คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ เพื่อแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ เป็นการปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เนื่องจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเป็นการครอบครองต่อเนื่องจากบิดามารดามาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้นเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ส่วนคำขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำขอรังวัดเปลี่ยนโฉนดตราจองเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งโฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินประเภทหนึ่งตามมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น การรังวัดเปลี่ยนโฉนดตราจองหรือตราจองว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เป็นโฉนดที่ดินจึงมิใช่การรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปลี่ยนประเภทแห่งหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์และเพื่อให้ทราบที่ตั้งแนวเขตที่ดิน เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่าในการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองพบว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินของนาย ส. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สอบสวนไกล่เกลี่ยผลปรากฏว่า ทั้งสองรายตกลงจะยึดแนวเขตที่ดินตามที่ตกลงกันเป็นแนวเขตของตนและจะแบ่งหักที่ดินของตนให้ตกเป็นที่สาธารณะฝ่ายละ ๔ เมตร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๐-๒-๖๑ ไร่ เป็นที่ดินตามตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๓๖๗ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๓๖๗ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเนื้อที่ ๐-๒-๖๑ ไร่ คำขอดังกล่าวก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาท ประกอบกับยังไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้แก้ไขหรือไม่แก้ไขรูปแผนที่ และเนื้อที่ดินตามผลการรังวัด อันจะถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าฝ่ายใดจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า จำเลยที่ ๑ รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป โดยหักแบ่งที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ด้านทิศตะวันตกส่วนหนึ่งให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และทำแนวเขตลำรางสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่ โจทก์ทั้งสี่สำคัญผิดว่าจำเลยที่ ๑ รังวัดสอบเขตที่ดินให้เต็มตามพื้นที่เดิมแล้ว จึงลงชื่อรับรองระวางแนวเขต ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ทำให้เนื้อที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ขาดหายไปบางส่วน การรังวัดแบ่งแยกของจำเลยที่ ๑ โดยนำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่บางส่วนไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ไปเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองรังวัดและออกโฉนดที่ดินในส่วนพิพาทให้กับโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ แต่เป็นลำรางสาธารณประโยชน์มาก่อนที่จะออก น.ส. ๓ ก. แล้ว การรังวัดออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายและมิได้ผิดพลาด เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ประสงค์ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองแบ่งหักที่ดินของโจทก์ทั้งสี่บางส่วนไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ เพราะเหตุที่โจทก์ทั้งสี่ลงชื่อรับรองระวางแนวเขตที่ดินด้วยความสำคัญผิดในทรัพย์เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสี่ และมีคำขอให้ออกโฉนดที่ดิน ในส่วนพิพาทให้กับโจทก์ทั้งสี่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่มุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง อันจะเข้ากรณีพิพาทตา,พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๖๔๗ มาจากจำเลยที่ ๔ โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา แต่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ อ้างว่าการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงอื่น และออกในที่ดินเขตนิคมสร้างตนเอง โดยไม่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง (น.ค. ๓) หรือหลักฐาน ส.ค. ๑ มาก่อนการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง โจทก์ตรวจสอบขั้นตอนในการออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ แล้วพบว่า จำเลยที่ ๔ ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๓ และนำจำเลยที่ ๓ ทำการรังวัด ต่อมาจำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ให้แก่จำเลยที่ ๔ จากนั้นจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนขายให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบดูแลและดำเนินการออกเอกสารสิทธิแก่ราษฎร รวมตลอดทั้งดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ ให้แก่ราษฎร มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการออกเอกสารสิทธิต่าง ๆ แต่กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบดูแลอย่างเต็มที่ในการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และจำเลยที่ ๔ ได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่นำรังวัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซื้อที่ดินและค่าเสียโอกาสในการขายที่ดิน ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ สำหรับที่ดินแปลงอื่น จำเลยที่ ๑ ย่อมมีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้อง คำให้การแล้ว คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยความเสียหายอันเกิดจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง จำเลยทั้งหกซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดยอมยกที่ดินของตนให้แก่ทางราชการคือจำเลยทั้งหกตามโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ โดยในการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตัวแทนของจำเลยที่ ๖ แจ้งว่าจะมีการจัดที่ดินชดเชยเพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบจากการสละที่ดิน แต่ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้และไม่มีการจัดที่ดินชดเชยให้กับโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่มอบให้หรือยกให้เพื่อทำแหล่งน้ำสาธารณะ (แก้มลิงหนองขี้แต้) แก่โจทก์ทั้งเจ็ด หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินชดเชยหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด โดยอ้างว่าโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสละที่ดินของตน เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดสมัครใจสละสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่ทางราชการเพื่อนำไปทำโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ และประสงค์จะได้รับการชดเชยจากทางราชการ โดยมิได้มีข้อเท็จจริงว่าทางราชการทำโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้โดยไม่ได้รับความยินยอม จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการก่อสร้างโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ดังกล่าวจำเลยที่ ๒ จะต้องจัดหาที่ดินหรือจ่ายเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากบุคคลที่ขอออก น.ส. ๓ ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอวังขนาย อำเภอบ้านทวน และอำเภอวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๑ ประกอบกับผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ปรากฏว่าที่ดินบริเวณนี้มีสัญลักษณ์เป็น F (ป่าไม้/พื้นที่ป่า) และ M๑ (ทุ่งหญ้าธรรมชาติ) น.ส. ๓ ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออก น.ส. ๓ และโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี นั้น เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องอำเภอคูเมือง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง ที่ ๒ ระหว่างพิจารณาศาลออกหมายเรียกนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หินเหล็กไฟ กรมการปกครองและกรมที่ดินเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน เลขที่ ๑๗๘ และเลขที่ ๑๗๙ ร่วมกับบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาท ๕ คน ซึ่งรวมทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองตาหล่ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงที่พิพาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงดังกล่าว และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงหนองตาหล่ำที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่พิพาท จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ทั้งการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ กรณีเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเคยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๙๗๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยฉ้อฉลเพื่อไม่ให้โจทก์ยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา อันเป็นการทำนิติกรรมฉ้อฉล โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาในคดีนี้ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบอันเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครอง โดยมีคำขอให้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดก็ตาม แต่เมื่อมูลเหตุอันเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเรื่องการขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยในศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี คดีนี้ การรถไฟแห่ง ประเทศไทย จำเลยที่ ๒ กระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จำเลยที่ ๑ แม้จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่ง มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งผู้โดยสารในกิจการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๒ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ และกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลาตา,มาตรฐานสากลทุกสถานี ไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชานชาลาให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสาร ระบบหยุดรถไฟฟ้าฉุกเฉินมีไม่เพียงพอและติดตั้งในจุดที่ผู้โดยสารทั่วไปไม่ทราบ เป็นเหตุให้บุตรสาวของโจทก์ทั้งสองตกลงไปในรางรถไฟฟ้าและถูกรถไฟฟ้าแล่นทับบุตรสาวของโจทก์ทั้งสองจนถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลา จัดหาเจ้าหน้าที่และพนักงานรักษาความปลอดภัย ติดตั้งเครื่องหมายและปุ่มสัญญาณเตือนภัยและอุปกรณ์หยุดหรือห้ามรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดตำแหน่งรอขึ้นลงรถไฟฟ้าเฉพาะสำหรับเด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์ในทุกสถานี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เอกชนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจากกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ได้ขุดหลุมลึกเพื่อก่อสร้างท่อเหลี่ยมระบายน้ำบนทางหลวงลึกประมาณ ๒ ถึง ๓ เมตร โดยไม่ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน หรืออุปกรณ์เพื่อให้รู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีการก่อสร้าง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกลงไปในหลุมได้รับบาดเจ็บรถยนต์ได้รับความเสียหายและบุตรของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โดยสารถึงแก่ความตาย จึงเป็นการฟ้องกล่าวอ้างถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้รับจ้างและจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง อันเป็นข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการเข้ามาในคดีด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นเอกชน ในฐานะที่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ ๔ ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันได้ชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น ก็เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับละเมิดทางแพ่งและการประกันภัยซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้อง การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจในการผลิต การส่ง และจำหน่ายน้ำประปา โดยมีอำนาจเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์ไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด ๆ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๒๙ (๑) กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการสร้างและบำรุงรักษาระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา... ให้พนักงานหรือลูกจ้างมีอำนาจใช้สอยหรือเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมิใช่ที่อยู่อาศัยของบุคคลใด ๆ เป็นการจำเป็นสำหรับการป้องกันอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา...และมาตรา ๓๒ กำหนดให้ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสียหาย พนักงานและลูกจ้างอาจเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ของบุคคลใด ๆ เพื่อตรวจ ซ่อมแซมหรือแก้ไขระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปาได้...เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ในการบำรุงรักษาและป้องกันอันตรายจากความเสียหายที่เกิดจากท่อประปาขนาดใหญ่แตก จนเป็นเหตุให้น้ำประปาพุ่งเข้ามาในถนน ทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลหรืออำนวยความสะดวกและติดตั้งป้ายสัญญาณเตือน เป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขับผ่านบริเวณดังกล่าวเสียหลักหมุนชนเสาป้ายข้างทางได้รับความเสียหายและผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ถ้าคู่ความหรือศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้องให้นำความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความนำคดีซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง หรือศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีมีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล จึงจะรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและดำเนินการตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อไป แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดพะเยาเห็นว่า คดีแพ่งของศาลจังหวัดพะเยา อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน มิใช่กรณีที่ศาลรับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น และมิใช่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ว่าคดีดังกล่าวมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง จึงไม่เป็นกรณีที่จะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาข้อนี้ไว้ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ได้ ไม่ถือเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นั้นจะต้องปรากฏว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันนั้นขัดแย้งกัน การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันของผู้ร้อง แม้คดีตามคำพิพากษาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลทั้งสองต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารในลักษณะเดียวกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีความแตกต่างกัน แม้จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกัน ผลของคดีจึงแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงที่ต่างกัน และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดต่างก็เป็นการวินิจฉัยถึงคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นคนละฉบับซึ่งบังคับให้กระทำต่ออาคารคนละอาคารและเจ้าของอาคารเป็นบุคคลคนละคนกัน และวินิจฉัยถึงการดัดแปลงต่อเติมอาคารที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแตกต่างกัน แม้เจ้าพนักงานผู้ต้องปฏิบัติตามผลคำพิพากษาจะเป็นคนเดียวกันและอาคารที่เกี่ยวข้องจะอยู่ติดกันก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่เกี่ยวข้องตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิได้ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๘ แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยกคำร้อง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๑ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการออกคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ จะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่นาง ส. นำไปขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) นาย อ. ครอบครองมาก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสาม ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาว่าผู้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องออกโฉนดที่ดินไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ก็เพื่อให้มีผลเป็นการทำลายคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่วินิจฉัยสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทว่าเป็นของนาง ส. ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติให้ต้องอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ทั้งยังปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาง ส. และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมา ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในเขตท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ฯ ผิดพลาด ทำให้บิดาโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อคดีนี้ จำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เวนคืนที่ดินเพื่อการจัดสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพื่อประโยชน์ของรัฐในการอำนวยความสะดวกแก่การขนส่งโดยสาร และสินค้าเข้าและออก อันเป็นกิจการสาธารณูปโภค และกิจการอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการท่าเรือ โดยขุดลอกร่องน้ำสร้างเขื่อนกันคลื่น และเขื่อนเทียบเรือ พร้อมทั้งโรงพักสินค้า คลังสินค้า ถนน ทางรถไฟ อาคาร ที่ทำการ และอาคารอื่นที่เกี่ยวกับกิจการอันเป็นส่วนประกอบของกิจการท่าเรือ จึงได้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่โจทก์อ้างว่าบิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่จำเลยทั้งสองไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ สำนักงานทางหลวงที่ ๑๑ ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ มีการจัดการจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๒๑ สายสระบุรี - หล่มสักบริเวณช่วงกิโลเมตรที่ ๙ - ๑๐ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนแท่งแบร์ริเออร์ที่วางกั้นช่องจราจรเพื่อบังคับช่องทางเดินรถโดยไม่ติดสัญญาณไฟเตือนหรือสัญลักษณ์ และโดยที่การจัดการจราจรดังกล่าวเป็นการจัดการจราจรตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วยการกำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง ในถนนบางสาย ช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการจราจรในช่วงเทศกาล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๓๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการจรจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ การดำเนินการดังกล่าวย่อมต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการอำนวยความปลอดภัยในการเดินทางตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า การสำคัญผิดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเกิดจากข้อมูลราคาประเมินตาราวาละ ๔,๐๐๐ บาท ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดินรายพิพาทตามที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กำหนดจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกันโดยชอบตรงตามเจตนาและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จดทะเบียนสิทธินิติกรรมโดยคำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ ตามราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท และราคาซื้อขายที่สูงกว่าราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท เพียงเล็กน้อย โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามหนังสือเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินพิพาทจากผู้ฟ้องคดีทั้งสอง นั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าการจดทะเบียนที่ดำเนินการไปถูกต้องแล้วและต่อมาตรวจพบว่ามีความบกพร่องเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่ครบถ้วนนั้นมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจที่จะเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้น คำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการขายที่ดินพิพาทจะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินโดยต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินตารางวาละ ๔๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมีผลใช้บังคับก่อนวันที่จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ (ผู้ร้อง) เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน ๓๕,๔๙๑,๕๐๐ บาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงเพียง ๓,๑๕๔,๘๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลย (กรมสรรพากร) มีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มนั้น การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ครบถ้วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน ประเมินราคาที่ดินพิพาทราคาตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท ตามที่ยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานที่ดินซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง เป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ (ผู้ร้อง) สมควรให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่สั่งให้เรียกค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมเพิ่ม กับไม่เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทและคำพิพากษาศาลฎีกามิได้ขัดแย้งกัน ทั้งกรณีการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นี้ จะต้องเป็นกรณีที่การวินิจฉัยขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
แม้คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. จะระบุว่า จำเลยพูดขอร้อง จ. ว่าจำเลยจะทำอย่างไรดีช่วยจำเลยด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่มีเจตนาที่จะใช้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสองแล้วจำเลยก็น่าจะพูดในทำนองขอร้องให้ จ. ไปทำร้ายผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว มิใช่พูดทำนองให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองเมื่อใดก็ได้ ถ้อยคำที่ จ. เล่าให้พนักงานสอบสวนฟังและพนักงานสอบสวนบันทึกลงในคำให้การดังกล่าว พอแปลได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาที่จะให้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสอง ไม่ใช่เป็นการปรับทุกข์หรือปรึกษาหารือระหว่างจำเลยกับ จ. ในฐานะคนคุ้นเคย รักใคร่ชอบพอกันแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดจาในลักษณะหว่านล้อม โน้มน้าวขอร้องโดยมีความประสงค์ที่จะให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสอง อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ไปในลักษณะต่อเนื่องคราวเดียวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของ จ. ว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองเพื่อประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้ตายทั้งสองและประสงค์จะเอาทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองไปเพื่อเป็นค่าดำเนินการด้วย ตามที่จำเลยแจ้งต่อ จ. ว่าจะต้องฆ่าผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน และผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปได้ มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 1 และชิงทรัพย์ไป แล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 แล้วชิงทรัพย์ ขึ้นภายหลังเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะเจตนาในการกระทำความผิดจึงเป็นอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ได้ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ให้แก่นาง ถ. ภริยาของโจทก์ ทับที่ดินของนาง ผ. ซึ่งอยู่ข้างเคียง และออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ ให้แก่นาย ส. บิดาของจำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของนาง ถ. อันเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแปลงไม่ตรงตามที่มีการนำชี้ จากนั้นนาย ส. โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อนาง ถ. ถึงแก่ความตาย โจทก์เข้ารับมรดกที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ประกาศเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๔ และ น.ส. ๓ ก. ของจำเลยที่ ๓ เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ โดยมิได้มีการรังวัดที่ดิน และจำเลยที่ ๓ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๔ และบุกรุกเข้าทำประโยชน์รุกล้ำที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปิดทางเข้าออกที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ เป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า จำเลย ที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. และประกาศเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินโดยถูกต้องและมิได้ออกผิดพลาดคลาดเคลื่อน จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งสรุปได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๔ ของโจทก์มิได้ทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ของจำเลยที่ ๓ การที่จำเลยที่ ๓ นำที่ดินจำนองกับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์และบริวาร จำเลยที่ ๔ ให้การว่า การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ซึ่งเปลี่ยนมาจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม