คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2108/2562
#633041
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 4, 16 วรรคหนึ่ง, 88 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยมีกำหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 มากกว่า พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8, 14 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 771/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหามีคีตามีนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลลงโทษดังกล่าวแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 771/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษในคดีนี้ได้ คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ริบเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ริบคีตามีนด้วย) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 0627 xxxx และ 09 8304 xxxx ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากหมายเลขดังกล่าวให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่สมคบกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 25 ปี และปรับ 2,000,000 บาท กับจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 4,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 771/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 12 ปี 10 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 2,666,666.67 บาท เฉพาะจำเลยที่ 3 เมื่อบวกโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 2 ปี 6 เดือน แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 35 ปี 10 เดือน และปรับ 2,666,666.67 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลางทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ก่อนมีการจับกุมจำเลยทั้งสาม เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้คนหนึ่งชื่อนายธนาวุฒิ พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนั้น 100 เม็ด นายธนาวุฒิให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจให้นายธนาวุฒิใช้โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 200 เม็ด จนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ในเบื้องต้น 200 เม็ด และให้จำเลยที่ 1 นำไปยึดได้จากห้องเช่าของจำเลยที่ 1 ที่คอนโดลุมพินีหรืออาคารชุดลุมพินีเมกะซิตี้ บางนาอีก 36,000 เม็ด แล้วทำการสอบสวนขยายผลตามไปจับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับยึดคีตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ของกลาง 2 ขวด ได้จากในห้องพักของจำเลยที่ 3 ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 3 เฉพาะข้อหามีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่มีฝ่ายใดฎีกา เป็นอันยุติ

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ผู้จับกุมปากดาบตำรวจธนาชัย และดาบตำรวจชัยวุฒิ ว่าเหตุที่มีการจับกุมจำเลยที่ 3 เกิดจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อจำหน่าย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงนอกเหนือจากนี้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไร เพราะเมทแอมเฟตามีนของกลางตามข้อเท็จจริงยึดได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ซึ่งดาบตำรวจธนาชัยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เก็บซุกซ่อนไว้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 หลักฐานอย่างอื่นเช่นข้อความการพูดคุยตามโปรแกรมไลน์ก็ดี ในสมุดบันทึกที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 ก็ดี หรือตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ก็ดี ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเชื่อมโยงแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 กระทำการเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไร แม้จะปรากฏในบันทึกการจับกุมว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ก็ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ส่วนในชั้นสอบสวนปรากฏว่า ครั้งแรกจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ต่อมาสอบสวนเพิ่มเติมให้การปฏิเสธ อ่านถ้อยคำให้การโดยรวมแล้วเหมือนจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำรับสารภาพไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการกระทำเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้หรือเป็นการกระทำก่อนเกิดเหตุ เจือสมกับที่จำเลยที่ 3 นำสืบชั้นพิจารณาว่าเป็นการให้การเกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งก่อนไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มาเบิกความว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น พยานหลักฐานหลักของโจทก์จึงมีแต่คำซัดทอดของผู้ต้องหาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และคำพยานบอกเล่าชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อยไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนให้รับฟังได้มั่นคงสิ้นสงสัย ต้องยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษข้อหานี้แก่จำเลยที่ 3 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อโจทก์ไม่มีพยานนำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0305 xxxx และ 09 3304 xxxx ที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 ติดต่อซื้อขายและส่งมอบยาเสพติดในคดีนี้อย่างใด โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวจึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่จำเลยที่ 3 ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับและให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 4, 16 วรรคหนึ่ง, 88 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยมีกำหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สี่แสนถึงสองล้านบาท โทษจำคุกตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 มากกว่าพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 118 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0305 xxxx และ 09 3304 xxxx ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 ม. 106 ทวิ
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2562
#635844
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" หากโจทก์เห็นว่าบทบัญญัติตามมาตรา 125 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โจทก์จะต้องโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลและขอให้ศาลส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 26 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา 27 ไม่อาจบังคับได้ และขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ที่จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของศาลแรงงานกลาง มิได้ประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" และมาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติต่อไปว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้าง... ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้าง... แล้วแต่กรณี" ที่บทบัญญัติมาตรา 125 วรรคสามและวรรคสี่ ได้กำหนดไว้ดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อคดีถึงที่สุดทันที โดยลูกจ้างไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องคดีบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวอีก ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้นายจ้างประวิงเวลาในการจ่ายเงินอันเป็นการสร้างภาระแก่ลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมายจากนายจ้าง และในกรณีที่นายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน หากศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว นายจ้างก็สามารถรับเงินจำนวนที่วางศาลไว้คืนไปได้โดยไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใด บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวนี้จึงไม่เป็นการจำกัดสิทธินายจ้างในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งเป็นธรรมแก่นายจ้างและลูกจ้างทั้งสองฝ่าย สำหรับที่ดินที่โจทก์ขอวางต่อศาลแทนเงินนั้น หากภายหลังคดีถึงที่สุดและโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง ก็ต้องมีการบังคับคดีนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่ลูกจ้างต่อไป ซึ่งอาจขายทอดตลาดไม่ได้ราคาไปชำระหนี้ครบตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่วัตถุที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทำนองเดียวกับเงินซึ่งศาลสามารถนำมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันที นอกจากนี้เงินจำนวนที่โจทก์ต้องนำมาวางศาลนั้นมิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด จึงมิอาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับยกเว้นการวางเงินให้แก่โจทก์ได้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" บทบัญญัติดังกล่าวมานี้ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาล ซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือเพียงบางส่วนก็ได้ หากนายจ้างไม่ประสงค์จะโต้แย้งเงินจำนวนใดตามคำสั่งก็ไม่ต้องวางเงินจำนวนนั้น ซึ่งหมายความว่านายจ้างพอใจที่จะจ่ายเงินจำนวนที่ไม่โต้แย้งนี้ให้แก่ลูกจ้างโดยไม่ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งในส่วนของเงินจำนวนที่ไม่โต้แย้งนี้นั่นเอง หากโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามคำสั่งที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ร้องทั้ง 82 ราย โจทก์ก็ต้องวางเงินจำนวนตามคำสั่งทั้งหมดทุกราย จะขอวางเพียง 2 รายแล้วขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องทุกรายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 5/2560 เรื่อง ค่าตอบแทน และค่าทำงานในวันหยุด สั่งให้โจทก์จ่ายค่าตอบแทน และค่าทำงานในวันหยุด ให้แก่นางสาวแสงเดือน กับพวกรวม 82 คน รวมเป็นเงิน 9,743,015 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในระหว่างผิดนัด ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอวางที่ดินเป็นหลักประกันแทนการวางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างต้องวางเงินต่อศาล ซึ่งกฎหมายมิได้อนุญาตให้นำหลักประกันมาวางแต่อย่างใด จึงให้โจทก์นำเงินมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องต่อไป

โจทก์ยื่นคำร้องขอยกเว้นการวางเงินต่อศาลและยื่นคำร้องขอวางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่ลูกจ้างที่ได้รับเงินตามคำสั่งดังกล่าวเพียงบางราย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลแรงงานกลางว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 26 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา 27 ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยว่าข้อโต้แย้งดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่คือศาลรัฐธรรมนูญ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าข้อโต้แย้งดังกล่าวของโจทก์ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" ดังนั้น หากโจทก์เห็นว่าบทบัญญัติตามมาตรา 125 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โจทก์จะต้องโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลและขอให้ศาลส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วโจทก์กล่าวอ้างทำนองว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 26 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา 27 ไม่อาจบังคับได้ และขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของศาลแรงงานกลาง จึงเห็นได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ที่จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของศาลแรงงานกลาง โดยอนุญาตให้โจทก์วางที่ดินแทนการวางเงินต่อศาลเพื่อใช้สิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้เท่านั้น มิได้ประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ส่งความเห็นของโจทก์ต่อศาลรัฐธรรมนูญและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไปจึงเป็นการดำเนินการกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บัญญัติตามมาตรา 125 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นเพียงการให้เหตุผลประกอบการวินิจฉัยคดีเท่านั้น ไม่ทำให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ที่กำหนดให้นายจ้างเพียงฝ่ายเดียวต้องนำเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมาวางต่อศาลแรงงาน เป็นการจำกัดสิทธินายจ้างในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิเลือกวิธีการที่ให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุดโดยนำที่ดินมาวางประกันต่อศาลได้ และศาลแรงงานอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 และมาตรา 156 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อันเป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการยกเว้นเงินวางศาลมาใช้บังคับได้นั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" และมาตรา 125 วรรคสี่ บัญญัติต่อไปว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้าง... ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้าง... แล้วแต่กรณี" ที่บทบัญญัติมาตรา 125 วรรคสามและวรรคสี่ ได้กำหนดไว้ดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อคดีถึงที่สุดทันที โดยลูกจ้างไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องคดีบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวอีก ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้นายจ้างประวิงเวลาในการจ่ายเงินอันเป็นการสร้างภาระแก่ลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมายจากนายจ้าง และในกรณีที่นายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน หากศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว นายจ้างก็สามารถรับเงินจำนวนที่วางศาลไว้คืนไปได้โดยไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใด บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวนี้จึงไม่เป็นการจำกัดสิทธินายจ้างในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งเป็นธรรมแก่นายจ้างและลูกจ้างทั้งสองฝ่าย สำหรับที่ดินที่โจทก์ขอวางต่อศาลแทนเงินนั้น หากภายหลังคดีถึงที่สุดและโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง ก็ต้องมีการบังคับคดีนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่ลูกจ้างต่อไป ซึ่งอาจขายทอดตลาดไม่ได้ราคาไปชำระหนี้ครบตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่วัตถุที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทำนองเดียวกับเงินซึ่งศาลสามารถนำมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ทันที นอกจากนี้เงินจำนวนที่โจทก์ต้องนำมาวางศาลนั้นมิใช่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 กำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแรงงานแต่อย่างใด จึงมิอาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่โจทก์กล่าวอ้างมาใช้บังคับยกเว้นการวางเงินให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำร้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิวางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในส่วนของลูกจ้างบางคน คือ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 28 เพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้หรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" บทบัญญัติดังกล่าวมานี้ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาล ซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือเพียงบางส่วนก็ได้ หากนายจ้างไม่ประสงค์จะโต้แย้งเงินจำนวนใดตามคำสั่งก็ไม่ต้องวางเงินจำนวนนั้น ซึ่งหมายความว่านายจ้างพอใจที่จะจ่ายเงินจำนวนที่ไม่โต้แย้งนี้ให้แก่ลูกจ้างโดยไม่ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งในส่วนของเงินจำนวนที่ไม่โต้แย้งนี้นั่นเอง เมื่อโจทก์ประสงค์จะขอวางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเฉพาะส่วนของผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 28 เพียงสองราย แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเฉพาะที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 28 เท่านั้น ส่วนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ร้องอีก 80 ราย นั้น โจทก์ไม่ติดใจโต้แย้งจึงไม่ขอวางเงินต่อศาล ซึ่งโจทก์อาจทำได้โดยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเฉพาะรายผู้ร้องที่ 2 และที่ 28 เพียงสองรายเท่านั้น ส่วนผู้ร้องอีก 80 ราย โจทก์จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยจ่ายเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้แก่ผู้ร้องทั้ง 80 ราย ที่โจทก์ไม่ติดใจโต้แย้งคำสั่ง หากโจทก์ยังประสงค์จะขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามคำสั่งที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ร้องทั้ง 82 ราย โจทก์ก็ต้องวางเงินจำนวนตามคำสั่งทั้งหมดทุกราย จะขอวางเพียง 2 รายแล้วขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องทุกรายไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำร้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน แต่หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อโจทก์วางเงินครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 27
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 5 ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาย ส. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระศักดิ์ เงยวิจิตร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2064/2562
#662460
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยเสียค่าธรรมเนียมในการส่งจะไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลไม่สามารถส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยได้เพราะไม่พบภูมิลำเนาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เขียนแผนที่แสดงภูมิลำเนาจำเลยเพื่อประกอบดุลพินิจก่อนจะมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยต่อไป จึงเป็นคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แถลงพร้อมแผนที่สังเขป แต่โจทก์แถลงส่งแผนที่ที่ระบุเพียงว่าเป็นตึก 2 ถึง 3 ชั้น โดยไม่ระบุเลขที่บ้านของอาคารดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์แสดงแผนที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง โจทก์ก็ยื่นคำแถลงโดยไม่ได้ส่งแผนที่ตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม โจทก์ยื่นคำแถลงและส่งแผนที่ลักษณะเดิม พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2), 246พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวมาใช้บังคับในศาลชั้นต้น แต่กรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ดังกล่าวบังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ ซึ่งเมื่อ พ.ร.บ. ดังกล่าว และ ป.วิ.อ. ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบ พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 4 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยปกปิดมิให้โจทก์รู้ที่ทำงาน โดยมิได้ระบุถึงวันเวลากระทำความผิดอันเป็นข้อสำคัญให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งข้อกล่าวหาตามคำบรรยายกับพฤติการณ์ที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดก็มิได้เกี่ยวเนื่องกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ การส่งปิดได้ หลังจากนั้นนางรุ่งทิวา เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมชำนาญงานรายงานว่านำหมายแจ้งคำสั่งไปส่งให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องแล้วส่งไม่ได้ เนื่องจากไม่พบภูมิลำเนาตามที่ระบุในหมาย วันที่ 28 สิงหาคม 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงยืนยันขอให้เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายใหม่หรือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แถลงพร้อมแผนที่สังเขปเสนอต่อศาลภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ วันที่ 31 สิงหาคม 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงส่งแผนที่ระบุเพียงว่าเป็นอาคารตึก 2 ถึง 3 ชั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แสดงแผนที่สังเขปให้ชัดเจนกว่านี้ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ วันที่ 4 กันยายน 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงอ้างว่า เจ้าหน้าที่ศาลที่นำส่งหมายทราบดีถึงที่อยู่ในหมายตามแผนที่ที่โจทก์ส่งต่อศาลแต่เจ้าหน้าที่ศาลไม่ลงไปสอบถาม ขอให้เรียกเจ้าหน้าที่ศาลมาสอบถาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงยืนยันขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่ศาลมาสอบถามพร้อมกับแนบแผนที่ในลักษณะเดิมต่อศาลอีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความศาลอุทธรณ์เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จึงไม่ได้เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดแต่อย่างใด เห็นว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งศาลมีหน้าที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย แต่แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์โดยเสียค่าธรรมเนียมในการส่งจะไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลซึ่งเป็นผู้ส่งทำรายงานต่อศาลว่าไม่สามารถส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยได้เพราะไม่พบภูมิลำเนาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เขียนแผนที่แสดงภูมิลำเนาของจำเลยเสนอต่อศาลเพื่อประกอบดุลพินิจก่อนจะมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยต่อไป จึงเป็นคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ หลังจากทราบคำสั่ง โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้โจทก์แถลงพร้อมแผนที่สังเขปภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ วันที่ 31 สิงหาคม 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงส่งแผนที่ระบุเพียงว่าเป็นอาคารตึก 2 ถึง 3 ชั้น แต่ไม่ปรากฏเลขที่บ้านของอาคารตึกดังกล่าว แม้โจทก์บรรยายประกอบแผนที่ว่า เจ้าของบ้านติดบ้านเลขที่เดียว แต่โจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่บ้านที่โจทก์อ้างถึงไว้ในแผนที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แสดงแผนที่สังเขปให้ชัดเจนกว่านี้ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ วันที่ 4 กันยายน 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงโดยไม่ได้ส่งแผนที่ตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2560 โจทก์ยื่นคำแถลงและส่งแผนที่ซึ่งมีลักษณะเดิม พฤติการณ์ของโจทก์ตามที่ได้ความดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพื่อการนั้นโดยโจทก์ได้ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2), 246 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งพระบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในศาลชั้นต้น แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยวินิจฉัยว่าเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น จึงเป็นการวินิจฉัยคดีโดยใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2562
#638895
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 รวมกับความผิดฐานอื่น ๆ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 9, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 102 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11, 12 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 26 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 27, 54

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.4 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การเป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และวรรคสาม, 310 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม, 11 วรรคสอง และวรรคสาม, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (1), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 26 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ฐานเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีซึ่งบุคคลกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีและมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และฐานกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจเด็กเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม, 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดนั้นมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง จำคุก 14 ปี ฐานนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 2 ปี ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุมจำคุก 1 ปี และฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ปรับ 10,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน รวม 10 คน รวมปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุก 7 ปี ฐานนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร คงจำคุก 1 ปี ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม คงจำคุก 6 เดือน และฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน คงปรับ 50,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน และปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม 310 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่, 11 วรรคสอง และวรรคสาม, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2526 มาตรา 26 (1), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 26 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ฐานเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อให้บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีและเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีค้าประเวณีโดยขู่เข็ญใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ฐานเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีและมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินแปดปีและบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้ค้าประเวณีและฐานกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลในร้านแซดวันคาราโอเกะและนวดแผนโบราณในวันเกิดเหตุนั้น พบจำเลยที่ 2 อยู่ในร้านที่เกิดเหตุด้วย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อเรียกให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านให้มาที่ร้านเกิดเหตุ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพบเด็กหญิงชาวลาวคือผู้เสียหายทั้งสี่และบุคคลอื่น ๆ ด้วย ที่ลักลอบเข้ามาและอยู่ รวมทั้งทำงานในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับกุมกลุ่มบุคคลทั้งหมด รวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วยมาดำเนินคดีโดยจำเลยที่ 2 ถูกตั้งข้อหาว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดข้อหาค้ามนุษย์ และเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่ อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ที่พักพิงคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย แต่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ต่อมาในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ยังคงให้การปฏิเสธโดยให้การว่า ตนเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของร้าน ทำหน้าที่ตรวจเช็คอาหารและเครื่องดื่มที่บริเวณบาร์น้ำของร้าน ไม่ได้เป็นผู้จัดการที่มีอำนาจสั่งการใด ๆ ภายในร้าน ไม่ทราบความเป็นมาเกี่ยวกับผู้ต้องหาทั้งสี่ ซึ่งเป็นเด็กสัญชาติลาว ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การตรงกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ทำหน้าที่อยู่บริเวณบาร์น้ำและจำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการร้าน จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการร้านแต่อย่างใด และต่อมาเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องระบุว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ในฟ้องข้อ 1.3, 1.4 และ 1.5 คือ ข้อหาให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวและรับเข้าทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านเกิดเหตุโดยไม่มีใบอนุญาต และดำเนินกิจการค้าประเวณี โดยเป็นธุระ จัดหา และชักพาผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเด็กให้ค้าประเวณี เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในบริเวณร้าน เพื่อข่มขืนใจให้ค้าประเวณีโดยรับเงินส่วนแบ่ง อันเป็นความผิดข้อหาค้ามนุษย์ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังคงปฏิเสธในชั้นพิจารณา

ปัญหาที่ต้องพิจารณาในข้อหาสาระสำคัญ คือว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามข้อหาในฟ้องข้อ 1.3, 1.4, และ 1.5 ดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ดูจากพยานโจทก์ในสำนวนแล้ว เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์คงนำผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 มาเบิกความ ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานพิจารณา ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2558 โจทก์จึงส่งเอกสารโดยมิได้นำพยานในส่วนนี้เข้าสืบ ซึ่งแม้ตามบันทึกการจับกุมจะมีระบุว่า ขณะเข้าตรวจค้น เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 แสดงตัวเป็นผู้จัดการดูแลร้าน แต่ในชั้นที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 มาเบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 คงเบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เชียร์แขก แต่ก็ไม่เคยเชียร์แขกให้พยานในระหว่างทำงานที่ร้าน ส่วนผู้เสียหายที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 แต่พยานไม่ทราบว่า ทำหน้าที่อะไรในร้าน และก่อนหน้านั้นพยานก็ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 ด้วย ครั้นเมื่อตรวจดูจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำบุคคลในร้านไว้ประกอบคดีปรากฏว่า พยานปากนางสาว ส. แม่บ้าน นางสาว พ. นางสาว ก. นางสาว อ. และนางสาว จ. พนักงานร้าน ต่างให้ปากคำตรงกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของร้านเช่นเดียวกับพยาน ไม่ใช่ผู้จัดการร้านที่มีอำนาจสั่งการหรือดูแลร้าน ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ตัวจำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามที่ปฏิเสธข้อกล่าวหา และตามที่เบิกความต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนด้วย แม้ในชั้นที่ผู้เสียหายทั้งสี่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนจะให้การในลักษณะเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร้านและจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการร้าน แต่ก็เป็นการให้ปากคำว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการร้านเพียงลอย ๆ ไม่มีบริบทใดเป็นข้อเท็จจริงในรายละเอียดเลยว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการใดอันเข้าลักษณะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการให้ที่พักอาศัย ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งสิบที่เข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบอนุญาตทำงานให้ได้ทำงานในร้านที่เกิดเหตุ เพื่อให้พ้นการจับกุม ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเพื่อให้มีการค้าประเวณีซึ่งผู้เสียหายทั้งสี่ร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไร หรือมีส่วนร่วมกระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่เพี่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณีอย่างไร หรือแม้กระทั่งชื่อและชื่อสกุลของจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสี่ก็ยังไม่ทราบ นอกจากนี้ ในชั้นสืบพยานก่อนฟ้องนั้น คนต่างด้าวซึ่งเป็นชาวกัมพูชา และมาทำงานอยู่ที่ร้านก่อนผู้เสียหายทั้งสี่ได้แก่พยานปากนาง ศ. นาย น. และนางสาว ด. ก็เบิกความในชั้นพิจารณาและให้การในชั้นสอบสวนเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งในร้านมีหน้าที่คุมบาร์น้ำ โดยยังมีบันทึกคำให้การของนาง น. และนางสาว บ. กับนางสาว ล. ให้ปากคำไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งพยานเหล่านี้ต่างทำงานอยู่ที่ร้านเกิดเหตุมาระยะหนึ่งแล้ว ย่อมทราบความเป็นไปภายในร้านได้ดีกว่าผู้เสียหายทั้งสี่ที่เพิ่งมาทำงานก่อนเกิดเหตุถูกจับกุมไม่กี่วัน ประกอบกับตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำลูกค้าประจำร้าน คือนาย ม. และนาย อ. ต่างก็ให้ปากคำตรงกันว่า ขณะใช้บริการประตูไม่ได้ล็อกมีแต่ม่านมู่ลี่ขึ้นลงบังตาเท่านั้น ภายในห้องไม่มีอ่างอาบน้ำ ไม่มีการค้าประเวณี และแม้กระทั่งเจ้าพนักงานผู้จับกุมที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 แสดงตัวเป็นผู้จัดการร้าน ก็เป็นข้อเท็จจริงลอย ๆ ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อฝ่ายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารในสำนวนการสอบสวนแล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนของผู้จับกุม และพนักงานสอบสวนย่อมเป็นที่ยุตินั้น ข้อนี้ เห็นว่า แม้จะมีการแถลงรับข้อเท็จจริงตามนั้นก็คงเป็นเพียงการรับรองขั้นตอนการจับกุมและสอบสวนว่า เป็นไปตามเอกสารที่เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น แต่หาใช่เป็นการแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงไม่ คงต้องเป็นดุลพินิจของศาลที่จะนำข้อเท็จจริงตามที่บันทึกไว้ในเอกสารมาพิจารณาชั่งน้ำหนักว่า มีเหตุอันควรรับฟังเป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน ดังนี้ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อได้พิจารณาชั่งน้ำหนักจากพยานโจทก์ทั้งปวงที่นำสืบในคดีส่วนของจำเลยที่ 2 แล้วยังไม่มีน้ำหนักแน่นเพียงพอที่จะให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดในข้อ 1.3, 1.4 และ 1.5 ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ประกาศใช้บังคับให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และตามพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 นำข้อหาความผิดเดิมตามมาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมาบัญญัติเป็นความผิดไว้ซึ่งตรงกับมาตรา 9, 102 ของพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ต่อมามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 102 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 6 ให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 54
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ม. 9 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2562
#635831
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 11 ธันวาคม 2556 เป็นวันที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ และยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจึงยังไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงยังไม่เกิดขึ้นในอันที่จะถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับในวันที่ 11 ธันวาคม 2556 เมื่อจำเลยกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 26 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2557 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตอบข้อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีการเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากสำนักงานเทศบาลตำบลชานุมานได้ขอทราบแนวทางการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ในประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เป็นต้น และต้องชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในส่วนอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกันระหว่างการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมานจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย ในส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ ในส่วนที่เหลือกึ่งหนึ่งนั้น ถึงแม้จะไม่สามารถฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ได้ก็ตาม แต่เทศบาลตำบลชานุมานก็ย่อมสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 420 แห่ง ป.พ.พ. ได้ และวันที่ 13 มีนาคม 2558 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานใหม่แทนจำเลยเป็นเงิน 183,587.50 บาท ดังนั้น ในส่วนค่าเสียหายที่เกิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นเงิน 183,779.50 บาท คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญจึงส่งหนังสือแจ้งโจทก์ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 30 มิถุนายน 2558 จึงถือได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้วันที่ 2 มิถุนายน 2559 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยกับให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมาน ดังนั้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานเป็นเงิน 183,587.50 บาท เนื่องจากจำเลยกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 99 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว แต่คดีนี้เป็นส่วนค่าเสียหายในส่วนที่เกิดจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ เป็นเงิน 183,779.50 บาท เพราะไม่สามารถฟ้องจำเลยตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 ได้ แต่โจทก์สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ได้ คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 ของศาลชั้นต้นเมื่อพิจารณาแนวทางในการดำเนินคดีแพ่ง ซึ่งตัวความเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ให้พนักงานอัยการนำความเห็นของตัวความประกอบการพิจารณาสั่งคดี หากยังเห็นว่าคดีนั้นตัวความอยู่ในฐานะเสียเปรียบไม่สามารถชนะคดีได้และดำเนินคดีไม่เกิดประโยชน์ ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งไม่รับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ กรณีพนักงานอัยการสั่งไม่รับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิว่าจ้างให้ทนายความดำเนินคดีในศาลได้ ตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2549 และความเห็นฉบับย่อของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เรื่องเสร็จ 549/2550 ให้ความเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจกระทำการใด ๆ ภายในขอบอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือตามที่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น รวมถึงการจ้างทนายความว่าต่างหรือแก้ต่าง แต่การใช้จ่ายเงินจะต้องมีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ เมื่อยังไม่มีกฎหมายกำหนดค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความไว้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่สามารถจ่ายจากเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความได้ การที่โจทก์จ้างทนายความฟ้องจำเลยโดยไม่สามารถเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณได้ก็ย่อมเป็นเรื่องภายในของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้เอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 183,779.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและสมาชิกในทีมจำเลย 11 คน ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 อันดับที่ 2 จ่าสิบเอกคำโพธิ์ ไม่ได้อยู่ในทีมจำเลย คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่ฟ้องจ่าสิบเอกคำโพธิ์ ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) โดยการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลนั้นไม่ได้อยู่อาศัยจริง คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงฟ้องจำเลยกับพวกรวม 12 คน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่พวกจำเลยทั้ง 11 คน ไม่ได้ทำผิดแต่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในทีมเดียวกับจำเลยและได้รับประโยชน์จากการย้ายบุคคลดังกล่าวทำให้จำเลยกับพวกได้รับการเลือกตั้ง อันเป็นผลให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี กับให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานใหม่แทนจำเลยและเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่แทนพวกจำเลย 11 คน โจทก์จึงจัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมานใหม่ในวันที่ 26 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานใหม่ 183,587.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 และคดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2556 เป็นเพียงวันที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ตามคำขอลงวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เท่านั้น ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ และยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจึงยังไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงยังไม่เกิดขึ้นในอันที่จะถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับในวันที่ 11 ธันวาคม 2556 เมื่อจำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 26 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2557 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตอบข้อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีการเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากสำนักงานเทศบาลตำบลชานุมานได้ขอทราบแนวทางการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ในประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เป็นต้น และต้องชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในส่วนอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกันระหว่างการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมานจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย ในส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ ในส่วนที่เหลือกึ่งหนึ่งนั้น ถึงแม้จะไม่สามารถฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ได้ก็ตาม แต่เทศบาลตำบลชานุมานก็ย่อมสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ และวันที่ 13 มีนาคม 2558 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานใหม่แทนจำเลยเป็นเงิน 183,587.50 บาท ดังนั้น ในส่วนค่าเสียหายที่เกิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นเงิน 183,779.50 บาท คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญจึงส่งหนังสือแจ้งโจทก์ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 30 มิถุนายน 2558 ประกอบกับจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ โจทก์เป็นผู้คำนวณเสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะพิจารณาอนุมัติตามที่โจทก์เสนอไป เนื่องจากจำเลยเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมาน 4 สมัย เป็นระยะเวลา 6 ถึง 7 ปี จึงทราบกระบวนการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจไม่เห็นชอบกับจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เสนอไป จึงถือได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้วันที่ 2 มิถุนายน 2559 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่น โจทก์อุทธรณ์และฎีกาคัดค้านว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 และขอให้พิพากษากลับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมาครบถ้วนแล้ว จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์แต่ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความประกอบกับโจทก์และจำเลยได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีในประเด็นอื่น ๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียว โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนอีก

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยกับให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมาน ดังนั้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลชานุมานเป็นเงิน 183,587.50 บาท เนื่องจากจำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 99 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว แต่คดีนี้เป็นส่วนค่าเสียหายในส่วนที่เกิดจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชานุมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ เป็นเงิน 183,779.50 บาท เพราะไม่สามารถฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 ได้ แต่โจทก์สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้ จึงเป็นสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ต่างรายกัน ดังนั้นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2559 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อพิจารณาแนวทางในการดำเนินคดีแพ่ง ซึ่งตัวความเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ให้พนักงานอัยการนำความเห็นของตัวความประกอบการพิจารณาสั่งคดี หากยังเห็นว่าคดีนั้นตัวความอยู่ในฐานะเสียเปรียบไม่สามารถชนะคดีได้และดำเนินคดีไม่เกิดประโยชน์ ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งไม่รับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ กรณีพนักงานอัยการสั่งไม่รับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิว่าจ้างให้ทนายความดำเนินคดีในศาลได้ ตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2549 และความเห็นฉบับย่อของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เรื่องเสร็จ 549/2550 ให้ความเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจกระทำการใด ๆ ภายในขอบอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือตามที่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น รวมถึงการจ้างทนายความว่าต่างหรือแก้ต่าง แต่การใช้จ่ายเงินจะต้องมีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ เมื่อยังไม่มีกฎหมายกำหนดค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความไว้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่สามารถจ่ายจากเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความได้ กรณีจึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์จ้างทนายความฟ้องจำเลยโดยไม่สามารถเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณได้ก็ย่อมเป็นเรื่องภายในของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้เอง ไม่ใช่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 183,779.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลชานุมาน
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2562
#633027
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงซื้อที่ดินมือเปล่าที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายจำนวนเนื้อที่ 25 ไร่ ราคา 10,000,000 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วน และจำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจึงทราบว่าที่ดินที่จำเลยขายแก่โจทก์ตั้งอยู่ในเขตที่สวนเลี้ยงสัตว์บ้านท่าแดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นการที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ซึ่งจะโอนแก่กันมิได้ตามมาตรา 1305 ซึ่งเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่นำมาขายแก่โจทก์เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจซื้อขายได้ แต่จำเลยจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งความจริงดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งหากโจทก์รู้ความจริงสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทคงจะไม่เกิดขึ้น กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินค่าที่ดินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวเท่ากับราคาที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปนั้น จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ที่ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกำหนดอายุความ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินราคาที่ดินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาในปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2549 ว่า จำเลยตกลงขายที่ดินมือเปล่าที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายจำนวนเนื้อที่ 25 ไร่ แก่โจทก์ ในราคา 10,000,000 บาท โดยจำเลยได้รับชำระราคาครบถ้วน และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ที่ดินที่ขายเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเนื้อที่ 67 ไร่ 1 งาน 22.1 ตารางวา ที่จำเลยเคยทำสัญญาจะขายแก่โจทก์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 และเป็นราคาขายซึ่งจำเลยได้รับชำระครบถ้วนแล้วก็เป็นเงินที่โจทก์ชำระราคาบางส่วนของที่ดินที่โจทก์จะซื้อนั้นไว้ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดิน จึงทราบว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ทวงถามให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยได้รับแล้ว แต่เพิกเฉย ที่ดินเนื้อที่ 67 ไร่เศษดังกล่าวซึ่งรวมที่ดินเนื้อที่ 25 ไร่ ที่จำเลยขายแก่โจทก์ตั้งอยู่ในเขตที่สงวนเลี้ยงสัตว์บ้านท่าแดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องลาภมิควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาเงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขายที่ดินมือเปล่าที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และรับรองว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่ที่ดินของรัฐ โจทก์นำที่ดินไปยื่นขอออกโฉนดจึงทราบว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ไม่อาจมีสิทธิครอบครองและขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่จำเลยนำที่ดินที่รู้อยู่แล้วว่าซื้อขายไม่ได้มาขายแก่โจทก์ เป็นการซื้อขายที่ดินสาธารณประโยชน์ สัญญาประนีประนอมยอมความ (ที่เป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน) ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เป็นเหตุให้คู่สัญญากลับสู่สภาพเดิม จำเลยต้องคืนเงิน 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทที่สงวนเลี้ยงสัตว์ แล้วปรับข้อเท็จจริงเข้าข้อกฎหมายว่า เป็นการขายที่ดินที่ต้องห้ามแจ้งชัดโดยกฎหมายไม่ให้ขาย จึงทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ เป็นผลให้คู่สัญญากลับสู่สภาพเดิม จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืน ซึ่งแม้โจทก์จะอ้างปรับบทกฎหมายใดมาก็ไม่ผูกพันศาลให้ต้องถือตามเพราะเป็นอำนาจของศาลในการวินิจฉัยคดีที่จะปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิ ใช้สิทธิ ถูกโต้แย้งสิทธิ และขอให้ศาลบังคับตามสิทธิของโจทก์ตามบทกฎหมายที่ถูกต้องเรื่องใด สำหรับกรณีของโจทก์กับจำเลย เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งจะโอนแก่กันมิได้ ตามมาตรา 1305 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ดังที่โจทก์ฟ้องจริง ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่นำมาขายแก่โจทก์เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจซื้อขายได้ แต่จำเลยจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งความจริงดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งหากโจทก์รู้ความจริงสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทคงจะไม่เกิดขึ้น กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยได้รับเงิน 10,000,000 บาท ไปจากโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 10,000,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินที่ซื้อซึ่งโจทก์มอบชำระให้แก่จำเลยไปนั้น จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ที่ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความแม้จะล่วงเลยระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 ที่โจทก์รู้ว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/30 ม. 1304 (2) ม. 1305 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายภูวไนย พุฒแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2562
#634571
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) เป็นการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรงนั้น มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ผู้รับกล่าวถ้อยคำอย่างไร เมื่อใด ต่อใคร เพื่อเป็นข้อที่จะให้ศาลพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้หรือไม่ ลำพังแต่การบรรยายว่าจำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง โดยไม่มีรายละเอียดว่า ด่าว่าอย่างไร เหตุเกิดเมื่อใด ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องในส่วนนี้เคลือบคลุม แม้โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" และกล่าวว่า "มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว" แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์จำวันเวลาเกิดเหตุไม่ได้ ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แจ้งชัด และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะไปนำสืบในรายละเอียดได้ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม และเมื่อฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" คำนี้จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทที่โจทก์จะนำสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 211859 และให้จำเลยทั้งสามโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสามรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้พยานโจทก์ปากนายณรงค์ อยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดเหตุด้วย แม้จะมีอาการเมาสุรา แต่ไม่ถึงขนาดขาดสติ ที่จะจดจำเรื่องราวที่จำเลยที่ 1 แสดงกิริยาและใช้วาจาหยาบคายกับโจทก์ไม่ได้ แม้ว่าถ้อยคำจะมีความขัดแย้งคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดขัดกับคำเบิกความของโจทก์ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โดยนายณรงค์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เดินมายืนตรงหน้าโจทก์ แล้วใช้นิ้วชี้ข้างขวาชี้ไปที่หน้าผากโจทก์แล้วพูดว่า "มึงเอาน้ำไปใช้หมดแล้ว" แล้วหันหลังกลับ เมื่อไปถึงทางเข้าบ้านยังหันกลับมาใช้นิ้วชี้ไปที่พื้นดิน แล้วมองมาทางโจทก์พร้อมทั้งพูดว่า "มึงรู้มั้ยที่ใคร" และพยานโจทก์ปากนางปฏิมา ก็มิได้เบิกความขัดกับโจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะพยานยืนยันว่า ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน ส่วนจะพูดโต้เถียงกันอย่างไรพยานไม่ได้ยินในรายละเอียด คำเบิกความของโจทก์และพยานโจทก์จึงมีความสอดคล้องเชื่อมโยง และมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานจำเลยทั้งสาม ไม่มีข้อพิรุธ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับว่ามีการโต้เถียงกันจริง แต่ที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่า "มึงรู้ไหมว่า ที่นี่เป็นที่ดินของใคร" นั้นเป็นการกล่าวต่อนายณรงค์มิใช่กล่าวต่อโจทก์ อีกทั้งช่วงเกิดเหตุ โจทก์มาพักอาศัยอยู่กับนางสาวประภาพรรณ แล้ว ไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 1 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์นอนพักอยู่กับจำเลยที่ 2 ผู้เป็นหลานยาย จึงไม่เป็นความจริงนั้น เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์อ้างเหตุเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณมา 2 เหตุ คือ จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้อย่างร้ายแรงกับไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเป็นผู้สูงวัยและมีโรคประจำตัว ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีเงินและทรัพย์สินพอที่จะให้ได้ ซึ่งกรณีจะเข้าเหตุจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้อย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) หรือไม่นั้น โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ ซึ่งเป็นมารดาอย่างร้ายแรง โดยใช้นิ้วชี้ที่หน้าผากโจทก์พร้อมกล่าวว่า "มึงรู้ไหมว่าที่มึงอยู่ทุกวันนี้เป็นที่ของใคร" ซึ่งเป็นการกล่าวต่อหน้าธารกำนัล เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอาย ความข้อนี้ โจทก์มีนายณรงค์ บุตรชายคนสุดท้องของโจทก์มาเบิกความว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าวนี้ โจทก์ย้ายมาพักอยู่กับนางประภาพรรณ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีบ้านใกล้กันแล้ว พยานได้ยินโจทก์บ่นว่าน้ำที่รองไว้ใช้ถูกจำเลยที่ 1 นำไปใช้หมด พยานจึงบอกโจทก์ว่าจะไปขนน้ำมาให้ใช้เอง ต่อมาน้ำที่พยานขนมาหายไป พยานจึงต่อว่าจำเลยที่ 1 ว่าไปเอาน้ำของโจทก์มาใช้ทำไม แล้วจำเลยที่ 1 ก็เดินมายืนตรงหน้าโจทก์ แล้วใช้นิ้วชี้ข้างขวาชี้ไปที่หน้าผากของโจทก์และพูดว่า "มึงเอาน้ำไปใช้หมดแล้ว" จากนั้นก็เดินหันหลังกลับ เมื่อถึงทางเข้าบ้านจำเลยที่ 1 ได้หันกลับมาใช้นิ้วชี้ไปที่พื้นดินแล้วมองมาทางโจทก์พร้อมพูดว่า "มึงรู้มั้ยที่ใคร" ซึ่งสถานที่เกิดเหตุ และพยานเคยได้ยินโจทก์บ่นให้ฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ค่อยมาดูแลโจทก์ นอกจากนี้โจทก์นำนางปฏิมา เพื่อนบ้านมาเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 2 ยืนโต้เถียงกับโจทก์เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ซึ่งพยานก็ไม่ได้ยินรายละเอียด แต่ลักษณะของจำเลยที่ 2 ยืนชี้หน้าโจทก์ในทำนองว่า ทำอย่างนี้กับยุ้ย (ชื่อเล่นจำเลยที่ 2) ได้อย่างไร หลังจากนั้นพยานก็เข้าบ้านไม่เห็นเหตุการณ์อีก แต่พยานเคยเห็นจำเลยที่ 1 เอาน้ำในโอ่งของนางประภาพรรณไปใช้จนนางประภาพรรณต้องทำรั้วกั้นไม่ให้จำเลยที่ 1 มาเอาน้ำไปใช้ และเรื่องน้ำเป็นสาเหตุที่จำเลยที่ 1 กับนางประภาพรรณทะเลาะกัน โดยโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น เห็นว่า พยานปากนี้จึงไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชี้หน้าผากโจทก์และพูดว่า "มึงรู้ไหมว่าที่มึงอยู่ทุกวันนี้เป็นที่ของใคร" พยานจึงมิใช่ประจักษ์พยานในส่วนนี้ คงมีตัวโจทก์และนายณรงค์ที่เบิกความเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ในชั้นตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสามโจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่เคยทะเลาะกับจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 พูดว่า "มึงรู้ไหมว่าที่ดินนี้เป็นของใคร" จำเลยที่ 1 พูดใส่หน้านายณรงค์ และขณะที่จำเลยที่ 1 ชี้หน้าโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ยืนห่างจากโจทก์ประมาณ 1 เมตร และนางประภาพรรณเป็นคนที่มาขอให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ส่วนนายณรงค์ตอบคำถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เดินมาชี้เกือบติดหน้าผากของโจทก์ ขณะที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ไม่เคยกล่าวข้อความว่า "มึงรู้ไหมว่าที่นี้เป็นของใคร" ต่อโจทก์ แต่เคยกล่าวข้อความนี้ครั้งหนึ่งต่อนายณรงค์ เนื่องจากพยานมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกับนายณรงค์ ขณะนั้นนายณรงค์มีอาการเมาสุรา และพกมีดดาบเข้ามาในที่ดินพิพาท และชวนทะเลาะกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องการใช้น้ำของโจทก์ซึ่งขณะทะเลาะโจทก์ก็นั่งอยู่ที่ศาลาไม่ได้มายุ่งเกี่ยว ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์จากคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามประกอบกันแล้ว เห็นได้ว่า สาเหตุที่มาของเรื่องการกล่าวข้อความนี้น่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับนายณรงค์ทะเลาะกันในเรื่องที่นายณรงค์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เอาน้ำที่นายณรงค์หามาให้โจทก์ไปใช้ โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เข้าไปร่วมโต้เถียงกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะไปพูดต่อว่าโจทก์เช่นนั้นทั้งโจทก์เองเบิกความรับว่า คำกล่าวที่ว่า "มึงรู้ไหมว่าที่ดินนี้เป็นของใคร" เป็นการพูดใส่หน้านายณรงค์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงยังไม่มีน้ำหนักพอฟังว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้นิ้วชี้ไปที่หน้าผากโจทก์แล้วพูดว่า "มึงรู้ไหมว่าที่ดินนี้เป็นของใคร" อันจะเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ยังมีระบุอีกว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" และ "มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว" จึงถือว่าเป็นถ้อยคำที่โจทก์ได้บรรยายในคำฟ้องแล้ว และถือว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบถ้วนองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว ส่วนรายละเอียดถ้อยคำหมิ่นประมาทเป็นเพียงพลความโจทก์สามารถนำสืบถึงและอธิบายเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ นั้น ข้อนี้ เห็นว่า กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) เป็นการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรงนั้น มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ผู้รับกล่าวถ้อยคำอย่างไร เมื่อใด กับใคร เพื่อเป็นข้อที่จะให้ศาลพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้หรือไม่ ลำพังแต่การบรรยายว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง โดยไม่มีรายละเอียดว่า ด่าว่าอย่างไร เหตุเกิดเมื่อใด ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องในส่วนนี้เคลือบคลุม แม้โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" และกล่าวว่า "มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว" แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์จำวันเวลาเกิดเหตุไม่ได้ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แจ้งชัดและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะไปนำสืบในรายละเอียดได้ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเคลือบคลุมและเมื่อฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่า โจทก์ว่า "อีเหี้ย" คำนี้จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทที่โจทก์จะนำสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็วินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับคำฟ้องในส่วนที่ไม่สมบูรณ์ และทางนำสืบที่มิได้กล่าวมาในฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาในส่วนนี้ของโจทก์เกี่ยวกับการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อมามีว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) ได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แล้ว ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีเงินและทรัพย์สินพอที่จะสามารถเลี้ยงดูโจทก์ได้ และโจทก์เป็นผู้สูงวัย มีโรคประจำตัวหลายโรค ได้แก่ โรคความดัน โรคหัวใจ ไขมันอุดตัน และโรคเครียด แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ทั้งไม่เคยพาโจทก์ไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ ไม่ยอมให้ใช้ห้องน้ำโดยปิดล็อคประตูห้องน้ำ ทำให้โจทก์ต้องออกมาปัสสาวะนอกบ้าน ไม่ให้ใช้ตู้เย็นโดยเอาสิ่งของของโจทก์ออกจากตู้เย็น นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เคยให้เงินโจทก์ใช้เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท แต่ต่อมาไม่ให้อีก อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการเป็นบุตรที่ดีของมารดาเท่านั้น แต่หาได้ความครบตามเงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) ที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยที่ 1 ยังจะสามารถให้ได้แต่อย่างใด ทั้งข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่า โจทก์เคยขอและจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยที่ 1 ยังสามารถจะให้ได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า กรณีไม่เข้าเหตุที่จะเรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลในการโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณได้ ที่ดินจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนโดยอ้างเหตุฉ้อฉลได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาง ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1972/2562
#635850
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ร่วมจะไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัชวาล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในส่วนคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 80 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในขณะอายุยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีนี้จำเลยที่ 2 กระทำผิดไปเพราะถูกยั่วยุและขณะกระทำผิดอายุเพียง 18 ปีเศษ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควร มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1), 53 แล้ว (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบมาตรา 52 (1), 53) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมกับพวกไปที่บ้านนางสาวละมัย มารดาจำเลยที่ 2 ที่เกิดเหตุ แล้วโจทก์ร่วมเข้าไปในบริเวณบ้าน ส่วนพวกของโจทก์ร่วมรออยู่นอกรั้วบ้าน โจทก์ร่วมพบจำเลยที่ 2 กับพวกรวมประมาณ 10 คน นั่งดื่มสุรากันที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ซึ่งโจทก์ร่วมไม่รู้จักมาก่อน โจทก์ร่วมถามหานายทอนและนายหม่อม ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล จำเลยที่ 2 กับพวกไม่รู้จัก จึงบอกให้โจทก์ร่วมออกไปจากบ้าน ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมพูดท้าต่อย ท้าตี กับจำเลยที่ 2 กับพวก ต่อมาโจทก์ร่วมกับพวกย้อนกลับเข้ามาในบ้านแล้วทุบทำลายข้าวของที่อยู่ภายในบ้านได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุนางสาวปรียา มารดาโจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมถูกรุมทำร้าย ส่วนนางสาวละมัยก็ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายคนและทำลายทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคดีอาญา ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เบื้องต้นโจทก์ร่วมให้การปฏิเสธ ส่วนพวกของโจทก์ร่วมให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นได้แยกฟ้องโจทก์ร่วมเป็นคดีใหม่และต่อมาโจทก์ร่วมให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์ร่วมมีความผิดตามฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2995/2559 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ร่วมเดินเข้าไปสอบถามหาคนที่รู้จักกับกลุ่มพวกของจำเลยที่ 2 เมื่อมีคนตอบว่าไม่รู้จักคนดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ แต่จำเลยที่ 2 กับพวกกลับตามมารุมทำร้ายโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันที่ศีรษะและบริเวณข้อมือของโจทก์ร่วมจนได้รับบาดเจ็บ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ก่อนถูกจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันนั้น โจทก์ร่วมเดินกลับออกมาอยู่นอกรั้วบ้านและขณะนั้นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของภายในบ้านยุติไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์ร่วมเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ทั้งพยานจำเลยปากนายจักรพรรดิ ก็เบิกความเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในประเด็นนี้ แสดงว่าเหตุการณ์อันเป็นเหตุแห่งการป้องกันนั้นผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วม จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ร่วมบุกรุกเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วพูดจาท้าตีท้าต่อยทั้งยังร่วมกับพวกทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายพวกของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้านดังกล่าว อันเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ถือเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันและโจทก์ร่วมยังไม่หยุดพูดจาท้าทาย จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ร่วมจะไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจึงชอบและเหมาะสมแล้ว ปัญหาทั้งสองประการนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การในประเด็นแรก และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นหลัง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นบ้านของจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมกับพวกเข้ามาก่อเหตุขึ้นก่อนทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 กับพวกก็แสดงอาการเป็นมิตร โดยการยกสุราให้ดื่ม แต่โจทก์ร่วมก็ยังแสดงกิริยาที่ไม่สมควร ในลักษณะไม่ยำเกรงใคร ทั้งยังพูดท้าตีท้าต่อยและร่วมกับพวกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมถึงแม้จะฟังว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 30,000 บาท อันถือเป็นการรับผิดในผลของการกระทำไปแล้วส่วนหนึ่ง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 โดยการรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
โจทก์ร่วม — นาย ช.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายสุเนติ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2562
#634576
เปิดฉบับเต็ม

การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้นศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว คดีเรื่องหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ แต่คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 ภายหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหม่เป็นไม่นับโทษต่อจึงชอบแล้ว และไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องของการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 138, 140, 190, 289, 296 โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1932/2555 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2735/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยให้จำคุก 5 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1932/2555 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ที่ 1537/2556 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2556 แก่จำเลยที่ 1 โดยหมายระบุให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1932/2555 ของศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเสียใหม่โดยไม่นับโทษต่อและให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยหักวันที่จำเลยที่ 1 ต้องขังมาแล้ว 49 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ที่ 1537/2556 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2556 โดยให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ โดยให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2556 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่น ซึ่งการนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้นศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว เมื่อศาลพิพากษาคดีเรื่องหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ คดีนี้ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 แนบมาท้ายคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1932/2555 ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจที่จะนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งพอที่จะวินิจฉัยได้จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหม่เป็นไม่นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1932/2555 จึงชอบแล้ว โดยกรณีนี้ไม่ถือเป็นการแก้ไขหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสงวนศักดิ์ กิมเอ็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2562
#630936
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองและ ส. ซึ่งรู้จักกัน จำเลยที่ 1 กับ ส. แล่นเรือไปนำเมทแอมเฟตามีนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 ขับรถมารับจำเลยที่ 1 และ ส. พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยทั้งสองและ ส. ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เดินทางออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ปรับ 2,000 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่ และตามกำหนดเวลา ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน 10 วัน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คนละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 1,333,333.33 บาท และลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 เดือน ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เดินทางออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,333.33 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 7 เดือน และปรับ 2,002,666.66 บาท และรวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 4 เดือน 20 วัน และปรับ 1,333,333.33 บาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยทั้งสองได้เป็นเวลาเกินกว่าคนละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าในเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองกับนายสุริยัน พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด น้ำหนัก 18.677 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.955 กรัม อาวุธปืนพก 1 กระบอก และกระสุนปืน 1 นัด เป็นของกลาง คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับความผิดฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เดินทางออกไปตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา และฐานเดินทางเข้ามาในราชอาญาจักรโดยไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับกระทงละ 1,333.33 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนาวาโทอุดมศิน จ่าเอกสุนันท์ จ่าเอกสิทธิพร จ่าเอกแสงสุรีย์ และจ่าเอกอนุสรณ์ ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองกับนายสุริยันเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 เวลา 18 นาฬิกา นาวาโทอุดมศินได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีผู้ลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนข้ามฝั่งแม่น้ำโขงจากเมืองชนะสมบูรณ์ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาส่งที่บริเวณสะพานไม้ข้ามห้วยหมาก ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้เรือเป็นยานพาหนะ จึงวางแผนจับกุมโดยให้จ่าเอกอนุสรณ์ จ่าเอกสิทธิพรและจ่าเอกแสงสุรีย์ไปซุ่มดูอยู่ทางทิศใต้ของสะพานไม้ข้ามห้วยหมากห่าง 30 เมตร ส่วนจ่าเอกสุนันท์และจ่าเอกสมพร ซุ่มดูอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงใกล้ปากทางเข้าลำน้ำห้วยหมาก เวลา 19.50 นาฬิกา จ่าเอกสุนันท์ใช้กล้อง Night Vision ส่องมองดูเหตุการณ์เห็นเรือหางยาว 2 ลำ มีคนขับเป็นชายลำละ 1 คน แล่นตามกันมาจากฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวตรงมาที่ลำน้ำห้วยหมาก จึงใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้จ่าเอกอนุสรณ์ทราบ ประมาณ 10 นาที มีชาย 2 คน ทราบชื่อภายหลังคือนายสุริยันและจำเลยที่ 1 ขับเรือหางยาวคนละลำแล่นเข้ามาในลำน้ำห้วยหมากโดยไม่มีผู้ใดใช้เรือสัญจรผ่านไปมาเลย ส่วนจ่าเอกสิทธิพร จ่าเอกแสงสุรีย์และจ่าเอกอนุสรณ์มองและเห็นจำเลยที่ 2 เดินมายืนรออยู่บนฝั่งห่างจากลำน้ำห้วยหมาก 4 เมตร และห่างจากจุดที่จ่าเอกอนุสรณ์กับพวกซุ่มอยู่ 20 ถึง 25 เมตร สักครู่หนึ่งนายสุริยันและจำเลยที่ 1 ขับเรือเข้ามาจอดที่ท่าเรือริมฝั่งลำน้ำห้วยหมาก บริเวณที่จำเลยที่ 2 ยืนรออยู่ แล้วลงจากเรือเดินขึ้นฝั่งไปหาจำเลยที่ 2 โดยนายสุริยันถือวัตถุก้อนสีดำไว้ในมือและจะยื่นวัตถุดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จ่าเอกอนุสรณ์กับพวกจึงออกจากจุดที่ซุ่มแล้วแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานจะเข้าจับกุม จำเลยทั้งสองได้หมอบลงกับพื้น จ่าเอกแสงสุรีย์จึงควบคุมตัวจำเลยทั้งสอง แต่นายสุริยันขัดขืนไม่ยอมให้จับกุมและวิ่งกลับไปที่เรือหางยาวลำที่ขับมาจอดพร้อมกับถือวัตถุก้อนสีดำดังกล่าวไปด้วย จ่าเอกอนุสรณ์และจ่าเอกสิทธิพรจึงวิ่งตามนายสุริยันไป เมื่อนายสุริยันวิ่งไปที่เรือแล้วได้ผลักเรือออกจากฝั่งพร้อมกับชักอาวุธปืนเล็งไปที่จ่าเอกอนุสรณ์และจ่าเอกสิทธิพร จ่าเอกอนุสรณ์จึงใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงออกไป 1 นัด นายสุริยันวิ่งหนีไปที่นั่งคนขับท้ายเรือและเล็งอาวุธปืนมาที่จ่าเอกอนุสรณ์และจ่าเอกสิทธิพรพร้อมกับมีเสียงสับไกปืนดังขึ้น 1 ครั้ง จ่าเอกอนุสรณ์และจ่าเอกสิทธิพรจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่นายสุริยันคนละ 1 นัด แล้วตามไปที่เรือดังกล่าว พบนายสุริยันนอนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลเลือดไหลซึมที่แผ่นหลังอยู่ที่ท้ายเรือ จ่าเอกอนุสรณ์กับพวกจึงช่วยกันนำตัวนายสุริยันขึ้นจากเรือ จากการตรวจค้นเรือที่นายสุริยันจะใช้หลบหนีพบห่อวัตถุสีดำภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด อยู่ที่หัวเรือ มีดปลายแหลมยาว 1 ฟุต และมีดพร้าความยาวรวมด้าม 1 เมตร อยู่ที่กลางลำเรือ พบอาวุธปืนพก 1 กระบอก มีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง 1 นัด อยู่ที่ท้ายเรือจึงยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับเรือหางยาวหัวตัดออกจากลำน้ำห้วยหมากไปหาปลาที่แม่น้ำโขง โดยใช้เบ็ดตกปลาเสียบเอาไว้ที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงเพื่อรอเวลาให้ปลามาติดเบ็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 หาปลาอยู่ในแม่น้ำโขงฝั่งประเทศไทย ไม่ได้ข้ามเข้าไปในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หาปลามาได้ประมาณ 1 กิโลกรัม จนกระทั่งเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ภริยาของจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาตามให้จำเลยที่ 1 กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน จำเลยที่ 1 จึงเก็บอุปกรณ์หาปลาแล้วขับเรือกลับเข้าไปในลำน้ำห้วยหมาก เมื่อจำเลยที่ 1 ขับเรือเข้าไปในลำนำห้วยหมากได้สักพักหนึ่งมีเรือหางยาวลำหนึ่งทราบภายหลังว่านายสุริยันเป็นคนขับ แล่นแซงเรือของจำเลยที่ 1 ขึ้นไปข้างหน้า เมื่อไปถึงบริเวณท่าเรือริมฝั่งลำน้ำที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับเรือเข้าไปจอดที่ท่าก่อน ส่วนนายสุริยันเข้ามาจอดภายหลังโดยจอดอยู่ข้างหน้าห่างจากจำเลยประมาณ 5 เมตร จากนั้นจำเลยที่ 1 ลงจากเรือและผูกเรือไว้กับท่าเรือแล้วเดินขึ้นฝั่งไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งมายืนรอรับอยู่บนฝั่ง ทันใดนั้นมีเสียงเจ้าพนักงานร้องตะโกนให้จำเลยทั้งสองหยุดและหมอบลง จำเลยทั้งสองจึงปฏิบัติตามโดยหันหน้าเข้าหาบนฝั่งและหมอบลงกับพื้น ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงคนวิ่งอยู่ด้านหลังแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 2 ถึง 3 นัด จากนั้นเจ้าพนักงานมาบอกให้จำเลยทั้งสองไปช่วยหามนายสุริยันขึ้นจากเรือมาอยู่บนฝั่ง นายสุริยันได้รับบาดเจ็บมีเลือดไหลออกจากด้านหลัง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปร่วมตรวจค้นเรือของนายสุริยัน จึงไม่ทราบว่าตรวจพบของกลางอะไร มีการตรวจค้นเรือของจำเลยที่ 1 พบแต่เบ็ดตกปลาและปลาที่ตกขึ้นมาได้ เจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งข้อหาและไม่ได้ใส่กุญแจมือแก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า พยานทั้งห้าของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันโดยไม่มีพิรุธเริ่มตั้งแต่เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีผู้ลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนข้ามฝั่งแม่น้ำโขงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาส่งที่บริเวณสะพานไม้ข้ามห้วยหมาก พยานทั้งห้าร่วมกันวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด ไปดักซุ่มเพื่อจับกุมบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุจนกระทั่งพบจำเลยที่ 1 และนายสุริยันขับเรือมาจอดที่ท่าเรือในเวลาใกล้เคียงกัน โดยไม่มีผู้อื่นสัญจรไปมา ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การในชั้นสอบสวนหลังจากวันเกิดเหตุเพียง 1 วัน ว่ารู้จักกับนายสุริยันเป็นอย่างดี เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน รู้ว่านายสุริยันเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และเห็นนายสุริยันขับเรือไปที่ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประจำ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็ไปตกปลาที่ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าคืนเกิดเหตุนายสุริยันขับเรือมาจอดใกล้ ๆ กับเรือของตน เจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับเรือมาจากฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาพร้อมกับนายสุริยัน เมื่อจอดเรือกันแล้วพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 และนายสุริยันเดินขึ้นฝั่งไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ยืนรออยู่ โดยนายสุริยันจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่ถืออยู่ในมือให้จำเลยที่ 2 ซึ่งก็มีเหตุผลเพราะนายสุริยันคงไม่ทิ้งเมทแอมเฟตามีนไว้ในเรือเพราะเสี่ยงต่อการสูญหาย คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เบิกความว่าตนติดไฟฉายไว้ที่ศีรษะด้วย อีกทั้งตอบคำถามค้านโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ส่องไฟฉายอยู่ที่บริเวณศีรษะตลอดเวลาที่ขับเรือ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ที่เฝ้าซุ่มดูอยู่ในระยะใกล้มองเห็นเหตุการณ์จึงแสดงตัวจะเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองและนายสุริยัน แล้วเห็นนายสุริยันถือเมทแอมเฟตามีนวิ่งลงเรือเพื่อหลบหนี และนายสุริยันต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานจนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดประกอบพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยทั้งสองและนายสุริยันซึ่งรู้จักกันร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 กับนายสุริยันแล่นเรือไปนำเมทแอมเฟตามีนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 ขับรถมารับจำเลยที่ 1 และนายสุริยัน ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้เถียง ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่าคืนเกิดเหตุไปตกปลาในแม่น้ำโขง ไม่ได้ไปตกปลาในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็ขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ปรากฏว่าถูกบังคับขู่เข็ญให้ให้การแต่อย่างใด เชื่อว่าให้การโดยสมัครใจ ทั้งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญที่จำเลยที่ 1 จะแล่นเรือและมาจอดเรือพร้อมกับนายสุริยันซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในครอบครอง แล้วขึ้นจากเรือไปพร้อมกับนายสุริยันไปหาจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอลงกต ปิติสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 -ที่ 1767/2562
#657580
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 8 กับพวก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 การร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวจึงไม่อยู่ในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 43 ประกอบมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ก่อนต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ม. ยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือ กล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว การที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวนเพื่อให้ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 60 เมื่อพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับสำนวนการสอบสวนกับการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ ม. ยื่นคำกล่าวหาไว้ ซึ่งในขณะที่ ม. ยื่นคำกล่าวหานั้นจำเลยที่ 4 ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19, 43, 84 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนจำเลยที่ 8 ในคดีนี้แล้วต่อมาได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1505/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1507/2558 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1505/2558 ว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำนวนคดีหมายเลขแดงที่ อ.1507/2558 ว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ ส่วนคดีสองสำนวนนี้ให้เรียกจำเลยในสำนวนที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ตามลำดับ แต่คดีหมายเลขแดงที่ 1505/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 1507/2558 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสี่สำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 151 และ 157 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอื่น

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี การกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7

โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ฎีกา จำเลยที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ราคาที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กรุงเทพมหานครจัดซื้อไม่ได้มีราคาแพงกว่าราคาท้องตลาด ที่ดินที่จัดซื้อไม่ใช่ที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออก วิธีการจัดซื้อและการยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานครมาชำระค่าที่ดินปฏิบัติถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมลลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 ประกอบมาตรา 83 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 โดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องการจัดซื้อที่ดินพิพาทว่าไม่ชอบตามฟ้อง และไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ปัญหาเรื่องการจัดซื้อที่ดินพิพาทของกรุงเทพมหานคร และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 8 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่พันตำรวจโทกิตติธร ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 8 กับพวกฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ซึ่งในขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 การร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวจึงไม่อยู่ในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 43 ประกอบมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ก่อนนั้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดังกล่าวมีนายมณฑล ยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือกล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวนเพื่อให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 60 เมื่อพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับสำนวนการสอบสวนกับการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่นายมณฑลได้ยื่นคำกล่าวหาไว้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ซึ่งในขณะที่นายมณฑลยื่นคำกล่าวหานั้นจำเลยที่ 4 ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19, 43, 84 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนจำเลยที่ 8 ในคดีนี้แล้วต่อมาได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8 ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 กับที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 8 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ได้รับมอบหมายหน้าที่จากกรุงเทพมหานคร ให้จัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จอดรถของกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้เสนอให้จัดซื้อที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 91 บัญญัติให้เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 4 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อ เช่า ที่ดินและอาคารเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร (กซช.) และคณะกรรมการตรวจสอบที่ดินหรืออาคารซึ่งกรุงเทพมหานครจัดซื้อหรือเช่าเพื่อประโยชน์ของราชการกรุงเทพมหานคร (ตซช.) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 8 มาโดยตลอด จนกระทั่งคณะกรรมการ กซช. มีมติเห็นชอบให้จัดซื้อที่ดินพิพาทตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ตซช. จำเลยที่ 4 ในฐานะเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครย่อมต้องมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าวให้รอบคอบก่อนนำเสนอผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 ยังเป็นคณะผู้บริหารของกรุงเทพมหานครที่ได้เข้าร่วมประชุมแล้วมีมติให้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินพิพาทโดยวิธีการพิเศษ และต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อนุมัติแต่งตั้งจำเลยที่ 8 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถสำหรับเขตชั้นใน โดยวิธีพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้มีการเรียกนายสุพจน์ผู้เสนอขายที่ดินพิพาทมาต่อรองราคาลงอีกด้วย จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 8 เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทรายนี้ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านเป็นประการอื่นว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 นายสุพจน์ได้รับเช็คค่าที่ดินพิพาทจากกรุงเทพมหานคร แล้วนายสุพจน์ซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 10,000,000 บาท สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 8 และในวันที่ 17 กันยายน 2540 นายสุพจน์ซื้อแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงินรวม 8,250,000 บาท สั่งจ่ายให้แก่นายชูศักดิ์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2540 นายชูศักดิ์นำแคชเชียร์เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จากนั้นถอนเงินจำนวน 8,000,000 บาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 8 วันที่ 25 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 นำแคชเชียร์เช็คที่ได้รับจากนายชูศักดิ์ไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี แล้วถอนเงิน 3,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 นำแคชเชียร์เช็คที่รับจากนายสุพจน์จำนวน 10,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 8 ถอนเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ครั้นวันที่ 30 กันยายน 2540 จำเลยที่ 8 ถอนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ จำนวนเงิน 1,000,000 บาท 2 ฉบับ และจำนวนเงิน 500,000 บาท อีก 2 ฉบับ โดยสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 8 เปลี่ยนผู้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คทั้งสี่ฉบับดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 เป็นนายวศิน และในวันเดียวกันนายวศินนำแคชเชียร์เช็คทั้งสี่ฉบับไปฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของตนเองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 มีเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จำนวน 1,000,000 บาท และในวันเดียวกันนั้นมีเงินฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสาทร จำนวน 5,000,000 บาท และที่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม จำนวน 5,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 8 ฎีกาเรื่องการได้รับเงินจำนวน 18,000,000 บาท จากนายสุพจน์และนายชูศักดิ์ว่า นายชูศักดิ์นำเงินจำนวน 18,000,000 บาท ดังกล่าวมามอบให้จำเลยที่ 8 เพื่อเป็นค่ามัดจำที่ดิน แต่ภายหลังมาทราบว่าที่ดินที่จะซื้อไม่มีทางเข้าออก นายชูศักดิ์ไม่ประสงค์จะซื้อจึงขอเงินมัดจำคืน ซึ่งจำเลยที่ 8 ได้ทยอยคืนให้นายชูศักดิ์ไปจนครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า ในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 8 ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบยืนยันให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้าง ประกอบกับเงินมัดจำที่รับไว้มีจำนวนสูงถึง 18,000,000 บาท หากมีการทยอยคืนจริงย่อมต้องมีพยานหลักฐานมาสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 8 ลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 8 จึงเป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับพวกเรียกรับเงินจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 8 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ จำเลยที่ 8 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และที่จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ไม่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงและช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะจำเลยที่ 8 เชื่อโดยสุจริตว่าเมื่อมีการยกสิ่งปลูกสร้างให้กรุงเทพมหานครแล้วจึงไม่ต้องแจ้งนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 8 ทราบมาโดยตลอดว่าที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ด้วย แม้ผู้ขายจะยกสิ่งปลูกสร้างให้กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรุงเทพมหานครให้ไปดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมต้องมีหน้าที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินไปตามความเป็นจริงว่าที่ดินที่รับโอนมีสิ่งปลูกสร้าง การที่จำเลยที่ 8 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 8 มีเจตนาปกปิดข้อความจริงเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง การกระทำของจำเลยที่ 8 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกบทหนึ่ง

ในส่วนของจำเลยที่ 4 ที่ฎีกาเรื่องเงินจำนวน 3,000,000 บาท ตามแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ ที่จำเลยที่ 8 สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 แล้วเปลี่ยนเป็นสั่งจ่ายให้แก่นายวศิน เห็นว่า แม้ในขณะเกิดเหตุนางอุไรวรรณ พยานโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการคลัง สำนักงานเขตบางซื่อเป็นลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 8 โดยตรง แต่นางอุไรวรรณก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า ไม่รู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานกับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่อาจให้คุณให้โทษ ส่วนนายวศินพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ร่วมรุ่นกับจำเลยที่ 4 และนายชูศิลป์ แม้นายวศินกับนายชูศิลป์จะเป็นพยานคู่รู้เห็นเหตุการณ์ในคราวเดียวกัน แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติบังคับให้โจทก์ต้องนำพยานคู่มาเบิกความในคราวเดียวกันอันเป็นข้อห้ามไม่ให้รับฟังเป็นข้อพิจารณาของศาลแต่ประการใด ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ได้อ้างและนำนายชูศิลป์มาเบิกความเป็นพยาน ศาลย่อมนำคำเบิกความของนายวศินในฐานะพยานโจทก์และนายชูศิลป์ในฐานะพยานจำเลยที่ 4 ไปพิเคราะห์เทียบเคียงให้เห็นเท็จและจริงได้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ได้เสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาสถานภาพของนายวศินในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางซื่อ ที่ได้เข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานคร และร่วมอภิปรายแล้วลงมติเห็นชอบให้กรุงเทพมหานครยืมเงินสะสมจำนวน 270,000,000 บาท ให้สำนักงานเขตบางซื่อเป็นค่าจัดซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวศินรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับนายสุพจน์ผู้เสนอขายที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 8 เป็นพิเศษอื่นใด กรณีจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านางอุไรวรรณกับนายวศินพยานโจทก์ทั้งสองจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง นอกจากนี้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับเอกสารตามที่ปรากฏในหมาย จ.79 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นพิรุธและไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์เอาเองตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างมาในฎีกา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเงินจำนวน 3,000,000 บาท เป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 4 ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ผ่านนายวศินและนายชูศิลป์ โดยจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 8 เรียกรับเงินจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 4 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ฎีกาว่า เงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 บัญชี บัญชีละ 5,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นเงินที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมาจากนายสุพจน์อีกทอดหนึ่งนั้น เห็นว่า แม้สำเนาแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 หลังจากจำเลยที่ 1 เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2539 จะเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นเอง แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้รับแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินฉบับดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 เวลา 15 นาฬิกา พร้อมกับลายมือชื่อของผู้รับจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 จริง และเมื่อจำเลยที่ 1 แสดงรายการสินทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 13,000,000 บาท ไว้ในแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินดังกล่าวด้วย โจทก์จึงต้องมีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าเงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบัญชีเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากจำเลยที่ 8 ซึ่งได้รับมาจากนายสุพจน์อีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 8 เรียกรับจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 1 กับพวกช่วยกันดำเนินการในหน้าที่ของตนจนเป็นผลให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุพจน์ แต่โจทก์คงมีเพียงนายสุรินทร์มาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวว่า เงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่นำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 น่าจะเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินพิพาทของนายสุพจน์ ซึ่งเป็นความเชื่อหรือความรู้สึกของพยานปากนี้ โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบเชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีของตนเป็นเงินที่มาจากนายสุพจน์ กรณีจึงอาจเป็นไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบัญชี รวมจำนวน 10,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แต่เดิม ตามที่ได้ระบุไว้ในแบบแสดงรายการสินทรัพย์และหนี้สินของปี 2539 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาคงฟังได้เพียงว่าเส้นทางการเงินที่นายสุพจน์จ่ายให้จำเลยที่ 8 รวม 18,000,000 บาท จำเลยที่ 8 ได้ทยอยถอนเงินสดออกมาทั้งหมด ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 เท่านั้น หลังจากนั้นไม่ปรากฏเส้นทางเดินของเงินดังกล่าว กรณีจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 8 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 8 มานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 7 ปี กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 ม. 43 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเกียรติ แก้วมาลี
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2562
#635032
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกรบกวนและแย่งการครอบครอง โจทก์หมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง ขอให้พิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดิน... ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การและฟ้องแย้งที่ระบุว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของจำเลย จึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้วจำเลยแย่งการครอบครองหรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 หรือไม่ เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์และโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ขาดสิทธิฟ้องร้องไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน และให้จำเลยชำระเงิน 300,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่สังเขประบายสีฟ้าเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวาเศษ และสีเหลืองเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งานเศษ ดีกว่าโจทก์ และห้ามโจทก์รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ภ.บ.ท. 5 เลขสำรวจที่ 54/37 เนื้อที่ 12 ไร่ 91.7 ตารางวา โดยครอบครองต่อจากมารดา โจทก์ขุดสระกักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตร ปลูกต้นยูคาลิปตัส ต้นประดู่ ต้นมะค่าโมง ต้นกล้วย และต้นสับปะรด โจทก์และมารดาโจทก์ฟ้องขับไล่นายศรีเมือง บิดาจำเลย ต่อศาลแขวงลำปางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2434/2548 ศาลแขวงลำปางพิพากษาว่าโจทก์และมารดาโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้นายศรีเมืองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม้ล้มลุกออกจากที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปฉีดยาฆ่าวัชพืชในที่ดินของโจทก์ ไถปรับที่ดินเพื่อทำการเพาะปลูก ตัดต้นกล้วยประมาณ 20 ต้น ขัดขวางไม่ให้ลูกจ้างของโจทก์เกี่ยวหญ้าคาในที่ดิน เกี่ยวหญ้าคาและเอาหญ้าคาของโจทก์ไปทั้งหมด ปลูกสับปะรด ตัดต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้เนื้อที่ 3 ไร่ ตัดต้นประดู่ 1 ต้น ต้นมะค่าโมง 2 ต้น และเผากอกล้วย 2 กอใหญ่ ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและชำระค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกรบกวนและแย่งการครอบครอง โจทก์หมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง ขอให้พิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่สังเขประบายสีฟ้าเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวาเศษ และสีเหลืองเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งานเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การและฟ้องแย้งระบุว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 622, 624 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของจำเลย จึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้วจำเลยแย่งการครอบครองหรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 หรือไม่ เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาจำเลยยังนำชี้แนวเขตที่ดินอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 622 และ 624 ซึ่งขัดแย้งกับเนื้อหาในคำให้การของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์และโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ขาดสิทธิฟ้องร้องไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้ขับไล่นายศรีเมืองบิดาจำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยหวนกลับเข้ามาในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกและยอมรับในอุทธรณ์ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย ประเด็นเรื่องค่าเสียหายจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำขอท้ายคำฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2556 เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาว บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายพิทักฐ์ รัตนเดชากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1738/2562
#630927
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การและนำสืบพยานหลักฐานรับแล้วว่า การผลิตและส่งมอบเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงทุกต้นให้แก่โจทก์เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ประกอบกับก่อนการซื้อขายเสาเข็มพิพาทมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3568 (พ.ศ.2549) ให้ยกเลิกเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า มีการยกเลิกการอนุญาตให้ผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 แล้วกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 โดยกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าตามใบเสนอราคา/อนุมัติสั่งซื้อจะมิได้ระบุการซื้อขายเป็นการซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ก็ต้องตีความการซื้อขายนี้ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองขณะมีการทำสัญญา โดยมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมควบคุมการแสดงเจตนา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินมัดจำ เงินค่าสินค้า และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,024,248 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,937,760 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยทั้งสองจำนวน 1,011,251 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 946,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,234,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ซื้อเสาเข็มคอนกรีต 468 ต้น และเพลท 468 แผ่น จากจำเลยที่ 1 และจ้างจำเลยที่ 1 ตอกเสาเข็ม 468 ต้น รวมเป็นเงิน 2,714,400 บาท โจทก์วางเงินมัดจำค่าสินค้าและบริการให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,085,760 บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำเสาเข็ม 64 ต้น เพลท 64 แผ่น ไปส่งมอบให้โจทก์ในสถานที่ก่อสร้าง โดยเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์มีสัญลักษณ์แสดงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 ขณะโจทก์ซื้อเสาเข็มจากจำเลยที่ 1 ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 และกำหนดมาตรฐานขึ้นใหม่เป็นมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3568 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 โจทก์รับและชำระค่าเสาเข็ม 64 ต้น และ เพลท 64 แผ่น ดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 352,000 บาท แล้ว ในปลายเดือนพฤษภาคม 2557 โจทก์พบว่าเสาเข็มที่คนงานจำเลยที่ 1 ตอกเกิดแตกหักร้าว ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2557 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นข้อแรกว่า การซื้อขายเสาเข็มระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง 468 ต้น เป็นการซื้อขายเสาเข็มที่มิได้ระบุว่าเป็นการซื้อขายเสาเข็มที่ต้องเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ดังนั้น เมื่อมีการตกลงซื้อขายดังเช่นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบเสาเข็มแล้ว แสดงว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การและนำสืบพยานหลักฐานก็รับแล้วว่า การผลิตและส่งมอบเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงทุกต้นให้แก่โจทก์เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ประกอบกับก่อนการซื้อขายเสาเข็มพิพาทมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3568 (พ.ศ.2549) ให้ยกเลิกเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่ามีการยกเลิกการอนุญาตให้ผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 แล้วกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 โดยกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าตามใบเสนอราคา/อนุมัติสั่งซื้อจะมิได้ระบุการซื้อขายเป็นการซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ก็ต้องตีความการซื้อขายนี้ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองขณะมีการทำสัญญา โดยมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมควบคุมการแสดงเจตนา ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายเสาเข็มเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ฎีกาประเด็นข้อแรกของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นข้อสองว่า จำเลยทั้งสองส่งมอบเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์มีนายศักดิ์สิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า พยานรับมอบหมายจากโจทก์ให้กำกับดูแลและชี้จุดที่จะตอกเสาเข็ม มิได้สั่งการหรือกำหนดวิธีการตอกเสาเข็ม เมื่อโจทก์เห็นว่าเสาเข็มที่คนงานของจำเลยที่ 1 ตอกลงดินแล้วแตกชำรุดหลายต้นและเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบมีมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 กับเพลทมีขนาดเล็กและบาง เสาเข็มตรงจุดเชื่อมต่อมีรอยแตกร้าว จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำแผ่นเหล็กบาง ๆ มาเชื่อมตำแหน่งที่ชำรุด โจทก์จึงขอให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตรวจสอบกำลังแรงอัดของเสาเข็มจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง และมีนายณรงค์เดช วิศวกรโยธาชำนาญพิเศษ ผู้ตรวจสอบและทำความเห็นมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อเจาะเสาเข็มนำตัวอย่างปูนมาทดสอบที่ห้องทดสอบของสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนำแท่งคอนกรีตซึ่งเก็บตัวอย่างมาเข้าเครื่องทดสอบเพื่อหากำลังอัดของคอนกรีตที่เก็บมาทั้ง 3 ตัวอย่าง มีค่ากำลังอัดเฉลี่ย 158.45 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร แต่มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 นั้น กำหนดให้คอนกรีตมีกำลังอัดไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่นำมาทดสอบเห็นว่าค่ากำลังอัดของตัวอย่างต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของค่าตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงทำความเห็นแจ้งไปยังโจทก์ นอกจากนี้นายรังสรรค์ พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นวิศวกรผู้ทำรายการคำนวณเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง (มอก.396-2549) ดูภาพถ่ายเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์แล้ว พยานเบิกความว่า เสาเข็มตามภาพไม่ใช่เสาเข็มที่มีมาตรฐานเลขที่มอก.396-2549 เนื่องจากไม่มีแผ่นเหล็กประกบโดยรอบ เมื่อนายณรงค์เดชและนายรังสรรค์เป็นพยานที่มิได้มีส่วนได้เสียในคดีเบิกความไปตามหลักวิชาและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้นว่าเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ไม่ใช่เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ส่วนที่จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ส่งมอบให้แก่โจทก์ แต่คนงานของจำเลยที่ 1 นำเลขที่ มอก.396-2524 ไปแสดงที่เสาเข็มด้วยความเข้าใจผิดนั้น เห็นว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีประกาศฉบับที่ 3568 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ยกเลิกเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2524 ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 7 ปี จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดความพลั้งเผลอตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความ และส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามีใบรับรองผลทดสอบกำลังอัดคอนกรีต นั้น เห็นว่า ใบรับรองดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นการรับรองการทดสอบกำลังอัดคอนกรีตโครงการก่อสร้างที่พิพาท และตามภาพถ่ายการทดสอบกำลังอัดคอนกรีตระบุวันที่ทดสอบแตกต่างจากวันทดสอบในใบรับรองดังกล่าว ทั้งใบรับรองดังกล่าวระบุว่าเป็นการทดสอบกำลังอัดคอนกรีต มาตรฐานเลขที่ มอก.409-2525 นอกจากนี้จำเลยทั้งสองมิได้นำนายสิงหา วิศวกรผู้ทดสอบและจัดทำเอกสาร มาเบิกความยืนยันความถูกต้องแท้จริงและเหตุแห่งความคลาดเคลื่อนของใบรับรองผลทดสอบกำลังอัดคอนกรีต และส่วนที่จำเลยทั้งสองมีนายรังสรรค์ มาเบิกความรับรองตามรายการคำนวณเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง (มอก.396-2549) แต่นายรังสรรค์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 มาขอให้พยานออกแบบเสาเข็ม ดังนั้น เอกสารจึงมิใช่การทดสอบกำลังอัดของเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ส่งมอบเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง มาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ ฎีกาประเด็นข้อสองของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์ซื้อเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 จากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองส่งมอบเสาเข็มที่มีมาตรฐานต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของมาตรฐานเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาตรฐานเลขที่ มอก.396-2549 จนเป็นเหตุให้เสาเข็มและเพลทที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ในการตอกเสาเข็มในพื้นที่ก่อสร้างชำรุดเสียหายแตกหักร้าวจนไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ จำเลยทั้งสองจึงผิดสัญญาตามฟ้อง คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาอื่นของจำเลยทั้งสอง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันคืนเงินมัดจำ คืนเงินค่าเสาเข็มและคืนเงินค่าเพลทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองศาล ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด น.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายเคารพ คุณธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1726/2562
#633033
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ ส่วนมาตรา 26/5 เป็นบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหาย ตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญาอันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ มิได้เป็นกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาที่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้ตามฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิด เมื่อระหว่างต้นเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2559 อันเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ค่าภาคหลวง 1,505.30 บาท เป็นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งผู้ทำไม้หรือเก็บหาของป่าจะต้องเสียตามความใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และค่าเสียหายของรัฐ 15,053 บาท เป็นค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มิใช่ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหายหรือเสียหายตามความใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 พนักงานอัยการจึงเรียกค่าภาคหลวงและค่าเสียหายของรัฐโดยอาศัย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2559 มาตรา 26/5 เข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะทำให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 9, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 7, 8, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบไม้ของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าภาคหลวง 1,505.30 บาท ค่าเสียหายของรัฐ 15,053 บาท และค่าเสียหายเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 67 วรรคสอง, 72 ตรี วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคสอง, 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (ที่ถูก 31 วรรคสอง (2) (เดิม)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตัดไม้หวงห้ามและยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11, 73 วรรคสอง (2)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าภาคหลวง 1,505.30 บาท ค่าเสียหายของรัฐ 15,053 บาท ค่าเสียหายเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยไปออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีในส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์เฉพาะในคดีส่วนแพ่งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนแพ่งโดยวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 12 เพิ่มความในมาตรา 26/4 และ 26/5 ให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์เรียกค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกทำลาย ทำให้สูญหาย หรือเสียหายจากผู้กระทำความผิดไปในคราวเดียวกันในการดำเนินคดีอาญาได้ แต่ก็ใช้บังคับนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 อันเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุและโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 26/4 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ ส่วนมาตรา 26/5 เป็นบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหาย ตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญาอันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ มิได้เป็นกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาที่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้ตามฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิด เมื่อระหว่างต้นเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2559 อันเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ค่าภาคหลวง 1,505.30 บาท เป็นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งผู้ทำไม้หรือเก็บหาของป่าจะต้องเสียตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และค่าเสียหายของรัฐ 15,053 บาท เป็นค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มิใช่ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหายหรือเสียหายตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 พนักงานอัยการจึงเรียกค่าภาคหลวงและค่าเสียหายของรัฐโดยอาศัยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/5 เข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนแต่คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลยและโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นและยกคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งในส่วนค่าเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท ของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่งในส่วนค่าเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ 2,939,692 บาท แล้วพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ม. 26/4 ม. 26/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายณัฐวัฒน์ ใบบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2562
#634586
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแบ่งการจัดซื้อยาโดยลดวงเงินแต่ละครั้งให้เหลือครั้งหนึ่งไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจของจำเลยที่จะจัดซื้อได้โดยวิธีตกลงราคา จึงเป็นวิธีการเพื่อให้แบ่งซื้อสำเร็จ สามารถใช้เงินงบประมาณปลายปีได้หมดตามเจตนาของจำเลย หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157 แม้จำเลยจัดซื้อยาในปีงบประมาณ 2540 รวม 10 ครั้ง และในปีงบประมาณ 2541 รวม 12 ครั้ง ถือว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะใช้เงินงบประมาณให้หมดในแต่ละปีงบประมาณ ย่อมเป็นการกระทำกรรมเดียวในแต่ละปีงบประมาณ จึงเป็นความผิด 2 กระทง หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่จัดซื้อรวม 22 กระทง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 151, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี จำนวน 2 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี จำนวน 2 กระทง รวมจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 12,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับกระทงละ 4,000 บาท รวมปรับ 8,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่บริหาร จัดการ และควบคุมดูแล การปฏิบัติงานของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ของทางราชการ รวมทั้งจัดซื้อยาให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 โดยจำเลยมีอำนาจสั่งซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท โดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 19 หากมีการซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องทำโดยวิธีสอบราคาตามข้อ 20 และอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และจำเลยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มีหน้าที่ควบคุมดูแลการผลิตยา การขายยา การนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรให้เป็นไปโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก่อนปี 2540 หรือก่อนเกิดเหตุ ฝ่ายเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี โดยนางวันเพ็ญ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อยาให้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี รวมทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัยในเขตรับผิดชอบ ต่อมาระหว่างปี 2540 ถึงปี 2541 นางวันเพ็ญย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่อื่น จำเลยในฐานะนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้างาน/ฝ่ายอื่นในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุประจำกลุ่มงาน/ฝ่ายในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีเพื่อปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อยาแทนฝ่ายเภสัชสาธารณสุข ต่อจากนั้นระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2540 และวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2541 นางมณฑินี เจ้าหน้าที่พัสดุ 5 นางอุดมลักษณ์ นักวิชาการควบคุมโรค 7 นางสุมาลี ทันตแพทย์ 8 นางจิราภรณ์ หัวหน้างานกามโรคและเอดส์ และนางนวรัตน์ นักวิชาการส่งเสริมสุขภาพ 8 ในฐานะหัวหน้างาน/ฝ่ายผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุประจำกลุ่มงาน/ฝ่ายในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีเพื่อจัดซื้อยา ต่างลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุขออนุมัติจัดซื้อยาต่อจำเลยซึ่งเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีเพื่อจัดซื้อยาแผนปัจจุบันจากบริษัทนีโอ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดรักสกุลแพทย์ภัณฑ์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดวิน เมดิคอล รวมทั้งสิ้น 22 ครั้ง การสั่งซื้อครั้งหนึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท แล้วจำเลยในฐานะนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีได้ลงนามอนุมัติทุกครั้งตามฟ้อง ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ว่าจำเลยกับพวกทุจริตต่อหน้าที่ราชการหลายประการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว ผลรับฟังได้ว่าข้อร้องเรียนมีมูลว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งด้านวินัย ทางอาญา และทางละเมิด กระทรวงสาธารณสุขจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนวินัยพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง เป็นการแบ่งซื้อยาโดยลดวงเงินที่จัดซื้อในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใดหรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อเปลี่ยนไปจนอยู่ในอำนาจของจำเลยที่สามารถสั่งซื้อได้โดยวิธีตกลงราคา เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และเป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลโดยมิให้เสียหายแก่ราชการตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 แต่การซื้อยาแผนปัจจุบันจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขายยา คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดวินัยในประเด็นนี้ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิด ก็เป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรงเช่นกัน แต่เนื่องจากจำเลยลาออกจากราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2549 แม้คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าสมควรลงโทษตัดเงินเดือนก็ไม่อาจลงโทษได้ เห็นควรงดโทษ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนามเห็นชอบด้วย นอกจากนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้ว คณะกรรมการมีความเห็นว่าราชการไม่ได้รับความเสียหายจากการจัดซื้อยาโดยลดวงเงินของจำเลย ส่วนคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น พยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังว่าข้อกล่าวหามีมูล จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน และคณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า การกระทำของจำเลยกับพวกมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและทางอาญา จึงมีบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยกับพวกรับทราบและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนตรวจสอบเอกสารหลักฐานรวมทั้งมีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อมาคณะอนุกรรมการไต่สวนมีความเห็นในส่วนของจำเลยว่า กรณีจัดซื้อยาเป็นการแบ่งซื้อ ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน แต่ที่กระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงคณะอนุกรรมการไต่สวนไม่เห็นพ้องด้วย โดยมีความเห็นว่า จำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดแจ้งและมีการดำเนินการจัดซื้อในลักษณะแบ่งซื้อหลายครั้งหลายหนจึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคสองและมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนกรณีจัดซื้อยาแผนปัจจุบันจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขายยา มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขขอให้พิจารณาลงโทษทางวินัยแก่จำเลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมติ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งลงโทษให้ไล่ออกจากราชการ จำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ต่อมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เนื่องจากการอนุมัติจัดซื้อยาเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในสถานะของผู้บริหารหน่วยงาน ไม่ใช่การใช้อำนาจในสถานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ประกอบกับไม่มีกฎหมายใดกำหนดเงื่อนไขว่าการจัดซื้อต้องซื้อจากบริษัทห้างร้านที่ได้รับอนุญาตให้ขายยาเท่านั้น และก่อนที่จำเลยจะมาดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีเคยจัดซื้อยาจากผู้ขายทั้งสามรายดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่เป็นความผิดวินัย และเห็นว่าการจัดซื้อยาเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างแต่ไม่ทำให้ราชการเสียหาย เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นการจัดซื้อยาที่มีราคาแพงกว่าราคากลาง ดังนั้น การจัดซื้อยาแม้เป็นการแบ่งซื้อแต่ก็ไม่เป็นเหตุให้ราชการเสียหายหรือเสียหายก็ไม่ร้ายแรง โทษที่ได้รับไม่ควรถึงขั้นออกจากราชการ แต่ด้วยเหตุที่ต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า การพิจารณาอุทธรณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไว้ได้ จึงวินิจฉัยให้ลดโทษจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 (7) มาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกคำสั่งเรื่องลงโทษให้ไล่ออกจากราชการ และให้ลดโทษจำเลยจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ สำหรับการจัดซื้อยาจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขายยา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตนั้น ในส่วนของความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตในการจัดซื้อยาจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้น ย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนการจัดซื้อยาของจำเลยจากผู้ขายอันเป็นการจงใจแบ่งซื้อยาโดยลดวงเงินที่จะซื้อในครั้งเดียวกันไม่ให้เกิน 100,000 บาท เพื่อให้จำเลยมีอำนาจในการซื้อโดยวิธีตกลงราคา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คู่ความไม่ฎีกา ย่อมเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การจัดซื้อยาของจำเลยทั้ง 22 ครั้ง เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้ง เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชอบแล้วว่า จำเลยเป็นคนสั่งการให้นางมณฑินี จัดทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อเวชภัณฑ์โดยเป็นคนกำหนดรายการและราคายา รายชื่อผู้ขายยาพร้อมมอบใบเสนอราคาให้ กำหนดให้จัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา รวมทั้งกำหนดรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เมื่อนางมณฑินีจัดทำแล้วก็ลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุผู้ขออนุมัติจัดซื้อเอง รวมทั้งนำไปให้นางอุดมลักษณ์ นางสุมาลี นางจิราภรณ์ และนางนวรัตน์ ลงชื่อในช่องเจ้าหน้าที่พัสดุผู้ขออนุมัติจัดซื้อ โดยที่นางมณฑินี นางอุดมลักษณ์ นางสุมาลี นางจิราภรณ์ และนางนวรัตน์ไม่ได้ติดต่อหรือต่อรองราคากับผู้ขายยาทั้งสามรายในการจัดซื้อแต่อย่างใด และเป็นการขออนุมัติจัดซื้อจากจำเลยครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท ให้อยู่ในอำนาจของจำเลยที่สามารถอนุมัติให้ซื้อได้โดยวิธีตกลงราคา โดยมีการจัดซื้อในปีงบประมาณ 2540 รวม 10 ครั้ง และปีงบประมาณ 2541 รวม 12 ครั้ง การกระทำของจำเลยที่จงใจแบ่งซื้อยาโดยลดวงเงินดังกล่าวจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง จำเลยในฐานะนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวทำให้เสียหายแก่ราชการ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้แสดงว่าจำเลยกระทำไปโดยทุจริต นอกเหนือจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ได้ความจากนางทศมาศว่า พยานเป็นภริยาของนายชีวิน ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งและดำเนินการบริษัทนีโอฟาร์มาซูติคอล จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิน เมดิคอล และห้างหุ้นส่วนจำกัดรักสกุลแพทย์ภัณฑ์ และเป็นผู้นำชื่อพยานไปเป็นหุ้นส่วนโดยพยานไม่เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนดังกล่าว พยานทราบจากนายชีวินว่า นายชีวินขอยืมชื่อ นายธนพงษ์ มาเปิดบริษัท และโจทก์มีสำเนาหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาแสดงว่า นายธนพงษ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท นางทศมาศเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดวิน เมดิคอล นายชีวินและนางทศมาศเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดรักสกุลแพทย์ภัณฑ์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับนายชีวิน นางทศมาศ นายธนพงษ์ บริษัทและห้างหุ้นส่วนทั้งสามแต่อย่างใด ทั้งได้ความจากนายชัยภัทร อนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า จากการตรวจสอบ ปรากฏว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อมโยงได้ว่ากรรมการ ผู้จัดการบริษัท และหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทและห้างหุ้นส่วนทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์กรณีที่ถูกกล่าวหาคดีนี้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุคดีนี้ไม่มีกฎหมายใดกำหนดเป็นเงื่อนไขว่าการจัดซื้อยาต้องซื้อจากบริษัทห้างร้านที่ได้รับอนุญาตให้ขายยาเท่านั้น ต่อมามีระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา พ.ศ.2543 ข้อ 8 เกี่ยวกับการให้ซื้อยาจากผู้ได้รับใบอนุญาตขายยา ก็มีขึ้นหลังเกิดเหตุคดีนี้ ดังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ตามที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุคดีนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ดำเนินการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทห้างร้านหลายรายโดยมีทั้งรายที่ได้รับอนุญาตให้ขายยาและไม่ได้รับอนุญาตให้ขายยา และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า จำเลย บริษัทและห้างหุ้นส่วนทั้งสาม และนายชีวินมีความเกี่ยวพันเป็นพิเศษอย่างใดอันจะทำให้เห็นว่าการจัดซื้อยาในคดีนี้เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลย นายชีวิน หรือบริษัทและห้างหุ้นส่วนทั้งสามดังกล่าว นอกเหนือจากประโยชน์จากการซื้อขายตามปกติ ทั้งขณะเกิดเหตุหามีกฎหมายหรือระเบียบกระทรวงสาธารณสุขกำหนดห้ามมิให้มีการจัดซื้อยาจากบริษัทห้างร้านที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขายยา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดซื้อ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสองว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม รวม 22 กระทง หรือไม่ เห็นว่า เงินงบประมาณที่จำเลยใช้จัดซื้อยาเป็นงบประมาณปลายปีที่เหลืออยู่การที่จำเลยแบ่งการจัดซื้อโดยลดวงเงินแต่ละครั้งให้เหลือครั้งหนึ่งไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจของจำเลยที่จะจัดซื้อได้โดยวิธีตกลงราคา จึงเป็นวิธีการเพื่อให้แบ่งซื้อสำเร็จ สามารถใช้งบประมาณปลายปีได้หมดตามเจตนาของจำเลย แม้จำเลยจัดซื้อในปีงบประมาณ 2540 ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2540 รวม 10 ครั้ง และในปีงบประมาณ 2541 ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ถึง 4 กันยายน 2541 รวม 12 ครั้ง ถือว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะใช้เงินงบประมาณให้หมดในแต่ละปลายปีงบประมาณ ย่อมเป็นการกระทำกรรมเดียวในแต่ละปลายปีงบประมาณ จึงเป็นความผิด 2 กระทง หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่จัดซื้อรวม 22 กระทง ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสามว่า ไม่ควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นกรณีที่จำเลยจงใจแบ่งซื้อยาโดยลดวงเงิน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 22 วรรคสอง มิใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมิใช่การทำเอกสารเท็จโดยไม่ได้ซื้อยาให้หน่วยงานในสังกัดจริงประกอบกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าราชการไม่ได้รับความเสียหายจากการจัดซื้อโดยการแบ่งซื้อลดวงเงินของจำเลย และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมก็เห็นว่าการจัดซื้อยาเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างที่ไม่ทำให้ราชการเสียหายเนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการจัดซื้อยาที่มีราคาแพงกว่าราคากลาง ดังนั้น การจัดซื้อยาแม้เป็นการแบ่งซื้อแต่ก็ไม่เป็นเหตุให้ราชการเสียหายหรือเสียหายก็ไม่ร้ายแรง จึงวินิจฉัยให้ลดโทษจำเลยจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการเนื่องจากต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงยกเลิกคำสั่งไล่ออกจากราชการและให้ลดโทษจำเลยเป็นปลดออกจากราชการ แม้คดีนี้จำเลยไม่รับสารภาพ แต่ก็นำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในทำนองว่าเป็นการกระทำเพื่อกระจายอำนาจและทำให้หน่วยงานอนามัยในสังกัดได้รับยาไปบริการประชาชนได้ทันเหตุการณ์ จึงถือได้ว่าสภาพความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรง จำเลยรับราชการมานานจนดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี นับว่ามีคุณความดีมาแต่ก่อน เมื่อโทษจำคุกของจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 2 ปี และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน คดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางภัทรพร วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1621/2562
#635842
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะประเด็นว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าแฟรนไชส์ส่วนที่เหลือตามฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ต่อไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ไม่อาจอาศัยเหตุที่ว่า จำเลยส่งมอบเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะมือสองให้แก่โจทก์และไม่ส่งแผ่นพับและธงญี่ปุ่นให้โจทก์มาบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ และถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลย แม้โจทก์และจำเลยยังคงมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ในฐานะลูกหนี้มีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ค่าแฟรนไชส์ที่เหลือจำนวน 175,000 บาท ให้แก่จำเลย ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะของจำเลยเกิดการขัดข้องในการใช้งาน เนื่องจากมีความชำรุดบกพร่องเกี่ยวกับการเซ็ทระบบและภูมิอากาศในประเทศไทย โจทก์จึงชอบที่จะยึดหน่วงไม่ชำระหนี้ค่าแฟรนไชส์ที่เหลืออยู่จำนวน 175,000 บาท ได้จนกว่าจำเลยจะแก้ไขความชำรุดบกพร่องของเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะดังกล่าว หรือหาประกันที่สมควรให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 488

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 299,821 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 296,120 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 175,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 181,120 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบเครื่องทำไอศกรีม 1 เครื่อง เครื่องเรียกคิว (มือสอง) 1 เครื่อง ในสภาพเรียบร้อยและใช้งานได้ตามสมควรคืนแก่จำเลย ลิขสิทธิ์การใช้ชื่อร้านเฟิร์ส สโนว์ อุปกรณ์ทำไอศกรีม 1 ชุด ไฟล์เครื่องหมายเฟิร์สสโนว์ วัตถุดิบทำไอศกรีม 1 ชุด เท่าที่ยังคงเหลือและใช้งานได้ (ถ้ามี) ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 9 สิงหาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้รับโจทก์ฎีกาเฉพาะประเด็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าแฟรนไชส์ส่วนที่เหลือตามฟ้องแย้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายธุรกิจแฟรนไชส์ "เฟิรส์ สโนว์" โดยจำเลยอนุญาตให้โจทก์ประกอบกิจการทำและจำหน่ายไอศกรีมเกล็ดหิมะภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่สถานประกอบการภายในศูนย์การค้าสุขอนันต์ปาร์ค มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2562 คิดค่าแฟรนไชส์เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท โจทก์ชำระเงินค่าแฟรนไชส์จำนวน 175,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ยังคงค้างชำระเงินค่าแฟรนไชส์ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 175,000 บาท

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินค่าแฟรนไชส์ส่วนที่เหลือจำนวน 175,000 บาท ให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์ฎีกาว่า แม้สัญญาแฟรนไชส์จะระบุว่าให้โจทก์ชำระเงินค่าแฟรนไชส์ในส่วนที่เหลือจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลยภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 แต่เมื่อจำเลยยอมผัดผ่อนการชำระเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ และในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยังนำเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะและอุปกรณ์อื่น ๆ มาส่งมอบให้ถึงที่ร้านของโจทก์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ยึดถือเอาเงื่อนเวลาการชำระหนี้เป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาอีกต่อไป โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงกลับปรากฏชัดว่าจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะที่ส่งมอบให้โจทก์เป็นเครื่องที่มีความชำรุดบกพร่องถึงขนาดใช้งานตามปกติไม่ได้ แต่ยังจงใจส่งมอบให้โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าแฟรนไชส์ในส่วนที่เหลือจากโจทก์ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะประเด็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าแฟรนไชส์ส่วนที่เหลือตามฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ต่อไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ไม่อาจอาศัยเหตุที่ว่า จำเลยส่งมอบเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะมือสองให้แก่โจทก์และไม่ส่งแผ่นพับและธงญี่ปุ่นให้โจทก์มาบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ และถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลย แม้โจทก์และจำเลยยังคงมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ในฐานะลูกหนี้มีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ค่าแฟรนไชส์ที่เหลือจำนวน 175,000 บาท ให้แก่จำเลย ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะของจำเลยเกิดการขัดข้องในการใช้งาน เนื่องจากมีความชำรุดบกพร่องเกี่ยวกับการเซ็ทระบบและภูมิอากาศในประเทศไทย โจทก์จึงชอบที่จะยึดหน่วงไม่ชำระหนี้ค่าแฟรนไชส์ที่เหลืออยู่จำนวน 175,000 บาท ได้จนกว่าจำเลยจะแก้ไขความชำรุดบกพร่องของเครื่องทำไอศกรีมเกล็ดหิมะดังกล่าว หรือหาประกันที่สมควรให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 488
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นางสาวปวีณา วิโรจน์ธนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2562
#635841
เปิดฉบับเต็ม

เขตอำนาจของศาลแขวงในส่วนคดีแพ่งมีบัญญัติไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ว่ามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท รวมทั้งเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดถึงวันฟ้องและนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ จำนวนเงินที่ฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องในศาลชั้นต้นย่อมต้องรวมถึงดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแล้วคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาเกินกว่าสามแสนบาท จึงเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวซึ่งศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบ

เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีนี้ เป็นผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสองถูกลบล้างไป อันเป็นการสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลและค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสอง 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของโจทก์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลและค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท โดยไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดที่เรียกร้องมา ทั้งโจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมโนสาเร่ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่เรียกดอกเบี้ยที่ขัดกับทุนทรัพย์ที่เสียมา ทุนทรัพย์ตามคำเรียกร้องจึงเป็นเงินเพียง 300,000 บาท และคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้นจะต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะรับคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาได้ สำหรับเขตอำนาจของศาลแขวงในส่วนคดีแพ่งนั้นมีบัญญัติไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ว่ามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2552 ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันแสดงว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับโดยประสงค์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท รวมทั้งเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดถึงวันฟ้อง และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จด้วย จำนวนเงินที่ฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องในศาลชั้นต้นย่อมต้องรวมถึงดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องด้วย มิใช่เฉพาะค่าเสียหายอันเป็นต้นเงินดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา ซึ่งเมื่อคำนวณค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องดังกล่าวแล้วคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาเกินกว่าสามแสนบาท จึงเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวซึ่งศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลและค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาโดยได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว จึงไม่อาจคืนค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ ถ้าศาลไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาหรือคำขอให้พิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ศาลมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด" เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีนี้เป็นผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสองถูกลบล้างไป อันเป็นการสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลและค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวมานิกา สุริยมานพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1613/2562
#635837
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 กำหนดว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์ในภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได้ โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับในขณะจัดสรรที่ดินตามโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โครงการ 1 ถึง 7 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นสาธารณูปโภคซึ่งจำเลยและบริษัท ก. ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต แต่ผู้ร้องสอดเพิ่งจัดให้ที่ดินพิพาทใช้เป็นที่จอดรถ ที่กลับรถ และสวนหย่อมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรภายหลังจากที่ดินจัดสรรด้านหน้าโครงการถูกเวนคืนแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทจะยินยอมให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์หรือไม่ก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นสาธารณูปโภคที่อยู่ในแผนผังและโครงการที่ดินจัดสรร ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรในโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ร้องสอดให้รื้อถอนกำแพงพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารจอดรถในที่ดินพิพาท ห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายได้ ส่วนจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างรั้วกำแพงและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

ผู้ร้องสอดต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีโครงการก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ให้เช่า อันมีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดิน แต่พื้นที่ด้านหน้าถูกผู้ร้องสอดรุกล้ำทำให้ไม่เพียงพอที่จะยื่นเสนอโครงการต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้นั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์เสียหายเพียงใด หากโจทก์จะนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าก็ไม่แน่ว่าจะให้เช่าได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งบริวารรื้อถอนกำแพงพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารจอดรถซึ่งไม่มีเจ้าของและไม่มีเลขที่บนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 32481 และ 6632 โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 29,900 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและแก้ไขคำร้องสอดขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 32481 และเลขที่ 6632 ในพื้นที่ส่วนที่เป็นที่กลับรถ สิ่งปลูกสร้างอาคารจอดรถตามแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามคำสั่งศาล ให้แก่ที่ดินจัดสรรโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้อง

จำเลยไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คำขออื่นของผู้ร้องสอดให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยและผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อปี 2528 ถึงปี 2534 จำเลยและบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (ปัจจุบันชื่อบริษัทกรีนวัลเล่ พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด) ได้ร่วมกันจัดสรรที่ดินในโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ติดถนนบางนา - ตราด โดยโครงการทั้งหมดได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน 5 ครั้ง ระหว่างปี 2530 ถึงปี 2534 และจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกรีนวัลเล่ 1 ถึง 5 ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกรีนวัลเล่ 1 ถึง 5 จดทะเบียนควบรวมเป็นผู้ร้องสอด ต่อมาจำเลยถูกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ฟ้องล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์เปิดร้านจำหน่ายแก๊สอยู่หน้าโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32481 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา โดยวิธีประมูลซื้อจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ในราคา 34,500,000 บาท และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนางจงจิต นายชนัฏ และนางจารุนันท์ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยแล้วนำไปจดทะเบียนจำนองกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา ซึ่งภายหลังได้โอนสิทธิการรับจำนองให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นางจงจิต นายชนัฏ และนางจารุนันท์ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อชำระหนี้จำนอง และมีการขายที่ดินแปลงดังกล่าวรวมกับแปลงอื่นให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด จนกระทั่งโจทก์ประมูลซื้อได้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ได้จัดทำแผนที่พิพาทปรากฏว่า กำแพง รั้ว อาคารจอดรถจักรยานยนต์ สวนหย่อม ทางเดินเท้า และที่จอดรถของโครงการหมู่บ้านจัดสรรกรีนวัลเล่ อยู่ในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 32481 เนื้อที่ประมาณ 92 ตารางวา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 32481 เป็นสาธารณูปโภคของโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ อันตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรในโครงการดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 กำหนดว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์ในภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได้ โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับในขณะจัดสรรที่ดินตามโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โครงการ 1 ถึง 7 ดังนั้น ที่ดินพิพาทจะเป็นสาธารณูปโภคของโครงการที่ดิน 1 ถึง 7 ซึ่งถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร จึงต้องเป็นสาธารณูปโภคซึ่งจำเลยและบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (ปัจจุบันชื่อบริษัทกรีนวัลเล่ พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด) ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายถึงที่ดินพิพาทต้องเป็นสาธารณูปโภคที่อยู่ในแผนผังและโครงการที่ดินจัดสรรดังกล่าว จำเลยและบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ร่วมกันจัดสรรที่ดินโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ 1 ถึง 7 ซึ่งมีพื้นที่จัดสรรต่อเนื่องและทางเข้าออกเดียวกัน โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2531 ส่วนบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน 3 ครั้ง คือ วันที่ 6 มีนาคม 2533 วันที่ 29 พฤษภาคม 2533 และวันที่ 9 ธันวาคม 2534 แต่ก่อนจำเลยและบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน คือ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2529 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 32481 เฉพาะส่วนมาแล้วแบ่งแยกที่ดินทางทิศตะวันออกเป็นของจำเลย คือ ที่ดินแปลงเลขที่ดิน 1461 จนกระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม 2532 นางจงจิต กรรมการของบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด นายชนัฏ กรรมการของจำเลย และของบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด และนางสาวจารุนันท์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 32481 ส่วนที่เหลือทั้งแปลงมา หากจำเลย หรือบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด หรือนางจงจิตกับพวกเจตนาจะใช้ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินก็สามารถระบุในแผนผังและโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นที่จอดรถ ที่กลับรถ และส่วนหย่อม ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแผนผังและโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดิน นางสุชาดา ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องสอดและเป็นผู้ซื้อที่ดินภายในโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โครงการ 1 เบิกความว่าภาพโฆษณาขายที่ดินโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โครงการ 5 เมื่อพิจารณาภาพโฆษณาดังกล่าวแล้ว มีแผนผังของโครงการที่ดินจัดสรรซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ด้านหน้า ที่ดินพิพาทก็อยู่ด้านหน้า แต่กลับไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแผนผังดังกล่าว ที่ผู้ร้องสอดนำสืบว่าที่ดินพิพาทปรากฏอยู่ในแผนผังของโครงการจัดสรรที่ดินกรีนวัลเล่ นั้น เห็นว่า แผนผังดังกล่าวมีรูปสี่เหลี่ยมระบายด้วยสีเขียวอยู่ใกล้ปากทางเข้าออกโครงการ อยู่ติดกับถนนหลักด้านซ้ายมือและติดกับบ้านหลังแรกของโครงการ 5 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบภาพถ่ายที่ดินพิพาทแล้วน่าเชื่อว่าเป็นที่ดินพิพาท แต่ผู้ร้องสอดและโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าแผนผังดังกล่าวใช้ประโยชน์ในการจัดสรรที่ดินอย่างไร โดยเฉพาะแผนผังดังกล่าวไม่มีข้อความกำกับว่าที่ดินพิพาทใช้เป็นที่จอดรถ ที่กลับรถ สวนหย่อม หรือใช้ประโยชน์ใดเพื่อการจัดสรรที่ดิน แผนผังดังกล่าวมีลักษณะเดียวกันกับแผนผังเอกสารท้ายคำร้องสอด แต่แผนผังเอกสารท้ายคำร้องสอดก็ไม่ปรากฏที่ดินพิพาท ที่นางสุชาดาเบิกความว่าเมื่อปี 2543 ที่ดินจัดสรรด้านหน้าที่ติดถนนบางนา - ตราด ถูกเวนคืน ผู้จัดสรรจึงสร้างป้อมยามขึ้นใหม่ในที่ดินของผู้จัดสรร และสร้างที่กลับรถและที่จอดรถในส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 32481 ซึ่งเดิมเป็นวงเวียน โดยผู้จัดสรรก่อสร้างรั้วกำแพงปูนผสมหินกั้นอาณาเขตที่ยินยอมให้สมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์เป็นที่จอดรถและที่กลับรถไว้อย่างแจ้งชัด ต่อมาปี 2547 ผู้ร้องสอดจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกรีนวัลเล่เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ร้องสอดได้ปรับปรุงก่อสร้างพื้นที่หน้าโครงการให้สวยงาม โดยทำสวนหย่อมและปรับปรุงที่จอดรถ ที่กลับรถให้สวยงาม โดยว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด เก่งกล้าการโยธา เห็นว่า สัญญาว่าจ้างดังกล่าวทำขึ้นระหว่างผู้ร้องสอดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เก่งกล้าการโยธา โดยทำขึ้นภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกรีนวัลเล่แล้ว ซึ่งนอกจากมีงานทำพื้นที่จอดรถและที่กลับรถรวมทั้งสวนหย่อมในที่ดินพิพาทแล้ว ยังมีงานป้อมยามซึ่งรอการออกแบบ แสดงว่าผู้จัดสรรที่ดินไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างป้อมยามใหม่ดังที่นางสุชาดาเบิกความ แต่เป็นผู้ร้องสอดเป็นผู้ก่อสร้าง อีกทั้งยังมีงานทำสวนหย่อมซึ่งรอการออกแบบและก่อสร้างรั้วกำแพงกั้นอาณาเขตทั้งที่น่าจะมีรั้วกำแพงดังกล่าวตั้งแต่เริ่มจัดสรรที่ดินแล้ว มิใช่เป็นรั้วลวดหนามแล้วมาทำรั้วกำแพงภายหลัง ลักษณะงานดังกล่าวส่อให้เห็นว่าผู้ร้องสอดทำที่จอดรถ ที่กลับรถและสวนหย่อมขึ้นใหม่พร้อมกับป้อมยาม ผู้ร้องสอดก็ไม่ได้นำหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เก่งกล้าการโยธา ผู้รับจ้างหรือตัวแทนมานำสืบให้เห็นว่าการว่าจ้างดังกล่าวเป็นการปรับปรุงที่ดินพิพาทที่เป็นที่จอดรถ ที่กลับรถและสวนหย่อมซึ่งมีมาแต่เดิม มิใช่ทำขึ้นใหม่ นอกจากนี้การสร้างที่จอดรถและที่กลับรถซึ่งเดิมเป็นวงเวียน ก็ไม่ปรากฏว่ามีวงเวียนอยู่ตรงที่ดินพิพาท พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานผู้ร้องสอดและจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นสาธารณูปโภคซึ่งจำเลยและบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต แต่ผู้ร้องสอดเพิ่งจัดให้ที่ดินพิพาทใช้เป็นที่จอดรถ ที่กลับรถ และสวนหย่อมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรภายหลังจากที่ดินจัดสรรด้านหน้าโครงการถูกเวนคืนแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทจะยินยอมให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์หรือไม่ก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นสาธารณูปโภคที่อยู่ในแผนผังและโครงการที่ดินจัดสรร ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรในโครงการที่ดินจัดสรรกรีนวัลเล่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ร้องสอดให้รื้อถอนกำแพงพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารจอดรถในที่ดินพิพาท ห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายได้ ส่วนจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างรั้วกำแพงและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องสอดต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดหรือไม่ ในข้อนี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยรวมทั้งผู้ร้องสอดเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อนี้แล้ว เพื่อมิให้เป็นการพิจารณาล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ในข้อนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีโครงการก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ให้เช่า อันมีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดิน แต่พื้นที่ด้านหน้าถูกผู้ร้องสอดรุกล้ำทำให้ไม่เพียงพอที่จะยื่นเสนอโครงการต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์เสียหายเพียงใด หากโจทก์จะนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าก็ไม่แน่ว่าจะให้เช่าได้หรือไม่ เพียงใด ผู้ร้องสอดเพียงครอบครองดูแลที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ของสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งสมาชิกก็ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทหลายปีโดยเข้าใจว่าเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรร เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องสอดรื้อถอนกำแพงพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารจอดรถซึ่งไม่มีเจ้าของและเลขที่บนที่ดินพิพาทของโจทก์โฉนดเลขที่ 32481 ห้ามผู้ร้องสอดยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ภ.
ผู้ร้องสอด — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ก.
บริษัท ก. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายประพันธ์ กลีบบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
กมล ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562
#634003
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ อ. ฟ้องนายกเทศมนตรีนครนนทบุรีกับพวกต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนใบอนุญาตรื้อถอนใบอนุญาตรื้อถอนอาคาร เลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2555 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนกฎหมาย ย่อมไม่มีผลเป็นการทั่วไปและไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีปกครองดังกล่าว

วันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัท ป. โอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรอบหมู่บ้าน พ. ให้โจทก์ทั้งสองเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร และความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัท ป. แบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 ออกเป็นทางสาธารณประโยชน์ แสดงว่าการโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กเกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนั้น ขณะบริษัท ป. แบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ บริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงรอบหมู่บ้าน ซึ่งมีรั้วกำแพงพิพาทเป็นส่วนหนึ่งด้วยรั้วกำแพงรอบหมู่บ้านมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์แก่การคมนาคมและการจราจรเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการด้วยอันเป็นสาธารณูปโภคตามข้อ 1 ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยผลของประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านรวมทั้งรั้วกำแพงพิพาทตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อบ้านในโครงการทั้งหมด ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 เมื่อบริษัท ป. ผู้โอนมีเจตนาแยกรั้วกำแพงพิพาทเป็นคนละส่วนกับที่ดินที่ตั้งรั้วกำแพงและรั้วกำแพงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดิน รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจเทศบาลนนทบุรีก้าวล่วงกรรมสิทธิ์ส่วนเอกชนอนุญาตให้ผู้ใดพรากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น แม้จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของและผู้พักอาศัยที่ดินแปลงที่ 29 และ 30 ในโครงการมีสิทธิใช้รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านอันเป็นภารยทรัพย์ แต่จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และ 229967 ซึ่งจำเลยทั้งสามซื้อมาภายหลังและอยู่นอกโครงการจึงไม่เป็นสามยทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามจะยกขึ้นอ้างสิทธิใด ๆ เหนือกำแพงรั้วพิพาทได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาท แม้เป็นภารยทรัพย์ แต่เมื่อถูกทำลายไปโดยผู้ไม่มีสิทธิ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธินำแท่งปูนวางแทนรั้วกำแพงพิพาทเพื่อยังประโยชน์การใช้รั้วกำแพงพิพาทให้คงอยู่ดังเดิม การกระทำของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลยทั้งสาม อย่างไรก็ดี พื้นที่ส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ซื้อบ้านในโครงการรวมทั้งจำเลยทั้งสามมีสิทธิใช้สัญจร โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำรถบรรทุกและแท่งปูนมาปิดกั้น การกระทำของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดทุบทำลายกำแพงรั้วพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง จึงต้องคืนทรัพย์สินอันโจทก์ทั้งสองต้องเสียไปเพราะละเมิดนั้น หรือชดใช้ราคาทรัพย์สิน โจทก์ทั้งสองชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสามก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าก่อสร้างรั้วกำแพงดังกล่าว

แม้โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำรถบรรทุกและแท่งปูนมาปิดกั้นถนนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งจำเลยทั้งสามอ้างว่าทำให้ไม่สามารถนำรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินของจำเลยทั้งสามส่วนที่อยู่นอกโครงการได้ อย่างไรก็ดี จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิทุบทำลายกำแพงรั้วพิพาท หากรั้วกำแพงพิพาทไม่ถูกทุบทำลาย จำเลยทั้งสามก็ไม่สามารถนำวัสดุอุปกรณ์ผ่านรั้วกำแพงพิพาทนั่นเอง การกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ อันจะอ้างต่อโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสามไม่สามารถนำรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินของจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ทั้งสอง

คำฟ้องโจทก์ทั้งสองมีคำขอด้วยว่า ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และ 229967 ของจำเลยทั้งสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้กลับคืนสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นเงิน 60,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าก่อสร้างพื้นถนนที่ทรุดตัวแตกร้าวเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ 151623 เลขที่ 151625 และเลขที่ 151627

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองนำแท่งปูนที่ขวางหน้าที่ดินของจำเลยทั้งสามและแท่งปูนพร้อมรถบรรทุกที่ขวางหน้าหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ออกไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท และอีกวันละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะนำแท่งปูนที่ขวางหน้าที่ดินของจำเลยทั้งสามและแท่งปูนพร้อมรถบรรทุกที่ขวางช่องทางเข้าออกบริเวณหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ออกไป และห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินที่อยู่ในการจัดสรรที่ดินของบริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงิน 50,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินวันละ 500 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะนำแท่งปูนออกจากหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ 151623 เลขที่ 151625 และเลขที่ 151627 เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และเลขที่ 229967 ของจำเลยทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสองรื้อขนย้ายแท่งปูนเฉพาะที่ขวางกั้นทางสาธารณะกับที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 ออก คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสอง 8,980 บาท และจำเลยทั้งสาม 1,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากที่สั่งคืนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อปี 2534 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินให้ดำเนินการก่อสร้างหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์จนแล้วเสร็จ จากนั้น เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2534 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 151623 เลขที่ดิน 229 โฉนดเลขที่ 151625 เลขที่ดิน 227 และโฉนดเลขที่ 151627 เลขที่ดิน 224 จากเจ้าของเดิม และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ดิน 205 ให้โจทก์ที่ 2 ที่ดินทั้งสี่แปลงมีลักษณะติดต่อกัน เป็นทางยาวจากถนนพิบูลสงครามซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์เพื่อเข้าหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 151623 เลขที่ดิน 229 โฉนดเลขที่ 151625 เลขที่ดิน 227 และโฉนดเลขที่ 151627 เลขที่ดิน 224 เป็นภารยทรัพย์ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถ ท่อระบายนํ้า ไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภคต่าง ๆ แก่บรรดาเจ้าของที่ดินในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ดิน 205 ตกเป็นภารยทรัพย์เป็นกรณีเดียวกันกับที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทรอบหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ ให้โจทก์ทั้งสองเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ในขณะนั้นด้วย และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด แบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 เลขที่ดิน 295 ออกเป็นทางสาธารณประโยชน์เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยมีลักษณะเป็นทางสาธารณะภายในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ และเชื่อมต่อกับที่ดินทั้งสี่แปลงของโจทก์ที่ 2 ที่เป็นภารยทรัพย์ โดยมีแนวรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทกั้นโดยตลอด ครั้นวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 เลขที่ดิน 790 และโฉนดเลขที่ 229967 เลขที่ดิน 791 จากนายนันธนะ ซึ่งเป็นที่ดินนอกโครงการหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ แต่ด้านหลังของที่ดินติดต่อกับด้านหลังของที่ดินหมายเลข 29 และ 30 ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยทั้งสามถูกปิดกั้นด้านหน้าที่ดินด้วยรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาท หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ที่ 1 เข้าเป็นเจ้าของรวมกับโจทก์ที่ 2 ในที่ดินทั้งสี่แปลงที่เป็นภารยทรัพย์ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2555 จำเลยทั้งสามทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 เลขที่ดิน 790 ของจำเลยทั้งสามเพื่อออกสู่ทางสาธารณะภายในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ โดยได้รับอนุญาตให้ทุบทำลายจากเทศบาลนครนนทบุรี โจทก์ทั้งสองจึงนำแท่งปูนวางขวางกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 เลขที่ดิน 790 กับทางสาธารณะทดแทนรั้วกำแพง และนำแท่งปูนวางขวางกั้นแนวติดต่อระหว่างทางสาธารณะกับภารยทรัพย์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ดิน 205 โดยเปิดช่องทางกว้างพอให้รถยนต์ผ่านเข้าออกเท่านั้น เนื่องจากจำเลยทั้งสามนำรถบรรทุกดินพร้อมทั้งรถเครื่องมือเครื่องจักรในการไถเกลี่ยดินเข้าสู่พื้นที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 เลขที่ดิน 790 และโฉนดเลขที่ 229967 เลขที่ดิน 791 ของจำเลยทั้งสาม

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดตามคำฟ้องหรือโจทก์ทั้งสองทำละเมิดตามฟ้องแย้ง ประเด็นนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2555 จำเลยทั้งสามกับพวกทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทและเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เลขที่ 151623 เลขที่ 151625 และเลขที่ 151627 ของโจทก์ทั้งสองโดยนำรถบรรทุกผ่านเข้าออกเพื่อขนดินไปถมในที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และเลขที่ 229967 ของจำเลยทั้งสาม เป็นเหตุให้พื้นถนนที่ก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวทรุดตัวแตกร้าวและเกิดความเสียหาย จำเลยทั้งสามทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทซึ่งกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 เลขที่ดิน 790 ของจำเลยทั้งสามเพื่อออกสู่ทางสาธารณะภายในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ โดยได้รับอนุญาตให้ทุบทำลายจากเทศบาลนครนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2555 และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 จำเลยทั้งสามได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และเลขที่ 229967 ของจำเลยทั้งสาม นอกจากนี้ นายอุดม ประธานหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ ยื่นฟ้องเทศบาลนครนนทบุรีและจำเลยที่ 1 ต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนใบอนุญาตรื้อถอนอาคาร พร้อมทั้งห้ามมิให้มีการรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทเพื่อเป็นทางสัญจร ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 ว่า คำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทของเทศบาลนครนนทบุรีไม่ปรากฏเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด และการอนุญาตของเทศบาลนครนนทบุรีย่อมมีผลให้จำเลยที่ 1 สามารถใช้ถนนสาธารณประโยชน์รวมทั้งการนำรถบรรทุกดินเข้าทำการปรับถมดินบริเวณที่ได้รับอนุญาตได้โดยถูกต้องตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า คดีที่นายอุดม ฟ้องนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี กับพวกต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนใบอนุญาตรื้อถอนอาคาร เลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนกฎหมาย ย่อมไม่มีผลเป็นการทั่วไปและไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีปกครองดังกล่าว วันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรอบหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ให้โจทก์ทั้งสองเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร และความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด แบ่งหักที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 เลขที่ดิน 295 ออกเป็นทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ แสดงว่าการโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทเกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนั้น ขณะบริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด แบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ บริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงรอบหมู่บ้าน ซึ่งมีรั้วกำแพงพิพาทเป็นส่วนหนึ่งด้วย รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์แก่การคมนาคมและการจราจรเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการด้วยอันเป็นสาธารณูปโภคตามข้อ 1 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านรวมทั้งรั้วกำแพงพิพาทตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อบ้านในโครงการทั้งหมด ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 เมื่อบริษัทประชาราษฎร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ผู้โอนมีเจตนาแยกรั้วกำแพงพิพาทเป็นคนละส่วนกับที่ดินที่ตั้งรั้วกำแพง และรั้วกำแพงพิพาทไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดิน รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจเทศบาลนครนนทบุรีก้าวล่วงกรรมสิทธิ์ส่วนเอกชนอนุญาตให้ผู้ใดพรากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น แม้จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของและผู้พักอาศัยที่ดินแปลงที่ 29 และ 30 ในโครงการตามแผนผัง มีสิทธิใช้รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านอันเป็นภารยทรัพย์ แต่จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น ยิ่งกว่านั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และ 229967 ซึ่งจำเลยทั้งสามซื้อมาภายหลังและอยู่นอกโครงการจึงไม่เป็นสามยทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามจะยกขึ้นอ้างสิทธิใด ๆ เหนือรั้วกำแพงพิพาทได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาท แม้เป็นภารยทรัพย์ แต่เมื่อถูกทุบทำลายไปโดยผู้ไม่มีสิทธิ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธินำแท่งปูนวางแทนรั้วกำแพงพิพาทเพื่อยังประโยชน์การใช้รั้วกำแพงพิพาทให้คงอยู่ดังเดิม การกระทำของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลยทั้งสาม อย่างไรก็ดี พื้นที่ส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ซื้อบ้านในโครงการรวมทั้งจำเลยทั้งสามมีสิทธิใช้สัญจร โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำรถบรรทุกและแท่งปูนมาปิดกั้น การกระทำของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสามต้องก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง จึงต้องคืนทรัพย์สินอันโจทก์ทั้งสองต้องเสียไปเพราะละเมิดนั้น หรือชดใช้ราคาทรัพย์สิน โจทก์ทั้งสองชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสามก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าก่อสร้างรั้วกำแพงดังกล่าว ซึ่งโจทก์เรียกร้องมา 60,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นค่าเสียหายตามสมควรแก่สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเพียง 15,000 บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น สำหรับค่าเสียหายเนื่องจากถนนทรุดตัวแตกร้าวนั้น โจทก์ทั้งสองไม่ฎีกาปัญหาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองต้องชดใช้ความเสียหายต่อจำเลยทั้งสามเพียงใด เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำรถบรรทุกและแท่งปูนมาปิดกั้นถนนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งจำเลยทั้งสามอ้างว่าทำให้ไม่สามารถนำรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินของจำเลยทั้งสามส่วนที่อยู่นอกโครงการได้ อย่างไรก็ดี จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาท หากรั้วกำแพงพิพาทไม่ถูกทุบทำลาย จำเลยทั้งสามก็ไม่สามารถนำวัสดุอุปกรณ์ผ่านรั้วกำแพงพิพาทนั่นเอง การกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ อันจะอ้างต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามไม่สามารถนำรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินของจำเลยทั้งสาม ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 229966 และ 229967 ของจำเลยทั้งสามนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองมีคำขอด้วยว่าห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมิได้เกินกว่าคำขอท้ายฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กที่จะก่อสร้างกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นอีก ห้ามโจทก์ทั้งสองปิดกั้นถนนภายในหมู่บ้านพิบูลย์การ์เด้นวิลล์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำขออื่นตามฟ้องและตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองและของจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 420 ม. 438 ม. 1388
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายธวัช พงศ์สุธางค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597/2562
#638505
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำซึ่งจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนา จำเลยเอาอาวุธปืนออกมาขู่ผู้ตายและทำปืนลั่นโดยประมาทถูกผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การป้องกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (ที่ถูก มาตรา 291, 371) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของตนเองและเครื่องกระสุนปืนไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนพก ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท 3406387 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยพาอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวติดตัวไปบริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของนายหลงรัก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 มีนายสุพจน์ ผู้ตาย ซึ่งมีบ้านพักอยู่ด้านหลังของบ้านที่เกิดเหตุวิ่งเข้ามาหา แล้วจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงกัน และจำเลยชักอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวออกมา ต่อมามีเสียงปืนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ในมือดังขึ้น 2 นัด ติดต่อกัน กระสุนปืนทั้งสองนัดถูกบริเวณหน้าอกราวนมขวาและหน้าท้องเหนือสะดือขวาของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ภายหลังเกิดเหตุไม่นานนัก จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกับนำอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง และพนักงานสอบสวนยังได้ยึดหัวกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 1 หัว จากการผ่าศพผู้ตายและยึดเศษหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ต่อมาพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตกับข้อหาฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุที่กระสุนปืนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ในมือลั่นขึ้น 2 นัด ไปถูกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เกิดจากจำเลยกระทำไปเพื่อป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุหรือเป็นเรื่องกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น โจทก์มีนายหลงรัก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่พยานกำลังล้างรถยนต์อยู่บริเวณข้างบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดหน้าบ้านและได้ยินเสียงดังคล้ายคนกำลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน จากนั้นพยานเห็นผู้ตายถือท่อนไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 เมตร วิ่งเข้ามาหาจำเลย โดยมีนายนำโชค วิ่งตามหลังผู้ตายเข้ามาในที่เกิดเหตุ ขณะนั้นจำเลยถืออาวุธปืนพกสั้นอยู่ในมือขวาพูดกับผู้ตายว่า อย่าวิ่งเข้ามานะ ถ้าเข้ามากูจะยิง ผู้ตายตอบกลับไปว่า ถ้าจะยิงก็ยิงเลยและยังคงวิ่งเข้าไปยังตำแหน่งที่จำเลยยืนอยู่ พยานเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังคงวิ่งเข้าไปหาจำเลยเกิดการต่อสู้ในลักษณะกอดปล้ำกันเพื่อยื้อแย่งอาวุธปืนจากมือของจำเลย ระหว่างนั้นพยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ผู้ตายล้มลงที่พื้นแต่ยังไม่ถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ จากนั้นภริยาผู้ตายเข้ามาในที่เกิดเหตุนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล นายนำโชค หลานผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานถูกบุตรชายของจำเลยชื่อนายเจมส์ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายที่ร้านขายของชำซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยพยานไม่ทราบสาเหตุและไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน เมื่อพยานกลับถึงบ้านของผู้ตาย ขณะกำลังนั่งอยู่กับผู้ตายที่บริเวณหน้าบ้านเห็นจำเลยและนายเจมส์บุตรชายจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ผู้ตายวิ่งออกจากบ้านเข้าไปหาจำเลย เกิดการชกต่อยกันระหว่างผู้ตายกับจำเลย จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด เล็งยิงไปทางนายหลงรักและพยานอีกคนละ 2 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด หลังเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ นางสาวโสรยา ภริยาผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 ถึง 16 นาฬิกา ขณะที่พยานนั่งอยู่กับผู้ตายที่บริเวณหน้าบ้าน นายนำโชคซึ่งกลับมาจากซื้อของที่ร้านขายของชำเล่าเรื่องที่ถูกนายเจมส์บุตรชายจำเลยด่าว่าและถ่มน้ำลายใส่ที่ร้านขายของชำให้ผู้ตายทราบ สักครู่พยานเห็นนายเจมส์ขับรถจักรยานยนต์ผ่านเข้ามาแล้วขับออกไป จากนั้นประมาณ 5 นาที เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุและได้ยินจำเลยพูดกับนายหลงรักซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านว่าให้เรียกผู้ตายออกมาพูดคุยว่ามีปัญหาใดกับนายเจมส์บุตรชายจำเลย พยานจึงบอกผู้ตายให้ออกไปคุยกับจำเลย ผู้ตายเดินออกจากบ้านไปหาจำเลยโดยไม่ได้ถืออาวุธใด ๆ โดยมีนายนำโชคและญาติประมาณ 3 ถึง 4 คน เดินตามผู้ตายออกไป ขณะนั้นพยานเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย 3 นัด โดยไม่มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด ผู้ตายล้มลงพยานเข้าไปกอดผู้ตายไว้แล้วถามจำเลยว่า ยิงผู้ตายทำไม จำเลยพูดกับพยานว่า อย่าเข้ามา ถ้าเข้ามากูจะยิงมึงด้วย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนจ่อมายังลำตัวของพยานแล้วเหนี่ยวไกแต่กระสุนปืนไม่ลั่นจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพันตำรวจโทปนินทร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพรเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้สอบปากคำพยานทั้งสามปากไว้ แต่เมื่อพิจารณาคำให้การของพยานทั้งสามปากในชั้นสอบสวนกับที่พยานเบิกความในชั้นพิจารณาแล้ว มีข้อเท็จจริงที่แตกต่างและขัดแย้งกัน ซึ่งบันทึกคำให้การของนายหลงรัก นายนำโชคและนางสาวโสรยาในชั้นสอบสวนที่พยานให้การไว้เมื่อวันที่ 19 และ 20 สิงหาคม 2559 ได้ความตรงกันว่า ขณะที่ผู้ตายเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ผู้ตายหยิบท่อนไม้ซึ่งวางอยู่บริเวณหน้าบ้านของผู้ตายแล้ววิ่งเข้าไปหาจำเลย เมื่อใกล้ถึงตำแหน่งที่จำเลยยืนอยู่ จำเลยพูดกับผู้ตายว่า อย่าเข้ามา ถ้าเข้ามากูยิงจริง ๆ แต่ผู้ตายก็ยังคงวิ่งเข้าไปหาจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปทางอื่น 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกบุคคลใดเพื่อขู่ผู้ตายให้หยุด จากนั้นผู้ตายยังคงวิ่งเข้าหาจำเลยแล้วยื้อแย่งอาวุธปืนจากมือของจำเลยในลักษณะกอดปล้ำจนจำเลยและผู้ตายล้มลงที่พื้น นายนำโชคและนายหลงรักพยายามห้ามปรามจำเลยและผู้ตายไม่ให้ทะเลาะต่อสู้กัน ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ผู้ตายหยุดต่อสู้กับจำเลย จากนั้นจำเลยลุกขึ้นยืนแต่ยังคงถืออาวุธปืนในมือ นางสาวโสรยาวิ่งมาในที่เกิดเหตุเข้ากอดร่างของผู้ตายแล้วถามจำเลยว่า ทำไมต้องยิงผู้ตาย จำเลยตอบว่า ไม่ได้ตั้งใจปืนมันลั่น ซึ่งคำให้การของนายหลงรัก นายนำโชค และนางสาวโสรยานั้นได้กระทำหลังเกิดเหตุแทบจะทันทีทันใด โดยพยานทั้งสามไม่มีโอกาสคิดเสริมแต่งเรื่องที่เกิดขึ้น และพยานโจทก์ปากนายนำโชคและนางสาวโสรยาต่างเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนจะลงลายมือชื่อในเอกสารนั้น พยานได้ตรวจดูข้อความในเอกสารแล้วว่าถูกต้อง ส่วนนายหลงรักก็เบิกความตอบโจทก์ถามติงยืนยันว่า ข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุเป็นไปตามบันทึกคำให้การ เนื่องจากพยานให้การเป็นช่วงหลังเกิดเหตุในวันรุ่งขึ้นย่อมจำข้อเท็จจริงได้ดีกว่า ส่วนพันตำรวจโทปนินทรก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าก่อนที่พยานจะให้นายหลงรัก นายนำโชคและนางสาวโสรยา ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การนั้น พยานได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวให้บุคคลดังกล่าวฟังแล้วและบุคคลทั้งสามก็ได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวก่อนด้วย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามให้การไปตามความจริง อีกทั้งคำให้การของพยานทั้งสามปากยังสอดคล้องกับที่จำเลยให้การไว้ ซึ่งจำเลยให้การไว้ในวันเกิดเหตุนั่นเอง ดังนั้นการที่ผู้ตายวิ่งเข้ามาหาจำเลยโดยผู้ตายถือไม้ติดมือมาด้วย ระหว่างนั้นจำเลยพูดกับผู้ตายว่า อย่าเข้ามา ถ้าเข้ามากูยิง ผู้ตายก็พูดว่า ถ้ายิงก็ยิงเลย จากนั้นจำเลยได้ใช้อาวุธปืนที่ถืออยู่ในมือด้านขวายิงขู่ไปทางด้านซ้ายมือของบ้านที่เกิดเหตุจำนวน 1 นัด โดยกระสุนปืนไม่ถูกใครแต่ผู้ตายก็ยังไม่หยุดยังคงวิ่งเข้าไปหาจำเลยและกอดปล้ำกัน จากนั้น ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ซึ่งถ้าหากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว จำเลยก็คงยิงผู้ตายตั้งแต่นัดแรกแล้ว แต่จำเลยก็ยิงไปในทิศทางอื่นเสมือนเป็นการที่จำเลยเอาอาวุธปืนออกมายิงขู่ผู้ตายเท่านั้น ส่วนการที่ขณะที่จำเลยกับผู้ตายกอดปล้ำกันอยู่มีเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัดนั้น พยานโจทก์ต่างให้การว่าผู้ตายหยุดกอดปล้ำกับจำเลย ส่วนจำเลยลุกขึ้นยืนในมือยังคงมีอาวุธปืนถืออยู่ เมื่อนางสาวโสรยาวิ่งมาแล้วเข้าไปกอดผู้ตาย พร้อมกับถามจำเลยว่า ทำไมต้องยิงกันด้วย จำเลยพูดขึ้นว่า ไม่ได้ตั้งใจปืนมันลั่นซึ่งก็ตรงกับที่จำเลยให้การไว้ในบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และในชั้นพิจารณาจำเลยก็เบิกความว่าปืนลั่น พยานโจทก์ในชั้นสอบสวนไม่มีผู้ใดให้การว่าเห็นจำเลยเล็งอาวุธปืนไปทางผู้ตายแล้วยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย รูปคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยทำปืนลั่นขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้ตายกอดปล้ำกันโดยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยกระทำไปเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การกระทำซึ่งจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเอาอาวุธปืนออกมายิงขู่ผู้ตายในนัดแรก และเมื่อกอดปล้ำกัน กระสุนปืนถูกผู้ตาย 2 นัด เป็นการทำปืนลั่นโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ใช่กระทำโดยเจตนา การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอทางลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยพาอาวุธปืนไปยังบ้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุสมควร จนเป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นกระสุนปืนถูกผู้ตายที่อวัยวะสำคัญ ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าหลังเกิดเหตุ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายถูกกระสุนปืนของจำเลยจนได้รับบาดเจ็บแล้ว จำเลยก็ไม่ได้สนใจที่จะนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากที่เกิดเหตุไปเลย นับว่าจำเลยไม่มีมนุษยธรรมและไม่มีความสำนึกในการกระทำจึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 288 ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา