คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2562
#635840
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสามฉบับจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมีชื่อโจทก์หรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง และมาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาททั้งสามฉบับไว้ในครอบครองจึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามมาตรา 904 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบย่อมมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1

จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับมอบให้ ว. โดยมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการนำไปเรียกเก็บเงินโดยโจทก์ทราบและโจทก์เอาเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปจากตู้นิรภัยของ ว. แล้ว ลงวันที่และเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจำเลยไม่ยินยอมและธนาคารก็ปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบอันมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 120,468,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายศาวิกรณ์ เข้าเป็นคู่ความร่วมและนายศาวิกรณ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของจำเลยและนายศาวิกรณ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) ต้องไม่เกิน 468,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 100,000 บาท แทนจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและบ้านขายโดยเป็นประธานกรรมการบริษัทซื่อตรงคอนสตรั๊คชั่น จำกัด บริษัทซื่อตรงพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และบริษัทซื่อตรงกรุ๊ป จำกัด จำเลยรู้จักกับนายวีระ และนายศาวิกรณ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายวีระ เนื่องจากมีธุรกิจเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกันโดยรู้จักกับนายศาวิกรณ์ก่อน นายวีระและจำเลยทำงานสมาคมร่วมกันด้วย เช่นสมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย นายวีระเป็นคนจีนพูดภาษาไทยได้น้อย การสื่อสารกับบุคคลอื่นและจำเลยใช้ภาษาจีน โจทก์มีความสามารถในการพูดภาษาจีนเคยประกอบอาชีพนำสินค้าหนีภาษีจากทางภาคใต้มาขายที่ตลาดเยาวราชได้มาอยู่อาศัยและดูแลนายวีระเมื่อปี 2550 ขณะนั้นโจทก์อายุ 54 ปี นายวีระอายุ 79 ปีเศษป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด ประมาณต้นปี 2558 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับที่พิพาทกันในคดีนี้ เป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขารัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ ประทับตรา A/C PAYEE ONLY หรือเช็คขีดคร่อม ระบุชื่อโจทก์หรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน สั่งจ่ายเงินฉบับละ 50,000,000 บาท 50,000,000 บาท และ 20,000,000 บาท ไม่ลงวันที่สั่งจ่าย ต่อมาเช็คพิพาททั้งสามฉบับตกอยู่ในความครอบครองของโจทก์ วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 จำเลยแจ้งธนาคารห้ามจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ วันที่ 20 กันยายน 2558 นายวีระถึงแก่ความตาย วันที่ 23 กันยายน 2558 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้คืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ วันที่ 30 กันยายน 2558 โจทก์ลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสามฉบับแล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินได้คืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับ อนึ่ง ก่อนนายวีระถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 นายศาวิกรณ์ได้ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกธิติ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์เรื่องยักยอกทรัพย์หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องโดยอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากนายวีระ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนขณะที่ร้อยตำรวจเอกธิติมาเป็นพยานคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากับนายวีระ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายวีระไม่ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากัน แต่โจทก์มาอยู่ดูแลนายวีระโดยบุตรของนายวีระว่าจ้างฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบอันมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คหรือไม่ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมีชื่อโจทก์หรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง และมาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาททั้งสามฉบับไว้ในครอบครองจึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามมาตรา 904 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบย่อมมีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 จำเลยมีตัวจำเลยและนายศาวิกรณ์เบิกความยืนยันทำนองเดียวกัน คำเบิกความของจำเลยและนายศาวิกรณ์สอดคล้องต้องกันเป็นลำดับขั้นตอนถึงความเป็นไปในการออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยการกู้เงินของจำเลยกับนายศาวิกรณ์เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มิใช่ตั้งแต่ปี 2553 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย มีการทำสัญญากู้ทั้งสี่ครั้งและมีเช็คที่นายศาวิกรณ์สั่งจ่ายให้แก่จำเลยตรงตามจำนวนในสัญญากู้ มีการนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย อันเป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยกู้เงินจากนายศาวิกรณ์จริง และเมื่อนายศาวิกรณ์ให้นายวีระมาดูแลเงินกู้แทนก็มีการเปลี่ยนวิธีการสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมไม่ลงวันที่มอบให้นายวีระเป็นหลักฐานแทนการออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่นายวีระไม่มีความเข้าใจและมีข้อตกลงไม่มีการนำเช็คขีดคร่อมที่ไม่ลงวันที่ไปเรียกเก็บเงินเลย ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านายวีระนำเช็คขีดคร่อมที่ไม่ลงวันที่ไปเรียกเก็บเงิน หากมีการชำระเงินก็จะออกแคชเชียร์เช็คแล้วรับเช็คขีดคร่อมที่ไม่ลงวันที่คืนมา บ่งชี้ให้เห็นว่ามีข้อตกลงระหว่างนายศาวิกรณ์และจำเลยว่าจะไม่มีการนำเช็คที่ไม่ลงวันที่ไปเรียกเก็บเงินโดยนายวีระทราบข้อตกลงดังกล่าวซึ่งโจทก์ย่อมทราบดีดังที่โจทก์เบิกความว่านายวีระไว้วางใจโจทก์โดยพาไปที่ธนาคาร โจทก์แนะนำให้พนักงานธนาคารรู้จักและเคยให้โจทก์ไปทำธุรกรรมแทน แม้แต่ตู้นิรภัยที่บ้านเลขที่ 335 ที่โจทก์และนายวีระเคยอาศัยโจทก์ก็เบิกความทำนองว่าทราบหมายเลขรหัสที่เปิดแต่บ่ายเบี่ยงว่าจำไม่ได้แล้วขณะเบิกความเป็นพยาน อันเป็นข้อสนับสนุนว่า โจทก์ทราบข้อตกลงว่าจะไม่นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายขีดคร่อมโดยไม่ลงวันที่ไปเรียกเก็บเงิน ในส่วนสำเนาแคชเชียร์เช็ค 100,000,000 บาท ก็ได้ความว่ามีการคืนธนาคารและออกแคชเชียร์เช็คใหม่ 2 ฉบับ นายวีระได้คืนเช็คไม่ลงวันที่คืนมา ทำให้เห็นว่าการออกเช็คไม่ลงวันที่มีข้อตกลงว่าจะไม่นำไปเรียกเก็บเงินหาเป็นข้อพิรุธดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย นอกจากนี้ยังปรากฏว่าหลังจากที่นายวีระถึงแก่ความตายจำเลยยังชำระหนี้ให้แก่นายศาวิกรณ์เป็นแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 22 มกราคม 2559 และวันที่ 31 มีนาคม 2559 ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่านายศาวิกรณ์ให้นายวีระดูแลเงินกู้แทน เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ใช้ภริยาของนายวีระแต่เป็นเพียงผู้มาดูแลนายวีระ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่นายวีระจะให้เงินแก่โจทก์โดยให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามเป็นเงินถึง 120,000,000 บาท แทนการชำระหนี้เงินกู้ที่กู้จากนายศาวิกรณ์มิได้กู้เงินจากนายวีระ ที่ให้นายวีระดูแลแทน พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์มีตัวโจทก์เพียงคนเดียวเบิกความ คำเบิกความของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับมอบให้นายวีระโดยมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการนำไปเรียกเก็บเงินโดยโจทก์ทราบและโจทก์เอาเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปจากตู้นิรภัยของนายวีระแล้ว ลงวันที่และเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจำเลยไม่ยินยอมและธนาคารก็ปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยชอบอันมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยปัญหานี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยโดยกำหนด ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 80,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายดำเนินคดีทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 904 ม. 914 ม. 989 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนรินทร์ สมัครเขตการ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2562
#633024
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องโจทก์ระบุชื่อโจทก์ว่า ฉ. ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วซึ่งไม่มีสภาพบุคคล ที่ถูกต้องระบุชื่อคู่ความว่า ล. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฉ. โจทก์ก็ตาม แต่การบรรยายฟ้องเมื่ออ่านแล้วเป็นที่เห็นได้ว่า ล. ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ฟ้องคดี ทั้งการระบุชื่อคู่ความโดยนำชื่อ ฉ. ขึ้นก่อนก็ไม่ได้ทำให้จำเลยไม่เข้าใจหรือหลงข้อต่อสู้ เพราะจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับ ล. กรณีจึงเป็นการบรรยายฟ้องผิดพลาดเล็กน้อย ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาเรื่องโจทก์ไม่มีเจตนาไถ่ถอนจำนองจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์หรือไม่ มิใช่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องโดยตรง จำเลยจึงต้องยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่จำเลยยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว เนื่องจากมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องโจทก์ขอไถ่ถอนจำนองเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่จำเลยโต้เถียงกรรมสิทธิ์โดยให้การต่อสู้ว่า ฉ. มิได้จดทะเบียนจำนอง แต่ได้ยกที่ดินทั้งสองแปลงตีใช้หนี้ให้แก่จำเลย ย่อมทำให้คดีไม่มีทุนทรัพย์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินไถ่ถอนจำนอง เมื่อตามสัญญาจำนองมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่ในสัญญากำหนดไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงต้องชำระดอกเบี้ยให้จำเลยตามสัญญา

ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี การที่โจทก์นำสืบเรื่องขอไถ่ถอนจำนองว่ามีการโทรศัพท์แจ้งจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการแสดงเจตนาไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยวันใด แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จึงต้องถือว่าเป็นวันที่โจทก์แสดงเจตนาจะชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากจำเลย โจทก์จึงต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ยังต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์เป็นเจ้าหนี้ผิดนัดด้วยการบ่ายเบี่ยงไม่รับชำระหนี้จากโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยผู้ผิดนัดจึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3380 และ 26616 โดยรับเงินไปจากโจทก์ 2,000,000 บาท และให้คืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากไม่ไถ่ถอนหรือไม่คืนโฉนดที่ดิน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3380, 26616 โดยให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2539 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2558) และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังโดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันเป็นที่ยุติว่า นางสาวเฉลิม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3380 และ 26616 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 นางสาวเฉลิมจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้แก่จำเลยเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 2,000,000 บาท วันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 นางสาวเฉลิมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวฉลวย โจทก์ เป็นผู้จัดการมรดก

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุชื่อคู่ความผิดในสาระสำคัญ คือนางสาวเฉลิม โดยนางสาวฉลวย ในฐานะผู้จัดการมรดก การบรรยายฟ้องของโจทก์ทำให้จำเลยเข้าใจว่า โจทก์คือผู้ตาย เมื่อโจทก์คือผู้ตายย่อมไม่มีสถานะบุคคลมาฟ้องคดีนี้ ที่ถูกต้องโจทก์ต้องระบุชื่อคู่ความว่า นางสาวฉลวย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเฉลิม โจทก์ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและไม่ใช่การบรรยายฟ้องผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นการบรรยายฟ้องที่ผิดในสาระสำคัญทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะระบุชื่อโจทก์ว่า นางสาวเฉลิม ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วซึ่งไม่มีสภาพบุคคลและที่ถูกต้องโจทก์ต้องระบุชื่อ คู่ความว่า นางสาวฉลวย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเฉลิม โจทก์ก็ตาม แต่การบรรยายฟ้องเมื่ออ่านแล้วเป็นที่เห็นได้ว่านางสาวฉลวยในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ฟ้องคดี ทั้งการระบุชื่อคู่ความโดยนำชื่อนางสาวเฉลิมขึ้นก่อนก็ไม่ได้ทำให้จำเลยไม่เข้าใจหรือหลงข้อต่อสู้ เพราะจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับนางสาวฉลวย กรณีจึงเป็นการบรรยายฟ้องผิดพลาดเล็กน้อย ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญถึงกับมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีเจตนาไถ่ถอนจำนองจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิ โดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งประเด็นที่โจทก์ไม่มีเจตนาไถ่ถอนจำนองก็อยู่ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ปัญหาในเรื่องที่โจทก์มีเจตนาไถ่ถอนจำนองหรือไม่ มิใช่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องโดยตรงจำเลยจึงต้องยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เพราะโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะขอไถ่ถอนจำนองอันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่จำเลยโต้เถียงกรรมสิทธิ์โดยให้การต่อสู้ว่า นางสาวเฉลิม มิได้จดทะเบียนจำนอง แต่ได้ยกที่ดินทั้งสองแปลงตีใช้หนี้ให้แก่จำเลย ย่อมทำให้คดีไม่มีทุนทรัพย์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 2,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวคือ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ชำระแก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ประเด็นเรื่องดอกเบี้ยศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นไว้ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2539 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2558) และศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2539 จนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลยจึงไม่ถูกต้อง หากโจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปก็เป็นเวลาเพียง 5 ปี เท่านั้น เห็นว่า สัญญาจำนอง มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่ในสัญญากำหนดไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงต้องชำระดอกเบี้ยให้จำเลยตามสัญญา แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดวันที่โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี เมื่อทางนำสืบของโจทก์ นายชรัตน์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ในการขอไถ่ถอนจำนองพยานมีการโทรศัพท์แจ้งจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า มีการแสดงเจตนาไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยวันใด แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จึงต้องถือว่าเป็นวันที่โจทก์แสดงเจตนาจะชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากจำเลย โจทก์จึงต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ยังต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์เป็นเจ้าหนี้ผิดนัดด้วยการบ่ายเบี่ยงไม่รับชำระหนี้จากโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยผู้ผิดนัดจึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 193/33 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 67 วรรคหนึ่ง (2) ม. 67 (3) ม. 150 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสาว ฉ. โดยนางสาว ล.
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — นางสาวหรือนาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสมปรารถนา แสงสุริยะฉัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2562
#629013
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดกของ น. เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันโดยมิได้มีการขอแบ่งทรัพย์มรดกของ น. จากจำเลยทั้งห้าก่อน ซึ่งไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุไว้ในคำพิพากษา ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนการยึดอันเป็นความผิดของโจทก์เอง ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอบังคับคดี จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง, 153 วรรคสอง, 153/1 และตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าผู้ที่นำยึดจะต้องเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันแต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลได้ หากจำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน เพียงแต่คดีนี้ศาลได้กำหนดในคำพิพากษาไว้แล้วถึงวิธีการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าโดยให้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งห้ายังมิได้แบ่งทรัพย์มรดกกัน แต่โจทก์กลับขอให้บังคับคดียึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันข้ามขั้นตอนตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษา การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดก จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง เมื่อศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึด โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย คำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจึงชอบแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วว่า โจทก์นำยึดที่ดินมรดกโดยยังมิได้ตกลงแบ่งกันในระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าอันเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนตามคำพิพากษาจนศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดิน ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย อย่างไรก็ตาม การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะโดยปกติผลของการไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้มูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี กฎหมายจึงบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมตามราคาทรัพย์สินที่ยึดได้ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้คำนึงถึงกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากได้มูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจะให้ปฏิบัติในเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประการใดและคงไม่ประสงค์จะให้เสียค่าธรรมเนียมมากกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี มิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีซึ่งย่อมไม่ถูกต้อง ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย การเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี ประกอบกับไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีว่าโจทก์นำยึดที่ดินมรดกเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีตามสิทธิที่โจทก์ได้รับดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดนั้น จึงไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนส่วนแบ่งที่โจทก์มีสิทธิได้รับในทรัพย์สินที่ยึด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภา ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วนของรายการทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วนกันและให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นหุ้นบริษัทง่วนหลีจั่น (1984) จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 25,000 หุ้น หุ้นบริษัทสยามผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 300 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างบังคับคดี โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 12490 อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 44472 อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 826 อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 2143 ถึง 2146 และ 2148 อำเภอสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน

ต่อมาจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ว่า คดีนี้เป็นการแบ่งทรัพย์มรดกในระหว่างทายาท กรณีจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา การที่โจทก์ขอให้ออกคำบังคับและออกหมายบังคับคดีเท่ากับเป็นการขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก การที่ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็เพื่อให้ดำเนินการตามคำพิพากษาซึ่งได้ระบุลำดับขั้นตอนการบังคับคดีไว้แล้ว โดยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายเสียก่อน โดยโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าจะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลือกปฏิบัติในลำดับที่สองคือ ขอนำยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดอันข้ามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษาโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลและจะขอบังคับเกินไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกับจำเลยทั้งห้าตามคำพิพากษาลำดับแรก การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เพิกถอนการยึดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ดำเนินการตามคำพิพากษาต่อไป โจทก์อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2554 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเป็นเงิน 20,670,054.70 บาท ภายในกำหนด 15 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลที่สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายกับโจทก์

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภา เจ้ามรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน ของทรัพย์มรดกตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องบางรายการ ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งกันตามส่วน หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว โจทก์กับจำเลยทั้งห้ายังมิได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกกัน แต่โจทก์กลับดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 12490 อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 44472 อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 826 อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 2143 ถึง 2146 และ 2148 อำเภอสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การกระทำของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดกของนางนิภา เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันโดยมิได้มีการขอแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาจากจำเลยทั้งห้าก่อน ซึ่งไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุไว้ในคำพิพากษา ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนการยึดอันเป็นความผิดของโจทก์เอง ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอบังคับคดี จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง, 153 วรรคสอง, 153/1 และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันในระหว่างทายาท ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน เป็นการขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทโดยธรรมมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ในข้อนี้บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าผู้ที่นำยึดจะต้องเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันแต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลได้ หากจำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน เพียงแต่คดีนี้ศาลได้กำหนดในคำพิพากษาไว้แล้วถึงวิธีการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าโดยให้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งห้ายังมิได้แบ่งทรัพย์มรดกกัน แต่โจทก์กลับขอให้บังคับคดียึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันข้ามขั้นตอนตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษา การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดก จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง เมื่อศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึด โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าว จึงฟังไม่ขึ้น คำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าโจทก์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วว่า โจทก์นำยึดที่ดินมรดกโดยยังมิได้ตกลงแบ่งกันในระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าอันเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนตามคำพิพากษาจนศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดิน ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายดังวินิจฉัยมาข้างต้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะโดยปกติผลของการไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้มูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี กฎหมายจึงบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมตามราคาทรัพย์สินที่ยึดได้ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้คำนึงถึงกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากได้มูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจะให้ปฏิบัติในเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประการใดและคงไม่ประสงค์จะให้เสียค่าธรรมเนียมมากกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี มิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีซึ่งย่อมไม่ถูกต้อง ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายการเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี ประกอบกับไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีว่า โจทก์นำยึดที่ดินมรดกเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีตามสิทธิที่โจทก์ได้รับดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดนั้น จึงไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนส่วนแบ่งที่โจทก์มีสิทธิได้รับในทรัพย์สินที่ยึด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนส่วนแบ่งที่โจทก์มีสิทธิได้รับในทรัพย์สินที่ยึด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 153 วรรคสอง ม. 153/1 ตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ส. โดยนาย ภ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายบวรวิทย์ เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
ประมวล สุขสมพร
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2562
#633043
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง เลขที่ Y 684619 เพื่อขอออกหนังสือเดินทางหลังจากนั้นได้นำคำร้องดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกหนังสือเดินทางของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ดำเนินการออกหนังสือเดินทางดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยใช้สำเนาสูติบัตรและสำเนาหนังสือเดินทางของ ร. ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ เพื่อประกอบคำร้องขอออกหนังสือเดินทางพร้อมทั้งลงลายมือชื่อปลอมของ ร. ในคำร้องดังกล่าว เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานกงสกุลใหญ่หลงเชื่อ นำข้อมูลดังกล่าวตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของสถานกงสุลใหญ่ และสแกนลายมือชื่อปลอมที่จำเลยลงไว้ในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในช่องผู้ถือหนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ถือเป็นการปลอมเอกสารราชการโดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายของผู้ขอออกหนังสือเดินทาง อันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในชื่อของจำเลย กรมการกงสุลจึงไม่ออกหนังสือเดินทางตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทางปลอม เลขที่ Y 684619 ให้จำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 269/8, 269/8 ประกอบมาตรา 80, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และ 265, มาตรา 269/9 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสาร เอกสารราชการ ปลอมหนังสือเดินทางและใช้เอกสารปลอม เอกสารราชการปลอมและหนังสือเดินทางปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม เอกสารราชการปลอมและหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 269/9 วรรคแรก (ที่ถูก ประกอบมาตรา 269/8 ด้วย) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และ 269/9 วรรคสี่ ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุก 1 ปี ฐานใช้หนังสือเดินทางปลอม จำคุก 1 ปี ฐานพยายามปลอมหนังสือเดินทาง จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) และการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.4 เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2 และตามฟ้องข้อ 1.3 (ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) กับความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อ 1.4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาพยายามปลอมเอกสารราชการ (หนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619) ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม คู่ความมิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 เกิดจากการที่จำเลยให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปลอมลายมือชื่อของนางสาวรอมซียะห์ ลงในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางดังกล่าว ซึ่งจำเลยย่อมทราบอยู่แล้วว่าจะต้องใช้ลายมือชื่อของนางสาวรอมซียะห์ที่จำเลยปลอมดังกล่าวในหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นวิธีการออกหนังสือเดินทางโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่สามารถให้จำเลยลงลายมือชื่อปลอมลงในหนังสือเดินทางโดยตรงได้ การที่เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลสแกนลายมือชื่อปลอมลงในหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ย่อมทำให้หนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางปลอมโดยจำเลยอาศัยเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการแล้วนั้น เห็นว่า การที่จำเลยปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทางเพื่อขอออกหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 หลังจากนั้นนำคำร้องขอออกหนังสือเดินทางดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกหนังสือเดินทางของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ดำเนินการออกหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ให้แก่จำเลย โดยจำเลยใช้สำเนาสูติบัตรและสำเนาหนังสือเดินทางหมายเลข J 321950 ของนางสาวรอมซียะห์ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบคำร้องขอออกหนังสือเดินทางพร้อมทั้งลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวรอมซียะห์ในคำร้องดังกล่าวด้วย เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานกงสกุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลงเชื่อ นำข้อมูลดังกล่าวตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของสถานกงสุลใหญ่ และสแกนลายมือชื่อปลอมที่จำเลยลงไว้ในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในช่องผู้ถือหนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการปลอมเอกสารราชการโดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และเมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้ายของผู้ขอออกหนังสือเดินทางอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในชื่อนางซารีพะ กรมการกงสุลจึงไม่ออกหนังสือเดินทางตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทางปลอมเลขที่ Y 684619 ให้แก่จำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 265 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 80 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2562
#633019
เปิดฉบับเต็ม

สะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 สร้างอยู่บนคลองระบายพระยาพิสูตร์หรือคลองแสมขาว ซึ่งเป็นทางน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนมีสิทธิใช้ร่วมกัน โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ใช้ประโยชน์ในสะพานมาก่อน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในสะพานรวมทั้งที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองรื้อถอนสะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 เหลือแต่เสาบางส่วน สร้างบ้านพักคนงานคร่อมบนสะพานและทำคานไม้สำหรับวางสิ่งของ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถนำเรือมาจอดเทียบสะพานได้ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าเสียหายนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ กว้างประมาณ 12 เมตร และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาในบริเวณที่ดินพิพาทหากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอน ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 5,000 บาท โจทก์ที่ 2 เดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านพักคนงานที่ปลูกสร้างติดกับสะพานพิพาทหรือท่าน้ำ และรื้อถอนคานไม้ที่ใช้วางสิ่งของออกเพื่อให้โจทก์ที่ 1 สามารถใช้ประโยชน์โดยนำเรือไปจอดข้างสะพานพิพาททั้งสองฝั่งได้ดีตามสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 2,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านพักคนงานและคานไม้เพื่อให้สะพานพิพาทใช้การได้ดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอส่วนที่หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ประกอบอาชีพต่อเรือและซ่อมแซมเรือประมง และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26858 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26859 หลังจากฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26859 ให้แก่โจทก์ที่ 1 เดิมที่ดินทั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5689 ที่นายสุดกำลังแบ่งแยกและจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินที่นายสุดกำลังจัดสรร ด้านทิศเหนือของที่ดินทั้งสองแปลงติดถนนจัดสรรที่นายสุดกำลังจดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอม ถัดจากถนนขึ้นไปเป็นคลองระบายพระยาพิสูตร์หรือคลองแสมขาวซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งริมคลองติดกับถนนมีสะพานไม้กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร ยื่นลงไปในคลองอยู่ระหว่างบ้านพักคนงานของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 ใช้ประโยชน์จากสะพานไม้ดังกล่าวโดยให้ลูกค้านำเรือมาจอดเทียบสะพาน เพื่อซ่อมแซมเรือเล็กน้อยไม่ต้องลากเรือขึ้นไปบนคานเรือ ต่อมามีการรื้อถอนสะพานไม้ออกไปแล้วจำเลยทั้งสองทำสะพานทางเดินพื้นคอนกรีตขึ้นใหม่ทับเสาสะพานเดิมปลูกสร้างบ้านพักคนงานคร่อมแนวสะพานเดิมและทำคานสำหรับวางสิ่งของ โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้ จ้าง วานผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์สะพานไม้พิพาท และขอให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองและปรับ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3493/2559 ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินจากนายสุดกำลังเมื่อปี 2540 แต่รับโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2548 หลังจากซื้อที่ดินได้นำหินก้อนใหญ่ถมบริเวณริมคลองระบายพระยาพิสูตร์หรือคลองแสมขาวหน้าที่ดินของโจทก์ที่ 1 เพื่อกันการกัดเซาะหน้าดิน และสร้างสะพานไม้เพื่อให้ลูกค้าที่นำเรือมาซ่อมแซมเล็กน้อยจอดเทียบแล้วให้คนงานขนอุปกรณ์ลงไปซ่อมแซม โจทก์ที่ 1 ใช้ประโยชน์จากบริเวณริมคลองดังกล่าวตั้งแต่ซื้อที่ดินมา วันที่ 23 กรกฎาคม 2556 จำเลยทั้งสองนำคนงานรื้อถอนสะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 และสร้างสะพานทางเดินพื้นคอนกรีตขึ้นใหม่ สร้างบ้านพักคนงานด้านขวาของสะพาน ส่วนด้านซ้ายทำคานไม้สำหรับวางสิ่งของ และมีนายปรีชา กำนันตำบลสองคลอง กับนายชาตรี น้องภริยาโจทก์ที่ 1 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า พยานทั้งสองเคยนำเรือประมงไปให้โจทก์ที่ 1 ซ่อมแซมเก๋งเรือ โดยจอดเรือเทียบสะพานทั้งสองข้างระหว่างบ้านพักคนงานของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาประมาณปี 2556 พยานทั้งสองนำเรือประมงไปให้โจทก์ที่ 1 ซ่อมแซมแต่ไม่สามารถนำเรือจอดได้ เพราะจำเลยทั้งสองสร้างบ้านพักคนงานคร่อมทับสะพานและทำคานไม้กั้นไม่ให้เรือเข้ามาจอดสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความในคดีอาญาที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้ จ้าง วานผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 สร้างบ้านพักคนงานข้างสะพานไม้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ตามคำเบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6359/2556 ของศาลชั้นต้น จึงเจือสมกับคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 โดยเฉพาะภาพถ่ายที่โจทก์ที่ 1 ยืนยันว่าถ่ายภาพเมื่อปี 2548 ขณะนั้นยังไม่มีบ้านพักคนงานของจำเลยทั้งสองอยู่ระหว่างบ้านพักคนงานของโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองเพิ่งก่อสร้างบ้านพักคนงานในภายหลังเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 เห็นได้จากคานไม้ด้านซ้ายสำหรับวางสิ่งของยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และมีกระเบื้องหลังคาวางอยู่ใกล้สะพานกับบ้านพักคนงานของจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองสร้างบ้านพักคนงานนานมาแล้วโดยได้รับอนุญาตจากนายสุดกำลังนั้น เป็นคำเบิกความของจำเลยทั้งสองลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนและขัดกับภาพถ่ายดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ใช้ จ้าง วานให้ผู้อื่นรื้อถอนสะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 และสร้างบ้านพักคนงานคร่อมบนสะพาน แม้สะพานดังกล่าวสร้างอยู่บนคลองระบายพระยาพิสูตร์หรือคลองแสมขาวเป็นทางน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนมีสิทธิใช้ร่วมกันก็ตาม แต่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ใช้ประโยชน์ในสะพานมาก่อน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในสะพานรวมทั้งที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองรื้อถอนสะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 เหลือแต่เสาบางส่วน สร้างบ้านพักคนงานคร่อมบนสะพานและทำคานไม้สำหรับวางสิ่งของ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถนำเรือมาจอดเทียบสะพานได้จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชัดแจ้งว่าให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านพักคนงานที่ปลูกสร้างติดกับสะพานหรือท่าน้ำและรื้อถอนคานไม้ที่ใช้วางสิ่งของออก เพื่อให้โจทก์ที่ 1 สามารถใช้ประโยชน์โดยนำเรือไปจอดข้างสะพานทั้งสองฝั่งได้ดีตามสภาพเดิม จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าสะพานไม้ของโจทก์ที่ 1 ที่จำเลยทั้งสองรื้อถอนและสร้างบ้านพักคนงานคร่อมบนสะพานมีความกว้างเท่าใดเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย หากเกิดปัญหาขึ้นในการบังคับคดีก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีต่อไป

อนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2556 จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายนับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2556 คำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 สิงหาคม 2556) เป็นเวลา 11 วัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือนเต็มและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน เป็นการพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกินกว่าคำฟ้องของโจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้อง 733.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านพักคนงานและคานไม้เพื่อให้สะพานใช้การได้ดีเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.กับพวก
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางนันทวัน เจริญศักดิ์ เกษมสมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562
#633032
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้เงินจากการออกจากงาน จำเลยย่อมสามารถนำมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาหย่าได้ แต่จำเลยก็หากระทำไม่ กลับอ้างลอย ๆ ว่านำไปชำระหนี้นอกระบบหมด จำเลยจะอ้างเอาเงินที่ได้ไปชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่านอกระบบ ซึ่งหมายความว่าไม่มีมูลที่จะเรียกร้องตามกฎหมายมามีเหตุผลเหนือกว่าการชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาหย่าที่จำเลยมีตามสัญญาที่ตนกระทำอันเป็นหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่จะต้องดูแลบุตรผู้เยาว์หาได้ไม่ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาหย่ามีข้อตกลงชัดเจนที่จำเลยจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเกี่ยวกับการศึกษาบุตร มีลักษณะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทที่จะมีต่อกันในการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยมีข้ออ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีหนี้ร่วมกันจริง ก็ควรมีการยกขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อนที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับภาระผูกพันที่จำเลยจะรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาหย่าว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์โดยระบุว่า หนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก จึงต้องถือว่า หนี้สินระหว่างจำเลยกับโจทก์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่กระทบต่อข้อตกลงที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาหย่า ทั้งสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือสละได้ คดีนี้โจทก์ทำข้อตกลงกับจำเลยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดากระทำการแทนบุตรผู้เยาว์ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงยังเป็นของบุตรผู้เยาว์ จำเลยไม่อาจนำมาอ้างขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ ดังนั้นจำเลยจะมาหยิบยกภาระหนี้ดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอหักกลบลบหนี้ที่ตนมีต่อโจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองกับค่าอุปกรณ์การเรียนค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของเด็กหญิง ป. ให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 294,735 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 294,735 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้แก่คู่ความที่ได้เสียไป

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิง ป. อายุ 8 ขวบ และเด็กหญิง ค. อายุ 4 ขวบ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2556 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยทำข้อตกลงไว้ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่า "3. เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก 4. เรื่องเกี่ยวกับหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ... 6. ฝ่ายชายส่งค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 10,000 บาท จำนวน 2 คน เท่ากับ 20,000 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2556 ของทุกเดือนในวันที่ 26 จนบุตรทั้งสองอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ อุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษบุตรคนที่ 1 ตามความเป็นจริง ฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายทั้งหมด" ต่อมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยชำระค่าอุปการะและค่าศึกษาเล่าเรียนบุตรไม่ครบ จากนั้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จำเลยไม่ชำระเงินให้อีก รวมจำเลยค้างค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 240,000 บาท กับค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 จำนวน 54,735 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระจำนวน 294,735 บาท ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2559 จำเลยออกจากงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยมีภาระหนี้สินไม่มีเงินพอชำระตามที่ตกลงในสัญญาหย่าได้ โดยติดต่อโจทก์เพื่อขอลดจำนวนเงิน แต่ติดต่อไม่ได้ ทั้งปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยก่อหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนร่วมกันเป็นจำนวนกว่า 600,000 ถึง 800,000 บาท จึงขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้นั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยถูกออกจากงานมีรายได้ลดลงนั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยถูกออกจากงานตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2559 แต่จำเลยเริ่มชำระเงินไม่ครบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 แล้วหยุดชำระเงินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นเวลาก่อนที่จำเลยจะถูกออกจากงาน จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ อีกทั้งได้ความว่า จำเลยได้เงินจากการออกจากงาน จำเลยย่อมสามารถนำมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาหย่าได้ แต่จำเลยก็หากระทำไม่ กลับอ้างลอย ๆ ว่านำไปชำระหนี้นอกระบบหมด จำเลยจะอ้างเอาเงินที่ได้ไปชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่านอกระบบ ซึ่งหมายความว่าไม่มีมูลที่จะเรียกร้องตามกฎหมายมามีเหตุผลเหนือกว่าการชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาหย่าที่จำเลยมีตามสัญญาที่ตนกระทำอันเป็นหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่จะต้องดูแลบุตรผู้เยาว์หาได้ไม่ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาหย่ามีข้อตกลงโดยชัดเจนที่จำเลยจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเกี่ยวกับการศึกษาบุตร มีลักษณะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทที่จะมีต่อกันในการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยมีข้ออ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีหนี้ร่วมกันจริง ก็ควรมีการยกขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อนที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับภาระผูกพันที่จำเลยจะรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาหย่าว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์โดยระบุว่า หนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก จึงต้องถือว่า หนี้สินระหว่างจำเลยกับโจทก์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่กระทบต่อข้อตกลงที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาหย่า ทั้งสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือสละได้ คดีนี้โจทก์ทำข้อตกลงกับจำเลยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดากระทำการแทนบุตรผู้เยาว์ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงยังเป็นของบุตรผู้เยาว์ จำเลยไม่อาจนำมาอ้างขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ ดังนั้นจำเลยจะมาหยิบยกภาระหนี้ดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอหักกลบลบหนี้ที่ตนมีต่อโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 1598/41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายปริญญา อุไรวิลาศ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562
#630110
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงทางธุรกิจ ความเดือดร้อนที่ครอบครัวต้องแตกแยก และความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับนายชัชชมจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนายชัชชมประกอบธุรกิจในนามบริษัทเอเชีย แปซิฟิค พาราวู้ด จำกัด มีจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายชัชชมสามีโจทก์โดยไปพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่าของจำเลย ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โจทก์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนายชัชชม จึงให้นายวันชัยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ติดตามพฤติกรรมของนายชัชชม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 นายวันชัยไปที่บ้านเช่าจำเลยและถ่ายรูปรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่ที่บ้านเช่าของจำเลย ช่วงเวลา 2 นาฬิกา ส่วนการที่โจทก์นำสืบว่า นายวันชัยติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมกับจำเลยโดยไปเช่าบ้านอยู่ใกล้กับบ้านเช่าของจำเลย จนนายวันชัยสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 วันที่ 27 สิงหาคม 2558 วันที่ 13 กันยายน 2558 วันที่ 7 ตุลาคม 2558 และวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ในขณะที่นายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยและพักค้างคืนด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบถึงพฤติกรรมที่สามีโจทก์ไปที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วพักค้างคืนที่บ้าน ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 ตามฟ้อง โจทก์นำสืบโดยมีภาพถ่ายรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่หน้าบ้านเช่าของจำเลย เวลา 2 นาฬิกา ส่วนภาพเคลื่อนไหวที่นายวันชัยบันทึกไว้ขณะนายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยแล้วพักค้างคืนนั้น เป็นการนำสืบถึงการติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมและจำเลยอย่างต่อเนื่องทำให้ทราบถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยและนายชัชชม เช่นนี้ เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น การนำสืบถึงพฤติกรรมของจำเลยและสามีโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวต่อเนื่องดังกล่าว หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นที่จะต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อมาว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าที่สามีโจทก์ต้องมาพบจำเลยบ่อยครั้งในยามวิกาลเพื่อปรึกษาเรื่องงานเท่านั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย น่าเชื่อว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองฉันชู้สาวกับสามีโจทก์จริง การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี สถานะของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และสามีโจทก์ที่ต่างมีปัญหาที่ไม่ลงรอยกันทั้งทางครอบครัวและทางธุรกิจจนแยกกันอยู่มานานหลายปีแล้ว จึงเห็นสมควร กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง — นางสาวไวรัลยา ตันพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2562
#642487
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นต้นปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาดังกล่าวซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุปวิทย์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายวัชระ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาพาอาวุธมีด มีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง 30,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานวันละ 500 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง 30,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานวันละ 500 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 กระทงหนึ่ง และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 60 กระทงหนึ่ง), 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดปลายแหลม ลูกกระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงินคนละ 70,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด ความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน โดยลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ให้ยกคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง รูปคดีไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้พิจารณาสั่ง และให้คืนอาวุธมีดของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาดังกล่าวต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้เสีย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คำให้การของนางสาววารุณีกับนายอานนท์เป็นไปในทำนองเดียวกันว่า นายอานนท์กับพวกไล่ตามจำเลยซึ่งใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงนายอานนท์ นายอานนท์นั้นให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในฐานะเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงเชื่อมโยงเป็นลำดับขั้นตอน และสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ถูกฟัน สาเหตุก็เพราะตน และอยู่ในสถานการณ์ใกล้ชิดต่อเนื่องกันโดยนายอานนท์ติดตามจำเลยและได้ใช้ไม้ปักธงตามจำเลยไปอย่างกระชั้นชิดจนต่อสู้กันแล้วจำเลยเอาอาวุธปืนที่พกติดตัวยิงนายอานนท์ แต่กระสุนพลาดไปถูกโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งยังยืนดูเหตุการณ์ในจุดที่วิถีกระสุนทะลุผ่านไปถูกได้ ไม่ใช่เรื่องที่นายอานนท์จะปั้นแต่งขึ้นได้เอง บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้าสว่างเนื่องจากจัดงานประเพณี ทั้งแสงไฟหน้าบริเวณวัด นอกบริเวณก็มีร้านค้าเปิดไฟ อีกทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลงานวัดก็ยังอยู่คอยระมัดระวังสถานการณ์ สำหรับจำเลยนั้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยพาภริยา มารดาและบุตรอีก 2 คน ไปเที่ยวงานวัดที่เกิดเหตุ นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของเวทีหมอลำ เห็นเหตุการณ์ขณะวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน จนกระทั่งเลย 24 นาฬิกา เข้าสู่วันที่ 11 มีนาคม 2559 แล้วยังไม่ทันกลับ เห็นกลุ่มวัยรุ่นอยู่บริเวณถนนหน้าวัดปาขวดใส่กัน จึงพาภริยาและบุตรหมอบลงหลบข้างกำแพงประมาณ 5 ถึง 6 นาที จนกระทั่งเสียงปืนเงียบลง หากเป็นจริงดังที่จำเลยนำสืบก็ไม่มีเหตุอันใดที่ในการสอบคำให้การครั้งแรกจำเลยจะให้การปฏิเสธ อ้างว่ายังไม่พร้อมที่จะให้การในรายละเอียด ทั้งที่จำเลยก็น่าจะให้การได้ในทันที และสามารถนำภริยาและบุตรมายืนยันคำให้การของตนเสียทีเดียวเพื่อให้หลุดพ้นข้อกล่าวหา การที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุอีกครั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 เป็นเวลาล่วงเลยเป็นเวลานานน่าจะเป็นการทบทวนเพื่อปรุงแต่งเรื่องขึ้นเพื่อแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าวอ้าง ทำให้ไม่มีน้ำหนักหักล้างประจักษ์พยานโจทก์ที่เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันรับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมที่ 1 และใช้อาวุธปืนยิงนายอานนท์จนกระสุนปืนพลาดไปถูกโจทก์ร่วมที่ 2 หากโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อาจถึงแก่ความตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมที่ 1 และใช้อาวุธปืนยิงนายอานนท์จนกระสุนปืนพลาดไปถูกโจทก์ร่วมที่ 2 จนได้รับอันตรายสาหัส ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว แม้โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้มาด้วย แต่ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 โดยให้บังคับคดีในส่วนคดีอาญาและในคดีส่วนแพ่งไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2562
#630925
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 12 บัญญัติไว้ว่า "กรรมสิทธิ์ในห้องชุดจะแบ่งแยกไม่ได้" แต่มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลที่เป็นของตน และมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ส่วนกลาง" และ พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดคำนิยามไว้ในมาตรา 4 "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย "ห้องชุด" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนเฉพาะของแต่ละบุคคล จากบทนิยามดังกล่าวและบทบัญญัติในมาตรา 12, 13 หาได้มีการกล่าวถึงการเป็นส่วนควบของห้องชุดไว้แต่อย่างใด การที่ที่จอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลจะเป็นส่วนควบของห้องชุดหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ว่าด้วยทรัพย์ ซึ่งมีบทบัญญัติส่วนควบในมาตรา 144 ว่า "ส่วนควบของทรัพย์หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น" เมื่อพิจารณาสภาพของที่จอดรถของห้องชุดที่กำหนดไว้ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ก็ระบุเพียงว่าเป็นรายการทรัพย์ส่วนบุคคลที่อยู่นอกห้องชุด ทั้งที่จอดรถสำหรับห้องชุดก็หาได้อยู่ติดกับห้องชุดไม่ โดยจะเป็นพื้นที่สำหรับจอดรถแยกไว้ต่างหากในบริเวณที่กำหนดให้เป็นที่จอดรถ ประกอบกับที่จอดรถนั้น แม้จะมีความสำคัญสำหรับผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ซึ่งต้องมีที่จอดรถสำหรับรถยนต์ของตนเอง แต่ที่จอดรถก็หาได้เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีคู่กับห้องชุดทุกห้องไม่ โดยลักษณะของห้องชุดที่ซื้อขายกันทั่วไปนั้น อาจจะมีที่จอดรถรวมอยู่หรือไม่ก็ได้ และอาจจะซื้อที่จอดรถเพิ่มได้สำหรับบางอาคารชุด ดังนั้นที่จอดรถตามสภาพแห่งทรัพย์และจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นจึงไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของห้องชุดสามารถแยกออกจากกันได้ ที่จอดรถจึงเป็นเพียงทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของห้องชุด มิใช่ส่วนควบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเคลื่อนย้ายรถยนต์ของจำเลยทั้งสองหรือของบริวารออกจากที่จอดรถของโจทก์หมายเลข 169, 209 และ 210 พร้อมส่งมอบพื้นที่จอดรถคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวรบกวนขัดสิทธิโจทก์ในที่จอดรถนั้นอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเคลื่อนย้ายรถยนต์ของจำเลยทั้งสองหรือของบริวารออกจากที่จอดรถของโจทก์และส่งมอบที่จอดรถคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2547 โจทก์ จำเลยที่ 1 นายนรินทร์ นายปฏิพัทน์ นายสุชาติ นางสมจิตร์ และนายพิเชษฐ์ ตกลงกันทำสัญญาร่วมซื้อห้องชุด โดยเป็นผู้ร่วมซื้อห้องชุดของอาคารชุดอิส ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 243046 จำนวน 8 ห้อง จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี มีข้อตกลงว่า โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/5 จำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/1 นายนรินทร์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/2 นายปฏิพัทน์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/3 และ 1095/4 นายสุชาติซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/6 นายสมจิตร์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/7 และนายพิเชษฐ์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1095/8 โดยให้ผู้ร่วมซื้อแต่ละรายชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและที่เกี่ยวข้องกับการซื้อห้องชุดห้องละ 50,000 บาท และให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลในขณะนั้นเป็นผู้รับมอบหมายให้ดำเนินการแทนและในสัญญาข้อ 4 กำหนดว่า "ห้องชุดเลขที่ 1095/5 มีส่วนควบเป็นที่จอดรถซึ่งซื้อเพิ่มเติม 10 แห่ง คือ ที่จอดรถหมายเลข 2, 44, 60, 89, 128, 129, 168, 169, 209 และ 210 โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดดังกล่าวยินยอมให้ที่จอดรถเลขที่ 169 แก่จำเลยที่ 1 เลขที่ 44, 60 และ 168 แก่นายปฏิพัทน์ เลขที่ 210 แก่นายสุชาติ เลขที่ 89 แก่นางสมจิตร์ เลขที่ 209 แก่นายพิเชษฐ์ โดยผู้ร่วมซื้อแต่ละรายจะเป็นผู้ดำเนินการและจ่ายค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ที่จอดรถดังกล่าวเอง" ต่อมาโจทก์เข้าซื้อห้องชุดตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมซื้อห้องชุด จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หลังจากนั้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อรายอื่นต่างเข้าครอบครองเป็นเจ้าของห้องชุดที่แสดงความประสงค์จะซื้อไว้ในสัญญาร่วมซื้อห้องชุดดังกล่าว วันที่ 11 มีนาคม 2548 โจทก์แจ้งแก่จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อรายอื่นว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์พื้นที่จอดรถตามที่ตกลงกันไว้ได้ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะที่จอดรถได้ นายปฏิพัทน์ทำหนังสือหารือเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ที่จอดรถของห้องชุดไปยังกองนิติการ กรมที่ดิน ก็ได้รับคำตอบว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้ จำเลยทั้งสองนำรถยนต์เข้าจอดในที่จอดรถช่องหมายเลข 169 นับแต่วันทำสัญญาร่วมซื้อห้องชุด และต่อมาได้จอดรถในช่องหมายเลข 209 และ 210 ซึ่งเจ้าของยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่โจทก์มีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 1095/5 พร้อมที่จอดรถ 11 ช่อง เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่จอดรถ 10 ช่อง มารวมกับที่จอดรถช่องหมายเลข 1 เป็นรายการที่ขายทอดตลาดในภายหลังนั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ขัดต่อเอกสารการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาเอง โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งมาตั้งแต่ต้นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันได้ความว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นายนรินทร์ นายปฏิพัทน์ นายสุชาติ นางสมจิตรและนายพิเชษฐ์ ได้ร่วมกันซื้อห้องชุดของอาคารชุดอิส ทาวเวอร์ จำนวน 8 ห้อง จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดของห้องชุดแต่ละห้องได้ระบุถึงเนื้อที่ของห้องชุด และรายการทรัพย์สินส่วนบุคคลที่อยู่นอกห้องชุดซึ่งมีระเบียง พื้นที่ทรัพย์ส่วนบุคคลและที่จอดรถไว้ด้วย สำหรับห้องชุดอื่น ๆ ได้ระบุที่จอดรถเพียงหนึ่งช่อง ส่วนห้องชุดเลขที่ 1095/5 ที่โจทก์ตกลงเป็นผู้ซื้อระบุในรายการทรัพย์ส่วนบุคคลที่อยู่นอกห้องชุดว่ามีที่จอดรถจำนวน 11 ช่อง ดังนั้นที่จอดรถจำนวน 11 ช่อง จึงมีการระบุไว้ในรายการทรัพย์ส่วนบุคคลที่อยู่นอกห้องชุดของห้องชุดเลขที่ 1095/5 เอาไว้ตั้งแต่แรกที่มีการออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในปี 2538 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำห้องชุดดังกล่าวพร้อมที่จอดรถ 11 ช่อง ออกขายทอดตลาดในราคาเดียวกับห้องชุดอื่นที่มีเนื้อที่เท่ากันและมีที่จอดรถจำนวน 1 ช่อง โดยมิได้คำนวณถึงมูลค่าที่จอดรถ 11 ช่องไว้ในราคาที่ขายทอดตลาดด้วย กรณีหาใช่เรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่จอดรถ 10 ช่อง มารวมไว้กับที่จอดรถช่องหมายเลข 1 ในภายหลังแต่ประการใด การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่าที่จอดรถช่องหมายเลข 2, 44, 60, 89, 128, 129, 168, 169, 209 และ 210 เป็นที่จอดรถซึ่งซื้อเพิ่มเติม โดยมิใช่ทรัพย์ส่วนบุคคลที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดเลขที่ 1095/5 มาแต่แรก แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่จอดรถ 10 ช่อง มารวมไว้กับห้องชุดเลขที่ 1095/5 ที่โจทก์ซื้อเป็นการขายทอดตลาดในภายหลังนั้น จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงคาดเคลื่อนไป ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในประการสุดท้ายมีว่า สัญญาร่วมซื้อห้องชุด ข้อ 4 เป็นโมฆะ เป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่จอดรถหมายเลข 169, 209 และ 210 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาร่วมซื้อห้องชุด ข้อ 4 ที่ระบุว่า ห้องชุดเลขที่ 1095/5 มีส่วนควบเป็นที่จอดรถซึ่งซื้อเพิ่มเติม 10 ช่อง หมายเลขที่ 2, 44, 60, 89, 128, 129, 168, 169, 209 และ 210 โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดดังกล่าวยินยอมให้ที่จอดรถ 7 แห่งแก่ผู้ร่วมซื้อรายอื่น ๆ โดยระบุว่า ให้ที่จอดรถหมายเลขที่ 169 แก่จำเลยที่ 1 และให้ที่จอดรถหมายเลขอื่นแก่ผู้ร่วมซื้อคนอื่น ๆ ไว้เป็นโมฆะ เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า กรรมสิทธิ์ในห้องชุดจะแบ่งแยกมิได้ และมาตรา 13 ระบุว่า เจ้าของห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลที่เป็นของตน ซึ่งรวมถึงที่จอดรถซึ่งเป็นส่วนควบของห้องชุด และจะแบ่งแยกออกจากห้องชุดไม่ได้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมายและเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 12 บัญญัติไว้ว่า "กรรมสิทธิ์ในห้องชุดจะแบ่งแยกมิได้" แต่ตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลที่เป็นของตน และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง" และพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดคำนิยามไว้ในมาตรา 4 "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย "ห้องชุด" หมายความว่าส่วนของอาคารชุดที่แยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนเฉพาะของแต่ละบุคคล จากบทนิยามดังกล่าวและบทบัญญัติในมาตรา 12, 13 หาได้มีการกล่าวถึงเรื่องการเป็นส่วนควบของห้องชุดไว้แต่อย่างใด การที่ที่จอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลจะเป็นส่วนควบของห้องชุดหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยทรัพย์ ซึ่งมีบทบัญญัติเรื่องส่วนควบในมาตรา 144 ว่า "ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น" เมื่อพิจารณาสภาพของที่จอดรถของห้องชุดที่กำหนดไว้ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ก็ระบุไว้เพียงว่าเป็นรายการทรัพย์ส่วนบุคคลที่อยู่นอกห้องชุด ทั้งที่จอดรถสำหรับห้องชุดก็หาได้อยู่ติดกับห้องชุดไม่ โดยจะเป็นพื้นที่สำหรับจอดรถแยกไว้ต่างหากในบริเวณที่กำหนดให้เป็นที่จอดรถ ประกอบกับที่จอดรถนั้น แม้จะมีความสำคัญสำหรับผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ซึ่งต้องมีที่จอดรถสำหรับรถยนต์ของตนเอง แต่ที่จอดรถก็หาได้เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีคู่กับห้องชุดทุกห้องไม่ โดยลักษณะของห้องชุดที่ซื้อขายกันทั่วไปนั้น อาจจะมีที่จอดรถรวมอยู่หรือไม่ก็ได้ และอาจจะซื้อที่จอดรถเพิ่มได้สำหรับบางอาคารชุด ดังนั้น ที่จอดรถตามสภาพแห่งทรัพย์และจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นจึงไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของห้องชุด สามารถแยกออกจากกันได้ ที่จอดรถจึงเป็นเพียงทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของห้องชุด มิใช่ส่วนควบ ดังนั้นข้อสัญญา ข้อ 4 ตามสัญญาร่วมซื้อห้องชุดที่ตกลงกันระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้ออีกหกราย จึงไม่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 12 และมาตรา 13 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ แม้โจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนที่จอดรถทั้ง 11 ช่อง โดยจำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้ออีก 5 คน มิได้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอนที่จอดรถแต่ละช่องในส่วนของตนตามที่ตกลงกัน แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยที่ 1 นายปฏิพัทน์ และนายสุชาติว่า โจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อคนอื่น ๆ ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และยังได้ความจากจำเลยที่ 1 นายปฏิพัทน์ และนายสุชาติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมซื้อห้องชุดตามสัญญาร่วมซื้อห้องชุดอ้างว่า เมื่อไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่จอดรถ ตามข้อตกลงข้อ 4 ได้ ผู้ร่วมซื้อห้องชุดทั้งหมดจึงตกลงกันให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่จอดรถแทนผู้ร่วมซื้อแต่ละคน ซึ่งจำเลยที่ 1 และนายปฏิพัทน์ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว และได้ความจากจำเลยที่ 1 อีกว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่จอดรถหมายเลข 169 มานับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือขัดขวางการครอบครองใช้ประโยชน์ในที่จอดรถหมายเลข 169 เลยจนถึงเดือนมกราคม 2558 หาใช่กรณีที่ผู้ร่วมซื้อคนอื่น ๆ ไม่ติดใจถือสิทธิตามสัญญาดังกล่าวนับแต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่จอดรถให้ผู้ร่วมซื้อแต่ละรายได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และแม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อห้องชุดคนอื่น ๆ จะมิได้ทำบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้โจทก์ถือครองที่จอดรถไว้แทนผู้ร่วมซื้อ ก็หามีผลให้จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อคนอื่นเสียสิทธิตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วมซื้อห้องชุด ข้อ 4 โดยจำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อคนอื่น ๆ ยังคงได้สิทธิในที่จอดรถตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวในฐานะบุคคลสิทธิระหว่างคู่กรณีคือโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อคนอื่นๆ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1 และผู้ร่วมซื้อคนอื่น ๆ ใช้ที่จอดรถตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในที่จอดรถหมายเลข 169 ได้ ส่วนที่จอดรถหมายเลข 209 และ 210 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่ได้มีสิทธิใดในที่จอดรถทั้งสองช่องนี้ การที่จำเลยที่ 1 จะจอดรถในที่จอดรถทั้งสองช่องนี้ได้หรือไม่เป็นเรื่องที่นายพิเชษฐ์และนายสุชาติจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อข้อสัญญาข้อ 4 ตามสัญญาร่วมซื้อห้องชุดมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองออกจากที่จอดรถช่องหมายเลข 169, 209 และ 210 ไม่อาจห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่จอดรถดังกล่าว และไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 12 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปรีดา พูนคำ
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 921/2562
#637631
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ ศ. เบิกความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมยิงปืนใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 อันเป็นการชุลมุนต่อสู้กันตั้งแต่สามคนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจริง แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ขว้างใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 กับพวก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งข้อที่แตกต่างเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธไม่ใช่ข้อสำคัญและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุแสดงว่าไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาได้ความมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัส

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 294, 299, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9033/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4920/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294, 299 (ที่ถูก มาตรา 294 วรรคแรก (เดิม), 299 วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันชุลมุนต่อสู้ และบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุกคนละ 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 8 ปี 10 วัน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9033/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4920/2553 ของศาลชั้นต้น ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุก 4 ปี 10 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน คงลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันชุลมุนต่อสู้ และบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เกิดเหตุทะเลาะวิวาทชุลมุนต่อสู้กันของคนร้ายสองพวกที่มาเล่นสงกรานต์ที่บริเวณวงเวียนน้ำพุ ที่เกิดเหตุ โดยขว้างปาขวดเบียร์และใช้อาวุธปืนยิงใส่กันจนเป็นเหตุให้นายพงศกร ผู้ตายเสียชีวิต นายมงคลชัย ผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระสุนปืนข้างซ้ายลำตัว เข้าช่องท้อง ถูกกระเพาะอาหารและตับ มีเลือดออกในเยื่อหุ้มปอดซ้าย นายศรัณยู ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระสุนปืนเข้าที่ไหล่ขวา มีผลให้เลือดออกในปอดด้านขวา และไขสันหลังฉีกขาด นายอนันต์ ผู้เสียหายที่ 3 ถูกกระสุนปืน เข้าด้านหลังระดับเอวด้านซ้าย กระสุนปืนฝังในกล้ามเนื้อ พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนสั้นออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เครื่องหมายทะเบียนเลขที่ กท.54243442 ที่ยึดได้ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 ปลอกกระสุนปืนของกลาง 15 ปลอก ที่พบในที่เกิดเหตุ หัวกระสุนปืนที่ฝังในศพของผู้ตายให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 ตรวจ ผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ลูกกระสุนปืนของกลางเป็นลูกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ปลอกกระสุนปืน 15 ปลอก ยิงมาจากอาวุธปืน 3 กระบอก แต่ไม่ได้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีคนมาเล่นน้ำที่เกิดเหตุจำนวนมาก ซึ่งนายศุภกรกับนางสาววิภาดาเบิกความยืนยันว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และนายศุภกรกับนางสาววิภาดายังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้นพยานอยู่ฝั่งเดียวกับจำเลยที่ 1 ห่างกันประมาณ 10 เมตร แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟสาธารณะข้างทางและจากร้านค้าใกล้ที่เกิดเหตุ แสงไฟส่องมาถึงที่เกิดเหตุ นายศุภกรกับนางสาววิภาดาเห็นเหตุการณ์ในระยะใกล้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และพยานโจทก์ทั้งสองเคยรู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมจำหน้าจำเลยที่ 1 ในคืนเกิดเหตุได้ หลังเกิดเหตุพยานทั้งสองให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีว่าเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง จนเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 ในเวลาต่อเนื่องกัน แม้ไม่พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุแต่เป็นข้อยืนยันว่าประจักษ์พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์จริง นอกจากนั้น ทั้งนายศุภกรกับนางสาววิภาดาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่านายศุภกรและนางสาววิภาดาเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จริง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่านายศุภกรกับนางสาววิภาดาเบิกความขัดแย้งกันและขณะยิงกันนายศุภกรหมอบลงกับพื้นไม่เห็นเหตุการณ์และในชั้นพิจารณานายศุภกรเบิกความถึงสีเสื้อจำเลยที่ 1 ที่ใส่ในวันเกิดเหตุ แตกต่างจากในชั้นสอบสวนและในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านตลอดเวลาไม่ได้ออกไปที่ใดนั้น เห็นว่า เมื่อมีเหตุการณ์ยิงกันในที่มีคนจำนวนมาก ย่อมมีความชุลมุนและทุกคนต้องพยายามหลบหลีกเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้ถูกยิง จะให้พยานทุกคนเห็นเหตุการณ์ทุกตอนเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อนายศุภกรกับนางสาววิภาดาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงแล้วขับรถจักรยานยนต์วนออกไปก่อนขับกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้น้ำหนักพยานโจทก์มีน้ำหนักหนักแน่น ส่วนรายละเอียดอื่นเป็นเพียงข้อปลีกย่อยแม้จะแตกต่างกันบ้างก็ไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์เปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเพียงย่าและภริยาจำเลยที่ 1 มาเบิกความ ซึ่งต้องเบิกความเข้าข้างเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ออกไปซื้อของที่ร้านหมวย ปากซอยเทพมงคล จึงขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบเกี่ยวกับฐานที่อยู่เป็นการกล่าวอ้างขึ้นเลื่อนลอย จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นายศุภกรเบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนแบบแมกกาซีน ส่วนจำเลยที่ 4 ถืออาวุธปืนกลยิงใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับที่นางสาววิภาดาและผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงปืนรัวดังขึ้นหลายนัดโดยมีเสียงปืนกลด้วยและผู้ตายถูกยิงขณะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับจำเลยที่ 1 และเมื่อพันตำรวจตรีวุฒิศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจของกลางที่พนักงานสอบสวนส่งมาคดีนี้มีปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) จำนวน 15 ปลอก ซึ่งปลอกกระสุนปืนดังกล่าวยิงมาจากปืนกลมือยี่ห้อทอมป์สันตรงตามที่ประจักษ์พยานโจทก์เบิกความ ซึ่งนายศุภกรเดินทางไปที่เกิดเหตุกับเจ้รื่นนายจ้างและก่อนเกิดเหตุเห็นเจ้รื่นเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยไปหาเจ้รื่นที่คบหากับจำเลยที่ 2 และเคยยืมรถจักรยานยนต์เจ้รื่นไปใช้ และนายศุภกรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุพยานเคยพบจำเลยที่ 2 ในการแข่งรถบนถนนพระราม 2 และที่บ้านนายโอ๋ นายศุภกรจึงเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อนหลายครั้ง และในที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่าง ขณะจำเลยที่ 2 และที่ 4 ใช้อาวุธปืนยิงได้วิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ๆ นายศุภกรจึงมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในวันรุ่งขึ้นนายศุภกรให้การกับเจ้าพนักงานตำรวจโดยเล่าเหตุการณ์เหมือนที่เบิกความในชั้นพิจารณา แต่เนื่องจากขณะนั้นนายศุภกรอายุไม่ถึง 18 ปี จึงไม่สามารถสอบปากคำนายศุภกรได้ และวันที่ 13 เมษายน 2555 พันตำรวจโทประวิทย์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัว และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เหตุที่จับจำเลยที่ 2 ในวันที่ 13 เมษายน 2555 เนื่องจากพันตำรวจโทพงษ์ศิริ หัวหน้าชุดสืบสวนนำตัวจำเลยที่ 2 มาส่งให้พยานอ้างว่าเป็นคนร้ายที่กระทำความผิด อีกทั้งจำเลยที่ 2 ถูกนายศุภกรอ้างว่าเป็นคนร้ายในวันนั้นด้วย ซึ่งนอกจากนายศุภกรที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์แล้ว พยานโจทก์ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์อีก และในวันที่ 13 เมษายน 2555 มีการนำตัวจำเลยที่ 2 มาแถลงข่าว แสดงว่านายศุภกรให้การถึงจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายหลังเกิดเหตุแล้ว หาใช่นายศุภกรพึ่งให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายในวันที่ 26 กันยายน 2555 มิฉะนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยที่ 2 หลังวันเกิดเหตุแล้วนำมาแถลงข่าวได้อย่างไร เจือสมกับที่นายศุภกรยังเห็นจำเลยที่ 3 อยู่ในกลุ่มเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 4 รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่นายศุภกรเบิกความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมยิงปืนใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 อันเป็นการชุลมุนต่อสู้กันตั้งแต่สามคนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจริง แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ขว้างใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 กับพวก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งข้อที่แตกต่างเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธไม่ใช่ข้อสำคัญและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุแสดงว่าไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาได้ความมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัส ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและยิงปืนโดยใช่เหตุนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยิงในคืนเกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 มีและพาอาวุธปืนมาที่เกิดเหตุจริง แต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 4 ใช้ก่อเหตุเป็นของกลาง แม้จำเลยที่ 4 จะไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน แต่ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนของกลางรายการที่ 3 ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังนั้น อาวุธปืนที่จำเลยที่ 4 มีอาจเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนก็ได้ จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 4 ว่าอาวุธปืนที่จำเลยที่ 4 มีเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 4 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปบริเวณถนนวงเวียนน้ำพุ อันเป็นการพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรและยิงปืนที่ใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 294 วรรคแรก, 299 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 วรรคแรก (เดิม), 299 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมชุลมุนต่อสู้และบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุก 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปี 10 วัน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขคดีแดงที่ 4920/2553 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธรัชต์ จีระตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892 -ที่ 893/2562
#634570
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของ ข. พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แต่ข้อนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ข. ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เป็นการให้การต่อสู้เรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง กับให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เป็นการอ้างอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความเนื่องจากฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี อันเป็นอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แม้โจทก์ทั้งสามไม่ฎีกาในข้อนี้ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 คนละ 225 ตารางวา หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางไข่ เจ้ามรดก กับนายเปลี่ยน มีบุตร 4 คน คือ นายบุญ นางอรุณ โจทก์ที่ 3 และนางเชื้อ โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนางพิมพ์ นางพิมพ์เป็นบุตรของนายบุญ โจทก์ที่ 1 จึงเป็นเหลนของนางไข่ โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนางอรุณ โจทก์ที่ 2 จึงเป็นหลานของนางไข่ ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นบุตรของนางเชื้อ จึงเป็นหลานของนางไข่ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน มีชื่อนางไข่กับนางเคลือบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมานางเคลือบโอนที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นางเชื้อ นางไข่และนางเชื้อจึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 นางเชื้อโอนที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 3 นางไข่และจำเลยที่ 3 จึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2526 นางไข่ถึงแก่ความตาย โดยนายเปลี่ยนกับนายบุญถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นางไข่จึงมีทายาทที่มีสิทธิรับมรดกคือ นางพิมพ์บุตรของนายบุญซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 1 นางอรุณ โจทก์ที่ 3 และนางเชื้อ โดยนางไข่มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 3 ปี 2543 นางอรุณถึงแก่ความตาย วันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเชื้อเป็นผู้จัดการมรดกของนางไข่ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 นางเชื้อในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของนางไข่มาเป็นชื่อของนางเชื้อในฐานะผู้จัดการมรดกและในวันเดียวกันนางเชื้อในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของนางเชื้อ โดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2549 นางเชื้อถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 มีการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางเชื้อให้จำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2557 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 ถูกแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ และในวันเดียวกันได้จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินออกเป็น 2 แปลง โดยที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 8076 เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 102307 เนื้อที่ 2 ไร่ 50 ตารางวา มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนอีกแปลงหนึ่งออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นแปลงเลขที่ 102308 เนื้อที่ 2 ไร่ 40 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นางพิมพ์ถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่แน่ชัดว่าถึงแก่ความตายเมื่อปีใด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความมรดก หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นางเชื้อครอบครองที่ดินพิพาทของนางไข่เจ้ามรดกแทนทายาทอื่น โดยมีนางอรุณมารดาโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางไข่เข้าทำประโยชน์ด้วยจนถึงปี 2538 หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นางเชื้อยึดถือที่ดินพิพาททรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน โจทก์ทั้งสามจึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมและแบ่งปันที่ดินพิพาทได้ นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนางไข่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่ข้อนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่นางไข่ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เป็นการให้การต่อสู้เรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง กับให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เป็นการอ้างอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความเนื่องจากฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี อันเป็นอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แม้โจทก์ทั้งสามไม่ฎีกาในข้อนี้ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) อย่างไรก็ดี คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความมรดก 1 ปี นับแต่นางไข่ถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือไม่ นั้น เห็นว่า นางไข่ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2526 ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนางพิมพ์ว่า นางพิมพ์ทายาทของนางไข่ไม่เคยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่เคยพูดเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ได้รับแจ้งจากนายโสภณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 3 ว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิในที่ดินจึงฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2556 และได้ความตามคำเบิกความของนายโสภณว่า โจทก์ที่ 3 พักอาศัยอยู่ที่อื่นไม่เคยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คงมีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า นางอรุณและโจทก์ที่ 2 ทำประโยชน์ปลูกต้นกระท้อนและกล้วยไข่ในที่ดินของนางไข่แทนนางไข่มาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนนางไข่ถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์ที่ 2 อายุ 40 ปี จึงย้ายไปอยู่กับสามี หลังจากนั้นนางเคลื่อนเช่าที่ดินพิพาทจากนางอรุณ แต่โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า นางเคลื่อนเช่าที่ดินพิพาทจากนางไข่ตั้งแต่นางไข่ยังมีชีวิตอยู่ จึงขัดแย้งกับที่โจทก์ที่ 2 อ้างว่า นางอรุณและโจทก์ที่ 2 ทำประโยชน์มาโดยตลอด ส่วนที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าเงินที่นางเชื้อนำไปเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทเป็นเงินของนางอรุณก็เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ โดยไม่ปรากฏหลักฐาน และที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า หลังนางไข่ถึงแก่ความตาย นางอรุณไปทวงถามนางเชื้อเพื่อขอแบ่งที่ดินพิพาท ขณะนั้นโจทก์ที่ 2 อายุประมาณ 30 ปี แต่โจทก์ที่ 2 เกิดเมื่อปี 2490 ขณะโจทก์ที่ 2 อายุ 30 ปี คือปี 2520 นางไข่ยังไม่ถึงแก่ความตาย คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ล้วนไม่น่าเชื่อถือว่าหลังนางไข่ถึงแก่ความตาย นางอรุณและโจทก์ที่ 2 เคยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เชื่อว่าทายาทอื่นของนางไข่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาร่วม 30 ปี ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในที่ดินของนางไข่และนางเชื้อ มีบ้านของนางไข่ติดกับบ้านของนางเชื้อในลักษณะเชื่อมต่อเป็นหลังเดียวกัน และที่ดินมีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน ติดคลอง 1 ด้าน ด้านที่เหลือติดกับที่ดินบุคคลอื่น ไม่ได้มากเกินกว่านางเชื้อจะครอบครองผู้เดียว โดยนางเชื้อมีหลักฐานเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาท ทั้งโจทก์ที่ 1 ก็เบิกความรับว่านางเชื้ออยู่อาศัยที่บ้านนางไข่จนกระทั่งนางเชื้อถึงแก่ความตาย ประกอบกับทายาทอื่นของนางไข่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเป็นเวลาร่วม 30 ปี โดยปล่อยให้นางเชื้อเพียงผู้เดียวครอบครองที่ดินเช่นนี้ จึงเจือสมกับที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า นางไข่ยกที่ดินให้นางเชื้อ นางเชื้อจึงครอบครองที่ดินเพื่อตน การที่ทายาทอื่นมิได้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่นางไข่เจ้ามรดกตาย จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องคดี ส่วนที่ต่อมาหลังจากนั้นเกือบ 20 ปี นางเชื้อขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไข่โดยอ้างว่าโจทก์ที่ 3 เป็นทายาทนางไข่ด้วยนั้น นายโสภณผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่าโจทก์ที่ 3 ยินยอมให้นางเชื้อขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไข่และไม่คัดค้านการโอนที่ดินเป็นของนางเชื้อ ส่วนที่เบิกความใหม่ว่า โจทก์ที่ 3 ยินยอมเพื่อให้ดำเนินการแบ่งมรดกแก่ทายาท ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการหรือทวงถามให้ดำเนินการเป็นเวลาเกือบ 10 ปี จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 3 ยินยอมเพื่อให้ดำเนินการแบ่งมรดกแก่ทายาท แต่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 3 ยินยอมเพื่อให้มีการโอนที่ดินเป็นของนางเชื้อ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านางเชื้อครอบครองที่ดินพิพาทของนางไข่เจ้ามรดกแทนทายาทอื่น และเมื่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและผู้สืบสิทธิของทายาทมิได้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่นางไข่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงขาดอายุความ จำเลยทั้งสามเป็นบุตรของนางเชื้อเป็นผู้สืบสิทธิของนางเชื้อทายาทโดยธรรมของนางไข่ จึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของนางเชื้อทายาทโดยธรรมของนางไข่ยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ตามมาตรา 1755 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสี่ ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาง ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชัยวัฒน์ เจริญรัตน์วุฒิกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2562
#629593
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าว แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้ร่วมกันคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,360 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายสราวุฒิ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวศศิกาญจน์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ส่วนความผิดฐานอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 225,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองไป เนื่องจากนายโอมพี่ชายโจทก์ร่วมที่ 2 ใช้ให้เอามาเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ค้างชำระจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดขณะอายุสิบแปดปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 12 ปี 8 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนรถหรือใช้ราคาแทน 20,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 225,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม และลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม ในความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 400 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับ 400 บาท และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 18 ปี และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทน 20,000 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าว แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีตัวโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะโจทก์ร่วมทั้งสองอยู่ที่ชั้นสองของบ้านที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ขับมาจอดที่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ และได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนพูดขอน้ำมันรถจักรยานยนต์จากโจทก์ร่วมทั้งสอง เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เปิดประตูหน้าบ้าน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างวิ่งเข้ามาในบ้านพร้อมกัน โดยจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนลูกซองยาวจี้ศีรษะโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 3 ใช้เท้าถีบโจทก์ร่วมที่ 1 จนเซ จำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ถึง 4 นิ้ว ยืนอยู่ข้างจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 ยืนอยู่เฉย ๆ ห่างจากหน้าบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร จากนั้นจำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 เอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองไป ขณะที่จำเลยที่ 2 จะเข้าไปเข็นรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าแย่งกุญแจรถจักรยานยนต์ซึ่งเสียบคาไว้ จำเลยที่ 1 จึงหันปากกระบอกปืนลูกซองยาวมาจ่อที่คางของโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วพูดว่า "มึงอย่ายุ่ง" โจทก์ร่วมที่ 2 ถอยออกมา จำเลยที่ 2 เข็นรถจักรยานยนต์ออกไปบริเวณหน้าบ้าน จำเลยที่ 1 พูดกับโจทก์ร่วมทั้งสองว่า "ถ้าพรุ่งนี้มึงยังอยู่บ้านท่าข้าม กูจะกลับมายิงหัวมึง" พร้อมทั้งกำชับว่าอย่าแจ้งความ จากนั้นจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับโดยไม่ได้ชักชวนหรือพูดอะไรกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 เดินไปพร้อมกับจำเลยที่ 4 ไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดไว้ที่ถนนหน้าบ้านเกิดเหตุ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 4 ยืนอยู่เฉย ๆ ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เท่านั้น อีกทั้งยังได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้พูดจาข่มขู่ ไม่ได้ช่วยเข็นรถ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ และยืนอยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้พูดข่มขู่โจทก์ร่วมทั้งสอง ไม่ได้ช่วยจำเลยที่ 2 เข็นรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองออกจากบ้านเกิดเหตุ ทั้งไม่มีพฤติการณ์ร่วมกระทำการใด ๆ หรือเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการปล้นทรัพย์ ลำพังแต่จำเลยที่ 4 มาบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และกลับไปพร้อมกับจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล้นทรัพย์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 4 ได้ นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหลังจากวันที่โจทก์ร่วมทั้งสองแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ 5 วัน และให้การตั้งแต่แรกว่าจำเลยทั้งสี่ไปบ้านที่เกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน จำเลยที่ 1 เป็นคนชวนบอกว่าจะไปทำธุระที่บ้านโจทก์ร่วมทั้งสองเท่านั้น ซึ่งก็ปรากฏหลักฐานจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎรว่าโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อยู่หมู่ที่ 6 อำเภอชะอวด เช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 4 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 ในเส้นทางกลับบ้านของตนตามคำชวนของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 4 อาจไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไปก่อเหตุปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองก็เป็นได้ ประกอบกับจำเลยที่ 4 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมทั้งสองมาก่อน และให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ไปบ้านเกิดเหตุโดยมีเจตนากระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายณัฐวุฒิ นกแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2562
#630929
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้คนประจำเรือโดยไม่มีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และเป็นคนประจำเรือที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยใช้บุคคลต่างด้าวดังกล่าวเข้าประจำเรือ โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่ก่อนนำเรือประมงออกจากท่าเรือเพื่อไปทำการประมงไม่ทำให้เรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง หรือได้มาโดยกระทำความผิดตามมาตรา 169 จึงไม่อาจริบเรือประมงของกลาง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 6, 22, 144 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 5, 83, 153, 169 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 ลงวันที่ 29 เมษายน 2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ข้อ 8, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเรือกลประมงทะเลของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22, 144 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง, 153, 169 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 ข้อ 8 (3), ข้อ 18 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่จัดทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบ ปรับ 20,000 บาท ฐานใช้คนประจำเรือซึ่งไม่มีหนังสือคนประจำเรือ จำนวนสี่คน ปรับคนละ 400,000 บาท รวมปรับ 1,600,000 บาท และฐานนำเรือออกจากท่าเทียบเรือโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานให้ครบถ้วน ปรับ 40,000 บาท รวมปรับ 1,660,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 830,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเรือกลประมงทะเลของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอริบของกลาง คืนเรือกลประมงทะเลให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ.2558 มาตรา 169 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้คนประจำเรือโดยไม่มีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และเป็นคนประจำเรือที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยใช้บุคคลต่างด้าวดังกล่าวเข้าประจำเรือ โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่ก่อนนำเรือประมงออกจากท่าเรือเพื่อไปทำการประมงไม่ทำให้เรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง หรือได้มาโดยกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 จึงไม่อาจริบเรือประมงของกลาง ตามมาตรา 169 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบเรือประมงของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 83 วรรคหนึ่ง ม. 169
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายพงกร สุเรนทร์รังสิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2562
#633035
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามฟ้องคดีก่อนอาคารของจำเลยมีขนาดกว้าง 3.50 เมตร ยาว 25 เมตร เป็นเพิงทำด้วยไม้ ส่วนคดีนี้อาคารของจำเลยมีขนาดกว้าง 4.30 เมตร ยาว 21.50 เมตร เป็นอาคารคอนกรีตก่ออิฐถือปูน เห็นได้ชัดว่าเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่แทนอาคารหลังเดิมและเข้ายึดถือครอบครองใหม่โดยเข้าไปก่อสร้างอาคารคอนกรีตในที่เกิดเหตุ จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่หาใช่เจตนาสืบเนื่องต่อกันมาไม่ และไม่ถือว่ามีเหตุชั่วคราวมาขัดขวางมิให้จำเลยยึดถือที่ดินที่เกิดเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคสอง การกระทำของจำเลยตามฟ้องคดีนี้จึงเป็นคนละคราวกับคดีก่อน ดังนั้น ถึงแม้ในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย ก็มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะความผิดกรรมดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดกรรมอื่น ๆ ระงับไปด้วยไม่ จะถือว่าเป็นเรื่องที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถางและทำให้เสียหายแก่ที่ดินซึ่งเป็นป่าและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันมิได้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 360, 362, 365 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 43, 65, 66 ทวิ, 67 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่บุกรุก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานครอบครองป่าเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาในชั้นนี้เฉพาะความผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง และทำให้เสียหายแก่ที่ดินซึ่งเป็นป่าและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามฟ้อง ข้อ 1.1 ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ แปลงที่ระบุชื่อจำเลย ในปี 2547 เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มอาคารหลังเก่าที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินที่เกิดเหตุพังเสียหาย จำเลยจึงก่อสร้างอาคารกว้าง 4.30 เมตร ยาว 21.50 เมตร ขึ้นใหม่ ในเนื้อที่ 23.11 ตารางวา บนที่ดินที่เกิดเหตุแทนอาคารหลังเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก่อนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุต่อศาลชั้นต้นมาแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าหลังจากเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในบริเวณที่เกิดเหตุจนเป็นเหตุให้อาคารหลังเดิมพังเสียหายไปแล้ว จำเลยเข้าทำการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ถือได้ว่าการครอบครองในครั้งแรกขาดตอนไปแล้ว เมื่อจำเลยทำการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ จึงเป็นการบุกรุกใหม่นั้น เห็นว่า เมื่อปลายปี 2547 ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเหตุให้ที่เกิดเหตุตลอดจนอาคารหลังเดิมที่จำเลยครอบครองได้รับความเสียหายไป ต่อมาจำเลยได้เข้ามาทำการก่อสร้างอาคารขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อพิจารณาภาพถ่ายอาคารเมื่อปี 2521 เปรียบเทียบกับภาพถ่ายเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นเวลาก่อนและหลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ พบว่าโครงสร้างอาคารเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง โดยข้อเท็จจริงตามฟ้องคดีก่อนอาคารของจำเลยมีขนาดกว้าง 3.50 เมตร ยาว 25 เมตร เป็นเพิงทำด้วยไม้ ส่วนคดีนี้อาคารของจำเลยมีขนาดกว้าง 4.30 เมตร ยาว 21.50 เมตร เป็นอาคารคอนกรีตก่ออิฐถือปูน เห็นได้ชัดว่าเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่แทนอาคารหลังเดิมและเข้ายึดถือครอบครองใหม่โดยเข้าไปก่อสร้างอาคารคอนกรีตในที่เกิดเหตุจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่หาใช่เจตนาสืบเนื่องต่อกันมาไม่ และไม่ถือว่ามีเหตุชั่วคราวมาขัดขวางมิให้จำเลยยึดถือที่ดินที่เกิดเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคสอง การกระทำของจำเลยตามฟ้องคดีนี้จึงเป็นคนละคราวกับคดีก่อน ดังนั้น ถึงแม้ในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย ก็มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะความผิดกรรมดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดกรรมอื่น ๆ ระงับไปด้วยไม่ จะถือว่าเป็นเรื่องที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถางและทำให้เสียหายแก่ที่ดินซึ่งเป็นป่าและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามฟ้องข้อ 1.1 แล้วมิได้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 หรือไม่ โจทก์มีนายฤทธิ์ธา พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลสาคู และนายภานุเมธ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า ภก.1 (ถลาง) เบิกความว่าได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เข้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่บริเวณหาดในยาง ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พบอาคารของจำเลยตั้งอยู่ในที่เกิดเหตุ และได้ตรวจสอบค่าพิกัดทางดาวเทียมจีพีเอสเพื่อค้นหาตำแหน่งของอาคาร และมีนายราชย์ นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นพยานเบิกความว่า พยานทำการรังวัดที่เกิดเหตุโดยยึดโยงกับค่าพิกัดของที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์ แหลมพิศ-ปากบาง และค่าพิกัดของที่ดินข้างเคียงซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตทุ่งเลี้ยงสัตว์ แหลมพิศ-ปากบาง เห็นว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งให้ร้ายแก่จำเลย คำเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันและตรงกับพยานหลักฐานอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายราชย์เป็นนายช่างรังวัดชำนาญงาน ย่อมมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรังวัดที่ดินเป็นอย่างดีตามหลักวิชาการ จึงเชื่อว่าแผนที่พิพาทที่นายราชย์จัดทำขึ้นมานั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ที่จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 150 ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้ครอบครองจากนายทวี บุตรของนายขจร ผู้มีสิทธิครอบครองนั้น ได้ความจากหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 150 ของสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง ว่า บุตรของนายขจรได้ขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 8 ไร่ 60 ตารางวาให้แก่นางสุวรรณ ซึ่งต่อมานางสุวรรณได้นำ ส.ค. 1 ดังกล่าวมาออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 4061 ปัจจุบันโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อบริษัทเพิร์ล จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีที่ดินส่วนที่เหลือจาก ส.ค. 1 ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อพิจารณา ส.ค. 1 เลขที่ 150 แล้วพบว่า ที่ดินมีอาณาเขตทิศเหนือจดป่าสนริมทะเลซึ่งต่อมามีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ตรงกับแผนที่พิพาทที่ระบุตำแหน่งที่ดินโฉนดเลขที่ 4061 มีอาณาเขตด้านทิศเหนือจดทุ่งเลี้ยงสัตว์ แหลมพิศ-ปากบาง ดังนั้น เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยครอบครองอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4061 จึงมิใช่ส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 150 ตามที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทุ่งเลี้ยงสัตว์ แหลมพิศ-ปากบาง พฤติการณ์ที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุโดยไม่มีเอกสารสิทธิหรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงได้ว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้มีสิทธิครอบครองทำกินในที่ดินที่เกิดเหตุ เชื่อว่าจำเลยครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุโดยรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งเลี้ยงสัตว์ แหลมพิศ-ปากบาง เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายจึงเป็นป่า ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 การที่จำเลยครอบครองป่าเพื่อตนเองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีสักครั้งหนึ่งโดยรอการลงโทษจำคุกให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายนฤดล เฮ็งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2562
#629598
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินเพื่อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินที่จัดสรรโดยเฉพาะ มิได้มุ่งหมายให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร ภาระจำยอมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง พันเอก ว. เจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิในการใช้สิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่เป็นภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามจำหน่ายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภค เพียงแต่ต้องยอมรับกรรมบางอย่าง ซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1387 และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได้เท่านั้น ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิย่อมตกติดไปกับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสามยทรัพย์และภารยทรัพย์ แม้ต่อมา พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ยังคงมีบทบัญญัติกำหนดให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และมาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่า "การพ้นจากความรับผิดชอบในการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือผู้รับโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นํามาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บํารุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 เมื่อได้ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกําหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบ การบํารุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลําดับ ดังต่อไปนี้...(2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้...ดําเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์มีสิทธิที่จะจดทะเบียนโอนถนนให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนอันเป็นสาธารณูปโภคเช่นเดียวกัน การที่ พ. ผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอก ว. โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทายาทโดยธรรมผู้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทต้องการจะพ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 6 เพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ และเพื่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ผู้จัดสรร รวมทั้ง พ. และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 70 วรรคสาม ประกอบมาตรา 44 (2) จึงไม่ใช่การกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ใช่การกระทำโดยไม่สุจริต ไม่ใช่การกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก และไม่เป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวก โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13005 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ระหว่างนางไพเวช ในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของพันเอกวัง กับจำเลยที่ 5 และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอกวังและนางไพเวชร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอม เรื่อง ทางเดิน ทางรถยนต์ การวางท่อระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหก หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า โดยให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินการดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช โดยพันเอกวัง หุ้นส่วนผู้จัดการ จัดสรรที่ดินโฉนดเลขที่ 13005 เนื้อที่ 106 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา ที่มีชื่อพันเอกวังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ที่ดินส่วนที่เหลือทำเป็นถนนและสาธารณูปโภคภายในโครงการจัดสรรโดยผู้ซื้อที่ดินในโครงการจะต้องชำระเงินค่าทำถนนและสาธารณูปโภคดังกล่าว โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรและได้ชำระค่าทำถนนและค่าสาธารณูปโภคดังกล่าว ถนนในโครงการตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง เมื่อพันเอกวังถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางไพเวชเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 นางไพเวชในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอกวังยื่นคำขอโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนที่เป็นสาธารณูปโภคเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของพันเอกวังที่เกิดกับนางไพเวชและในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอกวัง ปัจจุบันจำเลยที่ 5 โดยสำนักงานเขตดอนเมืองเป็นผู้ดูแลและรักษาที่ดินพิพาทที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ คือ ซอยสรงประภา 22

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า นางไพเวชในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอกวังมีอำนาจโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 5 เพื่อให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" และข้อ 32 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และได้จำหน่ายที่ดินจัดสรรบางส่วน หรือได้จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือได้ปรับปรุงที่ดินจัดสรรให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรมไปแล้วบางส่วนของผู้นั้น ได้ยื่นรายการและแสดงหลักฐานตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงต่อคณะกรรมการภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ก็ให้ทำการจัดสรรที่ดินนั้นต่อไปได้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ เว้นแต่กิจการอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อ 30 ด้วย" ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินที่จัดสรรโดยเฉพาะ มิได้มุ่งหมายให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรตามบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นสิทธิโดยเฉพาะของเจ้าของสามยทรัพย์รวมทั้งโจทก์ทั้งหกและบุคคลที่อยู่อาศัยในสามยทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรเท่านั้นที่จะใช้สอยถนนซึ่งเป็นภาระจำยอมดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากพันเอกวังผู้เป็นเจ้าของภารยทรัพย์ บุคคลภายนอกจะใช้สอยถนนดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพันเอกวังผู้เป็นเจ้าของภารยทรัพย์เท่านั้น เว้นแต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช ผู้จัดสรรและพันเอกวังจะมีข้อตกลงกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรว่า เจ้าของภารยทรัพย์ไม่มีอำนาจอนุญาตให้บุคคลภายนอกใช้สอยถนนดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งหกชำระเงินค่าทำถนนและค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช และพันเอกวังตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรวมทั้งโจทก์ทั้งหก ประกอบกับพันเอกวังยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จึงหาใช่พันเอกวังสละสิทธิในที่ดินพิพาทหรือที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหกตั้งแต่วันทำสัญญาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่อย่างใดไม่ ภาระจำยอมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ทั้งหกและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอีก แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช ผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธ์ที่ดินพิพาทจากพันเอกวังมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาถนนอันเป็นสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป ตามปกติแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อที่ดินพิพาทตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแล้ว อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์นั้นจะถูกจำกัดลง แต่อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์นั้นไม่ได้หมดสิ้นไป ดังนั้น พันเอกวังในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังคงมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่เป็นภาระจำยอม ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามจำหน่ายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคนั้น เพียงแต่ทำให้พันเอกวังต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได้เท่านั้น ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิย่อมตกติดไปกับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสามยทรัพย์และภารยทรัพย์ แม้พันเอกวังมีสิทธิจำหน่ายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่น ภาระจำยอมก็หาได้หมดสิ้นไป เว้นแต่กรณีจะต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น ภาระจำยอมจึงจะระงับ ดังนั้น ไม่ว่าผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจะสุจริตหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจจะยกขึ้นต่อสู้กับสิทธิภาระจำยอมของเจ้าของสามยทรัพย์ได้ เมื่อพันเอกวังถึงแก่ความตาย นางไพเวชในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอกวังรวมทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของพันเอกวังในฐานะผู้รับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่เป็นภาระจำยอมได้เช่นเดียวกับพันเอกวัง และภาระจำยอมก็หาได้หมดสิ้นไป ประกอบกับตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "หน้าที่ในการบำรุงรักษาตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปได้อุทิศทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือได้โอนให้แก่เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขต" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิที่จะอุทิศถนนอันเป็นสาธารณูปโภคตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนอันเป็นสาธารณูปโภคดังกล่าว ไม่เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่เป็นละเมิดต่อเจ้าของที่ดินที่จัดสรรหรือเจ้าของสามยทรัพย์ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ยังคงมีบทบัญญัติกำหนดให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ แล้วยังมีบทเฉพาะกาลในมาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่า "การพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นำมาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบ การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้... (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้... ดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองว่า ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิที่จะจดทะเบียนโอนถนนอันเป็นสาธารณูปโภคตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนอันเป็นสาธารณูปโภคดังกล่าวเช่นเดียวกัน อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช ผู้จัดสรรดำเนินการจัดสรรที่ดินตั้งแต่ก่อนปี 2515 และเมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับแล้วเป็นเวลานานหลายปี ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงย่อยมีมติให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 45 รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนอันเป็นสาธารณูปโภคมาเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อทำหน้าที่บำรุงรักษาแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีอยู่มานานประมาณ 41 ปีแล้ว การที่นางไพเวชในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอกวังโดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของพันเอกวัง ซึ่งเป็นผู้รับโอนมรดกที่ดินพิพาท ต้องการจะพ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาที่ดินพิพาท ก็ย่อมมีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 6 เพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ และเพื่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังไพเวช ผู้จัดสรร รวมทั้งนางไพเวชและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคนั้น ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 30 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 70 วรรคสาม ประกอบมาตรา 44 (2) จึงไม่ใช่การกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ใช่การกระทำโดยไม่สุจริต ไม่ใช่การกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก และไม่เป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกดังที่โจทก์ทั้งหกฎีกา โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์ระหว่างนางไพเวช ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของพันเอกวัง กับจำเลยที่ 5 ได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งหกอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1387
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 ม. 45 ม. 70
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอัฐมา ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2562
#635845
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 และมาตรา 14 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่โจทก์ฎีกาขอให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 67 และให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และยินยอมให้มีการตรวจร่างกายเพื่อตรวจสอบหาการใช้ยาเสพติดให้โทษทุกครั้งที่ไปรายงานตัวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 อีกกระทงหนึ่ง ฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท รวมปรับจำเลย 10,500 บาท ให้ยกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์มีกำหนด 6 เดือน โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 อีกกระทงหนึ่ง และให้ยกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย โจทก์ฎีกาขอให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 และมาตรา 14 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่โจทก์ฎีกาขอให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนให้ยกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย และให้ยกฎีกาของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2562
#635897
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 162 นั้น ผู้กระทำหาต้องมีมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือต้องกระทำโดยทุจริตไม่ และไม่จำต้องพิจารณาถึงผลการกระทำว่าเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นหรือไม่ หากผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองว่ามีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตน หรือรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น แต่เป็นความเท็จ คดีเมื่อได้ความจากคำเบิกความของ พ. เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุซึ่งมีโต๊ะทำงานอยู่ติดกับจำเลยที่ 2 ว่า ในวันยื่นซองสอบราคานั้นมี ร. คนเดียวนำซองมายื่น 3 ซอง ซึ่งเป็นซองของบริษัท ป. จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. และห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. โดยในเอกสารกลับมีลายมือชื่อของ ม. และ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้ยื่นเอกสาร โดยในช่องด้านบนของเอกสารจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองโดยมีข้อความเป็นสาระสำคัญในตอนท้ายว่า ม. และ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการของทั้งสองห้างเป็นผู้มายื่นซองด้วยตัวเอง อันเป็นความเท็จ เมื่อจำเลยที่ 2 รับรองเป็นหลักฐานว่า ม. และ อ. นำซองมายื่นต่อหน้าตน และใบรับซองสอบราคาเป็นเอกสารที่มุ่งพิสูจน์ความจริงว่า เจ้าของซองนำซองมายื่นจริงซึ่งเป็นความเท็จ เพราะบุคคลทั้งสองไม่ได้นำซองมายื่นด้วยตนเอง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 7, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 147, 152, 157, 162

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์กับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฐานใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายมาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งที่ 7 จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์และยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหลังจากศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ว่าไม่จำต้องสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลอุทธรณ์ภาค 4

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เสียด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพียงบทเดียว จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า ช่วงเกิดเหตุระหว่างปี 2544 ถึง 2545 จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จำเลยที่ 2 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ ในฝ่ายพัสดุและทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ระหว่างดำรงตำแหน่ง จำเลยที่ 1 อนุมัติให้นำรถยนต์หลายคันขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครไปซ่อมที่บริษัทโตโยต้าสกลนคร (1992) ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร รวม 30 ครั้ง อนุมัติให้มีการจัดซื้อนกกระจอกเทศ 130 ตัว พร้อมอาหารสำเร็จรูป 200 กระสอบ เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้สนใจนำไปเลี้ยง และอนุมัติจ้างบริษัทโปรแซค จำกัด ก่อสร้างซุ้มเฉลิมพระบรมฉายาลักษณ์ที่บริเวณสี่แยกบ้านธาตุนาเวง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ด้วยงบประมาณ 2,000,000 บาท การจัดจ้างดังกล่าวกระทำโดยวิธีสอบราคาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซองสอบราคาจากผู้รับเหมาและทำรายงานการรับซองสอบราคาดังกล่าว แต่ผู้รับเหมาได้ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนลงนามในสัญญาจ้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จ คณะกรรมการตรวจการจ้างจึงไม่เซ็นรับมอบงาน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เพื่อสะดวกแก่การวินิจฉัย ในเบื้องต้นควรพิจารณาก่อนว่า ข้อหาอื่นตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีอำนาจขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนโดยละเอียดแล้ว พบว่าขณะศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะได้พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อไปและโจทก์อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ต้องพิจารณาพิพากษา ในข้อหาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ด่วนวินิจฉัยว่าข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติเพราะไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ศาลฎีกาจะได้ทำคำพิพากษาฉบับนี้ ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว อันมีผลเท่ากับไม่มีการอุทธรณ์ของโจทก์และไม่มีการยกประเด็นปัญหาการจัดจ้างซ่อมรถยนต์และการจัดจ้างก่อสร้างซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขึ้นพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดสำหรับการกระทำทั้งสองกรณีดังกล่าวได้อีก เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง มาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าในโครงการจัดซื้อนกกระจอกเทศตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดนั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำผิดในฐานดังกล่าว กรณีจึงต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ด้วยว่า ในโครงการจัดซื้อนกกระจอกเทศนั้น จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ฟังว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง คงมีจำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว ปัญหาวินิจฉัยสำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครและชาวบ้านที่ศาลเรียกมาเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันกับจำเลยที่ 1 ว่านกกระจอกเทศในโครงการส่วนใหญ่ได้แจกจ่ายให้แก่เกษตรกรนำไปเลี้ยงจริงโดยมีหลักฐานการรับนกกระจอกเทศพร้อมอาหารสำเร็จรูป เป็นพยาน ส่วนนกที่มีเหลืออยู่ที่ปั๊มน้ำมันเก่าของจำเลยที่ 1 ที่อำเภอพังโคนบ้างนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความให้เหตุผลว่าเป็นนกกระจอกเทศงวดสุดท้ายที่รอผู้ซึ่งลงชื่อไว้มารับไปเลี้ยง แต่หลายคนเห็นว่าการเลี้ยงมีปัญหายุ่งยากและต้องใช้เงินมากจึงไม่ยอมมารับนกไปอันเป็นเหตุให้มีนกระจอกเทศเหลือตกค้างอยู่ปั๊มน้ำมันเก่าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเหตุผลดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ถามค้านให้รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากจะพบนกกระจอกเทศบางส่วนถูกเลี้ยงอยู่ที่ปั๊มน้ำมันเก่าของจำเลยที่ 1 บ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาจะเบียดบังเอานกกระจอกเทศเหล่านั้นไว้เป็นของตน ดังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าผลสุดท้าย จำเลยที่ 1 ก็มอบนกกระจอกเทศที่ตกค้างอยู่ที่ปั๊มน้ำมันเก่าให้แก่ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนครนำไปเลี้ยง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังเอานกกระจอกเทศในโครงการไปเป็นของตนดังที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เบียดบังเอานกกระจอกเทศในโครงการไปเป็นของตนแล้ว กรณีก็ไม่มีข้อเท็จจริงให้รับฟังต่อไปได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่าจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่นั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติต้องเป็นการมิชอบแล้ว เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัตินั้นยังต้องมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือกระทำโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นเจตนาพิเศษด้วย สำหรับปัญหาเรื่องความเสียหายหรือการทุจริต เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งทำหน้าที่รับซองสอบราคาเป็นครั้งแรกแล้ว คดีไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการประกาศสอบราคาจ้างเหมาก่อสร้างซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่นเดียวกัน ในมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งหรือผู้ใด นายสมชัย หัวหน้าส่วนอำนวยการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พยานโจทก์ก็เบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 ที่พยานได้รับรายงานสรุปผลการควบคุมงานก่อสร้างนั้น ปรากฏว่าการก่อสร้างสำเร็จแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ นายสุรชัย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ประธานตรวจการจ้าง ก็เบิกความรับสมว่า พยานไปตรวจงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 พบว่าการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนว่า ซุ้มดังกล่าวก่อสร้างเสร็จทันวันรับเสด็จพอดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือแก่ทางราชการเช่นกัน การปฏิบัติตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และ 12 ตามลำดับนั้น เห็นว่า มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการใดโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมหรือให้มีการเสนอราคาโดยหลงผิด ต้องระวางโทษจำคุก..." ซึ่งจากข้อความดังกล่าว แสดงว่าการกระทำที่จะเป็นตามมาตรา 7 ต้องประกอบด้วย ผู้กระทำได้ใช้อุบายหลอกลวง หรือหากไม่ใช้อุบายหลอกลวง ก็ต้องกระทำการด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง และการหลอกลวงหรือการกระทำด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มีผลทำให้ผู้อื่นไม่อาจเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมได้ หรือหากเสนอราคาได้การเสนอราคานั้นก็เป็นไปโดยหลงผิด แต่ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากการสอบสวนหรือทางนำสืบของโจทก์ว่าผู้รับซองสอบราคาอีก 7 ราย นอกจากบริษัทโปรแซค จำกัด ผู้ได้รับเลือก หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด รังค์ แอสโซซิเอท กับห้างหุ้นส่วนจำกัด แอโรเฟล็กซ์ เทคโนโลยี ผู้ยื่นซองสอบราคาแต่ไม่ได้รับเลือกไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมหรือไม่อย่างไร หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด รังค์ แอสโซซิเอท กับห้างหุ้นส่วนจำกัด แอโรเฟล็กซ์ เทคโนโลยีผู้ที่เข้าเสนอราคาแข่งขันกับบริษัทโปรแซค จำกัด ได้เสนอราคาโดยหลงผิดอย่างไร กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้อุบายหลอกลวง หรือ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่จัดให้มีการประกาศสอบราคา รับซองสอบราคาและทำรายงานการรับซองสอบราคาเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาหรือเข้าทำการเสนอราคาโดยสำคัญผิด อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 7 ทั้งทางนำสืบก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยมุ่งหมายเพื่อมิให้มีการแข่งขันราคากันอย่างเป็นธรรมแล้ว กรณีก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 12 ได้ เพราะมาตรา 12 เป็นบทเพิ่มโทษของมาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ มิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิด...ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และมาตรา 12 ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น แต่สำหรับความผิดฐานเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในคำฟ้องข้อ 6 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่

(1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นเท็จ

...

(4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษ..." ซึ่งจากข้อความดังกล่าว การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ผู้กระทำหาต้องมีมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือต้องกระทำโดยทุจริตไม่ และไม่จำต้องพิจารณาถึงผลการกระทำว่าเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างใดขึ้นหรือไม่ หากผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองว่ามีการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตน หรือรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แต่เป็นความเท็จ กล่าวคือ ไม่มีการอย่างใดกระทำต่อหน้าตนจริง หรือไม่มีข้อเท็จจริงที่เอกสารนั้นมุ่งจะรับรองเกิดขึ้นจริง การกระทำนั้นก็เป็นความผิดแล้ว คดีนี้ ได้ความจากคำเบิกความของนายพัฒนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุและทรัพยสินซึ่งมีโต๊ะทำงานอยู่ติดกับโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 2 ว่า ในวันยื่นซองสอบราคานั้นมีนายพีรศิลป คนเดียวนำซองเอกสารจำนวน 3 ซอง มายื่น ซึ่งเมื่อพยานเดินไปดูใบรับซองสอบราคาที่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความ แล้วปรากฏว่าเป็นซองของบริษัทโปรแซค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด รังค์ แอสโซซิเอท และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอโรเฟล็กซ์ เทคโนโลยี โดยของบริษัทโปรแซค จำกัด มีชื่อนายพีรศิลปกรรมการผู้จัดการเป็นผู้ยื่นพร้อมลงลายมือชื่อแสดงการยื่นไว้ ส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด รังค์ แอสโซซิเอท กับห้างหุ้นส่วนจำกัด แอโรเฟล็กซ์ เทคโนโลยี ซึ่งนายพีรศิลป นำมายื่นแทนกลับมีลายมือชื่อนายมนู และนายอนุชา หุ้นส่วนผู้จัดการของทั้งสองห้างฯ ตามลำดับเป็นผู้ลงลายมือชื่อยืนยันการยื่นไว้เป็นหลักฐาน โดยในช่องบนของสำเนาเอกสารสองฉบับดังกล่าวที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองไว้มีข้อความเป็นสาระสำคัญในตอนท้ายว่า นายมนู และนายอนุชา หุ้นส่วนผู้จัดการของทั้งสองห้างฯ เป็นผู้มายื่นซองสอบราคาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ เมื่อใบรับซองสอบราคาทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 2 รับรองเป็นหลักฐานว่านายมนูกับนายอนุชา นำซองสอบราคามายื่นต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และใบรับซองสอบราคาเป็นเอกสารที่มุ่งพิสูจน์ความจริงว่า ได้มีเจ้าของซองนำซองมายื่นจริงอันเป็นความเท็จ เพราะนายมนูและนายอนุชาไม่ได้นำซองมายื่นด้วยตัวเองจริง การทำใบรับซองสอบราคาซึ่งเป็นหลักฐานรับรองว่านายมนู นำซองสอบราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด รังค์ แอสโซซิเอท มายื่น และนายอนุชา นำซองสอบราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด แอโรเฟล็กซ์ เทคโนโลยี มายื่น ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราดังกล่าวชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยซึ่งเพิ่งทำหน้าที่รับซองสอบราคาเป็นครั้งแรก ผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 มิได้เกิดความเสียหายต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ผู้เสียหายหรือต่อส่วนราชการของจังหวัดสกลนครแต่อย่างใด เพราะซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีการสอบราคาได้ก่อสร้างเสร็จทันพิธีรับเสด็จและใช้การต่อมาได้ดี ทั้งจากคำเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านของนายสุรชัย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร และของจำเลยที่ 1 ก็ได้ความตรงกันว่าการก่อสร้างซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งอยู่ในวงเงินงบประมาณไม่เกิน 2,000,000 บาท ในคดีนี้นั้น จำเลยที่ 1 สามารถจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ คือไม่ต้องมีการสอบราคาก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่พัสดุได้เสนอจำเลยที่ 1 ให้มีการสอบราคา จำเลยที่ 1 จึงสั่งให้ดำเนินการสอบราคาไปตามเสนอ ดังนั้น พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงและอยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียด้วย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) (เดิม) จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมด เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายรุ่งอรุณ ชนะวีรวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กมล ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2562
#630098
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยหยุดรบกวนการครอบครองและขนย้ายสรรพสิ่งของสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์ กับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของจำเลยที่ก่อสร้างรุกลํ้าและผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ 100 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความในศาลชั้นต้นตกเป็นโมฆะ ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อ้างว่าจำเลยฉ้อฉล โดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ระบุการแบ่งปันแนวเขตที่ดินทิศเหนือให้ถือเอาแนวขอบฐานคอนกรีตตามภาพถ่ายแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งที่จำเลยรู้ว่าแนวเขตดังกล่าวไม่ตรงกับแนวชายคาบ้านของจำเลย ซึ่งคือแนวผนังกำแพงบ้านของจำเลย และควรแจ้งแก่โจทก์และศาล แต่จำเลยไม่แจ้ง และหลักเขตที่ดินเลขที่ 3 ง 0086 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินปักแทนหลักเขตเดิมเลขที่ ษ 6301 ที่สูญหายไป เป็นการปักหลักเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริง ทำให้จำเลยได้ที่ดินเพิ่มขึ้น ส่วนที่ดินของโจทก์เนื้อที่ลดลงโดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน โจทก์หลงเข้าใจผิดว่าฐานคอนกรีตคือข้างกำแพงผนังบ้านของจำเลย จึงลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการหลงผิดในสาระสำคัญจากการฉ้อฉลของจำเลย คำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุการแบ่งปันแนวเขตที่ดินทิศเหนือให้ถือเอาตามแนวชายคาบ้านของจำเลย หรือแนวผนังกำแพงบ้านของจำเลย หรือหลักเขตที่ดินเลขที่ 3 ง 0086 แต่อย่างใด โดยระบุว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งปันแนวเขตที่ดินทางทิศเหนือให้ถือเอาแนวขอบฐานคอนกรีตตามภาพถ่ายแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งทำให้ที่ดินของจำเลยมีเขตน้อยกว่าการใช้หลักเขตที่ดินเลขที่ 3 ง 0086 ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ และในสำเนาภาพถ่ายแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ มีข้อความระบุว่า โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งปันแนวเขตที่ดินระหว่างกันตามแนวเขตที่ดิน โดยถือเอาแนวขอบฐานคอนกรีตที่ทำเครื่องหมายดอกจันในภาพถ่ายนี้จากด้านทิศเหนือไปทางทิศใต้จนจรดหลักเขตเลขที่ ษ 6974 และมีคำบรรยายภาพดังกล่าวแสดงถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 3 ง 0086 ระยะห่างระหว่างผนังบ้านของโจทก์กับของจำเลย ระยะห่างระหว่างผนังบ้านของโจทก์กับแนวขอบฐานคอนกรีตที่ทำเครื่องหมายดอกจัน อันเป็นการระบุชัดเจนตามข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความ และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากโจทก์มาศาลด้วยตนเอง ยังมีทนายโจทก์มาศาลและร่วมลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย โจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในขณะที่ทำสัญญาหากไม่เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้านย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจในผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงได้ตกลงยินยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์จึงมิเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาปัญหาดังกล่าวต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวปริศนา สมศักดิ์โยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757 -ที่ 758/2562
#662894
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ตาม ป.อ. มาตรา 215 วรรคแรก วรรคสาม และมาตรา 216 เป็นความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมดังกล่าวแล้วไม่เลิก ความผิดทั้งสองมาตราเป็นความผิดที่มีการกระทำเชื่อมโยงกันในคราวเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวต้องลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายหลัง ทั้งมีองค์ประกอบความผิดที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับความผิดตามมาตรา 215 และมาตรา 216 จึงเป็นความผิดแยกต่างหากอีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก, 215, 216, 297, 298 ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 วรรคสอง, 215, 216 ริบของกลางตามบัญชีของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4977/2555 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 อ.4339/2553 อ.757/2554 อ.4958/2554 อ.2884/2556 (ที่รวมพิจารณาคดีทั้ง 5 สำนวนเข้าด้วยกัน) ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4977/2555 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 อ.4339/2553 อ.757/2554 อ.4958/2554 อ.2884/2556 (ที่รวมพิจารณาคดีทั้ง 5 สำนวนเข้าด้วยกัน) และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.177/2551 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 อ.4339/2553 อ.757/2554 อ.4958/2554 อ.2884/2556 (ที่รวมพิจารณาคดีทั้ง 5 สำนวนเข้าด้วยกัน) ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 อ.4339/2553 อ.757/2554 อ.4958/2554 อ.2884/2556 (ที่รวมพิจารณาคดีทั้ง 5 สำนวนเข้าด้วยกัน) ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก, 297 (8), 298 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 84, 215 วรรคแรก วรรคสาม, 216 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยใช้อาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป กับฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 3 ปี ฐานเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไปแล้วไม่เลิก จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 2 ปี และฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 1 ปี 6 เดือน ทางพิจารณาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี 8 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไปแล้วไม่เลิก จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 4 ปี 4 เดือน สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ต่อจากคดีอื่นนั้น ปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4977/2555 ที่ต่อมาศาลมีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2763/2558 โดยพิพากษาจำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.177/2551 ต่อมาศาลมีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2352/2557 โดยพิพากษาจำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีเช่นกัน ส่วนคดีอื่นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ริบทรัพย์ของกลางรายการที่ 1 ถึง 26 ที่ 31 ถึง 41 ตามบัญชีทรัพย์ของกลางท้ายฟ้อง ส่วนทรัพย์ของกลางรายการที่ 27 ถึง 30 ให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกคนละ 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก วรรคสาม และมาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกข้อหา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และไม่มีความผิดฐานเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไปแล้วไม่เลิกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และมาตรา 216 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างฎีกา จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2562 ขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เพิ่งยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาถือเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพจึงไม่อาจกระทำได้เพราะการขอแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาไว้ต่อไป

ปัญหาว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เข้าร่วมชุมนุมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การเข้าร่วมชุมนุมของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และผู้ชุมนุมในช่วงก่อนวันเกิดเหตุด้วยการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นคัดค้านการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินหรือเรียกร้องให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนหรือเรียกร้องให้รีบจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว โดยไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายและไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ย่อมถือเป็นการชุมนุมโดยสงบในทางที่ดีและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่การชุมนุมในวันเกิดเหตุตามคำเบิกความของพยานโจทก์และตามเอกสารถอดเทปคำปราศรัยที่วินิจฉัยเป็นลำดับมา เป็นลักษณะของการชุมนุมในทางตรงกันข้าม การกระทำของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 จึงเป็นการชุมนุมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก สำหรับจำเลยที่ 6 นั้น แม้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 6 จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงข้อที่จำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีเจตจำนงร่วมกันที่จะไปชุมนุมปราศรัยที่บริเวณหน้าบ้านพักพลเอกเปรม ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 6 แล้ว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีพฤติการณ์ร่วมคบคิดวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการให้จำเลยที่ 6 นำผู้ชุมนุมบางส่วนไปที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมใกล้แยกสี่เสาเทเวศร์เพื่อดักรอให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 นำผู้ชุมนุมขบวนใหญ่ตามไปสมทบ รูปคดีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 6 อยู่ในฐานะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ในลักษณะที่จำเลยทั้งหลายดังกล่าวต่างยอมรับเอาการกระทำใดๆ ของจำเลยอื่นในวันเกิดเหตุว่าเป็นเสมือนการกระทำของตนเองทุกขั้นตอน ฉะนั้น ในเบื้องต้น จำเลยที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรกเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 และเนื่องจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีบทบาทสำคัญในการร่วมคบคิดและนำพาผู้ชุมนุมจำนวนมากเดินขบวนออกจากท้องสนามหลวงไปยังบ้านพักพลเอกเปรม โดยเป็นผู้กำหนดเส้นทางการเคลื่อนขบวน ทั้งร่วมกันปราศรัยปลุกระดมผู้ชุมนุมให้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจด้วยการใช้กำลังฝ่าจุดสกัดผลักดันแถวของเจ้าพนักงานตำรวจกับรื้อถอนอุปกรณ์เครื่องกีดขวางต่างๆ ของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งผู้ชุมนุมก็ได้เคลื่อนขบวนและดำเนินการใช้กำลังประทุษร้ายไปตามแผนการและคำปราศรัยของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 อย่างพร้อมเพรียงกันทุกประการ การทำหน้าที่เป็นแกนนำผู้ชุมนุมของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในลักษณะเช่นนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำไปด้วยจิตอาสาที่มีฐานะหรือมีอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับผู้ชุมนุมโดยทั่วไปดังที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกา แต่เป็นการทำหน้าที่บงการในรูปแบบของการเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการให้ผู้ชุมนุมละเมิดต่อกฎหมายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และผู้ชุมนุมไปปักหลักชุมนุมปราศรัยที่บริเวณหน้าบ้านพักพลเอกเปรมแล้ว จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายเพิ่มเติมอีกหรือไม่ประการใด เห็นว่า รูปแบบการชุมนุมของผู้ชุมนุมในช่วงระยะเวลากระชั้นชิดก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะใช้วิธีการเข้าจับกุมแกนนำและสลายการชุมนุม มิใช่เป็นลักษณะของการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการชุมนุมมั่วสุมโดยผิดกฎหมาย และในระหว่างนี้แกนนำได้ปราศรัยปลุกเร้ากระตุ้นผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ ไม่ให้ละเลิกการชุมนุมและอยู่ต่อสู้ต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังจะเห็นได้จากจำเลยที่ 5 ปราศรัยหลายตอน ว่า “แล้วเรียนพี่น้องอีกครั้งนะครับว่า ขณะนี้มีนายทหารกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งประชุมกันอยู่ แนวคิดส่วนใหญ่ในที่ประชุมกำลังจะดำเนินการใช้กำลังกับผู้ชุมนุม พี่น้องที่เคารพ ที่เขากำลังคิดกันนั้น ก็คือจะหาจังหวะโอกาสและเวลาที่เหมาะสมในการจะเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำที่อยู่บนรถปราศรัยคันนี้” “แล้วขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพูดคุยกันกับเราอยู่เมื่อสักครู่ ก็ได้ถูกเรียกเข้าไปเข้าแถวตบเท้าแล้วก็รับโล่พร้อมกับไม้กระบองเป็นอาวุธประจำกายเรียบร้อยแล้ว จึงขอถามมติหัวใจพี่น้องว่าเมื่อเขาเตรียมการ เมื่อเขาแสดงอาการเช่นนี้ เราจะเลิกชุมนุมตอนนี้ได้มั๊ยครับ ผู้ชุมนุมตอบไม่ได้ จำเลยที่ 5 พูดต่อว่า เลิกดีมั๊ยครับ ผู้ชุมนุมตอบ ไม่ดี จำเลยที่ 5 พูดอีกว่า อยู่ต่อมั๊ยครับ ผู้ชุมนุมตอบว่า อยู่ จำเลยที่ 5 ถามย้ำว่า ถอยมั๊ยครับ ผู้ชุมนุมตอบ ไม่ถอย” ซึ่งการปราศรัยของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าแกนนำมีเจตนาให้ผู้ชุมนุมปักหลักเผชิญหน้ากับเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งๆ ที่ย่อมคาดหมายได้ว่าผู้ชุมนุมกับเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันได้โดยง่าย ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจตัดสินใจในช่วงเวลานั้นเพื่อจะเข้าจับกุมเฉพาะแกนนำที่กระทำความผิดซึ่งหน้า จึงนับว่าเหมาะสมแก่สถานการณ์และถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อเหตุทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน ดังที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกา นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ได้นำขบวนผู้ชุมนุมไปเปิดการชุมนุมปราศรัยโจมตีพลเอกเปรมหลายชั่วโมงที่หน้าบ้านพักพลเอกเปรมอันเป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นหลัก และมีหนทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่เกิดเหตุได้ด้วยการประกาศยุติการชุมนุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วเคลื่อนขบวนกลับไปยังท้องสนามหลวง แต่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มิได้กระทำ ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าไปจับกุมแกนนำโดยตั้งแถวถือเพียงโล่ดันเข้าไปก็ถูกผู้ชุมนุมผนึกกำลังกันต่อสู้ขัดขวาง โดยใช้ไม้ดันโล่และตีโล่ของเจ้าพนักงานตำรวจกับใช้ก้อนอิฐตัวหนอน ไม้ กระถางต้นไม้ ขวดแก้ว ขวดพลาสติกและวัตถุสิ่งของอื่นๆ ขว้างทำลายทรัพย์สินของทางราชการและขว้างเข้าใส่เจ้าพนักงานตำรวจได้รับบาดเจ็บจนต้องล่าถอยออกมาถึง 3 ครั้ง ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจจำเป็นต้องใช้ขั้นตอนสุดท้ายสลายการชุมนุมโดยใช้กระบอง แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยแก่ผู้ชุมนุมโดยในระหว่างที่ผู้ชุมนุมเข้าขัดขวางการจับกุมแกนนำของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 5 ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุมและเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ได้ปราศรัยอีกตอนหนึ่ง ว่า “พี่น้องไม่ต้องกลัว อย่าไปกังวล อย่าไปยี่หระอะไร ถ้ามันเข้ามาอีกก็ทุบมันอีก ถ้ามันเข้ามาอีกก็สู้กันเลย” อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีเจตนาปลุกระดมและยุยงผู้ชุมนุมให้กระทำการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดมิใช่ตัวการ ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ดังที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการให้การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้ชุมนุมกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ได้ ที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาต่อไปว่า คำปราศรัยของจำเลยที่ 5 ในตอนที่ว่าถ้าเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาอีกก็ให้ทุบ มิใช่เป็นคำปราศรัยยั่วยุให้ผู้ชุมนุมต่อสู้เจ้าพนักงานตำรวจ แต่เป็นการบอกผู้ชุมนุมให้ป้องกันตัวเองและปกป้องข้อเรียกร้องตามสิทธิอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อีกทั้งผู้ชุมนุมได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุและเหมาะสมแก่กรณี ผู้ชุมนุมจึงไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและเป็นผลให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น เห็นว่า หลังจากจำเลยที่ 5 ได้ปราศรัยดังกล่าวแล้วในระยะเวลาต่อเนื่องกันนั้นเอง จำเลยที่ 7 ก็ปราศรัยสำทับผู้ชุมนุมเพิ่มเติม ว่า “ดันเข้าไปๆ สู้เข้าไปๆ ดันเข้าไป ดันเข้าไป” จากนั้นก็เกิดเหตุชุลมุนปะทะกันระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจกับผู้ชุมนุม อันเป็นข้อชี้ชัดว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ปราศรัยปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้ใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมแกนนำได้ ซึ่งหลังจากมีการสลายการชุมนุมแล้ว ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และแกนนำทุกคนไม่ได้ถูกจับกุมและไม่ได้รับบาดเจ็บในประการใดๆ และเนื่องจากการชุมนุมของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้าบ้านพักพลเอกเปรมเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายมาตั้งแต่แรก เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจตามกฎหมายที่จะระงับยับยั้งการชุมนุม โดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และผู้ชุมนุมไม่อาจยกเอาสิทธิป้องกันตนเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 มาใช้อ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากความผิดได้ ที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาอีกว่า เจ้าพนักงานตำรวจสลายการชุมนุมโดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และผู้ชุมนุมทราบก่อนและใช้วิธีสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงเกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีการใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยแก่ผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงมีสิทธิที่จะป้องกันการทำร้ายของเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งการป้องกันตัวของผู้ชุมนุมก็ไม่มีการใช้อาวุธ แต่เอาวัตถุสิ่งของที่หาได้จากที่เกิดเหตุขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจ โดยหากเจ้าพนักงานตำรวจไม่สลายการชุมนุมก็จะไม่เกิดเหตุปะทะกันและไม่เกิดความวุ่นวายตามคำยืนยันของผู้สื่อข่าวพยานโจทก์ซึ่งสอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ในระหว่างที่ฝ่ายผู้ชุมนุมจำนวนมากร่วมกันใช้ก้อนอิฐตัวหนอนและวัตถุสิ่งของอื่นๆ ระดมขว้างปาเข้าใส่ฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจที่พยายามเข้าจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมจนฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจต้องล่าถอยออกมาถึง 3 ครั้งนั้น ย่อมมีความโกลาหลเกิดขึ้นในหมู่คนทั้งสองฝ่ายและทำให้เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองมีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานช้าไปจะยากแก่การแก้ไขควบคุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้โดยเร็ว ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมด้วยการใช้กระบอง แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยแก่ผู้ชุมนุม จึงนับเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งที่ต้องกระทำโดยรีบด่วนโดยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งหรือประกาศให้แกนนำและผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้า และแม้เจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ได้แจ้งสลายการชุมนุมไว้ล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 5 ได้ปราศรัยบอกผู้ชุมนุมไว้ในตอนต้นแล้วว่า เจ้าพนักงานตำรวจกำลังหาจังหวะโอกาสและเวลาที่เหมาะสมในการจะเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำที่อยู่บนรถปราศรัย จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีเวลาและมีทางเลือกที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมถูกสลายการชุมนุมได้ แต่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ก็เลือกที่จะให้ผู้ชุมนุมซึ่งอยู่รายล้อมรอบตัวแกนนำเข้าเสี่ยงภัยรับการสลายการชุมนุมของเจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงวิธีการเข้าสลายการชุมนุมด้วยการใช้กระบอง แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยโดยไม่มีการใช้กระสุนยาง กระสุนจริง หรือวัตถุระเบิดและไม่ทำให้ผู้ชุมนุมถึงแก่ความตายแล้ว ก็นับว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้เข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ดังที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กล่าวอ้าง ประกอบกับพยานโจทก์ ผู้สื่อข่าวประจำสถานีโทรทัศน์เดอะเนชั่นและช่างภาพประจำสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่งเป็นพยานคนกลางที่น่าเชื่อถือได้เบิกความและให้การมีสาระสำคัญว่า เหตุแห่งการใช้ความรุนแรงเริ่มขึ้นจากฝ่ายผู้ชุมนุมมีความรู้สึกโกรธแค้นเจ้าพนักงานตำรวจตามคำปราศรัยปลุกระดมของแกนนำและเจ้าพนักงานตำรวจเพียงแต่ถือโล่ป้องกันตัวกับยืนรับการขว้างปาวัตถุสิ่งของจากผู้ชุมนุมอย่างเดียวโดยไม่ได้ตอบโต้ จากนั้นเหตุการณ์ได้ลุกลามบานปลายจนต้องมีการสลายการชุมนุม ซึ่งจะเห็นได้ว่า มูลเหตุของการเข้าสลายการชุมนุมจนมีเหตุปะทะกันเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ดื้อดึงนำขบวนผู้ชุมนุมไปมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายที่บริเวณหน้าบ้านพักพลเอกเปรมและดึงดันที่จะชุมนุมยืดเยื้อเรื่อยไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะตามความต้องการของจำเลยที่ 4 และที่ 7 แม้การต่อสู้ขัดขวางของผู้ชุมนุมจะไม่มีการนำอาวุธโดยสภาพมาใช้ แต่เมื่อผู้ชุมนุมไม่อาจอ้างสิทธิป้องกันตนเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจของผู้ชุมนุมจึงมีความผิดฐานนี้นอกเหนือจากความผิดตามมาตรา 215 วรรคแรก วรรคสามและมาตรา 216 ที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาในประการต่อไปว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216 และ 138 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือคัดค้านต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ได้เพียงกระทงเดียวนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก วรรคสามและมาตรา 216 เป็นความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมดังกล่าว แล้วไม่เลิก ซึ่งจะเห็นได้ว่าความผิดทั้งสองมาตราเป็นความผิดที่มีการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในคราวเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 นั้น เป็นการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทั้งมีองค์ประกอบความผิดที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตามมาตรา 215 วรรคแรก วรรคสามและมาตรา 216 แต่อย่างใด ความผิดตามมาตรา 138 วรรคสองประกอบมาตรา 86 จึงเป็นความผิดแยกต่างหากอีกกระทงหนึ่ง ต่อไปที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาในประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นลักษณะของการเตรียมการวางแผนไว้ล่วงหน้าในการนำมวลชนจำนวนมากไปมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจในการปฏิบัติการตามหน้าที่จนเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก อันเป็นการสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนและทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ประกอบกับศาลอุทธรณ์ลดโทษทุกกระทงให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 โดยลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละคนมีกำหนดคนละ 2 ปี 8 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นการลงโทษในสถานเบาและเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 แล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหลายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 138 วรรคสอง ม. 215 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภพ บัวยั่งยืน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2562
#635848
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งตรงเข้าไปใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ถือไม้กระบองยืนคุมเชิงอยู่ตรงที่เกิดเหตุและตะโกนห้ามมิให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยว แสดงว่าพร้อมจะให้ความช่วยเหลือได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการร่วมมือร่วมใจและแบ่งหน้าที่กันทำ อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 532/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสุริยา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต

นายเกียรติศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดรายได้ 50,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 200,000 บาท ค่าขาดรายได้ 100,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

จำเลยที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3649/2559 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 160,000 บาท และ 368,588 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและโจทก์ร่วมตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองและผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3649/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้อง 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงโจทก์ร่วมที่ไหล่ขวา อกขวา หน้าท้องด้านซ้าย กลางหลังและใต้สะบักซ้าย แต่ละแห่งมีบาดแผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร และที่ข้อศอกซ้ายลึกถึงเส้นเอ็นและเส้นประสาท และแทงผู้ร้องที่หลังรวม 3 แห่ง แต่ละแห่งยาว 1 ถึง 3 เซนติเมตร ตามลำดับ ทะลุเข้าช่องปอดมีเลือดลมค้างในช่องปอดซ้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้กระบองตีที่ศีรษะของผู้ร้องเป็นแผลแตกยาว 2 เซนติเมตร สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสอง โจทก์ และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และสำหรับคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเป็นประจักษ์พยานเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน ไม่ปรากฏข้อพิรุธสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะพยานปากนางสมสี เจ้าของร้านค้าที่เกิดเหตุ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ส่วนนางสาวสุธิดา พนักงานเสิร์ฟรู้จักและคุ้นเคยกับจำเลยที่ 2 แต่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อนเช่นกัน เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความไปตามความจริง จำเลยที่ 1 ใช้มีดแทงโจทก์ร่วมที่ไหล่ขวา อกขวา หน้าท้องด้านซ้าย กลางหลังและใต้สะบักซ้าย แต่ละแห่งมีบาดแผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร และที่ข้อศอกซ้ายลึกถึงเส้นเอ็นกับเส้นประสาท และแทงผู้ร้องที่หลังรวม 3 แห่ง ทะลุเข้าช่องปอดมีเลือดลมค้างในช่องปอดซ้ายอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญ ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมและผู้ร้อง ดังนั้น ขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งตรงเข้าไปใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ร่วมในทันที จำเลยที่ 2 ถือไม้กระบองยืนคุมเชิงอยู่ตรงที่เกิดเหตุและตะโกนห้ามมิให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยว แสดงว่าพร้อมจะให้ความช่วยเหลือได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจและแบ่งหน้าที่กันทำ อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งบาดแผลที่โจทก์ร่วมและผู้ร้องได้รับ แพทย์ผู้ตรวจรักษาให้การชั้นสอบสวนไว้ว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมและผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ส.
ผู้ร้อง — นาย ก.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายชาคริต จุลมนต์
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา