คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2562
#638464
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 โดยองค์คณะผู้พิพากษาคณะหนึ่งแล้ว ต่อมาในชั้นพิจารณามีการจ่ายสำนวนให้องค์คณะผู้พิพากษาใหม่พิจารณาพิพากษาคดี องค์คณะใหม่มีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์เปรียบเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งที่โจทก์อ้างเป็นมูลคดีฟ้องกล่าวหาจำเลยในคดีนี้เพื่อนำไปปรับข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 หรือไม่ หากข้อเท็จจริงสามารถรับฟังได้ยุติตามคำฟ้องโจทก์แล้ว กรณีก็ไม่มีเหตุผลใดที่องค์คณะใหม่ในศาลชั้นต้นจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก และถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งดังกล่าว เมื่อปรับข้อกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ศาลก็มีอำนาจงดสอบคำให้การจำเลยที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น องค์คณะผู้พิพากษาใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ไม่ใช่การกลับคำสั่งขององค์คณะผู้พิพากษาคณะเดิมที่ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ก่อนสอบคำให้การจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1202/2552 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กล่าวหาว่า โจทก์ผิดสัญญา กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ จำเลยที่ 2 เข้าเบิกความในคดีแพ่ง ขณะจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีแพ่งได้อ้างส่งเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นพยาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 โดยองค์คณะผู้พิพากษาคณะหนึ่งแล้ว ต่อมาในชั้นพิจารณามีการจ่ายสำนวนให้องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่พิจารณาพิพากษาคดี ในชั้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์ประกอบคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา ซึ่งทนายจำเลยทั้งสองส่งประกอบการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้ววินิจฉัยคดีตามเนื้อหาแห่งคำฟ้องโจทก์เทียบกับคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา แม้ในส่วนจำเลยที่ 2 องค์คณะเดิมในศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้ก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณามีการเปลี่ยนองค์คณะใหม่เป็นผู้พิจารณา ซึ่งองค์คณะใหม่มีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์เปรียบเทียบกับคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา เพื่อนำไปปรับข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และมาตรา 180 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิกความหรือนำสืบด้วย อันเป็นสาระสำคัญที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติตามคำฟ้องโจทก์และคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาได้ ด้วยเหตุนี้ ในชั้นพิจารณาหากข้อเท็จจริงสามารถรับฟังได้ยุติตามคำฟ้องโจทก์แล้ว กรณีก็ไม่มีเหตุผลใดที่องค์คณะใหม่ในศาลชั้นต้นจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก และถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา เมื่อปรับข้อกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ศาลก็มีอำนาจงดสอบคำให้การจำเลยที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ ทั้งนี้ หาใช่ข้อบังคับให้ศาลจำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ดังที่โจทก์ฎีกา ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย ที่กำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้ เมื่อศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหรือทำการอะไรอีก ศาลจะสั่งงดสืบพยานหรือการนั้นเสียก็ได้ หาใช่เป็นการตัดตอนคดีเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 2 ในกระบวนการยุติธรรมศาล ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ ดังนั้น ในชั้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ไม่ใช่การกลับคำสั่งขององค์คณะผู้พิพากษาคณะเดิมที่สั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้อย่างใดไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า คำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาจะนำมาใช้อ้างเพื่อประกอบการพิจารณาการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งที่โจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 2 พิพาทกัน ความเท็จที่จะถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดี เช่นนี้ การพิจารณาคดีของศาลในคดีแพ่ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็จะพิจารณาคดีจากประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นโจทก์คดีแพ่งหรือโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยคดีแพ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ กรณีมิใช่ความผิดเกิดเฉพาะการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในศาลชั้นต้นตามที่โจทก์อ้างเท่านั้น แต่คดีในชั้นที่สุดเป็นศาลใดก็พิจารณาจากคำพิพากษาในศาลชั้นที่สุดว่า ศาลในชั้นที่สุดวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่าอย่างไร อันนำไปสู่ปัญหาว่าคำเบิกความและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลในชั้นที่สุดหรือไม่ เช่นนี้ จึงนำคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกามาพิจารณาประกอบการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อปรากฏว่าในคดีแพ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องคืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องถูกริบมัดจำตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และต้องชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ซึ่งคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ชนะคดีบางส่วน โดยให้จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ชำระเงินมัดจำ 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยพยานเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ เป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลนั้น เพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ไม่ทำหน้าที่ที่จะต้องสนับสนุนให้โครงการของโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ทุกประการตามสัญญา ส่วนโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ก็ไม่ได้กระทำเพื่อให้การชดใช้หนี้โครงการของจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) สำเร็จลุล่วงไป โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ฝ่ายตน และในที่สุดจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) อ้างกำหนดเวลา 4 เดือน ตามสัญญาเพื่อถือว่าโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) สละสิทธิและริบเงินมัดจำ ส่วนโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) มาฟ้องคดีแพ่งคดีนี้ กรณีต้องถือว่าทั้งจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) และโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดผิดสัญญาอันจะต้องเสียค่าปรับแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม โดยมิได้นำคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยที่ 2 เบิกความดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จได้ เมื่อคดีในส่วนจำเลยที่ 2 รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ว่า มิได้กระทำผิดเช่นกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 และกระทำการในขอบเขตอำนาจของจำเลยที่ 1 เมื่อคดีมีมูลในส่วนจำเลยที่ 2 คดีในส่วนจำเลยที่ 1 ย่อมต้องมีมูลไปด้วย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
อาคม รุ่งแจ้ง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009/2562
#639152
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมจำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลและดำเนินธุรกิจรักษาคนไข้เพื่อแสวงหากำไร โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล พ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นสูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 12 นาฬิกา โจทก์ซึ่งเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ได้ตรวจร่างกายด้วยตนเอง ในเบื้องต้นพบว่าตั้งครรภ์ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการปวดท้องน้อยมานานประมาณ 1 วัน และมีเลือดออกทางช่องคลอด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยก่อนทำการรักษาจำเลยที่ 2 ได้ซักถามอาการเจ็บป่วยและประวัติการรักษาของโจทก์ โจทก์แจ้งว่ามีอาการปวดท้องมากมา 1 วัน จำเลยที่ 2 ซักประวัติเพิ่มเติมทางนรีเวช โจทก์แจ้งว่าเคยมีบุตรมาแล้ว 1 คน เคยแท้งบุตร 1 ครั้ง จากการสอบถามประวัติการมีประจำเดือน โจทก์แจ้งว่าประจำเดือนมาวันแรกของครั้งสุดท้ายประมาณกลางเดือนมิถุนายน หากนับวันที่หมดประจำเดือนและมาพบจำเลยที่ 2 เป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ได้ให้โจทก์นอนราบบนเตียงแล้วตรวจสภาพทั่วไปโดยใช้มือกดบริเวณท้องน้อย โจทก์แจ้งว่าเจ็บบริเวณท้องน้อย เจ็บมากที่ตำแหน่งท้องน้อยด้านซ้าย จำเลยที่ 2 สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากปวดท้องน้อยแล้วมีอาการอื่นหรือไม่ โจทก์แจ้งว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดและทำการตรวจปัสสาวะด้วยตนเองพบว่าโจทก์ตั้งครรภ์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ตรวจร่างกายโจทก์ทางนรีเวชโดยให้ขึ้นเครื่องอุปกรณ์ที่มีขาหยั่งสำหรับตรวจภายในของสตรี พบว่าเมื่อใส่คีมปากเป็ดเข้าไปเห็นว่ามีเลือดสดอยู่ในช่องคลอดในปริมาณมาก ไม่เห็นติ่งเนื้อหรือก้อนที่ผิดปกติที่ปากมดลูก ส่วนการใช้มือคลำพบว่าเมื่อกดที่มดลูกโจทก์มีอาการเจ็บสะดุ้งที่มดลูก หากตรวจโดยใช้มือคลำต่อไปอาจได้ผลที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 จึงให้รังสีแพทย์ตรวจอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้องน้อยช่วงล่างและอุ้งเชิงกรานของโจทก์ รังสีแพทย์รายงานว่าไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่พบก้อนเนื้องอก 2 ก้อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.6 และ 2.5 เซนติเมตร อยู่ที่บริเวณผนังด้านหลังมดลูก ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่ามีถุงน้ำบริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายขนาด 9.2 คูณ 3.7 เซนติเมตร ขนาดมดลูกโตขึ้นเล็กน้อย วัดได้ 10.1 คูณ 5.3 คูณ 6.4 เซนติเมตร เนื่องจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่โจทก์แจ้งว่าได้ตรวจปัสสาวะพบว่าตั้งครรภ์ จำเลยที่ 2 สันนิษฐานว่าครรภ์ของโจทก์น่าจะมีอายุประมาณ 7 สัปดาห์ และสงสัยว่าโจทก์จะตั้งครรภ์ที่บริเวณใด จึงรับโจทก์เข้ารักษาในโรงพยาบาลและให้เจาะเลือดโจทก์เพื่อตรวจหาฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยให้งดน้ำ อาหารและให้น้ำเกลือแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับผลการตรวจว่า ระดับฮอร์โมนโจทก์อยู่ในระดับ 4,480 มิลลิอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร แล้วจำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณปีกมดลูกด้านซ้ายเนื่องจากตรวจพบถุงน้ำร่วมกับมีเนื้องอกที่มดลูกด้วย และแนะนำว่าจำเป็นต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน โดยต้องตัดรังไข่ข้างซ้ายออก รวมทั้งควรผ่าตัดมดลูกออกไปในคราวเดียวกันด้วย โจทก์เชื่อและให้ความยินยอมตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ต่อมาเวลา 16 นาฬิกา วันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ผ่าตัดเอามดลูก ท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และรังไข่ข้างซ้ายของโจทก์ออก ภายหลังการผ่าตัดผลการตรวจชิ้นเนื้อกลับปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกดังที่จำเลยที่ 2 ให้คำวินิจฉัย แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบเนื่องจากพบเศษของรกในโพรงมดลูก ส่วนถุงน้ำที่บริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายนั้นเป็นเพียงช็อคโกแลตซีสต์ คือ ถุงน้ำจากการที่เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ส่วนที่มดลูกพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกและรังไข่ข้างซ้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการตรวจและรักษาโจทก์หรือไม่ สำหรับการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกแต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ในกรณีนี้จะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาจากมาตรฐานการตรวจรักษาตามวิชาชีพทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่ต้องการให้ผู้ป่วยนั้นได้รับความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายใด ๆ เพิ่มเติมและหายจากอาการเจ็บป่วยในที่สุดโดยเร็ว ดังนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า แพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพทางการแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ดังที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จากพยานหลักฐานตามข้อนำสืบของโจทก์ในปัญหานี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาโจทก์หรือได้ละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติทางการแพทย์ประการอื่น นอกเสียจากข้อกล่าวหาที่ว่า การที่จำเลยที่ ๒ มิได้ทำการตรวจระดับฮอร์โมนโจทก์ซ้ำเพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคของโจทก์ที่มีความน่าจะเป็นให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะอาการของโจทก์ที่แท้จริงในขณะนั้น สามารถเป็นไปได้ว่าอาจท้องนอกมดลูกหรือท้องตามปกติ แต่มีสภาวะแท้งคุกคามเพราะการตั้งครรภ์นอกมดลูกไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือการผ่าตัดจนกว่าจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการด่วนสรุปไปเสียก่อนจากมาตรฐานวิชาชีพ เป็นการให้คำวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับอาการของโจทก์ที่ได้จากผลการตรวจชิ้นเนื้อ อันเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์นั้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

ส่วนการรักษาอาการของโจทก์โดยตัดมดลูกด้วยนั้น โจทก์เบิกความกล่าวอ้างทำนองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เปิดแผลผ่าตัดหน้าท้องแล้วพบว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่ตั้งครรภ์ปกติและแท้งไปแล้ว ส่วนซีสต์หรือถุงน้ำที่พบเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือถุงน้ำจากเยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จำเลยที่ 2 สามารถเย็บปิดแผลผ่าตัดและให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปนั้น และเมื่อสิ่งที่พบขณะผ่าตัดต่างจากสิ่งที่ได้ให้ข้อมูลไว้ในเบื้องต้นเป็นเหตุให้โจทก์ต้องแท้งลูกและสูญเสียโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตได้อีก การให้ข้อมูลของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ไม่ถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการรักษาโดยตัดมดลูก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติข้างต้นแล้ว การผ่าตัดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำให้โจทก์แท้งบุตร และได้พบก้อนเนื้องอกอยู่ในมดลูกของโจทก์ซึ่งเกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญแทรกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกจริง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ตรวจและวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ถูกต้องตรงกับลักษณะทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในมดลูกและสอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยของโจทก์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า สาเหตุที่ตัดมดลูกของโจทก์เนื่องจากมีเนื้องอกที่มดลูก การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการรักษาที่ดีที่สุดที่โจทก์จะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกและทำให้อาการปวดประจำเดือนของโจทก์หายไป และได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า ได้ตรวจพบว่าโจทก์มีเนื้องอก 2 ก้อน ที่มดลูก จึงได้แนะนำโจทก์ว่าเมื่อจะทำการผ่าตัดถุงน้ำด้วยการเปิดช่องท้องด้านหน้าแล้ว ยังได้แนะนำโจทก์ว่าจะตัดเฉพาะเนื้องอกออกหรือจะตัดมดลูกที่มีเนื้องอกแซมอยู่ออก โจทก์แจ้งว่าโจทก์มีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือนและไม่ต้องการมีบุตรแล้วให้ตัดมดลูกที่มีเนื้องอกออกเลย และได้แนะนำว่าโจทก์ควรปรึกษาสามีด้วย โดยให้แจ้งสามีทราบถึงแนวทางการรักษาที่จำเลยที่ 2 แนะนำไป เห็นโจทก์ออกไปโทรศัพท์นอกห้องตรวจแล้วกลับมาบอกว่าสามียินยอมให้ตัดมดลูกออกได้ นายแพทย์ พ. เบิกความสนับสนุนคำของจำเลยที่ 2 ว่าก่อนฟ้องคดีนี้ พยานได้เข้าร่วมประชุมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง พยานได้ถามโจทก์ว่าหากมีการแท้งบุตรก่อนที่จะทำการผ่าตัดจะให้ตัดมดลูกหรือไม่ โจทก์แจ้งว่าให้ตัดมดลูกได้ ซึ่งโจทก์เองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์ ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ เคยรับการรักษาผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก รวมทั้งซีสต์ขณะเป็นพนักงานโรงพยาบาล พ. 3 และขณะโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลฟรี และโจทก์ได้พูดกับนายแพทย์ พ. ว่าถ้าโจทก์ท้องนอกมดลูกก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูก และยังพูดว่าถ้าโจทก์แท้งบุตรก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูกและไม่ต้องการมีบุตรแล้ว อันเป็นการเบิกความเจือสมคำพยานของจำเลยทั้งสอง ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นอกจากโจทก์ตัดสินใจเลือกรักษาโดยวิธีตัดมดลูกเพราะมีเนื้องอกดังที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยและให้คำแนะนำแล้ว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่โจทก์ยินยอมให้ตัดมดลูกก็เพราะโจทก์เองไม่ต้องการที่จะมีบุตรอีก ประกอบกับการที่โจทก์มีบุตรมาแล้ว 1 คน และแท้งบุตรมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง รวมทั้งยังเคยรับการผ่าตัดเนื้องอกและซีสต์ในมดลูกมาก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 39 ปี จบปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ เคยทำงานโรงพยาบาลมาตั้งแต่ปี 2554 หรือ 2555 นับเป็นผู้ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน ทั้งการตัดสินใจยอมให้ตัดมดลูกเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อตัวโจทก์และครอบครัวเพราะจะทำให้ไม่อาจมีบุตรสืบสกุลได้อีก หากเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมเป็นการยากที่วิญญูชนเยี่ยงโจทก์จะให้ความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอเสียก่อน ยิ่งโจทก์ได้ปรึกษาสามีก่อนตัดสินใจด้วยแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งข้อมูลและทางเลือกในการรักษาภาวะเนื้องอกที่มดลูกตามมาตรฐานของการรักษาให้แก่โจทก์โดยถูกต้องก่อนที่โจทก์จะตัดสินใจให้ความยินยอมในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ถือว่าการที่จำเลยที่ 2 ตัดมดลูกของโจทก์ออกตามความยินยอมให้รักษาของโจทก์นั้นไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
เมทินี ชโลธร
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5001/2562
#638672
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับแรกให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธุรการมิได้นำคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์กลัดเข้าสำนวน และเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จริง ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กลัดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เข้าสำนวนทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยผิดหลงว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก เมื่อความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลมิใช่โจทก์ และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ศาลอนุญาตไว้ กรณีอนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์แล้วโดยปริยาย เมื่อนับถึงวันที่ 2 กันยายน 2559 ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเผยแพร่รายงานการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมโดยติดประกาศที่บอร์ดของอาคาร เอ และอาคาร บี หรือส่งให้แก่เจ้าของร่วมทางไปรษณีย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันประชุมจัดทำรายละเอียดการประชุมสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2558 กับวาระที่ 3 เพิ่มเติมให้ครบถ้วน และเผยแพร่ให้เจ้าของร่วมโดยด่วน จัดประชุมใหญ่เพื่อขอสัตยาบรรณ (ที่ถูก สัตยาบัน) นิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ดำเนินการไปแล้ว เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ข้อ 3.3 ถึง 3.5 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 7 และข้อ 8 กับมีคำสั่งว่ามติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้และศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลชั้นต้นมิได้นำคำร้องกลัดเข้าสำนวน จึงทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง คือ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 โดยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 และคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โดยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับแรกให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธุรการมิได้นำคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์กลัดเข้าสำนวน และเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 10 เมษายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จริง ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กลัดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เข้าสำนวนทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยผิดหลงว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก เมื่อความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลมิใช่โจทก์ และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ศาลอนุญาตไว้ กรณีอนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์แล้วโดยปริยาย เมื่อนับถึงวันที่ 2 กันยายน 2559 ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิศรุต สิริสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
เมทินี ชโลธร
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2562
#638512
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อชดใช้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายจตุภัทร ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และนางบุญมี มารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 452,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 25 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 16 ปี 12 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินให้ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายบุญจง ผู้ตาย และนายจตุภัทร ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณขากรรไกร บ่า ไหล่ และคอด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณแขนและไหปลาร้า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจโทสุคิด เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนนำจำเลยทั้งสี่มาส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกวินัย แล้วจำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้นั้น เท่ากับเป็นการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ มีนายกิตติรัตน์นั่งซ้อนท้าย นำหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ ซึ่งมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย ห่างกันประมาณ 15 เมตร จนไปถึงบริเวณสี่แยกบ้านโคกตาล พยานทั้งสามเห็นวัยรุ่นรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน และ มีรถจักรยานยนต์ 5 ถึง 6 คัน จอดอยู่ใกล้กับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ขณะนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกบ้านโคกตาล ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากสี่แยกดังกล่าวประมาณ 15 เมตร เพื่อรอดูเหตุการณ์ ส่วนนายภูเบศเลี้ยวรถไปทางขวา โดยมีชายวัยรุ่น 4 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไล่ติดตามไป แต่ตามไม่ทัน ชายวัยรุ่นดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์กลับมารวมกลุ่มที่เดิม แล้วชายวัยรุ่น 6 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน มุ่งหน้ามาทางผู้ตายและผู้เสียหาย ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีย้อนกลับไปทางเดิมตามเส้นทางเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด กลุ่มชายวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายและผู้เสียหายมาซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ แล้วผู้ตายและผู้เสียหายต่างวิ่งหลบหนีไปคนละทาง โดยนายภูเบศและนายกิตติรัตน์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสี่ นายณัฐวุฒิ และนายผดุงศักดิ์ อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งรวมกันอยู่ที่บริเวณสี่แยกบ้านโคกตาลด้วย แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูหมู่บ้านและเสาไฟฟ้าสาธารณะ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หลังเกิดเหตุนายภูเบศและนายกิตติรัตน์พยานโจทก์ทั้งสองก็ให้การต่อพันตำรวจโทสุคิดผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่ว่า ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นบ้านมะขามหลายคน จำหน้าวัยรุ่นบางคนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ จนทำให้พันตำรวจโทสุคิดสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทสุคิดเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวน ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 กับพวกได้นำชี้ที่เกิดเหตุแล้วให้พยานโจทก์ถ่ายรูปไว้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวก สาเหตุที่จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตลอดจนขั้นตอนในการกระทำความผิด สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบคดี และคำเบิกความของผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ในสาระสำคัญ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 เอง จำเลยที่ 3 ให้การหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จำเลยที่ 3 ยังไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านี้เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทสุคิดและร้อยตำรวจเอกวินัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งห้าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้า เบิกความตามความเป็นจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย เนื่องจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นมิได้ระบุว่า มีแสงไฟในบริเวณที่เกิดเหตุ และไม่ปรากฏพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ในบันทึกการรับมอบตัว/ตรวจยึด และพนักงานสอบสวนนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นบ้านลุมพุกมาก่อกวนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก พวกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงโทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 1 กับพวกมารวมตัวกันประมาณ 10 คน โดยพวกของจำเลยทั้งสี่บางคนพาอาวุธปืนมาด้วย เมื่อถึงจุดนัดพบก็ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งกำลัง โดยบางส่วนดักรอพวกผู้เสียหายที่ปากซอยทางเข้าบ้านโคกทุ่งล้อม ส่วนที่เหลือไล่ติดตามพวกผู้เสียหายไปตามถนนเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อผู้ตายและผู้เสียหายขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาถึงสี่แยกบ้านโคกตาล เห็นจำเลยทั้งสี่กับพวกรวมกลุ่มกัน ผู้ตายจึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วเลี้ยวรถกลับเพื่อหลบหนี จำเลยที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไล่ติดตามไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 กับพวกจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวก เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด เครื่องยนต์สะดุด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับเส้นทางเดิม ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 คงจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด เห็นควรให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) แล้ว จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 5 เดือน 10 วัน กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เพียงจำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางจิราภรณ์ ชูขวัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2562
#639573
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับ ห. และพวกฝ่ายหนึ่ง กับ ณ. และพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยเป็นฝ่ายร่วมดำเนินการจัดหา สั่งการ และให้เงินทุนในการลำเลียงยาเสพติดแก่ ณ. และพวก แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้เข้าร่วมตกลงคบคิดเพื่อค้ายาเสพติดของกลางกับ ห. และพวก คงได้ความเพียงว่า หลังจากกลุ่มคนดังกล่าวสมคบกันลำเลียงยาเสพติดของกลางแล้ว จำเลยได้รับการติดต่อจากหญิงชาวลาวที่ชื่อ ม. เครือข่ายยาเสพติดของ ห. ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากของ ณ. เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจาก ห. และพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วเช่นนี้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้สมคบกับ ห. และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้สมคบกับ ห. และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมา ณ. และพวกร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่การที่จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางแก่ ณ. บางส่วน ย่อมถือได้ว่าจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ความว่ามีการขออนุมัติจับกุมจำเลยในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 ไว้ด้วย ทั้งได้รับอนุมัติการจับกุมโดยชอบตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 6 ดังกล่าวมาด้วย ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคสาม) (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายณัฐบูรณ์ กับนางสาวอรอนงค์ พร้อมยึดเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 311 แท่ง น้ำหนักสุทธิ 109,057.590 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 90,441.459 กรัม และเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 39,822 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 3,677.670 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 511.574 กรัม เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายณัฐบูรณ์และนางสาวอรอนงค์กับให้ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4185/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยตามหมายจับ โดยกล่าวหาว่าสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดให้แก่นายณัฐบูรณ์กับพวกในฐานความผิดร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้งสองปากมิใช่เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง แต่ก็เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องกัน ทั้งมีสาระสำคัญเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่นายณัฐบูรณ์เดินทางไปพบนายใหญ่หรือสลุ่ยพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วตกลงรับจ้างลำเลียงยาเสพติดให้นายใหญ่ เพื่อส่งมอบแก่ลูกค้าในประเทศไทยหลายครั้ง โดยนายใหญ่ให้หญิงชาวลาวซึ่งเรียกกันว่าแม่น้าหรือป้าลาวเครือข่ายของตน เป็นผู้ประสานงานเรื่องโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์มาแล้วหลายครั้ง และในครั้งที่เกิดเหตุ ตกลงค่าจ้างกัน 400,000 บาท ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าก่อนนายณัฐบูรณ์กับพวกถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดของกลาง มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์หลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 โอนจากบัญชีเงินฝากของนายนนทพล พวกของจำเลยเข้าบัญชีนายณัฐบูรณ์ 4 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท และโอนเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 อีก 50,000 บาท รวม 250,000 บาท นอกจากนี้ โอนจากบัญชีเงินฝากของจำเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 วันที่ 4 สิงหาคม 2557 และวันที่ 30 สิงหาคม 2557 จำนวน 5,000 บาท 30,000 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานจริง เป็นการเจือสมให้คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แม้นายณัฐบูรณ์จะเบิกความบ่ายเบี่ยงว่า ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติด เพราะจะมีการจ่ายค่าจ้างเมื่อไปถึงปลายทางเสียก่อน แต่ในชั้นสอบสวนนายณัฐบูรณ์ให้การไว้อย่างชัดเจนว่า มีการทยอยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีของตนหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงิน คำให้การในชั้นสอบสวนของนายณัฐบูรณ์ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล และสอดคล้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้องจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความในชั้นศาล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1064 xxxx ของจำเลย ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3459 xxxx ของแม่น้าหรือป้าลาวหลายครั้ง ซึ่งในข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่น คงเบิกความลอย ๆ เพียงว่า นายนนทพลยืมโทรศัพท์ของจำเลยไปใช้ ซึ่งขัดต่อเหตุผลเพราะมีการใช้โทรศัพท์ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า หลังจากนายณัฐบูรณ์กับพวกถูกจับกุมได้พร้อมยาเสพติดของกลาง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยก็รีบปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวของตนในวันเดียวกันนั้นเอง ส่อให้เห็นข้อพิรุธอย่างชัดเจน หาใช่โจทก์มีแต่เพียงพยานบอกเล่าไม่ เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เงินที่จำเลยโอนจากบัญชีของตนเข้าบัญชีของนายณัฐบูรณ์ข้างต้น เป็นเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางจริง แม้ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้จักกับนายณัฐบูรณ์มาก่อน ก็ไม่เป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา เพราะการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติด ไม่จำเป็นที่ผู้กระทำความผิดทุกคนจะต้องรู้จักกันเสมอไป ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยถูกนายนนทพลซึ่งมีอาชีพเป็นเซลล์ขายหนังสือและอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็ก หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์หลายครั้ง โดยนายนนทพลแจ้งว่าเป็นการโอนเงินค่าสินค้าให้บริษัทนายจ้าง นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทดังกล่าว ทั้งไม่มีเหตุผลใดที่นายนนทพลเก็บเงินจากลูกค้าได้แล้วจะต้องมอบเงินให้จำเลยไปโอนเข้าบัญชีของนายณัฐบูรณ์ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และบัญชีเงินฝากข้างต้นมาเบิกความประกอบเอกสารด้วย จึงไม่มีความน่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และโอนเงินกันตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่งจริง ดังนั้น แม้โจทก์ไม่นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวมาเบิกความด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์เสียไป สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงข้อปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางให้แก่นายณัฐบูรณ์จริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายศุภชัย นายยุทธการ นางสาวสุภารฎา และนายใหญ่หรือสลุ่ย ฝ่ายหนึ่ง กับนายณัฐบูรณ์ นางสาวอรอนงค์ นายสนธยา และนายศิริพงษ์ อีกฝ่ายหนึ่ง สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยเป็นฝ่ายร่วมดำเนินการจัดหา สั่งการ และให้เงินทุนในการลำเลียงยาเสพติดแก่นายณัฐบูรณ์กับพวก แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้เข้าร่วมตกลงคบคิดเพื่อค้ายาเสพติดของกลางกับนายใหญ่และพวก คงได้ความเพียงว่า หลังจากกลุ่มคนดังกล่าวสมคบกันลำเลียงยาเสพติดของกลางแล้ว จำเลยได้รับการติดต่อจากหญิงชาวลาวที่ชื่อแม่น้าหรือป้าลาว เครือข่ายยาเสพติดของนายใหญ่ ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยได้โอนเงินเพียง 3 ครั้ง คือที่โอนจากบัญชีของจำเลยเอง รวมเป็นเงิน 38,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยโอนเงินจำนวนอื่นนอกเหนือจากนี้ด้วย จึงต้องฟังเป็นยุติว่า จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเพียง 38,000 บาท ซึ่งตามพฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่ได้รับการประสานจากเครือข่ายของนายใหญ่ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดบางส่วนแก่นายณัฐบูรณ์ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากนายใหญ่กับพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วเช่นนี้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้สมคบกับนายใหญ่และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้สมคบกับนายใหญ่และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมานายณัฐบูรณ์กับพวกร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางแก่นายณัฐบูรณ์บางส่วน ตามที่ได้รับการประสานมาจากเครือข่ายยาเสพติดของนายใหญ่อีกทอดหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ความว่ามีการขออนุมัติจับกุมจำเลยในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 ไว้ด้วย ทั้งได้รับอนุมัติการจับกุมโดยชอบตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 6 ดังกล่าวมาด้วย ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1) ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสอง ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายบดีศร ทังปริยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4966/2562
#640834
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นไปแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าว จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องนั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์นี้เป็นประการใด ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องไปแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 28254 ให้แก่โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่ง โดยให้ตกลงแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ ให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราปีละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ปล่อยทรัพย์ โดยผู้ร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ และให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล แล้วมีคำสั่งในคำร้องขัดทรัพย์ว่า รอไว้สั่งเมื่อผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมศาลครบถ้วนแล้ว หรือมิได้ชำระภายในเวลาที่ศาลกำหนด หากผู้ร้องหรือทนายมาตามคำสั่ง ให้ลงชื่อและวันที่เพื่อทราบคำสั่งด้วย หรือมิฉะนั้นให้แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ

คดีอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาที่ผู้ร้องจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม จึงขอให้นัดไต่สวนการมรณะของโจทก์ที่ 2 แล้วเรียกทายาทของโจทก์ที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทน และขอให้เลื่อนหรือขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล รวมทั้งขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งไปจนกว่าจะมีคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นไปแล้ว หากผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยและประสงค์จะให้มีการรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องนั้นเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์นี้เป็นประการใด ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องไปแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 288 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ล.
จำเลย — นาง ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวณัฐทญา วิสัยจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุณนาค
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2562
#638492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายคืนแก่โจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เพื่อนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 และโจทก์เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า เงินที่ได้จากการจำนอง 4,500,000 บาท โจทก์นำไปซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายธนาคาร ก. จำนวน 3,000,000 บาท ชำระค่าที่ดินที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซื้อจาก พ. โดยมีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ในใบคำขอซื้อเช็ค ตรงกับบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 เขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์ มีข้อความว่า "นำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดิน เนื้อที่ 58 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ที่ลงทุนร่วมกัน" และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจาก พ. และ ด. โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินให้แก่ผู้จะขาย 2,750,000 บาท และชำระด้วยแคชเชียร์เช็คให้แก่ธนาคาร ก. จำนวนเงิน 3,000,000 บาท สนับสนุนให้เห็นว่าการจำนองที่ดินพิพาทนั้นเป็นความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเงินไปชำระค่าที่ดินที่ซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองธนาคาร ส. สาขาแหลมฉบัง จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเพื่อให้โจทก์นำเช็คไปชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์ย่อมทราบดีว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนอง โจทก์อาจนำหนังสือมอบอำนาจและเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ได้เอง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ยอมรับว่าประสงค์จะชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดแจ้งว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันโจทก์เสมือนหนึ่งว่าโจทก์เป็นผู้จำนองเอง การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อที่โจทก์ไม่ต้องชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 นั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินและสัญญาจำนองดังกล่าว และมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,423,767 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 1,060,000 บาท และอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี และให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินคืนโจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี ให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากที่ดินไม่อาจกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอที่บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ คำขอค่าขาดประโยชน์และคำขอที่บังคับให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีในหมายเลขแดงที่ ย.222/2554 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทรงไทย 5 หลัง มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสังเวียน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 9/9 แก่จำเลยที่ 1 ราคา 1,200,000 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 9/9 ดังกล่าวเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกว่า จำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ และนำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดินหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ลงทุนร่วมกัน กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายที่ดินคืนแก่โจทก์โดยมีลายมือชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ในบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดิน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง ไม่ลงวันที่ จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกว่าได้ออกเช็คดังกล่าวให้โจทก์นำไปชำระหนี้แก่ผู้รับจำนอง จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 หากไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด วันที่ 25 มกราคม 2556 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2560 ท้ายคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2561 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายคืนแก่โจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เพื่อนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 และโจทก์เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า เงินที่ได้จากการจำนอง 4,500,000 บาท โจทก์นำไปซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 3,000,000 บาท ชำระค่าที่ดินที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซื้อจากนายพรนพ โดยมีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ในใบคำขอซื้อเช็ค ตรงกับบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 เขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 มีข้อความว่า "นำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดินจำนวน 58 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ลงทุนร่วมกัน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากนายพรนพและนายดนย์ปภพ โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินให้แก่ผู้จะขาย 2,750,000 บาท และชำระด้วยแคชเชียร์เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 3,000,000 บาท สนับสนุนให้เห็นว่าการจำนองที่ดินพิพาทนั้นเป็นความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเงินไปชำระค่าที่ดินหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองกับออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเพื่อให้โจทก์นำเช็คไปชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์ย่อมทราบดีว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนอง โจทก์อาจนำหนังสือมอบอำนาจและเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ได้เอง ทั้งตามคำฟ้องโจทก์ก็ยอมรับว่าประสงค์จะชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดแจ้งว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันโจทก์เสมือนหนึ่งว่าโจทก์เป็นผู้จำนองเอง การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อที่โจทก์ไม่ต้องชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 นั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยสุจริตหรือไม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 155 ม. 702 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นาง ส. ในฐานะส่วนตัว
โจทก์ — และในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ว.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกฤษดา ทุ่งโชคชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2562
#640623
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏว่าในคดีส่วนอาญา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เมื่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดอาญาให้สามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมได้ จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในส่วนแพ่งว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ย่อมถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 พอใจในคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวแล้ว โจทก์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 ซอง ปลอกกระสุนปืน 6 ปลอก ของกลาง และนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5589/2556 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ส่วนข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นยังคงให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายทวีศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายขวัญ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกมานั้นสูงเกินไปและไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 (เดิม), 376 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 13 ปี 16 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 10 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5589/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 13 ปี 17 เดือน 15 วัน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,261,901.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องขอ (วันที่ 30 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

ระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเพื่อนกัน โจทก์ร่วมที่ 2 มีคนรักทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า ซ. โจทก์ร่วมที่ 2 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับคนรักที่ห้างดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อไปถึงบริเวณลานจอดรถ ได้ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก รุมทำร้ายร่างกาย พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างร้องห้ามทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 วิ่งหลบหนีไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาคนรักออกจากห้างผ่านหน้าบ้านของนายปิยะ พบโจทก์ร่วมที่ 1 กับเพื่อน 4 คน นั่งดื่มสุรากันอยู่ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงเข้าไปร่วมดื่มสุราด้วย เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกอีกหลายคน ขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประมาณ 6 คัน มาบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มของโจทก์ร่วมที่ 2 หลายนัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 บริเวณหน้าอก แต่ไม่ถูกโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้ามอบตัว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิด ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีส่วนอาญา เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 โดยเหตุลักษณะคดี และไม่ได้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดอาญาให้สามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมได้ จึงเห็นได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในส่วนแพ่งว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ย่อมถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 พอใจในคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวแล้ว คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้ คงมีเพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์ร่วมที่ 2 แล้ว ไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากใดอีกเลยที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 4 ร่วมอยู่ในกลุ่มของคนร้ายด้วย คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังกล่าวก็ไม่ยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนร้าย ส่วนที่โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การว่า จำเลยที่ 4 ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย และเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มผู้เสียหายมาเป็นพยานนั้น ก็ปรากฏในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างไม่ได้เบิกความว่าจำเลยที่ 4 ร่วมไปด้วย โดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ประสบอุบัติเหตุเส้นเลือดในสมองแตก มีอาการหลงลืม ปัจจุบันยังต้องกินยารักษาอาการอยู่ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีอาการปวดศีรษะ เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่าน เพราะอยากได้รับการประกันตัว คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงเป็นพยานบอกเล่าที่ซัดทอดจำเลยที่ 4 ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยืนยันตามคำให้การดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหลักฐานมาสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 ยังมีอาการป่วยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ให้การไปเช่นนั้นเพื่อให้ได้รับการปล่อยชั่วคราว ดังนั้น แม้คำให้การดังกล่าวจะเป็นคำให้การซัดทอดที่ไม่ได้ให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดก็มีน้ำหนักน้อย ซึ่งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ไม่อาจนำมารับฟังประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงได้ ทั้งปรากฏว่าหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 มอบตัวต่อสู้คดีและให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางวิภารัตน์ ดาวมุกดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2562
#638675
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ และยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ให้จำเลยชำระเงิน 6,497,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณา โดยขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้อง เนื่องจากโจทก์แถลงผลคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหายักยอกทรัพย์เกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยยื่นคำแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.919/2559 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เดียวมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ แต่โจทก์ไม่รายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กลับดำเนินคดีต่อมาจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประสงค์เข้าว่าคดีแทนโจทก์หรือไม่ แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ยกอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี และยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับนั้น ไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางปรียาภรณ์ มั่นน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562
#637599
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้คดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ สิทธิในการฎีกาจึงเป็นไปตามกฎหมายฉบับเดิมก่อนมีการแก้ไข ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องอันเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะฟ้องคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 290, 371

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานางใหม่ มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง, 371 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน 20 วัน และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 568,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 565,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 1 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลงอันเป็นการแก้ไขมากก็เป็นเหตุเพียงมิให้ใช้ข้อห้ามฎีกานี้แก่จำเลยอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตอนท้ายเท่านั้น แต่กฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์หรือโจทก์ร่วมในอันที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยไม่ คดีจึงต้องห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 นั้น ศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ จึงมีผลเป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยในชั้นอุทธรณ์ไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 หรือไม่ เมื่อโจทก์ร่วมฎีกาในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดี ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนแพ่งขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ คดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาโจทก์ร่วมฎีกา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับสิทธิในการฎีกาจึงเป็นไปตามกฎหมายฉบับเดิมก่อนมีการแก้ไข ดังนั้นเมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องอันเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะฟ้องคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาง ห.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางอติกา รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2562
#638482
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตน โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

กรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 แล้ว แต่โจทก์ที่ 4 หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมา ซึ่งคดีจะขาดอายุความ อันทำให้คำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้นสิ้นผลลง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งจำเลยที่ 2 ดำเนินการกับทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หาใช่เป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ดังที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง

จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือความเห็นแย้งจากพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน วันที่ 18 เมษายน 2557 คณะกรรมการธุรกรรมประชุมและมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและมีมติควรเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการฯ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 มีการประชุมคณะกรรมการแต่ไม่มีการเสนอความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบางส่วนลาออกทำให้มีจำนวนไม่ครบ 9 คน วันที่ 6 มีนาคม 2558 มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบ 9 คน วันที่ 25 มีนาคม 2558 เลขาธิการฯ เสนอเรื่องความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา วันที่ 30 มีนาคม 2558 คณะกรรมการได้พิจารณาความเห็นแย้งดังกล่าว โดยมีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีถือได้ว่าคณะกรรมการได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการฯ ตามมาตรา 49 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด กับให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินต่าง ๆ ภายในประเทศรวมตลอดถึงธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้รับโทษทางอาญาฐานฟอกเงินและรับผิดทางแพ่งเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และโจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียงและเกียรติยศ ด้วยการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายจักรกริศน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ที่ 4 ร่วมกับบุคคลอื่นอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ โดยคณะกรรมการธุรกรรมซี่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ ย.48/2547 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2547 และคำสั่งที่ ย.51/2547 ลงวันที่ 7 เมษายน 2547 ให้อายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่รวม 27 รายการ มติของคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 9/2556 วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน และการกระทำของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่กระทำผิดต่อกฎหมาย มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการประชุมครั้งที่ 2/2558 วันที่ 30 มีนาคม 2558 ที่เห็นชอบให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสี่ได้มาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นระยะเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ทั้งสี่มีคำขอบังคับขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด กรณีจึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตนที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แม้โจทก์ทั้งสี่จะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาด้วยก็ตาม โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เพียงใดนั้น ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ใด (4) ให้สินเชื่อหรือลงทุนเกินอัตราที่กำหนด หรือให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด" วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์นั้นกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หรือแก้ไขการดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ในการนี้จะกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาด้วยก็ได้" และมาตรา 24 บัญญัติว่า "รัฐมนตรีมีอำนาจตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์เพื่อตรวจสอบและรายงานกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ หรือจะมอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ก็ได้ แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ รัฐมนตรีจะตั้งหรือมอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ให้ทำการตรวจเพื่อทราบกิจการหรือทรัพย์สินของเอกชนคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะที่มีหรือปรากฏอยู่ในธนาคารพาณิชย์ใด ๆ มิได้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 35 (3)" ซึ่งมาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา 24 หรือมาตรา 26 ให้ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่กรณีมีอำนาจดังต่อไปนี้ (3) เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจของลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสั่งให้ลูกหนี้หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าธนาคารพาณิชย์กระทำการตามมาตรา 22 (3) (4) หรือ (5)" ดังนั้น หากเกิดข้อเท็จจริงว่าธนาคารพาณิชย์ใดให้สินเชื่อหรือลงทุนเกินอัตราที่กำหนดหรือให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ซึ่งพยานจำเลยทั้งสองก็ได้เบิกความยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ประกอบกับได้ความจากนายจักรกริศน์ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์เคยมีคำสั่งและตั้งข้อสังเกตในเรื่องการวิเคราะห์สินเชื่อลักษณะดังกล่าวให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทราบและถือปฏิบัติแล้วหลายครั้ง แต่จากการตรวจสอบของผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์และคณะกรรมการสอบสวนภายในของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) พบว่าคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารที่มีโจทก์ที่ 4 เป็นกรรมการอยู่ฝ่าฝืนหรือละเลยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ทราบรายงานดังกล่าวแล้วจึงมีหนังสือถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับทราบการตรวจสอบธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีคำสั่งให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) งดให้สินเชื่อหรือให้แก้ไขวิธีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพแต่อย่างใดจึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความจากนายวรศิลป์ว่า เมื่อตรวจสอบบัญชีลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพพบว่าการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพส่วนใหญ่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารอนุมัติแล้ว ลูกหนี้ก็ได้รับเงินสินเชื่อไปก่อนวันที่คณะกรรมการบริหารจะอนุมัติ และการอนุมัติสินเชื่อแต่ละครั้งเกินอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหาร ซี่งโจทก์ที่ 4 ก็เบิกความเจือสมว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารซึ่งมีอำนาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในงบดุลไม่เกิน 60,000,000 บาท และนอกงบดุลไม่เกิน 120,000,000 บาท หากเกินวงเงิน คณะกรรมการบริหารจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ซึ่งขัดแย้งกับสำเนาอนุมัติสินเชื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทั้งยังได้ความจากนายสมศักดิ์ว่า เมื่อตรวจสอบกระแสเงินกู้ของลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ที่ 4 พบว่าโจทก์ที่ 4 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 43 โฉนด ระหว่างกระทำความผิด โดยที่ดินบางส่วนนายธีระชัยเป็นผู้ชำระราคาด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่เจ้าของที่ดินกลับโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 4 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวกับการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 4 กับบุคคลอื่นอีก ในความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และประมวลกฎหมายอาญา และเนื่องจากความผิดที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (4) (เดิม) คือ ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น การที่จำเลยที่ 1 รายงานการดำเนินคดีดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป หาใช่เป็นการร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่แต่ประการใด

ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อฟื้นคดีและดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน 27 รายการ ของโจทก์ทั้งสี่อีกนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดใด เป็นทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายดังกล่าว หรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ไม่เป็นผล หรือการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นทรัพย์สินที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายอื่นด้วย หากการดำเนินการนั้นไม่เป็นผลก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปโดยขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 4 หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมา ซึ่งคดีจะขาดอายุความ อันทำให้คำสั่งอายัดสิ้นผลลง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการกับทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 แล้ว แต่ไม่เป็นผล และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จะเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หาใช่เป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ดังที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้าง

ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองลบชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ที่ 4 รวมทั้งหมายเลขลูกค้าจากสำเนารายการซื้อขายหลักทรัพย์ มีเจตนาเพื่อไม่ให้พนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องทราบว่าสำเนารายการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นของโจทก์ที่ 4 เพื่อมิให้โจทก์ที่ 5 มีหลักฐานว่านำเงินจากการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวมาซื้อทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดไว้นั้น เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวทิพย์วรรณกับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง เพียงเพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง อีกทั้งนางสาวทิพย์วรรณเบิกความถึงหน้าที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของตนได้สมเหตุสมผลเพราะการตรวจสอบดังกล่าวก็เพียงเพื่อให้ทราบว่าโจทก์ที่ 4 เป็นลูกค้าของบริษัทฯ และมีการซื้อขายหลักทรัพย์จริงหรือไม่เท่านั้น การปิดชื่อ ชื่อสกุล แล้วนำไปถ่ายสำเนาโดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ มีอคติและสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องจึงเป็นเหตุผลที่ฟังได้ ไม่เป็นพิรุธถึงขนาดที่จะบ่งชี้ว่านางสาวทิพย์วรรณกับพวกมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่แต่ประการใด

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์อ้างว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่ได้พิจารณาความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับเรื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถือว่าความเห็นแย้งของพนักงานอัยการเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม การที่จำเลยทั้งสองดำเนินคดีกับทรัพย์สิน 27 รายการ ของโจทก์ทั้งสี่ต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือความเห็นแย้งจากพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ซึ่งเห็นว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน วันที่ 18 เมษายน 2557 คณะกรรมการธุรกรรมประชุมและมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 30 พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และมีมติควรเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 และส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแต่ไม่มีการเสนอความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา เนื่องจากมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิลาออก 4 คน ทำให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่ครบ 9 คน วันที่ 6 มีนาคม 2558 มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบ 9 คน วันที่ 25 มีนาคม 2558 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอเรื่องความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา วันที่ 30 มีนาคม 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงได้พิจารณาความเห็นแย้งของพนักงานอัยการ โดยมีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีจึงถือได้ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสามแล้ว

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดทรัพย์ที่ ย.48/2547 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2547 และคำสั่งที่ ย.51/2547 ลงวันที่ 7 เมษายน 2547 อายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ไว้และต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีมติครั้งที่ 9/2556 วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 อันเป็นการจูงใจกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ให้ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้มีคณะกรรมการธุรกรรมคณะหนึ่ง โดยมาตรา 34 (1) และ (3) บัญญัติให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และดำเนินการตามมาตรา 48 ซึ่งได้แก่ อำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในกรณีที่ตรวจสอบรายงานและข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้วมีการรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้ว ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตรวจสอบแล้วพบว่าในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพมีความผิดปกติโดยโจทก์ที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับพบว่าโจทก์ที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในช่วงเวลากระทำความผิด ย่อมทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงเสนอรายงานต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณา เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีคำสั่งยึดและ/หรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเป็นการปฏิบัติการไปตามหน้าที่จึงชอบแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคารแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายคมกฤช กนกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2562
#639153
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสิบฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ทั้งสิบไว้พิจารณา แต่เมื่อต่อมามีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีนี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 บัญญัติความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติความว่า ถ้าคณะกรรมการได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ศาลที่รับฟ้องสั่งโอนคดีหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ดังนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในศาลชั้นต้นได้เฉพาะการโอนคดีหรือการจำหน่ายคดีตามมาตรา 11 ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ทั้งสิบจึงไม่อาจยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 และไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับอันเป็นการไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย จึงชอบแล้ว และกรณีเช่นนี้ โจทก์ทั้งสิบไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสิบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบจึงไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องพิพากษายกอุทธรณ์เสีย และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาอีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสิบฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบและประชาชนอีกประมาณ 1,000 คน ซึ่งมีที่ดินทำกินและบ้านเรือนตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่เหียะ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยการครอบครองต่อเนื่องมาจากบุคคลอื่นก่อนปี 2492 ต่อมาปี 2492 จำเลยที่ 4 มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตหวงห้ามในเขตท้องที่หลายตำบลรวมทั้งตำบลแม่เหียะทับที่ดินของประชาชนและโจทก์ทั้งสิบ ครั้นปี 2507 จำเลยที่ 4 ออกประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาปี 2518 จำเลยที่ 8 ประกาศให้เป็นพื้นที่ราชพัสดุ ปี 2524 จำเลยที่ 5 ประกาศให้พื้นที่ตำบลแม่เหียะและเขตตำบลในอำเภอเมืองเชียงใหม่เป็นอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้บริหารมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าอุทยาน ทำให้โจทก์ทั้งสิบและประชาชนได้รับความเดือนร้อน เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีแนวเขตไม่ชัดเจน และไม่ดำเนินการพิสูจน์สิทธิก่อนจะประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ประกาศเป็นที่ราชพัสดุประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ต่อมาจำเลยที่ 6 และที่ 7 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปิดประกาศให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านรื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสิบได้รับความเสียหายไม่สามารถออกเอกสารสิทธิทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบ ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสิบเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 23 ถึง 27, 41, 42, 59, 115 ถึง 117, 137, 141 และ 174 ถึง 176 ในที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่ตำบลโป่งแยง ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตำบลช้างเผือก ตำบลสุเทพ และตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2492 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสิบหรือกันเขตพื้นที่ที่ดินที่ขอให้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวออกจากพื้นที่ประกาศของจำเลยทั้งแปด ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 เพิกถอนพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสิบ หรือกันเขตที่ดินที่ขอให้ออกโฉนดที่ดินออกจากพื้นที่ประกาศของจำเลยทั้งแปด กับให้รื้อถอนหลักเขตหวงห้ามที่กั้นออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบและห้ามจำเลยทั้งแปดเข้ากระทำการอันใดหรือมีคำสั่งใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสิบ

จำเลยทั้งแปดให้การและแก้ไขคำให้การพร้อมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลขอให้โอนคดีไปยังศาลปกครองเชียงใหม่

ศาลชั้นต้นและศาลปกครองเชียงใหม่มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 11 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ส่วนคำขอข้ออื่นของโจทก์ทั้งสิบล้วนเป็นคำขออันเป็นผลต่อเนื่องจากการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทั้งสิบยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2560 ขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยใหม่ และยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับที่ 21 กันยายน 2560

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แล้วมีคำสั่งโอนคดีไปศาลปกครองเชียงใหม่และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสิบฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ทั้งสิบไว้พิจารณา แต่เมื่อต่อมามีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีนี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 บัญญัติความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติความว่า ถ้าคณะกรรมการได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ศาลที่รับฟ้องสั่งโอนคดีหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ดังนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในศาลชั้นต้นได้เฉพาะการโอนคดีหรือการจำหน่ายคดีตามมาตรา 11 ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ทั้งสิบจึงไม่อาจยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 และไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับอันเป็นการไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย จึงชอบแล้ว และกรณีเช่นนี้โจทก์ทั้งสิบไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสิบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบจึงไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะต้องพิพากษายกอุทธรณ์เสีย และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาอีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และยกฎีกาของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสิบ และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคสอง ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562
#644816
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าวโดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก จ. มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่ จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระเงินต้นคืน แต่ จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงิน การกระทำของ จ. จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่างโจทก์กับ จ. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรเรียก จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางจันทร์สาย เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนางจันทร์สาย แต่นางจันทร์สายได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางจันทร์สายจำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นางจันทร์สายตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นางจันทร์สายไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของนางจันทร์สายที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านางจันทร์สายผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนางจันทร์สายและโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนางจันทร์สาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นางจันทร์สายโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข) ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562
#657951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก จ. มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่ จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นตามข้อตกลง แต่ จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของ จ. ที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่า จ. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของ จ. และโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจาก จ. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียก จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 ถนนกำแพงดิน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนาง จ. กับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนาง จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาง จ. แต่นาง จ. ได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนาง จ. จำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นาง จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นาง จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัย การใช้สิทธิของนาง จ. ที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านาง จ. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนาง จ. และโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนาง จ. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นาง จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข) ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
- นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2562
#638491
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ได้สิทธิความเป็นเจ้าของรวมในที่ดินในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 10 ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 10 โอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 แก่โจทก์ ย่อมหมายความว่า สิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 10 มีอยู่ในขณะที่จะขายเป็นต้นไปเพียงใด โจทก์ย่อมรับโอนสิทธิของจำเลยที่ 10 มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ในฐานะเจ้าของรวมที่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 10 ครอบครองเป็นส่วนสัดให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้นด้วย ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิของจำเลยที่ 10 ที่ต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าว

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 และถือเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 10 หยิบยกข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 10 มิได้ตกลงยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันมากล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยทบทวนอีก ย่อมเป็นการซ้ำซ้อนกับข้อวินิจฉัยในคดีดังกล่าว และมีผลให้ขัดแย้งกับกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วในคดีดังกล่าว เป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปและถึงที่สุดแล้ว คดีโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 484 และให้จำเลยทั้งสิบสองและบริวารร่วมกันนำที่ดินตามโฉนดเลขที่ 33344 ถึง 33355, 33923 และ 34437 ถึง 34441 รวมทั้งโฉนดอื่น ๆ ที่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดข้างต้น จดทะเบียนรวมเข้ากับที่ดินโฉนดเลขที่ 484 หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 12 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การว่า การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 484 ไม่ถูกต้องตามที่โจทก์ฟ้องจริงและทำให้จำเลยที่ 11 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 และเอกสารท้ายคำแถลงของโจทก์ ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ได้ความว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 484 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ทำการรังวัด จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่ และจำเลยเหล่านี้นำชี้ให้ช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินทำการรังวัดแนวเขตที่จะแบ่งแยกเสร็จแล้ว แต่จำเลยที่ 10 ไม่ยอมไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามที่ได้รังวัดกันไว้ แล้วจำเลยที่ 10 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 484 เฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่ไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยึดถือโฉนดที่ดินไว้ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 10 บังคับให้จดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.1573/2548 หมายเลขแดงที่ ส.108/2549 ของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ 10 ตกลงจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ก่อนศาลมีคำพิพากษาตามยอมคดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 10 บังคับให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นตามที่ครอบครองและรังวัดแบ่งแยกแล้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 10 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่น คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 10 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 10 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 10 เป็นจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้สิทธิความเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 10 การที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.1573/2548 หมายเลขแดงที่ ส.108/2549 ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 10 โอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 ให้แก่โจทก์ ย่อมหมายความเพียงว่า สิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 10 มีอยู่ในขณะที่จะขายเป็นต้นไปเพียงใด โจทก์ย่อมได้รับโอนสิทธิของจำเลยที่ 10 มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ในฐานะเจ้าของรวมที่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมด้วย เมื่อได้ความว่าต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งยื่นฟ้องให้จำเลยที่ 10 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่เจ้าของรวมแต่ละคนครอบครองและมีการนำชี้แนวเขตให้รังวัดแบ่งแยกแล้ว จนศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 10 ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่น โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าของรวมต่างประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินตามส่วนสัดที่แต่ละคนครอบครอง จำเลยที่ 10 ในฐานะคู่ความในคดีจึงต้องผูกพันตามผลคำพิพากษาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 ย่อมอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิของจำเลยที่ 10 ที่ต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างในคำฟ้องและฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงในทำนองว่า จำเลยที่ 10 มิได้ตกลงยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เพื่อมิให้จำเลยที่ 10 ต้องผูกพันตามส่วนสัดและการแบ่งแยกกันครอบครองที่ดินซึ่งได้รังวัดแบ่งแยกกันไว้ระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน ล้วนแต่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 10 สมควรให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าว แต่มิได้กระทำเนื่องจากจำเลยที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับโจทก์ จึงมิใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องขอหมายเรียกโจทก์ให้เข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ 10 และไม่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 และถือเป็นคู่ความในคดีเดิมดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 10 หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันมากล่าวอ้างในคำฟ้องยื่นเป็นคดีนี้เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยทบทวนอีก ย่อมเป็นการซ้ำซ้อนกับข้อวินิจฉัยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 เดิม และมีผลให้ขัดแย้งกับกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วในคดีดังกล่าว เป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปและคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเป็นการมิชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4722/2562
#638481
เปิดฉบับเต็ม

เรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง ผู้คัดค้านที่ 3 ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเคลือบคลุมอย่างไร เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ว่าคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1, 2, 34, 35, 36, 37, 38, 39, 40, 41, 42, 43, 44, 45, 46, 47, 48, 52, 53, 54, 55 และ 56 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินพร้อมดอกผลที่จะเกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ส่วนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินรายการอื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อ 2 ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวไทรจับกุมนายผดุงศักดิ์ กับนายสุทธิพงศ์ ในข้อหาร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำการใดอันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย กับข้อหาค้ามนุษย์ และมีหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินบุคคลที่เกี่ยวข้อง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมหรือข้อมูลการทำธุรกรรมเบื้องต้นของเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ดังกล่าว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ต.6/2558 และมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ย. 41/2558 และ ย.48/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 ศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 3 ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และเรียกค่าไถ่ ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบข้อมูลการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 แล้วพบว่าได้ทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มของนายผดุงศักดิ์กับพวก น่าเชื่อว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์เป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเป็นการสันนิษฐานอันเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นการปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 เสมือนผู้กระทำความผิดเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ แต่การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการในทางแพ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมและทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งเป็นมาตรการของรัฐที่มุ่งบังคับเอากับเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล แต่เป็นการใช้มาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะในการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมและประโยชน์สาธารณะ และศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 40 - 41/2546 ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ให้การแต่เพียงว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้บรรยายว่าผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดต่อกฎหมายอันเป็นความผิดมูลฐานอย่างไร โดยมิได้ให้เหตุผลว่าคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ประการต่อมาว่า มีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องมีพันตำรวจเอกคำรณ พันตำรวจเอกเชิดพงษ์ พันเอกจตุพร พันตำรวจโทเสกสิทธิ์ และนางสาวพัชรียา เป็นพยานเบิกความว่า การกระทำความผิดของเครือข่ายค้ามนุษย์เริ่มตั้งแต่ปี 2556 โดยมีการแบ่งเป็นเครือข่ายและแบ่งหน้าที่กันทำเป็นกลุ่ม เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 พันตำรวจโทเสกสิทธิ์กับพวกทำการจับกุมเรือบัรธาดา ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรือตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2557 ผู้คัดค้านที่ 3 มาพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสตูลอ้างว่าเรือดังกล่าวเป็นของตนและแจ้งว่าซื้อเรือมาโดยถูกต้องตามกฎหมายและอยู่ระหว่างขออนุญาตจดทะเบียนการใช้ ขณะจับกุมเรือลำดังกล่าวมีสภาพดัดแปลง มีช่องสำหรับเก็บสัมภาระด้านล่าง สามารถบรรทุกคนได้ประมาณ 100 คน จากการสืบสวนทราบว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีเรืออีก 3 ลำ ชื่อ ลาลีน่า 1 ลาลีน่า 2 และลาลีน่า 3 โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นหัวหน้าทีมที่จังหวัดสตูล ใช้เรือดังกล่าวไปรับชาวโรฮีนจาจากเรือใหญ่ในน่านน้ำสากลเพื่อนำมาส่งที่บ้านบ่อเจ็ดลูก หมู่ที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยมีคอกกักกันชาวโรฮีนจา ซึ่งนายอาดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เป็นผู้ดูแล เมื่อประมาณต้นปี 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำสืบทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีแค้มป์ชาวโรฮีนจาบนเกาะตะรุเตา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าจับกุมชาวโรฮีนจาจากแค้มป์ดังกล่าวได้ประมาณ 100 คน ผู้คัดค้านที่ 3 มาขอเจรจากับชุดจับกุมเพื่อให้ปล่อยตัวชาวโรฮีนจาทั้งหมดแต่ชุดจับกุมไม่ยินยอม ต่อมาศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 3 ในความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เห็นว่า พันตำรวจเอกคำรณ พันตำรวจเอกเชิดพงษ์ พันเอกจตุพร พันตำรวจโทเสกสิทธิ์ และนางสาวพัชรียา ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ทั้งเป็นการสนธิกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงาน เชื่อได้ว่าพยานผู้ร้องเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนได้รับรู้มา ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นและผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 ของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่ามิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน?แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์?สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์?กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์?สินดังกล่าวเป็นทรัพย์?สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได?รับโอนมาโดยไม?สุจริต แล้วแต่กรณี" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และผู้ร้องนำสืบว่าทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาในระหว่างที่มีพฤติการณ์กระทำความผิด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โดยศาลมีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ได้ความจากการนำสืบมาใช้ดุลพินิจรับฟังได้ตามสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นอำนาจโดยอิสระของศาลในการค้นหาเหตุผลเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาว่า ทรัพย์สินทั้ง 29 รายการนั้นเป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้น เห็นว่า แม้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 จะมีนายนิคม นายพนัฐ และนายจีระวุธ มาเบิกความว่าได้ว่าจ้างผู้คัดค้านที่ 3 จัดเก็บรังนกนางแอ่น แต่ผู้คัดค้านที่ 3 ก็ไม่มีหลักฐานการจ่ายหรือรับเงินค่าจ้าง หรือรายได้จากการซื้อขายรังนกมาแสดง ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เคยยื่นรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ในส่วนนี้ และเบิกความรับว่าไม่ได้นำบัญชีธนาคารที่แสดงรายรับจากกิจการดังกล่าวมาแสดงต่อศาล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนรายได้จากกิจการบ้านเช่า เห็นว่า รายการเงินได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 3 นำสืบ แม้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 จะมีบัญชีรายรับค่าเช่าบ้านและสัญญาเช่ามาแสดง แต่เอกสารดังกล่าวก็จัดทำขึ้นโดยผู้คัดค้านที่ 3 เอง จึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งรายได้ส่วนนี้ไม่น่าจะเพียงพอต่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวทั้ง 29 รายการ สำหรับรายได้จากการซื้อขายที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะในปี 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2558 เห็นว่า ที่ดินที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่ามีการซื้อขายกันส่วนใหญ่เป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ดิน ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 และผู้ซื้อแต่ละราย จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือ ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่มีหลักฐานการรับจ่ายเงินค่าที่ดินมาแสดงว่ามีรายได้จากการขายที่ดินตามที่ผู้คัดค้านที่ 3 กล่าวอ้าง ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่าในการซื้อขายที่ดินจะชำระเป็นเงินสด แต่ที่ดินมีมูลค่าสูงมาก จึงเป็นพิรุธน่าสงสัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีรายได้จากการซื้อขายที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะอย่างที่นำสืบจริงหรือไม่ ส่วนรายได้จากการจับสัตว์น้ำ การขายน้ำยางพารา และกิจการโรงแรม ผู้คัดค้านที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 3 นำสืบมาจึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีรับฟังได้ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 ของผู้คัดค้านที่ 3 ตามคำร้องของผู้ร้องตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51 วรรคสาม ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — พลโท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุวัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4683/2562
#638506
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 40,000 บาท ส่วนโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 400,000 บาท เห็นได้ว่ากฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับที่สูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276

ระหว่างพิจารณา นาง ส. มารดาของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 12 ปี กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายมีความพิการทางสมอง แต่ยังพอสื่อสารได้ ทั้งขณะเกิดเหตุก็ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เสียหายจึงน่าจะเข้าใจพฤติกรรมที่จำเลยกระทำต่อตนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองครั้งนั้น ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายรู้สึกเจ็บ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีการใช้นิ้วมือล่วงล้ำสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้ว เพราะมิเช่นนั้นแล้วไม่น่าจะทำให้ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศได้ ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่ยินยอมให้จำเลยล่วงละเมิดทางเพศและไม่กล้าบอกคนอื่นเพราะกลัวคำขู่ของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้กำลังบังคับผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศอาจเกิดจากผู้เสียหายยังไม่เคยผ่านการร่วมประเวณีมาก่อน ประกอบกับจำเลยใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงทำให้ตรวจไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือรอยฉีกขาดที่เยื่อพรหมจารีและอวัยวะเพศภายนอก ส่วนการกระทำครั้งแรกที่ผู้เสียหายมีประจำเดือนนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าจำเลยจะไม่ใช้นิ้วสอดใส่เข้าในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ส่วนการกระทำครั้งที่สองแม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแต่งกายอย่างไร แต่ไม่ว่าผู้เสียหายจะสวมกระโปรงหรือนุ่งกางเกงก็ตาม หากจำเลยประสงค์จะล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายแล้ว ย่อมต้องดิ้นรนฉวยโอกาสจนได้เช่นเดียวกันกับการกระทำครั้งก่อน ๆ ในวันดังกล่าวก็ได้ความว่า ผู้เสียหายนั่งถอนผมหงอกให้จำเลยอยู่เป็นระยะเวลาพอสมควร ย่อมอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะหาโอกาสได้ไม่ยาก แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีนางสาว ป. อยู่ด้วย แต่นางสาว ป. ก็ไม่ได้เฝ้าดูเหตุการณ์โดยตลอด นางสาว ป. ยังเบิกความสนับสนุนด้วยว่า ในวันดังกล่าวสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายโดยวิธีสอดใส่นิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 40,000 บาท ส่วนโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 400,000 บาท เห็นได้ว่ากฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับที่สูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) (ที่แก้ไขใหม่) ม. 2 วรรคสอง ม. 3 ม. 276 (เดิม) ม. 278 (ที่แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม. 3 ม. 4 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอชิรญา พลภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
วรงค์พร จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673/2562
#644814
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว จึงเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้เป็นการยื่นเข้ามาก่อนคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด ก็ต้องถือเป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 53 ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 50 เพราะไม่ทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินหลายรายการของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 3 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากผู้คัดค้านที่ 3 แล้วไม่ชำระ โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 3 ทราบว่าถูกฟ้องขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เคยเห็นประกาศและไม่เคยได้รับแจ้งว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ก่อนศาลมีคำสั่ง ผู้คัดค้านที่ 3 รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเอาเงินมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 จนครบ หากมีเงินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนอง นำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ขอคุ้มครองสิทธิของตนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 3 รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไปจากผู้คัดค้านที่ 3 โดยผู้คัดค้านที่ 3 ได้ฟ้องคดีเพื่อบังคับจำนองและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินในฐานะผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน คือ เงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไป ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ สำหรับระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธินั้น เห็นว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 49 วรรคห้า บัญญัติว่า เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลปิดประกาศไว้ที่ศาล และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ และโดยเฉพาะถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้นั้นทราบเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า การปิดประกาศ การประกาศในหนังสือพิมพ์ และการมีหนังสือแจ้งดังกล่าว ก็เพื่อให้เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงผู้รับประโยชน์เช่นผู้คัดค้านที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่ง อันมีความมุ่งหมายให้ทุกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขอตามสิทธิในส่วนของตนเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 ดังนั้น การที่มาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง แต่หากศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แล้ว นอกจากผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินจะต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิภายในหนึ่งปีนับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุดตามมาตรา 53 วรรคสอง ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยังจะต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า ตนไม่สามารถยื่นคำร้องขอตามมาตรา 50 ได้ เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น ในกรณีของผู้คัดค้านที่ 3 ที่มิได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่ยื่นคำร้องเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งแม้จะยื่นเข้ามาก่อนคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด ก็ต้องถือเป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 53 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 ต้องพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 50 เพราะไม่ทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่นตามมาตรา 49 วรรคห้า ซึ่งปัญหานี้ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างในคำร้องและนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ทราบประกาศของศาลและไม่ได้รับหนังสือแจ้งของเลขาธิการ โดยผู้ร้องไม่ได้คัดค้านและโดยเฉพาะไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นว่าเลขาธิการได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านที่ 3 ตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 49 วรรคห้า แล้วแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ทราบประกาศและหนังสือแจ้งดังกล่าว จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คำร้องของผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นคำร้องที่ยื่นภายในกำหนดเวลาโดยชอบตามมาตรา 53 วรรคสอง และไม่ใช่การใช้สิทธิไม่สุจริต ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเลขาธิการมีหนังสือ แจ้งคำสั่งยึดทรัพย์ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ทราบแล้วนั้น ก็เป็นการแจ้งในขั้นตอนดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรม อันเป็นเวลาก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 ม. 53 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอภิชาต เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2562
#638844
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้นั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2)

การตีความหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์ว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีสิทธิฎีกาได้

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินคืน หากคืนไม่ได้ขอให้ร่วมกันชำระเงิน 107,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 16 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ที่ 10 และที่ 15 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 10 โดยผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ตามขอ แล้วโจทก์โดยนายชัยวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีสาระสำคัญว่า โจทก์กับฝ่ายจำเลยต่างขอถอนฟ้องคดีต่าง ๆ ที่มีต่อกัน โจทก์ไม่ติดใจเรียกทรัพย์สินคืนจากฝ่ายจำเลย และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น ในวรรคสอง บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้... (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน... การที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์เพราะทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้ออ้างของโจทก์เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นหาคำแปลที่แท้จริงของหนังสือมอบอำนาจ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายที่มีความเป็นกลางและคู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับเป็นผู้แปล ศาลชั้นต้นให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษของสำนักงานศาลยุติธรรม 3 คน แปลหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้อง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องว่า ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่มีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และเอกสารคำแปล ส่วนที่จำเลยที่ 11 แถลงต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ว่าในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดงซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณานั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินการให้ จำเลยที่ 11 ไม่ได้คัดค้านแต่ประการใดจึงถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 21 กันยายน 2560 จำเลยที่ 11 ก็ยอมรับให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายของสำนักงานศาลยุติธรรมแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำแปลว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 กล่าวแก้ในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ซึ่งศาลชั้นต้นนัดพร้อมฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนั้น ในวันดังกล่าว โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายพรนลิน ล่ามภาษาอังกฤษที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จัดหามา และจำเลยที่ 1 มาศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้นายพรนลินแปลและอธิบายสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ฟัง โจทก์รับว่าสัญญาประนีประนอมยอมความตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์จึงถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันในการกระทำของผู้รับมอบอำนาจโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า นายพรนลินเป็นบุคคลที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จัดหามาและเป็นผู้แปลหนังสือมอบอำนาจแต่ไม่ถูกต้อง คำแปลสัญญาประนีประนอมยอมความของนายพรนลินที่แปลให้โจทก์ฟังจึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการอธิบายสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ฟังก็เป็นเพียงการสรุปสาระสำคัญเท่านั้นซึ่งโจทก์ยังอุทธรณ์โต้แย้งว่าไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ เชื่อว่าการแปลสัญญาประนีประนอมยอมความอาจไม่ถูกต้อง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมรับสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นการให้สัตยาบัน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 แก้ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ยกปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกานั้น เห็นว่า การตีความหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์ว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ เมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีอำนาจ สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เพียงชั้นละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง (2) ม. 225 วรรคสอง ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวเพชรน้ำผึ้ง เทพพิพิธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4623/2562
#636363
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้าง ร. ส. และ ป. เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้ระบุจำนวนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยได้มอบเงินค่าเดินทางรวม 4,000 บาท พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ให้ ป. ไว้เพื่อใช้ร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาให้ ร. ส. และ ป. เดินทางไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ด้วยกัน อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนที่ ก. ส่งมอบให้ ป. บรรจุรวมกันอยู่ในถุงลูกอม 1 ถุง ซึ่งขณะรับมอบ ร. และ ส. ก็อยู่ด้วย หลังจากนั้นจึงพากันเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ตลาดในจังหวัดท่าขี้เหล็ก แล้วแบ่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างกันเองซุกซ่อนในทวารหนัก ซึ่ง ร. รับไว้ 759 เม็ด ส. รับไว้ 773 เม็ด และ ป. รับไว้ 968 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้แบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามรายตัว ทั้งลักษณะของการแบ่งเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเศษจำนวน เชื่อว่าเป็นการตกลงแบ่งกันเองตามกำลังความสามารถของแต่ละคนที่จะซุกซ่อนในทวารหนักได้ อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งหาก ร. ส. และ ป. ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แบ่งแยกจำนวน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ดังนั้น การแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนในระหว่างกันเองของ ร. ส. และ ป. เพื่อความสะดวกในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นความผิดหลายกรรมไปได้ เพราะเจตนาหลักของจำเลยเพียงประสงค์จะได้เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาไว้ในครอบครองคราวเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่ ร. กับพวก จะลักลอบนำเข้ามาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดกับ ป. ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 และ 1748/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 52 (1) ฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว ให้จำคุกตลอดชีวิตและให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกันจับกุมนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่คนทั้งสามซุกซ่อนไว้ในทวารหนักลักลอบนำเข้ามาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นของกลาง โดยยึดเมทแอมเฟตามีนได้จากนายรัฐพงษ์ 759 เม็ด จากนายสมยศ 773 เม็ด และจากนางสาวเปรมสุดา 968 เม็ด ซึ่งได้แยกดำเนินคดีแก่คนทั้งสามไปแล้ว จากการสอบสวนขยายผลพนักงานสอบสวนเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้คนทั้งสามลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร วันที่ 28 มกราคม 2548 จึงขออนุมัติออกหมายจับจำเลยในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ หลังจากนั้นพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายแยกดำเนินคดีแก่จำเลยเป็น 3 สำนวน กล่าวคือ ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายรัฐพงษ์ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 759 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำ 703/2559 หมายเลขแดงที่ 1178/2560 (คือคดีนี้) ฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนายสมยศ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 773 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 หมายแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น และฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 968 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 หมายเลขแดงที่ 735/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ (759 เม็ด) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 17.604 กรัม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายรัฐพงษ์นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีพันตำรวจโท อำนวย (ยศขณะเบิกความ) และร้อยตำรวจโท กมล (ยศขณะเบิกความ) ผู้ร่วมจับกุมนายรัฐพงษ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า วันเกิดเหตุ เมื่อถูกจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง นายรัฐพงษ์ รวมทั้งนายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ต่างให้การรับสารภาพว่า จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ชาวเมียนมา ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลย ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากสอดคล้องกับบันทึกคำรับสารภาพของนายรัฐพงษ์ ที่นายรัฐพงษ์เขียนขึ้นด้วยลายมือตนในวันรุ่งขึ้นหลังถูกจับกุมนั้นเอง โดยมีรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน อีกทั้งโจทก์มีพันตำรวจโท นิธิกร (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากได้รับตัวนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา มาทำการสอบสวน พยานได้ค้นหาชื่อของจำเลยในทะเบียนราษฎร์ตามที่คนทั้งสามให้การซัดทอดว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อได้ภาพถ่ายของจำเลยมาให้นายรัฐพงษ์กับพวกดู ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโท เจริญ (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวนร่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่า ในชั้นสอบสวนนายรัฐพงษ์ได้ให้การรับสารภาพไว้ ซึ่งปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลย โดยตกลงจะให้ค่าจ้างแก่นายรัฐพงษ์ และนางสาวเปรมสุดา ซึ่งเป็นสามีภริยากัน คนละ 15,000 บาท และจำเลยมอบเงินค่าเดินทางให้ 4,000 บาท พร้อมกับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ใช้ในการติดต่อ 1 เครื่องด้วย พยานโจทก์ทุกปากต่างปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย จึงเชื่อว่าเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่รู้เห็นมาจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่า นายรัฐพงษ์เป็นหลานจำเลย ได้ให้การมาตั้งแต่ชั้นจับกุมว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้นายรัฐพงษ์กับพวกขนเมทแอมเฟตามีนมาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ปรากฏว่านายรัฐพงษ์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน กลับได้ความว่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน โดยเป็นหลานของจำเลยเอง อีกทั้งคำให้การซัดทอดของนายรัฐพงษ์หาใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด ด้วยการโยนความผิดไปให้จำเลยเพียงลำพังไม่ แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปตามความเป็นจริง นอกจากนี้นายสมยศและนางสาวเปรมสุดาต่างชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยว่า เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 โดยไม่จำต้องอาศัยพยานประกอบอื่นดังที่จำเลยฎีกา ข้อที่จำเลยอ้างว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนายรัฐพงษ์มาก่อน เป็นการเบิกความเพียงลอย ๆ ปากเดียว โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ไม่ได้ให้การในเรื่องนี้ เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา จึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่ได้นำนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา มาเบิกความยืนยันในชั้นพิจารณา ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดความน่าเชื่อถือจนรับฟังไม่ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์นั้น เป็นเพียงข้อปลีกย่อย ไม่มีผลทำให้การรับฟังพยานหลักฐานในคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย จากเหตุผลดังที่กล่าวมา ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายรัฐพงษ์นำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และสนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายรัฐพงษ์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 หมายเลขแดงที่ 735/2560 ของศาลชั้นต้น อันทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย อีกทั้งโจทก์ได้ระบุคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 ของศาลชั้นต้นมาในคำฟ้อง และมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวด้วย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยมีเจตนาว่าจ้างนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ให้ขนเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่จำเลยในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 ซึ่งจำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปก่อนแล้ว เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้างให้นายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้ระบุจำนวนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยได้มอบเงินค่าเดินทางรวม 4,000 บาท พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ให้นางสาวเปรมสุดาไว้เพื่อใช้ร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาให้นายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้วด้วยกัน อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนที่นางแก้วส่งมอบให้นางสาวเปรมสุดา บรรจุรวมกันอยู่ในถุงลูกอม 1 ถุง ซึ่งขณะรับมอบ นายรัฐพงษ์และนายสมยศก็อยู่ด้วย หลังจากนั้นจึงพากันเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ตลาดในจังหวัดท่าขี้เหล็ก แล้วแบ่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างกันเองซุกซ่อนในทวารหนัก ซึ่งนายรัฐพงษ์รับไว้ 759 เม็ด นายสมยศรับไว้ 773 เม็ด และนางสาวเปรมสุดารับไว้ 968 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้แบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามรายตัว ทั้งลักษณะของการแบ่งเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเศษจำนวน เชื่อว่าเป็นการตกลงแบ่งกันเองตามกำลังความสามารถของแต่ละคนที่จะซุกซ่อนในทวารหนักได้ อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งหากนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แบ่งแยกจำนวน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ดังนั้น การแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนในระหว่างกันเองของนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เพื่อความสะดวกในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นความผิดหลายกรรมไปได้ เพราะเจตนาหลักของจำเลยเพียงประสงค์จะได้เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาไว้ในครอบครองคราวเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่นายรัฐพงษ์กับพวกจะลักลอบนำเข้ามาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางกิ่งดาว ศักดิ์สิทธิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา