คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4173/2562
#662201
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ท้องที่ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บุคคลภายนอก และท้องที่ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น รวมทั้งท้องที่ที่จำเลยที่ 2 นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยที่ 2 นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 (ปิ่นเกล้า) ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อเขตบางพลัดอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตลิ่งชัน โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งเป็นศาลที่ความผิดเกิดขึ้น อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น ศาลจังหวัดตลิ่งชันจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น" ซึ่งความผิดที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์ทั้งสองสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่าสำหรับพยานโจทก์ปาก ธ. บ. และโจทก์ที่ 2 ได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ขออนุญาตศาลให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา ศาลอนุญาต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจนำบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยมีสัญญาบันทึกข้อตกลงมาแสดง ซึ่งสัญญาบันทึกข้อตกลงระบุชัดว่าทั้งสองฝ่ายตกลงซื้อขายหุ้น 3 โครงการ โดยโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จะซื้อจะชำระเงินโดยต้องรับผิดชอบรายการตามเช็คจำนวน 107 ฉบับ เป็นเงิน 115,000,000 บาท และรายการตามเช็คจำนวน 69 ฉบับ เป็นเงิน 69,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 184,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าซื้อหุ้นทั้ง 3 โครงการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จะขายตกลงจะโอนหุ้นในส่วนของผู้จะขายให้แก่ผู้จะซื้อตามเวลาที่ได้ตกลงกัน ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำหุ้นทั้ง 3 โครงการ มาเป็นหลักประกันการชำระหนี้กู้ยืม หรือมีข้อความในทำนองว่าหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระหนี้เงินกู้ก็จะโอนหุ้นทั้ง 3 โครงการ แทนการชำระหนี้ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบปฏิเสธ ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองนำสัญญาบันทึกข้อตกลง ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาโดยชัดแจ้งแล้วว่าสัญญาบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นบันทึกข้อตกลงซื้อขายหุ้นกันจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดโอนหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบในคดีแพ่ง เป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยโจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานมาสืบชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงจะขายหุ้นทั้ง 3 โครงการให้โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จนเสร็จสิ้นแล้ว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบได้ กลับได้ความจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เองว่าโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ตามรายการสั่งจ่ายเช็คในสัญญาบันทึกข้อตกลงแผ่นที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าสัญญาบันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นกันจริง และโจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียบร้อยแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิทางศาลยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าตนถูกฟ้องคดีดังกล่าวตามรายงานการส่งหมายของเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับโอนหุ้นของตนที่ถือไว้ให้แก่บุคคลภายนอก โดยมีหนังสือนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2557 อันเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการดังกล่าวไปในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับชำระหนี้คือหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับมาเป็นผู้ถือหุ้นดังเดิมแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2557 ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้วต้องหลุดพ้นจากความรับผิดในทางอาญา พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำบันทึกระหว่างกันว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงซื้อขายหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ โครงการซีตรัส 22 และโครงการแอล แอนด์ แอล (กระบี่) โดยโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อจะชำระเงินโดยต้องรับผิดชอบรายการตามเช็ค 107 ฉบับ เป็นเงิน 115,000,000 บาท และรายการตามเช็ค 69 ฉบับ เป็นเงิน 69,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 184,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้จะขายขอรับรองว่าจะโอนหุ้นในส่วนของผู้จะขายทั้งหมดให้ผู้จะซื้อตามเวลาที่ได้ตกลงกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โอนหุ้นโครงการซีตรัส 22 และโครงการแอล แอนด์ แอล (กระบี่) ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งสองแล้ว แต่ไม่โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งสอง ระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้นายจารุเดช และนายเกียรติศักดิ์ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า ศาลจังหวัดตลิ่งชันมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรณีการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ท้องที่ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นโครงการคูล เรสซิเด้นท์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บุคคลภายนอก และท้องที่ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น รวมทั้งท้องที่ที่จำเลยที่ 2 นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 2 นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 (ปิ่นเกล้า) ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อเขตบางพลัดอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตลิ่งชัน โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งเป็นศาลที่ความผิดเกิดขึ้น อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น ศาลจังหวัดตลิ่งชันจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น" ซึ่งความผิดที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์ทั้งสองสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่าสำหรับพยานโจทก์ปากนายธีรไชย์ นายไบจู และโจทก์ที่ 2 ได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ขออนุญาตศาลให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา ศาลอนุญาต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจนำบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 237 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองในชั้นพิจารณายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้น พิเคราะห์แล้ว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 22 ม. 237 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2562
#638678
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปที่ร้านโดนัทที่เกิดเหตุแล้วบอก ส. พนักงานขายว่า "โดนัทที่เหลืออยู่ขอเหมาหมด" เมื่อ ส. นำโดนัทบรรจุใส่กล่องและนำกล่องใส่ถุงพลาสติก และคิดเงินว่าจำนวน 1,440 บาท จำเลยพูดว่า "ทำไมต้องจ่าย เพราะเป็นหุ้นส่วนบริษัท หนูรู้มั้ยว่าพี่เป็นใคร ถ้าไม่รู้ให้โทรไปถาม อ. บอกเค้าว่า น้องชายเค้าที่เป็นเจ้าของตัวจริงจะเอาไปทานบ้าง อีกไม่กี่วันร้านก็ปิดไม่ใช่เหรอ" และหยิบเอาขนมโดนัทเดินออกจากร้านที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ธุรกิจโดนัทที่ร้านเกิดเหตุเป็นธุรกิจในรูปหุ้นส่วน อ. เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งที่ย่อมรับผิดชอบในผลกำไรขาดทุน และทราบว่า อ. เป็นผู้บริหารธุรกิจขายโดนัทจนห้ามมิให้ ท. ที่เป็นน้องชายของจำเลยมายุ่งได้ เงินลงทุนของครอบครัวจำเลยที่ร้านเกิดเหตุหมดไปแล้ว และเป็นภาระหนี้สินที่ ส. และ ล. บิดามารดาจำเลยต้องไปดำเนินการเอากับ อ. ต่างหาก ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยลักษณะหลอกว่าจะเหมาขนมโดนัททั้งหมดและเอาขนมโดนัทไปโดยจงใจไม่จ่ายเงินย่อมทำให้ ส. พนักงานขาย ต้องรับผิดในราคาขนมโดนัทดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์แล้ว ส่วนการที่จำเลยยังถือถุงขนมโดนัทอยู่ภายในศูนย์การค้าด้วยท่าทางการเดินเป็นปกติ ไม่มีลักษณะท่าทางกำลังวิ่งหลบหนี ทั้ง ส. ไม่ได้เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยให้ตามจำเลยมาจ่ายเงิน หาทำให้ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่สำเร็จแล้วไม่เป็นความผิดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาขนมโดนัท 5 กล่อง กล่องละ 12 ชิ้น เป็นเงิน 1,440 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและราคาทรัพย์ที่จำเลยลักไปมีราคาไม่มากนัก ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาขนมโดนัท 5 กล่อง กล่องละ 12 ชิ้น เป็นเงิน 1,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางสาวอัจฉรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยเป็นบุตรของนายสรรเสริญ และนางนงลักษณ์ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยไปที่ร้าน บ. สาขา พ. ร้านที่เกิดเหตุของโจทก์ร่วม แล้วหยิบเอาขนมโดนัท 5 กล่อง กล่องละ 12 ชิ้น ราคา 1,440 บาท ของโจทก์ร่วมไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวสุคนธ์ทิพย์ พนักงานขายร้าน บ. เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุขณะพยานกำลังแต่งหน้าขนมโดนัทอยู่ที่ร้านเกิดเหตุ จำเลยมาที่ร้านเกิดเหตุแล้วบอกพยานว่า "โดนัทที่เหลืออยู่ขอเหมาหมด" พยานนำขนมโดนัทบรรจุใส่กล่อง 5 กล่อง และนำกล่องขนมโดนัทใส่ถุงพลาสติก แล้ววางไว้ที่เคาน์เตอร์ข้างเครื่องคิดเงิน เมื่อคิดเงินเสร็จ พยานบอกจำเลยว่า "1,440 บาท ค่ะ" จำเลยบอกว่า "ทำไมต้องจ่าย เพราะเป็นหุ้นส่วนของบริษัท" แล้วจำเลยหยิบเอาถุงขนมโดนัทเดินออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยไปที่ร้านเกิดเหตุเห็นว่าขนมโดนัทที่เหลืออยู่ในตู้เหลือจำนวนไม่มาก จึงสั่งว่าจะเอาโดนัททั้งหมดที่เหลืออยู่ในตู้ หลังจากที่พนักงานขายจัดขนมโดนัทลงกล่องและจัดใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว พนักงานขายได้แจ้งราคาแก่จำเลยว่าขนมโดนัทมีราคา 1,440 บาท จำเลยตอบกลับพนักงานขายว่า "ทำไมต้องจ่ายตังค์ หนูรู้มั้ยว่าพี่เป็นใคร ถ้าไม่รู้ให้โทรถามคุณแอน (นางสาวอัจฉรา) บอกเค้าว่าน้องชายเค้าที่เป็นเจ้าของตัวจริงจะเอาไปทานบ้าง อีกไม่กี่วันร้านก็ปิดแล้วไม่ใช่เหรอ" พฤติกรรมของจำเลยเป็นการฉกฉวยเอาขนมโดนัทที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ไปต่อหน้านางสาวสุคนธ์ทิพย์โดยไม่จ่ายเงินอันเป็นการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยคิดว่าไม่น่ามีปัญหาจึงหยิบถุงขนมโดนัทดังกล่าวไปโดยไม่จ่ายเงิน โดยถือถุงขนมโดนัทอยู่ภายในศูนย์การค้าด้วยท่าทางการเดินเป็นปกติ ไม่มีลักษณะท่าทางว่ากำลังวิ่งหลบหนี ทั้งนางสาวสุคนธ์ทิพย์ไม่ได้เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยให้ตามจำเลยมาจ่ายเงิน โดยจำเลยอ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ติดต่อบริษัท บ. ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ให้มาเปิดแฟรนไชส์ที่ประเทศไทย โดยติดต่อกับนายคาวิน ผ่านการแนะนำของนางสาวอัจฉรา จากนั้นเปิดบริษัท ย. กับนางสาวอัจฉรา เพื่อดำเนินธุรกิจขายขนมโดนัทยี่ห้อ บ. แต่หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จำเลยเห็นว่าธุรกิจขายขนมโดนัทไม่น่าจะได้กำไร จึงบอกนางสาวอัจฉรา ทำให้นางสาวอัจฉราโกรธ จากนั้นมารดาจำเลยโทรศัพท์มาแจ้งจำเลยว่าจำเลยไม่ต้องทำธุรกิจนี้แล้ว แต่จะให้นายทศพล น้องชายจำเลยเป็นผู้เปิดบริษัท ค. เพื่อดำเนินธุรกิจขายขนมโดนัทยี่ห้อ บ. แทน โดยมีบิดาจำเลยเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด บริษัท ค. ดำเนินการเปิดร้าน บ. ทั้งสาขาศูนย์การค้า พ. (ร้านที่เกิดเหตุ) และสาขา ป. โดยจำเลยไม่ทราบว่าบริษัทโจทก์ร่วมเข้ามาเกี่ยวข้องกับร้าน บ. ได้อย่างไร ในระหว่างเตรียมเปิดร้าน บ. นางสาวอัจฉรากับนายทศพลมีปัญหากัน โดยนางสาวอัจฉราโทรศัพท์มาบอกจำเลยว่า นายทศพลเข้ามาถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับทุกอย่างในร้าน ทั้งเรื่องบัญชีและเรื่องต่าง ๆ นางสาวอัจฉราจึงให้จำเลยไปเตือนนายทศพลว่าอย่ามายุ่งมิฉะนั้นจะนำตำรวจมาจับ จากคำเบิกความของจำเลยดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทราบมาโดยตลอดว่าธุรกิจขายขนมโดนัทมีนางสาวอัจฉราเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งที่ย่อมต้องรับผิดชอบในผลกำไรขาดทุนในธุรกิจขายขนมโดนัท ทั้งทราบว่านางสาวอัจฉราเป็นผู้บริหารธุรกิจขายขนมโดนัทจนสามารถห้ามมิให้นายทศพลมายุ่ง ประกอบกับยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าก่อนเกิดเหตุ 3 วัน จำเลยโทรศัพท์หานางสาวอัจฉราเพื่อถามว่าเงินลงทุนของครอบครัวจำเลยที่ร้านเกิดเหตุไปไหน แต่นางสาวอัจฉราไม่รับโทรศัพท์ จำเลยจึงนำข้อความที่จำเลยคุยกับนางสาวอัจฉราในเรื่องที่จำเลยทวงเงินคืนไปปิดบริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุ อันแสดงว่า จำเลยทราบแล้วว่าเงินลงทุนของครอบครัวจำเลยที่ร้านเกิดเหตุหมดไปแล้ว ทั้งทราบว่าร้านที่เกิดเหตุนางสาวอัจฉราเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการจึงนำข้อความทวงถามเงินไปปิดบริเวณร้านที่เกิดเหตุ ส่วนการตกลงในการลงทุนที่นายสรรเสริญ และนางนงลักษณ์ บิดามารดาจำเลยมอบให้นางสาวอัจฉราไปดำเนินการใช้จ่ายมีอยู่จริงหรือไม่ก็เป็นภาระหนี้สินที่นายสรรเสริญและนางลักษณ์ต้องดำเนินการเอากับนางสาวอัจฉราต่างหาก พยานหลักฐานที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทราบแล้วว่าธุรกิจขายขนมโดนัทที่ร้านเกิดเหตุมิใช่ธุรกิจของครอบครัวจำเลยฝ่ายเดียว หรือทราบแล้วว่าธุรกิจขายโดนัทที่ร้านเกิดเหตุเป็นธุรกิจในรูปหุ้นส่วน และการที่จำเลยแสดงพฤติกรรมลักษณะหลอกว่าจะซื้อเหมาขนมโดนัททั้งหมดและเอาขนมโดนัทไปโดยจงใจไม่จ่ายเงินย่อมทำให้นางสาวสุคนธ์ทิพย์ พนักงานขายของโจทก์ร่วมต้องรับผิดในราคาขนมโดนัทดังกล่าว ข้อเท็จจริงไม่น่าเชื่อว่าการที่จำเลยหยิบถุงขนมโดนัทดังกล่าวไปโดยไม่จ่ายเงินจะไม่มีปัญหาหรือคงเป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพียงลอย ๆ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์สำเร็จแล้ว ส่วนการที่จำเลยยังถือถุงขนมโดนัทอยู่ภายในศูนย์การค้าด้วยท่าทางการเดินเป็นปกติ ไม่มีลักษณะท่าทางว่ากำลังวิ่งหลบหนี ทั้งนางสาวสุคนธ์ทิพย์ไม่ได้เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยให้ตามจำเลยมาจ่ายเงิน หาทำให้ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่สำเร็จแล้วไม่เป็นความผิดตามที่จำเลยต่อสู้แต่อย่างไรไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวสุชนาภัสร์ แสงโสมไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4087/2562
#635898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 1 ไปที่กระท่อมของจำเลย จำเลยข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ให้ออกจากกระท่อม เพื่อต้องการกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้โจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ภายในกระท่อมกับจำเลย ทั้งนี้ ไม่ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ที่ใด หากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา การที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากกระท่อมของจำเลย เป็นการแยกอำนาจปกครองโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากโจทก์ร่วมที่ 2 แม้เพียงชั่วคราวก็เป็นการพรากผู้เยาว์ เมื่อจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปจากโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางมาที่กระท่อมจำเลยพร้อมเด็กชาย ศ. ทั้งสองครั้ง จำเลยมิได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 มาที่กระท่อมที่เกิดเหตุและมิได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากกระท่อมไปที่ใด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ล. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และนาย บ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,800,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 18 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย 50,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องขอ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วมที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ชนะคดี ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 และจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง อ. โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปีเศษ และอยู่ในความดูแลของนาย บ. โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นตา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่กับเด็กชาย ศ. ซึ่งเป็นหลานจำเลย จำเลยโทรศัพท์มาหาเด็กชาย ศ. ให้ซื้อขนมไปให้จำเลยที่กระท่อมที่เกิดเหตุไม่มีเลขที่ เด็กชาย ศ. ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปที่กระท่อมด้วย เมื่อไปถึงเด็กชาย ศ. เอาขนมเข้าไปให้จำเลย โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กชาย ศ. จะกลับบ้าน จำเลยให้เด็กชาย ศ. กลับบ้านเพียงคนเดียว แต่บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าห้ามกลับ โจทก์ร่วมที่ 1 กลัวจึงไม่กล้ากลับบ้าน แล้วจำเลยดึงตัวโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในกระท่อม โจทก์ร่วมที่ 1 พยายามขัดขืน จำเลยให้โจทก์ร่วมที่ 1 นั่งลงแล้วถอดเสื้อผ้าและกางเกงชั้นในของโจทก์ร่วมที่ 1 ออก จากนั้นจำเลยจูบปาก จับหน้าอกและนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 ขยับเข้าออกประมาณ 10 ถึง 20 นาที โจทก์ร่วมที่ 1 เห็นมีน้ำสีขาวขุ่นออกจากอวัยวะเพศของจำเลย จากนั้นจำเลยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ใส่เสื้อผ้า และพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ไม่ให้โจทก์ร่วมที่ 1 เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง และจำเลยให้เงินโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 500 บาท ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2558 ช่วงบ่าย ขณะโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งเล่นกับเด็กชาย ศ. จำเลยโทรศัพท์ให้เด็กชาย ศ. ซื้อน้ำแข็งและขนมไปให้จำเลยที่กระท่อมเกิดเหตุ เด็กชาย ศ. ชวนโจทก์ที่ 1 ไปด้วย โจทก์ร่วมที่ 1 ปฏิเสธ แต่เด็กชาย ศ. บอกไม่มีเพื่อน โจทก์ร่วมที่ 1 จึงซื้อน้ำแข็งและขนมแล้วเดินทางไปที่กระท่อมเกิดเหตุกับเด็กชาย ศ. พอโจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กชาย ศ. ไปถึงกระท่อมจำเลยให้เด็กชาย ศ. ไปซื้อบุหรี่ เมื่อเด็กชาย ศ. ออกไปแล้ว จำเลยดึงโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในกระท่อมแล้วให้นั่งลง จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าและกางเกงในโจทก์ร่วมที่ 1 ออกแล้วนอนทับตัว จูบปาก ลูบหน้าอกโจทก์ร่วมที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศโจทก์ร่วมที่ 1 ขยับเข้าออกมาประมาณ 10 ถึง 20 นาที โดยไม่สวมถุงยางอนามัย สักพักจำเลยลุกขึ้นจากตัวโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 เห็นน้ำสีขาวขุ่นออกจากอวัยวะเพศของจำเลย จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 อีกว่า ไม่ให้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังและมอบเงินจำนวน 500 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2558 ประจำเดือนโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่มาตามกำหนด โจทก์ร่วมที่ 1 จึงให้เด็กชาย ศ. ไปบอกจำเลยให้ซื้อเครื่องตรวจครรภ์มาให้ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2558 เวลาประมาณเที่ยงคืน ขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ออกไปจับจิ้งหรีดที่กลางทุ่งนา โจทก์ร่วมที่ 2 พบเครื่องตรวจครรภ์ใต้ที่นอนโจทก์ร่วมที่ 1 จึงสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้โจทก์ร่วมที่ 2 ฟัง เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ทราบเรื่อง จึงเรียกจำเลยมาเจรจา จำเลยรับว่าได้ล่วงเกินโจทก์ร่วมที่ 1 และยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย และในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีนาย ส. ผู้ใหญ่บ้านร่วมฟังการสอบสวน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จริง เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อายุไม่เกินสิบห้าปี และมิใช่ภริยาจำเลย ดังนั้นไม่ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีเด็กชาย ศ. เป็นพยานสำคัญนั้น เห็นว่า เด็กชาย ศ. เบิกความว่า เคยไปกระท่อมที่เกิดเหตุกับโจทก์ร่วมที่ 1 หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี 2558 จำวันที่และเดือนไม่ได้ โดยเด็กชาย ศ. ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ถูกจำเลยกระทำชำเรา ซึ่งในขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยกระทำชำเรา โจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ภายในกระท่อมที่เกิดเหตุกับจำเลยเพียงสองคน เด็กชาย ศ. ไม่ได้อยู่ในกระท่อมด้วยและไม่เห็นเหตุการณ์ เด็กชาย ศ. จึงมิใช่พยานสำคัญดังที่จำเลยฎีกา พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางไปพบจำเลยเอง จำเลยมิได้พรากผู้เยาว์และมิได้พาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไปที่กระท่อมของจำเลย จำเลยข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ให้ออกจากกระท่อม เพื่อต้องการกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองไม่ทราบเรื่องและไม่ยินยอมให้โจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ภายในกระท่อมกับจำเลย ทั้งนี้ ไม่ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ที่ใด หากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา การที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากกระท่อมของจำเลย เป็นการแยกอำนาจการปกครองโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากโจทก์ร่วมที่ 2 แม้เพียงชั่วคราวก็เป็นการพรากผู้เยาว์ เมื่อจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปจากโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาพาผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางมาที่กระท่อมจำเลยพร้อมเด็กชาย ศ. ทั้งสองครั้ง จำเลยมิได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 มาที่กระท่อมที่เกิดเหตุและมิได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากกระท่อมไปที่ใด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนเรื่องค่าเสียหายจำเลยฎีกาว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท ให้โจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว จึงมิต้องรับผิดในดอกเบี้ยอีกและจำเลยมิได้พรากผู้เยาว์จึงมิต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมที่ 2 นั้น เห็นว่า ค่าเสียหายที่จำเลยชำระแล้วกับค่าเสียหายตามคำพิพากษาเป็นคนละส่วนกัน เมื่อหนี้ที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวด้วย ส่วนค่าเสียหายของโจทก์ร่วมที่ 2 ศาลล่างทั้งสองยกคำขอส่วนนี้ จำเลยจึงมิต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรื่องค่าเสียหายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ให้ยกฟ้องจำเลยข้อหาพาผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
เด็กหญิง อ. โดยนางสาว ล.
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเอกดนัย เตชะจงจินตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4033/2562
#636370
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป กระทำความผิดฐานก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย พยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งกระทำการตามหน้าที่ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้าย กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและความผิดที่จำเลยกับพวกสมคบกันเพื่อกระทำมีกำหนดโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพล อาวุธและทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษจำเลยกับพวกฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายในการกระทำคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/2, 209, 210, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 74, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระสุนปืน ปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมัน และเพาเวอร์เจล ของกลางที่ใช้หมดไปในการตรวจพิสูจน์ และบัตรประจำตัวประชาชน 2 ใบ โดยให้ริบเครื่องรับวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 74, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก (เดิม), 210 วรรคสอง (เดิม), 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (2)) ประกอบ มาตรา 80 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีและใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอบโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 3 ปี และฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว ริบของกลาง โดยให้ริบเครื่องรับวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพล หรืออาวุธ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนเกิดเหตุมีคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" อันเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีการและมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดน ยึดอำนาจปกครองของรัฐในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า "รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม" โดยมีการก่อการร้ายร่วมกันฝึกฝนการก่อการร้าย การใช้อาวุธปืน การก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อใช้ก่อการร้าย กระทำการเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน บีบบังคับให้รัฐบาลไทยแบ่งแยกดินแดนตามที่ต้องการ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ร้อยโทถนอมพงษ์ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 1522 เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะไปถึงบริเวณสะพานคู่ บ้านตะโลเว หมู่ที่ 9 ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ถูกคนร้ายซุ่มโจมตีทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 คน หลังจากนั้นมีการประชุมร่วมกันระหว่างชุดของร้อยโทไพรัตน์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4716 ผู้เสียหาย กับชุดของร้อยโทถนอมพงษ์ เพื่อออกติดตามคนร้าย เมื่อชุดของผู้เสียหายเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุพบกลุ่มคนร้ายอยู่ที่เพิงพักจึงเกิดการยิงต่อสู้กัน จากนั้นคนร้ายหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึดสิ่งของ 25 รายการ ไว้เป็นของกลาง อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดของกลางเป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดตามกฎหมาย ส่วนวัตถุระเบิดเป็นชนิดที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตให้ได้ และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดของกลางสามารถประกอบรวมกันเป็นวัตถุระเบิดได้ วิทยุสื่อสารของกลางเป็นวิทยุคมนาคมตามกฎหมายที่สามารถใช้การได้ และเจ้าพนักงานไม่เคยออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ใดมาก่อน พนักงานสอบสวนตรวจสอบการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนพบว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อน พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับจำเลยกับพวก ต่อมาจำเลยถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พนักงานสอบสวนจึงไปขอรับตัวจำเลยมาดำเนินคดีโดยแจ้งข้อกล่าวหาในชั้นจับกุมเป็นคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุมต่อหน้าทนายความ จำเลยยังคงให้การปฏิเสธ

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย และฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า พันตรีไพรัตน์ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนมีเหตุเชื่อมโยงกันตั้งแต่หลังจากที่พันโทถนอมพงษ์กับพวกถูกผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ซุ่มโจมตี ผู้เสียหายเรียกสายข่าวมาสอบถามทราบว่าคนร้ายเป็นกลุ่มของนายมะกะตาร์ พร้อมทั้งแจ้งตำแหน่งของฐานปฏิบัติการและวาดแผนที่ให้ จึงร่วมวางแผนกับชุดของพันโทถนอมพงษ์และออกเดินทางไปยังจุดที่รับแจ้งก็พบกับกลุ่มคนร้ายกับฐานปฏิบัติการตามที่รับแจ้ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูงเดินทางเข้าไปลำบากและอันตราย หากไม่ได้รับแจ้งจากสายข่าวจริงคงเป็นการยากที่จะไปพบฐานปฏิบัติการดังกล่าว ครั้นเมื่อพบฐานปฏิบัติการแล้วพยานทั้งสองไปซุ่มดูพบกลุ่มคนร้ายในลักษณะมีอาวุธครบมือไม่น้อยกว่า 5 คน พยานทั้งสองเบิกความยืนยันว่า กลุ่มคนร้ายที่พยานจำได้คือ จำเลย นายมะกะตาร์ นายแวสูไฮดี นายรุสลาม เนื่องจากจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะสิบเอกมะตอเฮเบิกความว่า ก่อนออกปฏิบัติการผู้เสียหายจะนำภาพถ่ายของคนร้ายซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะเข้าไปพิสูจน์ทราบมาให้ดูตามที่สายข่าวแจ้งก่อนทุกครั้ง วันเกิดเหตุสิบเอกมะตอเฮนำสำเนาภาพถ่ายของคนร้ายติดตัวไปด้วยแล้วนำออกมาดู และจำได้ว่าแต่ละคนเป็นใครบ้าง จากนั้นมีการซุ่มดูเหตุการณ์อยู่นานประมาณ 15 ถึง 20 นาที จนมั่นใจว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าวคือเป้าหมายที่ผู้เสียหายแจ้งมา ประกอบกับขณะนั้นเป็นเวลากลางวันมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์มองเห็นหน้ากันได้ชัดเจนและคนร้ายกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ปิดบังใบหน้า ทั้งตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุก็ปรากฏว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นป่าทึบมากนัก หลังจากนั้นพยานทั้งสองกับพวกเกิดการยิงปะทะกับกลุ่มของจำเลยและพวกประมาณ 10 นาที จำเลยกับพวกหลบหนีไปทางร่องน้ำด้านข้างขนำซึ่งมีลักษณะเป็นฐานปฏิบัติการ ผู้เสียหายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าควบคุมพื้นที่และประสานให้ชุดของพันโทถนอมพงษ์กับพวกช่วยควบคุมพื้นที่ โดยพันโทถนอมพงษ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อกลุ่มคนร้ายหลบหนีไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เข้าไปตรวจพื้นที่ได้พบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและบัตรประกันสุขภาพของจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทโอฬาร พนักงานสอบสวนในเบื้องต้นว่า พยานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานไปตรวจที่เกิดเหตุ พบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยอยู่ในขนำ โดยพยานทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุระบุในข้อ 12 ว่า ตรวจยึดบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและนายอับดุลเลาะห์ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ชุดที่เข้าไปปะทะกับคนร้ายทราบว่ามีการนำบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวมาจากกระเป๋าแล้ววางไว้เพื่อถ่ายรูป โดยเจ้าหน้าที่ใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการปนเปื้อนดีเอ็นเอพร้อมทั้งส่งไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอพร้อมกับของกลางอื่น ที่จำเลยเบิกความอ้างว่า บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยสูญหายไป จำเลยจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรปะแตแล้วไปทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการแจ้งความมาแสดงในชั้นพิจารณา หากจำเลยมิได้ร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้ายในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะตรวจยึดมาเป็นของกลางได้อย่างไร และโจทก์ยังมีพันตำรวจโทกิตติซึ่งรับสำนวนการสอบสวนมาจากพันตำรวจโทโอฬารเป็นพยานเบิกความรับรองว่า พยานได้สอบปากคำผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮไว้ และมีรายละเอียดว่า ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮยืนยันว่า กลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ คือ จำเลย นายแวสูไฮดี นายอับดุลเลาะห์ นายรุสลาม และนายสาฮารีดัง กับชี้ภาพจำเลยกับพวกไว้ จึงเชื่อว่าผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮจำหน้าจำเลยกับพวกได้จริง พยานโจทก์ดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายจำเลยแต่ประการใด เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นและทราบมาตามความสัตย์จริง อีกทั้งโจทก์มีร้อยเอกจิรายุทธ์ เจ้าหน้าที่ผู้ซักถามเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยให้ถ้อยคำว่า จำเลยเคยถูกเชิญตัวมาที่ศูนย์ซักถามครั้งหนึ่งแล้วมีการปล่อยตัวไป ต่อมาในปี 2551 นายแวสูไอดีมาชวนจำเลยเข้าไปร่วมกับกลุ่มขบวนการก่อการร้ายอีกครั้ง หลังจากที่จำเลยเข้าร่วมก็ไปพักอาศัยอยู่ที่บริเวณเขาอุเบ็ง ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ระหว่างนั้นได้มีการฝึกภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีสมาชิกเข้าร่วมฝึกหลายคน และจำเลยให้ข้อมูลว่าซุกซ่อนอาวุธปืนลูกซองในสวนยางพาราในพื้นที่บ้านคลองตาหา หมู่ที่ 5 ตำบลบาโหย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถามกับหน่วยในพื้นที่และเจ้าพนักงานตำรวจไปพิสูจน์ทราบ พบอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด หมายเลขปืน L 11393 พร้อมกระสุนปืนลูกซอง 15 นัด ในการซักถามไม่มีการบังคับหรือทำร้าย ซึ่งการที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินการหรือผู้ต้องสงสัยในฐานะพยานมิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ก่อนพนักงานสอบสวนเพราะขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับและถ้อยคำอื่นของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำโดยผู้ดำเนินการ ก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ และเป็นการสอบปากคำจำเลยในเบื้องต้นเท่านั้น บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและถ้อยคำจำเลยรวมทั้งอาวุธปืนลูกซองยาวพร้อมกระสุนปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ทั้งการตรวจร่างกายจำเลย และการรายงานว่าร่างกายปกติตามใบสำคัญความเห็นแพทย์ หากจำเลยมิได้ให้ถ้อยคำดังกล่าวจริง ร้อยเอกจิรายุทธ์คงไม่สามารถบันทึกข้อความขึ้นมาเองได้เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเชื่อว่าจำเลยให้ถ้อยคำด้วยความสมัครใจและร้อยเอกจิรายุทธ์ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟังแล้ว ก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จึงหาเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกาไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทหญิงอลิษา ผู้ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เป็นพยานเบิกความรับรองว่า เกี่ยวกับคดีนี้ทางสถานีตำรวจภูธรปะแตได้ส่งเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยมาให้พยานตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอว่า มีรูปแบบดีเอ็นเอแบบใด และเหมือนกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 หรือไม่ โดยมีการตรวจดีเอ็นเอจำนวน 16 ตำแหน่ง เมื่อตรวจเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลแล้ว พบว่าดีเอ็นเอของจำเลยเข้าได้กับปากขวดน้ำดื่มของกลางรายการที่ 3 ที่ส่งมาตรวจพิสูจน์ ซึ่งนำส่งโดยสถานีตำรวจภูธรกาบัง และยังตรงกับรายงานการตรวจพิสูจน์ของสถานีตำรวจภูธรปะแต ตรงกับก้นกรองบุหรี่ แปรงสีฟัน หมวกของกลาง ซึ่งของกลางดังกล่าวถูกยึดมาเป็นของกลางในคดีที่มีการก่อความไม่สงบในพื้นที่มาก่อน โดยร้อยตำรวจโทหญิงอลิษาเบิกความอธิบายว่า ดีเอ็นเอของบุคคลจะซ้ำกันได้มีด้วยกัน 2 กรณี คือ กรณีเป็นฝาแฝดแท้เกิดจากไข่ใบเดียวกัน กับอีก 1 กรณี คือ เหมือนกันโดยบังเอิญ ซึ่งการคำนวณดีเอ็นเอของจำเลยแล้ว พบว่ามีกรณีที่เป็นไปได้เพียง 1 ใน 1,000 ล้านล้านคน แต่ปัจจุบันประชากรในโลกมีเพียง 7,000 ล้านคนเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีดีเอ็นเอของบุคคลอื่นเหมือนกับของจำเลย ทั้งการจัดเก็บและรับของกลาง จะมีการถ่ายรูปขณะรับของกลางว่าสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนตามที่ส่งมาด้วย พยานโจทก์ปากนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญและตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาแล้วเป็นเวลาหลายปี จึงเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามหลักวิชาการทางการแพทย์ด้วยความเป็นจริง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ผลการจัดเก็บและการตรวจดีเอ็นเอขาดความน่าเชื่อถือนั้น จำเลยก็ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบหักล้างผลการตรวจดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮพยานโจทก์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ และหลังเกิดเหตุมีการตรวจยึดได้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด อุปกรณ์การประกอบวัตถุระเบิด วิทยุสื่อสารและของกลางอื่นอีกหลายรายการภายในฐานปฏิบัติการดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว เชื่อว่าจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮโดยประสงค์ต่อชีวิต แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้เสียหายและสิบเอกมะตอเฮ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ นั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยกับพวกสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานก่อการร้าย โดยใช้กำลังประทุษร้าย พยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งกระทำการตามหน้าที่ สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้าย กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ กระทำการอื่นใดเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอื่น ก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและความผิดที่จำเลยกับพวกสมคบกันเพื่อกระทำมีกำหนดโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และจำเลยกับพวกร่วมกันสะสมกำลังพล อาวุธและทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ลงโทษจำเลยกับพวกฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายในการกระทำคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 135/2 ม. 209 ม. 210
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายชิน ทรงสมบัติชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4018/2562
#634585
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.3 ว่า ต่อมาภายหลังเกิดเหตุตามฟ้องข้อ 1.2 ซึ่งฟ้องข้อ 1.2 เกิดเหตุเมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2559 จนกระทั่งถึงประมาณเดือนเมษายน 2560 ต่อเนื่องกันตลอดมา วันที่เท่าใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ด้วยการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เพื่อสนองความใคร่ของจำเลย ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันอีกรวมจำนวนยี่สิบครั้ง การที่ระบุตอนท้ายฟ้องข้อ 1.3 ว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันอีก รวมจำนวนยี่สิบครั้ง เป็นการบรรยายรายละเอียดให้เห็นแล้วว่า จำเลยกระทำผิดลักษณะเดียวกันตามฟ้องข้อ 1.3 รวม 20 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกัน และโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทุกกรรม โดยโจทก์อ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.3 เพียงกรรมเดียว จึงไม่ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4002/2562
#636361
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" และมาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติต่อไปว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้าง...ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้าง...แล้วแต่กรณี" ฉะนั้นที่กฎหมายกำหนดให้ศาลนำเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลจ่ายให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างแพ้คดีก็เพื่อมุ่งที่จะให้ลูกจ้างได้รับเงินโดยเร็วและทันที ไม่ต้องการให้มีกระบวนการบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินนั้นหรือให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวการชำระเงินให้ชักช้า หนังสือค้ำประกันของธนาคารที่โจทก์ทั้งสี่นำมาวางศาลนั้น เป็นเพียงข้อผูกพันที่ธนาคารให้ไว้แก่ศาลว่า เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 2 (นายจ้าง) ชำระเงินตามคำสั่งของจำเลยแล้ว หากนายจ้างไม่ชำระเงิน ธนาคารจะชำระแทน เช่นนี้ในทางปฏิบัติเมื่อนายจ้างไม่ชำระเงิน ศาลต้องมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเรียกให้ธนาคารชำระเงินนั้นก่อน โดยที่ธนาคารก็อาจมีข้อโต้แย้งปฏิเสธความรับผิดได้ หนังสือค้ำประกันของธนาคารในคดีนี้จึงมิใช่วัตถุที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทำนองเดียวกับเงินซึ่งศาลนำมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันที

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 72/2560 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เรื่อง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ระหว่างนายวุฒิพงศ์ และนายชลธาร กับพวกรวม 22 คน ลูกจ้างผู้ยื่นคำร้อง กับโจทก์ทั้งสี่กับพวกรวม 6 คน สั่งให้โจทก์ทั้งสี่ในฐานะนายจ้างจ่ายเงินต่าง ๆ ข้างต้น รวม 3,314,957.34 บาท แก่นายวุฒิพงศ์และนายชลธาร กับพวกรวม 22 คน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยและมีคำขอให้เรียกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งฉบับดังกล่าวโดยไม่ได้วางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยต่อศาล แต่ขอวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันเลขที่ 02001171002775 ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งระบุค้ำประกันเฉพาะโจทก์ที่ 2 แทน ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งไม่รับหลักประกันดังกล่าวและให้โจทก์ทั้งสี่วางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยต่อศาลภายในสิบห้าวัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องและคำขอเรียกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความในคดีในฐานะผู้ร้องสอดตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ต่อไป

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน แต่ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่นำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลอีกครั้งหนึ่งภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร กับมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่และคำขอเรียกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความในคดีในฐานะผู้ร้องสอดที่ยังมิได้สั่งต่อไป

โจทก์ทั้งสี่ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่เสนอหนังสือค้ำประกันธนาคารให้เป็นหลักประกันต่อศาลแทนการวางเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีคำสั่งที่ 72/2560 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่กับพวกซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่นายวุฒิพงศ์ และนายชลธาร กับพวกรวม 22 คน รวมเป็นเงิน 3,314,957.34 บาท โจทก์ทั้งสี่จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและขอให้เรียกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความ การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 72/2560 ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ได้เสนอหนังสือค้ำประกันเลขที่ 02001171002775 ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันแทนการวางเงินต่อศาล ซึ่งตามมาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติว่า"ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" และมาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติต่อไปว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้าง...ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้าง...แล้วแต่กรณี" ฉะนั้นที่กฎหมายกำหนดให้ศาลนำเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลจ่ายให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างแพ้คดีก็เพื่อมุ่งที่จะให้ลูกจ้างได้รับเงินโดยเร็วและทันที ไม่ต้องการให้มีกระบวนการบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินนั้นหรือให้นายจ้างหน่วงเหนี่ยวการชำระเงินให้ชักช้า หนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์ทั้งสี่นำมาวางศาลนั้น เป็นเพียงข้อผูกพันที่ธนาคารให้ไว้แก่ศาลแรงงานกลางว่า เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 2 (นายจ้าง) ชำระเงินตามคำสั่งของจำเลยแล้ว หากนายจ้างไม่ชำระเงิน ธนาคารจะชำระแทน เช่นนี้ในทางปฏิบัติเมื่อนายจ้างไม่ชำระเงิน ศาลต้องมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเรียกให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินนั้นก่อน โดยที่ธนาคารก็อาจมีข้อโต้แย้งปฏิเสธความรับผิดได้ หนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในคดีนี้ จึงมิใช่วัตถุที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทำนองเดียวกับเงินซึ่งศาลนำมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันที ที่ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่เสนอหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันต่อศาลแทนการวางเงิน เพื่อฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสี่นำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อโจทก์ทั้งสี่วางเงินครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่และคำขอเรียกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความในคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กิจการร่วมค้า ย. กับพวก
พนักงานตรวจแรงงาน
สำนักงานสวัสดิการและ
จำเลย — คุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอภิชาติ เทพหนู
ศาลอุทธณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3997/2562
#636632
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังศาลชั้นต้นชี้สองสถาน คู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานที่ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้น โดยกำหนดวันสืบพยานโจทก์วันที่ 19 มกราคม 2559 สืบพยานจำเลยวันที่ 20 มกราคม 2559 เวลา 9.00 น. ถึง 16.30 น. ทั้งสองวัน อันเป็นการกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่องล่วงหน้าเป็นเวลา 5 เดือนเศษ ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่คู่ความจะได้เตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดทั้งคู่ความลงลายมือชื่อในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าได้รับเอกสาร ทราบคำสั่งศาลในการเตรียมคดี และจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการเตรียมคดีโดยเคร่งครัด ตามคำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องการเตรียมคดี ข้อ 1 ระบุว่า เมื่อศาลกำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องแล้ว คู่ความมีหน้าที่เตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดโดยเคร่งครัด และข้อ 7 หากมีเหตุขัดข้องใด ๆ ที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวพร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ หรืออาจร้องขอให้ศาลสืบพยานล่วงหน้าไว้ทันทีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 101 มิฉะนั้น ศาลอาจถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นมีพฤติการณ์ในการประวิงคดี และอาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ฉะนั้น คู่ความทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด หากมีเหตุขัดข้องที่ทำให้คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถนำพยานมาสืบได้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่แจ้งเหตุขัดข้องพร้อมแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และในการเลื่อนคดี ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชักช้า โดยห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม สำหรับโจทก์ขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ก. กรรมการโจทก์ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2559 ไม่สามารถเดินทางกลับมาเบิกความได้ทัน โจทก์ยอมรับในอุทธรณ์ว่า ก. ไปเจรจาธุรกิจการค้ากับชาวต่างชาติซึ่งติดต่อมากะทันหันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับวันนัดของศาล ก. มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 19 มกราคม 2559 เวลา 9.00 น. แสดงว่าโจทก์รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ก. ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยมาเบิกความในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ทัน โจทก์ยังยินยอมให้ ก. เดินทางไปต่างประเทศโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องพร้อมแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ และไม่ได้นำพยานที่ประสงค์จะสืบอีก 2 ปาก มาเบิกความ พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าโจทก์มิได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล และจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องการเตรียมคดี ข้อ 1 และข้อ 7 ดังกล่าว นอกจากนี้ศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์ติดตามพยานมาเบิกความโดยรอพยานโจทก์จนถึงเวลา 10.45 น. แต่โจทก์ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ กรณีมิใช่เหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ แม้เป็นการขอเลื่อนคดีครั้งแรกและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านก็ไม่สมควรให้เลื่อนคดีหรือเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในช่วงบ่ายดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 998,409.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ 2 จำนวน 877,400 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 มกราคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องว่า นายกุลเทพ กรรมการโจทก์ที่จะต้องมาเบิกความเดินทางไปต่างประเทศจะกลับมาในวันนี้ ไม่สามารถมาเบิกความได้ทัน ขอเลื่อนคดี และเวลา 10.30 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมกับบัญชีพยานเพิ่มเติม 1 อันดับ คือ นายราชวิน กรรมการโจทก์อีกคนหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ศาลชี้สองสถานเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยล่วงหน้า 5 เดือนเศษ กรรมการโจทก์น่าจะวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้าโดยไม่กระทบต่อการพิจารณาคดี พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ไม่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณา ส่วนพยานที่เหลืออีก 2 ปาก โจทก์ก็ไม่ได้นำมาศาล ที่อ้างว่าพยานติดภารกิจก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ ถือว่าโจทก์จงใจไม่นำพยานมาสืบ ศาลรอพยานโจทก์จนถึงเวลา 10.45 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ ทั้งนายราชวินไม่อยู่ในศาลพร้อมที่จะเบิกความ จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติม ไม่รับบัญชีพยานเพิ่มเติมและงดสืบพยานโจทก์ แล้วเลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันรุ่งขึ้นตามที่นัดไว้แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 820,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ในส่วนฟ้องแย้ง) ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี คำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติมและคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ และอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันชี้สองสถานวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ทนายโจทก์แถลงขอสืบพยาน 3 ปาก จำเลยขอสืบพยาน 2 ปาก และคู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานที่ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้น โดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 มกราคม 2559 สืบพยานจำเลยวันที่ 20 มกราคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา ทั้งสองวัน เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 มกราคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องว่านายกุลเทพ กรรมการโจทก์ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาธุรกิจกับชาวต่างชาติจะกลับมาในวันนี้ไม่สามารถมาเบิกความได้ทัน ขอเลื่อนคดี และเวลา 10.30 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมกับบัญชีพยานเพิ่มเติม 1 อันดับ คือ นายราชวิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี ไม่อนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติมและงดสืบพยานโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี ไม่อนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติมและงดสืบพยานโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังศาลชั้นต้นชี้สองสถาน คู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานที่ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้น โดยกำหนดวันสืบพยานโจทก์วันที่ 19 มกราคม 2559 สืบพยานจำเลยวันที่ 20 มกราคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา ทั้งสองวัน อันเป็นการกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่องล่วงหน้าเป็นเวลา 5 เดือนเศษ ซึ่งเป็นระยะเวลา นานพอที่คู่ความจะได้เตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดทั้งคู่ความลงลายมือชื่อในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าได้รับเอกสาร ทราบคำสั่งศาลในการเตรียมคดีและจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการเตรียมคดีโดยเคร่งครัด ตามคำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องการเตรียมคดี ข้อ 1 ระบุว่า เมื่อศาลกำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องแล้ว คู่ความมีหน้าที่เตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดโดยเคร่งครัด และข้อ 7 หากมีเหตุขัดข้องใด ๆ ที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวพร้อมแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ หรืออาจร้องขอให้ศาลสืบพยานล่วงหน้าไว้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 101 มิฉะนั้นศาลอาจถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นมีพฤติการณ์ในการประวิงคดี และอาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ฉะนั้น คู่ความทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานและนำพยานมาสืบให้เสร็จตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด หากมีเหตุขัดข้องที่ทำให้คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถนำพยานมาสืบได้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่แจ้งเหตุขัดข้องพร้อมแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และในการเลื่อนคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชักช้า โดยห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม สำหรับโจทก์ขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า นายกุลเทพกรรมการโจทก์ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2559 ไม่สามารถเดินทางกลับมาเบิกความได้ทัน โจทก์ยอมรับในอุทธรณ์ว่า นายกุลเทพไปเจรจาธุรกิจการค้ากับชาวต่างชาติ ซึ่งติดต่อมากะทันหันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับวันนัดของศาล นายกุลเทพมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 19 มกราคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา แสดงว่าโจทก์รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านายกุลเทพไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยมาเบิกความในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ทัน โจทก์ยังยินยอมให้นายกุลเทพเดินทางไปต่างประเทศโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องพร้อมแนวทางแก้ไขให้ศาลทราบ และไม่ได้นำพยานที่ประสงค์จะสืบอีก 2 ปากมาเบิกความ พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า โจทก์มิได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล และจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องการเตรียมคดี ข้อ 1 และข้อ 7 ดังกล่าว นอกจากนี้ศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์ติดตามพยานมาเบิกความโดยรอพยานโจทก์จนถึงเวลา 10.45 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ กรณีมิใช่เหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ แม้เป็นการขอเลื่อนคดีครั้งแรกและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านก็ไม่สมควรให้เลื่อนคดีหรือเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในช่วงบ่ายดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนนายราชวินที่โจทก์ประสงค์จะระบุพยานเพิ่มเติม ตามรายงานกระบวนพิจารณาก็ระบุว่าไม่อยู่ในศาลพร้อมที่จะเบิกความ จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี ไม่อนุญาตให้โจทก์ระบุพยานเพิ่มเติมและงดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ชนะคดีตามฟ้อง ให้จำหน่ายคดีในส่วนอุทธรณ์ที่โจทก์ขอให้ชนะคดีตามฟ้อง โจทก์ฎีกาโดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996/2562
#637628
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดียึดที่ดินจำนองของโจทก์ออกขายทอดตลาดเป็นการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น การที่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้เกินไปกว่าหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดของศาลฎีกา จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องคืนเงินที่ได้รับเกินไปแก่โจทก์ แม้ว่าจำเลยที่ 3 เพิ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่กรณีของจำเลยที่ 3 เป็นการสวมสิทธิโดยอาศัย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติให้จำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นโจทก์ถ้ามีการฟ้องคดีอยู่ในศาล และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถ้าได้มีคำพิพากษาบังคับแล้ว ผลแห่งการเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 ได้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำฟ้องและเข้าถือเอากระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ที่ได้ดำเนินไปก่อนแล้วทั้งหมดเป็นการกระทำของตน โดยเฉพาะเมื่อขณะจำเลยที่ 3 เข้าสวมสิทธิ คดียังไม่ถึงที่สุด แต่ก็มีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงเข้ามาทั้งในฐานะเป็นโจทก์และในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ย่อมรับผลทั้งหลายที่เกิดจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งในฐานะโจทก์และในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้มีการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่างนั้น และย่อมมีหน้าที่คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนที่ได้รับเกินไปกว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 32,585,159.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,813,895.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 9,813,895.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเนื่องจากเดิมจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์และบุคคลอื่นเป็นจำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ 17514/2534 ของศาลแพ่ง เพื่อให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้เป็นเงิน 217,318,311.64 บาท ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ศาลแพ่งพิพากษาคดีดังกล่าวตามคดีหมายเลขแดงที่ 30066/2540 ของศาลแพ่ง ให้จำเลยที่ 5 (โจทก์คดีนี้) ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่น เป็นเงิน 192,933,037.68 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยที่ 5 (โจทก์คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 จำเลยที่ 5 (โจทก์คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 (โจทก์คดีนี้) ร่วมรับผิดเป็นเงิน 1,275,320.54 บาทพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 และ 12923 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามความรับผิดของจำเลยที่ 5 (โจทก์คดีนี้) แต่ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 1 คดีนี้) นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลงดังกล่าว และวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงได้เงิน 13,100,000 บาท โดยโจทก์คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เป็นผู้ประมูลซื้อและวางเงินชำระค่าที่ดินจำนวน 966,400 บาท ส่วนที่เหลือขอชำระโดยหักส่วนได้ใช้แทน โดยจำเลยที่ 1 คดีนี้ รับโอนที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วในวันที่ 21 ธันวาคม 2543 เห็นว่า การบังคับคดียึดที่ดินจำนองของโจทก์ออกขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 30066/2540 เป็นการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้นและได้เสร็จลงโดยชอบตามหมายบังคับคดี ไม่มีการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การที่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้เกินไปกว่าหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดของศาลฎีกา จึงไม่ใช่กรณีจำเลยที่ 1 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ซื้อทอดตลาดชำระราคาที่ดินไม่ครบถ้วน แต่เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องคืนเงินที่ได้รับเกินไปแก่โจทก์ แม้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวไปด้วยการหักส่วนได้ใช้แทนในการชำระราคาที่ดินที่ซื้อทอดตลาด และจำเลยที่ 3 อ้างว่าเพิ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่กรณีของจำเลยที่ 3 เป็นการสวมสิทธิโดยอาศัยพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติให้จำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นโจทก์ถ้ามีการฟ้องคดีอยู่ในศาล และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถ้าได้มีคำพิพากษาบังคับแล้ว ผลแห่งการเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 ได้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำฟ้องและเข้าถือเอากระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ที่ได้ดำเนินไปก่อนแล้วทั้งหมดเป็นการกระทำของตน โดยเฉพาะคดีนี้เมื่อขณะจำเลยที่ 3 เข้าสวมสิทธิ คดียังไม่ถึงที่สุดแต่ก็มีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงเข้ามาทั้งในฐานะเป็นโจทก์และในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ย่อมรับผลทั้งหลายที่เกิดจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งในฐานะโจทก์และในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้มีการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว เมื่อต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ให้โจทก์รับผิดน้อยลง จำเลยที่ 3 ซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้รับโอนทั้งสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันของสินทรัพย์มา จึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่างนั้น จำเลยที่ 3 ย่อมมีหน้าที่คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนที่ได้รับเกินไปกว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์โดยตรง ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเกินไปจึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ซึ่งถ้าหากมีอยู่ต่อกันอย่างไรในการเข้าสวมสิทธิ ก็หาใช่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของจำเลยที่ 3 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — ธนาคาร ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย สุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3951/2562
#638495
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงท้ากันโดยให้ถือเอาผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป็นผลแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ โดยในคำท้าไม่มีเงื่อนไขอย่างอื่น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลตาม ป.อ. มาตรา 198 ประกอบมาตรา 83 แม้ศาลฎีกาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 และ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง ก็ตาม ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาก็ตรงตามคำท้าที่ตกลงกันตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ชัดเจนว่า หากศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดีนี้ โดยไม่มีข้อความใดที่จะแปลได้เลยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องกระทำความผิดทุกข้อหา กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

ก่อนศาลมีคำสั่งรับฟ้อง โจทก์ที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 4

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันให้ถือเอาผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป็นข้อแพ้ชนะสำหรับประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ โดยท้ากันว่าหากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดี แต่หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฝ่ายแพ้คดี ส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จ้างวานใช้หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 28 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 16 มีนาคม 2558 และวันที่ 20 เมษายน 2558 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงท้ากัน โดยให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป็นผลแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ประกอบมาตรา 83 โดยให้รอการกำหนดโทษภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 20 เมษายน 2558 ระบุว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายยืนยันคำท้าตามรายงานกระบวนพิจารณาในนัดที่แล้ว (หมายถึงรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 16 มีนาคม 2558) ว่าขอให้ถือเอาผลคำพิพากษาศาลฎีกาของคดีอาญาเป็นผลแพ้ชนะในคดีนี้ในประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด ประเด็นข้อพิพาทในศาลแพ่งนี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ชนะคดี หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฝ่ายแพ้คดี นั้น ปรากฏว่าในคดีอาญาดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างก็เป็นคู่ความ โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองฝ่ายต่างทราบดีอยู่แล้วว่าในคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษหลายข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 198, 326, 328, 393 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงท้ากันโดยให้ถือเอาผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป็นผลแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ โดยในคำท้าไม่มีเงื่อนไขอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ประกอบมาตรา 83 แม้ศาลฎีกาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคสอง ก็ตาม ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาก็ตรงตามคำท้าที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ชัดเจนว่าหากศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดีนี้ โดยไม่มีข้อความใดที่จะแปลได้เลยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องกระทำความผิดทุกข้อหา กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดไว้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามที่โจทก์ที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ และฎีกาโจทก์ที่ 3 กับฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 3 หรือไม่ เพียงใดนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องไม่ใช่งานที่กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และไม่มีส่วนรู้เห็น กับไม่ได้นำสืบรับว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องเป็นการกระทำของตัวแทนและหรือในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เช่นนี้ ทั้งศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยไว้ชัดเจนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3706/2547 ของศาลอาญาว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงนำมารับฟังในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องที่จะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เพียงใดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 บัญญัติเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดจะปรากฏแก่ศาลได้ก็มาจากคู่ความนำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงของการกระทำละเมิด คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 มีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่น ดูถูก เกลียดชัง ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ ในทางทำมาหาได้หรือทางเจริญเป็นเงินคนละวันละ 500,000 บาท ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบมาเป็นการนำสืบกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานคนกลางและหรือพยานเอกสารใดมาสืบให้เห็นว่า หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้พิมพ์จำหน่ายถึงวันละ 50,000 ฉบับ มีคนอ่านข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนถึงวันละ 500,000 คน และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายในวงกว้างที่ถูกดูหมิ่น ดูถูก เกลียดชังเพียงใด ได้รับความเสียหายในทางทำมาหาได้หรือทางเจริญที่มีผู้อ่านข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียน อย่างไร เพียงใด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงได้รับความเสียหายถึงคนละ 50,000,000 บาท และเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ลดค่าสินไหมทดแทนลงจากที่ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ให้โจทก์คนละ 50,000,000 บาท เหลือคนละ 3,000,000 บาท บ่งชี้ว่าเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามอำเภอใจไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบเป็นเพียงความเสียหายที่คาดคะเนเอาเองไม่อาจรับฟังเช่นนั้นได้และจะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่อาจยืนยันได้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ศาลอุทธรณ์จะนำมาพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้สูงไปกว่านี้ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่สมควรได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือควรได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 300,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสียหายในส่วนดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะบรรยายมาในคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องระบุเพียงว่าขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์จะได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดหรือไม่ เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังที่ได้กล่าวมาชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับปัญหาดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ที่ 3 ทั้งหมดและให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. กับพวก
จำเลย — นาวาอากาศตรี ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางปภาดา หงษ์กาญจนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2562
#637633
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 แล้วชูเสื้อผ้าให้พวกดู และนำไปวางไว้มุมห้องก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบคิดกับพวกที่กระทำชำเรามาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา ทั้งขณะพวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ขณะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเรา และทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86

แม้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันกระทำอนาจาร แต่ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหายที่ 1 ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 25 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 2 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 317 วรรคสาม อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 อายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงแล้ว เป็นจำคุก 18 ปี 14 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 9 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับนาย บ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบสามปี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. นั่งอยู่ที่ร้านสนุกเกอร์ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านบอกผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. ว่านาย ช. ให้จำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาว ษ. ไปที่บ้านนาย ท. ผู้เสียหายที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์มีนางสาว ษ. นั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับมาไปที่บ้านนาย ท. แล้วผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปนอนดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยที่ 1 เข้าไปนอนข้างผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้มือจับนมผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้น นาย ก. นาย ว. นาย ฤ. และนาย ธ. ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และคดีฟังยุติตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 317 วรรคสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้เหตุเกิดเวลากลางคืน แต่ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 นางสาว ษ. จำเลยที่ 1 นาย ก. และ ช. นอนดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องที่เกิดเหตุ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะออกจากห้องนอนไป มีการปิดโทรทัศน์และไฟฟ้าแล้ว เชื่อว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะออกจากห้องนอนไปยังมีแสงสว่างจากโทรทัศน์และหลอดไฟฟ้าภายในห้องส่องสว่างมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งก่อนเกิดเหตุกระทำชำเราจำเลยที่ 1 อยู่ใกล้ชิดกอดและจับนมผู้เสียหายที่ 2 แล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์สับสนวุ่นวายที่จะทำให้ผู้เสียหายที่ 2 มองเห็นเหตุการณ์ผิดพลาดไปได้ ประกอบกับการกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น แม้เด็กจะยินยอมก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้พวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนาย ก. ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 1 ชูเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ให้พวกของจำเลยที่ 1 ดูแล้วนำไปวางไว้มุมห้องก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบคิดกับพวกที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งขณะพวกของจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ในขณะพวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 แต่การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนาย ก. ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 1 ชูเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ให้พวกของจำเลยที่ 1 ดูแล้วนำไปวางไว้ที่มุมห้อง เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยที่ 1 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 แม้ว่าโจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุสิบแปดปีเศษ แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 13 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 277 วรรคสี่
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายพินิต สุขสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2562
#662613
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลย ขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร และเรียกทรัพย์คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา ในเรื่องหย่ายุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนนี้ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะในประเด็นค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะ และอำนาจปกครองบุตร คงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,508,822 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ส. ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. จนกว่าเด็กชาย ส. จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยแบ่งดอกผลค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท 45,000 บาท และ 52,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวตามรายการที่ 14 ถึง 21 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,205,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระเงิน 453,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอเวอเรส แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การแบ่งรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยตกลงกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำรถยนต์คันดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงคนเดียว โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นาง ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ จำเลยไม่ค้าน เห็นว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1) ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่ คงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ส. ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันจำเลยได้รับมรดกจากนางสาว พ. มารดาบุญธรรม เป็นตึกแถว 11 คูหา และหอพัก 4 ชั้น จำนวน 30 ห้อง เดิมนางสาว พ. ให้ผู้อื่นเช่าตึกแถวและหอพักดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 วันที่ 15 ธันวาคม 2549 วันที่ 14 ธันวาคม 2550 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 29 สิงหาคม 2551 จำเลยขายตึกแถวรวม 4 คูหา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,000,000 บาท หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานคงมีรายได้จากเงินค่าเช่าตึกแถวและหอพักมาใช้จ่ายภายในครอบครัว สำหรับประเด็นเรื่องหย่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา กับทรัพย์รายการที่ 5 ที่ 12 และที่ 13 คู่ความมิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์รายการที่ 6 และที่ 7 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 5,000,000 บาท หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินว่า โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านจากบริษัทดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ในราคา 7,460,000 บาท และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยสมรสกัน โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยมีภาระการพิสูจน์ ในข้อนี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 6,656,135.65 บาท ไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่า ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ดังกล่าว จำเลยขายตึกแถวไปในราคาคูหาละ 7,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท จริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความจำเลย ประกอบกับใบนำฝากระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยนำฝากเงิน 3,000,000 บาท และ 3,656,135.65 บาท ตามลำดับ ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ซึ่งวันที่จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นเวลาที่ต่อเนื่องภายหลังจากวันที่จำเลยขายตึกแถวทั้ง 2 คูหา เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ได้ทำงานและไม่ปรากฏว่ามีรายได้จากแหล่งอื่นเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะนำมาชำระหนี้จำนวนนี้ได้ คำเบิกความของจำเลยจึงสมเหตุผลและมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวทั้ง 2 คูหาดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมบ้านตามที่จำเลยนำสืบจริง เมื่อที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยใช้เงินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งเป็นสินสมรสผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมไปบางส่วนในระยะแรกและนำเงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมที่คงเหลือทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินออกมาแยกได้เป็นสัดส่วนจากกัน ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยหย่ากันจึงต้องแบ่งทรัพย์สินในส่วนของที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว และเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสเป็นเงินที่ได้จากที่ดินและบ้านดังกล่าว กรณีเช่นนี้จำเลยจะต้องคืนเงินสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในระยะแรกแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินสินสมรสในส่วนนี้จำนวน 453,774 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 2 คือ เงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 1,250,000 บาท ทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 3 คือ ทองคำแท่ง น้ำหนัก 200 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท และทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 4 คือ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 500,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยซื้อทรัพย์สินทั้งสามรายการดังกล่าวมานั้นโจทก์เบิกความว่าซื้อที่ดินมาในราคา 1,700,000 บาท ทองคำแท่งราคา 400,000 บาท และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มีราคา ณ วันฟ้อง 1,000,000 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรัพย์แต่ละรายการมีมูลค่าเป็นเงินจำนวนมากและไม่ปรากฏว่าเป็นการซื้อโดยวิธีผ่อนชำระแต่อย่างใด แม้จะปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินว่า จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 หลังจากจำเลยขายตึกแถวคูหาสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เป็นระยะเวลาถึงปีเศษ ส่วนทองคำแท่งกับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยซื้อมาเมื่อวันใดก็ตาม แต่การซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น ลำพังรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและหอพักที่จำเลยได้รับในแต่ละเดือนระหว่างอยู่กินกับโจทก์ ซึ่งปกติต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวและอุปการะเลี้ยงดูกันส่วนหนึ่งด้วยนั้น น่าเชื่อว่าจะมีเงินรายได้เหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ซื้อทรัพย์แต่ละรายการดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้เงินจำนวนมากจากการขายตึกแถวที่ได้รับมรดกมารวมเป็นเงิน 37,000,000 บาท ตามที่กล่าวข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยนำเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอไปใช้ซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบจริง ทรัพย์ทั้งสามรายการนี้จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยหาใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งไม่ ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย รับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน จ้างแม่บ้านทำงานบ้าน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ รวมทั้งอุปการะเลี้ยงดูกับออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของเด็กชาย ส. ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยให้เงินโจทก์ไปศัลยกรรมหน้าอกตามความประสงค์ของโจทก์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่จำเลยจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ คิดคำนวณรวมกันแล้วต้องใช้เงินค่อนข้างสูงจำนวนหลายแสนบาทต่อเดือนหรือหลายล้านบาทต่อปี กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายที่ดิน ทองคำแท่ง และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ดังกล่าวหมดไปแล้วตามที่จำเลยนำสืบจริง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 8 ค่าเช่าตึกแถว รวม 6 คูหา รายการที่ 9 ค่าเช่าตึกแถว รวม 3 คูหา รายการที่ 10 ค่าเช่าตึกแถว และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ได้จากเงินที่ขายตึกแถว และรายการที่ 11 ค่าเช่าหอพัก ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าว ทั้งมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวรวม 5 คูหาไปฝากไว้ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง จำเลยปฏิเสธว่า มีรายได้น้อยกว่าที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ แต่โจทก์เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์เคยช่วยจำเลยเก็บค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวในอัตราและจำนวนเงินตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานการรับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักของจำเลยตามที่โจทก์อ้างมาแสดงต่อศาล แม้โจทก์จะมีคลิปเสียง วัตถุพยาน ซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของร้านทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับตึกแถวของจำเลย เกี่ยวกับอัตราค่าเช่าตึกแถวและหอพักของจำเลยก็เป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองเท่านั้น ทั้งตามปกติทั่วไปการให้เช่าตึกแถวกับหอพักอาจมีคนเช่าไม่ครบทั้งหมดและไม่ต่อเนื่องกันในแต่ละช่วงเวลา และยังต้องมีช่วงเวลาที่ปิดซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานอีกด้วย ส่วนจำเลยมีหลักฐานหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวมาแสดงว่า ได้รับค่าเช่าตึกแถวตามที่จำเลยนำสืบ และมีภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นถึงสภาพของหอพักที่ทรุดโทรม รวมทั้งค่าซ่อมแชมตึกแถวเป็นจำนวนหลายรายการตามสำเนาราคาประเมินค่าซ่อมแซมตึก กรณีจึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยได้รับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวตามข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งไม่มากเท่ากับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ก็เป็นเรื่องที่โจทก์คิดคำนวณโดยคาดคะเนเอาเองทั้งสิ้น โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานทางการเงินของจำเลยมาแสดงให้เห็นว่า หลังจากจำเลยขายตึกแถวดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเงินเข้าฝากธนาคารเมื่อใดเป็นจำนวนเงินเท่าใด และปัจจุบันจำเลยยังคงเหลือเงินฝากอยู่ในธนาคารเท่าใด นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่า จำเลยขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยและเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแล้วนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลยยังใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวมรดกทั้ง 5 คูหาอีกส่วนหนึ่งซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ซื้อทองคำแท่งและรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ตลอดจนนำมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าอุปการะเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว ย่อมทำให้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวดังกล่าวลดจำนวนลงตามที่จำเลยได้ใช้ไป จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ดังกล่าวเป็นจำนวนมากดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้ในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ จำเลยก็นำสืบโดยมีพยานเอกสารมาแสดงว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยรับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศกับต่างประเทศ โจทก์กับจำเลยจ้างแม่บ้านทำงานบ้าน และจำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กชาย ส. ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในประเด็นข้างต้น ทั้งยังต้องซ่อมแซมตึกแถวกับหอพักที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมแล้วนำออกให้เช่าเพื่อนำรายได้ใช้จ่ายในครอบครัว จึงถือเป็นการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้ย่อมผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของสามีภริยาและถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) นอกจากนี้จำเลยยังนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกของนางสาว พ. ซึ่งถือว่าจำเลยดำเนินการดังกล่าวในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนางสาว พ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1601 โดยโจทก์เองก็เบิกความยอมรับในเรื่องนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งเงินที่จำเลยใช้จ่ายในครอบครัวและเงินที่จำเลยชำระหนี้แทนกองมรดกของนางสาว พ. ดังกล่าวรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาท กรณีจึงน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวกับเงินที่ได้มาจากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวระคนปนกันไปจนมิอาจแยกออกเป็นสัดส่วนจากกันได้ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงยืนยันว่า จำเลยยังคงมีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้วเป็นเงินเท่าใด จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ใช้จ่ายเงินเหล่านี้ไปโดยไม่มีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักรวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากอันเป็นสินสมรสเหลืออยู่ที่จะแบ่งให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 14 ถึง 21 ให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้เก็บทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 14 ถึง 18 ไว้ ส่วนทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 19 และ 20 ไม่ใช่ของโจทก์ และจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงิน 600,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 21 จากโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยคืนทรัพย์สินดังกล่าวหรือใช้ราคาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย กรณีเป็นสิทธิเฉพาะตัว ทั้งอำนาจปกครองบุตรตกแก่จำเลยซึ่งเป็นบิดาตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ทั้งสามประเด็นนี้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1566 (1)
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ. โดยนาง ร. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุปรียา อภิวัฒนากร สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วาสนา หงส์เจริญ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2562
#638507
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งห้าร้องเรียนโจทก์ว่าทุจริตต่อหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ประกอบกับได้ความจากคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่า เคยเรียกโจทก์และจำเลยทั้งห้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ยในปี 2557 เนื่องจากเห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน จึงเชื่อว่าโจทก์ทราบมูลความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นจำเลยทั้งห้าตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตาม ป.อ. มาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากมีการร้องเรียนแล้วกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามทางไต่สวนโจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้ารับราชการเป็นครูอยู่แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลังวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น โดยโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นกล่าวหาโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์จัดซื้อวัสดุมาสอนนักศึกษาผิดแบบและขนาดที่กำหนดทั้งยังผิดราคา และโจทก์เบียดบังเงินที่ได้จากการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นของตน อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งผลการสืบสวนปรากฏข้อร้องเรียนของจำเลยทั้งห้าไม่มีมูล โดยคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งห้าร้องเรียนโจทก์ว่าทุจริตต่อหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของนายประจักษ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นที่เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านว่า พยานเคยเรียกโจทก์และจำเลยทั้งห้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ยในปี 2557 เนื่องจากเห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าต่างเป็นเพื่อนร่วมงานไม่น่าที่จะมาร้องเรียนกันเพราะจะทำให้เสียหายทั้งสองฝ่าย จึงเชื่อว่าโจทก์ทราบมูลความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นจำเลยทั้งห้าตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 แม้ว่าในวันดังกล่าวโจทก์จะยังไม่เห็นและทราบรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนก็ตาม ที่โจทก์อ้างว่าคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้โจทก์ทราบว่าข้อร้องเรียนไม่มีมูลเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 โจทก์จึงมีโอกาสตรวจสอบเอกสารและทราบในวันดังกล่าวว่าจำเลยทั้งห้าเป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียน นั้น ไม่อาจรับฟังได้ เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากมีการร้องเรียนแล้วกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวเพียงฤทัย พรรณศิริชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2562
#636359
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแก้ฎีกาอ้างข้อเท็จจริงว่าคุ้นเคยสนิทสนมกับ ฉ. และได้โทรศัพท์ขอบคุณ ฉ. ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

เงินที่ ฉ. บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมีจำนวนมากถึง 13,500,000 บาท ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยที่ ฉ. จะยกให้แก่จำเลยถึงกึ่งหนึ่งโดยเสน่หา ทั้งจำเลยไม่เคยโทรศัพท์ติดต่อขอเงินจาก ฉ. แม้ ฉ. จะเป็นบิดาของโจทก์แต่ก็หาเป็นข้อระแวงว่าจะเบิกความช่วยเหลือโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ ดังนั้นเงินจำนวนดังกล่าวที่ ฉ. โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นเงินที่ ฉ. ให้โจทก์โดยเสน่หาอันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท เช่นนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทร่วมกัน และให้ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างเป็นสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากัน หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469

การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ ถือว่าเป็นการบอกล้างภายในกำหนดตามกฎหมายข้างต้น โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

อนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่งตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ศาลชั้นต้นมิได้กำหนด ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 คืนโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 คืนให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์และจำเลยแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ขณะจดทะเบียนสมรสโจทก์และจำเลยอายุ 29 ปี และ 41 ปี ตามลำดับ และทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสกลนคร โดยโจทก์เป็นวิสัญญีแพทย์มารับราชการที่โรงพยาบาลสกลนครตั้งแต่ปี 2542 จำเลยเป็นแพทย์ประจำสูตินรีเวชและวางแผนที่โรงพยาบาลสกลนครตั้งแต่ปี 2537 จำเลยเปิดคลินิกก่อนสมรสประมาณ 10 ปี โดยเช่าอาคารของบุคคลอื่น เมื่อสมรสแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำคลินิกดังกล่าว ต่อมาโจทก์ประสงค์จะมีอาคารเป็นของตนเองจึงดำเนินการหาที่ดินและอาคารจนพบที่ดินและอาคารพิพาทคดีนี้ซึ่งเป็นร้านขายและซ่อมรถจักรยานยนต์ของชาญมอเตอร์ โจทก์ได้ติดต่อขอซื้อจากนางกรรณิกา ซึ่งเป็นตัวแทนและน้องสาวของนางสาวกมล เจ้าของที่ดินและอาคาร นางกรรณิกาบอกขายในราคา 13,500,000 บาท โจทก์ติดต่อนายเฉลิมชัย ซึ่งเป็นบิดาให้โอนเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นของนายเฉลิมชัยเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 นายเฉลิมชัยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 13,500,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 412142xxxx วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์และจำเลยได้ใช้เงินดังกล่าวจดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 จากนางสาวกมลโดยใส่ชื่อโจทก์และจำเลยเป็นผู้ซื้อและจดทะเบียนเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งในวันเดียวกันนั้นนางสาวกมลได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยก่อนโอนให้โจทก์และจำเลย หลังจากจดทะเบียนซื้อขายแล้วร้านชาญมอเตอร์เช่าประกอบกิจการต่อประมาณ 2 ปี จนกระทั่งปี 2550 จึงได้ดำเนินการปรับปรุงตกแต่งอาคารพิพาทเป็นคลินิก วันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ฟ้องจำเลยขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวและในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพห้ามจำเลยเข้าใกล้โจทก์ ห้ามทำร้าย ข่มขู่หรือทำลายทรัพย์สินโจทก์ ให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานติดตามดูแลจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งศาล ออกคำสั่งมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่โจทก์และบุคคลในครอบครัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพของโจทก์และออกหมายให้ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขณะที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัย บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง เห็นว่า โจทก์และนายเฉลิมชัยเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายเฉลิมชัยให้เงินแก่โจทก์เป็นสินส่วนตัวเพื่อให้ไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยนายเฉลิมชัยจะโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์แต่โจทก์บอกให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อความสะดวกในการที่จะให้จำเลยในการติดต่อและชำระเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาท แม้นายเฉลิมชัยจะเป็นบิดาของโจทก์แต่ก็หาเป็นข้อระแวงว่าจะเบิกความช่วยเหลือโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ เพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยมีจำนวนถึง 13,500,000 บาท ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยที่นายเฉลิมชัยจะยกให้แก่จำเลยถึงกึ่งหนึ่งโดยเสน่หาซึ่งนายเฉลิมชัยก็เบิกความยืนยันว่ามิได้มีความสนิทสนมกับจำเลยและจำเลยไม่เคยโทรศัพท์ติดต่อขอเงินจากนายเฉลิมชัย คำเบิกความของนายเฉลิมชัยที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินที่โอนมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยเคยคุยกับโจทก์ว่าตึกที่ซื้อใหม่นี้จะต้องเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกันหากไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยแล้ว จำเลยจะไม่ยอมนำเงินมาปรับปรุงและไม่ย้ายมาทำคลินิกร่วมกับโจทก์ จึงเป็นการเจือสมกับคำของโจทก์ที่เบิกความว่าโจทก์ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่านายเฉลิมชัยให้เงิน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ จำเลยคงมีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่านายเฉลิมชัยให้เงิน 13,500,000 บาท แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่งโดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัยถึงกับจะมอบเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยให้แก่จำเลย และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่ามีการติดต่อกับนายเฉลิมชัยเพื่อให้เงินแก่จำเลย การที่นายเฉลิมชัยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยหาเป็นข้อบ่งชี้ว่านายเฉลิมชัยยกเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งไม่ ที่จำเลยแก้ฎีกาอ้างข้อเท็จจริงว่า คุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัยและได้โทรศัพท์ขอบคุณนายเฉลิมชัยล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นเลย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ก็มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยบิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่นายเฉลิมชัยให้โดยเสน่หา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัย โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นเงินที่นายเฉลิมชัยให้โจทก์โดยเสน่หา อันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ดังวินิจฉัยตามปัญหาประการแรกข้างต้น ดังนั้น เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท เช่นนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทร่วมกันและให้ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างเป็นสามีภริยาซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันหรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ถือว่าเป็นการบอกล้างภายในกำหนดตามกฎหมายข้างต้น โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินสมรสและให้แบ่งที่ดินให้โจทก์และจำเลยคนละกึ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ประการที่สองฟังขึ้น

อนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่งตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลชั้นต้นมิได้กำหนด ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้ชัดแจ้ง

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 30,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1472
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นางสาวสุธินี อารีเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2562
#636628
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษ อ. และ ส. กับพวก ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ การที่ อ. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งกว่า 1,000 ไร่ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่า และ ส. สามีกับผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ นั้น โดยการปลูกอ้อยและส่งขายให้แก่โรงงานน้ำตาล พฤติการณ์จึงเป็นการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า การกระทำของ อ. และ ส. จึงเข้าลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (15) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 2 รายการ คือ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาดังกล่าวจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายแล้วรวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินตามคำร้องด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 86,107.41 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 790,177.95 บาท รวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า พนักงานอัยการดำเนินคดีแก่นายสมโภชและนายอัมรินทร์กับพวกที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว ในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเข้าไปปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินในเนื้อที่ดังกล่าวนั้น ศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่มีเหตุสงสัยตามสมควรว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ลงโทษ สำหรับที่ดินส่วนที่นายอัมรินทร์เข้ายึดถือครอบครองข้างต้นมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 41586 เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 41587 เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 41592 เนื้อที่ 36 ไร่ 70 ตารางวา นั้น อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว นายอัมรินทร์อุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยยกอุทธรณ์ นายอัมรินทร์กับพวกนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองนครราชสีมา) ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายอัมรินทร์ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปลูกอ้อยในที่ดินประมาณ 214 ไร่ ในที่ดินที่นายอัมรินทร์ครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาของนายสมโภชและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 และนายสมโภชปลูกอ้อยในที่ดิน 1,095 ไร่ ซึ่งเช่าจากนายอัมรินทร์ ที่ดินดังกล่าวข้างต้นตั้งอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาในปี 2557 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายสมโภชกับพวก พบว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า นายสมโภชกับพวกมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะได้รับจากการขายอ้อยที่ปลูกเฉพาะในส่วนที่ดินสาธารณประโยชน์จากโรงงานน้ำตาลครบุรี ในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อย ค่าบรรทุกอ้อยและเงินทุนปลูกอ้อย และแจ้งคำสั่งไปให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และโรงงานน้ำตาลครบุรีทราบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานและทรัพย์สินพร้อมดอกผล ที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พนักงานอัยการได้ฟ้องนายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกรวม 10 คน ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีอาญาดังกล่าวและศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่าจำเลยทั้งสิบเพิ่งทราบว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อมีป้ายประกาศปิดไว้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสิบมีเจตนายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบ ดังนั้น การที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกเข้าไปยึดถือครอบครองและปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2496 และศาลจังหวัดสีคิ้วกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษนายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นายอัมรินทร์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์จำนวนกว่า 1,000 ไร่ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่า และนายสมโภชกับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์โดยการปลูกอ้อยและส่งขายให้แก่โรงงานน้ำตาลเป็นเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ พฤติการณ์จึงเป็นการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า การกระทำของนายอัมรินทร์และนายสมโภชจึงเข้าลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาของนายอัมรินทร์และนายสมโภชตามลำดับ จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินพร้อมดอกผลซึ่งได้แก่ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 จำนวน 86,107.41 บาท และที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับจำนวน 790,177.95 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ในข้อนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ที่ดินที่ปลูกอ้อยเนื้อที่ 70 ไร่ ผู้คัดค้านที่ 1 เช่ามาจากญาติของนายอัมรินทร์ ซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 41586 แต่ภายหลังกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,095 ไร่ จากนายอัมรินทร์ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพิ่งทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อมีการปักป้ายประกาศในปี 2554 แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาว่า นายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่พนักงานอัยการฟ้องในคดีดังกล่าว จึงฟังได้ว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะนำสืบในคดีนี้ว่า ตนเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ตาม ประกอบกับนายอัมรินทร์นำสืบรับข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดสีคิ้วว่า ตนรวมถึงญาติพี่น้องและบุตรปลูกไม้สักในพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ส่วนนายสมโภชนำสืบว่า เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1,083 ไร่ โดยเช่ามาจากโรงงานน้ำตาลครบุรี โดยโรงงานน้ำตาลครบุรี เช่าที่ดินดังกล่าวจากนายอัมรินทร์ ภายหลังนายสมโภชจึงทำสัญญาเช่ากับนายอัมรินทร์โดยตรง นายสมโภชทำประโยชน์ได้ประมาณ 12 ปี ทั้งนายอัมรินทร์ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ว่า นายอัมรินทร์ประกอบอาชีพที่อำเภอปักธงชัยโดยทำการเกษตร เช่น ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ต่อมาได้ปลูกไม้สักเมื่อปี 2534 จนปัจจุบัน และปลูกอ้อยเมื่อปี 2546 จนปัจจุบันจำนวน 140 ไร่ นายอัมรินทร์และครอบครัวมีที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ไร่ เป็นของนายอัมรินทร์ที่ปลูกต้นสัก ปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลัง รวมกันประมาณ 400 ไร่ ที่เหลือเป็นของลูก ๆ ญาติพี่น้องและพรรคพวกรวมกันประมาณ 1,200 ถึง 1,300 ไร่ ที่ดินดังกล่าวซื้อมาจากชาวบ้านในราคาไร่ละ 5,000 บาท 7,000 บาท 10,000 บาท และ 12,000 บาท สะสมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน ชาวบ้านซึ่งทำกินในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้มาติดต่อขายโดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มีเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งมีไม่มาก หลังจากซื้อที่ดินมาแล้วจะนำไปทำการเกษตร ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลังปลูกข้าวโพด และส่วนหนึ่งแบ่งให้ลูก ๆ และให้ชาวบ้านเช่าเพื่อทำการเกษตร ส่วนนายสมโภชให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่วันที่ 23 และ 28 สิงหาคม 2557 ว่า นายสมโภชและภริยาประกอบอาชีพปลูกอ้อย ทำไร่ ทำนา ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนปัจจุบัน นายสมโภชตกลงเช่าที่ดินของนายอัมรินทร์ต่อจากโรงงานน้ำตาลครบุรี เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ เพื่อปลูกอ้อย ประมาณปี 2550 โดยนายสมโภชทำสัญญารับโอนสิทธิการเช่าที่ดินจากบริษัทน้ำตาลครบุรี จำกัด มาเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มจากนายอัมรินทร์และชาวบ้านอีกหลายแปลง รวมประมาณ 1,086 ไร่ ดังนั้น การที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชนำสืบข้อเท็จจริงและให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวจึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินต่าง ๆ ที่นายอัมรินทร์ได้มาและที่นายสมโภชเช่าจากนายอัมรินทร์ซึ่งรวมถึงที่ดินในคดีนี้ นายอัมรินทร์และนายสมโภชได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยตนเอง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของนายอัมรินทร์และนายสมโภชก็มิได้นำสืบว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชมิได้ครอบครองทำประโยชน์ปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ในทางตรงกันข้ามผู้คัดค้านที่ 2 กลับให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ว่า ได้ร่วมกับนายสมโภชประกอบอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งทำสัญญาเช่าที่ดินจากนายอัมรินทร์โดยใช้ชื่อของผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 อ่านออกเขียนได้ และยังเบิกความในคดีนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และนายสมโภชเริ่มปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลพิมายตั้งแต่ปี 2538 ต่อมาเมื่อโรงงานน้ำตาลครบุรีมาเปิดในพื้นที่ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้ปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลครบุรี ดังนั้น ทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แต่เพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าที่ดินจากญาติของนายอัมรินทร์ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เช่าที่ดินจากนายอัมรินทร์และผู้คัดค้านทั้งสองทำประโยชน์ด้วยตนเอง ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี 2554 โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานมิได้เข้าเกี่ยวข้องกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท อันจะแสดงให้เห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงและไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับจากโรงงานน้ำตาลครบุรีตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่หักค่าเช่าที่ดินก่อนเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน...(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายอัมรินทร์ นายสมโภช ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นที่สาธารณประโยชน์มาโดยตลอดก่อนที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชจะถูกดำเนินคดี โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบว่าผู้คัดค้านทั้งสองมีรายได้จากการประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการปลูกอ้อยหรือการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงต้องฟังว่าเงินและทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนเงินค่าเช่าที่ดิน สำหรับปีการผลิต 2557/2558 เพื่อปลูกอ้อยส่งให้แก่โรงงานน้ำตาลดังกล่าวนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าเป็นต้นทุนที่จะต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ต้องรับฟังว่าหากมีการจ่ายค่าเช่าดังกล่าวแก่บุคคลที่ครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบ ไม่อาจนำค่าเช่าดังกล่าวมาอ้างเป็นต้นทุนได้ จึงไม่อาจนำมาหักออกจากสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านทั้งสองมีสิทธิได้รับในปีการผลิต 2557/2558 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ทรัพย์สินตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าว พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่าการที่ศาลอุทธรณ์นำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 3 ที่บัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) กำหนดความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้าเป็นความผิดมูลฐาน มาใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ในส่วนมาตรการดำเนินคดีต่อทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล ทั้งเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะให้ดำเนินการทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำความผิด โดยมีเหตุผลมาจากหลักการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ และหลักการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อรัฐ ทำให้สามารถดำเนินคดีทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดได้ โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 3 มีผลใช้บังคับ ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา แต่หากศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมูลฐาน และทรัพย์สินพิพาทตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินพิพาทตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้เปิดโควตากับโรงงานน้ำตาลครบุรีทำสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยในปีการผลิต 2557/2558 (เฉพาะที่ปลูกในพื้นที่สาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว) และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินตามที่ส่งมอบให้แก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่ได้รับแจ้งอายัด ภายหลังจากพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ กรณีจึงมิใช่การใช้บังคับกฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (15)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562
#640840
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งหกฟ้องให้ได้กลับคืนมาซึ่งทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท ซึ่งแม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 455 ให้แก่โจทก์ทั้งหก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งหกที่ว่า หนังสือไม่ขอรับที่ดินเป็นเอกสารปลอม จำเลยรับมรดกที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหก จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งหกและทายาทอื่นของนายบัวเจ้ามรดก และคดีโจทก์ทั้งหกไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายบัว เจ้ามรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก โจทก์ทั้งหกไม่เคยตกลงแบ่งที่ดินมรดกเป็นส่วนสัดระหว่างทายาท ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งหก กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาซึ่งทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลย คดีของโจทก์ทั้งหกจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท แม้โจทก์ทั้งหกจะฟ้องรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งหกตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 1,089,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้อง ที่โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า หนังสือไม่รับที่ดินเป็นเอกสารปลอม จำเลยรับมรดกที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหก จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งหก คดีโจทก์ทั้งหกไม่ขาดอายุความเนื่องจากจำเลยยักยอกทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งหกมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งไม่มีอายุความ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งหก คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ. กับพวก
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสิริกาญจน์ ทิตตภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3825/2562
#638496
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลย และไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีในศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ถือว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ ส. ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ จึงต้องอาศัยหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนหรือไม่ เมื่อหนังสือมอบอำนาจโจทก์ปิดอากรแสตมป์แล้ว แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ย่อมถือว่ายังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามที่ ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ จึงไม่อาจใช้หนังสือมอบอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินคดีแทน และการที่โจทก์ดำเนินการเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินในหนังสือมอบอำนาจก็เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาแล้ว ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 420,551.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 396,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 24,551.40 บาท ตามคำขอของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 43242 และ 52668 พร้อมบ้าน 2 ชั้นครึ่ง เลขที่ 130/10 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว จำเลยประกอบอาชีพก่อสร้างอาคารเพื่อจัดสรรขาย และเป็นเจ้าของโครงการทาวน์โฮมพักอาศัย 3 ชั้น รวม 11 หลัง ตั้งอยู่ที่ถนนสามชัย ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านของโจทก์ ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ติดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจแล้ว แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ ฟ้องคดีและดำเนินคดีแก่จำเลยจนถึงที่สุดตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 จำเลยไม่ให้การต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องหรือไม่มีการมอบอำนาจ หรือหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ เท่ากับรับว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ฟ้องคดีแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 แม้หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ หรือปิดอากรแสตมป์แล้วแต่ไม่ได้ขีดฆ่า ต้องรับฟังว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ฟ้องคดีแทนโจทก์ นั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลย และไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีในศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ถือว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ จึงต้องอาศัยหนังสือมอบอำนาจ เป็นพยานหลักฐานว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ฟ้องคดีแทนหรือไม่ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโจทก์ปิดอากรแสตมป์แล้ว แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ย่อมถือว่ายังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ จึงไม่อาจใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ดำเนินคดีแทน การที่โจทก์ดำเนินการเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินในหนังสือมอบอำนาจก็เป็นระยะเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาแล้ว ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 85
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวพนิดา พงศ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2562
#635895
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยใช้แรงกายบังคับฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ ถอดกางเกงของตนและผู้เสียหายออก แล้วใช้อวัยวะเพศของตนถูกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายนอก ซึ่งจำเลยมีโอกาสที่จะสอดใส่อวัยวะเพศในขณะนั้นได้ แต่เพราะเกรงกลัวว่า น. มารดาของผู้เสียหายจะสงสัยจึงไม่กระทำให้สำเร็จ อากัปกิริยาของจำเลยซึ่งกระทำในลักษณะใกล้ชิดพร้อมที่จะใช้อวัยวะเพศของตนสอดใส่กับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และกระทำในที่ลับตาจากการรู้เห็นของ น. ซึ่งอยู่ในบ้านร่วมกันขณะนั้น เห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยมีเจตนาที่จะสอดใส่อวัยวะเพศ แต่เกรงกลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ในการกระทำความผิดของตน ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 10 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยการใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนางสาว น. กับนาย ร.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นางสาว น. และนาย ร. ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้เสียหายได้เลิกร้างกัน ต่อมาในปี 2557 นางสาว น. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย วันที่ 16 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยลากผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำและขู่ให้ผู้เสียหายถอดกางเกง ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยได้ถอดกางเกงขายาวของจำเลยออก และถอดกางเกงขาสั้นของผู้เสียหายออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ถูไม่นานแล้วจำเลยหยุดการกระทำ วันที่ 25 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา ผู้เสียหายอยู่บ้านกับจำเลย ส่วนนางสาว น. ไปตลาด จำเลยลากผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอน ผลักผู้เสียหายนอนลงบนที่นอน จำเลยถอดกางเกงขาสั้นของผู้เสียหายออก แล้วจำเลยถอดกางเกงของจำเลยออก จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย นาน 2 ถึง 3 นาที มีน้ำสีขาวไหลออกจากอวัยวะเพศของจำเลย จำเลยพูดขู่ผู้เสียหายว่า อย่าบอกแม่ ถ้าบอกแม่จะทำอีก ผู้เสียหายกลัวจึงไม่ได้บอกมารดา จากนั้น 2 ถึง 3 สัปดาห์ นางสาว น. ทราบเรื่องจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แม้คำเบิกความและบันทึกคำให้การของนางสาว น. จะแตกต่างจากคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ก็เนื่องจากเป็นคำเบิกความหลังเกิดเหตุนาน จึงอาจคลาดเคลื่อนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายเบิกความกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อ ก็เป็นคำเบิกความที่ไม่ใช่ในคดีนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เหตุเกิดขึ้น 2 ครั้ง แม้ผู้เสียหายเป็นเด็ก แต่ก็เบิกความได้อย่างเป็นธรรมชาติตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง โดยเหตุการณ์ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ผู้เสียหายก็เบิกความตามเป็นจริงว่า จำเลยเพียงแต่ใช้อวัยวะเพศถูกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพียงภายนอกและใช้เวลาไม่นาน เพราะเกรงว่านางสาว น. มารดาผู้เสียหายจะสงสัย ส่วนเหตุการณ์ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นางสาว น. ไปตลาด ส่วนผู้เสียหายและจำเลยอยู่ที่บ้าน จำเลยลากผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอน ผลักผู้เสียหายนอนลงบนที่นอน จำเลยถอดกางเกงขาสั้นของผู้เสียหายออก และถอดกางเกงของจำเลยออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายนาน 2 ถึง 3 นาที มีน้ำสีขาวไหลออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรเลี้ยงของจำเลยและยังเป็นเด็ก ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุว่าจะเบิกความแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริง ซึ่งเมื่อฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบ และพยานปากนางสาว น. มารดาผู้เสียหายซึ่งดูพฤติการณ์ของผู้เสียหายหลังเกิดเหตุ นางสาว น. ได้สอบถามผู้เสียหายจึงทราบว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนความแตกต่างของคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และนางสาว น. นั้น ไม่เป็นสาระสำคัญ พยานโจทก์ปากผู้เสียหายและนางสาว น. จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2557 ถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้แรงกายบังคับฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ ถอดกางเกงของตนและผู้เสียหายออก แล้วใช้อวัยวะเพศของตนถูกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายนอก ซึ่งจำเลยมีโอกาสที่จะสอดใส่อวัยวะเพศในขณะนั้นได้ แต่เพราะเกรงกลัวว่านางสาว น. มารดาของผู้เสียหายจะสงสัยจึงไม่กระทำให้สำเร็จ อากัปกิริยาของจำเลยซึ่งกระทำในลักษณะใกล้ชิดพร้อมที่จะใช้อวัยวะเพศของตนสอดใส่กับอวัยวะเพศของผู้เสียหายและกระทำในที่ลับตาจากการรู้เห็นของนางสาว น. ซึ่งอยู่ในบ้านร่วมกันขณะนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาที่จะสอดใส่อวัยวะเพศแล้ว แต่เกรงกลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ในการกระทำความผิดของตน จึงถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่ โดยสรุปพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 10 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 8 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายนิยม นวลเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
อธิคม อินทุภูติ
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3811/2562
#637625
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อ โดยกำหนดให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการด้านนิติกรรมสัญญาและเบิกใช้วงเงินจำนวน 656,000,000 บาท กับจำเลยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 โดยเสนอเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อให้โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) จำนวน 13,120,000 บาท แก่จำเลยในวันลงนามในสัญญาสินเชื่อและดำเนินการด้านนิติกรรมสัญญากับเบิกใช้วงเงินกับค่าธรรมเนียมในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ข้อตกลงที่จำเลยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) เป็นข้อตกลงที่แยกต่างหากจากการคิดดอกเบี้ยในการเบิกใช้วงเงินดังกล่าว ข้อตกลงชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้จึงมีลักษณะของการตอบแทนการใช้วงเงินสินเชื่อตามเอกสารสัญญาสินเชื่อที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยลงนาม ซึ่งหากมิได้มีการลงนามในสัญญาสินเชื่อแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่อาจเบิกใช้วงเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยอันมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทั้งแสดงว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีเจตนาถือเอาตามสัญญาสินเชื่อเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่สามารถดำเนินการให้ ป. จ. และ ว. กรรมการโจทก์ที่ 1 ในขณะนั้น มาลงนามในสัญญาดังกล่าวกับจำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้ สัญญากู้เงินหรือสัญญาสินเชื่อระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ โจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิเบิกเงินสินเชื่อตามที่จำเลยเคยอนุมัติให้ และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) จากโจทก์ทั้งสามตามที่ตกลงกันไว้ แต่การที่จำเลยระบุไว้ในเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อบางส่วน 9,560,000 บาท ในวันที่โจทก์ทั้งสามลงนามตอบรับในหนังสือดังกล่าว และหากโจทก์ทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ จำเลยมีสิทธิริบเงินดังกล่าวโดยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสาม อันมีลักษณะของสัญญาอย่างหนึ่งที่โจทก์ทั้งสามสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วยดังที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคสอง ซึ่งเบี้ยปรับนั้นหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ลงนามในสัญญาสินเชื่อกับจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงิน 9,560,000 บาท ที่ได้รับมาจากโจทก์ทั้งสามในฐานะเบี้ยปรับอันเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ จำเลยมีสิทธิปฏิเสธไม่คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสาม เมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินทั้งหมดที่จำเลยรับมาจากโจทก์ทั้งสามเป็นเบี้ยปรับแล้วใช้ดุลพินิจให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือ 2,000,000 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคสอง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 7,560,000 บาท ซึ่งหาเป็นความผิดของจำเลยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนเพราะการรับเงินดังกล่าวของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินพร้อมค่าเสียหายจำนวน 10,212,882.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,560,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 7,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเกี่ยวกับการให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมการจัดการวงเงินสินเชื่อ (Front end Fee) ซึ่งคิดอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินสินเชื่อเป็นเงิน 13,120,000 บาท โดยให้โจทก์ทั้งสามแบ่งชำระ 9,560,000 บาท ในวันลงนามตอบรับเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อส่วนที่เหลือ 3,560,000 บาท ชำระในวันที่ลงนามในสัญญาสินเชื่อ โดยค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสามชำระให้จำเลยมาแล้ว หากโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อบังคับได้หรือไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม จำเลยจะไม่คืนเงินส่วนนี้ให้ มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อ ลงวันที่ 2 กันยายน 2557 โดยกำหนดให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการด้านนิติกรรมสัญญาและเบิกใช้วงเงินจำนวน 656,000,000 บาท กับจำเลยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 โดยเสนอเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อให้โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) จำนวน 13,120,000 บาท แก่จำเลยในวันลงนามในสัญญาสินเชื่อและดำเนินการด้านนิติกรรมสัญญากับเบิกใช้วงเงินกับค่าธรรมเนียมในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ซึ่งโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ลงชื่อตกลงตามเงื่อนไขและข้อบังคับดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าจำเลยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) แยกต่างหากจากการคิดดอกเบี้ยในการเบิกใช้วงเงินดังกล่าว ข้อตกลงชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้ จึงมีลักษณะของการตอบแทนการใช้วงเงินสินเชื่อตามเอกสารสัญญาสินเชื่อที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยได้ลงนาม ซึ่งหากมิได้มีการลงนามในสัญญาสินเชื่อแล้ว โจทก์ทั้งสามก็ไม่อาจเบิกใช้วงเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย อันมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทั้งแสดงว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีเจตนาถือเอาตามสัญญาสินเชื่อเป็นสำคัญ กรณีจึงตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำเป็นหนังสือ" อย่างไรก็ดีก่อนถึงกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม 2557 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีหนังสือลงวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ไปถึงจำเลยโดยขอขยายระยะเวลาการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อออกไปอีก 90 วัน แต่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ให้ขยายระยะเวลาการทำนิติกรรมสัญญาและเบิกใช้วงเงินดังกล่าวออกไปอีก 60 วัน โดยจำเลยขยายระยะเวลาลงนามในหนังสือสัญญากู้เงินตามเอกสารต่าง ๆ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 และต้องใช้วงเงินภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ตามสำเนาเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อ และสัญญากู้เงิน แม้ตามข้อ 10.1 ของเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงบางประการโดยระบุให้โจทก์ทั้งสามแบ่งชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) จำนวน 9,560,000 บาท แก่จำเลยในวันที่ลงนามตอบรับในหนังสือตอบรับเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อ และอีกจำนวน 3,560,000 บาท ให้ชำระในวันที่ลงนามในสัญญาสินเชื่อโดยกำหนดว่าหากผู้กู้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญาสินเชื่อ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ถือเป็นการผูกพันธนาคารในการต้องให้วงเงินสินเชื่อแก่ผู้กู้ และธนาคารจะไม่คืน แม้ผู้กู้จะไม่เบิกใช้วงเงินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงสัญญากู้เงินที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องลงนาม ยังระบุไว้ในข้อ 5.1 ว่า ผู้กู้ตกลงจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ให้กู้ ตามรายละเอียดดังนี้ ข้อ 5.1.1 "ค่าธรรมเนียมการให้เงินกู้ (Front end Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ตามสัญญานี้ ซึ่งคิดเป็นค่าธรรมเนียม 13,120,000 บาท โดยชำระทั้งจำนวนในวันทำสัญญานี้" ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ค่าธรรมเนียมการให้วงเงินกู้ (Front end Fee) มีลักษณะเป็นการที่โจทก์ทั้งสามให้เป็นค่าตอบแทนจำเลยในการทำสัญญากู้เพื่อจะได้มีสิทธิเบิกใช้วงเงินตามที่จำเลยให้สินเชื่อได้ เมื่อปรากฏว่าต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถดำเนินการให้นายปริญญา นายจรินทร์ และนายวิกรม กรรมการของโจทก์ที่ 1 ในขณะนั้น มาลงนามในสัญญาดังกล่าวกับจำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้ สัญญากู้เงินหรือสัญญาสินเชื่อระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ โจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิเบิกเงินสินเชื่อตามที่จำเลยเคยอนุมัติให้ และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (Front end Fee) จากโจทก์ทั้งสามตามที่ตกลงกันไว้เช่นกัน แต่การที่จำเลยระบุไว้ในเงื่อนไขและข้อบังคับวงเงินสินเชื่อ ให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อบางส่วนรวมเป็นเงิน 9,560,000 บาท ในวันที่โจทก์ทั้งสามลงนามตอบรับในหนังสือดังกล่าว และหากโจทก์ทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ จำเลยมีสิทธิริบเงินดังกล่าวโดยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสาม อันมีลักษณะของสัญญาอย่างหนึ่งที่โจทก์ทั้งสามสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคสอง ซึ่งเบี้ยปรับนั้นหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงตามสัญญามิใช่ข้อตกลงที่กำหนดล่วงหน้าให้เป็นเบี้ยปรับนั้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายแก่จำเลย 2,000,000 บาท น้อยเกินไปหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาขยายระยะเวลาในการลงนามไปถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 จากนั้นโจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิเบิกใช้วงเงินสินเชื่อได้ภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าก่อนการลงนามในสัญญาโจทก์ทั้งสามไม่อาจเบิกใช้วงเงินได้และจำเลยยังไม่คิดดอกเบี้ยจนกว่าจะมีการเบิกใช้วงเงิน ดังนั้น เหตุผลที่จำเลยอ้างถึงการปล่อยเงินกู้แก่ลูกค้ารายอื่นและจะได้รับผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว จึงนับว่าเลื่อนลอย ทั้งจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกค้ารายใดติดต่อขออนุมัติสินเชื่อจากจำเลยรวมเป็นยอดเงินถึง 656,000,000 บาท จึงไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยได้รับความเสียหายดังที่กล่าวอ้าง ส่วนการจัดเตรียมเอกสารในส่วนการวิเคราะห์ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานของจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ปกติอยู่แล้ว จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าออกค่าใช้จ่ายส่วนใดเป็นพิเศษ ที่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้วใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเหลือ 2,000,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ลงนามในสัญญาสินเชื่อกับจำเลยภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงิน 9,560,000 บาท ที่ได้รับมาจากโจทก์ทั้งสามทั้งหมดในฐานะเบี้ยปรับนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 31 ธันวาคม 2557 อันเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ แม้โจทก์ทั้งสามจะมีหนังสือถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ให้จำเลยคืนเงินทั้งหมด แต่จำเลยก็มีสิทธิปฏิเสธไม่คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสาม เมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินทั้งหมดที่จำเลยรับมาจากโจทก์ทั้งสามเป็นเบี้ยปรับแล้วใช้ดุลพินิจให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นจำนวน 2,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคสอง เป็นผลให้จำเลยต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 7,560,000 บาท ซึ่งหาใช่ความผิดของจำเลยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนเพราะการรับเงินดังกล่าวของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินที่ต้องคืนจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงิน 7,560,000 บาท ที่ต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง ม. 383 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส. กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐพล จุลละเกศ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูมิ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804/2562
#638511
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ศาลอุทธรณ์ก็ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าอันเป็นความผิดต่อชีวิต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 มิได้ลงโทษและกำหนดโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แต่อย่างใด เช่นนี้จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ได้ แต่เมื่อภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ จึงต้องเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 และถึงแม้คดีนี้โจทก์จะขอเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ซึ่งเป็นบทหนักมา ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 ซึ่งเบากว่าได้ ไม่เกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 93, 288, 339, 358, 371, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน มีดปลายแหลมและลูกกระสุนปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ให้จำเลยคืนเงิน 6,800 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 339 วรรคสอง (ที่ถูก (เดิม)), 358 (ที่ถูก (เดิม)), 371. พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุก 12 ปี ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท เพิ่มโทษฐานชิงทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ฐานชิงทรัพย์เป็นจำคุก 15 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 31 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 ปี 9 เดือน และปรับ 500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืน มีดปลายแหลม และลูกกระสุนปืนของกลาง ให้จำเลยคืนเงิน 6,800 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358 (เดิม) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 ปี ฐานชิงทรัพย์ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ คงจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธ คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 14 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ศาลอุทธรณ์ก็ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าอันเป็นความผิดต่อชีวิต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิได้ลงโทษและกำหนดโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แต่อย่างใด เช่นนี้จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้ แต่เมื่อภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ จึงต้องเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และถึงแม้คดีนี้โจทก์จะขอเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ซึ่งเป็นบทหนักมา ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งเบากว่าได้ ไม่เกินคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยก่อนลดโทษฐานพยายามฆ่าให้จำคุก 12 ปีนั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 14 ปี 20 เดือน และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 92 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2562
#639575
เปิดฉบับเต็ม

การจับกุมโจทก์ทั้งสี่มีมูลเหตุมาจากการที่ ช. แจ้งเรื่องไปที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ว่าโจทก์ที่ 2 อ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาเชิงข่มขู่ให้ซื้อบัตรคอนเสิร์ต จำเลยที่ 13 จึงไปร้านที่เกิดเหตุตามคำสั่งของจำเลยที่ 7 ช. ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่แจ้ง จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก จึงติดตามจนพบรถกระบะที่โจทก์ทั้งสี่ใช้เป็นยานพาหนะ ขอตรวจค้นพบบัตรคอนเสิร์ต 5 ใบ กับเงินสด 7,000 บาท ในกระเป๋าสะพายของโจทก์ที่ 1 กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวกเชื่อโดยสุจริตว่ามีเหตุการณ์ดังที่ ช. แจ้งเกิดขึ้นจริง จึงมีหลักฐานตามสมควรว่าโจทก์ทั้งสี่น่าจะได้กระทำความผิดอาญา ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน เจ้าพนักงานตำรวจไม่ทราบว่าโจทก์ทั้งสี่พักอาศัยอยู่ที่ใด ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ทั้งสี่จะหลบหนี และหากต้องไปขอให้ศาลออกหมายจับก่อน อาจจะไม่ได้ตัวโจทก์ทั้งสี่มาดำเนินคดี ถือได้ว่าเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับ การจับกุมโจทก์ทั้งสี่จึงต้องด้วยข้อยกเว้นของการจับโดยไม่มีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) จึงเป็นการจับโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 200, 310

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 14

โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ข้อแรกว่า การที่จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก จับกุมโจทก์ทั้งสี่ที่บริเวณสี่แยกไทยออยล์ในคืนเกิดเหตุโดยไม่มีหมายจับ และควบคุมตัวโจทก์ทั้งสี่ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 1 จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสี่ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 310 วรรคแรก และ 200 วรรคสอง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ ... (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้" และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับมีได้ดังต่อไปนี้ ... (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุประการอื่น" ดังนี้ การจับโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับมีอำนาจกระทำได้ จึงต้องเป็นกรณีที่มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี อีกทั้งยังต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางชนานันท์ มีข้อความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่นางชนานันท์อยู่ที่ร้านเกิร์ลเฟรนด์คาราโอเกะ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่งกายคล้ายเจ้าพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบ คล้องบัตรตราโล่เช่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนใช้กัน และพกพาอุปกรณ์สื่อสารที่เอว เดินลงจากรถกระบะไปหานางชนานันท์ มีพวกอีก 2 คน นั่งรออยู่ในรถ โจทก์ที่ 2 แจ้งนางชนานันท์ว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาจากส่วนกลาง ขอให้ช่วยซื้อบัตรคอนเสิร์ตสัก 3 ใบ ใบละ 1,000 บาท เมื่อนางชนานันท์บ่ายเบี่ยง โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แสดงอาการไม่พอใจ โจทก์ที่ 2 ถามว่ามีเด็กในร้านกี่คน มีใบอนุญาตจำหน่ายสุราต่างประเทศหรือไม่ นางชนานันท์ไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบใบอนุญาตและจับผิดในเรื่องอื่นๆ จึงตกลงซื้อ 1 ใบ และมอบเงิน 1,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 เมื่อพวกของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกไปจากร้าน นางชนานันท์โทรศัพท์แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังทราบ ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจโทรศัพท์แจ้งนางชนานันท์ว่า สกัดจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้แล้ว ให้ไปที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง นางชนานันท์ยืนยันให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสี่จนถึงที่สุด คำให้การชั้นสอบสวนของนางชนานันท์ สอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสมภพ ที่ว่า คืนเกิดเหตุขณะที่พยานประจำอยู่ที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งว่า มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจากส่วนกลางมาขายบัตรการกุศลโดยบังคับขู่เข็ญที่ร้านเกิร์ลเฟรนด์คาราโอเกะ นางชนานันท์แจ้งด้วยว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวใช้รถกระบะ ยี่ห้อนิสสัน สีทอง หมายเลขทะเบียน ถง 1480 เป็นพาหนะ พยานจดบันทึกข้อความที่รับแจ้งไว้โดยย่อ แล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปตรวจสอบ เหตุการณ์หลังจากนั้นจำเลยที่ 7 และที่ 13 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ทราบจากศูนย์วิทยุสื่อสารว่า มีกลุ่มบุคคลนำบัตรคอนเสิร์ตไปเร่ขายโดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดจาในเชิงข่มขู่ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับพาหนะของกลุ่มบุคคลดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 7 ให้จำเลยที่ 13 ไปที่ร้านเกิร์ลเฟรนด์คาราโอเกะ จำเลยที่ 13 พบนางชนานันท์เจ้าของร้าน นางชนานันท์ยืนยันข้อเท็จจริงที่แจ้งไปยังศูนย์วิทยุสื่อสาร จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก ออกติดตามรถกระบะของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และพบจอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ที่สี่แยกไทยออยล์ จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก เข้าไปแสดงตัวขอตรวจค้น พบบัตรคอนเสิร์ต "ธรรมะคละกับเพลง" จำนวน 5 ใบ และเงินสด 7,000 บาท ในกระเป๋าสะพายของโจทก์ที่ 1 แล้วนำตัวโจทก์ทั้งสี่ไปที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง คำให้การชั้นสอบสวนของนางชนานันท์จึงสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสมภพและคำเบิกความของจำเลยที่ 7 และที่ 13 เป็นลำดับ หากนางชนานันท์ไม่ได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นไปที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง และร้อยตำรวจตรีสมภพไม่แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปตรวจสอบ ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 7 จะต้องให้จำเลยที่ 13 ไปที่ร้านเกิร์ลเฟรนด์คาราโอเกะ และไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก จะต้องติดตามไปขอตรวจค้นรถกระบะของโจทก์ทั้งสี่ในขณะที่จอดรอสัญญาณไฟจราจร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางชนานันท์มิได้ซื้อบัตรคอนเสิร์ตด้วยความเต็มใจ แต่ซื้อเพราะโจทก์ที่ 2 อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาจากส่วนกลางและพูดจาในเชิงข่มขู่ ตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การของนางชนานันท์ และฟังได้ว่า การจับกุมโจทก์ทั้งสี่มีมูลเหตุมาจากการที่นางชนานันท์แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าวไปที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง แล้วเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์วิทยุสื่อสารแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปตรวจสอบ เมื่อจำเลยที่ 13 ไปร้านที่เกิดเหตุตามคำสั่งของจำเลยที่ 7 นางชนานันท์ก็ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่แจ้ง จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวกจึงติดตามจนพบรถกระบะที่โจทก์ทั้งสี่ใช้เป็นยานพาหนะ และเมื่อเข้าตรวจค้นก็พบบัตรคอนเสิร์ต "ธรรมะคละกับเพลง" จำนวน 5 ใบ กับเงินสด 7,000 บาท ในกระเป๋าสะพายของโจทก์ที่ 1 กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก เชื่อโดยสุจริตว่ามีเหตุการณ์ดังที่นางชนานันท์แจ้งเกิดขึ้นจริง การจับกุมโจทก์ทั้งสี่ที่บริเวณสี่แยกไทยออยล์จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมซึ่งมีจำเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวกรวมอยู่ด้วย มีหลักฐานตามสมควรแล้วว่าโจทก์ทั้งสี่น่าจะได้กระทำความผิดอาญา อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน โจทก์ที่ 3 ขับรถพาโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกไปจากร้านของนางชนานันท์โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะไปที่ใด และขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมยังไม่มีใครทราบว่าโจทก์ทั้งสี่พักอาศัยอยู่ที่ใด ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ทั้งสี่จะหลบหนี และหากจะต้องไปขอให้ศาลออกหมายจับก่อนอาจจะไม่ได้ตัวโจทก์ทั้งสี่มาดำเนินคดี ถือได้ว่าเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับ การจับกุมโจทก์ทั้งสี่ที่บริเวณสี่แยกไทยออยล์โดยไม่มีหมายจับจึงต้องด้วยข้อยกเว้นของการจับโดยไม่มีหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) จึงเป็นการจับโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อการจับกุมโจทก์ทั้งสี่ที่บริเวณสี่แยกไทยออยล์เป็นการจับโดยชอบด้วยกฎหมาย การควบคุมตัวโจทก์ทั้งสี่ไปที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังหลังจากนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยกฎหมายด้วย การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมที่มีจำเลยที่ 7 และที่ 13 รวมอยู่ด้วยในช่วงนี้จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยอื่นมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 7 และที่ 13 กระทำการดังกล่าวด้วยหรือไม่

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาด้วยว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสี่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง จำเลยที่ 1 ประวิงการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสี่ และสั่งการให้ใส่กุญแจมือโจทก์ทั้งสี่ เป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังให้โจทก์ทั้งสี่ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น ในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 ประวิงการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกาโดยอ้างถึงคำเบิกความของนายรัตนพัฒน์หรือเกรียงศักดิ์ ทนายความ ที่ว่า คืนเกิดเหตุนายรัตนพัฒน์ติดต่อขอปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสี่ แต่ได้รับแจ้งว่ายังปล่อยชั่วคราวไม่ได้เพราะต้องมอบตัวโจทก์ทั้งสี่ให้พนักงานสอบสวนก่อน เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความด้วยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไปถึงสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 7 พาโจทก์ทั้งสี่ไปทำประวัติ แล้วจำเลยที่ 4 และที่ 7 ให้โจทก์ที่ 1 พาไปตรวจค้นห้องพักของโจทก์ทั้งสี่ที่โรงแรมมีสุข อำเภอศรีราชา ต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน จำเลยที่ 6 นำบันทึกการจับกุมมาให้โจทก์ทั้งสี่ลงลายมือชื่อ แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมลงลายมือชื่อเพราะเห็นว่าข้อความไม่ตรงตามความเป็นจริง หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสี่ถูกส่งไปให้ร้อยตำรวจเอกนิติภูมิ พนักงานสอบสวนสอบปากคำเมื่อเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น โดยมีนายรัตนพัฒน์ทนายความ อยู่ด้วย ซึ่งการจัดทำบันทึกการจับกุม การให้โจทก์ที่ 1 พาไปตรวจค้นห้องพัก และการสอบปากคำโจทก์ทั้งสี่โดยพนักงานสอบสวนดังกล่าว เป็นขั้นตอนปกติที่ต้องดำเนินการภายหลังจับกุมผู้ต้องหา นายรัตนพัฒน์เองก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ ส่วนที่อ้างว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งนายรัตนพัฒน์ว่า ต้องรอการนำตัวโจทก์ทั้งสี่ไปแถลงข่าวก่อน จึงจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า การนำตัวโจทก์ทั้งสี่ไปแถลงข่าวเป็นการดำเนินการตามคำสั่งของพลตำรวจตรีคัชชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ที่ไปสั่งการเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้ด้วยตนเองที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังในคืนเกิดเหตุ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวในแผ่นวีดิทัศน์ที่ปรากฏว่า มีภาพพลตำรวจตรีคัชชากล่าวตำหนิโจทก์ทั้งสี่ในทำนองว่า ทำให้ภาพลักษณ์ของเจ้าพนักงานตำรวจเสียหาย และให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า การนำตัวโจทก์ทั้งสี่ไปแถลงข่าวเป็นการดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 หาใช่จำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยพลการไม่ ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะประวิงมิให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ส่วนที่ปรากฏว่ามีการใส่กุญแจมือโจทก์ทั้งสี่ในขณะที่จำเลยที่ 1 แถลงข่าวนั้น เมื่อพิจารณาภาพเคลื่อนไหวในแผ่นวีดิทัศน์ ปรากฏว่า สถานที่แถลงข่าวอยู่นอกอาคารสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง การใส่กุญแจมือโจทก์ทั้งสี่ในขณะที่มีการแถลงข่าวเพื่อป้องกันการหลบหนี จึงเป็นเรื่องสามารถกระทำได้ ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายอันเป็นภาพถ่ายโจทก์ทั้งสี่ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังในช่วงเวลาอื่น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ถูกสวมกุญแจมือด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งใส่กุญแจมือโจทก์ทั้งสี่โดยไม่มีความจำเป็น การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในคืนเกิดเหตุ และมีการนำตัวโจทก์ทั้งสี่ไปแถลงข่าวโดยมีการใส่กุญแจมือในวันรุ่งขึ้นจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยอื่นมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวหรือไม่ รวมทั้งปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ในข้ออื่น เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 66 (2) ม. 78 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม. กับพวก
จำเลย — พันตำรวจเอก ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา