คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2445/2562
#635888
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 นอกจากเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่นั้นแล้ว ต้องมีเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้เป็นรองนายกเทศมนตรีเทศบาลจำเลยที่ 1 ร่วมกันอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้ตรวจสอบ เพราะเชื่อคำรับรองของ ป. ผู้ใหญ่บ้านว่าถนนดังกล่าวเป็นทางสาธารณะแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่าถนนที่จะก่อสร้างปรับปรุงนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบว่าแนวถนนที่จะก่อสร้างปรับปรุงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ใดหรือไม่ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อโจทก์ในทางแพ่งเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีเจตนาพิเศษ ขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ. มาตรา 157 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 157 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้เป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 157, 358 และ 362

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยอื่นและข้ออื่น คดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 18,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 และที่ 9 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 12,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 8 และที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 8 ที่ 9 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อที่ว่า ฝ่ายจำเลยรู้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณที่มีการก่อสร้างถนน พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นทบวงการเมืองอันมีฐานะเป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุเทศบาลจำเลยที่ 1 บริหารเทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรี จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นเทศมนตรี ช่วงปี 2544 ถึงปี 2546 จำเลยที่ 5 มีตำแหน่งเป็นเทศมนตรีช่วงปี 2544 ถึงปี 2546 และมีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 8 เป็นพนักงานเทศบาลตำแหน่งช่างโยธา ช่วงปี 2543 ถึงปี 2557 จำเลยที่ 9 เป็นพนักงานเทศบาลตำแหน่งหัวหน้ากองช่างโยธา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 931 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลปกครองอุดรธานี และศาลมีคำสั่งให้คู่ความจัดทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นถนนคอนกรีตยาวตลอดแนวที่ดิน คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันจัดทำโครงการปรับปรุงถนนลูกรังและก่อสร้างท่อเหลี่ยมถนนบ้านท่าสวรรค์ ถนนบ้านท่านาคูณ - ท่าสุขสันต์ โดยขอรับการสนับสนุนเงินประมาณปี 2546 จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุมัติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้เห็นชอบโครงการ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ปฏิเสธความแท้จริงและถูกต้องของโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนของโจทก์ ขณะเกิดเหตุเทศบาลตำบลจำเลยที่ 1 บริหารเทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรี ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีและเทศมนตรี คือ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 39 (เดิม) และมาตรา 44 (เดิม) ให้คณะเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลตามกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ถือว่านายกเทศมนตรี เทศมนตรี และพนักงานเทศบาลมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน และมาตรา 48 เตรส กับมาตรา 50 (2) กำหนดให้นายกเทศมนตรีรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ดังนั้น การก่อสร้างและปรับปรุงถนนจึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารกิจการของเทศบาล ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมต้องทราบอำนาจหน้าที่ของตนในการให้มีและบำรุงทางบก จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 จะต้องปฏิบัติภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแบบแผนของทางราชการอย่างเคร่งครัด ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 นำสืบยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบว่าถนนที่ปรับปรุงก่อสร้างอยู่ในที่ดินของราษฎรรายใดหรือไม่ เพราะเชื่อคำรับรองของนายประสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ว่า ถนนดังกล่าวเป็นทางสาธารณะแล้ว และไม่มีราษฎรรายใดคัดค้านการปรับปรุงก่อสร้างถนนนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ผู้เป็นเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 หรือไม่ และการกระทำของเทศบาลตำบลจำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานกับจำเลยที่ 8 และที่ 9 ช่างโยธา ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการให้มีและปรับปรุงถนนดังกล่าวเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ผู้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 หรือไม่ ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด...ต้องระวางโทษ..." เห็นว่า การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ดังกล่าว นอกจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่นั้นต้องมีเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว เจ้าพนักงานผู้นั้นยังต้องมีเจตนาพิเศษซึ่งเป็นเจตนาโดยตรงเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอยู่ในขณะลงมือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบนั้นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้เป็นรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจำเลยที่ 1 ร่วมกันอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ก่อนว่าถนนที่ปรับปรุงก่อสร้างนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของราษฎรรายใดหรือไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เชื่อคำรับรองของนายประสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ว่าถนนดังกล่าวเป็นทางสาธารณะแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่าถนนที่จะก่อสร้างปรับปรุงนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ก็ยังร่วมกันอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบก่อนว่าแนวถนนที่จะก่อสร้างปรับปรุงนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ใดหรือไม่ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อโจทก์ในทางแพ่งเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีเจตนาพิเศษโดยตรง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่จะก่อสร้างปรับปรุงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขาดองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องมีเจตนาพิเศษ ซึ่งเป็นเจตนาโดยตรงเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในขณะปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้นด้วย หาใช่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษอันเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นดังที่โจทก์ฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 ผู้ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้เป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — เทศบาลตำบลปากคาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายสัณห์วิชญ์ โกสุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2562
#634577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานและฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีการตราพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปและตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิก พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 แต่กำหนดให้ความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนดและฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานยังคงเป็นความผิดอยู่ตามมาตรา 9, 72 และกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ในมาตรา 102 มาตรา 122 ภายหลังจากนั้นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งที่ 33/2560 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ในมาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป อันมีผลให้ความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนดและฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานตามมาตรา 9, 72 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่มีบทกำหนดโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 อันจะเป็นความผิดทางอาญา ดังนั้น คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดยผลของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 102 และมาตรา 122 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้อีกเช่นกัน เพราะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 1 กำหนดให้มาตรา 102 และมาตรา 122 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป จึงมีผลให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง มิใช่ไม่มีผลบังคับในระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ดังที่ฎีกาเท่านั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 อันเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 มีผลเป็นการยกเลิกความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 102 และมาตรา 122 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน และรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีการตราพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป และตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 แต่กำหนดให้ความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนดและฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานยังคงเป็นความผิดอยู่ตามมาตรา 9 มาตรา 72 และกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ในมาตรา 102 มาตรา 122 ภายหลังจากนั้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งที่ 33/2560 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ในมาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป อันมีผลให้ความผิดฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนดและฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงานตามมาตรา 9 และมาตรา 72 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่มีบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 อันจะเป็นความผิดทางอาญา ดังนั้นขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดยผลของพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 102 และมาตรา 122 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้อีกเช่นกัน เพราะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 1 กำหนดให้มาตรา 102 และมาตรา 122 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป จึงมีผลให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง บัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง มิใช่ไม่มีผลบังคับในระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ดังที่ฎีกาเท่านั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 อันเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 18
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 54
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ม. 101 ม. 102
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวยุวดี ทรัพย์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2562
#680824
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือ แต่บุคคลที่จะรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลจะต้องเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลซึ่งหมายถึงผู้ใช้ยานพาหนะนั้นในฐานะเป็นผู้ยึดถือในขณะเกิดความเสียหายเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437จำเลยที่ 2 เพียงแต่มีชื่อในทางทะเบียนเรือเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวนานแล้วเพราะได้ให้ ธ. บุตรชายนำเรือยนต์นั้นไปใช้ในกิจการส่วนตัวของ ธ. หลังจากที่ ก. ผู้เป็นบิดาเสียชีวิตไปนานแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เพราะไม่ใช่บุคคลผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องร่วมกับ ธ. ในฐานะผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือลากจูงขบวนเรือเกิดเหตุการบรรทุกน้ำหนักของเรือลำเลียงทั้งสามลำที่เกินระวางบรรทุกของเรือเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายอันเป็นกฎหมายที่มีประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า ผู้ควบคุมเรือทุกลำในขบวนเรือ รวมทั้งจำเลยที่ 4 ผู้กระทำการฝ่าฝืนเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 422จำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าทางน้ำโดยนำเรือลำเลียงของตนออกให้ผู้อื่นเช่าใช้งานและรู้เห็นยินยอมให้มีการบรรทุกสินค้าน้ำหนักเกินระวางบรรทุกของเรือตามใบอนุญาตใช้เรือที่โจทก์ที่ 1 กำหนดไว้เยี่ยงนี้เป็นประจำต่อเนื่องตลอดมาทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงเป็นการกระทำโดยประมาทด้วยการจงใจฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายอันเป็นกฎหมายที่มีประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ โดยชัดแจ้ง กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเช่นนี้เป็นผู้ผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 422การที่จำเลยที่ 4 รับเงินสินจ้างจากจำเลยที่ 3 โดยตรง เพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่สรั่งเรือในขณะที่จำเลยที่ 3 นำเรือออกให้เช่าอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง แล้วเกิดเหตุละเมิด จำเลยที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างยังต้องรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 4 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นอีกฐานะหนึ่งด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425ขณะเกิดเหตุเรือ บ. จมนั้น น้ำตาลทรายดิบจำนวนมากละลายและเจือปนกับน้ำในแม่น้ำและส่งผลต่อคุณภาพของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้น้ำเน่าเสียและทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำเสื่อมโทรมลงจนเกิดภาวะมลพิษทางน้ำขึ้น อันเนื่องมาจากน้ำตาลซึ่งเป็นสารอินทรีย์และเป็นอาหารที่ดีที่สุดของจุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในน้ำ จุลินทรีย์บริโภคน้ำตาลหรือสารอินทรีย์อื่นเป็นอาหารโดยใช้ออกชิเจนเผาผลาญให้เกิดพลังงานเพื่อแบ่งเซลล์ขยายจำนวน ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงจนถึงขั้นวิกฤต และเป็นผลให้สิ่งมีชีวิตหรือสัตว์น้ำขนาดใหญ่ อาทิเช่น ปลาหรือกุ้งไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้ต้องลอยตายเป็นจำนวนมาก แม้น้ำตาลหรือน้ำตาลทรายดิบจะไม่ใช่ทรัพย์หรือสารอันตรายโดยสภาพก็ตาม แต่หากถูกปล่อยทิ้งให้ละลายลงในแม่น้ำเป็นจำนวนมาก ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือเกิดภาวะที่เป็นพิษได้ โดยเฉพาะภาวะมลพิษทางน้ำดังกล่าวข้างต้น ในสภาวการณ์เช่นนี้จึงต้องถือว่าน้ำตาลทรายดิบเป็นมลพิษชนิดหนึ่ง ตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และไม่ใช่แหล่งอันเป็นที่มาของมลพิษอันจะถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษจำเลยที่ 14 รู้อยู่แล้วว่าเรือลำเลียงทั้งสามลำที่รับจ้างช่วงนั้น บรรทุกน้ำตาลทรายดิบเกินกว่าอัตราระวางบรรทุกที่กำหนดไว้ในใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือซึ่งได้มีการทักท้วงแล้ว แต่จำเลยที่ 14 กลับเพิกเฉยมิได้สั่งห้ามหรือสั่งให้แก้ไขเพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จำเลยที่ 14 ผู้ว่าจ้างทำของจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างนั้นอีกฐานะหนึ่งด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระเงิน 73,461,730.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,354,913.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปด

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และ ที่ 15 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,524,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 131,888.32 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,722,075 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 444,218 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 28,104 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และจำนวน 8,000 บาท แก่โจทก์ที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย ธ. ที่ตกได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 10 และที่ 12 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 10 และที่ 12 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 6 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 6 และที่ 7 กับจำเลยทั้งสิบห้าให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 11 ร่วมกันชำระเงิน 1,554,373 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 219,607.37 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 51,127,051 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 611,587.59 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 1,028,104 บาท แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 8,850,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 และจำนวน 4,950,585.96 บาท แก่โจทก์ที่ 7 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 11 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งแปดสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยที่ 2 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ชำระเกินไป 241,976 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 ชำระเกินไป 401,774 บาท แก่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของนาย ธ. และเป็นเจ้าของและมีชื่อทางทะเบียนระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์ของเรือ ช. ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล มีนาย ธ. เป็นผู้ขับและควบคุมเรือ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือ พ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 4 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือ บ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 6 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 7 เป็นเจ้าของเรือ อ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 8 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของเรือ ม. เจริญทรัพย์ ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล มีชื่อจำเลยที่ 10 ทางทะเบียนระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือ และมีจำเลยที่ 11 เป็นผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 12 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว จำเลยที่ 13 เป็นผู้รับฝากน้ำตาลทรายดิบจากจำเลยที่ 12 และเก็บรักษาไว้ที่คลังเก็บสินค้าจังหวัดอ่างทอง จำเลยที่ 14 เป็นผู้จัดหาเรือบรรทุกสินค้าน้ำตาลทรายดิบ จำเลยที่ 15 เป็นผู้จำหน่ายและส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทน้ำตาล ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 12 มอบหมายให้จำเลยที่ 15 ติดต่อขายน้ำตาลทรายดิบให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ จำเลยที่ 15 ตกลงขายน้ำตาลทรายดิบให้แก่บริษัท ค. ผู้ซื้อในต่างประเทศ จำนวน 24,000 ตัน โดยส่งไปยังสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2554 ผู้ซื้อจะเป็นผู้จัดหาเรือเดินสมุทรมารับน้ำตาลทรายดิบเอง จำเลยที่ 15 มอบหมายให้จำเลยที่ 13 เป็นผู้ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 14 จัดหาเรือลำเลียงบรรทุกน้ำตาลทรายดิบของจำเลยที่ 12 จากคลังสินค้าของจำเลยที่ 13 ดังกล่าวไปส่งและขนถ่ายลงเรือเดินสมุทรของผู้ซื้อที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 14 ได้ว่าจ้างเรือลำเลียงจำนวน 3 ลำ คือ เรือ พ. ของจำเลยที่ 3 เรือ บ. ของจำเลยที่ 5 และเรือ อ. ของจำเลยที่ 7 เพื่อบรรทุกน้ำตาลทรายดิบตามที่ได้รับการว่าจ้างขนส่งมาจากจำเลยที่ 13 โดยมีเรือ ช. ของจำเลยที่ 2 เป็นเรือลากจูงเรือ และเรือ ม. ของจำเลยที่ 9 เป็นเรือดึงท้าย วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 พนักงานของจำเลยที่ 13 บรรจุน้ำตาลทรายดิบลงเรือ พ. จำนวน 2,400 ตัน เรือ บ. จำนวน 2,400 ตัน และเรือ อ. จำนวน 1,550 ตัน อันเป็นการบรรทุกน้ำหนักเกินระวางบรรทุกของเรือผิดเงื่อนไขตามข้อกำหนดในใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยมีจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ลงชื่อรับสินค้า หลังจากนั้นนาย ธ. ได้ขับเรือ ช. ลากจูงเรือลำเลียงทั้งสามลำเป็นขบวนเรือโดยมีจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ทำหน้าที่ควบคุมเรือลำเลียงทั้งสามลำตามลำดับ กับมีจำเลยที่ 11 ขับเรือ ม. เป็นเรือดึงท้ายออกจากท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 13 ที่จังหวัดอ่างทองล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะขบวนเรือกำลังแล่นลอดผ่านใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานสวนนก) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดเหตุ ซึ่งลำน้ำในบริเวณนี้มีลักษณะโค้งคล้ายรูปตัวอักษรเอสในภาษาอังกฤษและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก นาย ธ. จำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 11 ขับหรือควบคุมขบวนเรือดังกล่าวซึ่งบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วยความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ท้ายเรือ พ. ด้านขวาและหัวเรือด้านขวาของเรือ บ. ชนกระแทกเข้ากับเสาตอม่อสะพานอย่างแรง เป็นผลให้หัวเรือ บ. แตกฉีกขาดและน้ำไหลเข้าเรือจนหัวเรือจมน้ำ เรือ พ. และเรือ อ. ได้ปลดเชือกที่ผูกโยงกับเรือ บ. ออกจากขบวนเรือ ทำให้เรือ บ. ลอยตามกระแสน้ำและเกยตื้นกีดขวางลำน้ำ เป็นเหตุให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางกัดเซาะตลิ่งของชาวบ้านที่อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวจนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย และปริมาณน้ำตาลทรายดิบจำนวนมากที่บรรทุกอยู่ในเรือ บ. ได้รั่วไหลออกจากเรือและละลายปนเปื้อนไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหลายจังหวัดตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำเน่าเสียจนเกิดภาวะมลพิษทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดเส้นทางดังกล่าวเป็นระยะทางไกลหลายสิบกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในน้ำและก่อให้เกิดความเสียหายเแก่สิ่งมีชีวิตและสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ อันเป็นทรัพย์สินของรัฐ รวมทั้งกุ้งก้ามกรามและปลาหลายชนิดที่อยู่ในแม่น้ำตามธรรมชาติและปลาในกระชังที่ชาวบ้านได้เลี้ยงไว้ซึ่งลอยตายเป็นจำนวนมาก ถือได้ว่าเรือ บ. เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอันเป็นแหล่งที่มาของมลพิษทางน้ำดังกล่าวตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หลังเกิดเหตุนาย ธ. ถึงแก่ความตายเนื่องจากอุบัติเหตุในการกู้เรือ บ. ต่อมาบริษัทประกันภัย ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยที่ 13 ผู้เอาประกันภัยสินค้าน้ำตาลทรายดิบที่บรรทุกในเรือ บ. แล้วรับช่วงสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และที่ 14 เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ร่วมกันรับผิดในข้อหาความผิดฐานละเมิด รับขน และประกันภัย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 991/2555 และหมายเลขแดงที่ 1373/2556 คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 9 ต้องร่วมรับผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองเรืออยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกากล่าวอ้างมา ฉะนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือ แต่บุคคลที่จะรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลจะต้องเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลซึ่งหมายถึงผู้ใช้ยานพาหนะนั้นในฐานะเป็นผู้ยึดถือในขณะเกิดความเสียหายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยตามฟ้อง จำเลยที่ 2 เพียงแต่มีชื่อในทางทะเบียนเรือเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวมานานแล้วเพราะได้ให้นาย ธ. บุตรชายนำเรือยนต์นั้นไปใช้ในกิจการส่วนตัวของนาย ธ. หลังจากที่นายก้านผู้เป็นบิดาได้เสียชีวิตไปนานแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เพราะไม่ใช่บุคคลผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติร่วมกับนาย ธ. ในฐานะผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือลากจูงขบวนเรือเกิดเหตุ ส่วนข้อที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือจะต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นตัวการในผลละเมิดร่วมกับผู้ขับและควบคุมเรือซึ่งเป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของตนนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งแปดบรรยายฟ้องเพียงแต่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือ ช. และจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของเรือ ม. ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล โดยมีนาย ธ. จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นผู้ขับและควบคุมเรือกระทำโดยประมาท ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งแปดเสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 9 ในฐานะเจ้าของเรือจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปด ตามคำฟ้องดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าโจทก์ทั้งแปดมิได้ตั้งข้อหาหรือตั้งรูปคดีเพื่อฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 9 รับผิดในฐานะเป็นตัวการของนาย ธ. หรือของจำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นตัวแทนหรือเชิดให้เป็นตัวแทนของตน และได้กระทำการภายในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 หรือที่ 9 โดยประมาทแต่อย่างใด ข้อฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ในข้อนี้จึงไม่ตรงกับรูปเรื่องและนอกคำฟ้อง เป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาให้ และเมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 9 โดยโจทก์ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานให้เห็นได้เป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 9 ไม่ได้ร่วมตกลงรับจ้างกับนาย ธ. และจำเลยที่ 11 อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 9 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดด้วยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าทางน้ำในคดีนี้ใช้รูปแบบขบวนเรือลำเลียงสินค้าขนาดใหญ่ที่มีเรือยนต์ลากจูงด้านหน้าเป็นเรือต้นกำลังหลัก ทำหน้าที่ลากและจูงเรือลำเลียงที่บรรทุกสินค้าโดยผูกโยงเรือทุกลำเข้าด้วยกันด้วยเชือกและผูกโยงแต่ละลำเรียงติดต่อกันเป็นขบวนเรือ เพื่อให้แล่นไปในทิศทางและในร่องน้ำที่กำหนดไว้เป็นแนวเดียวกัน ตามผังแสดงรายละเอียดของเรือ ทั้งนี้ เรือลำเลียงสินค้าทั้งสามลำไม่มีเครื่องยนต์แต่อย่างใด ลักษณะเช่นนี้จึงเห็นได้ชัดว่า น้ำหนักบรรทุกในเรือลำเลียงแต่ละลำย่อมจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อประสิทธิภาพของกำลังเครื่องยนต์ของเรือยนต์ที่ลากจูง ทั้งในเรื่องของอัตราการเร่งความเร็วเพื่อลากจูงและการควบคุมทิศทางขบวนเรือให้อยู่ในร่องน้ำ ในขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพของกำลังเครื่องยนต์ของเรือยนต์ที่ลากและดึง ทั้งในเรื่องอัตราการเร่งความเร็วและการควบคุมทิศทางขบวนเรือในทำนองเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้นอกจากมีผลมาจากความประมาทเลินเล่อในการทำหน้าที่บกพร่องของผู้ควบคุมเรือทุกลำแล้ว ยังมีผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากน้ำหนักบรรทุกรวมของเรือลำเลียงทั้งสามลำที่เกินระวางบรรทุกของเรืออีกด้วย เพราะน้ำหนักบรรทุกรวมของขบวนเรือที่มากเกินไปย่อมส่งผลต่อกำลังและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เรือลากจูงและเรือลากดึง ทำให้การลากจูงและลากดึง รวมทั้งการบังคับควบคุมอัตราเร่ง อัตราความเร็ว และทิศทางของขบวนเรือเป็นไปได้ยากลำบากและไม่ปลอดภัยนั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานหักล้างได้เป็นอย่างอื่น คงมีเพียงจำเลยที่ 3 เบิกความปฏิเสธเพียงลอย ๆ เท่านั้น ประกอบกับการบรรทุกน้ำหนักของเรือลำเลียงทั้งสามลำที่เกินระวางบรรทุกของเรือเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมาย อันเป็นกฎหมายที่มีประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ กรณีนี้จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า ผู้ควบคุมเรือทุกลำในขบวนเรือ รวมทั้งจำเลยที่ 4 ผู้กระทำการฝ่าฝืนเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 จำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าทางน้ำโดยนำเรือลำเลียงของตนออกให้ผู้อื่นเช่าใช้งานและรู้เห็นยินยอมให้มีการบรรทุกสินค้าน้ำหนักเกินระวางบรรทุกของเรือตามใบอนุญาตใช้เรือที่โจทก์ที่ 1 กำหนดไว้เยี่ยงนี้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องตลอดมาทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงเป็นการกระทำโดยประมาทด้วยการจงใจฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมาย อันเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ โดยชัดแจ้ง กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ทำการฝ่าฝืนกฎหมายเช่นนี้เป็นผู้ผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 และนอกจากนี้การที่จำเลยที่ 4 รับเงินสินจ้างจากจำเลยที่ 3 โดยตรง เพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่สรั่งเรือในขณะที่จำเลยที่ 3 นำเรือออกให้เช่า อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง แล้วเกิดเหตุละเมิดดังกล่าว จำเลยที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างยังต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 4 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นอีกฐานะหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 12 และที่ 15 ต้องร่วมผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเรือ บ. จมนั้น น้ำตาลทรายดิบจำนวนมากละลายและเจือปนกับน้ำในแม่น้ำและส่งผลต่อคุณภาพของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้น้ำเน่าเสียและทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำเสื่อมโทรมลงจนเกิดภาวะมลพิษทางน้ำขึ้น อันเนื่องมาจากน้ำตาลซึ่งเป็นสารอินทรีย์และเป็นอาหารที่ดีที่สุดของจุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในน้ำ จุลินทรีย์บริโภคน้ำตาลหรือสารอินทรีย์อื่นเป็นอาหารโดยใช้ออกซิเจนเผาผลาญให้เกิดพลังงานเพื่อแบ่งเซลล์ขยายจำนวน ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงจนถึงขั้นวิกฤติ และเป็นผลให้สิ่งมีชีวิตหรือสัตว์น้ำขนาดใหญ่ อาทิ ปลาหรือกุ้งไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้ต้องลอยตายเป็นจำนวนมาก จึงเห็นได้ว่า แม้น้ำตาลหรือน้ำตาลทรายดิบจะไม่ใช่ทรัพย์หรือสารอันตรายโดยสภาพก็ตาม แต่หากถูกปล่อยทิ้งให้ละลายลงในแม่น้ำเป็นจำนวนมากก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือเกิดภาวะที่เป็นพิษได้ โดยเฉพาะภาวะมลพิษทางน้ำดังกล่าวข้างต้น ในสภาวการณ์เช่นนี้จึงต้องถือว่าน้ำตาลทรายดิบเป็นมลพิษชนิดหนึ่งนั่นเอง ทั้งนี้ ตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และไม่ใช่แหล่งอันเป็นที่มาของมลพิษอันจะถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าใจ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 12 และที่ 15 จะเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองน้ำตาลทรายดิบดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 12 และที่ 15 ก็มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษอันมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามบทบัญญัติในมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า จำเลยที่ 12 และที่ 15 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยอื่นในมูลละเมิดด้วยนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 12 และที่ 15 นำสืบโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ได้นำสืบให้เห็นได้เป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 12 และที่ 15 ไม่มีหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในมูลละเมิด ไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้างหรือคัดเลือกเรือลำเลียงสินค้า เรือลากจูง และเรือดึงท้าย และไม่มีอำนาจในการจัดการขนส่งน้ำตาลทรายดิบด้วยขบวนเรือลำเลียง หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลำเลียงน้ำตาลทรายดิบลงเรือลำเลียงทั้งสามลำแต่อย่างใด ทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้ขนส่งหรือเจ้าของเรืออีกด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 12 และที่ 15 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 12 และที่ 15 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 13 และที่ 14 ต้องร่วมผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้มีผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากน้ำหนักบรรทุกรวมของเรือลำเลียงทั้งสามลำที่เกินระวางบรรทุกดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 14 จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยการจงใจฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมาย อันเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ โดยชัดแจ้ง ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 14 เป็นผู้ผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 และยังถือได้ว่า จำเลยที่ 14 ผู้ว่าจ้างทำของเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำอีกด้วย เพราะจำเลยที่ 14 รู้อยู่แล้วว่าเรือลำเลียงทั้งสามลำที่รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ 14 นั้นบรรทุกน้ำตาลทรายดิบเกินกว่าอัตราระวางบรรทุกที่กำหนดไว้ในใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือซึ่งได้มีการทักท้วงแล้ว แต่จำเลยที่ 14 กลับเพิกเฉยมิได้สั่งห้ามหรือสั่งให้แก้ไขเพื่อป้องกันภัยอันตรายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จำเลยที่ 14 ผู้ว่าจ้างทำของจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างนั้นอีกฐานะหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 14 โดยรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาในคดีแพ่งอื่นดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 13 พฤติการณ์เชื่อว่า จำเลยที่ 13 ซึ่งประกอบธุรกิจรับฝากน้ำตาลและรับขนส่งน้ำตาลด้วยย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่าเรือลำเลียงแต่ละลำสามารถบรรทุกน้ำหนักหรือมีระวางบรรทุกน้ำหนักได้เท่าใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 13 ที่ว่า จำเลยที่ 13 ลงน้ำตาลทรายดิบโดยเชื่อถือตามคำบอกของพนักงานของจำเลยที่ 14 ซึ่งเป็นผู้แจ้งน้ำหนักบรรทุกของเรือแต่ละลำเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือลำเลียงเสียก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบสำคัญรับรองการตรวจเรือ หรือใบสำคัญรับรองแนวน้ำบรรทุก ทั้ง ๆ ที่เป็นการขนส่งน้ำตาลทรายดิบซึ่งเป็นสินค้าควบคุม และเป็นการบรรทุกน้ำตาลทรายดิบที่มีปริมาณมากถึง 2,400 ตันหรือ 2,400,000 กิโลกรัมต่อเรือลำเลียงหนึ่งลำ มีมูลค่าราคาซื้อขายไม่ต่ำกว่า 30 ถึง 40 ล้านบาท ฟังได้ว่า จำเลยที่ 13 ลำเลียงน้ำตาลทรายดิบลงเรือลำเลียงทั้งสามลำโดยรู้อยู่แล้วว่าเกินน้ำหนักบรรทุกของเรือตามที่กำหนดไว้ในใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือ ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยการจงใจฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมาย อันเป็นกฎหมายที่มีประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ โดยชัดแจ้ง ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 13 เป็นผู้ผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 จำเลยที่ 13 จึงต้องร่วมรับผิดด้วยตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาเรื่องค่าเสียหายนั้น ฎีกาของโจทก์บรรยายเพียงว่าขอให้ชดใช้ค่าเสียหายร่วมกับจำเลยอื่นแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 กับระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเท่านั้น ไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในเรื่องค่าเสียหายในข้อใด ตอนใด หรือคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คงฎีกาเพียงแต่ขอให้ศาลฎีกาพิจารณากำหนดให้จำเลยที่ 13 และที่ 15 ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าที่ขอมาตามฟ้องอีกด้วย จึงเป็นฎีกาที่เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 13 และที่ 14 ร่วมชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,554,373 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 51,127,051 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 611,587.59 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,028,104 บาท และโจทก์ที่ 6 จำนวน 8,850,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ตามลำดับ กับให้จำเลยที่ 13 และที่ 14 ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 9 ที่ 12 และที่ 15 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 422 ม. 425 ม. 428 ม. 437
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมเจ้าท่า กับพวก
จำเลย — นาง จ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายดำรง ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ธงชัย เสนามนตรี
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2412/2562
#634006
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งด้วย เมื่อโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว คดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาย่อมไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

แม้ตาม ป.วิ.อ. ได้มีคำอธิบายคำว่าผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6" แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างเกินกว่าความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) ถือได้ว่าขัดกัน การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44 /1 จึงไม่ต้องถือความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า "ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น" ทั้งการที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่อาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่พนักงานอัยการได้เรียกแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และ 44/1 วรรคสาม ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ทั้ง มาตรา 44/1 วรรคสอง ก็บัญญัติความว่า.... ถือว่าคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ย จึงใช้สิทธิในคดีส่วนแพ่งได้ และคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง เมื่อคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษายอมความแล้ว ซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนอาญาขอให้รอการลงโทษเท่านั้น คดีส่วนแพ่งจึงยุติและต้องบังคับไปตามคำพิพากษาตามยอม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่วินิจฉัยให้เฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยชดใช้หรือคืนเงินสดที่ยังไม่ได้รับคืนเป็นเงิน 1,900,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นางพรทิพย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การรับสารภาพ

คดีในส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน และพิพากษาให้คดีในส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ค่าฤชาธรรมธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ยกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมและยกคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันตกไป กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นคดีแพ่ง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องและได้ดำเนินการเรียกต้นเงิน 1,900,000 บาท คืนแทนโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนและยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท ดังนี้โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้คดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว คดีส่วนแพ่งไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลย จำเลยให้การสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ร่วมหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลย ซึ่งแสดงข้อความจริงอันเป็นเท็จว่าจำเลยจะนำเงินไปให้ลูกค้าธนาคารกู้ยืม โดยจำเลยเสนอผลการตอบแทนให้โจทก์ร่วมร้อยละ 5 ต่อเดือน ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผลตอบแทนมีลักษณะเป็นดอกเบี้ย โจทก์ร่วมมิได้ประสงค์ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากโจทก์ร่วม มิใช่การมอบเงินให้จำเลยไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย นั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หากมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ ศาลก็ต้องยกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชักชวนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหาย ให้นำเงินมาให้จำเลย แล้วจำเลยจะนำเงินไปให้ลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาอำนาจเจริญ กู้ยืม โดยจำเลยเสนอผลตอบแทนให้แก่โจทก์ร่วมร้อยละ 5 ต่อเดือน หากโจทก์ร่วมให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนมากจะได้รับค่าตอบแทนมาก โจทก์ร่วมซึ่งให้จำเลยกู้ยืมและจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์ร่วมในบางครั้ง เช่นนี้ เห็นได้ว่าเป็นกรณีโจทก์ร่วมให้จำเลยกู้ยืมเงิน โดยเข้าใจได้ว่าจำเลยจะนำเงินของโจทก์ร่วมไปปล่อยกู้ให้ได้ผลตอบแทนอัตราที่มากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 60 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่จะสามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 อีกทั้ง เป็นการที่โจทก์ร่วมให้จำเลยกู้ด้วยหวังจะได้รับผลตอบแทนจากจำเลยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 60 ต่อปี แม้จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยจำเลยไม่ได้นำไปปล่อยกู้ ทำให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับประโยชน์จากการปล่อยกู้ของจำเลยซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของจำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมให้จำเลยกู้ยืมเอาไปกระทำการไม่ชอบ และโดยรับผลตอบแทนจากการให้กู้อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 60 ต่อปี ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดเรียกดอกเบี้ยอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ (ค) นอกจากดอกเบี้ย ยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอา ซึ่ง.....จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ซึ่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ก็ยังคงบัญญัติเป็นความผิด ดังนี้ การกระทำของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นคดีแพ่ง และยกคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" ดังนี้คดีส่วนแพ่ง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาเนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอำนาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้น แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้มีคำอธิบายคำว่าผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6" แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างเกินกว่าความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) ถือได้ว่าขัดกันการตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44 /1 จึงไม่ต้องถือความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า "ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น" ทั้งการที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่อาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่พนักงานอัยการได้เรียกแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และ 44/1 วรรคสาม ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ทั้ง มาตรา 44/1 วรรคสอง ก็บัญญัติความว่า.... ถือว่าคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ย จึงใช้สิทธิในคดีส่วนแพ่งได้ดังที่ได้วินิจฉัย และคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง เมื่อคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2559 และศาลชั้นต้นพิพากษายอมความแล้ว ซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนอาญาขอให้รอการลงโทษเท่านั้น คดีส่วนแพ่งจึงยุติและต้องบังคับไปตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่วินิจฉัยให้เฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีส่วนแพ่งว่ากรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นคดีแพ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 1 ม. 2 (4) ม. 43 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 44/1 วรรคสอง ม. 44/1 วรรคสาม ม. 47 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
โจทก์ร่วม — นาง พ.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายฤกษ์ชัย คทวณิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2562
#635887
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 143 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดดังกล่าวได้เอง โดยไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น หามีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งสามารถดำเนินการสอบสวนความผิดตามมาตรา 143 ได้โดยชอบไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันเรียก รับเงิน และมีคำสั่งให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามเพิ่มเติม ถือได้ว่าคดีในความผิดตามมาตรา 143 ได้มีการสอบสวนโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเรียกและรับเงิน 9,000,000 บาท ไปจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการตามหน้าที่โดยยกเลิกคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินให้ จ. เป็นฝ่ายแพ้คดี และมีคำสั่งใหม่ให้ จ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามจะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ จ. หรือไม่ หาใช่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 ไม่ แม้คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปก่อนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่สามารถจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ จ. ได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 143, 341 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 9,000,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินสด 9,000,000 บาท นั้น คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ที่โจทก์จะเรียกร้องทรัพย์สินแทนผู้เสียหายได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 496 เป็นที่ดินสุสานจีนบ้าบ๋า มีนายโลไกจวยในหน้าที่เป็นทรัสตี เมื่อปี 2534 ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า นางจุไรรัตน์ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 พระครูโสภณคุณาธารหรือพระสิงห์โต เจ้าอาวาสวัดสาลี เป็นผู้แนะนำนายเจษฎา ผู้เสียหายให้รู้จักกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยได้มีการตกลงกัน ดำเนินการให้มีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อของนางจุไรรัตน์เพื่อผู้เสียหายจะขายที่ดินดังกล่าวต่อไป ในการดำเนินการ ผู้เสียหายตกลงชำระค่าใช้จ่าย 9,000,000 บาท ด้วยการสั่งจ่ายเช็คเงินสด 6 ฉบับ ฉบับละ 1,500,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 9,000,000 บาท ให้ผู้เสียหายเป็นประกัน มีจำเลยที่ 2 และนายไว ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค หลังจากนั้นไม่มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของนางจุไรรัตน์ตามข้อตกลง เมื่อผู้เสียหายนำเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงและคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 9,000,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำขอดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันเรียกและรับเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาและได้รับอนุญาตแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องในคดีอาญา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น แต่เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ย่อมยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยโดยเห็นว่าเป็นการต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรรับวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเรียก รับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนในความผิดดังกล่าวได้เอง โดยไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น หาทำให้มีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งสามารถดำเนินการสอบสวนความผิดตามมาตรา 143 ได้โดยชอบไม่ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันเรียก รับเงิน และมีคำสั่งให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามเพิ่มเติม เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าคดีในความผิดตามมาตรา 143 ได้มีการสอบสวนโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องการบรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ย่อมสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรรับวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนเช่นกันและเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเรียกและรับเงิน 9,000,000 บาท ไปจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการตามหน้าที่โดยยกเลิกคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินให้นางจุไรรัตน์เป็นฝ่ายแพ้คดี และมีคำสั่งใหม่ให้นางจุไรรัตน์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ อันเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามจะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นางจุไรรัตน์หรือไม่ หาใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ ดังนั้น แม้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านเป็นทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋าและคดีถึงที่สุดไปก่อนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสามย่อมไม่สามารถจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นางจุไรรัตน์ได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกเรียก รับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนางสาวกิติวันซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ทำให้ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ได้รับโทษ ทั้งผู้เสียหายและนางสาวกิติวันยังเบิกความสอดคล้องต้องกันเป็นลำดับสมเหตุผล และมีรายละเอียดข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยแต่ละคน โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายและเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เสียหายและนางสาวกิติวันว่า จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องเขยของประธานศาลฎีกาในขณะนั้น อันเป็นข้อมูลที่เป็นการจูงใจให้ผู้เสียหายเชื่อถือ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังแจ้งแก่ผู้เสียหายด้วยว่า ได้พูดคุยกับจำเลยที่ 3 และประธานศาลฎีกาในขณะนั้นแล้วว่าสามารถดำเนินการให้นางจุไรรัตน์ครอบครองปรปักษ์ที่ดินได้ โดยต้องใช้เงิน 30,000,000 บาท เมื่อผู้เสียหายตกลงให้เงิน 9,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ตกลง โดยมากับจำเลยที่ 3 ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นน้องเขยของประธานศาลฎีกาในขณะนั้น และได้พูดคุยกับประธานศาลฎีกาว่าจะรับเงินไป โดยให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับนางจุไรรัตน์เพื่อให้มีสิทธิในการขายที่ดินแต่เพียงผู้เดียว ทั้งจำเลยที่ 3 ยังอ้างถึงวิธีการดำเนินการให้ผู้เสียหายและนางสาวกิติวันฟัง นอกจากนั้นโจทก์ยังมีสำเนาเช็คมาสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวกิติวัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมกับพยานโจทก์ดังกล่าวว่า ได้รับเช็คทั้งหกฉบับดังกล่าวจากผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาสำเนาเช็คปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเช็คฉบับละ 1,500,000 บาท 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 9,000,000 บาท ซึ่งเป็นเช็คไม่ระบุชื่อและไม่ขีดคร่อมสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวกิติวัน จึงยิ่งสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวกิติวันที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 แจ้งว่า จะนำเงินไปให้ประธานศาลฎีกาเพื่อดำเนินการให้นางจุไรรัตน์มีชื่อในโฉนดที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้น ส่วนพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามที่ได้ความจากผู้เสียหายและนางสาวกิติวันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนในการแอบอ้างว่าได้ติดต่อประธานศาลฎีกา ความผิดฐานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 เป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดี อันเป็นคุณแก่ผู้เสียหายที่จะได้รับโฉนดที่ดินที่มีชื่อผู้ขายมาดำเนินการซื้อขายต่อไป ส่วนจำเลยที่ 1 จะติดต่อประสานงานกับประธานศาลฎีกาหรือไม่ อย่างไร หาใช่สาระสำคัญที่จะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเรื่องของการจ้างงานตามปกติที่มุ่งหมายให้ได้โฉนดที่ดินมาขายเพื่อแบ่งเงินส่วนต่างกัน หากแต่เป็นการเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายอันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความรู้กฎหมายย่อมทราบดีว่าการจะดำเนินการให้นางจุไรรัตน์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองย่อมทำไม่ได้โดยชอบเพราะคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ตั้งทรัสตีและคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ทั้งการให้ผู้เสียหายสั่งจ่ายเช็คถึง 6 ฉบับ ฉบับละ 1,500,000 บาท โดยไม่ระบุชื่อหรือขีดคร่อม โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใดย่อมเป็นพิรุธ ส่อแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการกระทำและความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ในการเรียก รับเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนที่จะจูงใจเจ้าพนักงาน จึงไม่น่าเชื่อว่าเงิน 9,000,000 บาท จะเป็นเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามปกติ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์ทั้งห้าปากกระทำการโดยทุจริต ต่างเป็นผู้กระทำความผิด โดยผู้เสียหาย นางสาวกิติวัน และพระสิงห์โตมุ่งประสงค์ให้เงิน 9,000,000 บาท เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำการอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 พนักงานสอบสวนซึ่งทราบเหตุที่มาเบิกความ เป็นการช่วยเหลือผู้เสียหาย นางสาวกิติวัน และพระสิงห์โตมิให้ถูกดำเนินคดี จึงมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ด้วย จึงไม่ชอบที่จะรับฟังนั้น เห็นว่า ความรับผิดทางอาญาเป็นเรื่องการกระทำของแต่ละบุคคล แม้หากพยานโจทก์คนใดกระทำความผิดก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวกันต่างหาก หาทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งห้าปากรับฟังไม่ได้แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำบันทึกข้อตกลงแล้ว ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมเรียก รับเงินจากผู้เสียหายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ด้วยในขณะทำบันทึกข้อตกลงกับผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายและนางสาวกิติวันว่า จำเลยที่ 3 แสดงตัวว่าเป็นน้องเขยของประธานศาลฎีกาและแจ้งแก่ผู้เสียหายว่าได้คุยกับประธานศาลฎีกาแล้ว จะรับเงิน 9,000,000 บาท ที่จะใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไปใช้ก่อน โดยจำเลยที่ 3 แจ้งว่า จะให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งยกเลิกคำสั่งของศาลฎีกาที่ให้ตั้งทรัสตี เพื่อให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นางจุไรรัตน์เป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีผลตามกฎหมาย แต่จะต้องให้จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับนางจุไรรัตน์ให้เสร็จก่อนถึงจะให้ประธานศาลฎีกาดำเนินการตามที่จำเลยที่ 3 แจ้งต่อผู้เสียหาย ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนสำคัญในการร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกกระทำการเรียก และรับเงินจากผู้เสียหาย แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ด้วยในขณะทำบันทึกข้อตกลงหรือลายมือชื่อจำเลยที่ 3 จะเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลง สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นรายละเอียดไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายนิรันดร์ ควรรักษ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2562
#630933
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน แม้คดีทั้งสองจะยังไม่ถึงที่สุดเพราะอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องถูกบังคับตามผลของคำพิพากษาในคดีทั้งสองอยู่ ศาลฎีกาชอบที่จะนำโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองมานับต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น จึงไม่มีโทษจำคุกในคดีดังกล่าวที่จะนำมานับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 335 ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนรวมเป็นเงิน 1,559,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 100/2560, 248/2560, 638/2560, 654/2560, 806/2560, 821/2560, 866/2560, 931/2560, 1091/2560, 1153/2560 และ 1154/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558, 415/2560 และ 821/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 638/2560, 654/2560, 806/2560, 821/2560, 866/2560, 1091/2560, 1153/2560 และ 1154/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558, 415/2560 และ 821/2560 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 415/2560 ของศาลชั้นต้น คืนเงิน 1,559,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 100/2560, 248/2560 และ 931/2560 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 415/2560 ของศาลชั้นต้น โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน แม้คดีทั้งสองจะยังไม่ถึงที่สุดเพราะอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องถูกบังคับตามผลของคำพิพากษาในคดีทั้งสองอยู่ จึงมิใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไม่ได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ระหว่างจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกา จึงไม่มีโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่จะนำโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไปนับต่อได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมมือกับนางณภัทรหรือหนึ่ง จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 415/2560 ของศาลชั้นต้น กระทำความผิดโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 264 วรรคแรก (เดิม) ม. 268 วรรคแรก ม. 357 (7) ม. 357 (11) ม. 357 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางกรรณกมล เตรัตน์ ศรีศุภรางค์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2562
#630934
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ ศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดคงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องเช่นกัน แต่กรณีที่มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา กรณีถือว่าฎีกาของจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำซึ่งมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 8 เดือน อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และความผิดฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดจึงให้ยกฟ้องปล่อยจำเลยไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 38, 39, 45, 58 ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดแก้วใช้เป็นอุปกรณ์เสพยาเสพติด แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชุดหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2475 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน หลอดแก้วใช้เป็นอุปกรณ์เสพยาเสพติด แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชุดหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นหัวหน้าคลังสินค้าของบริษัทแลคตาซอย จำกัด สาขานครศรีธรรมราช และพักอาศัยอยู่กับครอบครัวที่อาคารคลังสินค้าเพียงครอบครัวเดียว โดยพนักงานคนอื่นพักอาศัยข้างนอก ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีพนักงานคลังสินค้าสี่คน คือ นายอภิชาติ พนักงานขับรถ นายวารินทร์ พนักงานขาย นายจักรพงศ์ ผู้ช่วยพนักงานขาย และนายณรงค์ชัย ผู้ช่วยพนักงานขายอีกคน ร่วมกันนำนมถั่วเหลืองยี่ห้อแลคตาซอยชนิดกล่อง ขนาด 300 ซีซี จำนวน 200 ลัง ลังละ 6 แพ็ค แพ็คละ 6 กล่อง บรรทุกรถบรรทุกสำหรับส่งสินค้าของบริษัทดังกล่าว หมายเลขทะเบียน 97 - 9024 กรุงเทพมหานคร ซึ่งดัดแปลงบริเวณกระบะด้านหลังเป็นตู้สำหรับบรรทุกสินค้า ไปส่งที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชตามคำสั่งซื้อของร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังภายในเรือนจำ โดยมีนายธวัฒน์ เจ้าหน้าที่ประจำร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังซึ่งมีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าและขับรถบรรทุกสินค้าออกไปรับรถและขับรถบรรทุกสินค้าจากบริเวณหน้าเรือนจำเข้าไปในเรือนจำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนรับสินค้า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบเมทแอมเฟตามีนและสิ่งของต้องห้ามของกลางตามฟ้องรวม 10 รายการ ซุกซ่อนอยู่ในกล่องนม 10 กล่อง เบื้องต้นได้จับกุมนายอภิชาติ นายวารินทร์ นายจักรพงศ์ และนายณรงค์ชัย ดำเนินคดี ภายหลังมีการสั่งไม่ฟ้องบุคคลทั้งสี่ และมีการดำเนินคดีแก่จำเลยในเวลาต่อมา จำเลยเข้ามอบตัวให้การต่อสู้คดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ โดยเฉพาะจากนางสายไหม พนักงานบัญชีคลังสินค้าคนหนึ่งของบริษัทแลคตาซอย จำกัด ว่าปกติหน้าที่การส่งสินค้านมถั่วเหลืองแลคตาซอยให้แก่เรือนจำเป็นหน้าที่ของนายวุฒิศักดิ์ พนักงานขายคนหนึ่ง และเป็นคนรับคำสั่งซื้อจากเรือนจำให้ไปส่งในวันเกิดเหตุ แล้วมาแจ้งให้แก่พยานดำเนินการ พยานก็แจ้งแก่จำเลย แต่ในวันเกิดเหตุนายวุฒิศักดิ์ซึ่งเป็นมุสลิมลางานอ้างว่าไปปฏิบัติศาสนกิจเนื่องในวันฮารีรายอ ซึ่งสินค้านมถั่วเหลืองที่ส่งให้แก่เรือนจำในวันเกิดเหตุ เป็นสินค้านมถั่วเหลืองที่ส่งมาจากโรงงานผลิตจากจังหวัดปราจีนบุรีมาเก็บไว้ที่คลังสินค้าก่อนเกิดเหตุเมื่อวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555 รุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ บริษัทหยุดทำการ ต่อมาวันจันทร์วันเกิดเหตุ ก่อนให้พนักงานขนสินค้านมถั่วเหลืองขึ้นรถไปส่งให้แก่เรือนจำ ได้มีการตรวจสอบสับเปลี่ยนสินค้าบางส่วน 2 ลัง ที่เสียหายแล้วอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีการแพ็คกิ้งหรือบรรจุหีบห่อใหม่ หลังเกิดเหตุก็ได้ความจากร้อยตำรวจตรีธนกฤต เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นคลังสินค้าหลังเกิดเหตุว่า ผลการตรวจค้นยึดได้ถุงยางอนามัยจำนวนหนึ่งลักษณะเดียวกับที่พบในกล่องนมถั่วเหลืองที่พบของกลาง พร้อมกรรรไกร 1 เล่ม อยู่ในกระเป๋าสะพายใบหนึ่งที่มีนามบัตรของนายวุฒิศักดิ์บรรจุอยู่ และกล่องนมถั่วเหลืองแกะออกมาจากแพ็คอีกจำนวนหนึ่งที่ระบุวันผลิตวันเดียวกับกล่องนมถั่วเหลืองที่พบของกลางวางอยู่ใกล้ ๆ กันภายในคลังสินค้า ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยเจือสมกันว่า ผู้ถือกุญแจปิดเปิดคลังสินค้าไม่ใช่มีจำเลยคนเดียว แต่มีพนักงานบัญชีคลังสินค้าที่ชื่อนางสาววิระญา อีกคนด้วย ทั้งการดำเนินคดีแก่จำเลยหลังเกิดเหตุก็ไม่แน่นอน เบื้องต้นได้รับการสอบสวนถ้อยคำจำเลยในฐานะพยาน เพิ่งมาแจ้งข้อหาดำเนินคดีจำเลยเป็นผู้ต้องหาภายหลังนานร่วมเดือน จำเลยเข้ามอบตัวต่อสู้คดีตั้งแต่ต้น พยานโจทก์แต่ละปากก็ไม่ได้เบิกความให้ถ้อยคำว่าจำเลยหรือผู้ใดกระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิดกับจำเลย แต่กลับได้ความจากคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุจิต พยานโจทก์เองว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากผู้ใดกระทำจากภายในคลังสินค้า แต่หากจะมีการจัดทำก่อนหน้าที่จะมาถึงคลังสินค้า เห็นได้ชัดว่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถบ่งชี้ได้แน่ชัด เป็นไปได้หลายทาง ลำพังแต่จำเลยและครอบครัวจำเลยพักอาศัยอยู่ในคลังสินค้าครอบครัวเดียว และมีสินค้านมถั่วเหลืองตั้งวางเตรียมที่จะนำขึ้นรถไปส่งให้แก่เรือนจำเรียบร้อยแล้วก่อนนำขึ้นรถในวันเกิดเหตุ แล้วจะสรุปฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ยังไม่ถนัดนัก นับว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย รับฟังได้ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำซึ่งมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 8 เดือน ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แม้ความผิดฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด จึงให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2340/2562
#636356
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ซึ่งจำเลยเข้าร่วมประชุมได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่า จำเลยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 6,100,000 บาท และจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ข้างต้นโดยถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่ารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินและจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่ดังกล่าวได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ 6,100,000 บาท และตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้อันเป็นลักษณะของการฟ้องโดยอาศัยมูลเหตุแห่งการรับสภาพหนี้ของจำเลยตามรายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวเป็นสำคัญ อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมใหญ่ในฐานะผู้ยืม โจทก์ก็ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้กู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 แต่เป็นการฟ้องเรียกหนี้ที่จำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามรายงานการประชุมใหญ่ ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ และพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์

เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยแถลงยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยยืมเงินโจทก์ไปจำนวนดังกล่าวจริง และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน โดยจำเลยหาได้โต้แย้งหรือกล่าวอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสำรองจ่ายที่จำเลยนำไปใช้ในกิจการของโจทก์ไม่ ประกอบกับจำเลยลงลายมือชื่อยอมรับความถูกต้องของสำเนารายงานการประชุมใหญ่โดยไม่ได้อิดเอื้อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้เป็นลักษณะของการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ หรือเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ตามหลักเกณฑ์แห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) สำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวจึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย

แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ และการประชุมใหญ่ดังกล่าวมิใช่เป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์โดยเป็นการประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยก็ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ถือหุ้น อีกทั้งการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยก็ดี และการลงชื่อในสำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวก็ดี จำเลยกระทำไปในฐานะผู้ถือหุ้นและฐานะส่วนตัวในวาระเดียวกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันฟ้อง 6,328,750 บาท และชำระดอกเบี้ยต่อไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 228,750 บาท (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2557) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 228,750 บาท (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2557) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 โจทก์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2556 ซึ่งมีจำเลยเข้าร่วมประชุมและลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวด้วย ในรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญ วาระที่ 4.1 หัวข้อการชำระหนี้เงินกู้ของลูกหนี้ มีใจความว่า ตามที่คุณวิชาธร (จำเลย) แจ้งว่ามีจำนวนเงินที่ยืมไป 4,800,000 บาท เมื่อประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2556 แต่ประธานแจ้งว่ามีการตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่า จำนวนเงินที่ยืมไปคือ 2,100,000 บาท ซึ่งคุณวิชาธร (จำเลย) รับว่าเป็น 2,100,000 บาท และแจ้งว่าตอนนี้กำลังนำที่ดินที่ป่าตองไปขาย เพื่อนำมาชำระหนี้ที่ยืมจากบริษัท (โจทก์) รวมถึงหุ้นที่ค้างชำระ ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างเจรจา จึงขอระยะเวลาในการชำระหนี้ ประธานแจ้งว่าเราควรกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ที่ค้างหรือไม่ และควรให้คุณวิชาธร (จำเลย) ทำหนังสือรับสภาพหนี้ หากไม่สามารถชำระได้เมื่อครบกำหนด คุณวิชาธร (จำเลย) ขอเวลาอีก 1 เดือน เพื่อชำระหนี้จำนวนเงินที่ยืมไป 2,100,000 บาท และตกลงจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คุณวิชาธร (จำเลย) ชำระเงินที่ยืมไป 2,100,000 บาท ภายใน 1 เดือน หากไม่สามารถชำระได้คุณวิชาธร (จำเลย) ยินยอมจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระต้นเงิน 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2556 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้และพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เป็นการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 จำเลยซึ่งเข้าร่วมประชุมได้ยอมรับต่อที่ประชุมดังกล่าวว่า จำเลยได้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 6,100,000 บาท และจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ โดยจำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 6,328,750 บาท แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ข้างต้นโดยถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์มิได้ฟ้องกล่าวอ้างว่า รายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2556 ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินและจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2556 ได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ 6,100,000 บาท และตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ อันเป็นลักษณะของการฟ้องโดยอาศัยมูลเหตุแห่งการรับสภาพหนี้ของจำเลยตามรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเป็นสำคัญ อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมใหญ่ในฐานะผู้ยืม โจทก์ก็ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้กู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 แต่เป็นการฟ้องเรียกหนี้ที่จำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญ ประกอบกับคดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 5076/2560 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามที่โจทก์อุทธรณ์แล้วมีคำพิพากษาใหม่ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ แล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกา คำวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญเป็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญ ในวาระที่ 4.1 แล้ว ได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยแถลงยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 6,100,000 บาท จริง และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน โดยจำเลยหาได้โต้แย้งหรือกล่าวอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสำรองจ่ายที่จำเลยนำไปใช้ในกิจการของโจทก์ไม่ ประกอบกับจำเลยลงลายมือชื่อยอมรับความถูกต้องของสำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวโดยมิได้อิดเอื้อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์และจำเลยตกลงจะชำระหนี้นั้นให้แก่โจทก์ ซึ่งพฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้เป็นลักษณะของการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้หรือเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) สำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญจึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาต่อไปในประการสุดท้ายว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวในฐานะกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะส่วนตัว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ แต่การประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2556 นี้ มิใช่เป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์โดยเป็นการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจำเลยก็ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ถือหุ้นจำนวน 719,460 หุ้น อีกทั้งการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยก็ดี และการลงลายมือชื่อในสำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวก็ดี จำเลยกระทำไปในฐานะผู้ถือหุ้นและฐานะส่วนตัวในวาระเดียวกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้ให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 6,100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2562
#635900
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารและกรอกข้อความลงในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ ร. โดยไม่ได้ตั้งฎีกาเบิกเงินงบประมาณรายจ่าย ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ได้ขีดคร่อมเช็ค ทั้งไม่ส่งมอบเช็คแก่ ร. ผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็ค อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วร่วมกันนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและเบียดบังเงินนั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยทั้งสี่กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด มาตรา 157 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 151, 157 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 48,510 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 4 จำคุก 5 ปี โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 48,510 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับยกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน โดยจำเลยที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าส่วนการคลังองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน หรืองานเกี่ยวกับการเงินการบัญชีตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 5 (10) และเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล รับผิดชอบภายในส่วนการคลัง จำเลยที่ 3 เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมาย ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60/1 และจำเลยที่ 4 เป็นนักวิชาการเงินและบัญชี 3 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่ในการจัดทำรายงานการจัดทำเช็ค และติดตามประสานให้ผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็คมารับไปโดยเร็วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายลงนามในเช็ค หรือดำเนินการนำออกไปจ่ายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 4 จัดทำเช็คโดยกรอกข้อความลงในเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาภูกระดึง เลขที่ 579xxxx โดยระบุวันที่ 8 ธันวาคม 2554 สั่งจ่ายเงินจำนวน 48,510 บาท ให้แก่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์ แต่ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ขีดคร่อมเช็ค แล้วนำเช็คนั้นไปให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 69 (1) จากนั้นแทนที่จำเลยที่ 4 จะประสานเจ้าของร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ให้มารับเช็คไปภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันสั่งจ่ายหรือนำเช็คออกไปส่งมอบแก่เจ้าของร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มที่ 389/2553 จำเลยที่ 4 กลับนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วเอาเงินนั้นไปเป็นของตน สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสี่ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ ในการจัดหาพัสดุ ร่วมกันจัดทำเอกสารและกรอกข้อความลงในเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาภูกระดึง เลขที่ 579xxxx ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2554 สั่งจ่ายเงินจำนวน 48,510 บาท ให้แก่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เพื่อเบิกเงินขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มออกจากบัญชีในธนาคาร โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ตั้งฎีกาเบิกเงินตามงบประมาณรายจ่าย ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ขีดคร่อมเช็ค ทั้งไม่ส่งมอบเช็คแก่เจ้าของร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ ผู้มีสิทธิได้รับเงินตามเช็ค ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วร่วมกันนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร และเบียดบังเงินนั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วยแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 4 แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่ศาลชั้นต้นกลับหยิบยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยต่อไปว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่มีการขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามมาตราดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานนี้นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ต่อไปว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์จากร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ไปใช้ในราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มจึงมีหนี้ที่จะต้องชำระค่าวัสดุอุปกรณ์ให้แก่ร้านค้าดังกล่าว การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเช็คและเขียนเช็ค ได้จัดทำเช็ค สั่งจ่ายเงินจำนวน 48,510 บาท ชำระหนี้ค่าวัสดุอุปกรณ์ให้แก่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ โดยไม่มีการขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ แล้วนำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากบัญชีขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มในธนาคารแล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยมิได้นำเช็คไปชำระหนี้ให้แก่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์เจ้าหนี้ ย่อมทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มยังคงมีภาระต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ร้านค้าดังกล่าวอยู่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 หาใช่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ดังที่จำเลยที่ 4 อ้างไม่ การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้มาจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาขอให้ลดโทษและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามคำสั่งและระเบียบแบบแผนของทางราชการ แต่จำเลยที่ 4 กลับอาศัยโอกาสดังกล่าวจัดทำเช็ค สั่งจ่ายเงินจากบัญชีขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มเป็นจำนวนมากถึง 48,510 บาท โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ แล้วนำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารเบียดบังเงินเป็นของตนโดยทุจริต พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 นับว่าร้ายแรง ทั้งจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้คดีตลอดมา อันเป็นการไม่รู้สึกสำนึกในความผิด แม้จำเลยที่ 4 จะอ้างว่าร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ได้รับชำระหนี้แล้วและจำเลยที่ 4 มีเหตุจำเป็นต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์สองคนก็ตาม ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลดโทษและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวดนยา ตังธนกานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2562
#635852
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 151, 157, 83 ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นบทความผิดเฉพาะแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ และรักษาทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 151 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ดังนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ซึ่งไม่เกินห้าปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 151, 157

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 3 ปี และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 83 ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นบทความผิดเฉพาะแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ และรักษาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังนี้ การพิพากษาแก้ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นแต่เพียงการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ซึ่งไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุมัติโครงการและลงนามในบันทึกข้อตกลงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมพัสดุ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการรับหนังสือแล้วสรุปนำเสนอหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาและกระทำไปโดยสุจริตโดยชอบด้วยกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดงไม่ได้รับความเสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังบันทึกปากคำของพยานโจทก์ที่ให้ไว้ต่อพนักงานไต่สวนในชั้นไต่สวนของกรรมการไต่สวนมาลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาที่จำเลยที่ 2 ฎีกาดังกล่าวล้วนเป็นฎีกาที่มีลักษณะโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำความเสียหายโดยบุคคลใดและได้รับความเสียหายอย่างไร ตามองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 เมษายน 2552 เวลากลางวัน ถึงประมาณเดือนสิงหาคม 2552 เวลากลางวันต่อเนื่องกันมาตลอด วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ทำ จัดการ รักษาทรัพย์ และดูแลควบคุมพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดงใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดงเจ้าของทรัพย์ และได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กล่าวคือ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2552 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงเลขที่ 8/2558 ลงวันที่ 2 เมษายน 2552 เพื่อตกลงให้ดำเนินการขุดดินและถมดินในที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง ระหว่างจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด พิษณุโลกวิวัฒน์พัฒนาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการกับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง ตกลงอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิษณุโลกวิวัฒน์พัฒนาเข้ามาขุดและขนดินขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง โดยเพียงระบุให้ทำการถมดินหลุมด้านทิศตะวันตกของอาคารขนาดกว้าง 50x30 เมตร ลึกเฉลี่ย 3 เมตร และทำการปรับเกรดบริเวณที่ขุดและขนดินออกไปให้มีสภาพเสมอกันทั้งบริเวณให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ไม่ปรากฏมีการถมดินหลุมและปรับเกรดที่ขุดดินออกไปแต่อย่างใด อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำโดยทุจริตและเป็นการดำเนินการไปโดยฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547 และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ ตามหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยเป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดงได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียปริมาตรดินที่ถูกขุดและขนดินไปทั้งหมดรวมประมาณ 18,025 ลูกบาศก์เมตร คิดราคาลูกบาศก์เมตรละ 10 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 180,250 บาท เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดงต้องสูญเสียเงินงบประมาณในการปรับสภาพพื้นที่บริเวณที่มีการขุดและขนดินออกไปให้ราบเรียบเสมอกันเป็นจำนวนเงิน 86,904 บาท เหตุเกิดที่บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดง ตำบลป่าแดง อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับความเสียหายและบุคคลใดได้รับความเสียหายที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เป็นฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดเอกสาร ขึ้นใหม่โดยไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เอกสาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 อ้างถึงเป็นส่วนหนึ่งของรายงานสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยโจทก์ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานและอ้างส่งเป็นพยานหลักฐานตั้งแต่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานก่อนนำสืบพยานแล้ว จึงไม่ใช่การนำพยานหลักฐานที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกประการว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นฎีกาเกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดโทษจึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพบูลย์ จันทร์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2562
#637401
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ เป็นบุตรผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับ บ. ซึ่งเป็นย่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านไปเล่นกับเด็กหญิง ส. ที่บ้านเกิดเหตุ และขณะที่เด็กหญิง ส. ไปขี่รถจักรยานเล่นข้างนอก ปล่อยให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านเกิดเหตุเพียงคนเดียว จำเลยเข้ามาในบ้านเกิดเหตุปิดประตูใส่กลอนไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้าน แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยได้รบกวนสิทธิหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นไม่ยินยอม จำคุก 9 ปี รวมจำคุก 14 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ผ.ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรนางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนางสาว บ. ซึ่งเป็นย่า ส่วนจำเลยเป็นสามีใหม่นางสาว ส. ซึ่งเป็นยายผู้เสียหายที่ 1 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ แพทย์ตรวจพบอวัยวะเพศภายนอกบริเวณปากช่องคลอดแดงอักเสบมีหนองไหลออกจากช่องคลอด เยื่อพรหมจารีไม่มีแผลฉีกขาด ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบอสุจิและไม่พบส่วนประกอบของน้ำอสุจิ และมีความเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 มีช่องคลอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นไม่ยินยอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ขออนุญาตนางสาว บ. ขี่จักรยานไปเล่นกับเด็กหญิง ส. ที่บ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนางสาว ส. ยายผู้เสียหายที่ 1 เมื่อไปถึงมีเด็กหญิง ส. นางสาว ส. และจำเลยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ สักครู่นางสาว ส. ออกไปทำสวน ส่วนเด็กหญิง ส. นำรถจักรยานของผู้เสียหายที่ 1 ไปขี่เล่นโดยไม่ได้ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย ผู้เสียหายที่ 1 จึงเข้าไปดูโทรทัศน์ในบ้าน จากนั้นจำเลยเดินเข้ามาในบ้านปิดประตูใส่กลอนแล้วบอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอม จำเลยจึงจับแขนของผู้เสียหายที่ 1 ทั้งสองข้างกดผู้เสียหายที่ 1 ลงบนที่นอน ผู้เสียหายที่ 1 ดิ้นรนขัดขืนแต่สู้แรงของจำเลยไม่ได้ แล้วจำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 ออก ใช้ไม้ลักษณะกลมคล้ายดินสอ ยาวประมาณ 16 เซนติเมตร เขี่ยที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 3 ครั้ง และใช้นิ้วชี้แหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 3 ครั้ง และจำเลยถอดกางเกงเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ลึกประมาณ 3 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บจึงขอให้จำเลยหยุดกระทำ จำเลยใช้มือปิดปากผู้เสียหายที่ 1 และไม่หยุดกระทำ จนกระทั่งเด็กหญิง ส. มาเคาะประตูตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงยอมปล่อยมือออกจากปากของผู้เสียหายที่ 1 และบอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปใส่กางเกงและอย่านำเรื่องนี้ไปบอกใคร จากนั้นจำเลยจึงใส่กางเกงและเดินไปเปิดประตูให้เด็กหญิง ส. เข้ามาในบ้าน เด็กหญิง ส. ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปขี่จักรยานเล่นข้างนอกโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เด็กหญิง ส. ฟัง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 7 ปีเศษ เบิกความต่อศาลผ่านนักสังคมสงเคราะห์ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 อย่างมีเหตุมีผลเป็นลำดับขั้นตอน แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า สภาพรอบ ๆ บ้านเกิดเหตุมีบ้านข้างเคียงอยู่หลายหลัง แต่ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยใช้มือปิดปากผู้เสียหายที่ 1 ไว้ไม่ให้ร้อง และแม้จะได้ความว่า หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ใครฟังก็ตาม แต่ไม่ใช่ข้อพิรุธ เพราะผู้เสียหายที่ 1 ด้อยวุฒิภาวะและมีความหวาดกลัวจำเลย ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่ไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 มารดาและนางสาว บ. ฟังเพราะกลัวจำเลย ทั้งได้ความจากนางสาว บ. ย่าผู้เสียหายที่ 1 ว่า หลังเกิดเหตุ พยานพบคราบโลหิตและหนองติดอยู่ที่เป้ากางเกงในของผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยจำเลยรับข้อเท็จจริงว่า นางสาว ศ. และนางสาว ร. เป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว ศ. ให้การต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งได้ความว่าตรวจพบรอยแดงที่อวัยวะเพศด้านนอกและมีหนองสีเขียวข้นไหลออกจากอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อแบคทีเรีย จึงทำความเห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ สงสัยเชื้อหนองใน นางสาว ศ .จึงได้สอบถามผู้เสียหายที่ 1 ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายที่ 1 รับว่าถูกจำเลยกระทำชำเราโดยใช้นิ้วแหย่ที่อวัยวะเพศและใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของตน เมื่อส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล นางสาว ร. เป็นแพทย์ผู้ตรวจ พบว่าอวัยวะเพศภายนอกบริเวณปากช่องคลอดแดงอักเสบมีหนองไหลออกจากช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 จึงทำความเห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ช่องคลอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย พยานโจทก์จึงมีความสอดคล้องกันและประกอบด้วยเหตุผลโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธใดว่าจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความไปตามความเป็นจริง ที่จำเลยอ้างว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่เคยพบผู้เสียหายที่ 1 เพราะจำเลยและนางสาว ส. ออกจากบ้านตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา เพื่อไปแลกข้าวเปลือกและซื้อของเก่ามาขาย กลับถึงบ้านเวลา 13 นาฬิกา พักผ่อนแล้วไปยกร่องสวนเพื่อปลูกผัก เมื่อเสร็จงานแล้วจำเลยไปดื่มสุรากับนาย ส. และนาย พ. จนถึงเวลา 18 นาฬิกา จึงกลับบ้าน โดยมีนางสาว ส. เด็กหญิง ส. นาย ส. และนาย พ. มาเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า จำเลยเคยอ้างต่อพนักงานสอบสวนว่า ช่วงบ่ายวันเกิดเหตุ จำเลยและนางสาว ส. ไปขุดดินเพื่อปลูกผักจนเวลา 18 นาฬิกา จำเลยและนางสาว ส. จึงกลับบ้าน และเข้านอนเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยจำเลยมิได้ให้การแต่อย่างใดว่าจำเลยไปดื่มสุรากับกับนาย ส. และนาย พ. ข้ออ้างของจำเลยส่อพิรุธ เช่นนี้ แม้จะเป็นข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุก็ตาม แต่ส่งผลให้คำเบิกความของจำเลยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุว่า มิได้เป็นการเบิกความตามความจริงมาแต่ต้น ส่วนคำเบิกความของนางสาว ส. และเด็กหญิง ส. ล้วนแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวน จึงไม่อาจนำมาสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้มีน้ำหนักน่ารับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านไปเล่นกับเด็กหญิง ส. ที่บ้านเกิดเหตุ และขณะที่เด็กหญิง ส. ไปขี่รถจักรยานเล่นข้างนอก ปล่อยให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านเกิดเหตุเพียงคนเดียว จำเลยจึงเข้ามาในบ้านเกิดเหตุปิดประตูใส่กลอนไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยรบกวนสิทธิหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร กระทงหนึ่ง และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่ และอัตราโทษใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 317 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวพรทิพย์ มโนมัยวจี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562
#634004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง เป็นการต่อสู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งมีราคา 84,800 บาท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ คดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยปลูกบ้านเพื่ออยู่กินกับบุตรสาวของจำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. แล้ว การที่ ร. และจำเลยร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงถือเป็นการครอบครองแทน ต. การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงถือเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิ ร. และจำเลยร่วมทั้งสอง จึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทน ต. ด้วยเช่นกัน เมื่อ ต. โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

คดีในส่วนฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมก็ขอให้นำค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทและค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมาขอหักกลบลบหนี้นั้น เป็นกรณีที่ศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยมีหนี้สินต่อกันที่สามารถหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่ เพียงใด อันเป็นมูลหนี้มาจากนิติกรรมสัญญา มิได้เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป พร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง เนื้อที่ทั้งหมด 2 งาน 89 ตารางวา ของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน และหรือหากทางพิจารณาศาลมีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเดิมและจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมทั้งสามโดยหักกลบลบหนี้ต่อกัน จำเลยได้เสียค่าใช้จ่ายโดยการแผ้วถางป่าจนโล่งเตียน ปรับปรุงถมดินปลูกสร้างบ้านพักอาศัยถาวรเสร็จแล้วเป็นเวลา 5 ปี จำเลยลงทุนในที่ดินรวม 2,400,000 บาท และเสียค่าบำรุงรักษาต้นไม้ ปราบวัชพืชเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,550,000 บาท กรณีถือว่าหลังจากที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ค่าราคาที่ดินได้เพิ่มจากเดิม ซึ่งเดิมที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา มีราคาตามท้องตลาดประมาณเพียง 350,000 บาท ถึง 400,000 บาท ขอให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาพิจารณาในการหักกลบลบหนี้

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพล เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพลเข้าเป็นจำเลยร่วม โดยให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ว่า จำเลยร่วมที่ 1 และเรียกนายวีรพลว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมทั้งสองให้การและให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 55645 เนื้อที่ 80 ตารางวา ที่พิพาทตามฟ้องของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2558) ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความฝ่ายละ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยในข้อที่ขอหักกลบลบหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้โจทก์ 100 บาท คืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนให้จำเลย 430 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งส่วนฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพี ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลย โจทก์รู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินควรนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 55645 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ของโจทก์ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และขอให้ยกฟ้อง เป็นการต่อสู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์เนื้อที่ 80 ตารางวา ซึ่งมีราคา 184,800 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ค่าเสียหายในอนาคตส่วนนี้ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ คดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 55645 เดิม ซึ่งมีเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนของที่ดินทั้งแปลง จำเลยมีสิทธิดียิ่งกว่าโจทก์ และจำเลยฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ซึ่งการซื้อขายที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลงเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา หาใช่เพียง 80 ตารางวา ไม่ ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งจึงมีเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ชอบแล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิดีกว่า จำเลยฎีกาว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพียกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้ค่าจ้างว่าความ โดยตกลงว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง โจทก์ทราบว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ซื้อที่ดินพิพาทและแบ่งที่ดินพิพาทเป็นแปลงย่อย ๆ โจทก์ไม่สุจริต โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนซื้อโจทก์ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนกับเจ้าพนักงานที่ดินและไปดูที่ตั้งที่ดินพิพาทพบว่ามีบ้านที่ปลูกอยู่ สอบถามว่าเป็นบ้านของบุตรเขยจำเลยร่วมที่ 2 ที่เข้ามาอยู่โดยถือวิสาสะอาศัยสิทธิจำเลยร่วมที่ 2 และหากจำเลยร่วมที่ 2 จะใช้ประโยชน์เมื่อใด จำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไป ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยร่วมที่ 2 ติดต่อให้จำเลยเป็นทนายความในการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากนางรำไพ พี่สาวร่วมบิดาเดียวกันกับนางระพี แต่จำเลยเลยร่วมทั้งสองไม่มีเงินค่าว่าจ้าง จำเลยร่วมทั้งสองจึงตกลงยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 89 ตางรางวา โดยคิดราคาที่ดินวันส่งมอบเป็นเงิน 400,000 บาท ให้แก่จำเลย และสัญญาว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย การชำระราคาที่ดินให้หักกลบลบหนี้ต่อกัน ส่วนหนี้ค่าจ้างว่าความที่ค้างชำระให้ผ่อนชำระแก่จำเลยภายหน้า ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยเข้าครอบครองโดยแผ้วถาง ถมดิน ปลูกบ้าน 1 หลัง ปลูกไม้ยืนต้นและผักสวนครัวเต็มพื้นที่ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จำเลยร่วมที่ 2 และนางระพีทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างบ้านพักอาศัย จำเลยร่วมทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2553 จำเลยร่วมที่ 2 ติดต่อจำเลยให้ว่าความเป็นเหตุให้จำเลยรู้จักกับนางสาวพันทิพย์ บุตรสาวของจำเลยร่วมที่ 2 ขณะนั้นนางสาวพันทิพย์อายุ 17 ปี จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางสาวพันทิพย์ จำเลยจึงเสนอว่าจะว่าความให้โดยไม่คิดเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย หลังจากจำเลยเข้ามาอยู่ที่บ้านจำเลยร่วมที่ 2 กับนางสาวพันทิพย์ จำเลยขอแยกไปสร้างบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยร่วมทั้งสองแจ้งว่าที่ดินติดขายฝาก จำเลยจึงบอกว่าจะดำเนินการเอง หลังจากสร้างบ้านจำเลยได้เลิกร้างกับนางสาวพันทิพย์ไป จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่าได้ที่ดินพิพาทมาจากการหักกลบลบหนี้ค่าว่าความ หรือมีหลักฐานแสดงถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองที่จะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหลังจากไถ่ถอนการขายฝากมา โดยจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ หลังจากส่งมอบที่ดินประมาณ 1 เดือน มีการทำสัญญาจ้างว่าความ แต่สัญญาจ้างว่าความไม่มีบันทึกว่ามีการส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทไว้ อันผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบอาชีพทนายความดังเช่นจำเลยที่ย่อมต้องรู้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ทั้งในคดีที่จำเลยยื่นฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองและนางสาวนพวรรณ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางระพี ก็ไม่ปรากฏในทางนำสืบและข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมทั้งสองตกลงยกที่ดินให้จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างว่าความ แม้จำเลยจะมีคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารและหนังสือยินยอมให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินมาแสดง แต่เอกสารดังกล่าวก็ล้วนทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554 หลังจากจำเลยร่วมทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปขายฝากแล้ว จำเลยร่วมทั้งสองย่อมไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยร่วมทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 และจำเลยตกลงว่าความให้โดยไม่คิดเงินเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี จำเลยขอปลูกบ้านชั่วคราวในที่ดินพิพาทเพื่ออยู่กับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 โดยจำเลยเองก็เบิกความยอมรับเจือสมว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 แต่อยู่ด้วยกันลักษณะไป ๆ มา ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยปลูกบ้านเพื่ออยู่กินกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายตะวันฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2554 การที่นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงถือว่าเป็นการครอบครองแทนนายตะวันฉาย จำเลยร่วมทั้งสองอนุญาตให้ปลูกบ้านอยู่ การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงย่อมถือว่าเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธินางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิมากไปกว่าสิทธิของนางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง จึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายตะวันฉายด้วยเช่นกัน เมื่อนายตะวันฉายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีในส่วนฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมก็ขอให้นำค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทและค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมาขอหักกลบลบหนี้นั้น เป็นกรณีที่ศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยต่างมีหนี้สินต่อกันที่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่และเพียงใด อันเป็นมูลหนี้มาจากนิติกรรมสัญญาซึ่งมิได้เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องของโจทก์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย พ.
จำเลยร่วม — ร้อยตำรวจตรี ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายกษิดิศ สุพรรณเภสัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562
#681415
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป

พร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง เนื้อที่ทั้งหมด 2 งาน 89

ตารางวา ของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

และหรือหากทางพิจารณาศาลมีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเดิมและจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมทั้งสามโดยหักกลบลบหนี้ต่อกัน

จำเลยได้เสียค่าใช้จ่ายโดยการแผ้วถางป่าจนโล่งเตียน ปรับปรุงถมดินปลูกสร้างบ้านพักอาศัยถาวรเสร็จแล้วเป็นเวลา

5 ปี

จำเลยลงทุนในที่ดินรวม 2,400,000 บาท

และเสียค่าบำรุงรักษาต้นไม้ ปราบวัชพืชเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,550,000 บาท

กรณีถือว่าหลังจากที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ค่าราคาที่ดินได้เพิ่มจากเดิม ซึ่งเดิมที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งเนื้อที่ 2 งาน 89

ตารางวา มีราคาตามท้องตลาดประมาณเพียง 350,000 บาท

ถึง 400,000 บาท

ขอให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาพิจารณาในการหักกลบลบหนี้

ระหว่างพิจารณา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพล เข้าเป็นโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพลเข้าเป็นจำเลยร่วม

โดยให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ว่า

จำเลยร่วมที่ 1 และเรียกนายวีรพลว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมทั้งสองให้การและให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 55645 เนื้อที่ 80

ตารางวา ที่พิพาทตามฟ้องของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2558)

ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินเสร็จสิ้น

กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสอง

โดยกำหนดค่าทนายความฝ่ายละ 6,000

บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยในข้อที่ขอหักกลบลบหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้โจทก์

100 บาท คืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนให้จำเลย

430 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งส่วนฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพี

ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลย

โจทก์รู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่

และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินควรนั้น เห็นว่า

ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่

55645 เนื้อที่ประมาณ

80 ตารางวา

ของโจทก์ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ

6,000 บาท

นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า

จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน

โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และขอให้ยกฟ้อง เป็นการต่อสู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์เนื้อที่

80 ตารางวา

ซึ่งมีราคา 184,800

บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4

พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง

ค่าเสียหายในอนาคตส่วนนี้ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้

คดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท

ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การว่า

จำเลยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 55645

เดิม ซึ่งมีเนื้อที่ 2 งาน

89 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนของที่ดินทั้งแปลง

จำเลยมีสิทธิดียิ่งกว่าโจทก์ และจำเลยฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม

ซึ่งการซื้อขายที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลงเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา หาใช่เพียง 80 ตารางวา ไม่ ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งจึงมีเนื้อที่

2 งาน 89 ตารางวา

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4

ในส่วนนี้ชอบแล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า

ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิดีกว่า จำเลยฎีกาว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพียกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้ค่าจ้างว่าความ

โดยตกลงว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง

โจทก์ทราบว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ซื้อที่ดินพิพาทและแบ่งที่ดินพิพาทเป็นแปลงย่อย ๆ โจทก์ไม่สุจริต

โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนซื้อโจทก์ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนกับเจ้าพนักงานที่ดินและไปดูที่ตั้งที่ดินพิพาทพบว่ามีบ้านที่ปลูกอยู่

สอบถามว่าเป็นบ้านของบุตรเขยจำเลยร่วมที่ 2 ที่เข้ามาอยู่โดยถือวิสาสะอาศัยสิทธิจำเลยร่วมที่ 2 และหากจำเลยร่วมที่ 2 จะใช้ประโยชน์เมื่อใด

จำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไป ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า

จำเลยร่วมที่ 2

ติดต่อให้จำเลยเป็นทนายความในการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากนางรำไพ

พี่สาวร่วมบิดาเดียวกันกับนางระพี แต่จำเลยเลยร่วมทั้งสองไม่มีเงินค่าว่าจ้าง

จำเลยร่วมทั้งสองจึงตกลงยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 89 ตางรางวา

โดยคิดราคาที่ดินวันส่งมอบเป็นเงิน 400,000

บาท ให้แก่จำเลย

และสัญญาว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

การชำระราคาที่ดินให้หักกลบลบหนี้ต่อกัน

ส่วนหนี้ค่าจ้างว่าความที่ค้างชำระให้ผ่อนชำระแก่จำเลยภายหน้า

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2554

นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย

จำเลยเข้าครอบครองโดยแผ้วถาง ถมดิน ปลูกบ้าน 1 หลัง ปลูกไม้ยืนต้นและผักสวนครัวเต็มพื้นที่ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน

จำเลยร่วมที่ 2

และนางระพีทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างบ้านพักอาศัย

จำเลยร่วมทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2553 จำเลยร่วมที่ 2

ติดต่อจำเลยให้ว่าความเป็นเหตุให้จำเลยรู้จักกับนางสาวพันทิพย์ บุตรสาวของจำเลยร่วมที่

2

ขณะนั้นนางสาวพันทิพย์อายุ 17 ปี

จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางสาวพันทิพย์ จำเลยจึงเสนอว่าจะว่าความให้โดยไม่คิดเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย

หลังจากจำเลยเข้ามาอยู่ที่บ้านจำเลยร่วมที่ 2 กับนางสาวพันทิพย์

จำเลยขอแยกไปสร้างบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทตามฟ้อง

จำเลยร่วมทั้งสองแจ้งว่าที่ดินติดขายฝาก จำเลยจึงบอกว่าจะดำเนินการเอง

หลังจากสร้างบ้านจำเลยได้เลิกร้างกับนางสาวพันทิพย์ไป จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่าได้ที่ดินพิพาทมาจากการหักกลบลบหนี้ค่าว่าความ

หรือมีหลักฐานแสดงถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองที่จะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหลังจากไถ่ถอนการขายฝากมา

โดยจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ หลังจากส่งมอบที่ดินประมาณ 1 เดือน มีการทำสัญญาจ้างว่าความ

แต่สัญญาจ้างว่าความไม่มีบันทึกว่ามีการส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทไว้

อันผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบอาชีพทนายความดังเช่นจำเลยที่ย่อมต้องรู้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน

ทั้งในคดีที่จำเลยยื่นฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองและนางสาวนพวรรณ

ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางระพี ก็ไม่ปรากฏในทางนำสืบและข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมทั้งสองตกลงยกที่ดินให้จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างว่าความ

แม้จำเลยจะมีคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารและหนังสือยินยอมให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินมาแสดง

แต่เอกสารดังกล่าวก็ล้วนทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554

หลังจากจำเลยร่วมทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปขายฝากแล้ว

จำเลยร่วมทั้งสองย่อมไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทได้

พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยร่วมทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า

จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับบุตรสาวจำเลยร่วมที่

2

และจำเลยตกลงว่าความให้โดยไม่คิดเงินเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

จำเลยขอปลูกบ้านชั่วคราวในที่ดินพิพาทเพื่ออยู่กับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 โดยจำเลยเองก็เบิกความยอมรับเจือสมว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่

2 แต่อยู่ด้วยกันลักษณะไป ๆ มา

ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยปลูกบ้านเพื่ออยู่กินกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่

2

ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายตะวันฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2554

การที่นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงถือว่าเป็นการครอบครองแทนนายตะวันฉาย

จำเลยร่วมทั้งสองอนุญาตให้ปลูกบ้านอยู่

การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงย่อมถือว่าเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธินางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง

จำเลยจึงไม่มีสิทธิมากไปกว่าสิทธิของนางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง

จึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายตะวันฉายด้วยเช่นกัน เมื่อนายตะวันฉายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ดังนี้

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย

มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์นั้น เห็นว่า

คดีในส่วนฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น

ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย

โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมก็ขอให้นำค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทและค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมาขอหักกลบลบหนี้นั้น

เป็นกรณีที่ศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยต่างมีหนี้สินต่อกันที่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่และเพียงใด

อันเป็นมูลหนี้มาจากนิติกรรมสัญญาซึ่งมิได้เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ยกฎีกาจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องของโจทก์ให้แก่จำเลย

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 145 ม. 177 ม. 224 ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วราพร มูลศรีแก้ว
จำเลย — นาย พนม ภูแผ่นนา
จำเลยร่วม — ร้อยตำรวจตรี สุวิทย์ เทียงอวน กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ -
-
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2260/2562
#635875
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพียงแต่ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์ หาได้กำหนดบังคับไม่ว่าจะต้องนำความไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อได้ความว่า ธ. ได้โอนสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์และหลักประกันของสินทรัพย์ซึ่งเป็นสิทธิจำนอง จำนำ สิทธิค้ำประกันที่ลูกหนี้รวมทั้งจำเลยมีต่อ ธ. ให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวัน ดังนี้ต้องถือว่า การโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำตามแบบพิธีการ ด้วยการทำเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้เป็นการถูกต้องสมบูรณ์ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่งแล้ว ประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้องคือการโอนหนี้ประธานระหว่างเจ้าหนี้เดิมกับลูกหนี้ และเมื่อได้โอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้ดังกล่าวไปย่อมเกิดผลในทางกฎหมาย ทำให้สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือหลักประกันทางธุรกิจที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้อง สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ได้ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนตามมาตรา 305 วรรคหนึ่ง โดยเจ้าหนี้ผู้รับโอนมิพักต้องทำสัญญาจำนอง สัญญาจำนำ กับลูกหนี้เป็นฉบับใหม่อีก สิทธิดังกล่าวก็มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ อันแตกต่างไปจากกรณีของการก่อหนี้สัญญาจำนองปกติทั่วไป ซึ่งต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดคือต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 714 ส่วนมาตรา 6 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงหลักประกันอื่นถ้ามีว่า ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอื่น ก็ให้หลักประกันอื่นนอกจากสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันโอนไปพร้อมกับสิทธิดังกล่าวด้วย หาได้แปลความว่า การโอนสินทรัพย์ทำให้หลักประกันอื่นเป็นการเฉพาะตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส่วนสิทธิจำนองและสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันดังกล่าวไม่ตกไปด้วยแต่ประการใด การโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองระหว่าง ธ. กับโจทก์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีส่วนได้เสียจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (1)

ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตามแต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเฉพาะส่วน โดยโจทก์ขอดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 21,000,000 บาท ถึงวันฟ้อง 5 ปี เป็นเงิน 19,950,000 บาท ตามมาตรา 745 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อ ม. ในฐานะผู้รับจำนองไม่ได้ขอรับชำระหนี้ ม. ยังคงมีสิทธิเหนือทรัพย์จำนองของจำเลย โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจาก ธ. รับโอนหนี้จาก ม. จึงไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองเอากับทรัพย์จำนองได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 6 และมาตรา 95

แม้ตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 6 ระบุว่า "เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี หรือเมื่อผู้รับจำนองเอาทรัพย์สินหลุดเป็นสิทธิและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ" แต่เมื่อหนี้ประธานคือหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่ทำไว้ต่อเจ้าหนี้เดิม เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2538 โจทก์รับโอนและนำมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เกินกำหนดเวลาสิบปีขาดอายุความแล้ว ข้อเท็จจริงย่อมถือได้ว่าหนี้ประธานเป็นอันระงับไป ไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกต่อไป โจทก์คงบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยจำนองไว้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 43613 และ 43614 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 2/15 และ 2/16 และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ บนที่ดินชำระหนี้จำนอง 40,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 21,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 306 วรรคหนึ่ง คงบัญญัติแต่เพียงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์ หาได้กำหนดบังคับไม่ว่าจะต้องนำความไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อได้ความว่าวันที่ 21 กันยายน 2543 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์และหลักประกันของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นสิทธิจำนอง จำนำ สิทธิค้ำประกันที่ลูกหนี้รวมทั้งจำเลยมีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบโดยวิธีโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวัน ดังนี้ต้องถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำตามแบบพิธีการ ด้วยการทำเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ เป็นการถูกต้องสมบูรณ์ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้อง คือการโอนหนี้ประธานระหว่างเจ้าหนี้เดิมกับลูกหนี้ และเมื่อได้โอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้ดังกล่าวไปย่อมเกิดผลในทางกฎหมาย ทำให้สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือหลักประกันทางธุรกิจที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้อง สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ได้ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอน ตามมาตรา 305 วรรคหนึ่ง โดยเจ้าหนี้ผู้รับโอนมิพักต้องทำสัญญาจำนอง สัญญาจำนำกับลูกหนี้เป็นฉบับใหม่อีก สิทธิดังกล่าวก็มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ อันแตกต่างไปจากกรณีของการก่อหนี้สัญญาจำนองปกติทั่วไป ซึ่งต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดคือต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 714 ส่วนกรณีที่พระราชกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้น ตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย" นั้น เห็นว่า เป็นบทบัญญัติเรื่องการโอนสินทรัพย์ซึ่งหมายถึง สินทรัพย์ทั้งหมดรวมทั้งบรรดาสิทธิเรียกร้องที่มีของผู้โอนและสิทธิเรียกร้องได้มีบัญญัติไว้อยู่แล้วในประมวลกฎหมายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้รวมถึงเรื่องหลักประกันอื่น ที่พระราชกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติดังกล่าว จึงพอแปลได้ว่าเป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงหลักประกันอื่นถ้ามีว่า ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอื่นก็ให้หลักประกันอื่นนอกจากสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันโอนไปพร้อมกับสิทธิดังกล่าวด้วย หาได้แปลความว่า การโอนสินทรัพย์ทำให้หลักประกันอื่นเป็นการเฉพาะตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส่วนสิทธิจำนองและสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันดังกล่าวไม่ตกไปด้วยแต่ประการใด การโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีส่วนได้เสียจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า นิติกรรมจำนองที่โจทก์รับโอนมา ไม่ได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ถูกต้อง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 714 และ 152 โจทก์ไม่ใช่ผู้รับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นตามคำให้การของจำเลยตลอดจนข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบปรากฏในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหานี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย

มีปัญหาตามคำให้การของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตามแต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเฉพาะส่วน โดยโจทก์ขอดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 21,000,000 บาท ถึงวันฟ้อง 5 ปี เป็นเงิน 19,950,000 บาท ตามมาตรา 745 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือไม่ เพียงใด จำเลยอ้างว่า หนี้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่รับโอนหนี้จากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ และเมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ก็ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จนศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้ว นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 6 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ" และมาตรา 95 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้..." เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับจำนองไม่ได้ขอรับชำระหนี้ ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ยังคงมีสิทธิเหนือทรัพย์จำนองของจำเลย โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รับโอนหนี้จากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จึงไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่มีสิทธิฟ้องบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 6 ระบุว่า "เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี หรือเมื่อผู้รับจำนองเอาทรัพย์สินจำนองหลุดเป็นสิทธิ และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ" แต่เมื่อหนี้ประธานคือหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่ทำไว้ต่อเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2538 โจทก์รับโอนและนำมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เกินกำหนด เวลาสิบปีขาดอายุความแล้ว ข้อเท็จจริงย่อมถือได้ว่า หนี้ประธานเป็นอันระงับ ไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกต่อไป โจทก์คงบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยจำนองไว้เท่านั้น จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43613 และ 43614 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 2/15 และ 2/16 และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ บนที่ดินออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้จำนอง 40,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 21,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 306 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 287 (1)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนรพัฒน์ สุจิวรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
เมทินี ชโลธร
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2562
#635838
เปิดฉบับเต็ม

เงินช่วยเหลือสมาชิกเสียชีวิตที่จำเลยจ่ายในกรณีเสียชีวิตของพลโท บ. ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยไม่ใช่เงินที่พลโท บ. ได้มาระหว่างสมรสกับผู้ร้องสอดที่ 1 จึงไม่ใช่สินสมรส

ใบสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่พลโท บ. ทำไว้ มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่จ่ายเงินได้รายเดือนของข้าพเจ้า หักเงินค่าหุ้นรายเดือนและเงินงวดชำระหนี้..." จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าเงินที่นำไปชำระค่าหุ้นรายเดือนนั้นเป็นเงินเดือนของพลโท บ. ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) เมื่อชำระแล้วกลายเป็นทุนเรือนหุ้นของจำเลยที่สมาชิกมีสิทธิเรียกร้องต่อเมื่อความเป็นสมาชิกสิ้นสุดลง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในทุนเรือนหุ้นจึงคงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 และพลโท บ. อยู่

ใบสมัครสมาชิกของพลโท บ. มีข้อความยินยอมของผู้ร้องสอดที่ 1 มีข้อความระบุว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ยินยอมให้พลโท บ. ทำนิติกรรมจัดการสินสมรสของตนและพลโท บ. กับจำเลยได้ทุกกรณีนับแต่วันสมัครสมาชิกและถือว่าคำยินยอมในเอกสารนี้เป็นคำยินยอมของผู้ร้องสอดที่ 1 ในการทำนิติกรรมทุกฉบับกับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พลโท บ. และผู้ร้องสอดที่ 1 ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 เมื่อพลโท บ. ซึ่งเป็นคู่สมรสฝ่ายหนึ่งตายก็ไม่มีคู่กรณีที่ผู้ร้องสอดที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่ที่จะบอกล้าง จะนำระยะเวลา 1 ปี หลังการสมรสสิ้นสุดลงมาใช้บังคับไม่ได้ เนื่องจากการสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1469 ไม่รวมถึงกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย ดังนั้นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกที่พลโท บ. ทำไว้กับจำเลยจึงมีผลผูกพันผู้ร้องสอดที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,660,983.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องสอดขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยชำระเงิน 4,330,491.80 บาท ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1

ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 จำเลยนำเงิน 8,660,983.60 บาท มาวางศาลเพื่อให้จ่ายแก่ผู้มีสิทธิตามคำพิพากษาของศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,660,983.60 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสองให้เป็นพับ ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง และผู้ร้องสอดที่ 1 ฝ่ายละ 4,330,491.80 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของพลโทบุญเชิด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2533 พลโทบุญเชิดสมัครเป็นสมาชิกของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2535 พลโทบุญเชิดทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์เพื่อรับเงินหรือสิทธิในการเป็นสมาชิกจำเลยในกรณีถึงแก่ความตายไว้ โดยระบุให้นางสาวบุษบง นางสาวบุษบา นางสาวบุษกร นางสาวบุษราภรณ์ และโจทก์ทั้งสอง เป็นผู้รับประโยชน์ พลโทบุญเชิดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557 วันที่ 25 ธันวาคม 2557 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 2 คือผู้ร้องสอดที่ 1 และนางสาวบุษบงร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพลโทบุญเชิด จำเลยต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ของพลโทบุญเชิดทั้งหมดตามสำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ดังกล่าวเป็นเงิน 25,982,950.77 บาท จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่นางสาวบุษบง นางสาวบุษบา นางสาวบุษกรและนางสาวบุษราภรณ์ ไปแล้วคนละ 4,330,491.80 บาท โดยผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งว่ามีสินสมรสส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 รวมอยู่ด้วย แต่จำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื่องจากผู้ร้องสอดที่ 2 คัดค้าน เงินผลประโยชน์ที่จำเลยต้องจ่ายมี 3 ประเภท คือเงินช่วยเหลือสมาชิกเสียชีวิต 80,000 บาท เงินค่าหุ้นสะสม 3,692,000 บาท และเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ 4 บัญชี เป็นเงิน 22,210,950.77 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,982,950.77 บาท ศาลชั้นต้นยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับผู้ร้องสอดที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า เงินช่วยเหลือสมาชิกเสียชีวิต 80,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับคนละ 1 ใน 6 ตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 และพลโทบุญเชิด ที่ผู้ร้องสอดที่ 1 มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ การที่จะเป็นสินสมรสจะต้องเป็นกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยาหรือคู่สมรสได้มาระหว่างเป็นคู่สมรส เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินช่วยเหลือสมาชิกเสียชีวิต 80,000 บาท เป็นเงินของจำเลยที่จ่ายในกรณีเสียชีวิตของพลโทบุญเชิดซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยไม่ใช่เงินที่พลโทบุญเชิดได้มาระหว่างสมรสกับผู้ร้องสอดที่ 1 แต่ได้มาหลังจากที่พลโทบุญเชิดถึงแก่ความตายอันทำให้การสมรสระหว่างพลโทบุญเชิดและผู้ร้องสอดที่ 1 สิ้นสุดลง ดังนั้น เงินช่วยเหลือพลโทบุญเชิดซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลย 80,000 บาท ซึ่งมีส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับคนละ 1 ใน 6 ตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์จึงไม่ใช่สินสมรสระหว่างพลโทบุญเชิดและผู้ร้องสอดที่ 1 ที่ผู้ร้องสอดที่ 1 จะมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า เงินผลประโยชน์ที่จำเลยต้องจ่าย 2 ประเภท คือเงินค่าหุ้นสะสม 3,692,000 บาท และเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ 4 บัญชี เป็นเงิน 2,210,950.77 บาท ในส่วนที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 6 จำเลยต้องชำระให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 กึ่งหนึ่งตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส..." และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส " ข้อเท็จจริงได้ความว่าพลโทบุญเชิด ได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลย โดยใบสมัครเป็นสมาชิกดังกล่าว ข้อ 7 ระบุว่า "ข้าพเจ้ายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่จ่ายเงินได้รายเดือนของข้าพเจ้า หักเงินค่าหุ้นรายเดือนและเงินงวดชำระหนี้ซึ่งข้าพเจ้าต้องส่งชำระต่อสหกรณ์จากเงินได้รายเดือนของข้าพเจ้าเมื่อจ่ายส่งชำระต่อสหกรณ์" จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าเงินที่นำไปชำระค่าหุ้นรายเดือนนั้นเป็นเงินเดือนของพลโทบุญเชิด ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส ตามมาตรา 1474 (1) ส่วนเงินฝากในสหกรณ์ทั้ง 4 บัญชีนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินที่ได้มาจากที่ใดบ้าง กรณีเป็นที่สงสัยว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง นอกจากนี้ เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และพลโทบุญเชิดได้มาระหว่างเป็นคู่สมรสกัน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายข้างต้น โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่นำสืบหักล้าง แต่ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้าง กลับนำสืบยอมรับว่า เงินทั้งสองจำนวนเป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินสองประเภทดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 และพลโทบุญเชิด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนำเงินสินสมรสไปชำระค่าหุ้นแล้วเงินดังกล่าวกลายเป็นทุนเรือนหุ้นของจำเลย (สหกรณ์) ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 33 (3) มิใช่เงินฝากหรือการฝากทรัพย์ สมาชิกมีเพียงสิทธิเรียกร้องในเงินเรือนหุ้นเท่านั้น และสิทธิเรียกร้องในเงินทุนเรือนหุ้นจะยังไม่เกิดจนกว่าสมาชิกจะพ้นจากการเป็นสมาชิก ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 34 (4) ประกอบมาตรา 43 (5) และตามข้อบังคับของสหกรณ์ สิทธิเรียกร้องในเงินทุนเรือนหุ้นจึงคงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 และพลโทบุญเชิดอยู่ ยิ่งกว่านั้นในการที่พลโทบุญเชิดสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลยซึ่งตามสำเนาใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก ข้อ 8 ก็ระบุว่า "ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจข้อความในข้อบังคับสหกรณ์โดยตลอดแล้ว ยินยอมชำระเงินค่าหุ้น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และลงลายมือชื่อในทะเบียนสมาชิกตามกำหนดเวลาที่คณะกรรมการดำเนินการกำหนด" และข้อ 9 ระบุว่า "ข้าพเจ้าเต็มใจปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ข้อบังคับ ระเบียบ และมติของสหกรณ์ทุกประการ" ยิ่งกว่านั้นตามสำเนาใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกของพลโทบุญเชิดดังกล่าวมีข้อความยินยอมของผู้ร้องสอดที่ 1 ระบุว่า "ข้าพเจ้า นางสุวิมล เป็นสามี/ภรรยาของพล.ต.บุญเชิด ผู้สมัคร ยินยอมให้ผู้สมัครทำนิติกรรมอันเป็นการจัดการสินสมรสของข้าพเจ้าและคู่สมรสกับสหกรณ์ออมทรัพย์ได้ทุกกรณีตั้งแต่วันที่คู่สมรสของข้าพเจ้าสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์และถือว่าคำยินยอมในเอกสารนี้เป็นคำยินยอมของข้าพเจ้าในการทำนิติกรรมทุกฉบับกับสหกรณ์ " โดยผู้ร้องสอดที่ 1 ได้ลงชื่อในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วย เพียงแต่ลงชื่อในช่องผู้รับรอง (ของผู้บังคับบัญชา) ซึ่งอยู่ด้านบนข้อความยินยอมน่าจะเป็นการลงชื่อผิดช่อง กรณีนี้ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อยินยอมให้พลโทบุญเชิดจัดการสินสมรสส่วนของตนและยินยอมให้ทำนิติกรรมกับสหกรณ์ตามข้อบังคับของสหกรณ์แล้ว ประกอบกับข้อบังคับของสหกรณ์ ข้อ 43 ระบุว่า "การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สมาชิกจะต้องทำเป็นหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ ซึ่งตนมีอยู่ในสหกรณ์เมื่อตนตายมอบให้สหกรณ์ ไว้..." ซึ่งพลโทบุญเชิดได้ทำหนังสือตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้วโดยมีโจทก์ทั้งสองและบุตรของผู้ร้องสอดที่ 1 อีก 4 คน เป็นผู้รับประโยชน์ไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ยินยอมให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 และยินยอมหรือมอบอำนาจให้พลโทบุญเชิดเป็นตัวแทนทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ดังกล่าวมาแล้วในส่วนสินสมรสของตนด้วย อันมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาจึงเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามมาตรา 374 วรรคหนึ่ง ตามลำดับ โดยในส่วนของสัญญาระหว่างสมรส (ยินยอมให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1) ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดที่ 1 ได้บอกล้างในระหว่างเป็นสามีภริยากันและเมื่อพลโทบุญเชิดถึงแก่ความตายไปแล้วผู้ร้องสอดที่ 1 ก็ไม่มีคู่กรณีที่จะบอกล้างที่จะนำระยะเวลา 1 ปี หลังการสมรสสิ้นสุดลงมาใช้บังคับเนื่องจากการสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1469 ไม่รวมถึงกรณีคู่สมรสตาย ดังนี้ถือว่าผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสภายในกำหนดตามมาตรา 1469 ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตอย่างไรจึงไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 1469 ตอนท้าย ส่วนสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกเมื่อปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้เรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระเงินอันเป็นการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว สิทธิของโจทก์ทั้งสองย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยตามมาตรา 374 วรรคสอง คู่สัญญาซึ่งรวมทั้งผู้ร้องสอดที่ 1 ที่ยินยอมหรือมอบอำนาจให้พลโทบุญเชิดเป็นตัวแทนหาอาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ทั้งนี้ตามมาตรา 375 ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นสะสมและเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ 4 บัญชีในส่วนที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 6 กึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงิน 4,250,491.80 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องสอดที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ผู้ร้องสอดที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดที่ 1 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1464 ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง ส. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2562
#634002
เปิดฉบับเต็ม

คดีสองสำนวนก่อนกับคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายฉบับเดียวกันในคราวเดียวกัน จึงมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกัน แม้คดีนี้จะมีคำขอที่แตกต่างกันไปโดยอ้างข้อตกลงในสัญญาตัวแทนจำหน่ายว่าภายหลังเลิกสัญญากันแล้ว จำเลยมีหน้าที่รับคืนสินค้าแต่จำเลยไม่รับคืน ทำให้โจทก์เสียหาย ก็เป็นคำขอที่สามารถขอได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว เพราะการเรียกค่าเสียหายเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยเลิกสัญญาฉบับเดียวกัน และจำเลยมีหนังสือแจ้งการไม่ต่อสัญญาตัวแทนจำหน่ายไปยังโจทก์ พร้อมกับแจ้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายให้โจทก์ส่งมอบสินค้าในคลังสินค้าคืนแก่จำเลยตามราคาที่สั่งซื้อไปถึงสองครั้งแต่โจทก์เพิกเฉยและกลับไปฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นสองคดีก่อน แสดงได้ชัดเจนว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องคืนสินค้ากันก่อนฟ้องสองคดีก่อน และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกในคดีนี้สามารถเรียกได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว หรือหากมีความเสียหายเพิ่งปรากฏภายหลังฟ้องสองคดีก่อน โจทก์ก็สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเรียกค่าเสียหายในสองคดีก่อนได้ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันใหม่เป็นคดีนี้ ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับคืนสินค้า ผลิตภัณฑ์ฟิลิปส์ จำนวน 1,338 รายการ ณ คลังสินค้าของโจทก์เขตภาคใต้ตอนบนและเขตภาคกลางตอนล่างไปจากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมรับคืนสินค้าดังกล่าว ให้โจทก์มีอำนาจหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการจัดส่งสินค้าให้แก่จำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 35,058,808.53 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,151,922.40 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเป็นเงิน 1,192,548.60 บาท และค่าเสียหายอีกต่อไปเดือนละ 82,600 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีการขนย้ายสินค้าทั้งหมดออกจากคลังสินค้าทั้งสองแห่งของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 2 และ 18 เมษายน 2557 ตามลำดับ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นสองคดีเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1298/2557 และหมายเลขดำที่ 1486/2557 ว่า โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า "ฟิลิปส์" (PHILIPS) ของจำเลยในเขตภาคใต้ตอนบน รวม 6 จังหวัด และเขตภาคกลางตอนล่าง รวม 7 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เมื่อครบกำหนดจำเลยต่ออายุสัญญาให้โจทก์ทั้งสองเขตคราวละ 1 ปี ต่อเนื่องกันจนถึงปี 2556 ครบกำหนดสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ต่อมาหลังครบกำหนดอายุสัญญาจำเลยแจ้งจำนวนสินค้าที่โจทก์ต้องจำหน่ายในปี 2557 โจทก์จึงจ้างพนักงานและซื้อรถยนต์บรรทุกสินค้าเพิ่มเพื่อรองรับจำนวนสินค้าที่โจทก์ต้องจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่จำเลยกลับแจ้งโจทก์ว่าไม่ต่ออายุสัญญาโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่จำหน่ายสินค้าให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง ค่าเสียประโยชน์ทางการค้า ค่าเสียหายจากการสูญเสียมูลค่าการตลาด ค่าเสียชื่อเสียงทางการค้า ค่าเสียหายจากทรัพย์สินซึ่งเป็นต้นทุนในการดำเนินการ ค่าจ้างพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักเพื่อติดตามปัญหาและหนี้สิน ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1172 - 1173/2558 โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2558) ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 5312 - 5313/2559 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 6153 - 6154/2560 ลงวันที่ 7 กันยายน 2560 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์กับจำเลยไม่ได้ตกลงต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ากันโดยปริยาย พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1172 - 1173/2558 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในคดีหมายเลขแดงที่ 1172 - 1173/2558 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์จำเลยมีการตกลงต่ออายุสัญญาตัวแทนจำหน่ายตลอดมาโดยปริยายแล้ว ต่อมาในปี 2557 จำเลยผิดข้อตกลงกลับแจ้งโจทก์ว่าไม่ต่ออายุสัญญาแก่โจทก์โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่จำหน่ายสินค้าให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ประเด็นแห่งคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวคือ จำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ และการเลิกสัญญาทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ส่วนคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าการบอกเลิกสัญญาตัวแทนของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุที่จะอ้างตามกฎหมายได้ เมื่อสัญญาตัวแทนจำหน่ายสิ้นสุดลง โจทก์ได้ฟ้องจำเลยกรณีผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยมีหน้าที่รับคืนสินค้าผลิตภัณฑ์ฟิลิปส์ในคลังสินค้าของโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาตัวแทนจำหน่าย โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยรับคืนสินค้าทั้งหมดจากโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ประเด็นแห่งคดีคือหลังเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องรับคืนสินค้าจากโจทก์หรือไม่ โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีสองสำนวนดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายฉบับเดียวกันในคราวเดียวกัน จึงมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกัน แม้คดีนี้จะมีคำขอที่แตกต่างกันไปโดยอ้างข้อตกลงในสัญญาตัวแทนจำหน่ายว่าภายหลังเลิกสัญญากันแล้ว จำเลยมีหน้าที่รับคืนสินค้าแต่จำเลยไม่รับคืน ทำให้โจทก์เสียหาย ก็เป็นคำขอที่สามารถขอได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว เพราะการเรียกค่าเสียหายเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยเลิกสัญญาฉบับเดียวกัน นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การและทางนำสืบของจำเลยด้วยว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งการไม่ต่อสัญญาตัวแทนจำหน่ายไปยังโจทก์ พร้อมกับแจ้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายให้โจทก์ส่งมอบสินค้าในคลังสินค้าคืนแก่จำเลยตามราคาที่สั่งซื้อไป แต่โจทก์เพิกเฉย วันที่ 27 มีนาคม 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์อีกครั้ง โดยกำหนดเวลาให้โจทก์แจ้งความประสงค์คืนสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 11 เมษายน 2557 โจทก์ยังคงเพิกเฉย แต่กลับไปฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นสองคดีก่อน แสดงได้ชัดเจนว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องคืนสินค้ากันก่อนฟ้องสองคดีก่อน และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกในคดีนี้สามารถเรียกได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว หรือหากมีความเสียหายเพิ่งปรากฏภายหลังฟ้องสองคดีก่อน โจทก์ก็สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเรียกค่าเสียหายในสองคดีก่อนได้ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันใหม่เป็นคดีนี้ ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 1172 - 1173/2558 ของศาลชั้นต้น และพิพากษายืนตามผลคดีของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น ชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอัฐมา ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2160/2562
#635833
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์มรดกมีที่ดินเพียงสองแปลง จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของ ด. โอนที่ดินทั้งสองแปลงโดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และ ร. ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ในที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 โดยมิได้จัดแบ่งให้โจทก์ เมื่อเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดที่จะจัดการต่อไปอีก ถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้น ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยว่าจัดการมรดกไม่ชอบ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเกินกว่าห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 54020 เลขที่ดิน 177 เนื้อที่จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่จดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 54020 เลขที่ดิน 177 ตามสัดส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับในฐานะทายาทเป็นเนื้อที่จำนวน 1 ใน 7 ส่วน คิดจากเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 36.5 ตารางวา โดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และหากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสามฟังได้เป็นที่ยุติว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสถิตย์ จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายด่วน นายด่วนกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ จำเลยที่ 3 นายสถิตย์ นายสนิท นายสมจิตร นายเริงฤทธิ์ และจำเลยที่ 2 ก่อนถึงแก่ความตายนายด่วนมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 33 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ปัจจุบันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 54019 เนื้อที่ 5 ไร่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 54020 เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 73 ตารางวา ต่อมาศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายด่วนตามคำสั่งศาลจังหวัดสุรินทร์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายด่วนจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 54020 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายเริงฤทธิ์ และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายด่วนจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 54019 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2545 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ แล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 และวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 และนายเริงฤทธิ์ จดทะเบียนให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 54020 ดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 ปัจจุบันจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 54020 ดังกล่าวทั้งแปลง และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อปรากฏว่าทรัพย์มรดกมีที่ดินเพียงสองแปลง จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายด่วนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวโดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายเริงฤทธิ์ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 54020 ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 54019 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ให้เป็นผู้รับมรดกโดยมิได้จัดแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ การจัดการมรดกย่อมเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และเมื่อเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดที่จะจัดการต่อไปอีก จึงถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 อันเป็นวันสุดท้ายของการจัดการมรดกแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยว่าจัดการมรดกไม่ชอบเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเกินกว่าห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายณัฐชัย เชียรประโคน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2562
#636358
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง อันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์นั้น กฎหมายมิได้ระบุว่าสิทธิเรียกร้องอะไรบ้างที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ได้ เพียงแต่ห้ามมิให้ใช้สิทธิซึ่งมีลักษณะเป็นการส่วนตัวของลูกหนี้โดยแท้เท่านั้น สิทธิดังกล่าวจึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินหรือเป็นเรื่องหนี้เงินเท่านั้น สิทธิซึ่งเป็นการเฉพาะตัวจึงอาจเป็นได้ทั้งสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งโดยปกติทั่วไปสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินมักจะไม่เป็นการเฉพาะตัว แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกหรือเป็นเรื่องที่ลูกหนี้แต่ผู้เดียวเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ เช่น การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ หรือสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้นหรือชายคู่หมั้นเรียกค่าสินไหมทดแทนจากชายผู้ล่วงละเมิดหญิงคู่หมั้น สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นหนี้ระหว่างสามีภริยาและบิดามารดากับบุตร สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเข้าไปเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลนั้น ๆ แต่สำหรับสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จะเห็นได้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1614 ได้บัญญัติเป็นการเฉพาะว่า ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้ สิทธิในการเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จึงมิใช่เป็นสิทธิในข้อที่เป็นการส่วนตัวโดยแท้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่อย่างใด เมื่อจ่าสิบตำรวจ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกโดยทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง รวมถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกทอดเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ได้

จ่าสิบตำรวจ ส. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจะได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาก็ตาม เพราะการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ก็เป็นการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันและตกทอดแก่ทายาททุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 4 และในภายหลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ได้สละมรดกดังกล่าว แต่โจทก์ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 อยู่ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิร้องขอเพิกถอนนิติกรรมหรือเพิกถอนการสละมรดกดังกล่าวนั้นได้ เพราะสิทธิเรียกร้องซึ่งลูกหนี้ไม่ยอมใช้นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เพราะว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ว่าจะมีอยู่ก่อนหรือได้มาในภายหลังย่อมอยู่ภายใต้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ แม้จะปรากฏว่านอกจากที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว เจ้ามรดกยังมีที่ดินพิพาทอีกแปลงหนึ่ง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ถือเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินแปลงพิพาทก็ตาม แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา และมีการโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะมีทรัพย์สินอื่นหรือที่ดินดังกล่าวจะมีมูลค่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนถึง 1,332,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โอนทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ 4 ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ตามฟ้องได้

การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน แม้จ่าสิบตำรวจ ส. เจ้ามรดก จะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 อันเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 หรือการที่โจทก์ฟ้องเกิน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจ ส. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ตาม ที่ดินพิพาทดังกล่าวก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้มีการจัดการเสร็จสิ้นและแบ่งปันกัน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพันซึ่งเป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งส่วนให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพัน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจสมหมาย เจ้ามรดก มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จ่าสิบตำรวจสมหมาย เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก จ่าสิบตำรวจสมหมายมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 เนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 เนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนในฐานะผู้จัดการมรดกและในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด เพื่อค้ำประกันการกู้ยืมเงินและมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงนี้ไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตรัง จำกัด เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืม จำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 จำนวนเงิน 1,332,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 4 มีสิทธิได้รับจากจ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์นั้น กฎหมายมิได้ระบุว่าสิทธิเรียกร้องอะไรบ้างที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้ได้เพียงแต่ห้ามมิให้ใช้สิทธิซึ่งมีลักษณะเป็นการส่วนตัวของลูกหนี้โดยแท้เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิทธิดังกล่าวจึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินหรือเป็นเรื่องหนี้เงินเท่านั้น แม้ความประสงค์ของเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นการเพื่อจะให้ได้เงินมาชำระหนี้ของตนก็ตาม ดังนั้น สิทธิซึ่งเป็นการเฉพาะตัวจึงอาจเป็นได้ทั้งสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งโดยปกติทั่วไปสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินมักจะไม่เป็นการเฉพาะตัว แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกหรือเป็นเรื่องที่ลูกหนี้แต่ผู้เดียวเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ เช่น การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ หรือสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้นหรือชายคู่หมั้นเรียกค่าสินไหมทดแทนจากชายผู้ล่วงละเมิดหญิงคู่หมั้น สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นหนี้ระหว่างสามีภริยาและบิดามารดากับบุตรสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเข้าไปเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลนั้น ๆ แต่สำหรับสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1614 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้ สิทธิในการเรียกร้องทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นทายาทแห่งกองมรดกนั้น จึงมิใช่เป็นสิทธิในข้อที่เป็นการส่วนตัวโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 233 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกโดยทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง รวมถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 4 ในนามของโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกทอดเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจ่าสิบตำรวจสมหมายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีการทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจะได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาก็ตาม เพราะการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ก็เป็นการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันและตกทอดแก่ทายาททุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 4 และในภายหลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ได้สละมรดกดังกล่าว แต่โจทก์ก็ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 4 อยู่ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิร้องเพิกถอนนิติกรรมหรือเพิกถอนการสละมรดกดังกล่าวนั้นได้ เพราะสิทธิเรียกร้องซึ่งลูกหนี้ไม่ยอมใช้นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เพราะว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ว่าจะมีอยู่ก่อนหรือได้มาในภายหลังย่อมอยู่ภายใต้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้น เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่นอีก ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เพียงพอในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ แม้จะปรากฏว่านอกจากที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว เจ้ามรดกยังมีที่ดินพิพาทอีกแปลงหนึ่ง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ถือเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินแปลงพิพาทก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 47 ตารางวา และได้มีการโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะมีทรัพย์สินอื่นหรือที่ดินดังกล่าวจะมีมูลค่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนถึง 1,332,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โอนทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ 4 ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ได้รับมรดกเป็นเงินสดและที่ดินบางส่วนไปแล้ว จำเลยที่ 4 จึงไม่ประสงค์รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทอีกทั้งจำเลยที่ 4 รู้เห็นมาโดยตลอดแต่ก็ไม่เคยเรียกร้องให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกแต่อย่างใดและมิได้ใช้สิทธิฟ้องเกี่ยวกับการจัดการที่ไม่ถูกต้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ก็มิได้คัดค้านโดยการใช้สิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจนคดีขาดอายุความ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รวบรวมเงินของตนมาเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงได้โอนที่ดินให้เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันมีลักษณะเป็นการซื้อขายโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีก โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้นั้น ได้ความจากจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่า ก่อนที่จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายได้ตกลงด้วยวาจาว่าได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9097 ยกให้แก่จำเลยที่ 3 เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 50,000 บาทเศษ ยกให้แก่จำเลยที่ 4 ส่วนของบำเหน็จตกทอดให้นำมาแบ่งแก่จำเลยทั้งสี่ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้แบ่งแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยจ่าสิบตำรวจสมหมายบอกว่าที่ดินที่ยกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่ต้องการให้ที่ดินมีชื่อของจำเลยที่ 4 เนื่องจากเกรงว่าจำเลยที่ 4 จะนำที่ดินไปขาย จึงตกลงกันให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดจะยกให้แก่จำเลยที่ 4 ในภายหลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยบอกว่า จำเลยที่ 4 มีเจ้าหนี้หลายรายเกรงว่าหากโอนไปจำเลยที่ 4 จะนำที่ดินไปขายจนหมดก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตาย เห็นว่า หากเป็นดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3กล่าวอ้างจริงว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้ามรดกก็น่าที่จะทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงพิพาทและอีกแปลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตามความประสงค์ให้ชัดเจน มิใช่เพียงแต่กล่าวด้วยวาจาลอย ๆ เท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็นำสืบทราบว่าจำเลยที่ 4 มีเจ้าหนี้หลายราย จึงน่าเชื่อว่า การโอนที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสี่กระทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ได้รับชำระหนี้ โดยรู้อยู่ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 เสียเปรียบจึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกทุกคน มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์มรดก อีกทั้งมิใช่การซื้อขายโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน แม้จ่าสิบตำรวจสมหมายเจ้ามรดก จะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 อันเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือ การที่โจทก์ฟ้องเกิน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจสมหมายโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ตาม ที่ดินพิพาทดังกล่าวก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้มีการจัดการเสร็จสิ้นและแบ่งปันกัน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งแยกให้จำเลยที่ 4 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา โดยปราศจากภาระผูกพันซึ่งเป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14274 แบ่งส่วนให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง ม. 233 ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1614 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางภัชดาพร บุญสนิท สุขนคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กมล ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2148/2562
#634581
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยทำให้ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร รวม 3 กระทง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงในรายละเอียดและวันที่กระทำความผิด กล่าวคือ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 24 มกราคม 2556 ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยได้พิมพ์หรือทำให้ปรากฏตามสำเนาข้อความแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ซึ่งข้อความคดีนี้และข้อความตามคำฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 8.17 นาฬิกา ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 9.07 นาฬิกา บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่องทำนองเดียวกัน คือ "ทำไมไอ้ P จึงต้องด่าคนขายพระ ลป.บุญศรี" และข้อความทั้งหมดต่างกล่าวถึงโจทก์ร่วมในเรื่องเดียวกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด รับซื้อของโจร นอกจากนี้ปรากฏว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับคดีนี้และเวลาเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร จึงเป็นกรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว หาใช่ 3 กรรม ดังที่โจทก์ฟ้อง ถือได้ว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสันติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นรวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโจทก์จำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า ข้อความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีความแตกต่างกันโดยจำเลยเสกสรรปั้นแต่งเหตุการณ์นั้นเป็นคนละอย่างกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนหลอกลวง หาผลประโยชน์จากวัด เป็นมารศาสนา ขโมยของสงฆ์ รับซื้อของโจร ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนาของจำเลยในแต่ละคราว ทำให้บุคคลใดอ่านข้อความดังกล่าวที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หลายครั้งแล้วย่อมเข้าใจว่า โจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เห็นว่า ข้อความที่จำเลยทำให้ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร รวม 3 กระทง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียด และวันที่กระทำความผิดจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 24 มกราคม 2556 ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 1034/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งการจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาข้อความแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก จำเลยพิมพ์หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความคดีนี้ และข้อความตามฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 8.17 นาฬิกา จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 9.07 นาฬิกา บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่องทำนองเดียวกัน คือ หัวข้อ "ทำไม ไอ้ P (ซึ่งหมายถึง โจทก์ร่วม) ทำไมต้องด่าคนขายพระ ลป.บุญศรี" และข้อความทั้งหมดต่างกล่าวถึงโจทก์ร่วมในเรื่องเดียวกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด รับซื้อของโจร ทำให้ผู้อื่นอ่านข้อความแล้วเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับคดีนี้ และเวลาเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร จึงเป็นกรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดรวม 3 กรรม ดังที่โจทก์ฟ้อง แม้จะไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ก็ถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2562
#638845
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดู พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บทกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดู พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2558 เป็นเงินปีละ 60,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 540,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท รวม 4 ปี เป็นเงิน 288,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. นับแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 648,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2525 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 ขณะจดทะเบียนสมรสจำเลยที่ 1 ชื่อ " ส. " แต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 เปลี่ยนชื่อเป็น " ณ." โจทก์และจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาว ธ. นาย พ. และนางสาว ก. ประมาณปี 2548 จำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์โดยย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยด้วยกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 120,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี...(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะ (5)..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาไว้แน่นอน เช่นนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเช่นว่านั้น จึงมีความหมายทำนองเดียวกัน คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะ (งวด) มีจำนวนแน่นอนและมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง บัญญัติ ถ้าไม่มีกำหนดระยะเวลาจ่ายเป็นระยะ (งวด) ที่แน่นอน และมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/33 (4) คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามที่กำหนดในมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขณะเป็นผู้เยาว์ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปขณะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิ่งจะมาเป็นพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งคนงานทั่วไป สังกัดสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเย็นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รวมระยะเวลาปฏิบัติงาน 7 เดือน 11 วัน อัตราเงินเดือน 6,400 บาท บ่งชี้ว่าระหว่างที่นาย พ. เป็นผู้เยาว์นั้นจำเลยที่ 1 มีรายได้ไม่มากนักและปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีรายได้มากมายทั้งได้ความว่ามีบุตร 1 คน กับจำเลยที่ 2 ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังต้องอาศัยรายได้ของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษารวมเป็นเงิน 320,000 บาท กับต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนางสาว ก. ตามคำพิพากษาเป็นเงินอีก 180,000 บาท ประกอบกับปัจจุบันนาย พ. อายุ 19 ปีเศษ ประกอบอาชีพแล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ให้ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกค่าขึ้นศาลในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. เป็นเงินค่าขึ้นศาล 5,760 บาท ชอบหรือไม่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 13 กันยายน 2560 จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23022 ซึ่งเป็นมรดกของนาง น. อันจะตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรก่อนศาลฎีกาพิพากษาฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2559 นั้น เห็นว่า ที่ดินตามคำร้องยังมีชื่อนาง น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบุตรของนาง น. อันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมก็ตาม แต่ทายาทอาจเสียสิทธิในการรับมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 บัญญัติว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม มาตรา 254 (1) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินของตนให้พ้นจากอำนาจศาล แต่ตามคำร้องของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยที่ 1 จะทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเท่านั้น ทั้งศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว หากศาลฎีกาจะส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องก่อน ก็จะทำให้คดีนี้ล่าช้า จึงให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่โจทก์รวม 15,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4) ม. 1564 วรรคหนึ่ง ม. 1598/40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นางสาวอร ชวลิตนิธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา