คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6562/2562
#642483
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินของ ส. และ ต. ภายหลังแบ่งแยก ต. ผู้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ตกลงยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของ ต. เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งโจทก์และบริวารก็ได้ใช้ทางพิพาทดังกล่าวตลอดมา การตกลงกันดังกล่าวถือเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ต. หรือโดยวิสาสะไม่ ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยนิติกรรมดังกล่าว อันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้ทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็อาจได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความหากโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมซึ่งต้องพิจารณาจากการใช้ว่า เป็นการใช้โดยอาการที่ถือสิทธิเป็นปรปักษ์ต่อ ต. เจ้าของที่ดินที่ตั้งทางพิพาทคนเดิมและเจ้าของที่ดินคนต่อ ๆ มาหรือไม่

โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมตลอดมา เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เมื่อเป็นการได้มาซึ่งภาระจำยอมแล้ว แม้จะเป็นการได้ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ก็ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะยกเรื่องการรับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางตามรูปแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องเอกสารหมายเลข 12 ส่วนที่เป็นสีเหลือง กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ของจำเลยทั้งสอง เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งสองรื้อประตูรั้วเหล็กหรือเปิดประตูรั้วเหล็กมิให้ปิดกั้นทางภาระจำยอมอีกต่อไป โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 เดิมที่ดินโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 โดยโจทก์ซื้อจากนายสมศักดิ์ และนางแตงอ่อน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2537 และถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดดังกล่าว ต่อมาเมื่อปี 2539 โจทก์ นายสมศักดิ์และนางแตงอ่อนขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ทางราชการจึงออกโฉนดเลขที่ 29019 ให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2539 โดยเข้าไปปลูกสร้างบ้านเลขที่ 18/2 เพื่ออยู่อาศัย และได้ใช้ทางพิพาท ซึ่งนางแตงอ่อนทำไว้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายนครนายก - ท่าด่าน ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ถูกยึดขายทอดตลาดโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประมูลซื้อได้ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556 ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 จำเลยทั้งสองปิดกั้นทางพิพาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 29019 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นอกจากข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 29019 แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ซึ่งเดิมเป็นของนายสมศักดิ์และนางแตงอ่อนแล้ว ยังได้ความว่า ภายหลังจากการแบ่งแยกที่ดินเมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางแตงอ่อนเพียงผู้เดียว นางแตงอ่อนตกลงยินยอมให้โจทก์ซึ่งปลูกบ้านเลขที่ 18/2 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 ใช้ทางพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายนครนายก - ท่าด่าน ซึ่งโจทก์และบริวารก็ได้ใช้ทางพิพาทดังกล่าวตลอดมา การที่นางแตงอ่อนซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 ให้แก่โจทก์ตกลงยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งตัดผ่านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 29019 นั้น บ่งชี้ว่านางแตงอ่อนตกลงให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ การตกลงกันดังกล่าวถือเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน จึงหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางแตงอ่อนหรือโดยวิสาสะตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 29019 นั่นคือโจทก์ได้ภาระจำยอมมาโดยนิติกรรมดังกล่าว อันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้ทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็อาจได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ หากโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมซึ่งต้องพิจารณาจากการใช้ว่า เป็นการใช้โดยอาการที่ถือสิทธิเป็นปรปักษ์ต่อนางแตงอ่อนเจ้าของที่ดินที่ตั้งทางพิพาทคนเดิมและเจ้าของที่ดินคนต่อ ๆ มาหรือไม่ ในประเด็นการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์มีนายประกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจและเป็นสามีโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ริเริ่มปรับปรุงทางพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่นาเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกบ้านโจทก์เลขที่ 18/2 โจทก์และพยานใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ยังมีนางแตงอ่อนเป็นพยานเบิกความว่า พยานกันที่ดินบริเวณทางพิพาทกว้างประมาณ 2 เมตร เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายนครนายก - ท่าด่าน ทั้งนี้เนื่องจากที่ดินที่พยานขายให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกมานานแล้ว อีกทั้งพันจ่าอากาศเอกชำนาญ พยานโจทก์อีกคนหนึ่งก็เบิกความสนับสนุนว่า พยานเห็นโจทก์และบริวารขับรถยนต์ผ่านเข้าออกทางพิพาทเป็นประจำ จากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาสืบดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาการที่ถือสิทธิเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินที่ตั้งทางพิพาทตลอดมา บ่งชี้ว่าเป็นการใช้โดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมนั่นเอง ส่วนที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 มาจากนางแตงอ่อน และจำเลยทั้งสองซึ่งรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกต่อหนึ่งอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเพียงชั่วคราวนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์แห่งคดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมตลอดมา ดังนั้น แม้จะนับตั้งแต่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 มาจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองปิดกั้นทางพิพาทก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 29019 เมื่อเป็นการได้มาซึ่งภาระจำยอมแล้ว แม้จะเป็นการได้ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ก็ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติ มาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะยกเรื่องการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 มาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองอีก ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงต่างจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ทางพิพาทเนื้อที่ประมาณ 37.9 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6202 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 29019 ให้จำเลยทั้งสองเปิดประตูรั้วเหล็กมิให้ปิดกั้นทางภาระจำยอมอีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นางกรกช ว่องไว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6543/2562
#642381
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยไม่ได้บัญญัติให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ แตกต่างกับกรณีกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองรับเงินของโจทก์ไว้ย่อมเป็นหนี้เงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองจะตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวทวงถาม แล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่รับไว้ถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 20,701,095.88 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558) ต้องไม่เกิน 542,465.75 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มอีก 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6893 เลขที่ 9777 และเลขที่ 16361 โดยที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลง เป็นที่ดินเลขที่ 47 เลขที่ 48 และเลขที่ 102 ตามลำดับ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันเป็นผืนเดียว ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลง เนื้อที่ 28 ไร่ 347 ตารางวา กับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 115,470,000 บาท โดยวางมัดจำส่วนที่ 1 ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 4,000,000 บาท และส่วนที่ 2 ในวันที่ 12 มิถุนายน 2558 เป็นเงิน 16,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 15 ตุลาคม 2558 หลังจากนั้น วันที่ 14 ตุลาคม 2558 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายไปยังจำเลยทั้งสอง โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินของผู้อื่นที่อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองที่จะขายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองฉ้อฉลโจทก์เป็นเหตุให้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำเป็นโมฆียะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า ก่อนเกิดข้อพิพาท โจทก์ไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองและไม่เคยทราบตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทที่แท้จริง กรณีจึงไม่มีเหตุจูงใจให้โจทก์ต้องกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลง ได้จากสำเนาโฉนดที่ดิน แต่หากโจทก์ไปดูที่ดินติดถนนบางนา-ตราด กม. 52 ในพื้นที่จริง โจทก์ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินพิพาทคือที่ดินแปลงใดและมีแนวเขตเริ่มจากจุดใด เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวมีอาณาเขตติดต่อกันเป็นที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียวโดยไม่มีป้ายหรือสิ่งใดบ่งบอกว่าที่ดินส่วนใดเป็นของจำเลยทั้งสองและที่ดินส่วนใดเป็นของบุคคลอื่น ฉะนั้นการที่โจทก์เชื่อมั่นและปักใจมาตลอดว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์จะซื้อตั้งอยู่ติดถนนบางนา-ตราด กม. 52 โดยมีแนวเขตที่ดินเริ่มจากแนวรั้วลวดหนามด้านซ้ายไปจนจรดแนวลำรางด้านขวา จึงไม่น่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่น่าจะเกิดจากการที่นางสาวภาวินันท์และจำเลยที่ 1 นำชี้และยืนยันจนทำให้โจทก์สำคัญผิดว่า ที่ดินเลขที่ 49 ของนายธงชัย ซึ่งอยู่ติดกับแนวรั้วลวดหนามเป็นที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสอง โดยความในข้อนี้เห็นได้ชัดจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสาธิต เจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินที่ยืนยันว่า ในวันรังวัดที่ดินวันที่ 10 สิงหาคม 2558 พยานสอบแนวเขตที่ดินพิพาทจากนางสาวภาวินันท์ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยทั้งสองแล้ว นางสาวภาวินันท์ชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองว่า เริ่มจากแนวรั้วลวดหนาม ซึ่งเป็นการชี้แนวเขตที่ผิดไปจากความจริง ทั้งเมื่อพิจารณา ในรายละเอียดลึกลงไปก็พบว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลง เมื่อปี 2538 จากนั้นจำเลยทั้งสองได้เคยรังวัดสอบที่ดินของตนเมื่อปี 2549 โดยนายธงชัยผู้เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเลขที่ 49 ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินไว้ด้วยและในส่วนที่ดินเลขที่ 49 ของนายธงชัยดังกล่าว นายธงชัยได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ให้ข้อมูลมีใจความว่า นายธงชัยซื้อที่ดินมาเมื่อปี 2548 โดยขณะนั้นแนวรั้วลวดหนามและเสาตอม่อได้มีอยู่ก่อนแล้ว รูปคดีตามถ้อยคำของนายสาธิตและนายธงชัยจึงชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองทราบตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทเป็นอย่างดี แต่ตั้งใจปกปิดความจริงแก่โจทก์โดยไม่สุจริต เมื่อข้อนำสืบของโจทก์ที่วินิจฉัยเป็นลำดับมามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผล จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยทั้งสอง โดยกรณีรับฟังได้ว่า โจทก์แสดงเจตนาทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำ เพราะถูกจำเลยทั้งสองใช้กลฉ้อฉลโดยมอบหมายให้นางสาวภาวินันท์ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายขายนำชี้และยืนยันทำเลที่ตั้งของที่ดินพิพาทผิดจากความจริงไปประมาณ 90 เมตร ซึ่งหากโจทก์ทราบความจริงตั้งแต่ต้นว่าที่ตั้งของที่ดินพิพาทไม่ได้มีแนวเขตจากแนวรั้วลวดหนามด้านซ้าย แต่อยู่ในแนวโค้งของถนนบางนา-ตราด ไปตลอด โจทก์ย่อมจะไม่ซื้อที่ดินพิพาทเพราะไม่เหมาะแก่ประโยชน์ในทางธุรกิจตามคำยืนยันของโจทก์ การแสดงเจตนาทำสัญญาของโจทก์เพราะถูกกลฉ้อฉลถึงขนาดเช่นนี้ จึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมด้วยการบอกเลิกสัญญา ย่อมถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรกและเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิริบมัดจำจำนวน 20,000,000 บาท โดยต้องคืนมัดจำทั้งหมดแก่โจทก์ ทั้งหากจำเลยทั้งสองเห็นว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทด้วยความสมัครใจโดยไม่ได้ถูกจำเลยทั้งสองใช้กลฉ้อฉลและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองก็ควรที่จะปกป้องรักษาสิทธิและพิสูจน์ความสุจริตของตนด้วยการฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 95,470,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่กระทำเช่นนั้น ประกอบกับเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากจำเลยทั้งสองจะไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังนำเงิน 16,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่งรวมเป็นเงิน 17,745,753.50 บาท ไปวางต่อศาลชั้นต้นในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพื่อชำระให้แก่โจทก์ ซึ่งทำให้เห็นได้โดยปริยายว่า จำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับมัดจำคืนไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เพิ่มเติมอีก 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,000,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2558 และของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 อันเป็นการให้ดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินแต่ละครั้งจากโจทก์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คงบัญญัติให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยไม่ได้บัญญัติให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ แตกต่างกับกรณีกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนดอกเบี้ย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และการที่จำเลยทั้งสองรับเงินของโจทก์ไว้ดังกล่าวย่อมเป็นหนี้เงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองจะตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวทวงถาม แล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 โดยโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 20,000,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2558 ครบกำหนด 15 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามดังกล่าววันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกร โมไนยากูล
ศาลอุทธรณ์ — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6538/2562
#643824
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุม และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้บันทึกการประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ย่อมเป็นการรับรองเป็นหลักฐานว่า การประชุมคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ได้กระทำต่อหน้าตนนั้น เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการประชุมกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่า การอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) แต่โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) มาด้วย ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้าไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) ไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และกรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทั้งห้าสืบสม แต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เพราะโจทก์ทั้งห้ามิได้บรรยายองค์ประกอบความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) มาในฟ้องด้วย อีกทั้งองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) กับมาตรา 265 มีความแตกต่างกันมาก จึงมิใช่เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในเรื่องที่มิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกการประชุมและจัดทำรายงานการประชุม แต่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า มีหน้าที่บันทึกการประชุมและจัดทำรายงานการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวตามหน้าที่ รายงานการประชุมจึงเป็นเอกสารแท้จริงที่จำเลยที่ 2 จัดทำขึ้น มิใช่เอกสารปลอม และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า ไม่ได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ดังได้วินิจฉัยมา ย่อมทำให้เชื่อได้ว่า คณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการแสดงความคิดเห็นกันตามที่ปรากฏในรายงานการประชุม และแผนอัตรากำลังมิได้เป็นผลมาจากการประชุมของคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่าแต่ประการใด การจัดทำแผนอัตรากำลังและรายงานการประชุมจึงมิได้เป็นไปตามหนังสือสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.2/ว 55 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 เรื่อง กำหนดขั้นตอนในการจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี ที่ว่า จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี และไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลลำพูน เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ข้อ 16 ที่ให้คณะกรรมการจัดแผนอัตรากำลัง 3 ปี ของเทศบาล มีหน้าที่จัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี โดยคำนึงถึงภารกิจและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวในคำฟ้องก็ตาม แต่เมื่อรายงานการประชุมเป็นเพียงเอกสารเท็จ มิใช่เอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะกล้าจัดทำรายงานการประชุมขึ้นเอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมด้วย

ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมด้วยนั้น ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 3 ไปให้ถ้อยคำต่อคณะทำงานของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลำพูนว่า มีการประชุมคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 กันจริงเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เพียงเท่านี้ย่อมไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุมในรายงานการประชุม และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้บันทึกการประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ย่อมเป็นการรับรองเป็นหลักฐานว่า การประชุมคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ได้กระทำต่อหน้าตนนั้น เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการประชุมกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) แต่โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) มาด้วย ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้าไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) ไม่ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และกรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ทั้งห้าสืบสม แต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดดังที่โจทก์ทั้งห้าฎีกา เพราะโจทก์มิได้บรรยายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) มาในคำฟ้องด้วย อีกทั้งองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) กับมาตรา 265 มีความแตกต่างกันมาก จึงมิใช่เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในเรื่องที่มิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ดังที่โจทก์ทั้งห้าฎีกามาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือไม่ เห็นว่า แม้แผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า และรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) จัดทำขึ้นโดยที่คณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการประชุมกันจริง แต่การปรับลดอัตรากำลังพนักงานจ้างตามภารกิจ 7 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งของโจทก์ทั้งห้าเป็นการดำเนินการตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่า ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้างที่นำมาจากเงินรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกำหนดสูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้ และข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเสนอแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า เทศบาลตำบลประตูป่ามีภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคล คิดเป็นร้อยละ 46.57 การปรับลดกรอบอัตรากำลังบุคลากรของเทศบาลตำบลประตูป่าจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า ที่จัดทำขึ้นตามมติของคณะกรรมการเทศบาลจังหวัดลำพูนที่ให้เทศบาลตำบลประตูป่าจัดทำขึ้นใหม่ ซึ่งคณะกรรมการเทศบาลจังหวัดลำพูนมีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 11/2559 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ก็มีสาระสำคัญตรงกับที่ปรากฏในแผนอัตรากำลังและรายงานการประชุม กล่าวคือ ให้ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่มีคนครอง และปรับลดพนักงานจ้างตามภารกิจ 7 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งของโจทก์ทั้งห้าเช่นเดิม เพียงแต่ปรับลดพนักงานจ้างทั่วไป 14 ราย จากเดิมให้ปรับลด 15 ราย เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า การปรับลดอัตรากำลังพนักงานจ้างตามภารกิจ 7 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งของโจทก์ทั้งห้าเป็นการดำเนินการโดยมีเหตุผลอันสมควร ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดทำแผนอัตรากำลังและรายงานการประชุม โดยมีเจตนาพิเศษมุ่งหมายที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ให้เหตุผลว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 162 ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายป้อมเพชร ไชยญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518/2562
#640844
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของผู้ประกันเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาชำระตามสัญญาประกันในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ทั้งที่ผู้ประกันอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ว่า ศาลชั้นต้นสิ้นสิทธิในการบังคับคดีเพราะไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกันชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โดยศาลชั้นต้นตีราคาประกันจำเลย 800,000 บาท ผู้ประกันทำสัญญาประกันในวงเงิน 500,000 บาท และบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ทำสัญญาประกันในวงเงิน 300,000 บาท จำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดมีพฤติการณ์หลบหนีและถือว่าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยและปรับผู้ประกันตามสัญญา ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่เจ้าพนักงานศาลยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี สิทธิในการบังคับคดีจึงเป็นอันระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องคดียังไม่ขาดอายุความ ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับคดีเกิน 10 ปีแล้ว สิทธิในการบังคับคดีตามสัญญาประกันจึงเป็นอันระงับสิ้นไป และการที่ผู้ประกันนำเงินตามสัญญาประกันมาวางต่อศาล มิได้กระทำไปตามอำเภอใจ คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันนั้น เห็นว่า ฎีกาของผู้ประกันเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาชำระตามสัญญาประกันในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ทั้งที่ผู้ประกันอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ว่า ศาลชั้นต้นสิ้นสิทธิในการบังคับคดีเพราะไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกันชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ประกัน — บริษัท ส.
จำเลย — ดาบตำรวจ ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเทพประสิทธิ์ ตุลากัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
แก้ว เวศอุไร
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2562
#639963
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ของจำเลยที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ก่อนเจ้าหนี้อื่นเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ส่วนที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่นมาด้วยนั้น ที่ดินที่ขอรับชำระหนี้เป็นที่ดินคนละแปลงกับคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เท่านั้น โดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ก่อนเจ้าหนี้อื่นในคดีนี้ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,833,176.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2552 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 และเลขที่ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

วันที่ 25 เมษายน 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 4608/2550 ให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 4 คน ร่วมกันชำระหนี้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 และเลขที่ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ดินอื่นอีกหลายแปลงเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่ต้องไม่เกินสิทธิตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4608/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 และ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ของจำเลยที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว ดังนั้น คู่ความในคดีดังกล่าวกับคดีนี้จึงเป็นคู่ความรายเดียวกันและเมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่นนั้นถึงที่สุดแล้วและมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาจำนองที่ผู้ร้องนำมาขอรับชำระหนี้คดีนี้ก็เป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคำร้องของผู้ร้องในคดีก่อนจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เฉพาะในส่วนคำขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่นมาด้วยนั้น ที่ดินที่ขอรับชำระหนี้เป็นที่ดินคนละแปลงกับคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40015 ก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เท่านั้น โดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ก่อนเจ้าหนี้อื่นในคดีนี้ จึงมิได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 144 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยผิดหลงว่าเป็นคำร้องขอสวมสิทธิโดยมิได้ไต่สวนก่อน โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่นั้น จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40016 ใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 289 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ส.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุภิชัย สิริชัยรังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2562
#641415
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะนำข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลย แต่ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องด้วยไม่ โดยหากเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลย ก็ชอบแต่จะให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมให้ชัดแจ้ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคแรก
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสรรชัย รุ่งโรจน์ชนาทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562
#640838
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนไม่เกินสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในมูลละเมิด โดยบรรยายฟ้องในส่วนของค่าเสียหายคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ 446,406 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 23,300 บาท และค่าขาดไร้อุปการะคนละ 10,000 บาท ต่อเดือนเป็นเวลา 20 ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาเฉพาะในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้นสมควรมีระยะเวลาเพียง 14 ปี เท่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ขอให้พิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสุรศักดิ์ ศรีศุภรางค์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2562
#644823
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้จำเลยไปขายโดยกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่นำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป เมื่อจำเลยขายทับทิมได้แล้วไม่ส่งเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ดังนี้ แม้จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอก แต่จำเลยรับว่าต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 จำเลยทำบันทึกการยืมทับทิมไข่นูน ขนาด 39 กะรัต 1 เม็ด ราคา 250,000 บาท ทับทิมไข่ยาว 2 เม็ด ราคา 550,000 บาท ทับทิมกินบ่เซี้ยงรูปสี่เหลี่ยม 1 เม็ด ราคา 180,000 บาท จากโจทก์ร่วมไปขายเป็นเงิน 980,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วม 200,000 บาท และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 200,000 บาท จากนั้นจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ 1 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท และฉบับที่สอง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 300,000 บาท ซึ่งลูกค้าจำเลยนำมาชำระหนี้แก่จำเลย ส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ฉบับแรกสั่งจ่ายวันที่ 21 มีนาคม 2561 ฉบับที่สองวันที่ 10 เมษายน 2561 ฉบับที่สามวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ฉบับที่สี่วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และฉบับที่ห้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับเช่นกัน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สอดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าจำเลยยืมทับทิมไปจากโจทก์ร่วมนั้น มีการระบุราคาทับทิมแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความว่า การที่จำเลยนำทับทิมดังกล่าวไปขายนั้น หากลูกค้าต่อรองราคาจำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน แต่โจทก์ร่วมกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยเคยรับพลอยจากโจทก์ร่วมไปขายซึ่งมีการทำบันทึกการยืมเช่นเดียวกับบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะได้รับเงินตามที่ระบุไว้ในบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น จำเลยจะนำทับทิมดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใดและขายในราคาเท่าใด โจทก์ร่วมไม่สนใจและไม่รับรู้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

สำหรับคำขอให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
โจทก์ร่วม — นางสาว ว.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางสาวนภาอุษา ทวีลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2562
#657971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับโจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 จำเลยทำบันทึกการยืมทับทิมไข่นูน ขนาด 39 กะรัต 1 เม็ด ราคา 250,000 บาท ทับทิมไข่ยาว 2 เม็ด ราคา 550,000 บาท ทับทิมกินบ่เซี้ยงรูปสี่เหลี่ยม 1 เม็ด ราคา 180,000 บาท จากโจทก์ร่วมไปขายเป็นเงิน 980,000 บาท ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วม 200,000 บาท และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 200,000 บาท จากนั้นจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ 1 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท และฉบับที่สอง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 300,000 บาท ซึ่งลูกค้าจำเลยนำมาชำระหนี้แก่จำเลย ส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วมตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ฉบับแรกสั่งจ่ายวันที่ 21 มีนาคม 2561 ฉบับที่สองวันที่ 10 เมษายน 2561 ฉบับที่สามวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ฉบับที่สี่ วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และฉบับที่ห้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับเช่นกัน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สอดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ ตามบันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยเป็นตัวแทนในการขายทับทิมให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยครอบครองทับทิมของโจทก์ร่วมแล้วนำไปขาย แต่ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยยืมทับทิมรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ของโจทก์ร่วมตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ไปขาย มีเงื่อนไขให้โจทก์ร่วมเป็นผู้กำหนดราคา หากลูกค้าต่อรองราคา จำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน ซึ่งต่อมาลูกค้าต่อรองราคาทับทิมดังกล่าวเหลือ 950,000 บาท โจทก์ร่วมจึงลดราคาให้และตกลงขายให้แก่ลูกค้าคนดังกล่าวไป จำเลยขอหักค่าใช้จ่ายจากการส่งทับทิมไปตรวจสอบและออกใบรับรอง กับค่าตอบแทนที่โจทก์ร่วมต้องจ่ายให้แก่จำเลยอีกในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายได้ รวมเป็นเงิน 50,000 บาท เหลือเงินที่จำเลยต้องจ่ายคืนโจทก์ร่วม 900,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วมรวมทั้งสิ้น 400,000 บาท คงค้างชำระ 500,000 บาท จากนั้นจำเลยส่งมอบเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม 500,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์ร่วม แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ร่วมอีก 5 ฉบับ ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีกเช่นกัน เห็นว่า ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าจำเลยยืมทับทิมไปจากโจทก์ร่วมนั้น มีการระบุราคาทับทิมแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความว่า การที่จำเลยนำทับทิมดังกล่าวไปขายนั้น หากลูกค้าต่อรองราคาจำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน แต่โจทก์ร่วมกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยเคยรับพลอยจากโจทก์ร่วมไปขายซึ่งมีการทำบันทึกการยืมเช่นเดียวกับบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะได้รับเงินตามที่ระบุไว้ในบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น จำเลยจะนำทับทิมดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใดและขายในราคาเท่าใด โจทก์ร่วมไม่สนใจและไม่รับรู้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

สำหรับคำขอให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
โจทก์ร่วม — นางสาว ว.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นางสาวนภาอุษา ทวีลาศ
- นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2562
#640187
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นทำคำชี้ขาด อนุญาโตตุลาการ เห็นว่า ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทมีการเรียกผู้คัดค้านทั้งสองสลับกัน จึงได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้อง ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวเป็นการแก้ไขโดยเรียกผู้คัดค้านให้ตรงตามที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทและผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน การแก้ไขและการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นไปตามประเด็นที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ต้องด้วยกรณีที่จะอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งมีคำสั่ง ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16...อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่า คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ในคำชี้ขาดแทนประเด็นข้อพิพาทเดิม ไม่อยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะกระทำได้โดยฝ่ายเดียวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวหา บริษัทบ้านคุณ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับผู้คัดค้านว่าผิดสัญญาก่อสร้างบ้าน ขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง บริษัทบ้านคุณ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน โดยผู้คัดค้านเรียกตัวเองว่าผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัทบ้านคุณ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เรียกตัวเองว่า ผู้คัดค้านที่ 2 โดยคัดค้านว่า ผู้คัดค้าน (ผู้คัดค้านที่ 1) ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น และต่อมาผู้คัดค้าน (ผู้คัดค้านที่ 1) กับผู้ร้องได้ตกลงเลิกสัญญาระหว่างกัน ผู้ร้องไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากผู้คัดค้านได้ ส่วนบริษัทบ้านคุณ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (ผู้คัดค้านที่ 2) คัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นนิติบุคคลมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้คัดค้าน) กระทำโดยลำพังและผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบัน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่ผูกพันตามสัญญา ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อผู้ร้อง อนุญาโตตุลาการนัดพร้อมเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท หน้าที่นำสืบ และกำหนดกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องรับผิดที่ทำงานที่รับจ้างไม่แล้วเสร็จเพราะผู้ร้องได้ยกเลิกสัญญาพิพาทดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้างหรือไม่ 2... 3 ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ ต่อมาในชั้นทำคำชี้ขาด อนุญาโตตุลาการ เห็นว่า ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทมีการเรียกผู้คัดค้านทั้งสองสลับกัน จึงได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้อง คือ ประเด็นข้อพิพาทข้อ (1) ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ต้องรับผิดที่ทำงานที่รับจ้างไม่แล้วเสร็จเพราะผู้ร้องได้ยกเลิกสัญญาพิพาทดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวอ้างหรือไม่ (2)...(3) ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวเป็นการแก้ไขโดยเรียกผู้คัดค้านให้ตรงตามที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทและผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน การแก้ไขและการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นไปตามประเด็นที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ต้องด้วยกรณีที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว อ.
ผู้คัดค้าน — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2562
#638848
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมีรถบรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางการเกษตร การที่ผู้ร้องกำชับจำเลยมิให้นำรถไปใช้ผิดกฎหมายหรือบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้นและเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีอื่นมาควบคุมมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย และแม้จะฟังได้ว่ามีการนำรถบรรทุกของกลางไปตรวจชั่งน้ำหนักจริงก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างให้จำเลยไปตรวจชั่งน้ำหนักที่สถานที่ตรวจชั่งน้ำหนักของเอกชนซึ่งมีมาตรฐานแตกต่างกับทางราชการจนทำให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินไปถึง 800 กิโลกรัมนั้น ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนจำเลยขับรถบรรทุกของกลางบรรทุกมันสำปะหลังน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 84 - 1872 สุพรรณบุรี และตัวรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 84 - 1873 สุพรรณบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถบรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 84 - 1872 สุพรรณบุรี และตัวรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 84 - 1873 สุพรรณบุรี ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างผู้ร้อง วันเกิดเหตุจำเลยนำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางไปบรรทุกมันสำปะหลังไปส่งที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในทางการที่จ้าง ระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหาใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องและนางสาวนงลักษณ์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางการเกษตรร่วมกัน การที่ผู้ร้องนำสืบโดยอ้างว่าได้มีการกำชับมิให้จำเลยนำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถบรรทุกพ่วงไปใช้ผิดกฎหมายหรือบรรทุกน้ำหนักเกินแล้ว ก็เป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้นและเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีอื่นมาควบคุมมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกิน ส่วนการที่ผู้ร้องนำสืบโดยอ้างว่า ก่อนจำเลยจะนำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางไปแล่นบนทางหลวงแผ่นดินจำเลยได้นำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางไปชั่งน้ำหนักที่ลานมันทรัพย์สมบูรณ์ แล้วน้ำหนักไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น ผู้ร้องคงมีเพียงจำเลยเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบสนับสนุนว่าได้มีการตรวจชั่งน้ำหนักจริงดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ทั้งที่นางสาวนงลักษณ์ก็เบิกความรับว่าจำเลยจะต้องมีใบชั่งน้ำหนักมาแสดงแก่พยาน และแม้หากจะฟังได้ว่ามีการนำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางไปตรวจชั่งน้ำหนักจริงก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างให้จำเลยไปตรวจน้ำหนักรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางที่สถานที่ตรวจชั่งน้ำหนักของเอกชนซึ่งมีมาตรฐานแตกต่างกับทางราชการจนทำให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินไปถึง 800 กิโลกรัมนั้นก็ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนทำให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกพ่วงและตัวรถกึ่งพ่วงของกลางบรรทุกมันสำปะหลังน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
ผู้ร้อง — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางปานพิมพ์ มงคลชลสวัสดิ์ เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบัณฑิตเกียรติ ปิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2562
#640836
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน..." สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจมีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ผู้คัดค้านจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดในวินาศภัยนั้น อนุญาโตตุลาการจึงมีสิทธิวินิจฉัยความรับผิดของผู้เอาประกันภัยต่อผู้ร้องได้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัย ตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ พ.ศ.2554 ข้อ 3 (3) ที่ออกตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ให้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ในกรณีมีทายาทโดยธรรมหลายคน ก็ต้องแบ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทโดยธรรมครบทุกคน ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายแล้ว และยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ใช่คำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) (2) ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนางแสงมอนกับนายซานดาว ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายซานดาว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้นางแสงมอนทำนิติกรรมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้าน โดยการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมยอมความก่อนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยแทนผู้ร้อง ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กง 8273 พิจิตร ทั้งการประกันภัยภาคสมัครใจและประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจ ผู้คัดค้านตกลงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุด 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน ในแต่ละครั้ง ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผู้คัดค้านตกลงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีการเสียชีวิตจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน ในระหว่างอายุกรมธรรม์ประกันภัย นายกนกศักดิ์ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง 8273 พิจิตร ที่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน และยังเป็นผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอีกด้วย ไปตามถนนวงแหวนรอบสาม จากสี่แยกหลุยส์มุ่งหน้าสี่แยกท่ารั้ว เมื่อถึงที่เกิดเหตุ นายกนกศักดิ์จอดรถข้างทางเพื่อทำธุระส่วนตัวโดยเปิดประตูด้านคนขับอ้าทิ้งไว้ นายซานดาวขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน งรษ เชียงใหม่ 400 เฉี่ยวชนประตูรถยนต์ที่นายกนกศักดิ์เปิดอ้าทิ้งไว้ทำให้รถจักรยานยนต์ไถลพุ่งเข้าไปในช่องเดินรถสวนเฉี่ยวชนรถกระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน บพ 6665 เชียงใหม่ ที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้นายซานดาว ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย โดยกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศพผู้ตายเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะอีก 840,000 บาท แต่วงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกันเป็นเงิน 500,000 บาท ผู้คัดค้านชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเพียง 267,500 บาท ขอให้ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีก 232,500 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านชำระค่าปลงศพเป็นเงิน 35,000 บาท แก่นางแสงมอน ส่วนค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ สำหรับค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอีก 165,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจอีก 300,000 บาท นั้น ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ให้แก่ บิดา มารดา และบุตรของนายซานดาว รายละ 155,000 บาท แต่เมื่อบิดาของนายซานดาวถึงแก่ความตายแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนคงมีเพียงผู้ร้องและมารดาของนายซานดาว ผู้คัดค้านชำระเงินส่วนของผู้ร้องอีก 232,500 บาท ให้แก่นางแสงมอนแล้ว ส่วนอีก 232,500 บาท ผู้คัดค้านจะชดใช้ให้แก่มารดาของนายซานดาว หากครบกำหนดเวลาของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยแล้ว ไม่มีผู้นำเอกสารมารับค่าเสียหายส่วนนี้ ผู้คัดค้านจะนำเงินเข้ากองทุนทดแทนผู้ประสบภัยต่อไป ผู้ร้องและผู้คัดค้านเลือกนายอำนวย เป็นอนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้คัดค้านจะต้องชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับและตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจแก่ผู้เสนอข้อพิพาทอีกหรือไม่ เพียงใด แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต ผู้คัดค้านต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท ต่อผู้เสียชีวิตหนึ่งราย หากผู้เสียชีวิตนั้นมีทายาทหลายคน ทายาทก็ต้องนำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันกันหลังจากหักค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้เสียชีวิตแล้ว สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพของผู้ประสบภัยนั้น กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 4.3 กำหนดให้เป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่ผู้ร้องแล้ว หากผู้ร้องได้จ่ายค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพของผู้ตายมากกว่า 35,000 บาท ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่เกินจำนวน 35,000 บาท จากผู้คัดค้าน โดยรวมกับเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ต้องไม่เกิน 200,000 บาท ผู้ร้องอ้างว่าได้จ่ายค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้ตาย เป็นเงิน 200,000 บาท แต่ถ้อยคำของนางแสงมอนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องจ่ายค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้ตายเป็นเงิน 200,000 บาท แต่ผู้คัดค้านไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท เมื่อหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับที่ผู้คัดค้านต้องรับผิดจำนวน 200,000 บาท คงเหลือเงินที่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายจะได้รับ 100,000 บาท ในคดีนี้ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายมี 2 ลำดับ คือ ผู้ร้องและมารดาของผู้ตาย โดยแต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) (2) และมาตรา 1630 วรรคสอง ผู้เสนอข้อพิพาทจึงมีสิทธิได้รับเงินอีก 50,000 บาท จากเงินส่วนที่เหลือ รวมค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะได้รับ 150,000 บาท นางแสงมอนอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ผู้ร้อง โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายจดทะเบียนว่าผู้ร้องเป็นบุตรและมิได้มีคำพิพากษาของศาลว่าผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตาย ทั้งภายหลังนางแสงมอนกับผู้ตายก็มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องจึงมิได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้คัดค้าน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อนุญาโตตุลาการเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกจำนวน 100,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจ เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับอีก 150,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 250,000 บาท แต่ผู้คัดค้านได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องแล้ว 267,500 บาท จึงไม่ต้องชำระให้แก่ผู้ร้องอีก แล้ววินิจฉัยชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ให้คู่พิพาทรับผิดชอบค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดฝ่ายละครึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน..." สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจมีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนที่ผู้คัดค้านจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดในวินาศภัยนั้น อนุญาโตตุลาการจึงมีสิทธิวินิจฉัยความรับผิดของผู้เอาประกันภัยต่อผู้ร้องได้ ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัย ตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ พ.ศ.2554 ข้อ 3 (3) ที่ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ให้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ในกรณีมีทายาทโดยธรรมหลายคน ก็ต้องแบ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทโดยธรรมครบทุกคน ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายแล้ว และยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ใช่คำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) (2) ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง (1) (2)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 5
กฎกระทรวง กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ พ.ศ.2554
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้คัดค้าน — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางศรีอรุณ มีแสง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6247/2562
#641420
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุ 5 ปีเศษ มาเบิกความด้วยตนเองแล้ว แต่ระหว่างการสืบพยานไม่ให้ความร่วมมือที่จะตอบคำถาม ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งบันทึกไว้ในชั้นสอบสวนต่อหน้าคู่ความ ถือว่าภาพและเสียงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคสาม มิใช่พยานบอกเล่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279 และ 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนางสาว ช. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ฉ. ขณะเกิดเหตุอายุ 5 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ฉ. แยกทางกัน ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่กับนาย ฉ. ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์จะไปอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 บ้านเช่าของจำเลยอยู่ห่างจากบ้านของนาย ฉ. ประมาณ 40 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 เรียกจำเลยว่า " อากุ้ง " สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ความผิดดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เป็นเพราะความไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 5 ปีเศษ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกินกว่าจะอยู่ในความรู้เห็นตามวัยของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีความจำเป็นที่นักสังคมสงเคราะห์อาจต้องถามซ้ำไปมาหลายครั้งหรือตั้งคำถามใหม่ รวมทั้งสรุปคำถามกับคำตอบกลับไปกลับมา แต่มิใช่เป็นการใช้คำถามนำทั้งหมด พนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุผลที่ต้องใช้คำถามนำให้ผู้เสียหายที่ 1 ตอบเพื่อปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกา เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความด้วยตนเองแล้ว แต่ระหว่างการสืบพยานไม่ให้ความร่วมมือที่จะตอบคำถาม ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรให้ถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งบันทึกไว้ในชั้นสอบสวนต่อหน้าคู่ความ กรณีจึงถือว่าภาพและเสียงคำให้การดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสาม ซึ่งไม่ใช่พยานบอกเล่าตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด จึงรับฟังภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 พิเคราะห์คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 กับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 แล้วสอดคล้องกันตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟังว่าเห็นอวัยวะเพศของจำเลย ผู้เสียหายที่ 2 กับมารดาช่วยกันซักถาม และได้ความว่าจำเลยเปิดหนังในโทรศัพท์เคลื่อนที่มีผู้หญิงแก้ผ้าให้ดู แล้วเอาอวัยวะเพศมาจิ้มที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วมีน้ำนมไหลออกมา จำเลยไปเข้าห้องน้ำแล้วเอากระดาษชำระมาเช็ดอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงเท่าที่ได้ความดังกล่าวเพียงพอให้รับฟังถึงพฤติการณ์ของจำเลยแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงอื่น ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 ตอบคำถามไม่ได้เพราะไม่เข้าใจคำถามนั้น ก็ไม่กระทบถึงการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแห่งพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมา ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27 ) พ.ศ.2562 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 (เดิม) และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี วรรคสาม ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายพงศ์ทิพย์ กลัมพะสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาคม ศรียาภัย
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5925/2562
#662373
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13288 โจทก์รังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกบางส่วนที่ติดกับคลองสาธารณประโยชน์ถูกน้ำกัดเซาะ ทำให้ที่ดินเนื้อที่ 281.9 ตารางวา อยู่ในคลอง จำเลยทั้งห้ามอบหมายให้เจ้าหน้าที่คัดค้านการรังวัดสอบเขต และนำชี้คัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกรวมสามตำแหน่ง ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างสิทธิในที่คัดค้านว่าอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่คัดค้าน เพราะถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาธารณประโยชน์ (คลองกะเฉด) เป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานการหวงกันสิทธิ เท่ากับยอมรับว่าที่คัดค้านทั้งสามตำแหน่งอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งห้าข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยังคงหวงกันที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งห้าคัดค้าน โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปดูแลทุกปี เมื่อต้นปี 2556 เสาหลักเขตยังอยู่ครบ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2557 จึงพบว่าถูกน้ำป่าพัดหายไป 5 ต้น และได้ปักใหม่แล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากแต่ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าไปดำเนินการถอนคำคัดค้านการสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 13288 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับห้ามจำเลยทั้งห้าเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยทั้งห้าดำเนินการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปถอนคำคัดค้านการสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 13288 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 และรับรองแนวเขตที่ดินดังกล่าวในส่วนที่คัดค้าน 1 คัดค้าน 2 และคัดค้าน 3 หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ต่อไป กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13288 เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 58.8 ตารางวา โจทก์มอบอำนาจให้นางปทุมฟ้องคดีแทน จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายอำเภอ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรม เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีหน้าที่ดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง จำเลยที่ 3 มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า จำเลยที่ 4 เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำเลยที่ 5 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกะเฉด ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกอยู่ติดกับคลองกะเฉดซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 โจทก์มอบอำนาจให้นางปทุมทำการรังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์บางส่วนที่ติดกับคลองสาธารณประโยชน์ถูกน้ำกัดเซาะทำให้ที่ดินเนื้อที่ 281.9 ตารางวา อยู่ในคลองกะเฉด และจำเลยทั้งห้ามอบหมายให้เจ้าหน้าที่คัดค้านการรังวัดสอบเขต และนำชี้คัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกที่ติดคลองสาธารณประโยชน์ รวม 3 จุด โดยกล่าวอ้างว่าที่ดินในส่วนที่นำชี้คัดค้านอยู่ในคลองสาธารณประโยชน์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทในส่วนที่จำเลยทั้งห้าคัดค้านนั้นตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิในที่คัดค้าน 1 คัดค้าน 2 และคัดค้าน 3 ว่าอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่คัดค้าน เพราะถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาธารณประโยชน์ (คลองกะเฉด) เป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานการหวงกันสิทธิ เท่ากับยอมรับว่าที่คัดค้านทั้งสามตำแหน่งอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ตามข้อต่อสู้ในคำให้การของตน แต่ตามพยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้าไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทในส่วนที่จำเลยทั้งห้าคัดค้านถูกน้ำในคลองสาธารณประโยชน์ (คลองกะเฉด) กัดเซาะไปเมื่อใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่คัดค้านดังกล่าว อันจะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ครอบครองหวงแหนที่ดิน โดยปล่อยให้เป็นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ (คัดค้าน) ของนายพีรธร ระบุเพียงในวันระวังชี้แนวเขตนายพีรธรได้คัดค้านตามสภาพของคลองที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน (ปี 2558) เท่านั้น อีกทั้งนายศักดิ์ชายและนายยงยุทธพยานของจำเลยทั้งห้าเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า มีการปลูกมันสำปะหลังในที่ดินโจทก์ โดยนายศักดิ์ชายยังเบิกความว่า ที่ดินของโจทก์ให้เช่าปลูกมันสำปะหลังเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางปทุมดังกล่าวข้างต้น พยานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ยังคงครอบครองหวงกันที่ดินอยู่โดยมีนางปทุมผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปดูแลทุกปีมิได้ทอดทิ้งให้เป็นทางน้ำที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้แต่อย่างใด ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยจากภาพถ่ายที่ดินว่ามีแต่ป่าหญ้าขึ้นรก ในเวลาหน้าน้ำส่วนที่ติดคลองกะเฉดจะมีน้ำท่วมสูง เวลาหน้าแล้งน้ำในคลองจะน้อย เวลาน้ำหลากจะมีการเซาะดินริมตลิ่งให้พังทลายลงจนหลักหมุดไปอยู่กลางคลอง โจทก์มิได้ทำการป้องกันโดยทำเขื่อนหรือผนัง อันจะแสดงให้เห็นว่าหวงกันและสงวนสิทธิความเป็นเจ้าของ นั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ขัดกับที่โจทก์นำสืบ ซึ่งพยานฝ่ายจำเลยทั้งห้ามิได้นำสืบยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวไว้แต่ประการใดจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบว่า โจทก์ยังคงหวงกันที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งห้าคัดค้าน โดยนางปทุมผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปดูแลทุกปี ซึ่งเมื่อต้นปี 2556 เสาหลักเขตยังอยู่ครบ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2557 จึงพบว่าถูกน้ำป่าพัดหายไป 5 ต้น และได้ปักใหม่แล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากแต่ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังว่าจำเลยทั้งห้ามีสิทธิคัดค้านเนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชาญณรงค์ วงษ์ปรีชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
สิริกานต์ มีจุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5922/2562
#641419
เปิดฉบับเต็ม

ในการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้บัญญัติการสอบไว้เฉพาะเหมือนดังเช่นการสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศตามมาตรา 133 ทวิ ว่า จะต้องมีสหวิชาชีพร่วมอยู่ด้วยในการสอบปากคำเด็กนั้น ด้วยเหตุนี้พนักงานสอบสวนจึงชอบที่จะใช้วิธีการสอบปากคำผู้เสียหายคดีนี้ซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญาเช่นเดียวกับการสอบปากคำบุคคลปกติ เมื่อไม่ปรากฏว่าการสอบปากคำผู้เสียหายของพนักงานสอบสวนได้ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เพื่อจูงใจให้ผู้เสียหายให้การ ก็ถือเป็นการสอบสวนโดยชอบเพื่อนำไปสู่กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 2 ได้แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้เสียหายซึ่งไม่มีแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์และนักจิตวิทยาคลินิกและชุมชนเข้าร่วมฟังการสอบสวนจะมีความน่าเชื่อถือและรับฟังได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นดุลพินิจของศาลในขั้นตอนการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ก. ผู้เสียหาย อายุ 20 ปี เป็นผู้บกพร่องทางสติปัญญาโดยมีระดับสติปัญญาเท่ากับ 61 ต่ำกว่าบุคคลปกติซึ่งจะมากกว่า 80 ขึ้นไป ผู้เสียหายศึกษาอยู่ที่โรงเรียน ฉ. จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำรับนักเรียนที่มีปัญหาครอบครัวไว้ศึกษาเล่าเรียน โดยผู้เสียหายถูกส่งตัวมาจากมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ในช่วงปิดภาคการศึกษาเจ้าหน้าที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กจะเป็นผู้มารับผู้เสียหายกลับไปอยู่ที่บ้านกับบิดามารดา เมื่อผู้เสียหายจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 ผู้จัดการโรงเรียนเห็นว่าผู้เสียหายยังไม่มีความพร้อมจะไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก จึงจ้างผู้เสียหายให้ทำงานอยู่ภายในโรงเรียน ผู้เสียหายสามารถออกไปข้างนอกโรงเรียนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นคนรักของจำเลยที่ 1 และเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน ฉ. ต่อมาโรงเรียนว่าจ้างให้เป็นครูสอนวิชาพลศึกษา และรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียหาย ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายชักชวนกันออกไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายมานอนค้างด้วยกันที่บ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อถึงเวลาเข้านอน ผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองนอนรวมอยู่ในห้องเดียวกัน ระหว่างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพศสัมพันธ์ ผู้เสียหายรู้สึกตัวตื่นขึ้น จำเลยที่ 2 ชักชวนและดึงแขนเสื้อผู้เสียหายให้มาร่วมมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน และจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยมีจำเลยที่ 2 คอยมองดูอยู่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยไม่มีแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์และนักจิตวิทยาคลินิกและชุมชนเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน เป็นการไม่ชอบที่จะนำบันทึกคำให้การของผู้เสียหายมาใช้เริ่มต้นกล่าวหาและรับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ในการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติวิธีการสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะเหมือนดังเช่นการสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศตามมาตรา 133 ทวิ ว่า จะต้องมีสหวิชาชีพอยู่ร่วมด้วยในการสอบปากคำเด็กนั้น ด้วยเหตุนี้พนักงานสอบสวนจึงชอบที่จะใช้วิธีการสอบปากคำผู้เสียหายคดีนี้ซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญาเช่นเดียวกับการสอบปากคำบุคคลปกติ เมื่อไม่ปรากฏว่าการสอบปากคำผู้เสียหายของพนักงานสอบสวน ได้ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เพื่อจูงใจให้ผู้เสียหายให้การ ก็ถือเป็นการสอบสวนโดยชอบเพื่อนำไปสู่กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 2 ได้แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้เสียหายซึ่งไม่มีแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์และนักจิตวิทยาคลินิกและชุมชนเข้าร่วมฟังการสอบสวนจะมีความน่าเชื่อถือและรับฟังได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นดุลพินิจของศาลในขั้นตอนการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และเมื่อโจทก์นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จำเลยมีโอกาสถามค้าน และศาลล่างทั้งสองก็ใช้คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวในการรับฟังลงโทษจำเลย หาได้ใช้คำให้การในชั้นสอบสวนไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า ผู้เสียหายยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ดึงแขนเสื้อชักชวนผู้เสียหายมาร่วมมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน ผู้เสียหายบอกไม่เอา แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหาย ระหว่างนั้น ผู้เสียหายร้องบอกตลอดเวลาว่าไม่เอา ไม่เอา จำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ก็ไม่ฎีกาโต้แย้ง กลับรับมาในฎีกาว่า ผู้เสียหายยินยอมร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าผู้เสียหายไม่ขัดขืน เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยถึงสาเหตุที่ผู้เสียหายไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเก็บเรื่องไว้ถึง 2 เดือน เพราะผู้เสียหายไม่ได้อยู่กับบิดามารดาหรือบุคคลที่สนิทสนมไว้วางใจพอ ขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยเอก ป. ซึ่งตรวจผู้เสียหายพบว่า ผู้เสียหายมีอาการหวาดกลัว กลางคืนต้องนอนกอดมารดานั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเข้ารับการตรวจจากร้อยเอก ป. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2559 หลังจากที่ผู้เสียหายแจ้งความในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 แล้วเกือบ 5 เดือน โดยได้ความจากนางสาว จ. ผู้จัดการโรงเรียน ฉ. พยานโจทก์ว่า พยานเพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากที่เกิดเหตุกับผู้เสียหายแล้ว 2 เดือน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กได้มารับผู้เสียหายกลับไปดูแลที่กรุงเทพมหานคร แสดงว่าหลังจากที่ผู้เสียหายแจ้งความแล้วจึงกลับบ้านไปอยู่กับบิดามารดาและมีอาการหวาดกลัว เวลากลางคืนต้องนอนกอดมารดา จากนั้นจึงนำเรื่องนี้มาบอกเล่าแก่ร้อยเอก ป. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ภายหลังการแจ้งความของผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมิได้วินิจฉัยคดีขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยเอก ป. แต่ประการใด และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผลตรวจร่างกายผู้เสียหายของแพทย์มีความเห็นว่ารอยฉีกขาดเก่าที่อวัยวะเพศผู้เสียหายไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นรอยฉีกขาดที่เกิดจากมีเพศสัมพันธ์หรือเล่นกีฬา และหากมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากการยินยอมหรือไม่ เช่นเดียวกับสารประกอบของน้ำอสุจิที่พบในช่องคลอดผู้เสียหาย ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นของบุคคลใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การตรวจร่างกายผู้เสียหายดังกล่าว กระทำเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 หลังจากเกิดเหตุแล้วถึง 2 เดือน พยานหลักฐานทางชีวภาพอันอาจเชื่อมโยงถึงจำเลยที่ 1 ย่อมเสื่อมสลายไปโดยธรรมชาติหรือถูกทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปได้จากหลายสาเหตุ จึงมิใช่ข้อยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ล่วงละเมิดผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายมาลงโทษจำเลยที่ 2 ว่า คำเบิกความนั้นมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ มิได้ใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางมะลิวรรณ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2562
#644815
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ จึงเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ซึ่งแม้จำเลยจะมีสิทธิครอบครองแต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดตั้งนิคมสร้างตนเองขึ้นมาเพื่อให้ราษฎรมีที่ดินทำการเกษตรและตั้งเคหสถานบ้านเรือน โดยรัฐจะเข้าไปจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลง ๆ และช่วยเหลือส่งเสริมให้ทำการเกษตรในแปลงที่ดินที่จัดให้มีประสิทธิภาพ การที่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งทางพิพาทไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อไปทำการเกษตรในที่ดินที่ทางราชการจัดให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง และการจัดแปลงที่ดินในเขตนิคมที่ประสงค์จะให้สมาชิกของนิคมได้ใช้ประโยชน์ในแปลงที่ดินที่ทางนิคมจัดให้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 6 เมตร ยาว 100 เมตร ให้จำเลยรื้อรั้ว ประตู และสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่ปิดกั้นทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 194,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 192,725 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเปิดทางพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง หากศาลพิพากษาให้เปิดทางก็ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง และยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินแปลงที่ 19 ระวางที่ 2 ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน โดยโจทก์มีชื่อเป็นผู้ที่มีสิทธิครอบครอง และเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ ที่ดินแปลงดังกล่าวมีถนนสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ทางทิศตะวันออกซึ่งติดกับถนนสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 1 ไร่ ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 586/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยสร้างโรงเรือนและรั้วเหล็กปิดกั้นทางพิพาทที่โจทก์ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออก

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้เข้าออกที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 ส่วนที่โจทก์มีสิทธิหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงที่ 19 ระวางที่ 2 ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 ที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทจึงเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยฟังว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทก็ตาม แต่เมื่อเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองก็ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้สมาชิกนิคมเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคม ส่วนมาตรา 9 กำหนดให้สมาชิกนิคมต้องใช้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามมาตรา 8 เฉพาะเพื่อทำการเกษตรตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ถ้าจะทำการอย่างอื่นจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี นอกจากนี้ตามมาตรา 21 กำหนดให้คณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งตามมาตรา 20 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้สมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแต่ละแปลงตามผังที่อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันคืออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) กำหนด รวมทั้งมีอำนาจในการส่งเสริมการเกษตรและกิจกรรมอื่นเพื่อพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจของนิคมสร้างตนเอง นอกจากนี้มาตรา 23 ยังกำหนดให้ผู้ปกครองนิคมแสดงเขตที่ดินที่จะแบ่งให้แก่สมาชิกนิคมนั้น ๆ ไว้ในแผนผังที่ดินของนิคมสร้างตนเอง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐจัดตั้งนิคมสร้างตนเองขึ้นมาก็เพื่อให้ราษฎรได้มีที่ดินทำการเกษตรและตั้งเคหสถานบ้านเรือน โดยรัฐจะเข้าไปจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลง ๆ และช่วยเหลือส่งเสริมให้ทำการเกษตรในแปลงที่ดินที่จัดให้มีประสิทธิภาพ เมื่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์และมีกระบวนการจัดการที่ดินในเขตนิคมดังที่กล่าวมา การที่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งทางพิพาทไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อไปทำการเกษตรในที่ดินที่ทางราชการจัดให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง และการจัดแปลงที่ดินในเขตนิคมที่ประสงค์จะให้สมาชิกของนิคมได้ใช้ประโยชน์ในแปลงที่ดินที่ทางนิคมจัดให้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 8 ม. 9 ม. 20 ม. 21 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5830/2562
#638494
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง กับมีคำขอให้คืนหรือใช้เงิน ที่ผู้เสียหายส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่ผู้เสียหาย อันเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟ้องโจทก์ในส่วนเงินที่ส่งมอบอันเป็นต้นเงินจึงเป็นฟ้องซ้อน แต่ในส่วนดอกเบี้ย พนักงานอัยการไม่ได้ขอให้ชดใช้ในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่เป็นฟ้อนซ้อน

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ และเงินที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกส่งเป็นทอด ๆ ไปให้จำเลยที่ 4 โดยมิได้อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทก์จะใช้สิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 5,067,122 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,710,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2556) ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 465,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำงานที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ด้วยกัน โดยโจทก์ทำงานตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ จำเลยที่ 1 ทำงานตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข และจำเลยที่ 2 ทำงานฝ่ายการเงิน จำเลยที่ 3 รู้จักกับจำเลยที่ 4 มานานหลายปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 แจ้งต่อจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 4 ฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินที่ประเทศสิงคโปร์จนชนะคดีและจะได้รับเงิน 13,000,000,000 บาท แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าภาษีในการนำเงินเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก จำเลยที่ 4 ชักชวนจำเลยที่ 3 ให้นำเงินมาร่วมลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายและค่าภาษีด้วยกัน โดยจะให้ผลตอบแทนจำนวนสูงมาก จำเลยที่ 3 ชักชวนบุคคลต่าง ๆ เข้ามาร่วมลงทุนในลักษณะที่จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าสาย มีลูกสายไปชักชวนบุคคลอื่นต่อ ๆ กันไป โดยเสนอผลตอบแทนกันเป็นทอด ๆ จำเลยที่ 2 เป็นลูกสายของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกสายของจำเลยที่ 2 อีกทอดหนึ่ง เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจดังกล่าว โดยเสนอผลตอบแทนจำนวนมาก โจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปรู้จักกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าหากโจทก์นำเงินมาลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยตรง จำเลยที่ 2 จะจ่ายผลตอบแทนให้โจทก์เป็นเงินจำนวนมากกว่าที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยที่ 1 โจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 580,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้จ่ายเงินตอบแทนให้โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยที่ 2 จึงจ่ายเงินให้โจทก์รวมห้าครั้งเป็นเงินทั้งสิ้น 115,000 บาท ต่อมาประมาณเดือนกันยายน 2552 โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ชักชวนโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 โดยตรง โดยเสนอจะจ่ายผลตอบแทนให้โจทก์จำนวนมากกว่าที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 3 เพื่อร่วมลงทุนหลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยมีทั้งโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 3 และจ่ายเป็นเงินสดให้อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินจำเลยที่ 3 ไม่ได้จ่ายเงินตอบแทนให้โจทก์ตามที่ตกลงไว้ จำเลยที่ 3 คืนเงินให้โจทก์บางส่วนรวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 125,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พาโจทก์ไปรู้จักกับจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 จัดประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินงานแก่ลูกสายหลายครั้ง โจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย จำเลยที่ 4 จัดประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 และแจ้งว่างานใกล้เสร็จแล้ว ผู้ลงทุนทุกคนจะได้รับเงินตอบแทนภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2553 แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวไม่มีผู้ใดได้รับผลตอบแทน และจำเลยที่ 4 หลบหนีไป โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4896/2555 หมายเลขแดงที่ 3107/2556 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กับมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงิน 4,710,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วยซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 3 คืนเงินให้โจทก์ 1,375,000 บาท แต่ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 คดีถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 4 ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพราะฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น" ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3107/2556 พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กับมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงิน 4,710,000 บาท ที่ผู้เสียหายส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่ผู้เสียหายคือโจทก์คดีนี้ ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ด้วย และคดีอาญาดังกล่าวโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้น เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ โดยโจทก์ยื่นคำฟ้องในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนเงินที่ส่งมอบดังกล่าวอันเป็นต้นเงินที่เรียกร้องในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3107/2556 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แต่ในส่วนดอกเบี้ย แม้พนักงานอัยการไม่ได้ขอให้ชดใช้ในคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ และเงินที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกส่งเป็นงวด ๆ ไปให้จำเลยที่ 4 มิได้อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทก์จะใช้สิทธิตามเอาคืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในส่วนนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายโกเมน อินทรกำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2562
#639567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ จำเลย และ บ. เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกส่วนใหญ่จะใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์และจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทน จำเลยมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์มรดกทั้งหมดมาแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่จำเลยแสดงทรัพย์มรดกเพียงบางส่วน โดยปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่จำเลยจะได้รับจากกองมรดก จึงไม่สามารถจัดการแบ่งมรดกได้ ขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่พึงได้หนึ่งในสี่ส่วน หรือให้ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ย กับขอให้จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยปิดบังไม่นำทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแบ่งปันให้แก่ทายาท อันเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งมรดก ก็มิใช่เป็นการฟ้องคดีจัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลหลายคนต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ที่บัญญัติให้การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมที่ไม่ได้ปิดบังหรือมีส่วนร่วมในการปิดบังทรัพย์มรดกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตายแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ตามสิทธิหนึ่งในสี่ส่วน ตามบัญชีทรัพย์และสรุปรายการแบ่งปันทรัพย์มรดกท้ายฟ้องหมายเลข 4 และ 5 หากจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมชำระเงิน 208,048,410 บาท จากกองมรดกพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ขอให้กำจัดมิให้จำเลยรับมรดกในส่วนของตนที่จะได้รับ และให้กลับคืนเป็นทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป หากจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ขอให้ยึดทรัพย์มรดกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเกรียงไกร ผู้ตาย ตามบัญชีทรัพย์มรดก ทรัพย์รายการที่ 1 รวม 13 รายการ ทรัพย์รายการที่ 2 รวม 8 รายการ ทรัพย์รายการที่ 2 แบ่งออกเป็นสองส่วน ทรัพย์หนึ่งในสองส่วนเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แล้วนำทรัพย์มรดกหักออกจากค่ารักษาพยาบาล 5,817,072 บาท ส่วนที่เหลือจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแบ่งปันให้โจทก์ให้หนึ่งในห้าส่วนของทรัพย์มรดกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายเกรียงไกร ผู้ตาย กับนางบุญสม เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญสม โจทก์ และจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 89/2554 ของศาลชั้นต้น เดิมผู้ตายประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ โรงภาพยนตร์และมีที่ดินให้เช่า แต่เลิกกิจการดังกล่าว ต่อมาผู้ตายกับจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนและผู้ถือหุ้นในบริษัท 3 บริษัท คือ บริษัทเค.เอส. เรียลเอสเตทส์ จำกัด บริษัทราม 65 เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัทรอยัลพลาซ่า จำกัด วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยและนางบุญสมให้นัดประชุมปรึกษาเรื่องการจัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ จำเลย นางบุญสม นางวิไล และนายวิชิต พร้อมญาติพี่น้องของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมประชุม โดยโจทก์ จำเลย และนางบุญสมยอมรับว่าทรัพย์สิน 13 รายการ ตามฟ้องข้อ 5.1 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางบุญสมที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยและนางบุญสม และทรัพย์สินที่นางบุญสมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 8 รายการ ตามฟ้องข้อ 5.2 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางบุญสม และกองมรดกมีหนี้สินเป็นค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทดรองจ่ายแทนไป 5,817,072 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ จำเลย และนางบุญสมเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกส่วนใหญ่จะใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์และจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทน จำเลยมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์มรดกทั้งหมดมาแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่จำเลยแสดงทรัพย์มรดกเพียงบางส่วน โดยปิดบังทรัพย์มรดก 1,627,480,251 บาท มากกว่าส่วนที่จำเลยจะได้รับจากกองมรดก จึงไม่สามารถจัดการแบ่งมรดกได้ ขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่พึงได้หนึ่งในสี่ส่วน หรือให้ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ย กับขอให้จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยปิดบังไม่นำทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแบ่งปันให้แก่ทายาท อันเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งมรดก ก็มิใช่เป็นการฟ้องคดีจัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลหลายคนต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ที่บัญญัติให้การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมที่ไม่ได้ปิดบังหรือมีส่วนร่วมในการปิดบังทรัพย์มรดกด้วย เมื่อเจ้ามรดกตาย ทรัพย์มรดกนั้นก็ตกแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกตามส่วนที่ตนจะพึงได้ ซึ่งเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก รวมถึงการเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 ว่าด้วยวิธีจัดการและปันทรัพย์มรดกก็มิได้ห้ามทายาทไม่ให้ฟ้องร้องติดตามเอาทรัพย์มรดกจากผู้ปิดบังครอบครองซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ โจทก์ในฐานะทายาทจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อรวบรวมทรัพย์สินเข้าเป็นกองมรดกแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเพียงลำพัง และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย 13 รายการ ตามบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย และ 8 รายการ ตามรายการทรัพย์สินของนางบุญสมท้ายรายงานการประชุมการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย และบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย รายการที่ 1 และ 2 โดยทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แบ่งส่วนที่เป็นสินสมรสของนางบุญสมออกครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของผู้ตายเป็นมรดกนำไปหักออกจากค่ารักษาพยาบาล 5,817,072 บาท ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์มรดกแบ่งให้โจทก์หนึ่งในห้าส่วน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวขวัญยืน ศรีพระราม
ศาลอุทธรณ์ — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
วราภรณ์ สหัสโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5794/2562
#641410
เปิดฉบับเต็ม

เงินบำเหน็จจากการลาออกจากการรับราชการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้สามัญกับโจทก์ตกลงกันว่าถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหนี้ที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากรและหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้สามัญอันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับราชการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 และเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 1,940,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 13,600 บาท หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ วันที่ 1 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ลาออกจากการรับราชการ โดยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ 352,581.03 บาท วันที่ 20 มกราคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้เชิญเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่ราย คือ โจทก์ ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ธนาคารออมสิน สาขารังสิต และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต มาประชุมเพื่อหาแนวทาง การชำระหนี้จากเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ที่ประชุมมีมติให้แบ่งเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามสัดส่วนภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้ 113,881.43 บาท ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ได้รับชำระหนี้ 145,319.85 บาท ธนาคารออมสิน สาขารังสิต ได้รับชำระหนี้ 75,549.93 บาท และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต ได้รับชำระหนี้ 17,829.82 บาท โจทก์นำเงินดังกล่าวหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระต้นเงิน 1,513,577.07 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 100,974.75 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า บำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้นตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ของโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาเงินกู้สามัญกับโจทก์ซึ่งข้อ 6 วรรคสอง ตกลงกันว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากร และการหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เรียกประชุมเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่รายเพื่อหาแนวทางชำระหนี้จากเงินบำเหน็จดังกล่าว โจทก์เพิกเฉยไม่อ้างสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่กลับยอมรับชำระหนี้บางส่วนตามสัดส่วนเฉลี่ยของภาระหนี้ การละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นนั้น ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ลดลง มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมต้องชำระหนี้มากขึ้นจากการละเว้นของโจทก์ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามจำนวนหนี้หลังจากหักบำเหน็จที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จริงนั้นไม่ชอบ ดังนี้ เมื่อนำเงินบำเหน็จส่วนที่โจทก์ละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นจำนวน 238,699.60 บาท มาหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญากู้ 1,513,577.07 บาท ก่อน จึงเป็นยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ คงเหลือยอดเงินต้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,274,877.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 85,084.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,359,962.44 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จากยอดเงินตามฟ้องโดยไม่หักส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดเกินกว่าที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จ เพราะเหตุโจทก์ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายและข้อตกลงตามสัญญากู้เงินดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงความรับผิดต่อโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ป.
จำเลย — นางหรือนางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวรสิตา บุญวิสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เมทินี ชโลธร
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2562
#640186
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาตามสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มาตรา 686 ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการบอกกล่าวก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ส่วนหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 เป็นการบอกกล่าวเกินกำหนด 60 วัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิดเฉพาะแต่ดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว แต่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน หาใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ ตามมาตรา 686 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 360,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงินวันละ 700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 275,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 79,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2559) จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมชำระค่าขาดประโยชน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 300 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือใช้ราคาเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 180 วัน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 275,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 18,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 890 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ไปจากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 599,080.32 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมีกำหนด 72 เดือน ในอัตราเดือนละ 8,320.56 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 582.44 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 ธันวาคม 2556 และงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 20 งวด โดยชำระถึงงวดประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 28 มกราคม 2558 แจ้งการค้างชำระค่าเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 และมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระรวม 4 งวด พร้อมเบี้ยปรับ ค่าติดตามทวงถาม รวมเป็นเงิน 53,916.42 บาท และบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในค่าขาดประโยชน์ โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น สัญญาข้อ 5 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 21 ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2558 ที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการบอกกล่าวก่อนจำเลยที่ 1 ผิดนัด ส่วนหนังสือให้ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 เป็นการบอกกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกินกำหนด 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เช่นนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะแต่ดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แต่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน หาใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 686 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถยนต์ ต่อมาตัวแทนโจทก์ได้ติดต่อและนำเอารถยนต์กลับคืนไปตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่แนบท้ายคำแก้ฎีกานั้น หากเป็นจริงตามอ้างก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแทน ด้วยเหตุว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันและโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 275,000 บาท ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายพิชัย พงษ์พาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
เมทินี ชโลธร
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา