คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5581/2562
#639574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงเวลาซึ่งจำเลยกระทำผิด ช่วงแรกระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 แม้จะรวมช่วงปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วย ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีช่วงระยะเวลาหลังจากที่โรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบวันที่จำเลยกระทำผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาก็เนื่องมาจากไม่ทราบวันและเวลากระทำผิดที่แน่นอน การระบุวันเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าสินไหมทดแทนลงอีกนั้น เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องค่าสินไหมทดแทนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 285 นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2561 ถึง 147/2561 และ 149/2561 ถึง 154/2561 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง พ. ผู้เสียหาย โดยนาย ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 598/2561 ของศาลชั้นต้น คำขอนับโทษต่อจากคดีอื่นนอกจากนี้ให้ยก เนื่องจากศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. โจทก์ร่วม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ณ. ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 9 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนาย บ. และนาง ต. ซึ่งเป็นปู่และย่า ขณะนั้น โจทก์ร่วมเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ. โดยเป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครูสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันกระทำความผิดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงระยะเวลาซึ่งจำเลยกระทำความผิดไว้เป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 จึงหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงปิดภาคการศึกษาในระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 ตุลาคม 2559 ดังข้ออ้างในฎีกาของจำเลยไม่ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงแรกโดยรวมเอาระยะเวลาระหว่างปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วยก็ตาม ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาดังกล่าวเท่านั้น แต่กรณียังมีช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นซึ่งโรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบในรายละเอียดว่าเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำความผิดไว้เป็นช่วงระยะเวลาเช่นนั้น ก็สืบเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบวันและเวลากระทำความผิดที่แน่นอนของจำเลยนั่นเอง ซึ่งการระบุวันและเวลากระทำความผิดเป็นช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ถือเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบเช่นกัน ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอายุ 9 ปีเศษ มิใช่เด็กโต จึงย่อมไม่ประสีประสากับเรื่องในทางเพศระหว่างหญิงชายว่ามีข้อห้ามการถูกเนื้อต้องตัวกันอย่างไร จำเลยเป็นครูของโจทก์ร่วม ไม่ต่างกับญาติผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่โจทก์ร่วมต้องให้ความเคารพ พฤติการณ์ซึ่งจำเลยกระทำต่อโจทก์ร่วมดังกล่าว ในความรู้สึกของโจทก์ร่วมจึงคล้ายกับที่ผู้ใหญ่แสดงความเอ็นดูต่อเด็ก โจทก์ร่วมไม่อาจแยกแยะความหนักเบาของการกระทำของจำเลยได้อย่างชัดเจนว่าถึงขั้นที่เป็นการไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วมแล้วหรือยัง กรณีจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เมื่อโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำดังกล่าวเป็นเวลาต่อเนื่องมายาวนานโจทก์ร่วมก็มิได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด หรือแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นเพราะโจทก์ร่วมยังไม่อาจเข้าใจถึงสภาพการกระทำอันแท้จริงของจำเลยซึ่งมุ่งหมายลวนลามทางเพศเป็นที่เสียหายต่อโจทก์ร่วมได้ กรณีจึงหาใช่เป็นข้อพิรุธดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด หากการที่โจทก์ร่วมเพิ่งกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2560 หลังจากเกิดเหตุกับโจทก์ร่วมแล้ว 1 ปีเศษ กลับแสดงการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ร่วมได้อย่างสมเหตุสมผล โดยสืบเนื่องมาจากนาง ต. ย่าของโจทก์ร่วมทราบข่าวจากชาวบ้านพูดกันที่ตลาดว่า จำเลยกระทำอนาจารเด็กนักเรียนที่โรงเรียน จึงเป็นปกติวิสัยของนาง ต. และนาย บ. ปู่ของโจทก์ร่วมที่จะต้องสอบถามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหลานอยู่ในความดูแลปกครองของพวกตนว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารด้วยหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนาย บ. ซึ่งรับฟังคำบอกเล่าของโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ร่วมเล่าให้พยานและนาง ต. ฟังถึงเรื่องที่ถูกจำเลยดึงแขนไปหอมแก้มและจับหน้าอกบ่อยครั้งในขณะที่นำงานไปส่ง แต่โจทก์ร่วมจำวันและเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ต่อไปว่าเมื่อโจทก์ร่วมเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำให้ปู่และย่าทราบ ก็เชื่อว่าในเวลานั้นโจทก์ร่วมได้เรียนรู้จากญาติผู้ใหญ่ของตนจนเป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งที่ตนเองถูกจำเลยกระทำเป็นเรื่องที่ไม่ดีและน่าอับอาย โจทก์ร่วมซึ่งเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น และได้เลื่อนชั้นการศึกษาไม่ได้เรียนหนังสือกับจำเลยต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้ หากไม่เคยมีเหตุการณ์ดังที่โจทก์ร่วมอ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำเกิดขึ้นแก่ตนจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมจะปั้นแต่งเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา ในชั้นสอบสวนซึ่งโจทก์ร่วมไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ ซึ่งมีทั้งนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถ่ายทอดออกมาดังปรากฏอยู่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างดีกับที่โจทก์ร่วมมาเบิกความในชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธใด ๆ ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเบิกความไปตามความจริงที่ตนเองประสบมาและแม้โจทก์ร่วมเบิกความยอมรับว่าเคยไปที่บ้านของนาย น. ซึ่งชักชวนผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่อ้างว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารมาประชุมกันเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย โดยในที่ประชุมบอกให้นักเรียนพูดให้ตรงกันก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าเป็นการเสี้ยมสอนโจทก์ร่วมให้ไปให้การหรือเบิกความปรักปรำจำเลยแต่ประการใด การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะมีข้อกล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นครูว่ากระทำอนาจารเด็กนักเรียนในโรงเรียนกว่า 20 คน มิใช่เพียงแค่โจทก์ร่วมรายเดียว การพูดให้ตรงกันจึงมีความหมายเพียงเรื่องที่ว่าจำเลยกระทำอนาจารเด็กนักเรียนหรือไม่เท่านั้น ส่วนรายละเอียดว่านักเรียนแต่ละคนถูกจำเลยกระทำอนาจารด้วยวิธีการอย่างไร ย่อมไม่อาจพูดให้ตรงกันได้อยู่ในตัวเนื่องจากเป็นเรื่องเฉพาะตัวของเด็กนักเรียนแต่ละคน และในทำนองกลับกัน หากโจทก์ร่วมมิได้ถูกจำเลยกระทำอนาจารจริง โจทก์ร่วมก็ไม่น่าจะไปเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวประการสำคัญ ผู้ที่มีสาเหตุกับจำเลยดังที่อ้างในฎีกาคือนาย น. มิใช่โจทก์ร่วมหรือญาติของโจทก์ร่วม ด้วยเหตุนี้ หากจำเลยมิได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วม การที่นาย น. เป็นแกนนำผู้ปกครองกล่าวหาจำเลยกว่ากระทำอนาจารเด็กนักเรียนในโรงเรียน ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับโจทก์ร่วมหรือญาติของโจทก์ร่วม กรณียิ่งไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่โจทก์ร่วมและเครือญาติจะต้องเปลืองตัวด้วยการเสี้ยมสอนโจทก์ร่วมปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นเป็นเครื่องมือทำลายจำเลย เพราะในขณะเดียวกันย่อมส่งผลสร้างมลทินติดตัวโจทก์ร่วมตลอดไปด้วยแม้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนกล่าวหานาย น. ว่าเป็นผู้ยุยงผู้ปกครองให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กนักเรียน พนักงานสอบสวนก็ไม่เรียกนาย น. มาสอบปากคำเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างรอบด้านนั้น เห็นว่าเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นการเพียงพอ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อสงสัยว่าโจทก์ร่วมให้การด้วยถูกเสี้ยมสอนเนื่องจากเป็นการให้การต่อหน้าสหวิชาชีพซึ่งต้องช่วยกันซักไซร้ไล่เลียงหาความจริงอยู่แล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่สอบปากคำนาย น. จึงมิใช่ข้อผิดสังเกตดังที่จำเลยฎีกา

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาต่อสู้ในประการต่อไปว่าเวลานักเรียนมาส่งงานให้แก่จำเลยที่ห้องวิชาการ จะเดินเข้าแถวมาส่งห้องวิชาการมีนางสาว ส. ครูอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยกันกับจำเลย เป็นทำนองว่าไม่มีโอกาสที่จำเลยจะกระทำอนาจารโจทก์ร่วมได้ก็ดี หรือฎีกาต่อสู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ครูจะเล่นและหยอกล้อกับนักเรียนจำเลยเคยเล่นจักจี้กับเด็กนักเรียนที่หน้าอาคารเรียน เมื่อจำเลยมาทำงานในตอนเช้า จะมีเด็กนักเรียนเข้ามาแย่งถือกระเป๋าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของจำเลย บ้างก็ดึงเสื้อและเดินตามจำเลยไป เป็นทำนองว่าการถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างครูกับศิษย์มิใช่เรื่องเสียหายก็ดี โดยจำเลยมีนางสาว ส. มาเบิกความสนับสนุนพฤติการณ์ระหว่างจำเลยและเด็กนักเรียนดังกล่าว และยังเบิกความอีกว่าจำเลยใช้เทคนิคการสอนแบบเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้สอนกับเด็กนักเรียน โดยในบางครั้งนางสาว ส. เห็นเด็กนักเรียนหญิงแย่งกันนั่งตักจำเลยเวลาที่จำเลยนั่งเก้าอี้ตัวเล็กสอนหนังสือนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมในเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังและแต่ละครั้งที่จำเลยดึงโจทก์ร่วมเข้าไปกอด หอมแก้มและจับหน้าอก ใช้ระยะเวลาเพียง 2 วินาที ไม่เคยปรากฏว่ามีครั้งใดซึ่งจำเลยหน่วงเหนี่ยวโจทก์ร่วมไว้นาน ๆ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นเพราะจำเลยไม่ต้องการให้ใครที่บังเอิญผ่านมาพบเห็นการกระทำของจำเลยนั่นเอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเพียง 2 กรรม โดยอาศัยภาคการศึกษาที่โจทก์ร่วมเรียนหนังสือกับจำเลยในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมหลายครั้งตลอดทั้งสองภาคการศึกษา แต่เมื่อโจทก์ร่วมจำวัน และเวลาที่แน่นอนชัดเจนซึ่งจำเลยกระทำแก่โจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องมาเพียง 2 กรรม ซึ่งไม่ได้หมายความจำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมแค่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น กรณีจึงเชื่อได้ว่าตลอดช่วง 2 ภาคการศึกษา ย่อมมีโอกาสที่จำเลยอยู่ด้วยกันกับโจทก์ร่วมสองต่อสองภายในห้องวิชาการ เมื่อโจทก์ร่วมต้องเข้าไปหาจำเลยไม่ว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหลายครั้งโดยไม่มีผู้สังเกตเห็นและจำเลยไม่ละโอกาสนั้นกระทำอนาจารโจทก์ร่วมเพียงชั่วระยะเวลาเล็กน้อย นางสาว ส. เองก็มิใช่ว่าจะอยู่ที่ห้องวิชาการกับจำเลยตลอดเวลา เช่นเดียวกับโจทก์ร่วมก็มิใช่ว่าจะต้องมาพร้อมกับเพื่อนเข้าแถวส่งงานให้แก่จำเลยทุกครั้งไป ที่จำเลยอ้างว่าไม่มีโอกาสกระทำอนาจารกับโจทก์ร่วมจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนการถูกเนื้อต้องตัวนักเรียนตามที่จำเลยฎีกาว่าเป็นการหยอกล้อและเล่นกันนั้น หากกระทำในเวลาสอนหนังสือหรือกระทำในที่สาธารณะโดยเปิดเผยอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกอดหรือหอมแก้มเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ยังไม่เติบโตนัก หรือแม้กระทั่งการให้เด็กนักเรียนหญิงนั่งตักจำเลยก็ตาม ก็พออนุโลมว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนให้รู้สึกผูกพันกันฉันญาติในการแสดงออกของผู้ใหญ่ในลักษณะที่มีความรักและเอ็นดูเด็กเล็กๆ แต่หากกระทำเช่นเดียวกันในที่ลับตาคน ย่อมส่อเจตนาผู้กระทำได้ว่ามีความมุ่งหมายทางเพศเป็นประการสำคัญ หาใช่เกิดจากความรักและเอ็นดูตามวิสัยปกติ การจับหน้าอกเด็กนักเรียนผู้หญิง จึงเกินไปกว่าที่จะยอมรับได้ว่าเป็นการแสดงความเอ็นดูหรือหยอกล้อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำในที่ลับหรือที่สาธารณะก็ตาม จำเลยมิอาจอ้างพฤติการณ์ที่ตนกระทำต่อเด็กนักเรียนในเวลาที่สอนหนังสือหรือในเวลาอยู่ในที่สาธารณะ มาเป็นข้อบ่ายเบี่ยงว่ามิได้กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่โจทก์ร่วมได้

ส่วนการที่จำเลยซึ่งถูกฟ้องในคดีอื่นกล่าวหาว่ากระทำอนาจารแก่เด็กนักเรียนคนอื่นซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลเป็นทำนองเดียวกับคดีนี้ ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องดังที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ซึ่งมีผู้เสียหายต่างคนกัน พฤติการณ์กระทำอนาจารก็แตกต่างกันไปในแต่ละคดี จึงเป็นเรื่องที่ศาลในคดีนั้น ๆ ต้องวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวนว่าสามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการนำสืบพยานหลักฐานของแต่ละคดีซึ่งแตกต่างกันออกไป ศาลทุกคดีไม่จำต้องมีคำวินิจฉัยเหมือนกัน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชื่อตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นครูบาอาจารย์ สมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กนักเรียน ยิ่งเฉพาะกับศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลเป็นเด็กเล็กซึ่งบิดามารดาให้ความไว้วางใจมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ให้การศึกษาและกล่อมเกลาสร้างสมนิสัยให้เป็นคนดี แต่จำเลยกลับกระทำไม่สมต่อหน้าที่และความไว้วางใจนั้น มุ่งสนองอารมณ์ใคร่ของตนเองโดยอาศัยความอ่อนแอและไม่ประสาต่อโลกของเด็กนักเรียนผู้เป็นศิษย์ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เหลือกระทงละ 6 เดือน จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ประกอบกับจำเลยอุทธรณ์และฎีกาต่อสู้คดีมาโดยตลอด มิได้สำนึกในความผิดที่ตนเองได้กระทำจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อนึ่ง ข้อที่จำเลยฎีกาในประการสุดท้าย ขอให้ลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วม 35,000 บาท ให้น้อยลงอีกนั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมทดแทนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยกลับฎีกาในปัญหานี้อีก จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 285 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5)
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง พ. โดยนาย ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายชกูล โตอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2562
#638673
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. เป็นผู้แทนของจำเลยโดยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง โดย ส. มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับให้แก่ ส. ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยเพื่อประโยชน์ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยอันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลย บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจที่ ส. ผู้เป็นผู้จัดการของจำเลยที่จะกระทำได้ บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอรรถวิทย์ ลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท หรือนายศุภกิจ นางสาวณัฐสวรส ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท กระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยเป็นนิติบุคคล โดยจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โจทก์เป็นผู้สร้างอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์และเป็นผู้ขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเมื่อปี 2539 โดยบริษัทซิตี้เดคคอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ และพนักงานบริษัทในเครือของโจทก์เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อกันมา จนปี 2552 นายศุภกิจ บุตรของนายอรรถวิทย์ กรรมการโจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย วันที่ 15 สิงหาคม 2556 นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยมีการประชุมใหญ่แต่งตั้งให้นายเสาวคนธ์ เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย วันที่ 13 มีนาคม 2557 มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างนายศุภกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กับนายเสาวคนธ์ ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีใจความว่า เจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตามรายชื่อแนบท้าย ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับกับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินดังกล่าวขอใบปลอดหนี้ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตกลงสัญญาว่า ก่อนออกใบปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมดังกล่าว จะต้องให้เจ้าของร่วมชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หรือหากเจ้าของร่วมดังกล่าวชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับที่ค้างชำระ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จะต้องนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ ตามที่ได้สำรองจ่ายไปทั้งหมด โดยรายชื่อค้างชำระค่าส่วนกลาง อาคารบี แนบท้ายบันทึกข้อตกลง ลำดับที่ 7 ระบุว่า ห้องชุดเลขที่ 661/27 ระยะเวลาที่ค้างชำระเดือนมีนาคม 2546 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 จำนวนเงิน 299,399.40 บาท ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2559 เจ้าของห้องชุดเลขที่ 661/27 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยนายเสาวคนธ์ ได้ทำหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2559 โดยรับเงินค่าส่วนกลางค้างชำระจากเจ้าของห้องชุดดังกล่าวแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงิน 299,399.40 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การในประเด็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า โจทก์นำเงินส่วนตัวของโจทก์ชำระเงินค่าส่วนกลางในแต่ละเดือนแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ค้างค่าส่วนกลางไปก่อนจำนวนหลายราย โดยมิได้ระบุแจ้งชัดว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดรายใดบ้าง เมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้น ฎีกาปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในส่วนนี้ จึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ตามที่ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุแจ้งชัดว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดรายใดบ้าง เมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้เต็มที่ นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 661/27 ตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งจำเลยก็ให้การว่า บันทึกข้อตกลงตามฟ้องเป็นการทำขึ้นระหว่างนายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยกับโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ดังนี้ การที่โจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเมื่อใด และมิได้แนบเอกสารการชำระเงินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงมิใช่คำฟ้องที่ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้เต็มที่แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระเงิน 299,399.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 มิใช่การกระทำตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย และขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 (1) ประกอบมาตรา 33 และข้อบังคับของจำเลยข้อ 9.3 จึงตกเป็นโมฆะ นั้น พิจารณาตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์ ข้อ 5.1 ความว่า นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยมีวัตถุประสงค์ดำเนินการบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภค เรียกเก็บเงิน และหารายได้เพื่อใช้จ่ายในการดังกล่าว ตลอดจนการชำระภาษีอากรที่ทรัพย์ส่วนกลางจะต้องชำระให้แก่ทางราชการ... และหมวดที่ 4 ข้อ 9 ความว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 9.1 จัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลาง จัดซื้อและจัดหาทรัพย์สิน ตลอดจนให้มีบริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุด 9.2 มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลาง 9.3 ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม หรือตามมติของคณะกรรมการ 9.4 มีหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด กล่าวคือ มีอำนาจกระทำการใด ๆ ในนามนิติบุคคลอาคารชุด ได้ภายในขอบเขตที่กฎหมาย ข้อบังคับหรือมติของเจ้าของร่วม รวมทั้งมีอำนาจในการติดตามทวงหนี้ ฟ้องร้อง บังคับคดี เป็นต้น เมื่อพิจารณาประกอบบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างนายศุภกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กับนายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ซึ่งระบุความว่า นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย รับว่าก่อนที่นายเสาวคนธ์ เข้าบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตามรายชื่อแนบท้าย ค้างชำระ ค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินดังกล่าวขอใบปลอดหนี้ นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตกลงสัญญาว่า ก่อนออกใบปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมดังกล่าว จะต้องให้เจ้าของร่วมชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ หรือหากเจ้าของร่วมดังกล่าวชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ที่ค้างชำระ ให้นายเสาวคนธ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย จะต้องนำเงินดังกล่าวมาชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ โครงการ 2 หรือโจทก์ตามที่ได้สำรองจ่ายไป เมื่อนายเสาวคนธ์เป็นผู้แทนของจำเลยโดยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยเพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง โดยนายเสาวคนธ์มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เช่นนี้ เมื่อตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ค้างชำระค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำและค่าปรับ ให้แก่นายเสาวคนธ์ ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยเพื่อประโยชน์ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยอันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลย บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจที่นายเสาวคนธ์ผู้เป็นผู้จัดการของจำเลยที่จะกระทำได้ บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นโมฆะและมีผลผูกพันจำเลย เมื่อจำเลยก็มิได้ให้การโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้ออกเงินสำรองดังกล่าวตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลง และได้ความจากนายเสาวคนธ์เบิกความรับว่า จำเลยได้รับเงินค่าส่วนกลางจากเจ้าของห้องชุดเลขที่ 661/27 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องชุดที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์ได้ออกเงินสำรองแทนเจ้าของร่วมห้องชุดนี้แล้ว เช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินสำรองห้องชุดเลขที่ 661/27 ให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 36 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 -ที่ 5563/2562
#640610
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 45 (1) และ (2) เพื่อให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำชี้ขาดและปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่มีบทนิยามหรือวิเคราะห์ศัพท์ของกฎหมายบัญญัติไว้จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้วิจารณญาณตามพฤติการณ์ของข้อพิพาทและกาลสมัยของคุณค่าสังคม โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ บริการสาธารณะ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมโดยตรง มิใช่ผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นต้น ดังนั้น การที่จะนำหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาปรับใช้กับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดหรือคำสั่งหรือคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายต้องพิจารณาลักษณะข้อพิพาทให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าวข้างต้นเป็นรายกรณีไป

การที่ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างให้แก่ธนาคาร ท. มีผลให้สิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างดังกล่าวโอนไปยังธนาคาร ท. แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามสัญญาอีกตาม ป.พ.พ.มาตรา 306 หรือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับธนาคาร ท. ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคาร ท. เท่านั้นเป็นเหตุให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่ระงับ นั้น ต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างผู้ร้องกับธนาคาร ท. ในการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพยานหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งปวง เมื่อทางปฏิบัติหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้ร้องยังคงเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านได้รับใบเรียกเก็บเงินจากผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ร้องไม่ใช่ธนาคาร ท. โดยผู้ร้องและธนาคารดังกล่าวจะไปรับเช็คพร้อมกันเพื่อนำเข้าบัญชีของผู้ร้อง แล้วธนาคารจะหักเงินจากบัญชีของผู้ร้องบางส่วนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารโดยจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง กับผู้ร้องเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้คัดค้าน แสดงว่าหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้คัดค้านยังคงชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาพิพาทให้แก่ผู้ร้องมาโดยตลอดไม่เคยชำระให้แก่ธนาคาร ท. และธนาคารก็ไม่เคยทักท้วงไปยังผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วนำไปปรับใช้กับข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อกฎหมายแล้วมีคำวินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคาร ท. ซึ่งข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะเท่านั้น จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำอีก การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้มิใช่กรณีที่เมื่อผู้ร้องมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอวางหลักประกันการงดการบังคับคดีจนต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (2) จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านมาขอให้งดการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไว้ก่อน ถือได้ว่าเป็นกรณีขอให้งดการบังคับคดีทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งงดการบังคับคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว ย่อมไม่อาจบังคับคดีกันอีกได้ในหนี้ทั้งหมดตามบทบัญญัติในภาค 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งการงดการบังคับคดีในกรณีตามบทบัญญัตินี้มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการงดการบังคับคดีไว้ หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรและหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษา ย่อมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคป เอเชีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่าผู้ร้อง เรียกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกและเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้าน

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยให้ชำระเงินจำนวน 1,543,837,707.08 บาท และ 104,663,012.65 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,143,710,713.25 บาท และ 73,699,520.82 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าว่าจ้างเพิ่มเติมและงานเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานตามสัญญาเป็นเงิน 22,054,697.40 บาท และ 2,778,745.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับให้คืนหลักประกันการปฏิบัติงาน คือหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาหลักเลขที่ จี 2227004200700 และ จี 2227004200600 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 และหลักประกันเงินจ่ายล่วงหน้าเลขที่ จี 222700442271000 และ จี 22270042272000 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2548 แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2557

สำนวนหลังผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2557

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 1,143,710,713.15 บาท และ 48,044,607.60 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ตามใบแจ้งแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาแก่ผู้ร้อง ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 38/2553 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 27/2557 หากหนี้จำนวนใดไม่เคยมีใบแจ้งหนี้ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2553 อันเป็นวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านและผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท ตามมาตรา 16..."

พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 45 (1) และ (2) เพื่อให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำชี้ขาดและปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่มีบทนิยามหรือวิเคราะห์ศัพท์ของกฎหมายบัญญัติไว้จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้วิจารณญาณตามพฤติการณ์ของข้อพิพาทและกาลสมัยของคุณค่าสังคม โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ บริการสาธารณะ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมโดยตรง มิใช่ผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นต้น ดังนั้น การที่จะนำหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาปรับใช้กับการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดหรือคำสั่งหรือคำพิพากษาฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายต้องพิจารณาลักษณะข้อพิพาทให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าวข้างต้นเป็นรายกรณีไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในประเด็นข้อพิพาทอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีว่า หลังจากผู้คัดค้านได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้ร้อง ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 แล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ดังนั้น สิทธิเรียกร้อง แม้เป็นวัตถุไม่มีรูปร่างแต่อาจมีราคาและถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่ผู้ร้องสามารถนำสิทธิเรียกร้องไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายแต่ประการใด ส่วนการที่ผู้ร้องได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีผลให้สิทธิเรียกร้องเงินค่าว่าจ้างดังกล่าวโอนไปยังธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามสัญญาอีกตามมาตรา 306 หรือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เท่านั้น เป็นเหตุให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่ระงับ นั้น ต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาระหว่างผู้ร้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพยานหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งปวง เมื่อทางปฏิบัติหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้ร้องยังคงเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านได้รับใบเรียกเก็บเงินจากผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ร้องไม่ใช่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยผู้ร้องและธนาคารดังกล่าวจะไปรับเช็คพร้อมกันเพื่อนำเข้าบัญชีของผู้ร้อง แล้วธนาคารจะหักเงินจากบัญชีของผู้ร้องบางส่วนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารโดยจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง กับผู้ร้องเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้คัดค้าน แสดงว่าหลังจากทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกันแล้ว ผู้คัดค้านยังคงชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาพิพาทให้แก่ผู้ร้องมาโดยตลอดไม่เคยชำระให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารก็ไม่เคยทักท้วงไปยังผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ตามมาตรา 25 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วนำไปปรับใช้กับข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อกฎหมายแล้วมีคำวินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 แต่เป็นเพียงสัญญาที่เป็นหลักประกันหนี้ที่ผู้ร้องเบิกเงินไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคู่พิพาทโดยเฉพาะเท่านั้น จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำอีก การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านแม้จะกล่าวอ้างโดยใช้ถ้อยคำว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าว่าจ้างตามสัญญาตามมาตรา 306 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อคดีได้ความดังนี้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป ส่วนอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว เช่น การวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการก็ดี หรือผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาทก็ดี หรือคำชี้ขาดมีผลทำให้ผู้คัดค้านต้องปฏิบัติการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ดี หรือผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยใช้สิทธิไม่สุจริตก็ดี ไม่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยข้ามขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติขั้นตอนต่างๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว เห็นว่า เนื้อหาอุทธรณ์ผู้คัดค้านเป็นเรื่องการโต้เถียงการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปปรับบทกฎหมายหรือข้อกำหนดในสัญญา และปัญหาดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ผู้คัดค้านต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) และ (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท แทนผู้ร้องนั้นไม่ชอบ เนื่องจากผู้ร้องมิได้มีคำขอในส่วนนี้ หากจะถือว่าศาลต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ ในกรณีที่คู่ความมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมได้แก่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี มาตรา 167 บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษา... ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้มิใช่กรณีที่เมื่อผู้ร้องมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วมิได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว กรณีอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่เข้ามาตรา 45 (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่า หนี้ที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันเป็นหนี้กระทำการที่ไม่จำต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่จำต้องขอให้ออกหมายบังคับคดี โดยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีให้รวมถึงการบังคับคดีทั้งหนี้เงินและหนี้กระทำการด้วย ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอวางหลักประกันการงดการบังคับคดีจนต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (2) จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านมาขอให้งดการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไว้ก่อน ถือได้ว่าเป็นกรณีขอให้งดการบังคับคดีทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งงดการบังคับคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีแล้ว ย่อมไม่อาจบังคับคดีกันอีกได้ในหนี้ทั้งหมดตามบทบัญญัติในภาค 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งการงดการบังคับคดีในกรณีตามบทบัญญัตินี้มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการงดการบังคับคดีไว้ หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรและหลักประกันเพียงพอต่อการปฏิบัติตามคำพิพากษา ย่อมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอออกหมายบังคับคดี (ในส่วนที่ศาลสั่งคืนหนังสือค้ำประกัน) ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่ง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืนในส่วนคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของผู้ร้อง ยกอุทธรณ์ผู้คัดค้านและผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านและผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 167 ม. 289 (2)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท น.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2562
#639571
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะลงชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 670,950 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สั่งจ่ายเงินจำนวน 670,950 บาท มอบให้แก่โจทก์ โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่า เมื่อต้นปี 2559 จำเลยซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์และโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยซื้ออาหารปลาไปจากโจทก์ ตามใบส่งของและรายการสรุปยอดค้างค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ โดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาใบส่งของสรุปยอดค้าง กลับลงวันที่ 9 เมษายน 2554 อันเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายโอฬาร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รูปแบบของเช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ขายให้แก่ลูกค้าช่วงปี 2550 ถึง 2552 ปัจจุบันรูปแบบแตกต่างออกไปโดยปรับให้เล็กลงกว่าเดิมซึ่งเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการค้ำประกันให้แก่โจทก์ในปี 2552 และโจทก์ยังฎีกายอมรับว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายซึ่งไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่ ฎีกาของโจทก์กลับไปเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ในปี 2552 ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยมิได้ซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อปลาและอาหารปลาในปี 2559 แก่โจทก์จึงรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาสั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 914 ม. 916
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวพรรษมน สิริกุลพัฒนสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนุกูลกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5517/2562
#638499
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุและขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย กำหนดให้ไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ขึ้นอยู่ในป่าเป็นไม้หวงห้าม ซึ่ง พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้ประดู่และไม้แดงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา อันดับที่ 58 และ 87 การทำไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับวันที่ 17 เมษายน 2562 ให้ยกเลิกมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และกำหนดให้ "ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม" โดย พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้นั้น เป็นไปได้โดยสะดวกไม่เกิดภาระแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้และการบริหารจัดการด้านการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ

ที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ซึ่งเป็นที่ดินที่รัฐจัดสรรให้แก่ราษฎร ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้ออกให้แก่บุคคลที่เป็นสมาชิกนิคมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐได้ลงทุนไป และชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการแล้ว ผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ดังกล่าวสามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินว่าต้องออกให้แก่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ทั้งนี้ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ประกอบมาตรา 58 ทวิ หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 การครองครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ของ ส. จึงเป็นการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ไม้ประดู่และไม้แดงที่ขึ้นในที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นไม้หวงห้ามตามความใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การที่จำเลยทำไม้ประดู่และไม้แดงของกลางกับมีไม้ประดู่และไม้แดงของกลางไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2, 33, 83, 91 ริบไม้แดงและไม้ประดู่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบไม้แดงและไม้ประดู่ของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาห้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1103/2559 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงยกคำขอริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมบริเวณที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 862 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2522 ประกาศกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และมีการจัดตั้งเป็นนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านมาตั้งแต่ปี 2507 ต่อมาปี 2511 ถึง 2512 มีการอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบมาจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์มาอยู่ในบริเวณนิคมตามที่ได้จัดสรรที่ดิน ซึ่งมีนางสมพร รวมอยู่ด้วย และเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่ปี 2539 และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จากนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จำนวน 3 แปลง เพื่อเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และในปี 2512 นางสมพรกับสามีได้ร่วมกันปลูกต้นไม้แดงและต้นไม้ประดู่ของกลางบริเวณสวนหลังบ้านในที่ดิน 3 แปลง ที่ได้รับการจัดสรรดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 นางสมพรได้ขายต้นไม้แดงและไม้ประดู่รวม 7 ต้น ให้แก่จำเลยในราคา 30,000 บาท ต่อมาปลายเดือนมีนาคม 2557 จำเลยจ้างนายรีกิจ ตัดไม้ดังกล่าวมากองไว้ที่ถนนตรงข้ามบ้านนางสมพร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เจ้าพนักงานตรวจยึดไม้ประดู่ 49 ท่อน และไม้แดง 4 ท่อน รวมไม้จำนวน 53 ท่อน ปริมาตร 11.07 ลูกบาศก์เมตร ดังกล่าวเป็นของกลาง ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้แดงและไม้ประดู่ในท้องที่ทุกจังหวัดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อันดับที่ 58 และ 87 ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ไม้แดงและไม้ประดู่ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่า ไม้ประดู่และไม้แดงของกลางจึงมิใช่ไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น ขณะเกิดเหตุและขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย กำหนดให้ไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ขึ้นอยู่ในป่าเป็นไม้หวงห้าม ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 กำหนดให้ไม้ประดู่และไม้แดงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา อันดับที่ 58 และ 87 การทำไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (เดิม), 73 วรรคสอง (2) (เดิม) ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับวันที่ 17 เมษายน 2562 ให้ยกเลิกมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และกำหนดให้ "ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม" โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้นั้น เป็นไปได้โดยสะดวกไม่เกิดภาระแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้และการบริหารจัดการด้านการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นางสมพรมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งออกโดยอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รวม 3 แปลง และสามารถนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดินได้ตามกฎหมาย นางสมพรปลูกไม้ประดู่และไม้แดงลงบนที่ดินดังกล่าว แล้วต่อมาขายต้นไม้ดังกล่าวให้จำเลยในราคา 30,000 บาท เมื่อปี 2556 นางสมพรนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินแล้ว อยู่ระหว่างการนัดรังวัด เห็นว่า ที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ซึ่งเป็นที่ดินที่รัฐจัดสรรให้แก่ราษฎรตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้ออกให้แก่บุคคลที่เป็นสมาชิกนิคมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐได้ลงทุนไป และชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการแล้ว ผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) ดังกล่าวสามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินว่า ต้องออกให้แก่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ประกอบมาตรา 58 ทวิ หรือมาตรา 59 แล้วแต่กรณี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นางสมพรครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ไม้ประดู่และไม้แดงที่นางสมพรปลูกในที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นไม้หวงห้ามตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การที่จำเลยทำไม้ประดู่และไม้แดงของกลางกับมีไม้ประดู่และไม้แดงของกลางไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จึงต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสอง (2) ม. 73 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเทพรักษ์ ชำนาญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
ธงชัย เสนามนตรี
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5508/2562
#640611
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิ และย่อมระงับสิ้นไปเพียง 6 กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เท่านั้น เมื่อการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองดังกล่าวได้ การจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงครอบติดอยู่ตามสัญญาจำนอง ไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 และเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ออกไปเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 อีกแปลงหนึ่ง ต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกออกไปพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงมีการจำนองครอบติดอยู่ด้วยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 717 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการจดแจ้งไว้ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 204439 ว่ามีการจำนองครอบติดอยู่ และแม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับซื้อฝากเสียค่าตอบแทนและได้มาโดยสุจริตย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 แต่ก็หาทำให้สิทธิจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์จำนองเสื่อมเสียไปไม่ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ฟ้องโจทก์เพียงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยไม่ชอบให้คงปรากฏภาระจำนองเป็นหลักประกันแก่หนี้กู้ยืมของโจทก์และจำเลยที่ 1 เช่นเดิม และตามคำขอบังคับโจทก์ก็ยังไม่ได้ทรัพย์สินใดมา เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ที่มีอยู่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ค) หรือฟ้องบังคับชำระหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นของตน คดีโจทก์จึงหาใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามดำเนินการเพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่แบ่งแยกไปจากที่ดินดังกล่าวติดภาระจำนองไปทั้งสองแปลงตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่แบ่งแยกไปจากที่ดินดังกล่าวติดภาระจำนองไปทั้งสองแปลงตามเดิม ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามไปดำเนินการเพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 400,000 บาท ไปจากโจทก์ กำหนดชำระคืนภายใน 6 เดือน โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว โดยให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 188713 ในนามเดิม โดยโจทก์ให้ถ้อยคำว่า โจทก์ไม่ขัดข้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกในนามเดิมได้โดยให้ที่ดินที่แบ่งแยกและแปลงคงเหลือยังคงมีภาระจำนองอยู่ตามเดิม แล้วโจทก์ลงชื่อไว้ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง โดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ไถ่ถอน ส่วนในช่องผู้รับจำนองมีข้อความระบุว่า "ผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้โดยสลักหลังสัญญาจำนองแล้ว" แต่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ แล้วนางสาวสุภาวดี เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนองและฉบับผู้จำนองยังอยู่กับโจทก์ ทั้งไม่มีข้อความสลักหลังว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้ว วันที่ 7 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 188713 และที่ดินโฉนดเลขที่ 204439 โดยไม่มีการจดแจ้งว่ามีการจำนองครอบติดอยู่กับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง วันที่ 28 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ให้แก่นางอรุณศรี วันที่ 17 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากจากนางอรุณศรีแล้วจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวแก่นายพชร วันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากนายพชรแล้วขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก และวันที่ 9 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ให้แก่นายบรรยาย วันที่ 19 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝาก แล้วจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 แล้วให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ติดภาระจำนองตามเดิม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 บัญญัติว่า "อันจำนองย่อมระงับสิ้นไป (1) เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ (2) เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ (3) เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น (4) เมื่อถอนจำนอง (5) เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง หรือเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 729/1 (6) เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด" แสดงว่าความระงับสิ้นแห่งสัญญาจำนองมีเพียง 6 กรณีเท่านั้น นอกเหนือจากกรณีเหล่านี้สัญญาจำนองย่อมไม่ระงับ สำหรับกรณีเมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปตามมาตรา 744 (1) นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองพร้อมดอกเบี้ย หรือจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางทรัพย์ ณ สำนักงานวางทรัพย์ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสลักหลังต้นฉบับสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนองให้ไถ่ถอนจำนองได้ ถือไม่ได้ว่าการที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ให้แก่จำเลยที่ 1 เกิดจากการที่โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย ลำพังการที่โจทก์เพิ่งไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินภายหลังจากให้จำเลยที่ 1 ยืมโฉนดที่ดินไปนาน 2 ถึง 3 เดือน ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อและใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองดังกล่าวได้ การจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 พร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงครอบติดอยู่ตามสัญญาจำนอง ไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ออกไปเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 อีกแปลงหนึ่ง ต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 ที่แบ่งแยกออกไปนั้นพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงมีการจำนองครอบติดอยู่ด้วยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 188713 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการจดแจ้งไว้ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 204439 ว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีการจำนองครอบติดอยู่ แล้วจำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทนและได้มาโดยสุจริตโดยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวมีการจำนองครอบติดอยู่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับซื้อฝากย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204439 แต่ก็หาทำให้สิทธิจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์จำนองเสื่อมเสียไปไม่ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยไม่ชอบ สัญญาจำนองมิได้ระงับไป ฟ้องโจทก์จึงเพียงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้คงปรากฏภาระจำนองเป็นหลักประกันแก่หนี้กู้ยืมของโจทก์และจำเลยที่ 1 เช่นเดิม และคำขอบังคับของโจทก์ยังไม่ได้ทรัพย์สินใดมา เพราะโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ที่มีอยู่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ค) หรือฟ้องบังคับชำระหนี้กู้ยืมด้วย ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นของตน คดีโจทก์จึงหาใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เสียเกินมา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ และในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 717 วรรคหนึ่ง ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485/2562
#638502
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกต่อไป แต่การที่จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว อ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนถึงที่วันจำเลยชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ส่วนฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 10 ปีเศษ และเป็นบุตรของนาย ย. กับนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นน้าของผู้เสียหายที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นญาติกับจำเลย ก่อนเกิดเหตุไปมาหาสู่กันเป็นประจำ แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ แต่โตพอที่จะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แล้ว เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลย บังคับให้ถอดเสื้อผ้า และใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน หากไม่เป็นเรื่องที่ประสบมากับตนเอง คงไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาฟัง ซึ่งโจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเราและผู้เสียหายที่ 1 มีอาการกลัวจำเลยเมื่อมาที่บ้าน ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ยังให้การต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการและผู้เสียหายที่ 2 ตามคำให้การชั้นสอบสวน เหมือนที่เบิกความในชั้นพิจารณายืนยันว่าถูกจำเลยพาไปที่บ้านแล้วใช้กำลังขู่เข็ญและใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายทั้งสองต้องเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้นำคำเบิกความของแพทย์หญิง ม. ประกอบผลการตรวจชันสูตรมาวินิจฉัย เห็นว่า แพทย์หญิง ม. เบิกความว่า ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบว่าวงรอบเยื่อพรหมจารรี มีขนาดเล็ก ไม่ฉีกขาด ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศถึงเยื่อพรหมจารี ไม่พบตัวอสุจิในน้ำเมือกในช่องคลอด หากมีการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 น่าจะทำให้เยื่อพรหมจารีฉีกขาด ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงฟังเป็นคุณแก่จำเลย โดยไม่อาจรับฟังว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 มาลงโทษจำเลย แต่ยังรับฟังได้ว่าจำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำชำเราโดยใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงวินิจฉัยความเห็นของแพทย์หญิง ม. ประกอบรายงานการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จริง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกต่อไป แต่การที่จำเลยใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) และตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) ม. 3 ม. 277 ม. 279 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวปวีรยา จินดาวสุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2562
#639572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ ป.พ.พ. มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่กู้ยืม 7,593,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,593,750 บาท เป็นค่าซื้อขายหุ้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

และเมื่อคดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติว่า บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ มีบริษัทสยามโฮลดิ้ง กรุ๊ป เป็นผู้ร่วมลงทุน บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 28 สตางค์ โดยโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จากโจทก์จำนวน 5,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 4 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นบางส่วน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระเมื่อนำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยมีกำหนดเวลานำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 1 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อขายหุ้นกับโจทก์และสัญญากู้เงิน เกิดจากการฉ้อฉล เห็นว่า ถึงแม้ว่าโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า โจทก์ขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 1 แต่ตามสัญญารับโอนสิทธิในการเพิ่มทุนของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ระบุว่า โจทก์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2 บาท กับนายเมฆิณ นอกจากนี้แคชเชียร์เช็คที่ใช้ชำระค่าหุ้นบางส่วนจำนวน 12,500,000 บาท แก่โจทก์ก็เป็นเงินที่ถอนมาจากบัญชีเงินฝากของนายเมฆิณ ซึ่งสอดคล้องกับที่นางสาวปิยวดี พนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 นายเมฆิณได้ถอนเงินจำนวน 12,500,000 บาท จากบัญชีเงินฝากเพื่อนำไปซื้อแคชเชียร์เช็ค ประกอบกับปัจจุบันหุ้นดังกล่าวมีชื่อนายเมฆิณเป็นผู้รับโอนมาจากโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า โจทก์ตกลงขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้นายเมฆิณจำนวน 5,000,000 หุ้น เป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยนายเมฆิณชำระค่าหุ้นบางส่วน 12,500,000 บาท แก่โจทก์และยังค้างชำระส่วนที่เหลืออีกจำนวน 7,500,000 บาท แต่เมื่อต่อมาโจทก์และนายเมฆิณมิได้มีการชำระหนี้ต่อกันแล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้จำนวน 7,500,000 บาท เมื่อได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) และได้โอนสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้แก่นายเมฆิณเพื่อนำไปบอกขายให้แก่นักลงทุนรายอื่น ซึ่งโจทก์ได้จองซื้อหุ้นจากนายเมฆิณจำนวน 5,000,000 หุ้น ต่อมาได้มีการขายคืนให้แก่นายเมฆิณเป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยนายเมฆิณยังค้างชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลืออีกจำนวน 7,500,000 บาท แก่โจทก์ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า โจทก์และนายเมฆิณมีการตกลงซื้อขายหุ้นต่อกันจริงและมีหนี้ค้างชำระต่อกันเป็นจำนวนเท่าไร เมื่อนายเมฆิณซึ่งรับโอนสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนมาจากบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด และค้างชำระค่าซื้อหุ้นคืนต่อโจทก์จึงมีความเป็นไปได้ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด จะทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ เพื่อรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวแทนนายเมฆิณ ประกอบกับจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินจริง เพียงแต่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉลเท่านั้น แต่เมื่อสัญญากู้เงินดังกล่าว จัดทำโดยนายนิทัศน์ ทนายความของจำเลยที่ 1 เอง โดยโจทก์มีนายนิทัศน์มาเบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉลตามที่อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 นำมูลหนี้ค่าหุ้นค้างชำระที่นายเมฆิณมีต่อโจทก์มาเปลี่ยนเป็นมูลหนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือว่าคู่กรณีได้ตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนมูลหนี้จากหนี้ค่าหุ้นเป็นหนี้กู้ยืมและเปลี่ยนตัวลูกหนี้เป็นจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และ 350 สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ค่าหุ้นเดิมย่อมระงับสิ้นไปแล้วมาผูกพันกันตามสัญญากู้เงินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินต่อโจทก์เป็นเงิน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยจะอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2559) ต้องไม่เกิน 93,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401/2562
#638497
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้และภูเขาดินได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ตัวแทนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยกและเป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ทำการยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อเข้าไปจัดซ่อมที่อู่ทันเซอร์วิสในทางการที่จ้างวานมอบหมายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยทั้งสี่ ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ขอให้โจทก์จัดซ่อมไปก่อน แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขอชดใช้ในภายหลัง โจทก์ทำการซ่อมแซมรถยนต์ดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงิน 165,451.34 บาท และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ โดยแนบสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ รายงานอุบัติเหตุรถยนต์และใบรับรองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจำเลยที่ 3 จัดทำขึ้น ภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ภาพถ่ายรถยนต์ขณะทำการซ่อมแซม สำเนาใบสั่งอะไหล่และใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมแซม เป็นต้น คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายในส่วนไหน อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่มีความเสียหายในระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อนหรือโครงสร้างของรถยนต์แม้แต่น้อย แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้เงิน 171,272.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 165,451.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สปอร์ต หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร จากนายภวัต ผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยลื่นไถลไปชนต้นไม้และภูเขาดินเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตรวจสอบอุบัติเหตุ มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไปทำการตรวจสอบอุบัติเหตุและบันทึกถ้อยคำของผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรถยกมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการและเป็นผู้รับจ้างโจทก์ยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจัดซ่อม โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ประสานงาน ระหว่างทำการยกลากรถที่โจทก์รับประกันภัยเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้และภูเขาดินได้รับความเสียหาย โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ตัวแทนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยกและเป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ทำการยกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อเข้าไปจัดซ่อมที่อู่ทันเซอร์วิสในทางการที่จ้างวานมอบหมายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยทั้งสี่ ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ขอให้โจทก์จัดซ่อมไปก่อน แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขอชดใช้ในภายหลัง โจทก์ทำการซ่อมแซมรถยนต์ดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงิน 165,451.34 บาท และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ โดยแนบสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ รายงานอุบัติเหตุรถยนต์และใบรับรองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจำเลยที่ 3 จัดทำขึ้น ภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ภาพถ่ายรถยนต์ขณะทำการซ่อมแซม สำเนาใบสั่งอะไหล่และใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมแซม เป็นต้น มาด้วย คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายในส่วนไหน อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่มีความเสียหายในระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อนหรือโครงสร้างของรถยนต์แม้แต่น้อย แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์มีนายธรรมสรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายยุทธนา ผู้ติดต่อเรียกร้องค่าเสียหายให้โจทก์และนายภวัต ผู้เอาประกันภัยเป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งแรก นายภวัตแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุ แล้วจำเลยที่ 3 ติดต่อกับนายภวัต จากนั้นจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการในการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม ขณะทำการยกลากรถไม่มีการรองล้อหลัง ครั้นลากรถเข้าสู่เส้นทางโค้ง รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเหวี่ยงไปมาจนตัวรถด้านซ้ายและด้านขวากระแทกราวถนนข้างทางเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการยกลากรถประมาทเลินเล่อมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้ยกลากรถจะพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่ถูกลากอันเป็นการละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยในความเสียหายอันเป็นผลจากการกระทำละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบกิจการยกลากรถและจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม โดยจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างเช่นกัน ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 3 ทำการยกลากรถยนต์ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 3 กระทำไปในทางการที่ได้รับมอบหมายนั้น ตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 แต่สำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ให้บริการตรวจสอบอุบัติเหตุ ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นตัวแทนทำการตรวจสอบอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม แม้จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ก็ตาม แต่ดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการยกลากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปยังอู่ซ่อม ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคลจำเลยที่ 4 หรือกระทำเพื่อผลประโยชน์ใดของจำเลยที่ 4 เช่นนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า นายภวัต ผู้เอาประกันภัยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุลื่นไถลชนต้นไม้และภูเขาดินครั้งแรก บริเวณกระจังด้านหน้า กันชน แก้มขวารถตรงบังโคลน และกระจกมองข้างด้านขวา สอดคล้องกับสำเนาใบรับรองความเสียหายทรัพย์สิน ส่วนภายหลังเกิดอุบัติเหตุครั้งที่สองขณะจำเลยที่ 3 ทำการยกลากรถ รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นคือ ข้างรถด้านซ้ายและด้านขวา ยางรถยนต์ด้านหน้าขวาแตก เกียร์ใช้ไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุละเมิดตามฟ้องทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายส่วนข้างรถด้านซ้ายและด้านขวา ยางรถยนต์ด้านหน้าขวา และเกียร์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดประกอบด้วยแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินไปครั้งสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — น. โดยนาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายนพดล ไกษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2562
#639555
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้าซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ" หมายความว่า ทรัพย์อันเกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ และคำว่า "สิ่งแวดล้อม" หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์... ดังนั้น การใช้ ยึดถือหรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจึงหมายถึงการกระทำต่อหรือแสวงหาประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ และย่อมหมายความรวมถึงทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย การที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปทำสวนป่าในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ของทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ อันถือได้ว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าสภาพเดิมของที่ดินเป็นป่าสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่โล่งเตียนอย่างใดก็ตาม และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าไปปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณบนเนื้อที่ 624 ไร่ และผู้คัดค้านที่ 2 เข้าไปปลูกต้นสัตบรรณบนเนื้อที่ 15 ไร่ ตามส่วนสัดที่แต่ละคนยึดถือที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์มีมูลค่าสูงและนับว่าเป็นจำนวนเกินกว่าที่จะนำไปใช้สอยเองมาก โดยประสงค์ให้ต้นไม้เจริญเติบโตแล้วตัดฟันขายไม้นั้นต่อไป ลักษณะการกระทำจึงเป็นการค้าขายสินค้าทางการเกษตรอันมีลักษณะเป็นการค้าในความหมายของมาตรา 3 (15) แล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นการใช้ที่ดินพิพาทปลูกไม้ยืนต้นโดยไม่สุจริต การปลูกต้นไม้ลงในที่ดินซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบนั้น แม้จะมีเจตนาตัดฟันขายเมื่อโตใหญ่ต่อมาก็ตาม ไม้ยืนต้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และไม้ยืนต้นที่เติบใหญ่และมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจึงเป็นของแผ่นดินเจ้าของที่ดินตามมาตรา 144 วรรคสอง ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่จะตัดฟันไม้ยืนต้นนั้นนำออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ และเมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) และผู้คัดค้านทั้งสามไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง ไม้ยืนต้นนั้นคงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายอัมรินทร์ รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายสายลอง รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายน้อย รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้น ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายสมโภช กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายอัมรินทร์ ผู้คัดค้านที่ 1 รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายสายลอง ผู้คัดค้านที่ 2 รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของนายน้อย ผู้คัดค้านที่ 3 รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีรับฟังเป็นยุติว่า คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายสมโภช กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 รวมเนื้อที่ 624 ไร่ ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 2 รวมเนื้อที่ 15 ไร่ และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 รวมเนื้อที่ 14 ไร่ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นไว้ชั่วคราว โดยเห็นว่าทรัพย์สิน 3 รายการ ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะเป็นการค้า อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการแรกว่า ทรัพย์สินรวม 3 รายการ คือ ต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ด ที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 ต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ด ที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 2 และต้นสักที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้คัดค้านที่ 3 พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ มาตรา 3 (15) โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 3 (15) สามารถย้อนหลังไปใช้บังคับแก่ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันที่บทบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งมาตรการลงโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในมาตรการทางแพ่งหากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็สามารถมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา บทบัญญัติของกฎหมายซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการที่สองมีว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสาม เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสามอันได้มาจากการกระทำความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9 (1), 108 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) ที่เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" ว่า "ความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า" นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานคำว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ"หมายความว่า ทรัพย์อันเกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ และคำว่า "สิ่งแวดล้อม" หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่อยู่รอบ ๆ มนุษย์... ดังนั้น การใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจึงหมายถึงการกระทำต่อหรือแสวงหาประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ และย่อมหมายความรวมถึงทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย เมื่อคดีได้ความว่า ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นม 5642 เนื้อที่ 3,543 ไร่ 1 งาน 98.9 ตารางวา ออกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 โดยอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองตะไก้ ทั้งทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามสอดคล้องต้องกันฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดในที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง-หนองแก้ว อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) จึงยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันอยู่เช่นเดิม การที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปทำสวนป่าในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ของทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ อันถือได้ว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ตามนิยามของความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าสภาพเดิมของที่ดินเป็นป่าสาธารณประโยชน์ หรือเป็นที่โล่งเตียนอย่างใดก็ตาม ก็ยังคงอยู่ในความหมายของมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ทั้งสิ้น ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านทั้งสามปลูกต้นไม้ลงในที่ดินมิได้มีลักษณะเป็นการค้า และครอบครองที่ดินโดยสุจริตหรือไม่ คดีในส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ที่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ แม้มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยคำนวณราคาทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงิน 36,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะต้องห้ามอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ในปัญหาดังกล่าว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เข้าไปปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทตามส่วนสัดที่แต่ละคนยึดถือมีลักษณะเป็นการค้าตามความผิดมูลฐาน มาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ในข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบในทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอาชีพเป็นเกษตรกร ได้นำที่ดินทั้งหมดดังกล่าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่ากับกรมป่าไม้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการถูกเวนคืนที่ดินไปซื้อที่ดินตำบลหนองตะไก้ อำเภอสูงเนิน ตำบลงิ้วกับตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา รวม 14 แปลง และเข้าทำประโยชน์ปลูกพืชไร่ ในปี 2537 ทางราชการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าในเชิงเศรษฐกิจ ในปี 2544 ผู้คัดค้านที่ 1 เคยนำที่ดินแปลงที่ 14 ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ มีเพียงแบบแสดงรายการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เนื้อที่ 900 ไร่เศษ ให้โรงงานน้ำตาลครบุรีเช่าปลูกอ้อย การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ปลูกต้นสัก ต้นยูคาลิปตัส และต้นสัตบรรณบนที่ดินเนื้อที่ 624 ไร่ และผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกต้นสัตบรรณบนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งเป็นทรัพย์มีมูลค่าสูง และนับว่าเป็นจำนวนเกินกว่าที่จะนำไปใช้สอยเองมาก โดยประสงค์ให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เจริญเติบโตแล้วตัดฟันขายไม้นั้นต่อไป ลักษณะการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการค้าขายสินค้าทางการเกษตรอันมีลักษณะเป็นการค้าในความหมายของความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต และมิได้มีเจตนาเข้าไปยึดถือทำประโยชน์ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ไม่เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และได้กรรมสิทธิ์ในต้นไม้ที่ปลูกหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกรวม 10 คน เป็นคดีของศาลจังหวัดสีคิ้ว ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว วินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน และเห็นพ้องตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสิบในความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายถึงที่ดินที่ผู้คัดค้านทั้งสามเข้าไปยึดถือ ครอบครองส่วนของแต่ละคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง - หนองแก้ว ทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า ที่ดินดังกล่าวทางราชการได้ขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่ปี 2496 โดยสงวนไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์พาหนะและได้หวงกันเป็นที่สาธารณประโยชน์ตลอดมา ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินส่วนนั้น ๆ ขึ้นยันต่อรัฐได้ ซึ่งเมื่อที่ดินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยึดถือครอบครองเป็นส่วนสัดของตน ก็รวมอยู่ในที่ดินทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองกรุง - หนองแก้ว ด้วยเช่นนี้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีเจตนากระทำความผิดมาตั้งแต่แรก และเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินนั้น ๆ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมิอาจยกความสุจริตในการปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินขึ้นยันต่อรัฐได้ สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 แม้ที่ดินบางแปลงมีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน แต่ก็เป็นการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบ จึงมิอาจใช้ยันต่อรัฐได้เช่นกัน ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบดีว่าเอกสารนั้นยังมีข้อพิรุธและมีการโต้แย้งดังกล่าว แต่ก็มิใยดีเข้าไปปลูกไม้ยืนต้นไว้ จึงเป็นการใช้ที่ดินพิพาทปลูกไม้ยืนต้นโดยไม่สุจริต เมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นการใช้ ยึดถือ ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) การปลูกต้นไม้ลงในที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบ แม้จะมีเจตนาตัดฟันขายเมื่อโตใหญ่ต่อมาก็ตาม ไม้ยืนต้นย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม้ยืนต้นที่เติบใหญ่และมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจึงเป็นของแผ่นดินเจ้าของที่ดินตามมาตรา 144 วรรคสอง ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่จะตัดฟันไม้ยืนต้นนั้นนำออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ และผู้คัดค้านทั้งสามไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง ส่วนไม้ยืนต้นคงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำร้องของผู้ร้อง ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อให้มีการดำเนินการตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (15) ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2562
#639565
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาเป็นประกาศโฆษณาที่จำเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื้อห้องชุด เพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าทำสัญญากับจำเลย สิ่งที่จำเลยกำหนดในแผ่นพับที่เป็นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนการเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุดจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ซื้อ ดังที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อที่ผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด แต่ตามแผ่นพับโฆษณา รูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุด มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจำเลยจึงเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น การที่จำเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมกับภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม แม้จำเลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภค จำเลยก็ต้องผูกพันตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่บัญญัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 และแม้ลักษณะที่แสดงตามแผ่นพับ จะแสดงว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วย หาทำให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมไม่ ทั้งทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 ใช้เป็นทางเข้าออกของอาคารชุดสู่ถนนเพชรเกษม และใช้เป็นทางสัญจรสู่ชายหาดและทะเลตามลำดับดังที่ประกาศโฆษณากับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 2 แปลง เป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความ (สำเนาอุทธรณ์) แก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ก่อสร้างโครงการ ม. เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2552 โครงการมีทั้งส่วนที่เป็นโรงแรมและอาคารชุด ส่วนที่เป็นโรงแรมปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 66573 ส่วนที่เป็นอาคารชุด จำเลยก่อสร้างติดกับโรงแรมเพื่อจำหน่ายโดยปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 12845 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา มีทางเข้าออกสู่ถนนเพชรเกษมเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66572 เนื้อที่ 3 งาน 1 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยบริเวณด้านทิศตะวันออกติดชายหาด เป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66574 เนื้อที่ 1 ไร่ 51 1/10 ตารางวา ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง มีจำเลยกับบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 จำเลยถือกรรมสิทธิ์ 271.05 ส่วน บริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ 36.25 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 66574 จำเลยถือกรรมสิทธิ์ 424.45 ส่วน บริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ จำกัด ถือกรรมสิทธิ์ 36.15 ส่วน ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งได้จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 แก่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและที่ดินที่ตั้งโรงแรม อาคารชุด ม. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 จำเลยโฆษณาขายห้องชุดเมื่อปี 2552 เรื่อยมาโดยทำแผ่นพับแจกจ่าย และจำเลยทำแบบจำลองโครงการตามแผ่นพับ ตั้งแสดงที่งานออกร้านส่งเสริมการขายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร กับตั้งแสดงที่สำนักงานขาย ณ ที่ตั้งโครงการ โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 มีบริษัทเอซีอาร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง โฉนดเลขที่ 66572 และ 66574 เป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดหรือไม่ และจำเลยผิดสัญญาที่ไม่จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ เห็นว่า แผ่นพับโฆษณาเป็นประกาศโฆษณาที่จำเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื้อห้องชุด ซึ่งย่อมเป็นไปเพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าทำสัญญากับจำเลยเพื่อซื้อห้องชุด สิ่งที่จำเลยกำหนดในแผ่นพับที่เป็นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนการเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุด จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ซื้อ ดังที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อที่ผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังจำเลยอ้าง แต่ตามแผ่นพับโฆษณารูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุดดังวินิจฉัย ที่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด โดยทำให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจำเลยจึงเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น การที่จำเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมกับภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมดังวินิจฉัย ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภคดังอ้าง จำเลยก็ต้องผูกพันตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่บัญญัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11

ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีทำนองว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดจึงไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น เห็นว่า แม้ลักษณะที่แสดงตามแผ่นพับจะแสดงอยู่ว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วย หาทำให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมไม่ เพราะเจ้าของร่วมในอาคารชุดย่อมร่วมใช้ประโยชน์กับโรงแรมได้ เมื่อเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางดังวินิจฉัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ในส่วนที่จำเลยเป็นเจ้าของรวมเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโจทก์

ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีทำนองว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์ที่จดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโจทก์จึงไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น เห็นว่า ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย เมื่อคดีฟังได้ดังวินิจฉัย ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เฉพาะส่วนของจำเลยจึงตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ม. ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 ใช้เป็นทางเข้าออกของอาคารชุดสู่ถนนเพชรเกษม และใช้เป็นทางสัญจรสู่ชายหาดและทะเลตามลำดับดังที่ประกาศในโฆษณานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยดำเนินการดังกล่าวอยู่แล้ว จึงไม่บังคับให้ตามคำขอโจทก์ในข้อนี้

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 เฉพาะส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 22 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ม.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337/2562
#640847
เปิดฉบับเต็ม

คดีของโจทก์มิใช่เป็นกรณีที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดีหรือประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง ที่ศาลจะมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาศาลในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรกซึ่งอยู่ในกำหนดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 แม้การประทับฟ้องครั้งดังกล่าวจะเป็นการผิดพลาดและศาลชั้นต้นต้องนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่ และวันที่ศาลชั้นต้นสั่งคดีมีมูลจะพ้นกำหนดอายุความไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ้องครั้งแรก และออกหมายขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลแล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างไต่สวน โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 15 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสำหรับจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 9 อีกบทหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานสนับสนุน ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 ปี จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การไต่สวนมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ยกข้อหาอื่นและยกฟ้องจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 9 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 6 เสียด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า นายภักดี เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของห้างหุ้นส่วนจำกัดองค์การเภสัชกรรมเบอร์ริเออชีววัตถุ จำกัด ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 11 และ 13 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยกรรมการสรรหาจำนวนห้าคนและต้องมีคุณสมบัติตาม มาตรา 9 และ 10 และเมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้วผู้ได้รับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทซึ่งต้องกระทำภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกให้เป็นกรรมการ แต่กรณีของนายภักดี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยอาศัยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 19 เรื่องให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 มีผลเฉพาะต่อไป ข้อ (1) การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิให้กระทบกระเทือนการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และให้ถือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงทำให้การเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนของ นายภักดี กรรมการ ป.ป.ช. ชอบด้วยกฎหมายแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 9 และมาตรา 11 ตามฟ้องข้อ (2) และ ข้อ (3) ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 43 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติ ในหมวดนี้ในกรณีดังต่อไปนี้ (5) มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 84 (8) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการ ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดและมาตรา 97 ในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญาให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและให้ศาลประทับฟ้องไว้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง และในวรรคสองของมาตรา 97 กรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่าความเห็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้ตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันและในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดีเอง กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ศาลประทับฟ้องไว้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับฟ้องจึงชอบแล้ว และที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายโดยการควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 2 โดยขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามมาตรา 8, 9 และ 11 นั้น เห็นว่า การกระทำที่โจทก์ฟ้องข้อ 2 เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดระหว่างเดือนกันยายน 2538 ถึงพฤศจิกายน 2540 ซึ่งความผิดตามมาตรา 8 มีอายุความ 20 ปี ส่วนความผิดตามมาตรา 9 และ 11 มีอายุความ 15 ปี เมื่อนับแต่วันกระทำความผิดเดือนพฤศจิกายน 2540 ความผิดตามมาตรา 9 และ 11 จะครบ 15 ปี เดือนพฤศจิกายน 2555 และโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 แม้ศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และประทับฟ้องจำเลยที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2555 จะเป็นการผิดพลาดและให้นัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่โดยมีคำสั่งคดีมีมูลวันที่ 30 เมษายน 2558 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาศาลในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรก แม้วันที่ศาลสั่งคดีมีมูลจะพ้นกำหนดอายุความไปแล้วแต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ้องครั้งแรก ประกอบกับศาลได้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ เว้นแต่จะมีประกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลแล้วเพราะคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะครบกำหนด 15 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ศาลสั่งประทับฟ้องเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 และประทับฟ้องจำเลยที่ 6 ที่ 10 และที่ 15 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และนับแต่วันที่จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 กระทำความผิดตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงพฤศจิกายน 2540 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 จึงยังไม่ขาดอายุความตามฟ้องข้อ 2 ส่วนตามคำฟ้องข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2539 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2554 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 15 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2554 แต่จำเลยที่ 1 มาแสดงตนในวันที่ศาลประทับฟ้องครั้งแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงขาดอายุความ แต่ความผิดตามฟ้องข้อ 2 (1) ที่โจทก์บรรยายฟ้องระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ถึง 28 มีนาคม 2539 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 กระทำความผิดระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ถึง 28 มีนาคม 2539 เรื่องการยื่นคำขอกู้เงินต่อธนาคารผู้เสียหายสำหรับจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 จะครบกำหนดเดือนมีนาคม 2554 แต่โจทก์ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2554 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 จึงขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจควบคุมกำกับดูแลพิจารณากลั่นกรองงานด้านสินเชื่อฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาคหรือฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 1 และฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาค 2 ของธนาคารผู้เสียหายและเป็นสามีของจำเลยที่ 6 แต่ตามทางไต่สวนไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดตามหน้าที่ คงมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลพิจารณากลั่นกรองงานด้านสินเชื่อเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลกิจการกลั่นกรองงานด้านสินเชื่อแต่เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง โดยให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 เป็นตัวแทนในการถือครองที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไป แม้ตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหายจะไม่มีข้อห้าม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินของภริยาถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง และการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ธนาคารผู้เสียหายซึ่งตนทำงานอยู่ได้รับความเสียหายจากการที่ต้องยอมให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือที่ 6 นำที่ดินซึ่งมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากู้ยืมเงินไปจากธนาคารผู้เสียหายซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องถูกผูกมัดให้ปฏิบัติตามระเบียบราชการโดยเคร่งครัดซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐประสบความล้มเหลวและเกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรงและนายสิทธิชัย กรรมการผู้จัดการของธนาคารผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้มีการอนุมัติให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 กู้ยืมเงินไปเป็นเงินทั้งสิ้น 51,870,000 บาท และข้อเท็จจริงยังฟังได้อีกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติเงินกู้รายย่อยให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อที่ดินและบ้านในโครงการบ้านจัดสรรสุวินทวงศ์ สวีทโฮม อีกจำนวน 47 ราย และเป็นผู้รับเงินของลูกค้าไปตามที่นายสมจิตร เบิกความว่า เมื่อพยานรับเงินกู้ที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติให้ลูกค้าแล้วได้นำไปให้จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะมีส่วนช่วยให้การกระทำของจำเลยที่ 1 สำเร็จไปด้วยดี แต่ก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และเป็นแต่เพียงนำคำขอกู้ยืมเงินไปให้พนักงานที่มีหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อให้กระทำโดยรวดเร็วและเต็มตามวงเงินกู้ก็จริงแต่ก็มิได้มีส่วนได้เสียกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่เป็นความผิด ส่วนจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12124 ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ในโครงการบ้านจัดสรรสุวินทวงศ์ สวีทโฮมด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 6 ไม่ได้เป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐจึงคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 คงเป็นตัวแทนผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยไม่รู้เจตนาของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 มาก่อนเพราะจำเลยบางคนต้องกู้ยืมเงินธนาคารผู้เสียหายในการทำธุรกิจของตน จึงยอมมีชื่อถือครองที่ดินแทนจำเลยที่ 1 และที่ 6 เชื่อว่า จำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 มิได้มีเจตนาสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่มีความผิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนประเด็นอื่นที่โจทก์ฎีกามานั้นศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11 ส่วนจำเลยที่ 6 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 8 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี จำเลยที่ 6 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5323/2562
#640609
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ที่ 3 ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 6 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างจึงขาดสาระสำคัญและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ทำให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพราะผลของการกระทำของจำเลยที่ 6 ลูกจ้างเป็นการนอกประเด็นตามคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ก็ตาม แต่ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะเหตุที่ฟ้องของโจทก์ที่ 3 ไม่ได้ตั้งข้อหาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 6 กระทำในฐานะลูกจ้าง เป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์มาตรา 172 แห่ง ป.วิ.พ. เป็นฟ้องที่ไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ประกอบกับในคดีผู้บริโภคไม่มีเรื่องคำฟ้องไม่ชัดแจ้งหรือฟ้องเคลือบคลุม เนื่องจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 ให้ศาลมีอำนาจแก้ไขได้ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ปัญหานี้จำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยให้ได้

แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า นับแต่เกิดเหตุ โจทก์ที่ 3 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง พูดไม่ได้ ไม่สามารถทำตามคำสั่ง ไม่สามารถกินอาหารหรือลุกไปขับถ่ายด้วยตนเอง ปัจจุบันโจทก์ที่ 3 อยู่ในการดูแลรักษาของสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์ที่ 3 เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์ที่ 3 เป็นบุคคลที่มีความสามารถตามกฎหมาย ประกอบกับในการดำเนินคดีนี้ของโจทก์ที่ 3 ผู้เยาว์ มีโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองดำเนินคดีแทนมาตั้งแต่ต้น และตามคำฟ้อง โจทก์ที่ 2 แสดงชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยทั้งหกในสองฐานะคือในฐานะส่วนตัวกับในฐานะที่เป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 3 ผู้เยาว์ จึงเป็นคำฟ้องของโจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 ผู้เป็นมารดาฟ้องแทนอีกด้วย กรณีจึงเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถของบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ที่ 3 อีก

เหตุความเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจของโจทก์ที่ 3 ในคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ที่ 3 เรียนวิชาว่ายน้ำซึ่งเป็นวิชาบังคับที่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 6 เป็นครูผู้สอน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการ และจำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการหรือมาตรฐานในการเรียนการสอนที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

จำเลยทั้งหกไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้มีการให้บริการหรือดำเนินการตามมาตรฐานในการเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำแก่เด็กเล็กตามภาระการพิสูจน์ และเมื่อตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการโรงเรียน แต่งตั้งผู้จัดการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานด้านงบประมาณและการบริหารงานทั่วไป ตามมาตรา 37 และ 40 อันเป็นสถานะเจ้าของโรงเรียน จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดชอบด้านงานงบประมาณและการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียนตามมาตรา 40 (1) และ (2) จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการมีหน้าที่และความรับผิดชอบด้านวิชาการของโรงเรียน แต่งตั้งและถอดถอน ครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ควบคุมปกครองครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนของโรงเรียน ตามมาตรา 39 (1) (2) และ (3) ทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโดยตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของโรงเรียน ให้คำแนะนำการบริหารและการจัดการโรงเรียนด้านบุคลากร แผนงาน งบประมาณ วิชาการ กิจกรรมนักเรียน อาคารสถานที่ กำกับดูแลให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ ตามมาตรา 30 และ 31 (1) (2) (3) (4) และ (5) อันเป็นหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารกิจการโรงเรียนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยของนักเรียนตามนโยบายการบริหารและเป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย ส่วนการบริหารงานโรงเรียนจำเลยที่ 1 ในความเป็นจริงจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 5 จะมีการมอบหมายให้บุคคลอื่นทำแทนหรือมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็เป็นเรื่องการบริหารภายในขององค์กรจำเลยที่ 1 เอง ไม่อาจลบล้างอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามมาตรา 41 เป็นเพราะจำเลยที่ 2 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะเหตุใด จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงยังคงมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 6 การที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปล่อยปละละเลยให้การเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำเด็กเล็กไม่เป็นไปตามคำสั่งและนโยบายโดยในชั่วโมงเรียนมีจำนวนครูผู้สอนไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 3 การไม่กำกับดูแลให้มีพนักงานอยู่ประจำห้องที่ควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณสระว่ายน้ำ รวมถึงการคัดเลือกบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการทำงานไม่เหมาะสมกับการดูแลเด็กเล็กในการเรียนการสอนวิชาว่ายน้ำ ซึ่งโดยสภาพย่อมคาดเห็นได้ว่าอาจเกิดภยันตรายได้ตลอดเวลา การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในกรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่ามีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 โดยตรง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 40 นั้น ย่อมถือเสมือนว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคล ตามมาตรา 24 และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 3 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำด้วยตนเองและศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 3 แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 3 นำสืบว่า ไม่มีหน้าที่ในการบริหารกิจการจำเลยที่ 1 โดยมีหน้าที่เพียงแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคลากรของจำเลยที่ 1 ตามที่คณะกรรมการบริหารจำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสามไม่อาจหักล้างให้ฟังเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 3 กระทำการละเมิดเป็นส่วนตัวกับโจทก์ที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 3

ขณะเกิดเหตุละเมิดโจทก์ที่ 3 ยังเป็นเด็กเล็กไม่สามารถทำงานได้ตามกฎหมายแรงงาน และก่อนหน้านั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้มอบหน้าที่ให้โจทก์ที่ 3 ช่วยทำการงานหรือดำเนินกิจการในครัวเรือน โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องทำงานให้เป็นคุณแก่ครัวเรือน กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 445 และมาตรา 1567 (3) ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะมีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามฟ้องได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 445 ม. 1567 (3)
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคหนึ่ง ม. 172 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง ม. 252
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24 ม. 30 ม. 31 (1) ม. 31 (5) ม. 37 ม. 39 (1) ม. 39 (2) ม. 39 (3) ม. 40 ม. 41
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 20 ม. 29 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. กับพวก
จำเลย — โรงเรียน ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประกิต มากเอี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
เมทินี ชโลธร
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310/2562
#640613
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านรับประกันภัยรถยนต์โดยสารประจำทางซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน เมื่อ ว. ผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารประจำทางที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านต้องรับผิดฐานละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสามเพราะขับรถยนต์โดยสารประจำทางโดยประมาทไปทับ จ. ถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แม้ในคดีอาญาผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยจึงไม่ถูกผูกพันในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมรับผิดกับ ว. ผู้คัดค้านไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของ ว. ได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัย ที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอาญาที่วินิจฉัยว่า ว. กระทำโดยประมาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ว. มิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและมีคำสั่งกลับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องทั้งสาม ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นเงิน 740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 เป็นดอกเบี้ย 55,950 บาท รวมเป็นเงิน 801,950 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการ และนับตั้งแต่วันยื่นคำร้องนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวันชัย จำเลยที่ 1 นายนาน จำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิรา ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และเป็นมารดาของผู้ร้องที่ 3 ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 50 หมายเลขทะเบียน 12 - 5576 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุซึ่งเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้าน เมื่อคดีเข้าสู่การวินิจฉัยด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยคดีว่า คำพิพากษาของศาลอาญาคดีหมายเลขแดงที่ อ.2486/2559 ที่วินิจฉัยว่านายวันชัยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิราถึงแก่ความตายนั้นไม่ผูกพันผู้คัดค้าน เพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่านายวันชัยมิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้เสนอข้อพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามเพียงประเด็นเดียวว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นเหตุให้ศาลต้องเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" แต่ผู้คัดค้านไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันผู้คัดค้าน และมาตรา 46 นี้เป็นบทบังคับที่ใช้แก่ศาลในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งเท่านั้น อนุญาโตตุลาการซึ่งมิใช่ศาลจึงต้องใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านรับประกันภัยรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 50 หมายเลขทะเบียน 12 - 5576 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" เมื่อนายวันชัยผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารประจำทางที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านต้องรับผิดฐานละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสามเพราะขับรถยนต์โดยสารประจำทางดังกล่าวโดยประมาทไปทับนางสาวเจนจิราถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แม้ในคดีอาญาผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยจึงไม่ถูกผูกพันในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งว่าผู้เอาประกันภัยไม่ต้องร่วมรับผิดกับนายวันชัย ผู้คัดค้านไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของนายวันชัยได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัยตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558 ประเด็นที่ว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ผูกพันผู้คัดค้านในคดีแพ่งหรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ข้อที่ต้องวินิจฉัย หากการรับสารภาพของนายวันชัยทำให้ผู้คัดค้านเสียโอกาสในการต่อสู้คดีก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านต้องทำข้อตกลงเป็นเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดไว้กับผู้เอาประกันภัยมาแต่แรกในชั้นทำสัญญาและไปว่ากล่าวเอากับผู้เอาประกันภัยหรือนายวันชัยเอง ไม่ควรมีผลต่อความรับผิดต่อผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาประกันภัยซึ่งกฎหมายมีเจตนารมณ์คุ้มครองผู้ที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสาวเจนจิราผู้ตายเป็นผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมิได้มีส่วนประมาทเลินเล่อกับเหตุที่เกิดครั้งนี้แต่อย่างใด ดังนั้นที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอาญาคดีหมายเลขแดงที่ อ.2486/2559 ที่วินิจฉัยว่านายวันชัยกระทำโดยประมาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดี แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่านายวันชัยมิได้เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 165/2559 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 459/2560 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ฮ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวณิศวดี กิตติภูมิชัย
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2562
#638514
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและ ว. หลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและ ว. มิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร้ายจำเลยและ ว. อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรงอื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 17 เดือน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายอนุชิต ผู้เสียหายไปร่วมดื่มสุรากับนายกุ้ง กับพวกรวมประมาณ 10 คน ที่บ้านของนายกุ้ง สักพักนายกุ้งขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเพื่อไปรับภริยาที่สี่แยกคลินิกกลางหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ต่อมานายกุ้งขับรถจักรยานยนต์กลับมาที่บ้านและบอกว่าถูกคนร้ายใช้หนังสติ๊กยิง ผู้เสียหายกับพวกจึงพากันเดินออกจากบ้านของนายกุ้งเพื่อช่วยกันตามหาคนร้ายโดยมุ่งหน้ามาทางห้องพักของจำเลย โดยบางคนถือขวดสุราบางคนถือไม้ติดตัวไปด้วย พร้อมกับตะโกนส่งเสียงดังขว้างปาขวดและไม้มาตลอดทาง เมื่อถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายเห็นเงาคนอยู่ในบริเวณป่ามันสำปะหลัง ผู้เสียหายกับพวกจึงขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว แล้วจำเลยกับนายวายุร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากป่ามันสำปะหลัง 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่บริเวณชายโครงซ้าย ทำให้ผู้เสียหายตกเลือดในช่องท้อง 1,000 มิลลิลิตร มีบาดแผลทะลุที่กะบังลมซ้ายและตับกลีบซ้าย บาดแผลฉีกขาดที่ผนังชั้นนอกของกระเพาะอาหารและตับอ่อนส่วนปลาย ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จากนั้นจำเลยและนายวายุวิ่งหลบหนีไป นายวันชนะ เพื่อนของผู้เสียหายกับพวกพาผู้เสียหายไปส่งที่โรงพยาบาลประโคนชัย หลังเกิดเหตุพันตำรวจโทประวิตร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรประโคนชัยกับพวกเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปที่เกิดเหตุและยึดปลอกกระสุนปืนซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ส่วนร้อยตำรวจเอกพรชัย รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรประโคนชัยกับพวกเชิญจำเลยและนายวายุมาสอบถามข้อเท็จจริงเบื้องต้น แล้วจำเลยและนายวายุพาร้อยตำรวจเอกพรชัยกับพวกไปตรวจยึดอาวุธปืนสั้นแบบหักลำกล้อง 1 กระบอก อาวุธปืนปากกา 1 กระบอก และกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 7 นัด ซึ่งจำเลยและนายวายุนำไปซุกซ่อนไว้เป็นของกลาง จากนั้นร้อยตำรวจเอกพรชัยนำตัวจำเลยและนายวายุพร้อมของกลางส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้เสียหายกับพวกพากันเดินออกจากบ้านของนายกุ้งไปยังที่เกิดเหตุ ก็เพราะก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายใช้หนังสติ๊กยิงนายกุ้งพวกของผู้เสียหาย เนื่องจากไม่พอใจที่นายกุ้งขับรถจักรยานยนต์เสียงดัง ผู้เสียหายกับพวกจึงออกตามหาคนร้ายดังกล่าวโดยผู้เสียหายกับพวกบางคนถือขวดสุราบางคนถือไม้ติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายกับพวกออกตามหาคนร้ายมุ่งหน้ามาทางห้องพักของจำเลยพร้อมกับตะโกนส่งเสียงดังขว้างปาขวดและไม้มาตลอดทางเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่จำเลยซึ่งนอนอยู่ในห้องพักกับนายวายุพวกของจำเลยซึ่งนั่งเล่นอยู่ที่ร้านค้าตรงข้ามห้องพักของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยและนายวายุต้องหลบออกมาแอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในป่ามันสำปะหลัง แม้จำเลยและนายวายุจะนำอาวุธปืนติดตัวออกมาด้วย แต่จำเลยและนายวายุก็มิได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกในทันทีที่เห็นผู้เสียหายกับพวก ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกก็เป็นการยิงสวนออกไปเพราะถูกผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าใส่ก่อน โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปในป่ามันสำปะหลัง เนื่องจากผู้เสียหายเห็นเงาคนในบริเวณดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกและจำเลยกับนายวายุมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ต้องทะเลาะวิวาทกัน เชื่อว่าการที่จำเลยและนายวายุออกไปซุ่มดูเหตุการณ์โดยนำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ก็เพราะเข้าใจว่าอาจถูกผู้เสียหายกับพวกทำร้ายเอาได้ หาใช่เป็นการตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อสมัครใจทะเลาะวิวาทกับพวกผู้เสียหายไม่ การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและนายวายุหลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและนายวายุมิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร้ายจำเลยและนายวายุ อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรงอื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด อย่างไรก็ดีเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 80,000 บาท จนผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางคดีอาญาและคดีแพ่ง กรณีมีเหตุอันควรปรานีลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลย โดยให้มีผลไปถึงความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรด้วย แม้จะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความผ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก, 69 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ให้ลงโทษปรับจำเลยฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6,000 บาท และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก ม. 69 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวเฉลิมขวัญ เหรียญวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2562
#639566
เปิดฉบับเต็ม

มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายล้มละลาย หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าซ่อมแซมถนนเป็นเงิน 2,478,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจก่อสร้างทาวเฮาส์จัดสรรขายพร้อมที่ดินโครงการธนาพัฒน์เฮาส์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 (โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 สิงหาคม 2557) โจทก์เป็นผู้ซื้อทาวเฮาส์โครงการข้างต้นจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ภายหลังจากนั้นโจทก์พบว่าถนนสายหลักและถนนซอยอีก 3 ซอย รวม 5 สาย ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กชำรุดแตกร้าวร้อยละ 90 โจทก์กับผู้ซื้อบ้านประมาณ 30 ราย แจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไข จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแล้ว แต่ยังคงชำรุดแตกร้าว ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2554 มีการจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวจึงบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์อ้างว่ายังคงมีความชำรุดบกพร่อง และอ้างว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชดใช้ค่าซ่อมแซมความเสียหายของถนนทั้งห้าสายเป็นเงิน 2,478,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในเหตุไม่ได้ใช้ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในสภาพเรียบร้อย 500,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิเสธความรับผิด และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ยังต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค ... และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินการของนิติบุคคล ... เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้น ร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย ... และปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏจากทางพิจารณาว่า มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดและโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และ 91 บัญญัติกำหนดไว้ หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังต้องผูกพันรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์ ซึ่งชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามรูปคดีก็ตาม แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรพิจารณาพิพากษาประเด็นที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภค แต่ความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านิติบุคคลที่ถูกฟ้องถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค ... และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อปรากฏว่าข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายบ้านเป็นการดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริต เป็นกรณีเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนนภายในหมู่บ้านตามวิธีการที่โจทก์ต้องการ หาใช่การดำเนินธุรกิจในลักษณะฉ้อฉลหรือตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริต และเมื่อความชำรุดเสียหายของถนนตามที่โจทก์เบิกความกล่าวอ้าง เป็นเพียงถนนที่มีรอยแตกร้าวไม่สวยงาม หาใช่ความชำรุดเสียหายในลักษณะทรุดตัวหรือแตกหักจนไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้ และนายวิชัย พยานโจทก์ซึ่งอ้างว่ารอยแตกร้าวของพื้นคอนกรีตแตกทะลุถึงพื้นดินก็มีความเกี่ยวพันเป็นเพื่อนกับโจทก์ และยอมรับว่าข้อดังกล่าวเป็นเพียงการคาดหมายจากการมองด้วยสายตามิได้ทำการตรวจพิสูจน์ตามหลักการทางวิศวกรรม ซึ่งเมื่อนำมารับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ที่ว่า ภายหลังโจทก์บอกกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมความเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ทำการซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนนตามที่โจทก์บอกกล่าว แต่โจทก์ยังคงอ้างว่าถนนมีรอยแตกร้าว ทั้งเมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) แจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไข จำเลยที่ 1 ก็ทำการซ่อมแซมรอยแตกร้าวของถนน ส่งมอบให้นิติบุคคลดังกล่าวตรวจรับมอบไว้โดยไม่ได้โต้แย้ง และที่ประชุมวิสามัญลงมติไม่ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 1 นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังเสนอที่จะปูยางแอสฟัลต์ทับผิวถนนคอนกรีตดังกล่าว โดยโจทก์ตกลงยินยอมด้วย แต่สมาชิกบางรายคัดค้านจึงยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งนับเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ละเลยหรือเพิกเฉยไม่นำพาต่อหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต

สำหรับข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีส่วนได้เสียในผลกำไรของจำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายถ่ายเทเงินของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเงินยืมให้เป็นประโยชน์แก่บริษัทธนาพัฒน์พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 1 กับบริษัทธนาพัฒน์ เรียลเอสเตท จำกัด เพื่อให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เป็นข้อที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยไม่ได้กล่าวในฟ้องตั้งประเด็นไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันแล้วมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ย่อมไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจโดยไม่สุจริตแล้ว โจทก์จึงหาอาจขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาจึงชอบแล้ว ข้ออ้างโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปริญญาพงศ์ เจียรนัยกุลกนก
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เมทินี ชโลธร
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562
#638180
เปิดฉบับเต็ม

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามภาพถ่ายแล้ว แม้ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นอดีตทหารและเช่าที่ดินจาก บ. ซึ่งอยู่ติดสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารชื่อ "พ." ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัดกาญจนบุรีและยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บ. ด้วย เมื่อได้อ่านข้อความตามภาพถ่ายดังกล่าวแล้วก็เข้าใจทันทีว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ และอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คดีโจทก์จึงมีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328, 332 และให้จำเลยลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนด 7 ครั้ง โดยให้จำเลยชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนแล้วลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอมีมูลว่า โจทก์เคยรับราชการทหาร โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินของนางบงกช ประกอบกิจการร้านอาหารแพโฟลทติ้งซึ่งอยู่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว และมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาเช่าโดยโจทก์ฟ้องนางบงกชว่าผิดสัญญาเช่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนนางบงกชฟ้องขับไล่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ โพสท์นิวส์ออนไลน์ โดยจำเลยใช้ชื่อว่า เจน/ข่าว/โพสท์นิวส์ และเชิญบุคคลต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มโดยสมาชิกดังกล่าวสามารถสนทนาและอ่านข้อความที่สนทนากันภายในกลุ่มได้ เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าว โดยวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 จำเลยส่งข้อความว่า "นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน กระบวนการยุติธรรมของศาลอุทธรณ์... จะตัดสินคืนความถูกต้องชอบธรรมให้กับนางบงกช (เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าทำแพอาหารโฟลทติ้งติดกับสะพานแม่น้ำแคว) หมดสัญญาเช่า แต่ไม่ย้ายออกแถมยื่นฟ้องต่อศาลว่าที่ดินมรดกของนางบงกชได้มาไม่ถูกต้อง..ทั้งที่ที่ดินจังหวัดตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ถูกต้องแล้ว.. จนทำให้นางบงกชต้องฟ้องขับไล่ โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้เช่าที่หมดสัญญาย้ายออก.. แต่กลับหน้าด้านยื่นอุทธรณ์สมเป็นชายชาติทหารจริง ๆ.. อีกไม่กี่วันก็รู้ผลแล้ว..เตรียมตัวเอาปี๊บคลุมหัวกันได้เลย..ชาวบ้านเรียกว่าเนรคุณ.. คนทั่วไปเรียกคนแบบนี้ว่าอะไรไปคิดกันเอง.. อุ๊ป!!! อย่าลืมอ่านแบบเต็ม ๆ รวมถึงกรมเจ้าท่าและวัฒนธรรม .157 ใน นสพ. โพสท์นิวส์ ฉบับเดือน พ.ค. นี้ แน่นอน.." วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวหลายครั้งติดต่อกัน ครั้งที่ 1 เวลา 10.09 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "อีกหนึ่งวันที่กระบวนการยุติธรรมจะคืนความชอบธรรมให้กับประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกนายทุนหน้าด้านหน้าหนาหมดสัญญาเช่าที่ดินไม่ยอมย้ายออก. น่าอับอายจริง ๆ อ้างมั่ว ๆ ขอเช่าสิทธิริมตลิ่งกับกรมเจ้าท่า..รู้ไม่จริงหรือแกล้งโง่.. สิทธิริมตลิ่งเป็นของเจ้าของที่ดินริมแม่น้ำ..ยังดื้อดันยืดเวลาออกไปหวังค้าขายกอบโกยแล้วหนี โหววนี่หรือคน.." ครั้งที่ 2 เวลา 10.11 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "เพิ่งลงมาจากศาลได้ความนัดตรวจสอบที่ดิน.. เรื่องนี้ไม่ตรวจสอบอะไรเพราะที่ดินจังหวัดได้มาตรวจสอบและแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว" ครั้งที่ 3 เวลา 10.13 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "แต่จำเลยได้ยื้อเวลาให้นานที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ในการใช้พื้นที่เช่าที่หมดสัญญาเช่าแล้ว.." ครั้งที่ 4 เวลา 10.13 นาฬิกา จำเลยส่งข้อความว่า "ก็ไม่เป็นไรมีความสุขบนความทุกข์ของคนที่มีบุญคุณให้เช่าที่ดินทำมาหากินจนมั่งมีแต่ทำตัวดี้ดี..เวรกรรมสมัยนี้เร็วยิ่งกว่าจรวดซะอีก 55" วันที่ 22 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวว่า "อดีตนายทหารเต๊ะจุ้ย..มาดเหลือรับทาน..ไร้สำนึก ไร้วุฒิอุปโลกน์ ไล่ไม่ไปไหนยังมีอยู่ไหมที่ไหนกันบ้าง..? แจ้งเข้ามาจะส่งเสริมให้สังคมรู้..หรือว่าเค้ารู้กันทั้งเมืองแล้ว..555" และวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยส่งข้อความเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มดังกล่าวว่า "กรณีฟ้องร้องขับไล่..โจทก์ได้ฟ้องแพ่งไปพร้อม ๆ กัน..ด้านอยู่ก็สู้กัน..พอถึงจุดนั้นก็อ้างล้มละลาย.. โถว ๆ โจทก์เค้าบันทึกข้อมูลทุกอย่างของจำเลยไว้หมดว่าที่อ้างล้มละลายน่ะอุปโลกน์..รถหรู สินทรัพย์ถึงจะเป็นชื่อลูกชื่อเมียก็ไม่รอดนะคร๊าบบ..ฟ้องแพ่งวันละแสน..นี่ก็จะแปดเดือนแล้ว.. บวกคูณเอาว่าเท่าไหร่ 55+"

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องใหม่ และมีคำพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะพิจารณา และต่อมาได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิพากษายกฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 แต่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (3) ดังนั้นการไต่สวนมูลฟ้องโดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนเดียวในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ จึงเป็นเพียงการย้อนสำนวนมาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาใหม่ในส่วนที่ไม่ชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 29 (3) เท่านั้น ศาลชั้นต้นหาจำต้องไต่สวนมูลฟ้องใหม่อีกแต่อย่างใดไม่ และเมื่อทนายโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์หมดพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 14 ธันวาคม 2559 การไต่สวนมูลฟ้องย่อมเสร็จสิ้นลงโดยชอบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมได้อีก ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนเพิ่มเติมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วยมานั้น ชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะ เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 31 (1) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย่อมมีอำนาจตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนคดีและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะจึงเป็นการพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะโดยชอบตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามภาพถ่ายแล้ว แม้ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายโสรวาร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนางสาวภัทราภรณ์ ญาติของโจทก์ว่าโจทก์เป็นอดีตทหารและเช่าที่ดินจากนางบงกชซึ่งอยู่ติดสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารชื่อ "แพโฟลทติ้ง" ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี และยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกับนางบงกชด้วย เมื่อนายโสรวารอยู่ในกลุ่มไลน์เดียวกับจำเลยและนางสาวภัทราภรณ์ได้อ่านข้อความ ก็เข้าใจทันทีว่า บุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้น หมายถึงโจทก์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายข้อความแล้ว ปรากฏว่า วันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลา 21.52 นาฬิกา มีสมาชิกในกลุ่มไลน์ซึ่งใช้ชื่อว่า KAN BURI ได้ลงข้อความต่อจากจำเลยว่า "รอคดีแพ่งครับ มีอ้วก" จากนั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เวลา 11.14 นาฬิกา จำเลยจึงลงข้อความได้ความว่า ในคดีแพ่ง ฟ้องขับไล่ มีการเรียกค่าเสียหายวันละแสนเป็นเวลาใกล้ครบ 8 เดือนแล้ว ข้อความของสมาชิกในกลุ่มไลน์ที่ใช้ชื่อว่า KAN BURI ดังกล่าวจึงสอดรับกับข้อความที่จำเลยลงในวันถัดไป เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจได้ว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงคือโจทก์ เมื่อข้อความดังกล่าวอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คดีโจทก์จึงมีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 แต่สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้ ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ไว้พิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอก (พิเศษ) ส.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางวราทิพย์ จตุวรพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2562
#638671
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า "วินาศภัย" ว่า ให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้นการที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยเอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดไว้สองประการ กล่าวคือ ประการแรกความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ประการที่สอง การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง จึงเห็นได้ว่าในข้อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ระบุเรื่องการใช้รถยนต์ผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์ เป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยไว้ไม่ ทั้งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยรวมตลอดถึงเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ก็ไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุไว้ว่าหากผู้เอาประกันภัยนำรถไปใช้ผิดเงื่อนไขจะทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิด เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดและเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่โจทก์นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปใช้ผิดเงื่อนไขโดยออกให้บุคคลภายนอกเช่าจึงไม่เป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาจึงไม่ชอบและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โจทก์ฎีกาในปัญหานี้อีกว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ออกให้เช่าในกรณีนี้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน โดยโจทก์ฎีกาว่า ธ. ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์ไปจากโจทก์มาตั้งแต่ต้น เหตุที่ทำสัญญาเช่าก็เพื่อเป็นกลอุบายเพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์คันดังกล่าว การที่ ธ. รับมอบหรือครอบครองรถยนต์จึงไม่ใช่การรับมอบหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 5.1 ในข้อนี้โจทก์มี ธ. ตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ธ. ได้ใช้กลอุบายหลอกทำสัญญาเช่ารถยนต์ของโจทก์เพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป โดยไม่มีเจตนาเช่าจริง และ ธ. ได้ร่วมกับพวกใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการลักรถยนต์รายอื่นในจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายครั้งตามหมายจับ ธ. ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหากระทำความผิดฐานลักทรัพย์และหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ให้จับตัวพวกของ ธ. รวม 2 คน ข้อหากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายและมี น. เบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยถูก ธ. ขอทำสัญญาเช่ารถยนต์ของพยานโดยไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์จริงเช่นกัน โดยในคืนเดียวกับวันทำสัญญาเช่า ธ. ได้ตัดสัญญาณติดตามรถยนต์ของพยานออกเพื่อไม่ให้สามารถติดตามรถยนต์ได้ เมื่อ ธ. ถูกจับกุมก็ยอมรับกับพยานว่าไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์แต่ต้องการจะนำรถไปขายต่อ เห็นว่า พฤติการณ์ของ ธ. ที่ขอเช่ารถยนต์จากบุคคลหลายคนซึ่งได้ความจากคำเบิกความของ น. และคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ว่า เมื่อได้ครอบครองรถยนต์แล้ว ธ. ลักรถยนต์ไปขายต่อ สอดคล้องกับคำเบิกความของ ธ. เองที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำทีเป็นเช่ารถยนต์จากฝ่ายโจทก์โดยมีเจตนาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ แสดงให้เห็นว่า ธ. มิได้มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อใช้สอย หากแต่มีเจตนามาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ไปจากโจทก์ การติดต่อขอเช่ารถยนต์เป็นเพียงวิธีการหรือกลอุบายเพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ที่จำเลยให้การและนำสืบหักล้างว่าโจทก์เคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ธ. กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ กรณีจึงไม่ใช่ ธ. กระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การแจ้งความเป็นเพียงการร้องทุกข์กล่าวหาในเบื้องต้น ส่วนการกระทำของ ธ. จะเป็นการกระทำความผิดฐานใดต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลซึ่งจะมีต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าแม้โจทก์ได้แจ้งความในเบื้องต้นให้ดำเนินคดีแก่ ธ. ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ต่อมาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพฤติการณ์ของ ธ. เป็นลักษณะลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ธ. ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์ แต่มีเจตนาลักเอารถยนต์นั้นมาแต่ต้น การที่ ธ. ได้รถยนต์ไปอยู่ในความครอบครองจึงมิใช่การครอบครองตามสัญญาเช่า ดังนั้นที่ ธ. นำรถยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปจึงไม่เป็นกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามข้อ 5.1 ดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนทุนประกันภัยที่ระบุไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 618,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กง 4077 น่าน และได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 สิ้นสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 กำหนดทุนประกันภัยรถยนต์สูญหาย 600,000 บาท โดยระบุการใช้รถยนต์ "ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า" และในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความเสียหาย หรือไฟไหม้อันเกิดจาก 5.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว ข้างต้น 5.2 การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง ตามเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 นายธิปกร ทำสัญญาเช่ารถยนต์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ไปจากนายสราวุธ ตัวแทนโจทก์ แล้วลักรถยนต์คันดังกล่าวไป หลังจากคดีนี้นายธิปกรได้ร่วมกับพวกลักรถยนต์ในลักษณะเช่นนี้จนถูกออกหมายจับ ต่อมาถูกศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชลงโทษจำคุก โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยปฏิเสธความรับผิดอ้างว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายโดยการยักยอกของผู้เช่าซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ข้อ 5.1 ดังกล่าว ตามหนังสือเรื่องขอชี้แจงความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันรถยนต์ คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่ารถยนต์สูญหายเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองตามสัญญาเช่าย่อมเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกัน พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า กรมธรรม์ได้ระบุเงื่อนไขการใช้รถยนต์ "ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า" แสดงให้เห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยไม่ประสงค์จะคุ้มครองถึงกรณีที่มีการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปให้บุคคลอื่นเช่า การที่โจทก์นำรถที่เอาประกันภัยออกให้บุคคลภายนอกเช่า จึงเป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาข้อแรกในทำนองว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ไม่ชอบ เห็นว่า สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 ได้ให้นิยามคำว่า "วินาศภัย" ว่า ให้หมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนั้นการที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่จำเลยเอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดไว้สองประการ กล่าวคือ ประการแรก ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนอง หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ประการที่สอง การใช้รถยนต์นอกอาณาเขตที่คุ้มครอง จึงเห็นได้ว่าในข้อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ระบุเรื่องการใช้รถยนต์ผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์ เป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยไว้ไม่ ทั้งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยรวมตลอดถึงเงื่อนไขและการคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ก็ไม่มีเงื่อนไขข้อใดที่ระบุไว้ว่าหากผู้เอาประกันภัยนำรถไปใช้ผิดเงื่อนไขจะทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิด เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดและเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่โจทก์นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปใช้ผิดเงื่อนไขโดยออกให้บุคคลภายนอกเช่า จึงไม่เป็นการกระทำเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาจึงไม่ชอบและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โจทก์ฎีกาในปัญหานี้อีกว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ออกให้เช่าในกรณีนี้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน โดยโจทก์ฎีกาว่านายธิปกรไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์ไปจากโจทก์มาตั้งแต่ต้น เหตุที่ทำสัญญาเช่าก็เพื่อเป็นกลอุบายเพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป จึงถือว่าไม่มีการเช่ารถยนต์คันดังกล่าว การที่นายธิปกร รับมอบหรือครอบครองรถยนต์จึงไม่ใช่การรับมอบหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 5.1 ในข้อนี้โจทก์มีนายสมคิด ตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า นายธิปกรได้ใช้กลอุบายหลอกทำสัญญาเช่ารถยนต์ของโจทก์เพื่อจะลักรถยนต์ดังกล่าวไป โดยไม่มีเจตนาเช่าจริง และนายธิปกรได้ร่วมกับพวกใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการลักรถยนต์รายอื่นในจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายครั้งตามหมายจับนายธิปกร ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ให้จับตัวพวกของนายธิปกร รวม 2 คน ข้อหากระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย และมีนางนิภาพรเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยถูกนายธิปกรขอทำสัญญาเช่ารถยนต์ของพยานโดยไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์จริงเช่นกัน โดยในคืนเดียวกับวันทำสัญญาเช่า นายธิปกรได้ตัดสัญญาณติดตามรถยนต์ของพยานออกเพื่อไม่ให้สามารถติดตามรถยนต์ได้ เมื่อนายธิปกรถูกจับกุมก็ยอมรับกับพยานว่าไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์แต่ต้องการจะนำรถไปขายต่อ เห็นว่า พฤติการณ์ของนายธิปกรที่ขอเช่ารถยนต์จากบุคคลหลายคนซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางนิภาพรและคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ว่า เมื่อได้ครอบครองรถยนต์แล้วนายธิปกรลักรถยนต์ไปขายต่อ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายธิปกรเองที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำทีเป็นเช่ารถยนต์จากฝ่ายโจทก์โดยมีเจตนาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ แสดงให้เห็นว่า นายธิปกรมิได้มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อใช้สอย หากแต่มีเจตนามาแต่ต้นที่จะลักรถยนต์ไปจากโจทก์ การติดต่อขอเช่ารถยนต์เป็นเพียงวิธีการหรือกลอุบายเพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ที่จำเลยให้การและนำสืบหักล้างว่าโจทก์เคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายธิปกรกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ กรณีจึงไม่ใช่นายธิปกรกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การแจ้งความเป็นเพียงการร้องทุกข์กล่าวหาในเบื้องต้น ส่วนการกระทำของนายธิปกร จะเป็นการกระทำความผิดฐานใดต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลซึ่งจะมีต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้โจทก์ได้แจ้งความในเบื้องต้นให้ดำเนินคดีแก่นายธิปกรในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ต่อมาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพฤติการณ์ของนายธิปกรเป็นลักษณะลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายธิปกร ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์ แต่มีเจตนาลักเอารถยนต์นั้นมาแต่ต้น การที่นายธิปกรได้รถยนต์ไปอยู่ในความครอบครองจึงมิใช่การครอบครองตามสัญญาเช่า ดังนั้นที่นายธิปกรนำรถยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปจึงไม่เป็นกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามข้อ 5.1 ดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนทุนประกันภัยที่ระบุไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยตามสำนวนไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด แต่ได้ความว่าจำเลยมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 จึงถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอมานับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 จึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่ขอ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 18,750 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 869
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอภิสิทธิ์ มีเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
เมทินี ชโลธร
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2562
#639568
เปิดฉบับเต็ม

กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ได้นำพฤติการณ์ที่โจทก์มีส่วนประมาทร่วมด้วยมาวินิจฉัยลดความรับผิดตามจำนวนเงินในเช็คปลอมให้จำเลยชดใช้ลงไปแล้ว ประเด็นข้อนี้โจทก์ไม่ได้ฎีกา คดีจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่อีก

รายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมีคุณสมบัติการเขียนรูปลักษณะลายมือชื่อแตกต่างกันกับที่ปรากฏในการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อ การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คปลอมให้ อ. เบิกถอนเงินไปจากบัญชีของโจทก์ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานจำเลยด้วย ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักบัญชีกระแสรายวันเอาแก่โจทก์โดยละเมิด แม้จะมีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คในกรณีที่โจทก์ประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็ค เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปและมีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายนำมาเบิกเงินจากจำเลยก็ตาม จำเลยก็จะยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอม เป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2562
#640608
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 30 วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมก่อนวันที่จำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาล แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ ประเด็นว่าจำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาวินิจฉัย ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นเป็นข้ออ้างในชั้นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยกเหตุตามฎีกาของโจทก์ขึ้นพิจารณาวินิจฉัย แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 101,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 กันยายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจรับประกันภัย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์เสนอคำขอเอาประกันภัยแบบไม่ตรวจสุขภาพ ประกันชีวิตนายวิชาญ ผู้ตาย แบบประกันชั่วระยะเวลา 15 ปี (พีแอล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 500,000 บาท กับสัญญาเพิ่มเติมอุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลพิเศษ ค่าชดเชยรายวันอีกวันละ 1,000 บาท ไว้ต่อจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยรับประกันชีวิตและประกันภัยดังกล่าวในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2557 ผู้ตายถึงแก่ความตายจากภาวะติดเชื้อ และการหายใจล้มเหลว หนองในช่องปอด และมีภาวะอื่นที่เป็นเหตุหนุนจากอุบัติเหตุอิฐทับที่หน้าอก ครั้นวันที่ 20 มีนาคม 2557 โจทก์แจ้งขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยได้รับคำขอของโจทก์ในวันที่ 10 เมษายน 2557 แล้วยังไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนโดยขอให้โจทก์ส่งเอกสารเพิ่มเติม จากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 จำเลยได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้ชี้แจงเหตุในการที่ยังไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ก่อนถึงวันนัด จำเลยทำหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตลงวันที่ 5 สิงหาคม 2557 ปฏิเสธความรับผิดส่งถึงโจทก์วันที่ 8 สิงหาคม 2557 โดยอ้างเหตุว่าผู้เอาประกันภัยปกปิดไม่แถลงให้จำเลยทราบว่า ผู้ตายมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคตับอ่อนอักเสบ โรคพิษสุราเรื้อรัง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร และโรคตับแข็ง

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทราบมูลอันควรบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ลงชื่อแทนผู้ตายในคำขอเอาประกันภัยแบบไม่ตรวจสุขภาพ โดยไม่ได้ตอบคำถามและกรอกข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวและประวัติการรักษาตัวของผู้ตายให้จำเลยทราบ สัญญาประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา 15 ปี (พีแอล) ตกเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาลสมุทรสาครในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 และใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 จึงเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 30 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมก่อนวันที่จำเลยได้รับข้อมูลประวัติการรักษาตัวของผู้ตายจากโรงพยาบาลสมุทรสาครในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ ประเด็นว่าจำเลยทราบมูลอันควรจะบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อใด จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาวินิจฉัย ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นเป็นข้ออ้างในชั้นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยกเหตุตามฎีกาของโจทก์ขึ้นพิจารณาวินิจฉัย แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้ก็ตาม

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องสั่งคืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เมทินี ชโลธร
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา