คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3328/2562
#635849
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) 339 วรรคท้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ริบของกลาง โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นด้วยเฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (6) (7) 339 วรรคท้าย และโทษที่ลงแก่จำเลย แต่ไม่เห็นพ้องด้วยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนทุกฐานความผิด คดีเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสองแล้ว จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 289, 339, 340 ตรี ริบค้อนปอนด์เหล็กของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (6) (7), 339 วรรคท้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง (ที่ถูก ริบค้อนปอนด์เหล็กของกลาง) คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (6) (7) 339 วรรคท้าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ริบของกลาง โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นด้วยเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) 339 วรรคท้าย และโทษที่ลงแก่จำเลย แต่ไม่เห็นพ้องด้วยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนทุกฐานความผิด คดีเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสองแล้ว จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้ ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยไว้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 289 (4) ม. 289 (6) ม. 289 (7) ม. 339 วรรคท้าย
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคหนึ่ง ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายสัณห์วิชญ์ โกสุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2562
#638900
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนัก ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจอีกกระทงหนึ่ง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีในความผิดฐานดังกล่าวนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

เมื่อรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและเป็นการละเมิดต่อผู้เสียหายโดยผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิด แต่ปรากฏว่าในคำร้องของผู้เสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ระบุว่าขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่เมื่อใด ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 283 ทวิ, 284, 309, 310, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง ต. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง, 278, 283 ทวิ, 284, 309, 310, 318 วรรคสาม (ที่ถูก 276 วรรคหนึ่ง, 278, 283 ทวิ วรรคหนึ่ง, 284 วรรคหนึ่ง, 309 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 318 วรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร และความผิดต่อเสรีภาพ (ที่ถูก กับฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ฐานข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจ และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานข่มขืนกระทำชำเรา และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพานางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 15 ปีเศษ นั่งรถกระบะของจำเลยออกไปจากร้านเดวิท หลังจากนั้นขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่ร้านดังกล่าว สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และสำหรับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทหนัก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจอีกกระทงหนึ่ง โดยให้จำคุก 1 ปี ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีในความฐานดังกล่าวนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวข้างต้นมา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เห็นได้ว่าพยานโจทก์ทุกปากต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ในส่วนที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง สอดรับเชื่อมโยงกันทุกขั้นตอนประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวตามลำดับ สนับสนุนให้เชื่อได้อย่างมั่นคงว่าพฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้นเป็นไปดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ หาใช่เป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นหญิงบริการลูกค้าโดยค้าประเวณีอยู่ที่ร้านอาหารเดวิท ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับจำเลยด้วยความสมัครใจนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ในเวลาที่จำเลยถามค้านพยานโจทก์ ปรากฏว่าพยานโจทก์ทุกปากล้วนเบิกความปฏิเสธว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีพฤติการณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ฉะนั้นแม้จำเลยจะมีพยานบุคคลหลายปาก โดยพยานบางปากอ้างว่าเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ที่ร้านเดวิทและขายบริการทางเพศให้แก่ลูกค้าก็ดี หรือพยานบางปากอ้างว่าเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ในวันเกิดเหตุทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นหญิงขายบริการและคืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับจำเลยด้วยความสมัครใจก็ดี แต่เมื่อจำเลยไม่ถามค้านนาง ว. พยานโจทก์ไว้ก่อนว่าพยานเหล่านี้ใช่เป็นพนักงานของร้านเดวิทหรือไม่ การที่จำเลยนำพยานเหล่านี้เข้าสืบในภายหลัง ย่อมทำให้มีข้อระแวงว่าพยานดังกล่าวถูกจัดเตรียมมาเพื่อเบิกความช่วยเหลือจำเลย ทำให้ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนพยานจำเลยปากนาย ภ. ซึ่งอ้างว่ามีสวนติดอยู่กับฟาร์มของจำเลยและได้ทักทายจำเลยขณะมาเปิดไฟที่ฟาร์มในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นั้น ก็หาใช่ผู้ที่ยืนยันได้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด พยานเพียงแต่เบิกความว่าเห็นแต่รถกระบะของจำเลยจอดเปิดไฟหน้าอยู่โดยไม่ได้ดับเครื่องยนต์ พยานไม่ได้ยืนยันว่าขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 นั่งอยู่ในรถของจำเลยด้วย กรณีจึงเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ตามคำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยขับรถไปพบกับผู้เสียหายที่ 1 ที่ร้านเดวิท จากนั้นจึงบังคับพามาที่ฟาร์มของจำเลยในภายหลัง

ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ที่พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณเยื่อพรหมจรรย์ที่ตำแหน่ง 3 และ 7 นาฬิกา กับมีการตกขาวในช่องคลอดสีขาวขุ่นเป็นทำนองว่าเป็นการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 หลังจากเกิดเหตุนานถึง 6 วัน ความเห็นของแพทย์ที่เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 ผ่านการร่วมประเวณีอาจคลาดเคลื่อน เนื่องจากลักษณะบาดแผลดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ได้เพียงประการเดียว สมควรที่พนักงานสอบสวนจะต้องตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างอื่นที่ใกล้ชิดที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยนั้น เห็นว่า อาศัยคำเบิกความอันประกอบด้วยเหตุผลของผู้เสียหายที่ 1 ประจักษ์พยานโดยตรงนำมารับฟังประกอบกับพยานแวดล้อมในวันเกิดเหตุของโจทก์ก็เพียงพอแก่การรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้แล้ว ส่วนผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ของแพทย์นั้น เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบอย่างหนึ่งเท่านั้น ศาลหาได้นำความเห็นของแพทย์มาเป็นข้อยืนยันว่าจำเลยล่วงประเวณีผู้เสียหายที่ 1 เพียงประการเดียวไม่ ฉะนั้นแม้การตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จะมิได้กระทำในวันเกิดเหตุทันที ก็หาทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ต้องเสียไปไม่

ข้อที่จำเลยอ้างในฎีกาต่อไปว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นรถกระบะของจำเลยไม่พบอาวุธปืนและกระเป๋าสีดำทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่น่าเชื่อถือนั้น เรื่องนี้นอกจากผู้เสียหายที่ 1 จะไม่เคยเบิกความยืนยันว่าเห็นอาวุธปืนที่จำเลยพูดอ้างเพื่อใช้ข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาว จ. ยังเบิกความในทำนองเดียวกันอีกว่าเมื่อจำเลยกลับมาส่งผู้เสียหายที่ 1 ที่ร้านเดวิทแล้ว จำเลยขับรถออกไปจากร้าน หลังจากนั้นค่อยขับรถกลับเข้ามาที่ร้านอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจนำกระเป๋าสีดำไปเก็บไว้ที่ฟาร์มจึงทำให้เจ้าพนักงานตำรวจค้นไม่พบกระเป๋าสีดำดังกล่าว หาทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่ สำหรับข้อฎีกาของจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 มีร่างกายสมบูรณ์ ลักษณะท่าทางและการพูดคุยเป็นผู้ใหญ่ทำให้จำเลยสำคัญผิดโดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 18 ปี แล้วนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยเพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาโดยที่ไม่เคยมีการนำสืบพยานหลักฐานเรื่องนี้ในศาลชั้นต้น จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นนอกจากนี้เป็นประเด็นข้อปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่าในวันเกิดเหตุจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยไม่ได้ระบุว่าดอกเบี้ยให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลล่างทั้งสองและศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ในคืนเกิดเหตุวันที่ 30 ตุลาคม 2558 จำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา และทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการละเมิดต่อผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิด คือวันที่ 30 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป แต่ในคำร้องของผู้ร้องทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ระบุว่าขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่เมื่อใด ดังนั้น ดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้อง คือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 150,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
ผู้ร้อง — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายประดิษฐ์ อัครทวีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ชื่อองค์คณะ
วราภรณ์ สหัสโพธิ์
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2562
#635874
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 การที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากที่ดินนั้นภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ศาลจึงต้องไต่สวนให้ได้ความตามมาตรา 50 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เสียก่อนว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 53 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาได้

ตามคำร้องผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่ได้ทรัพย์สินไปเป็นของตนแต่อย่างใด โดยเพียงแต่ขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินนั้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 6 คือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 (เดิมเป็นที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310) ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษายืน

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 จากผู้คัดค้านที่ 6 แต่ผู้คัดค้านที่ 6 ไม่ชำระหนี้ ผู้ขอคุ้มครองสิทธิจึงฟ้องบังคับจำนอง ศาลจังหวัดสิงห์บุรีพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้อง ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าว ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 6 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาอย่างไร ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพิ่งทราบในภายหลังว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินทำให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่มีโอกาสยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้นได้ ขอให้มีคำสั่งนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการนี้ชำระให้แก่นายสมภาส ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2558 จนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จ คำขออื่นให้ยก

ผู้ขอคุ้มครองสิทธิอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวชำระหนี้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพิ่มเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จากต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2550 และจากต้นเงิน 440,000 บาท นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดหรืออายัด ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 ของผู้คัดค้านที่ 6 ไว้ชั่วคราว วันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ผู้คัดค้านที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 ไว้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพื่อประกันหนี้เงินกู้ จำนวน 300,000 บาท วันที่ 10 มิถุนายน 2549 ผู้คัดค้านที่ 6 ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งยึดและ/หรืออายัดทรัพย์สินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ใช้สิทธิตามมาตรา 48 วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านที่ 6 จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองแก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมอีกรวม 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำนวน 260,000 บาท และวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จำนวน 440,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท วันที่ 22 สิงหาคม 2549 ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ชั่วคราว ต่อมาศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกาพิพากษายืน ก่อนผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 เป็นที่ดินตามโฉนดที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิขอบังคับจำนองและไม่เคยแจ้งคำสั่งหรืออายัดที่ดินแปลงดังกล่าวให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิทราบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า ขณะผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องฉบับนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 51 การที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ศาลจึงต้องไต่สวนให้ได้ความตามมาตรา 50 วรรคสอง โดยมาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีหน้าที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นเสียก่อนว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้ขอคุ้มครองสิทธิจึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาได้ เมื่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้แล้ว ผู้ขอคุ้มครองสิทธิย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าตนจดทะเบียนรับจำนองและขึ้นเงินจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แต่ตามทางนำสืบของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีเพียงตัวผู้ขอคุ้มครองสิทธิเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสาร โดยผู้ขอคุ้มครองสิทธิอ้างว่าในการกู้ยืมเงินแต่ละครั้งตนเองถอนเงินฝากจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บางส่วนเป็นเงินสด และนำไปมอบให้ผู้คัดค้านที่ 6 ที่สำนักงานที่ดิน แต่พิจารณารายการเดินบัญชีเงินฝากของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ บัญชีเลขที่ 117 - 1 - 05xxx - x และบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x พบว่าผู้ขอคุ้มครองสิทธิจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 แต่มีรายการถอนเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นเวลาก่อนมีการจดทะเบียนจำนองเป็นเวลานาน ทั้งจำนวนเงินที่เบิกถอนเกินกว่าจำนวนเงินที่รับจำนองที่ดินมาก ส่วนการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จำนวน 300,000 บาท มีการถอนเงินในวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จากบัญชีเลขที่ 117 - 1 - 05xxx - x รวม 2 รายการ จำนวน 30,000 บาท และ 20,000 บาท และจากบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จำนวน 30,000 บาท และวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 จำนวน 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 115,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนเงินที่จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 เช่นเดียวกันกับการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำนวน 260,000 บาท ซึ่งมีการถอนเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 ครั้งละ 100,000 บาท รวม 200,000 บาท ส่วนการถอนเงินในวันที่ 7 มิถุนายน 2550 จำนวน 28,000 บาท เป็นการถอนเงินหลังจากจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 2 แล้ว สำหรับการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ไม่พบว่ามีรายการถอนเงินแต่อย่างใด เมื่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิเบิกความว่ามีอาชีพเป็นข้าราชการครูและค้าขายเบ็ดเตล็ดทั่วไป โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงที่มาของรายได้หรือสาเหตุที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิต้องมีเงินสดเก็บไว้กับตัวเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่นำเจ้าพนักงานที่ดินมาเบิกความยืนยันหรือมีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินกันจริง พยานหลักฐานที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธินำสืบมาจึงเป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิรับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลผู้ขอคุ้มครองสิทธิและในชั้นอุทธรณ์ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่ตามคำร้องผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่ได้ทรัพย์สินไปเป็นของตนแต่อย่างใด โดยเพียงแต่ขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินนั้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากผู้ขอคุ้มครองสิทธิโดยให้หักจากค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา นอกจากนี้คดีนี้เป็นคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไปก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

พิพากษากลับเป็นให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,600 บาท ให้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคสอง ม. 53
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2562
#635827
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยจึงสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ ไม่ตกเป็นโมฆะ

สำหรับการตีความสัญญานั้นต้องตีความไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักปฏิบัติและกฎหมายไทยด้วย การที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งนำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนานั้น มีบทบัญญัติให้คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ และผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดนั้นก็อาจพิสูจน์เพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้เช่นกัน แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้คู่พิพาทหรือคู่สัญญาต้องนำข้อพิพาทไปฟ้องร้องต่อศาลจนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเสียก่อน แล้วจึงอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นต่ออนุญาโตตุลาการ แม้การระงับข้อพิพาทของคู่ความมีด้วยกันหลายวิธี การนำคดีขึ้นสู่ศาลย่อมเป็นทางเลือกสุดท้าย ดังคำกล่าวว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ดังนั้น การแปลและตีความสัญญาตัวแทนซึ่งมีข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงหาทางระงับข้อพิพาทร่วมกันก่อนเป็นอันดับแรก หากตกลงเจรจากันไม่สำเร็จ คู่สัญญาสามารถเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในย่อหน้าที่สองได้ ส่วนศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นการร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดหรือคัดค้านเพื่อไม่ให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในย่อหน้าแรก สัญญาข้อดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ โดยไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้

เมื่อสัญญามีข้อตกลงให้ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการอันถือว่าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 แล้ว แม้ต่อมาสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ก็มิใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเมื่อข้อพิพาทเกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 979,465.75 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 38,942,187.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 900,800 ยูโร หรือเท่ากับ 35,814,546.88 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 อ้างว่า ตามสัญญาตัวแทนดังกล่าวในเรื่องการระงับข้อพิพาท ข้อ 18 ย่อหน้าที่สอง กำหนดให้โจทก์และจำเลยระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ โดยมีความหมายในภาษาไทยว่า "โดยไม่ส่งผลกระทบต่อย่อหน้าก่อนหน้านี้ จำเลยและโจทก์แต่ละฝ่ายมีสิทธิมอบข้อพิพาทต่อศาลอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทและข้อเรียกร้องทั้งปวงที่เกิดจากสัญญาฉบับนี้ การมอบข้อพิพาทต่อและคำชี้ขาดของศาลอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุดและผูกพันทั้งจำเลยและโจทก์ ให้มีการจัดตั้งศาลอนุญาโตตุลาการและให้ศาลอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสวิสที่สภาหอการค้าในเมืองซูริค ประเทศสมาพันธรัฐสวิส ให้ศาลอนุญาโตตุลาการประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งนายที่ได้รับแต่งตั้งโดยประธานสภาหอการค้าในเมืองซูริค ให้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำการอนุญาโตตุลาการ" เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจึงต้องระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามที่ได้ตกลงกันไว้ คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมดจำนวน 200,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเป็นตัวแทน ตัวแทนค้าต่าง และนายหน้าในกิจการและธุรกิจทุกประเภทรวมถึงการค้ายุทธภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้ในราชการสงคราม จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2552 โจทก์ทำสัญญาตัวแทน (Agency Agreement) กับจำเลยเพื่อเป็นตัวแทนจำเลยในการเจรจาติดต่อประสานงานกับกองทัพเรือไทยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 สัญญาดังกล่าวระบุเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทไว้ในข้อ 18 มีข้อความในย่อหน้าแรกว่า "Disputes arising from this Ageement shall be settled first in the sense of this Agreement by mutual arrangement. If such an arrangement cannot be reached, the place of jurisdiction for all possible disputes - also those resulting from legal documents, deeds, bill of exchange and cheques - is Bremen (the courts of the City of Bremen). ATLAS is, however, also entitled to the appropriate courts having jurisidiction over the registered office of the Agent." และย่อหน้าที่ 2 ว่า "Without prejudice to the foregoing, ATLAS and the Agent are by their own entitled to appeal to Arbitration Court of Disputes and claims arising from this Agreement. The appeal to and the award of the Arbitration Court shall be final and binding on both ATLAS and the Agent. The Arbitration Court shall be established and shall proceed in accordance with Swiss Rules of International Arbitration at the Chamber of Commerce in Zurich/Switzerland. The Arbitration Court shall include one arbitrator, appointed by the President of the Chamber of Commerce in Zurich. The language of arbitration shall be English." โดย "ATLAS" หมายถึงจำเลย และ"the Agent" หมายถึงโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องข้อ 18 ย่อหน้าแรก ที่ตกลงให้เฉพาะจำเลยเท่านั้นมีสิทธิฟ้องคดีในศาลไทย โดยตัดสิทธิมิให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีในศาลไทยนั้นตกเป็นโมฆะ แต่สัญญาข้อ 18 ย่อหน้าที่สอง ที่ระบุให้คู่สัญญาสามารถนำคดีไปสู่การวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นข้อตกลงที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับย่อหน้าแรก และสัญญาก็ตกลงชัดแจ้งให้แยกส่วนข้อตกลงที่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่ไม่เป็นโมฆะได้ ข้อตกลงในส่วนอนุญาโตตุลาการตามย่อหน้าที่สองจึงมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำแปลสัญญาตัวแทน ข้อ 18 เรื่องการระงับข้อพิพาทที่จำเลยแปลไว้ในคำให้การ และคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 เปรียบเทียบกับคำแปลสัญญาข้อที่ 18 ของโจทก์ และคำแปลสัญญาข้อดังกล่าวของโจทก์ในคำคัดค้าน ประกอบกับทางนำสืบของแต่ละฝ่ายแล้ว ในส่วนของสัญญาข้อ 18 ย่อหน้าแรกนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างแปลไปในทำนองเดียวกันโดยมีใจความสรุปได้ว่า หากมีข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญานี้ ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันตามนัยของสัญญานี้ก่อนเป็นอันดับแรก หากการตกลงร่วมกันเช่นว่าไม่ประสบความสำเร็จ สถานที่ที่มีเขตอำนาจสำหรับข้อพิพาททั้งปวงที่อาจเกิดขึ้น คือ เบรเมิน (ศาลแห่งเมืองเบรเมิน) อย่างไรก็ตามจำเลยยังมีสิทธิฟ้องโจทก์ต่อศาลในประเทศไทยอันเป็นสถานที่ที่โจทก์ได้จดทะเบียนสำนักงานไว้ได้ ดังนี้เห็นได้ว่า สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยจึงสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ ไม่ตกเป็นโมฆะดังที่โจทก์อุทธรณ์ สำหรับสัญญาข้อ 18 ย่อหน้าที่สอง ที่กล่าวถึงกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาพันธรัฐสวิสที่สภาหอการค้าในเมืองซูริค ประเทศสมาพันธรัฐสวิส นั้น ทั้งสองฝ่ายต่างแปลและตีความในตอนต้นที่ระบุถึงการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้แตกต่างกัน โดยจำเลยแปลและตีความทำนองว่า แต่ละฝ่ายมีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อศาลอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทและข้อเรียกร้องทั้งปวงที่เกิดจากสัญญาฉบับนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งนำคดีไปสู่ศาลตามย่อหน้าแรก คู่สัญญาอีกฝ่ายก็อาจยกข้อสัญญาในย่อหน้าที่สองนี้เพื่อให้ศาลจำหน่ายคดีไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนได้ ส่วนโจทก์แปลและตีความทำนองว่า แต่ละฝ่ายมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทและข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากสัญญาฉบับนี้ แต่การจะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการได้ จะต้องดำเนินการตามย่อหน้าแรกจนศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเสียก่อน แล้วจึงอุทธรณ์ไปยังอนุญาโตตุลาการได้ เห็นว่า ในการตีความสัญญานั้นต้องตีความไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักปฏิบัติและกฎหมายไทยด้วย โดยตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งนำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนานั้น มีบทบัญญัติให้คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ และผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดนั้นก็อาจพิสูจน์เพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้เช่นกัน แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้คู่พิพาทหรือคู่สัญญาต้องนำข้อพิพาทไปฟ้องร้องต่อศาลจนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเสียก่อน แล้วจึงอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นต่ออนุญาโตตุลาการ แม้การระงับข้อพิพาทของคู่ความมีด้วยกันหลายวิธี การเป็นความนำคดีขึ้นสู่ศาลย่อมเป็นทางเลือกสุดท้ายดังคำกล่าวว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน การที่โจทก์แปลและตีความสัญญาในข้อที่ 18 ย่อหน้าที่สองคำว่า "appeal to Arbitration Court" หมายถึงการอุทธรณ์ต่ออนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับหลังจากย่อหน้าแรกที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลจนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนนั้น จึงขัดต่อหลักปฏิบัติและพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 การแปลและตีความในลักษณะที่โจทก์นำสืบจึงมีผลให้สัญญาข้อ 18 ทั้งข้อไร้ผล ในขณะที่จำเลยนำสืบเกี่ยวกับคำแปลและการตีความสัญญาข้อดังกล่าวในทำนองที่เป็นผลบังคับได้ โดยนำสืบถึงคำว่า "appeal" ในภาษาเยอรมันนั้นอาจมีความหมายได้หลายประการ และอาจแปลว่า "การร้องขอ" หรือ "ยื่นต่อ" ได้ ซึ่งสัญญาข้อ 18 ย่อหน้าที่สอง ไม่น่าหมายถึงกระบวนการยื่นอุทธรณ์จากศาลชั้นต้นไปสู่อนุญาโตตุลาการ และนายมัทเทียส พยานจำเลยซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ก็ไม่เคยเห็นกระบวนการเช่นนี้มาก่อน พยานจึงเห็นว่า คำว่า "appeal" ในสัญญาข้อดังกล่าวหมายถึงการนำไปสู่การยื่นหรือการมอบต่ออนุญาโตตุลาการ ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านพยานจำเลยปากดังกล่าวไว้ ทั้งเมื่อพิจารณาสัญญาข้อ 18 ย่อหน้าที่สอง ที่เริ่มต้นด้วยข้อความว่า "Without prejudice to the foregoing,..." ซึ่งแปลได้ว่า "โดยไม่กระทบกระเทือนต่อข้อความในย่อหน้าแรก..." แล้ว เห็นได้ว่าการที่คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามย่อหน้าที่สองนั้น ไม่ทำให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ต้องมีการตกลงหาทางระงับข้อพิพาทกันเองก่อนและการกำหนดเขตอำนาจศาลในย่อหน้าแรกเสียไป สัญญาข้อดังกล่าวทั้งสองย่อหน้าจึงไม่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขบังคับหลังต่อกันดังที่โจทก์อุทธรณ์ การแปลและตีความสัญญาในข้อ 18 ตามที่จำเลยนำสืบมานั้นจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 18 คู่สัญญาประสงค์ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงหาทางระงับข้อพิพาทร่วมกันก่อนเป็นอันดับแรก หากตกลงเจรจากันไม่สำเร็จ คู่สัญญาสามารถเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในย่อหน้าที่สองได้ ส่วนศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นการร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดหรือคัดค้านเพื่อไม่ให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในย่อหน้าแรก สัญญาข้อดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ โดยไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องมีกำหนดเวลาสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 สัญญาดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงแล้ว คู่สัญญาย่อมหมดความผูกพันและไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาซึ่งรวมถึงข้อ 18 ย่อหน้าที่สองอีกต่อไปด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาตามคำฟ้องมีข้อตกลงให้ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น อันถือว่าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 แล้ว แม้ต่อมาสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ก็มิใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เมื่อข้อพิพาทเกิดขึ้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และเมื่อวินิจฉัยได้ความดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์อื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 10 ม. 368
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุวิทย์ รัตนสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
นพพร โพธิรังสิยากร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3147/2562
#638510
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำที่ดินที่มีสภาพเป็นสระน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับคดีนี้ไปใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1874/2545 ของศาลอาญาธนบุรี และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ยังผิดสัญญาประกันอีกหลายคดีในศาลอาญาธนบุรี ศาลแขวงธนบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรี พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) นั้น เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษ แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีอายุมาก และร่างกายไม่แข็งแรง ทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พยายามบรรเทาผลร้าย โดยนำเงินค่าปรับมาชำระแก่ศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว จึงมีเหตุสมควรลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในสถานเบา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนางสาววาลิตา ผู้ต้องหา ต่อศาลชั้นต้น โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 49182 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นหลักประกันและได้ระบุในบัญชีทรัพย์ว่าเป็นที่ว่างเปล่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในวงเงิน 350,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากผิดสัญญาประกัน วันที่ 4 ธันวาคม 2553 ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งศาลชั้นต้นว่าได้ดำเนินการยึดที่ดินหลักประกันแล้วแต่ที่ดินมีสภาพถูกขุดเป็นสระน้ำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ตรงกับสภาพที่ดินที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้แถลงต่อศาลเป็นเหตุให้สภาพทรัพย์ไม่คุ้มความรับผิดตามสัญญาประกัน กรณีมีเหตุสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ในวันนัดพร้อมปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นจึงหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาไต่สวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ให้จำคุก 1 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำที่ดินที่มีสภาพเป็นสระน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับคดีนี้ไปใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1874/2545 ของศาลอาญาธนบุรี และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ยังผิดสัญญาประกันอีกหลายคดีในศาลอาญาธนบุรี ศาลแขวงธนบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรี พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษ แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีอายุมาก และร่างกายไม่แข็งแรง ทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พยายามบรรเทาผลร้าย โดยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2561 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำเงินค่าปรับมาชำระแก่ศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว กรณีจึงมีเหตุสมควรลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในสถานเบา ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นเวลา 1 เดือน นั้น หนักเกินไป ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นเวลา 10 วัน โทษจำคุกให้เปลี่ยนเป็นกักขังแทนเป็นเวลา 10 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3131/2562
#635896
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาสาระสำคัญแห่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ในคดีก่อนเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ กระทำความผิดทั้งสองคดีในช่วงวันเวลาเดียวกัน อีกทั้งมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดทั้งสองคดีก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ นำเอาข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลอันเป็นความลับที่ปรากฏในรายงานการตรวจสอบสืบสวนเรื่องการทุจริตในมหาวิทยาลัย ว. ที่จำเลยจัดทำขึ้นไปเปิดเผยหรือแจ้งข่าวแก่สื่อมวลชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ แม้คดีก่อน โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะบุคคลธรรมดาในฐานความผิดที่ยอมความได้ และคดีนี้โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิด ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานในความผิดที่ยอมความไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้และการกระทำความผิดที่มีการฟ้องร้องทั้งสองคดีเกิดขึ้นจากมูลเหตุเรื่องเดียวกันในช่วงวันเวลาเดียวกัน การวินิจฉัยความผิดทั้งสองคดีจึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ศาลอาญาและหลังจากนั้นได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ที่ศาลชั้นต้น โดยคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่นำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องจำเลยคนเดียวกันเป็นสองคดีซ้อนกัน ซึ่งเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 91, 157, 164 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 62

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก 2 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสิบสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่ามหาวิทยาลัย ว. มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยขณะเกิดเหตุมีโจทก์ที่ 1 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ว. โจทก์ที่ 3 ทำหน้าที่รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย ว. และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ว. ส่วนจำเลยเป็นข้าราชการสังกัดสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 14 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ และต่อมาจำเลยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริตภายในมหาวิทยาลัย ว. จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามความในมาตรา 4 และมาตรา 61 แห่งสำเนาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน หลังจากจำเลยดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วจำเลยได้ทำรายงานผลการตรวจสอบสืบสวนเสนอต่อผู้บังคับบัญชา และต่อมาเว็บไซต์ ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ประจำวันที่ 18 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับลงวันที่ 19 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ได้เผยแพร่ข่าวว่า จำเลยได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบสืบสวนของจำเลยเรื่องการทุจริตภายในมหาวิทยาลัย ว. แก่สื่อมวลชน หลังจากนั้นวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้กับพวกอีก 2 คน เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2558 โจทก์ทั้งสิบสี่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลความลับที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสี่ในประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน หรือไม่ ในข้อนี้ เมื่อพิจารณาสาระสำคัญแห่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ในคดีก่อนเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้กระทำความผิดทั้งสองคดีในช่วงวันเวลาเดียวกันคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด อีกทั้งมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดทั้งสองคดี ก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ นำเอาข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลอันเป็นความลับที่ปรากฏในรายงานการตรวจสอบสืบสวนเรื่องการทุจริตในมหาวิทยาลัย ว.ที่จำเลยจัดทำขึ้นไปเปิดเผยหรือแจ้งข่าวแก่สื่อมวลชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ แม้คดีก่อน โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะบุคคลธรรมดาในฐานความผิดที่ยอมความได้ และคดีนี้ โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานในฐานความผิดที่ยอมความไม่ได้ดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้และการกระทำความผิดที่มีการฟ้องร้องทั้งสองคดีเกิดขึ้นจากมูลเหตุเรื่องเดียวกันในช่วงวันเวลาเดียวกัน การวินิจฉัยความผิดทั้งสองคดีจึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ศาลอาญาและหลังจากนั้นได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ที่ศาลชั้นต้น โดยคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่นำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องจำเลยคนเดียวกันเป็นสองคดีซ้อนกันซึ่งเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกาว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อน แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ แต่การฟ้องซ้อนก็เป็นเรื่องที่ต้องห้ามไม่ให้ราษฎรฟ้องร้องกันในทางแพ่งไม่ใช่ทางอาญา และแม้ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากคดีเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อทั้งสองคดีมีประเด็นข้อพิพาท สภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกัน การฟ้องคดีก่อนและคดีนี้ของโจทก์ทั้งสิบสี่จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีบทบัญญัติเรื่องการฟ้องซ้อนไว้เช่นกัน แต่สามารถกระทำได้เพียงกรณีเดียวตามมาตรา 33 กล่าวคือ พนักงานอัยการและผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกันก็ได้ แต่ศาลนั้น ๆ มีอำนาจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันก่อนศาลมีคำพิพากษาได้โดยได้รับความยินยอมของศาลอื่นก่อน ซึ่งความในส่วนนี้ทำให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ชัดเจนว่า คดีอาญาเรื่องเดียวกันที่การฟ้องร้องแยกเป็นหลายคดี จะต้องมีการวินิจฉัยความผิดให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันในคราวเดียวกันดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ฉะนั้น การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางอาญายื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นสองศาลต่างกันในลักษณะเป็นฟ้องซ้อนกันสองคดี จึงเป็นการฟ้องที่ไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 และเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกาต่อไปอีกว่า ความผิดในคดีก่อนและคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลต่างกัน มีการกระทำความผิดด้วยเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดหลายฐานต่างกันไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งสิบสี่จึงไม่อาจฟ้องคดีทุกเรื่องในศาลเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 ได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ทั้งสองคดีจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า เนื่องจากความผิดที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องเป็นคดีก่อนและคดีนี้เป็นความผิดที่มีมูลเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน มิใช่เป็นความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน กรณีจึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 มาใช้บังคับได้ดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีก่อนแล้ว จะเห็นได้ว่า คดีก่อน โจทก์ทั้งสิบสี่บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้กระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสิบสี่ด้วยการโฆษณา โดยเหตุเกิดทุกตำบล ทุกอำเภอ ทั่วราชอาณาจักรไทย ซึ่งคำบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมแปลความหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 ในคดีก่อนได้กระทำความผิดที่ตำบลไทรบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามที่โจทก์ทั้งสิบสี่ได้บรรยายฟ้องไว้ในคดีนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อความผิดในคดีก่อนและคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ทั้งสิบสี่จึงสามารถฟ้องทั้งสองคดีในคราวเดียวกันที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันที่ศาลชั้นต้นสองศาลต่างกันเป็นสองคดีซ้อนกัน จึงเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและเมื่อพิจารณาได้เช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสี่ในประเด็นข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ศาสตราจารย์ ดร. ว. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปีติ นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3095/2562
#635890
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนจำเลยถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิด 2 ข้อหา คือ ความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) จำเลยย่อมหลุดพ้นจากผู้ต้องหาหรือมิได้ต้องหาในความผิดดังกล่าว ต่อมาได้โอนคดีให้สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นคดีนี้อันต้องด้วยเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่บัญญัติว่า "...ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรือไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก..." ดังนี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง โดยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการนำตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติดังกล่าวมาแต่แรกเป็นเหตุให้จำเลยต้องสูญเสียสิทธิอันพึงจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามหลักการและเหตุผลในการออก พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงเท้าความถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นสอบสวนว่าในระหว่างสอบสวน จำเลยถูกควบคุมตั้งแต่วันถูกจับกุม (จับกุมวันที่ 8 สิงหาคม 2559) และถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย วันที่ 10 สิงหาคม 2559 จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีประกันตลอดมา ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และได้โอนคดีให้สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ฟังได้ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิด 2 ข้อหา คือ ความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการตามกระบวนการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 2 ลักษณะ 2 การสอบสวน หมวด 1 การสอบสวนสามัญ คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีในข้อหาความผิดดังกล่าวเป็นกระบวนการปฏิบัติที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการสอบสวนจำเลยในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) ด้วยและผลในทางกฎหมายของคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่จะได้รับการปล่อยตัวในข้อหาความผิดดังกล่าวอีกทั้งยังได้รับความคุ้มครองสิทธิห้ามทำการสอบสวนในเรื่องเดียวกันนี้ ตลอดจนไม่อาจฟ้องจำลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 146 และ 147 จำเลยย่อมหลุดพ้นจากผู้ต้องหาหรือมิได้ต้องหาในความผิดดังกล่าวระหว่างสอบสวนความผิดข้อหาฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) ก่อนโอนคดีให้สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นคดีนี้อันต้องด้วยเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่บัญญัติว่า "...ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรือไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก..." ดังนี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง โดยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการนำตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติดังกล่าวมาแต่แรกเป็นเหตุให้จำเลยต้องสูญเสียสิทธิอันพึงจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามหลักการและเหตุผลในการออกพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายชุมพล อรรถเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2562
#635846
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมิได้สอบจำเลยทั้งสองว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ก็ตาม แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง ก็ชอบที่จะนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ และเมื่อคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น สำนวนคดีดังกล่าวจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.12/2561 ของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วพบว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั่นเอง จึงนับโทษต่อให้ตามที่โจทก์ร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิด 2 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองรับราชการที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นช่างรังวัด มีหน้าที่รังวัดออกเอกสารสิทธิที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิที่ดิน ตรวจสอบสภาพพื้นที่ และรายงานผลการรังวัดต่อผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารที่ดิน 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน มีหน้าที่ในการตรวจสอบพิจารณา ผ่านเรื่องและเสนอความเห็นในการออกเอกสารสิทธิที่ดินเสนอเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 นายประกิจ ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินโดยอ้างหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 48 และสำเนาคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 สั่งรับคำขอ สั่งฝ่ายรังวัดดำเนินการ นายธรรมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายรังวัดสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปทำการรังวัดโดยมีหนังสือแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงและผู้ปกครองท้องที่ไปร่วมรังวัด ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 รายงานผลการรังวัดตามแบบ ร.ว. 3 ว่า ผู้ขอไม่ได้นำรังวัดผิดแปลงหรือนำที่ดินแปลงอื่นนอกหลักฐานมารวมในการออก น.ส. 3 ก. ครั้งนี้ เจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองเขตทุกด้าน ได้ทำประโยชน์ปลูกมะพร้าวแล้วเต็มทั้งแปลง ได้เนื้อที่ 16 - 3 - 27 ไร่ มากกว่าเดิม 3 - 0 - 87 ไร่ ลงระวางแล้วไม่ทับที่ดินแปลงข้างเคียงหรือที่สาธารณประโยชน์หรือที่หวงห้าม ที่เขา ภูเขา นายธรรมศักดิ์ตรวจสอบแล้วเสนอนายทวีป เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุยว่า หลักฐานแปลงข้างเคียงไม่สอดคล้องกัน น่าจะรังวัดผิดแปลงเห็นควรให้ฝ่ายทะเบียนสอบสวนว่ารังวัดถูกแปลงหรือไม่ นายทวีปบันทึกสั่งการลงวันที่ 29 มีนาคม 2542 ว่า ตั้งกรรมการตรวจสอบ แต่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ต่อมาจำเลยที่ 2 ประกาศออก น.ส. 3 ก. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 2 เสนอนายทวีปให้พิจารณาการลงนามออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 5264 เลขที่ดิน 491 นายทวีปอนุมัติและลงนาม นายทรงกลด ลงชื่อแจก น.ส. 3 ก. เลขที่ 5264 ให้แก่นายประกิจรับไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ในวันเดียวกันนายประกิจจดทะเบียนขายให้แก่บริษัทโรงพยาบาลธนบุรี จำกัด และเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 นายประกิจยื่นคำขอออก น.ส. 3 ก. ในที่ดินโดยอ้างหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 441 โดยอ้างว่าซื้อมาจากนายเอียง ตามที่นายเอียงได้แจ้ง ส.ค. 1 ไว้เนื้อที่ 11 - 1 - 00 ไร่ จำเลยที่ 2 สั่งรับคำขอสั่งฝ่ายรังวัดดำเนินการ นายธรรมศักดิ์สั่งให้จำเลยที่ 1 ไปทำการรังวัด ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 รายงานผลการรังวัดตามแบบ ร.ว.3 ว่า ผู้ขอมิได้นำรังวัดผิดแปลงหรือนำที่ดินแปลงอื่นนอกหลักฐานมารวม เจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตครบทุกด้าน ได้ทำประโยชน์ปลูกมะพร้าวเต็มทั้งแปลง ได้เนื้อที่ 34 - 0 - 96 ไร่ มากกว่าเดิม 22 - 3 - 96 ไร่ เสนอผ่านนายธรรมศักดิ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 นายธรรมศักดิ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าที่ดินข้างเคียงไม่สอดคล้องกันน่าจะรังวัดผิดแปลงเห็นควรให้ฝ่ายทะเบียนเชิญผู้ขอมาสอบสวนเพิ่มเติมว่ารังวัดถูกแปลงหรือไม่ นายทวีปบันทึกสั่งการในวันเดียวกันให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามสำเนาบันทึกข้อความ (ร.ว.3) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการตั้งกรรมการสอบสวน ต่อมานายประกิจยินยอมให้ตัดเนื้อที่ออกประมาณ 10 ไร่ คงเหลือเนื้อที่ 23 - 3 - 37 ไร่ จนกระทั่งวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 2 เสนอนายทวีปพิจารณาอนุมัติลงนามออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 5266 เลขที่ดิน 493 ให้แก่นายประกิจ นายทวีปอนุมัติและลงนามใน น.ส. 3 ก. ในวันเดียวกัน นายทรงกลดลงชื่อแจก น.ส. 3 ก. ให้นายประกิจในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 นายประกิจจดทะเบียนขายให้แก่บริษัทโรงพยาบาลธนบุรี จำกัด ในวันเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งปากนางวนิดาและนายวัลลภซึ่งได้ไปตรวจสอบสภาพพื้นที่ของที่ดินมาด้วยตนเองมิได้ตรวจสอบโดยดูแต่เพียงภาพถ่าย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 5264 และ 5266 ยังมีสภาพเป็นป่าและมีความลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน แต่มีการนำ ส.ค. 1 จากที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เมื่อถึงขั้นตอนการรังวัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปรังวัดที่ดิน การรังวัดมีการออกหนังสือไปยังเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้ไประวังแนวเขตและแจ้งนายอำเภอท้องที่หรือผู้ได้รับมอบหมายให้ไปร่วมเป็นพยานและตรวจสอบสภาพที่ดิน ซึ่งนายอำเภอท้องที่ได้มอบหมายให้นายสนิท เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอเกาะสมุย และนายธรรมรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ไปเป็นพยานร่วมตรวจสอบที่ดิน ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำบันทึกถ้อยคำว่าเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขตและมีผู้ปกครองท้องที่มาเป็นพยาน แต่นายสนิทให้การต่ออนุกรรมการไต่สวนว่าขณะจำเลยที่ 1 พาไปดูที่ดิน เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ไปร่วมแต่อย่างใด และไม่มีการรังวัดปักหลักเขต ส่วนนายธรรมรัตน์ให้การต่ออนุกรรมการไต่สวนว่า นายประกิจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรังวัดนำเอกสารมาให้ลงชื่อรับรอง ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน โดยนายธรรมรัตน์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรังวัดที่ดินทั้งสองแปลง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำบันทึกถ้อยคำอันเป็นเท็จ นอกจากนี้ในรายงานการรังวัดลงวันที่ 17 มีนาคม 2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 เสนอรายงานต่อหัวหน้างานรังวัดว่า เมื่อวันที่ 23 และ 27 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 เดินทางไปถึงที่ดินที่รังวัด เจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินข้างเคียง และผู้ปกครองท้องที่พร้อมกันแล้ว จึงได้ทำการรังวัดปักหลักเขตรอบแปลงตามสภาพการครอบครองทำประโยชน์โดยมีแนวมะพร้าวคู่เป็นเขตที่ดิน และยังระบุว่าเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในเขตป่า ผู้ขอใช้เป็นที่สวนปลูกมะพร้าวเต็มแปลงเห็นควรดำเนินการให้ผู้ขอตามระเบียบต่อไป ซึ่งข้อความดังกล่าวขัดต่อสภาพของพื้นที่ที่ดินที่แท้จริง ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ออกไปรังวัดย่อมรู้ดีว่าข้อความที่ตนได้ระบุนั้นเป็นความเท็จ และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้มาขอออก น.ส. 3 ก. คือนายประกิจได้อ้าง ส.ค. 1 จากที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน แต่จำเลยที่ 1 กลับรายงานหัวหน้ารังวัดว่า สอบสวนแล้วผู้ขอมิได้นำที่ดินแปลงอื่นนอกหลักฐานมารวมเพื่อออก น.ส. 3 ก. ครั้งนี้ผู้ขอได้ทำประโยชน์เหมาะสม โดยปลูกต้นมะพร้าวเต็มแปล ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงนายประกิจอ้าง ส.ค. 1 ที่ดินแปลงอื่นมาขอออก น.ส. 3 ก. และที่ดินเป็นภูเขา มิได้ทำประโยชน์ทั้งแปลง และต่อมานายธรรมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายรังวัดพิจารณารายงานการรังวัดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองฉบับ เห็นว่าไม่สอดคล้องกันน่าจะนำรังวัดผิดแปลงหรือนำที่นอกหลักฐานมารวมด้วย จึงได้เสนอความเห็นต่อนายทวีปเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ให้เห็นถึงข้อพิรุธดังกล่าว ซึ่งนายทวีปก็เห็นด้วยจึงสั่งตั้งกรรมการสอบสวน จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบในเรื่องการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน แต่จำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการตามคำสั่งของนายทวีป กลับดำเนินการออกประกาศและเสนอให้มีการออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 5264 และ 5266 ให้แก่นายประกิจไป บ่งชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยทั้งสองที่ทำด้วยกันในลักษณะเป็นขบวนการ เป็นผลให้นายประกิจผู้ขอได้ น.ส. 3 ก. ในที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ไปทั้ง ๆ ที่มิได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออก น.ส. 3 ก. ได้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีความลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ มีสภาพเป็นป่าซึ่งไม่สามารถออก น.ส. 3 ก. ได้ ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ มิได้กระทำอื่นใดนอกเหนือหน้าที่ราชการเพื่อช่วยเหลือแก่นายประกิจโดยมิชอบนั้นไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นความผิด 2 กระทง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ควรให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2555 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสองนั้น ศาลชั้นต้นมิได้สอบจำเลยทั้งสองว่าเป็นบุคคลคนเดียว กับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ กรณีจึงเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่นับโทษต่อให้ และพิพากษาให้ยกคำขอในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สอบจำเลยทั้งสองว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ก็ตาม แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง ก็ชอบที่จะนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ และเมื่อคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น สำนวนคดีดังกล่าวได้ถูกส่งมายังศาลฎีกาเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.12/2561 ของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วพบว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคล คนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั่นเอง จึงควรต้องนับโทษต่อให้ตามที่โจทก์ร้องขอ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2562
#638504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้อง พ. จำเลย และ ล. เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง จำเลยให้การต่อสู้ว่า พ. ขอให้ ล. นำเงินไปไถ่ถอนจำนองบ้านและที่ดินจากธนาคาร แล้ว พ. กับจำเลยจะเปลี่ยนมาจดทะเบียนจำนองกับ ล. แทน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวคือการจดทะเบียนจำนองระหว่าง พ. และจำเลยกับ ล. เป็นการประกันหนี้ที่มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นการแสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาคือเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. หรือ ล. คำเบิกความของจำเลยที่ว่าเงินไถ่ถอนจำนองเป็นของ ล. จึงเป็นข้อสำคัญในคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. มิใช่ของ ล. ตามที่จำเลยยืนยัน คำเบิกความของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีฟังได้ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จ

ส่วนความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้นเมื่อจำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. ไม่ใช่ของ ล. การกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จว่า เงินที่ไถ่ถอนจำนองเป็นของ พ. จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม), 177 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น และข้อหาเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายพนมกร กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องนายพนมกรเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1533/2555 ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน 42,000,000 บาท คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้นายพนมกรชำระหนี้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวคือในวันที่ 9 มกราคม 2556 นายพนมกรและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์ น้องสาวนายพนมกร ในจำนวนเงิน 2,480,855 บาท ต่อมาโจทก์มาฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 657/2557 ว่า เงินที่นำมาไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงินของนางลัดดาวัลย์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์ต่อศาลแขวงธนบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ข้อหาร่วมกันโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง คดีถึงที่สุด นายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์จึงต่างฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 4217/2557, อ. 4218/2557 และ อ. 4219/2557 ตามลำดับข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยกล่าวอ้างในฟ้องเช่นเดียวกันว่าการที่โจทก์ฟ้องและเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ของศาลแขวงธนบุรีเป็นความเท็จเนื่องจากความจริงแล้วการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) นางลัดดาวัลย์เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองด้วยเงินของตนเอง และโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ไปขอคัดรับรองสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าว มิใช่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 หมายเลขแดงที่ 1966/2556 โดยจำเลยเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสามคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีทั้งสามคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ไว้เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไปรับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายพนมกรขอให้นางลัดดาวัลย์นำเงินไปไถ่ถอนจำนองบ้านและที่ดินจากธนาคาร แล้วนายพนมกรกับจำเลยเปลี่ยนมาจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์แทน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวคือการจดทะเบียนจำนองระหว่างนายพนมกรและจำเลยกับนางลัดดาวัลย์เป็นการประกันหนี้ที่มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นแสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงประการแรกที่ต้องพิจารณาคือเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกรหรือนางลัดดาวัลย์ หากศาลรับฟังและเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย ที่ว่านายพนมกรไม่สามารถผ่อนเงินกู้กับธนาคารได้ จึงขอให้นางลัดดาวัลย์ซึ่งเป็นน้องสาวมีฐานะดีไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารแล้วจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์แทน ก็ย่อมไม่ฟังว่านายพนมกรมีเจตนาฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อันเป็นผลให้แพ้ชนะในคดีดังกล่าวได้ คำเบิกความที่ว่าเงินไถ่ถอนจำนองเป็นของนางลัดดาวัลย์จึงเป็นข้อสำคัญในคดี แต่จะเป็นความเท็จหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพนมกร และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 จำเลยร่วมกับนายพนมกรทำสัญญาสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ในวงเงินจำนวน 2,500,000 บาท นายพนมกรสั่งจ่ายเช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีตามสัญญาดังกล่าว ลงวันที่ 7 มกราคม 2556 จำนวน 600,000 บาท และวันที่ 8 มกราคม 2556 จำนวน 500,000 บาท ด้านหลังเช็คทั้งสองฉบับปรากฏลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับเช็คดังกล่าว วันที่ 7 และ 8 มกราคม 2556 นายพนมกรโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางลัดดาวัลย์รวมจำนวน 2,500,000 บาท นอกจากนี้ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีและสำเนาใบสำคัญคดีถึงที่สุด ซึ่งมีคำวินิจฉัยว่านายพนมกรกับจำเลยร่วมกันจดทะเบียนสิทธินิติกรรมที่ดินสามแปลงที่จำเลยอ้างว่าแบ่งกับนายพนมกรเพราะเป็นสินสมรส เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสามแปลง ทั้งยังสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2558 ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารและจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์ส่อให้เห็นไปในทางว่ามีเจตนาสมรู้ร่วมกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ มากกว่าเป็นการทำนิติกรรมธรรมดา ถือเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ตกเป็นโมฆะและให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าว ดังนี้ จากพฤติการณ์ที่ได้ความเชื่อมโยงให้เห็นชัดว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมและธุรกรรมทางการเงิน การจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ร่วมกับนายพนมกรทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนหย่า รวมทั้งการจัดการที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยตลอด รูปคดีฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกร มิใช่ของนางลัดดาวัลย์ตามที่จำเลยยืนยัน คำเบิกความของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรี ฟังได้ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟ้องโจทก์ว่าฟ้องเท็จและเบิกความเท็จเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 หลังจากถูกโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับนายพนมกรและนางลัดดาวัลย์โกงเจ้าหนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ของศาลแขวงธนบุรี โดยจำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกร มิใช่ของนางลัดดาวัลย์ การกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองเป็นของนายพนมกร จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีความผิดศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นสูงนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) และตามมาตรา 177 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 (เดิม) ม. 177 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายภากร กลันทกพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2562
#635836
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของและต้องบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่มีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ก็ตาม แต่เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5919/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาจ้างทำของ มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 อันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่เป็นการโอนและรับโอนที่ดินพิพาทเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทตามที่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลไว้อันจะทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หากเป็นจริงดังอ้างก็เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 2 ส่วนที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และให้จำเลยทั้งเจ็ดแก้ทะเบียนโฉนดที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินตามสัญญาจ้างทำของเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5910/2542 ของศาลชั้นต้นและขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 5 เมษายน 2545 จำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้จดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 4 เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 โดยมีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 5 ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5919/2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 133534 แก่จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า นิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 2 ตามลำดับ ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของและต้องบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่มีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ก็ตาม แต่เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5919/2545 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาจ้างทำของ มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 อันเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่เป็นการโอนและรับโอนที่ดินพิพาทเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทตามที่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลไว้ อันจะทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หากเป็นจริงดังอ้างก็เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 อันจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 2 ส่วนที่ 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์ต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายดุลโชค มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2982/2562
#636636
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 2 วิ่งไปหาจำเลย จำเลยกอดผู้เสียหายที่ 2 แล้วจูบหน้าผาก จากนั้นถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 2 ออกแล้วอุ้มผู้เสียหายที่ 2 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยอุ้มพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่น จำเลยล่วงเกินทางเพศผู้เสียหายที่ 2 ตรงบริเวณที่พบผู้เสียหายที่ 2 นั้นเอง เท่ากับว่าผู้เสียหายที่ 2 มาหาจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 มา อีกทั้งมิได้เหนี่ยวรั้งผู้เสียหายที่ 2 ไว้ เช่นนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีการกระทำประการใดอันเข้าลักษณะเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม และย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารด้วย

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18)" "กระทำชำเรา" หมายความว่า "การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 279 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." และวรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสี่เป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับหนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำคุกให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 317 ส่วนโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้ใช้อำนาจปกครองดูแลเพื่อการอนาจาร กับฐานพาผู้เสียหายที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารด้วยหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีความหมายว่า จากไป พาเอาไปเสีย แยกออกจากกัน เอาออกจากกัน ดังนั้น การพรากซึ่งจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก คดีนี้ได้ความตามคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งตรงกับที่มีการบันทึกไว้ในวีดิทัศน์ว่าขณะผู้เสียหายที่ 2 วิ่งเล่นอยู่ที่ข้างบ้าน สังเกตเห็นจำเลยซึ่งผู้เสียหายที่ 2 รู้จักมาก่อน ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้าไปที่บ้านร้างภายในสวนปาล์ม ผู้เสียหายที่ 2 จึงวิ่งเข้าไปหาจำเลย จำเลยกอดผู้เสียหายที่ 2 แล้วจูบหน้าผากผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 2 ออกแล้วอุ้มผู้เสียหายที่ 2 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยอุ้มพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่นหลังจากผู้เสียหายที่ 2 วิ่งเข้ามาหา จำเลยล่วงเกินทางเพศผู้เสียหายที่ 2 ตรงบริเวณที่พบผู้เสียหายที่ 2 นั้นเอง เท่ากับว่าผู้เสียหายที่ 2 มาหาจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 มา อีกทั้งมิได้เหนี่ยวรั้งผู้เสียหายที่ 2 ไว้ เช่นนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีการกระทำประการใดอันเข้าลักษณะเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองข้อหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 27 พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18)" "กระทำชำเรา" หมายความว่า "การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 279 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใด ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." และวรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสี่เป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับหนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำคุกให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคสี่ ม. 279 วรรคห้า (ใหม่) ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนางสาว บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสาวพิชชาภา สาครมณีรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2978/2562
#664282
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 และลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยลงโทษปรับต่ำกว่าระวางโทษปรับขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์ขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสองและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้โทษปรับจำเลยทั้งสองให้สูงขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32, 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71, 147, 169, 171 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 (1), 147, 169 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และไม่ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้โทษปรับจำเลยทั้งสองให้สูงขึ้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 และลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยลงโทษปรับต่ำกว่าระวางโทษปรับขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสองและขอให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ และมีอำนาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองให้เหมาะสมและเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับแก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 32 (2) ม. 65
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 71 วรรคหนึ่ง ม. 147 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาววัชรี ธนผลเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2562
#636367
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกันจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิม มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่มาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 75, 76, 100/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันผลิตพืชกระท่อม ข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง, 76 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (เดิม), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี โทษจำคุกสำหรับความผิดฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อม และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยังคงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกันจับกุมจำเลยและนายสำเนา ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 81 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.893 กรัม น้ำต้มพืชกระท่อมพร้อมกากพืชกระท่อม อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 เครื่องหมายทะเบียน กท 5073283 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 2 นัด ถังแก๊สกับหัวแก๊สพร้อมสาย และถุงพลาสติกใสเป็นของกลาง ศาลพิพากษาลงโทษนายสำเนา และริบเมทแอมเฟตามีน ถังแก๊สกับหัวแก๊สพร้อมสาย กับถุงพลาสติกใสไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 397/2559 ของศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมกับฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจโท เอกชัย พยานผู้ร่วมจับกุมเบิกความยืนยันว่า ก่อนมีการเข้าตรวจค้นจับกุม นายนันทพงศ์แจ้งว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและมีนายสุทัศน์ นายสนอง นายถนอม และนายธรายุทธ์ คนงานก่อสร้างซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเบิกความรับว่าได้เขียนบันทึกรับสารภาพ และให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ว่าเมทแอมเฟตามีนที่พวกตนเสพได้มาจากจำเลยก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่นำนายนันทพงศ์มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่านายนันทพงศ์ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ส่วนนายสุทัศน์ นายสนอง นายถนอมและนายธรายุทธ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นคนงานก็มิได้เบิกความยืนยันข้อความที่ตนเขียนว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาเสพเป็นความจริง นายสุทัศน์และนายสนองกลับเบิกความทำนองเดียวกันว่า ข้อความในบันทึกรับสารภาพนั้น เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้บอกให้พวกพยานเขียนและเขียนด้วยความกลัวความผิดเนื่องจากถูกตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่ปรากฏในเอกสารทั้ง 4 ฉบับ มีข้อความตรงกันทั้งหมดคงเปลี่ยนเพียงชื่อผู้เขียนบันทึกเท่านั้น ประกอบกับบ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของนายสำเนามิใช่บ้านของจำเลยโดยจำเลยอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ระบุในบัตรประจำตัวประชาชนตามบันทึกคำให้การของจำเลย จุดที่ค้นพบเมทแอมเฟตามีนเป็นบริเวณหน้าบ้าน ไม่ได้อยู่ภายในตัวบ้านหรือห้องนอนของจำเลย แม้จะมีการตรวจค้นพบธนบัตรจำนวนมากที่ตัวจำเลย แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งในวันเกิดเหตุมีคนงานกำลังทำงานก่อสร้างอยู่บริเวณหน้าบ้านถึง 4 คน จึงเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจจะเตรียมเงินไว้เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและค่าแรงคนงานดังที่จำเลยนำสืบ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่า จำเลยร่วมกับนายสำเนามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลำพังเพียงพยานบอกเล่าและพยานแวดล้อมยังไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกับนายสำเนามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76 ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และเพิ่มเติมมาตรา 26/2 ฐานผลิตพืชกระท่อม และมาตรา 26/3 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อความตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับในส่วนบทความผิด และมาตรา 17 ให้ยกเลิกมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งบทกำหนดโทษฐานผลิตพืชกระท่อมในมาตรา 75 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิม และมาตรา 75 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเท่ากัน ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 76 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่มาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทเพียงสถานเดียว กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (เดิม), 75 วรรคสอง (เดิม), 76 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนโทษฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมและฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 75 วรรคสอง (เดิม) ม. 76 วรรคสอง (ใหม่)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวลดาวัลย์ ใยมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
วัฒนา วิทยกุล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562
#633039
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อีกสถานหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพื่อข่มขู่โดยไม่ได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีอายุสิบเก้าปีเศษ แต่จากลักษณะความผิดจำเลยทั้งสองย่อมรู้ผิดชอบดีแล้ว จึงไม่มีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 17 เดือน คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 20 เดือน ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อขับมาจากท้ายซอยและผ่านหน้าบ้านนายพิชานนท์ ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านห่างจากถนนหน้าบ้าน 10 เมตร จำเลยที่ 2 ชะลอความเร็วของรถแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปถูกฝาผนังบ้านตรงที่วางม้านั่ง สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร ไม่ถูกผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุประมาณ 50 นาที พบรอยกระสุนปืนที่ฝาผนังบ้าน และพบลูกกระสุนปืน 1 ลูก ที่ตกบริเวณที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง จากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้ายหลบหนีจากที่เกิดเหตุ และคืนเกิดเหตุ ขณะร้อยตำรวจโทภานุ กับพวกขับรถยนต์ของราชการตรวจพื้นที่ถึงซอย สท.ธำรงค์ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา พบจำเลยที่ 1 ขับจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ลักษณะท่าทางพิรุธ จึงขอตรวจค้นจำเลยทั้งสอง ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง 1 นัด อยู่ที่สะเอวด้านหน้ามีชายเสื้อปิดไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 อีกจำนวน 3 นัด ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงทำประวัติไว้เบื้องต้นแล้วปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีนายพิชานนท์ ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองว่า ผู้เสียหายเคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เคยมีการมองหน้าท้าทายกันหลายครั้ง วันที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณช่วงเย็น จำเลยที่ 1 ส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กไปหานางสาวธนาพร คนรักของผู้เสียหายว่า "ไอสัส" เป็นเหตุให้ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการส่งข้อความโต้ตอบกันจนมีการนัดหมายกับจำเลยที่ 1 ไปชกต่อยกันที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เมื่อผู้เสียหายไปตามเวลาที่นัดกลับไม่พบจำเลยที่ 1 ในวันถัดมาซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงค่ำ ผู้เสียหายเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กด่าว่าจำเลยที่ 1 ถึงเหตุที่ไม่ยอมไปตามนัด ว่าเหตุใดท้าแล้วไม่ยอมออกมา จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์อยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน เห็นชาย 2 คน สวมหมวกนิรภัยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 สีน้ำเงินขาว ก่อนถึงหน้าบ้านได้ชะลอความเร็วลง ผู้เสียหายเห็นคนนั่งซ้อนท้ายชักอาวุธปืนสั้นเล็งยิงมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนเฉี่ยวศีรษะไปถูกผนังปูนด้านหลัง ขณะนั้นคนร้ายอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 4 เมตร แล้วเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้เสียหายวิ่งตามไปเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเลี้ยวเข้าซอย สท.ธำรงค์ไป จึงกลับมาที่บ้าน เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายมีปัญหาโต้เถียงกัน มีการนัดหมายกันไปชกต่อยที่สนามกีฬามาก่อนแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปตามนัด ผู้เสียหายจึงส่งข้อความมาด่าว่าจำเลยที่ 1 นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีปัญหาเรื่องอื่นใดต่อกันอีก มูลเหตุดังกล่าวจึงไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะต้องเอาชีวิตผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เห็นผู้เสียหายในขณะนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านอยู่ห่างจากถนนหน้าบ้านเพียง 10 เมตร โดยไม่รู้ตัว จำเลยที่ 1 มีเวลาและมีโอกาสเลือกยิงผู้เสียหายได้สะดวก ทั้งนายพิบูลย์ บิดาของผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า รั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยครึ่งล่างเป็นปูนทึบ ครึ่งบนเป็นลูกกลึงปูนสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ลูกกลึงแต่ละลูกอยู่ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวิถีกระสุนที่จำเลยที่ 1 ยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายสูงจากกำแพงบ้านไปและมีรอยกระสุนอยู่ห่างจากพื้นถึง 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่สูงเกินกว่าที่จะทำอันตรายผู้เสียหายได้ และเป็นการยิงเพียงนัดเดียวโดยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่มีโอกาสกระทำ ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่วิ่งตามรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาหน้าบ้านทั้งที่ตนมีแค่มือเปล่าในขณะที่คนร้ายมีอาวุธปืนและเพิ่งยิงเข้าไปในบ้านตนเองนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเองก็ทราบเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ที่จะยิงข่มขู่ผู้เสียหายเพราะถูกผู้เสียหายเหยียดหยามที่ไม่ไปตามนัดหมายมากกว่าที่จะประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนายิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงขู่ผู้เสียหายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองที่ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกทาง โดยจำเลยที่ 1 บอกเพียงว่าจะไปบ้านเพื่อนเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของผู้เสียหายและชะลอความเร็วที่หน้าบ้านของผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าบ้านผู้เสียหายจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับจำเลยที่ 2 เพื่อไปดื่มน้ำชากันที่ร้านข้างซอย สท.ธำรงค์ เมื่อรับจำเลยที่ 2 แล้วเปลี่ยนให้จำเลยที่ 2 เป็นคนขับไปยังร้านน้ำชา ขณะถูกจับจำเลยที่ 1 ก็เป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ก็เคยให้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของตนเองโดยมีตนเองซ้อนท้าย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เคยทำให้อยู่แล้ว สาเหตุการยิงก็เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้เสียหาย ทั้งจำเลยที่ 1 ยืนยันตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 เขียนยืนยันไว้ อาวุธปืนก็มีขนาดเล็กสะดวกแก่การซุกซ่อนพกติดตัว ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 อาวุธปืนก็เหน็บอยู่ที่เอวด้านหน้าของจำเลยที่ 1 โดยมีชายเสื้อปิดไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจค้นตัวชั้นจับกุมไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าพนักงานก็ยังปล่อยตัวจำเลยที่ 2 จับกุมแต่เฉพาะจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ยังมีเหตุให้ระแวงสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้สิ้นสงสัย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน นั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่ความผิดแล้ว แต่พฤติกรรมการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเพราะมีสาเหตุกันส่วนตัวกับผู้เสียหายเท่านั้นไม่ใช่ภัยสาธารณะ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุสิบเก้าปีเศษ ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน หากได้รับโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปและได้รับการขัดเกลานิสัยและความประพฤติในสังคมน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และสังคมในระยะยาวมากกว่าการลงโทษจำคุกในระยะสั้นซึ่งนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังทำให้จำเลยที่ 1 มีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และคุมความประพฤติในระหว่างรอการลงโทษโดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 วัน และปรับ 3,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 วัน และปรับ 1,500 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 10,000 บาท รวม 20,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 11,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ จำนวน 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร จำนวน 24 ชั่วโมง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 371 ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 วรรคท้าย ม. 213 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิทยา จันทร์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวินัย อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2892/2562
#636364
เปิดฉบับเต็ม

การยิงปืนขึ้นฟ้าของจำเลยเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เท่ากับความผิดตามที่ฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุด้วย แม้โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวด้วย แต่เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองด้วย กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษในข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความ ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุก 6 ปี 17 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายสุชน ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบิดาของนางสาวพิชญาภัทร ส่วนนายสุริยา ผู้เสียหายที่ 2 เป็นน้องชายของนางสาวพิชญาภัทร ก่อนเกิดเหตุเมื่อปี 2554 จำเลยแต่งงานอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนางสาวพิชญาภัทร และพักอาศัยอยู่ที่บ้านของนางเรียง ยายของจำเลย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ส. หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2558 จำเลยมีภริยาใหม่ วันเกิดเหตุวันที่ 1 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นางสาวพิชญาภัทรพาเด็กหญิง ส. มาที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุเพื่อร่วมรับประทานขนมจีนกับญาติพี่น้องเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ครั้นเวลา 15.30 นาฬิกา นายสามารถ นางนิภา บิดามารดาของจำเลย นางสาวสมศรี น้าของจำเลย และนางเรียงเดินทางไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อขอรับเด็กหญิง ส. กลับไปโดยเข้าไปนั่งพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 และนางเพ็ญสินี มารดาของนางสาวพิชญาภัทร ภายในบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยซึ่งมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขับรถกระบะมาจอดที่ริมถนนหน้าบ้านที่เกิดเหตุแล้วลงจากรถเดินเข้ามาในบ้านหลังดังกล่าว และใช้อาวุธปืนยิงไป 1 นัด เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกกระจกหน้าต่างชั้นสองของบ้านที่เกิดเหตุแตก หัวกระสุนปืนทะลุฝ้าเพดานชั้นสองไปฝังอยู่ในโครงไม้ทำฝ้าเพดาน แล้วจำเลยและญาติของจำเลยหลบหนีไป ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความต่อพันตำรวจตรีกิตติพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพุนพินให้ดำเนินคดีแก่จำเลย วันรุ่งขึ้นพันตำรวจตรีกิตติพลเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ร่องรอยกระสุนบริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุประกอบสำนวน โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการเข้าร่วมตรวจพิสูจน์และทำความเห็นไว้ด้วย หลังจากพันตำรวจตรีกิตติพลรวบรวมพยานหลักฐานแล้วได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย วันที่ 21 มกราคม 2559 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจตรีกิตติพลแล้วถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ก็เพราะจำเลยทราบจากญาติของจำเลยที่เดินทางไปที่บ้านที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้เพื่อขอรับบุตรสาวของจำเลยกลับบ้าน แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอม จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไป 1 นัด โดยคดีได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นางเพ็ญสินีและนางสาวมัชฌิมาร์ พยานโจทก์ว่า ขณะจำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้ามาภายในบ้านและก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง จำเลยเดินถอยหลังออกจากบ้านทางประตูใหญ่ 3 ถึง 4 ก้าว ไปยืนอยู่บริเวณลานหน้าบ้าน แล้วจึงค่อยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นไปชั้นสองของบ้านจำเลยมิได้ทะเลาะหรือโต้เถียงกับผู้เสียหายที่ 1 ดังนั้น หากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายที่ 1 หรือบุคคลภายในบ้าน จำเลยคงไม่เดินถอยหลังออกจากบ้าน 3 ถึง 4 ก้าว แล้วจึงค่อยใช้อาวุธปืนยิง ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีกิตติพล พนักงานสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการผู้เข้าร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุได้ทำความเห็นว่า ตำแหน่งที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงกับร่องรอยกระสุนปืนนั้น ทำมุมองศา 70 องศา ซึ่งเป็นวิถีกระสุนเกือบจะตั้งฉากเป็นแนวตรง ที่โจทก์นำสืบว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นไปนั้น มีผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่บนชั้นสองของบ้านที่เกิดเหตุ ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่แน่ใจว่าจำเลยจะเห็นผู้เสียหายที่ 2 หรือไม่ และลักษณะการยิงของจำเลยเป็นการชักอาวุธปืนยิงใส่บ้านในทันที ไม่ได้จ้องเล็งมาที่ผู้เสียหายที่ 2 ก่อนแล้วค่อยยิง ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า หากไปยืนในตำแหน่งที่จำเลยยืนน่าจะเห็นผู้เสียหายที่ 2 ก็เป็นเพียงความคิดส่วนตัวของผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น ทั้งหลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไป 1 นัด แล้ว จำเลยก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงซ้ำอีกแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้ใด น่าเชื่อว่าการใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้าเพียงเพื่อระบายโทสะตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ ส่วนก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง จำเลยพูดว่า "เย็ดแม่ วันนี้ยิงให้ตายหมดทั้งบ้าน" ก็น่าจะเป็นการพูดด้วยความโกรธที่ฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอมให้จำเลยรับบุตรสาวกลับคืนไปมากกว่าจะฟังว่าเป็นการใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่า กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นเจตนาโดยประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี การยิงปืนขึ้นฟ้าของจำเลยเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เท่ากับความผิดตามที่ฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุด้วย แม้โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวด้วย แต่เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองด้วย กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษในข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความ ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปยังบ้านที่เกิดเหตุก็เพื่อไปขอรับบุตรสาวกลับคืนมา ทั้งเป็นการขับรถพาอาวุธปืนติดตัวจากบ้านของจำเลยมุ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุทันที โดยมิได้มีวัตถุประสงค์พาอาวุธปืนไปเพื่อการอื่นอันอาจมีผลกระทบต่อสาธารณชน นับเป็นการมีและพาอาวุธปืนไปเพราะเหตุภายในครอบครัวโดยแท้ แม้จำเลยจะใช้อาวุธปืนที่พาติดตัวไปยิงก่อเหตุทำให้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 เสียหาย ก็เป็นเพียงความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยยิงปืนขึ้นฟ้า ทั้งเป็นความเสียหายไม่มากนัก ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่กลับไปกระทำความผิดอีก เห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ลงโทษจำคุก 10 วัน และปรับ 5,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นเงิน 16,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 8,000 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 9 เดือน 10 วัน และปรับ 13,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพรเทพ สุทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2562
#636365
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ว. เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ ว. ย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อมีผู้ลักรถที่เช่าซื้อไป ว. ย่อมได้รับความเสียหาย ว. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้ ว. ไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า ว. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ไม่ว่าหนังสือมอบอำนาจ จะระบุให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 แต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 18 กันยายน 2559 ก็ไม่มีผลลบล้างการที่ ว. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 เคยยกปัญหาเรื่องสายลับไม่ได้มาเบิกความขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้วินิจฉัยนั้น ไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด แต่จำเลยที่ 1 กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 200 บาท ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83, 265 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 265 (เดิม)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับของโจร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง, 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับของโจร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ คำขอให้คืนหรือชดใช้ราคาแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ร้อยตำรวจเอกกฤษณะ และร้อยตำรวจเอกศักดิ์ชัย พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่รู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน คำพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ จำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 2 พักอยู่ที่ห้องเช่าของจำเลยที่ 1 ในหมู่บ้านเมืองทองธานีกับจำเลยที่ 1 นายบัตร ไม่ทราบชื่อสกุล ส่งข้อความถึงจำเลยที่ 2 ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ในโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 2782 xxxx พร้อมรูปรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 ฒล 6107 กรุงเทพมหานคร แจ้งราคา 280,000 บาท ครอบมาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการแจ้งหายหรืออายัด ให้จำเลยที่ 2 หาลูกค้ามาซื้อรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ส่งไลน์ต่อให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาลูกค้าด้วย ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2558 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่ามีลูกค้าต้องการดูรถ จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์แจ้งนายบัตร นายบัตรแจ้งว่าจะให้นายจิรวัฒน์ ไม่ทราบชื่อสกุล ขับรถไปให้ดูตามเวลาที่จำเลยที่ 2 ต้องการ จำเลยที่ 2 จึงให้หมายเลขโทรศัพท์ของนายจิรวัฒน์แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นัดเวลากับนายจิรวัฒน์เอง เมื่อขายรถได้แล้วจึงจะให้ค่าตอบแทนกันในภายหลัง นายจิรวัฒน์และจำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ว่าจะนำรถยนต์ไปส่งให้ลูกค้าที่หลังธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเมืองทองธานี จำเลยที่ 2 กำชับให้จำเลยที่ 1 ดูให้ดีว่าผู้ซื้อเป็นใคร ภายหลังจำเลยที่ 2 ทราบว่านายจิรวัฒน์และจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานจับกุมและยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง จำเลยที่ 2 เคยขายรถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อเอาจำนำแก่นายทุนของนายบัตรซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับรถยนต์ในคดีมาแล้วประมาณ 10 คัน จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า รู้จักกับจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปีแล้ว และเคยร่วมกับจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์ในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาแล้วหลายครั้ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซื้อขายและตรวจสอบรถยนต์ว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกกฤษณะได้ความว่า เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ซึ่งติดอยู่ที่กระจกรถยนต์ด้านหน้าที่ระบุ 1 ฒล 6107 กรุงเทพมหานคร ตัวอักษรและตัวเลขของเครื่องหมายดังกล่าวมีรอยแก้ไข และไม่ตรงกับเลขตัวถังรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งจะตรงกับรถที่มีหมายเลขทะเบียน 1 ฒถ 4817 กรุงเทพมหานคร ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับรถยนต์มาแสดง จำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า จำเลยที่ 2 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุแล้วว่ารถยนต์ของกลางคดีนี้ได้เปลี่ยนทะเบียนรถ เนื่องจากผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวกำลังติดตามยึดรถคืน จึงต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์คันอื่นมาติดไว้แทน จากสภาพลักษณะรถยนต์ของกลาง คำบอกของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวและประสบการณ์การซื้อขายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์หรือยักยอก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกนำรถยนต์ของกลางซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอมและติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีปลอมไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมรับของโจรและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้อง พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า รถยนต์ของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) นางสาววิชชุดา ไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง จึงไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์นั้น พิเคราะห์แล้ว ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่านางสาววิชชุดาเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าเซื้อ นางสาววิชชุดาย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ หากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ลักรถที่เช่าซื้อไป นางสาววิชชุดาย่อมได้รับความเสียหาย นางสาววิชชุดาจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้นางสาววิชชุดาไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่านางสาววิชชุดาร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าหนังสือมอบอำนาจจะระบุให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 แต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 18 กันยายน 2559 ก็ไม่มีผลลบล้างการที่นางสาววิชชุดาร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี เพราะไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 1 ได้นั้น พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 เคยยกปัญหาเรื่องสายลับไม่ได้มาเบิกความขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้วินิจฉัยนั้น ไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด แต่จำเลยที่ 1 กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จากคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนไม่ปรากฏข้อความใดที่บ่งบอกว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทำการซื้อขายรถยนต์ผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 มาเป็นเพื่อนนายจิรวัฒน์ตามที่จำเลยที่ 2 บอกให้มา และราคาซื้อขายรถยนต์ของกลาง 280,000 บาท เป็นราคาตามท้องตลาด เมื่อขายเสร็จจำเลยที่ 1 ก็จะได้รับค่าตอบแทน ส่วนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีที่มีการทำปลอมขึ้นมาหากมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นของปลอม จำเลยที่ 1 ในฐานะพ่อค้าย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเป็นของปลอม ขอศาลฎีกาได้โปรดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเป็นยกฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางณัฐมน กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2817/2562
#635886
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อรถบรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรส ผู้ร้องกับจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอคืนได้กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของอันพึงต้องริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง ให้จำเลยนำไปรับจ้างบุคคลอื่น จากนั้นวันที่ 23 มีนาคม 2559 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาใช้ยานพาหนะน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดบนทางหลวง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถบรรทุกของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกของกลางเพื่อให้จำเลยใช้ขับรับจ้างบุคคลอื่น เงินที่หามาได้จำเลยจะนำมามอบให้ผู้ร้องชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องได้ความว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อรถบรรทุกของกลางของผู้ร้องเพื่อให้จำเลยใช้ขับรถรับจ้างบุคคลอื่น ซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต โดยจำเลยรับผิดชอบงานด้วยตนเอง เมื่อจำเลยนำรถออกไปจากบ้านผู้ร้องซึ่งเป็นภริยามิได้ไปด้วย ที่เป็นความผิดก็เพราะจำเลยนำรถไปบรรทุกดินมากจนน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้บรรทุกได้ ซึ่งน้ำหนักดินที่บรรทุกใส่รถจะมากน้อยเพียงใด เกินกำหนดหรือไม่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจำเลยผู้เป็นคนขับและรับผิดชอบรถอยู่ในขณะเกิดเหตุนั้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาอยู่ที่บ้านน่าจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ จะฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องเพียงแต่อุทธรณ์ขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้นโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันจึงเป็นการมิชอบ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถบรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรส ผู้ร้องกับจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอคืนได้กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของอันพึงต้องริบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 36
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 วรรคหนึ่ง ม. 73/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
ผู้ร้อง — นาง ม.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายอุทิศ อุ่นท้าว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2562
#635884
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นเพียงบุคคลสมมติโดยอำนาจของกฎหมายต้องดำเนินหรือปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทผู้แทนนิติบุคคลก็ตาม แต่ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลยังคงต้องพิจารณาตามหลักทั่วไปโดยต้องปรากฏว่าผู้แทนนิติบุคคลนั้นได้กระทำผิดโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 เป็นองค์ประกอบสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประกาศเลิกกิจการและเลิกจ้างก่อนที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นกรรมการ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยแสดงตัวและเจตนาเข้าดำเนินงานจัดการแทนจำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถูกใช้ชื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้เป็นกรรมการแทน ก. กรรมการคนก่อนระหว่างรอให้การเลิกกิจการและเลิกจ้างมีผลในวันที่ 1 เมษายน 2557 เท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่มีการเลิกจ้างให้ลูกจ้าง ฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงต้องอุทธรณ์ว่า มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อย่างไรที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 7 นั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 67, 70, 118, 124, 144, 151 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง, 70 วรรคสอง, 118, 124 วรรคสี่, (ที่ถูก วรรคสาม) 144 วรรคหนึ่ง, 151 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่จ่ายค่าชดเชย ปรับ 60,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ปรับ 20,000 บาท รวมปรับ 80,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 40,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งได้มอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้าง อีกฐานหนึ่ง ปรับ 40,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมบริษัทจำเลยที่ 1 มีนายกุศะ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลยที่ 1 โดยนายกุศะรับนางสาววัลภา นางสาวนฤมล นายพล นางสาวประภัสสร นางปรางทิพย์ นางสาวเพ็ญธิดา นางน้ำเพ็ญ นางพัทธนันท์ นางสาวสาวิตรี นางปิยนุช นางสาวรินรส นางสาวชไมนุช นางสาวจุฑามาศ และนางสาวหรือนางบุญฑริกา เข้าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกก่อนวันสิ้นเดือนหนึ่งวัน โดยผ่านบัญชีธนาคารของลูกจ้าง และกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานครบหนึ่งปี 15 วันต่อปี ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 นายกุศะ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้บอกกล่าวเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสิบสี่คน โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 เมษายน 2557 โดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างทั้งสิบสี่คน ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 แทน และเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 เวลากลางวัน ภายหลังจากการเลิกจ้างมีผล จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบสี่คน และเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2557 เวลากลางวัน ภายหลังพ้น 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้างมีผล จำเลยทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบสี่คน ต่อมาวันที่ 4, 9, 10 และ 17 เมษายน 2557 เวลากลางวัน ลูกจ้างทั้งสิบสี่คนยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน จนกระทั่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 4 ที่ 52/2557 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบสี่คน ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง แต่เมื่อพ้นกำหนดวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นมา จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างแก่ลูกจ้างทั้งสิบสี่คน

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 กระทำหรือมีเจตนากระทำอย่างใด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นเพียงบุคคลสมมติโดยอำนาจของกฎหมายต้องดำเนินหรือปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทผู้แทนนิติบุคคลก็ตาม แต่ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลยังคงต้องพิจารณาตามหลักทั่วไปโดยต้องปรากฏว่าผู้แทนนิติบุคคลนั้นได้กระทำผิดโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 เป็นองค์ประกอบสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประกาศเลิกกิจการและเลิกจ้างก่อนที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นกรรมการ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยแสดงตัวและเจตนาเข้าดำเนินงานจัดการแทนจำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถูกใช้ชื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้เป็นกรรมการแทนนายกุศะกรรมการคนก่อนระหว่างรอให้การเลิกกิจการและเลิกจ้างมีผลในวันที่ 1 เมษายน 2557 เท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่มีการเลิกจ้างให้ลูกจ้าง ฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงต้องอุทธรณ์ว่า มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อย่างไรที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 นั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายชาญพงศ์สัณห์ จันทร์ดอก
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2562
#634578
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่อ้างว่า ต้องเสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นศาลอันมูลเหตุกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้เกิดขึ้น เพื่อให้เพิกถอนการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ผิดระเบียบเพื่อพิจารณาข้ออ้างของโจทก์ต่อไป มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพราะข้อผิดระเบียบดังกล่าวมิใช่ข้อผิดระเบียบที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่มีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลล่างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 137, 157, 162, 267, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 1 ฉบับ โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 และฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ว่า การที่ศาลชั้นต้นแจ้งนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก่โจทก์โดยการปิดหมายนั้น ไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ระบุที่หัวด้านบนของฎีกา ฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ว่า คำร้องฎีกาขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 5) ซึ่งเมื่ออ่านเนื้อหาในคำร้องฎีกาฉบับนี้โดยละเอียดแล้ว แม้โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ได้ยกเหตุผลกล่าวอ้างเป็นข้อสำคัญว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีคำขอท้ายฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น โดยระบุอ้างไว้ด้วยว่าโจทก์ยื่นคำร้องภายในระยะเวลา 8 วัน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าความประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์หาใช่ต้องการให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัย ของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ แต่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณาในการทำคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่เป็นคำฟ้องฎีกา หากแต่เป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค 5

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้หรือไม่ ในข้อนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไว้ว่า "ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร" ซึ่งต้องนำมาใช้ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวคำว่า "ศาล" ที่จะมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบย่อมหมายถึงศาลที่ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเอง การเพิกถอนกระบวนพิจารณาอันผิดระเบียบที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะเกิดจากการที่ศาลเห็นเป็นการสมควรเอง หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาเมื่อศาลมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว หากคู่ความไม่พอใจจึงชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งศาลนั้น ๆ ต่อไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในภาค 4 ว่าด้วยอุทธรณ์และฎีกาซึ่งเป็นเรื่องการใช้อำนาจของศาลสูงพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยของศาลล่างอันเป็นอีกขึ้นตอนหนึ่งแยกต่างหากจากกัน หามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลในลำดับชั้นที่สูงกว่าใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอันเกิดขึ้นในการพิจารณาของศาลในลำดับชั้นที่ต่ำกว่าได้โดยตรงดังที่โจทก์อ้างในคำร้องไม่ ฉะนั้น หากโจทก์เห็นว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการปิดหมายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยคดียังอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 และคำร้องเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพิกถอนการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับวินิจฉัยว่าคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยื่นอุทธรณ์ โดยยังไม่ทันมีคำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่ผิดระเบียบนั้นเสียก่อน เป็นการไม่ชอบ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและเป็นการผิดระเบียบซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เอง ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่อ้างว่าต้องเสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นศาลอันมูลเหตุกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้เกิดขึ้นเพื่อให้พิจารณาข้ออ้างของโจทก์เรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้นต่อไป มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพราะข้อผิดระเบียบดังกล่าวมิใช่ข้อผิดระเบียบที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลล่างได้ ข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำร้องของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ธราธร ศิลปโอสถ
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2764/2562
#635891
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 (เดิม) มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ก็ไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 33, 43 (4), 78, 157, 160 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวรัตนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์และใช้สิทธิอุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวได้ โจทก์ร่วมไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ถือว่าเป็นการอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 (เดิม) มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ร่วมต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ร.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายประชา เฉลิมกิตติชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา