คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2562
#638483
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 จะให้สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องส่งคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของพร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า "และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที..." แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต หมายเลขทะเบียน ฎข 6571 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ในราคา 295,570.20 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน รวม 60 งวด งวดละ 4,926.17 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 4 งวด แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ในสภาพกันชนหน้าชำรุด บังโคลนหน้าซ้าย - ประตูหน้าขวาบุบ ไฟท้ายด้านซ้าย - กระจกมองข้างขวาแตกชำรุด ประตูหน้าซ้ายเปิดไม่ได้ และมีรอยขีดข่วนรอบคัน โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 64,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาที่เช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ผลแห่งการนั้น คงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อค้างชำระจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืน พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายในการติดตามรถยนต์กลับคืน กับเรียกเอาค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากการขายทรัพย์ในจำนวนอันสมควรเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาซึ่งคำนวณเท่ากับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเต็มตามสัญญา ทั้งการเรียกร้องเงินค่าขาดราคาเท่ากับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ยังขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้ออาจบอกเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่ให้สิทธิผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของ พร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า "และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที..." แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 13 ได้ ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ กรณีจึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค ให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดราคาต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ข้ออ้างอื่นตามฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายยงทวี กะวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2562
#638089
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ เป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจกระทำได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล ถือว่าเป็นการกระทำอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าว คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินค่าขาดราคาและภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความ ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 97,829.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 71,138.42 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 97,829.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 71,138.42 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ท ไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ราคาเงินสดเป็นเงิน 754,205.61 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระเงินในวันทำสัญญา 188,551.61 บาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินลงทุน 565,654 บาท คิดค่าป่วยการเป็นเงิน 169,706 บาท รวมค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 735,360 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด เป็นเงินเดือนละ 15,320 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยตกลงจะร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) เพียง 18 งวด เป็นเงิน 275,765.40 บาท คงค้างชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นเงิน 459,594.60 บาท ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ติดตามยึดรถกลับคืนและนำออกประมูลขายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นเงิน 393,818.18 บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ 65,776.42 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มงวดค้างจ่าย 5,362 บาท เป็นเงิน 71,138.42 บาท ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ค่าเสียหายจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นค่าขาดราคา แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 โจทก์ประมูลซื้อมูลหนี้ของจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงรับโอนไปซึ่งสิทธิเรียกร้องรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยทั้งสองด้วย ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวการชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายชานันท์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 แจ้งไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ค่าเสียหายจากค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มารับหนังสือทวงถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไปรษณีย์ภายในกำหนด เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้อีกครั้ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหนังสือได้โดยวิธีปิดหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองว่า เคยได้รับหนังสือ นอกจากนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือถึงหัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ส่งหนังสือทวงถามแทน การส่งหนังสือทวงถามมีนายวิสุทธิ น้องชายจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย และไม่ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ เป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจกระทำได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล ถือว่าเป็นการทำการอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าขาดราคา ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามจำนวนที่แจ้งไป และให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่ได้รับแจ้งความ มิฉะนั้นถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินค่าขาดราคา 65,776.42 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มค่างวดค้างจ่าย 5,362 บาท รวมเป็นเงิน 71,138.42 บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปตามจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 71,138.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนลงไป 5 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายพิเชษฐ์ โตประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยะนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
เมทินี ชโลธร
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562
#642373
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสองบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 มีสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทก่อน อันเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ทั่วไป ผลของคำพิพากษาคดีนี้อาจมีผลกระทบสิทธิในการบังคับคดีของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้

ในชั้นบังคับคดีของคดีก่อนมีประเด็นว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้เพียงใด ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน คู่ความทั้งสองคดีก็ไม่ใช่รายเดียวกัน โดยโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่รวม 44 ไร่เศษ โจทก์ได้รับโอนที่ดิน เนื้อที่ 12 ไร่ แล้ว คงเหลือที่ดินอีก 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยบันทึกดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ในคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงว่าเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 5.1 (ไม่น้อยกว่า 90 วัน) ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำตามสัญญาและตามบันทึกฉบับนี้คืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ดังนั้น เมื่อในคดีดังกล่าวศาลฎีกาได้พิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด จึงถือว่าผู้ร้องสอดชนะคดี แม้ที่ดินจะเหลือเพียง 32 ไร่เศษ ก็มิใช่กรณีที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด ถือได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน เมื่อที่ดินส่วนที่ยังเหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เหลือดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 133,600,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 75,041,095 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 765,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวบางส่วนให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่อยู่ในวิสัยให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินตามราคาซื้อขายที่ดินในส่วนที่พ้นวิสัยที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์นำเงินที่จำเลยทั้งสองต้องคืนดังกล่าวหักออกจากราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยทั้งสองก่อน แล้วให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลือ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินที่จำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ในราคาตารางวาละ 58,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย หรือไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้เต็มตามเนื้อที่ดินทั้งหมดเพราะเหตุพ้นวิสัยและโอนกรรมสิทธิ์ได้เพียงบางส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับเป็นเงิน 81,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 101,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2558) (ที่ถูก 29 กันยายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกคำขออื่นและคำร้องของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ตามคำสั่งศาล โดยนายบำรุงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน มีเนื้อที่รวม 63 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และมีถนนนวลจันทร์ตัดผ่านแบ่งที่ดินออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อยู่ด้านทิศตะวันตกเนื้อที่รวม 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ส่วนที่ 2 อยู่ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่รวม 44 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเฉพาะส่วนที่ 1 ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ให้แก่พันตรีอาณันย์ แต่ไม่มีการปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 4 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองส่วนกับผู้ร้องสอด โดยจำเลยทั้งสองกันที่ดินในส่วนด้านทิศตะวันออกไว้ 12 ไร่ คงเหลือที่ดินที่จะซื้อจะขาย 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้ด้วย โดยที่ดินต้องมีส่วนที่ติดถนนนวลจันทร์ไม่น้อยกว่า 53 เมตร วันที่ 7 สิงหาคม 2544 พันตรีอาณันย์พาบริษัทปริญสิริ (2000) จำกัด มาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงกับจำเลยทั้งสอง โดยพันตรีอาณันย์และนางสาวสิริลักษณ์ เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่ 1 ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่นางสาวสิริลักษณ์ ซึ่งบริษัทปริญสิริ (2000) จำกัด ได้นำที่ดินไปทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 คงเหลือเนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 คงเหลือเนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้ร้องสอด กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่รับไว้ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องสอด ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2548 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงเนื้อที่ 44 ไร่เศษ ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 มีด้านหน้าติดถนนนวลจันทร์ โดยหน้ากว้างนับจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 มีหน้ากว้าง 53 เมตร ความยาววัดไปทางทิศใต้ให้ได้เนื้อที่ 12 ไร่ ราคาตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 72,000,000 บาท และที่ดินส่วนที่เหลือของที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 กับที่ดินทั้งหมดของที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่รวม 32 ไร่เศษ ราคาตารางวาละ 12,000 บาท เป็นเงิน 153,600,000 บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 27,000,000 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลือของที่ดินส่วนเนื้อที่ 12 ไร่ 45,000,000 บาท จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และโจทก์ตกลงชำระมัดจำสำหรับราคาที่ดินส่วนเนื้อที่ 32 ไร่เศษ อีก 20,000,000 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 12 ไร่ จากนั้นจำเลยทั้งสองจะแจ้งกำหนดเวลาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนเนื้อที่ 32 ไร่เศษ และโจทก์จะชำระราคาที่ดินที่เหลือในวันจดทะเบียนโอน ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 15 และ 16 มีนาคม 2548 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 ให้แก่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่ 12 ไร่ โดยมีค่าตอบแทน ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม มีค่าตอบแทน และสำเนาโฉนดที่ดิน คงเหลือที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน 32 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2548 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่า เมื่อคดีที่ผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยทั้งสองถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ หากคดีถึงที่สุดโดยผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 1794/2546 ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการยื่นขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา โดยมีส่วนที่ติดถนนนวลจันทร์ไม่น้อยกว่า 53 เมตร แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่แบ่งแยกให้แก่ผู้ร้องสอดหรือบุคคลที่ผู้ร้องสอดกำหนดโดยปราศจากภาระผูกพัน และรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 240,400,000 บาท จากผู้ร้องสอด ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวตกเป็นพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา (วันที่ 18 เมษายน 2546) และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยทั้งสองมีหนังสือขอปรับราคาที่ดินเพิ่มขึ้นและบอกเลิกสัญญา โดยโจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น บังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 มีสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทก่อน อันเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ทั่วไป ผลของคำพิพากษาคดีนี้อาจมีผลกระทบสิทธิในการบังคับคดีของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องสอดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ในประเด็นที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับชั้นบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 1794/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การจะบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องสอดตกเป็นพ้นวิสัย หากผู้ร้องสอดประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับถัดไป คือ การเรียกคืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อศาลฎีกายังไม่ได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันโจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล จึงต้องฟังเป็นยุติว่าการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 รวมเนื้อที่ 51 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด ย่อมตกเป็นพ้นวิสัย ประเด็นดังกล่าวในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคแรก เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในศาลล่างทั้งสอง โจทก์ก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ในชั้นบังคับคดีของคดีก่อนมีประเด็นว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้เพียงใด ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน คู่ความทั้งสองคดีก็ไม่ใช่รายเดียวกัน โดยโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้ร้องสอดประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่รวม 44 ไร่เศษ โดยที่ดินแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินตามสัญญาข้อ 2.1.1 คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1084 มีด้านหน้าติดถนนนวลจันทร์ โดยหน้ากว้างของที่ดินนับต่อจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 มีหน้ากว้าง 53 เมตร และความยาวให้วัดไปทางด้านทิศใต้ โดยให้วัดได้เนื้อที่รวม 12 ไร่ และที่ดินตามสัญญาข้อ 2.1.2 คือ ที่ดินส่วนที่เหลือของโฉนดที่ดินเลขที่ 1084 และที่ดินทั้งหมดของโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ดินรวม 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 12 ไร่ แล้ว คงเหลือที่ดินอีก 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยบันทึกดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น ระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงว่าเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 5.1 (ไม่น้อยกว่า 90 วัน) ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำตามสัญญาและตามบันทึกฉบับนี้คืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ดังนั้น เมื่อในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้พิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด จึงถือว่าผู้ร้องสอดชนะคดี แม้ที่ดินจะเหลือเพียง 32 ไร่เศษ ก็มิใช่กรณีที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมดตามข้ออ้างของโจทก์ อีกทั้งยังได้ความว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ระหว่างจำเลยทั้งสองกับนางสาวสิริลักษณ์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 3115/2545 ของศาลชั้นต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด ถือได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน เมื่อที่ดินส่วนที่ยังเหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เหลือดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดผู้ร้องสอดเป็นผู้ชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินมัดจำตามสัญญาและตามบันทึกคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามฟ้องได้ โจทก์คงมีสิทธิเพียงรับเงินมัดจำคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามข้อ 2.3 ของบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนโดยบอกเลิกสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังวินิจฉัยข้างต้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 9.1 เป็นเงิน 81,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้ร้องสอด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
ผู้ร้องสอด — นาย ว.
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2562
#638493
เปิดฉบับเต็ม

การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาและกระบวนพิจารณาที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ ทนายความต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ว. ทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยใบแต่งทนายความมิได้ระบุให้ ว. มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่องโดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียทีเดียว เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม แต่เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับหลังโจทก์ได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ในชั้นฎีกานี้แล้วจึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในชั้นยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 164,461 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 155,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์แต่งตั้งให้นางสาวน้ำอ้อย เป็นทนายความ โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ได้ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา หรือในการขอพิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2560 นางสาวน้ำอ้อยดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ต่อมาในระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โจทก์แต่งตั้งให้นายวรพจน์ เป็นทนายความของโจทก์อีกคนหนึ่ง โดยในใบแต่งทนายความระบุว่า ให้มีอำนาจว่าต่าง แก้ต่าง ยื่นและหรือถอนคำคู่ความ ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิ การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมานายวรพจน์ในฐานะทนายความยื่นอุทธรณ์คดีนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลขยายให้ รับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ หลังจากจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเห็นว่า ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ไม่ได้ระบุให้นายวรพจน์มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดีได้ นายวรพจน์จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดีนี้แทนโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ที่นายวรพจน์ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 บัญญัติไว้ว่า "ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น แต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น..." เช่นนี้ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาและกระบวนพิจารณาที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความจึงต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายความจึงจะมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแทนตัวความได้ ดังนั้น เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ที่โจทก์แต่งตั้งให้นายวรพจน์เป็นทนายความดำเนินคดีแทนโจทก์ มิได้ระบุให้นายวรพจน์มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ นายวรพจน์จึงย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้แทนโจทก์ได้ การที่นายวรพจน์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของโจทก์ดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดีตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 โจทก์ได้แต่งตั้งนายวรพจน์เป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ในชั้นฎีกานี้แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในชั้นยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีก แต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547/2562
#638486
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดก การเป็นผู้จัดการมรดก หรือการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้อง ทายาทของผู้ร้องไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ ผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้อง และถือว่าล่วงเลยเวลาที่ทนายผู้ร้องจะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ผู้ร้องมอบหมายแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องอีกต่อไป การที่ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมจิตต์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง หรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาปรากฏว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมจิตต์ ผู้ตาย แต่งตั้งนายพงษ์ชาญ เป็นทนายความของผู้ร้องในการคัดค้านคำร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และผู้ร้องมอบอำนาจให้นางสาวทิพาพร ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ผู้ร้องถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559 ผู้ร้องอุทธรณ์โดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา ดังนี้ การที่ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความและทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวทิพาพรดำเนินคดีแทน ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ซึ่งกรณีที่ตัวการถึงแก่ความตายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 826 วรรคสอง บัญญัติว่า อนึ่งสัญญาตัวแทนย่อมระงับสิ้นไป เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย หรือ... เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น ซึ่งแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จะบัญญัติว่า เมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวการตายก็ดี ... ท่านว่าตัวแทนต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อจะปกปักรักษาประโยชน์อันเขาได้มอบหมายแก่ตนไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ ได้ ก็ตาม แต่การขอตั้งผู้จัดการมรดก การเป็นผู้จัดการมรดก หรือการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องเท่านั้น และกรณีเช่นนี้ทายาทของผู้ร้องไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ การที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนยื่นอุทธรณ์ จนต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้อง และถือว่าล่วงเลยเวลาที่ทนายผู้ร้องจะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ผู้ร้องมอบหมายแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องอีกต่อไป การที่ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 826 วรรคสอง ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส.
ผู้คัดค้าน — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางสาววาสินี พรรคทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย จิรวิวัฒน์วนิช
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2562
#662457
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับเอาค่าปรับจากจำเลยที่ 2 โดยวิธียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับด้วยนั้นก็เป็นกรณีที่ศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนซึ่งย่อมมีอำนาจกระทำได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ โดยการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับดังเช่นจำเลยที่ 2 นี้ ป.อ. มาตรา 29/1 บัญญัติถึงวิธีการในการบังคับคดีดังกล่าวรวมทั้งการตรวจสอบหาทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับไว้ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 29/1 วรรคสี่ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบต่อการที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง" จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับชำระค่าปรับทั้งโดยวิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และอาจใช้วิธีสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อน ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นไปด้วยกันได้ มิได้ถูกจำกัดว่าจะต้องใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไว้แล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ค่าปรับได้ตาม ป.อ. มาตรา 29 และ มาตรา 29/1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางประกันการปล่อยชั่วคราวจำนวน 200,000 บาท ชำระค่าปรับตามคำพิพากษากับออกหมายบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 แม้อยู่ในระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็เป็นการดำเนินการในการบังคับชำระค่าปรับโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้คืนเงินหรือปล่อยทรัพย์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 62,478,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ขอให้ปล่อยชั่วคราวตนเองและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว วงเงินประกัน 1,420,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 นำหลักทรัพย์ห้องชุดและเงินสด 300,000 บาท มาวางเป็นหลักประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์และไม่นำเงินค่าปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวมาชำระต่อศาลชั้นต้น ทั้งยังผิดสัญญาประกันด้วย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันตนเองเต็มตามสัญญาประกันและส่งหลักทรัพย์ประกันไปยังสำนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการบังคับคดีมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันตนเองขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นสั่งลดค่าปรับตามสัญญาประกันให้คงเหลือ 100,000 บาท และให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับ 62,478,000 บาท แต่ไม่เกินสองปี ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 วางเป็นประกันในการปล่อยชั่วคราวที่ยังเหลือหลังนำไปชำระค่าปรับตามสัญญาประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท มาชำระเป็นค่าปรับตามคำพิพากษาและดำเนินการบังคับคดีโดยนำห้องชุดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเป็นค่าปรับตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางเป็นประกันการปล่อยชั่วคราวมาชำระค่าปรับและออกหมายบังคับคดีจนมีการยึดห้องชุดที่จำเลยที่ 2 ใช้เป็นหลักประกันการปล่อยชั่วคราวเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำเอาเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ใช้เป็นประกันในการที่ขอให้ศาลชั้นต้นปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระหว่างอุทธรณ์ที่ยังเหลืออยู่หลังจากนำไปชำระค่าปรับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันผิดสัญญาประกันแล้วไปชำระค่าปรับอันเป็นโทษตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นยังบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาทั้งที่ศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับแล้ว ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับเอาค่าปรับจากจำเลยที่ 2 โดยวิธียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับด้วยนั้นก็เป็นกรณีที่ศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนซึ่งย่อมมีอำนาจกระทำได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ โดยการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับดังเช่นจำเลยที่ 2 นี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 บัญญัติถึงวิธีการในการบังคับคดีดังกล่าวรวมทั้งการตรวจสอบหาทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับไว้ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 29/1 วรรคสี่ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบต่อการที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง" จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับชำระค่าปรับทั้งโดยวิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และอาจใช้วิธีสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อน ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นไปด้วยกันได้ มิได้ถูกจำกัดว่าจะต้องใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไว้แล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ค่าปรับได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ มาตรา 29/1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางประกันการปล่อยชั่วคราวจำนวน 200,000 บาท ชำระค่าปรับตามคำพิพากษากับออกหมายบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 แม้อยู่ในระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็เป็นการดำเนินการในการบังคับชำระค่าปรับโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้คืนเงินหรือปล่อยทรัพย์แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 29/1 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
รังสรรค์ กุลาเลิศ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515/2562
#635892
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์คงรอการลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดและลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้จำคุกและไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและการบังคับโทษตามคำพิพากษาโดยไม่ลงโทษจำคุกจำเลยและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 16 ปี และปรับ 900,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจโท ประวัติ ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์ และดาบตำรวจ มนัส กับพวก ร่วมกันนำรถกระบะไม่แสดงเครื่องหมายราชการไปจอดแอบไว้ริมถนนสาธารณะระหว่างทางไปบ้านภูสวรรค์และบ้านเภาชมพูเนื่องจากรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีชาย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีนจากบ้านภูสวรรค์ ต่อมาจำเลยขับรถจักรยานยนต์มายังจุดสกัดที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดรถอยู่ มีนายศักดิ์ชาญ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2870/2559 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษแล้วนั่งซ้อนท้าย นายศักดิ์ชาญโยนเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ทิ้งลงข้างทาง แล้วจำเลยกับนายศักดิ์ชาญถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวโดยเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ถุงดังกล่าวเป็นของกลาง ภายหลังตรวจนับได้รวม 601 เม็ด พนักงานสอบสวนส่งไปตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีนและเป็นอนุพันธ์เมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 13.245 กรัม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายศักดิ์ชาญมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโท ประวัติ ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์ และดาบตำรวจ มนัส มาเบิกความตรงกันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานทั้งสามออกตรวจท้องที่ มีสายลับโทรศัพท์มาแจ้งแก่ร้อยตำรวจโท ประวัติว่า มีชาวบ้านจากบ้านหนองโพนกำลังขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านภูสวรรค์ ร้อยตำรวจโท ประวัติกับพวกจึงตั้งจุดสกัด ต่อมาเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายศักดิ์ชาญนั่งซ้อนท้ายผ่านมา เมื่อดาบตำรวจ มนัสเรียกให้จำเลยหยุดรถ นายศักดิ์ชาญโยนถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ลงพื้น พยานตรวจดูพบเมทแอมเฟตามีน 601 เม็ด บรรจุอยู่ มีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับนายศักดิ์ชาญด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าจำเลยมีพิรุธขณะถูกจับกุม โดยร้อยตำรวจโท ประวัติเบิกความว่า เมื่อเรียกให้จำเลยหยุดรถ จำเลยมีทีท่าเหมือนจะไม่ยอมหยุดและเหมือนจะขับฝ่าไป ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์เบิกความว่า ขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาใกล้ ไม่มีลักษณะจอดสนิท มีลักษณะตะกุกตะกักเหมือนจะหลบหนีบ้าง ไม่หลบหนีบ้าง ดาบตำรวจ มนัสเบิกความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีอาการพิรุธเหมือนจะไม่อยากจอดหรือขับต่อไป นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับขี่มาก็ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดไว้โดยจำเลยมิได้นำสืบว่า เป็นเพราะเหตุใด ส่อแสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์เตรียมตัวมากระทำความผิดและเพื่อป้องกันการติดตามจับกุมในภายหลัง เมื่อจับกุมจำเลยแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจพบว่าจำเลยมีสารเสพติด ในชั้นสอบสวนจำเลยยอมรับกับพันตำรวจตรี สรรเพชญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขมราฐว่าก่อนที่นายศักดิ์ชาญจะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางนี้ จำเลยไม่ทราบ แต่เมื่อนายศักดิ์ชาญได้เมทแอมเฟตามีนมาจากชายคนที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แล้วนั้น จำเลยจึงรู้ว่านายศักดิ์ชาญไปรับเอาเมทแอมเฟตามีน แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด โดยจำเลยให้การในวันเกิดเหตุถึงรายละเอียดและพฤติการณ์ในการรับส่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างนายศักดิ์ชาญกับชายคนขาย เชื่อว่าจำเลยให้การไปตามความจริงและเมื่อจำเลยเห็นนายศักดิ์ชาญรับเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขายมาแล้ว หากจำเลยไม่มีเจตนากระทำการร่วมกับนายศักดิ์ชาญ จำเลยก็ควรที่จะปฏิเสธไม่ขับรถจักรยานยนต์ให้นายศักดิ์ชาญไปที่อื่นต่อ การที่นายศักดิ์ชาญชวนจำเลยให้ขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยนั้น ย่อมทำให้การส่งมอบยาเสพติดเป็นไปโดยรวดเร็ว มีลักษณะแบ่งงานกันทำ โดยจำเลยสามารถช่วยนายศักดิ์ชาญเฝ้าระวังเจ้าพนักงานตำรวจระหว่างการส่งมอบยาเสพติดให้ลูกค้าได้ด้วย แม้นายศักดิ์ชาญมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่ากระทำความผิดคดีนี้เพียงลำพังโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้พยานเพื่อให้พยานอุ้มไก่ชนไปขาย ระหว่างทางเมื่อถึงจุดนัดหมายส่งมอบยาเสพติด พยานให้จำเลยจอดรถแล้วพยานลงจากรถเดินไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายนาไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงซึ่งจอดรถจักรยานยนต์ห่างออกไป 30 ถึง 40 เมตร โดยจำเลยไม่ทราบเรื่อง แต่ในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเกิดเหตุ นายศักดิ์ชาญก็มิได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนอ้างเหตุที่จำเลยมาขับรถจักรยานยนต์ให้นายศักดิ์ชาญเนื่องจากต้องอุ้มไก่ชนไปขายแต่อย่างใด นายศักดิ์ชาญยังให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงเหตุการณ์ขณะรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางต่อไปว่า เมื่อถึงจุดนัดหมายเห็นมีชายขับรถจักรยานยนต์สวนมา นายศักดิ์ชาญจึงให้จำเลยจอดรถ ชายคนดังกล่าวขับรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบกับรถจักรยานยนต์ของนายศักดิ์ชาญแล้วส่งเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ให้แก่นายศักดิ์ชาญรับมาเก็บไว้ จากนั้นนายศักดิ์ชาญสั่งให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ระหว่างทางพบเจ้าพนักงานตำรวจเสียก่อน นายศักดิ์ชาญจึงโยนถุงเมทแอมเฟตามีนทิ้งลงข้างทาง ในชั้นพิจารณาเมื่อนายศักดิ์ชาญมาเป็นพยานโจทก์ก็เบิกความแตกต่างไปอีกว่านายศักดิ์ชาญบอกให้จำเลยจอดรถอยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์ของนายนาประมาณ 30 ถึง 40 เมตร แล้วนายศักดิ์ชาญลงจากรถเดินไปหานายนาเพื่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำเบิกความของนายศักดิ์ชาญพยานโจทก์ไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่น่าเชื่อถือและไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเสียไป การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการได้มาและการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับนายศักดิ์ชาญนั้น ขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลย ที่จำเลยรับว่าเมื่อจำเลยจอดรถข้างทางตามที่นายศักดิ์ชาญบอก จำเลยเห็นชายคนที่ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาล้วงหยิบสิ่งของส่งให้แก่นายศักดิ์ชาญ จำเลยสอบถามแล้ว นายศักดิ์ชาญบอกว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน ไม่เป็นไร แล้วสั่งให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ต่อไปจนพบกับเจ้าพนักงานตำรวจ พยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบมารับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยรู้เห็นกับนายศักดิ์ชาญแต่แรกในการไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ในครอบครอง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้จำคุกและไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและการบังคับโทษตามคำพิพากษาโดยไม่ลงโทษจำคุกจำเลยและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ไม่จำคุกและไม่รอการลงโทษให้จำเลย คงปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 610,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายปเนต สุระประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4514/2562
#640618
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และมาตรา 9 ให้เพิ่มเติมมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด แต่ในส่วนบทกำหนดโทษได้มีมาตรา 17 ยกเลิกมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุก 15 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน พืชกระท่อมสด รถยนต์ ไขควงไฟฟ้า และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 5045 xxxx ของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีน 605,640 เม็ด มีน้ำหนักสุทธิ 57,394.200 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9,648.508 กรัม พืชกระท่อมสด 90 ใบ น้ำหนัก 97.960 กรัม และรถกระบะเป็นของกลาง โดยเมทแอมเฟตามีนและพืชกระท่อมสดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 คดีเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายณัฐพงษ์ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งคือรถกระบะของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้รถกระบะของกลางขนเมทแอมเฟตามีน แต่ระหว่างเดินทางมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจดักสกัดจับ จำเลยที่ 2 หลบหนีไปพักที่โรงแรมนัธยา รุ่งเช้าวันถัดมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์อีกคันไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์แล้วพากันหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม โดยช่วงเวลาก่อนถูกเจ้าพนักตำรวจสกัดจับรถกระบะของกลางต่อเนื่องจนถึงช่วงเวลาภายหลังถูกสกัดจับแล้วหลบหนีจนรุ่งเช้าที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์เป็นช่วง ๆ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นเกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาโดยตลอดนับตั้งแต่ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนในรถกระบะของกลางและเดินทางโดยรถดังกล่าวไปถูกสกัดจับจึงหลบหนีไปพักโรงแรมนัธยาจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 แล้วพากันเดินทางหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ ดังนี้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า และพยานซัดทอดมีพยานหลักฐานอื่นของโจทก์มาประกอบ จึงใช้ในการรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เลิกกับนางสุธิตราตั้งแต่ปี 2547 และไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่จังหวัดตรัง จำเลยที่ 1 ขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 ตั้งแต่ปี 2557 จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 หมายเลข คือ 08 2727 xxxx, 08 0641 xxxx และ 06 2129 xxxx สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx จำเลยที่ 1 ลืมไว้ในรถที่ขายให้นายประสพโชคไป ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2558 นายประสพโชคโอนเงินค่าซื้อรถส่วนที่เหลือมาให้ วันที่ 12 เมษายน 2558 ที่เจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นบ้านนางสุธิตราและพบจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้านนั้นจำเลยที่ 1 เพิ่งเดินทางมาถึงตั้งใจจะเอาเงินที่ได้จากการขายรถมาแบ่งให้แก่บุตรนั้น เห็นว่า พยานจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏหลักฐานการขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคแต่อย่างใด คงปรากฏตามเอกสารซึ่งยึดได้จากรถกระบะของกลางเป็นสำเนารายการจดทะเบียนรถกระบะของกลางระบุว่านายประสพโชคเป็นเจ้าของรถ วันที่ครอบครองรถวันที่ 19 มกราคม 2558 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่ารถมีชื่อนายประสพโชคจริง แต่เป็นของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงโอนให้นายประสพโชคเพื่อการอำพรางเท่านั้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายประสพโชคโอนเงินค่ารถส่วนที่เหลือมาให้วันที่ 27 มีนาคม 2558 นั้นไม่มีหลักฐานอย่างใดมาแสดง แต่กลับปรากฏในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 และนายณัฐพงษ์ว่ามีเงินฝากเข้าทั้งสองบัญชีหลายครั้งจำนวนเหมือนกันในวันที่ 27 มีนาคม 2558 แล้วในวันเดียวกันทั้งสองบัญชีต่างก็มีการถอนเงินออกเหมือนกันจำนวน 490,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบว่าเงินที่ฝากเข้าในบัญชีจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเงินค่าอะไรและใครโอนมาให้ อีกทั้งไม่มีหลักฐานใดแสดงว่านายประสพโชคได้ครอบครองใช้รถกระบะของกลาง ประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังที่ได้วินิจฉัยมานั้นบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงเกี่ยวข้องกับรถกระบะของกลางโดยร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เป็นยานพาหนะเดินทางมาจังหวัดนครพนม แล้วต่อมามีการนำรถไปขนเมทแอมเฟตามีน คดีฟังไม่ได้ว่า มีการขายและส่งมอบรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx เป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายรถคันดังกล่าวให้นายประสพโชคจริง ข้ออ้างว่าลืมโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ไว้ในรถที่ขายให้นายประสพโชคจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ในขณะเกิดเหตุว่าอยู่ที่จังหวัดตรังโดยมีนายทองคำเป็นพยานเบิกความรู้เห็นนั้น เห็นว่า นายทองคำเป็นพี่ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานคนกลาง เชื่อว่าเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ คำเบิกความมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟัง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รายการใช้โทรศัพท์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความจริงเพราะไม่มีการรับรองจากผู้ให้บริการโดยตรง รายการดังกล่าวไม่อาจยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ และเป็นการพูดคุยโทรศัพท์เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดหรือไม่ และว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx โดยจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องมีหมายเลข 06 2112 xxxx เห็นว่า เอกสารมีรายละเอียดของข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx หมายเลข 09 8131 xxxx และหมายเลข 09 288 4xxx ตามลำดับ เชื่อได้ว่าเป็นข้อมูลที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวจัดทำขึ้นมาจากข้อมูลที่บันทึกไว้ในเครื่องอุปกรณ์ที่ให้บริการ พันตำรวจโทสมคะเนเบิกความประกอบเอกสารว่า นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวซึ่งขอมาจากผู้ให้บริการเครือข่าย AIS มาจัดทำรายงานชี้แจงความเชื่อมโยงการใช้โทรศัพท์ดังกล่าว ดังนี้ เชื่อได้ว่า เอกสารมีที่มาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์โดยถูกต้องแท้จริง จึงรับฟังได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx และเมื่อข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคและได้ลืมโทรศัพท์ดังกล่าวไว้ในรถที่ขายนั้นฟังไม่ขึ้นดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวในวันเกิดเหตุหรือไม่ ส่วนที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx มาใช้นานแล้ว และไม่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx นานแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ในวันเกิดเหตุนั้น เห็นว่า พยานโจทก์มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสุธิตราหมายเลข 08 4790 xxxx และหมายเลข 06 2258 xxxx กับมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 06 2112 xxxx และมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุโทรศัพท์ของนางสุธิตราทั้งสองหมายเลขมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx ไม่มีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 06 2112 xxxx โดยโทรศัพท์ของนางสุธิตราหมายเลข 08 4790 xxxx เริ่มมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับหมายเลข 06 2112 xxxx ครั้งแรกในวันที่ 4 เมษายน 2558 ส่วนหมายเลข 06 2258 xxxx เริ่มมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับหมายเลข 06 2112 xxxx ครั้งแรกในวันที่ 5 เมษายน 2558 ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุคดีนี้ยังมีการใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx โทรศัพท์ติดต่อกับนางสุธิตราซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ส่วนโทรศัพท์หมายเลข 06 2112 xxxx เพิ่งปรากฏมีการโทรศัพท์ติดต่อกับนางสุธิตราในช่วงเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้ว 2 ถึง 3 วัน ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx นานแล้วนั้นไม่อาจรับฟัง ตามหลักฐานการโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ติดต่อกับนางสุธิตราเพราะแยกทางกันตั้งแต่ปี 2547 แล้วนั้น ขัดกับการที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านนางสุธิตราวันที่ 12 เมษายน 2558 ได้พบจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้าน และเอกสารที่ตรวจค้นพบอยู่ในบ้านเป็นบัตรรับประกันสินค้าลงวันที่ซื้อสินค้าวันที่ 21 มิถุนายน 2557 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับนางสุธิตรายังมีการติดต่อกันอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์ในระหว่างที่มีการกระทำความผิดตามฟ้อง คดีจึงฟังได้ว่าการโทรศัพท์ติดต่อกันนั้นเป็นการโทรศัพท์ติดต่อเกี่ยวกับการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนมาในรถกระบะของกลางเพื่อจะไปส่งให้ผู้ซื้อ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และมาตรา 9 ให้เพิ่มเติมมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ ในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสองที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (เดิม), 76 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 250 บาท เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และปรับ 500 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26/3 ม. 76
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายทรงฤทธิ์ หลานท้าว
ศาลอุทธรณ์ — นายวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
รังสรรค์ กุลาเลิศ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2562
#636631
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมเอาที่ดินและอาคารพิพาทออกให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนานั้น โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จและผลประโยชน์จากสัญญาที่ตกลงกันไว้และต่างมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทภายหลังสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการรอนสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมได้ร้องสอดเข้ามาในคดีเพราะว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วมด้วย โจทก์ร่วมจึงมีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมในคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ร่วมที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ซึ่งแม้ว่าโจทก์ร่วมจะเป็นฝ่ายร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยตนเอง มิใช่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีก็ตาม ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะเข้ามาในคดีเพราะผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมที่มีอยู่กับโจทก์ตามสัญญาเช่า และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโดยเจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ที่เมื่อมีการรบกวนขัดสิทธิเป็นคดีระหว่างผู้เช่ากับบุคคลภายนอก ให้ผู้เช่าเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาในคดีนั้นก็เพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปในคราวเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาจึงเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรพรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวกับอาคารและที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารพิพาทจำนวน 600,000 บาท และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเกิดจากค่าปรับในการก่อสร้างล่าช้า และค่าเสียหายอื่นจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ต้องชำระให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อัตราเดือนละ 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารและที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยื่นคำร้องฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558 ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จึงอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ และโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณานับแต่การยื่นคำร้องสอดเสียใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามคำร้องฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับไป โจทก์ไม่คัดค้าน จำเลยที่ 1 คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องและคำให้การที่รับกันหรือไม่โต้แย้งว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคาร 231 คูหา ตั้งอยู่ที่ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกว่า ชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทเลขที่ 174 และ 176 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารดังกล่าวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย มีกำหนดเวลา 3 ปี ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร 231 คูหา ในชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อทำโครงการพัฒนาชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หลังจากทำสัญญาโจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังไม่ออกไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และโจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดกันมาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยลำพัง ทั้งตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมก็ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าผลคดีนี้จะเป็นอย่างไร โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีและไม่อาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กันก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมเอาที่ดินและอาคารพิพาทออกให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนานั้น โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จและผลประโยชน์จากสัญญาที่ตกลงกันไว้และต่างมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทภายหลังสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการรอนสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 และปรากฏว่า ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมได้ร้องสอดเข้ามาในคดีเพราะว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วมด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินและอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิและหากโจทก์ไม่สามารถฟ้องขับไล่และบังคับจำเลยที่ 1 ให้ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทได้ย่อมกระทบต่อสัญญาเช่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้ทำกันไว้ และก่อให้เกิดความเสียหายในที่สุด โจทก์ร่วมจึงมีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมในคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ร่วมที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ถึงแม้ว่าโจทก์ร่วมจะเป็นฝ่ายร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยตนเอง มิใช่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีก็ตาม ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะเข้ามาในคดีเพราะผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมที่มีอยู่กับโจทก์ตามสัญญาเช่า และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโดยเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ที่เมื่อมีการรบกวนขัดสิทธิเป็นคดีระหว่างผู้เช่ากับบุคคลภายนอก ให้ผู้เช่าเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาในคดีนั้นก็เพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปในคราวเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาจึงเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีหน้าที่นำสืบในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานหรือเอกสารการมอบอำนาจให้นายจิรายุ ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังตามคำเบิกความของนายปิยศักดิ์ ว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายจิรายุฟ้องคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เมื่อพิจารณาเอกสารแล้วได้ความว่า คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบอำนาจให้นายจิรายุซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นตัวแทนเพื่อกระทำกิจการแทนและหรือในนามของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และให้มีอำนาจดำเนินคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งปวงซึ่งเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมถึงมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงและให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงได้อีกทอดหนึ่ง ต่อมานายจิรายุมอบอำนาจให้บริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน แล้วบริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด มอบอำนาจช่วงให้นายปิยศักดิ์เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเช่าที่ดินพิพาท รวมทั้งการบริหารสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า การมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ชอบ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ร่วมรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้มอบอำนาจให้ร้องฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องสอดเข้ามาในคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 57 (3) ม. 57 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัศม์ ไชยชิด
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4455/2562
#638674
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ที่จะใช้ยันรัฐได้ การขออนุญาตเข้าจับจองก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 (6) มาตรา 27 และมาตรา 33 แห่ง ป.ที่ดิน โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ที่ดินที่จะจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพตามความในมาตรา 20 (1) และมาตรา 27 แห่ง ป.ที่ดิน ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ (1) ที่ดินซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือมิใช่ที่สงวนหวงห้าม หรือมิใช่ที่เขา ที่ภูเขา (2)......." ระเบียบดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่ที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 แห่ง ป.ที่ดิน พ.ศ.2497 ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบ ข้อ 22 ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแม้จะเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามมาตรา 33 ก็ต้องอยู่ในบังคับของระเบียบดังกล่าว เมื่อการขออนุญาตจับจองในที่ดินพิพาทและการอนุญาตให้จับจองของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่จะยื่นคำขอเพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าหมายเลข 23 ยังคงเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ดังนั้น เมื่อต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกป่าหมายเลข 23 โดยให้จำแนกพื้นที่บางส่วนออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ และคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติมีมติให้จำแนกพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งพ้นจากสภาพป่าไม้ถาวรแล้วจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปปฏิรูปและจัดให้เกษตรกรเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ได้ การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ และเมื่อเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นรับโอนสำนวนมาจากศาลปกครองกลางตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษา โดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องและจำเลยทั้งเก้าทำคำให้การแก้คดีอย่างคดีแพ่งสามัญ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 3, 7, 8, 9, 10, 11 และ 12 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยคนใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยคนนั้น ห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และห้ามจำเลยทั้งเก้าคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 3 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4712, แปลงเลขที่ 7 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4696 แปลงเลขที่ 8 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4711, แปลงที่ 9 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4713, แปลงเลขที่ 10 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4691, แปลงเลขที่ 11 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4693, และแปลงเลขที่ 12 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4688 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ทั้งห้าแปลงดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 9 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงอยู่ในเขตท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2536 ได้มีพระราชกฤษฎีกาซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 กำหนดเขตที่ดินในท้องที่บางแห่งในอำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย อำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอวังสะพุง อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูหลวง อำเภอภูกระดึง และอำเภอผาขาว จังหวัดเลย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงบางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยที่ 1 เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์ไว้ มีชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครอง โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ต่อมาออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยมีชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ จำเลยที่ 1 ดำเนินการปฏิรูปที่ดินพิพาทโดยจัดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 4711, 4712, 4696, 4713, 4691, 4693 และ 4688 ให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โจทก์ทั้งสองนำ น.ส. 3 ก. เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง จำเลยที่ 1 คัดค้าน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) แปลงที่ 3 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4712 แปลงที่ 7 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4696 แปลงที่ 8 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4711 แปลงที่ 9 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4713 แปลงที่ 10 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4691 แปลงที่ 11 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4693 และแปลงที่ 12 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4688 ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาทตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาท หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบรับกันและมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเป็นใบจอง (น.ส. 2) โดยใบจองดังกล่าวทางราชการออกให้ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ป่าหมายเลข 23 ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นป่าไม้ถาวร โจทก์ทั้งสองซึ่งยกเรื่องการได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงมาโดยชอบขึ้นยันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและได้รับที่ดินพิพาทดังกล่าวมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองมีนางสลิฏา ตำแหน่งนักวิชาการที่ดินชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน รักษาราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง มาเบิกความเป็นพยานว่า จากการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกโดยถูกต้องตามระเบียบกรมที่ดิน โดยในส่วนของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ออกตามหลักฐานใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งเป็นใบจองที่เจ้าหน้าที่ออกให้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 33 โดยก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนสิทธิการจับจอง และได้ประกาศเพื่อให้มีการคัดค้านแล้ว แต่ไม่มีผู้คัดค้าน นายอำเภอวังสะพุงจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ให้แก่ผู้ขอ ต่อมามีการขอเปลี่ยนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังปรากฏตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตามคำเบิกความของนางสลิฏาดังกล่าวนอกจากจะไม่ยืนยันว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงที่เจ้าหน้าที่ออกใบจอง (น.ส. 2) ให้ ไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 แล้ว พยานปากนี้ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ในช่วงปี 2506 ถึงปี 2515 จะมีการกำหนดพื้นที่ป่าไม้ถาวรในเขตอำเภอวังสะพุงอย่างไร และที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจะอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ พยานไม่ทราบ แสดงว่านางสลิฏาเองก็ไม่ทราบว่าในท้องที่อำเภอวังสะพุงมีที่ดินส่วนใดอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรบ้าง ที่พยานปากนี้เบิกความในทำนองว่า ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปโดยชอบนั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง ส่วนตัวโจทก์ที่ 2 และพยานโจทก์ปากนางนีรนุช พี่สาวโจทก์ที่ 2 และปากนายคงวุฒิ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ที่ 1 ก็คงเบิกความแต่เพียงว่า การซื้อขายที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงระหว่างเจ้าของเดิมกับโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นการเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังที่มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแล้ว จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่สนับสนุนให้เห็นว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร สำหรับพยานโจทก์ปากนายวีรเทพ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานช่างรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง ก็เบิกความเฉพาะที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งได้ดำเนินการไปเมื่อปี 2553 เท่านั้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างหนังสือของกรมที่ดิน เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ออกในเขตป่าไม้ และบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2558 เป็นพยานนั้น เป็นเรื่องวิธีปฏิบัติของหน่วยงานราชการ หาใช่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีนี้ไม่ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบโดยมีนายบุญรวย ตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายรักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลยมาเบิกความถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงว่า เมื่อปี 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ป่าหมายเลข 23 ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นป่าไม้ถาวร ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรจึงไม่อาจนำไปขออนุญาตจับจองได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จำแนกพื้นที่ป่าไม้ถาวรบางส่วนออกมาเพื่อนำไปปฏิรูปที่ดินและจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ จึงมีการจำแนกป่าหมายเลข 23 ที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วนซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกมาดังที่ปรากฏในเอกสารที่ระบายด้วยหมึกสีแดง ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเดิมอยู่ในเขตตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง เมื่อมีการแบ่งแยกตำบลวังสะพุงออกเป็นตำบลศรีสงครามเมื่อปี 2530 ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง และต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2533 คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้มอบที่ดินป่าหมายเลข 23 ส่วนที่จำแนกไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 นำไปปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับมอบที่ดินมา คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้นำที่ดินที่ได้รับมอบจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไปทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากนั้นจึงได้นำที่ดินดังกล่าวซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปและมอบให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน นอกจากนายบุญรวยจะเบิกความไว้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง การสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน หนังสือของกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน และบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินและคณะอนุกรรมการอำนวยการและประมวลผลการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินมานำสืบ ซึ่งเมื่อตรวจดูในเอกสารมีข้อความระบุไว้ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ส่วนเอกสารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติของคณะกรรมการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินที่ได้มีมติให้จำแนกประเภทที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้ซึ่งควรสงวนคุ้มครองและเป็นที่ดินจัดสรรเพื่อการเกษตรกรรมและอื่น ๆ สำหรับท้องที่ที่มีการจำแนกประเภทที่ดินนั้น ก็ปรากฏจากบันทึกรายงานการประชุมว่า ในส่วนของจังหวัดเลยมีพื้นที่ป่าที่จะต้องจำแนกประเภทเป็นจำนวนค่อนข้างมากและตั้งอยู่ในหลายอำเภอรวมถึงพื้นที่ป่าที่อยู่ในเขตอำเภอวังสะพุงด้วย โดยมีพื้นที่ป่าที่คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการสงวนและคุ้มครองอยู่ 2 ป่า คือ ป่าหมายเลข 23 และป่าดงซำแม่นาง ในส่วนป่าหมายเลข 23 ซึ่งมีเขตป่าติดต่อกับหลายอำเภอนั้น แม้จะไม่ได้ระบุว่าอยู่ในเขตตำบลวังสะพุงด้วย แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากรายงานบันทึกผลการพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณาแนวทางและมาตรการเกี่ยวกับนโยบายที่ดิน ซึ่งเป็นบันทึกที่คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเสนอคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 6/2533 มาพิจารณาประกอบก็จะเห็นได้ว่า ในการจำแนกที่ดินป่าหมายเลข 23 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 นั้น คณะอนุกรรมการได้จำแนกที่ดินส่วนหนึ่งออกจากป่าไม้ถาวรที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อนำมาเป็นที่ทำกินของราษฎรและจัดเป็นป่าชุมชน มีพื้นที่จำแนกแปลงที่ 9 และแปลงที่ 11 ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงครามและตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่า ป่าหมายเลข 23 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ที่ให้รักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวรนั้น ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลวังสะพุง และเมื่อตั้งตำบลศรีสงครามขึ้นเมื่อปี 2530 ป่าส่วนหนึ่งจึงยังตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงครามตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีรายงานผลการตรวจสอบวิเคราะห์และอ่านแปลตีความภาพถ่ายทางอากาศมานำสืบสนับสนุนเอกสารดังกล่าวแม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านถึงความไม่ถูกต้องของข้อเท็จจริงที่นำมาประกอบในการวิเคราะห์สรุปผลแต่อย่างใด ผลการวิเคราะห์ที่ระบุว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรจึงมีน้ำหนักให้น่ารับฟัง อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 1204/3645 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไปถึงกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบแผนที่แสดงแปลงที่ดินพิพาทว่าอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 หรือไม่ ต่อมากรมพัฒนาที่ดินมีหนังสือ ที่ กษ 1806/1755 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า พื้นที่ที่ขอให้ตรวจสอบอยู่ในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกออกจากป่าไม้ถาวร "ป่าหมายเลข 23" เพื่อทำเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งก็เป็นอีกข้อเท็จจริงหนึ่งที่สนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ให้มีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น ตามพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำมาสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ที่จะใช้ยันรัฐได้ การขออนุญาตเข้าจับจองก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 (6) มาตรา 27 และมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ที่ดินที่จะจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพตามความในมาตรา 20 (1) และมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ (1) ที่ดินซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือมิใช่ที่สงวนหวงห้าม หรือมิใช่ที่เขา ที่ภูเขา (2)......." ระเบียบดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่ที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบ ข้อ 22 ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแม้จะเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามมาตรา 33 ก็ต้องอยู่ในบังคับของระเบียบดังกล่าว เมื่อการขออนุญาตจับจองในที่ดินพิพาทและการอนุญาตให้จับจองของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่จะยื่นคำขอเพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าหมายเลข 23 ยังคงเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ดังนั้น เมื่อต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกป่าหมายเลข 23 โดยให้จำแนกพื้นที่บางส่วนออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ และคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติมีมติให้จำแนกพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งพ้นจากสภาพป่าไม้ถาวรแล้วจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปปฏิรูปและจัดให้เกษตรกรเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ได้ การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 โดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเมื่อเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ป.ที่ดิน ม. 20 (1) ม. 20 (6) ม. 27 ม. 33
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายนันทวุธ แจ่มจิรารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
เฉลิมชัย ศรีเลิศพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4436/2562
#638503
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจจะอนุญาตให้โจทก์ลาหรือไม่ก็ได้ แต่การใช้ดุลยพินิจต้องอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ เมื่อปรากฏว่าจำเลยเคยมีปัญหาไม่พอใจกับโจทก์มาก่อน และเมื่อโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบ และภายหลังโจทก์ก็ได้ยื่นใบลาป่วยแทนใบลากิจที่จำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตไปก่อนแล้ว จำเลยจึงเกษียณคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จ เพื่อหาเหตุตั้งคณะกรรมการสอบสวนการลาของโจทก์อันเป็นการหาเหตุลงโทษทางวินัยโจทก์ แม้ภายหลัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 8 จะพิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าว แต่โจทก์ก็ยังมิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปกติ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก่อความเสียหายแก่โจทก์และเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการตำแหน่งครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำเลยรับราชการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเดียวกัน โจทก์ยื่นใบลากิจต่อจำเลยในฐานะผู้บังคับบัญชา ระบุว่า ขอลากิจส่วนตัววันที่ 4 สิงหาคม 2558 เนื่องจากจะเดินทางไปสถานทูต จำเลยมีคำสั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ไม่อนุญาตว่า การไปสถานทูตมิได้เป็นภารกิจที่จำเป็นและสำคัญยิ่งถึงกับต้องขอลากิจและโรงเรียนไม่ทราบว่าไปทำไม จำเป็นอย่างไร วันที่ 4 สิงหาคม 2558 โจทก์เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อทำวีซ่า วันที่ 5 สิงหาคม 2558 โจทก์ไปปฏิบัติราชการตามปกติ เมื่อทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยวันที่ 4 สิงหาคม 2558 แทนใบลากิจอ้างว่าเป็นโรคเครียด ปวดศีรษะ จำเลยเกษียนสั่งโดยเว้นทำเครื่องหมายว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต อ้างว่าโรงเรียนไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงว่าลากิจหรือลาป่วย จึงไม่สามารถพิจารณาได้ และเกษียนสั่งเพิ่มเติมว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่าลาไปสถานทูตก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นการลาเท็จหรือให้ข้อมูลเท็จ วันที่ 13 สิงหาคม 2558 จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องการที่โจทก์ยื่นใบลากิจแล้วหยุดราชการก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยแทน คณะกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งสรุปความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและทำให้ราชการเกิดความเสียหาย เสนอให้หักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการและให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ จำเลยเกษียนสั่งให้หักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการและให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ วันที่ 10 กันยายน 2558 จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยไม่ได้ป่วยจริง แต่เดินทางไปกิจธุระที่สถานทูตเพื่อขอวีซ่า เป็นการรายงานเท็จ ให้โจทก์เป็นผู้ขาดราชการในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งให้รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงบประมาณหักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการส่งคืนคลังและงดเลื่อนขั้นเงินเดือนในครั้งที่ 2 (รอบวันที่ 1 ตุลาคม 2558) วันที่ 23 ธันวาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งให้หักเงินเดือนโจทก์เป็นเงิน 1,341.29 บาท โดยให้หักเงินเดือนในเดือนธันวาคม 2558 โจทก์ร้องทุกข์ต่อประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำ (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 เรื่องผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งสั่งลงโทษโดยมิชอบ ไม่ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนและหักเงินเดือน 1 วัน โดยมิชอบ วันที่ 22 เมษายน 2559 อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นขอลากิจเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 และได้หยุดไปก่อนโดยยังไม่ได้รับอนุญาตการลานั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลา พ.ศ.2555 แต่ยังไม่เป็นเหตุอันควรที่จะถือว่าเป็นการขาดราชการ ให้ยกเลิกคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 ให้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ตามผลการประเมินต่อไปตามหนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 วันที่ 5 มกราคม 2559 จำเลยแจ้งเรื่องการเบิกจ่ายเงินเดือนโจทก์เดือนธันวาคม 2558 ที่ขาดไปเป็นเงิน 1,341.29 บาท ขอนำส่งเงินเดือนที่ขาดคืนโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบการลาที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นแนวปฏิบัติให้ใช้บังคับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555 ซึ่งข้าราชการครูมีสิทธิลาป่วยไม่เกิน 60 วัน ลากิจไม่เกิน 30 วัน โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต ทั้งนี้ อำนาจของจำเลยในฐานะผู้อำนวยการศึกษาผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตจะเป็นการใช้อำนาจตามเจตนารมณ์ของระเบียบการลาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าการใช้อำนาจนั้นต้องมิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือเป็นการเลือกปฏิบัติ สำหรับคดีนี้ได้ความว่า โจทก์กับนางสาวมาลัยต่างยื่นใบลากิจขอลาหยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 เพื่อทำวีซ่าเดินทางไปประเทศอังกฤษ โดยโจทก์ยื่นใบลากิจลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 อ้างเหตุเดินทางไปสถานทูต มีนางจุฑารัตน์ ทำความเห็นเบื้องต้นวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ว่าเห็นสมควร แต่จำเลยมีคำสั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ว่าไม่อนุญาต ให้เหตุผลว่ามิได้เป็นภารกิจที่จำเป็นและสำคัญยิ่งถึงกับต้องขอลากิจ ส่วนนางสาวมาลัยยื่นใบลากิจลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 อ้างเหตุไปทำธุระส่วนตัวที่กรุงเทพฯ มีผู้ทำความเห็นเบื้องต้นเห็นควรพิจารณา จำเลยกลับมีคำสั่งอนุญาตทันทีในวันเดียวกัน เมื่อพิจารณาใบลากิจของโจทก์มีตราประทับรับใบลาวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบ เมื่อพิจารณาใบลากิจของโจทก์และนางสาวมาลัยซึ่งมิได้ระบุเหตุผลในการลากิจเป็นพิเศษอย่างไร แต่จำเลยกลับอนุญาตให้นางสาวมาลัยลากิจได้ทันที แสดงว่าจำเลยไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการอนุญาตให้นางสาวมาลัยลากิจเช่นเดียวกับที่ใช้กับโจทก์ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเมื่อโจทก์กลับมาปฏิบัติราชการวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วย แต่จำเลยไม่มีคำสั่งว่าอนุญาตหรือไม่ เพียงแต่มีคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จหรือให้ข้อมูลเท็จ แล้วมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ในเรื่องการลาราชการ จนนำไปสู่การที่จำเลยมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้ขาดราชการตามคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 ซึ่งจากข้อพิจารณาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 มีความเห็นว่า คำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์เป็นผู้ขาดราชการไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนและตัดเงินเดือน 1 วัน เป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสม ประกอบกับการให้ความเห็นของนายสมพงษ์หนึ่งใน อ.ก.ค.ศ.ว่า การขาดราชการหมายความว่าการไม่มาปฏิบัติราชการโดยไม่มีเหตุผล แสดงว่าการที่โจทก์ยื่นใบลากิจวันที่ 4 สิงหาคม 2558 โดยที่โจทก์ไม่ทราบคำสั่งจำเลยว่าจำเลยจะอนุญาตหรือไม่ แล้วโจทก์ไม่ไปทำงานวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยแทน ไม่ถือว่าโจทก์จงใจขาดราชการ ดังนั้น คดีรับฟังได้ว่าโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบและภายหลังเมื่อโจทก์ยื่นใบลาป่วยแทนใบลากิจที่จำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตไปก่อนแล้ว จำเลยจึงเกษียนคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จเพื่อหาเหตุตั้งคณะกรรมการสอบสวนการลาของโจทก์ อันเป็นการดำเนินการหาเหตุลงโทษทางวินัยโจทก์ แม้ภายหลัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จะพิจารณาให้ยกเลิกคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนตามปกติ จึงเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวิริยะ ภูมิจำนง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อาคม รุ่งแจ้ง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562
#638485
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมให้ประกอบกิจการค้าการเดินอากาศ และได้ทำสัญญากับโจทก์มีข้อตกลงกันให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงบริการที่เก็บอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ของโจทก์ และจำเลยตกลงชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราภาระการใช้ ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะใช้ใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี ข้อตกลงดังกล่าวมิได้เป็นกรณีที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่จำเลย แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ซึ่งจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่เป็นเรื่องที่โจทก์มีหน้าที่เพียงให้บริการการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่จำเลยเท่านั้น อันมีลักษณะเป็นสัญญาการให้บริการตามข้อตกลงซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ประกาศกระทรวงคมนาคมที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) เป็นกฎหมายลำดับรองหรือเป็นส่วนของรายละเอียดของกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับสูงหรือกฎหมายแม่บทของประกาศกระทรวงนั้น เมื่อกฎกระทรวงดังกล่าวถูกยกเลิก ประกาศกระทรวงนั้นย่อมต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย เว้นแต่จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ประกาศหรือกฎหมายลำดับรองให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,043,453.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 19,643,716.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย 1,302,920.05 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,151,025.35 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 19,643,716.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,254,560.08 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ของต้นเงิน 63,148.75 บาท และของต้นเงิน 326,007.60 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2557) ต้องไม่เกิน 6,399,737.32 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 4,848,581.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,840,787 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,794.95 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยต้องรับผิดในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งดำเนินการกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนเพื่อรับสอนการขับเครื่องบิน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2447 โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ รวมทั้งดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยานรวมถึงที่เก็บอากาศยานด้วย จำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราค่าภาระการใช้ท่าอากาศยานทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะแก้ไขใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี โดยให้โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินดังกล่าวไปที่จำเลย และจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดในใบแจ้งหนี้ ส่วนที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกกันไว้ แต่ถือปฏิบัติกันว่า หากจำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โจทก์จะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบิน และค่าภาระต่าง ๆ ตามอัตราที่กำหนดไว้เช่นเดียวกันจากจำเลย และจำเลยต้องชำระเป็นเงินสดให้แก่โจทก์ในทันที ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงสนามบินและค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินเป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนซึ่งไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หลังจากทำข้อตกลงจำเลยนำเครื่องบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินในกิจการของจำเลยมาทำการบินขึ้นลงที่สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ กับใช้สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลย จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแก่โจทก์เรื่อยมา วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (5) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ทำให้ระหว่างที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลย สถาบันการบินพลเรือน และบริษัทเอกชนอื่น ๆ ที่ใช้สนามบินของโจทก์เพื่อการฝึกบินภายในประเทศได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบิน ต่อมากระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ.2549 หรือกฎกระทรวง พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 23 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป ภายหลังจากที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยยังคงใช้สนามบินท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยและใช้เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลยเพื่อใช้ในการฝึกบินเรื่อยมา แต่จำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ใช้ในการฝึกบินและค่าธรรมเนียมที่จอดเครื่องบินให้แก่โจทก์ ปี 2555 โจทก์เริ่มออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2549 เรื่อยมาถึงปี 2556 แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งโจทก์จำเลยทำข้อตกลงว่าโดยที่จำเลยได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมให้ประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศจึงมีความประสงค์ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพรวมทั้งดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย โดยตกลงให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน และอื่น ๆ ให้แก่จำเลย ซึ่งรวมถึงให้บริการที่เก็บอากาศยานแก่จำเลยด้วย โดยจำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราค่าภาระการใช้ ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะแก้ไขใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี ส่วนที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ แม้ว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ได้ทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ตาม แต่หากจำเลยได้มีการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมทั้งการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย โจทก์ก็จะทำการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้โดยโจทก์จะเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากจำเลยทันที และจำเลยก็จะชำระเป็นเงินสดให้แก่โจทก์ในทันที ข้อตกลงดังกล่าวมิได้เป็นกรณีที่โจทก์รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 2 ปี เนื่องจากโจทก์มิได้มีหน้าที่ต้องรับทำการงานสิ่งใดให้แก่จำเลย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องให้บริการการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาการให้บริการตามข้อตกลงซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องเรียกหนี้อันเกิดจากสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 โดยยื่นฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2557 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องค่าธรรมเนียมบางส่วนของโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมพร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้โจทก์มีพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า โจทก์ จำเลยทำข้อตกลงว่าจำเลยมีความประสงค์ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศซึ่งไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หลังจากทำข้อตกลงจำเลยนำเครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้เพื่อการฝึกบินในกิจการของจำเลยมาทำการบินขึ้นลงที่สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ กับใช้สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นที่เก็บเครื่องบินขนาดเล็กของจำเลยตลอดมา ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแก่โจทก์เรื่อยมา ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (5) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศทำให้ในระหว่างที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ใช้สนามบินของโจทก์เพื่อการฝึกบินภายในประเทศได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบิน ต่อมากระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ.2549 หรือกฎกระทรวง พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 23 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป จึงย่อมมีผลทำให้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานขนาดเล็กของเอกชนซึ่งรวมถึงจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไป และต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป ซึ่งภายหลังจากที่กฎกระทรวง พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยยังคงใช้สนามบินท่าอากาศยานกรุงเทพ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ซึ่งอยู่ในความดูแลของโจทก์ในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยและใช้เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลยเพื่อใช้ในการฝึกบินเรื่อยมาโดยไม่ได้รับการยกเว้นในเรื่องการชำระค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แต่จำเลยกลับไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ใช้ในการฝึกบินและค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บเครื่องบินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งจำเลยยกข้ออ้างในฎีกาว่าแม้กฎกระทรวง พ.ศ.2549 จะมีผลยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) แต่ไม่มีผลเป็นการยกเลิกประกาศที่ได้ออกตามกฎกระทรวงฉบับที่ 30 นั้นด้วย ในข้อนี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อประกาศกระทรวงคมนาคมถูกออกโดยอาศัยอำนาจของกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 การที่กฎกระทรวงฉบับที่ 30 ถูกยกเลิก ประกาศที่ออกโดยกฎกระทรวงดังกล่าวก็ย่อมถูกยกเลิกไปด้วย เนื่องจากประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายลำดับรองหรือเป็นส่วนของรายละเอียด เมื่อกฎหมายลำดับสูงหรือกฎหมายแม่บทถูกยกเลิก ส่วนของรายละเอียดย่อมต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย เว้นแต่จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ประกาศหรือกฎหมายลำดับรองให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวง พ.ศ.2549 ไม่ปรากฏมีข้อกำหนดใดที่เป็นบทเฉพาะกาลให้ประกาศกระทรวงคมนาคมฉบับที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป จึงต้องถือว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวสิ้นผลลงตั้งแต่กฎกระทรวง พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 เป็นต้นมา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินขนาดเล็กของจำเลยในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินให้แก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินที่จำเลยใช้สนามบินของโจทก์ตั้งแต่วันที่การยกเว้นค่าธรรมเนียมได้สิ้นผลไป แต่จำเลยกลับไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง โดยมีหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 จำนวน 19,254,560.08 บาท หนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2556 จำนวน 63,148.75 บาท หนี้ค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินของจำเลยที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2556 จำนวน 326,007.06 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 19,643,715.89 บาท และเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามที่โจทก์ได้มีใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระ ย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด แต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาคือร้อยละ 18 ต่อปี โดยอาศัยประกาศของโจทก์นั้นเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนเห็นควรลดลงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดคือให้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยคำนวณตั้งแต่วันที่หนี้แต่ละจำนวนผิดนัดเป็นต้นไป โดยหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จำนวน 19,254,460.08 บาท คิดคำนวณนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ส่วนหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่จำนวน 63,148.75 บาท คิดคำนวณตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป และหนี้ค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินของจำเลยที่ท่าอากาศเชียงใหม่ จำนวน 326,007.06 บาท คิดคำนวณตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 19,643,715.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยในส่วนของต้นเงินจำนวน 19,254,560.08 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป ในส่วนของต้นเงินจำนวน 63,148.75 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป และในส่วนของต้นเงินจำนวน 326,007.06 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2562
#638488
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญา หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายและผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1598/36 ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทลำดับที่หนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

บทบัญญัติในวรรคสองของ ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยพิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง และนายอานนท์ ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย ให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย กับพลโทกมล มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ พลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้ร้อง และนายฤทธิรงค์ ผู้คัดค้านเป็นบุตรของพลตรีหญิงอภิรัตน์กับพลตรีสรภฏ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 ผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 21 ให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินอื่นของผู้ตายนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ เรื่องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้คัดค้านว่าจะไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้าน เรื่องเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า การแสดงเจตนายกเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลทำให้ผู้คัดค้านไม่เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายจึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และพินัยกรรมถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/36 บัญญัติว่า "การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษาของศาล ย่อมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่ได้จดทะเบียนแล้ว" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1598/36 ดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายในฐานะผู้รับพินัยกรรมหรือไม่ และพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้คัดค้านอ้างถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2558 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ผู้ตาย ผู้คัดค้าน และบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันในข้อ 1 เรื่องการแบ่งทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8645 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 ห้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 20869 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5762 ให้แก่บุตรทั้งสามคนของผู้ตายคนละส่วนเท่า ๆ กันโดยกำหนดวิธีจัดการแบ่งไว้ ข้อ 2 เป็นการตกลงยุติการดำเนินคดีอาญาที่ผู้ตายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บิดามารดาของผู้คัดค้าน ข้อ 3 ผู้คัดค้านตกลงยินยอมไปดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ข้อ 4 หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาในการตกลงยินยอมของคู่สัญญา ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ และข้อ 6 ระบุว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ทุกประการ โดยผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านจะไม่นำสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีอยู่ก่อนหรือที่จะมีขึ้นภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้มาเป็นเหตุเปลี่ยนแปลงข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีพินัยกรรมยกให้หรือไม่ก็ตาม ส่วนพินัยกรรมนั้น ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวขึ้นเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 กำหนดยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 2 ของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้มีการระบุถึงบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ที่ผู้ตายยกให้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพินัยกรรม จึงมิได้ถูกกระทบหรือถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งการที่จะเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมได้จะต้องกระทำตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว ดังนั้น พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ และผู้คัดค้านยังมีสิทธิได้รับมรดกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรม มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรพิจารณาปัญหานี้ไปพร้อมกับฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า การที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ตามเนื้อหา ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดว่า การตั้งผู้จัดการมรดก ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้ศาลใช้ดุลพินิจตั้งทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกของอีกฝ่ายหนึ่ง กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่า บุคคลใดในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก บทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา 1713 ที่ว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" นั้น เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยให้พิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกจึงชอบแล้ว

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่นั้น โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 เพื่อเลิกการรับบุตรบุญธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านหลอกลวงผู้ตายให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน โดยอ้างว่า เป็นการลงลายมือชื่อเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ตาย และเพื่อแจ้งอายัดที่ดินของผู้ตาย แต่ความจริงเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อขอออกโฉนดใบแทนทั้งที่โฉนดที่ดินมิได้สูญหาย แล้วนำโฉนดใบแทนไปโอนที่ดินของผู้ตายให้แก่มารดาผู้คัดค้าน วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของผู้ตายดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้คัดค้านได้ประพฤติตนมิชอบขัดต่อความไว้วางใจของผู้ตายและเป็นเหตุให้ผู้ตายอับอายขายหน้าอย่างร้างแรง หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนก็เชื่อได้ว่าผู้ตายย่อมต้องเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเช่นเดียวกับที่เลิกการรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากการหมดศรัทธาในตัวผู้คัดค้านแล้ว แม้ผู้คัดค้านยังมีส่วนได้เสียในกองมรดก แต่ก็มีทรัพย์เพียง 1 รายการเท่านั้นที่ตกได้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ย่อมมีหน้าที่จัดการโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านตามสิทธิที่ผู้คัดค้านพึงได้รับตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวข้างต้นและโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้ว จึงไม่เห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย เพียงผู้เดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/28 ม. 1598/36 ม. 1629 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พลเอก ณ.
ผู้คัดค้าน — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2562
#638513
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีก 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 4 กระทง กระทงละ 4 ปี ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 37 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวม 24 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 12 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 49 ปี 36 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 รวมแล้วให้ลงโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกคนละ 6 ปี ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 43 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ฟ. ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของนาย ค. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นปู่ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามฟ้องผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ไม่ได้เรียนหนังสือ พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนาง ท. ซึ่งเป็นย่า ซึ่งอยู่ติดกับกำแพงวัด น. ที่จำเลยทั้งสองบวชเป็นพระอยู่ที่วัดดังกล่าว วันที่ 4 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน วันที่ 10 ตุลาคม 2559 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 11 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ขณะเบิกความผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปี แม้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปหาแล้วกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยในวันที่ 23 กันยายน 2559 ขณะจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ช่วยดูต้นทางให้ และในวันที่ 28 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยทั้งสองที่ขณะเกิดเหตุบวชเป็นพระซึ่งย่อมได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายที่ 1 ด้วย หากเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความเช่นนั้นเพราะมีแต่จะนำความอับอายและเสื่อมเสียมาสู่ตน เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความรับว่ารู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2559 เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มาดูเพื่อนปฏิบัติธรรมที่วัด จำเลยที่ 1 เรียกให้ขึ้นมาฟังเทศน์ หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับเด็กในหมู่บ้าน จำเลยที่ 1 สงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นใคร จึงสอบถามเด็กที่มาร่วมทำวัตรทำให้รู้ประวัติความเป็นมาของผู้เสียหายที่ 1 วันที่ 16 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ถามย่าของผู้เสียหายที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เรียนหนังสือหรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่ได้เรียน จำเลยที่ 1 จึงเสนอตัวว่าจะพาไปฝากเข้าโรงเรียนโดยจำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและจำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ดัวย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สนใจในตัวผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่แรก จึงเสนอตัวจะพาไปฝากเข้าโรงเรียน และยังขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและแลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะไม่เหมาะสมแก่การเป็นพระแล้ว ยังทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยความมีประสบการณ์ทางเพศที่มากกว่าเร้าอารมณ์กระตุ้นความต้องการทางเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี จนถูกล่อลวงไปกระทำอนาจารและกระทำชำเรา นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้เป็นยุติว่า หลังเกิดเหตุบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ยิ่งทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว สำหรับฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 317 วรรคสาม และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทนโดยบทกำหนดโทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง บทความผิดตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่บทกำหนดโทษตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย (เดิม) จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 279 ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายธนงศักดิ์ วิเศษรจนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4385/2562
#638501
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยจับผู้เสียหายที่ 1 มัดไว้กับเก้าอี้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะใช้มีดฟันให้ตาย เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งด้วย ซึ่งลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกเรื่องที่จำเลยกระทำต่อบุคคลอื่น แต่ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 284, 285, 285/1, 309, 310, 317, 321/1, 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ฑ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาง อ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง อ. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จากการทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 มิให้กระทำการใด เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 3 ว่า ผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 19 ปี ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า เด็กหญิง ฑ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาย บ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาง อ. ผู้เสียหายที่ 3 ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 7 ปีเศษ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนจำเลยรับราชการเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน สำหรับความผิดในบทฉกรรจ์ข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นประการแรกว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเวลา 16 ถึง 17 นาฬิกา ซึ่งโรงเรียนเลิกแล้ว ยังมีนาง ช. พยานโจทก์ทำหน้าที่เป็นครูเวร กับนาย ก. นักการภารโรงพยานจำเลย อยู่ที่โรงเรียน พยานทั้งสองปากนี้เบิกความสอดคล้องกันว่าไม่เห็นผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ประจักษ์พยานโจทก์ย้อนกลับเข้ามาที่โรงเรียนอีก จึงไม่น่าเชื่อตามคำประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวที่ยืนยันว่าจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปรับเงินที่ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เกิดเหตุ จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ภายในห้องเรียนดังกล่าว โดยมีเด็กหญิง พ. แอบมองลอดช่องประตูห้องเรียนที่เปิดแง้มไว้ เห็นว่า ขณะเบิกความเด็กหญิง พ. มีอายุประมาณ 9 ปี เรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งนับว่ายังอ่อนเยาว์ต่อโลก การจดจำในเรื่องราวต่าง ๆ ย่อมไม่ละเอียดละออเท่ากับผู้ใหญ่ จึงอาจทำให้การเล่าเรื่องที่ประสบเหตุไม่ตรงตามเหตุการณ์ก่อนหลังที่เกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนาง ช. พยานโจทก์ซึ่งเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียนหนังสืออยู่เบิกความว่า เด็กหญิง พ. จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้พยานฟังเป็นแต่ละตอนตามที่ครูแต่ละคนถาม ไม่ได้เล่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่อตรวจดูคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิง พ. เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นว่าเมื่อเด็กหญิง พ. พบเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง พ. หาได้กลับไปบอกให้นาย ซ. ทราบเหมือนดังเช่นที่เบิกความในชั้นพิจารณาไม่ หากแต่ได้แอบดูอยู่จนกระทั่งจำเลยออกจากห้องและตนเองได้เข้าไปช่วยแก้มัดให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นค่อยพาผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้านนาย ซ. ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่นาย ซ.ไม่ได้ยินเนื่องจากมีเสียงดังรบกวนจากงานบวชนาคใกล้บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าตนเองและเด็กหญิง พ. เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย ซ. ฟังในภายหลัง ฉะนั้น เชื่อได้ว่าเด็กหญิง พ. พยานโจทก์มิได้กลับไปบอกนาย ซ. ในทันทีที่เห็นผู้เสียหายที่ 1 ถูกล่วงละเมิดทางเพศแต่อย่างใด เพียงแต่พยานโจทก์ปากนี้เบิกความโดยลำดับเหตุการณ์สับสนไปบ้างเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ปรากฏชัดว่ายาวนานเพียงใด แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะนั้นว่า จำเลยพูดบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดเสื้อผ้า แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยจึงเข้ามาถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 1 ออกทุกชิ้น แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยออก บังคับผู้เสียหายที่ 1 ให้นอนลงกับพื้น ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จึงถูกจำเลยทำร้ายร่างกายด้วยการตบปากจนผู้เสียหายที่ 1 กลัวและร้องไห้ ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกระทำชำเราอยู่นานจนผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บ นอกจากนั้นจำเลยยังให้ผู้เสียหายที่ 1 อมอวัยวะเพศของจำเลยด้วย ต่อมาจำเลยใช้เชือกมัดผู้เสียหายที่ 1 ไว้ที่เก้าอี้พร้อมกับให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2,000 บาท โดยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใดมิเช่นนั้นจะใช้มีดฟันให้ตายอีก พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นดังกล่าว จำเลยกระทำในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นนักเรียนเด็กเล็ก ต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยก็ใช้กำลังประทุษร้ายข่มขู่ให้หวาดกลัวด้วยเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีทางต่อสู้ขัดขืนหรือหลบหนี ภายหลังจากจำเลยออกจากห้องและขับรถจักรยานยนต์ออกไป เด็กหญิง พ. จึงเข้าไปในห้องเรียนที่เกิดเหตุช่วยแก้มัดให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้ผู้เสียหายที่ 1 ใส่เสื้อผ้า ผู้เสียหายที่ 1 โกรธจำเลยซึ่งล่วงเกินตนจึงฉีกธนบัตรที่จำเลยให้ไว้ 2,000 บาท ทิ้งลงบนพื้นห้อง ส่อถึงระยะเวลาของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดที่ดำเนินไปอย่างยาวนานจนล่วงเลยเวลาซึ่งนาง ช. อยู่เวรที่โรงเรียนเพียงแค่ 17 นาฬิกา เป็นเหตุให้คลาดกันกับผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ส่วนนาย ก. นั้นรับฟังไม่ได้ว่าพูดคุยอยู่กับนาง ช. ที่บ้านพักนักการภารโรงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นและไม่ปรากฏว่านาย ก. ไปอยู่ที่ใด ฉะนั้น การที่พยานทั้งสองมิได้พบกับผู้เสียหายที่ 1 หรือเด็กหญิง พ. ประจักษ์พยานโจทก์ในขณะที่พากันออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านหลังจากเกิดเหตุ จึงหาใช่เรื่องที่จะยืนยันว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวไม่ได้มาประสบเหตุที่โรงเรียนดังที่ได้เบิกความไว้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งในประการต่อไปว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อนาย ก. ไปปฏิบัติหน้าที่ปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนตามอาคารเรียนไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เช่น เศษธนบัตรที่ถูกฉีก น้ำอสุจิ เลือดและเชือกฟางสีแดงบนพื้นห้องเรียนที่เกิดเหตุนั้น ข้อนี้ นาย ก. พยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อโรงเรียนเลิกเวลา 15.30 นาฬิกา พยานเริ่มปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนของอาคาร ส. เป็นลำดับแรก ถัดมาเป็นอาคารที่เกิดเหตุ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าพยานปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนที่เกิดเหตุเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จำเลยจะเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ตามจำเลยขึ้นไปบนห้องเรียนดังกล่าว ดังเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านสอดคล้องกันว่า ขณะเกิดเหตุหน้าต่างห้องเรียนที่เกิดเหตุปิดหมดทุกบานแล้ว ฉะนั้น การที่นาย ก. ไม่พบหลักฐานการกระทำความผิดบนพื้นห้องเรียนที่เกิดเหตุจึงหาทำให้พยานหลักฐานโจทก์เป็นพิรุธแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับข้อฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้มาจากคำบอกเล่าของเด็กหญิง พ. ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 จึงค่อยให้การและเบิกความเป็นเช่นเดียวกับที่เด็กหญิง พ. บอกเล่าด้วยถูกเสี้ยมสอนมา ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศอันจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจดังเช่นที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายแก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ยังสร้างบาดแผลในจิตใจให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ตนด้วย เมื่อต้องคิดหรือกล่าวถึงครั้งใดย่อมเกิดเป็นภาพในมโนสำนึกว่าตนถูกจำเลยล่วงละเมิดซ้ำแล้วซ้ำอีก การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่บอกเล่าเรื่องเมื่อถูกสอบถามโดยผู้เกี่ยวข้อง ย่อมเห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ต้องการคิดถึงภาพที่ตนถูกย่ำยีอย่างโหดร้ายจากผู้ที่เป็นครูในโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่พึ่งพิงของตนนั่นเอง หาใช่เพราะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สร้างตราบาปให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาจต้องทนทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิตจากการถูกโจษขานว่าเป็นนักเรียนที่ถูกครูกระทำชำเราเช่นนี้ หากมิได้เกิดขึ้นจริง ก็ไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดในครอบครัวของผู้เสียหายที่ 1 จะยอมให้มีการปั้นแต่งเรื่องราวซึ่งเป็นการทำร้ายและสร้างปมด้อยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวขึ้นมาเพียงเพื่อจะกลั่นแกล้งจำเลย ด้วยการเสี้ยมสอนผู้เสียหายที่ 1 ให้ให้การหรือเบิกความดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายเกี่ยวกับพยานฐานที่อยู่ของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อคดีโจทก์มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยได้อย่างหนักแน่น การอ้างฐานที่อยู่เพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ จำเลยจึงต้องมีพยานหลักฐานที่ทำให้ไม่อาจคิดเห็นได้เป็นอย่างอื่นว่าจำเลยอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นในขณะเกิดเหตุมานำสืบสนับสนุน แต่พยานหลักฐานจำเลยล้วนมีแต่พยานบุคคลซึ่งตามปกติจักต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาจเป็นพยานที่มาเบิกความช่วยเหลือจำเลยได้ ดังนี้เมื่อปรากฏว่าพยานจำเลยดังกล่าวเบิกความขัดแย้งแตกต่างกันดังข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เพราะเมื่อพยานแต่ละปากต่างยืนยันว่าอยู่กับจำเลยที่บ้านโดยตลอด แล้วเหตุใดพยานทั้งสองจึงไม่ได้พบกัน ข้อแตกต่างในคำพยานจำเลยลักษณะนี้จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ฎีกาของจำเลยโต้แย้งว่า การที่พยานจำเลยทั้งสองปากข้างต้นเบิกความตรงกันว่าจำเลยอยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็มีคุณค่าควรรับฟังแล้ว ส่วนจะมีผู้ใดมาที่บ้านจำเลยหาใช่ประเด็นข้อสำคัญไม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ภายหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยจับผู้เสียหายที่ 1 มัดไว้กับเก้าอี้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะใช้มีดฟันให้ตาย เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งด้วย ซึ่งลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกเรื่องที่จำเลยกระทำต่อบุคคลอื่นจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน และมาตรา 3 ให้เพิ่มความในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา " (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" การกระทำของจำเลยยังคงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 309 วรรคแรก (เดิม) เป็นความผิดต่างกรรมกันอีกกรรมหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 309 วรรคแรก (เดิม) ม. 310 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ฑ. กับพวก
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นางสาวจิตรา อินทรหนองไผ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ธราธร ศิลปโอสถ
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4379/2562
#639570
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ภ.บ.ท. 5 เลขสำรวจที่ 250 หมู่ที่ 4 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มาจาก ส. สามีจำเลย โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อโจทก์เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินแทนจำเลย ผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตนิคมสหกรณ์ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ซึ่งประชาชนอาจมีสิทธิครอบครองได้โดยการครอบครอง แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์มอบให้จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์เป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2550 จนจำเลยแจ้งต่อหน่วยงานราชการว่าเป็นผู้ถือครองที่ดินพิพาท และนำที่ดินพิพาทไปแบ่งขายตั้งแต่ปี 2552 ถึงปี 2556 ให้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 12 และผู้มีชื่อ จากนั้นผู้ร้องที่ 12 และผู้ร้องที่ 1 แบ่งขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องที่ 6 และที่ 8 ตามลำดับ และผู้ร้องที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินต่อจากผู้มีชื่อโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยผู้เป็นตัวแทนทำการออกนอกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของโจทก์และได้ขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและสามารถอ้างอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) (เดิม) มาใช้ยันโจทก์ได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ไม่อยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 250 หมู่ที่ 4 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลชั้นต้นภายใน 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสิบห้าไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) (เดิม)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบห้า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบห้า ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบห้าใหม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบห้า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ไม่ใช่บริวารของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ออกจากที่ดินที่ครอบครองตามแผนที่พิพาท ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 13 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องที่ 13 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2530 อธิบดีกรมป่าไม้อนุญาตให้กรมส่งเสริมสหกรณ์นำที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยบาดาลไปจัดสรรให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ แต่ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 เมื่อระหว่างปี 2547 ถึง 2549 กรมส่งเสริมสหกรณ์จ้างช่างรังวัดเอกชนสำรวจว่าประชาชนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยบาดาลมากน้อยเพียงใด จากการสำรวจปรากฏว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตดำเนินงานนิคมสหกรณ์ชัยบาดาล เนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนและถือครองที่ดินมีเนื้อที่และแนวเขตตามที่ระบุในแผนที่พิพาท โดยผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 12 ซื้อที่ดินจากจำเลย ผู้ร้องที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินต่อจากผู้มีชื่อซึ่งซื้อที่ดินต่อจากจำเลย ผู้ร้องที่ 6 ซื้อที่ดินบางส่วนต่อจากผู้ร้องที่ 12 และผู้ร้องที่ 8 ซื้อที่ดินบางส่วนต่อจากผู้ร้องที่ 1 โดยได้เปลี่ยนชื่อผู้ขอทำประโยชน์เป็นชื่อของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตนิคมสหกรณ์ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสละสามีจำเลย โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้ว ได้มีการเปลี่ยนชื่อโจทก์เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินแทนจำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 เป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2530 อธิบดีกรมป่าไม้อนุญาตให้กรมส่งเสริมสหกรณ์นำที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยบาดาลไปจัดสรรให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์แต่ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ประชาชนอาจมีสิทธิครอบครองได้โดยการครอบครอง ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายชำนาญ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ชัยบาดาล พยานผู้ร้องว่า ระหว่างปี 2547 ถึงปี 2549 กรมส่งเสริมสหกรณ์จ้างช่างรังวัดเอกชนทำการสำรวจว่าประชาชนครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวมากน้อยเพียงใด และมีการจัดทำแผนที่แสดงอาณาเขตและเนื้อที่ที่ผู้ครอบครองแต่ละรายทำประโยชน์ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินเนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ทั้งนางสนาม อดีตผู้ใหญ่บ้านพยานผู้ร้องเบิกความว่า พยานไม่รู้จักโจทก์แต่รู้จักจำเลยเนื่องจากเห็นจำเลยมาดูที่ดินของตนโดยปลูกมันสำปะหลังและผักหวาน ซึ่งสองคล้องกับที่นายประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้าน พยานผู้ร้องเบิกความว่า ก่อนที่พยานจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน พยานเห็นจำเลยก่อสร้างห้องแถวหลายห้องในที่ดินพิพาท ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้เข้าครอบครองตามความเป็นจริง อันทำให้บุคคลทั่วไปเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เช่นนี้ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยอยู่อาศัยและเสียภาษีบำรุงท้องที่แทนโจทก์ก็ตาม แต่การที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์เป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2550 จนจำเลยแจ้งต่อหน่วยราชการว่าเป็นผู้ถือครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรอง และนำที่ดินพิพาทไปแบ่งขายตั้งแต่ปี 2552 ถึงปี 2556 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 12 และผู้มีชื่อ จากนั้นผู้ร้องที่ 12 และผู้ร้องที่ 1 แบ่งขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องที่ 6 และที่ 8 ตามลำดับ และผู้ร้องที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินต่อจากผู้มีชื่อโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยผู้เป็นตัวแทนทำการออกนอกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของโจทก์และได้ขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและสามารถอ้างอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) (เดิม) มาใช้ยันโจทก์ได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ไม่อยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล.
ผู้ร้อง — นาย ช. กับพวก
จำเลย — นาง ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายเสรี มักผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2562
#638677
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จำเลยที่ 3 ร้องขอให้เพิกถอนการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่คำร้องขอเพิกถอนดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 วันที่ 29 เมษายน 2553 ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยตัวจำเลยที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ วันที่ 5 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 ระบุที่อยู่ว่า 50/2 หมู่ที่ 5 ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 3 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังบ้านเลขที่ 50/2 ดังกล่าว มีบุคคลซึ่งอยู่ในบ้านระบุชื่อ วัลภา เกี่ยวพันกับผู้รับโดยเป็นภริยาเป็นผู้รับหมายนัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 3 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ให้จำเลยที่ 3 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 พ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับยังจับตัวจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลยที่ 3 ที่ให้แก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามนำตัวจำเลยที่ 3 มาส่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบว่าเป็นจำเลยที่ 3 คดีนี้จริง จึงให้รับตัวไว้และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ฟังแล้ว และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 3 และการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 โต้แย้งผลการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการเฉพาะมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นจนถึงชั้นฎีกา ส่วนฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนและศาลอนุญาตแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 คงมีเพียงว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 21 กันยายน 2555 ให้จำเลยที่ 3 และการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ให้จำเลยที่ 3 ฟังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จำเลยที่ 3 ร้องขอให้เพิกถอนการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่คำร้องขอเพิกถอนดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประภาส สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4319/2562
#637635
เปิดฉบับเต็ม

แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบในคดีอาญาคดีอื่นที่ อ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าว อ. ถูกฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลย และศาลชั้นต้นเคยสั่งให้รวมการพิจารณากับคดีนี้มาก่อน จึงเป็นคดีที่มีความเกี่ยวพันกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับ อ. จึงถือไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนแก่เจ้าของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระสุนปืนซึ่งถูกใช้หมดไปในการทดลองยิง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3228/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 9 ปี และปรับ 650,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3228/2559 ของศาลชั้นต้น ให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยกับนายอนิรุต เป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองสนธิกำลังกันเข้าตรวจค้นบ้านพักของจำเลยและนายอนิรุต เลขที่ 241 หมู่ที่ 9 ขณะทำการตรวจค้นนายอนิรุตวิ่งหลบหนีไปทางด้านหลังบ้าน เจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนพกขนาด .32 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน 2 นัด ถุงพลาสติกใสแบบมีลิ้นเปิดปิด พร้อมช้อนสำหรับตวงเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ชุด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ได้ภายในบ้าน และยึดเมทแอมเฟตามีน 110 เม็ด กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 6 ถุง พร้อมกระเป๋าหนังสีดำที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 ใบ ได้จากริมรั้วข้างบ้าน เป็นของกลาง จึงนำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน และต่อมาจำเลยถูกแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ สำหรับนายอนิรุตถูกพนักงานสอบสวนขออนุมัติออกหมายจับไว้ ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอนิรุตได้ และถูกฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1398/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งรวมการพิจารณาเข้ากับคดีนี้ แต่ภายหลังจากนายอนิรุตให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายอนิรุตและริบของกลางไปแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1994/2560 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดข้อหาดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายอนิรุตกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าว โจทก์มีพันตำรวจตรีทวี เป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบว่า จำเลยกับนายอนิรุตมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ แต่ไม่สามารถล่อซื้อเพื่อจับกุมได้ เนื่องจากจำเลยกับนายอนิรุตจะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลที่รู้จักและสนิทกันเท่านั้น เช้าวันเกิดเหตุพยานกับพวกจึงสนธิกำลังกันเข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ แต่ขณะเข้าตรวจค้น นายอนิรุตวิ่งหลบหนีออกไปทางด้านหลังบ้านซึ่งเป็นป่า ไม่สามารถไล่ติดตามได้ทัน ส่วนจำเลยเดินออกมาด้านข้างบ้านแล้วหย่อนกระเป๋าหนังสีดำไปทางด้านนอกรั้วบ้าน พยานกับพวกจึงตรวจดู พบว่าในกระเป๋าดังกล่าวมีเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมยศ ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความอีกปากหนึ่งว่า ขณะเกิดเหตุพยานตรวจค้นทางด้านหน้าบ้านโดยมารดาของนายอนิรุตเป็นผู้นำตรวจค้น ระหว่างนั้นได้ยินเสียงร้องเอะอะมาจากด้านหลังบ้านคล้ายคนวิ่งไล่ตามกัน หลังจากนั้นเห็นพันตำรวจตรีทวี ควบคุมตัวจำเลยเข้ามาพร้อมกระเป๋าสีดำ ทราบภายหลังว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ จึงร่วมกันจับกุมจำเลยเป็นคดีนี้ จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าร้อยตำรวจเอกสมยศไม่เห็นเหตุการณ์ขณะมีการยึดเมทแอมเฟตามีนโดยตรง ดังนั้น พยานโจทก์ที่อ้างว่าเห็นจำเลยเป็นผู้หย่อนกระเป๋าที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางลงที่นอกรั้วบ้าน จึงมีเฉพาะพันตำรวจตรีทวีเพียงปากเดียว แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพันตำรวจตรีทวีแล้ว ไม่ปรากฏรายละเอียดชัดเจนว่าจำเลยเดินมาจากทิศทางใด และหย่อนกระเป๋าดังกล่าวลงที่จุดใด ทั้งไม่มีการถ่ายรูปประกอบการตรวจยึดกระเป๋าของกลางไว้ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุก็ไม่ได้นำพนักงานสอบสวนไปชี้เส้นทางการเดินของจำเลย รวมทั้งชี้จุดที่พบกระเป๋าของกลางเพื่อให้เห็นสมจริง ทั้งที่เป็นข้อสาระสำคัญของเหตุการณ์ ยิ่งไปกว่านั้น วันเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานหลายคนร่วมตรวจค้นจับกุม แต่ปรากฏว่ามีพันตำรวจตรีทวีเพียงคนเดียวที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยหย่อนกระเป๋าบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางทิ้ง นับว่ามีเหตุให้น่าสงสัยอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะตรวจค้นนายอนิรุตคือคนที่วิ่งหลบหนีออกไปทางด้านหลังบ้าน ส่วนจำเลยมิได้หลบหนีแต่อย่างใด โดยถูกจับกุมในบ้านที่เกิดเหตุนั้นเอง จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลที่จำเลยจะถือกระเป๋าเดินออกไปด้านข้างบ้านแล้วหย่อนทิ้งลงนอกรั้วต่อหน้าเจ้าพนักงานเช่นนี้ เพราะผิดวิสัยของคนร้ายอย่างยิ่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังเกิดเหตุ 4 เดือนเศษ ขณะเจ้าพนักงานติดตามไปจับกุมนายอนิรุตได้ที่โรงแรมพิงดาวรีสอร์ท นายอนิรุตก็โยนกระเป๋าสีน้ำตาลที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งทิ้งบนพื้นหน้าห้องพัก แล้ววิ่งหลบหนีการจับกุม แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจไล่ติดตามจับกุมไว้ได้ ความข้อนี้ส่อให้เห็นพฤติการณ์ของนายอนิรุตว่า เก็บยาเสพติดไว้ในกระเป๋าสะพาย เมื่อถูกเจ้าพนักงานเข้าจับกุมก็โยนกระเป๋าทิ้งเพื่อหลบหนี อีกทั้งเมื่อนายอนิรุตถูกฟ้องเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ ก็ให้การรับสารภาพจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายอนิรุตที่โยนทิ้งไว้ข้างบ้านก่อนวิ่งหลบหนีไป แม้โจทก์นำสืบว่าในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ แต่คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นอกจากนี้ในชั้นสอบสวน จำเลยถูกสอบปากคำในวันเกิดเหตุนั้นเอง และให้การปฏิเสธทันที ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยมีนายอนิรุตมาเบิกความสนับสนุนว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนเพียงผู้เดียว ขณะเกิดเหตุเมื่อทราบว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้าน นายอนิรุตตกใจจึงคว้ากระเป๋าสะพายที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางวิ่งหลบหนีออกทางด้านหลังบ้านและโยนกระเป๋าดังกล่าวออกไปนอกบ้านเพื่อให้พ้นตัว ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาพยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายอนิรุตมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เจ้าพนักงานยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ OPPO สีขาว หมายเลข 08 9003 xxxx ของจำเลยเป็นของกลางด้วย แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1994/2560 ที่นายอนิรุตถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวนายอนิรุตถูกฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลย และศาลชั้นต้นเคยสั่งให้รวมการพิจารณากับคดีนี้มาก่อน จึงเป็นคดีที่มีความเกี่ยวพันกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายอนิรุต จึงถือไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเสียด้วย และคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ OPPO สีขาว หมายเลข 08 9003 xxxx ของกลาง แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายจอมวิชญ์ จันทร์พรหมมา
ศาลอุทธรณ์ — นายกิตติพัชร์ วราอุบล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2562
#639576
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดสมุดบัญชีเงินฝากเพื่อให้ ป. ใช้รับโอนเงินค่ายาเสพติดจากลูกค้า จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือ ป. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น จึงต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับ ป. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3606/2558 ของศาลชั้นต้น เมื่อได้ความว่า การกระทำความผิดของ ป. ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ป. ตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำคุกเพียง 15 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาแก้ไขโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 15 ปี

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประยงค์ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,600 เม็ด และชนิดเกล็ด 1 ถุง น้ำหนัก 100 กรัม กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรียื่นฟ้องนายประยงค์ในข้อหาดังกล่าวเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3606/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายประยงค์ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท จากการสอบสวนขยายผลของเจ้าพนักงานตำรวจพบว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 650-2-14xxx-x ไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นในระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง มีการโอนเงินค่ายาเสพติดจากการกระทำความผิดของนายประยงค์เข้าบัญชีและเบิกถอนออกไปหลายครั้ง พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายประยงค์ จึงขออนุมัติจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลย หลังจากนั้นขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อให้ผู้กระทำความผิดโอนเงินค่ายาเสพติดเข้าฝากและเบิกถอนออกไปเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของกลุ่มผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะ ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีมาประกอบการพิจารณาเป็นสำคัญ สำหรับคดีนี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทจำนงค์ และร้อยตำรวจโทใจกล้า เป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า ภายหลังจากมีการจับกุมนายประยงค์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว พยานทั้งสองได้ร่วมกันสืบสวนขยายผล โดยร้อยตำรวจโทจำนงค์สอบปากคำนายประยงค์ได้ความว่า รับเมทแอมเฟตามีนจากนายชัช ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง และนายหัสพงศ์ เมื่อขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าแล้ว ลูกค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ได้เปิดไว้หลายบัญชี รวมทั้งบัญชีของจำเลยด้วย ซึ่งนายประยงค์จ้างให้เปิดบัญชีไว้รับโอนค่ายาเสพติดให้ญาติของนายชัชและนายหัสพงศ์ นอกจากนี้ยังพบใบโอนเงินจากบัญชีของจำเลยเข้าบัญชีของนางสาววิจิตตา พี่ภริยานายชัช และบัญชีของนางสาวปิยะมาศ ภริยานายหัสพงศ์ พยานทั้งสองตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 1406 xxxx ของนายประยงค์พบว่า มีการส่งข้อความให้บุคคลอื่นโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย และมีบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 9224 xxxx ของจำเลยไว้ด้วย นอกจากนี้โจทก์มีนางสาวสรารัตน์ ภริยานายประยงค์ มาเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ พยานอยู่กินเป็นสามีภริยากับนายประยงค์ ขณะนายประยงค์ถูกจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดของกลางได้ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน พยานทราบว่านายประยงค์ให้จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมทำบัตรเอทีเอ็มไว้ให้เพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติดจากลูกค้า แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินโอนไปให้เจ้าของยาเสพติด และในภายหลังพยานถูกฟ้องข้อหาสมคบกับนายประยงค์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พยานให้การรับสารภาพตามฟ้อง และก่อนหน้าถูกจับกุม พยานเคยให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนไว้จริง ดังนี้ จะเห็นได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ โดยยืนยันตรงกันว่าการเปิดบัญชีเงินฝากของจำเลยกระทำขึ้นเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติดของนายประยงค์ ซึ่งในชั้นสอบสวนพยานทั้งสามก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ เฉพาะอย่างยิ่งนางสาวสรารัตน์เป็นเพื่อนกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และในคดีที่นางสาวสรารัตน์ถูกฟ้องในข้อหาสมคบกับนายประยงค์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นางสาวสรารัตน์ก็ได้ให้การรับสารภาพ จึงไม่มีเหตุที่จะให้การและเบิกความซัดทอดจำเลยโดยปราศจากมูลความจริง เพราะไม่ทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ในทางคดีแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าให้การและเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับพยานโจทก์อีก 2 ปาก ข้างต้น อีกทั้งจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้เปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวพร้อมทำบัตรเอทีเอ็มมอบให้นางสาวสรารัตน์ไว้จริง เป็นการเจือสมให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของจำเลยได้จากนางสาวสรารัตน์ มิใช่ยึดได้จากนายประยงค์โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุบุคคลทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน และนางสาวสรารัตน์เบิกความยืนยันว่า นายประยงค์ให้จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันเปิดบัญชีเงินฝากไว้ให้ และเก็บไว้ในรถยนต์ที่นางสาวสรารัตน์กับนายประยงค์ใช้ร่วมกัน แล้วนายประยงค์ใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยรับโอนเงินค่ายาเสพติดจากลูกค้า เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1406 xxxx ได้จากนายประยงค์เป็นของกลางด้วย และตรวจสอบพบว่ามีการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ 08 9224 xxxx ของจำเลยไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้จักคุ้นเคยกับนายประยงค์จริง อีกทั้งได้ความว่าในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายประยงค์มีการพูดคุยทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งให้บุคคลอื่นโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยอย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น และข้อเท็จจริงยังได้ความว่า นับแต่วันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากถึงวันที่นายประยงค์ถูกจับกุมรวมเวลา 2 เดือนเศษ มีการโอนเงินเข้าฝากและถอนออกจากบัญชีของจำเลยสูงถึงเกือบ 300,000 บาท บางวันมีการเคลื่อนไหวทางบัญชีหลายครั้งเป็นพิรุธ และขัดกับข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่า ให้นางสาวสรารัตน์ยืมสมุดบัญชีเงินฝากไปใช้ในการรับโอนเงินจากมารดา ซึ่งเป็นการเบิกความที่เลื่อนลอย ไม่ปรากฏว่ามารดาของนางสาวสรารัตน์มีรายได้จากแหล่งใด จึงสามารถโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยได้จำนวนมากเช่นนี้ ที่จำเลยอ้างว่านางสาวสรารัตน์ทำบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้เองจึงมาขอยืมสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้แทน โดยจำเลยไม่ทราบว่าจะนำสมุดบัญชีเงินฝากไปเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติดนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยและขัดต่อเหตุผล ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธเพียงลอยๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าถูกหลอกลวงยืมสมุดบัญชีเงินฝากไปใช้แต่อย่างใด เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักแก่การเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือนายประยงค์ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น จึงต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับนายประยงค์จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3606/2558 ของศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำความผิดของนายประยงค์ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายประยงค์ตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำคุกเพียง 15 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวสุธินี สมณะ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2562
#638838
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และ ก. อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 จำเลยที่ 1 และ ก. หามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และ ก. เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับ ก. โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 กับ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ต่อมาเมื่อ ก. ถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ก. ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของ ก. ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่า ก. ได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของ ก. ย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของ ก. เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ก. และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของ ก. คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้

จำเลยที่ 1 กับ ก. ต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และ ก. โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของ ก. ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ก. ถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของ ก. จึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของ ก. ต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของ ก. ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของ ก. ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของ ก. ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของ ก. แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของ ก. ให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของ ก. ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. แก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจาก ก. ถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 เพิกถอนนิติกรรมแบ่งแยกในนามเดิมของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ที่แบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกไปอีกสี่แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27520 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 และนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ของจำเลยที่ 3 โดยให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งหกตามกฎหมายต่อไป หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 70,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 3 จำนวน 20,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 4 จำนวน 30,000 บาท

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรรวม 8 คน คือ นางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ประมาณปี 2501 จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว วันที่ 24 มิถุนายน 2519 จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 วันที่ 27 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 นางกิมซัวถึงแก่ความตาย วันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 22 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 แล้ววันที่ 22 เมษายน 2557 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27520 แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกในข้อแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนตามส่วนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเพื่อจัดการมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยปัญหานี้ทั้งที่เป็นปัญหาที่สำคัญและมีผลต่อคดี ศาลฎีกาจึงเห็นควรที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" ทั้งนี้ คำว่าภายในบังคับของกฎหมาย ตามบทบัญญัตินี้หมายความว่า หากเป็นกรณีที่ตกอยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำมาตรา 1336 ไปใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวหามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวเป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2519 และดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2535 การจัดการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะลงชื่อในโฉนดที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวแต่สถานะของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินเดิมของนางกิมซัวก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ต่อมาเมื่อนางกิมซัวถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางกิมซัว ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่านางกิมซัวได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางกิมซัวย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของนางกิมซัว อันได้แก่ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีและนางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตร เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของนางกิมซัว คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้ ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" ข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของนางกิมซัวได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือแสดงความจำนงจะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่นางกิมซัวถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวจึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของนางกิมซัวต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของนางกิมซัวในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของนางกิมซัวซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของนางกิมซัว ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวแก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของนางกิมซัวให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของนางกิมซัวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางกิมซัวแก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจากนางกิมซัวถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์ทั้งหกอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหกเพราะไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1719 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. กับพวก
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา