทศมาเลเซียเข้ามาขายในประเทศไทย ผู้คัดค้านเช่าร้านค้าเพื่อค้าขายอยู่ประเทศมาเลเซียมาประมาณ 10 ปี มีรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท ส่วนนายอัสรอมีรายได้จากการขายสินค้าประมาณเดือนละ 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท ผู้คัดค้านและนายอัสรอยังเป็นตัวแทนของบริษัทสุรเสียง (ประเทศไทย) จำกัด รับจ้างบรรจุและจัดส่งดอกไม้เพลิงไปประเทศมาเลเซีย ประมาณปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แต่ทางนำสืบของผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานแสดงให้ปรากฏเชื่อมโยงกันได้ว่า ผู้คัดค้านซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ โดยนำเงินตามข้อกล่าวอ้างนั้นมาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างไร ประกอบกับผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้คัดค้านไม่เคยเสียภาษีอากร เนื่องจากไม่ทราบว่าต้องดำเนินการอย่างไร จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย พยานหลักฐานของผู้คัดค้านซึ่งมีภาระการพิสูจน์ที่นำสืบมานั้นจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเลข สุวรรณนิมิต
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2562
#640843
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คดีต้องมีประเด็นข้อกล่าวหาในมูลเหตุอย่างเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีถึงสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ให้ซื้อและฉีดสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย โดยสารดังกล่าวไม่ใช่สเต็มเซลล์และไม่ได้มีสรรพคุณตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงในคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 โดยชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจสเต็มเซลล์แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ประเด็นข้อกล่าวหาของแต่ละคดีจึงต่างกันและเป็นการกระทำต่างกรรมกัน แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาฉ้อโกงเหมือนกันก็ตาม แต่เมื่อประเด็นข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นคนละมูลเหตุกับประเด็นข้อกล่าวหาในคดีก่อน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องคดีก่อน

ในการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีนั้น จำเลยที่ 1 จะบริการฉีดสารดังกล่าวให้ภายหลังการขาย โดยจะติดตามไปฉีดให้แก่ลูกค้าที่สถานที่ที่ลูกค้าสะดวกในลักษณะเป็นการบริการหลังการขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการขาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายสารดังกล่าว ย่อมต้องทราบทางปฏิบัติว่าจะต้องมีบริการฉีดสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายลูกค้าด้วยเสมอ พฤติการณ์ที่มีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ฉีดนั้นจึงถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการฉีดสารดังกล่าวให้แก่ลูกค้า เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีเจตนาร่วมกันจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงผู้เสียหายว่าสารที่ตนนำมาขายให้แก่ผู้เสียหายคือสเต็มเซลล์ที่แท้จริง ก็เพื่อประสงค์จะขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ การหลอกลวงกับการขายจึงเกลื่อนกลืนกันไปเป็นเจตนาเดียว ความผิดฐานฉ้อโกง พยายามฉ้อโกง ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การหลอกขายสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้เสียหายนั้น มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผู้เสียหายแต่ละรายแตกต่างกันไป ทั้งยังต่างวัน เวลา และสถานที่ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ในทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนได้รับบริการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เสร็จสิ้นในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวันเวลา จึงเป็นความผิดที่แยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ฉีด แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 16, 24, 57, 73 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72, 101, 122, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 341 นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557, อ.1703/2557 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 ของศาลแขวงดุสิต และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 ของศาลแขวงธนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557 ของศาลแขวงดุสิต ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามคืนเงิน 402,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คืนเงิน 1,465,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางณัฐณิชา ผู้เสียหายที่ 1 และนางณัฏฐนันท์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 341 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72 (4), 101, 122, 126 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันพยายามฉ้อโกง ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่ต้องขึ้นทะเบียนตำรับยาแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี 6 เดือน และฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 ของศาลแขวงดุสิต ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 402,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 1,465,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557, อ.1703/2557 ของศาลแขวงดุสิต และโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 ของศาลแขวงธนบุรี กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1703/2557 (ที่ถูก อ.991/2557) ของศาลแขวงดุสิตนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและฐานพยายามร่วมกันฉ้อโกง และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คดีต้องมีประเด็นข้อกล่าวหาในมูลเหตุอย่างเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีถึงสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ให้ซื้อและฉีดสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย โดยสารดังกล่าวไม่ใช่สเต็มเซลล์และไม่ได้มีสรรพคุณตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงในคดีก่อนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 โดยชักชวนให้โจทก์ร่วมที่ 1 ร่วมลงทุนในธุรกิจสเต็มเซลล์แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ประเด็นข้อกล่าวหาของแต่ละคดีจึงต่างกันและเป็นการกระทำต่างกรรมกัน แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาฉ้อโกงเหมือนกันก็ตาม เมื่อประเด็นข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นคนละมูลเหตุกับประเด็นข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีก่อน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าสารที่ตนนำมาขายและฉีดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ไม่ใช่สเต็มเซลล์ แต่กลับหลอกลวงว่าเป็นสเต็มเซลล์ และการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินค่าสเต็มเซลล์จากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องโจทก์แล้ว ส่วนผู้เสียหายที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายที่ 4 โดยอ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ ผู้เสียหายที่ 4 หลงเชื่อและยินยอมให้จำเลยที่ 1 ฉีดสารดังกล่าวให้แก่ตนเอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่าผู้เสียหายที่ 4 ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เป็นความผิดสำเร็จเพราะยังไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายที่ 4 ผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามฉ้อโกงเท่านั้น

ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าสารที่จำเลยที่ 1 นำมาขายไม่ใช่สเต็มเซลล์ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพูดจาโน้มน้าวชักชวนให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ซื้อสเต็มเซลล์จากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปรับสารดังกล่าวจากนางสาวพราวพิลาศ ขับรถพาจำเลยที่ 1 ไปฉีดสเต็มเซลล์ คอยช่วยเหลือยกและถือกระเป๋าให้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในเกือบทุกขั้นตอนของการซื้อขายสเต็มเซลล์ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่การงานใดเป็นหลักแหล่ง แสดงว่าธุรกิจการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 ด้วย

ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าสารที่จำเลยที่ 1 นำมาขายไม่ใช่สเต็มเซลล์แต่กลับพูดสนับสนุนให้โจทก์ร่วมที่ 1 เชื่อว่าคือสเต็มเซลล์ โดยพูดหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำสารดังกล่าวมาฉีดให้บุคคลในครอบครัว ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 หลงเชื่อและตัดสินใจซื้อสเต็มเซลล์จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงมีส่วนร่วมในการหลอกลวงขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย และถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 อย่างไรก็ตาม แต่การพูดจาหว่านล้อมในทำนองว่าคนในครอบครัวก็ได้รับการฉีดสเต็มเซลล์ด้วยเมื่อสบโอกาส ไม่ได้เลือกว่าจะหลอกลวงผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ พฤติการณ์เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ด้วยเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 และเมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์รับฟังได้ว่า สารที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ถือเป็น "ยา" ตามนิยามในมาตรา 4 (4) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขึ้นทะเบียนตำรับยา กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาด้วย ส่วนสารที่จำเลยทั้งสามขายโดยอ้างว่าเป็นโปรตีนนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการนำไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาแผนปัจจุบันและได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสาม แต่สารที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นวิตามินซีหรือไวตามีนซีสำหรับฉีดนั้น ตามรายงานผลการวิเคราะห์โดยสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าตรวจพบไวตามินซี ซึ่งไวตามินซีสำหรับฉีดจัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทยาอันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องยาอันตราย ข้อ 3 (66) จำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับฎีกาว่า วิตามินซีไม่ใช่ยาอันตราย หากจะลงโทษจำเลยทั้งสามก็ลงโทษได้เฉพาะฐานขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเท่านั้น เป็นการยอมรับว่าวิตามินซีที่จำเลยทั้งสามนำมาขายนั้น เป็นยาแผนปัจจุบันและเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันและยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มีใบอนุญาตให้ขายยาดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า มีเพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ฉีดยาให้แก่บุคคลดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม แต่ในการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีนั้น จำเลยที่ 1 จะบริการฉีดสารดังกล่าวให้ภายหลังการขาย โดยจะติดตามไปฉีดให้แก่ลูกค้าที่สถานที่ที่ลูกค้าสะดวกในลักษณะเป็นการบริการหลังการขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการขาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีดังกล่าว ย่อมต้องทราบทางปฏิบัติว่าจะต้องมีบริการฉีดสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายลูกค้าด้วยเสมอ พฤติการณ์ที่มีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ฉีดนั้นจึงถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการฉีดสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีเจตนาร่วมกันจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงผู้เสียหายว่าสารที่ตนนำมาขายให้แก่ผู้เสียหายคือสเต็มเซลล์ที่แท้จริง ก็เพื่อประสงค์จะขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ การหลอกลวงกับการขายจึงเกลื่อนกลืนกันไปเป็นเจตนาเดียว ความผิดฐานฉ้อโกง พยายามฉ้อโกง ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การหลอกขายสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้เสียหายนั้น มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผู้เสียหายแต่ละรายแตกต่างกันไป ทั้งยังต่างวัน เวลา และสถานที่ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งในข้อนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียว และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวเป็นหลายกรรมตามฟ้องโจทก์อีกต่อไป จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ส่วนความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ในทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนได้รับบริการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เสร็จสิ้นในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวันเวลา จึงเป็นความผิดที่แยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ฉีด ซึ่งในความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นจึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามได้เช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามนำสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีชนิดฉีด มาหลอกลวงขายและฉีดเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่อย่างใด มีเพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น และยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ในทำนองว่าหลังจากฉีดสารดังกล่าวแล้วมีอาการกระชุ่มกระชวย ดูสาวและสวยกว่าเดิม รวมถึงรายงานผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษในของกลาง ก็ปรากฏว่าไม่พบสารพิษในสารที่จำเลยที่ 1 ใช้ฉีดให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงยังไม่ถึงกับเป็นภัยร้ายแรง การนำตัวจำเลยทั้งสามไปจำคุกระยะสั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เสียหายและสังคมส่วนรวม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงจำคุกมาก่อน และแม้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ อ.307/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 และคดีหมายเลขดำที่ อ.1703/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1337/2558 ของศาลแขวงดุสิต ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และ 5 เดือน ตามลำดับ และในคดีหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 หมายเลขแดงที่ อ.6007/2558 ของศาลแขวงธนบุรี ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงเห็นสมควรรอการลงโทษไว้ระยะหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามเข็ดหลาบ เห็นสมควรให้มีโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม), 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 80 อีกบทหนึ่ง ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต วางโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต วางโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท คงปรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 7,500 บาท โทษจำคุก จำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีก่อนได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 402,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 1,465,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 26 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ณ กับพวก
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562
#638480
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ถ้าการบังคับจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และมาตรา 44

เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มุ่งช่วยเหลือคุ้มครองเกษตรกรผู้เช่านาซึ่งเป็นผู้ทำนาโดยเฉพาะให้ได้สิทธิในที่ดินที่ตนทำนา เมื่อโจทก์ผู้เช่านาพิพาทผิดสัญญามิได้ทำนาด้วยตนเองแต่นำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เช่านาเพื่อทำนาโดยแท้จริง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะซื้อนาพิพาทจากจำเลยผู้รับโอนตามมาตรา 54 การที่โจทก์ฟ้องบังคับซื้อนาจากจำเลยเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการบังคับตามคำชี้ขาดของ คชก. จังหวัดที่ให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้

ราคาตลาดที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธราคาที่โจทก์ขอซื้อที่นาไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้อง แม้จำเลยอุทธรณ์และฎีกาก็หาต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาตลาดที่กล่าวอ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 17746 ตามมติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ให้จำเลยรับเงิน 7,000,000 บาท และจดทะเบียนขายนาพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยและพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ครบถ้วนเสียก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17746 แก่โจทก์ในราคา 7,000,000 บาท ให้จำเลยรับชำระราคาในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครนายก โดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียมาเกิน 157,500 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่ารับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์ทำสัญญาเช่านาพิพาท โฉนดเลขที่ 17746 เนื้อที่ 50 ไร่ 51 ตารางวา จากนางพีระพันธ์ เจ้าของนาพิพาท มีกำหนด 2 ปี ในระหว่างอายุสัญญาเช่านา นางพีระพันธ์นำนาพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยในราคา 7,000,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 เดือน โดยมิได้ทำหนังสือแสดงความจำนงขายนาพิพาทแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 นางพีระพันธ์ไม่ได้ไถ่ถอนนาพิพาทภายในกำหนดนาพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาขายฝาก ต่อมา คชก. จังหวัดนครนายก มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากจำเลยตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 นางพีระพันธ์ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก ต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก

คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายกหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 58 บัญญัติว่า ในกรณีมีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของ คชก. จังหวัด เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาล ในการพิจารณาของศาลให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 221 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้การเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดนอกศาลเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ได้แก่ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และโดยที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 41 และมาตรา 44 บัญญัติว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น แต่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้ ถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่านาพิพาทจากนางพีระพันธ์ มีกำหนด 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ทำนา กลับนำนาพิพาทให้ผู้อื่นเช่าช่วง อันเป็นการผิดสัญญา นางพีระพันธ์ผู้ให้เช่าบอกเลิกการเช่านา และ คชก. ตำบลศรีจุฬามีมติให้เลิกการเช่านา โดยให้สัญญาเช่านาสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ และ คชก. จังหวัดนครนายกมีมติยืนตามมติ คชก. ตำบลดังกล่าว โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อศาล มติ คชก. จังหวัดนครนายกจึงเป็นที่สุด เห็นว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มุ่งช่วยเหลือคุ้มครองเกษตรกรผู้เช่านามิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการเช่านาผู้อื่นทำ มิได้ให้ผู้เช่านาใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแสวงหาประโยชน์อื่นจากนาที่เช่า เมื่อโจทก์ผู้เช่านาพิพาทมิได้ทำนาด้วยตนเองแต่นำนาไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง โจทก์จึงมีลักษณะเป็นคนกลางที่แสวงหาประโยชน์ตามสัญญาเช่านาจากชาวนาที่ทำนา ทำให้ชาวนาที่ทำนาอยู่จริงไม่อาจเช่านาจากผู้ให้เช่าได้โดยตรงและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้เช่า และการที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านาเพื่อทำนาโดยแท้จริง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าตามความหมายในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 5 ที่ให้นิยามคำว่า ผู้เช่า ว่าหมายถึง ผู้เช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรม ซึ่งได้แก่การทำนาทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ เช่นนี้ การที่มาตรา 54 บัญญัติให้สิทธิผู้เช่าที่จะซื้อนาที่เช่าได้แม้ว่านาได้โอนไปยังผู้รับโอนแล้วนั้น ก็เพื่อคุ้มครองผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ทำนาโดยเฉพาะให้ได้สิทธิในที่ดินที่ตนทำนาอยู่เท่านั้น มิได้มุ่งหมายที่จะคุ้มครองผู้เช่าที่ไม่ได้ทำนาและเป็นผู้ผิดสัญญาเช่านาเพราะให้ผู้อื่นเช่าช่วง การวินิจฉัยและมติ คชก. จังหวัดนครนายกซึ่งจะเป็นผลให้โจทก์ผู้เช่าที่ไม่ได้ทำนาด้วยตนเองมีสิทธิบังคับซื้อนาจากผู้รับโอนได้ จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการทำลายหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้รับโอนที่นาโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นช่องทางให้ผู้ที่ทำสัญญาเป็นผู้เช่านาเช่นโจทก์แสวงหาประโยชน์ที่เป็นการเอาเปรียบสังคม ดังนั้น แม้นางพีระพันธ์จะขายฝากนาพิพาทแก่จำเลยในวันที่ 24 มกราคม 2554 ก่อนที่สัญญาเช่านาพิพาทระหว่างนางพีระพันธ์กับโจทก์จะเลิกกันในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้แสดงความจำนงจะซื้อนาตามมาตรา 53 ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะซื้อนาพิพาทจากจำเลยผู้รับโอนตามมาตรา 54 การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเป็นคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการบังคับตามคำชี้ขาดของ คชก. จังหวัดนครนายกย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นเสีย ปัญหาที่วินิจฉัยมาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยต่อไป

อนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าราคาตลาดของนาพิพาทสูงกว่าราคาที่โจทก์ขอใช้สิทธิซื้อนั้น ราคาตลาดที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธราคาที่โจทก์ขอซื้อไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้อง แม้จำเลยอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็หาต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาตลาดที่กล่าวอ้างไม่ คำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาของจำเลยเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ก) แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่เสียเกินมา และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมแก่จำเลยให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 42,300 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก 42,300 บาท ให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 221 ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 5 ม. 53 ม. 54 ม. 58
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา