คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795/2562
#635851
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและร่วมกันขายคีตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 2 ปี 16 เดือน ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 16 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 32 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และฐานร่วมกันขายคีตามีนตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้ที่ลักลอบขายคีตามีน คือนายมงคล มิใช่จำเลย และวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สายลับล่อซื้อคีตามีนจากนายมงคลเพียงคนเดียว ทั้งผู้ที่นำคีตามีน 2 ขวด มาส่งมอบให้สายลับก็คือนายมงคล ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสองปากอ้างว่า ก่อนมีการส่งมอบคีตามีน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับในลักษณะดูลาดเลาด้วย ทำนองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำกับนายมงคล นั้น ได้ความจากร้อยตำรวจโทภัตธนสันต์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนั้นนายมงคลยืนอยู่ที่บริเวณปากซอยจินดาพงษ์ ห่างจากสายลับไม่เกิน 50 เมตร สามารถมองเห็นกันได้ เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปที่ผู้จับกุมจัดทำขึ้น ประกอบแล้วปรากฏว่า สายลับยืนอยู่ริมถนนซอยใกล้กับจุดที่นายมงคลจอดรถรออยู่ ซึ่งถนนซอยดังกล่าวเป็นทางตรง สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน ดังนั้น ย่อมไม่มีความจำเป็นที่นายมงคลจะต้องให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดต่อเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ในการค้นตัวจำเลยก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าร่วมขายคีตามีนกับนายมงคล สำหรับคีตามีนของกลางอีก 149 ขวด ได้ความว่า ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านของนายมงคลอย่างมิดชิด ยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่อื่น โดยจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เป็นเพื่อนกับนายมงคล วันเกิดเหตุ จำเลยนำขนมปังที่คนรักทำขายมาส่งให้มารดานายมงคลแล้วนายมงคลให้จำเลยออกไปซื้อพืชกระท่อมเพื่อนำมาเสพด้วยกันเท่านั้น จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคีตามีนของกลาง ส่วนนายมงคลให้การรับสารภาพว่า คีตามีนดังกล่าวเป็นของตนเพียงคนเดียว ไม่ได้พาดพิงหรือซัดทอดถึงจำเลยแต่อย่างใด โดยในชั้นสอบสวนนายมงคลให้การว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา สายลับคดีนี้โทรศัพท์มาขอซื้อคีตามีน 2 ขวด จากนายมงคล นัดส่งมอบที่กลางซอยอ่อนนุช 30 เมื่อตกลงกันแล้ว นายมงคลขับรถจักรยานยนต์ออกไปที่จุดนัดหมาย พร้อมกับมอบคีตามีน 2 ขวด ให้แก่สายลับ และรับเงิน 2,000 บาท จากสายลับ เมื่อนายมงคลกลับไปที่บ้านพัก ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับกุม และพบจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาพูดคุยด้วย และก่อนถูกจับกุมนายมงคลใช้ให้จำเลยไปซื้อพืชกระท่อม 2 ถุง เพื่อมาเสพด้วยกัน โดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายมงคลยังมาเบิกความเป็นพยานจำเลยโดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งพบในบ้านของนายมงคล มีข้อมูลการส่งข้อความให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการล่อซื้อคีตามีนในคดีนี้ เนื่องจากสายลับชำระเงินสดให้นายมงคล อีกทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ก่อนหน้านั้นมีการโอนเงินค่าวัตถุออกฤทธิ์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมาแล้วหรือไม่ พอที่จะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ร่วมกับนายมงคลมาก่อนจึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ อีกทั้งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายมงคลขอยืมบัตรเอทีเอ็มของจำเลยไปใช้สำหรับโอนเงินให้ญาติ เนื่องจากนายมงคลอ้างว่าไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่กล่าวมาจึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายมงคลกระทำความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และร่วมกันขายคีตามีนจริงตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าว โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เห็นว่าโทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 (เดิม) ม. 26/3 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคสอง (ใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ม. 8 ม. 9 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายรณรงค์ คำทอน
ศาลอุทธรณ์ — นายครรชิต วงศ์ไทย
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3768/2562
#637637
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้เพื่อนเสพ ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่มิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 900,000 บาท คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 4 ปี ส่วนฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 3 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 1 ถุง เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ผลปรากฏเป็นเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนัก 0.550 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.512 กรัม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.512 กรัม ซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ว่าไม่ได้มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อจำเลยนำสืบว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายไคโรและนำมาที่เกิดเหตุเพื่อเสพกับนายอุสมัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้เพื่อนเสพ ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 900,000 บาท คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว คงจำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 600,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายย้วน ขาวขำ
ศาลอุทธรณ์ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2562
#641417
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 17 ยกเลิกความในมาตรา 26, 75 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยให้ใช้และเพิ่มความใหม่แทน โดยความผิดฐานนำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักร เพิ่มบทความผิดมาตรา 26/2 มีบทกำหนดโทษในมาตรา 75 วรรคสาม ความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพิ่มบทความผิดมาตรา 26/3 มีบทกำหนดโทษในมาตรา 76/1 วรรคสี่ แต่เนื่องจากบทความผิดและบทกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8 26, 75, 76/1, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คำรับชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 100,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองถูกนายประยงค์ เจ้าพนักงานศุลกากร ด่านศุลกากรสะเดา กับพวกจับกุมพร้อมยึดใบพืชกระท่อมสดห่อถุงพลาสติกรัดยาง 1,234 มัด น้ำหนัก 184.10 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนอยู่ในเพดานและฝาผนังรถเป็นของกลาง โดยขณะนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถตู้หมายเลขทะเบียน ฮย 6757 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 2 นั่งอยู่เบาะข้าง จากประเทศมาเลเซียจะผ่านด่านศุลกากรสะเดาเข้ามาประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ตรวจพิสูจน์ใบพืชกระท่อมสดของกลางแล้วพบว่าเป็นพืชกระท่อมอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายประยงค์และนายก้องยศ พยานโจทก์เบิกความได้สอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผล ทั้งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามบันทึกการตรวจค้น - จับกุมและบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายประยงค์ที่ยืนยันว่าในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถตู้จากประเทศมาเลเซียผ่านด่านศุลกากรสะเดาเข้ามาประเทศไทยและไปส่งที่จังหวัดยะลา พยานโจทก์ทั้งสองไม่รู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง เมื่อฟังประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีอาชีพขับรถแท็กซี่รับจ้างระหว่างพรมแดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย พยานโจทก์ทั้งสองเคยเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่เข้าออกพรมแดนเป็นประจำแล้ว ย่อมเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างขับรถตู้โดยคาดหวังว่าจะผ่านด่านได้โดยไม่ถูกสงสัยและตรวจค้น เมื่อพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 29 ปี มีอาชีพขับรถแท็กซี่รับจ้างเข้าออกพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย มีการทำประวัติของตนเองและรถให้ไว้ต่อด่านตรวจคนเข้าเมือง จำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักได้ดีว่าการขับรถผ่านด่านจะต้องระมัดระวังเรื่องการนำสิ่งของผิดกฎหมายโดยเฉพาะยาเสพติดให้โทษเข้ามาในประเทศ การที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนนั้น แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ชักชวนให้จำเลยที่ 1 กลับบ้านด้วยกันและขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยขับรถตู้เพราะอ่อนเพลีย จำเลยที่ 1 จึงช่วยขับโดยไม่ทราบว่ามีพืชกระท่อมซุกซ่อนอยู่ในรถ แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การว่าเพิ่งรู้จักจำเลยที่ 2 ที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าปลอดภาษี จึงไม่สมเหตุสมผลที่จำเลยที่ 1 จะยินยอมขับรถตู้ข้ามพรมแดนให้จำเลยที่ 2 อันเป็นการเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายโดยง่าย และในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างต่อพยานโจทก์ทั้งสองเลยว่าจำเลยที่ 2 ชักชวนให้กลับบ้านพร้อมกับรถตู้และถูกจำเลยที่ 2 หลอกลวงให้ขับรถ ทั้งไม่ปรากฏว่าในขณะนั้นจำเลยที่ 1 แสดงปฏิกิริยาต่อว่าจำเลยที่ 2 ที่หลอกลวงซึ่งโดยปกติแล้วบุคคลทั่วไปย่อมต้องกระทำเช่นนั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าไม่ทราบว่ามีพืชกระท่อมซุกซ่อนอยู่ในรถ อันเป็นการเจือสมคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถตู้จากประเทศมาเลเซียผ่านด่านศุลกากรสะเดาเข้ามาประเทศไทย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานนำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 17 ยกเลิกความในมาตรา 26, 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยให้ใช้และเพิ่มความใหม่แทน โดยความผิดฐานนำพืชกระท่อมเข้ามาในราชอาณาจักร เพิ่มบทความผิดมาตรา 26/2 มีบทกำหนดโทษในมาตรา 75 วรรคสาม ความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพิ่มบทความผิดมาตรา 26/3 มีบทกำหนดโทษในมาตรา 76/1 วรรคสี่ แต่เนื่องจากบทความผิดและบทกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), มาตรา 75 วรรคสอง (เดิม), 76/1 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 75 ม. 76
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายเจนรบ นครสุต
ศาลอุทธรณ์ — นายชวิน อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3760/2562
#637400
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ แม้ต่อมามี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ แต่ในมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ก็ยังคงบัญญัติไว้มีเนื้อความเช่นเดิม เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินบัญญัติให้จำเลยผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตให้คงสภาพดังเดิม และจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ โดยไม่ได้มีบทบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเองจะเรียกเก็บเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ แม้จำเลยกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธินำเงินค่าส่วนกลาง ที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในลักษณะเหมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค แต่เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาเงินค่าส่วนกลาง กับนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความถูกต้องของบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย จึงตกแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ในด้านรายรับ จำเลยบันทึกรายรับไม่ถูกต้อง จำเลยต้องนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปรวมกับรายรับ คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 62,539,739 บาท และจำเลยไม่ได้นำเงิน 90,900 บาท ที่เรียกเก็บจาก ส. บันทึกไว้ในรายรับ นอกจากนี้ จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปฝากไว้ที่ธนาคาร แต่ไม่ได้นำดอกเบี้ยสะสม 1,009,696.88 บาท ไปบันทึกรายรับ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าส่วนกลางที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 เมื่อรวมทั้งหมดแล้วคิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 63,640,335.88 บาท ส่วนค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้อีก 17,970,672 บาท โจทก์ที่ 1 ต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะเรียกให้จำเลยรับผิดชำระแทนไม่ได้ สำหรับเงินค่าส่วนกลาง 10,587,904.20 บาท ที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยร่วมออกสมทบ เนื่องจากจำเลยได้ใช้บริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่เริ่มโครงการนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งจำเลยและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก็ไม่มีข้อตกลงกันเช่นว่านั้น ส่วน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 ถึงมาตรา 50, 53 และมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีและการบำรุงรักษาบริการสาธารณะ สำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อต่อเมื่อได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชำระเงินในส่วนนี้ ในด้านรายจ่าย ค่าดูแลสวนสาธารณะและค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้มีสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น เป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาบันทึกเป็นรายจ่ายไม่ได้ สำหรับค่าบำรุงรักษาสโมสร จำเลยนำอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำออกให้บุคคลภายนอกเช่าแต่ไม่ได้นำรายได้จากค่าเช่าสโมสรไปบันทึกเป็นรายรับ จึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสโมสรไปบันทึกเป็นรายจ่าย คงมีสิทธิเพียงนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานจัดเก็บขยะ กวาดถนน ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายป้อมยามรักษาความปลอดภัยและสำนักงานโครงการรวมเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท ไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางเท่านั้น จำเลยส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 10,637,319 บาท คงเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 อีกจำนวน 30,661,549.21 บาท จำเลยจะปฏิเสธการส่งคืนโดยอ้างว่ามีข้อตกลงให้เรียกเก็บในลักษณะเหมาจ่ายหาได้ไม่ แต่จำเลยไม่ต้องส่งมอบเงินสมทบค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเพราะตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค หรือต้องรับผิดชอบชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอัตราร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางของทางราชการให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคสองและมาตรา 44 วรรคสองตอนท้ายซึ่งประกาศใช้ภายหลังมาบังคับแก่จำเลยได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสะพานข้ามคลอง ปรากฏว่า คอสะพานข้ามคลองรางใหญ่ทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้พื้นถนนบริเวณคอสะพานกับพื้นสะพานมีระดับต่างกัน จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้คงสภาพการใช้งานได้โดยสะดวก จำเลยจึงต้องออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงในส่วนนี้ เห็นสมควรกำหนดให้ 400,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อระบายน้ำ จำเลยก่อสร้างไม่ถูกต้อง ทำให้ระบบระบายน้ำฝนออกจากถนนด้วยท่อระบายน้ำลงสู่คลองรางใหญ่ทำไม่ได้ตามโครงการจัดสรรที่จำเลยขออนุญาตไว้ จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ดังเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเห็นสมควรกำหนดให้ 300,000 บาท สำหรับค่าซ่อมแซมถนน แม้ถนนจะทรุดตัวและมีระดับต่ำกว่าถนนประชาอุทิศ ส่วนหนึ่งเพราะถนนประชาอุทิศได้ปรับปรุงยกระดับให้สูงขึ้น ประกอบกับสภาพโดยทั่วไปของถนนยังอยู่ในสภาพดีและใช้สัญจรได้โดยสะดวก จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนค่าก่อสร้างผนังคอนกรีตทั้งสองด้านของถนน มิใช่ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นและมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาตามโครงการจัดสรรที่ดิน โจทก์จะเรียกร้องหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเงิน 102,347,398 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบหก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,284,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งโจทก์ทั้งหมดได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งหมด โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 5,441,287.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยมีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 16 เป็นสมาชิก จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรมัณฑนา และบุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ เนื้อที่ประมาณ 327 ไร่ โดยรังวัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยจำหน่าย 1,296 แปลง และจัดให้มีสาธารณูปโภค เช่น ถนนภาระจำยอมเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศยาว 611 เมตร ถนนซอย ท่อระบายน้ำ เสาไฟฟ้าและท่อประปา หลังจากนั้นจำเลยได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน 7 ครั้ง ภายใต้บังคับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ต่อมาปี 2543 ได้มีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ใช้บังคับโดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 และจำเลยได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินอีก 3 ครั้ง โดยนำที่ดินแปลงย่อยซึ่งมีขนาดใหญ่มารวมและจัดรูปแปลงใหม่ให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ได้ที่ดินแปลงจำหน่ายเพิ่มขึ้น กับนำที่ดินแปลงจำหน่ายเฉพาะที่ดินมาเปลี่ยนแปลงประเภทเป็นสโมสรและสวนสาธารณะ แต่ที่ดินทั้งโครงการยังคงมีเนื้อที่เท่าเดิมตามที่ได้รับอนุญาตจัดสรรครั้งแรก แผนผังการจัดสรรที่ดินจึงเปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งที่ดินออกเป็น 7 ส่วน รังวัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยจำหน่าย 1,376 แปลง จำหน่ายเฉพาะที่ดิน 527 แปลง บ้านเดี่ยวมัณฑนา ธนบุรีรมย์ พร้อมที่ดิน 276 แปลง ทาวน์เฮาส์บุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ พร้อมที่ดิน 573 แปลง ที่ดินสาธารณูปโภค 15 แปลง แบ่งเป็นถนน 3 แปลง สวนสาธารณะ 4 แปลง โรงเรียนอนุบาล 3 แปลง สวนหย่อม 1 แปลง ถังบำบัดน้ำเสีย 4 แปลง ที่ดินบริการสาธารณะประเภทสโมสร 2 แปลง และจัดให้มีสาธารณูปโภค เช่น ถนนภาระจำยอมยาว 611 เมตร ซึ่งเป็นของบริษัทแอตแลนติก เรียลเอสเตท จำกัด มีระบบระบายน้ำโดยใช้ท่อระบายน้ำคอนกรีตเรียงขนานไปกับถนนทุกสายลงสู่คลองสาธารณประโยชน์ สำหรับโฉนดที่ดินเลขที่ 48077 และ 48979 จำเลยสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานข้ามคลองรางใหญ่เป็นทางเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศความยาว 611 เมตร เดิมเป็นของนางแคทรีน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2537 ได้ขายให้บริษัทแอตแลนติก เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย แล้วบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ ตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ แก่ที่ดินข้างเคียงซึ่งเป็นของนางแคทรีนโดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 7 กรกฎาคม 2537 บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรในโครงการ และวันที่ 29 ธันวาคม 2540 บริษัทดังกล่าวให้จำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ 48077 จำนวน 2,176.8 ส่วนใน 2,196.8 ส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 48079 จำนวน 197.7 ส่วนใน 217.7 ส่วน เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 16 และประชาชนทั่วไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินจัดสรรแล้วจำเลยเรียกเก็บเงินค่าส่วนกลางจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตลอดมาจนกระทั่งจัดตั้งโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 ต่อมาเมื่อจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์ที่ 1 แล้ว วันที่ 11 มีนาคม 2548 และวันที่ 21 ตุลาคม 2548 จำเลยคืนเงินค่าส่วนกลางโครงการหมู่บ้านจัดสรรมัณฑนา ธนบุรีรมย์ ที่จำเลยเก็บจากลูกบ้านไปล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 จำนวน 10,637,319 บาท และเงินคงเหลือจากการบริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรรบุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ 2,034,462.55 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 วันที่ 21 มีนาคม 2548 โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงกันว่าจำเลยจะเสนอรายรับ-รายจ่ายให้โจทก์ที่ 1 ทราบในวันที่ 24 มีนาคม 2548 และจะส่งสำเนาเอกสารยืนยันการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ให้โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบภายในวันที่ 5 เมษายน 2549 ครบกำหนดแล้วจำเลยเพิกเฉย หลังจากนั้นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 จำเลยจดทะเบียนโอนสาธารณูปโภคให้โจทก์ที่ 1 ยกเว้นที่ดินสองแปลงซึ่งใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศ ก่อนฟ้อง ฝ่ายโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค กับเงินค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระเงินค่าส่วนกลางแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ในปัญหาว่าจะนำค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคมารวมเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" แม้ต่อมามีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ แต่ในมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ก็ยังคงบัญญัติไว้มีเนื้อความเช่นเดิม เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินบัญญัติให้จำเลยผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตให้คงสภาพดังเดิม และจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ โดยมิได้มีบทบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเช่นนี้ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเองจะเรียกเก็บเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ แม้จะได้ความว่าจำเลยกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธินำเงินค่าส่วนกลาง ที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในลักษณะเหมาจ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค อันเป็นข้อตกลงที่คู่กรณีมีอิสระในการแสดงเจตนาต่อกัน แต่การแสดงเจตนาทำข้อตกลงดังกล่าวต้องไม่ฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเท่ากับเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไปให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโดยปริยาย ย่อมเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร คงมีสิทธิเพียงนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณะ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าจ้างรักษาความปลอดภัย กวาดถนน จัดเก็บขยะ เงินเดือนค่าจ้างพนักงานเก็บเงิน จัดทำบัญชี และควบคุมดูแลการให้บริการสาธารณะต่างๆ ประจำสำนักงานโครงการไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางเท่านั้น และเมื่อมีเงินค่าส่วนกลางเหลือจ่ายก็ต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 จะปฏิเสธการส่งคืนโดยอ้างว่ามีข้อตกลงให้เรียกเก็บในลักษณะเหมาจ่ายหาได้ไม่ สำหรับบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่ายเฉพาะโครงการมัณฑนา ธนบุรีรมย์ ฝ่ายโจทก์โต้แย้งความถูกต้องของบัญชี จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาเงินค่าส่วนกลาง กับนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความถูกต้องของบัญชีรายรับ-รายจ่าย จึงตกแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29

กรณีเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,637,319 บาท เมื่อพิเคราะห์บัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย แล้ว จำเลยนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปคิดรวมกับรายจ่าย แล้วนำไปหักออกจากรายรับ คงเหลือเงิน 5,441,287.61 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูก ต้องนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปรวมกับรายรับ คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 62,539,739 บาท แล้วหักด้วยรายจ่าย 35,823,813.39 บาท คงเหลือเงิน 26,715,925.61 บาท นอกจากนี้รายจ่ายทั้งแปดรายการที่จำเลยบันทึกไว้มีรายจ่ายบางรายการที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภครวมอยู่ด้วย ซึ่งจะนำไปคิดหักออกจากเงินค่าส่วนกลางไม่ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมา บัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเชื่อถือไม่ได้ จึงต้องพิจารณาจากรายละเอียดการรับชำระเงินและใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบพยานหลักฐานอื่นในสำนวน

ในด้านรายรับ เมื่อตรวจดูเอกสารไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึกไปรวมเป็นรายรับ ซึ่งนายจำลองก็เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับความในข้อนี้ แต่ได้นำเงินที่นายชัชวัสส์ชำระไปรวมเป็นรายรับ แล้ว แสดงว่าจำเลยไม่ได้นำเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึกไปบันทึกไว้ในรายรับเท่านั้น นอกจากนี้รายรับในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยของต้นเงินค่าส่วนกลาง จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปฝากไว้ที่ธนาคาร แต่จำเลยไม่ได้นำดอกเบี้ยสะสม 1,009,696.88 บาท ไปบันทึกเป็นรายรับในบัญชี ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจึงเป็นดอกผลนิตินัยของเงินค่าส่วนกลางซึ่งต้องนำไปบันทึกไว้เป็นรายรับเช่นกัน แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าส่วนกลางที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 เมื่อรวมเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึก 90,900 บาท ดอกเบี้ยจากเงินค่าส่วนกลาง 1,009,696.88 บาท และยอดเงินที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร 51,902,420 บาท แล้วเป็นเงิน 53,003,016.88 บาท รวมกับเงินที่จำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,637,319 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 63,640,335.88 บาท ส่วนที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้อีก 17,970,672 บาท เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ฝ่ายโจทก์อ้าง แต่การชำระเงินค่าส่วนกลางหรือค่าบริการสาธารณะในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางให้ความเห็นชอบ เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนจะอ้างว่าจำเลยไม่ยอมให้ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาเป็นเหตุผลปฏิเสธการชำระเงินค่าส่วนกลางไม่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะต้องไปร้องเรียนหรือดำเนินการทางอื่น ดังนั้นเงินค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้นี้ โจทก์ที่ 1 ต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะเรียกให้จำเลยรับผิดชำระแทนไม่ได้ สำหรับเงินค่าส่วนกลาง 10,587,904.20 บาท ที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยร่วมออกสมทบ เนื่องจากจำเลยได้ใช้บริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่เริ่มโครงการ เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัยต้องคอยดูแลทรัพย์สินสิ่งก่อสร้างของจำเลย และพนักงานทำความสะอาดถนนต้องเก็บกวาดเศษวัสดุก่อสร้างที่จำเลยก่อสร้างบ้านจัดสรรขายนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งจำเลยและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก็ไม่มีข้อตกลงกันเช่นว่านั้น ส่วนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 ถึงมาตรา 50, 53 และมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีและการบำรุงรักษาบริการสาธารณะ สำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อต่อเมื่อได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชำระเงินในส่วนนี้ตามฎีกาของฝ่ายโจทก์ได้

ในด้านรายจ่าย เห็นว่า ค่าดูแลสวนสาธารณะและค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้มีสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาบันทึกเป็นรายจ่ายไม่ได้ สำหรับค่าบำรุงรักษาสโมสร ก่อนจำเลยจะโอนที่ดินซึ่งใช้ก่อสร้างสโมสรให้โจทก์ที่ 1 จำเลยนำอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำไปทำสัญญาให้บุคคลภายนอกเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2546 แล้วเปิดให้บริการแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโดยเรียกเก็บค่าใช้บริการ ซึ่งตามสัญญาเช่า ข้อ 5.1 กำหนดว่าผู้เช่ามีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าเองเพื่อให้ทรัพย์สินที่เช่ามีสภาพดีอยู่เสมอ หากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรายได้จากค่าเช่าสโมสรไปบันทึกเป็นรายรับ แสดงว่าจำเลยนำสโมสรไปจัดหาผลประโยชน์เป็นส่วนตัว จึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสโมสรไปบันทึกเป็นรายจ่ายได้ จำเลยต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้เช่าสโมสรเอง ส่วนใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง นั้น เมื่อตรวจดูใบเสร็จรับเงินและบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย แล้ว จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปชำระ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานจัดเก็บขยะ กวาดถนน ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายป้อมยามรักษาความปลอดภัยและสำนักงานโครงการรวมเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท ส่วนสำเนาใบเสร็จรับเงิน 118 ฉบับ น่าเชื่อว่าจำเลยถ่ายสำเนาเอกสารผิดพลาด ทำให้มีสำเนาใบเสร็จรับเงินบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการปะปนรวมเข้ามาในใบเสร็จรับเงิน 5 แฟ้ม ตามที่พยานจำเลยเบิกความ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2548 ซึ่งจำเลยต้องนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายจึงคิดเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท มิใช่ 35,823,813.38 บาท ดังที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาขัดแย้งแตกต่างกัน การคิดบัญชีรายรับ-รายจ่ายไม่ถูกต้อง บันทึกรายรับต่ำกว่าความจริงและบันทึกรายจ่ายสูงเกินจริง โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและโจทก์ที่ 1 ทั้งบัญชีที่จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานระบบบัญชีจึงขาดความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ตามภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้จ่ายเงินค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแล้วมีเงินเหลือจ่าย 5,441,287,61 บาท ดังที่อ้างมาในฎีกา แต่ฟังได้ว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค่าส่วนกลางจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตั้งแต่เริ่มโครงการจนกระทั่งจัดตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 63,640,335.88 บาท และได้นำเงินค่าส่วนกลางไปใช้จ่ายถูกต้องชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2548 เป็นเงิน 22,341,467.67 บาท คงเหลือเงิน 41,298,868.21 บาท จำเลยส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 10,637,319 บาท คงเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 อีก 30,661,549.21 บาท ฎีกาข้อนี้ของฝ่ายโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ฝ่ายโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ที่ดินทั้งสองแปลงตามโฉนดเลขที่ 48077 และ 48079 ที่จำเลยใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำและสะพานจะไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินตามแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่จำเลยได้รับอนุญาตแต่ในโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินตั้งแต่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินครั้งแรกและที่ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งต่อมาอีก 10 ครั้ง ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยจัดสรรให้ถนนคอนกรีตยาว 611 เมตร เป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินและจดทะเบียนให้ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินในโครงการตลอดมา ดังนั้นที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานย่อมตกเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน และตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการ กับเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคนี้ให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ส่วนการที่จำเลยจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับแทนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีบทเฉพาะกาลบัญญัติไว้ในมาตรา 70 วรรคสามว่า "การพ้นจากความรับผิดในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นำมาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 44 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น เพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดทั้งนี้ ต้องกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบจำนวนค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนหนึ่งด้วย" เห็นว่า การนำมาตรา 44 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่จำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 13 บัญญัติไว้เพียงว่า ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะตามแผนผัง โครงการ และกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต โดยมิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่ได้จัดให้มีขึ้นและยังอยู่ในความรับผิดชอบการบำรุงรักษา หรือต้องรับผิดชอบชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอัตราร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางของทางราชการให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามประกาศและระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด จึงนำพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคสอง และมาตรา 44 วรรคสองตอนท้าย ซึ่งประกาศใช้ในภายหลังมาบังคับแก่จำเลยโดยอนุโลมไม่ได้ สำหรับสะพานข้ามคลอง ปรากฏว่าคอสะพานบางด้านทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้พื้นถนนบริเวณคอสะพานกับพื้นสะพานมีระดับต่างกัน จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้คงสภาพการใช้งานได้โดยสะดวกดังเดิมซึ่งจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จึงเห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงให้ 400,000 บาท ส่วนท่อระบายน้ำทั้งสองด้านของถนน ปรากฏว่าจำเลยก่อสร้างระบบระบายน้ำไม่ถูกต้อง ระบบระบายน้ำฝนออกจากถนนด้วยท่อระบายน้ำลงสู่คลองรางใหญ่จึงทำไม่ได้ตามโครงการจัดสรรที่ดินจำเลยขออนุญาตไว้ จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ดังเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย เห็นสมควรกำหนดให้ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท สำหรับค่าซ่อมแซมถนน แม้ถนนจะทรุดตัวและมีระดับต่ำกว่าถนนประชาอุทิศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถนนประชาอุทิศได้ปรับปรุงยกระดับให้สูงขึ้น ประกอบกับตามสภาพโดยทั่วไปของถนนยังอยู่ในสภาพดีและใช้สัญจรได้โดยสะดวก จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนค่าก่อสร้างผนังคอนกรีตทั้งสองด้านของถนนมิใช่สาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นและมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาตามโครงการจัดสรรที่ดิน จะเรียกร้องให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการสร้างผนังคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกมาใช้ถนนและสะพานหาได้ไม่ ดังนั้นจำเลยต้องชำระเงินค่าส่วนกลาง 30,661,549.21 บาท และค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค 700,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 31,361,549.21 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของฝ่ายโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 31,361,549.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนฝ่ายโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่ฝ่ายโจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของฝ่ายโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าทุนทรัพย์ที่ฝ่ายโจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 3 ม. 43 ม. 44 ม. 47 ม. 48 ม. 49 ม. 50 ม. 53 ม. 70
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29 ม. 39
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3759/2562
#636629
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับเงินกู้จากกองทุนของผู้ร้องคัดค้านที่ดำเนินการในนามบริษัท บ. ซึ่งมี ส. เป็นผู้มีอำนาจจัดการที่แท้จริง และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินที่กู้ยืมมาจากกองทุนทั้งสามครั้ง รวม 3,000,000,000 บาท เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีการกำหนดขั้นตอนไว้เพียงเพื่อให้ได้เงินมาจากกองทุนในเวลาอันรวดเร็ว และการยกเลิกอาวัลที่ทำให้หลักประกันของกองทุนหมดสิ้นไปถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต พฤติการณ์เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากกองทุนในการกู้ยืม จากนั้นก็ถอนหรือโอนเงินไปเพื่อการต่าง ๆ ของกลุ่มบริษัทในเครือของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่เสนอโครงการกับกองทุน ทั้งการที่กู้เงินจากกองทุนโดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เพื่อนำไปให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี และปล่อยกู้เพียง 72,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 ต่อปี ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่ไม่น่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าพอที่จะใช้เงินคืนได้ นอกจากนั้นการที่อ้างว่าปล่อยเงินกู้ให้แก่คณะกรรมการกองทุนโดยไม่ได้ทำสัญญากู้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ทั้งการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนแรกก็เป็นการนำเงินที่กู้มานั้นจ่ายเป็นดอกเบี้ย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าการกู้เงินจากกองทุนทั้งสามครั้งมีเจตนาไม่สุจริตแต่แรกต่อเนื่องกัน อันเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) และ (18) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ส. รับโอนเงินกู้ยืมที่ได้รับมาเข้าบัญชีตนเองกว่า 100,000,000 บาท จากนั้นไม่กี่วันก็ซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ยึดในคดีนี้ในช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิดมูลฐาน โดย ส. หรือผู้อื่นไม่ยื่นคำคัดค้าน จึงเชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งเมื่อผู้ร้องคัดค้านหน่วยงานต้นสังกัดของกองทุนเป็นผู้เสียหายร้องขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้คืน ประกอบกับผู้ร้องไม่คัดค้านและได้แก้ไขคำร้องตามที่ผู้ร้องคัดค้านยื่นคำร้องเข้ามา จึงสมควรให้คืนหรือนำทรัพย์สินไปชดใช้คืนแก่ผู้ร้องคัดค้านตามมาตรา 49 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายเกษมกับพวกในคดีนี้รวม 3 รายการ เป็นเงิน 3,432,550 บาท พร้อมดอกผลไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. หรือให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ระหว่างพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายเกษมกับพวกรวม 3 รายการ เป็นเงิน 3,432,550 บาท พร้อมดอกผลคืนหรือชดใช้คืนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้เสียหายแทนการให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหก

นายเกษม กับพวก รวมทั้งนายสัมฤทธิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามคำร้องนี้ไม่ยื่นคำคัดค้านและไม่มาศาลในการสืบพยาน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าหลังจากที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รับหนังสือร้องเรียน จากนายบุญส่ง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สมุทรสาคร และสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ความว่า นายเกษม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับพวกมีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกองทุนของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. 2,100,000,000 บาท ให้บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กู้ยืมโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน และบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ไม่สามารถคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยได้ จึงน่าเชื่อว่านายเกษมกับพวกมีเจตนาฉ้อโกงเงินของกองทุน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบแล้วพบว่า กองทุนนำเงินไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ทุกครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 จำนวน 500,000,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จำนวน 2,100,000,000 บาท ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 จำนวน 400,000,000 บาท โดยในครั้งที่สองและครั้งที่สามนี้ไม่มีการอาวัลตั๋วจากธนาคาร โดยในการอนุมัติมีการกล่าวอ้างผลจากการที่ให้กู้ยืมเงิน 500,000,000 บาท ที่ได้รับดอกเบี้ยมา 35,000,000 บาท ซึ่งถือว่าได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการนำฝากไว้กับสถาบันการเงิน เมื่อติดตามทวงถามเรื่องการอาวัล บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จึงวางหลักประกันดังต่อไปนี้ คือ 1. โฉนดที่ดิน 33 แปลง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 16 แปลง รวม 49 แปลง พร้อมหนังสือมอบอำนาจ 2. เช็คธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 048xxxx ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2557 จำนวน 2,100,000,000 บาท โดยขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก และใส่ชื่อผู้รับในช่อง "จ่าย" ด้วยคำว่า "กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค." 3. ดราฟต์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 3360xxxx ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ครบกำหนดวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ระบุจ่ายเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ office of the welfare promotion commission for teachers and educational personnel 4. หุ้นสโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง 50 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ปอนด์ พร้อมหนังสือยินยอมให้โอนเป็นหลักประกัน 5. ธนบัตรเงินสกุลโครเอเชีย จำนวน 950,000,000 HRK และ 6. หนังสือค้ำประกันตนเต็มมูลค่าของนายสัมฤทธิ์ เมื่อตรวจสอบหลักประกันต่าง ๆ ดังกล่าวพบว่าที่ดินทุกแปลงไม่ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีเพียงหนังสือมอบอำนาจให้ขายแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจ กรณีเช็คธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 048xxxx ไม่สามารถขึ้นเงินเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าไม่มีรายการทางการเงินและรายการเดินบัญชีของบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จากเช็คนี้แต่อย่างใด ส่วนดราฟต์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 3360xxxx มูลค่า 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด แจ้งเป็นหนังสือ ว่าเป็นของปลอม กรณีหุ้นสโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง เลขที่ RFC00168 จำนวน 50 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 ปอนด์นั้น ผลการตรวจสอบแจ้งว่าไม่พบข้อมูลว่านายสัมฤทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในสโมสรนี้แต่ประการใด ส่วนธนบัตรเงินสกุลโครเอเชียจำนวน 950,000,000 HRK พบว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริงแต่ปัจจุบันธนบัตรเหล่านี้ถูกยกเลิกการใช้แล้ว คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าพฤติการณ์ของนายเกษมกับพวกมีลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยึดทรัพย์สินของนายเกษมกับพวก ต่อมาพบว่าเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 นายสัมฤทธิ์กรรมการคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3638 ,4817 และ 4862 รวม 3 แปลง โดยชำระราคาที่ดิน 6,000,000 บาท ด้วยแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนหลานหลวง ส่วนที่เหลือชำระด้วยเงินสด โดยการโอนเงินจากบัญชีที่รับโอนเงินจากกองทุนเข้าบัญชีนายสัมฤทธิ์โดยตรง จากการตรวจสอบของนางสาววิมลวรรณ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) แต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ด้านการเงิน การบัญชีและการเบิกจ่าย และพันเอกชัยพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองตรวจสอบภายในที่ 1 สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ได้วิเคราะห์ผลตอบแทนและความเสียหายที่กองทุนอาจได้รับจากการไม่ได้รับเงินคืนตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับ 2,100,000,000 บาท และฉบับ 400,000,000 บาท พบว่าการที่กองทุนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นั้น ไม่มีหลักฐานว่าบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นำเงินไปใช้อย่างไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงคืนแก่กองทุน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ไม่มีธนาคารอาวัลเป็นประกัน เงินธนบัตรสกุลโครเอเชียที่บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นำมาค้ำประกันเป็นธนบัตรที่ยกเลิกการใช้แล้วและมีการนำไปเก็บรักษาในตู้นิรภัยภายในสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. แทนการนำฝากธนาคารเพื่อให้ได้รับดอกเบี้ย และเช็คธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 2,100,000,000 บาท สั่งจ่ายโดยวิธีขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือออก และระบุชื่อผู้รับเงินที่เขียนขึ้นต้นด้วยคำว่า "กองทุน" นั้น ทางกองทุนไม่มีการเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อในลักษณะดังกล่าว เช็คจึงไม่สามารถขึ้นเงินได้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2557 และผู้บริหารกองทุนมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้รับเงิน ทั้งปรากฏตามเอกสารว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า นายเกษม กับพวก กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับเงินกู้จากกองทุนที่ดำเนินการในนามบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีนายสัมฤทธิ์เป็นผู้มีอำนาจจัดการที่แท้จริงและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินที่กู้ยืมมาจากกองทุนทั้งสามครั้งรวม 3,000,000,000 บาท ตั้งแต่การติดต่อขอวงเงินจากธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้อาวัลและใช้ในการอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่ขายให้แก่กองทุน 500,000,000 บาท แล้วยกเลิกการอาวัลหลังจากได้เงินไปจากกองทุนแล้ว ย่อมเป็นผลให้การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีการอาวัลแล้วนับแต่วันดังกล่าว พฤติการณ์ที่กู้ยืมเงิน 500,000,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีการกำหนดขั้นตอนไว้เพียงเพื่อให้ได้เงินมาจากกองทุนในเวลาอันรวดเร็ว และการยกเลิกอาวัลทำให้หลักประกันของกองทุนหมดสิ้นไปถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต พฤติการณ์เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงิน 500,000,000 บาท จากกองทุนในการกู้ยืมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 จากนั้นก็ถอนหรือโอนเงินไปเพื่อการต่าง ๆ ของกลุ่มบริษัทในเครือของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่เสนอโครงการกับกองทุน ทั้งการที่กู้เงินโดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เพื่อไปให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี ทั้งระยะเวลาที่ต้องใช้เงินคืนกองทุนกำหนดเวลาเพียง 1 ปี 1 วัน แต่ในการปล่อยกู้ซึ่งมีการปล่อยกู้เพียง 72,000,000 บาท โดยมีระยะเวลาใช้คืน 10 ปี และคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 ต่อปี ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่ไม่น่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าพอที่จะใช้เงินคืนได้ นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์ในการที่อ้างว่าปล่อยเงินกู้ให้แก่คณะกรรมการกองทุนโดยไม่ได้ทำสัญญากู้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตโดยมีผู้ขึ้นเงินตามแคชเชียร์เช็คที่อ้างว่าเป็นเงินที่ให้แก่คณะกรรมการนำร่องในการกู้คนละ 1,000,000 บาท ทั้งการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนแรก 500,000,000 บาท ที่ต้องชำระดอกเบี้ย 35,000,000 บาท ก็เป็นการนำเงินที่กู้มานั้นจ่ายเป็นดอกเบี้ย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าการกู้เงินจากกองทุนทั้งสามครั้งรวม 3,000,000,000 บาท เป็นพฤติการณ์ที่มีเจตนาไม่สุจริตแต่แรกต่อเนื่องกัน อันเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อนายสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการบริษัทที่ดำเนินการในการกู้เงินทั้งสามครั้งจากกองทุน รับโอนเงินที่ได้รับมาเข้าบัญชีตนเองมากกว่า 100,000,000 บาท หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ซื้อที่ดินโดยที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายสัมฤทธิ์ที่รับโอนเงินดังกล่าว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 มีเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท การที่นายสัมฤทธิ์ซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ร้องขอให้ยึดในคดีนี้ในช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิดมูลฐานโดยนายสัมฤทธิ์หรือผู้อื่นใดไม่ยื่นคำคัดค้านแสดงพยานหลักฐานว่าได้มาโดยชอบอย่างไร พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาเชื่อได้ว่า ที่ดินทั้ง 3 แปลง ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (5) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของกองทุนซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้คืน ประกอบกับผู้ร้องไม่คัดค้านและได้แก้ไขคำร้องตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ยื่นคำร้องเข้ามา จึงสมควรให้คืนหรือนำทรัพย์สินไปชดใช้คืนแก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตามมาตรา 49 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 3638, 4817 และ 4862 ไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (5) ม. 3 (18) ม. 49
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ
และสวัสดิภาพครู
ผู้ร้องคัดค้าน — และบุคลากรทางการศึกษา
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2562
#640839
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หมายถึงเฉพาะค่าธรรมเนียมตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล หารวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีแล้ว ค่าใช้จ่ายในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองจึงหาใช่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 เนื้อที่ 600 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของนางนารี แปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพร โดยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของตนเองให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม 100,000 บาท หากไม่สามารถดำเนินการได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 เนื้อที่ 180 ตารางวา ในส่วนที่ได้รับมรดกมาจากนางนารี ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้แก่โจทก์ 468,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 เนื้อที่ 420 ตารางวา ในส่วนของนางนารี แปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพร ที่ได้จับฉลากแบ่งแยกที่ดินร่วมกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,092,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 และที่พิพากษาเมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ทั้งสองฉบับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองที่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ในการต่อสู้คดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 เนื้อที่ 600 ตารางวา ในส่วนของนางนารี แปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของนางดวงพร ที่ได้จับฉลากแบ่งแยกที่ดินร่วมกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 โดยกำหนดให้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จึงได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้มารับเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ได้กำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 โจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา ฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2559 เป็นเงิน 700 บาท ตามใบรับเงินค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความฉบับเลขที่ 134 และ 135 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติไว้ว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." เงินค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติมาตรา 229 จึงย่อมต้องหมายถึงเฉพาะค่าธรรมเนียมตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล หารวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีแล้วไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้อ่านไปเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 นั้น จำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวคืน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ได้กำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ซึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติมจากคำพิพากษาเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้วแต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติมาตรา 229 แล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองที่โจทก์จ่ายไปจำนวน 700 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 นั้น แม้จะเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 อาจต้องรับผิดในชั้นที่สุดก็ตาม แต่ก็หาใช่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ตามนัยของบทบัญญัติมาตรา 229 ไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินจำนวน 700 บาท ดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ฎีกาเพียงแต่ขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 31,200 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 2

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายภูมิชัย พันธพฤทธิ์พยัต
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685/2562
#635835
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่ ช. ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ช. หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของ ช. ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ช. ถึงแก่ความตาย จำเลยขอเข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทของ ช. และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความคือโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทของ ช. มิให้โต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับโจทก์อีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และจำเลยในฐานะผู้สืบสิทธิของ ช. จะโต้เถียงโดยให้การและฟ้องแย้งในคดีนี้ว่า จำเลยแย่งการครอบครองและได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีการฟ้องคดีเดิมไม่ได้ เพราะเป็นการกล่าวอ้างให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงขัดกับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีเดิมที่วินิจฉัยว่า ในช่วงเวลาพิพาทในคดีเดิมโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยชอบที่จะกล่าวอ้างการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ได้ก็แต่เมื่อเป็นการกระทำภายหลังมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมแล้ว แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมเพียง 4 เดือนเศษ จำเลยย่อมไม่มีทางได้สิทธิครอบครองโดยการแย่งการครอบครองตามที่อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 ออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1976 ให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1976 เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ในส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 ให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในฐานะทายาทของนายชบ โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ชำระคืนแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 ออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1976 และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปหรือจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท และใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1976 โดยซื้อมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 นายชบ บิดาจำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเนื้อที่ 19 ตารางวา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 นายชบฟ้องนายยุทธเป็นจำเลยที่ 1 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 2 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 557/2548 ขอให้พิพากษาว่านายชบเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1975 และ 1976 เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1975 และ 1976 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นายชบอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นายชบถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนที่นายชบ และวินิจฉัยว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1975 และ 1976 ไม่ได้ทับที่ดินของนายชบ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17533/2557

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาคดีเดิมมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ และจำเลยได้สิทธิครอบครองโดยการแย่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนที่นายชบฟ้องนายยุทธ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ อ้างว่านายยุทธนำรังวัดที่ดินเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1975 และ 1976 รุกล้ำเข้ามาทับที่ดินของนายชบซึ่งเป็นที่ดินพิพาทที่นายชบปลูกสร้างบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 บนที่ดิน และโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยไม่สุจริต นายยุทธให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายยุทธ ต่อมาได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แล้วธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขายต่อให้โจทก์ ในคดีก่อนจึงมีประเด็นพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายชบหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของนายชบ นายชบอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นายชบถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทของนายชบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า นายยุทธไม่ได้นำรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1975 และ 1976 ทับที่ดินของนายชบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนายยุทธทั้งสองแปลง การจดทะเบียนจำนองระหว่างนายยุทธกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และการซื้อขายที่ดินระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความคือโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทของนายชบมิให้โต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับโจทก์อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และจำเลยในฐานะผู้สืบสิทธิของนายชบจะโต้เถียงโดยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแย่งการครอบครองและได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีการฟ้องคดีเดิม เนื่องจากนายชบ บิดาจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2520 โดยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 85/1 ถึง 85/15 ให้บุคคลอื่นเช่า ปี 2538 นายชบให้จำเลยครอบครองบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 โดยเปิดเป็นร้านขายข้าวแกงและกาแฟอย่างเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์มิได้ฟ้องเรียกคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ก็ไม่ได้ เพราะเป็นการกล่าวอ้างให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงขัดกับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีเดิมที่วินิจฉัยว่า ในช่วงเวลาพิพาทในคดีเดิมโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยชอบที่จะกล่าวอ้างการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ได้ก็แต่เมื่อเป็นการกระทำภายหลังมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 อันเป็นเวลาภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมเพียง 4 เดือนเศษ เท่านั้น จำเลยย่อมไม่มีทางได้สิทธิครอบครองโดยการแย่งการครอบครองตามที่อ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เดือนละ 4,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 19 ตารางวา มีบ้านสองหลังตั้งอยู่คือบ้านเลขที่ 85/9 และ 85/10 ด้านหน้าติดถนนอยู่ในย่านชุมชนและการค้าที่มีความเจริญ การคมนาคมสะดวก มีอาคารพาณิชย์ปลูกติดต่อกันหลายคูหา ถือว่าที่ดินพิพาทอยู่ในย่านที่มีความเจริญ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายมงคล ลุ้งใส้
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659 -ที่ 3661/2562
#636354
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติมาตรการทางกฎหมายไว้ 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการทางอาญาฐานฟอกเงิน และมาตรการทางแพ่งที่ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมาตรการส่วนหลังเป็นกระบวนการยึดทรัพย์สินทางแพ่ง (Civil forfeiture) ซึ่งพิจารณาตัวทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินว่ามีแหล่งที่มาจากการกระทำผิดอาญาที่เป็นความผิดมูลฐานของพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาความผิดของบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์ ซึ่งจะต้องพิสูจน์ตามหลักการพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีอาญา มาตรการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงมิใช่โทษทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 18 (5)

แม้ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) จะบัญญัติเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้กระทำความผิด ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล และเมื่อมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานดังกล่าวย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปทันที นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า ผู้ร้อง ให้เรียกผู้คัดค้านทั้งสามสำนวน รวม 8 ราย ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 นายกัมปนาท ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 นางสาวดาวเรือง ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 นางสาวเกษศิรินทร์ ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 นางสาวภิรมยา ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 นายพงษ์พัฒน์ ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 นางเกศกมล ว่า ผู้คัดค้านที่ 7 และพันตำรวจโทพิชิต ว่า ผู้คัดค้านที่ 8

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสามสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 155 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 7

ผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 กึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 155 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง สำหรับทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์รายการที่ 71 ถึง 76 และทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ รายการที่ 2 ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย เมื่อคดีนี้ได้ยื่นคำร้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ จึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ส่วนผู้ร้องยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 2 ได้ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมเงิน 4,700,000 บาท จากการสอบสวนผู้คัดค้านที่ 2 ให้การว่า เงินดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 2 นำติดตัวมาเพื่อซื้อไม้พะยูงจากนายถาวร แต่ไปดูไม้แล้วปรากฏว่าเป็นไม้ชิงชันจึงไม่ซื้อ ขณะเดินทางกลับพบเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจค้นและตรวจพบเงินดังกล่าว ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 2 กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ 2 คดี จากการสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจเชื่อว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 กับพวกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวจึงรายงานให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทราบ คณะกรรมการธุรกรรมตรวจสอบแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 กับพวกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีมติให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 7 ไว้ชั่วคราว และจากการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่านางแตงฮัว มารดาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เคยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติเมื่อปี 2546 ผู้คัดค้านที่ 3 ถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 รวม 3 คดี ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 เคยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 แม้ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งหมดเป็นเครือญาติกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 7 และนางแตงฮัว นอกจากนี้ยังพบว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติลาวโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 จำนวนหลายครั้งรวมเป็นเงินประมาณพันล้านบาท ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 จึงเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน เชื่อว่าทรัพย์สินที่มีชื่อของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 กับพวกตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ประการแรกว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่มาตรการทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) จึงไม่อาจใช้บังคับย้อนหลังได้ เมื่อความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ตามที่บัญญัติเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 บทบัญญัติมาตรา 3 (15) จึงไม่อาจใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติมาตรการทางกฎหมาย 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการทางอาญาฐานฟอกเงิน และมาตรการทางแพ่งที่ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมาตรการส่วนหลังเป็นกระบวนการยึดทรัพย์สินทางแพ่ง (Civil forfeiture) ซึ่งพิจารณาตัวทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินว่ามีแหล่งที่มาของทรัพย์สินจากการกระทำผิดอาญาที่เป็นความผิดมูลฐานของพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาความผิดของบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์ซึ่งเป็นเรื่องทางอาญาที่ต้องพิสูจน์ความผิดตามหลักการพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีอาญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินให้ยื่นต่อศาลแพ่ง และให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม เจตนารมณ์ของการขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินนั้น คือ การที่กฎหมายไม่อาจยอมรับให้บุคคลอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สินที่ได้มาโดยกระทำผิด จึงไม่จำต้องนำหลักกฎหมายอาญาหรือวิธีพิจารณาความอาญาที่ต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรมาวินิจฉัย ดังนั้น มาตรการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่โทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) แม้ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) จะบัญญัติเพิ่มเติมภายหลังที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิด ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล และเมื่อมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานดังกล่าวแล้วก็มีผลบังคับย้อนหลังไปทันทีนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (15) ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิกรม ดีเสมอ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเลข สุวรรณนิมิต
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3641/2562
#635893
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายนอนอยู่ในห้องนอน โดยมีจำเลยทั้งสี่กับพวกนั่งดื่มสุรากันอยู่ที่หน้าห้องนอน แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอนในลักษณะต่อเนื่องกันไปในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน ในสถานที่เดียวกัน จำเลยแต่ละคนกับพวกย่อมต้องรู้กันและตกลงกันในหมู่เพื่อนที่ร่วมดื่มสุราด้วยกันว่าผู้ใดจะกระทำชำเราผู้เสียหายก่อนหลังไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสตั้งตัวเพื่อหลบหนีหรือขัดขืนได้ จำเลยแต่ละคนเดินสวนเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายในเวลา 1 ถึง 2 นาที หลังจากจำเลยคนก่อนกระทำชำเราเสร็จ แม้จะไม่มีจำเลยคนใดเข้าไปช่วยกันจับตัวหรืออยู่ด้วยในเวลาที่มีการกระทำชำเราของจำเลยแต่ละคน แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะจำเลยแต่ละคนได้กระทำการดังกล่าวจนครบทุกคน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นการกระทำโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมผู้เสียหาย และระบุมาตรา 277 มาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว ศาลย่อมลงโทษตามวรรคที่ถูกต้องได้ และฟังได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 92, 277 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1860/2559 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายโดยนาง ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจเป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 3 อายุสิบเก้าปีเศษ สมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายได้ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1860/2559 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำละเมิด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกคำขออื่นให้ยก)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสี่กับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยทั้งสี่กับพวก โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีความผิดฐานร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กับพวกไม่ได้มีการวางแผนมาก่อนที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย พฤติการณ์ในการกระทำก็มีช่วงเวลาที่ขาดตอนกัน ไม่มีการช่วยเหลือจับตัวผู้เสียหาย ไม่มีจำเลยคนใดเข้าไปช่วยเหลือจำเลยอื่นในการกระทำชำเรา โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันอย่างไร จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสี่เข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะต่อเนื่องกันไปในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน ในสถานที่เดียวกันย่อมต้องรู้กันและตกลงกันในหมู่เพื่อนที่ร่วมดื่มสุราด้วยกันว่าผู้ใดก่อนหลังไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสตั้งตัวเพื่อหลบหนีหรือขัดขืนได้ จำเลยแต่ละคนเดินสวนเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายในเวลา 1 ถึง 2 นาที หลังจากจำเลยคนก่อนกระทำชำเราเสร็จ แม้จะไม่มีจำเลยคนใดเข้าไปช่วยกันจับตัวหรืออยู่ด้วยในเวลาที่มีการกระทำชำเราของจำเลยแต่ละคน น่าจะเพราะผู้เสียหายเป็นเด็กผู้หญิงมิได้มีแรงขัดขืนหรือแม้ผู้เสียหายจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่กังวลว่าจะมีใครได้ยิน เนื่องจากเป็นบ้านของจำเลยที่ 2 และมีแต่พวกของจำเลยอยู่ภายในบ้านจนต้องช่วยกันจับตัวหรือทำร้ายผู้เสียหายจึงไม่มีการกระทำเช่นนั้น แต่มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะไม่ได้วางแผนร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะจำเลยแต่ละคนได้กระทำการดังกล่าวจนครบทุกคน จำเลยทุกคนมีเจตนาจะเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายเพราะย่อมต้องได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้เสียหายแต่ไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อรอจะกระทำเช่นนั้นเป็นคนต่อไปนั้นเอง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายก็ดี มิได้วางแผนร่วมกันมาก่อนก็ดี การกระทำของจำเลยแต่ละคนขาดตอนแล้วมิได้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ต่างคนต่างทำก็ดี ล้วนไม่อาจรับฟังได้

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายมิได้ล็อกประตูไว้นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นแขกผู้มาอาศัยและเจ้าของบ้านคือจำเลยที่ 2 ก็เคยมานอนอยู่ด้วยกันแล้ว 1 คืน ก่อนเกิดเหตุ น่าเชื่อว่าผู้เสียหายไม่กล้าล็อกประตูห้องเพราะเจ้าของบ้านก็จะมานอนในห้องด้วยตามปกติ และน่าจะไม่มีโอกาสล็อกประตูห้องขณะเกิดเหตุ เพราะจำเลยแต่ละคนเมื่อกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จ มีการเข้าออกจากห้องเพื่อให้จำเลยอื่นเข้ามากระทำชำเราต่อ ๆ กันไปนั่นเอง และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์มิได้บรรยายท้ายฟ้องให้ลงโทษ มาตรา 277 วรรคสี่ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าเป็นการกระทำโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมผู้เสียหาย และระบุมาตรา 277 มาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว ศาลย่อมลงโทษตามวรรคที่ถูกต้องได้ และฟังได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่มีลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอันเป็นการโทรมเด็กหญิงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ก. โดยนาง ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2562
#638508
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ซึ่งหมายความว่า การอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูล ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา มิใช่โจทก์สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ทุกคดีเสมอไป

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม) มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องทางแพ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องแล้ว ขอให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้มีการรับรองหรือขออนุญาตให้ฎีกามาด้วย ก็ไม่อาจดำเนินการให้ได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการไต่สวนมูลฟ้องนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ซึ่งหมายความว่า การอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูล ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา มิใช่โจทก์สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ทุกคดีเสมอไป สำหรับคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องทางแพ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องแล้ว ขอให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้มีการรับรองหรือขออนุญาตให้ฎีกามาด้วย ก็ไม่อาจดำเนินการให้ได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 170 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายภูษิต คงเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางมณฑิรา ศิลปศร เชื้ออินทร์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2562
#635883
เปิดฉบับเต็ม

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรการริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้กว้างขวางกว่าที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินเหล่านี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้ทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทันที โดยมิต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่มเติมอีก ส่วนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป็นชื่อของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนเช่นว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องของกำหนดอายุความไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา จึงไม่ตกอยู่ในกำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลชั้นต้นให้ริบทรัพย์สินรวม 11 รายการ ของจำเลยที่ 2 อันได้แก่ เงินสด 965,620 บาท สร้อยคอทองคำ ลายข้อหกเหลี่ยมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยคอทองคำ ลายข้อกลมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น พระโลหะปางสมาธิพร้อมกรอบทองคำ 1 องค์ โลหะชุบทองประดับหินสีขาว เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ และเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 325 - 1 - 07xxx - x ในชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย และที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 4691 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x โจทก์ไม่ได้บังคับคดีและไม่ได้ดำเนินการให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงขาดอายุความตามกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้อง ก็ไม่มีเหตุที่จะคืนทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว แต่ก็มิได้ดำเนินการให้มีการริบทรัพย์สินเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีธนาคารตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีกำหนดอายุความทั้งทางแพ่งและทางอาญา เมื่อพ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่เป็นเจ้าของเดิม เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรการริบทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้กว้างขวางกว่าที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินเหล่านี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทันที โดยมิต้องมีการดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่มเติมอีก ส่วนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป็นชื่อของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนเช่นว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องของกำหนดอายุความไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา จึงไม่ตกอยู่ในกำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 31 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายพิทยา เพ็ญประชุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2562
#635853
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส เป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวายโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย การที่จำเลยที่ 1 กับพวกฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 กับพวกอีกฝ่ายหนึ่ง สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 299, 371, 372, 376, 379 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน แว่นกระดาษแข็งปิดปากกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ชิ้นส่วนหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. รูเกอร์ ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ข้อหาชักหรือแสดงอาวุธปืนในการวิวาทต่อสู้ ข้อหาทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ และข้อหาเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60, 80 มาตรา 299 (ที่ถูก มาตรา 299 วรรคแรก) 371, 372, 376, 379 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ฐานชักหรือแสดงอาวุธปืนในการวิวาทต่อสู้ ฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ และฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดซึ่งกฎหมายเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงฐานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 299 (ที่ถูก มาตรา 299 วรรคแรก), 371, 372, 376, 379 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ฐานชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ ฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ และฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 16 เดือน ริบอาวุธปืน แว่นกระดาษแข็งปิดปากกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ชิ้นส่วนหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. รูเกอร์ ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดเฉพาะฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะและฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ส่วนข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะและฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ โจทก์มีนางณัฏฐภัทร บุตรสะใภ้จำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างวัยรุ่นกลุ่มบ้านขวางกับวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย พยานเห็นจำเลยที่ 2 เดินเข้าไปหาวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 เดินเข้าไปหาวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย ทั้ง ๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าวัยรุ่นกลุ่มบ้านขวางกับวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วยมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน จำเลยที่ 2 ย่อมคาดหมายได้ว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องเดินเข้าไปหาวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย การที่จำเลยที่ 2 เดินเข้าไปหาวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วยโดยไม่เกรงภัยว่าวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วยจะเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นกลุ่มคู่อริที่มุ่งจะทำร้าย จึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ เพียงแต่เข้าไปดูนายกิตติศักดิ์บุตรชายจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งหากจำเลยที่ 2 ต้องการไปตามหานายกิตติศักดิ์จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องเดินเข้าไปหาวัยรุ่นกลุ่มบ้านกล้วยจนถูกจำเลยที่ 1 ชกได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่นายกิตติศักดิ์อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มบ้านขวาง ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะมานั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ส่วนกรณีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัสนั้น เห็นว่า บทความผิดดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 กับพวกฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 กับพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัสนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน และสำหรับจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้ฎีกา แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัสแล้ว ศาลฎีกาย่อมพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 372 ปรับ 4,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัสเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 299 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายนิวัฒว์ โทรวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธราธร ศิลปโอสถ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2562
#637399
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือค้ำประกันมีข้อตกลงว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 179,447,022 บาท ในกรณีที่กิจการร่วมค้าซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง โดยโจทก์จะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งและผู้ว่าจ้างไม่จำต้องเรียกร้องผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน การค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่โจทก์มีความผูกพันจะต้องชำระเงินให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไข โดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างผู้ว่าจ้างกับกิจการร่วมค้าหรือจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับจ้างขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้และความรับผิดของโจทก์ในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของกิจการร่วมค้า สิทธิและหน้าที่ความรับผิดของผู้ว่าจ้างและโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเป็นเอกเทศและต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามวิธีทางธนาคาร ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญาค้ำประกันจะกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ว่าจ้างกับกิจการร่วมค้าตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้น ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ข้อตกลงตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันเป็นสัญญาที่กิจการร่วมค้าแสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรงมิใช่การค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญาจะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนของกิจการร่วมค้าจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันด้วย เมื่อผู้ว่าจ้างมีหนังสือแจ้งให้กิจการร่วมค้าชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานก่อสร้างส่วนที่ชำรุดเสียหายและแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน โจทก์มีหนังสือแจ้งกิจการร่วมค้าให้ชำระเงินแก่ผู้ว่าจ้าง กิจการร่วมค้าปฏิเสธ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้ว่าจ้าง เมื่อโจทก์ชำระเงิน 179,447,022 บาท ให้แก่ผู้ว่าจ้างไปแล้ว กิจการร่วมค้าจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินเป็นต้นไป โจทก์นำเงินฝากมาหักชำระหนี้ดังกล่าว คงเหลือต้นเงินที่กิจการร่วมค้าต้องชำระแก่โจทก์ 141,358,355.91 บาท แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี เป็นข้อตกลงการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ที่ศาลชั้นต้นปรับลดดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 13 ต่อปี จึงเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนในนามกิจการร่วมค้าจึงต้องร่วมกันรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 150,393,070.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 141,499,900.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 141,499,900.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใหม่ภายหลังจากข้อเท็จจริงเป็นยุติว่ากิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ต้องรับผิดชำระเงินแก่กรมชลประทาน แต่ทั้งนี้ภายในกำหนดอายุความ และให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นหน้า 1 ในช่องคู่ความจาก "บริษัทบางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ ที่ 1" เป็น "บริษัทบางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด ที่ 1" และจาก "ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนลวอเตอร์ แอนด์ อีเล็กตริก คอร์ปอเรชั่น ที่ 3" เป็น "ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนลวอเตอร์ แอนด์ อิเล็กตริก คอร์ปอเรชั่น ที่ 3" ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 จำเลยทั้งสามและบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทวีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาร่วมทุนเพื่อประมูลงานก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย จังหวัดพิษณุโลกโดยใช้ชื่อว่า กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์และกรมชลประทานได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่นโครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวต่อกรมชลประทานในวงเงิน 179,447,022 บาท มีข้อตกลงว่ากรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ให้อยู่ในดุลพินิจของโจทก์ที่จะจ่ายโดยไม่ต้องแจ้งให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ทราบและไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ก่อน กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์รับว่าจะนำเงินตามจำนวนที่โจทก์ได้จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดมาชำระคืนให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันยอมผูกพันตนเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ให้แก่กรมชลประทานวงเงินไม่เกิน 179,447,022 บาท มีข้อตกลงว่าในกรณีที่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือไม่ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้างก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว โจทก์จะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้ง และกรมชลประทานไม่จำต้องเรียกร้องให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ชำระหนี้นั้นก่อน กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายวันที่ 9 เมษายน 2552 คณะกรรมการตรวจการจ้างของกรมชลประทานตรวจการจ้างเสร็จในวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2554 กรมชลประทานมีหนังสือแจ้งให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานจ้างก่อสร้าง วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์มีหนังสือถึงกรมชลประทานแจ้งว่าได้ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์มีหนังสือถึงกรมชลประทานขอให้คืนหนังสือค้ำประกัน แต่กรมชลประทานไม่คืนให้ วันที่ 2 พฤษภาคม 2556 กรมชลประทานมีหนังสือแจ้งให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานก่อสร้างส่วนที่ชำรุดเสียหายเนื่องจากเกิดปัญหาน้ำซึมเกินมาตรฐานและปัญหาอื่นในระหว่างการรับประกันความชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 235,883,328.70 บาท และแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน 179,447,022 บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมชลประทาน แต่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ปฏิเสธการชำระเงินแก่กรมชลประทาน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 โจทก์ชำระเงิน 179,447,022 บาท ให้แก่กรมชลประทาน และโจทก์นำเงินฝากของบริษัทวีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 38,088,666.09 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าว กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ยื่นฟ้องกรมชลประทานต่อศาลปกครองกลางขอให้มีคำสั่งให้กรมชลประทานคืนหนังสือค้ำประกันให้แก่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์และชำระค่าเสียหาย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามและบริษัทวีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชำระเงินที่โจทก์ชำระแทนกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ไป แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย บริษัทวีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นคำพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าข้อตกลงในหนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับกรมชลประทานเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยชอบหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้เป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งที่มิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การค้ำประกันไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่โจทก์มีความผูกพันจะต้องชำระเงินให้แก่กรมชลประทานโดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไข โดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างกรมชลประทานกับกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์หรือจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับจ้างขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ และความรับผิดของโจทก์ในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ สิทธิหน้าที่และความรับผิดของกรมชลประทานและโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเป็นเอกเทศ และต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามวิธีการทางธนาคาร ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญาค้ำประกันจะกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของกรมชลประทานกับกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้น ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 วรรคสอง จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าว กรมชลประทานเป็นผู้กำหนดข้อตกลงในสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อความในหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ยอมตกลงชำระหนี้ให้แก่กรมชลประทานโดยจะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งกรมชลประทาน เป็นการออกหนังสือค้ำประกัน โดยมีข้อความตามที่กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกำหนดตามแบบของทางราชการ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 และมาตรา 695 เป็นข้อตกลงทำให้โจทก์รับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีผลใช้บังคับนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาในปัญหานี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาว่าข้อตกลงในหนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับกรมชลประทานเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยได้โดยชอบหรือไม่ และปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้เป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ตามสำเนาคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 มีข้อตกลงว่าในกรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้ชำระเงินตามภาระที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกัน ให้อยู่ในดุลพินิจของโจทก์ที่จะจ่ายโดยไม่ต้องแจ้งให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ทราบและไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ก่อน แม้ว่าภาระความรับผิดระหว่างกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์กับกรมชลประทานเจ้าหนี้จะไม่สามารถบังคับได้หรือสิ้นผลบังคับหรือระงับสิ้นไปด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์รับว่าจะนำเงินตามจำนวนที่โจทก์ได้จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดมาชำระคืนให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ข้อตกลงตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันจึงเป็นสัญญาที่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์แสดงเจตนาผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรง จึงมิใช่การค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญาจะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนโดยใช้ชื่อว่า กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันด้วย เมื่อกรมชลประทานมีหนังสือแจ้งให้กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานก่อสร้างส่วนที่ชำรุดเสียหาย เนื่องจากเกิดปัญหาน้ำซึมเกินมาตรฐานและปัญหาอื่นในระหว่างการรับประกันความชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 235,883,328.70 บาท และแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน 179,447,022 บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมชลประทาน แต่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ปฏิเสธ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่กรมชลประทาน และเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 โจทก์ชำระเงิน 179,447,022 บาท ให้แก่กรมชลประทานไปแล้วกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์จึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินเป็นต้นไป โจทก์นำเงินฝากของบริษัทวีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 38,088,666.09 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าว คงเหลือต้นเงินที่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ต้องชำระแก่โจทก์ 141,358,355.91 บาท แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินสินเชื่อ ตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 นั้น เห็นว่า เป็นข้อตกลงการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นปรับลดดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 13 ต่อปี จึงเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนในนามกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ จึงต้องร่วมกันรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่า กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้ตรวจสอบว่ากิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์ผิดสัญญาและมีข้อต่อสู้ระหว่างกิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์กับกรมชลประทานอยู่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่กิจการร่วมค้ายูบีซีเพาเวอร์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องไปว่ากล่าวเอากับกรมชลประทานเองต่างหาก จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 141,358,355.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 680 ม. 694 ม. 695
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เมทินี ชโลธร
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3571/2562
#637634
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้หรือไม่ต้องพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ว่า เหตุที่โจทก์อ้างเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ และมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในกำหนดหรือไม่

ศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาแล้ว 2 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 3 เดือน ย่อมอยู่ในวิสัยที่ทนายโจทก์จะเรียงอุทธรณ์ให้ทันภายในกำหนดเพราะทราบเรื่องดีอยู่แล้ว การที่ทนายโจทก์ยื่นฎีกาว่า ทนายโจทก์เสร็จคดีที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และมีลูกความโทรศัพท์ให้ไปรับเอกสาร ทั้งที่ทนายโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าต้องรีบดำเนินการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวก่อนเวลาปิดทำการปกติของศาล แต่ทนายโจทก์กลับเดินทางไปรับเอกสารจากคู่ความที่ตำบลลาดหญ้า ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร แสดงว่าทนายโจทก์มิได้สนใจติดต่อศาลชั้นต้น ข้ออ้างว่ารถยนต์ของทนายโจทก์เสียระหว่างเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดกาญจนบุรีได้ทันเวลาทำการปกติของศาล จึงเกิดจากความบกพร่องของทนายโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 92, 93, 334, 336 ทวิ, 358, 359, 362 และ 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์สองครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ในวันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ตอบรับตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2550 แต่ยื่นเวลา 19.43 นาฬิกา ซึ่งนอกเวลาทำการปกติของศาล ถือว่าเป็นการส่งในวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติ เป็นการยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่นำสืบโต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 และวันที่ 19 มกราคม 2561 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ในวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกโดยทางไปรษณีย์ตอบรับซึ่งระบุเวลา 19.43 นาฬิกา นอกเวลาทำการปกติของศาลแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่า เหตุที่โจทก์อ้างเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ และมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในกำหนดหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาแล้ว 2 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 3 เดือน ย่อมอยู่ในวิสัยที่ทนายโจทก์จะเรียงอุทธรณ์ให้ทันภายในกำหนดเพราะทนายโจทก์ทราบเรื่องดีอยู่แล้ว การที่โจทก์ยื่นฎีกาว่า ทนายโจทก์เสร็จคดีที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และมีลูกความโทรศัพท์ให้ไปรับเอกสาร ทั้งที่ทนายโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าต้องรีบดำเนินการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันดังกล่าวก่อนเวลาปิดทำการปกติของศาล แต่ทนายโจทก์กลับเดินทางไปรับเอกสารจากคู่ความที่ตำบลลาดหญ้า ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่ได้สนใจติดต่อศาลชั้นต้น ข้ออ้างว่ารถยนต์ของทนายโจทก์เสียระหว่างเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดกาญจนบุรีได้ทันเวลาทำการปกติของศาล จึงเกิดจากความบกพร่องของทนายโจทก์เอง ตามพฤติการณ์ของทนายโจทก์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายสิ้นสุดลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอมานั้นโดยฟังว่าไม่มีเหตุสุดวิสัยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางชมพูนุท สาธารวาหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2562
#636369
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5 บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นมาประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ เฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้ออกหมายเรียกผู้เสียหายและ ม. หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายและ ม. มาเบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับผู้เสียหายและ ม. แต่โจทก์ก็ไม่ได้ตัวมาสืบ ทั้งเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเป็นเวลา 10 ปีเศษแล้ว จึงเป็นการยากที่โจทก์จะติดตามผู้เสียหายและ ม. มาเป็นพยานได้ประกอบกับโจทก์ตรวจสอบข้อมูลในระบบทะเบียนราษฎร์แล้วพบว่า ผู้เสียหายเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็น ป. ส่วน ม. ไม่พบข้อมูล อีกทั้งโจทก์ยังได้แถลงว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับแหล่งที่อยู่ของผู้เสียหายและ ม. เพิ่มเติม จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายและ ม. มาเบิกความต่อศาลได้ ถือว่ากรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายและ ม. ที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 340, 340 ตรี ริบถุงยางอนามัยและซองใส่ถุงยางอนามัยของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,110 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อมูลที่จำเลยให้ในชั้นจับกุมและทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 40 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่านาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. จำเลยทั้งห้าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายคดีนี้อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่กระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหาย และนางสาว ม. มาเบิกความเป็นประจักษ์พยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและนางสาว ม. ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหาย และนางสาว ม. ไว้ในวันถัดจากวันเกิดเหตุ บันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาว ม. ในคดีที่นาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในกรณีเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น อ้างเป็นพยาน ซึ่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว ได้จัดทำขึ้นทันทีทันใด หลังเกิดเหตุอันเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปผู้เสียหายและนางสาว ม. ยังไม่มีเวลาและโอกาสที่จะตัดต่อเติมเสริมแต่งหรือปั้นเรื่องการเป็นอย่างอื่นเพื่อปรักปรำใส่ความจำเลย และในบันทึกดังกล่าว ผู้เสียหายและนางสาว ม. บอกเล่าเหตุการณ์รายละเอียดและขั้นตอนการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกโดยตลอดว่าจำเลยและนาย ช. ได้ลงจากรถกระบะมาฉุดผู้เสียหายและนางสาว ม. ตามลำดับแต่นางสาว ม. สะบัดมือหลุด ทำให้นาย ช. ไม่สามารถนำตัวนางสาว ม. ไปได้ ส่วนผู้เสียหายถูกจำเลยนำตัวไปที่ขนำในสวนยางพาราและจำเลยเป็นคนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรก เมื่อผู้เสียหายมาเบิกความในคดีที่นาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. ถูกฟ้องข้างต้น ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายด้วย โดยให้ถ้อยคำบอกเล่าเหตุการณ์สอดคล้องตรงกันกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน และจากคำเบิกความของผู้เสียหาย จำเลยกับพวกมิได้ปกปิดหรืออำพรางรูปร่างหน้าตา ประกอบกับผู้เสียหายมีเวลาและโอกาสอยู่กับจำเลยกับพวก เป็นระยะเวลานานพอที่จะสังเกตจดจำจำเลยกับพวกได้โดยผู้เสียหายชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยไว้ด้วย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้จริงและเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้องบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้ นอกจากนี้จากคำให้การของนาย ห. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดร่วมกับจำเลยว่า จำเลยเป็นคนลงจากรถกระบะไปฉุดผู้เสียหายขึ้นรถ และจำเลยได้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น แม้ว่าคำให้การของบุคคลดังกล่าวในชั้นสอบสวน จะมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตน เพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบมา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพัง เพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยนั้นมีนาย น. และนาง ป. พนักงานคุมประพฤติ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นผู้สอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนาย ช. และนาย ณ. ซึ่งให้การถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ว่าจำเลยเป็นคนลงจากรถไปฉุดผู้เสียหายขึ้นรถกระบะแล้วพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่ขนำในสวนยางพารา โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านคำเบิกความของนาย น. และนาง ป. แต่อย่างใด ซึ่งคำเบิกความของนาย น. และนาง ป. เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลเป็นอิสระต่างหากจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายและนางสาว ม. มาเบิกความด้วยตนเองโดยตรง แต่โจทก์ก็มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและนางสาว ม. ในชั้นสอบสวน และคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาว ม. ในคดีที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในเหตุการณ์เดียวกันมาส่งอ้างต่อศาล ซึ่งจากบันทึกดังกล่าวผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายคนหนึ่งด้วยทันทีที่ผู้เสียหายกลับมาถึงบ้าน ก็ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และให้ถ้อยคำยืนยันเหตุการณ์และรายละเอียดของพฤติการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด เมื่อฟังประกอบพยานโจทก์คนอื่นๆ ซึ่งเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมและใกล้ชิดกับเหตุการณ์แล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลและมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกระทำความผิดด้วย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่สามารถติดตามผู้เสียหายและนางสาว ม. มาเป็นพยานได้ มิใช่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุผลสมควรที่จะต้องรับฟังพยานบอกเล่าแทนนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้" ตามบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นมาประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ออกหมายเรียกผู้เสียหายและนางสาว ม. หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัวผู้เสียหายและนางสาว ม. มาเบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นจึงได้ออกหมายจับผู้เสียหายและนางสาว ม. แต่โจทก์ก็มิได้ตัวบุคคลทั้งสองมาสืบ เพื่อพิเคราะห์ถึงเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2548 เป็นเวลา 10 ปีเศษแล้ว จึงเป็นการยากที่โจทก์จะติดตามบุคคลทั้งสองมาเป็นพยานได้ประกอบกับโจทก์ได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบทะเบียนราษฎร์แล้วพบว่า ผู้เสียหายเปลี่ยนชื่อ ส่วนนางสาว ม. ไม่พบข้อมูล อีกทั้งโจทก์ยังได้แถลงว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับแหล่งที่อยู่ของบุคคลทั้งสองเพิ่มเติมจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายและนางสาว ม. มาเบิกความต่อศาลได้ ถือว่ากรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่งแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายยุทธพงศ์ ภูริเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3454 -ที่ 3455/2562
#636360
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) ของโจทก์เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากนิคมที่โจทก์เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งโจทก์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรวมทั้งระเบียบของนิคม หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกอธิบดีสั่งให้ออกจากนิคมได้ตามมาตรา 28 แสดงว่า นิคมได้รับมอบอำนาจตามกฎหมายจากรัฐให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิกนิคม เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ทางนิคมได้จัดสรรให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ผู้ร้องทั้งสองมิใช่สมาชิกผู้ได้รับการจัดให้ที่ดินพิพาทไม่อาจยกเอาเรื่องสิทธิครอบครองโดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาก่อนโดยโจทก์เป็นเพียงผู้ถือครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องทั้งสอง และไม่เคยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิมาโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเงื่อนไขและวิธีการจัดสรรที่ดินของนิคม โดยผ่านกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ จนกระทั่งได้รับสิทธิ ทั้งยังจะต้องถือครองและทำประโยชน์ตามที่กฎหมายระบุไว้อีกด้วย และฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยโจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้าง จึงฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 2

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 3731 และ 3732 พร้อมใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยินยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยพร้อมบริวารไม่ออกไปจากที่ดินตามฟ้องยินยอมให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดีเพื่อขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินตามฟ้องอีก ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินบางส่วนในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 3731 และ 3732 เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 2 งาน 27 ตารางวา เป็นของผู้ร้องที่ 1 และเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นของผู้ร้องที่ 2

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและบังคับให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงิน 297,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาท

ผู้ร้องทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ยกฟ้องแย้งโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและฟ้องแย้งของโจทก์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลที่เสียเกิน 200 บาท มาในแต่ละสำนวนให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง และคืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินเป็นที่ดินอยู่ในเขตที่นิคมสหกรณ์คลองท่อมจังหวัดกระบี่จัดให้แก่ราษฎรตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์คลองท่อมได้รับการจัดให้ที่ดินดังกล่าว และต่อมาอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 3731 และ 3732 ให้แก่โจทก์ ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่เศษ และเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ ตามลำดับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองมีว่า โจทก์หรือผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยผู้ร้องทั้งสองฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยโจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การได้มาซึ่งที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 คือ ที่ดินจัดสรรในเขตนิคมสร้างตนเองหรือนิคมสหกรณ์ บุคคลผู้ได้มาจะต้องเป็นสมาชิกตามมาตรา 22 หรือ 35 แล้วแต่กรณี และก่อนจะได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์มา จะต้องผ่านขั้นตอนตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ และแม้ได้มาแล้วยังต้องอยู่ในบังคับห้ามโอนแก่บุคคลอื่นซึ่งไม่อยู่ในข้อยกเว้น ภายในกำหนดระยะเวลาดังบัญญัติไว้ในมาตรา 12 นอกจากนี้ยังมีประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 และมาตรา 58 ทวิ บัญญัติห้ามโอนที่ดินที่ได้มาในกรณีพิเศษไว้อย่างชัดเจน เช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่รัฐจัดสรรให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกเข้าทำประโยชน์ โดยสมาชิกนิคมจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว อันได้แก่ สมาชิกนิคมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินจะใช้ที่ดินเพื่อการอื่นไม่ได้ จะต้องใช้เพื่อการเกษตรตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดไว้เท่านั้น ถ้าจะทำการอื่นต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีตามมาตรา 9 เมื่อสมาชิกนิคมทำประโยชน์ในที่ดินแล้วและเป็นสมาชิกนิคมมาเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี อธิบดีจะออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคม ผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์แล้วจะได้ขอใบออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ตามมาตรา 11 เป็นต้น การครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 3731 และ 3732 ของโจทก์เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากนิคมที่โจทก์เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งโจทก์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรวมทั้งระเบียบของนิคมดังกล่าวข้างต้น หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกอธิบดีสั่งให้ออกจากนิคมได้ตามมาตรา 28 แสดงว่านิคมได้รับมอบอำนาจตามกฎหมายจากรัฐให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิกนิคม เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ทางนิคมได้จัดสรรให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ผู้ร้องทั้งสองมิใช่สมาชิกผู้ได้รับการจัดให้ที่ดินพิพาทไม่อาจยกเอาเรื่องสิทธิครอบครองโดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาก่อนโดยโจทก์เป็นเพียงผู้ถือครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องทั้งสอง และไม่เคยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิมาโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเงื่อนไขและวิธีการจัดสรรที่ดินของนิคม ข้ออ้างตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองไม่มีเหตุผลหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) โดยผ่านกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ข้างต้น จนกระทั่งได้รับสิทธิดังกล่าว ทั้งยังจะต้องถือครองและทำประโยชน์ตามที่กฎหมายระบุไว้อีกด้วย ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์เป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) แทนผู้ร้องทั้งสองโดยไม่ปรากฏเหตุผลใดว่าผู้ร้องทั้งสองต้องกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสอง พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยโจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สำหรับฎีกาอื่นของผู้ร้องทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
ผู้ร้อง — นาย บ. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ — นายนพัตธร ฤทธิกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3450/2562
#638489
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยสุจริต เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งมีทายาทด้วยกัน 5 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพื่อเอาทรัพย์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 5 ส่วน จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจขายฝากที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม 4 ใน 5 ส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 519 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการย้ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนกลาง 4799 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครสกลนคร เข้าบ้านเลขที่ 1518 ถนนเจริญเมือง (ซอยเจริญเมือง 3) ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครสกลนคร หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นางคำปุน และนางสาววุ้น เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งบิดามารดาถึงแก่กรรมไปแล้ว นางคำปุนเป็นภรรยาของนายบุญยัง มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ จำเลยที่ 1 โจทก์ นายเฉลิมพล นางวิมลรัตน์ และนางสาวประภัสสร นางคำปุนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ส่วนนางสาววุ้นไม่มีคู่สมรสและไม่เคยรับผู้ใดเป็นบุตรบุญธรรมเสียชีวิตมา 48 ปีแล้ว ระหว่างยังมีชีวิตอยู่นางคำปุนและนางสาววุ้นถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 519 เมื่อนางสาววุ้นและนางคำปุนถึงแก่กรรมลงศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนที่ดินคืนและจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันมีกำหนด 1 ปี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพื่อเอาทรัพย์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการรับจำนอง จำนำ หรือรับซื้อฝากมาเป็นเวลานานถึง 14 ปี ย่อมทราบดีว่าการจะรับซื้อฝากที่ดินควรจะต้องตรวจสอบการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของที่ดินที่จะรับซื้อฝากว่าตกอยู่ภายใต้สิทธิใดหรือไม่ ดังจะเห็นได้จากสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาท มีรายการปรากฏว่าเดิมที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นของนางคำปุนกับนางสาววุ้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอรับโอนที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนางคำปุนและนางสาววุ้น จากนั้นขอรับโอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตนในนามส่วนตัว แล้วจึงทำการขายฝากแก่จำเลยที่ 2 จากสารบัญจดทะเบียนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ย่อมทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนางสาวประภัสสรว่า เมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่มีการจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้มาที่บ้านพิพาทซึ่งนางสาวประภัสสรก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวและได้เห็นได้ยินที่จำเลยทั้งสองพูดคุยกัน และยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า หลังจากที่โจทก์อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาที่วัดศรีสุมังค์ซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 3 กิโลเมตร ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ปรากฏจากคำเบิกความและหนังสือรับรองของบริษัทของจำเลยที่ 2 ว่า มีที่อยู่ที่ตำบลเดียวกับที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ก็น่าจะทราบว่านอกจากจำเลยที่ 1 แล้วยังมีทายาทอื่นที่ยังคงมีสิทธิในที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว และขณะที่จดทะเบียนรับซื้อฝากที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 ไม่ได้สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินว่าบรรดาทายาทของนางคำปุนกับนางสาววุ้นสละมรดกที่ดินพิพาทหรือไม่ก็ไม่อาจแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังคงต้องแบ่งให้แก่ทายาทอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยสุจริต เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งมีทายาทด้วยกัน 5 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพื่อเอาทรัพย์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 5 ส่วน จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจขายฝากที่ดินพิพาทส่วนของตนได้จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม 4 ใน 5 ส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 4 ใน 5 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายวิโรจน์ รูปสมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2562
#635881
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับเหมาช่วงฯ อันเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลสัญญา มิใช่ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด หรือขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 และหมวด 7 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่จะต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดแล้วแต่กรณีเท่านั้นตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223

การที่โจทก์จำเลยในฐานะคู่สัญญาตกลงที่จะระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยการเจรจาและกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ประสงค์ที่จะระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญารับเหมาช่วงฯ โดยทางศาล เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คำว่า "may" ในสัญญาข้อ 19.2.1 มีความหมายในทางกำหนดให้คู่สัญญาต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 490,393,190.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,224,313.61 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2557 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญารับเหมาช่วงในโครงการซีจีแอล พอสโก ทีซีเอส งานวิศวกรรมโยธาและการงานสถาปัตยกรรม โดยตามสัญญารับเหมาช่วงฯ ดังกล่าวมีการระบุข้อตกลงในเรื่องการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับ หรือเกิดขึ้นจาก หรือที่เกี่ยวข้องกับสัญญาไว้ในสัญญาข้อ 19.1 และ 19.2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับเหมาช่วงฯ อันเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลสัญญา มิใช่ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด หรือขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 และหมวด 7 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่จะต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดแล้วแต่กรณีเท่านั้นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ก็ย่อมอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่า ตามสัญญารับเหมาช่วงฯ ที่โจทก์ทำกับจำเลยมีข้อตกลงในเรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างกันไว้ในสัญญาข้อ 19.1 และ 19.2 โดยในข้อ 19.1 มีสาระสำคัญว่า "หากเกิดข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งไม่ว่าจะเรียกเช่นใดก็ตาม ขึ้นระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ หรือเกิดขึ้นจาก หรือที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ฉบับนี้ หรือการผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญา หรือความยังคงมีผลใช้บังคับของสัญญา เมื่อมีการร้องขอจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องพยายามอย่างสุจริตที่จะดำเนินการระงับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นประการแรกโดยการปรึกษาร่วมกันระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สัญญาอีกฝ่ายถึงการเกิดข้อพิพาทขึ้น ส่วนในข้อ 19.2 ว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ ได้กำหนดเรื่องการยื่นข้อพิพาทเพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 19.2.1 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า หากไม่สามารถยุติข้อพิพาทได้ภายใน 60 วัน โดยการเจรจาร่วมกันระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามที่ได้มีการพิจารณาใคร่ครวญไว้เป็นอย่างดีที่สุดแล้วตามข้อ 19.1 คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตาม ข้อ 19.2 การอนุญาโตตุลาการจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับของหอการค้านานาชาติ สถานที่ที่ให้อนุญาโตตุลาการนั่งพิจารณาคือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงว่าโจทก์จำเลยในฐานะคู่สัญญาได้กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นจากสัญญารับเหมาช่วงฯ ไว้แล้ว โดยให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการเจรจาก่อน หากตกลงกันไม่ได้ภายใน 60 วัน โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะยื่นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ส่วนคำว่า "may" ที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 19.2.1 ในชั้นไต่สวนคำร้อง จำเลยมีนายสุรศักดิ์ มาเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษ การตีความถ้อยคำในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ และการบังคับใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างคู่สัญญา โดยพยานให้ความเห็นในส่วนของคำดังกล่าวว่า หมายความว่า คู่สัญญาตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิในการเรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการหากคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ภายใน 60 วัน มิได้หมายความว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเลือกว่าจะระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือโดยทางศาลก็ได้ ซึ่งคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนายจอง ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานในฐานะผู้ร่างสัญญารับเหมาช่วงฯ ไม่ประสงค์ที่จะให้มีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยศาลไทย จึงได้ร่างข้อสัญญากำหนดขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยให้คู่สัญญาเจรจากันก่อน หากตกลงกันไม่ได้ภายใน 60 วัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะขอให้ระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และพยานยังได้เบิกความถึงความหมายของคำว่า "may" ในสัญญาข้อ 19.2.1 ว่าเป็นคำที่กำหนดเงื่อนไขให้คู่สัญญาต้องเจรจาระงับข้อพิพาทกันก่อน หากตกลงกันไม่ได้จึงจะไปดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ มิใช่เป็นการให้สิทธิคู่สัญญาที่จะไปฟ้องร้องคดีต่อศาล การที่นายสุรศักดิ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางและนายจอง ซึ่งเป็นผู้ร่างสัญญาเบิกความสอดคล้องกันเช่นนี้ ทำให้น่าเชื่อว่า คำว่า "may" มีความหมายดังที่พยานทั้งสองเบิกความ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในสัญญาข้อ 19.1 และข้อ 19.2.1 ประกอบกันก็จะเห็นได้ว่าโจทก์จำเลยในฐานะคู่สัญญาตกลงที่จะระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยการเจรจาและกระบวนการอนุญาโตตุลาการ การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ดังกล่าวเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ประสงค์ที่จะระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญารับเหมาช่วงฯ โดยทางศาล คำว่า "may" จึงไม่น่าจะมีความหมายในทางให้สิทธิคู่สัญญาที่จะเลือกฟ้องคดีต่อศาลดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำคัดค้าน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คำว่า "may" ในสัญญาข้อ 19.2.1 มีความหมายในทางกำหนดให้คู่สัญญาต้องดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 223
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายมงคล สงปรางค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3404/2562
#635843
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่มีอำนาจอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ของศาลต้องเป็นผู้เสียหาย หรือคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดี ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คู่ความ หมายความถึง โจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นโจทก์หรือจำเลยคดีนี้ ทั้งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า อ. ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ด้วยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ และถือไม่ได้ว่า อ. เป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมาตั้งแต่แรก ตลอดทั้งไม่มีอำนาจอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น และผู้ร้องในฐานะบิดาของ อ. ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทน อ. ที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นได้เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาของคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่า ผู้ร้องมิใช่คู่ความและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงชอบแล้วและมีผลให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่า ผู้ร้องมิใช่คู่ความและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาด้วย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้อง และยกฎีกาของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 จังหวัดสมุทรปราการ มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี 6 เดือน แต่ไม่เกินกว่าจำเลยมีอายุครบ 24 ปี บริบูรณ์ ริบของกลาง และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า จากการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย ปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยอายุ 24 ปี 9 เดือน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปล่อยจำเลยไป

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งปล่อยตัวจำเลยขอให้ศาลแก้ไขคำสั่งโดยลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากศาลจะให้ควบคุมตัวจำเลยที่มีอายุครบ 24 ปี บริบูรณ์ ให้ศาลระบุไว้ในคำพิพากษาให้ส่งตัวไปจำคุกในเรือนจำ แต่ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้ระบุไว้ว่าให้ส่งตัวไปเรือนจำแต่อย่างใด โดยศาลฎีกาพิพากษายืน กรณีไม่สามารถดำเนินการตามความประสงค์ผู้ร้องได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอกวุธ ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลย ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีอำนาจอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ของศาลต้องเป็นผู้เสียหาย หรือคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คู่ความ หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นโจทก์หรือจำเลยคดีนี้ ทั้งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า นายเอกวุธไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ด้วยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ และถือไม่ได้ว่านายเอกวุธเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมาตั้งแต่แรก ตลอดทั้งไม่มีอำนาจอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น และผู้ร้องในฐานะบิดาของนายเอกวุธย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนนายเอกวุธที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นได้เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาของคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่าผู้ร้องมิใช่คู่ความและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบแล้ว และมีผลให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่าผู้ร้องมิใช่คู่ความและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาด้วย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องของผู้ร้อง ยกฎีกาของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (15)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดปทุมธานี
ผู้ร้อง — ร้อยตรี ช.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3390/2562
#635882
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสบคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเสนอขายฝากโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาขายฝากในราคา 1,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองกลับทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคาเพียง 500,000 บาท แล้วหลอกลวงโจทก์ว่าทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคา 1,500,000 บาท โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท โจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกง โจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา ต่อมาคดีอาญาดังกล่าวศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสองและพิพากษายกฟ้อง เท่ากับว่าได้มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง และในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งซึ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงเท่ากับยกฟ้องคดีในส่วนแพ่งไปแล้วด้วย ข้อเท็จจริงในคดีอาญานั้นจึงผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างถึงคดีอาญาดังกล่าวไว้ชัดเจน และขอติดตามเอาทรัพย์คืน 1,000,000 บาท ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงิน 1,000,000 บาท ไปจากโจทก์หรือไม่ จึงเป็นประเด็นเดียวกับคดีอาญาดังกล่าว ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,171,985.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 18,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38444 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาแทนโจทก์ ระบุราคาขายฝาก 500,000 บาท ต่อมาโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่าทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคา 1,500,000 บาท ไม่ใช่ 500,000 บาท เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลยทั้งสองเกินไป 1,000,000 บาท พนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4781/2557 หมายเลขแดงที่ 3261/2558 ของศาลชั้นต้น เรื่องฉ้อโกง และมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,000,000 บาท โจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการด้วย ต่อมาในคดีอาญาดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1868/2557 หมายเลขแดงที่ 1211/2558 ของศาลชั้นต้น เรื่องขอไถ่ถอนการขายฝาก โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์รับไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้วเช่นกัน สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงิน 872,500 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38444 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาเสนอขายฝากโจทก์โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาขายฝากแทนในราคา 1,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองกลับทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคาเพียง 500,000 บาท แล้วหลอกลวงโจทก์ว่าทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคา 1,500,000 บาท เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง และพนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง โดยโจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาด้วย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีอาญา ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความอ้างว่าหลังทำสัญญาขายฝากกับจำเลยที่ 2 แล้ว ยังไม่ได้รับมอบหนังสือสัญญาขายฝากจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบว่ามีการจดทะเบียนขายฝากในจำนวนเงินเพียง 500,000 บาท นั้น โจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า นอกจากประกอบอาชีพค้าขายแล้ว โจทก์ร่วมยังให้ผู้อื่นกู้ยืมเงิน รับซื้อฝาก หรือรับจำนองทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแทนหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมหารายได้จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นอาชีพด้วย เชื่อว่าต้องมีความระมัดระวังในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะนิติกรรมที่โจทก์ร่วมต้องจ่ายเงินแก่คู่สัญญาจำนวนมาก การที่โจทก์ร่วมอ้างว่า หลังจากมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนรับซื้อฝากในจำนวนเงินสูงถึง 1,500,000 บาท แล้วไม่ตรวจสอบผลการดำเนินการในทันที หรืออย่างช้าก่อนที่จะจ่ายเงินตามสัญญาให้ผู้ขายฝาก ด้วยเหตุผลที่ว่า จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเอกสารอยู่ที่อื่นและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมนำหนังสือสัญญาขายฝากมามอบให้เท่านั้น โดยโจทก์ร่วมปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าถึงประมาณ 1 ปี จึงขอตรวจสอบไปที่สำนักงานที่ดิน ทั้งที่สามารถดำเนินการได้เองเช่นนี้ จึงผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบการอาชีพดังกล่าวโดยทั่วไป เป็นพิรุธ และโจทก์ร่วมยังตอบการถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า การทำสัญญาขายฝากกับจำเลยที่ 2 ตกลงกันว่า โจทก์ร่วมจะรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปก่อน แล้วจะนำไปหักออกจากเงินที่จะมอบให้จำเลยที่ 2 ตามสัญญาขายฝาก และโจทก์ร่วมทราบว่าค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนขายฝากคิดในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ซึ่งโจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียน จำนวน 25,000 บาท โดยที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่าเงินที่มอบให้จำเลยที่ 1 ไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมถอนเงินจากธนาคารนำมารวมกับเงินสดที่โจทก์ร่วมมีอยู่ขณะนั้น รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 2 ไป โดยไม่ปรากฏว่า มีการหักค่าใช้จ่ายออกก่อนจึงขัดแย้งกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าได้มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง และในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งซึ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงเท่ากับยกฟ้องในคดีส่วนแพ่งไปแล้วด้วย ข้อเท็จจริงในคดีอาญานั้นจึงผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงคดีอาญาดังกล่าวไว้ชัดเจน และขอติดตามเอาทรัพย์คืน 1,000,000 บาท ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงิน 1,000,000 บาท ไปจากโจทก์หรือไม่นั้น จึงเป็นประเด็นเดียวกับคดีอาญาดังกล่าว ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนครินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา