คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4722/2562
#638481
เปิดฉบับเต็ม

เรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง ผู้คัดค้านที่ 3 ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเคลือบคลุมอย่างไร เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ว่าคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1, 2, 34, 35, 36, 37, 38, 39, 40, 41, 42, 43, 44, 45, 46, 47, 48, 52, 53, 54, 55 และ 56 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินพร้อมดอกผลที่จะเกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ส่วนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินรายการอื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อ 2 ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวไทรจับกุมนายผดุงศักดิ์ กับนายสุทธิพงศ์ ในข้อหาร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำการใดอันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย กับข้อหาค้ามนุษย์ และมีหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินบุคคลที่เกี่ยวข้อง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมหรือข้อมูลการทำธุรกรรมเบื้องต้นของเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ดังกล่าว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ต.6/2558 และมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ย. 41/2558 และ ย.48/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 ศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 3 ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และเรียกค่าไถ่ ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบข้อมูลการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 แล้วพบว่าได้ทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มของนายผดุงศักดิ์กับพวก น่าเชื่อว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์เป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเป็นการสันนิษฐานอันเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นการปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 เสมือนผู้กระทำความผิดเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ แต่การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการในทางแพ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมและทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งเป็นมาตรการของรัฐที่มุ่งบังคับเอากับเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล แต่เป็นการใช้มาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะในการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมและประโยชน์สาธารณะ และศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 40 - 41/2546 ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ให้การแต่เพียงว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้บรรยายว่าผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดต่อกฎหมายอันเป็นความผิดมูลฐานอย่างไร โดยมิได้ให้เหตุผลว่าคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ประการต่อมาว่า มีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องมีพันตำรวจเอกคำรณ พันตำรวจเอกเชิดพงษ์ พันเอกจตุพร พันตำรวจโทเสกสิทธิ์ และนางสาวพัชรียา เป็นพยานเบิกความว่า การกระทำความผิดของเครือข่ายค้ามนุษย์เริ่มตั้งแต่ปี 2556 โดยมีการแบ่งเป็นเครือข่ายและแบ่งหน้าที่กันทำเป็นกลุ่ม เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 พันตำรวจโทเสกสิทธิ์กับพวกทำการจับกุมเรือบัรธาดา ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรือตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2557 ผู้คัดค้านที่ 3 มาพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสตูลอ้างว่าเรือดังกล่าวเป็นของตนและแจ้งว่าซื้อเรือมาโดยถูกต้องตามกฎหมายและอยู่ระหว่างขออนุญาตจดทะเบียนการใช้ ขณะจับกุมเรือลำดังกล่าวมีสภาพดัดแปลง มีช่องสำหรับเก็บสัมภาระด้านล่าง สามารถบรรทุกคนได้ประมาณ 100 คน จากการสืบสวนทราบว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีเรืออีก 3 ลำ ชื่อ ลาลีน่า 1 ลาลีน่า 2 และลาลีน่า 3 โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นหัวหน้าทีมที่จังหวัดสตูล ใช้เรือดังกล่าวไปรับชาวโรฮีนจาจากเรือใหญ่ในน่านน้ำสากลเพื่อนำมาส่งที่บ้านบ่อเจ็ดลูก หมู่ที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยมีคอกกักกันชาวโรฮีนจา ซึ่งนายอาดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เป็นผู้ดูแล เมื่อประมาณต้นปี 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำสืบทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีแค้มป์ชาวโรฮีนจาบนเกาะตะรุเตา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าจับกุมชาวโรฮีนจาจากแค้มป์ดังกล่าวได้ประมาณ 100 คน ผู้คัดค้านที่ 3 มาขอเจรจากับชุดจับกุมเพื่อให้ปล่อยตัวชาวโรฮีนจาทั้งหมดแต่ชุดจับกุมไม่ยินยอม ต่อมาศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 3 ในความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เห็นว่า พันตำรวจเอกคำรณ พันตำรวจเอกเชิดพงษ์ พันเอกจตุพร พันตำรวจโทเสกสิทธิ์ และนางสาวพัชรียา ต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ทั้งเป็นการสนธิกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงาน เชื่อได้ว่าพยานผู้ร้องเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนได้รับรู้มา ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นและผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 ของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่ามิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน?แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์?สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์?กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์?สินดังกล่าวเป็นทรัพย์?สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได?รับโอนมาโดยไม?สุจริต แล้วแต่กรณี" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และผู้ร้องนำสืบว่าทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาในระหว่างที่มีพฤติการณ์กระทำความผิด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โดยศาลมีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ได้ความจากการนำสืบมาใช้ดุลพินิจรับฟังได้ตามสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นอำนาจโดยอิสระของศาลในการค้นหาเหตุผลเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาว่า ทรัพย์สินทั้ง 29 รายการนั้นเป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้น เห็นว่า แม้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 จะมีนายนิคม นายพนัฐ และนายจีระวุธ มาเบิกความว่าได้ว่าจ้างผู้คัดค้านที่ 3 จัดเก็บรังนกนางแอ่น แต่ผู้คัดค้านที่ 3 ก็ไม่มีหลักฐานการจ่ายหรือรับเงินค่าจ้าง หรือรายได้จากการซื้อขายรังนกมาแสดง ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เคยยื่นรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ในส่วนนี้ และเบิกความรับว่าไม่ได้นำบัญชีธนาคารที่แสดงรายรับจากกิจการดังกล่าวมาแสดงต่อศาล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนรายได้จากกิจการบ้านเช่า เห็นว่า รายการเงินได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 3 นำสืบ แม้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 จะมีบัญชีรายรับค่าเช่าบ้านและสัญญาเช่ามาแสดง แต่เอกสารดังกล่าวก็จัดทำขึ้นโดยผู้คัดค้านที่ 3 เอง จึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งรายได้ส่วนนี้ไม่น่าจะเพียงพอต่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวทั้ง 29 รายการ สำหรับรายได้จากการซื้อขายที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะในปี 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2558 เห็นว่า ที่ดินที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่ามีการซื้อขายกันส่วนใหญ่เป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ดิน ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 และผู้ซื้อแต่ละราย จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือ ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่มีหลักฐานการรับจ่ายเงินค่าที่ดินมาแสดงว่ามีรายได้จากการขายที่ดินตามที่ผู้คัดค้านที่ 3 กล่าวอ้าง ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่าในการซื้อขายที่ดินจะชำระเป็นเงินสด แต่ที่ดินมีมูลค่าสูงมาก จึงเป็นพิรุธน่าสงสัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีรายได้จากการซื้อขายที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะอย่างที่นำสืบจริงหรือไม่ ส่วนรายได้จากการจับสัตว์น้ำ การขายน้ำยางพารา และกิจการโรงแรม ผู้คัดค้านที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 3 นำสืบมาจึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีรับฟังได้ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 ของผู้คัดค้านที่ 3 ตามคำร้องของผู้ร้องตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51 วรรคสาม ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — พลโท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุวัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4683/2562
#638506
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 40,000 บาท ส่วนโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 400,000 บาท เห็นได้ว่ากฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับที่สูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276

ระหว่างพิจารณา นาง ส. มารดาของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 12 ปี กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายมีความพิการทางสมอง แต่ยังพอสื่อสารได้ ทั้งขณะเกิดเหตุก็ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เสียหายจึงน่าจะเข้าใจพฤติกรรมที่จำเลยกระทำต่อตนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองครั้งนั้น ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายรู้สึกเจ็บ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีการใช้นิ้วมือล่วงล้ำสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้ว เพราะมิเช่นนั้นแล้วไม่น่าจะทำให้ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศได้ ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่ยินยอมให้จำเลยล่วงละเมิดทางเพศและไม่กล้าบอกคนอื่นเพราะกลัวคำขู่ของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้กำลังบังคับผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศอาจเกิดจากผู้เสียหายยังไม่เคยผ่านการร่วมประเวณีมาก่อน ประกอบกับจำเลยใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงทำให้ตรวจไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือรอยฉีกขาดที่เยื่อพรหมจารีและอวัยวะเพศภายนอก ส่วนการกระทำครั้งแรกที่ผู้เสียหายมีประจำเดือนนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าจำเลยจะไม่ใช้นิ้วสอดใส่เข้าในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ส่วนการกระทำครั้งที่สองแม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแต่งกายอย่างไร แต่ไม่ว่าผู้เสียหายจะสวมกระโปรงหรือนุ่งกางเกงก็ตาม หากจำเลยประสงค์จะล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายแล้ว ย่อมต้องดิ้นรนฉวยโอกาสจนได้เช่นเดียวกันกับการกระทำครั้งก่อน ๆ ในวันดังกล่าวก็ได้ความว่า ผู้เสียหายนั่งถอนผมหงอกให้จำเลยอยู่เป็นระยะเวลาพอสมควร ย่อมอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะหาโอกาสได้ไม่ยาก แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีนางสาว ป. อยู่ด้วย แต่นางสาว ป. ก็ไม่ได้เฝ้าดูเหตุการณ์โดยตลอด นางสาว ป. ยังเบิกความสนับสนุนด้วยว่า ในวันดังกล่าวสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายโดยวิธีสอดใส่นิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 40,000 บาท ส่วนโทษตามมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 400,000 บาท เห็นได้ว่ากฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับที่สูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) (ที่แก้ไขใหม่) ม. 2 วรรคสอง ม. 3 ม. 276 (เดิม) ม. 278 (ที่แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ม. 3 ม. 4 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอชิรญา พลภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
วรงค์พร จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673/2562
#644814
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว จึงเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้เป็นการยื่นเข้ามาก่อนคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด ก็ต้องถือเป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 53 ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 50 เพราะไม่ทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินหลายรายการของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 3 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากผู้คัดค้านที่ 3 แล้วไม่ชำระ โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 3 ทราบว่าถูกฟ้องขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เคยเห็นประกาศและไม่เคยได้รับแจ้งว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ก่อนศาลมีคำสั่ง ผู้คัดค้านที่ 3 รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเอาเงินมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 จนครบ หากมีเงินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนอง นำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ขอคุ้มครองสิทธิของตนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 3 รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 204989 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไปจากผู้คัดค้านที่ 3 โดยผู้คัดค้านที่ 3 ได้ฟ้องคดีเพื่อบังคับจำนองและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินในฐานะผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน คือ เงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไป ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ สำหรับระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธินั้น เห็นว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 49 วรรคห้า บัญญัติว่า เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลปิดประกาศไว้ที่ศาล และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ และโดยเฉพาะถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้นั้นทราบเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า การปิดประกาศ การประกาศในหนังสือพิมพ์ และการมีหนังสือแจ้งดังกล่าว ก็เพื่อให้เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงผู้รับประโยชน์เช่นผู้คัดค้านที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่ง อันมีความมุ่งหมายให้ทุกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขอตามสิทธิในส่วนของตนเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 ดังนั้น การที่มาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง แต่หากศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แล้ว นอกจากผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินจะต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิภายในหนึ่งปีนับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุดตามมาตรา 53 วรรคสอง ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยังจะต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า ตนไม่สามารถยื่นคำร้องขอตามมาตรา 50 ได้ เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น ในกรณีของผู้คัดค้านที่ 3 ที่มิได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่ยื่นคำร้องเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งแม้จะยื่นเข้ามาก่อนคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด ก็ต้องถือเป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 53 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 ต้องพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 50 เพราะไม่ทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่นตามมาตรา 49 วรรคห้า ซึ่งปัญหานี้ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างในคำร้องและนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ทราบประกาศของศาลและไม่ได้รับหนังสือแจ้งของเลขาธิการ โดยผู้ร้องไม่ได้คัดค้านและโดยเฉพาะไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นว่าเลขาธิการได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านที่ 3 ตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 49 วรรคห้า แล้วแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ทราบประกาศและหนังสือแจ้งดังกล่าว จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คำร้องของผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นคำร้องที่ยื่นภายในกำหนดเวลาโดยชอบตามมาตรา 53 วรรคสอง และไม่ใช่การใช้สิทธิไม่สุจริต ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเลขาธิการมีหนังสือ แจ้งคำสั่งยึดทรัพย์ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ทราบแล้วนั้น ก็เป็นการแจ้งในขั้นตอนดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรม อันเป็นเวลาก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 ม. 53 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอภิชาต เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2562
#638844
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้นั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2)

การตีความหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์ว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีสิทธิฎีกาได้

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินคืน หากคืนไม่ได้ขอให้ร่วมกันชำระเงิน 107,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 16 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ที่ 10 และที่ 15 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 10 โดยผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ตามขอ แล้วโจทก์โดยนายชัยวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีสาระสำคัญว่า โจทก์กับฝ่ายจำเลยต่างขอถอนฟ้องคดีต่าง ๆ ที่มีต่อกัน โจทก์ไม่ติดใจเรียกทรัพย์สินคืนจากฝ่ายจำเลย และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น ในวรรคสอง บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้... (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน... การที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฉ้อฉลโจทก์เพราะทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำได้ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้ออ้างของโจทก์เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นหาคำแปลที่แท้จริงของหนังสือมอบอำนาจ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายที่มีความเป็นกลางและคู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับเป็นผู้แปล ศาลชั้นต้นให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษของสำนักงานศาลยุติธรรม 3 คน แปลหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้อง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องว่า ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่มีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และเอกสารคำแปล ส่วนที่จำเลยที่ 11 แถลงต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ว่าในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดงซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณานั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินการให้ จำเลยที่ 11 ไม่ได้คัดค้านแต่ประการใดจึงถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 21 กันยายน 2560 จำเลยที่ 11 ก็ยอมรับให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายของสำนักงานศาลยุติธรรมแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำแปลว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 กล่าวแก้ในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ซึ่งศาลชั้นต้นนัดพร้อมฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนั้น ในวันดังกล่าว โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายพรนลิน ล่ามภาษาอังกฤษที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จัดหามา และจำเลยที่ 1 มาศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้นายพรนลินแปลและอธิบายสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ฟัง โจทก์รับว่าสัญญาประนีประนอมยอมความตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์จึงถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันในการกระทำของผู้รับมอบอำนาจโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า นายพรนลินเป็นบุคคลที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จัดหามาและเป็นผู้แปลหนังสือมอบอำนาจแต่ไม่ถูกต้อง คำแปลสัญญาประนีประนอมยอมความของนายพรนลินที่แปลให้โจทก์ฟังจึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการอธิบายสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ฟังก็เป็นเพียงการสรุปสาระสำคัญเท่านั้นซึ่งโจทก์ยังอุทธรณ์โต้แย้งว่าไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ เชื่อว่าการแปลสัญญาประนีประนอมยอมความอาจไม่ถูกต้อง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมรับสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นการให้สัตยาบัน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 16 แก้ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ยกปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกานั้น เห็นว่า การตีความหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์ว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ เมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีอำนาจ สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เพียงชั้นละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง (2) ม. 225 วรรคสอง ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวเพชรน้ำผึ้ง เทพพิพิธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4623/2562
#636363
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้าง ร. ส. และ ป. เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้ระบุจำนวนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยได้มอบเงินค่าเดินทางรวม 4,000 บาท พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ให้ ป. ไว้เพื่อใช้ร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาให้ ร. ส. และ ป. เดินทางไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ด้วยกัน อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนที่ ก. ส่งมอบให้ ป. บรรจุรวมกันอยู่ในถุงลูกอม 1 ถุง ซึ่งขณะรับมอบ ร. และ ส. ก็อยู่ด้วย หลังจากนั้นจึงพากันเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ตลาดในจังหวัดท่าขี้เหล็ก แล้วแบ่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างกันเองซุกซ่อนในทวารหนัก ซึ่ง ร. รับไว้ 759 เม็ด ส. รับไว้ 773 เม็ด และ ป. รับไว้ 968 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้แบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามรายตัว ทั้งลักษณะของการแบ่งเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเศษจำนวน เชื่อว่าเป็นการตกลงแบ่งกันเองตามกำลังความสามารถของแต่ละคนที่จะซุกซ่อนในทวารหนักได้ อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งหาก ร. ส. และ ป. ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แบ่งแยกจำนวน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ดังนั้น การแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนในระหว่างกันเองของ ร. ส. และ ป. เพื่อความสะดวกในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นความผิดหลายกรรมไปได้ เพราะเจตนาหลักของจำเลยเพียงประสงค์จะได้เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาไว้ในครอบครองคราวเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่ ร. กับพวก จะลักลอบนำเข้ามาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดกับ ป. ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 และ 1748/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 52 (1) ฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว ให้จำคุกตลอดชีวิตและให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกันจับกุมนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่คนทั้งสามซุกซ่อนไว้ในทวารหนักลักลอบนำเข้ามาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นของกลาง โดยยึดเมทแอมเฟตามีนได้จากนายรัฐพงษ์ 759 เม็ด จากนายสมยศ 773 เม็ด และจากนางสาวเปรมสุดา 968 เม็ด ซึ่งได้แยกดำเนินคดีแก่คนทั้งสามไปแล้ว จากการสอบสวนขยายผลพนักงานสอบสวนเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้คนทั้งสามลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร วันที่ 28 มกราคม 2548 จึงขออนุมัติออกหมายจับจำเลยในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ หลังจากนั้นพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายแยกดำเนินคดีแก่จำเลยเป็น 3 สำนวน กล่าวคือ ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายรัฐพงษ์ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 759 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำ 703/2559 หมายเลขแดงที่ 1178/2560 (คือคดีนี้) ฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนายสมยศ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 773 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 หมายแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น และฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 968 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 หมายเลขแดงที่ 735/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ (759 เม็ด) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 17.604 กรัม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายรัฐพงษ์นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีพันตำรวจโท อำนวย (ยศขณะเบิกความ) และร้อยตำรวจโท กมล (ยศขณะเบิกความ) ผู้ร่วมจับกุมนายรัฐพงษ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า วันเกิดเหตุ เมื่อถูกจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง นายรัฐพงษ์ รวมทั้งนายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ต่างให้การรับสารภาพว่า จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ชาวเมียนมา ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลย ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากสอดคล้องกับบันทึกคำรับสารภาพของนายรัฐพงษ์ ที่นายรัฐพงษ์เขียนขึ้นด้วยลายมือตนในวันรุ่งขึ้นหลังถูกจับกุมนั้นเอง โดยมีรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน อีกทั้งโจทก์มีพันตำรวจโท นิธิกร (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากได้รับตัวนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา มาทำการสอบสวน พยานได้ค้นหาชื่อของจำเลยในทะเบียนราษฎร์ตามที่คนทั้งสามให้การซัดทอดว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อได้ภาพถ่ายของจำเลยมาให้นายรัฐพงษ์กับพวกดู ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโท เจริญ (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวนร่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่า ในชั้นสอบสวนนายรัฐพงษ์ได้ให้การรับสารภาพไว้ ซึ่งปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลย โดยตกลงจะให้ค่าจ้างแก่นายรัฐพงษ์ และนางสาวเปรมสุดา ซึ่งเป็นสามีภริยากัน คนละ 15,000 บาท และจำเลยมอบเงินค่าเดินทางให้ 4,000 บาท พร้อมกับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ใช้ในการติดต่อ 1 เครื่องด้วย พยานโจทก์ทุกปากต่างปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย จึงเชื่อว่าเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่รู้เห็นมาจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่า นายรัฐพงษ์เป็นหลานจำเลย ได้ให้การมาตั้งแต่ชั้นจับกุมว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้นายรัฐพงษ์กับพวกขนเมทแอมเฟตามีนมาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ปรากฏว่านายรัฐพงษ์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน กลับได้ความว่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน โดยเป็นหลานของจำเลยเอง อีกทั้งคำให้การซัดทอดของนายรัฐพงษ์หาใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด ด้วยการโยนความผิดไปให้จำเลยเพียงลำพังไม่ แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปตามความเป็นจริง นอกจากนี้นายสมยศและนางสาวเปรมสุดาต่างชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยว่า เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 โดยไม่จำต้องอาศัยพยานประกอบอื่นดังที่จำเลยฎีกา ข้อที่จำเลยอ้างว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนายรัฐพงษ์มาก่อน เป็นการเบิกความเพียงลอย ๆ ปากเดียว โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ไม่ได้ให้การในเรื่องนี้ เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา จึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่ได้นำนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา มาเบิกความยืนยันในชั้นพิจารณา ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดความน่าเชื่อถือจนรับฟังไม่ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์นั้น เป็นเพียงข้อปลีกย่อย ไม่มีผลทำให้การรับฟังพยานหลักฐานในคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย จากเหตุผลดังที่กล่าวมา ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายรัฐพงษ์นำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และสนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายรัฐพงษ์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 หมายเลขแดงที่ 735/2560 ของศาลชั้นต้น อันทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย อีกทั้งโจทก์ได้ระบุคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 ของศาลชั้นต้นมาในคำฟ้อง และมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวด้วย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยมีเจตนาว่าจ้างนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ให้ขนเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่จำเลยในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 ซึ่งจำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปก่อนแล้ว เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้างให้นายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้ระบุจำนวนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยได้มอบเงินค่าเดินทางรวม 4,000 บาท พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ให้นางสาวเปรมสุดาไว้เพื่อใช้ร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาให้นายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เดินทางไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้วด้วยกัน อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนที่นางแก้วส่งมอบให้นางสาวเปรมสุดา บรรจุรวมกันอยู่ในถุงลูกอม 1 ถุง ซึ่งขณะรับมอบ นายรัฐพงษ์และนายสมยศก็อยู่ด้วย หลังจากนั้นจึงพากันเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ตลาดในจังหวัดท่าขี้เหล็ก แล้วแบ่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างกันเองซุกซ่อนในทวารหนัก ซึ่งนายรัฐพงษ์รับไว้ 759 เม็ด นายสมยศรับไว้ 773 เม็ด และนางสาวเปรมสุดารับไว้ 968 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้แบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามรายตัว ทั้งลักษณะของการแบ่งเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเศษจำนวน เชื่อว่าเป็นการตกลงแบ่งกันเองตามกำลังความสามารถของแต่ละคนที่จะซุกซ่อนในทวารหนักได้ อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งหากนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แบ่งแยกจำนวน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ดังนั้น การแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนในระหว่างกันเองของนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา เพื่อความสะดวกในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นความผิดหลายกรรมไปได้ เพราะเจตนาหลักของจำเลยเพียงประสงค์จะได้เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาไว้ในครอบครองคราวเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่นายรัฐพงษ์กับพวกจะลักลอบนำเข้ามาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางกิ่งดาว ศักดิ์สิทธิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2562
#638483
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 จะให้สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องส่งคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของพร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า "และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที..." แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต หมายเลขทะเบียน ฎข 6571 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ในราคา 295,570.20 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน รวม 60 งวด งวดละ 4,926.17 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 4 งวด แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ในสภาพกันชนหน้าชำรุด บังโคลนหน้าซ้าย - ประตูหน้าขวาบุบ ไฟท้ายด้านซ้าย - กระจกมองข้างขวาแตกชำรุด ประตูหน้าซ้ายเปิดไม่ได้ และมีรอยขีดข่วนรอบคัน โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 64,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาที่เช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ผลแห่งการนั้น คงทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อค้างชำระจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืน พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายในการติดตามรถยนต์กลับคืน กับเรียกเอาค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากการขายทรัพย์ในจำนวนอันสมควรเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาซึ่งคำนวณเท่ากับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเต็มตามสัญญา ทั้งการเรียกร้องเงินค่าขาดราคาเท่ากับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ยังขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้ออาจบอกเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่ให้สิทธิผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของ พร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า "และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที..." แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 13 ได้ ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ กรณีจึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค ให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดราคาต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ข้ออ้างอื่นตามฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายยงทวี กะวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2562
#638089
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ เป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจกระทำได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล ถือว่าเป็นการกระทำอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าว คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินค่าขาดราคาและภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความ ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 97,829.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 71,138.42 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 97,829.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 71,138.42 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ท ไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ราคาเงินสดเป็นเงิน 754,205.61 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระเงินในวันทำสัญญา 188,551.61 บาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินลงทุน 565,654 บาท คิดค่าป่วยการเป็นเงิน 169,706 บาท รวมค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 735,360 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด เป็นเงินเดือนละ 15,320 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยตกลงจะร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) เพียง 18 งวด เป็นเงิน 275,765.40 บาท คงค้างชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นเงิน 459,594.60 บาท ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ติดตามยึดรถกลับคืนและนำออกประมูลขายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นเงิน 393,818.18 บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ 65,776.42 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มงวดค้างจ่าย 5,362 บาท เป็นเงิน 71,138.42 บาท ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ค่าเสียหายจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นค่าขาดราคา แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 โจทก์ประมูลซื้อมูลหนี้ของจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงรับโอนไปซึ่งสิทธิเรียกร้องรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยทั้งสองด้วย ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวการชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายชานันท์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 แจ้งไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ค่าเสียหายจากค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มารับหนังสือทวงถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไปรษณีย์ภายในกำหนด เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้อีกครั้ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหนังสือได้โดยวิธีปิดหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองว่า เคยได้รับหนังสือ นอกจากนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือถึงหัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ส่งหนังสือทวงถามแทน การส่งหนังสือทวงถามมีนายวิสุทธิ น้องชายจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย และไม่ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ เป็นการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจกระทำได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล ถือว่าเป็นการทำการอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าขาดราคา ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามจำนวนที่แจ้งไป และให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่ได้รับแจ้งความ มิฉะนั้นถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินค่าขาดราคา 65,776.42 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มค่างวดค้างจ่าย 5,362 บาท รวมเป็นเงิน 71,138.42 บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องและรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปตามจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 71,138.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนลงไป 5 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายพิเชษฐ์ โตประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยะนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
เมทินี ชโลธร
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562
#642373
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสองบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 มีสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทก่อน อันเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ทั่วไป ผลของคำพิพากษาคดีนี้อาจมีผลกระทบสิทธิในการบังคับคดีของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้

ในชั้นบังคับคดีของคดีก่อนมีประเด็นว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้เพียงใด ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน คู่ความทั้งสองคดีก็ไม่ใช่รายเดียวกัน โดยโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่รวม 44 ไร่เศษ โจทก์ได้รับโอนที่ดิน เนื้อที่ 12 ไร่ แล้ว คงเหลือที่ดินอีก 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยบันทึกดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ในคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงว่าเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 5.1 (ไม่น้อยกว่า 90 วัน) ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำตามสัญญาและตามบันทึกฉบับนี้คืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ดังนั้น เมื่อในคดีดังกล่าวศาลฎีกาได้พิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด จึงถือว่าผู้ร้องสอดชนะคดี แม้ที่ดินจะเหลือเพียง 32 ไร่เศษ ก็มิใช่กรณีที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด ถือได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน เมื่อที่ดินส่วนที่ยังเหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เหลือดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 133,600,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 75,041,095 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 765,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวบางส่วนให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่อยู่ในวิสัยให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินตามราคาซื้อขายที่ดินในส่วนที่พ้นวิสัยที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์นำเงินที่จำเลยทั้งสองต้องคืนดังกล่าวหักออกจากราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยทั้งสองก่อน แล้วให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลือ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินที่จำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ในราคาตารางวาละ 58,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ได้เพราะเหตุพ้นวิสัย หรือไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้เต็มตามเนื้อที่ดินทั้งหมดเพราะเหตุพ้นวิสัยและโอนกรรมสิทธิ์ได้เพียงบางส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับเป็นเงิน 81,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 101,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2558) (ที่ถูก 29 กันยายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกคำขออื่นและคำร้องของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ตามคำสั่งศาล โดยนายบำรุงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน มีเนื้อที่รวม 63 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และมีถนนนวลจันทร์ตัดผ่านแบ่งที่ดินออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อยู่ด้านทิศตะวันตกเนื้อที่รวม 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ส่วนที่ 2 อยู่ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่รวม 44 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเฉพาะส่วนที่ 1 ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ให้แก่พันตรีอาณันย์ แต่ไม่มีการปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 4 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองส่วนกับผู้ร้องสอด โดยจำเลยทั้งสองกันที่ดินในส่วนด้านทิศตะวันออกไว้ 12 ไร่ คงเหลือที่ดินที่จะซื้อจะขาย 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้ด้วย โดยที่ดินต้องมีส่วนที่ติดถนนนวลจันทร์ไม่น้อยกว่า 53 เมตร วันที่ 7 สิงหาคม 2544 พันตรีอาณันย์พาบริษัทปริญสิริ (2000) จำกัด มาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงกับจำเลยทั้งสอง โดยพันตรีอาณันย์และนางสาวสิริลักษณ์ เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่ 1 ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่นางสาวสิริลักษณ์ ซึ่งบริษัทปริญสิริ (2000) จำกัด ได้นำที่ดินไปทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรขายแก่บุคคลภายนอกแล้ว ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 คงเหลือเนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 คงเหลือเนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้ร้องสอด กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่รับไว้ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องสอด ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2548 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงเนื้อที่ 44 ไร่เศษ ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 มีด้านหน้าติดถนนนวลจันทร์ โดยหน้ากว้างนับจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 มีหน้ากว้าง 53 เมตร ความยาววัดไปทางทิศใต้ให้ได้เนื้อที่ 12 ไร่ ราคาตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 72,000,000 บาท และที่ดินส่วนที่เหลือของที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 กับที่ดินทั้งหมดของที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่รวม 32 ไร่เศษ ราคาตารางวาละ 12,000 บาท เป็นเงิน 153,600,000 บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 27,000,000 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลือของที่ดินส่วนเนื้อที่ 12 ไร่ 45,000,000 บาท จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และโจทก์ตกลงชำระมัดจำสำหรับราคาที่ดินส่วนเนื้อที่ 32 ไร่เศษ อีก 20,000,000 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 12 ไร่ จากนั้นจำเลยทั้งสองจะแจ้งกำหนดเวลาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนเนื้อที่ 32 ไร่เศษ และโจทก์จะชำระราคาที่ดินที่เหลือในวันจดทะเบียนโอน ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 15 และ 16 มีนาคม 2548 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 ให้แก่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่ 12 ไร่ โดยมีค่าตอบแทน ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม มีค่าตอบแทน และสำเนาโฉนดที่ดิน คงเหลือที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน 32 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2548 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่า เมื่อคดีที่ผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยทั้งสองถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ หากคดีถึงที่สุดโดยผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 1794/2546 ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการยื่นขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา โดยมีส่วนที่ติดถนนนวลจันทร์ไม่น้อยกว่า 53 เมตร แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่แบ่งแยกให้แก่ผู้ร้องสอดหรือบุคคลที่ผู้ร้องสอดกำหนดโดยปราศจากภาระผูกพัน และรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 240,400,000 บาท จากผู้ร้องสอด ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวตกเป็นพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา (วันที่ 18 เมษายน 2546) และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยทั้งสองมีหนังสือขอปรับราคาที่ดินเพิ่มขึ้นและบอกเลิกสัญญา โดยโจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น บังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 มีสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทก่อน อันเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ทั่วไป ผลของคำพิพากษาคดีนี้อาจมีผลกระทบสิทธิในการบังคับคดีของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีนี้ และมีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องของผู้ร้องสอดต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องสอดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ในประเด็นที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับชั้นบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 1794/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การจะบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องสอดตกเป็นพ้นวิสัย หากผู้ร้องสอดประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับถัดไป คือ การเรียกคืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อศาลฎีกายังไม่ได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันโจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล จึงต้องฟังเป็นยุติว่าการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 รวมเนื้อที่ 51 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด ย่อมตกเป็นพ้นวิสัย ประเด็นดังกล่าวในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคแรก เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในศาลล่างทั้งสอง โจทก์ก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ในชั้นบังคับคดีของคดีก่อนมีประเด็นว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้เพียงใด ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน คู่ความทั้งสองคดีก็ไม่ใช่รายเดียวกัน โดยโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้ร้องสอดประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่รวม 44 ไร่เศษ โดยที่ดินแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินตามสัญญาข้อ 2.1.1 คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1084 มีด้านหน้าติดถนนนวลจันทร์ โดยหน้ากว้างของที่ดินนับต่อจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 มีหน้ากว้าง 53 เมตร และความยาวให้วัดไปทางด้านทิศใต้ โดยให้วัดได้เนื้อที่รวม 12 ไร่ และที่ดินตามสัญญาข้อ 2.1.2 คือ ที่ดินส่วนที่เหลือของโฉนดที่ดินเลขที่ 1084 และที่ดินทั้งหมดของโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ดินรวม 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 12 ไร่ แล้ว คงเหลือที่ดินอีก 32 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยบันทึกดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น ระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงว่าเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 5.1 (ไม่น้อยกว่า 90 วัน) ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินค่ามัดจำตามสัญญาและตามบันทึกฉบับนี้คืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ดังนั้น เมื่อในคดีหมายเลขดำที่ 5263/2544 หมายเลขแดงที่ 1794/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้พิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องสอด จึงถือว่าผู้ร้องสอดชนะคดี แม้ที่ดินจะเหลือเพียง 32 ไร่เศษ ก็มิใช่กรณีที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมดตามข้ออ้างของโจทก์ อีกทั้งยังได้ความว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ระหว่างจำเลยทั้งสองกับนางสาวสิริลักษณ์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 3115/2545 ของศาลชั้นต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด ถือได้ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน เมื่อที่ดินส่วนที่ยังเหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เหลือดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2.3 ระบุว่า หากคดีถึงที่สุดผู้ร้องสอดเป็นผู้ชนะคดี อันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นพ้นวิสัย โจทก์ยินยอมรับเงินมัดจำตามสัญญาและตามบันทึกคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 1084 เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามฟ้องได้ โจทก์คงมีสิทธิเพียงรับเงินมัดจำคืนโดยไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามข้อ 2.3 ของบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนโดยบอกเลิกสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังวินิจฉัยข้างต้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 9.1 เป็นเงิน 81,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้ร้องสอด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
ผู้ร้องสอด — นาย ว.
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2562
#638493
เปิดฉบับเต็ม

การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาและกระบวนพิจารณาที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ ทนายความต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ว. ทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยใบแต่งทนายความมิได้ระบุให้ ว. มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่องโดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียทีเดียว เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม แต่เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับหลังโจทก์ได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ในชั้นฎีกานี้แล้วจึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในชั้นยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 164,461 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 155,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์แต่งตั้งให้นางสาวน้ำอ้อย เป็นทนายความ โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ได้ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา หรือในการขอพิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2560 นางสาวน้ำอ้อยดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ต่อมาในระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โจทก์แต่งตั้งให้นายวรพจน์ เป็นทนายความของโจทก์อีกคนหนึ่ง โดยในใบแต่งทนายความระบุว่า ให้มีอำนาจว่าต่าง แก้ต่าง ยื่นและหรือถอนคำคู่ความ ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิ การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมานายวรพจน์ในฐานะทนายความยื่นอุทธรณ์คดีนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลขยายให้ รับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ หลังจากจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเห็นว่า ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ไม่ได้ระบุให้นายวรพจน์มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดีได้ นายวรพจน์จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดีนี้แทนโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ที่นายวรพจน์ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 บัญญัติไว้ว่า "ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น แต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น..." เช่นนี้ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาและกระบวนพิจารณาที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความจึงต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายความจึงจะมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแทนตัวความได้ ดังนั้น เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ที่โจทก์แต่งตั้งให้นายวรพจน์เป็นทนายความดำเนินคดีแทนโจทก์ มิได้ระบุให้นายวรพจน์มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ นายวรพจน์จึงย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้แทนโจทก์ได้ การที่นายวรพจน์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของโจทก์ดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดีตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 โจทก์ได้แต่งตั้งนายวรพจน์เป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ในชั้นฎีกานี้แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในชั้นยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีก แต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547/2562
#638486
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดก การเป็นผู้จัดการมรดก หรือการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้อง ทายาทของผู้ร้องไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ ผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้อง และถือว่าล่วงเลยเวลาที่ทนายผู้ร้องจะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ผู้ร้องมอบหมายแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องอีกต่อไป การที่ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมจิตต์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง หรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาปรากฏว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมจิตต์ ผู้ตาย แต่งตั้งนายพงษ์ชาญ เป็นทนายความของผู้ร้องในการคัดค้านคำร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และผู้ร้องมอบอำนาจให้นางสาวทิพาพร ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ผู้ร้องถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559 ผู้ร้องอุทธรณ์โดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา ดังนี้ การที่ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความและทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวทิพาพรดำเนินคดีแทน ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ซึ่งกรณีที่ตัวการถึงแก่ความตายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 826 วรรคสอง บัญญัติว่า อนึ่งสัญญาตัวแทนย่อมระงับสิ้นไป เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย หรือ... เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น ซึ่งแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จะบัญญัติว่า เมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวการตายก็ดี ... ท่านว่าตัวแทนต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อจะปกปักรักษาประโยชน์อันเขาได้มอบหมายแก่ตนไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ ได้ ก็ตาม แต่การขอตั้งผู้จัดการมรดก การเป็นผู้จัดการมรดก หรือการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องเท่านั้น และกรณีเช่นนี้ทายาทของผู้ร้องไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ การที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนยื่นอุทธรณ์ จนต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้อง และถือว่าล่วงเลยเวลาที่ทนายผู้ร้องจะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ผู้ร้องมอบหมายแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องอีกต่อไป การที่ผู้ร้องฎีกาโดยทนายผู้ร้องเป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 826 วรรคสอง ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส.
ผู้คัดค้าน — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางสาววาสินี พรรคทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย จิรวิวัฒน์วนิช
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2562
#662457
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับเอาค่าปรับจากจำเลยที่ 2 โดยวิธียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับด้วยนั้นก็เป็นกรณีที่ศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนซึ่งย่อมมีอำนาจกระทำได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ โดยการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับดังเช่นจำเลยที่ 2 นี้ ป.อ. มาตรา 29/1 บัญญัติถึงวิธีการในการบังคับคดีดังกล่าวรวมทั้งการตรวจสอบหาทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับไว้ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 29/1 วรรคสี่ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบต่อการที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง" จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับชำระค่าปรับทั้งโดยวิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และอาจใช้วิธีสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อน ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นไปด้วยกันได้ มิได้ถูกจำกัดว่าจะต้องใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไว้แล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ค่าปรับได้ตาม ป.อ. มาตรา 29 และ มาตรา 29/1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางประกันการปล่อยชั่วคราวจำนวน 200,000 บาท ชำระค่าปรับตามคำพิพากษากับออกหมายบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 แม้อยู่ในระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็เป็นการดำเนินการในการบังคับชำระค่าปรับโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้คืนเงินหรือปล่อยทรัพย์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 62,478,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ขอให้ปล่อยชั่วคราวตนเองและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว วงเงินประกัน 1,420,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 นำหลักทรัพย์ห้องชุดและเงินสด 300,000 บาท มาวางเป็นหลักประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์และไม่นำเงินค่าปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวมาชำระต่อศาลชั้นต้น ทั้งยังผิดสัญญาประกันด้วย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันตนเองเต็มตามสัญญาประกันและส่งหลักทรัพย์ประกันไปยังสำนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการบังคับคดีมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันตนเองขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นสั่งลดค่าปรับตามสัญญาประกันให้คงเหลือ 100,000 บาท และให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับ 62,478,000 บาท แต่ไม่เกินสองปี ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 วางเป็นประกันในการปล่อยชั่วคราวที่ยังเหลือหลังนำไปชำระค่าปรับตามสัญญาประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท มาชำระเป็นค่าปรับตามคำพิพากษาและดำเนินการบังคับคดีโดยนำห้องชุดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเป็นค่าปรับตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางเป็นประกันการปล่อยชั่วคราวมาชำระค่าปรับและออกหมายบังคับคดีจนมีการยึดห้องชุดที่จำเลยที่ 2 ใช้เป็นหลักประกันการปล่อยชั่วคราวเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำเอาเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ใช้เป็นประกันในการที่ขอให้ศาลชั้นต้นปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระหว่างอุทธรณ์ที่ยังเหลืออยู่หลังจากนำไปชำระค่าปรับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกันผิดสัญญาประกันแล้วไปชำระค่าปรับอันเป็นโทษตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นยังบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาทั้งที่ศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับแล้ว ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับเอาค่าปรับจากจำเลยที่ 2 โดยวิธียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับด้วยนั้นก็เป็นกรณีที่ศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนซึ่งย่อมมีอำนาจกระทำได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ โดยการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับดังเช่นจำเลยที่ 2 นี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 บัญญัติถึงวิธีการในการบังคับคดีดังกล่าวรวมทั้งการตรวจสอบหาทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับไว้ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 29/1 วรรคสี่ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบต่อการที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง" จึงเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจบังคับชำระค่าปรับทั้งโดยวิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และอาจใช้วิธีสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อน ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นไปด้วยกันได้ มิได้ถูกจำกัดว่าจะต้องใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไว้แล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ยังมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ค่าปรับได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ มาตรา 29/1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 วางประกันการปล่อยชั่วคราวจำนวน 200,000 บาท ชำระค่าปรับตามคำพิพากษากับออกหมายบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 แม้อยู่ในระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็เป็นการดำเนินการในการบังคับชำระค่าปรับโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้คืนเงินหรือปล่อยทรัพย์แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 29/1 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
รังสรรค์ กุลาเลิศ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515/2562
#635892
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์คงรอการลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดและลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้จำคุกและไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและการบังคับโทษตามคำพิพากษาโดยไม่ลงโทษจำคุกจำเลยและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 16 ปี และปรับ 900,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจโท ประวัติ ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์ และดาบตำรวจ มนัส กับพวก ร่วมกันนำรถกระบะไม่แสดงเครื่องหมายราชการไปจอดแอบไว้ริมถนนสาธารณะระหว่างทางไปบ้านภูสวรรค์และบ้านเภาชมพูเนื่องจากรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีชาย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีนจากบ้านภูสวรรค์ ต่อมาจำเลยขับรถจักรยานยนต์มายังจุดสกัดที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดรถอยู่ มีนายศักดิ์ชาญ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2870/2559 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษแล้วนั่งซ้อนท้าย นายศักดิ์ชาญโยนเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ทิ้งลงข้างทาง แล้วจำเลยกับนายศักดิ์ชาญถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวโดยเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ถุงดังกล่าวเป็นของกลาง ภายหลังตรวจนับได้รวม 601 เม็ด พนักงานสอบสวนส่งไปตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีนและเป็นอนุพันธ์เมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 13.245 กรัม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายศักดิ์ชาญมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโท ประวัติ ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์ และดาบตำรวจ มนัส มาเบิกความตรงกันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานทั้งสามออกตรวจท้องที่ มีสายลับโทรศัพท์มาแจ้งแก่ร้อยตำรวจโท ประวัติว่า มีชาวบ้านจากบ้านหนองโพนกำลังขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านภูสวรรค์ ร้อยตำรวจโท ประวัติกับพวกจึงตั้งจุดสกัด ต่อมาเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายศักดิ์ชาญนั่งซ้อนท้ายผ่านมา เมื่อดาบตำรวจ มนัสเรียกให้จำเลยหยุดรถ นายศักดิ์ชาญโยนถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ลงพื้น พยานตรวจดูพบเมทแอมเฟตามีน 601 เม็ด บรรจุอยู่ มีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับนายศักดิ์ชาญด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าจำเลยมีพิรุธขณะถูกจับกุม โดยร้อยตำรวจโท ประวัติเบิกความว่า เมื่อเรียกให้จำเลยหยุดรถ จำเลยมีทีท่าเหมือนจะไม่ยอมหยุดและเหมือนจะขับฝ่าไป ดาบตำรวจ สิทธิพงษ์เบิกความว่า ขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาใกล้ ไม่มีลักษณะจอดสนิท มีลักษณะตะกุกตะกักเหมือนจะหลบหนีบ้าง ไม่หลบหนีบ้าง ดาบตำรวจ มนัสเบิกความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีอาการพิรุธเหมือนจะไม่อยากจอดหรือขับต่อไป นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับขี่มาก็ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดไว้โดยจำเลยมิได้นำสืบว่า เป็นเพราะเหตุใด ส่อแสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์เตรียมตัวมากระทำความผิดและเพื่อป้องกันการติดตามจับกุมในภายหลัง เมื่อจับกุมจำเลยแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจพบว่าจำเลยมีสารเสพติด ในชั้นสอบสวนจำเลยยอมรับกับพันตำรวจตรี สรรเพชญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขมราฐว่าก่อนที่นายศักดิ์ชาญจะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางนี้ จำเลยไม่ทราบ แต่เมื่อนายศักดิ์ชาญได้เมทแอมเฟตามีนมาจากชายคนที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แล้วนั้น จำเลยจึงรู้ว่านายศักดิ์ชาญไปรับเอาเมทแอมเฟตามีน แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด โดยจำเลยให้การในวันเกิดเหตุถึงรายละเอียดและพฤติการณ์ในการรับส่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างนายศักดิ์ชาญกับชายคนขาย เชื่อว่าจำเลยให้การไปตามความจริงและเมื่อจำเลยเห็นนายศักดิ์ชาญรับเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขายมาแล้ว หากจำเลยไม่มีเจตนากระทำการร่วมกับนายศักดิ์ชาญ จำเลยก็ควรที่จะปฏิเสธไม่ขับรถจักรยานยนต์ให้นายศักดิ์ชาญไปที่อื่นต่อ การที่นายศักดิ์ชาญชวนจำเลยให้ขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยนั้น ย่อมทำให้การส่งมอบยาเสพติดเป็นไปโดยรวดเร็ว มีลักษณะแบ่งงานกันทำ โดยจำเลยสามารถช่วยนายศักดิ์ชาญเฝ้าระวังเจ้าพนักงานตำรวจระหว่างการส่งมอบยาเสพติดให้ลูกค้าได้ด้วย แม้นายศักดิ์ชาญมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่ากระทำความผิดคดีนี้เพียงลำพังโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้พยานเพื่อให้พยานอุ้มไก่ชนไปขาย ระหว่างทางเมื่อถึงจุดนัดหมายส่งมอบยาเสพติด พยานให้จำเลยจอดรถแล้วพยานลงจากรถเดินไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายนาไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงซึ่งจอดรถจักรยานยนต์ห่างออกไป 30 ถึง 40 เมตร โดยจำเลยไม่ทราบเรื่อง แต่ในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเกิดเหตุ นายศักดิ์ชาญก็มิได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนอ้างเหตุที่จำเลยมาขับรถจักรยานยนต์ให้นายศักดิ์ชาญเนื่องจากต้องอุ้มไก่ชนไปขายแต่อย่างใด นายศักดิ์ชาญยังให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงเหตุการณ์ขณะรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางต่อไปว่า เมื่อถึงจุดนัดหมายเห็นมีชายขับรถจักรยานยนต์สวนมา นายศักดิ์ชาญจึงให้จำเลยจอดรถ ชายคนดังกล่าวขับรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบกับรถจักรยานยนต์ของนายศักดิ์ชาญแล้วส่งเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง ให้แก่นายศักดิ์ชาญรับมาเก็บไว้ จากนั้นนายศักดิ์ชาญสั่งให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ระหว่างทางพบเจ้าพนักงานตำรวจเสียก่อน นายศักดิ์ชาญจึงโยนถุงเมทแอมเฟตามีนทิ้งลงข้างทาง ในชั้นพิจารณาเมื่อนายศักดิ์ชาญมาเป็นพยานโจทก์ก็เบิกความแตกต่างไปอีกว่านายศักดิ์ชาญบอกให้จำเลยจอดรถอยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์ของนายนาประมาณ 30 ถึง 40 เมตร แล้วนายศักดิ์ชาญลงจากรถเดินไปหานายนาเพื่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำเบิกความของนายศักดิ์ชาญพยานโจทก์ไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่น่าเชื่อถือและไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเสียไป การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการได้มาและการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับนายศักดิ์ชาญนั้น ขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลย ที่จำเลยรับว่าเมื่อจำเลยจอดรถข้างทางตามที่นายศักดิ์ชาญบอก จำเลยเห็นชายคนที่ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาล้วงหยิบสิ่งของส่งให้แก่นายศักดิ์ชาญ จำเลยสอบถามแล้ว นายศักดิ์ชาญบอกว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน ไม่เป็นไร แล้วสั่งให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ต่อไปจนพบกับเจ้าพนักงานตำรวจ พยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบมารับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยรู้เห็นกับนายศักดิ์ชาญแต่แรกในการไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ในครอบครอง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้จำคุกและไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและการบังคับโทษตามคำพิพากษาโดยไม่ลงโทษจำคุกจำเลยและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ไม่จำคุกและไม่รอการลงโทษให้จำเลย คงปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 610,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายปเนต สุระประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4514/2562
#640618
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และมาตรา 9 ให้เพิ่มเติมมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด แต่ในส่วนบทกำหนดโทษได้มีมาตรา 17 ยกเลิกมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุก 15 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน พืชกระท่อมสด รถยนต์ ไขควงไฟฟ้า และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 5045 xxxx ของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีน 605,640 เม็ด มีน้ำหนักสุทธิ 57,394.200 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9,648.508 กรัม พืชกระท่อมสด 90 ใบ น้ำหนัก 97.960 กรัม และรถกระบะเป็นของกลาง โดยเมทแอมเฟตามีนและพืชกระท่อมสดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 คดีเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายณัฐพงษ์ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งคือรถกระบะของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้รถกระบะของกลางขนเมทแอมเฟตามีน แต่ระหว่างเดินทางมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจดักสกัดจับ จำเลยที่ 2 หลบหนีไปพักที่โรงแรมนัธยา รุ่งเช้าวันถัดมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์อีกคันไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์แล้วพากันหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม โดยช่วงเวลาก่อนถูกเจ้าพนักตำรวจสกัดจับรถกระบะของกลางต่อเนื่องจนถึงช่วงเวลาภายหลังถูกสกัดจับแล้วหลบหนีจนรุ่งเช้าที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์เป็นช่วง ๆ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นเกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาโดยตลอดนับตั้งแต่ร่วมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนในรถกระบะของกลางและเดินทางโดยรถดังกล่าวไปถูกสกัดจับจึงหลบหนีไปพักโรงแรมนัธยาจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 แล้วพากันเดินทางหลบหนีออกจากจังหวัดนครพนม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ ดังนี้ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า และพยานซัดทอดมีพยานหลักฐานอื่นของโจทก์มาประกอบ จึงใช้ในการรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เลิกกับนางสุธิตราตั้งแต่ปี 2547 และไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่จังหวัดตรัง จำเลยที่ 1 ขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 ตั้งแต่ปี 2557 จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 หมายเลข คือ 08 2727 xxxx, 08 0641 xxxx และ 06 2129 xxxx สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx จำเลยที่ 1 ลืมไว้ในรถที่ขายให้นายประสพโชคไป ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2558 นายประสพโชคโอนเงินค่าซื้อรถส่วนที่เหลือมาให้ วันที่ 12 เมษายน 2558 ที่เจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นบ้านนางสุธิตราและพบจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้านนั้นจำเลยที่ 1 เพิ่งเดินทางมาถึงตั้งใจจะเอาเงินที่ได้จากการขายรถมาแบ่งให้แก่บุตรนั้น เห็นว่า พยานจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏหลักฐานการขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคแต่อย่างใด คงปรากฏตามเอกสารซึ่งยึดได้จากรถกระบะของกลางเป็นสำเนารายการจดทะเบียนรถกระบะของกลางระบุว่านายประสพโชคเป็นเจ้าของรถ วันที่ครอบครองรถวันที่ 19 มกราคม 2558 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่ารถมีชื่อนายประสพโชคจริง แต่เป็นของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงโอนให้นายประสพโชคเพื่อการอำพรางเท่านั้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายประสพโชคโอนเงินค่ารถส่วนที่เหลือมาให้วันที่ 27 มีนาคม 2558 นั้นไม่มีหลักฐานอย่างใดมาแสดง แต่กลับปรากฏในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 และนายณัฐพงษ์ว่ามีเงินฝากเข้าทั้งสองบัญชีหลายครั้งจำนวนเหมือนกันในวันที่ 27 มีนาคม 2558 แล้วในวันเดียวกันทั้งสองบัญชีต่างก็มีการถอนเงินออกเหมือนกันจำนวน 490,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบว่าเงินที่ฝากเข้าในบัญชีจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเงินค่าอะไรและใครโอนมาให้ อีกทั้งไม่มีหลักฐานใดแสดงว่านายประสพโชคได้ครอบครองใช้รถกระบะของกลาง ประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังที่ได้วินิจฉัยมานั้นบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงเกี่ยวข้องกับรถกระบะของกลางโดยร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เป็นยานพาหนะเดินทางมาจังหวัดนครพนม แล้วต่อมามีการนำรถไปขนเมทแอมเฟตามีน คดีฟังไม่ได้ว่า มีการขายและส่งมอบรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx เป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายรถคันดังกล่าวให้นายประสพโชคจริง ข้ออ้างว่าลืมโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ไว้ในรถที่ขายให้นายประสพโชคจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ในขณะเกิดเหตุว่าอยู่ที่จังหวัดตรังโดยมีนายทองคำเป็นพยานเบิกความรู้เห็นนั้น เห็นว่า นายทองคำเป็นพี่ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานคนกลาง เชื่อว่าเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ คำเบิกความมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟัง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รายการใช้โทรศัพท์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความจริงเพราะไม่มีการรับรองจากผู้ให้บริการโดยตรง รายการดังกล่าวไม่อาจยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ และเป็นการพูดคุยโทรศัพท์เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดหรือไม่ และว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx โดยจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องมีหมายเลข 06 2112 xxxx เห็นว่า เอกสารมีรายละเอียดของข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx หมายเลข 09 8131 xxxx และหมายเลข 09 288 4xxx ตามลำดับ เชื่อได้ว่าเป็นข้อมูลที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวจัดทำขึ้นมาจากข้อมูลที่บันทึกไว้ในเครื่องอุปกรณ์ที่ให้บริการ พันตำรวจโทสมคะเนเบิกความประกอบเอกสารว่า นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวซึ่งขอมาจากผู้ให้บริการเครือข่าย AIS มาจัดทำรายงานชี้แจงความเชื่อมโยงการใช้โทรศัพท์ดังกล่าว ดังนี้ เชื่อได้ว่า เอกสารมีที่มาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์โดยถูกต้องแท้จริง จึงรับฟังได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx และเมื่อข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายรถกระบะของกลางให้นายประสพโชคและได้ลืมโทรศัพท์ดังกล่าวไว้ในรถที่ขายนั้นฟังไม่ขึ้นดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวในวันเกิดเหตุหรือไม่ ส่วนที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx มาใช้นานแล้ว และไม่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 2112 xxxx นานแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ในวันเกิดเหตุนั้น เห็นว่า พยานโจทก์มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสุธิตราหมายเลข 08 4790 xxxx และหมายเลข 06 2258 xxxx กับมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 06 2112 xxxx และมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุโทรศัพท์ของนางสุธิตราทั้งสองหมายเลขมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx ไม่มีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 06 2112 xxxx โดยโทรศัพท์ของนางสุธิตราหมายเลข 08 4790 xxxx เริ่มมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับหมายเลข 06 2112 xxxx ครั้งแรกในวันที่ 4 เมษายน 2558 ส่วนหมายเลข 06 2258 xxxx เริ่มมีรายการโทรศัพท์ติดต่อกับหมายเลข 06 2112 xxxx ครั้งแรกในวันที่ 5 เมษายน 2558 ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุคดีนี้ยังมีการใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx โทรศัพท์ติดต่อกับนางสุธิตราซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ส่วนโทรศัพท์หมายเลข 06 2112 xxxx เพิ่งปรากฏมีการโทรศัพท์ติดต่อกับนางสุธิตราในช่วงเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้ว 2 ถึง 3 วัน ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 08 0641 xxxx นานแล้วนั้นไม่อาจรับฟัง ตามหลักฐานการโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้ติดต่อกับนางสุธิตราเพราะแยกทางกันตั้งแต่ปี 2547 แล้วนั้น ขัดกับการที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านนางสุธิตราวันที่ 12 เมษายน 2558 ได้พบจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้าน และเอกสารที่ตรวจค้นพบอยู่ในบ้านเป็นบัตรรับประกันสินค้าลงวันที่ซื้อสินค้าวันที่ 21 มิถุนายน 2557 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับนางสุธิตรายังมีการติดต่อกันอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0641 xxxx โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 และนายณัฐพงษ์ในระหว่างที่มีการกระทำความผิดตามฟ้อง คดีจึงฟังได้ว่าการโทรศัพท์ติดต่อกันนั้นเป็นการโทรศัพท์ติดต่อเกี่ยวกับการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนมาในรถกระบะของกลางเพื่อจะไปส่งให้ผู้ซื้อ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และมาตรา 9 ให้เพิ่มเติมมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ ในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสองที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (เดิม), 76 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 250 บาท เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และปรับ 500 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26/3 ม. 76
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายทรงฤทธิ์ หลานท้าว
ศาลอุทธรณ์ — นายวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
รังสรรค์ กุลาเลิศ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2562
#636631
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมเอาที่ดินและอาคารพิพาทออกให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนานั้น โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จและผลประโยชน์จากสัญญาที่ตกลงกันไว้และต่างมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทภายหลังสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการรอนสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมได้ร้องสอดเข้ามาในคดีเพราะว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วมด้วย โจทก์ร่วมจึงมีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมในคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ร่วมที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ซึ่งแม้ว่าโจทก์ร่วมจะเป็นฝ่ายร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยตนเอง มิใช่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีก็ตาม ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะเข้ามาในคดีเพราะผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมที่มีอยู่กับโจทก์ตามสัญญาเช่า และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโดยเจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ที่เมื่อมีการรบกวนขัดสิทธิเป็นคดีระหว่างผู้เช่ากับบุคคลภายนอก ให้ผู้เช่าเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาในคดีนั้นก็เพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปในคราวเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาจึงเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรพรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวกับอาคารและที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารพิพาทจำนวน 600,000 บาท และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเกิดจากค่าปรับในการก่อสร้างล่าช้า และค่าเสียหายอื่นจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ต้องชำระให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อัตราเดือนละ 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารและที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยื่นคำร้องฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558 ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จึงอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ และโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณานับแต่การยื่นคำร้องสอดเสียใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามคำร้องฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับไป โจทก์ไม่คัดค้าน จำเลยที่ 1 คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 174 และ 176 ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโครงการชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องและคำให้การที่รับกันหรือไม่โต้แย้งว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคาร 231 คูหา ตั้งอยู่ที่ซอยเลื่อนฤทธิ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกว่า ชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทเลขที่ 174 และ 176 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารดังกล่าวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย มีกำหนดเวลา 3 ปี ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร 231 คูหา ในชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อทำโครงการพัฒนาชุมชนคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หลังจากทำสัญญาโจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังไม่ออกไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และโจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดกันมาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยลำพัง ทั้งตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมก็ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าผลคดีนี้จะเป็นอย่างไร โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีและไม่อาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กันก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมเอาที่ดินและอาคารพิพาทออกให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนานั้น โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จและผลประโยชน์จากสัญญาที่ตกลงกันไว้และต่างมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทภายหลังสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการรอนสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 และปรากฏว่า ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมได้ร้องสอดเข้ามาในคดีเพราะว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วมด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินและอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิและหากโจทก์ไม่สามารถฟ้องขับไล่และบังคับจำเลยที่ 1 ให้ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทได้ย่อมกระทบต่อสัญญาเช่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้ทำกันไว้ และก่อให้เกิดความเสียหายในที่สุด โจทก์ร่วมจึงมีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมในคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ร่วมที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ถึงแม้ว่าโจทก์ร่วมจะเป็นฝ่ายร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยตนเอง มิใช่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีก็ตาม ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะเข้ามาในคดีเพราะผลแห่งคดีย่อมกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมที่มีอยู่กับโจทก์ตามสัญญาเช่า และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโดยเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ที่เมื่อมีการรบกวนขัดสิทธิเป็นคดีระหว่างผู้เช่ากับบุคคลภายนอก ให้ผู้เช่าเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาในคดีนั้นก็เพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปในคราวเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาจึงเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีหน้าที่นำสืบในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานหรือเอกสารการมอบอำนาจให้นายจิรายุ ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังตามคำเบิกความของนายปิยศักดิ์ ว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายจิรายุฟ้องคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เมื่อพิจารณาเอกสารแล้วได้ความว่า คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบอำนาจให้นายจิรายุซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นตัวแทนเพื่อกระทำกิจการแทนและหรือในนามของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และให้มีอำนาจดำเนินคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งปวงซึ่งเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมถึงมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงและให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงได้อีกทอดหนึ่ง ต่อมานายจิรายุมอบอำนาจให้บริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน แล้วบริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด มอบอำนาจช่วงให้นายปิยศักดิ์เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเช่าที่ดินพิพาท รวมทั้งการบริหารสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า การมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ชอบ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ร่วมรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้มอบอำนาจให้ร้องฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องสอดเข้ามาในคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 57 (3) ม. 57 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัศม์ ไชยชิด
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4455/2562
#638674
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ที่จะใช้ยันรัฐได้ การขออนุญาตเข้าจับจองก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 (6) มาตรา 27 และมาตรา 33 แห่ง ป.ที่ดิน โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ที่ดินที่จะจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพตามความในมาตรา 20 (1) และมาตรา 27 แห่ง ป.ที่ดิน ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ (1) ที่ดินซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือมิใช่ที่สงวนหวงห้าม หรือมิใช่ที่เขา ที่ภูเขา (2)......." ระเบียบดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่ที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 แห่ง ป.ที่ดิน พ.ศ.2497 ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบ ข้อ 22 ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแม้จะเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามมาตรา 33 ก็ต้องอยู่ในบังคับของระเบียบดังกล่าว เมื่อการขออนุญาตจับจองในที่ดินพิพาทและการอนุญาตให้จับจองของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่จะยื่นคำขอเพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าหมายเลข 23 ยังคงเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ดังนั้น เมื่อต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกป่าหมายเลข 23 โดยให้จำแนกพื้นที่บางส่วนออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ และคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติมีมติให้จำแนกพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งพ้นจากสภาพป่าไม้ถาวรแล้วจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปปฏิรูปและจัดให้เกษตรกรเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ได้ การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ และเมื่อเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นรับโอนสำนวนมาจากศาลปกครองกลางตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษา โดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องและจำเลยทั้งเก้าทำคำให้การแก้คดีอย่างคดีแพ่งสามัญ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 3, 7, 8, 9, 10, 11 และ 12 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยคนใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยคนนั้น ห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และห้ามจำเลยทั้งเก้าคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 3 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4712, แปลงเลขที่ 7 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4696 แปลงเลขที่ 8 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4711, แปลงที่ 9 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4713, แปลงเลขที่ 10 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4691, แปลงเลขที่ 11 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4693, และแปลงเลขที่ 12 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4688 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ทั้งห้าแปลงดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 9 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงอยู่ในเขตท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2536 ได้มีพระราชกฤษฎีกาซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 กำหนดเขตที่ดินในท้องที่บางแห่งในอำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย อำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอวังสะพุง อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูหลวง อำเภอภูกระดึง และอำเภอผาขาว จังหวัดเลย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงบางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยที่ 1 เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์ไว้ มีชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครอง โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ต่อมาออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยมีชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ จำเลยที่ 1 ดำเนินการปฏิรูปที่ดินพิพาทโดยจัดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 4711, 4712, 4696, 4713, 4691, 4693 และ 4688 ให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โจทก์ทั้งสองนำ น.ส. 3 ก. เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง จำเลยที่ 1 คัดค้าน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) แปลงที่ 3 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4712 แปลงที่ 7 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4696 แปลงที่ 8 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4711 แปลงที่ 9 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4713 แปลงที่ 10 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4691 แปลงที่ 11 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4693 และแปลงที่ 12 สารบัญทะเบียนเลขที่ 4688 ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาทตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาท หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบรับกันและมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเป็นใบจอง (น.ส. 2) โดยใบจองดังกล่าวทางราชการออกให้ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ป่าหมายเลข 23 ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นป่าไม้ถาวร โจทก์ทั้งสองซึ่งยกเรื่องการได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงมาโดยชอบขึ้นยันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและได้รับที่ดินพิพาทดังกล่าวมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองมีนางสลิฏา ตำแหน่งนักวิชาการที่ดินชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน รักษาราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง มาเบิกความเป็นพยานว่า จากการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกโดยถูกต้องตามระเบียบกรมที่ดิน โดยในส่วนของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ออกตามหลักฐานใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งเป็นใบจองที่เจ้าหน้าที่ออกให้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 33 โดยก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนสิทธิการจับจอง และได้ประกาศเพื่อให้มีการคัดค้านแล้ว แต่ไม่มีผู้คัดค้าน นายอำเภอวังสะพุงจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ให้แก่ผู้ขอ ต่อมามีการขอเปลี่ยนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังปรากฏตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 200, 201, 202, 203 และ 204 ตามคำเบิกความของนางสลิฏาดังกล่าวนอกจากจะไม่ยืนยันว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงที่เจ้าหน้าที่ออกใบจอง (น.ส. 2) ให้ ไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 แล้ว พยานปากนี้ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ในช่วงปี 2506 ถึงปี 2515 จะมีการกำหนดพื้นที่ป่าไม้ถาวรในเขตอำเภอวังสะพุงอย่างไร และที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจะอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ พยานไม่ทราบ แสดงว่านางสลิฏาเองก็ไม่ทราบว่าในท้องที่อำเภอวังสะพุงมีที่ดินส่วนใดอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรบ้าง ที่พยานปากนี้เบิกความในทำนองว่า ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปโดยชอบนั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง ส่วนตัวโจทก์ที่ 2 และพยานโจทก์ปากนางนีรนุช พี่สาวโจทก์ที่ 2 และปากนายคงวุฒิ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ที่ 1 ก็คงเบิกความแต่เพียงว่า การซื้อขายที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงระหว่างเจ้าของเดิมกับโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นการเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังที่มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแล้ว จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่สนับสนุนให้เห็นว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร สำหรับพยานโจทก์ปากนายวีรเทพ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานช่างรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง ก็เบิกความเฉพาะที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งได้ดำเนินการไปเมื่อปี 2553 เท่านั้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างหนังสือของกรมที่ดิน เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ออกในเขตป่าไม้ และบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2558 เป็นพยานนั้น เป็นเรื่องวิธีปฏิบัติของหน่วยงานราชการ หาใช่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีนี้ไม่ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบโดยมีนายบุญรวย ตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายรักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลยมาเบิกความถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงว่า เมื่อปี 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ป่าหมายเลข 23 ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นป่าไม้ถาวร ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรจึงไม่อาจนำไปขออนุญาตจับจองได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จำแนกพื้นที่ป่าไม้ถาวรบางส่วนออกมาเพื่อนำไปปฏิรูปที่ดินและจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ จึงมีการจำแนกป่าหมายเลข 23 ที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วนซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกมาดังที่ปรากฏในเอกสารที่ระบายด้วยหมึกสีแดง ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเดิมอยู่ในเขตตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง เมื่อมีการแบ่งแยกตำบลวังสะพุงออกเป็นตำบลศรีสงครามเมื่อปี 2530 ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง และต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2533 คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้มอบที่ดินป่าหมายเลข 23 ส่วนที่จำแนกไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 นำไปปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับมอบที่ดินมา คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติให้นำที่ดินที่ได้รับมอบจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไปทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากนั้นจึงได้นำที่ดินดังกล่าวซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปและมอบให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน นอกจากนายบุญรวยจะเบิกความไว้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง การสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน หนังสือของกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน และบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินและคณะอนุกรรมการอำนวยการและประมวลผลการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินมานำสืบ ซึ่งเมื่อตรวจดูในเอกสารมีข้อความระบุไว้ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ส่วนเอกสารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติของคณะกรรมการสำรวจจำแนกประเภทที่ดินที่ได้มีมติให้จำแนกประเภทที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้ซึ่งควรสงวนคุ้มครองและเป็นที่ดินจัดสรรเพื่อการเกษตรกรรมและอื่น ๆ สำหรับท้องที่ที่มีการจำแนกประเภทที่ดินนั้น ก็ปรากฏจากบันทึกรายงานการประชุมว่า ในส่วนของจังหวัดเลยมีพื้นที่ป่าที่จะต้องจำแนกประเภทเป็นจำนวนค่อนข้างมากและตั้งอยู่ในหลายอำเภอรวมถึงพื้นที่ป่าที่อยู่ในเขตอำเภอวังสะพุงด้วย โดยมีพื้นที่ป่าที่คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการสงวนและคุ้มครองอยู่ 2 ป่า คือ ป่าหมายเลข 23 และป่าดงซำแม่นาง ในส่วนป่าหมายเลข 23 ซึ่งมีเขตป่าติดต่อกับหลายอำเภอนั้น แม้จะไม่ได้ระบุว่าอยู่ในเขตตำบลวังสะพุงด้วย แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากรายงานบันทึกผลการพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณาแนวทางและมาตรการเกี่ยวกับนโยบายที่ดิน ซึ่งเป็นบันทึกที่คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเสนอคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 6/2533 มาพิจารณาประกอบก็จะเห็นได้ว่า ในการจำแนกที่ดินป่าหมายเลข 23 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 นั้น คณะอนุกรรมการได้จำแนกที่ดินส่วนหนึ่งออกจากป่าไม้ถาวรที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อนำมาเป็นที่ทำกินของราษฎรและจัดเป็นป่าชุมชน มีพื้นที่จำแนกแปลงที่ 9 และแปลงที่ 11 ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงครามและตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่า ป่าหมายเลข 23 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ที่ให้รักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวรนั้น ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลวังสะพุง และเมื่อตั้งตำบลศรีสงครามขึ้นเมื่อปี 2530 ป่าส่วนหนึ่งจึงยังตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีสงครามตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีรายงานผลการตรวจสอบวิเคราะห์และอ่านแปลตีความภาพถ่ายทางอากาศมานำสืบสนับสนุนเอกสารดังกล่าวแม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านถึงความไม่ถูกต้องของข้อเท็จจริงที่นำมาประกอบในการวิเคราะห์สรุปผลแต่อย่างใด ผลการวิเคราะห์ที่ระบุว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรจึงมีน้ำหนักให้น่ารับฟัง อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 1204/3645 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ไปถึงกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบแผนที่แสดงแปลงที่ดินพิพาทว่าอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 หรือไม่ ต่อมากรมพัฒนาที่ดินมีหนังสือ ที่ กษ 1806/1755 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า พื้นที่ที่ขอให้ตรวจสอบอยู่ในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกออกจากป่าไม้ถาวร "ป่าหมายเลข 23" เพื่อทำเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งก็เป็นอีกข้อเท็จจริงหนึ่งที่สนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ให้มีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น ตามพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำมาสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ที่จะใช้ยันรัฐได้ การขออนุญาตเข้าจับจองก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 (6) มาตรา 27 และมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า "ที่ดินที่จะจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพตามความในมาตรา 20 (1) และมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ (1) ที่ดินซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือมิใช่ที่สงวนหวงห้าม หรือมิใช่ที่เขา ที่ภูเขา (2)......." ระเบียบดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่ที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบ ข้อ 22 ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงแม้จะเป็นที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตามมาตรา 33 ก็ต้องอยู่ในบังคับของระเบียบดังกล่าว เมื่อการขออนุญาตจับจองในที่ดินพิพาทและการอนุญาตให้จับจองของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่จะยื่นคำขอเพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าหมายเลข 23 ยังคงเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ดังนั้น เมื่อต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2532 ให้จำแนกป่าหมายเลข 23 โดยให้จำแนกพื้นที่บางส่วนออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ทำกินของราษฎรหรือเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ และคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติมีมติให้จำแนกพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งพ้นจากสภาพป่าไม้ถาวรแล้วจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงไปปฏิรูปและจัดให้เกษตรกรเข้าครอบครองทำประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ได้ การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงจึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 โดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเมื่อเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ป.ที่ดิน ม. 20 (1) ม. 20 (6) ม. 27 ม. 33
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายนันทวุธ แจ่มจิรารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
เฉลิมชัย ศรีเลิศพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4436/2562
#638503
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจจะอนุญาตให้โจทก์ลาหรือไม่ก็ได้ แต่การใช้ดุลยพินิจต้องอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ เมื่อปรากฏว่าจำเลยเคยมีปัญหาไม่พอใจกับโจทก์มาก่อน และเมื่อโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบ และภายหลังโจทก์ก็ได้ยื่นใบลาป่วยแทนใบลากิจที่จำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตไปก่อนแล้ว จำเลยจึงเกษียณคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จ เพื่อหาเหตุตั้งคณะกรรมการสอบสวนการลาของโจทก์อันเป็นการหาเหตุลงโทษทางวินัยโจทก์ แม้ภายหลัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 8 จะพิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าว แต่โจทก์ก็ยังมิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปกติ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก่อความเสียหายแก่โจทก์และเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการตำแหน่งครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำเลยรับราชการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเดียวกัน โจทก์ยื่นใบลากิจต่อจำเลยในฐานะผู้บังคับบัญชา ระบุว่า ขอลากิจส่วนตัววันที่ 4 สิงหาคม 2558 เนื่องจากจะเดินทางไปสถานทูต จำเลยมีคำสั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ไม่อนุญาตว่า การไปสถานทูตมิได้เป็นภารกิจที่จำเป็นและสำคัญยิ่งถึงกับต้องขอลากิจและโรงเรียนไม่ทราบว่าไปทำไม จำเป็นอย่างไร วันที่ 4 สิงหาคม 2558 โจทก์เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อทำวีซ่า วันที่ 5 สิงหาคม 2558 โจทก์ไปปฏิบัติราชการตามปกติ เมื่อทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยวันที่ 4 สิงหาคม 2558 แทนใบลากิจอ้างว่าเป็นโรคเครียด ปวดศีรษะ จำเลยเกษียนสั่งโดยเว้นทำเครื่องหมายว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต อ้างว่าโรงเรียนไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงว่าลากิจหรือลาป่วย จึงไม่สามารถพิจารณาได้ และเกษียนสั่งเพิ่มเติมว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่าลาไปสถานทูตก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นการลาเท็จหรือให้ข้อมูลเท็จ วันที่ 13 สิงหาคม 2558 จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องการที่โจทก์ยื่นใบลากิจแล้วหยุดราชการก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยแทน คณะกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งสรุปความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและทำให้ราชการเกิดความเสียหาย เสนอให้หักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการและให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ จำเลยเกษียนสั่งให้หักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการและให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ วันที่ 10 กันยายน 2558 จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยไม่ได้ป่วยจริง แต่เดินทางไปกิจธุระที่สถานทูตเพื่อขอวีซ่า เป็นการรายงานเท็จ ให้โจทก์เป็นผู้ขาดราชการในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งให้รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงบประมาณหักเงินเดือนในวันที่ขาดราชการส่งคืนคลังและงดเลื่อนขั้นเงินเดือนในครั้งที่ 2 (รอบวันที่ 1 ตุลาคม 2558) วันที่ 23 ธันวาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งให้หักเงินเดือนโจทก์เป็นเงิน 1,341.29 บาท โดยให้หักเงินเดือนในเดือนธันวาคม 2558 โจทก์ร้องทุกข์ต่อประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำ (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 เรื่องผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งสั่งลงโทษโดยมิชอบ ไม่ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนและหักเงินเดือน 1 วัน โดยมิชอบ วันที่ 22 เมษายน 2559 อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นขอลากิจเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 และได้หยุดไปก่อนโดยยังไม่ได้รับอนุญาตการลานั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลา พ.ศ.2555 แต่ยังไม่เป็นเหตุอันควรที่จะถือว่าเป็นการขาดราชการ ให้ยกเลิกคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 ให้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ตามผลการประเมินต่อไปตามหนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 วันที่ 5 มกราคม 2559 จำเลยแจ้งเรื่องการเบิกจ่ายเงินเดือนโจทก์เดือนธันวาคม 2558 ที่ขาดไปเป็นเงิน 1,341.29 บาท ขอนำส่งเงินเดือนที่ขาดคืนโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบการลาที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นแนวปฏิบัติให้ใช้บังคับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555 ซึ่งข้าราชการครูมีสิทธิลาป่วยไม่เกิน 60 วัน ลากิจไม่เกิน 30 วัน โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต ทั้งนี้ อำนาจของจำเลยในฐานะผู้อำนวยการศึกษาผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตจะเป็นการใช้อำนาจตามเจตนารมณ์ของระเบียบการลาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าการใช้อำนาจนั้นต้องมิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือเป็นการเลือกปฏิบัติ สำหรับคดีนี้ได้ความว่า โจทก์กับนางสาวมาลัยต่างยื่นใบลากิจขอลาหยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 เพื่อทำวีซ่าเดินทางไปประเทศอังกฤษ โดยโจทก์ยื่นใบลากิจลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 อ้างเหตุเดินทางไปสถานทูต มีนางจุฑารัตน์ ทำความเห็นเบื้องต้นวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ว่าเห็นสมควร แต่จำเลยมีคำสั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ว่าไม่อนุญาต ให้เหตุผลว่ามิได้เป็นภารกิจที่จำเป็นและสำคัญยิ่งถึงกับต้องขอลากิจ ส่วนนางสาวมาลัยยื่นใบลากิจลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 อ้างเหตุไปทำธุระส่วนตัวที่กรุงเทพฯ มีผู้ทำความเห็นเบื้องต้นเห็นควรพิจารณา จำเลยกลับมีคำสั่งอนุญาตทันทีในวันเดียวกัน เมื่อพิจารณาใบลากิจของโจทก์มีตราประทับรับใบลาวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบ เมื่อพิจารณาใบลากิจของโจทก์และนางสาวมาลัยซึ่งมิได้ระบุเหตุผลในการลากิจเป็นพิเศษอย่างไร แต่จำเลยกลับอนุญาตให้นางสาวมาลัยลากิจได้ทันที แสดงว่าจำเลยไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการอนุญาตให้นางสาวมาลัยลากิจเช่นเดียวกับที่ใช้กับโจทก์ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเมื่อโจทก์กลับมาปฏิบัติราชการวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วย แต่จำเลยไม่มีคำสั่งว่าอนุญาตหรือไม่ เพียงแต่มีคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จหรือให้ข้อมูลเท็จ แล้วมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ในเรื่องการลาราชการ จนนำไปสู่การที่จำเลยมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้ขาดราชการตามคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 ซึ่งจากข้อพิจารณาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 มีความเห็นว่า คำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์เป็นผู้ขาดราชการไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนและตัดเงินเดือน 1 วัน เป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสม ประกอบกับการให้ความเห็นของนายสมพงษ์หนึ่งใน อ.ก.ค.ศ.ว่า การขาดราชการหมายความว่าการไม่มาปฏิบัติราชการโดยไม่มีเหตุผล แสดงว่าการที่โจทก์ยื่นใบลากิจวันที่ 4 สิงหาคม 2558 โดยที่โจทก์ไม่ทราบคำสั่งจำเลยว่าจำเลยจะอนุญาตหรือไม่ แล้วโจทก์ไม่ไปทำงานวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยไม่อนุญาตให้ลากิจ โจทก์ยื่นใบลาป่วยแทน ไม่ถือว่าโจทก์จงใจขาดราชการ ดังนั้น คดีรับฟังได้ว่าโจทก์ยื่นใบลากิจล่วงหน้าตามระเบียบและภายหลังเมื่อโจทก์ยื่นใบลาป่วยแทนใบลากิจที่จำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตไปก่อนแล้ว จำเลยจึงเกษียนคำสั่งคาดโทษโจทก์ว่า เป็นการลาเท็จเพื่อหาเหตุตั้งคณะกรรมการสอบสวนการลาของโจทก์ อันเป็นการดำเนินการหาเหตุลงโทษทางวินัยโจทก์ แม้ภายหลัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จะพิจารณาให้ยกเลิกคำสั่งพิพาทที่ 189/2558 แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนตามปกติ จึงเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวิริยะ ภูมิจำนง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อาคม รุ่งแจ้ง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562
#638485
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมให้ประกอบกิจการค้าการเดินอากาศ และได้ทำสัญญากับโจทก์มีข้อตกลงกันให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงบริการที่เก็บอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ของโจทก์ และจำเลยตกลงชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราภาระการใช้ ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะใช้ใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี ข้อตกลงดังกล่าวมิได้เป็นกรณีที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่จำเลย แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ซึ่งจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่เป็นเรื่องที่โจทก์มีหน้าที่เพียงให้บริการการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่จำเลยเท่านั้น อันมีลักษณะเป็นสัญญาการให้บริการตามข้อตกลงซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ประกาศกระทรวงคมนาคมที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) เป็นกฎหมายลำดับรองหรือเป็นส่วนของรายละเอียดของกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับสูงหรือกฎหมายแม่บทของประกาศกระทรวงนั้น เมื่อกฎกระทรวงดังกล่าวถูกยกเลิก ประกาศกระทรวงนั้นย่อมต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย เว้นแต่จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ประกาศหรือกฎหมายลำดับรองให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,043,453.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 19,643,716.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย 1,302,920.05 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,151,025.35 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 19,643,716.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,254,560.08 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ของต้นเงิน 63,148.75 บาท และของต้นเงิน 326,007.60 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2557) ต้องไม่เกิน 6,399,737.32 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 4,848,581.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,840,787 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,794.95 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยต้องรับผิดในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งดำเนินการกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนเพื่อรับสอนการขับเครื่องบิน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2447 โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ รวมทั้งดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยานรวมถึงที่เก็บอากาศยานด้วย จำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราค่าภาระการใช้ท่าอากาศยานทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะแก้ไขใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี โดยให้โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินดังกล่าวไปที่จำเลย และจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดในใบแจ้งหนี้ ส่วนที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกกันไว้ แต่ถือปฏิบัติกันว่า หากจำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โจทก์จะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบิน และค่าภาระต่าง ๆ ตามอัตราที่กำหนดไว้เช่นเดียวกันจากจำเลย และจำเลยต้องชำระเป็นเงินสดให้แก่โจทก์ในทันที ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงสนามบินและค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินเป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนซึ่งไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หลังจากทำข้อตกลงจำเลยนำเครื่องบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินในกิจการของจำเลยมาทำการบินขึ้นลงที่สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ กับใช้สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลย จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแก่โจทก์เรื่อยมา วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (5) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ทำให้ระหว่างที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลย สถาบันการบินพลเรือน และบริษัทเอกชนอื่น ๆ ที่ใช้สนามบินของโจทก์เพื่อการฝึกบินภายในประเทศได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบิน ต่อมากระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ.2549 หรือกฎกระทรวง พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 23 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป ภายหลังจากที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยยังคงใช้สนามบินท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยและใช้เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลยเพื่อใช้ในการฝึกบินเรื่อยมา แต่จำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ใช้ในการฝึกบินและค่าธรรมเนียมที่จอดเครื่องบินให้แก่โจทก์ ปี 2555 โจทก์เริ่มออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2549 เรื่อยมาถึงปี 2556 แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งโจทก์จำเลยทำข้อตกลงว่าโดยที่จำเลยได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมให้ประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศจึงมีความประสงค์ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพรวมทั้งดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย โดยตกลงให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน และอื่น ๆ ให้แก่จำเลย ซึ่งรวมถึงให้บริการที่เก็บอากาศยานแก่จำเลยด้วย โดยจำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราค่าภาระการใช้ ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะแก้ไขใหม่ในอนาคตแล้วแต่กรณี ส่วนที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ แม้ว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ได้ทำข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ตาม แต่หากจำเลยได้มีการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมทั้งการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้การทำการบินของจำเลยเป็นไปโดยเรียบร้อย โจทก์ก็จะทำการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้โดยโจทก์จะเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากจำเลยทันที และจำเลยก็จะชำระเป็นเงินสดให้แก่โจทก์ในทันที ข้อตกลงดังกล่าวมิได้เป็นกรณีที่โจทก์รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 2 ปี เนื่องจากโจทก์มิได้มีหน้าที่ต้องรับทำการงานสิ่งใดให้แก่จำเลย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องให้บริการการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาการให้บริการตามข้อตกลงซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องเรียกหนี้อันเกิดจากสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 โดยยื่นฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2557 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องค่าธรรมเนียมบางส่วนของโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมพร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้โจทก์มีพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า โจทก์ จำเลยทำข้อตกลงว่าจำเลยมีความประสงค์ขอใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศซึ่งไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หลังจากทำข้อตกลงจำเลยนำเครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้เพื่อการฝึกบินในกิจการของจำเลยมาทำการบินขึ้นลงที่สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพและท่าอากาศยานเชียงใหม่ กับใช้สนามบินของโจทก์ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นที่เก็บเครื่องบินขนาดเล็กของจำเลยตลอดมา ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแก่โจทก์เรื่อยมา ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (5) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศทำให้ในระหว่างที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ใช้สนามบินของโจทก์เพื่อการฝึกบินภายในประเทศได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบิน ต่อมากระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ.2549 หรือกฎกระทรวง พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 23 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป จึงย่อมมีผลทำให้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานขนาดเล็กของเอกชนซึ่งรวมถึงจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไป และต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป ซึ่งภายหลังจากที่กฎกระทรวง พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยยังคงใช้สนามบินท่าอากาศยานกรุงเทพ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ซึ่งอยู่ในความดูแลของโจทก์ในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยและใช้เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลยเพื่อใช้ในการฝึกบินเรื่อยมาโดยไม่ได้รับการยกเว้นในเรื่องการชำระค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แต่จำเลยกลับไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ใช้ในการฝึกบินและค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บเครื่องบินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งจำเลยยกข้ออ้างในฎีกาว่าแม้กฎกระทรวง พ.ศ.2549 จะมีผลยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) แต่ไม่มีผลเป็นการยกเลิกประกาศที่ได้ออกตามกฎกระทรวงฉบับที่ 30 นั้นด้วย ในข้อนี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อประกาศกระทรวงคมนาคมถูกออกโดยอาศัยอำนาจของกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 การที่กฎกระทรวงฉบับที่ 30 ถูกยกเลิก ประกาศที่ออกโดยกฎกระทรวงดังกล่าวก็ย่อมถูกยกเลิกไปด้วย เนื่องจากประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายลำดับรองหรือเป็นส่วนของรายละเอียด เมื่อกฎหมายลำดับสูงหรือกฎหมายแม่บทถูกยกเลิก ส่วนของรายละเอียดย่อมต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย เว้นแต่จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ประกาศหรือกฎหมายลำดับรองให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวง พ.ศ.2549 ไม่ปรากฏมีข้อกำหนดใดที่เป็นบทเฉพาะกาลให้ประกาศกระทรวงคมนาคมฉบับที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป จึงต้องถือว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวสิ้นผลลงตั้งแต่กฎกระทรวง พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2549 เป็นต้นมา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินขนาดเล็กของจำเลยในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินให้แก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินที่จำเลยใช้สนามบินของโจทก์ตั้งแต่วันที่การยกเว้นค่าธรรมเนียมได้สิ้นผลไป แต่จำเลยกลับไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง โดยมีหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 จำนวน 19,254,560.08 บาท หนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2556 จำนวน 63,148.75 บาท หนี้ค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินของจำเลยที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2556 จำนวน 326,007.06 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 19,643,715.89 บาท และเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามที่โจทก์ได้มีใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระ ย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด แต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาคือร้อยละ 18 ต่อปี โดยอาศัยประกาศของโจทก์นั้นเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนเห็นควรลดลงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดคือให้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยคำนวณตั้งแต่วันที่หนี้แต่ละจำนวนผิดนัดเป็นต้นไป โดยหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ จำนวน 19,254,460.08 บาท คิดคำนวณนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ส่วนหนี้ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่จำนวน 63,148.75 บาท คิดคำนวณตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป และหนี้ค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินของจำเลยที่ท่าอากาศเชียงใหม่ จำนวน 326,007.06 บาท คิดคำนวณตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 19,643,715.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยในส่วนของต้นเงินจำนวน 19,254,560.08 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป ในส่วนของต้นเงินจำนวน 63,148.75 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป และในส่วนของต้นเงินจำนวน 326,007.06 บาท ให้คิดตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2562
#638488
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญา หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายและผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1598/36 ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทลำดับที่หนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

บทบัญญัติในวรรคสองของ ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยพิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง และนายอานนท์ ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย ให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย กับพลโทกมล มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ พลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้ร้อง และนายฤทธิรงค์ ผู้คัดค้านเป็นบุตรของพลตรีหญิงอภิรัตน์กับพลตรีสรภฏ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 ผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 21 ให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินอื่นของผู้ตายนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ เรื่องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้คัดค้านว่าจะไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้าน เรื่องเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า การแสดงเจตนายกเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลทำให้ผู้คัดค้านไม่เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายจึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และพินัยกรรมถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/36 บัญญัติว่า "การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษาของศาล ย่อมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่ได้จดทะเบียนแล้ว" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1598/36 ดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายในฐานะผู้รับพินัยกรรมหรือไม่ และพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้คัดค้านอ้างถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2558 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ผู้ตาย ผู้คัดค้าน และบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันในข้อ 1 เรื่องการแบ่งทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8645 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 ห้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 20869 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5762 ให้แก่บุตรทั้งสามคนของผู้ตายคนละส่วนเท่า ๆ กันโดยกำหนดวิธีจัดการแบ่งไว้ ข้อ 2 เป็นการตกลงยุติการดำเนินคดีอาญาที่ผู้ตายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บิดามารดาของผู้คัดค้าน ข้อ 3 ผู้คัดค้านตกลงยินยอมไปดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ข้อ 4 หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาในการตกลงยินยอมของคู่สัญญา ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ และข้อ 6 ระบุว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ทุกประการ โดยผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านจะไม่นำสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีอยู่ก่อนหรือที่จะมีขึ้นภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้มาเป็นเหตุเปลี่ยนแปลงข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีพินัยกรรมยกให้หรือไม่ก็ตาม ส่วนพินัยกรรมนั้น ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวขึ้นเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 กำหนดยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 2 ของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้มีการระบุถึงบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ที่ผู้ตายยกให้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพินัยกรรม จึงมิได้ถูกกระทบหรือถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งการที่จะเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมได้จะต้องกระทำตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว ดังนั้น พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ และผู้คัดค้านยังมีสิทธิได้รับมรดกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรม มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรพิจารณาปัญหานี้ไปพร้อมกับฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า การที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ตามเนื้อหา ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดว่า การตั้งผู้จัดการมรดก ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้ศาลใช้ดุลพินิจตั้งทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกของอีกฝ่ายหนึ่ง กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่า บุคคลใดในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก บทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา 1713 ที่ว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" นั้น เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยให้พิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกจึงชอบแล้ว

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่นั้น โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 เพื่อเลิกการรับบุตรบุญธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านหลอกลวงผู้ตายให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน โดยอ้างว่า เป็นการลงลายมือชื่อเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ตาย และเพื่อแจ้งอายัดที่ดินของผู้ตาย แต่ความจริงเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อขอออกโฉนดใบแทนทั้งที่โฉนดที่ดินมิได้สูญหาย แล้วนำโฉนดใบแทนไปโอนที่ดินของผู้ตายให้แก่มารดาผู้คัดค้าน วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของผู้ตายดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้คัดค้านได้ประพฤติตนมิชอบขัดต่อความไว้วางใจของผู้ตายและเป็นเหตุให้ผู้ตายอับอายขายหน้าอย่างร้างแรง หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนก็เชื่อได้ว่าผู้ตายย่อมต้องเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเช่นเดียวกับที่เลิกการรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากการหมดศรัทธาในตัวผู้คัดค้านแล้ว แม้ผู้คัดค้านยังมีส่วนได้เสียในกองมรดก แต่ก็มีทรัพย์เพียง 1 รายการเท่านั้นที่ตกได้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ย่อมมีหน้าที่จัดการโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านตามสิทธิที่ผู้คัดค้านพึงได้รับตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวข้างต้นและโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้ว จึงไม่เห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย เพียงผู้เดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/28 ม. 1598/36 ม. 1629 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พลเอก ณ.
ผู้คัดค้าน — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2562
#638513
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีก 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 4 กระทง กระทงละ 4 ปี ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 37 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวม 24 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกจำเลยที่ 1 อีก 4 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 12 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 49 ปี 36 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 รวมแล้วให้ลงโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกคนละ 6 ปี ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 43 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ฟ. ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของนาย ค. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นปู่ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ตามฟ้องผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ไม่ได้เรียนหนังสือ พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนาง ท. ซึ่งเป็นย่า ซึ่งอยู่ติดกับกำแพงวัด น. ที่จำเลยทั้งสองบวชเป็นพระอยู่ที่วัดดังกล่าว วันที่ 4 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน วันที่ 10 ตุลาคม 2559 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 11 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เด็กถูกล่อลวงไปเพื่อกระทำอนาจารหรือเพื่อกระทำชำเรา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ขณะเบิกความผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปี แม้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปหาแล้วกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยในวันที่ 23 กันยายน 2559 ขณะจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ช่วยดูต้นทางให้ และในวันที่ 28 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยทั้งสองที่ขณะเกิดเหตุบวชเป็นพระซึ่งย่อมได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายที่ 1 ด้วย หากเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความเช่นนั้นเพราะมีแต่จะนำความอับอายและเสื่อมเสียมาสู่ตน เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความรับว่ารู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2559 เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มาดูเพื่อนปฏิบัติธรรมที่วัด จำเลยที่ 1 เรียกให้ขึ้นมาฟังเทศน์ หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับเด็กในหมู่บ้าน จำเลยที่ 1 สงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นใคร จึงสอบถามเด็กที่มาร่วมทำวัตรทำให้รู้ประวัติความเป็นมาของผู้เสียหายที่ 1 วันที่ 16 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ถามย่าของผู้เสียหายที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เรียนหนังสือหรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่ได้เรียน จำเลยที่ 1 จึงเสนอตัวว่าจะพาไปฝากเข้าโรงเรียนโดยจำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและจำเลยที่ 1 แลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ดัวย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สนใจในตัวผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่แรก จึงเสนอตัวจะพาไปฝากเข้าโรงเรียน และยังขับรถเก๋งพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโรงเรียนตามลำพังและแลกหมายเลขโทรศัพท์กับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะไม่เหมาะสมแก่การเป็นพระแล้ว ยังทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยความมีประสบการณ์ทางเพศที่มากกว่าเร้าอารมณ์กระตุ้นความต้องการทางเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี จนถูกล่อลวงไปกระทำอนาจารและกระทำชำเรา นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้เป็นยุติว่า หลังเกิดเหตุบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ยิ่งทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักชวนล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์เรียกให้ไปหาที่วัด แล้วแยกกันเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาสไปทางซ้ายและขวาไปที่กุฏิจำเลยที่ 2 แล้วถูกจำเลยทั้งสองกระทำชำเราที่กุฏิจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว สำหรับฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 317 วรรคสาม และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทนโดยบทกำหนดโทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง บทความผิดตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่บทกำหนดโทษตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย (เดิม) จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 279 ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายธนงศักดิ์ วิเศษรจนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4385/2562
#638501
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยจับผู้เสียหายที่ 1 มัดไว้กับเก้าอี้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะใช้มีดฟันให้ตาย เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งด้วย ซึ่งลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกเรื่องที่จำเลยกระทำต่อบุคคลอื่น แต่ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 284, 285, 285/1, 309, 310, 317, 321/1, 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ฑ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาง อ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง อ. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จากการทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 มิให้กระทำการใด เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 3 ว่า ผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 19 ปี ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า เด็กหญิง ฑ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาย บ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาง อ. ผู้เสียหายที่ 3 ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 7 ปีเศษ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนจำเลยรับราชการเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน สำหรับความผิดในบทฉกรรจ์ข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแล ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นประการแรกว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเวลา 16 ถึง 17 นาฬิกา ซึ่งโรงเรียนเลิกแล้ว ยังมีนาง ช. พยานโจทก์ทำหน้าที่เป็นครูเวร กับนาย ก. นักการภารโรงพยานจำเลย อยู่ที่โรงเรียน พยานทั้งสองปากนี้เบิกความสอดคล้องกันว่าไม่เห็นผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ประจักษ์พยานโจทก์ย้อนกลับเข้ามาที่โรงเรียนอีก จึงไม่น่าเชื่อตามคำประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวที่ยืนยันว่าจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปรับเงินที่ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เกิดเหตุ จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ภายในห้องเรียนดังกล่าว โดยมีเด็กหญิง พ. แอบมองลอดช่องประตูห้องเรียนที่เปิดแง้มไว้ เห็นว่า ขณะเบิกความเด็กหญิง พ. มีอายุประมาณ 9 ปี เรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งนับว่ายังอ่อนเยาว์ต่อโลก การจดจำในเรื่องราวต่าง ๆ ย่อมไม่ละเอียดละออเท่ากับผู้ใหญ่ จึงอาจทำให้การเล่าเรื่องที่ประสบเหตุไม่ตรงตามเหตุการณ์ก่อนหลังที่เกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนาง ช. พยานโจทก์ซึ่งเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียนหนังสืออยู่เบิกความว่า เด็กหญิง พ. จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้พยานฟังเป็นแต่ละตอนตามที่ครูแต่ละคนถาม ไม่ได้เล่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่อตรวจดูคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิง พ. เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นว่าเมื่อเด็กหญิง พ. พบเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง พ. หาได้กลับไปบอกให้นาย ซ. ทราบเหมือนดังเช่นที่เบิกความในชั้นพิจารณาไม่ หากแต่ได้แอบดูอยู่จนกระทั่งจำเลยออกจากห้องและตนเองได้เข้าไปช่วยแก้มัดให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นค่อยพาผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้านนาย ซ. ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่นาย ซ.ไม่ได้ยินเนื่องจากมีเสียงดังรบกวนจากงานบวชนาคใกล้บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าตนเองและเด็กหญิง พ. เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย ซ. ฟังในภายหลัง ฉะนั้น เชื่อได้ว่าเด็กหญิง พ. พยานโจทก์มิได้กลับไปบอกนาย ซ. ในทันทีที่เห็นผู้เสียหายที่ 1 ถูกล่วงละเมิดทางเพศแต่อย่างใด เพียงแต่พยานโจทก์ปากนี้เบิกความโดยลำดับเหตุการณ์สับสนไปบ้างเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ปรากฏชัดว่ายาวนานเพียงใด แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะนั้นว่า จำเลยพูดบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดเสื้อผ้า แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยจึงเข้ามาถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 1 ออกทุกชิ้น แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยออก บังคับผู้เสียหายที่ 1 ให้นอนลงกับพื้น ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จึงถูกจำเลยทำร้ายร่างกายด้วยการตบปากจนผู้เสียหายที่ 1 กลัวและร้องไห้ ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกระทำชำเราอยู่นานจนผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บ นอกจากนั้นจำเลยยังให้ผู้เสียหายที่ 1 อมอวัยวะเพศของจำเลยด้วย ต่อมาจำเลยใช้เชือกมัดผู้เสียหายที่ 1 ไว้ที่เก้าอี้พร้อมกับให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2,000 บาท โดยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใดมิเช่นนั้นจะใช้มีดฟันให้ตายอีก พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นดังกล่าว จำเลยกระทำในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นนักเรียนเด็กเล็ก ต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยก็ใช้กำลังประทุษร้ายข่มขู่ให้หวาดกลัวด้วยเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีทางต่อสู้ขัดขืนหรือหลบหนี ภายหลังจากจำเลยออกจากห้องและขับรถจักรยานยนต์ออกไป เด็กหญิง พ. จึงเข้าไปในห้องเรียนที่เกิดเหตุช่วยแก้มัดให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้ผู้เสียหายที่ 1 ใส่เสื้อผ้า ผู้เสียหายที่ 1 โกรธจำเลยซึ่งล่วงเกินตนจึงฉีกธนบัตรที่จำเลยให้ไว้ 2,000 บาท ทิ้งลงบนพื้นห้อง ส่อถึงระยะเวลาของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดที่ดำเนินไปอย่างยาวนานจนล่วงเลยเวลาซึ่งนาง ช. อยู่เวรที่โรงเรียนเพียงแค่ 17 นาฬิกา เป็นเหตุให้คลาดกันกับผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ส่วนนาย ก. นั้นรับฟังไม่ได้ว่าพูดคุยอยู่กับนาง ช. ที่บ้านพักนักการภารโรงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นและไม่ปรากฏว่านาย ก. ไปอยู่ที่ใด ฉะนั้น การที่พยานทั้งสองมิได้พบกับผู้เสียหายที่ 1 หรือเด็กหญิง พ. ประจักษ์พยานโจทก์ในขณะที่พากันออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านหลังจากเกิดเหตุ จึงหาใช่เรื่องที่จะยืนยันว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวไม่ได้มาประสบเหตุที่โรงเรียนดังที่ได้เบิกความไว้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งในประการต่อไปว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อนาย ก. ไปปฏิบัติหน้าที่ปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนตามอาคารเรียนไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เช่น เศษธนบัตรที่ถูกฉีก น้ำอสุจิ เลือดและเชือกฟางสีแดงบนพื้นห้องเรียนที่เกิดเหตุนั้น ข้อนี้ นาย ก. พยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อโรงเรียนเลิกเวลา 15.30 นาฬิกา พยานเริ่มปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนของอาคาร ส. เป็นลำดับแรก ถัดมาเป็นอาคารที่เกิดเหตุ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าพยานปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียนที่เกิดเหตุเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จำเลยจะเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ตามจำเลยขึ้นไปบนห้องเรียนดังกล่าว ดังเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านสอดคล้องกันว่า ขณะเกิดเหตุหน้าต่างห้องเรียนที่เกิดเหตุปิดหมดทุกบานแล้ว ฉะนั้น การที่นาย ก. ไม่พบหลักฐานการกระทำความผิดบนพื้นห้องเรียนที่เกิดเหตุจึงหาทำให้พยานหลักฐานโจทก์เป็นพิรุธแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับข้อฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้มาจากคำบอกเล่าของเด็กหญิง พ. ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 จึงค่อยให้การและเบิกความเป็นเช่นเดียวกับที่เด็กหญิง พ. บอกเล่าด้วยถูกเสี้ยมสอนมา ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศอันจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจดังเช่นที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายแก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ยังสร้างบาดแผลในจิตใจให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ตนด้วย เมื่อต้องคิดหรือกล่าวถึงครั้งใดย่อมเกิดเป็นภาพในมโนสำนึกว่าตนถูกจำเลยล่วงละเมิดซ้ำแล้วซ้ำอีก การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่บอกเล่าเรื่องเมื่อถูกสอบถามโดยผู้เกี่ยวข้อง ย่อมเห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ต้องการคิดถึงภาพที่ตนถูกย่ำยีอย่างโหดร้ายจากผู้ที่เป็นครูในโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่พึ่งพิงของตนนั่นเอง หาใช่เพราะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สร้างตราบาปให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาจต้องทนทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิตจากการถูกโจษขานว่าเป็นนักเรียนที่ถูกครูกระทำชำเราเช่นนี้ หากมิได้เกิดขึ้นจริง ก็ไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดในครอบครัวของผู้เสียหายที่ 1 จะยอมให้มีการปั้นแต่งเรื่องราวซึ่งเป็นการทำร้ายและสร้างปมด้อยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวขึ้นมาเพียงเพื่อจะกลั่นแกล้งจำเลย ด้วยการเสี้ยมสอนผู้เสียหายที่ 1 ให้ให้การหรือเบิกความดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายเกี่ยวกับพยานฐานที่อยู่ของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อคดีโจทก์มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยได้อย่างหนักแน่น การอ้างฐานที่อยู่เพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ จำเลยจึงต้องมีพยานหลักฐานที่ทำให้ไม่อาจคิดเห็นได้เป็นอย่างอื่นว่าจำเลยอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นในขณะเกิดเหตุมานำสืบสนับสนุน แต่พยานหลักฐานจำเลยล้วนมีแต่พยานบุคคลซึ่งตามปกติจักต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาจเป็นพยานที่มาเบิกความช่วยเหลือจำเลยได้ ดังนี้เมื่อปรากฏว่าพยานจำเลยดังกล่าวเบิกความขัดแย้งแตกต่างกันดังข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เพราะเมื่อพยานแต่ละปากต่างยืนยันว่าอยู่กับจำเลยที่บ้านโดยตลอด แล้วเหตุใดพยานทั้งสองจึงไม่ได้พบกัน ข้อแตกต่างในคำพยานจำเลยลักษณะนี้จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ฎีกาของจำเลยโต้แย้งว่า การที่พยานจำเลยทั้งสองปากข้างต้นเบิกความตรงกันว่าจำเลยอยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็มีคุณค่าควรรับฟังแล้ว ส่วนจะมีผู้ใดมาที่บ้านจำเลยหาใช่ประเด็นข้อสำคัญไม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ภายหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยจับผู้เสียหายที่ 1 มัดไว้กับเก้าอี้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก จากกรณีที่จำเลยข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 มิให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะใช้มีดฟันให้ตาย เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งด้วย ซึ่งลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกเรื่องที่จำเลยกระทำต่อบุคคลอื่นจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน และมาตรา 3 ให้เพิ่มความในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา " (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" การกระทำของจำเลยยังคงเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 309 วรรคแรก (เดิม) เป็นความผิดต่างกรรมกันอีกกรรมหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 309 วรรคแรก (เดิม) ม. 310 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ฑ. กับพวก
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นางสาวจิตรา อินทรหนองไผ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ธราธร ศิลปโอสถ
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา