คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5788/2562
#640185
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเป็นประกันการชำระหนี้และการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มาตรา 686 ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ภายหลังที่พระราชบัญญัติฯ ใช้บังคับแล้ว และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการบอกกล่าวล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด แต่การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน มิใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแทนเป็นเงิน 330,000 บาท ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์ 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ค่าเสียหายแทนแล้วเสร็จและจนกว่าจะชำระค่าใช้สอยรถยนต์แล้วเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 9,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จนแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้พิพากษาลดยอดหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนเป็นเงิน 284,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 32,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ให้ร่วมชำระค่าขาดประโยชน์กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2559) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดเป็นเงิน 6,000 บาท แก่โจทก์ ยกคำขอตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 350 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธน 1414 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 572,052.48 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,917.76 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 834.24 บาท รวม 48 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 ตุลาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 21 งวดเศษ เป็นเงิน 250,559.36 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเรื่องผู้เช่าซื้อผิดนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบและให้ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 8 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะ แต่มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเป็นประกันการชำระหนี้และการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 ไว้เป็นอย่างอื่น ข้อสัญญาข้อ 1 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนใช้สิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 686 และเมื่อความปรากฏต่อไปว่า ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และบอกกล่าวเรื่องผู้เช่าซื้อผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ แม้จะเป็นการบอกกล่าวล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดก็ตาม และโดยที่หน้าที่ในการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้นเป็นหนี้ประธาน มิใช่ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำขอตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 6,320 บาท ย่อมไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้ราคาแทน 200,000 บาท ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
เมทินี ชโลธร
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ที่ 5779/2562
#642575
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ซึ่งการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ผู้ร้องถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องยื่นฎีกาภายในกำหนด แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ซึ่งการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องต่อไป และเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคสอง บัญญัติว่า การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ผู้ร้องถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ

จึงมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับคำร้องขออนุญาตฎีกา และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนันทศักดิ์ บัวงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2562
#640612
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 94 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้อธิบดีกำหนดเวลาไว้เพื่อมิให้โจทก์จำหน่ายที่ดินเกินกำหนดเวลาเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำการจำหน่ายก่อนมีการกำหนดเวลา ฉะนั้น ถึงแม้อธิบดียังไม่ได้กำหนดเวลา โจทก์ก็สามารถดำเนินการขายที่ดินพิพาทได้ หากจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีคำขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทและให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยมีคำวินิจฉัยว่า แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวถูกจำกัดสิทธิมิให้ถือหรือใช้ที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ก็มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย เพียงแต่ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด เห็นได้ว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์เป็นการได้ที่ดินกลับคืนมาโดยคำพิพากษาของศาล จึงถือว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 กล่าวคือ โจทก์ในฐานะคนต่างด้าวต้องจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ในกรณีของโจทก์ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง แจ้งว่ายังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน แต่ถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่าย โจทก์สามารถจำหน่ายที่ดินดังกล่าวได้โดยตรง ดังนั้น เมื่อโจทก์หรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายทรัพย์พิพาท จึงถือได้ว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้ที่ดินเป็นของโจทก์อันเป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินอีกต่อไป ต้องส่งมอบคืนแก่โจทก์ ส่วนคำพิพากษาของศาลแพ่งที่พิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปบังคับคดีเอาแก่โจทก์ หาใช่ข้ออ้างที่จะยึดหน่วงทรัพย์พิพาทในคดีนี้ไม่ เป็นคนละกรณีกัน จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ กรณีหาใช่หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครองนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 ไม่ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 แก่โจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ห้ามจำเลยกระทำการอย่างเดียวกับที่ฟ้อง กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 4,125,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 375,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 แก่โจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสวีเดนมอบอำนาจให้นายเปรมปรีชา ดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 140217 ถึง 140221 และ 29836 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 โจทก์มอบหมายให้ทนายความไปตรวจสอบสภาพที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ปรากฏว่านายธันยบูรณ์ ตัวแทนของโจทก์ในบริษัทผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินของบริษัทสูญหาย แล้วมอบให้นายวิเชษฐ์ขอออกโฉนดใบแทน วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 นายธันยบูรณ์นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนขายฝากในนามบริษัทแก่จำเลยและไม่ไถ่ถอนการขายฝาก โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 231/2554 หมายเลขแดงที่ 1352/2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากและให้โจทก์จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้นำเงินที่ได้จากการจำหน่ายคืนแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่จำหน่ายที่ดินภายในกำหนดเวลา ให้อธิบดีกรมที่ดินนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาคืนให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในคดีดังกล่าว ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่าย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทด้วย หาใช่มีเพียงคำพิพากษาให้จำหน่ายที่ดินแต่อย่างเดียวไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในส่วนนี้ ฉะนั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝากถึงที่สุดแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยที่ดินพิพาทต้องกลับคืนเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในคดีดังกล่าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ฉะนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นการขัดขวางต่อการประกาศขายที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าโจทก์ไม่มีอำนาจขายทรัพย์พิพาทก่อนที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ได้กำหนดเวลาให้จำหน่าย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 94 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้อธิบดีกำหนดเวลาไว้เพื่อมิให้โจทก์จำหน่ายที่ดินเกินกำหนดเวลาเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้โจทก์ทำการจำหน่ายก่อนมีการกำหนดเวลา ฉะนั้น ถึงแม้อธิบดียังไม่ได้กำหนดเวลา โจทก์ก็สามารถดำเนินการขายที่ดินพิพาทได้ หากจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีคำขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทและให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยทำสัญญาขายฝากโดยไม่สุจริต ฉะนั้น การที่ต่อมาจำเลยได้ทำการปรับปรุง ต่อเติม ตกแต่งทรัพย์พิพาท จึงเป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่สุจริต ย่อมทำให้การปรับปรุง ต่อเติม ตกแต่งทรัพย์พิพาทเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตไปด้วย แม้จำเลยจะอ้างว่าได้กระทำก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำโดยไม่สุจริตเริ่มตั้งแต่ที่จำเลยได้ทำการซื้อฝาก หาใช่ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์พิพาท ในคดีที่จำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์นั้น ศาลได้มีคำวินิจฉัยว่าการคืนตึกแถวพิพาทอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 418 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ราคา หาได้มีผลทำให้จำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทด้วยไม่ เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวถูกจำกัดสิทธิมิให้ถือหรือใช้ที่ดินที่ได้มาอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ก็มิใช่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินนั้นจะไม่มีผลเสียเลย เพียงแต่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด เห็นได้ว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์เป็นการได้ที่ดินกลับคืนมาโดยคำพิพากษาของศาล จึงถือว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 กล่าวคือ โจทก์ในฐานะคนต่างด้าวต้องจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ในกรณีของโจทก์ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี แจ้งว่ายังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน แต่ถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาการจำหน่าย โจทก์สามารถจำหน่ายที่ดินดังกล่าวได้โดยตรง ตามหนังสือขอให้กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายที่ดินของคนต่างด้าว ข้อเท็จจริงได้ความว่าปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือกำหนดระยะเวลาจำหน่ายที่ดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์หรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายทรัพย์พิพาท จึงถือได้ว่าทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เพราะแม้โจทก์จะเป็นคนต่างด้าวก็สามารถมีสิทธิในที่ดินได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และเมื่อคำพิพากษาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตและให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากทรัพย์พิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทและต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝากทรัพย์พิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวซึ่งต้องจำหน่ายทรัพย์พิพาทภายในกำหนดระยะเวลา ก็หาทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่สุจริตมีสิทธิอาศัยโอกาสนี้ได้รับประโยชน์ใด ๆ ในทรัพย์พิพาทดังกล่าวก่อนมีการจำหน่ายทรัพย์พิพาทแต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นการเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยใช้ทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องได้ความว่าก่อนที่จำเลยกระทำละเมิด โจทก์จะได้นำทรัพย์พิพาทออกหาประโยชน์ใด ๆ มาก่อนหรือไม่ จำเลยได้ฟ้องเรียกค่าใช้ราคาจากการที่ตนเองได้ตกแต่ง ต่อเติมอาคารจากโจทก์ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาส่วนนี้แก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นค่าใช้ทรัพย์พิพาทควรเป็นจำนวนเท่าใดต้องพิจารณาจากสภาพทรัพย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ก่อนที่มีการปรับปรุงตามที่จำเลยฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาจากสภาพที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท ทำเล และการคมนาคมภายหลังจากมีการปรับปรุงแล้ว จึงชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีส่วนร่วมในทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน โดยศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีทรัพย์สินพอที่จะบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้ที่ดินเป็นของโจทก์อันเป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินอีกต่อไป ต้องส่งมอบคืนแก่โจทก์ ส่วนคำพิพากษาของศาลแพ่งที่พิพากษาให้โจทก์ใช้ราคาแก่จำเลยนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปบังคับคดีเอาแก่โจทก์ หาใช่ข้ออ้างที่จะยึดหน่วงทรัพย์พิพาทในคดีนี้ไม่ เป็นคนละกรณีกัน จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ กรณีหาใช่หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครองนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ไม่ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.ที่ดิน ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรสิทธิ์ อภิชาติโชติ
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5776/2562
#638487
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ก่อนจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของเดิม ย่อมต้องยังคงสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตลอดไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) บุคคลใดย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในทางดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะทำหนังสืออุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกตามคำแนะนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจมีผลให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นกลับเป็นของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อพิจารณาหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่คัดค้านการใด ๆ ข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองยอมอุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 ให้เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ทันทีที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว แม้จะเป็นการกระทำหลังวันฟ้องคดีนี้ และคดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องต่อศาลปกครองขอเพิกถอนเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเฉพาะทางพิพาทส่วนที่ 2 อยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม แต่ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ยังไม่ได้ถูกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงยังคงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนตามทางนำสืบของคู่ความ มิได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอในส่วนทางพิพาทส่วนที่ 2 นี้เช่นกัน การที่จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงปิดทางพิพาทบางส่วนย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในการใช้ทาง จำเลยทั้งสองย่อมต้องรื้อถอนออกไปและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 10353 กว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นโดยไม่มีค่าตอบแทนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นโดยไม่มีค่าตอบแทนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปเพื่อให้โจทก์สามารถใช้ทางพิพาทได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายเศษวัสดุ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดประโยชน์ 49,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงออกไปจากทางพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 1,300 บาท และให้ชำระต่อไปอีกเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2558) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไป กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมา 880 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ นางมาลัย นางสาวจรินทร์ นางสาวรุ่งรัตน์และจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ของบิดามารดาของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งยังไม่ได้แบ่ง ทิศเหนือมีลำกระโดงยาวตามแนวเขตที่ดินเพื่อชักน้ำจากคลองบางราวนกเข้าในร่องสวน และมีคันดินติดลำกระโดงถัดเข้ามาในเขตที่ดินดังกล่าวสำหรับประชาชนทั่วไป พระภิกษุ รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองใช้สัญจรผ่านเพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปวัดหูช้าง ขณะนั้นโจทก์ จำเลยทั้งสองและพี่น้องคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ติดกันในที่ดินดังกล่าว ปี 2517 บิดาโอนที่ดินแปลงใหญ่ดังกล่าวให้โจทก์กับนางมาลัย และในปีเดียวกันโจทก์กับนางมาลัยได้แบ่งแยกเป็น 2 แปลง เป็นของโจทก์โฉนดเลขที่ 1492 และของนางมาลัยโฉนดเลขที่ 10353 ต่อมาปี 2520 โจทก์แบ่งที่ดินส่วนของโจทก์ให้นางสาววารินทร์กับนางสาวรุ่งรัตน์เป็นโฉนดเลขที่ 10354 และปี 2522 นางมาลัยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10353 แก่จำเลยทั้งสอง ประมาณปี 2535 ทางราชการสร้างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ตัดผ่านลำกระโดงติดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งซื้อมาจากนางมาลัย และจำเลยทั้งสองได้สร้างบ้านใหม่ในที่ดินดังกล่าว ระหว่างนี้องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองได้ปรับปรุงทางเดินที่เป็นคันดินหลายครั้งเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สัญจรระหว่างถนนที่ตัดใหม่ไปวัดหูช้างได้สะดวก ซึ่งทางเดินที่เป็นคันดินที่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองนี้ เดิมเป็นทางเดินคันดินในโฉนดเลขที่ 1492 ที่มีอยู่ก่อนที่บิดาจะโอนให้โจทก์กับนางมาลัย จนในที่สุดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองได้ทำเป็นทางคอนกรีต ปี 2547 โจทก์ถมลำกระโดงในเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองตลอดแนวตั้งแต่สะพานข้ามคลองไปวัดหูช้างถึงถนนอัจริยะประสิทธิ์ และปรับปรุงลงหินคลุกในปี 2554 เพื่อให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้ จำเลยที่ 1 จึงปักเสาคอนกรีตกั้นไม่ให้รถยนต์ผ่าน ปี 2558 จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีออกและสร้างรั้วคอนกรีตขยับเข้าไปทับทางคอนกรีตเดิมให้เหลือส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกกว้าง 1.5 เมตร วันที่ 19 ตุลาคม 2558 โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ระหว่างพิจารณาในวันทำแผนที่พิพาทโจทก์ยกที่ดินส่วนที่เป็นทางในเขตที่ดินของโจทก์จากสะพานข้ามคลองไปวัดหูช้างยาวตลอดถึงแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองให้เป็นทางสาธารณะขนาดกว้าง 1.5 เมตร หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยกที่ดินของจำเลยทั้งสองส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกซึ่งถมจากลำกระโดงเก่าให้เป็นทางสาธารณะขนาดกว้าง 1.5 เมตร เริ่มจากถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ไปเชื่อมต่อกับทางที่โจทก์ยกให้ก่อนนั้น ทางพิพาทตามแผนที่พิพาท อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเริ่มตั้งแต่ส่วนที่ติดเขตที่ดินของโจทก์ยาวตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองไปจดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ขนาดกว้าง 3 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นทางเดินคันดินเดิมที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต และส่วนที่ 2 เป็นพื้นหินคลุก โดยโจทก์นำชี้แนวเขตทางพิพาทรวม 2 ส่วน กว้าง 3 เมตร จำเลยทั้งสองนำชี้เฉพาะทางพิพาทส่วนที่เป็นทางเดินคันดินเดิมกว้าง 1 เมตร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ทางพิพาทส่วนแรกมีความกว้างเท่าใด เห็นว่า ตามแผนที่พิพาท โจทก์นำชี้ทางพิพาทตามแนวเขตเส้นสีแดงกว้าง 3 เมตร ส่วนจำเลยทั้งสองนำชี้ทางพิพาททับส่วนที่โจทก์นำชี้ตามแนวเขตเส้นสีเขียวกว้าง 1 เมตร โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองตรวจดูแผนที่พิพาทแล้วรับรองว่าถูกต้องตามที่ตนเองนำชี้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 มีนาคม 2559 แต่ตามแผนที่พิพาทดังกล่าวไม่ได้ระบุแนวกำแพงคอนกรีตที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างว่าอยู่ในแนวใดบนทางพิพาท ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบโต้เถียงกันในส่วนความกว้างของทางพิพาทส่วนแรก โดยโจทก์เบิกความว่า เดิมทางพิพาทกว้างประมาณ 1.20 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เดิมทางพิพาทเป็นคันดินสวนกว้างเพียง 1 เมตร ซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งพระภิกษุใช้เดินไปวัดหูช้าง ต่อมาทางราชการเห็นว่าทรุดโทรมจึงนำแผ่นปูนซีเมนต์กว้าง 0.50 เมตร มาวาง หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็นแผ่นปูนซีเมนต์กว้าง 1 เมตร มาวางแทน เมื่อทรุดโทรมอีกทางราชการจึงเทปูนซีเมนต์กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนแนวหินคลุกที่ติดกับปูนซีเมนต์ตามภาพถ่ายดังกล่าวเดิมเป็นลำกระโดงที่ใช้ผันน้ำจากคลองบางราวนกเข้าสู่สวนของจำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นที่อยู่ตามแนวคลอง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสภาพทางพิพาทที่เดิมเป็นเพียงทางเดินบนแนวคันดินของร่องสวนตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันนั้น แสดงให้เห็นได้ว่าการปรับปรุงทางเดินดังกล่าวเป็นพื้นปูนซีเมนต์ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างย่อมไม่อาจทำให้กว้างได้เท่ากับทางพิพาทเดิมเนื่องจากมีสภาพเป็นเพียงคันดิน และจำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ย้ายเส้นทางเดินบนแนวคันดินเดิมไปยังสุดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองโดยทำเป็นทางเดินกว้าง 1.5 เมตร คือ ทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีแนวเขตติดต่อกับทางพิพาทเดิม คือ ทางพิพาทส่วนแรก แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบคัดค้านว่าการนำชี้ทางพิพาทของโจทก์ตามแนวเขตเส้นสีแดงกว้าง 3 เมตร นั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะจำเลยทั้งสองนำชี้แนวเขตเส้นสีเขียวกว้างเพียง 1 เมตร จึงเหลือความกว้างของทางพิพาทอีก 2 เมตร อีกทั้งปรากฏตามภาพถ่าย ภาพแรกว่า จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงคอนกรีตล้ำเข้ามาบนทางส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกด้วย ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่าทางพิพาทเดิมไม่ได้มีความกว้างเฉพาะส่วนที่เป็นพื้นปูนซีเมนต์กว้าง 1 เมตร เท่านั้น แต่ยังรวมความกว้างในส่วนที่เป็นพื้นหินคลุกด้วย อันสอดคล้องกับความกว้างของสะพานข้ามคลองบางราวนกจากที่ดินของจำเลยทั้งสองผ่านที่ดินของโจทก์ไปยังวัดหูช้างที่มีความกว้าง 1.5 เมตร แม้โจทก์จะนำสืบว่าทางพิพาทเดิมมีความกว้างประมาณ 1.20 เมตร ก็เป็นเพียงการประมาณจากการใช้ทางสัญจรเดิมที่มีสภาพเป็นเพียงคันดิน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทางพิพาทส่วนแรกที่เป็นทางสัญจรเดิมนั้นมีความกว้าง 1.5 เมตร เมื่อรวมกับความกว้างของทางพิพาทส่วนที่ 2 ขนาด 1.5 เมตร ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันแล้ว ทางพิพาทจึงมีความกว้าง 3 เมตร ตรงกับที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำชี้แนวเขตในแผนที่พิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ทางพิพาททั้ง 2 ส่วนเป็นทางสาธารณะหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ทางสาธารณะนั้นประชาชนทุกคนมีสิทธิใช้ได้ บุคคลใดก็ไม่มีอำนาจห้ามบุคคลอื่นใช้ทางสาธารณะ แม้คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ หากข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายและพิพากษาไปตามทางพิจารณานั้นได้ หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในส่วนของทางพิพาทส่วนแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อหลายสิบปีมาแล้วบุคคลทั่วไปรวมทั้งญาติพี่น้องโจทก์ใช้ทางพิพาทเดินสัญจรไปมาซึ่งบิดามารดาโจทก์เจ้าของที่ดินเดิมมิได้ขัดขวางห้ามปราม ต่อมานางมาลัยขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์และญาติพี่น้องโจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทสัญจรดังเดิม และปี 2537 ทางราชการตัดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ผ่านทางพิพาท ผู้ใช้ทางบางรายจึงใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ผ่านทางพิพาทด้วย ในปี 2547 โจทก์ขยายทางพิพาทเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาวตั้งแต่ริมคลองบางราวนกจนถึงถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ เพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกจากบ้านของโจทก์และน้องสาวโจทก์ไปสู่ถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ โดยจำเลยทั้งสองไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ทางของโจทก์และบุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ให้การยอมรับว่า เดิมทางพิพาทเป็นทางที่ใช้เดินบนคันดินเพื่อใช้สำหรับเดินเลียบไปตามแนวคูส่งน้ำ ซึ่งใช้ส่งน้ำจากคลองบางราวนกเข้าสู่ท้องร่องในเรือกสวนของจำเลยทั้งสองและท้องร่องของที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่อยู่ถัดไปจากที่ดินของจำเลยทั้งสอง เมื่อทางราชการสร้างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ยังใช้ทางเดินตามแนวคันดินเดิม ต่อมาทางราชการปรับปรุงทางเดินดังกล่าวจากพื้นดินเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ก็ใช้ทางเดินดังกล่าวสัญจรเข้าออกระหว่างถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ผ่านที่ดินของโจทก์เพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปยังวัดหูช้างเรื่อยมา ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะสร้างกำแพงคอนกรีต จำเลยทั้งสองขยับเส้นทางเดินบนแนวคันดินเดิมไปยังสุดแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองจากถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ยาวตลอดแนวไปถึงที่ดินของโจทก์เพื่อข้ามสะพานคลองบางราวนกไปยังวัดหูช้าง เพื่อให้โจทก์และบุคคลทั่วไปใช้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบยอมรับว่า ทางพิพาทส่วนแรกนั้น บุคคลทั่วไปสามารถใช้ผ่านเข้าออกจากทางด้านถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ไปยังวัดหูช้างมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนมีการตัดถนนอัจฉริยะประสิทธิ์ โดยเจ้าของที่ดินเดิมรวมทั้งจำเลยทั้งสองไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปราม ทางพิพาทส่วนแรกจึงมิได้มีการใช้เฉพาะเครือญาติดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา และจำเลยทั้งสองยังยินยอมให้ทางราชการปรับปรุงทางพิพาทจากพื้นดินเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า เดิมทางพิพาทเป็นคันดินซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งพระภิกษุใช้เดินไปวัดหูช้าง ต่อมาทางราชการเห็นว่าทรุดโทรมจึงนำแผ่นปูนซีเมนต์มาวาง เมื่อทรุดโทรมอีกทางราชการจึงเทปูนซีเมนต์ สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่าเจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทส่วนแรกสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายมาตั้งแต่ต้นแล้ว ทางพิพาทส่วนแรกจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้จำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาและมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมถึงในทางพิพาทส่วนแรกก็ไม่ทำให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ตกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวนี้กลับกลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง และการที่จำเลยทั้งสองให้บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปใช้ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทส่วนแรกหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วกลับไปเป็นของจำเลยทั้งสองได้อีกเช่นกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะก่อสร้างกำแพงบนทางพิพาทส่วนแรก และไม่มีสิทธิให้ไปใช้ทางอื่นแทนทางพิพาทส่วนแรกที่เป็นทางสาธารณะได้ เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะแล้วแม้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องขอให้เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นก็เป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะจึงมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอ

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทางพิพาทส่วนที่ 2 นั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกและจำเลยทั้งสองทำหนังสืออุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหลังจากที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองอนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงบนทางพิพาทส่วนแรกและเป็นการอุทิศให้หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ถึง 9 เดือนเศษ โดยเป็นไปตามคำชี้แนะของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง ทั้งไม่ใช่ทางที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงไม่ใช่ทางสาธารณะ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองเพื่อขอเพิกถอนการอุทิศที่ดินดังกล่าวต่อศาลปกครอง คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการคลาดเคลื่อน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ใช้ทางพิพาทส่วนที่ 2 แทนทางพิพาทส่วนแรกก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ลดความสะดวกในการใช้ทาง และทางพิพาทส่วนที่ 2 ไม่ใช่ทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นเนื่องจากโจทก์ใช้ทางดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังคัดค้านโดยนำเสามาปักและเขียนป้ายอย่างชัดแจ้ง จึงไม่ใช่การใช้โดยปรปักษ์เกิน 10 ปี นั้น เห็นว่า เมื่อทางพิพาทส่วนแรกเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ก่อนจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินมาจากเจ้าของเดิม ย่อมต้องยังคงสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตลอดไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) บุคคลใดย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในทางดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะทำหนังสืออุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 โดยมีเจตนาให้ใช้แทนทางพิพาทส่วนแรกตามคำแนะนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจมีผลให้ทางพิพาทส่วนแรกที่ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นกลับเป็นของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อพิจารณาหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวปรากฏเพียงว่าจำเลยทั้งสองยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่คัดค้านการใด ๆ ข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองยอมอุทิศทางพิพาทส่วนที่ 2 ให้เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ทันทีที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว แม้จะเป็นการกระทำหลังวันฟ้องคดีนี้ และแม้คดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องต่อศาลปกครองขอเพิกถอนเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเฉพาะทางพิพาทส่วนที่ 2 อยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม แต่ทางพิพาทส่วนที่ 2 ก็ยังไม่ได้ถูกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ทางพิพาทส่วนที่ 2 จึงยังคงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลในระหว่างพิจารณาโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำสืบ และเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยชัดแจ้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทส่วนที่ 2 เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนตามทางนำสืบของคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินคำขอในส่วนทางพิพาทส่วนที่ 2 นี้เช่นกัน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองสร้างกำแพงปิดทางพิพาทบางส่วนย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในการใช้ทาง จำเลยทั้งสองย่อมต้องรื้อถอนออกไปและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1305
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562
#664226
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า "(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า "(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาพิเศษด้วย กล่าวคือ ต้องมีเจตนาพิเศษ "โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง" จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเรื่องการกระทำโดยทุจริตหรือหลอกลวง แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (เดิม) แต่ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (ที่แก้ไขใหม่) ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จึงเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 130ก/2558 ของศาลทหารกรุงเทพ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) (ที่ถูก มาตรา 14 (1) จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 130ก/2558 ของศาลทหารกรุงเทพนั้น เนื่องจากคดีนี้และในคดีดังกล่าวรอการลงโทษจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ให้เหตุผลว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.3 ไว้พิจารณา และให้ดำเนินการต่อไป เนื่องจากฎีกาข้อดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่อยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.3 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณาเท่านั้น ดังนี้ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติใหม่ เป็นคุณแก่จำเลยให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า "(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า "(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาพิเศษด้วย กล่าวคือ ต้องมีเจตนาพิเศษ "โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง" จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้นำข่าวอันเป็นเท็จลงในเว็บไซต์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเรื่องการกระทำโดยทุจริตหรือหลอกลวง แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (เดิม) แต่ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 (ที่แก้ไขใหม่) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จึงเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำของจำเลยเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ประมวญ รักศิลธรรม
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักษ์วงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2562
#640605
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก มาตรา 54 วรรคหนึ่ง), 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 516,699 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เดิมจำเลยและครอบครัวมีที่ดินทำกินที่ทางราชการผ่อนผันให้เข้าทำกินมาตั้งแต่ประมาณปี 2525 ประมาณ 9 ไร่เศษ ต่อมาเมื่อประมาณปี 2546 จำเลยจึงเข้ายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบและจับกุม เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ฎีกาดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในป่าห้วยคอกช้าง หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท่าแพ แล้วจำเลยแผ้วถาง ตัดฟัน โค่นต้นไม้ เผาป่าและปลูกข้าวโพดในพื้นที่ดังกล่าวเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นต้นเหตุและเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่าที่รัฐกำหนดให้เป็นเขตที่ต้องสงวนเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นสมบัติของชาติและประชาชน ทั้งเป็นการทำลายระบบนิเวศของป่าเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องดูแลครอบครัวก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724/2562
#639120
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่เป็นเหตุโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับลักษณะการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่าการกระทำดังกล่าวของ จ. จะมีลักษณะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลย ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่ว่าจำเลยจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยมอบอำนาจให้ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ตามเงื่อนไข การที่ จ. ออกหนังสือค้ำประกันที่สาขาของจำเลยโดยใช้กระดาษแบบฟอร์มของจำเลย ถือได้ว่าทางปฏิบัติของจำเลยผู้เป็นตัวการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นการกระทำอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน หนังสือค้ำประกันจากธนาคารจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อโจทก์ยอมรับหนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระเงินค่าสินค้าของ ม. การที่ ม. ไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของ จ. ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 99,941,078.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,247,704.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 99,247,704.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2558) ต้องไม่เกิน 693,374.24 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตเหล็ก จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ นางสาวปัญจพักตร์เป็นพนักงานของจำเลย สาขาอโศก ตำแหน่งรองผู้อำนวยการและหัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2557 และวันที่ 29 กันยายน 2557 นางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันในนามของจำเลยให้แก่บริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินค้าจากโจทก์ บริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 3 ครั้ง โดยได้เครดิตครั้งละ 90 วัน ครั้งแรก ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าห้าสิบล้านบาทเศษ ครั้งที่ 2 ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าสี่สิบเจ็ดล้านบาทเศษ และครั้งที่ 3 ใช้หนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระหนี้ค่าสินค้ามูลค่าห้าสิบล้านบาทเศษเนื่องจากมีการชำระค่าสินค้าในครั้งแรกครบถ้วนแล้ว และค้างชำระค่าสินค้าในการซื้อขายครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 รวมเป็นเงิน 99,247,704.27 บาท ต่อมาปรากฏว่าหนังสือค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม มีการดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวปัญจพักตร์กับพวก ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม

ปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของนางสาวปัญจพักตร์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ข้อ 2 บรรยายว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 นางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) สาขาอโศก และหัวหน้าผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน (สาขาอโศก) ได้จงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยได้บรรยายการกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ว่า เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันของจำเลยเพื่อค้ำประกันการซื้อขายเหล็กเส้นของบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ที่สั่งซื้อจากโจทก์ และในข้อ 4 ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า การกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยดังกล่าวเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและในทางการที่จ้างของจำเลย ซึ่งเป็นการบรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวปัญจพักตร์เกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไร และมีการกระทำอย่างไรที่โจทก์ได้เห็นว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งนั้น โจทก์บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้น ศาลมีอำนาจหน้าที่นำหลักกฎหมายมาปรับข้อเท็จจริงแห่งคดีว่า ข้อเท็จจริงนั้นต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายลักษณะใดและมีผลทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของนางสาวปัญจพักตร์ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่เป็นเหตุโต้แย้งสิทธิของโจทก์มาพอเข้าใจได้แล้ว แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับลักษณะการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบในเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวปัญจพักตร์จะมีลักษณะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยหรือไม่ประการใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่ว่าจำเลยจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของนางสาวปัญจพักตร์จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความเป็นตัวแทนของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า นางสาวปัญจพักตร์กระทำการในทางการที่จ้างและในฐานะตัวแทนของจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และ มาตรา 426 กำหนดหลักความรับผิดทางละเมิดอันเกิดจากการกระทำของลูกจ้างที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น หลักการดังกล่าวให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลมตามมาตรา 427 นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติเฉพาะ ที่กำหนดความรับผิดของตัวการต่อบุคคลภายนอกไว้ในมาตรา 820 ถึงมาตรา 823 ว่า ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ถ้าตัวแทนทำการอันใดเกินอำนาจตัวแทน แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าตัวแทนคนนั้นกระทำการเป็นตัวแทนของตน ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจก็ดี ย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพัง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตัวแทนทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตเป็นสำคัญ โดยกำหนดให้ตัวการต้องผูกพันรับผิดต่อบุคคลภายนอก 2 กรณี กรณีแรก ถ้าตัวแทนทำการภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องผูกพันรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมอ และกรณีที่สอง ถ้าตัวแทนทำการเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ตัวการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าตัวแทนคนนั้นกระทำการเป็นตัวแทนของตนเช่นเดียวกันกับกรณีแรก แต่ทั้งสองกรณีกฎหมายก็กำหนดทางเยียวยาความเสียหายของตัวการไว้โดยตัวการอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากตัวแทนนั้นได้ในภายหลังจากที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ส่วนถ้าเป็นกรณีตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันตัวการ กล่าวคือตัวการอาจปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ทันทีโดยไม่จำต้องคำนึงถึงความสุจริตของบุคคลภายนอก เมื่อปรากฏหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นางสาวปัญจพักตร์เป็นลูกจ้างของจำเลย สังกัดสำนักงานสาขาอโศก ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุน (รองผู้อำนวยการ) และวันที่ 1 กันยายน 2557 จำเลยมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์กระทำการแทนจำเลยโดยมีอำนาจลงลายมือชื่อคนเดียวออกหนังสือค้ำประกันวงเงินไม่เกินห้าพันบาท และร่วมลงลายมือชื่อกับผู้รับมอบอำนาจอื่นรวมสองคน ออกหนังสือค้ำประกันวงเงินเกินสามสิบล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาท เห็นได้ว่าแม้เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสาร แต่ก็เป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยใช้อ้างต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาที่จำเลยร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางสาวปัญจพักตร์ มีทนายความของจำเลยลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในคราวนำส่งต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงสภาพ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของเอกสารดังกล่าวน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งนายชะโลม ทนายความของจำเลย และนายภาคภูมิ ผู้ช่วยประธานสายปฏิบัติการรักษาการฝ่ายพิธีการสินเชื่อ ประจำสำนักงานใหญ่ของจำเลย เป็นพยานจำเลยเบิกความตอบการถามค้านของฝ่ายโจทก์ถึงความมีอยู่จริงของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ที่จำเลยให้การว่า นางสาวปัญจพักตร์ไม่มีอำนาจออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลย ก็เป็นการกล่าวอ้างที่มีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความประกอบใบพรรณนาหน้าที่งาน ผังโครงสร้างฝ่ายพิธีการสินเชื่อ และบันทึกความเข้าใจกระบวนการทำงานในการปฏิบัติงาน เพื่อแสดงว่าโดยตำแหน่งของนางสาวปัญจพักตร์แล้วไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือค้ำประกัน แต่เอกสารที่จำเลยอ้างนี้เป็นเพียงระเบียบกฎเกณฑ์ภายในของจำเลย ทั้งพยานจำเลยยังยอมรับเสียเองว่าจำเลยมีหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ดังกล่าวข้างต้น พยานหลักฐานของจำเลยเท่าที่นำสืบมาโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนนอกจากนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้นางสาวปัญจพักตร์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยออกหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยได้ตามเงื่อนไขในเอกสารและการออกหนังสือค้ำประกันเพื่อประกันการชำระเงินค่าสินค้าเป็นธุรกรรมทางการเงินอย่างหนึ่งในกิจการของจำเลย หากนางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนตามเงื่อนไขในเอกสาร ย่อมเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยและในฐานะตัวแทนของจำเลย แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันเกินวงเงินที่ได้รับมอบอำนาจซึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกันสองคนจึงจะสมบูรณ์ผูกพันจำเลย อันเป็นกรณีที่นางสาวปัญจพักตร์ทำการเกินอำนาจตัวแทน แต่ได้ความว่านางสาวปัญจพักตร์เป็นลูกจ้างของจำเลยและมีตำแหน่งหน้าที่ในระดับสูง ทำงานประจำอยู่ ณ สำนักงานสาขาอโศกของจำเลย กระทำการออกหนังสือค้ำประกันที่สาขาดังกล่าวโดยใช้กระดาษแบบฟอร์มของจำเลย และเมื่อพนักงานของโจทก์ไปตรวจสอบที่สาขาของจำเลยนางสาวปัญจพักตร์ก็ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยจริง โจทก์จึงยอมรับหนังสือค้ำประกันเป็นหลักประกันการชำระเงินค่าสินค้าของบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ทั้งหนังสือของจำเลยที่แจ้งเลิกสัญญาจ้างต่อนางสาวปัญจพักตร์ จำเลยตรวจสอบกรณีนางสาวปัญจพักตร์ออกหนังสือค้ำประกันแก่ลูกค้าของจำเลยเกินอำนาจของตัวแทนเช่นเดียวกับการออกหนังสือค้ำประกันและออกในวันเดียวกัน ระบุไว้ชัดว่า การกระทำของนางสาวปัญจพักตร์เป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่หรือโอกาสในการทำงาน พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยปล่อยปละละเลยไม่มีระบบตรวจสอบควบคุมภายในที่ดีเพียงพอ ทั้งที่จำเลยเป็นสถาบันการเงินอันเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน การที่จะเกณฑ์ให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและลูกค้าทั่วไปใช้ความระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยจากระบบบริหารจัดการของจำเลยเองย่อมเกินวิสัยของลูกค้าผู้รับบริการ ถือได้ว่าทางปฏิบัติของจำเลยผู้เป็นตัวการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการออกหนังสือค้ำประกันโดยนางสาวปัญจพักตร์เป็นการกระทำอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน การที่โจทก์ตรวจสอบหนังสือค้ำประกันที่สาขาของจำเลยโดยไม่ถามไปที่สำนักงานใหญ่ของจำเลย หรือถามพนักงานคนอื่นนอกจากนางสาวปัญจพักตร์ก็ดี การไม่ตรวจสอบว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือค้ำประกันเป็นพนักงานของจำเลยหรือไม่ก็ดี การไม่พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทมานา เอ็ม แอนด์ จี จำกัด ในเรื่องทุนจดทะเบียน งบดุลบัญชีการเงินประจำปี รวมถึงข้อพิจารณาอื่นๆ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วก็ดี ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายขาดความระมัดระวังหรือประมาทเลินเล่อ โจทก์จะขายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าว ต่อเมื่อนำหนังสือค้ำประกันจากธนาคารมาวางค้ำประกันการสั่งซื้อและชำระเงิน ดังนั้น หนังสือค้ำประกันจากธนาคารจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ความเสียหายของโจทก์เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของนางสาวปัญจพักตร์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ระหว่างโจทก์และจำเลยผู้สุจริตด้วยกัน จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่อจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่านางสาวปัญจพักตร์กระทำการในทางการที่จ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยตามมาตรา 425 และมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 และมาตรา 822 กรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่านางสาวปัญจพักตร์ตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจที่จะไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการดังที่จำเลยอ้างตามมาตรา 823 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นและฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 426 ม. 427 ม. 820 ม. 822 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — ธนาคาร ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5723/2562
#638478
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ใบสำคัญการจดทะเบียนอากาศยานเป็นอันใช้ไม่ได้ เมื่อ ...(1)...มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิครอบครองอากาศยานนั้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้จดทะเบียน..." และมาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณี (1) ถึง (5) ให้ผู้จดทะเบียนอากาศยานนั้นส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และใบสำคัญการจดทะเบียนเป็นอันใช้ไม่ได้โดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว โดยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหาจำต้องพิพากษาให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ไม่

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอากาศยานและเอกสารอากาศยานคืนแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์บรรยายฟ้องโดยคิดทุนทรัพย์ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.9610 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งอัตราแลกเปลี่ยนตามคำฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงต้องคิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในขณะฟ้องคดีดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันยื่นอุทธรณ์ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.5258 บาท และนำเงินค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาจำนวน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 693,954 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมานั้นแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระสำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ระหว่างวันที่ 22 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2557 จำนวน 1,925,527.25 ดอลลาร์สหรัฐ และอากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2557 จำนวน 2,070,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเช่าเพิ่มเติมค้างชำระสำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2557 อันเป็นวันเลิกสัญญาจำนวน 6,272,058.44 ดอลลาร์สหรัฐ และอากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2557 อันเป็นวันเลิกสัญญา จำนวน 4,389,032.95 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละดอลลาร์สหรัฐ ไลบอร์ บวก 300 เบสิก พอยต์ (Dollar LIBOR plus 300 basis point) ต่อเดือน จากเงินค้างชำระตามสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ นับแต่วันที่ถึงกำหนดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 537,277.29 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 14,656,618.64 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นยอดเงินรวมของค่าเช่าและค่าเช่าเพิ่มเติมค้างชำระของอากาศยานทั้ง 2 ลำ ข้างต้นนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ชำระค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานเลขหมายชุด 24753 ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จำนวน 271,065.43 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานทั้ง 2 ลำ ได้เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ และเอกสารอากาศยานตามคำฟ้องคืนให้แก่โจทก์ ให้ส่งมอบอากาศยานเลขหมายชุด 24752 และ 24753 คืนให้แก่โจทก์ตามสภาพที่ระบุไว้ในสัญญาพร้อมส่งมอบเอกสารอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ กับให้ถอนการจดทะเบียนอากาศยานทั้ง 2 ลำ ตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,656,618.64 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานพิพาทเป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอากาศยานพิพาทและเอกสารอากาศยานคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบอากาศยานพิพาท เลขหมายชุดอากาศยาน 24752 และ24753 พร้อมเอกสารอากาศยานคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ที่ได้จดทะเบียนไว้กับการบินพลเรือน (ที่ถูก กรมการบินพลเรือน) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กรณีชำระเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราถัวเฉลี่ยเช่นว่าก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ตามหนังสือรับรองบริษัทพร้อมคำแปล จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เช่าอากาศยานจำนวน 2 ลำ จากบริษัทแบ็คเตอร์ เอวิเอชั่น จำกัด คือ อากาศยาน โบอิ้ง รุ่น 767 - 300 อีอาร์ เลขหมายชุดของอากาศยาน 24752 และอากาศยาน โบอิ้ง รุ่น 767 - 300 อีอาร์ เลขหมายชุดของอากาศยาน 24753 ต่อมาโจทก์นำอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวไปให้จำเลยเช่าต่อจากโจทก์ โดยจำเลยตกลงชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์และการบำรุงรักษาของอากาศยานทั้ง 2 ลำ หลังสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่าอากาศยาน จำเลยยังไม่ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวคืนโจทก์ตามสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาเช่าอากาศยานกัน โดยจำเลยตกลงเช่าอากาศยานเลขหมายชุด 24752 และ 24753 ไปจากโจทก์ ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าได้ตกลงทำสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ดังกล่าวไปจากโจทก์จริง ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญา สัญญาดังกล่าวสิ้นสุดระยะเวลาลงแล้วแต่จำเลยยังคงครอบครองและไม่ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนให้แก่โจทก์ จนภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญากับบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยหยุดนำอากาศยานทั้ง 2 ลำ ขึ้นบินและส่งคืนโจทก์ กับให้ชำระค่าเช่าและค่าเช่าเพิ่มเติม แต่จำเลยเพิกเฉย ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนได้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าอากาศยานดังกล่าว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์หรือผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอากาศยานทั้ง 2 ลำ ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายไว้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ นั้น โจทก์เช่ามาจากบริษัทแบ็คเตอร์ เอวิเอชั่น จำกัด การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์บรรยายถึงสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยกล่าวอ้างถึงระยะเวลาการเช่าอากาศยานแต่ละลำจำนวน 36 เดือน ระบุถึงวันที่เริ่มต้นการเช่าอากาศยานแต่ละลำและวันสิ้นสุดระยะเวลาเช่า สำหรับอากาศยานเลขหมายชุด 24752 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเวลาสิ้นสุดการเช่าเป็นวันที่ 22 มีนาคม 2556 นั้น โจทก์ก็ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้ว พร้อมทั้งบรรยายถึงอัตราค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์และการบำรุงรักษาสำหรับอากาศยานแต่ละลำ กำหนดเวลาในการชำระค่าเช่าดังกล่าวในแต่ละเดือน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดและข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่โจทก์แนบสำเนาไว้ท้ายคำฟ้องอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย และโจทก์ได้บรรยายถึงวันที่จำเลยเริ่มผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมสำหรับอากาศยานแต่ละลำ โดยแนบรายละเอียดตารางคำนวณดอกเบี้ยไว้ในเอกสารท้ายคำฟ้อง และได้แยกการคำนวณค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานแต่ละลำไว้โดยอ้างอิงถึงอัตราค่าเช่าพื้นฐานตามสัญญาและระยะเวลาการคำนวณไว้เป็นข้อต่างหากแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าคำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปทำนองว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยสรุปได้ความว่า จำเลยเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ตามคำฟ้องมาจากโจทก์ สิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาดังกล่าว หลังจากโจทก์ส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์จากอากาศยานดังกล่าว โดยชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมเรื่อยมาจนกระทั่งจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติม โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13.2 หนังสือบอกเลิกสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวออกโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีผลในวันที่ 22 มกราคม 2557 และ 1 มกราคม 2557 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2557 กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมเอกสารแนบ ถึงโจทก์ยืนยันยอดค่าเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่ค้างชำระแก่โจทก์โดยขอผ่อนชำระและลดหย่อนหนี้ดังกล่าว จำเลยมิได้นำสืบหรือโต้แย้งเกี่ยวกับหน้าที่และจำนวนค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมตามที่โจทก์นำสืบ ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยและค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้อากาศยานทั้ง 2 ลำ ด้วย และเมื่อพิจารณาตารางคำนวณดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า มีการคำนวณค่าเช่าพื้นฐานและค่าเช่าเพิ่มเติมแยกกันเป็นรายเดือนสำหรับอากาศยานแต่ละลำโดยละเอียด ซึ่งตรงกับตารางคำนวณ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 แต่จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งไว้ในคำให้การหรือถามค้านพยานโจทก์ว่าตารางคำนวณดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งเมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยแล้ว กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมเอกสารแนบยืนยันยอดค่าเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยก็ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของยอดหนี้ที่จำเลยยืนยันตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในข้อนี้และพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามฟ้อง ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ใบสำคัญการจดทะเบียนอากาศยานเป็นอันใช้ไม่ได้ เมื่อ ...(1)...มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิครอบครองอากาศยานนั้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้จดทะเบียน..." และมาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณี (1) ถึง (5) ให้ผู้จดทะเบียนอากาศยานนั้นส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าอากาศยานทั้ง 2 ลำ โดยชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบอากาศยานทั้ง 2 ลำ คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งคืนใบสำคัญการจดทะเบียนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และใบสำคัญการจดทะเบียนเป็นอันใช้ไม่ได้โดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว โดยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหาจำต้องพิพากษาให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานพิพาททั้ง 2 ลำ ไม่

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอากาศยานและเอกสารอากาศยานคืนแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวน 15,464,961.36 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์บรรยายฟ้องโดยคิดทุนทรัพย์ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.9610 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งอัตราแลกเปลี่ยนตามคำฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงต้องคิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในขณะฟ้องคดีดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันยื่นอุทธรณ์ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.5258 บาท และนำเงินค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาจำนวน 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 693,954 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมานั้นแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนอากาศยานทั้ง 2 ลำ ที่จดทะเบียนไว้กับกรมการบินพลเรือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 190
พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
นพพร โพธิรังสิยากร
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2562
#638841
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันค้าขายพืชไร่โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าว ก." สั่งซื้อข้าวโพดจากโจทก์แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย แล้วจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายพืชไร่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ท่าข้าว ก. ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ในนามของจำเลยร่วมตามใบทะเบียนพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้อง แต่เป็นบุคคลอื่นที่ซื้อข้าวโพดจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชำระค่าข้าวโพดให้แก่โจทก์นั้น กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบกิจการท่าข้าว ก. ที่แท้จริง แม้โจทก์ไม่อาจขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (3) (ก) แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการ แต่จดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อของจำเลยร่วมและยังมีบุคคลอื่นที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามาซื้อข้าวโพดจากโจทก์ในท่าข้าว ก. อีก ตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีจึงเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็น และศาลย่อมมีอำนาจที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 503,091 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 482,007 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกนายพิน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 482,007 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกนายพินเข้ามาเป็นจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลหมายเรียกนายพินเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์ โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" เมื่อจำเลยร่วมยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ขอจดทะเบียนจากชื่อจำเลยร่วมเป็นชื่อจำเลยที่ 2 ก็ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังประกอบกิจการอยู่ ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เห็นว่า การที่คู่ความฝ่ายใดจะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้น ต้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อการใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองซึ่งประกอบกิจการโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" สั่งซื้อข้าวโพดตามฟ้องจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 503,091 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ซื้อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ซึ่งแม้หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์ ก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือให้จำเลยร่วมใช้ค่าทดแทนตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ได้ไม่ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันค้าขายพืชไร่โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "ท่าข้าวเกตุธัญญา" เป็นคดีนี้แล้ว จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายพืชไร่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่าท่าข้าวเกตุธัญญา ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ในนามของนายพิน โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้อง แต่เป็นบุคคลอื่นที่ซื้อข้าวโพดจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชำระค่าข้าวโพดให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การเช่นนี้จึงยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาและเป็นผู้ซื้อข้าวโพดที่แท้จริง แม้โจทก์ไม่อาจขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (3) (ก) ดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการ แต่จดทะเบียนพาณิชย์ในชื่อของนายพินและยังมีบุคคลอื่นที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามาซื้อข้าวโพดจากโจทก์ในท่าข้าวเกตุธัญญาอีก ตามคำร้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและศาลย่อมมีอำนาจที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (3) (ข) ได้ โดยจะเห็นได้ว่าจำเลยร่วมก็กลับให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเจ้าของและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของท่าข้าวเกตุธัญญาเนื่องจากได้ยกกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาให้กับจำเลยที่ 2 ไปนานแล้ว และให้การเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ถูกบุคคลอื่นหลอกว่าเป็นเจ้าของท่าข้าวเกตุธัญญาและโจทก์เป็นผู้ประมาทเลินเล่อเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ซึ่งจากคำให้การของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมดังกล่าวยิ่งทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมต่างปัดความรับผิดให้แก่ผู้อื่น การที่ศาลชั้นต้นให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีนั้นชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังยุติได้ว่า โจทก์นำข้าวโพดไปส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ที่ท่าข้าวเกตุธัญญา ซึ่งตามใบทะเบียนพาณิชย์ ระบุว่าสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ออกใบทะเบียนพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วมเพื่อประกอบการค้าพืชไร่ในชื่อท่าข้าวเกตุธัญญา ประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็ยังกล่าวอ้างว่าท่าข้าวเกตุธัญญาจดทะเบียนในนามของจำเลยร่วม กรณีจึงแสดงว่าจำเลยร่วมมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของท่าข้าวเกตุธัญญาอยู่ในทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ก็คงไม่จำต้องให้การกล่าวถึง แม้จำเลยร่วมจะอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโพดตามฟ้องเนื่องจากยกกิจการท่าข้าวเกตุธัญญาให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยร่วมไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าจำเลยร่วมยกกิจการให้จำเลยที่ 2 ไปแล้วอย่างไร ทั้งที่ยังปรากฏว่าใบทะเบียนพาณิชย์ของท่าข้าวเกตุธัญญายังมีชื่อจำเลยร่วมเป็นผู้ประกอบการอยู่และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน อันแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นได้ว่าจำเลยร่วมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของท่าข้าวเกตุธัญญาแล้ว จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระราคาข้าวโพดตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5715/2562
#639554
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในร้าน แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านซึ่งประกอบกิจการร้านคาราโอเกะย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและไม่ผิดกฎหมาย การที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อให้เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาติดตั้งที่ร้านคาราโอเกะของจำเลย จำเลยย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้ว่างานเพลงที่ติดตั้งในหน่วยความจำของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยจึงรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อมีการเปิดเพลงดังกล่าวจากตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญโดยแบ่งปันผลประโยชน์กัน จึงเป็นความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุประกอบด้วยลำดับภาพและเสียงแบบคาราโอเกะในเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ของศิลปินวง "ไอน้ำ" โดยมีการโฆษณางานเพลงดังกล่าวครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานยึดตู้คาราโอเกะ 1 ตู้ สมุดรายชื่อเพลง 1 เล่ม และไมโครโฟน 2 ตัว เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสันทัด ผู้จับกุม ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะไปที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" พร้อมกับนายจารุสิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหาย พบว่ามีการเปิดเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ผ่านทางตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญของกลาง โดยผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหายตรวจสอบแล้วว่าเพลงดังกล่าวมีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพยานโจทก์ปากผู้จับกุมเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความเป็นจริง ทั้งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิเชียร พนักงานสอบสวน มาเบิกความยืนยันว่าได้สอบคำให้การของผู้รับมอบอำนาจช่วงของผู้เสียหายไว้หลังเกิดเหตุ โดยมีข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เป็นลำดับ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้จับกุมทุกประการ เมื่อรับฟังประกอบกันกับภาพถ่ายสภาพร้านที่เกิดเหตุและภาพจอมอนิเตอร์ขณะเปิดเล่นเพลงคาราโอเกะของผู้เสียหายทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ส่วนทางนำสืบของจำเลยซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบการร้านคาราโอเกะ แต่โต้แย้งว่าตนไม่อยู่ในร้านขณะเกิดเหตุ จำเลยเซ้งร้านให้บุคคลอื่นไปแล้ว และตู้เพลงคาราโอเกะของกลางไม่ใช่ของจำเลยนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการเปิดเพลงซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายผ่านทางตู้เพลงคาราโอเกะของกลาง โดยคิดค่าบริการจากลูกค้าเพลงละ 5 บาท อันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า

คงมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะขณะเกิดเหตุ และจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานเพลงดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจสันทัด ผู้จับกุม เบิกความว่า ขณะเข้าจับกุมได้สอบถามผู้ดูแลร้านว่าใครเป็นเจ้าของร้าน ผู้ดูแลร้านได้นำใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตมาแสดง ซึ่งจำเลยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่า ตนเองประกอบกิจการร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" จริง และใบอนุญาตดังกล่าวจะติดไว้ที่ร้านตลอดเวลา เพียงแต่อ้างว่าก่อนเกิดเหตุได้ให้ผู้หญิงชื่อฝนเช่าร้านไป และมีการจ่ายเงินสดให้จำเลย 90,000 บาท ส่วนค่าเช่าตึกผู้หญิงชื่อฝนต้องไปจ่ายกับเจ้าของตึกโดยตรง แต่จำเลยก็ไม่ได้นำเจ้าของตึกมาเบิกความยืนยันถึงความมีตัวตนของผู้หญิงชื่อฝนว่าเป็นผู้ชำระค่าเช่าต่อมา อีกทั้งจำเลยก็ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงของผู้มาเช่าหรือเซ้งกิจการต่อทั้งที่มีราคาสูงถึง 90,000 บาท อันเป็นการผิดปกติวิสัยในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสฤษดิ์ พยานจำเลย ตอบคำถามค้านว่าพยานเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญของกลางและเป็นผู้นำตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวไปตั้งที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" ตามที่จำเลยติดต่อมา โดยเงินที่ได้จากการหยอดเหรียญทางร้านจะได้ 30 เปอร์เซ็นต์ พยานจะได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ต่อมามีผู้หญิงชื่อฝนเซ้งร้านต่อจากจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าพยานเคยพบเจอผู้หญิงที่ชื่อฝนตามที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อธุรกิจร้านคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอาชีพของจำเลยตามที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้เฉพาะตัว หากจำเลยไม่ประกอบกิจการดังกล่าวแล้วจำเลยต้องไม่นำใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์มาติดตั้งไว้ที่ร้านที่จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยยังคงเป็นผู้ประกอบการร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในร้าน แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านซึ่งประกอบกิจการร้านคาราโอเกะย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและไม่ผิดกฎหมาย การที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อให้เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาติดตั้งที่ร้าน "น้องไอย์ คาราโอเกะ" ของจำเลย จำเลยย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้ว่างานเพลงที่ติดตั้งในหน่วยความจำของตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยจึงรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อมีการเปิดเพลงดังกล่าวจากตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญโดยแบ่งปันผลประโยชน์กัน จึงเป็นความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพื่อหากำไรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน ปรับ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 40,000 บาท โดยให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ริบของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (2) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นพพร โพธิรังสิยากร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2562
#642380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ (ก) ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง โดยนำน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเครื่องจากแหล่งผลิตอื่นมาบรรจุในกระป๋องน้ำมันและขวดน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว แล้วปิดผนึกฝากระป๋องหรือฝาขวดด้วยเครื่องผนึกอลูมิเนียม แล้วนำไปบรรจุใส่กล่องหรือลังกระดาษจนสำเร็จเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อเวลลอย ซุปเปอร์ทู ที โลวส์โม๊ค ขนาด 0.5 ลิตร จำนวน 1,824 ขวด น้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีน ขนาดบรรจุ 0.5 ลิตร จำนวน 40 ขวด และมีสติกเกอร์ยี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 4,800 แผ่น แผ่นฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 5,000 แผ่น สติกเกอร์ยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 300 แผ่น ใบปะหน้าสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 300 แผ่น ฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยจำนวน 1,000 ชิ้น ฝาปิดขวดน้ำมันเครื่องยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 15,000 ฝา ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 2,220 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีนสีดำจำนวน 100 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีขาวจำนวน 50 ขวด กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 80 ใบ กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 115 ใบ ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย 2T ภาษาอังกฤษจำนวน 1,050 แผ่น ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย ภาษาไทยจำนวน 30,000 แผ่น ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าทำปลอมขึ้นเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสอง และโดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสอง และขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ไว้ครบถ้วนแล้ว และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 7, 42, 44, 68, 108, 110, 115, 117 พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 7, 17 (2), 19, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วและฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก คือ ฐานร่วมกันประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน) จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 4 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 10 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 5 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าเป็นเพียงลูกจ้างที่รับจ้างบรรจุน้ำมันเครื่องลงขวด ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเครื่องปลอม และไม่ทราบว่าสติกเกอร์และฉลากที่ใช้ปิดขวดน้ำมันเครื่องเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยให้การรับสารภาพเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจข้อกล่าวหา นั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เช่นเดียวกัน แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งห้า ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อันเป็นการต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาในปัญหานี้โดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ (ก) ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง โดยนำน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเครื่องจากแหล่งผลิตอื่นมาบรรจุในกระป๋องน้ำมันและขวดน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว แล้วปิดผนึกฝากระป๋องหรือฝาขวดด้วยเครื่องผนึกอลูมิเนียม แล้วนำไปบรรจุใส่กล่องหรือลังกระดาษจนสำเร็จเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อเวลลอย ซุปเปอร์ทู ที โลวส์โม๊ค ขนาด 0.5 ลิตร จำนวน 1,824 ขวด น้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีน ขนาดบรรจุ 0.5 ลิตร จำนวน 40 ขวด และมีสติกเกอร์ยี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 4,800 แผ่น แผ่นฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 5,000 แผ่น สติกเกอร์ยี่ห้อคาร์ลเท็กซ์จำนวน 300 แผ่น ใบปะหน้าสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 300 แผ่น ฟอยล์ปั๊มปิดฝาขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยจำนวน 1,000 ชิ้น ฝาปิดขวดน้ำมันเครื่องยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 15,000 ฝา ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีแดงจำนวน 2,220 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อฮาโวลีนสีดำจำนวน 100 ขวด ขวดเปล่าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอยสีขาวจำนวน 50 ขวด กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อเวลลอยจำนวน 80 ใบ กล่องกระดาษบรรจุสินค้ายี่ห้อฮาโวลีนจำนวน 115 ใบ ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย 2T ภาษาอังกฤษจำนวน 1,050 แผ่น ฉลากปิดขวดน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อเวลลอย ภาษาไทยจำนวน 30,000 แผ่น ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งห้าทำปลอมขึ้นเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสอง และโดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสอง และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ไว้ครบถ้วนแล้ว และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อต่อไปว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งห้าหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นการประกอบกิจการควบคุมโดยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมาย ของกลางที่เจ้าพนักงานยึดได้มีเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งสินค้าน้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้านับว่าร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระที่ต้องดูแลครอบครัวก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกีรติ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
นพพร โพธิรังสิยากร
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2562
#638837
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคำที่เลียนเสียงมาจากคำภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าคำภาษาต่างประเทศดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้ในประเทศไทยด้วยว่า ถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใด และต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ แต่หากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการแล้วยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น อาจถือไม่ได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำภาษาไทย ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม คำดังกล่าวพ้องเสียงกับคำภาษาอังกฤษที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นคำว่า "INTOUCH" ซึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน และคำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมาย โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเลือกแปลความหมายของคำดังกล่าวเช่นนั้น ประกอบกับการให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ก็เป็นในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่ความหมายโดยตรง การนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร และแม้ตามพจนานุกรมดังกล่าวจะให้ความหมายของคำว่า Be in touch แปลว่า ติดต่อ แต่การติดต่อนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะ พูดคุย หรือการติดต่อทางลายลักษณ์อักษร สาธารณชนในประเทศไทยเมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด การใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 308/2558 และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 802331 ของโจทก์ต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะในประเด็นที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า อินทัช เป็นเครื่องหมายการค้าคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง จึงถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงมาจากคำภาษาอังกฤษ โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว สำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ตามคำขอเลขที่ 802331 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เนื่องจากไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "อินทัช" เลียนเสียงคำภาษาอังกฤษคำว่า IN TOUCH ซึ่งตามพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY คำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน เข้ามา คำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ติดต่อ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับติดต่อ นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง จึงถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคำที่เลียนเสียงมาจากคำภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าคำภาษาต่างประเทศดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้ในประเทศไทยด้วยว่า ถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใด และต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ แต่หากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการและยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น อาจถือไม่ได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า คำว่า "อินทัช" เป็นคำพ้องเสียงมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "INTOUCH" โดยนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มาเขียนติดกัน กลายเป็นอักษรโรมันที่ไม่มีความหมายในภาษาอังกฤษและในพจนานุกรม ไม่อาจสื่อความหมายได้ว่า สัมผัสข้างใน หรือติดต่อกัน หรือเชื่อมต่อกัน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ต่างกัน ทั้งเป็นการแปลความหมายในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่คำแปลความหมายโดยตรง ส่วนจำเลยทั้งสองมีนางมณีรัตน์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วเห็นว่า คำว่า อินทัช พ้องเสียงกับคำว่า IN TOUCH รวมกันสื่อความหมายได้ว่า การสัมผัสข้างใน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีการใช้งานด้วยการสัมผัสสินค้า ซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และจำเลยมีนายธนกร เลขานุการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า อินทัช เป็นคำที่เลียนเสียงคำภาษาอังกฤษคำว่า IN TOUCH ซึ่งตามสำเนาพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY คำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน เข้ามา คำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ติดต่อ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นคำภาษาไทย ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม คำดังกล่าวพ้องเสียงกับคำภาษาอังกฤษที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นคำว่า "INTOUCH" ซี่งตามสำเนาพจนานุกรม OXFORD RIVER BOOKS ENGLISH - THAI DICTIONARY ที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏความหมายของคำว่า INTOUCH และ IN TOUCH แต่อย่างใด แต่คำดังกล่าวเป็นคำผสมระหว่างคำว่า IN แปลว่า ใน ข้างใน และคำว่า TOUCH แปลว่า สัมผัส แตะต้อง ซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมาย โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลือกที่จะแปลความหมายของคำว่า IN TOUCH โดยนำความหมายของคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันสื่อความหมายได้ว่า การสัมผัสข้างใน ส่วนคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเลือกแปลความหมายของคำว่า IN TOUCH โดยนำความหมายของคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกัน แต่สื่อความหมายได้ว่า ติดต่อกันหรือเชื่อมต่อกัน โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเลือกแปลความหมายของคำดังกล่าวเช่นนั้น ประกอบกับการให้ความหมายของคำว่า IN TOUCH ตามที่จำเลยนำสืบก็เป็นในลักษณะของการสื่อความหมาย ไม่ใช่ความหมายโดยตรง การนำคำว่า IN และคำว่า TOUCH มารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร และแม้ตามพจนานุกรมดังกล่าวจะให้ความหมายของคำว่า Be in touch แปลว่า ติดต่อ แต่การติดต่อนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะ พูดคุย หรือการติดต่อทางลายลักษณ์อักษร สาธารณชนในประเทศไทยเมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีหรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใด การที่โจทก์นำคำว่า อินทัช มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น ดังนั้น เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เมื่อนำมาใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่คอมพิวเตอร์พกพา ชุดหูฟัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบติดรถยนต์ เครื่องวิทยุโทรศัพท์ จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/28074 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 308/2558 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 802331 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
นพพร โพธิรังสิยากร
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5634/2562
#640607
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงกำหนดให้คู่ความใช้ค่าทนายความให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 1,573,724.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR บวก 2 ต่อปี ของต้นเงิน 1,413,332.52 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR บวก 1 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกชำระเสร็จแก่โจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24712 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาด นายทศพร เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในนัดที่ 6 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ในราคา 2,080,000 บาท

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

นายทศพร ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์และผู้คัดค้านเป็นเงินคนละ 3,000 บาท และใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ชดใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่น ผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดีได้ ส่วนค่าทนายความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความไว้ในตาราง 6 โดยให้ศาลกำหนดค่าทนายความที่คู่ความจะต้องรับผิดตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรไม่เกินอัตราขั้นสูง แต่ต้องไม่ต่ำกว่าคดีละสามพันบาท เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความในคดี จึงกำหนดให้คู่ความใช้ค่าทนายความให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะที่ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (14)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
ผู้คัดค้าน — นาย ท.
จำเลย — นาย ถ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายศรจิตร สอนศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
เมทินี ชโลธร
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2562
#644824
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้ แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์ ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 240, 244, 341 ริบธนบัตรและเครื่องพิมพ์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมและใช้ธนบัตรปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองและธนบัตรที่จำเลยปลอมและนำออกใช้เป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นลดโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ถูกต้องหรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 16 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) และรายงานกระบวนพิจารณาที่เป็นแบบฟอร์มมาใช้โดยศาลชั้นต้นยังไม่มีการนัดสืบพยานโจทก์ให้ได้ความชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรจะยกเลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ หากถึงวันนัดสืบพยานแล้วโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลพอใจ ไม่ใช่ดูจากแบบฟอร์มที่ศาลชั้นต้นนำมาใช้ผิดพลาดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้ แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 สถานหนักนั้น พิเคราะห์แล้ว การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้จำนวนมากถึง 14 ฉบับ คิดเป็นเงิน 14,000 บาท และนำธนบัตรปลอมเหล่านั้นออกใช้ชำระค่าสินค้าแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นสุจริตชน เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นเบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา เพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานีเข้ากับโทษในคดีนี้แล้ว รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน ไม่ริบเครื่องพิมพ์ของกลางแต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายดำรง ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2562
#657969
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้วคดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตาม ป.อ. มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 240, 244, 341 ริบธนบัตรและเครื่องพิมพ์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมและใช้ธนบัตรปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองและธนบัตรที่จำเลยปลอมและนำออกใช้เป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนศาลชั้นต้นคงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นลดโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ถูกต้องหรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 16 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) และรายงานกระบวนพิจารณาที่เป็นแบบฟอร์มมาใช้โดยศาลชั้นต้นยังไม่มีการนัดสืบพยานโจทก์ให้ได้ความชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรจะยกเลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ หากถึงวันนัดสืบพยานแล้วโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงจะถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลพอใจ ไม่ใช่ดูจากแบบฟอร์มที่ศาลชั้นต้นนำมาใช้ผิดพลาดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะนำแบบพิมพ์คำให้การจำเลย (คดีรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน) มาใช้แต่ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อยู่ด้านหลังแบบพิมพ์คำให้การดังกล่าวว่า นัดสอบคำให้การวันนี้ โจทก์และจำเลยมาศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาวันนี้ และได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพ แล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 สถานหนักนั้น พิเคราะห์แล้ว การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้จำนวนมากถึง 14 ฉบับ คิดเป็นเงิน 14,000 บาท และนำธนบัตรปลอมเหล่านั้นออกใช้ชำระค่าสินค้าแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นสุจริตชน เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นเบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 โดยใช้เครื่องพิมพ์ของกลางพิมพ์ธนบัตรปลอมออกมา เครื่องพิมพ์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว และเครื่องพิมพ์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1707/2560 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เข้ากับโทษในคดีนี้แล้ว รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน ไม่ริบเครื่องพิมพ์ของกลาง แต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นายดำรง ยาน้ำทอง
- นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5581/2562
#639574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงเวลาซึ่งจำเลยกระทำผิด ช่วงแรกระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 แม้จะรวมช่วงปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วย ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีช่วงระยะเวลาหลังจากที่โรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบวันที่จำเลยกระทำผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาก็เนื่องมาจากไม่ทราบวันและเวลากระทำผิดที่แน่นอน การระบุวันเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าสินไหมทดแทนลงอีกนั้น เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องค่าสินไหมทดแทนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 285 นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2561 ถึง 147/2561 และ 149/2561 ถึง 154/2561 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง พ. ผู้เสียหาย โดยนาย ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 598/2561 ของศาลชั้นต้น คำขอนับโทษต่อจากคดีอื่นนอกจากนี้ให้ยก เนื่องจากศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. โจทก์ร่วม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ณ. ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 9 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนาย บ. และนาง ต. ซึ่งเป็นปู่และย่า ขณะนั้น โจทก์ร่วมเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ. โดยเป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครูสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันกระทำความผิดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงระยะเวลาซึ่งจำเลยกระทำความผิดไว้เป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 จึงหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงปิดภาคการศึกษาในระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 ตุลาคม 2559 ดังข้ออ้างในฎีกาของจำเลยไม่ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงแรกโดยรวมเอาระยะเวลาระหว่างปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วยก็ตาม ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาดังกล่าวเท่านั้น แต่กรณียังมีช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นซึ่งโรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบในรายละเอียดว่าเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำความผิดไว้เป็นช่วงระยะเวลาเช่นนั้น ก็สืบเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบวันและเวลากระทำความผิดที่แน่นอนของจำเลยนั่นเอง ซึ่งการระบุวันและเวลากระทำความผิดเป็นช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ถือเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบเช่นกัน ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอายุ 9 ปีเศษ มิใช่เด็กโต จึงย่อมไม่ประสีประสากับเรื่องในทางเพศระหว่างหญิงชายว่ามีข้อห้ามการถูกเนื้อต้องตัวกันอย่างไร จำเลยเป็นครูของโจทก์ร่วม ไม่ต่างกับญาติผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่โจทก์ร่วมต้องให้ความเคารพ พฤติการณ์ซึ่งจำเลยกระทำต่อโจทก์ร่วมดังกล่าว ในความรู้สึกของโจทก์ร่วมจึงคล้ายกับที่ผู้ใหญ่แสดงความเอ็นดูต่อเด็ก โจทก์ร่วมไม่อาจแยกแยะความหนักเบาของการกระทำของจำเลยได้อย่างชัดเจนว่าถึงขั้นที่เป็นการไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วมแล้วหรือยัง กรณีจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เมื่อโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำดังกล่าวเป็นเวลาต่อเนื่องมายาวนานโจทก์ร่วมก็มิได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด หรือแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นเพราะโจทก์ร่วมยังไม่อาจเข้าใจถึงสภาพการกระทำอันแท้จริงของจำเลยซึ่งมุ่งหมายลวนลามทางเพศเป็นที่เสียหายต่อโจทก์ร่วมได้ กรณีจึงหาใช่เป็นข้อพิรุธดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด หากการที่โจทก์ร่วมเพิ่งกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2560 หลังจากเกิดเหตุกับโจทก์ร่วมแล้ว 1 ปีเศษ กลับแสดงการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ร่วมได้อย่างสมเหตุสมผล โดยสืบเนื่องมาจากนาง ต. ย่าของโจทก์ร่วมทราบข่าวจากชาวบ้านพูดกันที่ตลาดว่า จำเลยกระทำอนาจารเด็กนักเรียนที่โรงเรียน จึงเป็นปกติวิสัยของนาง ต. และนาย บ. ปู่ของโจทก์ร่วมที่จะต้องสอบถามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหลานอยู่ในความดูแลปกครองของพวกตนว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารด้วยหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนาย บ. ซึ่งรับฟังคำบอกเล่าของโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ร่วมเล่าให้พยานและนาง ต. ฟังถึงเรื่องที่ถูกจำเลยดึงแขนไปหอมแก้มและจับหน้าอกบ่อยครั้งในขณะที่นำงานไปส่ง แต่โจทก์ร่วมจำวันและเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ต่อไปว่าเมื่อโจทก์ร่วมเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำให้ปู่และย่าทราบ ก็เชื่อว่าในเวลานั้นโจทก์ร่วมได้เรียนรู้จากญาติผู้ใหญ่ของตนจนเป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งที่ตนเองถูกจำเลยกระทำเป็นเรื่องที่ไม่ดีและน่าอับอาย โจทก์ร่วมซึ่งเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น และได้เลื่อนชั้นการศึกษาไม่ได้เรียนหนังสือกับจำเลยต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้ หากไม่เคยมีเหตุการณ์ดังที่โจทก์ร่วมอ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำเกิดขึ้นแก่ตนจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมจะปั้นแต่งเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา ในชั้นสอบสวนซึ่งโจทก์ร่วมไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ ซึ่งมีทั้งนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถ่ายทอดออกมาดังปรากฏอยู่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างดีกับที่โจทก์ร่วมมาเบิกความในชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเบิกความไปตามความจริงที่ตนเองประสบมาและแม้โจทก์ร่วมเบิกความยอมรับว่าเคยไปที่บ้านของนาย น. ซึ่งชักชวนผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่อ้างว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารมาประชุมกันเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย โดยในที่ประชุมบอกให้นักเรียนพูดให้ตรงกันก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าเป็นการเสี้ยมสอนโจทก์ร่วมให้ไปให้การหรือเบิกความปรักปรำจำเลยแต่ประการใด การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะมีข้อกล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นครูว่ากระทำอนาจารเด็กนักเรียนในโรงเรียนกว่า 20 คน มิใช่เพียงแค่โจทก์ร่วมรายเดียว การพูดให้ตรงกันจึงมีความหมายเพียงเรื่องที่ว่าจำเลยกระทำอนาจารเด็กนักเรียนหรือไม่เท่านั้น ส่วนรายละเอียดว่านักเรียนแต่ละคนถูกจำเลยกระทำอนาจารด้วยวิธีการอย่างไร ย่อมไม่อาจพูดให้ตรงกันได้อยู่ในตัวเนื่องจากเป็นเรื่องเฉพาะตัวของเด็กนักเรียนแต่ละคน และในทำนองกลับกัน หากโจทก์ร่วมมิได้ถูกจำเลยกระทำอนาจารจริง โจทก์ร่วมก็ไม่น่าจะไปเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวประการสำคัญ ผู้ที่มีสาเหตุกับจำเลยดังที่อ้างในฎีกาคือนาย น. มิใช่โจทก์ร่วมหรือญาติของโจทก์ร่วม ด้วยเหตุนี้ หากจำเลยมิได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วม การที่นาย น. เป็นแกนนำผู้ปกครองกล่าวหาจำเลยกว่ากระทำอนาจารเด็กนักเรียนในโรงเรียน ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับโจทก์ร่วมหรือญาติของโจทก์ร่วม กรณียิ่งไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่โจทก์ร่วมและเครือญาติจะต้องเปลืองตัวด้วยการเสี้ยมสอนโจทก์ร่วมปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นเป็นเครื่องมือทำลายจำเลย เพราะในขณะเดียวกันย่อมส่งผลสร้างมลทินติดตัวโจทก์ร่วมตลอดไปด้วยแม้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนกล่าวหานาย น. ว่าเป็นผู้ยุยงผู้ปกครองให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กนักเรียน พนักงานสอบสวนก็ไม่เรียกนาย น. มาสอบปากคำเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างรอบด้านนั้น เห็นว่าเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นการเพียงพอ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อสงสัยว่าโจทก์ร่วมให้การด้วยถูกเสี้ยมสอนเนื่องจากเป็นการให้การต่อหน้าสหวิชาชีพซึ่งต้องช่วยกันซักไซร้ไล่เลียงหาความจริงอยู่แล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่สอบปากคำนาย น. จึงมิใช่ข้อผิดสังเกตดังที่จำเลยฎีกา

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาต่อสู้ในประการต่อไปว่าเวลานักเรียนมาส่งงานให้แก่จำเลยที่ห้องวิชาการ จะเดินเข้าแถวมาส่งห้องวิชาการมีนางสาว ส. ครูอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยกันกับจำเลย เป็นทำนองว่าไม่มีโอกาสที่จำเลยจะกระทำอนาจารโจทก์ร่วมได้ก็ดี หรือฎีกาต่อสู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ครูจะเล่นและหยอกล้อกับนักเรียนจำเลยเคยเล่นจักจี้กับเด็กนักเรียนที่หน้าอาคารเรียน เมื่อจำเลยมาทำงานในตอนเช้า จะมีเด็กนักเรียนเข้ามาแย่งถือกระเป๋าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของจำเลย บ้างก็ดึงเสื้อและเดินตามจำเลยไป เป็นทำนองว่าการถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างครูกับศิษย์มิใช่เรื่องเสียหายก็ดี โดยจำเลยมีนางสาว ส. มาเบิกความสนับสนุนพฤติการณ์ระหว่างจำเลยและเด็กนักเรียนดังกล่าว และยังเบิกความอีกว่าจำเลยใช้เทคนิคการสอนแบบเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้สอนกับเด็กนักเรียน โดยในบางครั้งนางสาว ส. เห็นเด็กนักเรียนหญิงแย่งกันนั่งตักจำเลยเวลาที่จำเลยนั่งเก้าอี้ตัวเล็กสอนหนังสือนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมในเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังและแต่ละครั้งที่จำเลยดึงโจทก์ร่วมเข้าไปกอด หอมแก้มและจับหน้าอก ใช้ระยะเวลาเพียง 2 วินาที ไม่เคยปรากฏว่ามีครั้งใดซึ่งจำเลยหน่วงเหนี่ยวโจทก์ร่วมไว้นาน ๆ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นเพราะจำเลยไม่ต้องการให้ใครที่บังเอิญผ่านมาพบเห็นการกระทำของจำเลยนั่นเอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเพียง 2 กรรม โดยอาศัยภาคการศึกษาที่โจทก์ร่วมเรียนหนังสือกับจำเลยในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมหลายครั้งตลอดทั้งสองภาคการศึกษา แต่เมื่อโจทก์ร่วมจำวัน และเวลาที่แน่นอนชัดเจนซึ่งจำเลยกระทำแก่โจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องมาเพียง 2 กรรม ซึ่งไม่ได้หมายความจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมแค่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น กรณีจึงเชื่อได้ว่าตลอดช่วง 2 ภาคการศึกษา ย่อมมีโอกาสที่จำเลยอยู่ด้วยกันกับโจทก์ร่วมสองต่อสองภายในห้องวิชาการ เมื่อโจทก์ร่วมต้องเข้าไปหาจำเลยไม่ว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหลายครั้งโดยไม่มีผู้สังเกตเห็นและจำเลยไม่ละโอกาสนั้นกระทำอนาจารโจทก์ร่วมเพียงชั่วระยะเวลาเล็กน้อย นางสาว ส. เองก็มิใช่ว่าจะอยู่ที่ห้องวิชาการกับจำเลยตลอดเวลา เช่นเดียวกับโจทก์ร่วมก็มิใช่ว่าจะต้องมาพร้อมกับเพื่อนเข้าแถวส่งงานให้แก่จำเลยทุกครั้งไป ที่จำเลยอ้างว่าไม่มีโอกาสกระทำอนาจารกับโจทก์ร่วมจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนการถูกเนื้อต้องตัวนักเรียนตามที่จำเลยฎีกาว่าเป็นการหยอกล้อและเล่นกันนั้น หากกระทำในเวลาสอนหนังสือหรือกระทำในที่สาธารณะโดยเปิดเผยอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกอดหรือหอมแก้มเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ยังไม่เติบโตนัก หรือแม้กระทั่งการให้เด็กนักเรียนหญิงนั่งตักจำเลยก็ตาม ก็พออนุโลมว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนให้รู้สึกผูกพันกันฉันญาติในการแสดงออกของผู้ใหญ่ในลักษณะที่มีความรักและเอ็นดูเด็กเล็กๆ แต่หากกระทำเช่นเดียวกันในที่ลับตาคน ย่อมส่อเจตนาผู้กระทำได้ว่ามีความมุ่งหมายทางเพศเป็นประการสำคัญ หาใช่เกิดจากความรักและเอ็นดูตามวิสัยปกติ การจับหน้าอกเด็กนักเรียนผู้หญิง จึงเกินไปกว่าที่จะยอมรับได้ว่าเป็นการแสดงความเอ็นดูหรือหยอกล้อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำในที่ลับหรือที่สาธารณะก็ตาม จำเลยมิอาจอ้างพฤติการณ์ที่ตนกระทำต่อเด็กนักเรียนในเวลาที่สอนหนังสือหรือในเวลาอยู่ในที่สาธารณะ มาเป็นข้อบ่ายเบี่ยงว่ามิได้กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่โจทก์ร่วมได้

ส่วนการที่จำเลยซึ่งถูกฟ้องในคดีอื่นกล่าวหาว่ากระทำอนาจารแก่เด็กนักเรียนคนอื่นซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลเป็นทำนองเดียวกับคดีนี้ ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องดังที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ซึ่งมีผู้เสียหายต่างคนกัน พฤติการณ์กระทำอนาจารก็แตกต่างกันไปในแต่ละคดี จึงเป็นเรื่องที่ศาลในคดีนั้น ๆ ต้องวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวนว่าสามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการนำสืบพยานหลักฐานของแต่ละคดีซึ่งแตกต่างกันออกไป ศาลทุกคดีไม่จำต้องมีคำวินิจฉัยเหมือนกัน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชื่อตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นครูบาอาจารย์ สมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กนักเรียน ยิ่งเฉพาะกับศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลเป็นเด็กเล็กซึ่งบิดามารดาให้ความไว้วางใจมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ให้การศึกษาและกล่อมเกลาสร้างสมนิสัยให้เป็นคนดี แต่จำเลยกลับกระทำไม่สมต่อหน้าที่และความไว้วางใจนั้น มุ่งสนองอารมณ์ใคร่ของตนเองโดยอาศัยความอ่อนแอและไม่ประสาต่อโลกของเด็กนักเรียนผู้เป็นศิษย์ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เหลือกระทงละ 6 เดือน จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ประกอบกับจำเลยอุทธรณ์และฎีกาต่อสู้คดีมาโดยตลอด มิได้สำนึกในความผิดที่ตนเองได้กระทำจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อนึ่ง ข้อที่จำเลยฎีกาในประการสุดท้าย ขอให้ลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วม 35,000 บาท ให้น้อยลงอีกนั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมทดแทนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยกลับฎีกาในปัญหานี้อีก จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 285 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5)
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง พ. โดยนาย ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายชกูล โตอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2562
#638673
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. เป็นผู้แทนของจำเลยโดยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง โดย ส. มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับให้แก่ ส. ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยเพื่อประโยชน์ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยอันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลย บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจที่ ส. ผู้เป็นผู้จัดการของจำเลยที่จะกระทำได้ บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอรรถวิทย์ ลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท หรือนายศุภกิจ นางสาวณัฐสวรส ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท กระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยเป็นนิติบุคคล โดยจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โจทก์เป็นผู้สร้างอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์และเป็นผู้ขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเมื่อปี 2539 โดยบริษัทซิตี้เดคคอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ และพนักงานบริษัทในเครือของโจทก์เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อกันมา จนปี 2552 นายศุภกิจ บุตรของนายอรรถวิทย์ กรรมการโจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย วันที่ 15 สิงหาคม 2556 นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยมีการประชุมใหญ่แต่งตั้งให้นายเสาวคนธ์ เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย วันที่ 13 มีนาคม 2557 มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างนายศุภกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กับนายเสาวคนธ์ ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีใจความว่า เจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตามรายชื่อแนบท้าย ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับกับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินดังกล่าวขอใบปลอดหนี้ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตกลงสัญญาว่า ก่อนออกใบปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมดังกล่าว จะต้องให้เจ้าของร่วมชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หรือหากเจ้าของร่วมดังกล่าวชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับที่ค้างชำระ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จะต้องนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ ตามที่ได้สำรองจ่ายไปทั้งหมด โดยรายชื่อค้างชำระค่าส่วนกลาง อาคารบี แนบท้ายบันทึกข้อตกลง ลำดับที่ 7 ระบุว่า ห้องชุดเลขที่ 661/27 ระยะเวลาที่ค้างชำระเดือนมีนาคม 2546 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 จำนวนเงิน 299,399.40 บาท ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2559 เจ้าของห้องชุดเลขที่ 661/27 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยนายเสาวคนธ์ ได้ทำหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2559 โดยรับเงินค่าส่วนกลางค้างชำระจากเจ้าของห้องชุดดังกล่าวแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงิน 299,399.40 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การในประเด็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า โจทก์นำเงินส่วนตัวของโจทก์ชำระเงินค่าส่วนกลางในแต่ละเดือนแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ค้างค่าส่วนกลางไปก่อนจำนวนหลายราย โดยมิได้ระบุแจ้งชัดว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดรายใดบ้าง เมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้น ฎีกาปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในส่วนนี้ จึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ตามที่ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุแจ้งชัดว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดรายใดบ้าง เมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้เต็มที่ นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 661/27 ตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งจำเลยก็ให้การว่า บันทึกข้อตกลงตามฟ้องเป็นการทำขึ้นระหว่างนายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยกับโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ดังนี้ การที่โจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงมิใช่คำฟ้องที่ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้เต็มที่แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 มิใช่การกระทำตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย และขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 (1) ประกอบมาตรา 33 และข้อบังคับของจำเลยข้อ 9.3 จึงตกเป็นโมฆะ นั้น พิจารณาตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์ ข้อ 5.1 ความว่า นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยมีวัตถุประสงค์ดำเนินการบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภค เรียกเก็บเงิน และหารายได้เพื่อใช้จ่ายในการดังกล่าว ตลอดจนการชำระภาษีอากรที่ทรัพย์ส่วนกลางจะต้องชำระให้แก่ทางราชการ... และหมวดที่ 4 ข้อ 9 ความว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 9.1 จัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลาง จัดซื้อและจัดหาทรัพย์สิน ตลอดจนให้มีบริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุด 9.2 มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลาง 9.3 ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม หรือตามมติของคณะกรรมการ 9.4 มีหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด กล่าวคือ มีอำนาจกระทำการใด ๆ ในนามนิติบุคคลอาคารชุด ได้ภายในขอบเขตที่กฎหมาย ข้อบังคับหรือมติของเจ้าของร่วม รวมทั้งมีอำนาจในการติดตามทวงหนี้ ฟ้องร้อง บังคับคดี เป็นต้น เมื่อพิจารณาประกอบบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างนายศุภกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กับนายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ซึ่งระบุความว่า นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย รับว่าก่อนที่นายเสาวคนธ์ เข้าบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตามรายชื่อแนบท้าย ค้างชำระ ค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินดังกล่าวขอใบปลอดหนี้ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตกลงสัญญาว่า ก่อนออกใบปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมดังกล่าว จะต้องให้เจ้าของร่วมชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หรือหากเจ้าของร่วมดังกล่าวชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระ ให้นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จะต้องนำเงินดังกล่าวมาชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ตามที่ได้สำรองจ่ายไป เมื่อนายเสาวคนธ์เป็นผู้แทนของจำเลยโดยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง โดยนายเสาวคนธ์มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เช่นนี้ เมื่อตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ให้แก่นายเสาวคนธ์ ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยเพื่อประโยชน์ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยอันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลย บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจที่นายเสาวคนธ์ผู้เป็นผู้จัดการของจำเลยที่จะกระทำได้ บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลผูกพันจำเลย เมื่อจำเลยก็มิได้ให้การโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้ออกเงินสำรองดังกล่าวตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลง และได้ความจากนายเสาวคนธ์เบิกความรับว่า จำเลยได้รับเงินค่าส่วนกลางจากเจ้าของห้องชุดเลขที่ 661/27 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องชุดที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมห้องชุดนี้แล้ว เช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินสำรองห้องชุดเลขที่ 661/27 ให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 36 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 -ที่ 5563/2562
#640610
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 45 (1) และ (2) เพื่อให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำชี้ขาดและปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่มีบทนิยามหรือวิเคราะห์ศัพท์ของกฎหมายบัญญัติไว้จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้วิจารณญาณตามพฤติการณ์ของข้อพิพาทและกาลสมัยของคุณค่าสังคม โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ บริการสาธารณะ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมโดยตรง มิใช่ผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นต้น ดังนั้น การที่จะนำหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาปรับใช้กับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดหรือคำสั่งหรือคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายต้องพิจารณาลักษณะข้อพิพาทให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าวข้างต้นเป็นรายกรณีไป

การที่ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างให้แก่ธนาคาร ท. มีผลให้สิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างดังกล่าวโอนไปยังธนาคาร ท. แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามสัญญาอีกตาม ป.พ.พ.มาตรา 306 หรือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับธนาคาร ท. ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคาร ท. เท่านั้นเป็นเหตุให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่ระงับ นั้น ต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างผู้ร้องกับธนาคาร ท. ในการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพยานหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งปวง เมื่อทางปฏิบัติหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้ร้องยังคงเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านได้รับใบเรียกเก็บเงินจากผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ร้องไม่ใช่ธนาคาร ท. โดยผู้ร้องและธนาคารดังกล่าวจะไปรับเช็คพร้อมกันเพื่อนำเข้าบัญชีของผู้ร้อง แล้วธนาคารจะหักเงินจากบัญชีของผู้ร้องบางส่วนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารโดยจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง กับผู้ร้องเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้คัดค้าน แสดงว่าหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้คัดค้านยังคงชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาพิพาทให้แก่ผู้ร้องมาโดยตลอดไม่เคยชำระให้แก่ธนาคาร ท. และธนาคารก็ไม่เคยทักท้วงไปยังผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วนำไปปรับใช้กับข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อกฎหมายแล้วมีคำวินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคาร ท. ซึ่งข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะเท่านั้น จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำอีก การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้มิใช่กรณีที่เมื่อผู้ร้องมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอวางหลักประกันการงดการบังคับคดีจนต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (2) จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านมาขอให้งดการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไว้ก่อน ถือได้ว่าเป็นกรณีขอให้งดการบังคับคดีทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งงดการบังคับคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว ย่อมไม่อาจบังคับคดีกันอีกได้ในหนี้ทั้งหมดตามบทบัญญัติในภาค 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งการงดการบังคับคดีในกรณีตามบทบัญญัตินี้มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการงดการบังคับคดีไว้ หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรและหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษา ย่อมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคป เอเชีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่าผู้ร้อง เรียกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกและเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้าน

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยให้ชำระเงินจำนวน 1,543,837,707.08 บาท และ 104,663,012.65 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,143,710,713.25 บาท และ 73,699,520.82 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าว่าจ้างเพิ่มเติมและงานเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานตามสัญญาเป็นเงิน 22,054,697.40 บาท และ 2,778,745.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับให้คืนหลักประกันการปฏิบัติงาน คือหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาหลักเลขที่ จี 2227004200700 และ จี 2227004200600 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 และหลักประกันเงินจ่ายล่วงหน้าเลขที่ จี 222700442271000 และ จี 22270042272000 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2548 แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2557

สำนวนหลังผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2557

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 1,143,710,713.15 บาท และ 48,044,607.60 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ตามใบแจ้งแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาแก่ผู้ร้อง ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 38/2553 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 27/2557 หากหนี้จำนวนใดไม่เคยมีใบแจ้งหนี้ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2553 อันเป็นวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านและผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท ตามมาตรา 16..."

พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 45 (1) และ (2) เพื่อให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำชี้ขาดและปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่มีบทนิยามหรือวิเคราะห์ศัพท์ของกฎหมายบัญญัติไว้จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้วิจารณญาณตามพฤติการณ์ของข้อพิพาทและกาลสมัยของคุณค่าสังคม โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ บริการสาธารณะ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมโดยตรง มิใช่ผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นต้น ดังนั้น การที่จะนำหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาปรับใช้กับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดหรือคำสั่งหรือคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายต้องพิจารณาลักษณะข้อพิพาทให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าวข้างต้นเป็นรายกรณีไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีว่า หลังจากผู้คัดค้านได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้ร้อง ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 แล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ดังนั้น สิทธิเรียกร้อง แม้เป็นวัตถุไม่มีรูปร่างแต่อาจมีราคาและถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่ผู้ร้องสามารถนำสิทธิเรียกร้องไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายแต่ประการใด ส่วนการที่ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีผลให้สิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างดังกล่าวโอนไปยังธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามสัญญาอีกตามมาตรา 306 หรือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เท่านั้น เป็นเหตุให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่ระงับ นั้น ต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างผู้ร้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพยานหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งปวง เมื่อทางปฏิบัติหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้ร้องยังคงเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านได้รับใบเรียกเก็บเงินจากผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ร้องไม่ใช่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยผู้ร้องและธนาคารดังกล่าวจะไปรับเช็คพร้อมกันเพื่อนำเข้าบัญชีของผู้ร้อง แล้วธนาคารจะหักเงินจากบัญชีของผู้ร้องบางส่วนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารโดยจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง กับผู้ร้องเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้คัดค้าน แสดงว่าหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้คัดค้านยังคงชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาพิพาทให้แก่ผู้ร้องมาโดยตลอดไม่เคยชำระให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารก็ไม่เคยทักท้วงไปยังผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ตามมาตรา 25 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วนำไปปรับใช้กับข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อกฎหมายแล้วมีคำวินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะเท่านั้น จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำอีก การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านแม้จะกล่าวอ้างโดยใช้ถ้อยคำว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาตามมาตรา 306 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อคดีได้ความดังนี้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป ส่วนอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว เช่น การวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการก็ดี หรือผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาทก็ดี หรือคำชี้ขาดมีผลทำให้ผู้คัดค้านต้องปฏิบัติการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ดี หรือผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยใช้สิทธิไม่สุจริตก็ดี ไม่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยข้ามขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติขั้นตอนต่างๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว เห็นว่า เนื้อหาอุทธรณ์ผู้คัดค้านเป็นเรื่องการโต้เถียงการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปปรับบทกฎหมายหรือข้อกำหนดในสัญญา และปัญหาดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ผู้คัดค้านต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) และ (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท แทนผู้ร้องนั้นไม่ชอบ เนื่องจากผู้ร้องมิได้มีคำขอในส่วนนี้ หากจะถือว่าศาลต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ ในกรณีที่คู่ความมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมได้แก่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี มาตรา 167 บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษา... ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้มิใช่กรณีที่เมื่อผู้ร้องมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วมิได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว กรณีอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่เข้ามาตรา 45 (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่า หนี้ที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันเป็นหนี้กระทำการที่ไม่จำต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่จำต้องขอให้ออกหมายบังคับคดี โดยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีให้รวมถึงการบังคับคดีทั้งหนี้เงินและหนี้กระทำการด้วย ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอวางหลักประกันการงดการบังคับคดีจนต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (2) จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านมาขอให้งดการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไว้ก่อน ถือได้ว่าเป็นกรณีขอให้งดการบังคับคดีทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งงดการบังคับคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว ย่อมไม่อาจบังคับคดีกันอีกได้ในหนี้ทั้งหมดตามบทบัญญัติในภาค 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งการงดการบังคับคดีในกรณีตามบทบัญญัตินี้มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการงดการบังคับคดีไว้ หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรและหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษา ย่อมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่ง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืนในส่วนคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของผู้ร้อง ยกอุทธรณ์ผู้คัดค้านและผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านและผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 167 ม. 289 (2)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท น.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2562
#639571
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะลงชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 670,950 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สั่งจ่ายเงินจำนวน 670,950 บาท มอบให้แก่โจทก์ โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่า เมื่อต้นปี 2559 จำเลยซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์และโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยซื้ออาหารปลาไปจากโจทก์ ตามใบส่งของและรายการสรุปยอดค้างค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ โดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาใบส่งของสรุปยอดค้าง กลับลงวันที่ 9 เมษายน 2554 อันเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายโอฬาร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รูปแบบของเช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ขายให้แก่ลูกค้าช่วงปี 2550 ถึง 2552 ปัจจุบันรูปแบบแตกต่างออกไปโดยปรับให้เล็กลงกว่าเดิมซึ่งเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการค้ำประกันให้แก่โจทก์ในปี 2552 และโจทก์ยังฎีกายอมรับว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายซึ่งไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่ ฎีกาของโจทก์กลับไปเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ในปี 2552 ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยมิได้ซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อปลาและอาหารปลาในปี 2559 แก่โจทก์จึงรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาสั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 914 ม. 916
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวพรรษมน สิริกุลพัฒนสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนุกูลกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5517/2562
#638499
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุและขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย กำหนดให้ไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ขึ้นอยู่ในป่าเป็นไม้หวงห้าม ซึ่ง พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้ประดู่และไม้แดงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา อันดับที่ 58 และ 87 การทำไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับวันที่ 17 เมษายน 2562 ให้ยกเลิกมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และกำหนดให้ "ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม" โดย พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้นั้น เป็นไปได้โดยสะดวกไม่เกิดภาระแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้และการบริหารจัดการด้านการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ

ที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ซึ่งเป็นที่ดินที่รัฐจัดสรรให้แก่ราษฎร ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้ออกให้แก่บุคคลที่เป็นสมาชิกนิคมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐได้ลงทุนไป และชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการแล้ว ผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ดังกล่าวสามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินว่าต้องออกให้แก่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ทั้งนี้ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ประกอบมาตรา 58 ทวิ หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 การครองครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ของ ส. จึงเป็นการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ไม้ประดู่และไม้แดงที่ขึ้นในที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นไม้หวงห้ามตามความใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การที่จำเลยทำไม้ประดู่และไม้แดงของกลางกับมีไม้ประดู่และไม้แดงของกลางไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2, 33, 83, 91 ริบไม้แดงและไม้ประดู่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบไม้แดงและไม้ประดู่ของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาห้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1103/2559 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงยกคำขอริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมบริเวณที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 862 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2522 ประกาศกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และมีการจัดตั้งเป็นนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านมาตั้งแต่ปี 2507 ต่อมาปี 2511 ถึง 2512 มีการอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบมาจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์มาอยู่ในบริเวณนิคมตามที่ได้จัดสรรที่ดิน ซึ่งมีนางสมพร รวมอยู่ด้วย และเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่ปี 2539 และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จากนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จำนวน 3 แปลง เพื่อเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และในปี 2512 นางสมพรกับสามีได้ร่วมกันปลูกต้นไม้แดงและต้นไม้ประดู่ของกลางบริเวณสวนหลังบ้านในที่ดิน 3 แปลง ที่ได้รับการจัดสรรดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 นางสมพรได้ขายต้นไม้แดงและไม้ประดู่รวม 7 ต้น ให้แก่จำเลยในราคา 30,000 บาท ต่อมาปลายเดือนมีนาคม 2557 จำเลยจ้างนายรีกิจ ตัดไม้ดังกล่าวมากองไว้ที่ถนนตรงข้ามบ้านนางสมพร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เจ้าพนักงานตรวจยึดไม้ประดู่ 49 ท่อน และไม้แดง 4 ท่อน รวมไม้จำนวน 53 ท่อน ปริมาตร 11.07 ลูกบาศก์เมตร ดังกล่าวเป็นของกลาง ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้แดงและไม้ประดู่ในท้องที่ทุกจังหวัดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อันดับที่ 58 และ 87 ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ไม้แดงและไม้ประดู่ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่า ไม้ประดู่และไม้แดงของกลางจึงมิใช่ไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น ขณะเกิดเหตุและขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย กำหนดให้ไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ขึ้นอยู่ในป่าเป็นไม้หวงห้าม ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้ประดู่และไม้แดงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา อันดับที่ 58 และ 87 การทำไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับวันที่ 17 เมษายน 2562 ให้ยกเลิกมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และกำหนดให้ "ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม" โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้นั้น เป็นไปได้โดยสะดวกไม่เกิดภาระแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้และการบริหารจัดการด้านการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นางสมพรมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งออกโดยอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รวม 3 แปลง และสามารถนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดินได้ตามกฎหมาย นางสมพรปลูกไม้ประดู่และไม้แดงลงบนที่ดินดังกล่าว แล้วต่อมาขายต้นไม้ดังกล่าวให้จำเลยในราคา 30,000 บาท เมื่อปี 2556 นางสมพรนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินแล้ว อยู่ระหว่างการนัดรังวัด เห็นว่า ที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ซึ่งเป็นที่ดินที่รัฐจัดสรรให้แก่ราษฎรตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้ออกให้แก่บุคคลที่เป็นสมาชิกนิคมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐได้ลงทุนไป และชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการแล้ว ผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ดังกล่าวสามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินว่า ต้องออกให้แก่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ประกอบมาตรา 58 ทวิ หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นางสมพรครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ไม้ประดู่และไม้แดงที่นางสมพรปลูกในที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นไม้หวงห้ามตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การที่จำเลยทำไม้ประดู่และไม้แดงของกลางกับมีไม้ประดู่และไม้แดงของกลางไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จึงต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสอง (2) ม. 73 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเทพรักษ์ ชำนาญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
ธงชัย เสนามนตรี
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา