การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้กรมทางหลวงจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยการก่อสร้างถนนทางหลวงแผ่นดินรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจดำเนินการก่อสร้างถนนทางหลวงแผ่นดินได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน นายอำเภอ ศรีราชา ที่ ๓ เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ที่ ๔ รองนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ที่ ๕ ช่างรังวัดชำนาญงาน ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๘ จำเลย อ้างว่า จำเลยทั้งแปดร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้รถขุดดินในที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นเหตุให้แนวรั้วคอนกรีตของโจทก์แตกหักเสียหาย และจัดทำสิ่งปลูกสร้างเพื่อยึดถือครอบครองที่สาธารณประโยชน์และทางหลวงสุขาภิบาล และเปลี่ยนสภาพให้เป็นร่องน้ำสำหรับรองรับน้ำในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งอาจทำให้ที่ดินตลอดแนวพังทลายจนเกือบถึงรั้วของโจทก์ รวมทั้งทำให้โจทก์ ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้ที่สาธารณประโยชน์และทางหลวงสุขาภิบาลได้ โจทก์จึงแจ้งจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันละเว้นไม่ทำการรังวัดให้เป็นไปตามระเบียบกรมที่ดิน และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เป็นเหตุให้ที่ดินสาธารณประโยชน์มีเนื้อที่น้อยลงไม่ตรงกับเนื้อที่จริง ขอให้จำเลย ที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ เพิกถอนการรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชี้ระวังแนวเขตและรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ใหม่ ให้เป็นไปตามระวางแผนที่ท้ายคำฟ้อง ประเด็นแห่งคดีที่พิพาทเกิดจากการที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนกระทำการรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่ง เป็นเหตุให้ที่ดินสาธารณประโยชน์มีเนื้อที่น้อยลงไม่ตรงกับเนื้อที่จริง คดีไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากโจทก์มิได้โต้แย้งว่าเป็นที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แม้จะเป็นเอกชนด้วยกัน เมื่อมูลเหตุเกิดจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำลงในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงเดียวกันกับที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ กระทำการรังวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ได้กระทำลงในที่ดินของตน ควรเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลจะต้องเป็นคู่พิพาทกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยตรง ผลกระทบจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หากจะพึงมีต่อโจทก์ก็เป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำลงในที่ดินซึ่งหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว มูลความแห่งคดีจึงเกี่ยวเนื่องกัน ชอบที่จะได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
แม้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ฟ้องคดี จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื้อหาในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ให้รับผิดชดใช้เงินอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยก่อนยื่นฟ้อง ผู้ฟ้องคดีได้ออกคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าวและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ รับทราบแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉย เมื่อมูลเหตุในการออกคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ทั้งผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเอกชนทั่วไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ถึงที่ ๘ ซึ่งเป็นเอกชน เกี่ยวกับการชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานดังกล่าวอันเป็นหนี้อุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ให้นิยามคำว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และนิยามคำว่า "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้โรงเรียน อ. แผนกประถม จำเลยที่ ๒ และโรงเรียน อ. จำเลยที่ ๓ เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงมิใช่ กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อาจเป็นหน่วยงานทางปกครองและอาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ หากได้กระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งได้แก่การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้ว การดำเนินการของโรงเรียนเอกชนย่อมเป็นเรื่องของนิติบุคคลเอกชนที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชนเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป เมื่อโจทก์ทั้งสิบอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินบำนาญที่ได้ในเดือนพฤษภาคมให้แก่โจทก์ทั้งสิบ และไม่จ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสิบกับจำเลยทั้งสามในการจัดทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเป็นลูกจ้างในตำแหน่งครูเพื่อทำงานให้กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในการทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่ทำให้ตนมีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองอันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองสัญญาจ้างครูผู้สอนในคดีนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่โจทก์ทั้งสิบตกลงจะทำงานให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และคู่สัญญาจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินเพิ่มโดยกล่าวอ้างว่ามีสิทธิตามสัญญาและระเบียบ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) ซึ่งเป็นคดีแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และเป็นคดีพิพาทที่ได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงาน ทางปกครอง เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของจำเลย โดยขณะทำหน้าที่ปิดกั้นการจราจรบนสะพานกรุงเทพ เจ้าหน้าที่ของจำเลยไขกุญแจและปลดโซ่ที่คล้องเหล็กกั้นช่องทางเดินรถออกจากแผงเหล็กที่ใช้ปิดกั้นทางเท้าของสะพานที่ได้คล้องติดกันไว้โดยที่ยังไม่ได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการเปิด-ปิดสะพาน ให้ปิดการจราจรได้ และไม่ตรวจสอบดูให้ดีว่าสลักกลอนเหล็กของเหล็กกั้นช่องทางเดินรถซึ่งยึดข้อล็อคกับโครงเหล็กสะพานอยู่ในตำแหน่งที่ยึดแน่นหนาหรือไม่ อีกทั้งไม่อยู่ประจำจุดที่ตนมีหน้าที่ควบคุม เป็นเหตุให้เหล็กกั้นช่องทางเดินรถเคลื่อนออกมากีดขวางช่องทางเดินรถและกระแทกทะลุเข้าไปในตัวรถยนต์ของนาย พ. ซึ่งขับขี่รถยนต์ผ่านมาในขณะนั้น ได้รับอันตรายสาหัส แม้คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด แม้โจทก์ทั้งสองจะบรรยายฟ้องในลักษณะว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยไขกุญแจและปลดโซ่ที่คล้องเหล็กกั้นช่องทางเดินรถโดยที่ยังไม่ได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการเปิด-ปิดสะพาน ให้ปิดการจราจรได้ และไม่ตรวจสอบดูให้ดีว่าสลักกลอนเหล็กของเหล็กกั้นช่องทางเดินรถซึ่งยึดข้อล็อคกับโครงเหล็กสะพานอยู่ในตำแหน่งที่ยึดแน่นหนาหรือไม่ อีกทั้งไม่อยู่ประจำจุดที่ตนมีหน้าที่ควบคุม ก็เป็นเพียงการบรรยาย ให้เห็นถึงลักษณะความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำละเมิด แต่มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งการละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของฝ่ายปกครองไว้ เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้น อยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ..." เมื่อคดีนี้จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การ โดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่ศาลที่รับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตน อันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 3 ฉบับ ซึ่งเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ระบุคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ว่า หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉยให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับ ดังนั้นในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท เป็นการกำหนดจำนวนค่าเสียหายแล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหาย 2,000,000,000 บาท มิใช่ค่าเสียหายอนาคตที่กำหนดให้ชำระเป็นระยะเวลาในอนาคต คดีโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายมีเจตนารมณ์ในการให้ศาลปกครองตรวจสอบมาตรฐานการปฏิบัติราชการของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ศาลปกครองมีอํานาจสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกําหนด ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บริหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่น ให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องดังต่อไปนี้... (๑๐) การดูแลรักษาที่สาธารณะ (๑๑) การควบคุมอาคาร (๒๗) หน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เทศบาลนครหรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือที่กฎหมายระบุให้เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ละเลยต่อหน้าที่ปล่อยให้เอกชน (ผู้ร้องสอดทั้งสาม) ดำเนินโครงการโดยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และล้อมรั้วชั่วคราวปิดทางเชื่อมและทางระบายน้ำ ทำให้ถนนเล็กแคบลง รถยนต์ไม่สามารถหลบหลีกกันได้ ทั้งยังมีการใช้ท่อระบายน้ำสาธารณประโยชน์ในที่ดินรองรับน้ำทิ้งในโครงการของเอกชน (ผู้ร้องสอดทั้งสาม) ดังกล่าวด้วย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อกฎหมายทั้งสามฉบับกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็น "ราชการส่วนท้องถิ่น" และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็น "เจ้าพนักงานท้องถิ่น" มีหน้าที่ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งสามฉบับ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
โจทก์กับจำเลยทั้งสองต่างเป็นเอกชนโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่านาฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่านาและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาจากจำเลยที่ ๑ โดยขอให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดนครนายก (คชก. จังหวัดนครนายก) ที่วินิจฉัยว่า การบอกเลิกการเช่านาไม่ถูกต้องตามวิธีการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์จึงยังอยู่ในฐานะผู้เช่านาที่พิพาท และการที่จำเลยที่ ๑ ขายนาให้แก่จำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิทำนาต่อไปจนสิ้นสุดระยะเวลาการเช่ารอบปีฤดูการทำนาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ และมีสิทธิซื้อที่นาจากจำเลยที่ ๒ ตามราคาและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๒ ขอให้ส่งมอบนาและขายนาแก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก แต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรวมโฉนดที่ดินและแบ่งแยกในนามเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๖๒ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก คู่ความในคดีนี้จึงไม่มีฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งคำฟ้องและคำขอบังคับไม่ได้โต้แย้งการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หากแต่เป็นการขอให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคชก. จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างเอกชนในทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลเชียงยืน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ นายอำเภอเมืองอุดรธานี ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดโดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินและขุดลอกที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นลำรางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แก้ไขเลขที่ดินในโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้เนื้อที่ดินขาดหายไปบางส่วนและดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการถมดินตลอดแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้อยู่ในสภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหาย ให้เพิกถอนคำสั่งการดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แก้ไขเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีจำนวนเท่าเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ สอบเขตรังวัดใหม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดโดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินและขุดลอกที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นลำรางสาธารณประโยชน์นั้น ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดี จึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นลำรางสาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง เมื่อนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไปขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนได้คัดค้านการรังวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงสอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งงดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากศาลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อทำการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำคัดค้านการรังวัดอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งให้งดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ ที่งดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และมีคำขอประการสำคัญ คือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามการบังคับคดีของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีที่ต่อเนื่องมาจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง เมื่อนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไปขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนได้คัดค้านการรังวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงสอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งงดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากศาลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อทำการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำคัดค้านการรังวัดอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งให้งดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ ที่งดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และมีคำขอประการสำคัญ คือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามการบังคับคดีของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีที่ต่อเนื่องมาจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินและกรมที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ไม่พิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แม้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ (ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ ๒) จะขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่พิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่การที่ศาลปกครองพิษณุโลกจะกำหนดให้มีคำบังคับตามคำขอต่าง ๆ ดังกล่าวได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ ประกอบด้วย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเพิกถอนคำสั่งไม่พิจารณาออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนในที่ดินแปลงนั้น ๆ ซึ่งในกรณีคดีนี้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามผลของอำนาจแห่งสิทธินั้น ๆ ว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณะที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเพียงกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสิทธิในที่ดินที่ถูกต้องแท้จริงของเอกชนแต่ละรายเท่านั้น ดังนั้นการออกโฉนดที่ดินต้องดำเนินการไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนนั้นเช่นเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ไม่พิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งไม่พิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ประการอื่น ประกอบกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสาม บัญญัติให้ผู้มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นที่สาธารณะที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง จำเลย ขอให้บังคับจำเลยเชื่อมต่อทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ กับทางหลวงสายมีนบุรี - ฉะเชิงเทรา (ถนนสุวินทวงศ์) เพื่อโจทก์ทั้งสามใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกทางหลวงดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดซึ่งติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ ที่ปัจจุบันมีสภาพเป็นทางเชื่อมต่อกับทางหลวงสายมีนบุรี - ฉะเชิงเทรา (ถนนสุวินทวงศ์) โดยโจทก์ทั้งสามเข้าออกสู่ทางหลวงโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ แต่จำเลยไม่เปิดทางให้โจทก์ทั้งสามเชื่อมต่อทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ กับทางหลวงดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยเชื่อมต่อทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ กับทางหลวงดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่ามีสิทธิใช้ทางซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ เพื่อออกสู่ถนนสุวินทวงศ์เพียงประการเดียวเพื่อขอให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามทำทางเชื่อมกับถนนสุวินทวงศ์ได้ จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิใช้ที่ดินบริเวณพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ หรือไม่ ซึ่งหากโจทก์ไม่ได้สิทธิใดๆ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะขอเชื่อมต่อทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ กับถนนสุวินทวงศ์ได้ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยลักษณะข้อพิพาทไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยแต่อย่างใด และการที่จำเลยไม่เปิดทางโดยการไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสามเชื่อมต่อทางก็ไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่จะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่เจ้าของที่ดินอ้างการได้มาซึ่งสิทธิในการใช้ทาง เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยเปิดทาง ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะกับบริษัท ท. ลิสซิ่ง และได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่อำนาจเจริญ สาขาปทุมราชวงศา กรมบัญชีกลางอนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกจำนวน ๑๗,๙๑๖ บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ๕ ปี จำเลยจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ฯ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนเงินตามโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนตามนโยบายของรัฐบาล มิใช่การจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอใช้สิทธิขอรับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่จำเลยยื่นต่อโจทก์จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำขอเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะกับบริษัท ท. ลิสซิ่ง และได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่อำนาจเจริญ สาขาปทุมราชวงศา กรมบัญชีกลางอนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกจำนวน ๑๗,๙๑๖ บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ๕ ปี จำเลยจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ฯ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนเงินตามโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนตามนโยบายของรัฐบาล มิใช่การจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอใช้สิทธิขอรับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่จำเลยยื่นต่อโจทก์จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำขอเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ เพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..."
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องว่า คำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ขัดแย้งกับคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครองกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาระหว่างเจ้าของร่วมในอาคารชุด ส. ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดกับบริษัท ธ. จำกัด จำเลย ซึ่งเป็นผู้ขายตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งผู้ร้องเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ได้โฆษณาโครงการโดยระบุอย่างชัดแจ้งว่าอาคารชุด ส. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๓ และ ๔๑๔ และในการขออนุญาตก่อสร้างโครงการอาคารชุดดังกล่าวก็ระบุว่า เป็นการก่อสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๓ และ ๔๑๔ จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาและผูกพันผู้ร้องให้ต้องปฏิบัติตาม ส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดิน ฯ จดทะเบียนอาคารชุดโดยระบุทรัพย์ส่วนกลาง คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๓ เพียงแปลงเดียวเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ศาลปกครองกลางจะพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดิน ฯ ไม่จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔ เป็นทรัพย์ส่วนกลางชอบด้วยกฎหมายแล้วก็เป็นการวินิจฉัยการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดิน ฯ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มิได้ขัดหรือแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวผูกพันต้องปฏิบัติตามประกาศโฆษณาโครงการของตนที่ระบุให้โฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๔ เป็นทรัพย์ส่วนกลาง อันเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดิน ฯ ไม่ได้ชี้แจงว่ามีเหตุขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด หรือหากมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖๕ ก็ได้บัญญัติให้อำนาจศาลในคดีดังกล่าวแก้ไขข้อขัดข้องได้ตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าองค์ประกอบของบทบัญญัติมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งอยู่ในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืน เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ได้รับความเสียหายจากการที่คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่กำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีลักษณะเป็นทางสาธารณประโยชน์ คือ ซอยลาดพร้าว ๑๐๑/๑ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่บุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทิศที่ดินแปลงดังกล่าวให้ทางราชการและยังสงวนสิทธิในการใช้ที่ดินตลอดมา จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จึงได้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีที่โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานจำเลยยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์เข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์เกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานจำเลยยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์เข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์เกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง