คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120 -ที่ 5122/2562
#639560
เปิดฉบับเต็ม

เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ อ. ขออนุมัติถอนมาจากบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน เพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาสุวินทวงศ์ ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของ พ. ที่สาขาดิอเวนิว โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก อ. กับพวกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้ต่อมาจะมีการถ่ายโอนเงินของผู้คัดค้านที่ 1 หรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นก็ไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน

ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่ได้จากการที่ผู้คัดค้านที่ 7 และ อ. กับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) โอนเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 แล้วขายฝากทรัพย์สินนั้นไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และไม่ไถ่คืนในกำหนด เมื่อผู้คัดค้านที่ 9 ซื้อฝากทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง แต่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่เมื่อผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากโดยนำทรัพย์สินนี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยในสินไถ่ให้ผู้คัดค้านที่ 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก ผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า "ผู้ร้อง" ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 2 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 1" ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 3 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 2" ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 และที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 3" ผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 4" ผู้คัดค้านที่ 5 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 56 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 5" ผู้คัดค้านที่ 6 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 6" ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 2 และที่ 5 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 7" ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 6 ในสำนวนที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 8" ผู้คัดค้านที่ 9 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 9" และผู้คัดค้านที่ 10 ที่ 1 และที่ 1 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 10"

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 108 รายการ ราคาประเมินรวมประมาณ 263,583,103.42 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1, 3, 7, 8, 10 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และสั่งคืนทรัพย์สินเงินฝากรายการที่ 1 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 25 และที่ 26 ตามสำเนารายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นแก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องหรือให้ผู้คัดค้านที่ 4 ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนเงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นเงิน 4,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 6

ผู้คัดค้านที่ 9 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะผู้คัดค้านที่ 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยกเว้นทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 รายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 9 ส่วนรายการที่ 51 และที่ 52 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้ตกเป็นของแผ่นดินกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้ค้ดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และคืนทรัพย์สินทั้งหมดรวม 108 รายการ ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ให้นำออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 51 และที่ 52 ที่ดินโฉนดเลขที่ 41581 และ 13527 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (หากมี) ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป จนกว่าผู้คัดค้านที่ 4 จะได้รับชำระเสร็จ เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้ที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายบัญชีแต่ถูกเบิกถอนและนำไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามเจตนาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมประมาณกว่า 1,200,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้ว ผู้ร้องคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พร้อมมีคำขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้เงินที่ได้ไปจากการกระทำผิดตามฟ้องแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดและได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยปรากฏหลักฐานว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่สูญหายทั้งหมด โอนผ่านบัญชีของผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ทั้งที่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ไม่ได้เป็นพนักงานของผู้คัดค้านที่ 1 และคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรวม 108 รายการในคดีนี้ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางสาวอำพรและผู้คัดค้านที่ 10 กับพวก ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์หรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 56 รายการ ราคาประเมินประมาณ 74,645,076.74 บาท ทรัพย์สินรวม 21 รายการ ราคาประเมินประมาณ 173,467,339.54 บาท และทรัพย์สินรวม 31 รายการ ราคาประเมินประมาณ 15,470,691.14 บาท ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558, ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินบางรายการตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ฎีกาเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น และตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ตามรายการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกานั้น เป็นกรณีสืบเนื่องจากนางสาวอำพร ถอนเงินจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 ไปแล้วไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ 1 โดยขออนุมัติว่าจะนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ที่ผู้คัดค้านที่ 10 เป็นผู้จัดการสาขา เพราะจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จึงอนุมัติ ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 พบข้อพิรุธที่หน้าเล่มของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ชื่อบัญชี "สถาบันเทคโนโลยี พ." มีร่องรอยขูดลบ เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นบัญชีเงินฝากในชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่ปิดบัญชีมานานแล้ว แต่นำมาปลอมรายการเคลื่อนไหวในสมุดบัญชีเงินฝาก โดยไม่มีการฝากเงินเข้าบัญชีจริง และบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่มีการขูดลบแก้ไขให้เป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ตรวจสอบแล้วพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่นางสาวอำพรขออนุมัติถอนมาจากสองบัญชีข้างต้นนั้นทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ที่ในขณะขออนุมัติระบุวัตถุประสงค์ที่เบิกถอนเพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ที่สาขาสุวินทวงศ์ นั้น ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของนายพูนศักดิ์ ที่สาขาดิอเวนิว ถนนแจ้งวัฒนะ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา แต่เงินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวนั้นหมายถึงเงินตราที่นำเข้าฝาก แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้กับธนาคารไม่ว่าธนาคารใดก็ตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีอยู่ตลอดเวลาที่ฝากเงินในการที่จะถอนเงินที่ฝากนั้นได้ โดยธนาคารผู้รับฝากต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เต็มจำนวนที่ฝาก ส่วนดอกเบี้ยจะกำหนดอย่างไรย่อมเป็นไปตามที่มีหลักเกณฑ์กำหนดและตกลงกันระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝาก การกระทำใด ๆ ที่เป็นผลให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปย่อมเป็นการไม่ชอบ และผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนที่เสียหายไปตามสิทธินั้นคืน การที่ธุรกรรมทางการเงินที่นางสาวอำพรถอนเงินแล้วทำเป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน แต่เมื่อนำเข้าฝากกลับนำเข้าฝากในชื่อของบุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบอย่างไร บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ ผู้ที่ดำเนินการโดยไม่ชอบทั้งหมดย่อมต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในเงินจำนวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เองว่า เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ถูกถอนออกมาจากบัญชีธนาคาร เมื่อธนาคารนั้นบันทึกรายการว่ามีการเบิกถอนออกไปย่อมทำให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะเรียกให้ธนาคารผู้รับฝากคืนเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปจากบัญชีนั้น เมื่อเบิกถอนออกมาแล้วนำเข้าฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้คืนเพราะเหตุที่เกิดจากการกระทำอันไม่ชอบนั้น เมื่อเงินจำนวนนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจากนางสาวอำพรกับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนมีสิทธิในฐานะผู้รับฝาก แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามหากเป็นการรับฝากโดยชอบผู้รับฝากก็ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนแก่ผู้มีสิทธิโดยชอบที่แท้จริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ขอให้ศาลสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเมื่อต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วย่อมไม่มีเงินใดที่จะนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาได้ เมื่อเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เสียหายไปทั้งหมดถูกผู้คัดค้านอื่นกับพวกที่เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอาไปด้วยการกระทำอันมิชอบ และมีการถ่ายโอนหรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น ฯลฯ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จนครบจำนวน และเมื่อต้องนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงแล้ว ย่อมไม่มีทรัพย์สินใดที่จะต้องคืนให้แก่บุคคลอื่นใดที่มีชื่อเป็นผู้รับทรัพย์สินเดียวกันนี้โอนผ่านในนามของแต่ละคนนั้นได้อีก กรณีของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นกรณีในคดีใดล้วนมีลักษณะเดียวกันคือเป็นกรณีที่มีผู้นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปโดยมิชอบแล้วนำมาเข้าฝากที่ธนาคารของผู้คัดค้านที่ 2 และมีการจำหน่ายจ่ายโอนเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น เมื่อตรวจสอบและพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปตกเป็นสิทธิของผู้ใดหรือถูกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินใดก็ตามย่อมต้องถูกติดตามเอาคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาว่าทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกามาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ในกรณีทรัพย์สินรายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 กับเฟอร์นิเจอร์ว่าสมควรให้ตกเป็นของแผ่นดินตามที่ผู้ร้องฎีกาและแก้ฎีกา หรือควรให้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 เห็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ดังกล่าว เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 7 ได้มาจากการนำเงินที่ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวอำพรกับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) แล้วโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวนั้นเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวมาซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกานี้ แม้จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใดก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นผู้ที่ซื้อฝากที่ดินทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมต้องสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ฎีกาและคำแก้ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยเมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกไปเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝาก จึงเห็นควรให้นำทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นเงิน 29,470,000 บาท เต็มจำนวนที่กำหนดในสัญญา และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี หากการขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวนสินไถ่ดังกล่าว ส่วนที่ขาดก็ควรกำหนดให้เป็นพับไป สำหรับที่ผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกาขอให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดไถ่ถอนด้วยนั้น เมื่อการขายทอดตลาดเป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนด้วย สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยให้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้ชำระสินไถ่ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่หากได้เงินไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ส่วนที่ขาดให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 491 ม. 672 ม. 1336
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (5) ม. 3 (18) ม. 49 วรรคหก ม. 50 วรรคหนึ่ง (2) ม. 51/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — สถาบันเทคโนโลยี พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562
#638676
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 318, 326 และ 328

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนอาจเข้าถึงได้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ห. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง น. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 1 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องขอของผู้เสียหายที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายเพราะผู้เยาว์ที่อยู่ในอำนาจปกครองของตนถูกพรากไป ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้กระทำความผิดดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ถูกพรากไปมิใช่ผู้เสียหายในความผิดนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มาหาจำเลยที่ 1 โดยเต็มใจหรือไม่ เห็นว่า ตามปกติแล้วบุคคลที่ถูกหลอกลวงเมื่อรู้ความจริง น่าจะต้องแปลกใจและมีการพูดสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาจำเลยที่ 1 จะไม่เหมือนกับภาพในเฟซบุ๊กแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนพิการเดินไม่ได้ ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จะไม่มีอาการแปลกใจและไม่มีการสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ รวมถึงที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะมาพบเป็นครั้งแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เคยส่งภาพใด ๆ มาให้จำเลยที่ 1 นั้นก็ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ ที่ว่า ขณะที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กและโทรศัพท์คุยกันโดยไม่เห็นหน้านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เคยส่งภาพถ่ายมาให้ตนดูรวมถึงมีภาพเปลือยที่ตนนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กสาธารณะด้วย ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีมารดาเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงชื่อในฐานะผู้ดูแลคนพิการไว้ด้วย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่ จูงใจ หรือบังคับให้ให้การแต่ประการใด ทั้งยังให้การไว้หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 ไม่นาน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาที่จะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตนพ้นผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนหน้าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะไปพบจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่แล้ว การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ไม่ว่าจะเต็มใจไปหาเพราะคิดว่าจำเลยที่ 1 คือชายหน้าตาดีที่ตนคุยด้วยผ่านทางเฟซบุ๊กหรือถูกข่มขู่บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 มาถึงบ้านของจำเลยที่ 1 และเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ชายหน้าตาดีตามที่ตนได้คุยด้วย ทั้งยังพิการเดินไม่ได้ รวมถึงสภาพบ้านยังมีลักษณะเป็นเพิงพักอาศัยไม่มีฝาผนังบ้านปิดอยู่ หากโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ถูกข่มขู่หรือถูกบังคับด้วยวิธีการใด และประสงค์จะกลับบ้านโดยไม่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีก นั้น ย่อมกระทำได้โดยง่าย เพราะโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มา จำเลยที่ 1 ซึ่งขาพิการย่อมไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ทัน พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้ภาพผู้อื่นที่เป็นชายหน้าตาดีหลอกลวงให้โจทก์ร่วมที่ 1 คุยด้วยนานนับเดือน นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ที่ถูกหลอกลวงที่จะเต็มใจเข้าไปหาด้วยตัวเอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จำยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกและจำยอมมาหาจำเลยที่ 1 ในครั้งต่อ ๆ มาเพราะถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปลงเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อมาว่าเมื่อภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยอมทำตามความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยไม่ติดต่อและไม่ไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็นำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยิ่งมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 เกิดจากการถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โจทก์ร่วมที่ 1 มิได้เต็มใจไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อาจเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ด้วยความเต็มใจในฐานะคนรักหรือตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองประการแล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยตามสมควรให้จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงและข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ไปหาที่บ้านแล้วมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กอดจูบลูบคลำโจทก์ร่วมที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตอบโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ได้ลูบคลำหน้าอกและอวัยวะเพศโจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 หอมแก้ม จับเนื้อต้องตัว และจับหน้าอกโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกมาจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีเจตนาพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านอย่างไร มีการแบ่งหน้าที่กันทำหรือร่วมกันกระทำความผิดอย่างไร ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมที่ 1 นอนอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว แสดงว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกแยกออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาอยู่แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่จะต้องนำมาวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จริง ก็คงมีเพียงเจตนาข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ได้ และในเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรามา ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ไม่ว่าศาลจะพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ได้ เพราะข้อหาความผิดนี้เป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 318 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 28 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 9 ปี 28 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสาว ห. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวตรีทิพย์ วิเศษจินดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2562
#638670
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานเพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้

ผู้คัดค้านเป็นบุตรของ ร. ซึ่งสมรสใหม่กับ ม. เมื่อฟังได้ว่า ม. ที่หลบหนีไปมีเฮโรอีน 24 หลอด ซุกซ่อนไว้ที่บ้านอันเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) แล้ว และต้องถือว่า ร. ภริยาของ ม. ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ม. การที่ผู้คัดค้านซึ่งพักอาศัยอยู่ที่อื่นฝากเงินสดจำนวนมากไว้กับ ร. แสดงให้เห็นว่ายังคงไปมาหาสู่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ร. และ ม. อย่างใกล้ชิด จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริตตามมาตรา 51 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางปารีดะกับพวก 8 รายการ รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 2,101,517.51 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และคืนทรัพย์สินที่ยึดแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 8 รายการ คือ ทรัพย์รายการที่ 1 ธนบัตรไทย 99,000 บาท ทรัพย์รายการที่ 2 ธนบัตรมาเลเซีย 36,170 ริงกิต ทรัพย์รายการที่ 3 ธนบัตรไทย 343,790 บาท ทรัพย์รายการที่ 4 ธนบัตรมาเลเซีย 100,450 ริงกิต ทรัพย์รายการที่ 5 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน ญศ 7829 กรุงเทพมหานคร จำนวน 300,000 บาท ทรัพย์รายการที่ 6 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีขาวน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขจท นราธิวาส 576 จำนวน 12,900 บาท ทรัพย์รายการที่ 7 เงินที่ได้จากการขายทอดตลาด รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอร์เบลด สีเทา หมายเลขทะเบียน ขขน นราธิวาส 439 จำนวน 5,600 บาท และทรัพย์รายการที่ 8 เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุไหงปาดี เลขที่บัญชี 01155277xxxx ชื่อบัญชีนางสาวเอลา จำนวน 52,101.41 บาท (ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2557) พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านและนายเอริส เป็นบุตรของนายมะหะมะกับนางรอฟิอะห์ ต่อมานางรอฟิอะห์สมรสใหม่กับนายมัดยาสซิน ส่วนผู้คัดค้านสมรสกับนายอัสรอแล้วแยกไปอยู่ต่างหาก นายเอริสสมรสแล้วและแยกออกไปอยู่ต่างหากเช่นกัน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักของนางรอฟิอะห์ เลขที่ 251/7 เนื่องจากรับแจ้งมาว่า นางรอฟิอะห์และนายมัดยาสซินมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และจับกุมนายเอริสขณะมาพักอาศัยชั่วคราวที่บ้านของนางรอฟิอะห์ พร้อมทั้งจับกุมนายมูฮำหมัดด้วย ส่วนนายมัดยาสซินผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่นายเอริสและนายมูฮำหมัดในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 24 หลอด และมีการออกหมายจับนายมัดยาสซิน แต่ศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษายกฟ้องสำหรับนายเอริสจำเลยที่ 1 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่นายเอริส ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนนายมูฮำหมัดจำเลยที่ 2 พิพากษาว่า มีความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีเฮโรอีน 1 หลอด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ส่วนข้อหาอื่นของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง หลังจากนั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้ธนบัตรไทย ธนบัตรมาเลเซีย สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกุญแจรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า จากผู้คัดค้านขณะขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้านพักของนางรอฟิอะห์ ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2556 เจ้าพนักงานตำรวจ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เข้าตรวจค้นบ้านพักของนางปารีดะ เลขที่ 251/140 แล้วยึดทรัพย์สิน ได้แก่ ธนบัตรไทย ธนบัตรมาเลเซีย สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ของนางรอฟิอะห์ และบัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ คณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีความเห็นว่า ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดไว้ชั่วคราวรายนางปารีดะ กับพวกรวม 2 รายการ พร้อมดอกผล และทรัพย์ที่ยึดไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) รายนางปารีดะกับพวกรวม 6 รายการ พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณา ผู้ร้องเห็นว่า ทรัพย์สินรวม 8 รายการ ของนางปารีดะกับพวก พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 8 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน คู่ความไม่อุทธรณ์เกี่ยวกับทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยุติตามศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ และทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท ของผู้คัดค้านตามคำร้องนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ..."

มาตรา 51 บัญญัติว่า "เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งที่เป็นเงินสดและเงินที่เกิดจากการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้สำนักงานส่งเข้ากองทุนกึ่งหนึ่ง และส่งให้กระทรวงการคลังอีกกึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นทรัพย์สินอื่นให้ดำเนินการตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" ดังนี้ จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานเพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ ปรากฏตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางรอฟีอะห์มีรายละเอียดว่า พยานไม่เคยรู้จักนายมูฮำหมัดมาก่อน วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของพยานนั้น นายมูฮำหมัดมาที่บ้านพูดคุยถึงนายมัดยาสซินสามีของพยาน สักพักนายมูฮำหมัดเข้าห้องน้ำ เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาในบ้าน พยานไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการต่อนายเอริสและนายมูฮำหมัดอย่างไร นายมูฮำหมัดให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเฮโรอีน 1 หลอด ที่ตัวพยาน ส่วนอีก 24 หลอดนั้น นายเอริสให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นของนายมัดยาสซินบิดาเลี้ยงของตนนำมาซุกซ่อนไว้ที่บ้านดังกล่าวเพราะจำหน่ายเฮโรอีนอยู่เป็นประจำ คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เฮโรอีนลักษณะเดียวกัน 1 หลอด จากนายมูฮำหมัด กับอีก 24 หลอด จากบ้านที่เกิดเหตุ ซุกซ่อนอยู่ในช่องระบายอากาศของห้องน้ำกับหล่นจากช่องระบายอากาศของห้องน้ำตกอยู่บนไม้นอกบ้าน ลักษณะเป็นการเร่งซุกซ่อนไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจพบ ประกอบกับเมื่อฟังได้ว่านายมัดยาสซินผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งรีบร้อนหลบหนีออกจากบ้านจนมีการออกหมายจับไว้ เมื่อประมวลพยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่านายมัดยาสซินจำหน่ายเฮโรอีน 1 หลอด ให้แก่นายมูฮำหมัดดังที่นายมูฮำหมัดให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยยังเหลือเฮโรอีนอีก 24 หลอด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางด้วย เมื่อเฮโรอีนจำนวน 24 หลอด ตรวจพบได้ที่บ้านของนายมัดยาสซินและนางรอฟีอะห์ในลักษณะที่มีการซุกซ่อน ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมนายมูฮำหมัดได้ในระหว่างที่ซื้อเฮโรอีนที่บ้านหลังนั้น จนกระทั่งศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษาลงโทษนายมูฮำหมัดในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกับการที่นายเอริสให้การในชั้นสอบสวนว่า นายมัดยาสซินนำเฮโรอีนมาซุกซ่อนที่บ้านเพราะจำหน่ายเฮโรอีน จึงน่าเชื่อว่าเฮโรอีนจำนวน 24 หลอด นั้น เป็นของนายมัดยาสซิน โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) กรณีจึงฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานแล้ว เมื่อนายมัดยาสซินอยู่ในฐานะเป็นบิดาเลี้ยงของนายเอริสและผู้คัดค้าน นับว่าเป็นเครือญาติใกล้ชิดกันโดยการสมรส เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่านายมัดยาสซินเป็นผู้จำหน่ายเฮโรอีน 1 หลอด ให้แก่นายมูฮำหมัดดังกล่าวมาแล้ว โดยยังเหลือเฮโรอีนอีก 24 หลอด เก็บไว้ในบ้าน และพยายามซุกซ่อนไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ โดยนายมัดยาสซินเร่งรีบหลบหนีไปเสียก่อนจนมีการออกหมายจับไว้ ต้องถือว่านางรอฟีอะห์ซึ่งเป็นภริยาของนายมัดยาสซินและพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายมัดยาสซิน นายเอริสซึ่งไปมาหาสู่นางรอฟีอะห์ที่บ้านของนายมัดยาสซินและอยู่ที่บ้านหลังนี้ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม จึงเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายมัดยาสซินด้วย เมื่อประมวลข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมารับฟังประกอบพฤติการณ์ที่นางรอฟีอะห์นำทรัพย์สินหลายรายการไปฝากให้นางปารีดะเก็บรักษาโดยมีบำเหน็จซึ่งเป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไปไม่ประพฤติกันเช่นนี้ น่าเชื่อว่านายมัดยาสซินซึ่งจำหน่ายเฮโรอีนมาก่อนหน้านี้แล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนให้นางรอฟีอะห์เก็บรักษาไว้ นางรอฟีอะห์จึงโยกย้ายทรัพย์สินฝากผู้อื่นไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าพนักงานตรวจพบนั่นเอง ผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์นำเงินที่อ้างว่าฝากไว้ออกมาจากบ้านนางรอฟีอะห์ แสดงให้เห็นว่ายังคงไปมาหาสู่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางรอฟีอะห์และนายมัดยาสซินอย่างใกล้ชิด เจ้าพนักงานตำรวจพบธนบัตรมาเลเซีย 100,450 ริงกิต กับธนบัตรไทยอีก 343,790 บาท ซุกซ่อนในกล่องนมนำมากับรถจักรยานยนต์ นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก เป็นการไม่สมเหตุผลที่ผู้คัดค้านเก็บเงินที่อ้างว่าทำมาหาได้โดยสุจริตไว้กับตัวรวบรวมจนเป็นเงินจำนวนมากแล้วจึงนำมาฝากธนาคารในคราวเดียว เพราะผู้คัดค้านนำสืบว่ามีรายได้จากการค้าขายแต่ละครั้งไม่มากเท่าจำนวนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึด เมื่อผู้คัดค้านเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางรอฟีอะห์และนายมัดยาสซินบิดาเลี้ยง โดยนางรอฟีอะห์เป็นภริยาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับนายมัดยาสซินซึ่งมีพฤติการณ์จำหน่ายเฮโรอีนและใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นสถานที่ซุกซ่อนและจำหน่ายเฮโรอีนดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน ญศ 7829 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีขาวน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขจก นราธิวาส 576 จึงมีภาระการพิสูจน์ตามกฎหมาย ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี เมื่อได้ความจากทางนำสืบของผู้คัดค้านเพียงว่า ผู้คัดค้านประกอบอาชีพค้าขายน้ำมัน และมีรายได้จากการขายผ้านวมประมาณเดือนละ 10,000 บาท รับซื้อน้ำมันพืชจากประเทศมาเลเซียเข้ามาขายในประเทศไทย ผู้คัดค้านเช่าร้านค้าเพื่อค้าขายอยู่ประเทศมาเลเซียมาประมาณ 10 ปี มีรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท ส่วนนายอัสรอมีรายได้จากการขายสินค้าประมาณเดือนละ 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท ผู้คัดค้านและนายอัสรอยังเป็นตัวแทนของบริษัทสุรเสียง (ประเทศไทย) จำกัด รับจ้างบรรจุและจัดส่งดอกไม้เพลิงไปประเทศมาเลเซีย ประมาณปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แต่ทางนำสืบของผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานแสดงให้ปรากฏเชื่อมโยงกันได้ว่า ผู้คัดค้านซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ โดยนำเงินตามข้อกล่าวอ้างนั้นมาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างไร ประกอบกับผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้คัดค้านไม่เคยเสียภาษีอากร เนื่องจากไม่ทราบว่าต้องดำเนินการอย่างไร จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย พยานหลักฐานของผู้คัดค้านซึ่งมีภาระการพิสูจน์ที่นำสืบมานั้นจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์รายการที่ 5 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ จำนวน 300,000 บาท และรายการที่ 6 คือ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จำนวน 12,900 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเลข สุวรรณนิมิต
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2562
#640843
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คดีต้องมีประเด็นข้อกล่าวหาในมูลเหตุอย่างเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีถึงสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ให้ซื้อและฉีดสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย โดยสารดังกล่าวไม่ใช่สเต็มเซลล์และไม่ได้มีสรรพคุณตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงในคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 โดยชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจสเต็มเซลล์แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ประเด็นข้อกล่าวหาของแต่ละคดีจึงต่างกันและเป็นการกระทำต่างกรรมกัน แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาฉ้อโกงเหมือนกันก็ตาม แต่เมื่อประเด็นข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นคนละมูลเหตุกับประเด็นข้อกล่าวหาในคดีก่อน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องคดีก่อน

ในการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีนั้น จำเลยที่ 1 จะบริการฉีดสารดังกล่าวให้ภายหลังการขาย โดยจะติดตามไปฉีดให้แก่ลูกค้าที่สถานที่ที่ลูกค้าสะดวกในลักษณะเป็นการบริการหลังการขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการขาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายสารดังกล่าว ย่อมต้องทราบทางปฏิบัติว่าจะต้องมีบริการฉีดสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายลูกค้าด้วยเสมอ พฤติการณ์ที่มีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ฉีดนั้นจึงถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการฉีดสารดังกล่าวให้แก่ลูกค้า เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีเจตนาร่วมกันจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงผู้เสียหายว่าสารที่ตนนำมาขายให้แก่ผู้เสียหายคือสเต็มเซลล์ที่แท้จริง ก็เพื่อประสงค์จะขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ การหลอกลวงกับการขายจึงเกลื่อนกลืนกันไปเป็นเจตนาเดียว ความผิดฐานฉ้อโกง พยายามฉ้อโกง ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การหลอกขายสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้เสียหายนั้น มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผู้เสียหายแต่ละรายแตกต่างกันไป ทั้งยังต่างวัน เวลา และสถานที่ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ในทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนได้รับบริการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เสร็จสิ้นในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวันเวลา จึงเป็นความผิดที่แยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ฉีด แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 16, 24, 57, 73 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72, 101, 122, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 341 นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557, อ.1703/2557 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 ของศาลแขวงดุสิต และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 ของศาลแขวงธนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557 ของศาลแขวงดุสิต ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามคืนเงิน 402,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คืนเงิน 1,465,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางณัฐณิชา ผู้เสียหายที่ 1 และนางณัฏฐนันท์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 341 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72 (4), 101, 122, 126 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันพยายามฉ้อโกง ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่ต้องขึ้นทะเบียนตำรับยาแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี 6 เดือน และฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 ของศาลแขวงดุสิต ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 402,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 1,465,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.991/2557, อ.1703/2557 ของศาลแขวงดุสิต และโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 ของศาลแขวงธนบุรี กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1703/2557 (ที่ถูก อ.991/2557) ของศาลแขวงดุสิตนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและฐานพยายามร่วมกันฉ้อโกง และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คดีต้องมีประเด็นข้อกล่าวหาในมูลเหตุอย่างเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีถึงสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ให้ซื้อและฉีดสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย โดยสารดังกล่าวไม่ใช่สเต็มเซลล์และไม่ได้มีสรรพคุณตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงในคดีก่อนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 โดยชักชวนให้โจทก์ร่วมที่ 1 ร่วมลงทุนในธุรกิจสเต็มเซลล์แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ประเด็นข้อกล่าวหาของแต่ละคดีจึงต่างกันและเป็นการกระทำต่างกรรมกัน แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาฉ้อโกงเหมือนกันก็ตาม เมื่อประเด็นข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นคนละมูลเหตุกับประเด็นข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีก่อน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าสารที่ตนนำมาขายและฉีดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ไม่ใช่สเต็มเซลล์ แต่กลับหลอกลวงว่าเป็นสเต็มเซลล์ และการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินค่าสเต็มเซลล์จากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องโจทก์แล้ว ส่วนผู้เสียหายที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายที่ 4 โดยอ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ ผู้เสียหายที่ 4 หลงเชื่อและยินยอมให้จำเลยที่ 1 ฉีดสารดังกล่าวให้แก่ตนเอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่าผู้เสียหายที่ 4 ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เป็นความผิดสำเร็จเพราะยังไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายที่ 4 ผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามฉ้อโกงเท่านั้น

ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าสารที่จำเลยที่ 1 นำมาขายไม่ใช่สเต็มเซลล์ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพูดจาโน้มน้าวชักชวนให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ซื้อสเต็มเซลล์จากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปรับสารดังกล่าวจากนางสาวพราวพิลาศ ขับรถพาจำเลยที่ 1 ไปฉีดสเต็มเซลล์ คอยช่วยเหลือยกและถือกระเป๋าให้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในเกือบทุกขั้นตอนของการซื้อขายสเต็มเซลล์ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่การงานใดเป็นหลักแหล่ง แสดงว่าธุรกิจการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 ด้วย

ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าสารที่จำเลยที่ 1 นำมาขายไม่ใช่สเต็มเซลล์แต่กลับพูดสนับสนุนให้โจทก์ร่วมที่ 1 เชื่อว่าคือสเต็มเซลล์ โดยพูดหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำสารดังกล่าวมาฉีดให้บุคคลในครอบครัว ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 หลงเชื่อและตัดสินใจซื้อสเต็มเซลล์จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงมีส่วนร่วมในการหลอกลวงขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย และถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 อย่างไรก็ตาม แต่การพูดจาหว่านล้อมในทำนองว่าคนในครอบครัวก็ได้รับการฉีดสเต็มเซลล์ด้วยเมื่อสบโอกาส ไม่ได้เลือกว่าจะหลอกลวงผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ พฤติการณ์เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ด้วยเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และร่วมกันพยายามฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 4 และเมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์รับฟังได้ว่า สารที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ถือเป็น "ยา" ตามนิยามในมาตรา 4 (4) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขึ้นทะเบียนตำรับยา กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาด้วย ส่วนสารที่จำเลยทั้งสามขายโดยอ้างว่าเป็นโปรตีนนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการนำไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาแผนปัจจุบันและได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสาม แต่สารที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นวิตามินซีหรือไวตามีนซีสำหรับฉีดนั้น ตามรายงานผลการวิเคราะห์โดยสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าตรวจพบไวตามินซี ซึ่งไวตามินซีสำหรับฉีดจัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทยาอันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องยาอันตราย ข้อ 3 (66) จำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับฎีกาว่า วิตามินซีไม่ใช่ยาอันตราย หากจะลงโทษจำเลยทั้งสามก็ลงโทษได้เฉพาะฐานขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเท่านั้น เป็นการยอมรับว่าวิตามินซีที่จำเลยทั้งสามนำมาขายนั้น เป็นยาแผนปัจจุบันและเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันและยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มีใบอนุญาตให้ขายยาดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า มีเพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ฉีดยาให้แก่บุคคลดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม แต่ในการขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีนั้น จำเลยที่ 1 จะบริการฉีดสารดังกล่าวให้ภายหลังการขาย โดยจะติดตามไปฉีดให้แก่ลูกค้าที่สถานที่ที่ลูกค้าสะดวกในลักษณะเป็นการบริการหลังการขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการขาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีดังกล่าว ย่อมต้องทราบทางปฏิบัติว่าจะต้องมีบริการฉีดสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายลูกค้าด้วยเสมอ พฤติการณ์ที่มีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ฉีดนั้นจึงถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการฉีดสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีเจตนาร่วมกันจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่จำเลยทั้งสามหลอกลวงผู้เสียหายว่าสารที่ตนนำมาขายให้แก่ผู้เสียหายคือสเต็มเซลล์ที่แท้จริง ก็เพื่อประสงค์จะขายสารดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ การหลอกลวงกับการขายจึงเกลื่อนกลืนกันไปเป็นเจตนาเดียว ความผิดฐานฉ้อโกง พยายามฉ้อโกง ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การหลอกขายสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้เสียหายนั้น มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผู้เสียหายแต่ละรายแตกต่างกันไป ทั้งยังต่างวัน เวลา และสถานที่ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งในข้อนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียว และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวเป็นหลายกรรมตามฟ้องโจทก์อีกต่อไป จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ส่วนความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ในทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนได้รับบริการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฉีดยาให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เสร็จสิ้นในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวันเวลา จึงเป็นความผิดที่แยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ฉีด ซึ่งในความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมาเพียงกรรมเดียวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นจึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามได้เช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามนำสารที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ โปรตีนและวิตามินซีชนิดฉีด มาหลอกลวงขายและฉีดเข้าสู่ร่างกายของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่อย่างใด มีเพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น และยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 4 ในทำนองว่าหลังจากฉีดสารดังกล่าวแล้วมีอาการกระชุ่มกระชวย ดูสาวและสวยกว่าเดิม รวมถึงรายงานผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษในของกลาง ก็ปรากฏว่าไม่พบสารพิษในสารที่จำเลยที่ 1 ใช้ฉีดให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงยังไม่ถึงกับเป็นภัยร้ายแรง การนำตัวจำเลยทั้งสามไปจำคุกระยะสั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เสียหายและสังคมส่วนรวม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงจำคุกมาก่อน และแม้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ อ.307/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1767/2557 และคดีหมายเลขดำที่ อ.1703/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1337/2558 ของศาลแขวงดุสิต ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และ 5 เดือน ตามลำดับ และในคดีหมายเลขดำที่ อ.6180/2557 หมายเลขแดงที่ อ.6007/2558 ของศาลแขวงธนบุรี ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงเห็นสมควรรอการลงโทษไว้ระยะหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามเข็ดหลาบ เห็นสมควรให้มีโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม), 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 80 อีกบทหนึ่ง ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต วางโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และความผิดฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต วางโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท ฐานร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท คงปรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 7,500 บาท โทษจำคุก จำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีก่อนได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 402,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 1,465,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 26 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ณ กับพวก
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562
#638480
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ถ้าการบังคับจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และมาตรา 44

เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มุ่งช่วยเหลือคุ้มครองเกษตรกรผู้เช่านาซึ่งเป็นผู้ทำนาโดยเฉพาะให้ได้สิทธิในที่ดินที่ตนทำนา เมื่อโจทก์ผู้เช่านาพิพาทผิดสัญญามิได้ทำนาด้วยตนเองแต่นำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เช่านาเพื่อทำนาโดยแท้จริง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะซื้อนาพิพาทจากจำเลยผู้รับโอนตามมาตรา 54 การที่โจทก์ฟ้องบังคับซื้อนาจากจำเลยเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการบังคับตามคำชี้ขาดของ คชก. จังหวัดที่ให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้

ราคาตลาดที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธราคาที่โจทก์ขอซื้อที่นาไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้อง แม้จำเลยอุทธรณ์และฎีกาก็หาต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาตลาดที่กล่าวอ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 17746 ตามมติของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ให้จำเลยรับเงิน 7,000,000 บาท และจดทะเบียนขายนาพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยและพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ครบถ้วนเสียก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17746 แก่โจทก์ในราคา 7,000,000 บาท ให้จำเลยรับชำระราคาในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครนายก โดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียมาเกิน 157,500 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่ารับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์ทำสัญญาเช่านาพิพาท โฉนดเลขที่ 17746 เนื้อที่ 50 ไร่ 51 ตารางวา จากนางพีระพันธ์ เจ้าของนาพิพาท มีกำหนด 2 ปี ในระหว่างอายุสัญญาเช่านา นางพีระพันธ์นำนาพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยในราคา 7,000,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 เดือน โดยมิได้ทำหนังสือแสดงความจำนงขายนาพิพาทแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 นางพีระพันธ์ไม่ได้ไถ่ถอนนาพิพาทภายในกำหนดนาพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาขายฝาก ต่อมา คชก. จังหวัดนครนายก มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากจำเลยตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 นางพีระพันธ์ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก ต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก

คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายกหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 58 บัญญัติว่า ในกรณีมีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของ คชก. จังหวัด เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาล ในการพิจารณาของศาลให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 221 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้การเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดนอกศาลเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ได้แก่ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และโดยที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 41 และมาตรา 44 บัญญัติว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น แต่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้ ถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่านาพิพาทจากนางพีระพันธ์ มีกำหนด 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ทำนา กลับนำนาพิพาทให้ผู้อื่นเช่าช่วง อันเป็นการผิดสัญญา นางพีระพันธ์ผู้ให้เช่าบอกเลิกการเช่านา และ คชก. ตำบลศรีจุฬามีมติให้เลิกการเช่านา โดยให้สัญญาเช่านาสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ และ คชก. จังหวัดนครนายกมีมติยืนตามมติ คชก. ตำบลดังกล่าว โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อศาล มติ คชก. จังหวัดนครนายกจึงเป็นที่สุด เห็นว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มุ่งช่วยเหลือคุ้มครองเกษตรกรผู้เช่านามิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการเช่านาผู้อื่นทำ มิได้ให้ผู้เช่านาใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแสวงหาประโยชน์อื่นจากนาที่เช่า เมื่อโจทก์ผู้เช่านาพิพาทมิได้ทำนาด้วยตนเองแต่นำนาไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง โจทก์จึงมีลักษณะเป็นคนกลางที่แสวงหาประโยชน์ตามสัญญาเช่านาจากชาวนาที่ทำนา ทำให้ชาวนาที่ทำนาอยู่จริงไม่อาจเช่านาจากผู้ให้เช่าได้โดยตรงและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้เช่า และการที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านาเพื่อทำนาโดยแท้จริง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าตามความหมายในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 5 ที่ให้นิยามคำว่า ผู้เช่า ว่าหมายถึง ผู้เช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรม ซึ่งได้แก่การทำนาทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ เช่นนี้ การที่มาตรา 54 บัญญัติให้สิทธิผู้เช่าที่จะซื้อนาที่เช่าได้แม้ว่านาได้โอนไปยังผู้รับโอนแล้วนั้น ก็เพื่อคุ้มครองผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ทำนาโดยเฉพาะให้ได้สิทธิในที่ดินที่ตนทำนาอยู่เท่านั้น มิได้มุ่งหมายที่จะคุ้มครองผู้เช่าที่ไม่ได้ทำนาและเป็นผู้ผิดสัญญาเช่านาเพราะให้ผู้อื่นเช่าช่วง การวินิจฉัยและมติ คชก. จังหวัดนครนายกซึ่งจะเป็นผลให้โจทก์ผู้เช่าที่ไม่ได้ทำนาด้วยตนเองมีสิทธิบังคับซื้อนาจากผู้รับโอนได้ จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการทำลายหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้รับโอนที่นาโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นช่องทางให้ผู้ที่ทำสัญญาเป็นผู้เช่านาเช่นโจทก์แสวงหาประโยชน์ที่เป็นการเอาเปรียบสังคม ดังนั้น แม้นางพีระพันธ์จะขายฝากนาพิพาทแก่จำเลยในวันที่ 24 มกราคม 2554 ก่อนที่สัญญาเช่านาพิพาทระหว่างนางพีระพันธ์กับโจทก์จะเลิกกันในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้แสดงความจำนงจะซื้อนาตามมาตรา 53 ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะซื้อนาพิพาทจากจำเลยผู้รับโอนตามมาตรา 54 การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเป็นคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการบังคับตามคำชี้ขาดของ คชก. จังหวัดนครนายกย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นเสีย ปัญหาที่วินิจฉัยมาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยต่อไป

อนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าราคาตลาดของนาพิพาทสูงกว่าราคาที่โจทก์ขอใช้สิทธิซื้อนั้น ราคาตลาดที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธราคาที่โจทก์ขอซื้อไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้อง แม้จำเลยอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็หาต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาตลาดที่กล่าวอ้างไม่ คำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาของจำเลยเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ก) แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่เสียเกินมา และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมแก่จำเลยให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 42,300 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก 42,300 บาท ให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 221 ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 5 ม. 53 ม. 54 ม. 58
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2562
#638464
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 โดยองค์คณะผู้พิพากษาคณะหนึ่งแล้ว ต่อมาในชั้นพิจารณามีการจ่ายสำนวนให้องค์คณะผู้พิพากษาใหม่พิจารณาพิพากษาคดี องค์คณะใหม่มีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์เปรียบเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งที่โจทก์อ้างเป็นมูลคดีฟ้องกล่าวหาจำเลยในคดีนี้เพื่อนำไปปรับข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 หรือไม่ หากข้อเท็จจริงสามารถรับฟังได้ยุติตามคำฟ้องโจทก์แล้ว กรณีก็ไม่มีเหตุผลใดที่องค์คณะใหม่ในศาลชั้นต้นจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก และถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งดังกล่าว เมื่อปรับข้อกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ศาลก็มีอำนาจงดสอบคำให้การจำเลยที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น องค์คณะผู้พิพากษาใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ไม่ใช่การกลับคำสั่งขององค์คณะผู้พิพากษาคณะเดิมที่ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ก่อนสอบคำให้การจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1202/2552 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กล่าวหาว่า โจทก์ผิดสัญญา กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ จำเลยที่ 2 เข้าเบิกความในคดีแพ่ง ขณะจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีแพ่งได้อ้างส่งเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นพยาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 โดยองค์คณะผู้พิพากษาคณะหนึ่งแล้ว ต่อมาในชั้นพิจารณามีการจ่ายสำนวนให้องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่พิจารณาพิพากษาคดี ในชั้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์ประกอบคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา ซึ่งทนายจำเลยทั้งสองส่งประกอบการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้ววินิจฉัยคดีตามเนื้อหาแห่งคำฟ้องโจทก์เทียบกับคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา แม้ในส่วนจำเลยที่ 2 องค์คณะเดิมในศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้ก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณามีการเปลี่ยนองค์คณะใหม่เป็นผู้พิจารณา ซึ่งองค์คณะใหม่มีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์เปรียบเทียบกับคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา เพื่อนำไปปรับข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และมาตรา 180 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิกความหรือนำสืบด้วย อันเป็นสาระสำคัญที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติตามคำฟ้องโจทก์และคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาได้ ด้วยเหตุนี้ ในชั้นพิจารณาหากข้อเท็จจริงสามารถรับฟังได้ยุติตามคำฟ้องโจทก์แล้ว กรณีก็ไม่มีเหตุผลใดที่องค์คณะใหม่ในศาลชั้นต้นจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก และถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา เมื่อปรับข้อกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ศาลก็มีอำนาจงดสอบคำให้การจำเลยที่ 2 และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ ทั้งนี้ หาใช่ข้อบังคับให้ศาลจำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ดังที่โจทก์ฎีกา ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย ที่กำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้ เมื่อศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหรือทำการอะไรอีก ศาลจะสั่งงดสืบพยานหรือการนั้นเสียก็ได้ หาใช่เป็นการตัดตอนคดีเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 2 ในกระบวนการยุติธรรมศาล ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ ดังนั้น ในชั้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 องค์คณะผู้พิพากษาคณะใหม่มีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ไม่ใช่การกลับคำสั่งขององค์คณะผู้พิพากษาคณะเดิมที่สั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้อย่างใดไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า คำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาจะนำมาใช้อ้างเพื่อประกอบการพิจารณาการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งที่โจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 2 พิพาทกัน ความเท็จที่จะถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดี เช่นนี้ การพิจารณาคดีของศาลในคดีแพ่ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็จะพิจารณาคดีจากประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นโจทก์คดีแพ่งหรือโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยคดีแพ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ กรณีมิใช่ความผิดเกิดเฉพาะการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในศาลชั้นต้นตามที่โจทก์อ้างเท่านั้น แต่คดีในชั้นที่สุดเป็นศาลใดก็พิจารณาจากคำพิพากษาในศาลชั้นที่สุดว่า ศาลในชั้นที่สุดวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่าอย่างไร อันนำไปสู่ปัญหาว่าคำเบิกความและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลในชั้นที่สุดหรือไม่ เช่นนี้ จึงนำคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกามาพิจารณาประกอบการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อปรากฏว่าในคดีแพ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกาแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องคืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องถูกริบมัดจำตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และต้องชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ซึ่งคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลฎีกา พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ชนะคดีบางส่วน โดยให้จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ชำระเงินมัดจำ 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยพยานเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ เป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลนั้น เพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ไม่ทำหน้าที่ที่จะต้องสนับสนุนให้โครงการของโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ทุกประการตามสัญญา ส่วนโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ก็ไม่ได้กระทำเพื่อให้การชดใช้หนี้โครงการของจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) สำเร็จลุล่วงไป โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ฝ่ายตน และในที่สุดจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) อ้างกำหนดเวลา 4 เดือน ตามสัญญาเพื่อถือว่าโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) สละสิทธิและริบเงินมัดจำ ส่วนโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) มาฟ้องคดีแพ่งคดีนี้ กรณีต้องถือว่าทั้งจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) และโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดผิดสัญญาอันจะต้องเสียค่าปรับแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม โดยมิได้นำคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยที่ 2 เบิกความดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จได้ เมื่อคดีในส่วนจำเลยที่ 2 รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ว่า มิได้กระทำผิดเช่นกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 และกระทำการในขอบเขตอำนาจของจำเลยที่ 1 เมื่อคดีมีมูลในส่วนจำเลยที่ 2 คดีในส่วนจำเลยที่ 1 ย่อมต้องมีมูลไปด้วย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
อาคม รุ่งแจ้ง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009/2562
#639152
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมจำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลและดำเนินธุรกิจรักษาคนไข้เพื่อแสวงหากำไร โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล พ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นสูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 12 นาฬิกา โจทก์ซึ่งเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ได้ตรวจร่างกายด้วยตนเอง ในเบื้องต้นพบว่าตั้งครรภ์ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการปวดท้องน้อยมานานประมาณ 1 วัน และมีเลือดออกทางช่องคลอด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยก่อนทำการรักษาจำเลยที่ 2 ได้ซักถามอาการเจ็บป่วยและประวัติการรักษาของโจทก์ โจทก์แจ้งว่ามีอาการปวดท้องมากมา 1 วัน จำเลยที่ 2 ซักประวัติเพิ่มเติมทางนรีเวช โจทก์แจ้งว่าเคยมีบุตรมาแล้ว 1 คน เคยแท้งบุตร 1 ครั้ง จากการสอบถามประวัติการมีประจำเดือน โจทก์แจ้งว่าประจำเดือนมาวันแรกของครั้งสุดท้ายประมาณกลางเดือนมิถุนายน หากนับวันที่หมดประจำเดือนและมาพบจำเลยที่ 2 เป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ได้ให้โจทก์นอนราบบนเตียงแล้วตรวจสภาพทั่วไปโดยใช้มือกดบริเวณท้องน้อย โจทก์แจ้งว่าเจ็บบริเวณท้องน้อย เจ็บมากที่ตำแหน่งท้องน้อยด้านซ้าย จำเลยที่ 2 สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากปวดท้องน้อยแล้วมีอาการอื่นหรือไม่ โจทก์แจ้งว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดและทำการตรวจปัสสาวะด้วยตนเองพบว่าโจทก์ตั้งครรภ์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ตรวจร่างกายโจทก์ทางนรีเวชโดยให้ขึ้นเครื่องอุปกรณ์ที่มีขาหยั่งสำหรับตรวจภายในของสตรี พบว่าเมื่อใส่คีมปากเป็ดเข้าไปเห็นว่ามีเลือดสดอยู่ในช่องคลอดในปริมาณมาก ไม่เห็นติ่งเนื้อหรือก้อนที่ผิดปกติที่ปากมดลูก ส่วนการใช้มือคลำพบว่าเมื่อกดที่มดลูกโจทก์มีอาการเจ็บสะดุ้งที่มดลูก หากตรวจโดยใช้มือคลำต่อไปอาจได้ผลที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 จึงให้รังสีแพทย์ตรวจอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้องน้อยช่วงล่างและอุ้งเชิงกรานของโจทก์ รังสีแพทย์รายงานว่าไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่พบก้อนเนื้องอก 2 ก้อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.6 และ 2.5 เซนติเมตร อยู่ที่บริเวณผนังด้านหลังมดลูก ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่ามีถุงน้ำบริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายขนาด 9.2 คูณ 3.7 เซนติเมตร ขนาดมดลูกโตขึ้นเล็กน้อย วัดได้ 10.1 คูณ 5.3 คูณ 6.4 เซนติเมตร เนื่องจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่โจทก์แจ้งว่าได้ตรวจปัสสาวะพบว่าตั้งครรภ์ จำเลยที่ 2 สันนิษฐานว่าครรภ์ของโจทก์น่าจะมีอายุประมาณ 7 สัปดาห์ และสงสัยว่าโจทก์จะตั้งครรภ์ที่บริเวณใด จึงรับโจทก์เข้ารักษาในโรงพยาบาลและให้เจาะเลือดโจทก์เพื่อตรวจหาฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยให้งดน้ำ อาหารและให้น้ำเกลือแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับผลการตรวจว่า ระดับฮอร์โมนโจทก์อยู่ในระดับ 4,480 มิลลิอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร แล้วจำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณปีกมดลูกด้านซ้ายเนื่องจากตรวจพบถุงน้ำร่วมกับมีเนื้องอกที่มดลูกด้วย และแนะนำว่าจำเป็นต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน โดยต้องตัดรังไข่ข้างซ้ายออก รวมทั้งควรผ่าตัดมดลูกออกไปในคราวเดียวกันด้วย โจทก์เชื่อและให้ความยินยอมตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ต่อมาเวลา 16 นาฬิกา วันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ผ่าตัดเอามดลูก ท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และรังไข่ข้างซ้ายของโจทก์ออก ภายหลังการผ่าตัดผลการตรวจชิ้นเนื้อกลับปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกดังที่จำเลยที่ 2 ให้คำวินิจฉัย แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบเนื่องจากพบเศษของรกในโพรงมดลูก ส่วนถุงน้ำที่บริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายนั้นเป็นเพียงช็อคโกแลตซีสต์ คือ ถุงน้ำจากการที่เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ส่วนที่มดลูกพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกและรังไข่ข้างซ้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการตรวจและรักษาโจทก์หรือไม่ สำหรับการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกแต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ในกรณีนี้จะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาจากมาตรฐานการตรวจรักษาตามวิชาชีพทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่ต้องการให้ผู้ป่วยนั้นได้รับความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายใด ๆ เพิ่มเติมและหายจากอาการเจ็บป่วยในที่สุดโดยเร็ว ดังนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า แพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพทางการแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ดังที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จากพยานหลักฐานตามข้อนำสืบของโจทก์ในปัญหานี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาโจทก์หรือได้ละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติทางการแพทย์ประการอื่น นอกเสียจากข้อกล่าวหาที่ว่า การที่จำเลยที่ ๒ มิได้ทำการตรวจระดับฮอร์โมนโจทก์ซ้ำเพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคของโจทก์ที่มีความน่าจะเป็นให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะอาการของโจทก์ที่แท้จริงในขณะนั้น สามารถเป็นไปได้ว่าอาจท้องนอกมดลูกหรือท้องตามปกติ แต่มีสภาวะแท้งคุกคามเพราะการตั้งครรภ์นอกมดลูกไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือการผ่าตัดจนกว่าจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการด่วนสรุปไปเสียก่อนจากมาตรฐานวิชาชีพ เป็นการให้คำวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับอาการของโจทก์ที่ได้จากผลการตรวจชิ้นเนื้อ อันเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์นั้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

ส่วนการรักษาอาการของโจทก์โดยตัดมดลูกด้วยนั้น โจทก์เบิกความกล่าวอ้างทำนองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เปิดแผลผ่าตัดหน้าท้องแล้วพบว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่ตั้งครรภ์ปกติและแท้งไปแล้ว ส่วนซีสต์หรือถุงน้ำที่พบเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือถุงน้ำจากเยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จำเลยที่ 2 สามารถเย็บปิดแผลผ่าตัดและให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปนั้น และเมื่อสิ่งที่พบขณะผ่าตัดต่างจากสิ่งที่ได้ให้ข้อมูลไว้ในเบื้องต้นเป็นเหตุให้โจทก์ต้องแท้งลูกและสูญเสียโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตได้อีก การให้ข้อมูลของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ไม่ถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการรักษาโดยตัดมดลูก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติข้างต้นแล้ว การผ่าตัดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำให้โจทก์แท้งบุตร และได้พบก้อนเนื้องอกอยู่ในมดลูกของโจทก์ซึ่งเกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญแทรกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกจริง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ตรวจและวินิจฉัยอาการของโจทก์ได้ถูกต้องตรงกับลักษณะทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในมดลูกและสอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยของโจทก์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า สาเหตุที่ตัดมดลูกของโจทก์เนื่องจากมีเนื้องอกที่มดลูก การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการรักษาที่ดีที่สุดที่โจทก์จะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกและทำให้อาการปวดประจำเดือนของโจทก์หายไป และได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า ได้ตรวจพบว่าโจทก์มีเนื้องอก 2 ก้อน ที่มดลูก จึงได้แนะนำโจทก์ว่าเมื่อจะทำการผ่าตัดถุงน้ำด้วยการเปิดช่องท้องด้านหน้าแล้ว ยังได้แนะนำโจทก์ว่าจะตัดเฉพาะเนื้องอกออกหรือจะตัดมดลูกที่มีเนื้องอกแซมอยู่ออก โจทก์แจ้งว่าโจทก์มีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือนและไม่ต้องการมีบุตรแล้วให้ตัดมดลูกที่มีเนื้องอกออกเลย และได้แนะนำว่าโจทก์ควรปรึกษาสามีด้วย โดยให้แจ้งสามีทราบถึงแนวทางการรักษาที่จำเลยที่ 2 แนะนำไป เห็นโจทก์ออกไปโทรศัพท์นอกห้องตรวจแล้วกลับมาบอกว่าสามียินยอมให้ตัดมดลูกออกได้ นายแพทย์ พ. เบิกความสนับสนุนคำของจำเลยที่ 2 ว่าก่อนฟ้องคดีนี้ พยานได้เข้าร่วมประชุมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง พยานได้ถามโจทก์ว่าหากมีการแท้งบุตรก่อนที่จะทำการผ่าตัดจะให้ตัดมดลูกหรือไม่ โจทก์แจ้งว่าให้ตัดมดลูกได้ ซึ่งโจทก์เองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์ ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ เคยรับการรักษาผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก รวมทั้งซีสต์ขณะเป็นพนักงานโรงพยาบาล พ. 3 และขณะโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลฟรี และโจทก์ได้พูดกับนายแพทย์ พ. ว่าถ้าโจทก์ท้องนอกมดลูกก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูก และยังพูดว่าถ้าโจทก์แท้งบุตรก็ยังคงยืนยันให้ตัดมดลูกและไม่ต้องการมีบุตรแล้ว อันเป็นการเบิกความเจือสมคำพยานของจำเลยทั้งสอง ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นอกจากโจทก์ตัดสินใจเลือกรักษาโดยวิธีตัดมดลูกเพราะมีเนื้องอกดังที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยและให้คำแนะนำแล้ว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่โจทก์ยินยอมให้ตัดมดลูกก็เพราะโจทก์เองไม่ต้องการที่จะมีบุตรอีก ประกอบกับการที่โจทก์มีบุตรมาแล้ว 1 คน และแท้งบุตรมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง รวมทั้งยังเคยรับการผ่าตัดเนื้องอกและซีสต์ในมดลูกมาก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 39 ปี จบปริญญาตรีด้านพยาบาลศาสตร์และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ เคยทำงานโรงพยาบาลมาตั้งแต่ปี 2554 หรือ 2555 นับเป็นผู้ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน ทั้งการตัดสินใจยอมให้ตัดมดลูกเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อตัวโจทก์และครอบครัวเพราะจะทำให้ไม่อาจมีบุตรสืบสกุลได้อีก หากเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมเป็นการยากที่วิญญูชนเยี่ยงโจทก์จะให้ความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอเสียก่อน ยิ่งโจทก์ได้ปรึกษาสามีก่อนตัดสินใจด้วยแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งข้อมูลและทางเลือกในการรักษาภาวะเนื้องอกที่มดลูกตามมาตรฐานของการรักษาให้แก่โจทก์โดยถูกต้องก่อนที่โจทก์จะตัดสินใจให้ความยินยอมในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ถือว่าการที่จำเลยที่ 2 ตัดมดลูกของโจทก์ออกตามความยินยอมให้รักษาของโจทก์นั้นไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
เมทินี ชโลธร
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5001/2562
#638672
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับแรกให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธุรการมิได้นำคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์กลัดเข้าสำนวน และเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จริง ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กลัดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เข้าสำนวนทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยผิดหลงว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก เมื่อความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลมิใช่โจทก์ และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ศาลอนุญาตไว้ กรณีอนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์แล้วโดยปริยาย เมื่อนับถึงวันที่ 2 กันยายน 2559 ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเผยแพร่รายงานการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมโดยติดประกาศที่บอร์ดของอาคาร เอ และอาคาร บี หรือส่งให้แก่เจ้าของร่วมทางไปรษณีย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันประชุมจัดทำรายละเอียดการประชุมสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2558 กับวาระที่ 3 เพิ่มเติมให้ครบถ้วน และเผยแพร่ให้เจ้าของร่วมโดยด่วน จัดประชุมใหญ่เพื่อขอสัตยาบรรณ (ที่ถูก สัตยาบัน) นิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ดำเนินการไปแล้ว เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ข้อ 3.3 ถึง 3.5 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 7 และข้อ 8 กับมีคำสั่งว่ามติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้และศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลชั้นต้นมิได้นำคำร้องกลัดเข้าสำนวน จึงทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง คือ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 โดยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 และคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โดยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับแรกให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธุรการมิได้นำคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์กลัดเข้าสำนวน และเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดและยกอุทธรณ์ของโจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 10 เมษายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จริง ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กลัดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับที่ 2 เข้าสำนวนทำให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยผิดหลงว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก เมื่อความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลมิใช่โจทก์ และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ศาลอนุญาตไว้ กรณีอนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับที่ 2 ของโจทก์แล้วโดยปริยาย เมื่อนับถึงวันที่ 2 กันยายน 2559 ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิศรุต สิริสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
เมทินี ชโลธร
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2562
#638512
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อชดใช้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายจตุภัทร ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และนางบุญมี มารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 452,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุ 18 ปีเศษ จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 25 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 16 ปี 12 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนลูกซองและรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3784/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินให้ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายบุญจง ผู้ตาย และนายจตุภัทร ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณขากรรไกร บ่า ไหล่ และคอด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณแขนและไหปลาร้า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจโทสุคิด เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนนำจำเลยทั้งสี่มาส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกวินัย แล้วจำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้นั้น เท่ากับเป็นการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ มีนายกิตติรัตน์นั่งซ้อนท้าย นำหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ ซึ่งมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย ห่างกันประมาณ 15 เมตร จนไปถึงบริเวณสี่แยกบ้านโคกตาล พยานทั้งสามเห็นวัยรุ่นรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน และ มีรถจักรยานยนต์ 5 ถึง 6 คัน จอดอยู่ใกล้กับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ขณะนายภูเบศขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกบ้านโคกตาล ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากสี่แยกดังกล่าวประมาณ 15 เมตร เพื่อรอดูเหตุการณ์ ส่วนนายภูเบศเลี้ยวรถไปทางขวา โดยมีชายวัยรุ่น 4 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไล่ติดตามไป แต่ตามไม่ทัน ชายวัยรุ่นดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์กลับมารวมกลุ่มที่เดิม แล้วชายวัยรุ่น 6 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน มุ่งหน้ามาทางผู้ตายและผู้เสียหาย ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีย้อนกลับไปทางเดิมตามเส้นทางเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด กลุ่มชายวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายและผู้เสียหายมาซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์ แล้วผู้ตายและผู้เสียหายต่างวิ่งหลบหนีไปคนละทาง โดยนายภูเบศและนายกิตติรัตน์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสี่ นายณัฐวุฒิ และนายผดุงศักดิ์ อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งรวมกันอยู่ที่บริเวณสี่แยกบ้านโคกตาลด้วย แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูหมู่บ้านและเสาไฟฟ้าสาธารณะ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หลังเกิดเหตุนายภูเบศและนายกิตติรัตน์พยานโจทก์ทั้งสองก็ให้การต่อพันตำรวจโทสุคิดผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่ว่า ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นบ้านมะขามหลายคน จำหน้าวัยรุ่นบางคนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ จนทำให้พันตำรวจโทสุคิดสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทสุคิดเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวน ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 กับพวกได้นำชี้ที่เกิดเหตุแล้วให้พยานโจทก์ถ่ายรูปไว้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวก สาเหตุที่จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตลอดจนขั้นตอนในการกระทำความผิด สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบคดี และคำเบิกความของผู้เสียหาย นายภูเบศ และนายกิตติรัตน์ในสาระสำคัญ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 เอง จำเลยที่ 3 ให้การหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จำเลยที่ 3 ยังไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านี้เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทสุคิดและร้อยตำรวจเอกวินัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งห้าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้า เบิกความตามความเป็นจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย เนื่องจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นมิได้ระบุว่า มีแสงไฟในบริเวณที่เกิดเหตุ และไม่ปรากฏพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ในบันทึกการรับมอบตัว/ตรวจยึด และพนักงานสอบสวนนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นบ้านลุมพุกมาก่อกวนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก พวกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงโทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 1 กับพวกมารวมตัวกันประมาณ 10 คน โดยพวกของจำเลยทั้งสี่บางคนพาอาวุธปืนมาด้วย เมื่อถึงจุดนัดพบก็ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งกำลัง โดยบางส่วนดักรอพวกผู้เสียหายที่ปากซอยทางเข้าบ้านโคกทุ่งล้อม ส่วนที่เหลือไล่ติดตามพวกผู้เสียหายไปตามถนนเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน เมื่อผู้ตายและผู้เสียหายขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาถึงสี่แยกบ้านโคกตาล เห็นจำเลยทั้งสี่กับพวกรวมกลุ่มกัน ผู้ตายจึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วเลี้ยวรถกลับเพื่อหลบหนี จำเลยที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไล่ติดตามไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 กับพวกจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวก เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับน้ำมันหมด เครื่องยนต์สะดุด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับเส้นทางเดิม ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 ร่วมกันวางแผนสมคบกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกเพื่อที่จะกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 คงจอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ 4 กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปก่อเหตุกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก บริเวณที่จำเลยที่ 3 จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ 3 พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ 3 จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด เห็นควรให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) แล้ว จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 5 เดือน 10 วัน กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เพียงจำนวน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางจิราภรณ์ ชูขวัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2562
#639573
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับ ห. และพวกฝ่ายหนึ่ง กับ ณ. และพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยเป็นฝ่ายร่วมดำเนินการจัดหา สั่งการ และให้เงินทุนในการลำเลียงยาเสพติดแก่ ณ. และพวก แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้เข้าร่วมตกลงคบคิดเพื่อค้ายาเสพติดของกลางกับ ห. และพวก คงได้ความเพียงว่า หลังจากกลุ่มคนดังกล่าวสมคบกันลำเลียงยาเสพติดของกลางแล้ว จำเลยได้รับการติดต่อจากหญิงชาวลาวที่ชื่อ ม. เครือข่ายยาเสพติดของ ห. ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากของ ณ. เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจาก ห. และพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วเช่นนี้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้สมคบกับ ห. และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้สมคบกับ ห. และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมา ณ. และพวกร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่การที่จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางแก่ ณ. บางส่วน ย่อมถือได้ว่าจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ความว่ามีการขออนุมัติจับกุมจำเลยในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 ไว้ด้วย ทั้งได้รับอนุมัติการจับกุมโดยชอบตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 6 ดังกล่าวมาด้วย ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคสาม) (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายณัฐบูรณ์ กับนางสาวอรอนงค์ พร้อมยึดเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 311 แท่ง น้ำหนักสุทธิ 109,057.590 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 90,441.459 กรัม และเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 39,822 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 3,677.670 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 511.574 กรัม เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายณัฐบูรณ์และนางสาวอรอนงค์กับให้ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4185/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยตามหมายจับ โดยกล่าวหาว่าสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดให้แก่นายณัฐบูรณ์กับพวกในฐานความผิดร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้งสองปากมิใช่เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง แต่ก็เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องกัน ทั้งมีสาระสำคัญเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่นายณัฐบูรณ์เดินทางไปพบนายใหญ่หรือสลุ่ยพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วตกลงรับจ้างลำเลียงยาเสพติดให้นายใหญ่ เพื่อส่งมอบแก่ลูกค้าในประเทศไทยหลายครั้ง โดยนายใหญ่ให้หญิงชาวลาวซึ่งเรียกกันว่าแม่น้าหรือป้าลาวเครือข่ายของตน เป็นผู้ประสานงานเรื่องโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์มาแล้วหลายครั้ง และในครั้งที่เกิดเหตุ ตกลงค่าจ้างกัน 400,000 บาท ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าก่อนนายณัฐบูรณ์กับพวกถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดของกลาง มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์หลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 โอนจากบัญชีเงินฝากของนายนนทพล พวกของจำเลยเข้าบัญชีนายณัฐบูรณ์ 4 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท และโอนเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 อีก 50,000 บาท รวม 250,000 บาท นอกจากนี้ โอนจากบัญชีเงินฝากของจำเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 วันที่ 4 สิงหาคม 2557 และวันที่ 30 สิงหาคม 2557 จำนวน 5,000 บาท 30,000 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานจริง เป็นการเจือสมให้คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แม้นายณัฐบูรณ์จะเบิกความบ่ายเบี่ยงว่า ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติด เพราะจะมีการจ่ายค่าจ้างเมื่อไปถึงปลายทางเสียก่อน แต่ในชั้นสอบสวนนายณัฐบูรณ์ให้การไว้อย่างชัดเจนว่า มีการทยอยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีของตนหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงิน คำให้การในชั้นสอบสวนของนายณัฐบูรณ์ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล และสอดคล้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้องจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความในชั้นศาล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1064 xxxx ของจำเลย ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3459 xxxx ของแม่น้าหรือป้าลาวหลายครั้ง ซึ่งในข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่น คงเบิกความลอย ๆ เพียงว่า นายนนทพลยืมโทรศัพท์ของจำเลยไปใช้ ซึ่งขัดต่อเหตุผลเพราะมีการใช้โทรศัพท์ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า หลังจากนายณัฐบูรณ์กับพวกถูกจับกุมได้พร้อมยาเสพติดของกลาง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยก็รีบปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวของตนในวันเดียวกันนั้นเอง ส่อให้เห็นข้อพิรุธอย่างชัดเจน หาใช่โจทก์มีแต่เพียงพยานบอกเล่าไม่ เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เงินที่จำเลยโอนจากบัญชีของตนเข้าบัญชีของนายณัฐบูรณ์ข้างต้น เป็นเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางจริง แม้ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้จักกับนายณัฐบูรณ์มาก่อน ก็ไม่เป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา เพราะการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติด ไม่จำเป็นที่ผู้กระทำความผิดทุกคนจะต้องรู้จักกันเสมอไป ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยถูกนายนนทพลซึ่งมีอาชีพเป็นเซลล์ขายหนังสือและอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็ก หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์หลายครั้ง โดยนายนนทพลแจ้งว่าเป็นการโอนเงินค่าสินค้าให้บริษัทนายจ้าง นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทดังกล่าว ทั้งไม่มีเหตุผลใดที่นายนนทพลเก็บเงินจากลูกค้าได้แล้วจะต้องมอบเงินให้จำเลยไปโอนเข้าบัญชีของนายณัฐบูรณ์ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และบัญชีเงินฝากข้างต้นมาเบิกความประกอบเอกสารด้วย จึงไม่มีความน่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และโอนเงินกันตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่งจริง ดังนั้น แม้โจทก์ไม่นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวมาเบิกความด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์เสียไป สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงข้อปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางให้แก่นายณัฐบูรณ์จริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายศุภชัย นายยุทธการ นางสาวสุภารฎา และนายใหญ่หรือสลุ่ย ฝ่ายหนึ่ง กับนายณัฐบูรณ์ นางสาวอรอนงค์ นายสนธยา และนายศิริพงษ์ อีกฝ่ายหนึ่ง สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยเป็นฝ่ายร่วมดำเนินการจัดหา สั่งการ และให้เงินทุนในการลำเลียงยาเสพติดแก่นายณัฐบูรณ์กับพวก แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้เข้าร่วมตกลงคบคิดเพื่อค้ายาเสพติดของกลางกับนายใหญ่และพวก คงได้ความเพียงว่า หลังจากกลุ่มคนดังกล่าวสมคบกันลำเลียงยาเสพติดของกลางแล้ว จำเลยได้รับการติดต่อจากหญิงชาวลาวที่ชื่อแม่น้าหรือป้าลาว เครือข่ายยาเสพติดของนายใหญ่ ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากของนายณัฐบูรณ์เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยได้โอนเงินเพียง 3 ครั้ง คือที่โอนจากบัญชีของจำเลยเอง รวมเป็นเงิน 38,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยโอนเงินจำนวนอื่นนอกเหนือจากนี้ด้วย จึงต้องฟังเป็นยุติว่า จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดเพียง 38,000 บาท ซึ่งตามพฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่ได้รับการประสานจากเครือข่ายของนายใหญ่ให้โอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดบางส่วนแก่นายณัฐบูรณ์ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากนายใหญ่กับพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วเช่นนี้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้สมคบกับนายใหญ่และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้สมคบกับนายใหญ่และพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว แม้ในเวลาต่อมานายณัฐบูรณ์กับพวกร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยโอนเงินค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดของกลางแก่นายณัฐบูรณ์บางส่วน ตามที่ได้รับการประสานมาจากเครือข่ายยาเสพติดของนายใหญ่อีกทอดหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ความว่ามีการขออนุมัติจับกุมจำเลยในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 ไว้ด้วย ทั้งได้รับอนุมัติการจับกุมโดยชอบตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 6 ดังกล่าวมาด้วย ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1) ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสอง ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายบดีศร ทังปริยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4966/2562
#640834
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นไปแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าว จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องนั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์นี้เป็นประการใด ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องไปแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 28254 ให้แก่โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่ง โดยให้ตกลงแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ ให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราปีละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ปล่อยทรัพย์ โดยผู้ร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ และให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล แล้วมีคำสั่งในคำร้องขัดทรัพย์ว่า รอไว้สั่งเมื่อผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมศาลครบถ้วนแล้ว หรือมิได้ชำระภายในเวลาที่ศาลกำหนด หากผู้ร้องหรือทนายมาตามคำสั่ง ให้ลงชื่อและวันที่เพื่อทราบคำสั่งด้วย หรือมิฉะนั้นให้แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ

คดีอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาที่ผู้ร้องจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม จึงขอให้นัดไต่สวนการมรณะของโจทก์ที่ 2 แล้วเรียกทายาทของโจทก์ที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทน และขอให้เลื่อนหรือขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล รวมทั้งขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งไปจนกว่าจะมีคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นไปแล้ว หากผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยและประสงค์จะให้มีการรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องนั้นเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นร้องขัดทรัพย์นี้เป็นประการใด ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องไปแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 288 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ล.
จำเลย — นาง ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวณัฐทญา วิสัยจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุณนาค
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2562
#638492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายคืนแก่โจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เพื่อนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 และโจทก์เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า เงินที่ได้จากการจำนอง 4,500,000 บาท โจทก์นำไปซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายธนาคาร ก. จำนวน 3,000,000 บาท ชำระค่าที่ดินที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซื้อจาก พ. โดยมีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ในใบคำขอซื้อเช็ค ตรงกับบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 เขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์ มีข้อความว่า "นำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดิน เนื้อที่ 58 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ที่ลงทุนร่วมกัน" และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจาก พ. และ ด. โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินให้แก่ผู้จะขาย 2,750,000 บาท และชำระด้วยแคชเชียร์เช็คให้แก่ธนาคาร ก. จำนวนเงิน 3,000,000 บาท สนับสนุนให้เห็นว่าการจำนองที่ดินพิพาทนั้นเป็นความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเงินไปชำระค่าที่ดินที่ซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองธนาคาร ส. สาขาแหลมฉบัง จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเพื่อให้โจทก์นำเช็คไปชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์ย่อมทราบดีว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนอง โจทก์อาจนำหนังสือมอบอำนาจและเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ได้เอง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ยอมรับว่าประสงค์จะชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดแจ้งว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันโจทก์เสมือนหนึ่งว่าโจทก์เป็นผู้จำนองเอง การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อที่โจทก์ไม่ต้องชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 นั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินและสัญญาจำนองดังกล่าว และมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,423,767 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 1,060,000 บาท และอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี และให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินคืนโจทก์โดยปลอดภาระจำนองและการบังคับคดี ให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากที่ดินไม่อาจกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอที่บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ คำขอค่าขาดประโยชน์และคำขอที่บังคับให้จำเลยที่ 2 ถอนการบังคับคดีในหมายเลขแดงที่ ย.222/2554 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4568 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทรงไทย 5 หลัง มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสังเวียน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 9/9 แก่จำเลยที่ 1 ราคา 1,200,000 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 9/9 ดังกล่าวเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกว่า จำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ และนำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดินหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ลงทุนร่วมกัน กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายที่ดินคืนแก่โจทก์โดยมีลายมือชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ในบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดิน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง ไม่ลงวันที่ จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกว่าได้ออกเช็คดังกล่าวให้โจทก์นำไปชำระหนี้แก่ผู้รับจำนอง จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 หากไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด วันที่ 25 มกราคม 2556 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2560 ท้ายคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2561 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายคืนแก่โจทก์ภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เพื่อนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 และโจทก์เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า เงินที่ได้จากการจำนอง 4,500,000 บาท โจทก์นำไปซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 3,000,000 บาท ชำระค่าที่ดินที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซื้อจากนายพรนพ โดยมีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ในใบคำขอซื้อเช็ค ตรงกับบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 เขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 มีข้อความว่า "นำเงินที่ได้จากการจำนองที่ดิน 3,000,000 บาท ไปชำระค่าซื้อที่ดินจำนวน 58 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ลงทุนร่วมกัน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเขียนด้วยลายมือตนเองให้โจทก์มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากนายพรนพและนายดนย์ปภพ โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินให้แก่ผู้จะขาย 2,750,000 บาท และชำระด้วยแคชเชียร์เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 3,000,000 บาท สนับสนุนให้เห็นว่าการจำนองที่ดินพิพาทนั้นเป็นความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเงินไปชำระค่าที่ดินหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองกับออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเพื่อให้โจทก์นำเช็คไปชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์ย่อมทราบดีว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนอง โจทก์อาจนำหนังสือมอบอำนาจและเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ได้เอง ทั้งตามคำฟ้องโจทก์ก็ยอมรับว่าประสงค์จะชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดแจ้งว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันโจทก์เสมือนหนึ่งว่าโจทก์เป็นผู้จำนองเอง การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อที่โจทก์ไม่ต้องชำระหนี้จำนองแก่จำเลยที่ 2 นั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยสุจริตหรือไม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 155 ม. 702 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นาง ส. ในฐานะส่วนตัว
โจทก์ — และในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ว.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกฤษดา ทุ่งโชคชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2562
#640623
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏว่าในคดีส่วนอาญา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เมื่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดอาญาให้สามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมได้ จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในส่วนแพ่งว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ย่อมถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 พอใจในคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวแล้ว โจทก์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 ซอง ปลอกกระสุนปืน 6 ปลอก ของกลาง และนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5589/2556 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ส่วนข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นยังคงให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายทวีศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายขวัญ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกมานั้นสูงเกินไปและไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 (เดิม), 376 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 13 ปี 16 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 10 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5589/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 13 ปี 17 เดือน 15 วัน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,261,901.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องขอ (วันที่ 30 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

ระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเพื่อนกัน โจทก์ร่วมที่ 2 มีคนรักทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า ซ. โจทก์ร่วมที่ 2 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับคนรักที่ห้างดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อไปถึงบริเวณลานจอดรถ ได้ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก รุมทำร้ายร่างกาย พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างร้องห้ามทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 วิ่งหลบหนีไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาคนรักออกจากห้างผ่านหน้าบ้านของนายปิยะ พบโจทก์ร่วมที่ 1 กับเพื่อน 4 คน นั่งดื่มสุรากันอยู่ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงเข้าไปร่วมดื่มสุราด้วย เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกอีกหลายคน ขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประมาณ 6 คัน มาบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มของโจทก์ร่วมที่ 2 หลายนัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 บริเวณหน้าอก แต่ไม่ถูกโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้ามอบตัว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิด ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีส่วนอาญา เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 โดยเหตุลักษณะคดี และไม่ได้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดอาญาให้สามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมได้ จึงเห็นได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในส่วนแพ่งว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิด ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ย่อมถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 พอใจในคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวแล้ว คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้ คงมีเพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์ร่วมที่ 2 แล้ว ไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากใดอีกเลยที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 4 ร่วมอยู่ในกลุ่มของคนร้ายด้วย คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังกล่าวก็ไม่ยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนร้าย ส่วนที่โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การว่า จำเลยที่ 4 ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย และเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มผู้เสียหายมาเป็นพยานนั้น ก็ปรากฏในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างไม่ได้เบิกความว่าจำเลยที่ 4 ร่วมไปด้วย โดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ประสบอุบัติเหตุเส้นเลือดในสมองแตก มีอาการหลงลืม ปัจจุบันยังต้องกินยารักษาอาการอยู่ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีอาการปวดศีรษะ เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่าน เพราะอยากได้รับการประกันตัว คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงเป็นพยานบอกเล่าที่ซัดทอดจำเลยที่ 4 ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยืนยันตามคำให้การดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหลักฐานมาสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 ยังมีอาการป่วยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ให้การไปเช่นนั้นเพื่อให้ได้รับการปล่อยชั่วคราว ดังนั้น แม้คำให้การดังกล่าวจะเป็นคำให้การซัดทอดที่ไม่ได้ให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดก็มีน้ำหนักน้อย ซึ่งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ไม่อาจนำมารับฟังประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงได้ ทั้งปรากฏว่าหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 มอบตัวต่อสู้คดีและให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางวิภารัตน์ ดาวมุกดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2562
#638675
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ และยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ให้จำเลยชำระเงิน 6,497,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณา โดยขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้อง เนื่องจากโจทก์แถลงผลคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหายักยอกทรัพย์เกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยยื่นคำแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.919/2559 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เดียวมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ แต่โจทก์ไม่รายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กลับดำเนินคดีต่อมาจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประสงค์เข้าว่าคดีแทนโจทก์หรือไม่ แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ยกอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี และยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับนั้น ไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางปรียาภรณ์ มั่นน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562
#637599
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้คดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ สิทธิในการฎีกาจึงเป็นไปตามกฎหมายฉบับเดิมก่อนมีการแก้ไข ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องอันเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะฟ้องคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 290, 371

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานางใหม่ มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง, 371 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน 20 วัน และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 568,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 565,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 1 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลงอันเป็นการแก้ไขมากก็เป็นเหตุเพียงมิให้ใช้ข้อห้ามฎีกานี้แก่จำเลยอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตอนท้ายเท่านั้น แต่กฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์หรือโจทก์ร่วมในอันที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยไม่ คดีจึงต้องห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 นั้น ศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ จึงมีผลเป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยในชั้นอุทธรณ์ไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 หรือไม่ เมื่อโจทก์ร่วมฎีกาในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดี ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนแพ่งขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ คดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาโจทก์ร่วมฎีกา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับสิทธิในการฎีกาจึงเป็นไปตามกฎหมายฉบับเดิมก่อนมีการแก้ไข ดังนั้นเมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องอันเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะฟ้องคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาง ห.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางอติกา รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2562
#638482
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตน โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

กรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 แล้ว แต่โจทก์ที่ 4 หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมา ซึ่งคดีจะขาดอายุความ อันทำให้คำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้นสิ้นผลลง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งจำเลยที่ 2 ดำเนินการกับทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หาใช่เป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ดังที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง

จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือความเห็นแย้งจากพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน วันที่ 18 เมษายน 2557 คณะกรรมการธุรกรรมประชุมและมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและมีมติควรเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการฯ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 มีการประชุมคณะกรรมการแต่ไม่มีการเสนอความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบางส่วนลาออกทำให้มีจำนวนไม่ครบ 9 คน วันที่ 6 มีนาคม 2558 มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบ 9 คน วันที่ 25 มีนาคม 2558 เลขาธิการฯ เสนอเรื่องความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา วันที่ 30 มีนาคม 2558 คณะกรรมการได้พิจารณาความเห็นแย้งดังกล่าว โดยมีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีถือได้ว่าคณะกรรมการได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการฯ ตามมาตรา 49 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด กับให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินต่าง ๆ ภายในประเทศรวมตลอดถึงธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้รับโทษทางอาญาฐานฟอกเงินและรับผิดทางแพ่งเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และโจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียงและเกียรติยศ ด้วยการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายจักรกริศน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ที่ 4 ร่วมกับบุคคลอื่นอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ โดยคณะกรรมการธุรกรรมซี่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ ย.48/2547 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2547 และคำสั่งที่ ย.51/2547 ลงวันที่ 7 เมษายน 2547 ให้อายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่รวม 27 รายการ มติของคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 9/2556 วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน และการกระทำของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่กระทำผิดต่อกฎหมาย มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการประชุมครั้งที่ 2/2558 วันที่ 30 มีนาคม 2558 ที่เห็นชอบให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสี่ได้มาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นระยะเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ทั้งสี่มีคำขอบังคับขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด กรณีจึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตนที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แม้โจทก์ทั้งสี่จะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาด้วยก็ตาม โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เพียงใดนั้น ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ใด (4) ให้สินเชื่อหรือลงทุนเกินอัตราที่กำหนด หรือให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด" วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์นั้นกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หรือแก้ไขการดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ในการนี้จะกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาด้วยก็ได้" และมาตรา 24 บัญญัติว่า "รัฐมนตรีมีอำนาจตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์เพื่อตรวจสอบและรายงานกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ หรือจะมอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ก็ได้ แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ รัฐมนตรีจะตั้งหรือมอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ให้ทำการตรวจเพื่อทราบกิจการหรือทรัพย์สินของเอกชนคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะที่มีหรือปรากฏอยู่ในธนาคารพาณิชย์ใด ๆ มิได้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 35 (3)" ซึ่งมาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา 24 หรือมาตรา 26 ให้ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่กรณีมีอำนาจดังต่อไปนี้ (3) เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจของลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสั่งให้ลูกหนี้หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าธนาคารพาณิชย์กระทำการตามมาตรา 22 (3) (4) หรือ (5)" ดังนั้น หากเกิดข้อเท็จจริงว่าธนาคารพาณิชย์ใดให้สินเชื่อหรือลงทุนเกินอัตราที่กำหนดหรือให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ซึ่งพยานจำเลยทั้งสองก็ได้เบิกความยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ประกอบกับได้ความจากนายจักรกริศน์ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์เคยมีคำสั่งและตั้งข้อสังเกตในเรื่องการวิเคราะห์สินเชื่อลักษณะดังกล่าวให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทราบและถือปฏิบัติแล้วหลายครั้ง แต่จากการตรวจสอบของผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์และคณะกรรมการสอบสวนภายในของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) พบว่าคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารที่มีโจทก์ที่ 4 เป็นกรรมการอยู่ฝ่าฝืนหรือละเลยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ทราบรายงานดังกล่าวแล้วจึงมีหนังสือถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับทราบการตรวจสอบธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีคำสั่งให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) งดให้สินเชื่อหรือให้แก้ไขวิธีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพแต่อย่างใดจึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความจากนายวรศิลป์ว่า เมื่อตรวจสอบบัญชีลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพพบว่าการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพส่วนใหญ่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารอนุมัติแล้ว ลูกหนี้ก็ได้รับเงินสินเชื่อไปก่อนวันที่คณะกรรมการบริหารจะอนุมัติ และการอนุมัติสินเชื่อแต่ละครั้งเกินอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหาร ซี่งโจทก์ที่ 4 ก็เบิกความเจือสมว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งคณะกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารซึ่งมีอำนาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในงบดุลไม่เกิน 60,000,000 บาท และนอกงบดุลไม่เกิน 120,000,000 บาท หากเกินวงเงิน คณะกรรมการบริหารจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ซึ่งขัดแย้งกับสำเนาอนุมัติสินเชื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทั้งยังได้ความจากนายสมศักดิ์ว่า เมื่อตรวจสอบกระแสเงินกู้ของลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ที่ 4 พบว่าโจทก์ที่ 4 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 43 โฉนด ระหว่างกระทำความผิด โดยที่ดินบางส่วนนายธีระชัยเป็นผู้ชำระราคาด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่เจ้าของที่ดินกลับโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 4 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวกับการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 4 กับบุคคลอื่นอีก ในความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และประมวลกฎหมายอาญา และเนื่องจากความผิดที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (4) (เดิม) คือ ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของสถาบันการเงินนั้น การที่จำเลยที่ 1 รายงานการดำเนินคดีดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป หาใช่เป็นการร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่แต่ประการใด

ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อฟื้นคดีและดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน 27 รายการ ของโจทก์ทั้งสี่อีกนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดใด เป็นทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายดังกล่าว หรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ไม่เป็นผล หรือการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นทรัพย์สินที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายอื่นด้วย หากการดำเนินการนั้นไม่เป็นผลก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปโดยขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 4 หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมา ซึ่งคดีจะขาดอายุความ อันทำให้คำสั่งอายัดสิ้นผลลง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการกับทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 แล้ว แต่ไม่เป็นผล และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จะเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หาใช่เป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ดังที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้าง

ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองลบชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ที่ 4 รวมทั้งหมายเลขลูกค้าจากสำเนารายการซื้อขายหลักทรัพย์ มีเจตนาเพื่อไม่ให้พนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องทราบว่าสำเนารายการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นของโจทก์ที่ 4 เพื่อมิให้โจทก์ที่ 5 มีหลักฐานว่านำเงินจากการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวมาซื้อทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดไว้นั้น เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวทิพย์วรรณกับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง เพียงเพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง อีกทั้งนางสาวทิพย์วรรณเบิกความถึงหน้าที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของตนได้สมเหตุสมผลเพราะการตรวจสอบดังกล่าวก็เพียงเพื่อให้ทราบว่าโจทก์ที่ 4 เป็นลูกค้าของบริษัทฯ และมีการซื้อขายหลักทรัพย์จริงหรือไม่เท่านั้น การปิดชื่อ ชื่อสกุล แล้วนำไปถ่ายสำเนาโดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ มีอคติและสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องจึงเป็นเหตุผลที่ฟังได้ ไม่เป็นพิรุธถึงขนาดที่จะบ่งชี้ว่านางสาวทิพย์วรรณกับพวกมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่แต่ประการใด

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์อ้างว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่ได้พิจารณาความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับเรื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถือว่าความเห็นแย้งของพนักงานอัยการเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม การที่จำเลยทั้งสองดำเนินคดีกับทรัพย์สิน 27 รายการ ของโจทก์ทั้งสี่ต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือความเห็นแย้งจากพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ซึ่งเห็นว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน วันที่ 18 เมษายน 2557 คณะกรรมการธุรกรรมประชุมและมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 30 พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และมีมติควรเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 และส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแต่ไม่มีการเสนอความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา เนื่องจากมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิลาออก 4 คน ทำให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่ครบ 9 คน วันที่ 6 มีนาคม 2558 มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบ 9 คน วันที่ 25 มีนาคม 2558 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอเรื่องความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณา วันที่ 30 มีนาคม 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงได้พิจารณาความเห็นแย้งของพนักงานอัยการ โดยมีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีจึงถือได้ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสามแล้ว

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดทรัพย์ที่ ย.48/2547 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2547 และคำสั่งที่ ย.51/2547 ลงวันที่ 7 เมษายน 2547 อายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ไว้และต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีมติครั้งที่ 9/2556 วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 อันเป็นการจูงใจกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ให้ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้มีคณะกรรมการธุรกรรมคณะหนึ่ง โดยมาตรา 34 (1) และ (3) บัญญัติให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และดำเนินการตามมาตรา 48 ซึ่งได้แก่ อำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในกรณีที่ตรวจสอบรายงานและข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้วมีการรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้ว ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตรวจสอบแล้วพบว่าในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพมีความผิดปกติโดยโจทก์ที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับพบว่าโจทก์ที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในช่วงเวลากระทำความผิด ย่อมทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงเสนอรายงานต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณา เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีคำสั่งยึดและ/หรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเป็นการปฏิบัติการไปตามหน้าที่จึงชอบแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคารแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายคมกฤช กนกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2562
#639153
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสิบฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ทั้งสิบไว้พิจารณา แต่เมื่อต่อมามีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีนี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 บัญญัติความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติความว่า ถ้าคณะกรรมการได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ศาลที่รับฟ้องสั่งโอนคดีหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ดังนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในศาลชั้นต้นได้เฉพาะการโอนคดีหรือการจำหน่ายคดีตามมาตรา 11 ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ทั้งสิบจึงไม่อาจยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 และไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับอันเป็นการไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย จึงชอบแล้ว และกรณีเช่นนี้ โจทก์ทั้งสิบไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสิบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบจึงไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องพิพากษายกอุทธรณ์เสีย และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาอีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสิบฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบและประชาชนอีกประมาณ 1,000 คน ซึ่งมีที่ดินทำกินและบ้านเรือนตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่เหียะ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยการครอบครองต่อเนื่องมาจากบุคคลอื่นก่อนปี 2492 ต่อมาปี 2492 จำเลยที่ 4 มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตหวงห้ามในเขตท้องที่หลายตำบลรวมทั้งตำบลแม่เหียะทับที่ดินของประชาชนและโจทก์ทั้งสิบ ครั้นปี 2507 จำเลยที่ 4 ออกประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาปี 2518 จำเลยที่ 8 ประกาศให้เป็นพื้นที่ราชพัสดุ ปี 2524 จำเลยที่ 5 ประกาศให้พื้นที่ตำบลแม่เหียะและเขตตำบลในอำเภอเมืองเชียงใหม่เป็นอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้บริหารมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าอุทยาน ทำให้โจทก์ทั้งสิบและประชาชนได้รับความเดือนร้อน เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีแนวเขตไม่ชัดเจน และไม่ดำเนินการพิสูจน์สิทธิก่อนจะประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ประกาศเป็นที่ราชพัสดุประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ต่อมาจำเลยที่ 6 และที่ 7 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปิดประกาศให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านรื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสิบได้รับความเสียหายไม่สามารถออกเอกสารสิทธิทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบ ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสิบเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 23 ถึง 27, 41, 42, 59, 115 ถึง 117, 137, 141 และ 174 ถึง 176 ในที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่ตำบลโป่งแยง ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตำบลช้างเผือก ตำบลสุเทพ และตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2492 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสิบหรือกันเขตพื้นที่ที่ดินที่ขอให้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวออกจากพื้นที่ประกาศของจำเลยทั้งแปด ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 เพิกถอนพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสิบ หรือกันเขตที่ดินที่ขอให้ออกโฉนดที่ดินออกจากพื้นที่ประกาศของจำเลยทั้งแปด กับให้รื้อถอนหลักเขตหวงห้ามที่กั้นออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบและห้ามจำเลยทั้งแปดเข้ากระทำการอันใดหรือมีคำสั่งใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสิบ

จำเลยทั้งแปดให้การและแก้ไขคำให้การพร้อมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลขอให้โอนคดีไปยังศาลปกครองเชียงใหม่

ศาลชั้นต้นและศาลปกครองเชียงใหม่มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 11 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ส่วนคำขอข้ออื่นของโจทก์ทั้งสิบล้วนเป็นคำขออันเป็นผลต่อเนื่องจากการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทั้งสิบยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2560 ขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยใหม่ และยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับที่ 21 กันยายน 2560

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แล้วมีคำสั่งโอนคดีไปศาลปกครองเชียงใหม่และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสิบฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ทั้งสิบไว้พิจารณา แต่เมื่อต่อมามีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีนี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 บัญญัติความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลให้เป็นที่สุด และตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติความว่า ถ้าคณะกรรมการได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ศาลที่รับฟ้องสั่งโอนคดีหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ดังนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในศาลชั้นต้นได้เฉพาะการโอนคดีหรือการจำหน่ายคดีตามมาตรา 11 ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ทั้งสิบจึงไม่อาจยื่นคำแถลงคัดค้านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 44/2560 และไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับอันเป็นการไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย จึงชอบแล้ว และกรณีเช่นนี้โจทก์ทั้งสิบไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสิบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบจึงไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะต้องพิพากษายกอุทธรณ์เสีย และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาอีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และยกฎีกาของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสิบ และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 10 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคสอง ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562
#644816
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าวโดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก จ. มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่ จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระเงินต้นคืน แต่ จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงิน การกระทำของ จ. จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่างโจทก์กับ จ. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรเรียก จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางจันทร์สาย เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนางจันทร์สาย แต่นางจันทร์สายได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางจันทร์สายจำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นางจันทร์สายตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นางจันทร์สายไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของนางจันทร์สายที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านางจันทร์สายผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนางจันทร์สายและโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนางจันทร์สาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นางจันทร์สายโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข) ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562
#657951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก จ. มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่ จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นตามข้อตกลง แต่ จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของ จ. ที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่า จ. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของ จ. และโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจาก จ. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียก จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 ถนนกำแพงดิน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนาง จ. กับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนาง จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาง จ. แต่นาง จ. ได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนาง จ. จำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นาง จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นาง จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัย การใช้สิทธิของนาง จ. ที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านาง จ. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนาง จ. และโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนาง จ. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนาง จ. และระหว่างนาง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นาง จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนาง จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข) ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
- นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2562
#638491
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ได้สิทธิความเป็นเจ้าของรวมในที่ดินในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 10 ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 10 โอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 แก่โจทก์ ย่อมหมายความว่า สิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 10 มีอยู่ในขณะที่จะขายเป็นต้นไปเพียงใด โจทก์ย่อมรับโอนสิทธิของจำเลยที่ 10 มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ในฐานะเจ้าของรวมที่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 10 ครอบครองเป็นส่วนสัดให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้นด้วย ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิของจำเลยที่ 10 ที่ต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าว

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 และถือเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 10 หยิบยกข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 10 มิได้ตกลงยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันมากล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยทบทวนอีก ย่อมเป็นการซ้ำซ้อนกับข้อวินิจฉัยในคดีดังกล่าว และมีผลให้ขัดแย้งกับกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วในคดีดังกล่าว เป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปและถึงที่สุดแล้ว คดีโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 484 และให้จำเลยทั้งสิบสองและบริวารร่วมกันนำที่ดินตามโฉนดเลขที่ 33344 ถึง 33355, 33923 และ 34437 ถึง 34441 รวมทั้งโฉนดอื่น ๆ ที่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดข้างต้น จดทะเบียนรวมเข้ากับที่ดินโฉนดเลขที่ 484 หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 12 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การว่า การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 484 ไม่ถูกต้องตามที่โจทก์ฟ้องจริงและทำให้จำเลยที่ 11 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 และเอกสารท้ายคำแถลงของโจทก์ ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ได้ความว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 484 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ทำการรังวัด จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่ และจำเลยเหล่านี้นำชี้ให้ช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินทำการรังวัดแนวเขตที่จะแบ่งแยกเสร็จแล้ว แต่จำเลยที่ 10 ไม่ยอมไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามที่ได้รังวัดกันไว้ แล้วจำเลยที่ 10 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 484 เฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่ไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยึดถือโฉนดที่ดินไว้ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 10 บังคับให้จดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.1573/2548 หมายเลขแดงที่ ส.108/2549 ของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ 10 ตกลงจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ก่อนศาลมีคำพิพากษาตามยอมคดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 10 บังคับให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นตามที่ครอบครองและรังวัดแบ่งแยกแล้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 10 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่น คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 10 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 10 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 10 เป็นจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้สิทธิความเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 10 การที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.1573/2548 หมายเลขแดงที่ ส.108/2549 ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 10 โอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 ให้แก่โจทก์ ย่อมหมายความเพียงว่า สิทธิในที่ดินของจำเลยที่ 10 มีอยู่ในขณะที่จะขายเป็นต้นไปเพียงใด โจทก์ย่อมได้รับโอนสิทธิของจำเลยที่ 10 มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ในฐานะเจ้าของรวมที่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมด้วย เมื่อได้ความว่าต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งยื่นฟ้องให้จำเลยที่ 10 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่เจ้าของรวมแต่ละคนครอบครองและมีการนำชี้แนวเขตให้รังวัดแบ่งแยกแล้ว จนศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 10 ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่น โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าของรวมต่างประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินตามส่วนสัดที่แต่ละคนครอบครอง จำเลยที่ 10 ในฐานะคู่ความในคดีจึงต้องผูกพันตามผลคำพิพากษาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 ย่อมอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิของจำเลยที่ 10 ที่ต้องผูกพันตามผลของคดีดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างในคำฟ้องและฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงในทำนองว่า จำเลยที่ 10 มิได้ตกลงยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เพื่อมิให้จำเลยที่ 10 ต้องผูกพันตามส่วนสัดและการแบ่งแยกกันครอบครองที่ดินซึ่งได้รังวัดแบ่งแยกกันไว้ระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน ล้วนแต่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 10 สมควรให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าว แต่มิได้กระทำเนื่องจากจำเลยที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับโจทก์ จึงมิใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องขอหมายเรียกโจทก์ให้เข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ 10 และไม่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 10 และถือเป็นคู่ความในคดีเดิมดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 10 หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันมากล่าวอ้างในคำฟ้องยื่นเป็นคดีนี้เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยทบทวนอีก ย่อมเป็นการซ้ำซ้อนกับข้อวินิจฉัยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.79/2549 หมายเลขแดงที่ ส.656/2549 เดิม และมีผลให้ขัดแย้งกับกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้วในคดีดังกล่าว เป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปและคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเป็นการมิชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา