คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2562
#674857
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ด้วย ภายใต้บังคับมาตรา 84 คนต่างด้าวดังกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย... ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" และมาตรา 94 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้โจทก์ร่วมเป็นคนต่างด้าว แต่บทบัญญัติมาตรา 86 แห่ง ป.ที่ดินมิได้ห้ามเด็ดขาดกรณีคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิที่จะจำหน่ายที่ดินต่อไปภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 คนต่างด้าวจึงมีความสามารถในการทำสัญญาเพื่อซื้อที่ดินได้ ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำกับ ก. เพื่อซื้อที่ดินจึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย โจทก์ร่วมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับ ก. ในราคา 9,000,000 บาท ชำระเงินมัดจำ 1,000,000 บาท โจทก์ร่วมในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่ ก. การที่โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่แก่ ก. จำเลยได้รับมอบเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลยไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระให้แก่ผู้ขาย แต่จำเลยเบียดบังเอาเงินนั้นไว้เป็นของตนเองโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง อันถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลย เพื่อให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแก่ ก. แต่จำเลยไม่นำเงินไปชำระ และไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยครอบครองเงินของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกและต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 8,000,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ป. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 8,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติฝรั่งเศส ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 95659 จากนางกรรณิการ์ ในราคา 9,000,000 บาท ชำระเงินมัดจำ 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 8,000,000 บาท ตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีข้อตกลงโอนที่ดินภายใน 14 วัน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ ที่ปรึกษากฎหมายแนะนำให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแทน แล้วให้โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยอีกทอดหนึ่ง โจทก์ร่วมจึงตกลงให้จำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนโจทก์ร่วมรวมทั้งดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างอาคารในที่ดิน โดยโจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากจำเลยเป็นระยะเวลา 30 ปี และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 9,000,000 บาท ให้ไว้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งรวมเงินมัดจำค่าที่ดิน 1,000,000 บาท ด้วย เจ้าพนักงานออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้ในนามจำเลยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2558 โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย เพื่อให้จำเลยนำไปชำระราคาที่ดินแก่นางกรรณิการ์และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยไม่นำเงินไปชำระค่าที่ดิน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอก ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ด้วย ภายใต้บังคับมาตรา 84 คนต่างด้าวดังกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย... ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" และมาตรา 94 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้โจทก์ร่วมเป็นคนต่างด้าว แต่บทบัญญัติมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามเด็ดขาดกรณีคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิที่จะจำหน่ายที่ดินต่อไปภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 คนต่างด้าวจึงมีความสามารถในการทำสัญญาเพื่อซื้อที่ดินได้ ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำกับนางกรรณิการ์เพื่อซื้อที่ดินจึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย โจทก์ร่วมในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่นางกรรณิการ์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา การที่โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่แก่นางกรรณิการ์ โดยโจทก์ระบุในคำฟ้องถึงการกระทำผิดของจำเลยว่า จำเลยได้รับมอบเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครองของจำเลย แล้วจำเลยไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระให้แก่ผู้ขาย แต่จำเลยเบียดบังเอาเงินนั้นไว้เป็นของตนเองโดยทุจริต และขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง อันถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) การดำเนินคดีอาญานั้นมีจุดประสงค์ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อโต้ตอบต่อการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และมุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของมนุษย์และสังคมส่วนรวม แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยังมิได้ขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงตามนัยมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการกับโจทก์ร่วมเป็นอีกกรณีหนึ่ง หาได้มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมมาเบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนางกรรณิการ์ในราคา 9,000,000 บาท โจทก์ร่วมชำระเงินมัดจำในวันดังกล่าว 1,000,000 บาท ค่าที่ดินส่วนที่เหลือจะชำระภายหลังที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารในที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ภายหลังได้รับใบอนุญาตโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโลตัสราไวย์ ของโจทก์ร่วม จำนวน 8,000,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลย เพื่อให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแก่นางกรรณิการ์ แต่จำเลยไม่นำเงินไปชำระตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ร่วม และไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงนี้เพียงแต่นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยตกลงกับโจทก์ร่วมว่าจะไปดำเนินการซื้อที่ดินแทนโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมจะจ่ายค่าตอบแทนให้ 500,000 บาท หากจำเลยรับโอนที่ดินแทนและได้รับใบอนุญาตก่อสร้างบ้านพักอาศัยจะเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็นหลักล้านบาท ภายหลังจำเลยเกิดความไม่สบายใจจึงคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนเป็นเงิน 7,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 500,000 บาท จะทยอยคืน มีเพียงตัวจำเลยที่เบิกความลอย ๆ ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งขัดต่อเหตุผล พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยครอบครองเงินของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก และต้องคืนเงิน 8,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94 ม. 96 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาววัชรา จันทวะโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2562
#635878
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่า โจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปี ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์ในสถานที่ที่จำเลยทั้งสองจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองไปรับรถยนต์พิพาทคืนแล้ว และยังฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง

แม้การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปจอดไว้ที่ศูนย์บริการของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้เป็นรายวัน สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เกิน 1 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนไปจึงย่อมขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันนำรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ภร 4924 กรุงเทพมหานคร คืนไปจากโจทก์ และชำระเงิน 920,000 บาท กับชำระเงินอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรับรถยนต์คืนไปจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปรับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ภร 4924 กรุงเทพมหานคร คืนไปจากโจทก์ และชำระเงินแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรับรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 250,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซ่อมแซมและตรวจสอบเครื่องยนต์รถยนต์ทุกชนิด จำหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์รถยนต์ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนายสุชิน เป็นกรรมการ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ภร 4924 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของโจทก์ซึ่งเป็นการซ่อมแซมตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยังว่าจ้างให้โจทก์ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกด้วย ปรากฏตามใบแจ้งความเสียหาย ใบเสนอราคาประกันภัย/ลูกค้า และใบแจ้งซ่อม และรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2556 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปที่ศูนย์บริการของโจทก์เพื่อซ่อมแซมกระจกบังลมหน้า ฟิลม์ และคิ้วกระจกบังลม ตามที่จำเลยทั้งสองได้แจ้งความเสียหายไว้กับบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปซ่อมที่ศูนย์บริการของโจทก์และรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2556 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปที่ศูนย์บริการของโจทก์เพื่อให้โจทก์ทำการซ่อมแซมอีกครั้งโดยซ่อมแซมกระจกบังลมหน้า ฟิล์ม และคิ้วกระจกบังลมหลัง ตามใบแจ้งซ่อมของบริษัทผู้รับประกันภัย ซึ่งโจทก์ดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จและบริษัทผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมให้แก่โจทก์แล้ว สำหรับการซ่อมระบบเบรก จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ซ่อมในขณะที่รถยนต์พิพาทอยู่ในครอบครองของโจทก์เพื่อซ่อมแซมตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว เมื่อพนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่าผ้าเบรกใกล้หมดทำให้เกิดเสียงดัง และจานเบรกต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ซึ่งจำเลยที่ 2 รับทราบและให้ซ่อมได้ แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ลงชื่อในใบสั่งซ่อมตามที่โจทก์ฎีกา แต่สัญญาจ้างทำของ กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างทำของ โดยโจทก์เป็นผู้รับจ้าง ส่วนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้าง กรณีจึงต้องบังคับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 7 ว่าด้วยจ้างทำของ ซึ่งตามบทบัญญัติในลักษณะ 7 ดังกล่าว มาตรา 593 บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้างในการที่จะบอกเลิกสัญญาแก่ผู้รับจ้างได้ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญา หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่ทำการซ่อมรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในเวลาอันสมควร เป็นการผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองก็ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วนำรถยนต์พิพาทกลับคืนมา ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าเกิดจากการผิดสัญญาของโจทก์หรือเกิดจากการกระทำละเมิดของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์อีกส่วนหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่า โจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์ในสถานที่ที่จำเลยทั้งสองจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าการที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้การที่โจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกของรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง อาจเป็นการผิดสัญญาจ้างทำของรวมทั้งอาจเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสองตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างก็ตาม จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิเพียงเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ หามีสิทธิใดๆ ที่จะจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ที่ศูนย์บริการของโจทก์เป็นเวลานานเกินสมควรไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองไปรับรถยนต์พิพาทคืนแล้ว และยังฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้งมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าจอดรถวันละ 1,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นมา จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองเป็นรายวัน ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์พิพาทไปจอดไว้ที่ศูนย์บริการของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้เป็นรายวันดังกล่าว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เกิน 1 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนไปจึงย่อมขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจึงชอบแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ 500 บาท นั้น เห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ทำละเมิด ดังนั้น เมื่อตามข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำรถยนต์พิพาทไปจอดไว้ที่ศูนย์บริการของโจทก์ และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์พิพาทคืนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

เมื่อได้วินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้งนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปรับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ภร 4924 กรุงเทพมหานคร คืนไปจากโจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรับรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 593
ป.วิ.พ. ม. 5 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกร โมไนยากูล
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ แสงชมภู
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วราภรณ์ สหัสโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2562
#634001
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดอายุความฟ้องร้องที่กำหนดให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิอ้างอายุความคงจำกัดเพียงเฉพาะแต่บุคคลที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทได้

แม้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเองและโอนขายต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นเป็นการโอนไปหรือจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 380,000 บาท และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรม การขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 และ 27689 โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลในส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ความว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทองหลาง ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ผู้ตายมีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 26932, 27688 และ 27689 ที่ดินมรดกทั้งสามแปลงดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนมรดกให้แก่ตนเอง ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27688 และ 27689 ตามลำดับ แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 26932 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากแก่นางรดา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 27689 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นและจดทะเบียนโอนขายตามคำสั่งศาลแก่นายมงคล ผู้ซื้อโดยติดจำนอง ซึ่งต่อมานายมงคลได้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ไปแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดอายุความฟ้องร้องที่กำหนดให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิอ้างอายุความคงจำกัดเพียงเฉพาะแต่บุคคลที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่ทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า นายทองหลาง ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของนายทองหลางผู้ตายจึงตกเป็นของทายาทโดยธรรมคือโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรคนละเท่า ๆ กัน และแม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27688 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนขายต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นคือโจทก์ทั้งสองด้วย เป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาทของนายทองหลางและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 380,000 บาท และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 รับโอนโดยมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายธวัชชัย สุกรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2562
#637789
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสามแปลง แต่ที่จำเลยทั้งสองคัดค้านมิให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดก ทำให้ไม่มีผู้มีหน้าที่ทำการแบ่งปันที่พิพาทดังกล่าว นอกจากนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ยังให้สิทธิแก่ทายาทที่เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ ทั้งจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่ามีที่ดินเพียงสองแปลงที่เป็นที่ดินมรดก ส่วนที่ดินอีกแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์มรดก ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินรวมสามแปลงเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดก การแบ่งปันมรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินแปลงเดียวแก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนเป็นการไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของในที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 คนละหนึ่งส่วนเท่ากัน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันและให้จำเลยทั้งสองไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าทายาททุกคนได้ตกลงแบ่งที่ดินพิพาทและที่ดินมรดกกันแล้ว กรณีเป็นเรื่องทายาททุกคนครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกัน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทได้แม้จะล่วงอายุความมรดก เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเฉ่ง บิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเฉ่งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8155 และโฉนดเลขที่ 10986 ย่อมตกทอดแก่โจทก์และจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมคนละส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อโฉนดที่ดินเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 มีชื่อนายเฉ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่และสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองต้องไปลงชื่อในทะเบียนโฉนดที่ดินมรดกทั้งสามแปลง ให้ยกคำขอส่วนนี้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 8137 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่อาจแบ่งปันที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ได้ ให้นำที่ดินมรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปแบ่งปันให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเฉ่ง กับนางเพียร นายเฉ่งถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 นายเฉ่งถึงแก่ความตายโดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 เป็นทรัพย์มรดกโดยนายเฉ่งมิได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใด โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเฉ่ง แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 35/2559 ของศาลชั้นต้นที่ดินพิพาททั้งสามแปลงยังมีชื่อนายเฉ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกแต่ประการใด

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่งหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสามแปลง แต่จำเลยที่ 2 คัดค้านโดยอ้างเหตุผลประการหนึ่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยนายเฉ่งยกให้และจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในคดีดังกล่าวยืนยันว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 มิใช่ทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง ส่วนที่ดินพิพาทอีก 2 แปลงแม้จะยอมรับว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านมิให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเฉ่งเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ทั้งมิได้ดำเนินการขอให้จำเลยคนหนึ่งคนใดเป็นผู้จัดการมรดกทำให้ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำการแบ่งปันทรัพย์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในคดีก่อนและจำเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะรับหรือไม่รับทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะไม่ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเฉ่งกับโจทก์ นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ยังให้สิทธิแก่ทายาทที่เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสามแปลงของนายเฉ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 มิใช่ทรัพย์มรดกเท่ากับไม่ยอมแบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องส่วนที่ที่ดินทั้งสามแปลงยังมีชื่อนายเฉ่งถือกรรมสิทธิ์อยู่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อไป มิใช่เหตุขัดขวางการใช้สิทธิขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ดี โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินรวมสามแปลงเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง การแบ่งปันทรัพย์มรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันเฉพาะที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 8137 แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนเท่านั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 แก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายเอาเงินมาแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามส่วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1745
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายสรรเสริญ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696 -ที่ 2697/2562
#636637
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ..." และมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้" เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/1 และมาตรา 86/2 แล้วจะต้องเป็นการออกใบกำกับภาษีที่ได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการจริง โดยเป็นการออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่เป็นคู่สัญญาเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "มิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้" ตามมาตรา 86/13 จึงไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/1 ซึ่งถูกห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น หากหมายความรวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีที่ไม่มีการขายสินค้ากันจริงด้วย ทั้งตามมาตรา 88/2 วรรคสอง ก็บัญญัติด้วยว่า "ในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (6) ให้ถือว่าผู้ประกอบการซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 แต่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ใบกำกับภาษีที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่สายลับจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 90/4 (3)

เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ก็มิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โดยมิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ไม่จำต้องยกฟ้อง

กรณีของจำเลยที่ 5 เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นตัวการ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้จึงแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1824/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนนี้ว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1824/2560 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77, 77/1, 77/2, 78, 86/13, 90/4 (3) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และสั่งริบใบกำกับภาษีของบริษัทเอสพีเอส เทคโนโลยี แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 42 ฉบับ และโทรศัพท์เคลื่อนที่สีดำ 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2, 78, 86/13, 90/4 (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นกับฐานมีเครื่องกระสุนปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง จำเลยที่ 2 รวม 5 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 4 กระทง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น และคำรับกับทางนำสืบฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 6 เดือน 60 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 12 เดือน 60 วัน จำเลยที่ 2 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวม 5 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 40 เดือน จำเลยที่ 5 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ รวม 4 กระทง จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 24 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ริบใบกำกับภาษีรวม 42 ฉบับ และโทรศัพท์เคลื่อนที่สีดำ 1 เครื่อง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 9 เดือน 60 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 พันตำรวจโทกิตติพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มบุคคลร่วมกันออกใบกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก เพราะไม่มีการซื้อขายสินค้าตามรายการที่ระบุในใบกำกับภาษี แต่เป็นการออกใบกำกับภาษีตามรายการและมูลค่าสินค้าที่ต้องการ มีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมภาษีท้องถิ่นแล้วร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้า แล้วขายใบกำกับภาษีในอัตราภาษีต่ำกว่าร้อยละ 7 ให้แก่ผู้ที่ต้องการนำใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำไปหักจากยอดภาษีขายของตน เจ้าพนักงานตำรวจจึงสืบสวนและวางแผนจับกุม ระหว่างเดือนเมษายน 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีการขายสินค้ากันจริงหลายครั้ง จากกลุ่มบุคคลตามที่ได้ข้อมูลพบว่า ใบกำกับภาษีที่ล่อซื้อมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษี 3 ราย คือ จำเลยที่ 3 บริษัทเอสพีเอส เทคโนโลยี แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัทเวิลด์ เซ็นเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรนำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ และในวันเดียวกันได้นัดหมายให้ผู้ขาย 2 ราย ส่งมอบใบกำกับภาษีที่ติดต่อล่อซื้อไว้ให้แก่สายลับ จำเลยที่ 1 นัดหมายให้สายลับมารับใบกำกับภาษีที่ร้านของจำเลยที่ 1 เลขที่ 111/390 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่สายลับ และนัดหมายผู้ขายอีกหนึ่งรายให้ส่งมอบใบกำกับภาษาที่สถานีบริการก๊าซแอลพีจี ถนนเจ้าพระยา ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีนายชัชวาล ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนำใบกำกับภาษีมาส่งมอบให้แก่สายลับ ในวันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ หลังจากนั้นจึงจับกุมจำเลยอื่นและฟ้องเป็นคดีทั้งสองสำนวนนี้ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ..." และมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้" เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/1 และมาตรา 86/2 แล้วจะต้องเป็นการออกใบกำกับภาษีที่ได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการจริง โดยเป็นการออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่เป็นคู่สัญญาเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "มิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้" ตามมาตรา 86/13 จึงไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/1 ซึ่งถูกห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากหมายความรวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีที่ไม่มีการขายสินค้ากันจริงด้วย ทั้งตามมาตรา 88/2 วรรคสอง ก็บัญญัติด้วยว่า "ในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (6) ให้ถือว่าผู้ประกอบการซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 แต่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ใบกำกับภาษีที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่สายลับจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 90/4 (3) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายใบกำกับภาษีจึงเป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการ จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นตัวการหรือเป็นผู้ออกหรือร่วมกันออกใบกำกับภาษี เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้องในสาระสำคัญ และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ก็มิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โดยมิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ไม่จำต้องยกฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้การติดต่อสั่งซื้อใบกำกับภาษีทางโทรศัพท์จะไม่สามารถยืนยันได้ว่า ผู้ที่สายลับติดต่อจะใช่จำเลยที่ 5 หรือไม่ และสายลับไม่ได้มาเบิกความยืนยันว่าสั่งซื้อใบกำกับภาษีจากจำเลยที่ 5 ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าบัญชีเงินฝากที่พันตำรวจโทกิตติพงษ์โอนเงินไปชำระค่าใบกำกับภาษีเป็นชื่อบัญชีของจำเลยที่ 5 และหมายเลขโทรศัพท์และโทรสารที่สายลับใช้ติดต่อกับจำเลยที่ 5 ก็เป็นหมายเลขเดียวกันกับที่จำเลยที่ 5 ให้ไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้หมายเลขโทรสารที่จำเลยที่ 1 ให้สายลับใช้ส่งรายการในใบกำกับภาษีเป็นหมายเลขเดียวกับที่สายลับติดต่อกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ให้ไว้กับธนาคารอีกเช่นกัน สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า หากลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี จำเลยที่ 1 จะติดต่อกับจำเลยที่ 5 โดยตรง ลูกค้าต้องแจ้งชื่อ รายการที่ต้องการระบุในใบกำกับภาษีว่าเป็นผู้ซื้อสินค้าเพื่อให้จำเลยที่ 5 ตรวจสอบว่าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ส่วนใหญ่จำเลยที่ 5 จะให้คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นผู้ส่งใบกำกับภาษีมาให้ มีบางครั้งจำเลยที่ 5 หรือสามีของจำเลยที่ 5 เป็นผู้มาส่งด้วยตนเอง ก่อนที่จำเลยที่ 5 จะให้รถจักรยานยนต์รับจ้างมาส่งจะโทรศัพท์มาบอกว่าให้นายชัชวาลเป็นคนมาส่ง และนายชัชวาลจะเป็นผู้มาส่งใบกำกับภาษีให้เป็นประจำและตกลงให้ชำระเงินค่าใบกำกับภาษีไปยังบัญชีของจำเลยที่ 5 ชื่อบัญชีนางปิ่นอนงค์ บางครั้งฝากให้นายชัชวาลไป ประกอบกับนายชัชวาลให้การในชั้นสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 5 ให้ไปรับใบกำกับภาษีจากชายไทยไม่ทราบชื่อ แล้วนำไปส่งให้แก่หญิงไทยอายุประมาณ 40 ปี นายชัชวาลได้รับเงินมา 65,000 บาท ก่อนหน้านี้เคยนำใบกำกับภาษีไปส่งให้ลูกค้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 5 เช่นเดียวกับที่นางสาววลัยพร ให้การในชั้นสอบสวนว่ารายชื่อเซลล์ที่ซื้อขายใบกำกับภาษีจากข้าพเจ้า คือ คุณน้ำ หมายเลขโทรศัพท์ 08 6779 xxxx แม้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน และคำให้การในชั้นสอบสวนของนายชัชวาลกับนางสาววลัยพรเป็นพยานบอกเล่า ตามที่จำเลยที่ 5 ฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า พยานซัดทอด เสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการรับว่า นำใบกำกับภาษีมาขายให้แก่ลูกค้าเช่นกันจึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 5 แต่เพียงลำพังเท่านั้น หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนสั่งซื้อใบกำกับภาษี ส่วนคำให้การชั้นสอบสวนของนายชัชวาลและนางสาววลัยพรได้ให้การทันทีในวันที่ถูกจับกุม สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ นับเป็นพยานหลักฐานที่สามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น ที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 มิได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุหรือที่มีการตรวจค้นจับกุม โทรศัพท์หมายเลข 08 6779 xxxx จดทะเบียนในชื่อนายมงคล มิใช่ของจำเลยที่ 5 หมายเลขโทรสารเป็นของร้านทรัพย์เพิ่มพูนค้าวัสดุก่อสร้าง นั้น เห็นว่า การติดต่อสั่งซื้อเป็นการติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่จำเป็นที่จำเลยที่ 5 ต้องอยู่ในขณะเกิดเหตุ หากหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขโทรสารดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 5 แล้ว ไม่ปรากฏว่าเหตุใดจำเลยที่ 5 จึงให้ไว้กับธนาคารในการติดต่อ ทั้งที่บัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 5 ทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นบัญชีของร้านทรัพย์เพิ่มพูนค้าวัสดุก่อสร้างแต่อย่างใด ประกอบกับนายมงคลเป็นสามีของจำเลยที่ 5 ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 5 เป็นอย่างมาก ทั้งบัญชีผู้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สายลับติดต่อสั่งซื้อใบกำกับภาษีกับจำเลยที่ 5 ก็ปรากฏว่าเป็นบัญชีของนายมงคลอีกเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขายใบกำกับภาษีโดยขายให้แก่สายลับ 2 ครั้ง และจากการที่จำเลยที่ 1 ส่งรายการข้อมูลทางโทรสารมาให้จำเลยที่ 5 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ขายใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 อีก 2 ครั้งด้วย รวม 4 กระทง กรณีของจำเลยที่ 5 เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตามมาตรา 86/13 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 5 เป็นตัวการ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้จึงแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 86 วรรคหนึ่ง ม. 86/13 ม. 88/2 วรรคสอง ม. 90/4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางทิวา ชีวินไกรสอน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
อธิป จิตต์สำเริง
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2562
#634574
เปิดฉบับเต็ม

การปิดหมาย เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งต้องปิดหมายไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย การที่ผู้ส่งหมายเพียงแต่วางหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณชั้นล่างของอาคารที่จำเลยมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 5 จึงไม่ชอบ กระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและภายหลังแต่นั้นมาย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,283,660 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,222,253 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,283,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,222,253 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ได้ความตามทางไต่สวนและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า การส่งหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในการส่งหมายด้วยวิธีปิดหมาย เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายจะต้องจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ด้วยการปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายเพียงแต่วางหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณชั้นล่างของอาคารที่จำเลยมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 5 ซึ่งเมื่อการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบดังกล่าว ต้องถือว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยและภายหลังแต่นั้นมาย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาส่งหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 79 วรรคหนึ่ง ม. 199 จัตวา ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเฉลิมชัย หิรัญญะสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2562
#636355
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยอ้างว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนนั้น จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา 57 (3) (ก) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (3) (ก) แล้ว จำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าจำเลยร่วมได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งโจทก์และจำเลยร่วมมาในฉบับเดียวกัน จึงต้องแยกพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวโต้แย้งสิทธิของโจทก์เดิมหรือจำเลยร่วม เมื่อคำร้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีคำขอให้บังคับจำเลยร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงถือคำขอบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้เป็นคำฟ้องเริ่มต้นคดีที่บังคับเอาแก่จำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนซึ่งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) และ 58 แล้ว มิใช่คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ขอบังคับแก่โจทก์เดิมที่จะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมตามมาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19632 ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวและเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนกลับเป็นชื่อโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลายหรือไม่สามารถส่งมอบคืนได้ ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมที่ดินเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และโจทก์ถึงแก่ความตาย นายบารฮิม บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากสารบบความ

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งโจทก์และจำเลยร่วมขอให้บังคับให้โจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,675,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19632 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางทิม ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกเว้นในส่วนของค่าขึ้นศาลไม่ต้องใช้แทน กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,675,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและระยะเวลาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่จำเลยที่ 1 กำหนดค่าทนายความใช้แทนในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้น 7,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 19632 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 มีคนร้ายแอบอ้างเป็นโจทก์นำโฉนดที่ดินที่ลักไปจากโจทก์ก่อนหน้านี้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,675,000 บาท โดยคนร้ายแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านปลอมที่ปรากฏชื่อโจทก์ตรงกับโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ 1 ผู้รับจำนองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดกรมที่ดินจำเลยร่วมและมีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลงเชื่อว่าคนร้ายเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงรับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงมอบเงินและแคชเชียร์เช็คตามจำนวนเงินกู้แก่คนร้าย 3,675,000 บาท วันเดียวกันคนร้ายยังแอบอ้างชื่อโจทก์และใช้บัตรประจำตัวปลอมไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี - ปากท่อ นำแคชเชียร์เช็คที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปขึ้นเงิน ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์และบุตรไปสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรจึงทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วและโฉนดที่ดินที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นโฉนดปลอม เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งจำเลยที่ 1 และตรวจสอบสารบบที่ดินพิพาทแต่ไม่พบเอกสารต่าง ๆ ในสารบบที่ดินดังกล่าวและมีการแจ้งความเอกสารสูญหายไว้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเพื่อบังคับจำนองชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,675,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.1451/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นายมาโนช และนายวุฒิศักดิ์ เป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิ กับใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3507/2550 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวมิได้กระทำโดยจงใจเพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมมีว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามทางพิจารณาได้ความว่า สารบบโฉนดที่ดินพิพาทเพิ่งสูญหายไปภายหลังจากมีการจดทะเบียนจำนองวันที่ 4 ตุลาคม 2544 โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ในขณะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท สารบบโฉนดที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานจำเลยร่วมว่า จำเลยที่ 2 ตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของนางทิม ผู้จำนองแล้วเห็นว่าเป็นบุคคลเดียวกับภาพในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนในสารบบโฉนดที่ดินพิพาทนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า หญิงคนร้ายเคยแอบอ้างเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินมาแล้วครั้งหนึ่งจึงปรากฏสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอมของคนร้าย ในสารบบโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งคนร้ายอาจเคยอ้างชื่อโจทก์ในการขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ที่ปรากฏชื่อโจทก์ในการขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินและเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินให้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2544 ซึ่งอาจเป็นหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่นายมาโนชนำไปแสดงต่อจำเลยที่ 1 เพื่อขอกู้เงินในเดือนกันยายน 2544 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปรากฏสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอมของคนร้ายอยู่ในสารบบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่โจทก์จะเดินไม่ได้ในปี 2540 ปรากฏว่าวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 โจทก์เคยขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาท ดังนั้น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ที่แท้จริง ซึ่งออกให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 และมีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ตรงกับของโจทก์จะต้องปรากฏอยู่ในสารบบโฉนดที่ดินพิพาทแล้วตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2538 ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบสารบบโฉนดที่ดินพิพาทโดยละเอียดแล้วก็จะพบว่าคนร้ายที่เป็นหญิงแอบอ้างเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีบัตรประจำตัวประชาชนปลอมเช่นเดียวกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมีใบหน้าไม่ตรงกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ ซึ่งอยู่ในสารบบโฉนดที่ดินมาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2538 แล้ว เช่นนี้ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังในการตรวจสอบสารบบโฉนดที่ดินพิพาทจนเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถแอบอ้างเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 1 แต่เมื่อความเสียหายของจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงินกู้ 3,675,000 บาท เกิดมาจากการกระทำโดยทุจริตของคนร้ายกับพวกที่ร่วมกันหลอกลวงทำทีเป็นขอกู้เงินโดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำโดยเจตนาทุจริตของคนร้ายกับพวกที่จะต้องรับผิดเต็มตามจำนวนความเสียหายดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้กระทำโดยเจตนาทุจริตร่วมกับคนร้ายด้วย จึงไม่จำต้องรับผิดเต็มตามจำนวนความเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดเพียงการกระทำโดยประมาทในการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ประกอบกับวินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นฝ่ายก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย จึงเห็นควรให้จำเลยร่วมรับผิดในการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนวน 500,000 บาท ตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 และ 224 วรรคหนึ่ง โดยถือว่าจำเลยร่วมผิดนัดนับแต่เวลาที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำละเมิดคือวันที่จดทะเบียนจำนองในวันที่ 4 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมและชอบที่จะฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีต่างหาก จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายโดยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 และ 178 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าการกระทำของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ฟ้องแย้งนั้นจะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยอ้างว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนนั้น ให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา 57 (3) (ก) นี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (3) (ก) แล้ว จำเลยร่วมจึงมีฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สามและมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าจำเลยร่วมได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งโจทก์และจำเลยร่วมมาในฉบับเดียวกัน จึงต้องแยกพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวโต้แย้งสิทธิของคู่ความฝ่ายใด โจทก์เดิมหรือจำเลยร่วม เมื่อคำร้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีคำขอให้บังคับจำเลยร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,675,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงถือคำขอบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้เป็นคำฟ้องเริ่มต้นคดีที่บังคับเอาแก่จำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) และ 58 แล้ว มิใช่คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ขอบังคับแก่โจทก์เดิมที่จะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม ตามมาตรา 177 วรรคสาม ฎีกาจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 57 (ก) ม. 58 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ท.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
จำเลยร่วม — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวนฤภร จันทรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2619/2562
#644825
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแจ้งความและให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำโจทก์ร่วม เป็นค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยผู้กระทำละเมิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กชาย ธ. ผู้เสียหาย โดยนางสาว ด. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 387,290.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 32 ปี คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยชำระเงิน 387,290.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำคุกจำเลยกระทงละ 7 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี 32 เดือน และให้ตัดข้อความว่า “คำขออื่นให้ยก” ออกจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาทั้งในคดีส่วนอาญาและส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของนาย ส. และนางสาว ด. ขณะเกิดเหตุมีอายุ 5 ปีเศษ เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2557 นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมไปสมัครเรียนเปียโนกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมเรียนเปียโนกับจำเลยในช่วงบ่ายของวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ซึ่งนาย ส. และนางสาว ด. จะเป็นผู้ไปส่งและรับโจทก์ร่วมกลับบ้าน ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบรอยแดงและบวมบริเวณอวัยวะเพศภายนอกและรอยแดงบริเวณปากรูทวารหนักทางด้านหน้าของโจทก์ร่วม จากนั้นในวันที่ 3 มิถุนายน 2559 นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นเด็กมีอายุเพียง 5 ปีเศษ ยังไม่รู้ประสีประสาเรื่องทางเพศ หากเรื่องราวตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมมิได้เกิดขึ้นจริง ก็ยากที่โจทก์ร่วมจะปั้นแต่งขึ้นปรักปรำจำเลยได้ถึงเพียงนั้น ทั้งโจทก์ร่วมเรียนเปียโนกับจำเลยมาตั้งแต่ยังเล็ก โจทก์ร่วมย่อมต้องนับถือจำเลยในฐานะเป็นครูสอนดนตรีคนหนึ่ง การที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำชำเราจึงนับว่าเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและน่าอดสูยิ่งนัก ฉะนั้นหากโจทก์ร่วมมิได้ถูกนางสาว ด. มารดาของโจทก์ร่วมคาดคั้นเอาความจริง โจทก์ร่วมย่อมไม่อาจเสแสร้งเอาความเท็จมาแกล้งกล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นครูสอนดนตรีที่โจทก์ร่วมเคารพนับถือและเป็นที่เสื่อมเสียแก่ตัวโจทก์ร่วมเองและวงศ์ตระกูล ทั้งได้ความจากนางสาว ด. มารดาของโจทก์ร่วมว่า ตั้งแต่โจทก์ร่วมเรียนเปียโนกับจำเลย โจทก์ร่วมไม่เคยเล่าให้พยานฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา จนกระทั่งในวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 โจทก์ร่วมเล่าให้พยานฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเราอย่างรุนแรง พยานจึงขอดูอวัยวะเพศโจทก์ร่วมพบว่ามีอวัยวะเพศบวมแดง พยานจึงพาโจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาว ว. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมว่า ได้ตรวจอวัยวะเพศและทวารหนักของโจทก์ร่วมแล้ว พบว่ามีรอยแดงและบวมที่อวัยวะเพศภายนอก และพบรอยแดงที่ปากรูทวารหนักด้านหน้า อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น แม้โจทก์ร่วมมิได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บิดามารดาฟัง แต่ไม่เป็นข้อพิรุธ เพราะโจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยสั่งไว้ไม่ให้บอกใครโดยเฉพาะบิดามารดา โจทก์ร่วมจึงเชื่อฟังจำเลย และแม้โจทก์ร่วมจะเบิกความลักษณะยืนยันการกระทำผิดของจำเลยเพียงครั้งเดียว มิใช่ 4 ครั้งดังฟ้องก็ตาม แต่ในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความว่าความจริงแล้วโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำชำเรานับครั้งไม่ถ้วน แต่เท่าที่จำได้มีเพียง 4 ครั้ง เหตุที่จำได้เพราะจำเลยกระทำต่ออวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง และจำได้จากบทเพลงที่จำเลยสอนเปียโน โดยตอนที่จำเลยเริ่มสอนบทเพลงในแต่ละเพลง จำเลยจะเขียนวันที่ไว้ที่มุมด้านซ้ายของหนังสือดนตรี ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 4 ครั้ง จำเลยกระทำในขณะที่สอนเปียโนในห้องเรียน และการกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่คล้ายๆ กัน ลักษณะการเบิกความของโจทก์ร่วมเป็นการเบิกความที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่างการกระทำความผิดในครั้งแรกและครั้งหลังของจำเลย ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยละเอียดในครั้งแรก แล้วเบิกความถึงการกระทำความผิดในครั้งหลังต่อเนื่องไปในคราวเดียวกันว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมรวม 4 ครั้ง เมื่อฟังคำเบิกความของโจทก์ร่วมโดยรวมแล้ว ย่อมเข้าใจและรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยกระทำโดยใช้มือจับอวัยวะเพศโจทก์ร่วมชักขึ้นลงและใช้ปากอมอวัยวะเพศโจทก์ร่วมรวม 4 ครั้ง ข้ออ้างข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องและค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอมาซ้ำซ้อนและนำสืบไม่ชัดเจน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม นั้น เห็นว่า เมื่อคดีในส่วนอาญาข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คดีในส่วนแพ่งย่อมต้องฟังว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอมาเป็นค่าเสียหายทางร่างกาย 150,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจ 150,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลทางด้านร่างกายและจิตใจทั้งในปัจจุบันและอนาคต 63,290.24 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาล 4,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแจ้งความและให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำโจทก์ร่วมรวม 20,000 บาท ตามที่โจทก์ร่วมขอมา นั้น ถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยและมิใช่เป็นค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกันหรือนำสืบไม่ชัดเจนดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมตามที่ขอมานั้น นับว่าเหมาะสมและถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนแพ่งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2562
#638479
เปิดฉบับเต็ม

แม้อนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศจะมีคำชี้ขาดในวันที่ 24 กันยายน 2555 ก็ตาม แต่เมื่อกรณียังสามารถอุทธรณ์คำชี้ขาด แก้ไขข้อผิดพลาดข้อผิดหลงเล็กน้อย หรือตีความอธิบายข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดในคำชี้ขาดโดยคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ และผู้คัดค้านเองก็เป็นฝ่ายอุทธรณ์คำชี้ขาดต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และมีหนังสือคัดค้านคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง จนคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำชี้ขาดฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ดังนั้น คำชี้ขาดวันที่ 24 กันยายน 2555 จึงยังไม่มีผลผูกพันเป็นยุติอันอาจมีคำร้องขอให้บังคับตามได้ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ แต่ต้องถือเอาตามคำชี้ขาดและคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมสองฉบับหลัง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ด้านเทคนิคแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 26 สิงหาคม 2559 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42

สำหรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทำนองว่า สัญญาขายฝ้ายดิบระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านใช้เงื่อนไข "invoice back" ในอันที่จะได้รับค่าสินค้าโดยไม่ต้องส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ถือเป็นข้อตกลงให้ผู้ซื้อต้องรับผิดมากกว่าที่กฎหมายกำหนดอันถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามกฎหมายไทย การตกลงให้ใช้กฎหมายอังกฤษและอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศจึงเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามกฎหมายไทย ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายอนุญาโตตุลาการและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแห่งสากลเนื่องจากอนุญาโตตุลาการขาดความอิสระและเป็นกลาง กระบวนการอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศเป็นกระบวนการที่ปราศจากการสืบพยานบุคคล จึงไม่มีการนำเรื่องความผิดปกติของราคาฝ้าย ที่เกิดจากการปั่นราคามาวินิจฉัย ทั้งเมื่อกระบวนการอนุญาโตตุลาการผิดพลาดโดยลงลายมือชื่อไม่ครบองค์คณะ ก็หาทางกลบเกลื่อนแก้ไขสิ่งที่ไม่ชอบให้กลับเป็นชอบ และการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการชั้นอุทธรณ์แต่งตั้งโดยประธานสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศโดยมิได้รับความยินยอมหรือความเห็นจากคู่พิพาทนั้น เห็นว่า เป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับข้อกำหนดกระบวนการอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศทำนองว่าไม่เป็นสากลและไม่เป็นกลาง กับโต้แย้งในเนื้อหาของสัญญาและดุลพินิจในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านกระทำผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ อันมิใช่การโต้แย้งกรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ นั้น ปรากฏว่าเงินดังกล่าวเป็นยอดรวมของเงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาด และเงินดอกเบี้ยของเงินส่วนต่างดังกล่าวตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ อันเป็นการพิพากษาโดยให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เนื่องจากมีการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมเป็นเงินต้นในการคำนวณดอกเบี้ยต้องห้าม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดวันที่ 28 สิงหาคม 2556 โดยให้ผู้คัดค้านออกใบเรียกเก็บเงินเรียกกลับให้แก่ผู้ร้องสำหรับ 1. สินค้าตามสัญญาเลขที่ BZ-FEK11-01N น้ำหนัก 400 ตัน หรือ 881,840 ปอนด์ ในราคา 110.50 เซนต์สหรัฐต่อปอนด์ 2. สินค้าตามสัญญาเลขที่ BZ-FEK11-02N น้ำหนัก 600 ตัน หรือ 1,322,760 ปอนด์ ในราคา 109.50 เซนต์สหรัฐต่อปอนด์ 3. สินค้าตามสัญญาเลขที่ BZ-FEK11-03N น้ำหนัก 400 ตัน หรือ 881,840 ปอนด์ ในราคา 110.50 เซนต์สหรัฐต่อปอนด์ และ 4. สินค้าตามสัญญาเลขที่ BZ-FEK11-04N น้ำหนัก 600 ตัน หรือ 1,322,760 ปอนด์ ในราคา 109.50 เซนต์สหรัฐต่อปอนด์ หากผู้คัดค้านไม่ออกใบเรียกเก็บเงินเรียกกลับดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาในการดำเนินการ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,451,041.19 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 จนกว่าจะชำระแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น และให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องได้ชำระไปจำนวน 11,489 ปอนด์สเตอร์ลิง โดยเพื่อประโยชน์ในการคำนวณทุนทรัพย์ ผู้ร้องขอถืออัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายให้แก่ลูกค้าตามข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 34.7821 บาท และ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เท่ากับ 46.2723 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ของคณะกรรมการอุทธรณ์เทคนิค ประกอบกับคำวินิจฉัยชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,451,041.19 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องชำระไปจำนวน 11,489 ปอนด์สเตอร์ลิง ให้แก่ผู้ร้อง ดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงินทั้งสองจำนวนคำนวณถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2559 อันเป็นวันฟ้อง มิให้เกิน 19,390,858.03 บาท หากผู้คัดค้านจะชำระหนี้ดังกล่าวด้วยเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า ประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสหราชอาณาจักรต่างเป็นรัฐภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ก ค.ศ.1958 ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อการนำเข้าส่งออก เป็นตัวแทนจำหน่าย ขายส่ง ผลิต แปรรูปผลิตภัณฑ์เส้นใย วัตถุดิบเส้นใย ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต ส่งออก และจำหน่ายสิ่งทอ เมื่อวันที่ 9 และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร้องทำสัญญาขายฝ้ายดิบให้แก่ผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้ร้องจัดหาฝ้ายดิบจากประเทศบราซิลให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 2,000 ตัน รวม 4 ฉบับ โดยระบุเงื่อนไขว่าอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ (The International Cotton Association หรือ ICA) เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร วันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทตามสัญญาทั้งสี่ฉบับดังกล่าวต่ออนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ วันที่ 24 กันยายน 2555 อนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านออกใบเรียกเก็บเงินเรียกกลับ (invoice back) ให้แก่ผู้ร้อง และให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระค่าส่วนต่างของราคาตามสัญญากับราคาตลาดพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการภายใน 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่าหลังจากอนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ (ICA) มีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 แล้ว ต่อมาผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำชี้ขาดดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ด้านเทคนิคแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ (TAC) โดยคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวมีคำชี้ขาดฉบับวันที่ 12 เมษายน 2556 และต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือถึงคณะกรรมการอุทธรณ์อ้างว่าคำชี้ขาดฉบับนี้ใช้บังคับไม่ได้ เป็นเหตุให้คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำชี้ขาดอีกฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 แต่ผู้คัดค้านก็มีหนังสือถึงสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศหยิบยกประเด็นไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม 2556 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้แก้ไขคำชี้ขาดฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 เฉพาะเรื่องดอกเบี้ยโดยให้ถือคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 เมื่อสัญญาขายฝ้ายดิบระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านระบุเงื่อนไขว่าอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ ซึ่งตามกฎเกณฑ์และการระงับข้อพิพาทแห่งอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศ ข้อ 311 เปิดโอกาสให้คู่พิพาทสามารถอุทธรณ์คำชี้ขาดต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ด้านเทคนิคแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศได้ และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการประเทศสหราชอาณาจักร ค.ศ.1996 มาตรา 57 ก็เปิดโอกาสให้คณะอนุญาโตตุลาการสามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดที่เกิดจากข้อผิดพลาดผิดหลงเล็กน้อยหรือตีความอธิบายข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดในคำชี้ขาดได้ ดังนั้น แม้อนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศจะมีคำชี้ขาดในวันที่ 24 กันยายน 2555 ก็ตาม แต่เมื่อกรณียังสามารถอุทธรณ์คำชี้ขาด แก้ไขข้อผิดพลาดข้อผิดหลงเล็กน้อย หรือตีความอธิบายข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดในคำชี้ขาดโดยคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ และผู้คัดค้านเองก็เป็นฝ่ายอุทธรณ์คำชี้ขาดต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และมีหนังสือคัดค้านคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง จนคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำชี้ขาดฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 คำชี้ขาดวันที่ 24 กันยายน 2555 จึงยังไม่มีผลผูกพันเป็นยุติอันอาจมีคำร้องขอให้บังคับตามได้ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ แต่ต้องถือเอาตามคำชี้ขาดและคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมสองฉบับหลัง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ด้านเทคนิคแห่งสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 26 สิงหาคม 2559 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ด้วยว่า คำชี้ขาดฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2556 และคำชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เนื่องจากคณะกรรมการอุทธรณ์ดำเนินการแก้ไขคำชี้ขาดฉบับวันที่ 12 เมษายน 2556 เกินกว่าระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดทั้ง 2 ฉบับ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการประเทศสหราชอาณาจักร ค.ศ.1996 มาตรา 57 และพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 39 นั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ผู้คัดค้านอ้างในคำคัดค้านแต่เพียงว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ซึ่งต้องนับจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชั้นต้นฉบับวันที่ 24 กันยายน 2555 และการยื่นอุทธรณ์คำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการยื่นของผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยผู้คัดค้านไม่ได้ยกเรื่องความเป็นโมฆะของคำชี้ขาดสองฉบับหลังขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำคัดค้านแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

สำหรับอุทธรณ์อื่นของผู้คัดค้านทำนองว่า สัญญาขายฝ้ายดิบระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านใช้เงื่อนไข "invoice back" ในอันที่จะได้รับค่าสินค้าโดยไม่ต้องส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ถือเป็นข้อตกลงให้ผู้ซื้อต้องรับผิดมากกว่าที่กฎหมายกำหนดอันถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามกฎหมายไทย การตกลงให้ใช้กฎหมายอังกฤษและอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศจึงเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามกฎหมายไทย ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายอนุญาโตตุลาการและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแห่งสากลเนื่องจากอนุญาโตตุลาการขาดความอิสระและเป็นกลาง กระบวนการอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศเป็นกระบวนการที่ปราศจากการสืบพยานบุคคล จึงไม่มีการนำเรื่องความผิดปกติของราคาฝ้าย ที่เกิดจากการปั่นราคามาวินิจฉัย ทั้งเมื่อกระบวนการอนุญาโตตุลาการผิดพลาดโดยลงลายมือชื่อไม่ครบองค์คณะ ก็หาทางกลบเกลื่อนแก้ไขสิ่งที่ไม่ชอบให้กลับเป็นชอบ และการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการชั้นอุทธรณ์แต่งตั้งโดยประธานสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศโดยมิได้รับความยินยอมหรือความเห็นจากคู่พิพาทนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 แต่เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้คัดค้านแล้ว ปรากฏว่าเป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับข้อกำหนดกระบวนการอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศทำนองว่าไม่เป็นสากลและไม่เป็นกลาง กับโต้แย้งในเนื้อหาของสัญญาและดุลพินิจในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านกระทำผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ อันมิใช่การโต้แย้งกรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม เฉพาะส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายระหว่างประเทศฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ของคณะกรรมการอุทธรณ์เทคนิคประกอบกับคำวินิจฉัยชี้ขาดฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ในส่วนที่เป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาที่ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยจากเงินต้นจำนวน 4,451,041.19 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นั้น เห็นว่า ปรากฏจากคำชี้ขาดในข้อ 13 ว่าเงินจำนวน 4,451,041.19 ดอลลาร์สหรัฐ นี้ เป็นยอดรวมของเงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาด และเงินดอกเบี้ยของเงินส่วนต่างดังกล่าวตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับโดยคำนวณในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันที่มีคำชี้ขาด ดังนั้น ส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาโดยให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เนื่องจากมีการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมเป็นเงินต้นในการคำนวณดอกเบี้ย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขาย ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,451,041.19 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.25 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 3,895,528.20 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ต.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
นพพร โพธิรังสิยากร
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2562
#635880
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ถ. และ อ. กับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน อ. กับผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อ. กับผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมของผู้ตายระบุให้ น. และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ ถ. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้อง โดยเห็นว่า อ. กับผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น และต่อมามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้ง ถ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน และแนบคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแทน แม้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ ก็เป็นเพียงเรื่องปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อน ตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางองุ่น ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ต่อมานายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องคดีนี้) ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้อง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายล้มป่วย แต่ผู้ร้องไม่เคยดูแลมารดา ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ก็ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงยื่นคำร้องคดีนี้ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้อื่นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นการที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องให้ตั้งผู้ร้องอีก จึงเป็นคำร้องซ้ำ หากมีข้อขัดข้องประการใด ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า พลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องในคดีนี้) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น กับนางสาวนวรัตน์ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2557 ต่างเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 กับนายเกษม ที่ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งตั้งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำสั่งว่าหากเป็นดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างก็ชอบที่ผู้คัดค้านทั้งสองจะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ได้มายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 อีกทั้งในคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน โดยได้แนบคำสั่งของศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีก่อนมาพร้อมกับคำร้องในคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแทน แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องได้มีการยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ในคำร้อง ก็เป็นเพียงเรื่องทางปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องต้องเสนอคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีเดิมตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (4) ม. 144
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2562
#630931
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยก็ชอบที่ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยฎีกาแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225

ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดคนละประเภทกันและยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ทั้งยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น การกระทำของจำเลยก็เป็นคนละกรรม ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน โจทก์ย่อมมีอำนาจแยกฟ้องจำเลยเป็นคนละคดีได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดเฉพาะกระทงความผิด ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานนี้แล้วไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ริบของกลาง กับขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1292/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1292/2560 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 คงลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงสถานเดียวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1292/2560 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยก็ชอบที่ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้มีฎีกาแต่ในปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 กับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เป็นความผิดคนละประเภทกันและยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนั้นแม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่นก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กรณีจึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันแล้วโจทก์นำการกระทำเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โจทก์ย่อมมีอำนาจแยกฟ้องเป็นคนละคดีได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1292/2560 ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานนี้ไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 194 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสัณห์พิชญ์ ลิขิตกายแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2562
#634005
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุด มีหน้าที่ต้องรับผิดร่วมกันออกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามส่วนตามมาตรา 4 และมาตรา 18 นับแต่วันที่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อปี 2535 จนถึงวันที่บริษัท ส. โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้บุคคลอื่น หากไม่แปลความดังว่า บริษัท ส. สามารถใช้ประโยชน์จากห้องชุดที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์อยู่โดยไม่ต้องรับผิดชอบชำระค่าส่วนกลาง ทั้ง ๆ ที่บริษัทก็ใช้ประโยชน์จากทรัพย์ส่วนกลางเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมอื่น ๆ จึงไม่เป็นธรรมแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุด ส. การแก้ไข พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ในปี 2551 เป็นการแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในส่วนที่เจ้าของโครงการหรือผู้จัดสรรถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไว้ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเช่นเดียวกัน มิได้บัญญัติเพิ่มหน้าที่ความรับผิดชอบหรือเพิ่งจะถือว่าผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารตามมาตรา 6 เป็นเจ้าของร่วมแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,858,134.95 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารผู้ก่อสร้างโครงการอาคารชุดสกายบีช คอนโดมิเนียม โดยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดชั้นล่างของอาคาร (ห้องช็อป) 21 ห้อง ซึ่งรวมทั้งห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องในคดีนี้จนถึงวันที่มีการโอนขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว นับแต่ปี 2535 โจทก์มีนายศักดิ์ชัย และนายเอกฤทธิ์ เป็นผู้จัดการมาก่อน จำเลยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จึงลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างที่จำเลยเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ จำเลยยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ด้วย จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องให้แก่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องตามฟ้อง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาในทำนองว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ยังไม่ได้ชำระค่าส่วนกลาง ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 การที่จำเลยอ้างว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ชำระค่าส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด มีหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระต่อโจทก์ การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ทำให้โจทก์และเจ้าของร่วมในอาคารชุดได้รับความเสียหายไม่ได้เงินค่าส่วนกลางจากบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เห็นว่า ในปัญหานี้ได้ความจากนายณรงค์ศักดิ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์และในฐานะอดีตกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ พลตำรวจตรีเติมศักดิ์ กรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์และอดีตประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์และรองศาสตราจารย์โกวิท อดีตประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์และกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า บริษัสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดสกายบีช คอนโดมิเนียม และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้อง ไม่เคยชำระค่าส่วนกลางตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด จนถึงวันที่จำเลยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เนื่องจากนายรังสรรค์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด และในฐานะประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ในสมัยแรกแจ้งที่ประชุมกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ยังไม่โอน ไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายยังไม่แน่นอนและต้องตีความกฎหมาย และรอการพิจารณาของศาลในคดีที่อาคารชุดอื่นฟ้องเจ้าของโครงการว่าต้องจ่ายเงินค่าส่วนกลางหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร นิติบุคคลอาคารชุดโจทก์จะดำเนินการตามรายงานการประชุม ซึ่งต่อมามีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ในปี 2547 ประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์แจ้งที่ประชุมว่า ต้องมีการจัดเก็บค่าส่วนกลางค้างชำระของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เนื่องจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีอื่นที่นิติบุคคลอาคารชุดฟ้องให้เจ้าของโครงการที่มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ยังไม่ขาย ชำระค่าส่วนกลางให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดแล้ว จากนั้นปี 2552 มีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ โดยมีวาระเกี่ยวกับค่าส่วนกลางค้างชำระของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ที่ประชุมโดยนายศักดิ์ชัย อดีตผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์แจ้งว่า การโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของโจทก์ที่ผ่านมามีการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้โดยไม่ได้เก็บค่าส่วนกลาง จากพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การที่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ไม่ชำระค่าส่วนกลาง สืบเนื่องมาจากการตีความข้อกฎหมายยังไม่เป็นที่ยุติ ต้องรอคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีอื่นซึ่งเป็นปัญหาข้อพิพาทอย่างเดียวกัน แต่เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยแล้วว่า เจ้าของโครงการที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้บุคคลอื่นต้องรับผิดชำระค่าส่วนกลางเช่นเดียวกันกับเจ้าของร่วมอื่นๆ ดังนั้นในที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 จึงมีข้อยุติให้ฝ่ายจัดการดำเนินการตรวจสอบค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เพื่อดำเนินการต่อไป ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า ในการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 ที่ประชุมมีมติให้นายรังสรรค์ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ให้มีความละเอียดชัดเจนขึ้น จำเลยไม่ได้ปฏิเสธความมีอยู่ของพยานเอกสารดังกล่าวของโจทก์และเบิกความรับรองถ้อยคำที่ปรากฏในรายงานการประชุมดังกล่าวด้วยว่า เป็นการถกเถียงระหว่างคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์และเจ้าของอาคารชุดในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เจ้าของโครงการ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เป็นข้อถกเถียงกันเรื่อยมาในที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ตั้งแต่ปี 2540 จนกระทั่งปี 2552 ซึ่งผู้บริหารของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด รับรู้และยอมรับเรื่องที่บริษัทไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางในห้องชุดที่ยังไม่ได้โอนให้แก่บุคคลอื่น เพียงแต่จะรอให้กฎหมายมีความชัดเจนเสียก่อนเท่านั้น เมื่อได้ความดังนี้แล้ว หากจำเลยหรือผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์คนอื่น ๆ ก่อนหน้าจำเลย ได้รับชำระค่าส่วนกลางไว้จากบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ต้องนำหลักฐานการรับเงินหรือลงบัญชีการรับชำระหนี้ค่าส่วนกลางดังกล่าวให้ชัดเจนมั่นคงเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะเป็นข้อถกเถียงกันมานานเป็นสิบปี หรือต้องมีการแถลงให้ที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ในช่วงระยะเวลาที่มีการรับชำระเงินได้รับทราบไว้ด้วย แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานฝ่ายจำเลย คงมีเพียงว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ขายห้องชุดที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าด้วยวิธีการผ่อนชำระโดยมีเงื่อนไขให้ลูกค้าต้องชำระเงินค่ากองทุนและเป็นผู้ชำระค่าส่วนกลางรายปีให้แก่โจทก์ แต่ปรากฏว่าในสัญญาซื้อขายห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องไม่ปรากฏว่า มีข้อตกลงเรื่องวิธีการชำระเงินและเงื่อนไขการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางระบุไว้แต่อย่างใด นอกจากนี้ จำเลยมิได้อ้างและนำผู้ซื้อห้องชุดพิพาทมาเบิกความยืนยันในเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนใบเสร็จการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหลายฉบับ เป็นใบเสร็จการรับเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดพิพาทบางห้องในช่วงระหว่างปี 2552 ถึงปี 2555 เท่านั้น นอกจากนี้ที่นางสาวสุทธิพร พยานจำเลย ซึ่งเคยทำงานอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 7 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่แคชเชียร์ แผนกบัญชี เบิกความในทำนองว่า ตรวจสอบการ์ดห้องชุดไม่พบการบันทึกหนี้ส่วนกลางค้างชำระของห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้อง และโจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ชำระค่าส่วนกลางค้างชำระ เมื่อทางปฏิบัติของโจทก์ไม่มีการบันทึกการค้างชำระค่าส่วนกลางในการ์ดห้องชุด แต่มีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์เรื่องการค้างชำระค่าส่วนกลางของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด หลายครั้งหลายหน จึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของนางสาวสุทธิพรที่ว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ไม่มีค่าส่วนกลางค้างชำระ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ปรากฏว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับนายรังสรรค์ กระทำการแทนบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด จำเลยน่าจะทราบถึงปัญหาการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางระหว่างบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด กับโจทก์ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันมายาวนานตั้งแต่นายรังสรรค์เป็นประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ โดยยังไม่ได้ข้อยุติ เมื่อจำเลยมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์จึงสมควรใช้ความระมัดระวังในการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ขัดกันระหว่างโจทก์กับบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด โดยเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางซึ่งมีไว้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมด้วยกันทุกคน ตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ สำหรับข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์เคยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในห้องชุดบางห้องของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด มาบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จำเลยจะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องเพราะข้อเท็จจริงต่างกันโดยโจทก์เคยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด เนื่องจากขณะนั้นกฎหมายยังไม่ชัดเจน และเป็นการออกให้โดยผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์คนก่อน ๆ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้ชาวต่างชาติซึ่งไม่ทราบปัญหาการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของบริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารไว้ เจ้าของโครงการหรือผู้ทำการจัดสรรที่เป็นเจ้าของห้องชุดซึ่งยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไม่ใช่เจ้าของร่วมในอาคารชุด จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง นั้น เห็นว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุด มีหน้าที่ต้องรับผิดร่วมกันออกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามส่วนตามมาตรา 4 และมาตรา 18 นับแต่วันที่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อปี 2535 จนถึงวันที่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้บุคคลอื่น หากไม่แปลความดังว่า บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด สามารถใช้ประโยชน์จากห้องชุดที่บริษัทถือกรรมสิทธิ์อยู่โดยไม่ต้องรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ทั้ง ๆ ที่บริษัทก็ใช้ประโยชน์จากทรัพย์ส่วนกลางเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมอื่น ๆ จึงไม่เป็นธรรมแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุดสกายบีช คอนโดมิเนียม การแก้ไขพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ในปี 2551 เป็นการแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในส่วนที่เจ้าของโครงการหรือผู้จัดสรรถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดไว้ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเช่นเดียวกัน มิได้บัญญัติเพิ่มหน้าที่ความรับผิดชอบหรือเพิ่งจะถือว่าผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารตามมาตรา 6 เป็นเจ้าของร่วมแต่อย่างใด ข้ออ้างข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ นั้น จำเลยอ้างว่า หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางขาดอายุความ เป็นการยกอายุความในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่า ห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระเป็นเหตุให้โจทก์และเจ้าของร่วมอื่น ๆ ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง การกระทำของจำเลยเป็นละเมิด จำเลยมิได้ต่อสู้เรื่องขาดอายุความละเมิด จึงไม่มีประเด็นเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องให้แก่บริษัทสกายบีช คอนโดมิเนียม จำกัด โดยรู้อยู่แล้วว่า ห้องชุดพิพาททั้งเจ็ดห้องมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระ ทำให้โจทก์และเจ้าของร่วมคนอื่นได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหาย 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคือ 520,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 3,858,134 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ส.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอาภาพร ประไพตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2562
#638509
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี มีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เมื่อปรากฏว่าในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 49 ปี 4 เดือน จึงนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4614/2549 ของศาลอาญาธนบุรีได้ แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้วต้องจำคุกไม่เกินห้าสิบปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากบิดามารดา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 6 ปี ให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยประการแรกที่ฎีกาทำนองว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่สี่ปี มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นมาว่ากันในศาลฎีกา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

สำหรับฎีกาของจำเลยประการต่อไปที่ว่า ให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่ โดยนำโทษคดีนี้รวมเข้ากับโทษในคดีคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น เห็นว่า คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุต่างกัน แต่ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 คดีนี้กับผู้เสียหายคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี เป็นบุคคลคนเดียวกัน จำเลยถูกจับกุมและถูกอายัดตัวไว้ในคดีนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนให้เสร็จแล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการโจทก์พร้อมกันทุกสำนวนได้ ดังนั้นคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรี จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เมื่อปรากฏว่าในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 49 ปี 4 เดือน จึงนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5614/2549 ของศาลอาญาธนบุรีได้ แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วต้องจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษย้อนหลังนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปดำเนินการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 277 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกขั้นต่ำและโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษสูงกว่ากฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมอันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวเบญจมาศ กองทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2562
#635885
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 7 เป็นมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างหนึ่ง อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าได้มีการขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางหรือไม่ อันจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้างนั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงตามที่จำเลยเพียงอ้างมาในฎีกามารับฟังว่าไม่มีการขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางโดยไม่มีการสืบพยานหาได้ไม่ เมื่อคดีนี้จำเลยไม่ได้นำสืบต่อสู้ในประเด็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไม่ได้ขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางก่อนการล่อซื้อ ทั้งในขณะโจทก์นำพยานเข้าสืบ ทนายจำเลยไม่ได้ถามค้านในประเด็นดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสพยานโจทก์เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นเช่นไร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และเป็นข้อเท็จจริงจำเลยที่เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 6,800 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 16,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 8,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยเป็นเวลา 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบกระสุนปืนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้แก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ จำคุก 3 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 900 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ปรับ 450 บาท รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 450 บาท ไม่ปรับฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกามีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจตรีบำรุง ดาบตำรวจประจักร และจ่าสิบตำรวจบัวพันธ์ ร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.095 กรัม ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเป็นเงิน 300 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร 30 นัด เป็นของกลาง กล่าวหาจำเลยว่าเสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไม่ได้ขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางต่อผู้บังคับบัญชาก่อนการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยตามที่กฎหมายกำหนดนั้น พยานหลักฐานในส่วนนี้นำมารับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า แม้การขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 7 เป็นมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างหนึ่ง อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าได้มีการขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางหรือไม่ อันจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้างนั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงตามที่จำเลยเพียงอ้างมาในฎีกามารับฟังว่าไม่มีการขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางโดยไม่มีการสืบพยานหาได้ไม่ เมื่อคดีนี้จำเลยไม่ได้นำสืบต่อสู้ในประเด็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไม่ได้ขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางก่อนการล่อซื้อ ทั้งในขณะโจทก์นำพยานเข้าสืบ ทนายความจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านในประเด็นดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสพยานโจทก์เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นเช่นไร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์พยานโจทก์ทั้งสามซึ่งไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสามกับพวกเดินทางไปที่บ้านจำเลยนั้น ก็เพราะจำเลยนัดให้สายลับมารับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่เกิดเหตุตามที่ได้มีการนัดหมายและล่อซื้อ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันพันตำรวจตรีบำรุง และดาบตำรวจประจักรซึ่งซุ่มดูเหตุการณ์ห่างออกไปเพียง 10 เมตร ย่อมเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ทั้งต่อมายังสามารถตรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อได้จากภายในห้องนอนจำเลย ซึ่งจำเลยก็นำสืบรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ที่โต๊ะข้างเตียงนอนจำเลยจริง เพียงแต่อ้างว่านายสาโรจน์ นำมาวางไว้หลังตู้เย็นขณะจำเลยอยู่ในห้องน้ำ จำเลยจึงหยิบมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงนอน อันเจือสมกับที่พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกราชันย์ พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้สอบคำให้การจำเลย ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และในคำให้การดังกล่าวก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลย การกระทำความผิดของจำเลยรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนจำเลยยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ โดยมีการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนไปวางไว้บนตู้เย็นแล้วสายลับนำเงินที่ใช้ล่อซื้อให้กับจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและในขณะให้การจำเลยมีสติสัมปชัญญะรู้ดีถึงการกระทำทั้งหมดของตน มิใช่เกิดจากความมึนเมาในยาเสพติดที่จำเลยเสพในวันนั้นและถูกเจ้าพนักงานตำรวจหลอกหรือจูงใจดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่าได้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันก่อนที่จะมีการล่อซื้อ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบว่าจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยได้หรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดวิสัย สาระสำคัญอยู่ที่พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่กับจำเลยหลังจากมีการล่อซื้อ ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยไม่ได้ขับรถยนต์มาในที่เกิดเหตุดังที่พยานโจทก์ให้การไว้ในชั้นสอบสวนแล้ว มีการขีดข้อความ "จอดรถและลงจากรถ" ออก แต่มาเบิกความในชั้นพิจารณาว่าจำเลยขับรถยนต์มาส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงส่วนนี้จำเลยเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานสนับสนุน เมื่อพยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความยืนยันตรงกันว่าจำเลยขับรถยนต์มาในที่เกิดเหตุ ส่วนการขีดฆ่าข้อความในบันทึกคำให้การ ร้อยตำรวจเอกราชันย์เป็นผู้ขีดฆ่าข้อความและลงลายมือกำกับไว้ ซึ่งทนายจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกราชันย์เพื่อให้อธิบายในส่วนนี้ไว้ จึงไม่เป็นพิรุธ และการที่พยานโจทก์มิได้ยึดรถยนต์ที่จำเลยขับมาก็ดี กับการที่ไม่มีการถ่ายรูปในขณะที่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนก็ดี รวมทั้งการที่ไม่เข้าจับกุมทันทีในขณะนั้นก็ดี ล้วนเป็นเรื่องดุลพินิจและวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานในขณะเกิดเหตุ มิใช่เป็นเรื่องผิดปกติและทำให้พยานโจทก์ที่นำสืบมาไม่น่าเชื่อถือดังที่จำเลยฎีกามาเสมอไปไม่ จากเหตุผลดังวินิจฉัยข้างต้น พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงฟังได้แล้วว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ส่วนฎีกาข้ออื่น ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายมงคล อิ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2562
#640842
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 343 มีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312, 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 343 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312 (ที่ถูก มาตรา 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ละบทมีโทษเท่ากัน (ที่ถูก ความผิดตามมาตรา 306 กับมาตรา 312 (2) (3) แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลร่วมกันทำหรือยินยอมให้ทำบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลไม่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงเพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 (ที่ถูก มาตรา 315 ประกอบมาตรา 306, 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก และไม่ปรับบทมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการผู้จัดการนิติบุคคล ให้กระทำความผิดตามมาตรา 306, 312 (2) (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุว่า คำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินและบัญชี รับผิดชอบด้านการเงินและบัญชีของบริษัท จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่ถนนสุขุมวิท ซอย 38 โดยก่อนหน้านั้นมีนางธนานันท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และนางธนานันท์ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรรที่เมืองพัทยาด้วย เดิมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เนื่องจากอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง 2 สัญญา คือ สัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและจัดหาแหล่งเงินเพื่อใช้ดำเนินการ 3,000,000 บาท ค่าควบคุมงานและดูแลสถานที่ 3,720,000 บาท รวม 6,720,000 บาท และสัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 6,880,000 บาท ค่าที่ปรึกษา ควบคุมและปรับปรุงการออกแบบ 12,900,000 บาท รวม 19,780,000 บาท โดยสัญญาทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 มีนางธนานันท์ และจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทลงลายชื่อเป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ตกลงให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 สำหรับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด นั้น นางธนานันท์ได้ทำสัญญาขายกิจการของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 4 ทั้งนี้นางธนานันท์ได้โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทนนางธนานันท์ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแก่บริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด และบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด บริษัททั้งสองโดยจำเลยที่ 4 และนางธนานันท์ได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินค่าจ้างค่าบริการแก่บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2548 บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) มีหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขออนุมัติย้ายสถานะของบริษัทออกจากหมวดบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ (REHABCO) ที่ถูกระงับการซื้อขายหลักทรัพย์กลับสู่หมวดปกติที่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบงบการเงินของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำงบการเงินประจำปี 2547 สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 และนายประณัย ลงลายมือชื่อรับรอง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดส่งงบการเงินดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 และบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งข้อมูลสรุปสถานะการประกอบธุรกิจของบริษัทเข้าสู่เว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้งบการเงินดังกล่าวได้รับรู้รายได้ของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) คือ ค่าบริการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญารวมเป็นเงิน 9,880,000 บาท ซึ่งปรากฏอยู่ในรายการงบกำไรขาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีคำสั่งให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบกรณีพิเศษ และได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายได้จากสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก ต่อมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากหมวด REHABCO ไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป ต่อมานางสาวณัฐนันท์ ผู้เสียหายได้ซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง จนเหลือหุ้นอยู่ 140,000 หุ้น มูลค่า 878,169.19 บาท แล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่หลบหนีโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวมีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสันติ บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2562
#634007
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของ ส. ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของ ส. โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของ ส. ที่ตกทอดแก่ทายาท แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม. ที่ศาลจังหวัดชลบุรี เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับมรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่ง ส. ทำไว้ก่อนตาย จึงฟ้องติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนจากทายาทของ ส. ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ หาใช่คดีที่โจทก์ฟ้องทายาทของ ส. ให้รับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่ ส. ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรี จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อจะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของ ส. ลูกหนี้การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพราะโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับเอาทรัพย์สินของ ส. ลูกหนี้ซึ่งตกทอดแก่ทายาท เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยไต่สวนพยานโจทก์ 2 ปากแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานที่เหลือ และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและยืนยันตามฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของนายสาลี่ตามสัญญากู้ยืมเงิน มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเก้าเป็นลูกหนี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย จำเลยทั้งสิบเก้าเป็นเพียงผู้ที่กระทำให้โจทก์มิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของนายสาลี่ซึ่งมีที่ดินอยู่เพียงแปลงเดียว ฉะนั้น การใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นมูลฐานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้นั้น จึงต้องเป็นสิทธิเรียกร้องอันโจทก์มีอยู่แก่นายสาลี่ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นเอง ซึ่งโจทก์ยืนยันมาโดยตลอดว่ายังไม่ระงับไปด้วยเหตุที่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ แต่เมื่อนายสาลี่ถึงแก่ความตายสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของนายสาลี่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของนายสาลี่ที่ตกทอดแก่ทายาท แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมัธยมที่ศาลจังหวัดชลบุรีตามคดีหมายเลขแดงที่ 3173/2557 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักในคดีนี้ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสิบเก้าว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วนั้น เห็นได้ว่าคดีของศาลจังหวัดชลบุรีข้างต้นเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับมรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่งนายสาลี่ทำไว้ก่อนตาย จึงฟ้องติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนจากทายาทของนายสาลี่ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ หาใช่คดีที่โจทก์ฟ้องทายาทของนายสาลี่ให้รับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่นายสาลี่ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3173/2557 ของศาลจังหวัดชลบุรี จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อจะบังคับเอาแก่ทรัพย์มรดกของนายสาลี่ลูกหนี้ การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพราะโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับเอาทรัพย์สินของนายสาลี่ลูกหนี้ซึ่งตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในผลคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์จากเหตุฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวรัตตัญญา ไชยโครต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494 -ที่ 2495/2562
#635894
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตามที่วางแผนกันไว้ โดยอยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่อาจเข้าไปช่วยเหลือให้การกระทำความผิดสำเร็จ มีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้คบคิดนัดหมายมาก่อน จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นตัวการกระทำความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 298 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษก็ตาม เพราะการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น จึงไม่อาจกำหนดโทษให้สูงขึ้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 298 เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ยังคงให้การปฏิเสธข้อหามีและพาอาวุธปืนฯ กับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ 20,000 บาท ค่าเสียหายทางสภาพร่างกายและจิตใจ 70,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเอากระสุนปืนที่ฝังอยู่ในร่างกายออก 100,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)) ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นางสาวยอดกมล โทรศัพท์ชักชวนโจทก์ร่วมไปดูภาพยนตร์ที่ห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปถึงห้างสรรพสินค้าดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ติดต่อนางสาวยอดกมล นางสาวยอดกมลบอกให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปที่ตลาดนัดบาซ่าด้านหลังห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปพบนางสาวยอดกมลที่ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของนางสาวยอดกมลนั่งซ้อนท้าย นางสาวยอดกมลบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 1 ก่อน ให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ติดตามไป นางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์ไปจอดริมถนนในซอยนารถมนตเสวี 30/10 ฝั่งตรงข้ามสวนท่านนารถซึ่งเป็นสวนสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โจทก์ร่วมจอดรถยนต์ต่อท้ายรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล ส่วนจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยหรือเดี่ยว นั่งซ้อนท้ายไปจอดต่อท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยที่ 3 รออยู่ที่รถจักรยานยนต์ ส่วนนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์ เข้าไปใช้วัตถุของแข็งทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม โดยนายภูวรินทร์ใช้อาวุธปืนปากกาทุบรถยนต์ ของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกนายภูวรินทร์ถึงแก่ความตาย ส่วนนายพลวัตถืออาวุธปืนจ่อยิงที่กระจกรถด้านขวา กระสุนปืนถูกที่ไหล่ขวาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถยนต์หลบหนี โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลกระดูกไหล่ขวาหัก กระสุนฝังใน แพทย์ผ่าตัดกระสุนปืนที่ฝังในออกและลงความเห็นว่าใช้เวลารักษา 3 เดือน อาจจะแทรกซ้อนได้ เป็นอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโทวุฒินันท์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 เต็มใจให้การ โดยไม่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์ธุระกับโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าการไปเคลียร์อาจมีการทำร้ายร่างกายกันซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 3 ว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม เมื่อนางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายออกไปแล้ว จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลไป ระหว่างทาง นายศุภชัยเล่าให้ฟังว่า โจทก์ร่วมกล่าวหานางสาวยอดกมลในทางเสียหาย จึงมีการนัดเคลียร์กัน จำเลยที่ 3 ทราบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อจะไปเคลียร์กับโจทก์ร่วมและยืนยันกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่แรก แล้วจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นว่า ขณะที่มีการวางแผนที่อู่ต้นตาลมีการพูดแต่เพียงว่าจะพากันไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม ซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นได้ และอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับนายพลวัต นายศุภชัย นายภูวรินทร์ และนางสาวยอดกมลทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แต่ขณะที่นายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกเข้าไปทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลซึ่งจอดอยู่ด้านหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 3 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อาจจะเข้าช่วยเหลือขจัดอุปสรรคอันอาจมีขึ้นได้ทันและสามารถช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่นายพลวัตใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้คบคิดนัดหมายกับนายพลวัตมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เจตนาร่วมกัน และมีการกระทำร่วมกันกับนายพลวัตในการใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับนายพลวัตกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของนายพลวัตด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นตัวการกระทำความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 แต่การปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษให้สูงขึ้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 298 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน โดยระวางโทษตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกเพียงสถานเดียว แต่ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แม้จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่มีระวางโทษปรับด้วย ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 (เดิม) ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 212 ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4) ม. 297 ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2459 -ที่ 2460/2562
#636366
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และ น. มีมีดติดตัวไปด้วย แม้มีดที่ น. พาติดตัวไปจะมีขนาดใหญ่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสี่ด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่มีพฤติการณ์สมคบกันที่จะใช้มีดนั้นฟันทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งเหตุที่จำเลยทั้งสี่ทำร้ายผู้เสียหายก็เป็นสาเหตุเพียงเล็กน้อยไม่น่าจะถึงกับเอาชีวิตกัน และเมื่อ น. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 4 ได้ผลัก น. ออกไปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ น. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายอีก ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้มีดที่พามาฟันทำร้ายผู้เสียหาย คงมีเพียง น. ผู้เดียวที่ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งเป็นการฟันทำร้ายหลังจากที่จำเลยทั้งสี่รุมเตะต่อยและใช้ไม้ตีทำร้ายผู้เสียหายเสร็จแล้ว การที่จำเลยทั้งสี่มิได้ห้ามปราม น. ไม่ให้พามีดดังกล่าวติดตัวไป ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกับ น. ที่จะใช้มีดนี้ก่อเหตุ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกจากรถแล้วขว้างทิ้งหรือการที่จำเลยที่ 2 ดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกจากมือของผู้เสียหาย น่าจะเป็นการกระทำเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีและติดต่อขอความช่วยเหลือเพื่อความสะดวกในการที่กลุ่มของจำเลยทั้งสี่จะรุมทำร้ายผู้เสียหายมากกว่าจะฟังว่าเป็นการสมคบกันมาใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า พฤติการณ์ที่ น. ใช้มีดขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายที่บริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งหลังจากจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รุมทำร้ายผู้เสียหายแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันอันเกิดจากการตัดสินตามลำพังของ น. เอง นอกเหนือขอบเขตแห่งเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะถือเอาการกระทำของ น. เป็นการกระทำของจำเลยทั้งสี่ด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกับ น. พยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่เมื่อผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอันเนื่องมาจาก น. ใช้มีดฟันทำร้าย เกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสี่และ น. คบคิดกันมาทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลที่เกิดจากการกระทำของ น. ดังกล่าวด้วย จำเลยทั้งสี่มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 92, 288, 358, 371 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสี่ขอแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีข้อหาดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 3 อายุ 19 ปี แต่มีความรู้สึกผิดชอบอย่างผู้ใหญ่แล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 เฉพาะกระทงที่ศาลให้ลงโทษจำคุกคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 5 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับ คนละ 1,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไว้คนละ 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 และที่ 3 เห็นสมควร 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้จำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 8 ปี 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 8 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า วันเกิดเหตุวันที่ 16 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา นายภาณุวัฒน์ ผู้เสียหายกับนายณัฐพงศ์ เพื่อนของผู้เสียหายนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านครัวลูกทุ่ง ซึ่งจำเลยทั้งสี่กับพวกรวมประมาณ 10 คน ก็นั่งดื่มสุราอยู่ด้วย แล้วผู้เสียหายมีเรื่องโต้เถียงกับกลุ่มของจำเลยทั้งสี่ นายณัฐพงศ์จึงบอกให้ผู้เสียหายกลับบ้าน ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านได้ประมาณ 500 เมตร มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสี่กับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลายคันติดตามมา โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและถือมีด แล้วจำเลยที่ 4 ถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนล้มลง จากนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 3 ชกและใช้ไม้ตีผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกจากรถแล้วชกผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 2 ดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่จากมือของผู้เสียหายขว้างทิ้ง ขณะที่ผู้เสียหายล้มลงนอนหงาย จำเลยที่ 4 กระทืบผู้เสียหายซ้ำ แล้วนายนพดล พวกของจำเลยทั้งสี่ใช้มีดยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ฟันที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณศีรษะส่วนบนยาว 13 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณหน้าผากยาว 8 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณแก้มซ้ายยาว 4 เซนติเมตร กะโหลกศีรษะบริเวณหน้าผากแตก และบาดแผลฟกซ้ำบริเวณสะบักขวากว้าง 6 เซนติเมตร ยาว 7 เซนติเมตร แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกพากันหลบหนีไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิพาผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาล ต่อมาเวลาประมาณ 9 นาฬิกา มารดาของผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกประเทือง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้ว ครั้นวันที่ 29 มีนาคม 2559 ร้อยตำรวจเอกประเทืองเชิญจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำ วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 เข้ามอบตัวต่อร้อยตำรวจเอกประเทือง แล้วร้อยตำรวจเอกประเทืองแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาร้อยตำรวจเอกประเทืองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายนพดล วันที่ 20 กันยายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ วันที่ 21 กันยายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกับนายนพดลพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่มีเพียงเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เห็นว่า เหตุที่จำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปทำร้ายผู้เสียหาย ก็เพราะกลุ่มของจำเลยทั้งสี่เข้าใจผิดคิดว่าขณะอยู่ที่ร้านครัวลูกทุ่ง ผู้เสียหายตะโกนให้ของลับแก่กลุ่มของจำเลยทั้งสี่ จึงทำให้กลุ่มของจำเลยทั้งสี่โกรธ โดยจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า หลังจากเกิดเรื่องโต้เถียงกับผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และนายนพดลมีมีดติดตัวไปด้วย แม้มีดที่นายนพดลพาติดตัวไปด้วยจะมีขนาดใหญ่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสี่ด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่มีพฤติการณ์สมคบกันที่จะใช้มีดนั้นฟันทำร้ายผู้เสียหายด้วย ทั้งเหตุที่จำเลยทั้งสี่ทำร้ายผู้เสียหายก็เป็นสาเหตุเพียงเล็กน้อยไม่น่าจะถึงกับเอาชีวิตกัน ดังจะเห็นได้จากเมื่อนายนพดลใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 4 ได้ผลักนายนพดลออกไปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้นายนพดลใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายอีก ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้มีดที่พามาฟันทำร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด คงมีเพียงนายนพดลผู้เดียวที่ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งเป็นการฟันทำร้ายหลังจากที่จำเลยทั้งสี่รุมเตะต่อยและใช้ไม้ตีทำร้ายผู้เสียหายเสร็จแล้ว การที่จำเลยทั้งสี่มิได้ห้ามปรามนายนพดลให้พามีดดังกล่าวติดตัวไป ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกับนายนพดลที่จะใช้มีดนี้ก่อเหตุ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกจากรถแล้วขว้างทิ้งก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 2 ดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกจากมือของผู้เสียหายก็ดี น่าจะเป็นการกระทำเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีและติดต่อขอความช่วยเหลือเพื่อความสะดวกในการที่กลุ่มของจำเลยทั้งสี่จะรุมทำร้ายผู้เสียหายมากกว่าจะฟังว่าเป็นการสมคบกันมาใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า พฤติการณ์ที่นายนพดลใช้มีดขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายที่บริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งหลังจากจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รุมทำร้ายผู้เสียหายแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันอันเกิดจากการตัดสินตามลำพังของนายนพดลเอง นอกเหนือขอบเขตแห่งเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะถือเอาการกระทำของนายนพดลเป็นการกระทำของจำเลยทั้งสี่ด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกับนายนพดลพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่เมื่อผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอันเนื่องมาจากนายนพดลใช้มีดฟันทำร้าย เกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสี่และนายนพดลคบคิดกันมาทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลที่เกิดจากการกระทำของนายนพดลดังกล่าวด้วย จำเลยทั้งสี่มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางบุศรา เกิดวิชัย พฤกษมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพิศณุ ตันบัวคลี่
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2452 -ที่ 2453/2562
#634582
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และเมื่อผู้กระทำความผิดได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือกระทำการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เมื่อจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เป็นความผิดและระวางโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 55 อันเป็นบทมาตราเดียวกัน และมาตรา 4 (2) ให้คำนิยามของคำว่า เครื่องกระสุนปืน หมายความรวมตลอดถึงลูกระเบิด กฎหมายถือว่าวัตถุต้องห้ามทั้งสองชนิดเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งแม้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 42 อันเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน แต่สารเคมีชนิด PENTAERYTHRITOL TETRANITRATE (PETN) ที่สามารถใช้เป็นวัตถุระเบิด และสารเคมีชนิด AMMONIUM NITRATE ที่ใช้เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิด นอกจากเป็นยุทธภัณฑ์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4 ประกอบประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2 แล้ว ยังเป็นวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2522 ด้วย ดังนั้น วัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และสารเคมีดังกล่าวจึงเป็นวัตถุต้องห้ามประเภทเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุทั้งสามชนิดในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 135/2, 209, 210 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 38, 55, 72, 74, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 7, 15, 42 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ โดยริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์เพื่อไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 74, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย กับฐานเป็นอั้งยี่และฐานซ่องโจร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ กับฐานร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 32 ปี ริบของกลางทั้งหมด โดยริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์เพื่อไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก (เดิม), 210 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้ายลงโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกคนละ 2 ปี และฐานเป็นซ่องโจรจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุกคนละ 37 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นเพิงพัก 4 หลัง โดยสามหลังแรกอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ลักษณะเป็นกลุ่มเดียวกัน หลังที่ 4 ซึ่งแม้จะอยู่ห่างจากสามหลังแรกประมาณ 200 เมตร แต่ลักษณะของเพิงพักหลังที่ 4 ก็คล้ายกับเพิงพักสามหลังแรก ส่อแสดงว่าเพิงพักทั้งสี่หลัง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน อีกทั้งเพิงพักทั้งสี่หลัง ปลูกอยู่ในป่าโกงกางซึ่งอยู่กลางลำน้ำ มีต้นไม้ในป่าอำพราง และต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา ประกอบกับไม่ปรากฏว่าในเพิงพักทั้งสี่หลัง มีอุปกรณ์จับปลาหรือสัตว์น้ำแต่อย่างใด บ่งชี้ว่าเพิงพักทั้งสี่หลัง ถูกสร้างขึ้นในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นอำพรางมิให้ผู้อื่นพบเห็น มิใช่เพื่อพักรอในการจับปลาหรือสัตว์น้ำ เพิงพักหลังที่ 2 ยังพบกระดานไวท์บอร์ดที่เขียนข้อความภาษารูมี ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ซื่อสัตย์ ภักดีต่อองค์กร และเคารพต่อกฎระเบียบวินัยตามจุดประสงค์เป้าหมายขององค์กร เคารพต่อกฎระเบียบของทหารอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างด้วยความตั้งใจรับผิดชอบต่อทหารและองค์กร BRN เคร่งครัดต่อกฎระเบียบทหารและเคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาโดยไม่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบและคำสั่งแต่อย่างใด และไม่เปิดเผยความลับของกองทัพทหารแก่ศัตรู แม้ชีวิตจะสูญสิ้น อันเป็นข้อความที่มีลักษณะปลุกระดมให้สมาชิกจงรักภักดีต่อองค์กร BRN นอกจากนี้เพิงพักที่เกิดเหตุยังพบเสื้อผ้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องใช้ส่วนตัว ถังแก๊สที่ประกอบเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเป็นวัตถุระเบิด อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งของต่าง ๆ อีกหลายรายการ บ่งบอกว่ามีบุคคลหลายคนพักอาศัยที่เพิงพักที่เกิดเหตุโดยมีจุดมุ่งหมายในการก่อการร้ายโดยใช้ความรุนแรงด้วยวัตถุระเบิดและอาวุธปืน เมื่อพิจารณาสถานที่ตั้งของเพิงพักที่เกิดเหตุรวมทั้งวัตถุพยานของกลางที่พบแล้วสอดรับกับการดำเนินการของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี เชื่อว่าเพิงพักที่เกิดเหตุทั้งสี่หลัง เป็นแหล่งหลบซ่อน พักพิง สะสมกำลังพลและอาวุธของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี โจทก์มีร้อยโทต่อตระกูล ร้อยตำรวจเอกวิเชษ และพันตำรวจโทมานิตย์เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าพบวัตถุพยานรวม 580 รายการ ในเพิงพักที่เกิดเหตุทั้งสี่หลัง และในเรือซึ่งลอยลำอยู่ก่อนถึงเพิงพักที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีเหตุจะกลั่นแกล้งนำวัตถุพยานจากที่อื่นไปไว้ในที่เกิดเหตุหรือกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม อีกทั้งเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน เชื่อว่าเบิกความตามความจริง เมื่อพนักงานสอบสวนส่งวัตถุพยานไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 ตรงกับสารพันธุกรรมของบุคคลที่เก็บได้จากไฟฉายแบบคาดศีรษะ กางเกง เสื้อ แปรงสีฟัน ม้วนเทปกาว และถุงมือ ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่เก็บได้จากเพิงพักหลังที่ 1 และที่ 2 ลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 1 ตรงกับรอยลายนิ้วมือแฝงที่เก็บได้จากหลอดพลาสติกบรรจุยาสีฟัน ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่ได้จากเพิงพักหลังที่ 1 และสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 3 ตรงกับสารพันธุกรรมของบุคคลที่เก็บได้จากเปล 2 เปล ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่ได้จากเพิงพักหลังที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกส่งตัวไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าในปี 2553 จำเลยที่ 1 ได้รับการชักชวน รับฟังบรรยายเรื่องราวประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี และทำพิธีซูมเปาะห์จากนายลุกมาน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุ ตื่นนอนเวลา 5.30 นาฬิกา ประกอบศาสนกิจ พายเรือออกไปทำธุระส่วนตัว ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และรับว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดที่เป็นถังแก๊สซึ่งพบในเพิงพักที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่าในปี 2553 หรือปี 2554 นายลุกมานได้บรรยายเรื่องรัฐปัตตานีให้จำเลยที่ 3 ฟัง ต้องร่วมมือเอารัฐปัตตานีคืนมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 เข้าทำพิธีซูมเปาะห์ เข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมกอบกู้รัฐปัตตานีและยอมรับว่าจำเลยที่ 3 เคยเข้าไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุ 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2558 เข้าไปหาปูและปลา พบนายลุกมาน ได้นำจำเลยที่ 3 มานั่งที่เพิงพัก พูดคุยกันแล้วกลับ ครั้งที่ 2 และที่ 3 เมื่อต้นและปลายเดือนธันวาคม 2558 นายลุกมานให้จำเลยที่ 3 นำกาแฟและมาม่าไปส่งที่เพิงพักที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 3 นั่งอยู่ที่เปล ซึ่งคำให้การดังกล่าวโจทก์มีร้อยตำรวจโทรัฐศักดิ์ ผู้ซักถามจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทอับดุลรอหมาน ผู้ซักถามจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ ทำร้าย หรือจูงใจ ตามผลการซักถามเบื้องต้น เห็นว่า ผู้ซักถามทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความไม่ตรงกับความจริง ประกอบกับภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในขณะให้การไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีร่องรอยของการถูกบังคับขู่เข็ญหรือทำร้าย เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การด้วยความสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 พักอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุมาก่อนเกิดเหตุ เข้าออกโดยใช้เรือพาย 3 ลำ ซึ่งนายเมาลานา จัดหามาประมาณ 2 ถึง 3 ปี ไม่มีบุคคลแปลกหน้าเข้ามา และไม่เคยนำบุคคลใดเข้ามา เพราะกฎของนายเมาลานาห้ามไว้ นายอิสยาซะห์ เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 เอาปุ๋ยยูเรียสีขาวผสมกับน้ำมันเบนซินและเหล็กเส้นตัดท่อนแล้วนำไปตากแดด จำเลยที่ 3 ให้การว่านายลุกมานเป็นผู้ทำพิธีซูมเปาะห์ให้จำเลยที่ 3 โดยถูกนายลุกมานบังคับ และรับว่าเคยไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุ 3 ครั้ง ตามที่เคยให้การที่ศูนย์พิทักษ์สันติ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การดังกล่าว แต่นายราเชษฐ์ ผู้นำศาสนา ร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 1 และนายนิอำรัน ทนายความร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 3 ด้วย อันเป็นพยานหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การจริงด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น แม้คำให้การทั้งหมดดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เป็นคำรับที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เอง และเมื่อพิเคราะห์สภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานผู้ซักถามแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังเป็นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ศูนย์พิทักษ์สันติและในชั้นสอบสวนต่างสอดรับกัน ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบป่าโกงกางที่เกิดเหตุ ได้พบจำเลยที่ 1 พายเรืออยู่ ผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ตรงกับสารพันธุกรรมที่เก็บได้จากวัตถุพยานที่พบในเพิงพักที่เกิดเหตุ และลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของจำเลยที่ 1 ตรงกับรอยลายนิ้วมือแฝงที่เก็บได้จากวัตถุพยานที่พบในเพิงพักที่เกิดเหตุ ซึ่งสอดรับกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว ประกอบกับนางสาวยารอนะ ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งแต่งงานตามประเพณีให้การในชั้นสอบสวนว่าช่วงหลังจำเลยที่ 1 ไม่ค่อยอยู่บ้าน นาน ๆ จะกลับบ้าน ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 พักที่เพิงพักที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์สอดรับกัน เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เคยเข้าพิธีซูมเปาะห์ ในการกู้ชาติรัฐปัตตานี รวมทั้งจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 เคยไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุ 3 ครั้ง เมื่อเพิงพักที่เกิดเหตุเป็นแหล่งหลบซ่อน พักพิง สะสมกำลังพลและอาวุธของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีดังวินิจฉัยข้างต้น ซึ่งปกติย่อมจะปกปิดมิให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกหรือมีส่วนร่วมในขบวนการได้ล่วงรู้ถึงที่ตั้งของเพิงพักที่เกิดเหตุ เพราะอาจถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมหรือแผนการอาจถูกเปิดเผยจนทำให้แผนการไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นอันตรายต่อขบวนการอย่างยิ่ง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นสมาชิกของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งมาพักพิง หลบซ่อน สะสมกำลังพลและอาวุธที่เพิงพักที่เกิดเหตุ รวมทั้งร่วมกับพวกครอบครองวัตถุพยานของกลางทั้งหมด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบต่อสู้และฎีกาว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ออกดักปูหากุ้ง วัตถุพยานที่ตรวจพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำติดตัวไปด้วยและเจ้าหน้าที่พบอยู่ในเรือของจำเลยที่ 1 ไม่ได้พบที่เพิงพักที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 ออกดักปูเมื่อเดือนธันวาคม 2558 ได้นำเปลขึ้นไปผูกนอนรอที่เพิงพักหลังที่ 4 ซึ่งใช้เป็นที่พักรอดักปู จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การที่ศูนย์พิทักษ์สันติโดยถูกบังคับขู่เข็ญทำร้ายนั้นไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นสมาชิกของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำการก่อการร้ายใช้กำลังประทุษร้ายและฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ เผาโรงเรียน วางระเบิดสถานที่ราชการ ร้านค้าและที่ชุมนุมชนต่าง ๆ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งมาพักพิง หลบซ่อน สะสมกำลังพลและอาวุธที่เพิงพักที่เกิดเหตุ และร่วมกันครอบครองวัตถุพยานของกลางทั้งหมด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอาจออกใบอนุญาตได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และเมื่อผู้กระทำความผิดได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือกระทำอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เมื่อจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์มีผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมของจำเลยที่ 2 ที่ตรงกับสารพันธุกรรมของบุคคลที่เก็บได้จากผ้าผืนยาวสีชมพู - ขาว เป็นพยานหลักฐาน เห็นว่า พยานหลักฐานดังกล่าวคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 เคยสัมผัสกับผ้าดังกล่าว แต่ผ้าดังกล่าวมีสภาพเป็นผ้าผืนยาวคล้ายผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิง โดยพันตำรวจโทมานิตย์พบผ้าดังกล่าวในเพิงพักหลังที่ 4 อยู่ในกล่องสีน้ำเงินหรือถุงพลาสติกสีแดงจำไม่ได้ ปะปนอยู่กับเสื้อซับในชุดชั้นในของผู้หญิงและกางเกงชั้นในผู้หญิง กำหนดจุดที่พบเป็นป้ายที่ 6 ดังนี้ ผ้าดังกล่าวจึงอาจไม่ใช่ของใช้ส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ที่ใช้เป็นปกติประจำวันและอาจถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดนำไปไว้ที่เพิงพักที่เกิดเหตุหรือมีสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดที่ทำให้ผ้าดังกล่าวไปอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบก็ได้ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์ตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี โดยมาพักพิง หลบซ่อน สะสมกำลังพลและอาวุธที่เพิงพักที่เกิดเหตุหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ในข้อนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหาเพียงว่าความผิดฐานที่เหลือเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เป็นความผิดและระวางโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 55 อันเป็นบทมาตราเดียวกัน และมาตรา 4 (2) ให้คำนิยามของคำว่า เครื่องกระสุนปืน หมายความรวมตลอดถึงลูกระเบิด กฎหมายถือว่าวัตถุต้องห้ามทั้งสองชนิดเป็นวัตถุประเภทเดียวกัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งแม้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 42 อันเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน แต่สารเคมีชนิด PENTAERYTHRITOL TETRANITRATE (PETN) ที่สามารถใช้เป็นวัตถุระเบิด และสารเคมีชนิด AMMONIUM NITRATE ที่ใช้เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิด นอกจากเป็นยุทธภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4 ประกอบประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2 แล้ว ยังเป็นวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2522 ด้วย ดังนั้น วัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และสารเคมีดังกล่าวจึงเป็นวัตถุต้องห้ามประเภทเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุทั้งสามชนิดในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าความผิดฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายกับความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่น ๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนด 34 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 135/2 ม. 210
พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 15 ม. 42
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (2) ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายคณากร เพียรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2562
#635889
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้ให้ข้อมูลในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดและให้ข้อมูลต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่จับกุมผู้กระทำความผิด หรือพนักงานสอบสวนในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกดำเนินคดี และข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไม่ปรากฏชื่อสิบตำรวจเอก ว. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมจับกุมจำเลย หรือเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่จำเลยถูกดำเนินคดี พยานจำเลยที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 34 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 17 ปี และปรับ 350,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท รวมจำคุก 19 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 08 3804 xxxx และรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันจะเป็นเหตุให้ศาลสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้ให้ข้อมูลในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดและให้ข้อมูลต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่จับกุมผู้กระทำความผิด หรือพนักงานสอบสวนในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกดำเนินคดี และข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยเพียงว่า หลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่านายต้น ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง อายุประมาณ 35 ปี รูปร่างท้วม สันทัด สูงประมาณ 170 เซนติเมตร มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ 125 สีน้ำเงินขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนเป็นยานพาหนะ โดยก่อนถูกจับกุมจำเลยเคยติดต่อซื้อขายยาเสพติดกับนายต้น นายต้นจะนัดหมายให้จำเลยไปพบที่บริเวณภายในสถานีบริการน้ำมันเวิล์ดแก๊ส เป็นประจำในช่วงเวลา 18 ถึง 19 นาฬิกา ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายต้นได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยมีนายเฉลิม นางสุพัตรา ยายของจำเลย นายประเสริฐ และนายอุดมศักดิ์ มาเบิกความสนับสนุน แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายเบ็นซ์ ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ซึ่งจำเลยแจ้งรูปพรรณสัณฐาน อายุ ยานพาหนะ หมายเลขโทรศัพท์ของนายเบ็นซ์และสถานที่ที่นายเบ็นซ์นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้ให้การถึงนายต้นไว้แต่อย่างใด แม้จำเลยมีเอกสารรายงานสืบสวนขยายผลผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดกับบันทึกการจับกุมและตรวจค้น เป็นพยานหลักฐาน แต่เอกสารดังกล่าวก็เป็นเพียงสำเนาเอกสารที่สิบตำรวจเอกวโรดม ซึ่งปรากฏชื่อว่าเป็นผู้ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายต้นซึ่งเป็นผู้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับจำเลย และเป็นผู้ร่วมจับกุมนายปรีชาหรือต้น ได้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้เท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำตัวสิบตำรวจเอกวโรดมมาเบิกความยืนยันความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ประการสำคัญที่สุดบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยก็ไม่ปรากฏชื่อสิบตำรวจเอกวโรดมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมจับกุมจำเลย หรือเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่จำเลยถูกดำเนินคดี พยานจำเลยที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,500,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 บาท รวมจำคุก 28 ปี และปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวอัษราภัค สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา