คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2562
#640846
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิง ยินยอมให้จำเลยพยายามกระทำชำเราและกระทำอนาจาร การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายที่ 2 แม้จะมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้แล้ว และยังคงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายที่ 2 ได้อีก

การที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ร้านของจำเลยเอง แล้วจำเลยล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 ที่ร้านโดยจำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแต่อย่างใด จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร แต่การที่จำเลยพยายามกระทำชำเรา และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ย่อมเป็นการกระทบต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 มิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่พ้นจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นมารดา ถือว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ส. ผู้ร้องที่ 1 และเด็กหญิง ด. โดยนาง ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5, 1.7 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเรา ตามมาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6 จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารฯ ตามมาตรา 279 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามฟ้องข้อ 1.8 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 32 ปี 30 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเด็กหญิง ด. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาย ม. บิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในความดูแลของนาย พ. มีศักดิ์เป็นตาของผู้เสียหายที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 2 เพียงผู้เดียวที่ประสบเหตุการณ์รายนี้เป็นพยาน แต่ขณะเกิดเหตุครั้งแรกผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 12 ปี และกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งไม่ปรากฏเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีรายละเอียดลำดับเรื่องราวเช่นเดียวกับบันทึกคำให้การ ลำดับเรื่องราวเชื่อมโยงกันสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้อยคำไม่มีข้อพิรุธให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะนึกคิดเสริมแต่งเรื่องราว ขึ้นมาปรักปรำผู้ใดให้ต้องรับโทษ อีกทั้งโจทก์ยังมีหลักฐานนาฬิกาข้อมือแบบผู้หญิง 2 เรือน ที่นาย พ. ตาผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มอบนาฬิกาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไว้ใช้งาน โดยเฉพาะซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 2 มีรายการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่มีชื่อจำเลยไว้ 5 หมายเลข ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโท ท. พนักงานสอบสวนเบิกความรับรองว่ามีหมายเลขโทรศัพท์บันทึกชื่อจำเลยจริง เมื่อพิจารณาจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับโทรศัพท์เคลื่อนที่และนาฬิกาที่เป็นสิ่งของมีค่าจากจำเลยเกินกว่าปกติของคนที่รู้จักกันธรรมดา ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยต้องมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน ยิ่งกว่านั้นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์หญิง ป. ผลการตรวจห้องปฏิบัติการระบุว่า ตรวจพบสารประกอบในน้ำอสุจิ (แอซิคฟอสฟาเตส) บริเวณปากช่องคลอด ตรวจไม่พบตัวอสุจิ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบสามปีรวม 3 ครั้ง และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปี 1 ครั้ง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสามประกอบมาตรา 80 และมาตรา 279 วรรคแรก สำหรับพฤติการณ์คดีที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ร้านจำเลยเอง แล้วจำเลยถึงล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 ที่ร้านจำเลยนั้น จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปร้านจำเลยแต่อย่างใด จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร แต่การที่จำเลยพยายามกระทำชำเรารวม 3 ครั้ง และกระทำอนาจารเอาแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นการกระทบต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 มิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้จำเลยกระทำก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นมารดา การกระทำของจำเลยถือได้ว่า เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม ในส่วนค่าเสียหายทางแพ่งที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถือว่าเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนวันทำละเมิดครั้งแรกนั้นผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าประมาณกลางเดือนตุลาคม 2554 ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด จึงเห็นสมควรให้นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป แม้ผู้ร้องที่ 2 ตามรูปคดียินยอมให้จำเลยพยายามกระทำชำเราและกระทำอนาจาร การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้ร้องที่ 2 ได้ จึงเห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดให้เช่นเดียวกับผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 มาตรา 279 วรรคแรก มาตรา 317 วรรคแรก วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5, 1.7 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทงเป็นจำคุก 20 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6 จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1.8 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 32 ปี 30 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคแรก ม. 317 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายเทิดทูล ภาสะฐิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูรวัชรเวธน์
ชื่อองค์คณะ
อาคม รุ่งแจ้ง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2562
#636638
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.เจริญค้าบริการ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลง มีนายพินิจ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บท 4273 กาญจนบุรี นางสาวมนัสชนก บุตรของนายพินิจนำรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปใช้ในกิจการร้านชานมไข่มุก ชื่อร้าน "โอว่ะ" ต่อมานายพินิจมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ร่วมภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม โจทก์ร่วมโดยนายพินิจทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุรัตน์ชัย หรือนายยงยุทธิ์ ดำเนินคดีแก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชัน กล่าวหาว่าจำเลยยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยยืมรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปใช้ เมื่อโจทก์ร่วมมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ร่วมภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 9 และ 10 มิถุนายน 2558 และต้องคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมในวันที่ 17 มิถุนายน 2558 แต่จำเลยไม่คืนให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อโจทก์ร่วมร้องทุกข์ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายพินิจและนางสาวมนัสชนกเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณปลายปี 2556 นางสาวมนัสชนกยืมรถยนต์ของโจทก์ร่วมจากนายพินิจไปใช้ในกิจการร้านชานมไข่มุก ชื่อร้าน "โอว่ะ" ที่นางสาวมนัสชนกร่วมดำเนินกิจการกับจำเลย ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 นางสาวมนัสชนกขายกิจการส่วนของตนให้แก่จำเลย ส่วนรถยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น จำเลยขอยืมไว้ใช้ในกิจการต่อสักระยะ นายพินิจจึงอนุญาตเพราะเข้าใจว่ายืมเพียง 1 ถึง 2 เดือนเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน จำเลยยังไม่คืนรถยนต์ นายพินิจสอบถามนางสาวมนัสชนกแล้วได้รับแจ้งว่าจำเลยขอยืมต่ออีกสักระยะ นายพินิจพยายามทวงคืนรถยนต์ของโจทก์ร่วมผ่านนางสาวมนัสชนก แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2558 นางสาวมนัสชนกแจ้งให้นายพินิจทราบว่าจำเลยไม่คืนรถยนต์ให้ โดยอ้างว่ารถเป็นของจำเลยแล้ว นายพินิจจึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยไม่คืนให้ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าหลังจากนางสาวมนัสชนกไม่ร่วมธุรกิจกับจำเลยแล้ว จำเลยขอยืมรถยนต์ของโจทก์ร่วมไว้ใช้ในกิจการต่อสักระยะ หลังจากนั้นนายพินิจทวงถามนางสาวมนัสชนกเรื่อยมา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2558 นางสาวมนัสชนกแจ้งให้นายพินิจซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยไม่คืนรถยนต์ให้ โดยอ้างว่า รถเป็นของจำเลยแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอารถยนต์ของโจทก์ร่วมไปในวันดังกล่าว เพราะเป็นวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้ และอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 5 กรกฎาคม 2558 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนการที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมเสียภาษีประจำปีครั้งสุดท้ายวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ครบกำหนดเสียภาษีครั้งต่อไปวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 แต่ไม่มีการต่อภาษีประจำปีอีกนั้น ปรากฏตามสำเนารายการจดทะเบียนว่ารถยนต์ของโจทก์ร่วมเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลซึ่งจดทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 จึงเป็นรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก ในการต่อภาษีประจำปีแต่ละครั้งจะต้องนำรถยนต์ไปตรวจสภาพก่อนจึงจะต่อภาษีประจำปีได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวรถยนต์ของโจทก์ร่วมอยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่โจทก์ร่วมยังไม่ต่อภาษีประจำปี จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเป็นการตอบโต้การกระทำของจำเลยเพื่อมิให้นำรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปใช้บนถนนสาธารณะได้ตามปกติ อันจะถือว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพิชิต ลิ้มวานิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1527/2562
#635876
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับนี้เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ผู้รับประกันภัยค้ำจุนทำกับผู้เอาประกันภัยให้สิทธิผู้มีสิทธิเรียกร้องซึ่งก็คือ ผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลผู้ต้องเสียหายจากวินาศภัยมีสิทธิใช้วิธีอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทได้ถ้าประสงค์หรือเห็นควร กรณีย่อมแตกต่างจากการที่คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการตกลงกันไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการว่าหากเกิดข้อพิพาทระหว่างกันให้ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหากมีข้อตกลงนี้คู่สัญญาย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้ ฉะนั้น ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ผู้ร้องจึงอาจเลือกใช้วิธีอนุญาโตตุลาการยื่นคำเสนอข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัยระหว่างตนกับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต่ออนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการดังกล่าวได้ แม้ตนจะยื่นฟ้องคดีแพ่งผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านทั้งสองเรียกร้องให้รับผิดทางละเมิดแล้วก็ตาม การใช้สิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงไม่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

ผู้ร้องเป็นผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นบุคคลผู้ต้องเสียหายตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนเป็นการเรียกจากผู้รับประกันภัยตรงตามกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับการที่เจ้าหนี้ฟ้องคดีให้ศาลเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท จึงต้องเรียกภายใน 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ดังกล่าวไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ย่อมไม่ทำให้อายุความเรียกร้องทางแพ่งหรือฟ้องคดีแพ่งสะดุดหยุดลง ซึ่งวันวินาศภัยก็คือวันเกิดเหตุรถเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้บุตรของผู้ร้องถึงแก่ความตาย หาใช่วันที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งเพราะเป็นวันที่มีการคำนวณค่าเสียหายเพื่อเรียกร้องแล้วไม่ ทั้งก็ไม่ได้มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เพราะเหตุผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งรับค้ำจุนในบรรดาหนี้ทั้งปวงที่มีต่อผู้เสียหายซึ่งก็คือผู้ร้อง เนื่องจากแม้มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น

กรณีที่คู่พิพาทมิได้กำหนดกฎหมายที่จะใช้บังคับกับข้อพิพาท ก็ต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ รวมถึง ป.วิ.พ. ด้วย ซึ่งก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอนุญาโตตุลาการก็ให้โอกาสผู้ร้องยื่นคำคัดค้านคำร้องขอชี้ขาดเบื้องต้นนั้นแล้ว จากนั้นจึงสั่งงดการชี้สองสถานและปิดการพิจารณา ไม่นำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของผู้ร้องต่อไป ซึ่งก็สั่งเช่นนี้ได้เพราะเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอื่นจากพยานหลักฐานใดของทั้งสองฝ่ายมานำสืบอีก การพิจารณาดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในอำนาจของตน เป็นการพิจารณาข้อพิพาทโดยชอบและปฏิบัติต่อผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันกับฝ่ายผู้คัดค้าน และให้โอกาสผู้ร้องเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้ตามพฤติการณ์แห่งข้อพิพาทแล้ว ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีสาเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า นางสาวอรภา บุตรของผู้ร้อง ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่นายไพโรจน์ เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นางสาวอรภาถึงแก่ความตาย รถบรรทุกและรถพ่วงเอาประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไว้กับผู้คัดค้านที่ 1 และเอาประกันภัยภาคสมัครใจประกันภัยค้ำจุนไว้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องฟ้องคดีอาญานายไพโรจน์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ว่ากระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา แล้วผู้ร้องฟ้องคดีแพ่งนายไพโรจน์ต่อศาลแขวงพระนครใต้ เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้บังคับผู้คัดค้านที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทเป็นเงิน 400,000 บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ชดใช้เป็นเงิน 600,000 บาท รวม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นคำคัดค้าน และยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า คำเสนอข้อพิพาทขาดอายุความหรือไม่ และขอระงับคำเสนอข้อพิพาทไว้ชั่วคราว ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีแพ่งนายไพโรจน์ผู้ขับ และขณะเดียวกันก็ใช้ข้อผูกพันตามสัญญาประกันภัยเสนอข้อพิพาทเรียกร้องให้ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยต้องรับผิดตามสัญญาในเรื่องเดียวกันด้วย เป็นการใช้สิทธิสองทางเพื่อประโยชน์จากความเสียหายและวินาศภัยอันเดียวกัน ทั้งที่ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากมูลหนี้ทางใดทางหนึ่งเพียงเท่ากับจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องขาดอายุความเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนซึ่งมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง แล้ว ให้ยกคำเสนอข้อพิพาท ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งต้องเพิกถอนคำชี้ขาดนั้นหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทใช้สิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการโดยไม่สุจริตหรือไม่ ปรากฏข้อตกลงในเงื่อนไขและความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 16 และในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 10 ว่าด้วยการระงับข้อพิพาทเหมือนกันว่า "ในกรณีที่มีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ภายใต้กรมธรรม์ฉบับนี้ ระหว่างผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยกับบริษัท และหากผู้มีสิทธิเรียกร้องประสงค์หรือเห็นควรยุติข้อพิพาทนั้นโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ บริษัทตกลงยินยอมและให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ" ซึ่งข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับ นี้เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ผู้รับประกันภัยค้ำจุนทำกับผู้เอาประกันภัยให้สิทธิผู้มีสิทธิเรียกร้องซึ่งก็คือ ผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลผู้ต้องเสียหายจากวินาศภัยมีสิทธิใช้วิธีอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทได้ถ้าประสงค์หรือเห็นควร เมื่อผู้ร้องที่เป็นผู้ประสบภัยจากรถและเป็นบุคคลผู้ต้องเสียหายตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องประสงค์หรือเห็นควรใช้สิทธิตามข้อสัญญานี้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยก็ต้องตกลงยินยอม ซึ่งผู้คัดค้านทั้งสองก็ได้ยอมรับโดยทำหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ และหนังสือตั้งอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 จึงจะยกขึ้นอ้างในรายงานการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ครั้งที่ 1/2560 ไม่ได้ว่าผู้ร้องต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง จนเป็นผลให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าผู้ร้องใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรื่อง ละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายไพโรจน์ผู้ขับรถคันที่ตนต่างรับประกันภัยไปแล้ว กรณีย่อมแตกต่างจากการที่คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการตกลงกันไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการว่าหากเกิดข้อพิพาทระหว่างกันให้ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหากมีข้อตกลงนี้ ถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาล (ภายในระยะเวลายื่นคำให้การ) ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ซึ่งในกรณีเช่นนี้คู่สัญญาไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้ เพราะข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการบังคับให้ต้องใช้วิธีอนุญาโตตุลาการเพียงทางเดียว ฉะนั้น ผู้ร้องจึงอาจเลือกใช้วิธีอนุญาโตตุลาการยื่นคำเสนอข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัยระหว่างตนกับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต่ออนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการดังกล่าวได้ แม้ตนจะยื่นฟ้องคดีแพ่งนายไพโรจน์ผู้ขับรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านทั้งสองเรียกร้องให้รับผิดทางละเมิดแล้ว เพียงแต่ตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยประกันภัยผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยต้องรับผิดต่อเมื่อรถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด ซึ่งเมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประสบภัย ผู้เสียหาย และผู้ที่ต้องเสียหายฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งนายไพโรจน์ผู้ขับรถต่อศาล อนุญาโตตุลาการก็ควรรอฟังก่อนว่าศาลตัดสินว่าผู้ขับเป็นฝ่ายผิดเป็นฝ่ายประมาทหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาเรื่องค่าสินไหมทดแทนต่อไป ซึ่งการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะได้รับก็ต้องไม่เกินกว่าความเสียหายจำนวนตามความเป็นจริง หากนายไพโรจน์ผู้ขับต้องรับผิดชดใช้ไปจำนวนเท่าใดที่ไม่เกินวงเงินประกันภัย ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดจ่ายจำนวนนั้นและจ่ายส่วนที่เหลือจนครบวงเงินประกันภัยตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยลูกหนี้ร่วม การใช้สิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงไม่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

สำหรับประเด็นว่า การยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นบุคคลผู้ต้องเสียหายตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนเป็นการเรียกจากผู้รับประกันภัยตรงตามกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับการที่เจ้าหนี้ฟ้องคดีให้ศาลเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท จึงต้องเรียกภายใน 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง การใช้สิทธิทางศาลยื่นฟ้องคดีอาญานายไพโรจน์ว่ากระทำความผิดฐานกระทำการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรของผู้ร้องถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าวคือ ผู้ร้อง และการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำละเมิดของนายไพโรจน์ให้บุตรของผู้ร้องตาย ผู้มีสิทธิฟ้องก็คือ ผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนเดียวกัน จึงเป็นคู่ความเดียวกัน การที่ผู้ร้องฟ้องคดีแพ่งนายไพโรจน์เรียกค่าเสียหายทางละเมิดจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว แต่การที่ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ผู้รับประกันภัยเป็นมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัยนั้นไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดอาญาของนายไพโรจน์ แม้ความรับผิดตามสัญญาประกันภัยของผู้รับประกันภัยจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบวินาศภัยนั้น แต่ก็เป็นเพราะกฎหมายแพ่งว่าด้วยประกันภัยและมีข้อตกลงในสัญญาประกันภัยกำหนดให้เป็นเงื่อนไขความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อผู้เอาประกันภัยและผู้ที่ต้องเสียหาย ผู้รับประกันภัยมิได้เป็นโจทก์หรือผู้เสียหายในคดีอาญานั้นด้วย จึงมิได้เป็นคู่ความเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 จึงไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่ทำให้อายุความเรียกร้องทางแพ่งหรือฟ้องคดีแพ่งสะดุดหยุดลงตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง และการเริ่มนับอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ซึ่งวันวินาศภัยก็คือวันเกิดเหตุรถเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้บุตรของผู้ร้องถึงแก่ความตาย หาใช่วันที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งเพราะเป็นวันที่มีการคำนวณค่าเสียหายเพื่อเรียกร้องแล้วดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ ทั้งก็ไม่ได้มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เพราะเหตุผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งรับค้ำจุนในบรรดาหนี้ทั้งปวงที่มีต่อผู้เสียหายซึ่งก็คือผู้ร้องดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ เนื่องจากแม้มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 การที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ผู้รับประกันภัยจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถผู้ที่ต้องเสียหายตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามสัญญาประกันภัยและบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งว่าด้วยประกันภัยที่เกี่ยวข้อง หาใช่เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ ผู้ร้องจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าการที่บริษัทผู้รับประกันภัยยกอายุความขึ้นต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว ถือเป็นการที่บริษัทใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการดำเนินการพิจารณาไม่ชอบ ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามในการสืบพยาน และวินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้มีการทำสัญญาตั้งอนุญาโตตุลาการ และยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณาคดีเพราะต้องตกลงกันก่อนว่าจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณาคดี ซึ่งศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ทั้งที่ผู้ร้องได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้แล้ว จึงเป็นการพิจารณาไม่ครบถ้วนทุกประเด็น เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" และมาตรา 34 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้กำหนดถึงกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับกับข้อพิพาทไว้ ให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายไทย..." การอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องคดีนี้ ผู้ร้องใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อสัญญาหนึ่งในสัญญาประกันภัยระหว่างผู้เอาประกันภัยความรับผิดของรถกับผู้รับประกันภัยคือผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาหลัก ตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ก็มาทำหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ กับทำหนังสือตั้งอนุญาโตตุลาการกันอีก ไม่ใช่ไม่ทำสัญญาตั้งอนุญาโตตุลาการกันดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบเพราะต้องตกลงกันก่อนว่าจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณาข้อพิพาท แต่คู่พิพาทยังไม่ได้ตกลงกันนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 34 วรรคสอง ดังกล่าว กรณีที่คู่พิพาทมิได้กำหนดกฎหมายที่จะใช้บังคับกับข้อพิพาท ก็ต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ ซึ่งรวมถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย อนุญาโตตุลาการจึงสามารถใช้การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายนี้ได้ ซึ่งก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอนุญาโตตุลาการก็ให้โอกาสผู้ร้องยื่นคำคัดค้านคำร้องขอชี้ขาดเบื้องต้นนั้นแล้ว จากนั้นจึงสั่งงดการชี้สองสถานและปิดการพิจารณา ไม่นำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของผู้ร้องต่อไป ซึ่งก็สั่งเช่นนี้ได้เพราะเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอื่นจากพยานหลักฐานใดของทั้งสองฝ่ายมานำสืบอีก การพิจารณาดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในอำนาจของตน เป็นการพิจารณาข้อพิพาทโดยชอบและปฏิบัติต่อผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันกับฝ่ายผู้คัดค้าน และให้โอกาสผู้ร้องเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้ตามพฤติการณ์แห่งข้อพิพาทแล้ว ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีสาเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ข) อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.พ.พ. ม. 295 ม. 882
ป.วิ.อ. ม. 51
ป.วิ.พ. ม. 24
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 ม. 25 ม. 34 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2562
#630930
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัย น. ผู้เสียหายยังไม่ได้ลงจากรถ จำเลยเดินมาจากด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหายว่ามีเงินเท่าใด จากนั้นเข้าประชิดตัวผู้เสียหายพร้อมกับทำท่าจะล้วงอาวุธจากขอบกางเกงข้างหลัง ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย โดยเฉพาะจำเลยเป็นชายอยู่ในวัยฉกรรจ์ ร่างกายล่ำกำยำ สูงกว่าผู้เสียหายมาก ส่วนผู้เสียหายเป็นหญิง กำลังศึกษา ย่อมเกิดความเกรงกลัวจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การที่จำเลยกระทำและพูดกับผู้เสียหายเช่นนั้น เพื่อให้ผู้เสียหายส่งเงินให้แก่จำเลย เมื่อผู้เสียหายส่งเงินให้ 240 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 (2) วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้หยิบเอาทรัพย์นั้นเอง หรือผู้เสียหายเป็นผู้หยิบส่งให้ไป

การที่ผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากส่งเงินให้จำเลยแล้ว จำเลยกอดปล้ำพยายามดึงกางเกง ผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเรา จึงถอดสร้อยคอทองคำที่สวมให้จำเลยไปเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่ผู้เสียหายคิดว่า เมื่อจำเลยได้สร้อยคอทองคำแล้ว จะปล่อยตัวผู้เสียหายไป การที่จำเลยรับสร้อยคอทองคำไป จึงเป็นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 334 อีกกระทงหนึ่งแยกต่างหากจากฐานชิงทรัพย์เงิน 240 บาท เมื่อความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วย แม้โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์เงินสดและสร้อยคอทองคำ แต่เมื่อพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา192 วรรคท้าย, 195 วรรคสอง, 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทงได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 281, 295, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สร้อยคอทองคำ 10,740 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหากระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 295, 339 (2) วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าสาธารกำนัล จำคุก 3 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายและจิตใจ กับฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานกระทำอนาจารฯ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ฯ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ 10,740 บาท แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดอีก คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทำร้ายร่างกายและกระทำอนาจารนางสาว อ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อย ตบตีผู้เสียหายที่ใบหน้า ลำตัวและศีรษะหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และภาพถ่ายประกอบคดี สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารผู้อื่นและทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายยังไม่ได้ลงจากรถ จำเลยเดินมาจากด้านหลัง สอบถามผู้เสียหายว่ามีสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือไม่ ผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยถามว่ามีเงินเท่าใด ผู้เสียหายตอบว่ามี 240 บาท จำเลยเข้าประชิดตัวผู้เสียหายมากขึ้น ผู้เสียหายเปิดกระเป๋ายื่นเงินให้จำเลย จำเลยยื่นมือขวามารับเงินจากผู้เสียหาย ส่วนมือซ้ายทำท่าจะล้วงอาวุธจากขอบกางเกงด้านหลัง หลังจากรับเงินแล้ว จำเลยจับแขนผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายใช้หมวกนิรภัยตีจำเลย จำเลยต่อยที่ท้อง ลำตัว และศีรษะผู้เสียหาย แล้วฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายไปที่ลานจอดรถอีกช่องหนึ่งซึ่งมีรถกระบะจอดอยู่ จำเลยผลักและเหวี่ยงผู้เสียหายที่พื้นและบอกให้ถอดกางเกง ผู้เสียหายขัดขืนดึงกางเกงไว้ จำเลยกอดปล้ำและพยายามดึงกางเกงผู้เสียหายออก ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะข่มขืน จึงถอดสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 50 สตางค์ ที่สวมอยู่ให้จำเลยไป โดยคิดว่าเมื่อจำเลยได้สร้อยแล้วจะปล่อยตัวผู้เสียหาย หลังจากจำเลยเอาสร้อยคอไปแล้ว ผู้เสียหายพยายามลุกขึ้นจะหลบหนี แต่จำเลยกระชากผู้เสียหายไว้และชกต่อยผู้เสียหายอีก จำเลยถอดกางเกงขายาวและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออก แล้วใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายและพยายามใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายขัดขืนและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ จำเลยใช้มือบีบคอผู้เสียหาย ระหว่างนั้นมีชายเก็บขยะเดินมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความโดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผล ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ข้อระแวงว่าจะแกล้งเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยก็ไม่มี คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งจัดทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุไม่นาน เชื่อว่าจำเลยให้การไปตามจริงโดยไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งให้ตนเองพ้นผิด เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายแล้วย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้ อีกทั้งจำเลยยังเบิกความรับว่าได้พูดขอยืมสายชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้เสียหายและรับเงินที่ผู้เสียหายส่งให้จริง อันเป็นการเบิกความเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ยิ่งสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น ที่จำเลยนำสืบทำนองว่า ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยเอง มีเพียงจำเลยเบิกความลอย ๆ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลที่ไม่ปรากฏว่าเพราะเหตุใดผู้เสียหายจะส่งเงินให้ หากจำเลยไม่สอบถามผู้เสียหายว่ามีเงินเท่าใดดังที่ผู้เสียหายเบิกความ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเข้ามาทางด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหายว่ามีเงินเท่าใด จากนั้นเข้าประชิดตัวผู้เสียหายพร้อมทั้งทำท่าจะล้วงอาวุธจากขอบกางเกงด้านหลัง ซึ่งลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย โดยเฉพาะจำเลยเป็นชายอยู่ในวัยฉกรรจ์ ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า จำเลยมีร่างกายล่ำกำยำ และสูงกว่าผู้เสียหายมาก ส่วนผู้เสียหายเป็นหญิงและกำลังศึกษาย่อมเกิดความเกรงกลัวจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การที่จำเลยกระทำและพูดกับผู้เสียหายเช่นนั้น เห็นได้ว่าเพื่อให้ผู้เสียหายส่งเงินให้แก่จำเลยนั่นเอง เมื่อผู้เสียหายส่งเงินให้เพราะเกิดความกลัวเนื่องจากถูกจำเลยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เงิน 240 บาท ของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (2) วรรคสาม ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยเป็นผู้หยิบเอาทรัพย์นั้นเองหรือผู้เสียหายเป็นผู้หยิบส่งให้ไป และการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุแล้วชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไป ย่อมเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี สำหรับสร้อยคอทองคำนั้น ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่าผู้เสียหายกลัวจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเรา จึงถอดสร้อยคอทองคำที่สวมอยู่ให้จำเลยไปเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่ผู้เสียหายคิดว่าเมื่อจำเลยได้สร้อยคอทองคำแล้ว จะปล่อยตัวผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความ การที่จำเลยรับเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายไป จึงเป็นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า นอกจากจำเลยมีเจตนาชิงเงินของผู้เสียหายแล้ว จำเลยยังลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน เมื่อความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วย แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์เงินสดและสร้อยคอทองคำ แต่เมื่อพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 339 (2) ม. 339 วรรคสาม ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไตรสิทธิ์ วิสูตรธนาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชาญศักดิ์ เชิดสงวน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2562
#644822
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าการนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป เป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย อันเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และให้ใช้ข้อความใหม่แทนเป็นว่า การนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่ หรือมีน้ำหนักตามจำนวนดังกล่าว เป็นเพียงการสันนิษฐานว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 นี้ บัญญัติไม่ให้นำไปใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณากำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนไทยออกไปนอกราชอาณาจักรนอกช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ 1,500 บาท ฐานเป็นคนไทยเข้ามาในราชอาณาจักรนอกช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ 1,500 บาท รวมปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 14 หน่วยการใช้ และมีน้ำหนักสุทธิ 1.210 กรัม มีเพียงการคำนวณสารบริสุทธิ์ 0.394 กรัม ที่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนด จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ขอให้ปรับบทลงโทษ วางโทษใหม่ และลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีของจำเลยที่ 2 มีคำพิพากษาศาลฎีกาและคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลปรับบทลงโทษ วางโทษ และลดมาตราส่วนโทษใหม่ ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555

ครั้นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ 2 ทำนองเดียวกันนี้ และอ่านให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ โดยใช้มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 กำลังรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าการนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป เป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย อันเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และให้ใช้ข้อความใหม่แทนเป็นว่า การนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่หรือมีน้ำหนักตามจำนวนดังกล่าว ให้เป็นเพียงการสันนิษฐานว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 นี้ บัญญัติไม่ให้นำไปใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (เดิม) ม. 15 วรรคสาม (ใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 8 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายณัฐพล ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2562
#657947
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 กำลังรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าการนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป เป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย อันเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และให้ใช้ข้อความใหม่แทนเป็นว่า การนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่หรือมีน้ำหนักตามจำนวนดังกล่าว ให้เป็นเพียงการสันนิษฐานว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 นี้ บัญญัติไม่ให้นำไปใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนไทยออกไปนอกราชอาณาจักรนอกช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ 1,500 บาท ฐานเป็นคนไทยเข้ามาในราชอาณาจักรนอกช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ 1,500 บาท รวมปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 14 หน่วยการใช้ และมีน้ำหนักสุทธิ 1.210 กรัม มีเพียงการคำนวณสารบริสุทธิ์ 0.394 กรัม ที่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนด จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ขอให้ปรับบทลงโทษ วางโทษใหม่ และลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีของจำเลยที่ 2 มีคำพิพากษาศาลฎีกาและคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลปรับบทลงโทษ วางโทษ และลดมาตราส่วนโทษใหม่ ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ 2 ทำนองเดียวกันนี้ และอ่านให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 แล้ว

ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ โดยใช้มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 กำลังรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าการนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป เป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย อันเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และให้ใช้ข้อความใหม่แทนเป็นว่า การนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่หรือมีน้ำหนักตามจำนวนดังกล่าว ให้เป็นเพียงการสันนิษฐานว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 นี้ บัญญัติไม่ให้นำไปใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 8 วรรคหนึ่ง.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นายณัฐพล ตรีขจรเกียรติ
- นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1492/2562
#635877
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยย้ายไปอยู่บ้านอีกแห่งห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร จากบ้านมารดา เป็นเวลา 3 ปี แล้ว แต่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมารดา ก่อนถูกฟ้องจำเลยเคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์เนื่องจากไปเยี่ยมมารดาที่บ้าน เมื่อฟ้องคดีโจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและน้องเขยจำเลยเป็นผู้รับแทน จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากหลานจำเลยนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมาให้ ซึ่งโจทก์ก็มิได้นำสืบพยานว่าจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านใหม่ตามที่จำเลยอ้าง เมื่อจำเลยทราบนัดสืบพยานโจทก์และนัดไกล่เกลี่ยจำเลยและทนายความมาศาล และเมื่อปรากฏว่าที่ดินที่ตกลงซื้อขายเป็นที่ดินแจ้งเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยจำเลยเป็นผู้แจ้งระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน โดยโจทก์ได้ใช้ที่ดินนับแต่ตกลงซื้อจากจำเลยตั้งแต่ปี 2551 จนปี 2557 มีบุคคลอื่นมาโต้แย้ง โจทก์กลับยอมตามที่ผู้อื่นโต้แย้งและฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หลังจากทำสัญญาซื้อขาย 8 ปี 1 เดือนเศษ จึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การจำเลยไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ มาตรา 199 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน ภ.บ.ท.5 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย โดยมีน้องเขยจำเลยรับหมายไว้แทนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การพร้อมยื่นคำให้การมาแนบท้ายคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ยกคำร้อง แล้วพิจารณาคดีต่อไป และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลย แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ และยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยมีชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ 180 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 และนำส่งหมายเรียกกับสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 โดยน้องเขยจำเลยเป็นผู้รับหมาย อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ถึงจำเลยอ้างว่าผิดสัญญาขายที่ดิน ขอให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 180 ดังกล่าวข้างต้น จำเลยเป็นผู้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 (ฉบับที่ยื่นในชั้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคือน้องเขยจำเลยมิใช่ตัวจำเลย แม้จำเลยจะมีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่จำเลยก็นำสืบว่าเป็นบ้านมารดาจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุฟ้องจำเลยย้ายไปอยู่ที่บ้านอีกแห่งหนึ่งห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร ประมาณ 3 ปีแล้ว การที่จำเลยรับหนังสือและไปรษณีย์ตอบรับ (ฉบับที่ยื่นในชั้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560) เนื่องจากเผอิญไปเยี่ยมมารดา เหตุที่ทราบเรื่องโจทก์ฟ้องเนื่องจากหลานนำไปให้ซึ่งโจทก์ก็ไม่นำสืบพยานว่าจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านใหม่ตามที่อ้าง คำเบิกความจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้เมื่อจำเลยทราบวันนัดสืบพยานโจทก์และนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยและทนายจำเลยก็มาศาล เมื่อฟังประกอบคำฟ้องของโจทก์และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายท้ายฟ้องแล้วปรากฏว่า ที่ดินที่ตกลงซื้อขายเป็นที่ดินแจ้งเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยจำเลยเป็นผู้แจ้งระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของ โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2551 โจทก์ได้ใช้ที่ดินตามที่ตกลงซื้อมาตลอดจนกระทั่งปี 2557 มีบุคคลอื่นมาโต้แย้ง โจทก์กลับยอมตามที่โต้แย้งและโจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 ห่างจากวันที่ทำสัญญาซื้อขาย 8 ปี 1 เดือนเศษ กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้จำเลยยื่นคำให้การและให้รับคำให้การจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยโดยให้เหตุผลอย่างละเอียดชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 6,600 บาท จึงเกินมา 6,400 บาท เห็นควรคืนให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,400 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายอนันท์ หมาดแท่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2562
#638484
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเฉพาะค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ การที่ศาลชั้นต้นนำค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ทรัพย์สินซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยและมิได้ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยมาหักออกจากค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษา จึงเป็นการนำค่าสินไหมทดแทนนอกฟ้องนอกประเด็นและคนละประเภทกันมาหักจากค่าสินไหมทดแทนในคดีเกินกว่าสิทธิที่โจทก์เรียกร้องและจะได้รับ มีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มิใช่เป็นการพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดเพิ่มขึ้นอันจะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,657,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,207,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ทรัพย์สิน 550,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปแล้วมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดเพิ่มขึ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเฉพาะค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ระหว่างพิจารณาคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในความผิดต่อชีวิต ประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4197/2558 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าโจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถบรรทุกตามกรมธรรม์ประกันภัยในส่วนความเสียหายแก่ชีวิตและร่างกาย 700,000 บาท ความเสียหายแก่ทรัพย์สิน 550,000 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายจำเลยเป็นค่าปลงศพ 12,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นนำค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ทรัพย์สิน 550,000 บาท ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยมาหักออกจากค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษา จึงเป็นการนำค่าสินไหมทดแทนนอกฟ้องนอกประเด็นและคนละประเภทกันมาหักจากค่าสินไหมทดแทนในคดีเกินกว่าสิทธิที่โจทก์เรียกร้องและจะได้รับ มีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่จำเลยทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มิใช่เป็นการพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดเพิ่มขึ้นอันจะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางจรัสวรรณ ใจฐิติวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2562
#634572
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเคยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง และในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วให้พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองแล้วว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแต่สืบพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไปฝ่ายเดียว เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม หาขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีนี้แล้ว โจทก์ทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ การที่จำเลยทั้งสองยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์อีก จึงเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งสองฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสองจากสารบบความ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1266 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 3 ไร่ 4 ตารางวา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสองไปฝ่ายเดียวแล้วนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองต่อในช่วงบ่าย เวลา 13.30 นาฬิกา ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดี ทนายจำเลยทั้งสองมาศาลยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยทั้งสองไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด เนื่องจากระหว่างเดินทางรถยนต์ยางแตก กรณีเป็นเหตุสุดวิสัย ขออนุญาตดำเนินกระบวนพิจารณาในช่วงบ่าย ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จึงทำการสืบพยานโจทก์ทั้งสองโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองที่อยู่ระหว่างการสืบพยาน และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองวันที่ 1 กันยายน 2557 เวลา 9.30 นาฬิกา

วันที่ 13 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเพราะไปประกอบอาชีพที่จังหวัดอื่น ไม่ทราบเงื่อนเวลาตามกฎหมาย มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขออนุญาตยื่นคำให้การ กับขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทนายจำเลยทั้งสองมาศาลในวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องในโอกาสแรก ไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง และไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดี

วันที่ 1 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสองโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองถามค้านพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 8 กันยายน 2557 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งจำหน่ายคดีเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 8 ไร่ 13 ตารางวา แก่ทายาทของนางนวล คนละส่วนเท่ากัน คือคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนางคำแพ้วหรือคำแผ่ว จดทะเบียนแบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองตามส่วนคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแต่ได้สืบพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไปฝ่ายเดียวย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสองไม่ คดีมีเหตุอันสมควรที่จะต้องไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสอง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งในเรื่องนี้ใหม่ จากนั้นให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว มีคำสั่งว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 8 ไร่ 13 ตารางวา แก่ทายาทของนางนวล คนละส่วนเท่ากัน คือคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนางคำแพ้วหรือคำแผ่ว จดทะเบียนแบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองตามส่วนคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20975 แก่ทายาทของนางนวล คนละส่วนเท่ากัน คือคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนางคำแพ้วหรือคำแผ่ว จดทะเบียนแบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองตามส่วนคนละ 2 ไร่ 3 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ทั้งสองไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองเคยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 และในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งใหม่ แล้วให้พิจารณาและพิพากษาคดีนี้ใหม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้วว่า แม้โจทก์ทั้งสองไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด แต่โจทก์ทั้งสองมาศาลเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาตามนัด แสดงว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไป ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้เสียจากสารบบความแต่สืบพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไปฝ่ายเดียวย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสองไม่ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีนี้แล้ว โจทก์ทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ การที่จำเลยทั้งสองยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์อีก จึงเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสองเสียจากสารบบความ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 6,447 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 6,247 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 198 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายประดิษฐ์ อัครทวีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2562
#637629
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป เป็นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเช่าโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเช่าที่ค้างไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ค่าเช่าเสร็จสิ้น จะบังคับชำระดอกเบี้ยไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ให้กระทำการอันหนึ่งอันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเป็นให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 ด้านทิศใต้ตามทางเดินเข้าออกตลาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร พื้นที่ปูกระเบื้องและโครงเหล็กตลอดแนวด้านทิศตะวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแนวเขตที่ดิน และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนด ค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายสรายุทธ บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 เนื้อที่ 2 งาน 34 ตารางวา ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 นายสรายุทธถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์นำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยมีร้านขายเสื้อผ้าตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4.2 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากที่ดินพิพาท โดยมีสัญญาเช่าซึ่งมีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้เช่า และลายมือชื่อนายโดมพันธุ์สามีจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันมาแสดง จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า สัญญาเช่ามีชื่อจำเลยในช่องผู้เช่าและชื่อนายโดมพันธุ์เป็นผู้ค้ำประกันจริง ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า ลายมือชื่อในช่องผู้เช่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น ศาลได้พิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อในช่องผู้เช่าตามสัญญาเช่ากับลายมือชื่อของจำเลยในใบแต่งทนายความแล้ว มีลีลาการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรคล้ายคลึงกันมาก นายโดมพันธุ์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานไม่แน่ใจว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเป็นของพยานหรือไม่ ถือว่านายโดมพันธุ์มิได้ปฏิเสธลายมือชื่อดังกล่าว เชื่อว่าลายมือชื่อในช่องผู้เช่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง ทั้งโจทก์มีนางสิริกัลยาผู้ไปเก็บค่าเช่าจากจำเลยเบิกความยืนยันว่า นายพิทักษ์บุตรของจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าแทนจำเลยตลอดมา และนายพิทักษ์ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระค่าเช่าและรับหนังสือขอปรับเพิ่มค่าเช่าในสมุดรับเงินด้วย นอกจากนี้จำเลยยังยอมรับในฎีกาว่า จำเลยเป็นคู่สัญญาเช่ากับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และชำระค่าเช่าให้โจทก์จริง ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า อันเป็นการครอบครองแทนผู้ตายและโจทก์มิได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเช่าที่ค้างไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ค่าเช่าเสร็จสิ้นจะบังคับชำระดอกเบี้ยไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ให้กระทำการอันหนึ่งอันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องและไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องแล้ว แต่พฤติการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2562
#636630
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทในระหว่างระยะเวลาห้ามโอนและจำเลยทั้งสองยังมิได้มีการส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครอง โดยมีข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันหลังพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน ถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จึงไม่ตกเป็นโมฆะและสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนเงินมัดจำค่าที่ดินที่รับไปจากโจทก์ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 135,025,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 132,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,137,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การขอบังคับโจทก์ชำระเงิน 72,000,000 บาท กับริบเงินมัดจำที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสอง 23,000,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤษภาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา และเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64257 เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 59 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 เป็นที่ดินตามโครงการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนให้แก่บุคคลอื่นภายในห้าปีตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2552 และวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ตามลำดับ ส่วนที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 เป็นที่ดินอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งตามมาตรา 27 (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติห้ามมิให้สมาชิกนิคมสร้างตนเองมอบหรือโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่บุคคลอื่นเช่นกัน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว เนื้อที่รวม 24 ไร่ ในราคารวม 40,000,000 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 200,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 หลังจากนั้นโจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองอีกหลายครั้ง ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2556 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาฉบับเดิมและทำสัญญาฉบับใหม่ 2 ฉบับ สัญญาฉบับแรก โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 จำนวน 2 แปลง เนื้อที่รวม 18 ไร่ 41 ตารางวา ในราคา 30,000,000 บาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว 12,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 18,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดที่ 1 และที่ 2 ชำระงวดละ 5,000,000 บาท ในวันที่ 12 มกราคม 2557 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2557 ตามลำดับ งวดที่ 3 ชำระ 8,000,000 บาท ในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 และตกลงจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่กันในวันดังกล่าว สัญญาฉบับที่สอง โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ในราคา 10,000,000 บาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 9,000,000 บาท ตกลงชำระในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 ให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว 22,000,000 บาท และชำระค่าที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว 1,000,000 บาท รวม 23,000,000 บาท เมื่อถึงวันนัดโอนที่ดินในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปากช่อง เพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดิน โจทก์ต้องการให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 ให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่เหลือ 8,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ต้องการให้โจทก์รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 กับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 โดยชำระเงินค่าที่ดินทั้งสามแปลงส่วนที่เหลือทั้งหมด 17,000,000 บาท สำหรับหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาฉบับดังกล่าวตกเป็นโมฆะและพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่อุทธรณ์เกี่ยวกับสัญญาฉบับนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลง โดยในสัญญาระบุว่าโจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาเป็นเงิน 12,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 18,000,000 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็นงวดรวม 3 งวด งวดสุดท้ายชำระภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 และจำเลยทั้งสองจะจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เมื่อชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วในวันดังกล่าว แม้จะปรากฏว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 มีข้อกำหนดห้ามโอนภายในห้าปีตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2552 และ 31 สิงหาคม 2552 ซึ่งจะครบกำหนดห้ามโอนในวันที่ 6 ตุลาคม 2557 และ 31 สิงหาคม 2557 ตามลำดับก็ตาม แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่กันในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินแล้ว ทั้งได้ความว่าหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อมา โดยมิได้สละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิใช่ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยมีข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงไม่ตกเป็นโมฆะและสามารถใช้บังคับกันได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในข้อนี้ได้ความจากคู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวในราคา 30,000,000 บาท โดยโจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว 22,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 8,000,000 บาท ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนที่ดินในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ครั้นถึงวันนัดได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปากช่อง พร้อมนำเงินสด 50,000 บาท แคชเชียร์เช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทองหล่อ จำนวนเงิน 5,300,000 บาท และแคชเชียร์เช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยทองหล่อ จำนวนเงิน 2,650,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือตามสัญญาให้แก่จำเลยทั้งสองพร้อมจดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสองแปลง แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่ยอมโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าต้องการให้โจทก์รับโอนที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันไว้ด้วย และชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือทั้งสามแปลง เป็นเงิน 17,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 ดังกล่าว ระบุชื่อนางวาย เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินไม่ใช่จำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 27 (6) บัญญัติห้ามมิให้สมาชิกนิคมสร้างตนเองมอบหรือโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการฯ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถโอนขายหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้โดยชอบ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างทำนองว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 กับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 7966 ขึ้นใหม่สองฉบับ โดยมิได้มีเจตนาที่จะยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแบบเหมารวมทั้งสามแปลงที่ทำกันไว้แต่แรก โจทก์จึงต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือทั้งสามแปลงเป็นเงิน 17,000,000 บาท และรับโอนที่ดินทั้งหมดไปในคราวเดียวกันนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งที่มีโฉนดและที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์รวมสามแปลงในสัญญาฉบับเดียวกันเป็นเงิน 40,000,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันขึ้นใหม่รวม 2 ฉบับ โดยแยกเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีโฉนดรวม 2 แปลง ฉบับหนึ่ง กับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ 1 แปลง อีกฉบับหนึ่ง โดยมีการระบุถึงราคาที่ดินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้แต่ละประเภท รวมทั้งรายละเอียดการชำระเงินค่าที่ดินในสัญญาแต่ละฉบับต่างหากจากกัน ซึ่งก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วยความสมัครใจไม่มีการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามแปลงกันใหม่โดยแยกเป็นที่ดินมีโฉนดกับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ โดยเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ในสัญญาฉบับเดิมที่ทำกันไว้แต่แรก หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ และต้องบังคับกันตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อตกลงตามสัญญาฉบับเดิมดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ยอมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 64589 และเลขที่ 64257 ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินค่าที่ดินที่รับไปจากโจทก์ 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12 ม. 27 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรีหญิง ฑ.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวสุทธิณี กุลธีระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2562
#640617
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่งศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ฉะนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่ง จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบคำพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ ว่าข้อเท็จจริงมีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่เท่านั้น ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยมิได้สืบพยานโจทก์จำเลยให้สิ้นกระแสความเสียก่อน เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนคดีเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ ให้งดสืบพยานโจทก์กับจำเลย และมีคำสั่งให้นำสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10113/2558 ในคดีหมายเลขดำที่ 282/2548 หมายเลขแดงที่ 4664/2549 ของศาลแพ่งธนบุรี มาเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ววินิจฉัยว่า ในคดีแพ่งดังกล่าวที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 3 กับพวก ให้รับผิดตามสัญญาจ้างทำของนั้น ศาลฎีกายกข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.27 และลายมือชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ที่ลงไว้ในเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.27 ยินยอมให้การรถไฟแห่งประเทศไทยหักเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 กับพวก 7,128,638.31 บาท แล้วนำไปจ่ายเป็นค่าทนายความให้แก่ทนายความ เพื่อให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย และพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ชำระค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 2,036,246.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.27 ที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเป็นเรื่องเดียวกันกับการกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายโดยประการน่าจะเกิดแก่โจทก์จากการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นเงิน 2,036,246.51 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างว่าความที่จำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดในคดีของศาลแพ่งธนบุรีก็ผูกพันโจทก์โดยคำพิพากษาศาลฎีกาให้มีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างว่าความแก่จำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 28 (2) จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ พยานจำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยและฟังมาในคดีแพ่ง ที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน จะมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่ง จำเลยเป็นโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 3 กับพวก ให้รับผิดตามสัญญาจ้างทำของ ต่อศาลแพ่งธนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 282/2548 หมายเลขแดงที่ 4664/2549 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10113/2558 โดยยกข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.27 และลายมือชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ที่ลงไว้ในเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกเอกสารหมาย จ.27 ยินยอมให้การรถไฟแห่งประเทศไทยหักเงินที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 กับพวกจำนวน 7,128,638.31 บาท แล้วนำไปจ่ายเป็นค่าทนายความให้แก่ทนายความ เพื่อให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งเรื่องดังกล่าวใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย และพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ชำระค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 2,036,246.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขดำที่ 282/2548 หมายเลขแดงที่ 4664/2549 จะผูกพันโจทก์จำเลยคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ก็ดี ก็เป็นการผูกพันเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น แต่คดีนี้เป็นคดีอาญา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ทั้งนี้ เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่งศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ฉะนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งธนบุรี หมายเลขดำที่ 282/2548 หมายเลขดำที่ 4664/2549 จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบคำพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ ว่าข้อเท็จจริงมีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่เท่านั้น ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยมิได้สืบพยานโจทก์จำเลยให้สิ้นกระแสความเสียก่อน เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ พยานจำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — ร้อยโท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2562
#639577
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแล้วลงมติให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 และ ส. เป็นกรรมการใหม่ และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท แล้วจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกลักเอาหุ้นของโจทก์เพื่อจะโอนให้จำเลยที่ 3 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นแล้วไปจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกับนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขกรรมการ จำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท รวมถึงจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอนหุ้นของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นความผิด 2 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (7), 352, 353, 354, 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 2887/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิม จำเลยที่ 2 ให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอม บัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกลักเอาหุ้นของโจทก์รวม 22,000 หุ้น ไปโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 ช่วยรับไว้ซึ่งหุ้นของโจทก์ดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าได้มาจากการลักทรัพย์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในหุ้นจำนวนดังกล่าวไป รวมมูลค่าสูงถึง 2,200,000 บาท และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าวไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการไม่เคารพยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง กระทำโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างในฎีกาทำนองว่า การดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยแล้ว โดยโจทก์มิได้รับความเสียหายเดือดร้อน หรือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฝ่ายจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 และที่ 3 วางเงินชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ และโจทก์รับเงินดังกล่าวแล้ว วันที่ 12 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 1,500,000 บาท แก่โจทก์แล้ว และโจทก์โอนหุ้นทั้งหมดของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 3 เท่ากับโจทก์ได้รับชดใช้เงินค่าหุ้นทั้งหมดจำนวน 2,200,000 บาท กับค่าเสียหายแล้ว 500,000 บาท ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ จึงเห็นควรลงโทษสถานเบา

อนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นลงมติให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท แล้วแต่งตั้งจำเลยที่ 2 และนางสาวเสาวนีย์เป็นกรรมการใหม่ และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท แล้วจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกลักเอาหุ้นของโจทก์เพื่อจะโอนให้จำเลยที่ 3 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นแล้วไปจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกับนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขกรรมการ จำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท รวมถึงจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอนหุ้นของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นความผิด 2 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัด ทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และให้ลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางธราพร จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2562
#635839
เปิดฉบับเต็ม

การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้เป็นลักษณะของการกระทำคือครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดโดยเจตนายึดถือเพื่อตนทำนองเดียวกับบทบัญญัติบรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 3 ครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ซึ่งอาจให้ผู้อื่นยึดถือไว้แทนก็ได้ ตามมาตรา 1368

การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น

โจทก์ จำเลยและทายาทอื่นอีก 3 คน ตกลงให้ที่ดินมรดก 1 แปลง ตกแก่จำเลยแต่ผู้เดียวและจำเลยเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดโดยนำไปออกโฉนดและแบ่งแยกเป็น 5 แปลง ซึ่งมีที่ดินพิพาทในคดีนี้รวมอยู่ด้วย กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทให้ผิดไปจากข้อตกลง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1439/2562
#634580
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับพวกอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ในลักษณะนั่งล้อมเป็นวงกลมและร่วมดื่มเบียร์อยู่ท้ายรถกระบะด้วยกัน เวลาประมาณ 4 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกจำเลย 2 คน กระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง แล้วถูกขังไว้ในห้องที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยไขกุญแจห้องแล้วมากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กถูกพรากจากบิดามารดาแล้วถูกกระทำชำเราในลักษณะโทรมเด็กหญิงและถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ในห้องที่เกิดเหตุ จำเลยซึ่งอยู่ด้วยกันก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุโทรมหญิง โดยจำเลยมีกุญแจไขประตูห้องเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ แสดงว่าจำเลยร่วมรู้เห็นเป็นใจและเป็นตัวการร่วมกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงกับพวกมาตั้งแต่ต้น และขณะจำเลยเข้ามาในห้องที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่พ้นภยันตรายจากการถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกยังไม่ขาดตอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 310, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละหนึ่งในสามฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 36 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เด็กหญิง ภ. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 เป็นบุตรของนาง ศ. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ป. ขณะเกิดเหตุมีอายุสิบสามปีเศษ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นาย ก. และนาย อ. จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 3852/2552 และ 3853/2552 ของศาลชั้นต้นตามลำดับกับพวกหลายคนเป็นคนร้ายพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและหน่วงเหนี่ยวกังขังไว้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน อันเป็นการลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดในฐานดังกล่าวเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า นาย อ. ดึงแขนของผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอนในบ้านพยายามถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 1 โดยมีนาย ก. และจำเลยเข้ามาร่วมถอด เมื่อถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 1 ออกแล้ว นาย อ. เข้ามาคร่อมตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้วเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นนาย ก. ได้เข้ามาคร่อมผู้เสียหายที่ 1 และนำอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และทำในลักษณะเดียวกันจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นจำเลยได้ขึ้นคร่อมผู้เสียหายที่ 1 และนำอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ในลักษณะเดียวกันจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่ให้ถ้อยคำไว้ต่อสหวิชาชีพ ทั้งพนักงานสอบสวนเบิกความมีสาระสำคัญว่า ทั้งนาย อ. นาย ก. และจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยคนทั้งสามอยู่ด้วยกันขณะที่มีการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าถูกกระทำชำเรา แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไม่แน่ใจว่ามีจำเลยกระทำชำเราด้วย แต่ก็ฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเราจริง ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งหากเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายที่ 1 คงไม่กล้าเบิกความยืนยันถึงการกระทำของจำเลยเพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับผู้หญิง ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อสู้ว่า จำเลยเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ภายหลังเกิดเหตุอีกวันหนึ่ง นั้น เท่ากับจำเลยรับในฎีกาว่า จำเลยเกี่ยวข้องในคดีนี้ ซึ่งตามคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับพวกทั้งหมดอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ในลักษณะนั่งล้อมเป็นวงกลมและร่วมดื่มเบียร์อยู่ท้ายรถกระบะ ส่วนในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ได้ความว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเราเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา แล้วก็ถูกกักขังไว้ในห้องนอนที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้มาไขกุญแจห้องแล้วเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กถูกพรากจากบิดามารดาแล้วถูกกระทำชำเราในลักษณะโทรมเด็กหญิงและถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ในห้องที่เกิดเหตุ จำเลยซึ่งอยู่ด้วยกันก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุโทรมเด็กหญิง โดยจำเลยมีลูกกุญแจไขประตูห้องเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ แสดงว่าจำเลยร่วมรู้เห็นเป็นใจและเป็นตัวการร่วมกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงกับพวกมาตั้งแต่ต้น และขณะจำเลยไขกุญแจเข้ามาในห้องที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่พ้นภยันตรายจากการถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกยังไม่ขาดตอน ส่วนที่นาย ก. มาเบิกความว่าจำเลยไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า นาย ก. เป็นเพื่อนกับจำเลยอาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดก็เป็นได้ คำเบิกความของนาย ก. ไม่มีน้ำหนักในการรับฟังไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 310 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเทอดพงษ์ จามน้อยพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2562
#633029
เปิดฉบับเต็ม

อ. ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ถูกกลฉ้อฉลหรือถูกหลอกลวงแต่ประการใด และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หาใช่ครอบครองแทนบุคคลอื่นไม่ ที่ดินตามฟ้องจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของ อ. ที่จะตกได้แก่ทายาท เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจแบ่งแยก โอนขายหรือให้บุคคลใดเข้ามาถือกรรมสิทธิ์รวมหรือจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของตนได้ เมื่อที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของ อ. โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่อาจฟ้องบังคับให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินด้วย และเมื่อจำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ระหว่างนางอิ่ม ผู้ขายกับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อเป็นโมฆะ และบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9594, 9595, 9596, 9597, 9874, 9999, 10000, 10001, 10002 และ 10003 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9586 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 และบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าเสียหาย 170,000 บาท และค่าเสียหายปีละ 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอัศวิน ทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนอกจากบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 และบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 82,500 บาท และให้ชำระค่าเสียหายปีละ 90,000 บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 23 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนางอิ่ม กับนายแส้เพ็ง นางอิ่มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เดิมนางอิ่มเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 134 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 2 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 นางอิ่มจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 134 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 711 ตามการแบ่งเขตการปกครองใหม่ และดำเนินการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยอีกหลายครั้งหลายแปลง รวมทั้งขอออกเป็นโฉนดที่ดินและจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินบางส่วน โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9594, 9595, 9596, 9597, 9874, 9999, 10000, 10001, 10002 และ 10003 เป็นที่ดินแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์ที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10001 และ10002 จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 เพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่มหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ได้เกิดจากการแสดงเจตนาอันแท้จริงของนางอิ่ม แต่เกิดจากการหลอกลวงฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ดังนั้น สัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นโมฆะ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของนางอิ่ม เมื่อนางอิ่มถึงแก่ความตายจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาท จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินแทนทายาทคนอื่น ๆ หาใช่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่ม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีอำนาจแบ่งแยกโอนขายหรือให้บุคคลใดเข้าถือกรรมสิทธิ์รวม หรือจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่ม การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งมีอำนาจฟ้องบังคับให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินด้วย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 บังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสอง และขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 1 เสีย เห็นว่า จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 1 มีเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 มาแสดง ซึ่งเป็นเอกสารที่ได้มีการกระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งก่อนจดทะเบียนซื้อขายที่ดินนั้นก็ได้มีการยื่นคำขอและมีการประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนดและไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินได้ โดยมีนางปาริชาติ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดมาเบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า นางอิ่มไปทำสัญญาขายที่ดินด้วยตนเอง ต่อมาได้มีประกาศให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคัดค้านก่อน โดยในการขายที่ดินนั้น พยานได้สอบปากคำหรือสอบข้อเท็จจริงจากผู้ซื้อและผู้ขายก่อนแล้ว ซึ่งหากเห็นว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ในขณะสอบข้อเท็จจริงก็จะไม่รับทำนิติกรรมให้ ซึ่งนางอิ่มยืนยันที่จะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และหากเงื่อนไขในการซื้อขายไม่ตรงตามระเบียบของสำนักงานที่ดินก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และนายวิโรจน์ มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นบุตรเขยของนางอิ่มและได้เดินทางไปสำนักงานที่ดินเกาะลันตาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และนางอิ่ม นางอิ่มมีสุขภาพร่างกายจิตใจและสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ โดยยืนยันที่จะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งในสัญญาขายที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ถือครองที่ดินแทนบุคคลอื่น ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะนางอิ่มถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงและมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้นำสืบได้ความแต่เพียงว่า เดิมนางอิ่มได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 134 ให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตเก็บรักษาไว้ แต่ก่อนนางอิ่มถึงแก่ความตายไปประมาณ 1 ปี นางอิ่มได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ไปมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือครองเท่านั้น โจทก์ทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่ามีการหลอกลวงเช่นไรและมีพยานหลักฐานใด ๆ มาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวของฝ่ายตน แต่กลับได้ความจากนางปาริชาติซึ่งเป็นผู้สอบสวนสิทธิซึ่งได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้เขียนในสัญญาซื้อขายที่ดิน เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และนายวิโรจน์ว่านางอิ่มมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และมีเจตนาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางอิ่มได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ถูกกลฉ้อฉลหรือถูกหลอกลวงแต่ประการใด และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หาใช่ครอบครองแทนบุคคลอื่นไม่ ที่ดินตามฟ้องจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่มที่จะตกได้แก่ทายาท เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจแบ่งแยก โอนขายหรือให้บุคคลใดเข้ามาถือกรรมสิทธิ์รวมหรือจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของตนก็ได้ เมื่อที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่มโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่อาจฟ้องบังคับให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินด้วย และเมื่อจำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบตรี ส. โดยนาย อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวิญญา พลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1297/2562
#633047
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเอกสารแนบท้ายคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และ ธ. เป็นกรรมการของโจทก์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และ ธ. ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์และถือว่าโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และ ธ. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ขอถอนฟ้องของโจทก์แทนโจทก์และมีผลผูกพันโจทก์แล้ว การถอนฟ้องคดีนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อโจทก์ ผลดีหรือผลเสียนั้นย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของโจทก์ด้วยในลักษณะอย่างเดียวกันจะถือว่าผลประโยชน์ทางได้ทางเสียของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดีนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันดังที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 74 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์โดยนายโยชิฮารุและนายเหนือเพชร กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ มอบอำนาจให้นายภิญโญฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268, 341 ครั้นกระบวนพิจารณามีการสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลยยังไม่แล้วเสร็จ โจทก์โดยจำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

ต่อมาโจทก์โดยนายภิญโญ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลชั้นต้นเคยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและมีคำสั่งใหม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 เสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 5 คน คือ นายโยชิฮารุ นายทาโร่ นายคัทสุอากิ นางธิฑิณันจ์ และนายเหนือเพชร กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์โดยนายโยชิฮารุและนายเหนือเพชรลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายภิญโญฟ้องนายคัทสุอากิและนางสาวพาณีเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานฉ้อโกงและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลยทั้งสอง โจทก์โดยจำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งให้ดำเนินคดีกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์มีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เมื่อปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเอกสารแนบท้ายคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์เป็นกรรมการของโจทก์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์และถือว่าโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ขอถอนฟ้องของโจทก์แทนโจทก์และมีผลผูกพันโจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์ คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 74 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น พิเคราะห์แล้ว การถอนฟ้องคดีนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อโจทก์ ผลดีหรือผลเสียนั้นย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของโจทก์ด้วยในลักษณะอย่างเดียวกันจะถือว่าผลประโยชน์ทางได้ทางเสียของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในการฟ้องคดีนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2562
#630946
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 24 ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน และผู้พิพากษาสมทบอีกสองคน ซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรี จึงเป็นองค์คณะพิจารณาคดีได้.. ก็ตาม แต่การพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นก็เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (1) ถึง (5) คดีนี้เดิมเป็นเรื่องที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญา การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนจึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เมื่อพิจารณาคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดเสร็จแล้ว ในหมวด 11 การพิพากษาคดีอาญา กำหนดให้มีการประชุมปรึกษาคดีเพื่อมีคำพิพากษาตามมาตรา 134 แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาพิพากษาคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต้องมีการประชุมปรึกษาและให้ถามความเห็นของผู้พิพากษาสมทบก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่บทบาทของผู้พิพากษาสมทบในการร่วมนั่งพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาเป็นการมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน รวมทั้งการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนเป็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การใช้วิธีการให้เหมาะสมแก่เด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด ดังที่บทบัญญัติไว้ในหมวด 12 สำหรับคดีร้องขอคืนของกลางในคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด เป็นกรณีตาม ป.อ. มาตรา 36 แม้มีผลสืบเนื่องมาจากคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญาก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงคดีสาขา เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยจำเลยหาได้เป็นคู่ความในคดีร้องขอคืนของกลางไม่ และปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน (จำเลย) หรือไม่ เท่านั้น ไม่มีปัญหาที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด หรือต้องพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนแต่อย่างใด และไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนโดยตรง การพิจารณาพิพากษาคดีขอคืนของกลาง มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน หรือมีผลกระทบต่อเด็กหรือเยาวชนไม่ว่าในทางใด แต่เป็นการมุ่งถึงตัวทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งริบเป็นสำคัญ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง รวมทั้งไม่ต้องสอบถามความเห็นของผู้พิพากษาสมทบก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 134 ด้วย เมื่อคดีนี้มีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสองคนร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีร้องขอคืนของกลาง โดยไม่มีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะ ก็เป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนค นครปฐม 243 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ทางพิจารณาไม่ชอบเกี่ยวกับเรื่ององค์คณะและพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีโดยให้มีผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบครบองค์คณะ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การพิจารณาพิพากษาคดีขอคืนของกลางต้องมีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 24 ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน และผู้พิพากษาสมทบอีกสองคน ซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรี จึงเป็นองค์คณะพิจารณาคดีได้.. ก็ตาม แต่การพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นก็เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (1) ถึง (5) ซึ่งคดีนี้เดิมเป็นเรื่องที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญาตาม มาตรา 10 (1) การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เมื่อพิจารณาคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดเสร็จแล้ว ในหมวด 11 การพิพากษาคดีอาญา กำหนดให้มีการประชุมปรึกษาคดีเพื่อมีคำพิพากษาตามมาตรา 134 ที่บัญญัติว่า ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดซึ่งเป็นองค์คณะเป็นประธาน และให้ประธานของที่ประชุมนั้นถามความเห็นของผู้พิพากษาสมทบก่อน แสดงให้เห็นได้ว่า การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดนั้น ต้องมีการประชุมปรึกษาและให้ถามความเห็นของผู้พิพากษาสมทบก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่บทบาทของผู้พิพากษาสมทบในการร่วมนั่งพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาเป็นการมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน รวมทั้งการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนเป็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การใช้วิธีการให้เหมาะสมแก่เด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด ดังที่บัญญัติไว้ในหมวด 12 การพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวที่ต้องมีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะด้วยนั้นจึงต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา สำหรับคดีร้องขอคืนของกลางในคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แม้มีผลสืบเนื่องมาจากคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดอาญาก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงคดีสาขา ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีบุคคลภายนอกที่ถูกศาลสั่งริบทรัพย์สินมาร้องขอคืนของกลาง ผู้ที่มีอำนาจยื่นคำคัดค้านขอคืนของกลางก็คือโจทก์ในคดีดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยจำเลยหาได้เป็นคู่ความในคดีร้องขอคืนของกลางไม่ และปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน (จำเลย) หรือไม่ เท่านั้น ไม่มีปัญหาที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดหรือต้องพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนแต่อย่างใด และไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนโดยตรง การพิจารณาพิพากษาคดีขอคืนของกลาง จึงมิได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน หรือมีผลกระทบต่อเด็กหรือเยาวชนไม่ว่าในทางใด แต่เป็นการมุ่งถึงตัวทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งริบเป็นสำคัญ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง รวมทั้งไม่ต้องสอบถามความเห็นของผู้พิพากษาสมทบก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 134 ด้วย เนื่องจากมิได้เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาและใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติกรรมในการกระทำความผิดแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 134 อยู่ในหมวดการพิพากษาคดีอาญา ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้ล้วนแต่บัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษหรือกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น แต่การขอคืนของกลางไม่เกี่ยวกับการลงโทษหรือกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแต่อย่างใด ไม่ใช่การทำคำพิพากษาตามหมวด 11 จึงไม่จำต้องมีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะ ดังนั้น คดีนี้เมื่อมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสองคนร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีร้องขอคืนของกลางโดยไม่มีผู้พิพากษาสมทบร่วมเป็นองค์คณะ ก็เป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่ององค์คณะแล้วให้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาเรื่องการขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลย รถจักรยานยนต์ของกลางมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องและบิดาจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางขับไปทำงานเป็นประจำ จำเลยเคยใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวขับไปโรงเรียนแต่ไม่บ่อยนัก หากจำเลยจะใช้รถต้องขออนุญาตผู้ร้องก่อน ในวันเกิดเหตุผู้ร้องใช้รถจักรยานยนต์ของกลางขับไปทำงาน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยขออนุญาตผู้ร้องนำรถจักรยานยนต์ของกลางใช้ขับเพื่อไปเล่นฟุตบอลที่สนามห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร จำเลยเล่นฟุตบอลจนถึงเวลา 20 นาฬิกา หลังจากเล่นฟุตบอลเสร็จ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปหาเพื่อน เมื่อพบเพื่อน เพื่อนของจำเลยขอเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้จำเลยนั่งซ้อนท้ายขับมาถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด เห็นว่า การที่ผู้ร้องอนุญาตให้จำเลยที่มีอายุ 16 ปีเศษ ขับรถจักรยานยนต์ของกลางออกจากบ้าน ในช่วงเวลา 18 นาฬิกา เพื่อไปเล่นฟุตบอล ตามที่จำเลยขออนุญาตจากผู้ร้อง จึงเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่จะอนุญาตให้จำเลยซึ่งเป็นวัยรุ่นได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยเล่นกีฬาเพื่อออกกำลังกาย แม้จำเลยจะไม่มีใบอนุญาตขับรถ แต่ก็เป็นการขับรถไปเล่นฟุตบอลที่สนามห่างจากบ้านจำเลยเพียง 300 เมตร ถือว่าเป็นระยะทางที่ไม่ไกลจากบ้านจำเลยมากนัก ในข้อนี้พันตำรวจโทรัฐพล พนักงานสอบสวน พยานผู้คัดค้าน เบิกความตอบทนายผู้ร้องถามค้านว่า ในชั้นสอบสวนพยานสอบปากคำจำเลย จำเลยให้การว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถไปเล่นกีฬากับเพื่อน เจือสมกับทางนำสืบของผู้ร้อง เชื่อว่า เริ่มแรกนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนจริงตามที่ผู้ร้องอนุญาต ซึ่งโดยปกติจำเลยจะขับรถจักรยานยนต์ของกลางกลับบ้าน ภายหลังจากเล่นฟุตบอลเสร็จแล้ว แต่ในวันเกิดเหตุจำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปหาเพื่อนแล้วเพื่อนของจำเลยขอเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ โดยให้จำเลยนั่งซ้อนท้ายไปจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนในช่วงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา นั้น จึงเป็นการกระทำของจำเลยเองตามลำพังนอกเหนือการอนุญาตและเกินความคาดหมายของผู้ร้องที่จะรู้ได้ว่าจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งผู้ร้องก็เบิกความว่า ผู้ร้องเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในห้องนอนของผู้ร้อง หากจำเลยประสงค์จะใช้รถต้องมาขออนุญาตจากผู้ร้องก่อน ผู้ร้องจะเป็นผู้หยิบกุญแจรถให้ทุกครั้ง ประกอบกับจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดอาญามาก่อน อันจะทำให้ผู้ร้องต้องมีความระมัดระวังในเรื่องที่จำเลยขออนุญาตนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้เป็นกรณีพิเศษมากกว่าปกติทั่วไป นอกจากนี้ในวันเกิดเหตุเมื่อจำเลยกลับบ้านผิดเวลา ได้ความว่าผู้ร้องได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้ เพราะจำเลยปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนแล้วนำไปเก็บไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จึงยืมโทรศัพท์ของบุคคลอื่นเพื่อโทรศัพท์ติดต่อผู้ร้อง ผู้ร้องจึงทราบเหตุที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีน พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้โดยลำพังและไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ร้อง แต่เป็นการใช้รถจักรยานยนต์ของกลางตามความเหมาะสมซึ่งผู้ร้องจะเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนค นครปฐม 243 ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 10 ม. 23 วรรคหนึ่ง ม. 24 ม. 134
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 26
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครปฐม
ผู้ร้อง — นางสาว ภ.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายตรียศ ศรีเอี่ยมสะอาด
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2562
#635834
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ไปยังบริษัท อ. ซึ่งจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2559 อันเป็นการดำเนินวิธีการบังคับคดีตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 10 เมษายน 2549 แล้ว กล่าวคือ โจทก์เดิมได้ขอศาลออกหมายบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2550 และวันที่ 9 กันยายน 2553 และศาลได้ออกหมายบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับไม่ดำเนินการให้ อ้างว่าทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ยังไม่มีการขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่อาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นของจำเลยได้ และมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวและหากระยะเวลาการบังคับคดีสิ้นสุดลง ก็ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 60 วัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 ย่อมเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวแล้ว และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาการบังคับคดี และชอบที่ศาลชั้นต้นจะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยไม่จำต้องอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องอีก เพราะขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 อยู่ภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดี แม้ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอแยกสำนวนไปดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 เมื่อล่วงเลยระยะเวลา 60 วันตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าผู้ร้องประสงค์ที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องขอที่ได้ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ให้ตามคำร้องขอของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 459,688.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 395,977.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีถึงที่สุดจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28090 และ 28091 คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557

วันที่ 21 เมษายน 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทแอมคอร์ เฟล็กซ์ซิเบิ้ล กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ยังไม่มีการขายทอดตลาด และหากระยะเวลาการบังคับคดีสิ้นสุดลงแล้ว ขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ที่ได้รับจากบริษัทดังกล่าวตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 แต่ให้รอการบังคับชำระหนี้ไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองจะเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำเงินที่อายัดชำระหนี้ได้ และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีไปอีก 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีไปอีก 60 วัน ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ขอให้ดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีพ้นระยะเวลาการบังคับคดีตามที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจดำเนินการตามประสงค์ของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2559 ภายในระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องของผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ไปยังบริษัทแอมคอร์ เฟล็กซ์ซิเบิ้ล กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2559 อันเป็นการดำเนินวิธีการบังคับคดีตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 10 เมษายน 2549 แล้ว กล่าวคือ โจทก์เดิมได้ขอศาลออกหมายบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2550 และวันที่ 9 กันยายน 2553 และศาลได้ออกหมายบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับไม่ดำเนินการให้ อ้างว่าทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ยังไม่มีการขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่อาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นของจำเลยได้ และมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวและหากระยะเวลาการบังคับคดีสิ้นสุดลง ก็ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 60 วัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 ย่อมเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวแล้ว และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาการบังคับคดีดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น และชอบที่ศาลชั้นต้นจะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยไม่จำต้องอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องอีก เพราะขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 อยู่ภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดี แม้ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอแยกสำนวนไปดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 เมื่อล่วงเลยระยะเวลา 60 วันตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าผู้ร้องประสงค์ที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องขอที่ได้ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ให้ตามคำร้องขอของผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 14 ธันวาคม 2559 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ไปยังบริษัทแอมคอร์ เฟล็กซ์ซิเบิ้ล กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยเร็ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายบัลลังก์ จิระบุญศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุมิตร สุภาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2562
#633022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเนื่องจากการเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อลงในเอกสารต่างๆ ตั้งแต่การยื่นคำขอเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกับโจทก์กับ น. ของจำเลยที่ 1 การเพิ่มทุนและโอนหุ้นจากโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกรรมการจำเลยที่ 1 ให้คงเหลือจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติพิเศษให้ดำเนินการได้ จำเลยที่ 2 จึงเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นับตั้งแต่โจทก์สงสัยจำเลยที่ 2 ที่นำเอกสารต่างๆ ซึ่งเขียนด้วยภาษาไทยนำมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เมื่อพิจารณาเอกสารแล้ว ก็ปรากฏว่า เป็นภาษาไทยในขณะที่โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ จึงย่อมเป็นไปได้ว่า โจทก์ไม่เข้าใจความหมายในเอกสารดังกล่าว และเมื่อโจทก์มอบหมายให้ ด. พยานโจทก์ตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 2 แล้วพบว่า มีการยื่นคำขอเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกับโจทก์กับ น. ก็ดี การเพิ่มและการโอนหุ้นไปเป็นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวก็ดี การเปลี่ยนแปลงกรรมการจำเลยที่ 1 มีแต่จำเลยที่ 2 คนเดียวก็ดี ซึ่ง น. พยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า ไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติพิเศษแต่อย่างใด นอกจากนี้ โจทก์ยังดำเนินการฟ้องร้องจนศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่น่าเชื่อถือว่า โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่าการเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความให้เข้ามาดูแลกิจการและผลประโยชน์จำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และลงนามร่วมกับโจทก์ โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และร่วมลงนามกับโจทก์ จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้นำเอกสารต่างๆ มาให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพื่อนำไปดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนและเพิ่มหุ้น ต่อมาตรวจสอบปรากฏว่า จำเลยที่ 2 หลอกให้โจทก์หลงเชื่อและสำคัญผิดในการจดทะเบียนเพิ่มทุนดังกล่าว และส่งผลให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิ่มทุนและโอนหุ้นให้แก่ตนเอง และทำการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 ให้คงเหลือเพียงจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว และตรวจพบว่า จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาท น.ส. 3 ก. เลขที่ 959 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการพโนรามา ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ไปจดทะเบียนจำนองไว้กับ ส. และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและนำไปขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ราคา 15,000,000 บาท มีกำหนดระยะ 1 ปี จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมไม่ว่าจดทะเบียนจำนอง จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และจดทะเบียนขายฝากดังกล่าวนั้น ไม่มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติจากผู้ถือหุ้นและกรรมการเพื่อดำเนินการทำนิติกรรมดังกล่าว มติที่จำเลยที่ 2 ไปกระทำในฐานะของกรรมการของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เป็นเท็จ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ลงนามในเอกสารเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว เป็นการกระทำโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เอกสารการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 เท่ากับไม่เคยมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว เท่ากับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ถูกจำเลยที่ 2 หลอกลวงให้ลงชื่อในเอกสารจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 959 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการพโนรามา บ้านเลขที่ 234 ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งขอให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเฉพาะจำเลยที่ 3 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 959 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการพโนรามา บ้านเลขที่ 234 ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 959 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมามีการจดทะเบียนแก้ไขกรรมการเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 คนเดียวมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 3 มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีการไถ่ถอนการขายฝาก

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ฯลฯ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเนื่องจากการเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ตั้งแต่การยื่นคำขอเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกับโจทก์กับนางสาวนันทวดี ของจำเลยที่ 1 การเพิ่มทุนและโอนหุ้นจากโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ตลอดจนถึงการเปลี่ยนแปลงกรรมการจำเลยที่ 1 ให้คงเหลือจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติพิเศษให้ดำเนินการได้ จำเลยที่ 2 จึงเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นับตั้งแต่โจทก์สงสัยจำเลยที่ 2 ที่นำเอกสารต่างๆ ซึ่งเขียนด้วยภาษาไทยนำมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เมื่อพิจารณาเอกสารแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นภาษาไทยในขณะที่โจทก์เป็นชาวต่างประเทศ จึงย่อมเป็นไปได้ว่า โจทก์ไม่เข้าใจความหมายในเอกสารดังกล่าว และเมื่อโจทก์มอบหมายให้นางเดือนพิไล พยานโจทก์ตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 2 แล้วพบว่ามีการยื่นคำขอเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกับโจทก์กับนางสาวนันทวดีก็ดี การเพิ่มและโอนหุ้นไปเป็นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวก็ดี การเปลี่ยนแปลงกรรมการจำเลยที่ 1 มีแต่จำเลยที่ 2 คนเดียวก็ดี ซึ่งนางสาวนันทวดีพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติพิเศษแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ยังดำเนินการฟ้องร้องจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่าการเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความให้เข้ามาดูแลกิจการและผลประโยชน์จำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และลงนามร่วมกับโจทก์ จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการการเปลี่ยนแปลงเพิ่มทุนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้นำเอกสารต่าง ๆ มาให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพื่อนำไปดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนและเพิ่มหุ้น ต่อมาตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หลอกให้โจทก์หลงเชื่อและสำคัญผิดในการจดทะเบียนเพิ่มทุนดังกล่าว และส่งผลให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิ่มทุนและโอนหุ้นให้แก่ตนเอง และทำการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 ให้คงเหลือเพียงจำเลยที่ 2 คนเดียว และตรวจพบว่าจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาท น.ส. 3 ก. เลขที่ 959 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการพโนรามา ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ไปจดทะเบียนจำนองไว้กับนายเสวก และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและนำไปขายฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ราคา 15,000,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมไม่ว่าจดทะเบียนจำนอง จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และจดทะเบียนขายฝากดังกล่าวนั้น ไม่มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติจากผู้ถือหุ้นและกรรมการเพื่อดำเนินการทำนิติกรรมดังกล่าว มติที่จำเลยที่ 2 ไปกระทำในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เป็นเท็จ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ลงนามในเอกสารเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุนเป็นกรรมการร่วมกับโจทก์ ฯลฯ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว เป็นการกระทำโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เอกสารการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 2 จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 เท่ากับไม่เคยมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว เท่ากับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่พิพาทแก่จำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ถูกจำเลยที่ 2 หลอกลวงให้ลงชื่อในเอกสารจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อที่สองมีว่า นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ทำโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ต้องถูกเพิกถอนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยสุจริตมีค่าตอบแทน ไม่ทราบเรื่องภายในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ฯลฯ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อนายอำเภอกะทู้ และนายอำเภอกะทู้มีคำสั่งรับอายัด ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไป หลังจากนั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการและหุ้น และฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายเสวก เป็นจำเลยที่ 3 ในข้อหาละเมิด เพิกถอนนิติกรรมจำนอง และเรียกค่าเสียหาย และนายประจักษ์ เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงานพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ด้านหลังจดทะเบียนขายฝากมีการจดทะเบียนบันทึกถ้อยคำว่า ผู้รับซื้อฝากทราบจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าที่ดินแปลงพิพาทมีการอายัดที่ดินมาก่อน แต่ขณะนี้การอายัดสิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีการอายัดอีกต่อไป สามารถทำนิติกรรมได้ และได้รับทราบอีกว่า ที่ดินพิพาทมีการฟ้องร้องกันอยู่ที่ศาล และจำเลยที่ 3 ให้ทนายความตรวจดูในสารบบแล้วไม่ติดใจ มีความหมายว่า จำเลยที่ 3 ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทมีคดีฟ้องร้องกัน แม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบว่าไม่ทราบว่ามีการฟ้องร้องเรื่องอะไร ปกติแล้วหากจำเลยที่ 3 สุจริตใจและมีทนายความ ควรให้ทนายความตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าหากจดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทแล้วจะกระทบกับการจดทะเบียนขายฝากหรือไม่ แต่จำเลยที่ 3 ไม่กระทำกลับยอมรับผลกระทำของตน การที่จำเลยที่ 3 ยังจดทะเบียนรับซื้อฝาก โดยรู้ว่าที่ดินพิพาทยังมีคดีพิพาทกันอยู่ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 รับจดทะเบียนซื้อฝากโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 ในการจดทะเบียนรับซื้อฝาก ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่ถูกจำเลยที่ 2 หลอกลวงให้ทำนิติกรรมเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เพราะเป็นการเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนเงินที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 แล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 จะต้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อที่สามมีว่า โจทก์ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยานด้วยตนเองคงมีแต่นางเดือนพิไล ผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความเป็นพยาน จึงต้องห้ามรับฟังเป็นพยานนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้น (1) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง..." ซึ่งนางเดือนพิไลเป็นทนายความของโจทก์รับทราบข้อเท็จจริงและปัญหาเกี่ยวกับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการโดยเข้าตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 การประชุมบริษัท การจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทถือเป็นพยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องเบิกความเป็นพยานมาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นพยานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 และข้อเท็จจริงบางส่วนที่ได้รับคำบอกเล่ามาจากโจทก์แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 พยานโจทก์ปากนางเดือนพิไลจึงรับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นไม่ทำให้ ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ท.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพรเทพ สุทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา