การที่โจทก์ทั้งห้าสิบสามซึ่งเป็นเอกชนฟ้องขอให้ยกเลิกสัญญาที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลยที่ ๒ นำที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิตามสัญญาเช่าไปทำสัญญาอนุญาตให้เทศบาลนครยะลา จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิเหนือพื้นดินเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาเช่าที่ดินเพื่อจัดหาประโยชน์ซึ่งมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการในเชิงพาณิชย์ของจำเลยที่ ๒ สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนข้อหาที่โจทก์ทั้งห้าสิบสามฟ้องเทศบาลนครยะลา จำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ออกประกาศให้โจทก์ทั้งห้าสิบสามและผู้ประกอบการรื้อถอนอาคารและออกจากที่ดินพิพาท ทั้งยังได้เข้ารื้อถอนอาคารพิพาทบางส่วนนั้น ประกาศฉบับดังกล่าวได้อ้างถึงสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะเข้าลักษณะการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งและการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองมะแซว ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยการบุกรุกเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยการนำรถไถเกลี่ยดินและปักเสาหลักเขตไม้ขยายทางสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการตามโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้บูรณะทางสาธารณประโยชน์ โดยนำรถไถเกลี่ยดินและปักเสาหลักเขตไม้ขยายทางสาธารณประโยชน์ได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองมะแซว ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนสาธารณะ วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้า และตัดต้นไม้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกที่ดินและขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินพร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาไฟฟ้า ท่อประปา และทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับสู่สภาพเดิมโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนตามที่ผู้ฟ้องคดีและบุคคลอื่นร่วมกันชี้แนวเขต ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เมื่อ ๑๕ ปีก่อน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างวางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้า และตัดต้นไม้ได้กระทำในเขตถนนสาธารณะจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยก่อสร้างถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้า และตัดต้นไม้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปทำถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้า และตัดต้นไม้ได้ โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๕๑,๓๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย จากการที่จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ในซอยให้แข็งแรง เป็นเหตุให้ต้นไม้ล้มทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยให้การว่า ความเสียหายครั้งนี้เกิดจากในวันเกิดเหตุมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกรรโชกแรงผิดปกติในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดต้นไม้โค่นล้มหลายจุดในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์บำรุงรักษาต้นไม้เป็นประจำ โดยต้นไม้ที่เกิดเหตุได้มีการบำรุงรักษาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ ไม่ปรากฏว่าต้นไม้มีสภาพผุกลวงหรือถูกมอดแมลงไชอันจะมีลักษณะเป็นโพรง จำเลยมิได้ปล่อยปละละเลยในการดูแลรักษา ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ แม้จำเลยจะมีหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่การที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวัง บำรุง และดูแลรักษาค้ำจุนต้นไม้ให้มีความแข็งแรง จนเป็นเหตุให้ต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้นั้น เป็นการฟ้องว่าจำเลยในฐานะเจ้าของไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นความรับผิดเพื่อละเมิดจากความบกพร่องในหน้าที่ทั่วไปของจำเลยในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตลอดถึงการค้ำจุนต้นไม้ ตามมาตรา ๔๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัยไปแล้วจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชน ยื่นฟ้อง หมวดการทางสอง ที่ ๑ แขวงทางหลวงแพร่ ที่ ๒ กรมทางหลวง ที่ ๓ จำเลย ว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพผู้ตาย ค่าใช้จ่ายในระหว่างประกอบพิธีจัดงานศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้ตายพร้อมดอกเบี้ย ตามมาตรา ๖๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียแก่ทางหลวงหรือไม่ปลอดภัยแก่การจราจรในทางหลวง ให้เจ้าพนักงานซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงแต่งตั้งให้ควบคุมทางหลวงมีอำนาจประกาศห้ามใช้ยานพาหนะบนทางหลวงนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ปิดประกาศนั้นไว้ในที่เปิดเผย ณ บริเวณที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นนั้น ประกอบกับกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๒ กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางโดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน... และข้อ ๑๒ ที่กำหนดว่า แขวงทางหลวงมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้... (๓) ดำเนินการเกี่ยวกับงานบำรุงรักษาทางหลวง งานอำนวยความปลอดภัยทางหลวง และงานก่อสร้างโครงการขนาดเล็ก... เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า มีลมพายุฝนตกอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางล้มลงกีดขวางเส้นทางสัญจรหลายต้น โดยจำเลยที่ ๑ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่มาตัดต้นไม้ที่ล้มขวางออกไปครึ่งหนึ่ง คงเหลือไว้อีกครึ่งหนึ่งขณะนั้นเป็นเวลาค่ำมืดแล้วไม่มีแสงสว่างในบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ไม่จัดให้มีสัญญาณเตือนภัยก่อนที่จะถึงจุดเกิดเหตุเพื่อแสดงให้รู้ว่ามีซากต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ครึ่งหนึ่ง หรืออาจหาสิ่งกีดขวางมาตั้งวางเพื่อเตือนผู้สัญจรไปมาให้ใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ เป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนเข้ากับต้นไม้ในช่องทางเดินรถด้านซ้ายที่ผู้ตายขับมาในช่องทางที่ถูกต้องล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ ๑ บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าในระหว่างก่อสร้างโครงการขุดลอกคลองทุ่งงายพร้อมดาดคอนกรีตเสริมเหล็กได้มีการใช้รถแบคโฮขุด ถาง และขุดล้มต้นไม้เพื่อทำทางให้รถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าไปทำงานในพื้นที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ไม้ยืนต้น และพืชผลทางการเกษตรของผู้ฟ้องคดีเสียหาย รวมทั้งหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีสูญหาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวตามบรรยายฟ้องของผู้ฟ้องคดีระบุว่าเป็นการกระทำของผู้รับจ้าง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งไม่รับฟ้อง) ที่แม้ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแจ้งแก่ผู้รับจ้างแล้วว่าไม่ให้ขุดต้นไม้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่ผู้รับจ้างก็มิได้สนใจ ยังคงนำรถแบคโฮขุดต้นไม้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างในขณะที่มีการขุดลอกคลองหรือก่อสร้างดาดคอนกรีตเสริมเหล็กก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง นางสาว ร. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดก ไปแจ้งต่อจำเลยที่ ๑ ให้โอนที่ดินทรัพย์มรดกของมารดา จำนวน ๒๐ แปลง ให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งที่จำเลยทั้งสามรู้ดีว่าคำสั่งศาลที่ตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดกนั้น ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง ๒๐ แปลง ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดก เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาในคดีร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนและเป็นทายาท โดยตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ไม่มีสิทธินำคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดก ไปประกอบการยื่นคำขอให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินมรดกของมารดาโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ เนื่องจากคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิจัดการมรดก และมีคำขอให้ทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดก กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพย์มรดกของมารดาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะทายาท และเป็นเรื่องนิติสัมพันธ์ของบุคคลทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันเองมากกว่าการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตราด ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งเสา ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๖๐๕๕ ตร. ๓๑ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้รังวัดตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าว ปรากฏว่าได้เนื้อที่มากกว่าหลักฐานเดิม ๑ ไร่ ๗๘ ตารางวา และมีคำสั่งแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยืนยันคำสั่งเดิมและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ พร้อมทั้งแก้ไขระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศอำเภอเขาสมิง และเอกสารอื่น ๆ ให้ถอนหลักหมุดและหลักเขตที่สาธารณะออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดตราด ที่ ๒๔๓๒/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่นำคดีมาฟ้องก็เพื่อให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องอยู่ก่อน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้สงวนหวงห้ามมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๓ และได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก่อนที่จะมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือคัญสำหรับที่หลวงแปลงเลขที่ ๖๐๕๕ ตร. ๓๑ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตราด ที่ ๒๔๓๒/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตาม น.ส.ล.เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งรับคำขอออกโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีหลักฐานว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งบริเวณที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว และกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศสงวนหวงห้ามที่สาธารณประโยชน์ "ดอนเขาพระ" ให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้เป็นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ แม้ต่อมาจะมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ในการถอนสภาพที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อนำไปจัดสรรโดยการจัดหาผลประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงมีลักษณะเป็นที่ดินที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ คำสั่งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและ น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ แล้ว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยมีคำขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นเพียงคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอหลักในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเท่านั้น คดีนี้ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับพวกให้งดเว้นค่าปรับตามสัญญา พร้อมให้คืนหลักประกันรวมถึงให้ใช้เงินตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย ๑๒๐ ห้อง ๓ ชั้น พร้อมส่วนประกอบ จำนวน ๑ หลัง นั้น แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างเหมาให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ในกองร้อยปราบจลาจลหญิง อันมิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การยื่นคำร้องขอค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่จะพึงเรียกจากผู้กระทำละเมิดต่อผู้ตาย เมื่อ ศ. ซึ่งบรรลุนิติภาวะโดยมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ และพ้นจากภาวะผู้เยาว์แล้วมิได้ยื่นคำร้องขอค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตายที่ 3 ซึ่งเป็นบิดาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นมารดายื่นคำร้องขอค่าขาดไร้อุปการะแทนตน โจทก์ร่วมที่ 3 จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายดังกล่าวแทน ศ.
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชน ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดคนให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการแก้ปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เมืองนครปฐม เพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว แล้วไม่สามารถชำระหนี้นั้นมีสาระสำคัญเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดคนกู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีการใช้เงินคืน ทั้งวัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะสมาชิกและกรรมการเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เมืองนครปฐมที่เป็นสมาชิกเท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดคนเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง โดยเฉพาะมูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่โจทก์ทั้งสิบซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานจำเลยยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสิบออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งสิบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสิบกับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์ทั้งสิบเข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสิบเกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสิบ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้กองทุนสงเคราะห์ กระทรวงศึกษาธิการโจทก์จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้วรรคสองของมาตราดังกล่าวกำหนดว่า โจทก์ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่การที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการสงเคราะห์ผู้อำนวยการครู และบุคลากรทางการศึกษา และมาตรา ๕๕ (๔) กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการต้องส่งเงินสมทบเพื่อการดำเนินงานของโจทก์ โจทก์จึงเป็น "หน่วยงานอื่นของรัฐ" อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อย่างไรก็ดี โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกโดยอ้างว่าจำเลยทั้งหกกระทำละเมิดในการตรวจรับงานและการอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามสัญญาโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลสมาชิกและจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจในการสงเคราะห์ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา อันเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ ๒ กรมเจ้าท่า ที่ ๓ อธิบดีกรมเจ้าท่า ที่ ๔ กรมชลประทาน ที่ ๕ อธิบดีกรมชลประทาน ที่ ๖ นายอำเภอเมืองระยอง ที่ ๗ เทศบาลนครระยอง ที่ ๘ นายกเทศมนตรีนครระยอง ที่ ๙ จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ บุกรุกสร้างรั้วคอนกรีตในพื้นที่ลำคลองคาและเอาพื้นที่ลำคลองคาไปเป็นประโยชน์ของตน ทำให้โจทก์และประชาชนไม่สามารถใช้พื้นที่ลำคลองคาเข้าออกสู่แม่น้ำระยองและพื้นที่ลำคลองคาได้ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ และรื้อถอนรั้วคอนกรีต ให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการที่กรมเจ้าท่า จำเลยที่ ๓ อธิบดีกรมเจ้าท่า จำเลยที่ ๔ กรมชลประทาน จำเลยที่ ๕ อธิบดีกรมชลประทาน จำเลยที่ ๖ นายอำเภอเมืองระยอง จำเลยที่ ๗ เทศบาลนครระยอง จำเลยที่ ๘ นายกเทศมนตรีนครระยอง จำเลยที่ ๙ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาลำคลองหรือที่สาธารณประโยชน์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ตามลำดับ ปล่อยปละละเลยให้กระทรวงการคลัง จำเลยที่ ๑ และกรมชลประทาน จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ในฐานะเจ้าของที่ราชพัสดุ และผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกอบกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ กระทำการก่อสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในลำคลองคาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์เห็นว่า การก่อสร้างรั้วคอนกรีตดังกล่าว เป็นการกระทำในพื้นที่ลำคลองคา ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดลำคลองคาไม่อาจใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลำคลองคาได้ตามปกติ โดยคดีไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากโจทก์มิได้โต้แย้งว่า ที่ดินบริเวณที่มีการก่อสร้างรั้วคอนกรีตเป็นที่ดินของโจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่กรมการปกครองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินส่วนที่โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองแทนจำเลยไป แม้เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลย อันมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่แยกได้ต่างหากจากข้อพิพาทในคดีของศาลปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันกับคดีที่ศาลปกครองได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล จำต้องพิจารณาถึงผลของคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลระบบเดียวกันซึ่งได้แก่ ศาลปกครอง
แม้กองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๗ และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาที่ ๒๑ เป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองโดยใช้รถแบ็คโฮขุดลอกลำห้วยยางตลอดแนวลำห้วยโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ และไม่ใช้ความระมัดระวัง ขุดลอกรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และนำเอาดินที่ขุดลอกออกมาถมเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปขุดลอกลำห้วยและทำแนวคันดินได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ ๑ บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้รถแบคโฮขุดบริเวณขอบคลองรวมถึงถางและขุดล้มต้นไม้เพื่อทำทางให้รถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าทำงานในพื้นที่ตลอดแนวคลองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ไม้ยืนต้นและพืชผลทางการเกษตรของผู้ฟ้องคดีเสียหาย รวมทั้งหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ติดต่อกับเขตคลองสูญหาย แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างในขณะที่มีการขุดลอกคลองหรือก่อสร้างดาดคอนกรีตเสริมเหล็กก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ ๑ บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้รถแบคโฮขุดบริเวณขอบคลองรวมถึงถางและขุดล้มต้นไม้เพื่อทำทางให้รถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าทำงานในพื้นที่ตลอดแนวคลองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ไม้ยืนต้นและพืชผลทางการเกษตรของผู้ฟ้องคดีเสียหาย รวมทั้งหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ติดต่อกับเขตคลองสูญหาย แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างในขณะที่มีการขุดลอกคลอง หรือก่อสร้างดาดคอนกรีตเสริมเหล็กก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ ๑ บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้รถแบคโฮขุดบริเวณขอบคลองรวมถึงถางและขุดล้มต้นไม้เพื่อทำทางให้รถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าทำงานในพื้นที่ตลอดแนวคลองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ไม้ยืนต้นและพืชผลทางการเกษตรของผู้ฟ้องคดีเสียหาย รวมทั้งหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ติดต่อกับเขตคลองสูญหาย แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างในขณะที่มีการขุดลอกคลองหรือก่อสร้างดาดคอนกรีตเสริมเหล็กก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม