คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2562
#644815
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ จึงเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ซึ่งแม้จำเลยจะมีสิทธิครอบครองแต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดตั้งนิคมสร้างตนเองขึ้นมาเพื่อให้ราษฎรมีที่ดินทำการเกษตรและตั้งเคหสถานบ้านเรือน โดยรัฐจะเข้าไปจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลง ๆ และช่วยเหลือส่งเสริมให้ทำการเกษตรในแปลงที่ดินที่จัดให้มีประสิทธิภาพ การที่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งทางพิพาทไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อไปทำการเกษตรในที่ดินที่ทางราชการจัดให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง และการจัดแปลงที่ดินในเขตนิคมที่ประสงค์จะให้สมาชิกของนิคมได้ใช้ประโยชน์ในแปลงที่ดินที่ทางนิคมจัดให้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 6 เมตร ยาว 100 เมตร ให้จำเลยรื้อรั้ว ประตู และสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่ปิดกั้นทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 194,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 192,725 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเปิดทางพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง หากศาลพิพากษาให้เปิดทางก็ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง และยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินแปลงที่ 19 ระวางที่ 2 ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน โดยโจทก์มีชื่อเป็นผู้ที่มีสิทธิครอบครอง และเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ ที่ดินแปลงดังกล่าวมีถนนสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ทางทิศตะวันออกซึ่งติดกับถนนสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 1 ไร่ ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 586/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยสร้างโรงเรือนและรั้วเหล็กปิดกั้นทางพิพาทที่โจทก์ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออก

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้เข้าออกที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 ส่วนที่โจทก์มีสิทธิหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงที่ 19 ระวางที่ 2 ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 13352 เล่มที่ 268 ที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทจึงเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยฟังว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งทางพิพาทก็ตาม แต่เมื่อเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองก็ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้สมาชิกนิคมเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคม ส่วนมาตรา 9 กำหนดให้สมาชิกนิคมต้องใช้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามมาตรา 8 เฉพาะเพื่อทำการเกษตรตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ถ้าจะทำการอย่างอื่นจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี นอกจากนี้ตามมาตรา 21 กำหนดให้คณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งตามมาตรา 20 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้สมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแต่ละแปลงตามผังที่อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันคืออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) กำหนด รวมทั้งมีอำนาจในการส่งเสริมการเกษตรและกิจกรรมอื่นเพื่อพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจของนิคมสร้างตนเอง นอกจากนี้มาตรา 23 ยังกำหนดให้ผู้ปกครองนิคมแสดงเขตที่ดินที่จะแบ่งให้แก่สมาชิกนิคมนั้น ๆ ไว้ในแผนผังที่ดินของนิคมสร้างตนเอง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐจัดตั้งนิคมสร้างตนเองขึ้นมาก็เพื่อให้ราษฎรได้มีที่ดินทำการเกษตรและตั้งเคหสถานบ้านเรือน โดยรัฐจะเข้าไปจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลง ๆ และช่วยเหลือส่งเสริมให้ทำการเกษตรในแปลงที่ดินที่จัดให้มีประสิทธิภาพ เมื่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์และมีกระบวนการจัดการที่ดินในเขตนิคมดังที่กล่าวมา การที่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งทางพิพาทไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อไปทำการเกษตรในที่ดินที่ทางราชการจัดให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง และการจัดแปลงที่ดินในเขตนิคมที่ประสงค์จะให้สมาชิกของนิคมได้ใช้ประโยชน์ในแปลงที่ดินที่ทางนิคมจัดให้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 8 ม. 9 ม. 20 ม. 21 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5830/2562
#638494
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง กับมีคำขอให้คืนหรือใช้เงิน ที่ผู้เสียหายส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่ผู้เสียหาย อันเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟ้องโจทก์ในส่วนเงินที่ส่งมอบอันเป็นต้นเงินจึงเป็นฟ้องซ้อน แต่ในส่วนดอกเบี้ย พนักงานอัยการไม่ได้ขอให้ชดใช้ในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่เป็นฟ้อนซ้อน

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ และเงินที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกส่งเป็นทอด ๆ ไปให้จำเลยที่ 4 โดยมิได้อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทก์จะใช้สิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 5,067,122 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,710,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2556) ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 465,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำงานที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ด้วยกัน โดยโจทก์ทำงานตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ จำเลยที่ 1 ทำงานตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข และจำเลยที่ 2 ทำงานฝ่ายการเงิน จำเลยที่ 3 รู้จักกับจำเลยที่ 4 มานานหลายปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 แจ้งต่อจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 4 ฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินที่ประเทศสิงคโปร์จนชนะคดีและจะได้รับเงิน 13,000,000,000 บาท แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าภาษีในการนำเงินเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก จำเลยที่ 4 ชักชวนจำเลยที่ 3 ให้นำเงินมาร่วมลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายและค่าภาษีด้วยกัน โดยจะให้ผลตอบแทนจำนวนสูงมาก จำเลยที่ 3 ชักชวนบุคคลต่าง ๆ เข้ามาร่วมลงทุนในลักษณะที่จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าสาย มีลูกสายไปชักชวนบุคคลอื่นต่อ ๆ กันไป โดยเสนอผลตอบแทนกันเป็นทอด ๆ จำเลยที่ 2 เป็นลูกสายของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกสายของจำเลยที่ 2 อีกทอดหนึ่ง เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจดังกล่าว โดยเสนอผลตอบแทนจำนวนมาก โจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปรู้จักกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าหากโจทก์นำเงินมาลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยตรง จำเลยที่ 2 จะจ่ายผลตอบแทนให้โจทก์เป็นเงินจำนวนมากกว่าที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยที่ 1 โจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 580,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้จ่ายเงินตอบแทนให้โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยที่ 2 จึงจ่ายเงินให้โจทก์รวมห้าครั้งเป็นเงินทั้งสิ้น 115,000 บาท ต่อมาประมาณเดือนกันยายน 2552 โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ชักชวนโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 โดยตรง โดยเสนอจะจ่ายผลตอบแทนให้โจทก์จำนวนมากกว่าที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 3 เพื่อร่วมลงทุนหลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยมีทั้งโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 3 และจ่ายเป็นเงินสดให้อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินจำเลยที่ 3 ไม่ได้จ่ายเงินตอบแทนให้โจทก์ตามที่ตกลงไว้ จำเลยที่ 3 คืนเงินให้โจทก์บางส่วนรวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 125,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พาโจทก์ไปรู้จักกับจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 จัดประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินงานแก่ลูกสายหลายครั้ง โจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย จำเลยที่ 4 จัดประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 และแจ้งว่างานใกล้เสร็จแล้ว ผู้ลงทุนทุกคนจะได้รับเงินตอบแทนภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2553 แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวไม่มีผู้ใดได้รับผลตอบแทน และจำเลยที่ 4 หลบหนีไป โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4896/2555 หมายเลขแดงที่ 3107/2556 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กับมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงิน 4,710,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วยซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 3 คืนเงินให้โจทก์ 1,375,000 บาท แต่ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 คดีถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 4 ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพราะฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น" ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3107/2556 พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กับมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงิน 4,710,000 บาท ที่ผู้เสียหายส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่ผู้เสียหายคือโจทก์คดีนี้ ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ด้วย และคดีอาญาดังกล่าวโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้น เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ โดยโจทก์ยื่นคำฟ้องในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนเงินที่ส่งมอบดังกล่าวอันเป็นต้นเงินที่เรียกร้องในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3107/2556 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แต่ในส่วนดอกเบี้ย แม้พนักงานอัยการไม่ได้ขอให้ชดใช้ในคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ และเงินที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกส่งเป็นงวด ๆ ไปให้จำเลยที่ 4 มิได้อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทก์จะใช้สิทธิตามเอาคืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในส่วนนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายโกเมน อินทรกำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2562
#639567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ จำเลย และ บ. เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกส่วนใหญ่จะใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์และจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทน จำเลยมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์มรดกทั้งหมดมาแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่จำเลยแสดงทรัพย์มรดกเพียงบางส่วน โดยปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่จำเลยจะได้รับจากกองมรดก จึงไม่สามารถจัดการแบ่งมรดกได้ ขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่พึงได้หนึ่งในสี่ส่วน หรือให้ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ย กับขอให้จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยปิดบังไม่นำทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแบ่งปันให้แก่ทายาท อันเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งมรดก ก็มิใช่เป็นการฟ้องคดีจัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลหลายคนต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ที่บัญญัติให้การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมที่ไม่ได้ปิดบังหรือมีส่วนร่วมในการปิดบังทรัพย์มรดกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตายแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ตามสิทธิหนึ่งในสี่ส่วน ตามบัญชีทรัพย์และสรุปรายการแบ่งปันทรัพย์มรดกท้ายฟ้องหมายเลข 4 และ 5 หากจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมชำระเงิน 208,048,410 บาท จากกองมรดกพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ขอให้กำจัดมิให้จำเลยรับมรดกในส่วนของตนที่จะได้รับ และให้กลับคืนเป็นทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป หากจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ขอให้ยึดทรัพย์มรดกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเกรียงไกร ผู้ตาย ตามบัญชีทรัพย์มรดก ทรัพย์รายการที่ 1 รวม 13 รายการ ทรัพย์รายการที่ 2 รวม 8 รายการ ทรัพย์รายการที่ 2 แบ่งออกเป็นสองส่วน ทรัพย์หนึ่งในสองส่วนเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แล้วนำทรัพย์มรดกหักออกจากค่ารักษาพยาบาล 5,817,072 บาท ส่วนที่เหลือจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแบ่งปันให้โจทก์ให้หนึ่งในห้าส่วนของทรัพย์มรดกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายเกรียงไกร ผู้ตาย กับนางบุญสม เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญสม โจทก์ และจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 89/2554 ของศาลชั้นต้น เดิมผู้ตายประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ โรงภาพยนตร์และมีที่ดินให้เช่า แต่เลิกกิจการดังกล่าว ต่อมาผู้ตายกับจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนและผู้ถือหุ้นในบริษัท 3 บริษัท คือ บริษัทเค.เอส. เรียลเอสเตทส์ จำกัด บริษัทราม 65 เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัทรอยัลพลาซ่า จำกัด วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยและนางบุญสมให้นัดประชุมปรึกษาเรื่องการจัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ จำเลย นางบุญสม นางวิไล และนายวิชิต พร้อมญาติพี่น้องของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมประชุม โดยโจทก์ จำเลย และนางบุญสมยอมรับว่าทรัพย์สิน 13 รายการ ตามฟ้องข้อ 5.1 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางบุญสมที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยและนางบุญสม และทรัพย์สินที่นางบุญสมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 8 รายการ ตามฟ้องข้อ 5.2 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางบุญสม และกองมรดกมีหนี้สินเป็นค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทดรองจ่ายแทนไป 5,817,072 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ จำเลย และนางบุญสมเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกส่วนใหญ่จะใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์และจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทน จำเลยมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์มรดกทั้งหมดมาแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่จำเลยแสดงทรัพย์มรดกเพียงบางส่วน โดยปิดบังทรัพย์มรดก 1,627,480,251 บาท มากกว่าส่วนที่จำเลยจะได้รับจากกองมรดก จึงไม่สามารถจัดการแบ่งมรดกได้ ขอให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่พึงได้หนึ่งในสี่ส่วน หรือให้ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ย กับขอให้จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยปิดบังไม่นำทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแบ่งปันให้แก่ทายาท อันเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้จะมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยและผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งมรดก ก็มิใช่เป็นการฟ้องคดีจัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลหลายคนต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ที่บัญญัติให้การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมที่ไม่ได้ปิดบังหรือมีส่วนร่วมในการปิดบังทรัพย์มรดกด้วย เมื่อเจ้ามรดกตาย ทรัพย์มรดกนั้นก็ตกแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกตามส่วนที่ตนจะพึงได้ ซึ่งเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก รวมถึงการเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 ว่าด้วยวิธีจัดการและปันทรัพย์มรดกก็มิได้ห้ามทายาทไม่ให้ฟ้องร้องติดตามเอาทรัพย์มรดกจากผู้ปิดบังครอบครองซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ โจทก์ในฐานะทายาทจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อรวบรวมทรัพย์สินเข้าเป็นกองมรดกแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเพียงลำพัง และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย 13 รายการ ตามบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย และ 8 รายการ ตามรายการทรัพย์สินของนางบุญสมท้ายรายงานการประชุมการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย และบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย รายการที่ 1 และ 2 โดยทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แบ่งส่วนที่เป็นสินสมรสของนางบุญสมออกครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของผู้ตายเป็นมรดกนำไปหักออกจากค่ารักษาพยาบาล 5,817,072 บาท ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์มรดกแบ่งให้โจทก์หนึ่งในห้าส่วน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวขวัญยืน ศรีพระราม
ศาลอุทธรณ์ — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
วราภรณ์ สหัสโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5794/2562
#641410
เปิดฉบับเต็ม

เงินบำเหน็จจากการลาออกจากการรับราชการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้สามัญกับโจทก์ตกลงกันว่าถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหนี้ที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากรและหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้สามัญอันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับราชการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 และเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 1,940,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 13,600 บาท หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ วันที่ 1 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ลาออกจากการรับราชการ โดยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ 352,581.03 บาท วันที่ 20 มกราคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้เชิญเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่ราย คือ โจทก์ ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ธนาคารออมสิน สาขารังสิต และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต มาประชุมเพื่อหาแนวทาง การชำระหนี้จากเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ที่ประชุมมีมติให้แบ่งเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามสัดส่วนภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้ 113,881.43 บาท ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ได้รับชำระหนี้ 145,319.85 บาท ธนาคารออมสิน สาขารังสิต ได้รับชำระหนี้ 75,549.93 บาท และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต ได้รับชำระหนี้ 17,829.82 บาท โจทก์นำเงินดังกล่าวหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระต้นเงิน 1,513,577.07 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 100,974.75 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า บำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้นตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ของโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาเงินกู้สามัญกับโจทก์ซึ่งข้อ 6 วรรคสอง ตกลงกันว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากร และการหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เรียกประชุมเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่รายเพื่อหาแนวทางชำระหนี้จากเงินบำเหน็จดังกล่าว โจทก์เพิกเฉยไม่อ้างสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่กลับยอมรับชำระหนี้บางส่วนตามสัดส่วนเฉลี่ยของภาระหนี้ การละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นนั้น ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ลดลง มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมต้องชำระหนี้มากขึ้นจากการละเว้นของโจทก์ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามจำนวนหนี้หลังจากหักบำเหน็จที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จริงนั้นไม่ชอบ ดังนี้ เมื่อนำเงินบำเหน็จส่วนที่โจทก์ละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นจำนวน 238,699.60 บาท มาหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญากู้ 1,513,577.07 บาท ก่อน จึงเป็นยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ คงเหลือยอดเงินต้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,274,877.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 85,084.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,359,962.44 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จากยอดเงินตามฟ้องโดยไม่หักส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดเกินกว่าที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จ เพราะเหตุโจทก์ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายและข้อตกลงตามสัญญากู้เงินดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงความรับผิดต่อโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ป.
จำเลย — นางหรือนางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวรสิตา บุญวิสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เมทินี ชโลธร
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2562
#640186
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาตามสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มาตรา 686 ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการบอกกล่าวก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ส่วนหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 เป็นการบอกกล่าวเกินกำหนด 60 วัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิดเฉพาะแต่ดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว แต่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน หาใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ ตามมาตรา 686 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 360,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงินวันละ 700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 275,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 79,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2559) จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมชำระค่าขาดประโยชน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 300 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือใช้ราคาเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 180 วัน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 275,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 18,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 890 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 2885 กาฬสินธุ์ ไปจากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 599,080.32 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมีกำหนด 72 เดือน ในอัตราเดือนละ 8,320.56 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 582.44 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 ธันวาคม 2556 และงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 20 งวด โดยชำระถึงงวดประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 28 มกราคม 2558 แจ้งการค้างชำระค่าเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 และมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระรวม 4 งวด พร้อมเบี้ยปรับ ค่าติดตามทวงถาม รวมเป็นเงิน 53,916.42 บาท และบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในค่าขาดประโยชน์ โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น สัญญาข้อ 5 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 21 ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2558 ที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการบอกกล่าวก่อนจำเลยที่ 1 ผิดนัด ส่วนหนังสือให้ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 เป็นการบอกกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกินกำหนด 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เช่นนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะแต่ดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แต่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน หาใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 686 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถยนต์ ต่อมาตัวแทนโจทก์ได้ติดต่อและนำเอารถยนต์กลับคืนไปตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่แนบท้ายคำแก้ฎีกานั้น หากเป็นจริงตามอ้างก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแทน ด้วยเหตุว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันและโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 275,000 บาท ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายพิชัย พงษ์พาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
เมทินี ชโลธร
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5788/2562
#640185
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเป็นประกันการชำระหนี้และการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มาตรา 686 ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ภายหลังที่พระราชบัญญัติฯ ใช้บังคับแล้ว และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการบอกกล่าวล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด แต่การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน มิใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแทนเป็นเงิน 330,000 บาท ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์ 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ค่าเสียหายแทนแล้วเสร็จและจนกว่าจะชำระค่าใช้สอยรถยนต์แล้วเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 9,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จนแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้พิพากษาลดยอดหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนเป็นเงิน 284,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 32,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ให้ร่วมชำระค่าขาดประโยชน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2559) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดเป็นเงิน 6,000 บาท แก่โจทก์ ยกคำขอตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 350 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธน 1414 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 572,052.48 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,917.76 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 834.24 บาท รวม 48 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 ตุลาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 21 งวดเศษ เป็นเงิน 250,559.36 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเรื่องผู้เช่าซื้อผิดนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบและให้ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 8 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะ แต่มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเป็นประกันการชำระหนี้และการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาข้อ 1 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 686 และเมื่อความปรากฏต่อไปว่า ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และบอกกล่าวเรื่องผู้เช่าซื้อผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ แม้จะเป็นการบอกกล่าวล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดก็ตาม และโดยที่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน มิใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำขอตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 6,320 บาท ย่อมไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้ราคาแทน 200,000 บาท ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
เมทินี ชโลธร
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ที่ 5779/2562
#642575
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ซึ่งการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ผู้ร้องถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องยื่นฎีกาภายในกำหนด แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ซึ่งการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องต่อไป และเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคสอง บัญญัติว่า การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ผู้ร้องถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ

จึงมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับคำร้องขออนุญาตฎีกา และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนันทศักดิ์ บัวงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2562
#640612
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 94 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้อธิบดีกำหนดเวลาไว้เพื่อมิให้โจทก์จำหน่ายที่ดินเกินกำหนดเวลาเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำการจำหน่ายก่อนมีการกำหนดเวลา ฉะนั้น ถึงแม้อธิบดียังไม่ได้กำหนดเวลา โจทก์ก็สามารถดำเนินการขายที่ดินพิพาทได้ หากจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีคำขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทและให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยมีคำวินิจฉัยว่า แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวถูกจำกัดสิทธิมิให้ถือหรือใช้ที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ก็มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย เพียงแต่ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด เห็นได้ว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์เป็นการได้ที่ดินกลับคืนมาโดยคำพิพากษาของศาล จึงถือว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 กล่าวคือ โจทก์ในฐานะคนต่างด้าวต้องจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ในกรณีของโจทก์ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง แจ้งว่ายังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน แต่ถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่าย โจทก์สามารถจำหน่ายที่ดินดังกล่าวได้โดยตรง ดังนั้น เมื่อโจทก์หรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายทรัพย์พิพาท จึงถือได้ว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้ที่ดินเป็นของโจทก์อันเป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินอีกต่อไป ต้องส่งมอบคืนแก่โจทก์ ส่วนคำพิพากษาของศาลแพ่งที่พิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปบังคับคดีเอาแก่โจทก์ หาใช่ข้ออ้างที่จะยึดหน่วงทรัพย์พิพาทในคดีนี้ไม่ เป็นคนละกรณีกัน จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ กรณีหาใช่หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครองนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 ไม่ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 แก่โจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ห้ามจำเลยกระทำการอย่างเดียวกับที่ฟ้อง กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 4,125,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 375,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 แก่โจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสวีเดนมอบอำนาจให้นายเปรมปรีชา ดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 โจทก์มอบหมายให้ทนายความไปตรวจสอบสภาพที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ปรากฏว่านายธันยบูรณ์ ตัวแทนของโจทก์ในบริษัทผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินของบริษัทสูญหาย แล้วมอบให้นายวิเชษฐ์ขอออกโฉนดใบแทน วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 นายธันยบูรณ์นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนขายฝากในนามบริษัทแก่จำเลยและไม่ไถ่ถอนการขายฝาก โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 231/2554 หมายเลขแดงที่ 1352/2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากและให้โจทก์จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้นำเงินที่ได้จากการจำหน่ายคืนแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่จำหน่ายที่ดินภายในกำหนดเวลา ให้อธิบดีกรมที่ดินนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาคืนให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในคดีดังกล่าว ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่าย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทด้วย หาใช่มีเพียงคำพิพากษาให้จำหน่ายที่ดินแต่อย่างเดียวไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในส่วนนี้ ฉะนั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝากถึงที่สุดแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยที่ดินพิพาทต้องกลับคืนเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในคดีดังกล่าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ฉะนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นการขัดขวางต่อการประกาศขายที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าโจทก์ไม่มีอำนาจขายทรัพย์พิพาทก่อนที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ได้กำหนดเวลาให้จำหน่าย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 94 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้อธิบดีกำหนดเวลาไว้เพื่อมิให้โจทก์จำหน่ายที่ดินเกินกำหนดเวลาเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้โจทก์ทำการจำหน่ายก่อนมีการกำหนดเวลา ฉะนั้น ถึงแม้อธิบดียังไม่ได้กำหนดเวลา โจทก์ก็สามารถดำเนินการขายที่ดินพิพาทได้ หากจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีคำขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทและให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยทำสัญญาขายฝากโดยไม่สุจริต ฉะนั้น การที่ต่อมาจำเลยได้ทำการปรับปรุง ต่อเติม ตกแต่งทรัพย์พิพาท จึงเป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่สุจริต ย่อมทำให้การปรับปรุง ต่อเติม ตกแต่งทรัพย์พิพาทเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตไปด้วย แม้จำเลยจะอ้างว่าได้กระทำก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำโดยไม่สุจริตเริ่มตั้งแต่ที่จำเลยได้ทำการซื้อฝาก หาใช่ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์พิพาท ในคดีที่จำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์นั้น ศาลได้มีคำวินิจฉัยว่าการคืนตึกแถวพิพาทอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 418 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ราคา หาได้มีผลทำให้จำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทด้วยไม่ เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวถูกจำกัดสิทธิมิให้ถือหรือใช้ที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ก็มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย เพียงแต่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด เห็นได้ว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์เป็นการได้ที่ดินกลับคืนมาโดยคำพิพากษาของศาล จึงถือว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 กล่าวคือ โจทก์ในฐานะคนต่างด้าวต้องจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ในกรณีของโจทก์ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี แจ้งว่ายังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน แต่ถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่าย โจทก์สามารถจำหน่ายที่ดินดังกล่าวได้โดยตรง ตามหนังสือขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของคนต่างด้าว ข้อเท็จจริงได้ความว่าปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือกำหนดระยะเวลาจำหน่ายที่ดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์หรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายทรัพย์พิพาท จึงถือได้ว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เพราะแม้โจทก์จะเป็นคนต่างด้าวก็สามารถมีสิทธิในที่ดินได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และเมื่อคำพิพากษาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตและให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทและต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝากทรัพย์พิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวซึ่งต้องจำหน่ายทรัพย์พิพาทภายในกำหนดระยะเวลา ก็หาทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่สุจริตมีสิทธิอาศัยโอกาสนี้ได้รับประโยชน์ใด ๆ ในทรัพย์พิพาทดังกล่าวก่อนมีการจำหน่ายทรัพย์พิพาทแต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นการเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยใช้ทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องได้ความว่าก่อนที่จำเลยกระทำละเมิด โจทก์จะได้นำทรัพย์พิพาทออกหาประโยชน์ใด ๆ มาก่อนหรือไม่ จำเลยได้ฟ้องเรียกค่าใช้ราคาจากการที่ตนเองได้ตกแต่ง ต่อเติมอาคารจากโจทก์ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาส่วนนี้แก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นค่าใช้ทรัพย์พิพาทควรเป็นจำนวนเท่าใดต้องพิจารณาจากสภาพทรัพย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ก่อนที่มีการปรับปรุงตามที่จำเลยฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาจากสภาพที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท ทำเล และการคมนาคมภายหลังจากมีการปรับปรุงแล้ว จึงชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีส่วนร่วมในทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน โดยศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีทรัพย์สินพอที่จะบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้ที่ดินเป็นของโจทก์อันเป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินอีกต่อไป ต้องส่งมอบคืนแก่โจทก์ ส่วนคำพิพากษาของศาลแพ่งที่พิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปบังคับคดีเอาแก่โจทก์ หาใช่ข้ออ้างที่จะยึดหน่วงทรัพย์พิพาทในคดีนี้ไม่ เป็นคนละกรณีกัน จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ กรณีหาใช่หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครองนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ไม่ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.ที่ดิน ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรสิทธิ์ อภิชาติโชติ
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5776/2562
#638487
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ก่อนจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของเดิม ย่อมต้องยังคงสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตลอดไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) บุคคลใดย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในทางดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะทำหนังสืออุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกตามคำแนะนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจมีผลให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นกลับเป็นของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อพิจารณาหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่คัดค้านการใด ๆ ข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองยอมอุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 ให้เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ทันทีที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว แม้จะเป็นการกระทำหลังวันฟ้องคดีนี้ และคดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องต่อศาลปกครองขอเพิกถอนเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเฉพาะทางพิพาทส่วนที่ 2 อยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม แต่ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ยังไม่ได้ถูกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงยังคงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนตามทางนำสืบของคู่ความ มิได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอในส่วนทางพิพาทส่วนที่ 2 นี้เช่นกัน การที่จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงปิดทางพิพาทบางส่วนย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในการใช้ทาง จำเลยทั้งสองย่อมต้องรื้อถอนออกไปและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 10353 กว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นโดยไม่มีค่าตอบแทนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นโดยไม่มีค่าตอบแทนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปเพื่อให้โจทก์สามารถใช้ทางพิพาทได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายเศษวัสดุ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดประโยชน์ 49,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงออกไปจากทางพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 1,300 บาท และให้ชำระต่อไปอีกเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2558) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไป กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมา 880 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ นางมาลัย นางสาวจรินทร์ นางสาวรุ่งรัตน์และจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ของบิดามารดาของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งยังไม่ได้แบ่ง ทิศเหนือมีลำกระโดงยาวตามแนวเขตที่ดินเพื่อชักน้ำจากคลองบางราวนกเข้าในร่องสวน และมีคันดินติดลำกระโดงถัดเข้ามาในเขตที่ดินดังกล่าวสำหรับประชาชนทั่วไป พระภิกษุ รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองใช้สัญจรผ่านเพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปวัดหูช้าง ขณะนั้นโจทก์ จำเลยทั้งสองและพี่น้องคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ติดกันในที่ดินดังกล่าว ปี 2517 บิดาโอนที่ดินแปลงใหญ่ดังกล่าวให้โจทก์กับนางมาลัย และในปีเดียวกันโจทก์กับนางมาลัยได้แบ่งแยกเป็น 2 แปลง เป็นของโจทก์โฉนดเลขที่ 1492 และของนางมาลัยโฉนดเลขที่ 10353 ต่อมาปี 2520 โจทก์แบ่งที่ดินส่วนของโจทก์ให้นางสาววารินทร์กับนางสาวรุ่งรัตน์เป็นโฉนดเลขที่ 10354 และปี 2522 นางมาลัยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10353 แก่จำเลยทั้งสอง ประมาณปี 2535 ทางราชการสร้างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ตัดผ่านลำกระโดงติดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งซื้อมาจากนางมาลัย และจำเลยทั้งสองได้สร้างบ้านใหม่ในที่ดินดังกล่าว ระหว่างนี้องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองได้ปรับปรุงทางเดินที่เป็นคันดินหลายครั้งเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สัญจรระหว่างถนนที่ตัดใหม่ไปวัดหูช้างได้สะดวก ซึ่งทางเดินที่เป็นคันดินที่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองนี้ เดิมเป็นทางเดินคันดินในโฉนดเลขที่ 1492 ที่มีอยู่ก่อนที่บิดาจะโอนให้โจทก์กับนางมาลัย จนในที่สุดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองได้ทำเป็นทางคอนกรีต ปี 2547 โจทก์ถมลำกระโดงในเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองตลอดแนวตั้งแต่สะพานข้ามคลองไปวัดหูช้างถึงถนนอัจริยะประสิทธิ์ และปรับปรุงลงหินคลุกในปี 2554 เพื่อให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้ จำเลยที่ 1 จึงปักเสาคอนกรีตกั้นไม่ให้รถยนต์ผ่าน ปี 2558 จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีออกและสร้างรั้วคอนกรีตขยับเข้าไปทับทางคอนกรีตเดิมให้เหลือส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกกว้าง 1.5 เมตร วันที่ 19 ตุลาคม 2558 โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ระหว่างพิจารณาในวันทำแผนที่พิพาทโจทก์ยกที่ดินส่วนที่เป็นทางในเขตที่ดินของโจทก์จากสะพานข้ามคลองไปวัดหูช้างยาวตลอดถึงแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองให้เป็นทางสาธารณะขนาดกว้าง 1.5 เมตร หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยกที่ดินของจำเลยทั้งสองส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกซึ่งถมจากลำกระโดงเก่าให้เป็นทางสาธารณะขนาดกว้าง 1.5 เมตร เริ่มจากถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ไปเชื่อมต่อกับทางที่โจทก์ยกให้ก่อนนั้น ทางพิพาทตามแผนที่พิพาท อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเริ่มตั้งแต่ส่วนที่ติดเขตที่ดินของโจทก์ยาวตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองไปจดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ขนาดกว้าง 3 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นทางเดินคันดินเดิมที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต และส่วนที่ 2 เป็นพื้นหินคลุก โดยโจทก์นำชี้แนวเขตทางพิพาทรวม 2 ส่วน กว้าง 3 เมตร จำเลยทั้งสองนำชี้เฉพาะทางพิพาทส่วนที่เป็นทางเดินคันดินเดิมกว้าง 1 เมตร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ทางพิพาทส่วนแรกมีความกว้างเท่าใด เห็นว่า ตามแผนที่พิพาท โจทก์นำชี้ทางพิพาทตามแนวเขตเส้นสีแดงกว้าง 3 เมตร ส่วนจำเลยทั้งสองนำชี้ทางพิพาททับส่วนที่โจทก์นำชี้ตามแนวเขตเส้นสีเขียวกว้าง 1 เมตร โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองตรวจดูแผนที่พิพาทแล้วรับรองว่าถูกต้องตามที่ตนเองนำชี้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 มีนาคม 2559 แต่ตามแผนที่พิพาทดังกล่าวไม่ได้ระบุแนวกำแพงคอนกรีตที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างว่าอยู่ในแนวใดบนทางพิพาท ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบโต้เถียงกันในส่วนความกว้างของทางพิพาทส่วนแรก โดยโจทก์เบิกความว่า เดิมทางพิพาทกว้างประมาณ 1.20 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เดิมทางพิพาทเป็นคันดินสวนกว้างเพียง 1 เมตร ซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งพระภิกษุใช้เดินไปวัดหูช้าง ต่อมาทางราชการเห็นว่าทรุดโทรมจึงนำแผ่นปูนซีเมนต์กว้าง 0.50 เมตร มาวาง หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็นแผ่นปูนซีเมนต์กว้าง 1 เมตร มาวางแทน เมื่อทรุดโทรมอีกทางราชการจึงเทปูนซีเมนต์กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนแนวหินคลุกที่ติดกับปูนซีเมนต์ตามภาพถ่ายดังกล่าวเดิมเป็นลำกระโดงที่ใช้ผันน้ำจากคลองบางราวนกเข้าสู่สวนของจำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นที่อยู่ตามแนวคลอง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสภาพทางพิพาทที่เดิมเป็นเพียงทางเดินบนแนวคันดินของร่องสวนตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันนั้น แสดงให้เห็นได้ว่าการปรับปรุงทางเดินดังกล่าวเป็นพื้นปูนซีเมนต์ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างย่อมไม่อาจทำให้กว้างได้เท่ากับทางพิพาทเดิมเนื่องจากมีสภาพเป็นเพียงคันดิน และจำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ย้ายเส้นทางเดินบนแนวคันดินเดิมไปยังสุดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองโดยทำเป็นทางเดินกว้าง 1.5 เมตร คือ ทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีแนวเขตติดต่อกับทางพิพาทเดิม คือ ทางพิพาทส่วนแรก แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบคัดค้านว่าการนำชี้ทางพิพาทของโจทก์ตามแนวเขตเส้นสีแดงกว้าง 3 เมตร นั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะจำเลยทั้งสองนำชี้แนวเขตเส้นสีเขียวกว้างเพียง 1 เมตร จึงเหลือความกว้างของทางพิพาทอีก 2 เมตร อีกทั้งปรากฏตามภาพถ่าย ภาพแรกว่า จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงคอนกรีตล้ำเข้ามาบนทางส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกด้วย ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่าทางพิพาทเดิมไม่ได้มีความกว้างเฉพาะส่วนที่เป็นพื้นปูนซีเมนต์กว้าง 1 เมตร เท่านั้น แต่ยังรวมความกว้างในส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกด้วย อันสอดคล้องกับความกว้างของสะพานข้ามคลองบางราวนกจากที่ดินของจำเลยทั้งสองผ่านที่ดินของโจทก์ไปยังวัดหูช้างที่มีความกว้าง 1.5 เมตร แม้โจทก์จะนำสืบว่าทางพิพาทเดิมมีความกว้างประมาณ 1.20 เมตร ก็เป็นเพียงการประมาณจากการใช้ทางสัญจรเดิมที่มีสภาพเป็นเพียงคันดิน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทางพิพาทส่วนแรกที่เป็นทางสัญจรเดิมนั้นมีความกว้าง 1.5 เมตร เมื่อรวมกับความกว้างของทางพิพาทส่วนที่ 2 ขนาด 1.5 เมตร ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันแล้ว ทางพิพาทจึงมีความกว้าง 3 เมตร ตรงกับที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำชี้แนวเขตในแผนที่พิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ทางพิพาททั้ง 2 ส่วนเป็นทางสาธารณะหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ทางสาธารณะนั้นประชาชนทุกคนมีสิทธิใช้ได้ บุคคลใดก็ไม่มีอำนาจห้ามบุคคลอื่นใช้ทางสาธารณะ แม้คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ หากข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายและพิพากษาไปตามทางพิจารณานั้นได้ หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในส่วนของทางพิพาทส่วนแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อหลายสิบปีมาแล้วบุคคลทั่วไปรวมทั้งญาติพี่น้องโจทก์ใช้ทางพิพาทเดินสัญจรไปมาซึ่งบิดามารดาโจทก์เจ้าของที่ดินเดิมมิได้ขัดขวางห้ามปราม ต่อมานางมาลัยขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์และญาติพี่น้องโจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทสัญจรดังเดิม และปี 2537 ทางราชการตัดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ผ่านทางพิพาท ผู้ใช้ทางบางรายจึงใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ผ่านทางพิพาทด้วย ในปี 2547 โจทก์ขยายทางพิพาทเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาวตั้งแต่ริมคลองบางราวนกจนถึงถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ เพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกจากบ้านของโจทก์และน้องสาวโจทก์ไปสู่ถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ โดยจำเลยทั้งสองไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ทางของโจทก์และบุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ให้การยอมรับว่า เดิมทางพิพาทเป็นทางที่ใช้เดินบนคันดินเพื่อใช้สำหรับเดินเลียบไปตามแนวคูส่งน้ำ ซึ่งใช้ส่งน้ำจากคลองบางราวนกเข้าสู่ท้องร่องในเรือกสวนของจำเลยทั้งสองและท้องร่องของที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่อยู่ถัดไปจากที่ดินของจำเลยทั้งสอง เมื่อทางราชการสร้างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ยังใช้ทางเดินตามแนวคันดินเดิม ต่อมาทางราชการปรับปรุงทางเดินดังกล่าวจากพื้นดินเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ก็ใช้ทางเดินดังกล่าวสัญจรเข้าออกระหว่างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ผ่านที่ดินของโจทก์เพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปยังวัดหูช้างเรื่อยมา ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะสร้างกำแพงคอนกรีต จำเลยทั้งสองขยับเส้นทางเดินบนแนวคันดินเดิมไปยังสุดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองจากถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ยาวตลอดแนวไปถึงที่ดินของโจทก์เพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปยังวัดหูช้าง เพื่อให้โจทก์และบุคคลทั่วไปใช้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบยอมรับว่า ทางพิพาทส่วนแรกนั้น บุคคลทั่วไปสามารถใช้ผ่านเข้าออกจากทางด้านถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ไปยังวัดหูช้างมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนมีการตัดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ โดยเจ้าของที่ดินเดิมรวมทั้งจำเลยทั้งสองไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปราม ทางพิพาทส่วนแรกจึงมิได้มีการใช้เฉพาะเครือญาติดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา และจำเลยทั้งสองยังยินยอมให้ทางราชการปรับปรุงทางพิพาทจากพื้นดินเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า เดิมทางพิพาทเป็นคันดินซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งพระภิกษุใช้เดินไปวัดหูช้าง ต่อมาทางราชการเห็นว่าทรุดโทรมจึงนำแผ่นปูนซีเมนต์มาวาง เมื่อทรุดโทรมอีกทางราชการจึงเทปูนซีเมนต์ สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่าเจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทส่วนแรกสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายมาตั้งแต่ต้นแล้ว ทางพิพาทส่วนแรกจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้จำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาและมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมถึงในทางพิพาทส่วนแรกก็ไม่ทำให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ตกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวนี้กลับกลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง และการที่จำเลยทั้งสองให้บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปใช้ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทส่วนแรกหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วกลับไปเป็นของจำเลยทั้งสองได้อีกเช่นกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะก่อสร้างกำแพงบนทางพิพาทส่วนแรก และไม่มีสิทธิให้ไปใช้ทางอื่นแทนทางพิพาทส่วนแรกที่เป็นทางสาธารณะได้ เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะแล้วแม้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องขอให้เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นก็เป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะจึงมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอ

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทางพิพาทส่วนที่ 2 นั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกและจำเลยทั้งสองทำหนังสืออุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหลังจากที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองอนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงบนทางพิพาทส่วนแรกและเป็นการอุทิศให้หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ถึง 9 เดือนเศษ โดยเป็นไปตามคำชี้แนะของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ทั้งไม่ใช่ทางที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงไม่ใช่ทางสาธารณะ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองเพื่อขอเพิกถอนการอุทิศที่ดินดังกล่าวต่อศาลปกครอง คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการคลาดเคลื่อน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ใช้ทางพิพาทส่วนที่ 2 แทนทางพิพาทส่วนแรกก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ลดความสะดวกในการใช้ทาง และทางพิพาทส่วนที่ 2 ไม่ใช่ทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นเนื่องจากโจทก์ใช้ทางดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังคัดค้านโดยนำเสามาปักและเขียนป้ายอย่างชัดแจ้ง จึงไม่ใช่การใช้โดยปรปักษ์เกิน 10 ปี นั้น เห็นว่า เมื่อทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ก่อนจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของเดิม ย่อมต้องยังคงสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตลอดไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) บุคคลใดย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในทางดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะทำหนังสืออุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกตามคำแนะนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจมีผลให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นกลับเป็นของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อพิจารณาหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวปรากฏเพียงว่าจำเลยทั้งสองยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่คัดค้านการใด ๆ ข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองยอมอุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 ให้เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ทันทีที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว แม้จะเป็นการกระทำหลังวันฟ้องคดีนี้ และแม้คดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องต่อศาลปกครองขอเพิกถอนเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเฉพาะทางพิพาทส่วนที่ 2 อยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม แต่ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ยังไม่ได้ถูกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงยังคงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลในระหว่างพิจารณาโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำสืบ และเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยชัดแจ้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนตามทางนำสืบของคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอในส่วนทางพิพาทส่วนที่ 2 นี้เช่นกัน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงปิดทางพิพาทบางส่วนย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในการใช้ทาง จำเลยทั้งสองย่อมต้องรื้อถอนออกไปและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1305
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562
#664226
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า "(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า "(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาพิเศษด้วย กล่าวคือ ต้องมีเจตนาพิเศษ "โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง" จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเรื่องการกระทำโดยทุจริตหรือหลอกลวง แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (เดิม) แต่ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (ที่แก้ไขใหม่) ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จึงเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 130ก/2558 ของศาลทหารกรุงเทพ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) (ที่ถูก มาตรา 14 (1) จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 130ก/2558 ของศาลทหารกรุงเทพนั้น เนื่องจากคดีนี้และในคดีดังกล่าวรอการลงโทษจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ให้เหตุผลว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.3 ไว้พิจารณา และให้ดำเนินการต่อไป เนื่องจากฎีกาข้อดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่อยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.3 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณาเท่านั้น ดังนี้ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติใหม่ เป็นคุณแก่จำเลยให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า "(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า "(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาพิเศษด้วย กล่าวคือ ต้องมีเจตนาพิเศษ "โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง" จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเรื่องการกระทำโดยทุจริตหรือหลอกลวง แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (เดิม) แต่ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 (ที่แก้ไขใหม่) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จึงเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำของจำเลยเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ประมวญ รักศิลธรรม
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักษ์วงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2562
#640605
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก มาตรา 54 วรรคหนึ่ง), 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เดิมจำเลยและครอบครัวมีที่ดินทำกินที่ทางราชการผ่อนผันให้เข้าทำกินมาตั้งแต่ประมาณปี 2525 ประมาณ 9 ไร่เศษ ต่อมาเมื่อประมาณปี 2546 จำเลยจึงเข้ายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบและจับกุม เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ฎีกาดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในป่าห้วยคอกช้าง หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท่าแพ แล้วจำเลยแผ้วถาง ตัดฟัน โค่นต้นไม้ เผาป่าและปลูกข้าวโพดในพื้นที่ดังกล่าวเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นต้นเหตุและเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่าที่รัฐกำหนดให้เป็นเขตที่ต้องสงวนเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นสมบัติของชาติและประชาชน ทั้งเป็นการทำลายระบบนิเวศของป่าเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องดูแลครอบครัวก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724/2562
#639120
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่เป็นเหตุโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับลักษณะการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่าการกระทำดังกล่าวของ จ. จะมีลักษณะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลย ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่ว่าจำเลยจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยมอบอำนาจให้ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ตามเงื่อนไข การที่ จ. ออกหนังสือค้ำประกันที่สาขาของจำเลยโดยใช้กระดาษแบบฟอร์มของจำเลย ถือได้ว่าทางปฏิบัติของจำเลยผู้เป็นตัวการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นการกระทำอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน หนังสือค้ำประกันจากธนาคารจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อโจทก์ยอมรับหนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระเงินค่าสินค้าของ ม. การที่ ม. ไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 99,941,078.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,247,704.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 99,247,704.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2558) ต้องไม่เกิน 693,374.24 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตเหล็ก จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ นางสาวปัญจพักตร์เป็นพนักงานของจำเลย สาขาอโศก ตำแหน่งรองผู้อำนวยการและหัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2557 และวันที่ 29 กันยายน 2557 นางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันในนามของจำเลยให้แก่บริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินค้าจากโจทก์ บริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 3 ครั้ง โดยได้เครดิตครั้งละ 90 วัน ครั้งแรก ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าห้าสิบล้านบาทเศษ ครั้งที่ 2 ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าสี่สิบเจ็ดล้านบาทเศษ และครั้งที่ 3 ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าห้าสิบล้านบาทเศษเนื่องจากมีการชำระค่าสินค้าในครั้งแรกครบถ้วนแล้ว และค้างชำระค่าสินค้าในการซื้อขายครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 รวมเป็นเงิน 99,247,704.27 บาท ต่อมาปรากฏว่าหนังสือค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม มีการดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวปัญจพักตร์กับพวก ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม

ปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของนางสาวปัญจพักตร์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ข้อ 2 บรรยายว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 นางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) สาขาอโศก และหัวหน้าผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน (สาขาอโศก) ได้จงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยได้บรรยายการกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ว่า เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันของจำเลยเพื่อค้ำประกันการซื้อขายเหล็กเส้นของบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ที่สั่งซื้อจากโจทก์ และในข้อ 4 ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า การกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยดังกล่าวเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและในทางการที่จ้างของจำเลย ซึ่งเป็นการบรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวปัญจพักตร์เกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร และมีการกระทำอย่างไรที่โจทก์ได้เห็นว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งนั้น โจทก์บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้น ศาลมีอำนาจหน้าที่นำหลักกฎหมายมาปรับข้อเท็จจริงแห่งคดีว่า ข้อเท็จจริงนั้นต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายลักษณะใดและมีผลทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่เป็นเหตุโต้แย้งสิทธิของโจทก์มาพอเข้าใจได้แล้ว แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับลักษณะการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบในเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวปัญจพักตร์จะมีลักษณะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยหรือไม่ประการใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่ว่าจำเลยจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของนางสาวปัญจพักตร์จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความเป็นตัวแทนของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า นางสาวปัญจพักตร์กระทำการในทางการที่จ้างและในฐานะตัวแทนของจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และ มาตรา 426 กำหนดหลักความรับผิดทางละเมิดอันเกิดจากการกระทำของลูกจ้างที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น หลักการดังกล่าวให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลมตามมาตรา 427 นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติเฉพาะ ที่กำหนดความรับผิดของตัวการต่อบุคคลภายนอกไว้ในมาตรา 820 ถึงมาตรา 823 ว่า ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ถ้าตัวแทนทำการอันใดเกินอำนาจตัวแทน แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าตัวแทนคนนั้นกระทำการเป็นตัวแทนของตน ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจก็ดี ย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพัง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตัวแทนทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตเป็นสำคัญ โดยกำหนดให้ตัวการต้องผูกพันรับผิดต่อบุคคลภายนอก 2 กรณี กรณีแรก ถ้าตัวแทนทำการภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องผูกพันรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมอ และกรณีที่สอง ถ้าตัวแทนทำการเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าตัวแทนคนนั้นกระทำการเป็นตัวแทนของตนเช่นเดียวกันกับกรณีแรก แต่ทั้งสองกรณีกฎหมายก็กำหนดทางเยียวยาความเสียหายของตัวการไว้โดยตัวการอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากตัวแทนนั้นได้ในภายหลังจากที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ส่วนถ้าเป็นกรณีตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันตัวการ กล่าวคือตัวการอาจปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ทันทีโดยไม่จำต้องคำนึงถึงความสุจริตของบุคคลภายนอก เมื่อปรากฏหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นางสาวปัญจพักตร์เป็นลูกจ้างของจำเลย สังกัดสำนักงานสาขาอโศก ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน (รองผู้อำนวยการ) และวันที่ 1 กันยายน 2557 จำเลยมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์กระทำการแทนจำเลยโดยมีอำนาจลงลายมือชื่อคนเดียวออกหนังสือค้ำประกันวงเงินไม่เกินห้าพันบาท และร่วมลงลายมือชื่อกับผู้รับมอบอำนาจอื่นรวมสองคน ออกหนังสือค้ำประกันวงเงินเกินสามสิบล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาท เห็นได้ว่าแม้เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสาร แต่ก็เป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยใช้อ้างต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาที่จำเลยร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางสาวปัญจพักตร์ มีทนายความของจำเลยลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในคราวนำส่งต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงสภาพ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของเอกสารดังกล่าวน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งนายชะโลม ทนายความของจำเลย และนายภาคภูมิ ผู้ช่วยประธานสายปฏิบัติการรักษาการฝ่ายพิธีการสินเชื่อ ประจำสำนักงานใหญ่ของจำเลย เป็นพยานจำเลยเบิกความตอบการถามค้านของฝ่ายโจทก์ถึงความมีอยู่จริงของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ที่จำเลยให้การว่า นางสาวปัญจพักตร์ไม่มีอำนาจออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลย ก็เป็นการกล่าวอ้างที่มีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความประกอบใบพรรณนาหน้าที่งาน ผังโครงสร้างฝ่ายพิธีการสินเชื่อ และบันทึกความเข้าใจกระบวนการทำงานในการปฏิบัติงาน เพื่อแสดงว่าโดยตำแหน่งของนางสาวปัญจพักตร์แล้วไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือค้ำประกัน แต่เอกสารที่จำเลยอ้างนี้เป็นเพียงระเบียบกฎเกณฑ์ภายในของจำเลย ทั้งพยานจำเลยยังยอมรับเสียเองว่าจำเลยมีหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ดังกล่าวข้างต้น พยานหลักฐานของจำเลยเท่าที่นำสืบมาโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนนอกจากนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ตามเงื่อนไขในเอกสารและการออกหนังสือค้ำประกันเพื่อประกันการชำระเงินค่าสินค้าเป็นธุรกรรมทางการเงินอย่างหนึ่งในกิจการของจำเลย หากนางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนตามเงื่อนไขในเอกสาร ย่อมเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยและในฐานะตัวแทนของจำเลย แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันเกินวงเงินที่ได้รับมอบอำนาจซึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกันสองคนจึงจะสมบูรณ์ผูกพันจำเลย อันเป็นกรณีที่นางสาวปัญจพักตร์ทำการเกินอำนาจตัวแทน แต่ได้ความว่านางสาวปัญจพักตร์เป็นลูกจ้างของจำเลยและมีตำแหน่งหน้าที่ในระดับสูง ทำงานประจำอยู่ ณ สำนักงานสาขาอโศกของจำเลย กระทำการออกหนังสือค้ำประกันที่สาขาดังกล่าวโดยใช้กระดาษแบบฟอร์มของจำเลย และเมื่อพนักงานของโจทก์ไปตรวจสอบที่สาขาของจำเลยนางสาวปัญจพักตร์ก็ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยจริง โจทก์จึงยอมรับหนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระเงินค่าสินค้าของบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ทั้งหนังสือของจำเลยที่แจ้งเลิกสัญญาจ้างต่อนางสาวปัญจพักตร์ จำเลยตรวจสอบกรณีนางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันแก่ลูกค้าของจำเลยเกินอำนาจของตัวแทนเช่นเดียวกับการออกหนังสือค้ำประกันและออกในวันเดียวกัน ระบุไว้ชัดว่า การกระทำของนางสาวปัญจพักตร์เป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่หรือโอกาสในการทำงาน พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยปล่อยปละละเลยไม่มีระบบตรวจสอบควบคุมภายในที่ดีเพียงพอ ทั้งที่จำเลยเป็นสถาบันการเงินอันเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน การที่จะเกณฑ์ให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและลูกค้าทั่วไปใช้ความระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยจากระบบบริหารจัดการของจำเลยเองย่อมเกินวิสัยของลูกค้าผู้รับบริการ ถือได้ว่าทางปฏิบัติของจำเลยผู้เป็นตัวการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการออกหนังสือค้ำประกันโดยนางสาวปัญจพักตร์เป็นการกระทำอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน การที่โจทก์ตรวจสอบหนังสือค้ำประกันที่สาขาของจำเลยโดยไม่ถามไปที่สำนักงานใหญ่ของจำเลย หรือถามพนักงานคนอื่นนอกจากนางสาวปัญจพักตร์ก็ดี การไม่ตรวจสอบว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือค้ำประกันเป็นพนักงานของจำเลยหรือไม่ก็ดี การไม่พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ในเรื่องทุนจดทะเบียน งบดุลบัญชีการเงินประจำปี รวมถึงข้อพิจารณาอื่นๆ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วก็ดี ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายขาดความระมัดระวังหรือประมาทเลินเล่อ โจทก์จะขายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าว ต่อเมื่อนำหนังสือค้ำประกันจากธนาคารมาวางค้ำประกันการสั่งซื้อและชำระเงิน ดังนั้น หนังสือค้ำประกันจากธนาคารจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ความเสียหายของโจทก์เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของนางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ระหว่างโจทก์และจำเลยผู้สุจริตด้วยกัน จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่อจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่านางสาวปัญจพักตร์กระทำการในทางการที่จ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยตามมาตรา 425 และมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 และมาตรา 822 กรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่านางสาวปัญจพักตร์ตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจที่จะไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการดังที่จำเลยอ้างตามมาตรา 823 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นและฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 426 ม. 427 ม. 820 ม. 822 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — ธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5723/2562
#638478
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ใบสำคัญการจดทะเบียนอากาศยานเป็นอันใช้ไม่ได้ เมื่อ ...(1)...มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิครอบครองอากาศยานนั้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้จดทะเบียน..." และมาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณี (1) ถึง (5) ให้ผู้จดทะเบียนอากาศยานนั้นส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และใบสำคัญการจดทะเบียนเป็นอันใช้ไม่ได้โดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว โดยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหาจำต้องพิพากษาให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ไม่

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอากาศยานและเอกสารอากาศยานคืนแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์บรรยายฟ้องโดยคิดทุนทรัพย์ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.9610 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งอัตราแลกเปลี่ยนตามคำฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงต้องคิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในขณะฟ้องคดีดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันยื่นอุทธรณ์ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.5258 บาท และนำเงินค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาจำนวน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 693,954 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมานั้นแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระสำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ระหว่างวันที่ 22 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2557 จำนวน 1,925,527.25 ดอลลาร์สหรัฐ และอากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2557 จำนวน 2,070,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเช่าเพิ่มเติมค้างชำระสำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2557 อันเป็นวันเลิกสัญญาจำนวน 6,272,058.44 ดอลลาร์สหรัฐ และอากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2557 อันเป็นวันเลิกสัญญา จำนวน 4,389,032.95 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละดอลลาร์สหรัฐ ไลบอร์ บวก 300 เบสิก พอยต์ (Dollar LIBOR plus 300 basis point) ต่อเดือน จากเงินค้างชำระตามสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ นับแต่วันที่ถึงกำหนดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 537,277.29 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 14,656,618.64 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นยอดเงินรวมของค่าเช่าและค่าเช่าเพิ่มเติมค้างชำระของอากาศยานทั้ง 2 ลำ ข้างต้นนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ชำระค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จำนวน 271,065.43 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานทั้ง 2 ลำ ได้เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ และเอกสารอากาศยานตามคำฟ้องคืนให้แก่โจทก์ ให้ส่งมอบอากาศยานเลขหมายชุด 24752 และ 24753 คืนให้แก่โจทก์ตามสภาพที่ระบุไว้ในสัญญาพร้อมส่งมอบเอกสารอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ กับให้ถอนการจดทะเบียนอากาศยานทั้ง 2 ลำ ตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,656,618.64 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานพิพาทเป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอากาศยานพิพาทและเอกสารอากาศยานคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบอากาศยานพิพาท เลขหมายชุดอากาศยาน 24752 และ24753 พร้อมเอกสารอากาศยานคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ที่ได้จดทะเบียนไว้กับการบินพลเรือน (ที่ถูก กรมการบินพลเรือน) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กรณีชำระเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราถัวเฉลี่ยเช่นว่าก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ตามหนังสือรับรองบริษัทพร้อมคำแปล จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เช่าอากาศยานจำนวน 2 ลำ จากบริษัทแบ็คเตอร์ เอวิเอชั่น จำกัด คือ อากาศยาน โบอิ้ง รุ่น 767 - 300 อีอาร์ เลขหมายชุดของอากาศยาน 24752 และอากาศยาน โบอิ้ง รุ่น 767 - 300 อีอาร์ เลขหมายชุดของอากาศยาน 24753 ต่อมาโจทก์นำอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวไปให้จำเลยเช่าต่อจากโจทก์ โดยจำเลยตกลงชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์และการบำรุงรักษาของอากาศยานทั้ง 2 ลำ หลังสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่าอากาศยาน จำเลยยังไม่ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวคืนโจทก์ตามสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาเช่าอากาศยานกัน โดยจำเลยตกลงเช่าอากาศยานเลขหมายชุด 24752 และ 24753 ไปจากโจทก์ ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าได้ตกลงทำสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวไปจากโจทก์จริง ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญา สัญญาดังกล่าวสิ้นสุดระยะเวลาลงแล้วแต่จำเลยยังคงครอบครองและไม่ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนให้แก่โจทก์ จนภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญากับบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยหยุดนำอากาศยานทั้ง 2 ลำ ขึ้นบินและส่งคืนโจทก์ กับให้ชำระค่าเช่าและค่าเช่าเพิ่มเติม แต่จำเลยเพิกเฉย ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนได้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าอากาศยานดังกล่าว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์หรือผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอากาศยานทั้ง 2 ลำ ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายไว้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ นั้น โจทก์เช่ามาจากบริษัทแบ็คเตอร์ เอวิเอชั่น จำกัด การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์บรรยายถึงสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยกล่าวอ้างถึงระยะเวลาการเช่าอากาศยานแต่ละลำจำนวน 36 เดือน ระบุถึงวันที่เริ่มต้นการเช่าอากาศยานแต่ละลำและวันสิ้นสุดระยะเวลาเช่า สำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเวลาสิ้นสุดการเช่าเป็นวันที่ 22 มีนาคม 2556 นั้น โจทก์ก็ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้ว พร้อมทั้งบรรยายถึงอัตราค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์และการบำรุงรักษาสำหรับอากาศยานแต่ละลำ กำหนดเวลาในการชำระค่าเช่าดังกล่าวในแต่ละเดือน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดและข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่โจทก์แนบสำเนาไว้ท้ายคำฟ้องอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย และโจทก์ได้บรรยายถึงวันที่จำเลยเริ่มผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอากาศยานแต่ละลำ โดยแนบรายละเอียดตารางคำนวณดอกเบี้ยไว้ในเอกสารท้ายคำฟ้อง และได้แยกการคำนวณค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานแต่ละลำไว้โดยอ้างอิงถึงอัตราค่าเช่าพื้นฐานตามสัญญาและระยะเวลาการคำนวณไว้เป็นข้อต่างหากแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าคำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปทำนองว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยสรุปได้ความว่า จำเลยเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ตามคำฟ้องมาจากโจทก์ สิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาดังกล่าว หลังจากโจทก์ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์จากอากาศยานดังกล่าว โดยชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมเรื่อยมาจนกระทั่งจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติม โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13.2 หนังสือบอกเลิกสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวออกโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีผลในวันที่ 22 มกราคม 2557 และ 1 มกราคม 2557 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2557 กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมเอกสารแนบ ถึงโจทก์ยืนยันยอดค่าเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่ค้างชำระแก่โจทก์โดยขอผ่อนชำระและลดหย่อนหนี้ดังกล่าว จำเลยมิได้นำสืบหรือโต้แย้งเกี่ยวกับหน้าที่และจำนวนค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมตามที่โจทก์นำสืบ ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยและค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานทั้ง 2 ลำ ด้วย และเมื่อพิจารณาตารางคำนวณดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า มีการคำนวณค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมแยกกันเป็นรายเดือนสำหรับอากาศยานแต่ละลำโดยละเอียด ซึ่งตรงกับตารางคำนวณ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 แต่จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งไว้ในคำให้การหรือถามค้านพยานโจทก์ว่าตารางคำนวณดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งเมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยแล้ว กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมเอกสารแนบยืนยันยอดค่าเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยก็ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของยอดหนี้ที่จำเลยยืนยันตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในข้อนี้และพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามฟ้อง ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ใบสำคัญการจดทะเบียนอากาศยานเป็นอันใช้ไม่ได้ เมื่อ ...(1)...มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิครอบครองอากาศยานนั้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้จดทะเบียน..." และมาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณี (1) ถึง (5) ให้ผู้จดทะเบียนอากาศยานนั้นส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และใบสำคัญการจดทะเบียนเป็นอันใช้ไม่ได้โดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว โดยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหาจำต้องพิพากษาให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ไม่

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอากาศยานและเอกสารอากาศยานคืนแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์บรรยายฟ้องโดยคิดทุนทรัพย์ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.9610 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งอัตราแลกเปลี่ยนตามคำฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงต้องคิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในขณะฟ้องคดีดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันยื่นอุทธรณ์ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.5258 บาท และนำเงินค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาจำนวน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 693,954 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมานั้นแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 190
พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
นพพร โพธิรังสิยากร
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2562
#638841
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันค้าขายพืชไร่โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าว ก." สั่งซื้อข้าวโพดจากโจทก์แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย แล้วจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายพืชไร่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ท่าข้าว ก. ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ในนามของจำเลยร่วมตามใบทะเบียนพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้อง แต่เป็นบุคคลอื่นที่ซื้อข้าวโพดจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชำระค่าข้าวโพดให้แก่โจทก์นั้น กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบกิจการท่าข้าว ก. ที่แท้จริง แม้โจทก์ไม่อาจขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (3) (ก) แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการ แต่จดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อของจำเลยร่วมและยังมีบุคคลอื่นที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามาซื้อข้าวโพดจากโจทก์ในท่าข้าว ก. อีก ตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีจึงเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็น และศาลย่อมมีอำนาจที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 503,091 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 482,007 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกนายพิน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 482,007 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกนายพินเข้ามาเป็นจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลหมายเรียกนายพินเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์ โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" เมื่อจำเลยร่วมยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ขอจดทะเบียนจากชื่อจำเลยร่วมเป็นชื่อจำเลยที่ 2 ก็ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังประกอบกิจการอยู่ ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เห็นว่า การที่คู่ความฝ่ายใดจะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้น ต้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อการใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองซึ่งประกอบกิจการโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" สั่งซื้อข้าวโพดตามฟ้องจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 503,091 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ซื้อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ซึ่งแม้หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์ ก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือให้จำเลยร่วมใช้ค่าทดแทนตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ได้ไม่ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันค้าขายพืชไร่โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" เป็นคดีนี้แล้ว จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายพืชไร่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่าท่าข้าวเกตุธัญญา ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ในนามของนายพิน โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้อง แต่เป็นบุคคลอื่นที่ซื้อข้าวโพดจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชำระค่าข้าวโพดให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การเช่นนี้จึงยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาและเป็นผู้ซื้อข้าวโพดที่แท้จริง แม้โจทก์ไม่อาจขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (3) (ก) ดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการ แต่จดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อของนายพินและยังมีบุคคลอื่นที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามาซื้อข้าวโพดจากโจทก์ในท่าข้าวเกตุธัญญาอีก ตามคำร้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและศาลย่อมมีอำนาจที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (3) (ข) ได้ โดยจะเห็นได้ว่าจำเลยร่วมก็กลับให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเจ้าของและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของท่าข้าวเกตุธัญญาเนื่องจากได้ยกกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาให้กับจำเลยที่ 2 ไปนานแล้ว และให้การเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ถูกบุคคลอื่นหลอกว่าเป็นเจ้าของท่าข้าวเกตุธัญญาและโจทก์เป็นผู้ประมาทเลินเล่อเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ซึ่งจากคำให้การของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมดังกล่าวยิ่งทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมต่างปัดความรับผิดให้แก่ผู้อื่น การที่ศาลชั้นต้นให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีนั้นชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังยุติได้ว่า โจทก์นำข้าวโพดไปส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ที่ท่าข้าวเกตุธัญญา ซึ่งตามใบทะเบียนพาณิชย์ ระบุว่าสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ออกใบทะเบียนพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วมเพื่อประกอบการค้าพืชไร่ในชื่อท่าข้าวเกตุธัญญา ประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็ยังกล่าวอ้างว่าท่าข้าวเกตุธัญญาจดทะเบียนในนามของจำเลยร่วม กรณีจึงแสดงว่าจำเลยร่วมมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของท่าข้าวเกตุธัญญาอยู่ในทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ก็คงไม่จำต้องให้การกล่าวถึง แม้จำเลยร่วมจะอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้องเนื่องจากยกกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยร่วมไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าจำเลยร่วมยกกิจการให้จำเลยที่ 2 ไปแล้วอย่างไร ทั้งที่ยังปรากฏว่าใบทะเบียนพาณิชย์ของท่าข้าวเกตุธัญญายังมีชื่อจำเลยร่วมเป็นผู้ประกอบการอยู่และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน อันแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นได้ว่าจำเลยร่วมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของท่าข้าวเกตุธัญญาแล้ว จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระราคาข้าวโพดตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5715/2562
#639554
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในร้าน แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านซึ่งประกอบกิจการร้านคาราโอเกะย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและไม่ผิดกฎหมาย การที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อให้เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาติดตั้งที่ร้านคาราโอเกะของจำเลย จำเลยย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้ว่างานเพลงที่ติดตั้งในหน่วยความจำของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยจึงรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อมีการเปิดเพลงดังกล่าวจากตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญโดยแบ่งปันผลประโยชน์กัน จึงเป็นความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุประกอบด้วยลำดับภาพและเสียงแบบคาราโอเกะในเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ของศิลปินวง "ไอน้ำ" โดยมีการโฆษณางานเพลงดังกล่าวครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานยึดตู้คาราโอเกะ 1 ตู้ สมุดรายชื่อเพลง 1 เล่ม และไมโครโฟน 2 ตัว เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสันทัด ผู้จับกุม ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะไปที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" พร้อมกับนายจารุสิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหาย พบว่ามีการเปิดเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ผ่านทางตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญของกลาง โดยผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหายตรวจสอบแล้วว่าเพลงดังกล่าวมีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพยานโจทก์ปากผู้จับกุมเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความเป็นจริง ทั้งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิเชียร พนักงานสอบสวน มาเบิกความยืนยันว่าได้สอบคำให้การของผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหายไว้หลังเกิดเหตุ โดยมีข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เป็นลำดับ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้จับกุมทุกประการ เมื่อรับฟังประกอบกันกับภาพถ่ายสภาพร้านที่เกิดเหตุและภาพจอมอนิเตอร์ขณะเปิดเล่นเพลงคาราโอเกะของผู้เสียหายทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ส่วนทางนำสืบของจำเลยซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบการร้านคาราโอเกะ แต่โต้แย้งว่าตนไม่อยู่ในร้านขณะเกิดเหตุ จำเลยเซ้งร้านให้บุคคลอื่นไปแล้ว และตู้เพลงคาราโอเกะของกลางไม่ใช่ของจำเลยนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการเปิดเพลงซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายผ่านทางตู้เพลงคาราโอเกะของกลาง โดยคิดค่าบริการจากลูกค้าเพลงละ 5 บาท อันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า

คงมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะขณะเกิดเหตุ และจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานเพลงดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจสันทัด ผู้จับกุม เบิกความว่า ขณะเข้าจับกุมได้สอบถามผู้ดูแลร้านว่าใครเป็นเจ้าของร้าน ผู้ดูแลร้านได้นำใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตมาแสดง ซึ่งจำเลยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่า ตนเองประกอบกิจการร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" จริง และใบอนุญาตดังกล่าวจะติดไว้ที่ร้านตลอดเวลา เพียงแต่อ้างว่าก่อนเกิดเหตุได้ให้ผู้หญิงชื่อฝนเช่าร้านไป และมีการจ่ายเงินสดให้จำเลย 90,000 บาท ส่วนค่าเช่าตึกผู้หญิงชื่อฝนต้องไปจ่ายกับเจ้าของตึกโดยตรง แต่จำเลยก็ไม่ได้นำเจ้าของตึกมาเบิกความยืนยันถึงความมีตัวตนของผู้หญิงชื่อฝนว่าเป็นผู้ชำระค่าเช่าต่อมา อีกทั้งจำเลยก็ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงของผู้มาเช่าหรือเซ้งกิจการต่อทั้งที่มีราคาสูงถึง 90,000 บาท อันเป็นการผิดปกติวิสัยในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสฤษดิ์ พยานจำเลย ตอบคำถามค้านว่าพยานเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญของกลางและเป็นผู้นำตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวไปตั้งที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" ตามที่จำเลยติดต่อมา โดยเงินที่ได้จากการหยอดเหรียญทางร้านจะได้ 30 เปอร์เซ็นต์ พยานจะได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ต่อมามีผู้หญิงชื่อฝนเซ้งร้านต่อจากจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าพยานเคยพบเจอผู้หญิงที่ชื่อฝนตามที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อธุรกิจร้านคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอาชีพของจำเลยตามที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้เฉพาะตัว หากจำเลยไม่ประกอบกิจการดังกล่าวแล้วจำเลยต้องไม่นำใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์มาติดตั้งไว้ที่ร้านที่จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยยังคงเป็นผู้ประกอบการร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในร้าน แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านซึ่งประกอบกิจการร้านคาราโอเกะย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและไม่ผิดกฎหมาย การที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อให้เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาติดตั้งที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" ของจำเลย จำเลยย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้ว่างานเพลงที่ติดตั้งในหน่วยความจำของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยจึงรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อมีการเปิดเพลงดังกล่าวจากตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญโดยแบ่งปันผลประโยชน์กัน จึงเป็นความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน ปรับ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 40,000 บาท โดยให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ริบของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (2) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นพพร โพธิรังสิยากร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2562
#642380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ (ก) ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง โดยนำน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเครื่องจากแหล่งผลิตอื่นมาบรรจุในกระป๋องน้ำมันและขวดน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว แล้วปิดผนึกฝากระป๋องหรือฝาขวดด้วยเครื่องผนึกอลูมิเนียม แล้วนำไปบรรจุใส่กล่องหรือลังกระดาษจนสำเร็จเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อเวลลอย ซุปเปอร์ทู ที โลวส์โม๊ค ขนาด 0.5 ลิตร จำนวน 1,824 ขวด น้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีน ขนาดบรรจุ 0.5 ลิตร จำนวน 40 ขวด และมีสติกเกอร์ยี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 4,800 แผ่น แผ่นฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 5,000 แผ่น สติกเกอร์ยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 300 แผ่น ใบปะหน้าสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 300 แผ่น ฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยจำนวน 1,000 ชิ้น ฝาปิดขวดน้ำมันเครื่องยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 15,000 ฝา ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 2,220 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีนสีดำจำนวน 100 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีขาวจำนวน 50 ขวด กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 80 ใบ กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 115 ใบ ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย 2T ภาษาอังกฤษจำนวน 1,050 แผ่น ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย ภาษาไทยจำนวน 30,000 แผ่น ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าทำปลอมขึ้นเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสอง และโดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสอง และขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ไว้ครบถ้วนแล้ว และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 7, 42, 44, 68, 108, 110, 115, 117 พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 7, 17 (2), 19, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วและฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก คือ ฐานร่วมกันประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน) จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 4 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 10 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 5 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าเป็นเพียงลูกจ้างที่รับจ้างบรรจุน้ำมันเครื่องลงขวด ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเครื่องปลอม และไม่ทราบว่าสติกเกอร์และฉลากที่ใช้ปิดขวดน้ำมันเครื่องเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยให้การรับสารภาพเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจข้อกล่าวหา นั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เช่นเดียวกัน แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งห้า ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อันเป็นการต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาในปัญหานี้โดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ (ก) ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง โดยนำน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเครื่องจากแหล่งผลิตอื่นมาบรรจุในกระป๋องน้ำมันและขวดน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว แล้วปิดผนึกฝากระป๋องหรือฝาขวดด้วยเครื่องผนึกอลูมิเนียม แล้วนำไปบรรจุใส่กล่องหรือลังกระดาษจนสำเร็จเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อเวลลอย ซุปเปอร์ทู ที โลวส์โม๊ค ขนาด 0.5 ลิตร จำนวน 1,824 ขวด น้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีน ขนาดบรรจุ 0.5 ลิตร จำนวน 40 ขวด และมีสติกเกอร์ยี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 4,800 แผ่น แผ่นฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 5,000 แผ่น สติกเกอร์ยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 300 แผ่น ใบปะหน้าสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 300 แผ่น ฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยจำนวน 1,000 ชิ้น ฝาปิดขวดน้ำมันเครื่องยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 15,000 ฝา ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 2,220 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีนสีดำจำนวน 100 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีขาวจำนวน 50 ขวด กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 80 ใบ กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 115 ใบ ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย 2T ภาษาอังกฤษจำนวน 1,050 แผ่น ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย ภาษาไทยจำนวน 30,000 แผ่น ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าทำปลอมขึ้นเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสอง และโดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสอง และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ไว้ครบถ้วนแล้ว และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อต่อไปว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งห้าหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นการประกอบกิจการควบคุมโดยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมาย ของกลางที่เจ้าพนักงานยึดได้มีเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งสินค้าน้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้านับว่าร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระที่ต้องดูแลครอบครัวก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกีรติ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
นพพร โพธิรังสิยากร
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2562
#638837
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคำที่เลียนเสียงมาจากคำภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าคำภาษาต่างประเทศดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้ในประเทศไทยด้วยว่า ถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใด และต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ แต่หากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการแล้วยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น อาจถือไม่ได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำภาษาไทย ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม คำดังกล่าวพ้องเสียงกับคำภาษาอังกฤษที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นคำว่า "INTOUCH" ซึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน และคำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมาย โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเลือกแปลความหมายของคำดังกล่าวเช่นนั้น ประกอบกับการให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ก็เป็นในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่ความหมายโดยตรง การนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร และแม้ตามพจนานุกรมดังกล่าวจะให้ความหมายของคำว่า Be in touch แปลว่า ติดต่อ แต่การติดต่อนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะ พูดคุย หรือการติดต่อทางลายลักษณ์อักษร สาธารณชนในประเทศไทยเมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด การใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 308/2558 และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 802331 ของโจทก์ต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะในประเด็นที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า อินทัช เป็นเครื่องหมายการค้าคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง จึงถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงมาจากคำภาษาอังกฤษ โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว สำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ตามคำขอเลขที่ 802331 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เนื่องจากไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "อินทัช" เลียนเสียงคำภาษาอังกฤษคำว่า IN TOUCH ซึ่งตามพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY คำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน เข้ามา คำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ติดต่อ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับติดต่อ นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง จึงถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคำที่เลียนเสียงมาจากคำภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าคำภาษาต่างประเทศดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้ในประเทศไทยด้วยว่า ถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใด และต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ แต่หากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการและยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น อาจถือไม่ได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า คำว่า "อินทัช" เป็นคำพ้องเสียงมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "INTOUCH" โดยนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มาเขียนติดกัน กลายเป็นอักษรโรมันที่ไม่มีความหมายในภาษาอังกฤษและในพจนานุกรม ไม่อาจสื่อความหมายได้ว่า สัมผัสข้างใน หรือติดต่อกัน หรือเชื่อมต่อกัน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ต่างกัน ทั้งเป็นการแปลความหมายในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่คำแปลความหมายโดยตรง ส่วนจำเลยทั้งสองมีนางมณีรัตน์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วเห็นว่า คำว่า อินทัช พ้องเสียงกับคำว่า IN TOUCH รวมกันสื่อความหมายได้ว่า การสัมผัสข้างใน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีการใช้งานด้วยการสัมผัสสินค้า ซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และจำเลยมีนายธนกร เลขานุการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า อินทัช เป็นคำที่เลียนเสียงคำภาษาอังกฤษคำว่า IN TOUCH ซึ่งตามสำเนาพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY คำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน เข้ามา คำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ติดต่อ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นคำภาษาไทย ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม คำดังกล่าวพ้องเสียงกับคำภาษาอังกฤษที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นคำว่า "INTOUCH" ซี่งตามสำเนาพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY ที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏความหมายของคำว่า INTOUCH และ IN TOUCH แต่อย่างใด แต่คำดังกล่าวเป็นคำผสมระหว่างคำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน และคำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมาย โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลือกที่จะแปลความหมายของคำว่า IN TOUCH โดยนำความหมายของคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันสื่อความหมายได้ว่า การสัมผัสข้างใน ส่วนคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเลือกแปลความหมายของคำว่า IN TOUCH โดยนำความหมายของคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกัน แต่สื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเลือกแปลความหมายของคำดังกล่าวเช่นนั้น ประกอบกับการให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ตามที่จำเลยนำสืบก็เป็นในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่ความหมายโดยตรง การนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร และแม้ตามพจนานุกรมดังกล่าวจะให้ความหมายของคำว่า Be in touch แปลว่า ติดต่อ แต่การติดต่อนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะ พูดคุย หรือการติดต่อทางลายลักษณ์อักษร สาธารณชนในประเทศไทยเมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด การที่โจทก์นำคำว่า อินทัช มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น ดังนั้น เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เมื่อนำมาใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/28074 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 308/2558 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 802331 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
นพพร โพธิรังสิยากร
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5634/2562
#640607
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงกำหนดให้คู่ความใช้ค่าทนายความให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 1,573,724.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR บวก 2 ต่อปี ของต้นเงิน 1,413,332.52 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR บวก 1 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกชำระเสร็จแก่โจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24712 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาด นายทศพร เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในนัดที่ 6 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ในราคา 2,080,000 บาท

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

นายทศพร ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์และผู้คัดค้านเป็นเงินคนละ 3,000 บาท และใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ชดใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่น ผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดีได้ ส่วนค่าทนายความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความไว้ในตาราง 6 โดยให้ศาลกำหนดค่าทนายความที่คู่ความจะต้องรับผิดตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรไม่เกินอัตราขั้นสูง แต่ต้องไม่ต่ำกว่าคดีละสามพันบาท เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดี จึงกำหนดให้คู่ความใช้ค่าทนายความให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะที่ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (14)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
ผู้คัดค้าน — นาย ท.
จำเลย — นาย ถ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายศรจิตร สอนศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
เมทินี ชโลธร
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2562
#644824
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้ แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์ ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 240, 244, 341 ริบธนบัตรและเครื่องพิมพ์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมและใช้ธนบัตรปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองและธนบัตรที่จำเลยปลอมและนำออกใช้เป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นลดโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ถูกต้องหรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 16 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) และรายงานกระบวนพิจารณาที่เป็นแบบฟอร์มมาใช้โดยศาลชั้นต้นยังไม่มีการนัดสืบพยานโจทก์ให้ได้ความชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรจะยกเลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ หากถึงวันนัดสืบพยานแล้วโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลพอใจ ไม่ใช่ดูจากแบบฟอร์มที่ศาลชั้นต้นนำมาใช้ผิดพลาดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้ แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 สถานหนักนั้น พิเคราะห์แล้ว การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้จำนวนมากถึง 14 ฉบับ คิดเป็นเงิน 14,000 บาท และนำธนบัตรปลอมเหล่านั้นออกใช้ชำระค่าสินค้าแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นสุจริตชน เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นเบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา เพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานีเข้ากับโทษในคดีนี้แล้ว รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน ไม่ริบเครื่องพิมพ์ของกลางแต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายดำรง ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2562
#657969
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้วคดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตาม ป.อ. มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 240, 244, 341 ริบธนบัตรและเครื่องพิมพ์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมและใช้ธนบัตรปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองและธนบัตรที่จำเลยปลอมและนำออกใช้เป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนศาลชั้นต้นคงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นลดโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ถูกต้องหรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 16 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) และรายงานกระบวนพิจารณาที่เป็นแบบฟอร์มมาใช้โดยศาลชั้นต้นยังไม่มีการนัดสืบพยานโจทก์ให้ได้ความชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรจะยกเลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ หากถึงวันนัดสืบพยานแล้วโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลพอใจ ไม่ใช่ดูจากแบบฟอร์มที่ศาลชั้นต้นนำมาใช้ผิดพลาดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 สถานหนักนั้น พิเคราะห์แล้ว การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้จำนวนมากถึง 14 ฉบับ คิดเป็นเงิน 14,000 บาท และนำธนบัตรปลอมเหล่านั้นออกใช้ชำระค่าสินค้าแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นสุจริตชน เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นเบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้แล้ว รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน ไม่ริบเครื่องพิมพ์ของกลาง แต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นายดำรง ยาน้ำทอง
- นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา