คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2561
#627689
เปิดฉบับเต็ม

บทนิยาม "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" ตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คดีคงได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันติดต่อเกี่ยวกับสถานที่และบุคคลให้ผู้เสียหายค้าประเวณี แต่งหน้าแต่งตาให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณีกับรับเงินค่าค้าประเวณีส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 หักเงินเพียงเท่าที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยปกติทั่วไป เมื่อเหลือเงินเท่าใดจำเลยที่ 2 คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิ้น แต่ผู้เสียหายขอฝากส่วนที่เหลือนั้นไว้แก่จำเลยที่ 2 เอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์อื่นใดโดยตรงจากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย จึงไม่มีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย อันเป็นการขูดรีดบุคคลตามบทนิยามดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เป็นความผิดฐานสมคบและร่วมกันค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) เดิม, 9, 52 (เดิม) และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นเงิน 300,000 บาท ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 35

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ผู้เสียหายเป็นคนบ้านเดียวกับจำเลยทั้งสอง เมื่อเดินทางเข้ามาประเทศไทยเป็นครั้งแรกยังไม่สามารถพูดภาษาไทยได้และไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นางสาวพง ไม่มีชื่อสกุล พี่สาวผู้เสียหายและผู้เสียหายจึงติดต่อขอยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังกรุงเทพมหานครและให้พักอาศัยอยู่ด้วย การไปทำงานหรือกระทำการค้าประเวณีของผู้เสียหายเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้เสียหายเองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทั้งปัจจุบันผู้เสียหายอายุ 21 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนข้อหาความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายนั้นให้ยกเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า นางสาวยอด ไม่มีชื่อสกุล ผู้เสียหายเดินทางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในประเทศไทยโดยจำเลยที่ 1 ให้ผู้เสียหายยืมเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 7,500 บาท กับค่าใช้จ่ายอื่น 2,000 บาท และผู้เสียหายได้มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยทั้งสองที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสอง ต่อมาผู้เสียหายได้ค้าประเวณีโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อให้และจำเลยที่ 1 จัดหาเสื้อผ้าและแต่งหน้าให้ผู้เสียหายกับพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณี เมื่อผู้เสียหายค้าประเวณีแล้วจำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าค้าประเวณีมาให้ผู้เสียหาย 17,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 หักเงินที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้ 7,500 บาท ส่วนเงินยืมอีก 2,000 บาท นางสาวพง ไม่มีชื่อสกุล พี่สาวของผู้เสียหายโอนให้จำเลยที่ 1 เป็นค่าเสื้อผ้าผู้เสียหายแล้ว จึงเหลือเงินให้ผู้เสียหาย 9,500 บาท แต่ผู้เสียหายฝากเงินจำนวนนี้ไว้กับจำเลยที่ 2

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อแสวงประโยชน์โดยมิชอบ ตามบทนิยามในมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้หรือไม่ โดยบทนิยามดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาส การนำคนมาขอทาน การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การบังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คดีนี้คงได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กทำการค้าประเวณีโดยเป็นผู้ติดต่อเกี่ยวกับสถานที่และบุคคลให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณี แต่งหน้าแต่งตาให้ผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อค้าประเวณีกับทั้งรับเงินค่าค้าประเวณีส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์อื่นใดโดยตรงจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายที่ตนเป็นผู้ติดต่อช่วยเหลือในครั้งนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 หักเงินเพียงเท่าที่ผู้เสียหายยืมจำเลยที่ 1 ไว้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยปกติทั่วไป เมื่อเหลือเงินเท่าใดจำเลยที่ 2 ก็คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิ้น แต่ผู้เสียหายขอฝากส่วนที่เหลือนั้นไว้แก่จำเลยที่ 2 เอง ดังนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นการที่จำเลยทั้งสองแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหายอันเป็นการขูดรีดบุคคลตามบทนิยามดังกล่าว และย่อมไม่เป็นความผิดฐานสมคบและร่วมกันค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9, 52 (เดิม) และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 (เดิม) ม. 6 (2) ม. 6 (เดิม) ม. 9 ม. 52 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2561
#630970
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ส. ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรม จึงมิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ 49,189,983.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน 27,653,937.59 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 49,189,983.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,653,937.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 กับทรัพย์มรดกของนายเสริมศักดิ์หรือพชรออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่าประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แถลงว่าไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีแทน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 จากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และเดิมบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร จำนวนเงิน 20,000,000 บาท และ 10,000,000 บาท ตามลำดับ มีนายเสริมศักดิ์หรือพชร และจำเลยที่ 3 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในการนี้จำเลยที่ 1 นายเสริมศักดิ์หรือพชรและจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ให้เป็นไปตามสัญญาและขอทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 21 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 นายเสริมศักดิ์หรือพชรและจำเลยที่ 3 ทำสัญญาตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยยอมรับว่า มีภาระหนี้เงินกู้ 17,383,636.42 บาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,067,140.22 บาท และหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 10,518,523.49 บาท ครั้งที่สองวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามมูลหนี้เงินกู้ ต้นเงิน 17,383,636.42 บาท ดอกเบี้ย 8,141,440.74 บาท และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ต้นเงิน 10,570,301.17 บาท ดอกเบี้ย 1,928,891.67 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผ่อนชำระหนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในหนี้คดีนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งห้า โดยมีการตรวจสอบรายการทะเบียนราษฎร ปรากฏว่า นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทำให้นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน หลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยเพิ่มจำนวนต้นเงินที่ต้องชำระและเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ รวมทั้งขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ออกไป เมื่อนายเสริมศักดิ์หรือพชรมิได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงหลุดพ้นจากความรับผิด นั้น เห็นว่า การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ามีภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 โดยมีภาระหนี้ในส่วนของต้นเงิน 27,953,937.59 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับต้นเงิน 27,902,159.91 บาท ที่ทำสัญญาตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งแรก กับมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่หนี้ค้างชำระ การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยินยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยลดอัตราดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ เป็นการให้โอกาสและวิธีการชำระหนี้ที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนแปลงในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ มูลหนี้เดิมตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจึงมิได้ระงับสิ้นไป ส่วนกรณีการผ่อนเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ สัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุว่า ถ้าธนาคารผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแห่งหนี้ไม่ว่ากรณีใด ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามวิธีของธนาคารโดยแจ้งหรือมิได้แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก็ตาม ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมด้วยทุกครั้ง และจะไม่ยกเอาการให้ผ่อนเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงเช่นว่านั้นเป็นเหตุปลดเปลื้องความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นอันขาด ดังนั้น การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หาทำให้นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ แม้ต่อมานายเสริมศักดิ์หรือพชรถึงแก่ความตาย แต่สัญญาค้ำประกันก็ยังคงมีผลผูกพันบังคับได้ เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามมูลหนี้ที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรเข้าค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไป เพียงแต่มีข้อผ่อนปรนในการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร ย่อมไม่อาจยกเอาการที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแห่งหนี้มาเป็นเหตุปลดเปลื้องความรับผิดของผู้ค้ำประกันได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชรไม่หลุดพ้นจากการชำระหนี้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสซึ่งได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเสริมศักดิ์หรือพชร ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมทุกประเภทก็ตาม แต่เมื่อนายเสริมศักดิ์หรือพชรไม่ได้ลงชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันในการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นผลให้นายเสริมศักดิ์หรือพชรพ้นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมพ้นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย นั้น เห็นว่า แม้ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 คงโต้แย้งแต่เพียงนายเสริมศักดิ์หรือพชรไม่ได้ลงชื่อในการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเสริมศักดิ์หรือพชรให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม ถือว่าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรเป็นผู้ก่อขึ้นในระหว่างสมรส จำเลยที่ 2 ร่วมรับรู้และให้สัตยาบันแล้วจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวก็ตาม แต่การวินิจฉัยว่าหนี้สินใดเป็นหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสหรือไม่ มีผลกระทบกระเทือนต่อทรัพย์สินของคู่สมรสที่จะถูกบังคับชำระหนี้ ซึ่งหากคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็ไม่ชอบที่จะถูกบังคับชำระหนี้เกินไปกว่าความรับผิดตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในเรื่องหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสตามบทบัญญัติมาตรา 1490 จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเกี่ยวกับข้อนี้ก็ตาม แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี นายเสริมศักดิ์หรือพชรทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรมทุกประเภท การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส เท่ากับถือว่า กรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับมาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้...(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน ในข้อนี้เมื่อพิจารณาว่า การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรทำสัญญาจำนองต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1476 (1) แต่การที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตามมาตรา 1490 (4) หรือไม่ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ในส่วนที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่นายเสริมศักดิ์หรือพชร สามีไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามนัยของบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แต่อย่างใดว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ที่มีการทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 คงปรากฏเฉพาะการที่จำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการเข้าทำสัญญาค้ำประกันของนายเสริมศักดิ์หรือพชรเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่คู่สมรสได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนการที่จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร การที่นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย ภาระการค้ำประกันที่นายเสริมศักดิ์หรือพชรผูกพันตนเพื่อชำระหนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ยังไม่ระงับสิ้นไป และถึงแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยผู้ค้ำประกันหรือทายาทของผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมลงชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเพียงข้อตกลงผ่อนปรนในการชำระหนี้ หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันเป็นผลให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปไม่ อีกทั้งตามสัญญาค้ำประกันไม่ให้ผู้ค้ำประกันยกเอาการที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาหรือให้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ เป็นเหตุปลดเปลื้องความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีภาระการค้ำประกันอยู่เช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 คู่สมรสซึ่งให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม ไม่ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) มานั้น เป็นการไม่ชอบ จึงต้องแก้ไขความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อนี้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร มอบให้พนักงานเป็นตัวแทนธนาคารเข้าร่วมพิธีศพนายเสริมศักดิ์หรือพชร ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รู้ถึงความตายของนายเสริมศักดิ์หรือพชรแล้ว โจทก์ผู้รับโอนหนี้จึงควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเช่นกัน เมื่อโจทก์รับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น เห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของนายเสริมศักดิ์หรือพชร เจ้ามรดก อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า มิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และวรรคสี่ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยโจทก์นำสืบว่า โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้คดีนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ครั้นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ตรวจสอบรายการทะเบียนราษฎร พบว่า นายเสริมศักดิ์หรือนายพชร ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสของนายเสริมศักดิ์หรือพชร ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความว่านายเสริมศักดิ์หรือพชรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 ก่อนมีการโอนขายมูลหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และโจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รู้ถึงความตายโดยนำพวงหรีดมาร่วมงานศพ แต่ธนาคารไม่ได้ฟ้องทายาทภายใน 1 ปี นับแต่นายเสริมศักดิ์หรือพชรถึงแก่ความตาย เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว คงได้ความเพียงว่า ในงานศพของนายเสริมศักดิ์หรือพชรมีพวงหรีดจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร เท่านั้น ไม่มีข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เบิกความให้ปรากฏว่า บุคคลใดเป็นตัวแทนของธนาคารมาร่วมงานศพ ทั้งไม่ได้ความว่าธนาคารให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานด้านสินเชื่อดำเนินการสอบถามหรือตรวจสอบหรือให้มีการยืนยันเรื่องนายเสริมศักดิ์หรือพชรถึงแก่ความตาย โดยเฉพาะไม่มีเอกสารหลักฐานใดที่แสดงว่าทายาทแจ้งเรื่องความตายของนายเสริมศักดิ์หรือพชรแก่ธนาคาร ประกอบกับในการทำสัญญาตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2543 นายเสริมศักดิ์หรือพชรมาร่วมลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลานั้นธนาคารกับนายเสริมศักดิ์หรือพชรยังติดต่อกันเป็นปกติ เมื่อปรากฏว่าต่อมานายเสริมศักดิ์หรือพชรถึงแก่ความตาย ลำพังแต่การกล่าวอ้างว่า มีพวงหรีดของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร ส่งมาในงานศพของนายเสริมศักดิ์หรือพชร แต่ไม่มีรายละเอียดของผู้ที่มาร่วมงานศพและไม่มีพฤติการณ์อื่นใดสนับสนุนอีก ย่อมขาดน้ำหนักที่จะยืนยันให้เชื่อได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายเสริมศักดิ์หรือพชร เจ้ามรดก ส่วนฝ่ายโจทก์นั้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ซึ่งรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด อีกทอดหนึ่ง ไม่ได้มีการติดต่อทวงถามหนี้จากนายเสริมศักดิ์หรือนายพชรหรือตรวจสอบรายการทะเบียนราษฎรมาก่อนการตรวจสอบข้อมูลในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และโจทก์เป็นเพียงบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เข้ามารับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิม ไม่มีเหตุอันใดที่จะแสดงว่า มีการรับรู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายเสริมศักดิ์หรือนายพชรมาก่อน จนเมื่อโจทก์ขอคัดแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนายเสริมศักดิ์หรือนายพชรเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์จึงเพิ่งรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หลังจากนั้นโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 ซึ่งยังไม่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติมาตรา 1754 ดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดในฐานะส่วนตัว หากแต่ต้องร่วมรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชรเพียงฐานะเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังขึ้นเป็นบางส่วน สำหรับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันอีกราย ได้ทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 เมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว กรณีของจำเลยที่ 5 ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แม้จำเลยที่ 5 ไม่ได้ฎีกา แต่หากให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 5 รับผิดโดยไม่ชอบ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 เสียด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องตามยอดหนี้ที่โจทก์ขอมา นั้น เห็นว่า จำนวนดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องรวม 21,536,046.05 บาท เป็นดอกเบี้ยค้างเดิมก่อนมีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำนวน 10,070,332.41 บาท รวมกับดอกเบี้ยหลังจากทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2549 (วันก่อนวันฟ้อง) ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นหลังจากวันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีจำนวนสูงถึง 11,465,713.64 บาท ในช่วงเวลา 3 ปีเศษ ขณะที่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยปกติในอัตราเอ็ม แอล อาร์ เท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ไม่สูงนัก และบางช่วงต่ำกว่าอัตราร้อยละ 7 ต่อปี แต่ยอดดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาสูงถึง 11,465,713.64 บาท แสดงว่ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยจากอัตราเอ็ม แอล อาร์ เป็นอัตราผิดนัด ซึ่งได้ความว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในบางช่วงกำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 20 ต่อปี หรือร้อยละ 25 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดเช่นนี้ ถือเป็นค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ ย่อมมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากเบี้ยปรับนั้นกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แม้ฝ่ายจำเลยไม่ได้ฎีกาในข้อนี้มา แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยปกติในช่วงเวลานั้น ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ในส่วนดอกเบี้ย 11,465,713.64 บาท ที่คิดนับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2545 ถึงก่อนวันฟ้อง จึงเห็นสมควรให้ลดจำนวนลงหนึ่งในสี่ คิดเป็นดอกเบี้ยที่ลดลง 2,866,428.41 บาท ดอกเบี้ยคงค้างที่เรียกมา 21,536,046.05 บาท เมื่อปรับลดแล้วจึงคงเหลือ 18,669,617.64 บาท ดังนั้น ยอดหนี้ 49,189,983.64 บาท จึงคงเหลือ 46,323,555.23 บาท เมื่อหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชรและจำเลยที่ 3 การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ สมควรให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ในคดีล้มละลาย โจทก์จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เช่นกรณีของจำเลยที่ 5

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 46,323,555.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,653,937.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายเสริมศักดิ์หรือพชรที่ตกทอดได้แก่จำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
ทวี ประจวบลาภ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8791/2561
#633048
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกักขังผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ไว้ที่บ้านเกิดเหตุเพื่อให้ติดต่อญาติของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 เรียกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในประเทศไทยเพิ่ม แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองว่ามีเจตนาที่จะช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ให้พ้นจากการจับกุมและไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 เข้ามาในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 313 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 ริบตะขอเหล็กปลายแหลมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 รับสารภาพในข้อหาเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 รับสารภาพในข้อหาให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อคนต่างด้าวพ้นการจับกุม ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคหนึ่ง, 313 (3) วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันนำคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ และฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การที่จำเลยทั้งสองหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 เพื่อเรียกเงินแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 15 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 150 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี จึงไม่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบตะขอเหล็กปลายแหลมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 ร้อยตำรวจเอกศุภโชค กับพวก ไปตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ พบผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 13 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และยึดตะขอเหล็กปลายแหลมกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 11, 62 และ 81 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำหรับความผิดดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 11 ถึงที่ 13 เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ชั้นพิจารณา โจทก์มิได้นำผู้เสียหายที่ 11 ถึงที่ 13 มาเบิกความต่อศาล และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองจัดให้ผู้เสียหายที่ 11 ถึงที่ 13 อยู่อาศัยและไม่ให้ผู้เสียหายดังกล่าวออกจากบ้านเกิดเหตุไปไหนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองกับพวกหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้เสียหายที่ 11 ถึงที่ 13 ติดต่อญาติเพื่อเรียกเงินเพิ่ม แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 9 มาเบิกความ แต่ได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 กับผู้หญิงอีก 3 คน ไม่ได้ถูกขัง แต่บุคคลดังกล่าวก็ไม่ได้ออกไปไหน และผู้เสียหายที่ 3 ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าผู้เสียหายที่ 3 ทราบจากจำเลยที่ 1 ว่าผู้หญิง 3 คนที่มาด้วย คือภริยาจำเลยที่ 1 น้องภริยา และเพื่อนน้องภริยา ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ดังนั้น เหตุที่ผู้หญิง 3 คน มิได้ออกจากบ้านเกิดเหตุนั้นอาจเป็นเพราะว่าจำเลยที่ 1 จะต้องควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่ให้หลบหนีก็ได้ คดีจึงยังไม่พอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 11 ถึงที่ 13 เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อมาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกักขังผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ไว้ในบ้านเกิดเหตุเพื่อให้ติดต่อญาติเรียกเงินเพิ่มเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่มีมาตั้งแต่แรกว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ให้พ้นจากการจับกุมอันเป็นความผิดฐานให้พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 พ้นจากการจับกุม และไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 เข้ามาในราชอาณาจักรตามที่โจทก์ฎีกาด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสุธรรมา ณ ระนอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวยุวิสส์รัชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8767/2561
#628175
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พา" หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงระยะทางใกล้ไกล ดังนั้น การที่จำเลยใช้กลวิธีด้วยการตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ 2 ขณะนั่งเล่นกับเพื่อนให้เข้าไปหาจำเลย แม้ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนเพียง 7 เมตร และอยู่ในบริเวณอู่ซ่อมรถด้วยกัน แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปและพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) และวรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ ด.ญ. ว. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 7 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาย ส. โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนบริเวณอู่ซ่อมรถ จำเลยซึ่งอยู่บริเวณต้นมะยมที่อู่ซ่อมรถตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ 2 ให้เข้าไปหา เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปหาจำเลย จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ข้างโต๊ะนั่งใต้ต้นมะยม แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า บริเวณที่ผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนห่างจากเพิงพัก (โต๊ะนั่ง) ใต้ต้นมะยมซึ่งเป็นที่เกิดเหตุประมาณ 7 เมตร และสถานที่ทั้งสองแห่งอยู่ภายในอู่ซ่อมรถเช่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนที่บริเวณอู่ซ่อมรถอยู่ก่อนแล้ว จำเลยจึงไม่ได้พาหรือพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ใด นั้น เห็นว่า คำว่า "พา" หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการมุ่งหมายเพื่อยึดครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่า จะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล ดังนั้น การที่จำเลยใช้กลวิธีด้วยการตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ 2 ให้เข้าไปหาจำเลย และแม้ที่เกิดเหตุจะอยู่ห่างจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนเพียง 7 เมตร กับแม้จะอยู่ในบริเวณอู่ซ่อมรถด้วยกัน ก็ตาม ถือได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปและพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษสูงเกินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษก่อนลดโทษที่จะลงแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 2 ปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 2 ปี มานั้น จึงหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษทั้งสองฐานนี้เสียใหม่ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี แต่ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลยห้าปี ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลดโทษให้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษมานั้น เห็นว่า จำเลยอายุ 63 ปี ย่อมเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ชีวิตสูง แต่จำเลยกลับกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปี เศษ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่การดำเนินชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 ทั้งไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 1 ปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 1 ปี รวม 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประสิทธิ เจริญถาวรโภคา
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8761 -ที่ 8763/2561
#634583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3745/2546 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสามกับพวกเป็นจำเลย ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งว่ามีการกระทำความผิด เพื่อจะแกล้งให้บุคคลอื่นต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 83, 173, 174 โดยมีรายละเอียดข้อความที่จำเลยเบิกความ กับความจริงเป็นอย่างไร ประเด็นสำคัญของคดีเป็นข้อความที่โจทก์ทั้งสามกับพวกแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้ แต่จำเลยเบิกความว่าเป็นการออกเช็คเพื่อแลกเงินสด ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ เป็นการแจ้งชัดแล้วว่า คดีที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จนั้นมีข้อหาหรือฐานความผิดอะไร ประเด็นสำคัญของคดีว่าอย่างไร และคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อแลกเงินสด เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยออกเช็คเพื่อก่อหนี้ มิใช่การชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงปทุมวันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 800/2544 หมายเลขแดงที่ 3023/2545 ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวก แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเนื่องจากเป็นเช็คที่รวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) เป็นโมฆะ ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย เท่ากับว่าองค์ประกอบความผิดเรื่องการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงไม่ใช่ประเด็นข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยเบิกความว่า โจทก์ทั้งสามกับพวกแจ้งความเท็จเพราะจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อแลกเงินสด มิใช่เป็นการชำระหนี้เงินกู้ แม้ข้อความนั้นจะเป็นเท็จก็ไม่ใช่ความเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี จึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177 และนับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนติดต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาเบิกความเท็จวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซียงกง มอบให้โจทก์ทั้งสามกับพวก รวม 7 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 18 ของเดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2539 ตามลำดับ จำนวนเงินฉบับละ 1,000,000 บาท เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน โจทก์ทั้งสามกับพวกนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ วันที่ 17 มิถุนายน 2539 โจทก์ที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับพวก นำเช็คบางส่วนที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน คือ เช็คฉบับวันที่ 18 มีนาคม 2539, วันที่ 18 เมษายน 2539 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 รวม 3 ฉบับ ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 2 ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยตามเช็คเพียงฉบับวันที่ 18 เมษายน 2539 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 800/2544 หมายเลขแดงที่ 3023/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน ต่อมาศาลแขวงปทุมวัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องยืนตามกัน หลังจากศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาแล้ว วันที่ 23 เมษายน 2546 จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสามกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3745/2546 ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งว่าได้มีการกระทำความผิดเพื่อจะแกล้งให้บุคคลอื่นต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 จำเลยซึ่งเป็นโจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่า ที่โจทก์ทั้งสามกับพวกแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 2 กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 โดยอ้างว่า วันที่ 18 มกราคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสามกับพวกเป็นเงิน 12,000,000 บาท มีการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ จำเลยชำระหนี้แล้วบางส่วน คงค้างชำระ 8,000,000 บาท จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้และออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซียงกง จำนวน 7 ฉบับ ฉบับละ 1,000,000 บาท ผ่อนชำระหนี้ที่เหลือให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวกส่วนหนึ่งเป็นเช็คที่นำไปแจ้งความร้องทุกข์นั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงเช็คดังกล่าวมิได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินหรือหนังสือรับสภาพหนี้ แต่เป็นเช็คที่จำเลยนำไปแลกเงินสดกับโจทก์ทั้งสามกับพวก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 โดยโจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยแลกเช็คในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน และให้จำเลยลงชื่อในกระดาษเปล่า กับแบบพิมพ์ใบสำคัญจ่ายและหนังสือรับสภาพหนี้ที่ยังมิได้มีการกรอกข้อความ ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสามฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3745/2546 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสามกับพวกเป็นจำเลย ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งว่ามีการกระทำความผิด เพื่อจะแกล้งให้บุคคลอื่นต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 173, 174 โดยมีรายละเอียดข้อความที่จำเลยเบิกความ กับความจริงเป็นอย่างไร ประเด็นสำคัญของคดีเป็นข้อความที่โจทก์ทั้งสามกับพวกแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้ แต่จำเลยเบิกความว่าเป็นการออกเช็คเพื่อแลกเงินสด ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ เป็นการแจ้งชัดแล้วว่า คดีที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จนั้นมีข้อหาหรือฐานความผิดอะไร ประเด็นสำคัญของคดีว่าอย่างไร และคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อแลกเงินสด เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยออกเช็คเพื่อก่อหนี้ มิใช่การชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงปทุมวันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 800/2544 หมายเลขแดงที่ 3023/2545 ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวก แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเนื่องจากเป็นเช็คที่รวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 (ก) เป็นโมฆะ ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย เท่ากับว่าองค์ประกอบความผิดเรื่องการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงไม่ใช่ประเด็นข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยเบิกความว่า โจทก์ทั้งสามกับพวกแจ้งความเท็จเพราะจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อแลกเงินสด มิใช่เป็นการชำระหนี้เงินกู้ แม้ข้อความนั้นจะเป็นเท็จก็ไม่ใช่ความเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี จึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ล. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอชิรญา พลภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
วราภรณ์ สหัสโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8731/2561
#633046
เปิดฉบับเต็ม

คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุพร้อมกับอาวุธปืน เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นผู้เสียหายที่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุเข้าใจว่าเป็นพวกของ บ. จำเลยที่ 2 จึงใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นที่พกติดตัวมายิงไปที่ผู้เสียหายนั่งอยู่เพราะสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายเป็นพวกของ บ. แต่จำเลยที่ 2 ก็จะยกเอาความสำคัญผิดขึ้นมาเป็นข้อแก้ตัวหาได้ไม่ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะกระทำต่อพวกของ บ. เช่นใด ก็ต้องรับผิดในผลของการกระทำที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเช่นนั้นตาม ป.อ. มาตรา 61 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยสำคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 61, 80 (ที่ถูก มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) และมาตรา 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 11 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ฐานละหนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 8 เดือน สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ฐานดังกล่าวกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 17 เดือน ริบอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายก้อเดช ผู้เสียหายนั่งคุยกับนางสาววันเพ็ญ บนแคร่ไม้หน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 มายังที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้น ต่อมามีเสียงปืนดัง 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่บริเวณหลังด้านซ้ายกระสุนปืนฝังในใกล้กระดูกสันหลังซึ่งแพทย์ไม่สามารถผ่าเอากระสุนปืนออกมาได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหาย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ความผิดทั้งสองฐานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ตั้งใจยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่นายบุญพลัด กับพวก แต่ปืนลั่นกระสุนปืนไปถูกผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนายิงผู้เสียหาย โจทก์มีผู้เสียหาย นางสาววันเพ็ญ นายชาตรี และนายสุเชาว์ เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าขณะที่ผู้เสียหายนั่งคุยกับนางสาววันเพ็ญบนแคร่ไม้หน้าบ้านเกิดเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายล้มลง แล้วคนร้ายวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่มีคนขับจอดรออยู่ ขับหลบหนีไปนายบุญพลัดเบิกความว่า เดิมพยานกับนางสาวคำแพง เป็นคนรักกัน พักอาศัยอยู่ห้องเช่าและมีร้านขายของชำที่ทำร่วมกันอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ต่อมานางสาวคำแพงไปคบหากับจำเลยที่ 2 จึงเป็นเหตุให้พยานเลิกรากับนางสาวคำแพง แล้วนางสาวคำแพงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 คืนเกิดเหตุพยานปิดร้านขายของชำแล้วกลับไปพักที่ห้องเช่าได้มีนายสุเชาว์มาหาที่ห้องเช่า จนถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสุเชาว์ออกจากห้องเช่าเพื่อจะขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด สักครู่นายสุเชาว์กลับมาหาพยานบอกว่ามีคนถูกยิง พยานไปดูที่เกิดเหตุจึงทราบว่าผู้เสียหายถูกยิงและสอบถามนายบังฮี ไม่ทราบชื่อสกุล ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านได้ความว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์วนเวียนไปมาบริเวณร้านขายของชำของพยานและคนนั่งซ้อนท้ายทำท่าชักอาวุธปืนเล็งมาที่ร้าน แต่มีรถกระบะแล่นสวนมาทำให้วัยรุ่นคนนั่งซ้อนท้ายเก็บอาวุธปืนไว้ที่เอว นายบังฮีจึงมาที่ห้องเช่าของพยานเพื่อจะแจ้งเรื่องดังกล่าวให้พยานทราบ เพราะเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมายิงพยาน ต่อมาพยานไปให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ร้อยตำรวจโทอุกฤษณ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรถลางเบิกความว่า หลังได้รับแจ้งเหตุจึงไปที่เกิดเหตุและสอบถามชาวบ้านถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทราบว่าคนร้ายน่าจะเป็นจำเลยที่ 1 พยานจึงไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 จึงสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่า คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ห้องเช่าของจำเลยที่ 2 และชวนจำเลยที่ 2 ไปตามหานายบัลลังค์ ไม่ทราบชื่อสกุล ที่บ้านบางโรงเพราะมีเรื่องไม่พอใจกันแต่ตามหาไม่พบ จำเลยที่ 2 จึงให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปบ้านอ่าวปอ เมื่อผ่านหน้าร้านขายของชำของนายบุญพลัด จำเลยที่ 2 ชักอาวุธปืนออกจากเอวเล็งไปที่ร้าน แต่มีรถกระบะแล่นสวนมา จำเลยที่ 2 กลัวยิงโดนคนอื่นจึงเก็บอาวุธปืนไว้ที่เอวตามเดิม จากนั้นจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปบริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อเห็นผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหาย 1 นัด ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าผู้เสียหายคือนายฟารุส ไม่ทราบชื่อสกุล ซึ่งเป็นเพื่อนของนายบุญพลัดที่ไปทำร้ายนางสาวคำแพงก่อนหน้านี้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้และส่งตัวมาควบคุมที่สถานีตำรวจภูธรถลาง พยานจึงสอบถามจำเลยที่ 2 ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเหตุใช้ปืนยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจผิดว่ากลุ่มของผู้เสียหายไปทำร้ายนางสาวคำแพง ตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รู้จักกับผู้เสียหายมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายบุญพลัดว่า เดิมนางสาวคำแพงเป็นคนรักของพยาน ต่อมานางสาวคำแพงไปคบหากับจำเลยที่ 2 จึงเป็นเหตุให้พยานเลิกรากับนางสาวคำแพง แล้วนางสาวคำแพงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ซึ่งนางสาวคำแพงพยานโจทก์เบิกความยอมรับยืนยันว่าเป็นความจริง และยังรับว่าเลิกรากันไปแล้ว ตนขอเงินนายบุญพลัด 100,000 บาท เป็นค่าร้านขายของชำที่เคยทำร่วมกัน แต่นายบุญพลัดให้มาเพียง 30,000 บาท และนายฟารุสเพื่อนของนายบุญพลัดยังมาตบตีทำร้ายตนก่อนหน้านี้อีกด้วย นอกจากนี้นางสาวคำแพงยังเบิกความถึงเรื่องที่ผู้เสียหายถูกยิงด้วยว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาหาจำเลยที่ 2 ที่ห้องเช่าและชวนจำเลยที่ 2 ไปตามหานายบัลลังค์ที่บ้านบางโรงเพราะมีเรื่องไม่พอใจกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 กลับมาที่ห้องเช่าและได้เล่าให้ตนฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามหานายบัลลังค์แต่ไม่พบ จำเลยที่ 2 จึงชวนให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปบ้านอ่าวปอเพื่อตามหานายบุญพลัด เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงไปที่บริเวณห้องพักของนายบุญพลัด แล้ววันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ก็พาตนหลบหนีไป ซึ่งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามที่นางสาวคำแพงเบิกความสอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นจับกุมต่อร้อยตำรวจโทอุกฤษณ์ นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกวีรชาติ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำเลยที่ 2 ให้การว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปตามหานายบัลลังค์ที่บ้านบางโรงแต่ไม่พบ จำเลยที่ 2 จึงชวนให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปบ้านอ่าวปอเพื่อไปดูร้านขายของชำของนายบุญพลัด ซึ่งเดิมนางสาวคำแพงเคยทำร้านขายของชำร่วมกับนายบุญพลัดมาก่อน แต่หลังจากเลิกรากันแล้วนายบุญพลัดได้ยึดร้านขายของชำเป็นของตนฝ่ายเดียว และยิ่งกว่านั้นพวกของนายบุญพลัดยังไปตบตีทำร้ายนางสาวคำแพงก่อนเกิดเหตุ 1 วัน เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถไปถึงหน้าร้านขายของชำของนายบุญพลัด จำเลยที่ 2 จึงชักอาวุธปืนออกมาจากเอวกะว่าจะยิงขู่ขึ้นฟ้า แต่มีรถยนต์แล่นผ่านไปมาจึงไม่ได้ยิง จากนั้นจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อจะไปยิงปืนขู่ที่หน้าบ้านของนายบุญพลัด เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ชักอาวุธปืนยิงไปในรัศมี 45 องศา ด้วยมือขวาข้างเดียว แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถเร่งความเร็วหลบหนีไป พยานโจทก์ที่นำสืบมาดังกล่าวสอดคล้องกันน่าเชื่อว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุพร้อมกับอาวุธปืน เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นผู้เสียหายที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุเข้าใจว่าเป็นพวกของนายบุญพลัด จำเลยที่ 2 จึงใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นที่พกติดตัวมายิงไปที่ผู้เสียหายนั่งอยู่เพราะสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายเป็นพวกของนายบุญพลัด แต่จำเลยที่ 2 ก็จะยกเอาความสำคัญผิดขึ้นมาเป็นข้อแก้ตัวหาได้ไม่ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะกระทำต่อพวกของนายบุญพลัดเช่นใด ก็ต้องรับผิดในผลของการกระทำที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเช่นนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนายิงผู้เสียหายเพียงแต่ต้องการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่พวกของนายบุญพลัด แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ลงมือกระทำเนื่องจากปืนลั่นไปถูกผู้เสียหาย นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ทำปืนลั่นจริงก็น่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตั้งแต่ต้น แต่ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 อ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าเป็นการยิงผิดตัว ชั้นสอบสวนอ้างต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่นายบุญพลัด และในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยที่ 2 กลับอ้างว่าทำปืนลั่น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ลงโทษเบาลง นั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลล่างทั้งสองลงโทษขั้นต่ำและลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 อยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดโทษลงได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 61 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสุวนัย ตุลยภักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8727/2561
#629028
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีเจตนาเช่าที่ดินพิพาทกันตามสัญญาเช่าที่ดินฉบับที่ระบุค่าเช่าเดือนละ 1,800,000 บาท มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินฉบับที่ระบุค่าเช่าเดือนละ 120,000 บาท ที่ได้นำไปจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน ซึ่งทำขึ้นโดยมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จึงต้องผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าฉบับค่าเช่าเดือนละ 1,800,000 บาท ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาเช่า ระบุค่าเช่าต่ำกว่าความเป็นจริงและนำไปจดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการเช่าและภาษีอากร ถือว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจโดยไม่สุจริตด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์ทั้งสองไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องค่าเช่าที่ดินและขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท โดยอาศัยหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ที่ระบุค่าเช่าที่ดินเดือนละ 1,800,000 บาท ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ได้อำพรางไว้ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าที่ค้างตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ย 115,818,366.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีที่ค้างชำระแก่กรมสรรพากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 416,329,829.60 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่เดือนธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายระหว่างที่ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองถึงวันฟ้อง 32,836,712 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายต่อเนื่องในอัตราวันละ 328,767.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมจะยุติการกระทำละเมิดและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น ให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นโมฆะตามฟ้องทุกฉบับ และให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกับโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการเช่าที่เป็นโมฆะ รวมทั้งที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนให้แก่บริวารทุกรายและจำเลยร่วมด้วย หากจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 และหรือจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่ปลูกบนที่ดินพิพาทและทำให้ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากโจทก์ทั้งสองต้องว่าจ้างให้ผู้อื่นเป็นผู้ทำการรื้อถอนแทน ให้ขนย้ายทรัพย์สิน บุคคล รวมทั้งบริวารออกไปพร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพิพาททั้งหมดคืนแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทนายความ 56,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสยามฟิวเจอร์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1806, 1826, 1827 อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 14125, 35068 อำเภอบางกะปิ (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 125281 อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 112,355,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2557) ต้องไม่เกิน 3,463,006.50 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,874,960 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเฉพาะจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมคนละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1806 และเลขที่ 1827 อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 14125 และเลขที่ 35068 อำเภอบางกะปิ (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 125281 อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โจทก์ทั้งสองร่วมกันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาททั้งหกแปลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ แต่ไม่ได้นำไปจดทะเบียน ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 และวันที่ 2 สิงหาคม 2543 โจทก์ทั้งสองยังแยกกันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 รายละ 2 ฉบับ แล้วโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญาเช่า ดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่จดทะเบียน และยังทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 2 ตกลงเช่าช่วงที่ดินพิพาทบางส่วนจากจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 27 ปี 6 เดือน โดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าช่วงที่ดิน สัญญาเช่าช่วงที่ดิน หนังสือสัญญาเช่าช่วงรวม 3 โฉนด และหนังสือสัญญาแบ่งเช่าช่วงที่ดิน วันที่ 9 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทที่เช่าช่วงให้จำเลยร่วมเช่าช่วงต่อเป็นเวลา 24 ปี 10 เดือน 5 วัน โดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ตามสัญญาเช่าช่วงที่ดินและหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 นำค่าเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่จดทะเบียนไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี เพื่อชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีการแจ้งแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองบอกปัดไม่รับชำระหนี้ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี แล้วมีหนังสือขอเพิกถอนนิติกรรมและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 สองครั้ง โดยมีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนอาคารและส่งมอบที่ดินพิพาทคืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมิได้นำต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าที่ดินมานำสืบ คงมีเพียงสำเนาหนังสือสัญญาเช่า ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเป็นเอกสารเดียวกันกับเอกสารหมาย จ.96 มาสืบ โดยมีนายชาญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.12 และ จ.96 สูญหายซึ่งโจทก์ทั้งสองได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ส่วนจำเลยที่ 1 คงมีนายขภัช กรรมการจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความเพียงว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองอ้าง คู่สัญญาไม่เคยบังคับกัน แต่ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ทั้งสองนำไปใช้อ้างเรียกค่าเช่าจากบุคคลภายนอกให้ได้ค่าเช่าสูง ส่วนจำเลยที่ 1 นำไปใช้ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินและนำที่ดินออกให้เช่าช่วงได้ค่าเช่าสูงเช่นกัน อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้รับแล้วว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จึงฟังว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับกับโจทก์ทั้งสองจริง เมื่อต้นฉบับเอกสารดังกล่าวหาไม่ได้เพราะสูญหายไป การที่ศาลชั้นต้นยอมให้โจทก์ทั้งสองนำสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับและพยานบุคคลมาสืบถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนำสำเนาเอกสารและพยานบุคคลมาสืบแล้ว สำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) อีกทั้งศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 88 ได้ หากศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ทั้งนี้ตามมาตรา 87 (2) ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านการรับฟังพยานเอกสารหมาย จ.96 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสองไม่เคยถือปฏิบัติตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 จ.13 และ จ.14 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายชาญผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสอง มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 18 ปี 11 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2561 และมีข้อตกลงให้ปลอดค่าเช่า 11 เดือน โดยจำเลยที่ 1 จะเริ่มชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 เป็นต้นไป โดยเป็นการชำระแบบเหมาจ่ายไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นการชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือที่ 2 ฝ่ายละเท่าใด กำหนดชำระค่าเช่าที่ดินทั้งหกแปลงในสามปีแรก ค่าเช่าเดือนละ 1,800,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ. 12 ซึ่งในวันทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองล่วงหน้าเพื่อเป็นเงินมัดจำรวม 12 เดือน เดือนละ 1,800,000 บาท รวม 21,600,000 บาท ชำระงวดแรก 3,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปิ่นเกล้า รวม 2 ฉบับ ฉบับละ 1,500,000 บาท เงินมัดจำส่วนที่เหลือจำนวน 18,600,000 บาท ชำระเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2543 รวม 5 งวด งวดละ 3,720,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปิ่นเกล้า รวม 10 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินมาโดยตลอด ปรากฏตามสำเนาหลักฐานการชำระเงินค่าเช่าที่ดินพิพาทปี 2543 ถึงปี 2554 รวม 44 ฉบับ โดยเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเป็นเช็คในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปิ่นเกล้า เลขที่ 706-1-02XXX-X ส่วนเช็คที่นายสุรชัยหรือปฐวี ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายจากบัญชีชื่อนายสุรชัยหรือปฐวี ในบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปิ่นเกล้า เลขที่ 706-1-02XXX-X และเลขที่ 706-1-02XXX-X ซึ่งมียอดเงินเท่ากับค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 ถึงเดือนสิงหาคม 2555 ตามสัญญาเช่า กล่าวคือ เช็คจำนวน 1,800,000 บาท เป็นเช็คที่จ่ายเพื่อชำระค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2543 ถึงเดือนกรกฎาคม 2546 เช็คจำนวน 2,160,000 บาท เป็นเช็คที่จ่ายเพื่อชำระค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2546 ถึงเดือนกรกฎาคม 2549 เช็คจำนวน 2,376,000 บาท เป็นเช็คที่จ่ายเพื่อชำระค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 เช็คจำนวน 2,613,600 บาท เป็นเช็คที่จ่ายเพื่อชำระค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2552 ถึงเดือนสิงหาคม 2555 และหากจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 จะจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดเป็นเช็คอีกฉบับหนึ่ง และบางครั้งจะจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดรวมค่าเช่าที่ค้างชำระในเช็คฉบับเดียว เช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าสั่งจ่ายโดยนายสุรชัยหรือปฐวี กับนายสมพงษ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 ต่อมาเปลี่ยนเป็นนายสุรชัยหรือปฐวี ตามเช็ค ส่วนหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.13 ระบุค่าหน้าดินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง 20,000,000 บาท แบ่งชำระเป็นงวด งวดละ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปิ่นเกล้า รวม 10 ฉบับ โจทก์ทั้งสองนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน 1 ฉบับ แต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนเป็นเช็คจำนวน 10,000,000 บาท รวม 2 ฉบับ และชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองอีกจำนวน 750,000 บาท ซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ 1 ฉบับ คือเช็คจำนวน 750,000 บาท ส่วนเช็คอีก 2 ฉบับ ไม่ได้นำไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากจำเลยที่ 1 มาขอเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับละ 10,000,000 บาท จำนวน 2 ฉบับ แต่โจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถนำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินได้ จากนั้นจำเลยที่ 1 มาขอเปลี่ยนเช็คอีกครั้ง และชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองอีก 750,000 บาท ซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ 750,000 บาท ส่วนเช็ค 10,000,000 บาท จำนวน 2 ฉบับ จำเลยที่ 1 มาขอเปลี่ยนเป็นเช็ค 5,000,000 บาท จำนวน 4 ฉบับ มีนายสุรชัยหรือปฐวีเป็นผู้สั่งจ่ายจากบัญชีของตนเอง ซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้จำนวน 3 ฉบับ อีก 1 ฉบับ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เมื่อเช็คถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนเป็นเช็คของนายสุรชัยจำนวน 2,500,000 บาท และ 2,575,000 บาท โดยจำนวน 75,000 บาท เป็นค่าดอกเบี้ย เช็คทั้งสองฉบับสามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2555 เป็นเงิน 20,406,400 บาท จำเลยที่ 1 โดยนายสุรชัยหรือปฐวีจึงสั่งจ่ายเช็ครวม 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่เมื่อเช็คถึงกำหนดไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เห็นว่า เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 และกรรมการของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองสอดคล้องกับจำนวนค่าเช่าที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 นับแต่งวดเดือนสิงหาคม 2543 เป็นต้นมา จนถึงงวดเดือนกันยายน 2555 ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้จำนวนเงินตามเช็ค ยังสอดคล้องกับจำนวนค่าหน้าดินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.13 อันแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ที่แท้จริงว่าต้องการผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ทั้งนี้เพราะหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 ที่นำไปจดทะเบียนตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 และกรรมการของจำเลยที่ 1 จะต้องสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าและค่าหน้าดินตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าอัตราค่าเช่าที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 จำนวนมาก ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานใดมานำสืบว่า มีการชำระค่าเช่าตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 และ จ.19 ถึง จ.24 ที่นำไปจดทะเบียนแต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 1 นำค่าเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่จดทะเบียน เอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ทั้งสองก็บอกปัดไม่ยอมรับเงินดังกล่าว และมีหนังสือขอเพิกถอนนิติกรรมและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ถึง 2 ครั้ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์ที่จะผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่นำไปจดทะเบียน ตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างมาจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ล้วนเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเสียภาษีเงินได้ของโจทก์ทั้งสองเท่านั้น โดยไม่ปรากฏหลักฐานใดว่ามีการชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทตามอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองจริง ประกอบกับโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 กำหนดค่าเช่าในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญาและมีจำนวนต่ำกว่าอัตราค่าเช่าที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 จำนวนมาก โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 ขึ้นเพื่อนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้ของโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิเคราะห์ถึงที่ตั้งและขนาดที่ดินที่เช่าซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมือง ตำบลสามเสนนอกฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร รวม 6 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 25 ไร่ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงบางส่วนเพื่อปลูกสร้างเป็นอาคารศูนย์การค้าโดยกำหนดค่าเช่า 3 ปีแรกเป็นเงิน 15,000,000 บาท ต่อปี และเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี โดยในปีที่ 26 กำหนดค่าเช่าอัตราปีละ 32,153,832 บาท ในขณะที่หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 กำหนดค่าเช่าแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ในอัตรา 120,000 บาท และ 140,000 บาท ต่อเดือน ตามลำดับตลอดอายุสัญญา ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราค่าเช่าที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 ขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อนำไปจดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้ของโจทก์ทั้งสองเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระค่าเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวล้วนขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองและเอกสารการชำระเงินตามเช็ค ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดว่ามีการชำระค่าเช่าจำนวน 120,000 บาท และ 140,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความสับสน เนื่องจากโจทก์ที่ 2 มีอายุมากถึง 81 ปี และเจ็บป่วย ตามใบรับรองแพทย์ เอกสารแนบท้ายคำร้อง ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 ทั้งเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 2542 แล้ว คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่ได้ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองเสียไปหรือรับฟังไม่ได้แต่ประการใด เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีเจตนาเช่าที่ดินพิพาทกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 และ จ.19 ถึง จ.24 ที่ได้นำไปจดทะเบียน หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 และจ.19 ถึง จ.24 ที่ได้นำไปจดทะเบียนจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 ระบุค่าเช่าต่ำกว่าความเป็นจริงและนำไปจดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการเช่าและภาษีอากรตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ถือว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจโดยมีเจตนาไม่สุจริตด้วยกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ดินและขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท โดยอาศัยหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ซึ่งเป็นนิติกรรมที่ได้อำพรางไว้ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร. กับพวก
จำเลย — บริษัท ช. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ส. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8725/2561
#629016
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) เพราะเหตุที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ย อ้างว่าจำเลยร่วมมีส่วนประมาทเลินเล่อและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองด้วย จำเลยร่วมให้การว่าไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อกับจำเลยที่ 2 คำให้การของจำเลยร่วมย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 2 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง และยกฟ้องจำเลยร่วม เป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 โดยตรง แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยร่วมรับผิดได้

พฤติการณ์ที่จำเลยร่วมขับรถออกจากปากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 ไปจอดรอเพื่อเลี้ยวขวาไปอีกฝั่งของถนนทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีเครื่องหมายจราจรเขตปลอดภัยเส้นทึบห้ามขับรถเข้าไปในพื้นที่ ทั้งจอดรถล้ำส่วนกระบะบางส่วนเข้าไปในทางเดินรถลงสะพานจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ หากจำเลยร่วมไม่ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรไปจอดรอบริเวณดังกล่าว เหตุเฉี่ยวชนย่อมไม่เกิดขึ้น เช่นนี้จำเลยร่วมจึงมีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่อเป็นผลให้เกิดเหตุละเมิดคดีนี้และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่มีต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เมื่อพิจารณาความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถที่ 2 นับจากซ้ายขึ้นสะพานซึ่งไม่สามารถมองเห็นทางเดินรถด้านหน้าได้อย่างชัดเจน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถควบคุมรถเมื่อขับลงสะพานให้หยุดได้ในระยะปลอดภัยเมื่อมีรถยนต์ที่จำเลยร่วมขับจอดกีดขวางอยู่ และความประมาทเลินเล่อของจำเลยร่วมที่ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรบริเวณทางลงสะพานซึ่งเป็นจุดที่ผู้ขับขี่รถอื่นไม่สามารถมองเห็นทางเดินรถได้อย่างชัดเจนทั้งยังหยุดรถกีดขวางช่องเดินรถที่จำเลยที่ 1 ขับมาแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยร่วม แม้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างคนต่างขับรถโดยประมาทเลินเล่อ แต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามส่วนความรับผิดหรือเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้เต็มจำนวนก็ได้

โจทก์ที่ 2 เบิกความถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานภาพถ่าย หลักฐานการชำระเงินหรือรายละเอียดค่าใช้จ่ายใด ๆ มาแสดงต่อศาล แม้โจทก์ที่ 2 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางมางานศพจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ไม่ปรากฏรายละเอียดการเดินทางและค่าใช้จ่ายใด ๆ เมื่อพิเคราะห์ระยะเวลาจัดงานศพ 5 วัน ที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ รวมกัน 110,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นควรกำหนดให้ 80,000 บาท ส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือญาติผู้ตาย เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม มิใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง จะนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองรวมกันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบิดามารดาแต่ละคน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จึงกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับค่าขาดไร้อุปการะคนละ 1,800,000 บาท กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยร่วมซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสอง 80,000 บาท ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 22,700 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,800,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,800,000 บาท ส่วนจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1 ใน 4 ส่วน เป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสอง 20,000 บาท ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,675 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 450,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 14,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายภัทรกร เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,710,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และชำระเงิน 22,700 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นมารดาและบิดาของนายวรรณเทพ ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ สังกัดสำนักการโยธา ซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 95 - 1090 กรุงเทพมหานคร บรรทุกแอสฟัลต์ผสมร้อนไปตามถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 บริเวณหน้าปากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีช่องเดินรถไปและกลับฝั่งละ 2 ช่อง จากทางเขตประเวศมุ่งหน้าไปทางเขตสวนหลวง โดยขับในช่องเดินรถด้านขวาลงสะพานข้ามคลองตะเข้ขบ ขณะเดียวกันจำเลยร่วมขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน ณห 4715 กรุงเทพมหานคร ออกจากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 ไปจอดรอเพื่อเลี้ยวขวาไปอีกฝั่งของถนนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหลบไปทางด้านขวาเข้าไปในทางเดินรถฝั่งตรงข้ามเฉี่ยวชนด้านหน้าของรถกระบะคันที่จำเลยร่วมขับแล้วไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลขษ กรุงเทพมหานคร 651 ที่ผู้ตายขับมาในช่องเดินรถด้านซ้ายของถนนฝั่งตรงข้าม เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลอุดมสุขทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ในข้อหาความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์เท่านั้นมีสิทธิฟ้องเรียกได้และกำหนดให้ 22,700 บาท คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คัดค้าน ค่าเสียหายส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คู่ความไม่ฎีกาคัดค้าน ข้อเท็จจริงนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

การที่โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธในข้อนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า โจทก์ที่ 2 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ที่ 2 ไม่นำสืบพยานหลักฐานว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะฎีกาต่อมา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 57 (3) เพราะเหตุที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ย อ้างว่าจำเลยร่วมมีส่วนประมาทเลินเล่อและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองด้วย จำเลยร่วมให้การว่าไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อกับจำเลยที่ 2 คำให้การของจำเลยร่วมย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 2 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง และยกฟ้องจำเลยร่วม เป็นการกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 โดยตรง แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยร่วมรับผิดได้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการที่สองว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกวรชัยหรือชยุตม์พงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข ผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและนายสุขี เจ้าพนักงานสำนักการจราจรและขนส่งซึ่งเป็นผู้ตีเครื่องหมายจราจรบริเวณที่เกิดเหตุพยานจำเลยทั้งสองเบิกความโดยสรุปว่า จำเลยร่วมขับรถออกจากปากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 อยู่ในทางราบห่างจากสะพานข้ามคลองประมาณ 10 เมตร สะพานดังกล่าวมีลักษณะนูนสูงคล้ายหลังเต่า สูงกว่าพื้นผิวถนนก่อนขึ้นและลงสะพาน หากขับขี่รถยนต์จากด้านที่จำเลยที่ 1 ขับขึ้นสะพานมาจะมองเห็นรถยนต์ที่จำเลยร่วมขับมาจอดรอเลี้ยวขวาได้ไม่ชัดเจนเนื่องจากสะพานสูงกว่าทางราบของพื้นผิวถนน จุดเกิดเหตุบริเวณกึ่งกลางถนนมีการตีเส้นจราจรลักษณะเป็นเขตปลอดภัยกว้างประมาณ 1 เมตร ซึ่งผู้ขับขี่รถยนต์ไม่สมควรเลี้ยวขวาตัดผ่านช่องเดินรถหรือจอดขวางบนพื้นถนนในช่องเดินรถเพื่อจะเลี้ยวขวา สาเหตุที่มีการทำเครื่องหมายจราจรลักษณะเป็นเขตปลอดภัยบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเส้นทึบเพราะเป็นทางลง-ขึ้นสะพาน ไม่สามารถเปิดช่องให้รถยนต์ที่ออกจากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 เลี้ยวขวาขึ้นสะพานหรือรถยนต์ที่มาจากแยกประเวศเลี้ยวขวาเข้าซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 ได้ เนื่องจากจะเป็นอันตราย ทั้งข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง สัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจรและความหมายของสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ออกตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 18 ค. (3) ได้ให้ความหมายของเขตปลอดภัยหรือเกาะสีไว้ว่า ห้ามขับรถเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว พฤติการณ์ที่จำเลยร่วมขับรถออกจากปากซอยเฉลิมพระเกียรติ 79 ไปจอดรอเพื่อเลี้ยวขวาไปอีกฝั่งของถนนทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีเครื่องหมายจราจรเขตปลอดภัยเส้นทึบห้ามขับรถเข้าไปในพื้นที่ ทั้งจอดรถล้ำส่วนกระบะบางส่วนเข้าไปในทางเดินรถลงสะพานจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ หากจำเลยร่วมไม่ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรไปจอดรอบริเวณดังกล่าว เหตุเฉี่ยวชนย่อมไม่เกิดขึ้น เช่นนี้จำเลยร่วมจึงมีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่อเป็นผลให้เกิดเหตุละเมิดคดีนี้และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยร่วมไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่มีต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เมื่อพิจารณาความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถที่ 2 นับจากซ้ายขึ้นสะพานซึ่งไม่สามารถมองเห็นทางเดินรถด้านหน้าได้อย่างชัดเจน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถควบคุมรถเมื่อขับลงสะพานให้หยุดได้ในระยะปลอดภัยเมื่อมีรถยนต์ที่จำเลยร่วมขับจอดกีดขวางอยู่ และความประมาทเลินเล่อของจำเลยร่วมที่ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรบริเวณทางลงสะพานซึ่งเป็นจุดที่ผู้ขับขี่รถอื่นไม่สามารถมองเห็นทางเดินรถได้อย่างชัดเจนทั้งยังหยุดรถกีดขวางช่องเดินรถที่จำเลยที่ 1 ขับมาแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยร่วม จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง 3 ใน 4 ส่วน และจำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง 1 ใน 4 ส่วน แม้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างคนต่างขับรถโดยประมาทเลินเล่อ แต่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามส่วนความรับผิดหรือเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้เต็มจำนวนก็ได้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองได้เลือกฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดเต็มจำนวน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน ส่วนจำเลยร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามส่วนของตน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด สำหรับค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายอายุ 22 ปี อยู่ระหว่างการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในประเทศไทย แม้ข้อที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้ผู้ตายไปเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อจบการศึกษาจะมีรายได้สูงจะเป็นเรื่องในอนาคตที่ไม่แน่นอนดังจำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม ศาลย่อมใช้ดุลพินิจกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้ตามจำนวนและระยะเวลาที่เห็นสมควรได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงรายได้ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพประกอบอายุของผู้ตายและของโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 3,600,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 เบิกความถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานภาพถ่าย หลักฐานการชำระเงินหรือรายละเอียดค่าใช้จ่ายใด ๆ มาแสดงต่อศาล แม้โจทก์ที่ 2 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางมางานศพจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ไม่ปรากฏรายละเอียดการเดินทางและค่าใช้จ่ายใด ๆ เมื่อพิเคราะห์ระยะเวลาจัดงานศพ 5 วัน ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ รวมกัน 110,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นควรกำหนดให้ 80,000 บาท ส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 ได้ความจากคำเบิกความจำเลยที่ 1 และนายชุมพล ข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 2 ว่าเป็นเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือญาติผู้ตาย เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม มิใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง จะนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองรวมกันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบิดามารดาแต่ละคน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับค่าขาดไร้อุปการะคนละ 1,800,000 บาท กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยร่วมซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสอง 80,000 บาท ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 22,700 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,800,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,800,000 บาท ส่วนจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1 ใน 4 ส่วนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสอง 20,000 บาท ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,675 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 450,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 80,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,822,700 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,800,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ใน 4 ส่วนของจำนวนเงินแต่ละจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 443
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2561
#630438
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและรื้อบ้านของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ฟัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของ ช. เป็นของจำเลยที่ 3 โดยซื้อมาจาก ช. ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงไม่มีการอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสามยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่

การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามโดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเขตที่ดินและรื้อบ้านพิพาทกับตัดโค่นทำลายพืชผลอาสินของโจทก์ที่ปลูกไว้รอบบ้านแล้วล้อมรั้วรอบเขตที่ดินและบ้านพิพาทไม่ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดทางอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์กับความผิดทางแพ่งฐานละเมิดรวมกันมา โจทก์จึงอาศัยมูลคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดทางแพ่งฐานละเมิดได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์แล้วถอนฟ้องไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ซึ่งมีผลให้คู่ความกลับสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องทางอาญาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จึงไม่มีคดีอาญาค้างพิจารณาอยู่ในศาลและศาลยังมิได้มีคำพิพากษาในส่วนอาญา เมื่อมูลคดีนี้ถือว่ายังไม่มีผู้ใดฟ้องจำเลยทั้งสามทางอาญา สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาย่อมต้องบังคับตามกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

เมื่อความผิดทางอาญาที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและความผิดฐานบุกรุกที่ได้ร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีกำหนดโทษจำคุกสูงที่สุดไม่เกิน 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) อายุความฟ้องคดีอาญาจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดบังคับแก่คดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 90 และเมื่อคำนวณนับแต่วันกระทำผิดถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

กรณีไม่มีการฟ้องคดีอาญาย่อมไม่มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาอันถึงที่สุดที่จะให้นำไปถือตามในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ และในการพิพากษาคดี ข้อความรับผิดเพื่อละเมิดและกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลไม่จำต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะอาญาอันว่าด้วยการที่จะต้องรับโทษ และไม่จำต้องพิเคราะห์ถึงการที่ผู้กระทำผิดต้องคำพิพากษาลงโทษทางอาญาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และ ป.พ.พ. มาตรา 424

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามสามารถอ้างสิทธิใดๆ ที่จะก้าวล่วงเข้าไปในเขตที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเหนือทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามยอมรับตามฟ้องว่า ได้เข้าไปในเขตที่ดินและรื้อบ้านพิพาทแล้วล้อมรั้วที่ดินพิพาทไม่ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่จะได้จากยางพาราและปาล์มซึ่งโจทก์ปลูกไว้ในเขตที่ดินและบ้านพิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการจงใจกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งส่งผลโดยตรงให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามแผนที่สังเขปส่วนที่ระบายสี และห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 758,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการกรีดยางพาราและตัดผลปาล์มน้ำมันในที่ดินเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเช่าบ้านให้กับโจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินตามแผนที่ส่วนที่ระบายสี ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 408,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 16,500 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดทนายความให้รวม 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ทิศเหนือติดที่ดินของนางสมฤดี ทิศใต้ติดที่ดินของนางเจรียง ทิศตะวันออกติดถนนสามท่าพรุ - ดินแดง ทิศตะวันตกติดที่ดินนางเจรียง โจทก์และครอบครัวพักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 49 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท และโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการปลูกต้นปาล์มน้ำมันและต้นยางพารา ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2553 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยทั้งสามกับพวกได้นำเสาคอนกรีตเข้ามาปักล้อมที่ดินทั้ง 20 ไร่ และล้อมรั้วลวดหนามทั้งรื้อบ้านบางส่วนของโจทก์และเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทและบ้านดังกล่าวจากนางชอุ่ม ภริยาโจทก์ โดยโจทก์รู้เห็นให้ความยินยอมแล้วตามสัญญาซื้อขาย 8 ฉบับ เอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ต่อมาได้ถอนฟ้องและภายหลังจึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวหรือไม่ คดีนี้โจทก์อ้างว่า สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน โดยโจทก์และนางชอุ่ม ภริยาโจทก์เบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งได้บุกเบิกแผ้วถางทำประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางชอุ่มเมื่อปี 2514 และเบิกความถึงสาเหตุแห่งการทำสัญญาซื้อขาย ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ว่าเป็นการทำแทนสัญญากู้ยืมเงินในแต่ละครั้งที่นายฐานพัฒน์ บุตรโจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 แต่ไม่ได้ทำสัญญากู้ไว้ โดยจำเลยที่ 3 ได้นำสัญญาซื้อขายที่ดินมาให้ทำแทนสัญญากู้ยืมเงินอ้างว่าเนื่องจากเป็นการกู้นอกระบบซึ่งจำเลยที่ 3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 บาทต่อเดือน หากมีการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนแล้วจำเลยที่ 3 ก็จะคืนสัญญาซื้อขายที่ทำไว้แทนสัญญากู้นั้นให้เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว โดยมีนายฐานพัฒน์ บุตรโจทก์เบิกความถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งระบุว่ามีการตกลงขายที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เลขสำรวจ 131/2549 จำนวน 5 ไร่ เป็นเงิน 800,000 บาท นั้นเป็นการทำแทนการกู้ยืมเงินที่พยานไปขอกู้ยืมจากจำเลยที่ 3 จำนวน 50,000 บาท จึงคิดเป็นไร่ละ 10,000 บาท แต่ด้วยความไว้วางใจเห็นเป็นญาติสนิท และจำเลยที่ 3 บอกว่าเนื่องจากเป็นการกู้นอกระบบจึงให้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายแทนไม่มีผลใดๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ระบุว่ามีการซื้อขาย โดยจำเลยที่ 3 ให้พยานนำสัญญาซื้อขายที่ยังไม่มีการกรอกข้อความไปให้โจทก์หรือนางชอุ่มลงลายมือชื่อ พยานจึงนำเอกสารดังกล่าวไปให้นางชอุ่มลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายและให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องพยานแล้วนำกลับมาที่บ้านจำเลยที่ 3 โดยพยานเป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาดังกล่าว พยานได้รับเงินไปเพียง 50,000 บาท ตามที่กู้ยืมโดยไม่ได้รับเงินจำนวน 800,000 บาท และจำเลยที่ 3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ซึ่งหลังจากนั้น 20 วัน พยานก็ได้นำเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไปคืนจำเลยที่ 3 ที่บ้านและขอคืนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 กลับมา จำเลยที่ 3 รับเงินดังกล่าวไปแต่ยังไม่คืนสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวให้โดยอ้างว่าที่บ้านยังยุ่งอยู่ พยานไว้วางใจจำเลยที่ 3 จึงไม่ได้นำสัญญาซื้อขายดังกล่าวกลับคืนมาในวันนั้น สำหรับสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.3, ล.6, ล.7 และ ล.8 ก็ทำในลักษณะเดียวกันเพียงแต่ตามสัญญาซื้อขาย เอกสารหมาย ล.6 และ ล.8 พยานได้ปลอมลงลายมือชื่อของนางชอุ่มในช่องผู้ขาย ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2552 พยานได้นำต้นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 8,000 บาท ที่กู้ยืมไปตามเอกสารหมาย ล.9 ไปคืนให้แก่จำเลยที่ 3 แต่ไม่พบ จึงได้ไปพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 3 และอยู่บ้านตรงข้ามกับบ้านจำเลยที่ 3 เพื่อฝากคืนเงินดังกล่าว แต่ครั้งนี้พยานรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้คืนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2, ล.3, ล.6, ล.7 และ ล.8 กลับคืน จึงขอให้จำเลยที่ 2 ทำหลักฐานการคืนเงินกู้ครั้งนี้ให้ จำเลยที่ 2 นำสัญญากู้ยืมเงินมาให้พยานกรอกข้อความเพื่อเป็นหลักฐานการคืนเงิน 48,000 บาท โดยครั้งแรกระบุเป็นเงินกู้ 150,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ทักท้วงว่าสูงเกินไปขอให้ระบุแค่ 90,000 บาท จึงมีการขีดฆ่าจำนวน 150,000 บาท แล้วระบุใหม่เป็น 90,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ก่อนที่จะส่งมอบเงิน 48,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีสำเนาสัญญากู้มาสนับสนุน แม้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาที่เขียนโดยกระดาษก๊อปปี้ (กระดาษคาร์บอน) โดยมีร่องรอยแก้ไขข้อความในช่องที่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จากที่เป็นข้อความเป็นลายพิมพ์ว่าผู้ให้กู้ เป็นขีดฆ่าออกแล้วเขียนว่าผู้กู้ แต่ข้อความที่แก้ไขดังกล่าวก็สอดคล้องกับข้อความในสัญญาข้อ 1 ที่ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ได้กู้เงินของนายฐานพัฒน์เป็นจำนวนเงิน 90,000 บาท ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจริง ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ให้กู้ แต่นายฐานพัฒน์ขีดฆ่าคำว่าผู้ให้กู้ แล้วเขียนแก้ไขเป็นผู้กู้นั้น ขัดแย้งกับข้อความในสัญญาข้อ 1 จึงไม่มีเหตุผลน่ารับฟัง เชื่อว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ระบุว่าจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากนายฐานพัฒน์เป็นไปตามคำเบิกความของนายฐานพัฒน์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ซึ่งลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 และวันที่ 21 มิถุนายน 2550 ตามลำดับระบุเพียงเนื้อที่ที่ทำการซื้อขายจำนวน 5 ไร่ ในราคา 800,000 บาท และเนื้อที่ 3 ไร่ ในราคา 500,000 บาท ตามลำดับ โดยไม่ได้ระบุแนวอาณาเขตที่ดินที่ซื้อขายแต่ละครั้งให้ปรากฏแน่ชัดว่ามีอาณาเขตติดที่ดินใดบ้าง ซึ่งตามปกติย่อมเป็นข้อสาระสำคัญที่อยู่ในวิสัยของบุคคลทั่วไปที่ทำการซื้อขายที่ดินจักต้องคำนึงถึงเพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องตำแหน่งที่ดินที่ทำการซื้อขาย จึงถือเป็นข้อพิรุธ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความอ้างว่าในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินแต่ละครั้ง โจทก์เป็นคนรังวัดปักเขตแบ่งแยกที่ดินและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 3 ตามเนื้อที่ในสัญญาซื้อขายทุกครั้งนั้น กลับปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเพิ่งเข้าไปทำรั้วเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 ทั้งราคาซื้อขายที่ดินทั้งสองครั้งดังกล่าวมีราคาสูงถึง 800,000 บาท และ 500,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ถึงที่มาของเงินที่นำมาซื้อว่าจำเลยที่ 3 กู้มาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 3 มีเอกสารในการจัดหาเงินซึ่งหมายถึงสัญญากู้แต่ไม่ได้นำมาแสดงต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และที่จำเลยที่ 3 เบิกความกล่าวอ้างว่าเหตุที่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 กับนางชอุ่ม เพราะได้รับการบอกเล่าจากนายบุญเอก ไม่ทราบชื่อสกุล ซึ่งเป็นหลานของนางชอุ่มว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางชอุ่มนั้น ก็เป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์และนางชอุ่มเบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้บุกเบิกแผ้วถางทยอยทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินทั้ง 20 ไร่ ดังกล่าวมาก่อนที่จะได้นางชอุ่มเป็นภริยาโดยมีการจดทะเบียนสมรสกันในปี 2514 ซึ่งตามสำเนาทะเบียนสมรสระบุว่าโจทก์กับนางชอุ่มจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 และตามสำเนาทะเบียนบ้านระบุว่าโจทก์ได้เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 49 อันเป็นบ้านพิพาทตั้งแต่ปี 2499 แม้ไม่ได้ระบุว่าโจทก์อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวในฐานะเจ้าบ้านก็หาทำให้เป็นข้อพิรุธทำให้คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวต้องเสียหายจนไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างมาในฎีกา ทั้งจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่านางชอุ่มเป็นคนพื้นเพอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และนางชอุ่มได้เข้ามาอยู่ในจังหวัดกระบี่ภายหลังสมรสกับโจทก์ จึงเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์และนางชอุ่ม ทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับนางชอุ่ม และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ตามคำเบิกความของนายฐานพัฒน์ที่ว่าจำเลยที่ 3 มีความสนิทสนมเสมือนญาติกับพยานและพยานทราบว่าจำเลยที่ 3 ปล่อยเงินกู้นอกระบบจึงไปขอความช่วยเหลือเพราะพยานต้องการเงินไปทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ตกลงให้ความช่วยเหลือในการให้เงินกู้ แต่จำเลยที่ 3 ให้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแทนสัญญากู้โดยจำเลยที่ 3 นำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินที่ยังไม่มีการกรอกข้อความมาให้พยานแล้วบอกให้พยานนำไปขอลายเซ็น (ลายมือชื่อ) จากบิดาหรือมารดาแล้วนำมาให้จำเลยที่ 3 พยานจึงนำสัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 ไปให้นางชอุ่มลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายและให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องพยานแล้วนำกลับมาให้จำเลยที่ 3 โดยพยานเป็นผู้กรอกรายละเอียดในสัญญาดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อพิรุธของสัญญาดังกล่าวที่ไม่มีการระบุแนวอาณาเขตที่ดินติดต่อให้แจ้งชัดถึงตำแหน่งที่ดินที่ทำการซื้อขาย จึงน่าเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเนื่องจากมิได้มีเจตนาทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันจริงโดยเป็นการทำแทนสัญญากู้และเมื่อมีการลงลายมือชื่อนางชอุ่มในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นที่มาของการที่ต้องให้มีลายมือชื่อของนางชอุ่มในฐานะผู้ขายในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.9 เพราะเป็นที่ดินแปลงเดียวกันในลักษณะทยอยซื้อ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสาม ส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างในฎีกาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของนางชอุ่มโดยเมื่อประมาณปี 2533 นางชอุ่มได้พิพาทเป็นคดีฟ้องร้องพี่น้องของนางชอุ่ม โดยในคดีดังกล่าวนางชอุ่มกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2531 นางชอุ่มโจทก์คดีนี้และบุตรได้ช่วยกันแผ้วถางที่ดินซึ่งในที่สุดคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2535 ให้นางชอุ่มมีสิทธิครอบครองในที่ดินที่กล่าวอ้างในคำฟ้องในส่วนตามใบจองของนายมิ่ง ซึ่งมีเนื้อที่ 32 ไร่ ตามสำเนาคำพิพากษาหมายเลขคดีแดงที่ 1534/2535 ที่แนบท้ายฎีกาของจำเลยทั้งสาม แต่ต่อมาคงเหลือที่ดินเพียง 20 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ในทำนองว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวนั้น เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะฟ้องคดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยทั้งสามอ้างในฎีกาว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองซึ่งจำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามได้บุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและรื้อบ้านของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ฟังทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของนางชอุ่ม เป็นของจำเลยที่ 3 โดยซื้อมาจากนางชอุ่ม ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสามยกเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปีหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 3 ไม่อาจนำมาใช้อ้างสิทธิตามคำให้การของจำเลยทั้งสามและฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน พิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์วันที่ 11 มกราคม 2553 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 เป็นเวลาเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามโดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเขตที่ดินและรื้อบ้านพิพาทกับตัดโค่นทำลายพืชผลอาสินของโจทก์ที่ปลูกไว้รอบบ้านแล้วล้อมรั้วรอบเขตที่ดินและบ้านพิพาทไม่ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดทางอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์กับความผิดทางแพ่งฐานละเมิดรวมกันมา โจทก์จึงอาศัยมูลคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดทางแพ่งฐานละเมิดได้ ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์แล้วถอนฟ้องไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ซึ่งมีผลให้คู่ความกลับสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่มีคดีอาญาค้างพิจารณาอยู่ในศาลและศาลยังมิได้มีคำพิพากษาในส่วนอาญา เมื่อมูลคดีนี้ถือว่ายังไม่มีผู้ใดฟ้องจำเลยทั้งสามทางอาญา สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดทางอาญาย่อมต้องบังคับตามกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง เมื่อความผิดทางอาญาที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและความผิดฐานบุกรุกที่ได้ร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีกำหนดโทษจำคุกสูงที่สุดไม่เกิน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) อายุความฟ้องคดีอาญาจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อคำนวณนับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีไม่มีการฟ้องคดีอาญาย่อมไม่มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาอันถึงที่สุดที่จะให้นำไปถือตามในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ และในการพิพากษาคดีข้อความรับผิดเพื่อละเมิดและกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลไม่จำต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะอาญาอันว่าด้วยการที่จะต้องรับโทษ และไม่จำต้องพิเคราะห์ถึงการที่ผู้กระทำผิดต้องคำพิพากษาลงโทษทางอาญาหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 424 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามสามารถอ้างสิทธิใดๆ ที่จะก้าวล่วงเข้าไปในเขตที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเหนือทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามให้การยอมรับตามฟ้องว่า ได้เข้าไปในเขตที่ดินและรื้อบ้านพิพาทแล้วล้อมรั้วรอบที่ดินพิพาทไม่ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่จะได้จากยางพาราและปาล์มซึ่งโจทก์ปลูกไว้อยู่ในเขตที่ดินและบ้านพิพาทต่อเนื่องนับแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 จนถึงวันฟ้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการจงใจกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งส่งผลโดยตรงให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ภายหลังจากจำเลยทั้งสามรื้อกระเบื้องหลังคาประตูหน้าต่างบ้านของโจทก์แล้วได้ปรับปรุงบ้านของโจทก์ดีกว่าเดิมจึงไม่มีความเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับตัวบ้าน ส่วนค่าเช่าบ้านและรายได้จากยางพาราและปาล์มนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อว่ามีการเช่าบ้านกันจริง และผลผลิตต่อเดือนของยางพาราและปาล์มน้ำมันไม่คงที่แน่นอนทำนองว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์สูงเกินจริงนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคสอง ได้กำหนดหลักการในการกำหนดราคาทรัพย์สินที่ศาลจะสั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหายนั้น ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง ส่วนจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นที่ผู้เสียหายจะได้รับนั้น ให้ศาลกำหนดให้ตามความเสียหายแต่ต้องไม่เกินคำขอ ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า นับตั้งแต่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเขตที่ดินและรื้อกระเบื้องหลังคา ประตู และหน้าต่างบ้านพิพาทพร้อมกับล้อมรั้วรอบเขตที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสามก็ไม่ได้ให้โจทก์และครอบครัวเข้าไปในเขตที่ดินและบ้านพิพาทอีก และโจทก์มีสัญญาเช่าบ้านกับพยานบุคคลผู้ให้เช่ามาเบิกความยืนยันการเช่า ทั้งราคาค่าเช่าก็กำหนดกันเพียงเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ไม่ให้การต่อสู้และนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์และครอบครัวมีบ้านหลังอื่นอยู่อาศัยโดยไม่ต้องเช่าหรือความจริงไม่มีการเช่าและราคาค่าเช่ากำหนดสูงเกินความจริงอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนค่าเสียหายของตัวบ้านที่ถูกรื้อนั้น เมื่อพิจารณาจากรูปถ่ายสภาพบ้านก่อนและหลังถูกรื้อนั้นมีความชัดเจนว่ามีความเสียหายมากพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหาย 100,000 บาท จึงเชื่อว่าไม่เกินความเสียหายแท้จริง ที่จำเลยทั้งสามปรับปรุงภายหลังจากนั้นตามรูปถ่ายก็เป็นไปเพื่อการใช้ประโยชน์ของจำเลยทั้งสามเอง ย่อมไม่อาจนำมาคำนวณหักกลบลบกันกับผลที่จำเลยทั้งสามได้กระทำไปแล้วก่อนนั้นได้ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากรายได้ในผลผลิตยางพาราอายุ 8 ปี พื้นที่ 15 ไร่ กับปาล์มน้ำมันอายุ 17 ปี พื้นที่ 5 ไร่ นั้น แม้ความจริงผลผลิตอาจจะไม่เท่ากันทุกเดือนและจำนวนไร่อาจไม่เต็มพื้นที่ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้เดือนละ 15,000 บาท เป็นการกำหนดโดยใช้ค่าเฉลี่ยคำนวณเป็นรายได้ต่อเดือนในลักษณะเพื่อให้มีความชัดเจนแน่นอนในการบังคับตามคำพิพากษา และเชื่อว่าไม่เกินความเสียหายแท้จริงเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 95 (3) ม. 365 (2)
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 424 ม. 448 วรรคสอง ม. 1375 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง ม. 51 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธวัชชัย ชูดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8670/2561
#627324
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียน โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนดังกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คดีจึงมีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ไม่มีสิทธิจดทะเบียนอันมีผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ตามคำขอจดทะเบียนได้ และแสดงว่าคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ต่อไป กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยทั้งสองได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

สำหรับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติแล้วว่า ภายหลังนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์เป็นทะเบียนเลขที่ บ49734 แต่ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวไปแล้ว และมีหนังสือถึงโจทก์โดยแจ้งเหตุผลทำนองว่าเป็นการรับจดทะเบียนโดยผิดหลง และอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2554 เป็นต้นไป หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์จึงถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอดังกล่าวได้อีก หากโจทก์ยังประสงค์จะจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในลักษณะเช่นเดียวกับเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการกันใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 715702 ของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์เลิกใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 และรับผิดในค่าเสียหายจำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3 และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าโจทก์เลิกใช้เครื่องหมายของจำเลยที่ 3

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมาย "Pan Pan ปัน ปัน" ดีกว่าจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ "Pan Pan ปัน ปัน" ใช้กับบริการในจำพวก 43 ตามคำขอเลขที่ 748789 แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นคนสัญชาติอิตาลี ประมาณปลายปี 2518 โจทก์ นายเสน่ห์ นางเกษร กับบุคคลอื่นอีก 4 คน จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 มีโจทก์กับนายเสน่ห์เป็นกรรมการบริษัท โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนร้อยละ 49 วันที่ 12 มกราคม 2519 บริษัทจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมานางเกษรได้ชวนนายวิษณุ ซึ่งเป็นน้องชายที่เพิ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศไปทำงานร้านของจำเลยที่ 3 วันที่ 24 มิถุนายน 2520 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปการ์ตูนประดิษฐ์พร้อมอักษรไทยคำว่า "ปัน ปัน" และอักษรโรมันคำว่า "Pan Pan" สำหรับสินค้าจำพวก 42 (เดิม) รายการสินค้าไอศกรีม ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มทุกชนิด เป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 วันที่ 7 กรกฎาคม 2524 บริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีโจทก์และนางวันเพ็ญ ภรรยาโจทก์ เป็นกรรมการ นายวิษณุและบริษัทจำเลยที่ 3 เคยถือหุ้นในบริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด วันที่ 1 พฤษภาคม 2530 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 มีมติให้นายวิษณุเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 และให้นายวิษณุเข้าถือหุ้นของบริษัท วันที่ 25 มิถุนายน 2530 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 เนื่องจากไม่มีการยื่นต่ออายุการจดทะเบียน วันที่ 4 พฤษภาคม 2532 บริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้า ชื่อ "ปัน ปัน ซัน โดเมนิโก้" ประเภทโรงแรมและภัตตาคาร ประกอบการค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม และไอศกรีมต่อกรมสรรพากร และวันที่ 10 กรกฎาคม 2532 กรมสรรพากรออกใบทะเบียนการค้าให้ วันที่ 4 ธันวาคม 2541 โจทก์แปลงสัญชาติเป็นไทย ต่อมาในปี 2551 โจทก์โอนขายหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 ในส่วนของตนทั้งหมดให้นายวิษณุ โดยวันที่ 17 มิถุนายน 2551 นายวิษณุจ่ายเงินค่าหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์จำนวน 42,500,000 บาท วันรุ่งขึ้นโจทก์มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 วันที่ 24 มิถุนายน 2551 ผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 3 มีมติอนุญาตให้โจทก์ลาออก วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แจ้งเรื่องโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 และมีนายสมชาย เข้าเป็นกรรมการแทน บริษัทจำเลยที่ 3 จึงมีนายวิษณุและนายสมชายเป็นกรรมการจนถึงปัจจุบัน วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 43 รายการบริการขายอาหารและเครื่องดื่ม เป็นคำขอเลขที่ 715702 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจำพวกที่ 43 รายการบริการขายอาหารและเครื่องดื่ม เป็นคำขอเลขที่ 748789 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 715702 ของจำเลยที่ 3 อ้างทำนองว่า โจทก์เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายบริการดังกล่าวและใช้กับร้านขายอาหารและเครื่องดื่มมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปี จนเป็นที่แพร่หลายและมีชื่อเสียง โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้เครื่องหมายดังกล่าวประกอบการค้า การที่จำเลยที่ 3 นำเครื่องหมายดังกล่าวไปยื่นขอจดทะเบียนโดยทราบดีอยู่แล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 748789 วันที่ 2 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 3 ยื่นคำโต้แย้งต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอ้างทำนองว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายดังกล่าวนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัทเมื่อปี 2519 โดยประกอบธุรกิจจำหน่ายไอศกรีมและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2520 ซึ่งขณะนั้นโจทก์เป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 3 การที่โจทก์นำเครื่องหมายบริการอักษรโรมันคำว่า "Pan Pan" และอักษรไทยคำว่า "ปัน ปัน" ไปประกอบธุรกิจในนามของตนเองจึงเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่สุจริตและละเมิดสิทธิจำเลยที่ 3 วันที่ 23 มิถุนายน 2553 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยที่ 67/2553 ว่าเครื่องหมายบริการของทั้งสองฝ่ายคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนก่อนโจทก์ ส่วนโจทก์ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์หรือรับฟังได้ว่ามีการใช้ เผยแพร่ หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการนี้มาก่อนจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่อาจแสดงได้ว่ามีสิทธิในเครื่องหมายบริการนี้ดีกว่าจำเลยที่ 3 และชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 3 ได้โดยไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) ประกอบมาตรา 80 จึงให้ยกคำคัดค้านและดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ (ที่ถูก เครื่องหมายการค้า) ตามคำขอเลขที่ 715702 ของจำเลยที่ 3 ต่อไป วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอ้างทำนองว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 และคิดชื่อในทางการค้าเป็นอักษรโรมันและอักษรไทยคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" โดยโจทก์มิได้โอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 วันที่ 1 มีนาคม 2554 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 748789 เป็นเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ49734 โดยมีการออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนในวันที่ 19 เมษายน 2554 ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงอธิบดีกรมจำเลยที่ 1 ขอความอนุเคราะห์ในการดำเนินการเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 748789 ทะเบียนเลขที่ บ49734 เดือนมิถุนายน 2554 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือถึงโจทก์แจ้งการเพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ โดยแจ้งเหตุผลว่าเนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพบข้อเท็จจริงว่า ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบก่อนรับจดทะเบียน ผู้ตรวจสอบไม่พบข้อมูลเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่คล้ายกัน คือ เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 715702 ของจำเลยที่ 3 ซึ่งยื่นเข้ามาก่อน ทำให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และ 20 ประกอบมาตรา 80 เพื่อให้กระบวนการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเป็นไปอย่างถูกต้อง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงขอเพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2554 เป็นต้นไป หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 665/2557 ว่าเครื่องหมายบริการ (ที่ถูก เครื่องหมายการค้า) ของจำเลยที่ 3 คล้ายกันกับเครื่องหมายบริการ ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ยื่นขอจดทะเบียนก่อนโจทก์ และในวันที่มีการคัดค้านเครื่องหมายบริการของโจทก์ยังมิได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบกับหลักฐานที่โจทก์นำส่งได้แก่ สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำเลยที่ 3 นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์มีการใช้ เผยแพร่ หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการมาก่อนหรือมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 อย่างไร จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ (ที่ถูก เครื่องหมายการค้า) ของจำเลยที่ 3 ได้โดยไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) ประกอบมาตรา 80 และมีมติให้ยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป วันที่ 16 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการที่ประกอบไปด้วยคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" ดีกว่าจำเลยที่ 3 หรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นทำนองว่า เดิมโจทก์เป็นชาวอิตาลี บิดาของโจทก์เปิดร้านขายไอศกรีมและอาหารที่ประเทศอิตาลี ในปี 2518 โจทก์ต้องการเปิดร้านไอศกรีมสูตรของบิดาในประเทศไทยจึงได้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้ารูปการ์ตูนพร้อมอักษรประดิษฐ์ที่เป็นอักษรไทยคำว่า "ปัน ปัน" และอักษรโรมันคำว่า "Pan Pan" ในลักษณะโดยโจทก์นำรูปตัวการ์ตูนมาจากตัวการ์ตูนประเทศอิตาลี ส่วนคำว่า "ปัน ปัน" มาจากคำว่า ปัน ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงแบ่งปัน ส่วนคำว่า "Pan" ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นการเลียนเสียงคำว่า ปัน ในภาษาไทย แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้สัญชาติไทยจึงตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจโดยโจทก์ มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 49 ต่อมานางเกษร เพื่อนของโจทก์และเป็นหนึ่งในผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 แจ้งโจทก์ว่าอยากให้นายวิษณุ น้องชายที่เพิ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาเป็นพนักงานที่ร้าน "ปัน ปัน" โจทก์จึงรับนายวิษณุเข้าทำงานที่ร้านไอศกรีม ต่อมาโจทก์ทำอาหารแบบอิตาเลียนเพิ่มเติม นายวิษณุทำงานได้ดีโจทก์จึงให้เป็นผู้ช่วยในการบริหารจัดการร้านอาหาร จนภายหลังโจทก์ตั้งให้นายวิษณุเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ร่วมกับโจทก์ และให้นายวิษณุถือหุ้นอีกร้อยละ 45 ต่อมาร้าน "Pan Pan ปัน ปัน" มีผลประกอบการดีขึ้น โจทก์จึงขยายสาขาไปที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ใช้ชื่อร้านว่า "ปัน ปัน ซัน โดเมนิโก้" โดยมีบริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์และภรรยาโจทก์เป็นกรรมการ โจทก์ใช้เครื่องหมายคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" เป็นชื่อร้านอาหารมาตลอด ทั้งลงโฆษณาและได้รับการตีพิมพ์บทความประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร "Pan Pan ปัน ปัน" สาขาพัทยาในหนังสือพิมพ์พัทยาเมล์หลายครั้ง และยังเป็นผู้สนับสนุนกีฬาและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ นายวิษณุทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้นเพราะเคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด นายวิษณุไม่เคยคัดค้านการใช้เครื่องหมายดังกล่าวเพราะทราบดีว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาโจทก์ต้องการบริหารร้านที่เมืองพัทยาเพียงอย่างเดียวจึงโอนขายหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 3 ทั้งหมดให้นายวิษณุ แต่ไม่รวมถึงเครื่องหมายบริการ "Pan Pan ปัน ปัน" เนื่องจากโจทก์ยังคงใช้เครื่องหมายนี้ในร้านที่เมืองพัทยา หลังจากการโอนหุ้นโจทก์ตกลงกับนายวิษณุด้วยวาจาว่า โจทก์ยังคงอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ใช้เครื่องหมายคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" เป็นชื่อร้านอาหารของจำเลยที่ 3 ต่อไป แต่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพราะโจทก์ยังคงประกอบกิจการร้านอาหาร "Pan Pan ปัน ปัน" ของโจทก์ที่พัทยา ซึ่งนายวิษณุรับปากพยาน สำหรับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 นั้น โจทก์เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเองโดยโจทก์ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ได้นำไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2520 ต่อมาเมื่อครบกำหนด 10 ปี โจทก์ตัดสินใจไม่ต่ออายุเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพราะไม่ต้องการให้เข้าใจผิดว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 และโจทก์ต้องการนำเครื่องหมายคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" ไปใช้กับร้านของโจทก์ที่เมืองพัทยา นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ 68121 ไปเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายตามคำฟ้อง มิใช่จำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และนางสาวอรรถพร นิติกรชำนาญการของกรมจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นในทำนองเดียวกับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 67/2553 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 665/2557 และจำเลยที่ 3 มีนายวิษณุ กรรมการของจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นในทำนองว่า หลังจากจบการศึกษาจากต่างประเทศเมื่อปี 2518 พยานได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ 3 เนื่องจากการชักชวนของนางเกษร พี่สาว โดยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน พยานเป็นพนักงานคนแรกของจำเลยที่ 3 จนกระทั่งได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างพยานและโจทก์ไม่ค่อยดีเนื่องจากโจทก์มีนิสัยขี้ระแวงและเชื่อความคิดของตนเอง ทำให้พยานรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการร่วมงานกับโจทก์อีก พยานจึงบอกขายหุ้นของจำเลยที่ 3 ในส่วนของพยานให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ต้องการซื้อแล้วบอกให้พยานไปถามพี่สาวว่าสนใจจะซื้อหุ้นของโจทก์หรือไม่ พยานจึงถามกลับไปว่าพยานซื้อได้หรือไม่ จึงเป็นที่มาของการขายหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 ของโจทก์ให้พยาน ในการลาออกของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงใด ๆ และพยานไม่เคยรับปากว่าให้หรือจะให้หรืออนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่เคยอนุญาตให้บริษัทกะตะพาร์ค จำกัด ใช้เครื่องหมายการค้าในการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 จดทะเบียนในนามจำเลยที่ 3 มิใช่โจทก์ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงเป็นของจำเลยที่ 3 มาตลอด เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงที่มาตั้งแต่เหตุในการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 การเป็นผู้ริเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" ประกอบ จนกระทั่งภายหลังที่โจทก์มาทำร้านอาหารที่เมืองพัทยาในนามบริษัทกะตะพาร์คส์ จำกัด แต่ก็ยังคงใช้คำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของชื่อร้านอาหาร แม้ชื่อร้านอาหารที่เมืองพัทยาจะใช้ชื่อร้านว่า "ปัน ปัน ซัน โดเมนิโก้" แต่ก็อาจเรียกขานได้ว่าร้านอาหาร "ปัน ปัน" ดังจะเห็นได้จากที่สื่อหนังสือพิมพ์พัทยาเมล์เรียกร้านอาหารนี้ว่า "The Pan Pan Restaurant" หรือ "Pan Pan" มาตลอด โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้านเกี่ยวกับการที่โจทก์ใช้คำดังกล่าวในร้านอาหารที่เมืองพัทยา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำเลยที่ 3 นายวิษณุ หรือผู้ถือหุ้นคนอื่นใดในบริษัทจำเลยที่ 3 พยานหลักฐานและทางนำสืบของโจทก์จึงน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสามนั้นมีเพียงนายวิษณุที่นำสืบอ้างเพียงว่า เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "ปัน ปัน Pan Pan" นั้น เป็นของจำเลยที่ 3 มาตลอดและไม่เคยอนุญาตให้โจทก์นำไปใช้ โดยกล่าวอ้างถึงเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 68121 จดทะเบียนในนามจำเลยที่ 3 ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้ความว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2530 เนื่องจากไม่มีการยื่นต่ออายุการจดทะเบียน โดยในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า ในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ขณะนั้นได้สั่งการมิให้ดำเนินการต่อทะเบียนเนื่องจากไม่ต้องการให้เข้าใจผิดว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ซึ่งสมเหตุสมผลสอดคล้องกับข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ถามค้านโจทก์หรือนำสืบพยานหลักฐานหักล้างในส่วนนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการที่ประกอบไปด้วยคำว่า "Pan Pan ปัน ปัน" ดีกว่าจำเลยที่ 3 เมื่อเครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ 3 กับเครื่องหมายบริการ ของโจทก์ ต่างประกอบไปด้วยคำว่า "ปัน ปัน" และ "Pan Pan" เหมือนกัน อันถือเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า การที่โจทก์นำเครื่องหมายบริการ ไปใช้ในกิจการของโจทก์และยื่นคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 นั้น เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 3 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายที่ประกอบไปด้วยคำว่า "Pan Pan" และ "ปัน ปัน" ดีกว่าจำเลยที่ 3 ดังนั้น การที่โจทก์นำเครื่องหมายบริการไปใช้ในกิจการของโจทก์ หรือยื่นคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์โดยชอบ และไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 3 ตามฟ้องแย้ง ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นพับไม่ชอบ เพราะยังไม่ได้วินิจฉัยในส่วนฟ้องแย้ง นั้น เห็นว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมาย "Pan Pan ปัน ปัน" ย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ ข้ออ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ที่ว่าโจทก์นำเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ไปใช้โดยมิได้รับอนุญาตถือเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ เท่ากับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยฟ้องแย้งรวมไปกับคำฟ้องแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นพับจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพียงว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 โดยยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดว่าคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่มีความชัดแจ้งและไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 นั้น ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดว่าคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยในส่วนดังกล่าว ทั้งโจทก์ก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ เห็นว่า คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียน โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนดังกล่าว อ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 715702 หรือไม่ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ไม่มีสิทธิจดทะเบียนอันมีผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ตามคำขอจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และแสดงว่าคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ต่อไป กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยทั้งสองได้ โดยไม่ถือเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ดีการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาในส่วนของคำวินิจฉัยทั้งสองดังกล่าวให้ชัดแจ้งนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาในส่วนนี้ให้ชัดเจนได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 แก่โจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า ภายหลังนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์เป็นทะเบียนเลขที่ บ49734 แต่ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวไปแล้ว และมีหนังสือถึงโจทก์โดยแจ้งเหตุผลทำนองว่าเป็นการรับจดทะเบียนโดยผิดหลง และอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2554 เป็นต้นไป หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว มีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 ทั้งในประเด็นนี้นางสาวอรรถพร พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า จากการตรวจแฟ้มเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวไม่พบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนี้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ทะเบียนเลขที่ บ49734 ตามคำขอเลขที่ 748789 จึงถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 ไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอดังกล่าวได้อีก หากโจทก์ยังประสงค์จะจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในลักษณะเช่นเดียวกับเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการกันใหม่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 67/2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 665/2557 กับให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 748789 ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนของคำฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 38 ม. 40
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลูเซียโน แพรนเทอร่า
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8646/2561
#630660
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุการกระทำความผิดในคดีนี้เกิดจากการนำเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ขนาด 40.39 ตันกรอส ออกจากท่า โดยไม่มีคนใช้เครื่องจักรยนต์ชั้นหนึ่งตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนนำเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นการใช้เรือผิดจากเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและเป็นเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และการที่จำเลยยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือนำเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยออกจากท่า ไม่ปรากฏว่าเรือของจำเลยเป็นเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเพียงการผิดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือกระทำการดังกล่าว เรือประมงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 ลงวันที่ 29 เมษายน 2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ข้อ 8 (3), 11, 18 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 4, 175 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ขวัญชัย 8 ขนาด 40.39 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือ 452101717 และอวนครอบหมึกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมข้อ 8 (3), 11, 18 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 4 (ที่ถูก ไม่มีมาตรา 4), 175 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ขวัญชัย 8 ขนาด 40.39 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 452101717 และอวนครอบหมึก ยาว 100 เมตร ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้ริบของกลาง คืนเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ขวัญชัย 8 ขนาด 40.39 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 452101717 และอวนครอบหมึก ของกลาง แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า เรือกลประมงชั้น 1 ชื่อ ขวัญชัย 8 ขนาด 40.39 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 452101717 ของกลางในคดีนี้ เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุการกระทำความผิดในคดีนี้เกิดจากการนำเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ขนาด 40.39 ตันกรอส ออกจากท่า โดยไม่มีคนใช้เครื่องจักรยนต์ชั้นหนึ่งตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนนำเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นการใช้เรือผิดจากเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและเป็นเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และการที่จำเลยยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือนำเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยออกจากท่า ไม่ปรากฏว่าเรือของจำเลยเป็นเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด เรือประมงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบเรือประมงของกลางจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 175
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชวลิต คณานิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8640/2561
#627693
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) โดยอ้าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) คำร้องของจำเลยจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และคดีถึงที่สุดก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ดังนี้ คดีของจำเลยจึงเป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "...คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มโทษเฉพาะโทษปรับเป็นปรับ 1,500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท รวมเป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบกระเป๋าสะพาย วัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียวและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ของกลาง ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ฎีกา คดีถึงที่สุดวันที่ 10 ธันวาคม 2557

วันที่ 18 สิงหาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีไม่เข้าเงื่อนไขที่จะกำหนดโทษใหม่ให้แก่จำเลย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) โดยอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) คำร้องของจำเลยจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และคดีถึงที่สุดก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ดังนี้ คดีของจำเลยจึงเป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วยซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "...คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (ใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม. 3
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายณัทพงศ์ คำฟู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายพิฑัฒ กองใจ
ศาลอุทธรณ์ — นายกงจักร โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8636/2561
#627690
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำเลยทั้งสองก่อนเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จำคุกคนละ 5 ปี ซึ่งเป็นโทษขั้นต่ำของมาตรา 106 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท เมื่อศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษที่ศาลอุทธรณ์จะกำหนดได้ คือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยแท้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่สูงกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 5 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 วรรคหนึ่ง และไม่สูงกว่าโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 5 ปี เช่นนี้ จึงไม่ได้ผิดหลงในการกำหนดโทษ กรณีจึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 11, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 92 ริบคีตามีน และอัลปราโซแลมของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับ จำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง, 140 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีคีตามีนและอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีคีตามีน ชนิดผงสีขาว 23 ห่อ/ถุง น้ำหนักสุทธิ 23.980 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 23.430 กรัม และอัลปราโซแลมชนิดเม็ดรีแบน 4 ห่อ/ถุง น้ำหนักสุทธิ 6.970 กรัม อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง, 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าแล้วจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง, 140 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์จะกำหนดได้ คือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยแท้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่สูงกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 5 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 วรรคหนึ่ง และไม่สูงกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 5 ปี เช่นนี้ จึงไม่ได้ผิดหลงในการกำหนดโทษ กรณีจึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยมิชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 212
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 106 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 140 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายภัคภาคิน พชรลิขิตกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชูเกียรติ เหมือนชู
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8623/2561
#630932
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 จะต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ หมายถึงต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้นที่เป็นผู้เสนอเงินสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอเงินสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในลักษณะของตัวการ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 นั้นเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้หรือขอให้เงินสินบนแก่เจ้าพนักงานตำรวจแล้ว การที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจในภายหลังจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 จะต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้พ้นจากการจับกุม เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะในการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้เต็มคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณานั้น ตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น... (3) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการถูกจับกุม" และมาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติต่อไปว่า "ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลงโทษผู้ที่จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สินหรือที่ประชุมหรือที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยตรง โดยผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ้นจากการถูกจับกุม การจัดหาหรือให้เงินตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) นี้จะต้องเป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น และหากเป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนเพื่อช่วยให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลก็มีอำนาจที่จะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาหรือให้เงินสินบนแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจากการถูกจับกุม มิใช่เป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 144 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังต่อจากโทษในสำนวนแรก

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 50,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การรับเพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันกับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 รับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 50,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังต่อจากโทษในสำนวนแรกนั้น ปรากฏว่าศาลได้รวมการพิจารณาพิพากษาทั้งสองคดีเข้าด้วยกันเนื่องจากคดีทั้งสองมีความเกี่ยวพันกันพยานหลักฐานชุดเดียวกัน กรณีจึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอมาได้ คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งเจ็ดพร้อมยึดของกลางต่าง ๆ ตามฟ้องดำเนินคดี คดีสำหรับจำเลยที่ 7 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ฟังยุติตามนั้น ส่วนจำเลยอื่นยกเว้นจำเลยที่ 1 ฟังยุติว่ากระทำความผิดตามฟ้องตามคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสนอให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อแลกกับการปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 นำเงิน 5,000,000 บาท มามอบให้แก่เจ้าพนักงานและรับว่าจะให้อีก 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานโดยแบ่งหน้าที่กันทำ หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการให้สินบนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ และการที่จำเลยที่ 1 นำเงินมามอบให้แก่เจ้าพนักงานถือเป็นการให้เงินแก่เจ้าพนักงานเพื่อช่วยเหลือให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกปล่อยตัวระหว่างถูกควบคุมตัวในขั้นตอนของการจับกุมของเจ้าพนักงานหรือพ้นจากการถูกจับกุม อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) แล้ว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ เห็นว่า การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น จะต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ หมายถึง ต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้เพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้นที่เป็นผู้เสนอเงินสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอเงินสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในลักษณะของตัวการ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 นั้น เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้หรือขอให้เงินสินบนแก่เจ้าพนักงานตำรวจแล้ว การที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจในภายหลังจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จะต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้พ้นจากการจับกุม เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะในการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้เต็มคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณานั้น ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานสนับสนุนการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น... (3) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการถูกจับกุม" และมาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติต่อไปว่า "ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลงโทษผู้ที่จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สินหรือที่ประชุมหรือที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยตรง โดยผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ้นจากการถูกจับกุม ดังนั้น การจัดหาหรือให้เงินตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) นี้ จะต้องเป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น และหากเป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนเพื่อช่วยให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลก็มีอำนาจที่จะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาหรือให้เงินสินบน 5,000,000 บาท แก่เจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจากการถูกจับกุม มิใช่เป็นการจัดหาหรือให้เงินแก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายสมเกียรติ คำเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8589/2561
#627692
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่า จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับมีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และขอให้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แสดงว่าโจทก์ระบุสถานะจำเลยว่าเป็นบุคคลตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และขอให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวด้วย หาใช่ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ซึ่งการที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ต้องได้ความว่าเป็นกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แต่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมีสถานะถือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นกัน แต่เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งแยกต่างจากกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ไว้ จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวได้ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 3

ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ถือเป็นข้อยกเว้นของวรรคหนึ่ง จึงต้องตีความวรรคห้าโดยเคร่งครัด เมื่อวรรคห้าระบุว่าเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด จะตีความขยายไปถึงกรณีที่อ้างกฎหมายผิดทั้งฉบับหาได้ไม่ เพราะถ้ากฎหมายต้องการเช่นนั้นก็คงระบุไว้ว่า โจทก์อ้างบทกฎหมายผิด ซึ่งย่อมครอบคลุมตลอดถึงการอ้างความผิดหรือบทมาตราผิดอยู่ในตัวด้วย ที่โจทก์อ้างว่าคดีนี้อ้างบทมาตราผิดและศาลสามารถลงโทษจำเลยตามบทมาตราของกฎหมายที่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น ศาลจะลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ไม่ได้ เพราะขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 100, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 15 ปี และปรับ 1,500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 โดยไม่ยกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ขึ้นปรับบทวินิจฉัยนั้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าขณะกระทำความผิด จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ หมู่ที่ 4 ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามที่บรรยายในฟ้องนั้นโจทก์สืบสม รวมทั้งได้มีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นแล้ว หาใช่โจทก์มิได้กล่าวอ้างสถานะของจำเลยและบทมาตรามาในฟ้อง หรือเป็นกรณีต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ไม่ เพียงแต่โจทก์อ้างบทมาตราผิด และศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราของกฎหมายที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ได้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ ซึ่งเป็นข้าราชการหรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กับมีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และขอศาลสั่งให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ดังนี้แสดงว่า โจทก์ระบุสถานะของจำเลยว่าเป็นบุคคลตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 กับขอให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวด้วย หาใช่ขอให้ระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ แต่การที่จำเลยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมีสถานะถือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ซึ่งต้องวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นกัน อันเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งแยกต่างหากจากกัน หากโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ดังกล่าวก็ต้องระบุสถานะของจำเลย และมีคำขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นเอาไว้ในคำฟ้องโดยชัดแจ้ง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายสถานะของจำเลยว่าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ทั้งไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ไว้แต่อย่างใด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด และศาลสามารถลงโทษจำเลยตามบทมาตราของกฎหมายที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า นั้น ความในวรรคห้าดังกล่าวถือเป็นข้อยกเว้นของวรรคแรก ฉะนั้น จึงต้องตีความวรรคห้าโดยเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นเหตุทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้น โดยในวรรคห้าระบุว่า เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เมื่อกฎหมายระบุถึงฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ก็ต้องเป็นกรณีที่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดอย่างแท้จริง จะตีความขยายไปถึงกรณีที่อ้างกฎหมายผิดทั้งฉบับหาได้ไม่ เพราะถ้ากฎหมายต้องการเช่นนั้น ก็คงระบุไว้เสียเลยว่า โจทก์อ้างบทกฎหมายผิด ซึ่งย่อมครอบคลุมตลอดถึงการอ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดอยู่ในตัวด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่ใช่เป็นเพียงอ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ศาลจะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 มิได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายเมธี วงษ์ล่าม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายนพดล ไกษร
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8586/2561
#627691
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ใดต้องโทษปรับตามคำพิพากษาของศาล และไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 (เดิม) เมื่อจำเลยมิได้ชำระค่าปรับ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับเป็นค่าปรับจึงเป็นการดำเนินการไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 มาตรา 5 บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาด ในกรณีที่ผู้นั้นยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับให้ได้รับการปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องรับโทษเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการยึดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระเป็นค่าปรับด้วย การยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับเป็นค่าปรับจึงมิได้รับการพระราชทานอภัยโทษไปแต่อย่างใด ส่วนการบังคับโทษปรับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 21 แม้จะเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับภายหลังจากคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้วก็ตามก็เป็นเพียงการกำหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนขึ้น โดยให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี กับให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้สำนักงาน ป.ป.ส. มีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินและให้ถือเป็นเจ้าหนี้คำพิพากษาเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นการนำกฎหมายย้อนหลังมาบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรกและวรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และโดยใช้อาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 15 ปี และปรับ 801,000 บาท บวกโทษจำคุก 9 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 16/2549 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้เป็นจำคุก 15 ปี 9 เดือน และปรับ 801,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี ได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองบรรจุกระสุนปืน ซองพกหนัง และรถยนต์ของกลาง

หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษา จำเลยไม่ได้ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรือายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย 6 รายการ ได้แก่ 1. เงินสด 166,000 บาท 2.สร้อยคอทองคำลายข้อกระดูกงู จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 122 กรัม 3. พระสมเด็จวัดเขาแก้วจังหวัดอ่างทองพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 20 กรัม 4. สร้อยข้อมือทองลายนาฬิกา จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 76 กรัม 5. แหวนทองลายมังกร จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 4 กรัม และ 6. แหวนทองลายห่วง จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 16 กรัม เพื่อนำออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 ในส่วนโทษค่าปรับและกักขัง คงเหลือเฉพาะโทษจำคุก 15 ปี 9 เดือน ก่อนหน้านี้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้รวม 7 รายการ ต่อมามีมติให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องขอคืนทรัพย์ของจำเลย เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 17560/2558 ให้ยกคำร้องที่ขอให้ริบทรัพย์สินและให้คืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ แต่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมิได้ส่งมอบทรัพย์สินคืนจำเลยทั้งหมดกลับส่งมอบทรัพย์สินจำนวน 6 รายการ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับโทษปรับซึ่งไม่ถูกต้อง ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดอ่างทองเพิกถอนหมายบังคับคดีการบังคับโทษค่าปรับ และคืนทรัพย์สินแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามคำร้องจริง แต่เกี่ยวกับโทษปรับนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดียังมีอำนาจบังคับคดียึดทรัพย์ชำระค่าปรับได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยรวม 6 รายการ เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระค่าปรับชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ใดต้องโทษปรับตามคำพิพากษาของศาล และไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (เดิม) เมื่อจำเลยมิได้ชำระค่าปรับ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับเป็นค่าปรับจึงเป็นการดำเนินการไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับการอภัยโทษในส่วนของโทษค่าปรับและกักขังนั้น ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป

(1) ผู้ต้องกักขัง

(2) ผู้ทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

(3) ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" บทบัญญัติของกฎหมายจึงเป็นการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดในกรณีที่ผู้นั้นยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับให้ได้รับการปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องรับโทษเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการยึดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระเป็นค่าปรับด้วย การยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับเป็นค่าปรับจึงมิได้รับการพระราชทานอภัยโทษไปแต่อย่างใด ส่วนการบังคับโทษปรับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 21 แม้จะเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับภายหลังจากคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้วก็ตามก็เป็นเพียงการกำหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนขึ้น โดยให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี กับให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินและให้ถือเป็นเจ้าหนี้คำพิพากษาเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นการนำกฎหมายย้อนหลังมาบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 21
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายวัลลภ สิงห์ห่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายไพโรจน์ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8516/2561
#630655
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 45 บัญญัติว่า "คดีเรื่องใดถึงแม้ว่าได้ฟ้องในทางอาญาแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องในทางแพ่งอีก" แม้มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อย่างไรก็ดี หากผลคดีอาญายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นประการใด ศาลในคดีส่วนแพ่งย่อมมีดุลพินิจดำเนินการะบวนพิจารณาและพิพากษาไปได้ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาคดีส่วนอาญา การใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนคดีแพ่งที่ น. ฟ้องผู้กระทำละเมิดและนายจ้างเรียกค่าสินไหมทดแทนนั้น ผลแห่งคดีจะเป็นอย่างไรย่อมไม่ผูกพันผู้คัดค้านคดีนี้เพราะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้ออุทธรณ์ประการอื่นที่ว่า อนุญาโตตุลาการไต่สวนพยานผู้คัดค้านเพียงปากเดียว ไม่ไต่สวนพยานอื่น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเช่นกัน ซึ่งไม่เป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องรับประกันภัยรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 83 - 2868 ชลบุรี เฉี่ยวชนกับรถยนต์ตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียน ฮย 9371 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้นายวีระเดช คนขับรถยนต์ตู้โดยสารถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต่อมาอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสนอข้อพิพาทจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์เพียงว่า อนุญาโตตุลาการไต่สวนและมีคำชี้ขาดโดยไม่รอผลในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องนายประจักษ์ คนขับรถยนต์บรรทุกคันที่ผู้ร้องรับประกันภัยว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และนางนลินี มารดาของผู้ตายฟ้องผู้กระทำละเมิดและนายจ้างเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 45 บัญญัติว่า "คดีเรื่องใดถึงแม้ว่าได้ฟ้องในทางอาญาแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องในทางแพ่งอีก" แม้มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อย่างไรก็ดี หากผลคดีอาญายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นประการใด ศาลในคดีส่วนแพ่งย่อมมีดุลพินิจดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาไปได้ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาคดีส่วนอาญา การใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนคดีแพ่งที่นางนลินีฟ้องผู้กระทำละเมิดและนายจ้างเรียกค่าสินไหมทดแทนนั้น ผลแห่งคดีจะเป็นอย่างไรย่อมไม่ผูกพันผู้คัดค้านคดีนี้เพราะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้ออุทธรณ์ประการอื่นที่ว่า อนุญาโตตุลาการไต่สวนพยานผู้คัดค้านเพียงปากเดียว ไม่ไต่สวนพยานอื่น ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเช่นกัน ซึ่งไม่เป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีจำนวน 540,479.46 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาล 2,702 บาท แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้น 10,200 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 45 ม. 46
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
เด็กชาย พ. และเด็กชาย ธ.
ผู้คัดค้าน — โดยนางสาว จ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนรินทร์ สมัครเขตการ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8505/2561
#629022
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน้า 19 กับอุทธรณ์ของโจทก์หน้า 39 ถึงหน้า 55 เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบเป็นกรณีที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง)

หนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ระหว่างโจทก์ผู้จองกับจำเลยผู้รับจองกำหนดเวลาการตกแต่งไว้ 4 เดือน นับแต่วันที่รับมอบพื้นที่จากจำเลย โดยระบุวันรับและส่งมอบพื้นที่วันที่ 15 มกราคม 2557 วันเริ่มต้นสัญญาเช่าและบริการวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยมีระยะเวลาปลอดค่าเช่าและค่าบริการเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2557 กำหนดเวลาชำระเงินจองโดยแบ่งออกเป็น3 งวด งวดละ 1,169,343 บาท งวดที่ 1 ชำระวันทำหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ งวดที่ 2 ชำระภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 และงวดที่ 3 ชำระภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และกำหนดเวลาที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการกับจำเลยภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 หากโจทก์ไม่มาทำสัญญาเช่าและบริการตามที่กำหนด ยินยอมให้จำเลยยึดเงินจองและให้นำพื้นที่ที่จองไว้ออกจำหน่ายให้แก่ผู้เช่ารายอื่นทันที แต่พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ที่จองตามกำหนด โจทก์ขอเลื่อนเวลาการชำระเงินจองงวดที่ 3 กับเลื่อนการทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการ ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 โจทก์และจำเลยมีการตรวจวัดรับพื้นที่เช่าและงานระบบกันแล้ว ต่อมาปลายเดือนมีนาคม 2557 จำเลยเรียกโจทก์เข้ามาเจรจาเนื่องจากตรวจสอบพบว่าโจทก์เข้าไปตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางและเปลี่ยนแบบแปลนประเภทร้านค้าเป็นร้านอาหาร ทำให้จำเลยต้องเปลี่ยนแก้ไขระบบงานสาธารณูปโภค เปลี่ยนและติดตั้งระบบดูดควันใหม่ เทพื้นใหม่ เปลี่ยนและวางท่อก๊าซแอลพีจีใหม่ตามคำร้องขอของโจทก์ ซึ่งจำเลยยอมผ่อนปรนและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่โจทก์ร้องขอมาโดยตลอดนั้น กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาที่ระบุในหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่เป็นข้อสำคัญ เช่นนี้ที่โจทก์ไม่ชำระเงินจองงวดที่ 3 ไม่เข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการภายในกำหนดเวลาตามหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ จะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุดังกล่าวทันทีไม่ได้ หากแต่จำเลยต้องบอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระเงินจองที่ยังคงค้างและให้เข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการเสียก่อน และเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แต่ ส. พยานจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าและบริการหลายครั้ง แต่โจทก์เพิกเฉย โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมายืนยันสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระเงินจองที่ยังค้างและเข้าทำสัญญาเช่ากับสัญญาบริการมาก่อนแล้ว การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ไปยังโจทก์บอกเลิกหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ ด้วยเหตุว่าโจทก์คงค้างชำระเงินจองงวดสุดท้าย และไม่ได้เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยมิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติก่อนจึงไม่ชอบ แต่เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 จากจำเลยแล้ว โจทก์กลับมีหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ไปยังจำเลยเพื่อขอยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่กันแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินจองพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่รับไว้ให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องชดใช้ค่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของจำเลยและนำมาหักกลบลบหนี้กับเงินจองที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ได้นั้น จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้มา จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินด้วยการเพิ่มค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งโจทก์ไม่อาจอุทธรณ์ขอให้เพิ่มค่าเสียหายส่วนนี้เกินไปจากที่ฟ้องได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวนเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง และชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินด้วยการคำนวณค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเพิ่มเป็นเงินเกินกว่าที่โจทก์ฟ้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาแต่ละชั้นศาลให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 193,216,455.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,338,686 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,169,343 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2556 และของต้นเงิน 1,169,343 บาท นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2558) ต้องไม่เกิน 281,603.42 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 โจทก์จองเช่าพื้นที่ในโครงการ The Shopper Grand Rama 9 กับจำเลย โดยโจทก์ชำระเงินประกันการเช่างวดที่ 1 และงวดที่ 2 งวดละ 1,169,343 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนงวดที่ 3 ยังไม่ชำระ ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ไปยังโจทก์บอกเลิกหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ไปยังจำเลยยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ฎีกาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน้า 19 กับอุทธรณ์ของโจทก์หน้า 39 ถึงหน้า 55 เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบเป็นกรณีที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญากันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าเอกสารที่โจทก์มีถึงจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาก่อนที่จำเลยจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์ ที่จำเลยขอเลื่อนการส่งมอบพื้นที่จองเช่าหลายครั้งและโจทก์ขออนุญาตจำเลยจัดงาน 1 เดือน แต่เมื่อจัดงานได้เพียง 5 วัน จำเลยก็สั่งยกเลิกการจัดงานกับปิดกั้นบริเวณพื้นที่จองเช่าไม่ให้โจทก์เข้า ทั้งไม่ยอมเจรจากับโจทก์และแจ้งว่าประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จึงจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาจองเช่าพื้นที่มิใช่ด้วยความสมัครใจ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยส่งมอบพื้นที่จองเช่าให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนความชำรุดบกพร่องในพื้นที่ที่อ้างเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นระหว่างการตกแต่งพื้นที่ของโจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงให้จำเลยเข้ามาแก้ไขงานซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย เฉพาะรายจุดสาเหตุที่มีการแก้ไขบริเวณพื้นที่ที่จะส่งมอบเกิดจากการที่โจทก์ต้องการปรับย้ายร้านตามความประสงค์ของโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยแก้ไขปรับย้ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายตกแต่งพื้นที่ล่าช้าทำให้มีการเลื่อนเปิดใช้พื้นที่ออกไป โจทก์นำพื้นที่เช่าออกหาประโยชน์ให้บุคคลภายนอกเช่าช่วงทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการกับจำเลยและนำพื้นที่เช่าจัดงานออกร้านขายอาหารในพื้นที่ส่วนกลางโดยไม่ได้ขออนุญาตจากจำเลย พื้นที่ส่วนกลางดังกล่าวจำเลยสงวนสิทธิการใช้พื้นที่อย่างชัดแจ้งในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ การกระทำของโจทก์ที่ไม่สุจริตสร้างความเสียหายแก่จำเลยอย่างมาก จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งโจทก์เข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญามาแต่ต้น จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินจอง นั้น เห็นว่า หนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ระหว่างโจทก์ผู้จองกับจำเลยผู้รับจองกำหนดเวลาการตกแต่งไว้ 4 เดือน นับแต่วันที่รับมอบพื้นที่จากจำเลย โดยระบุวันรับและส่งมอบพื้นที่วันที่ 15 มกราคม 2557 วันเริ่มต้นสัญญาเช่าและบริการวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยมีระยะเวลาปลอดค่าเช่าและค่าบริการเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2557 กำหนดเวลาชำระเงินจองโดยแบ่งออกเป็น 3 งวด งวดละ 1,169,343 บาท งวดที่ 1 ชำระวันทำหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ งวดที่ 2 ชำระภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 และงวดที่ 3 ชำระภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และกำหนดเวลาที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการกับจำเลยภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 หากโจทก์ไม่มาทำสัญญาเช่าและบริการตามที่กำหนด ยินยอมให้จำเลยยึดเงินจองและให้นำพื้นที่ที่จองไว้ออกจำหน่ายให้แก่ผู้เช่ารายอื่นทันที แต่พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ที่จองตามกำหนด โจทก์ขอเลื่อนเวลาการชำระเงินจองงวดที่ 3 กับเลื่อนการทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการ ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 โจทก์และจำเลยมีการตรวจวัดรับพื้นที่เช่าและงานระบบกันแล้ว ต่อมาปลายเดือนมีนาคม 2557 จำเลยเรียกโจทก์เข้ามาเจรจาเนื่องจากตรวจสอบพบว่าโจทก์เข้าไปตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางและเปลี่ยนแบบแปลนประเภทร้านค้าเป็นร้านอาหาร ทำให้จำเลยต้องเปลี่ยนแก้ไขระบบงานสาธารณูปโภคเปลี่ยนและติดตั้งระบบดูดควันใหม่ เทพื้นใหม่ เปลี่ยนและวางท่อก๊าซแอลพีจีใหม่ตามคำร้องขอของโจทก์ ซึ่งจำเลยยอมผ่อนปรนและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่โจทก์ร้องขอมาโดยตลอดนั้น กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาที่ระบุในหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่เป็นข้อสำคัญ เช่นนี้ที่โจทก์ไม่ชำระเงินจองงวดที่ 3 ไม่เข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการภายในกำหนดเวลาตามหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ จะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุดังกล่าวทันทีไม่ได้ หากแต่จำเลยต้องบอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระเงินจองที่ยังคงค้างและให้เข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการเสียก่อน และเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แต่นายสิงห์สรร พยานจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าและบริการหลายครั้ง แต่โจทก์เพิกเฉย โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมายืนยันสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระเงินจองที่ยังค้างและเข้าทำสัญญาเช่ากับสัญญาบริการมาก่อนแล้ว การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ไปยังโจทก์บอกเลิกหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่ ด้วยเหตุว่าโจทก์คงค้างชำระเงินจองงวดสุดท้าย และไม่ได้เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยมิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติก่อนจึงไม่ชอบ แต่เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 จากจำเลยแล้ว โจทก์กลับมีหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ไปยังจำเลยเพื่อขอยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย นั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาหนังสือแสดงเจตนาการจองเช่าพื้นที่กันแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินจองพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่รับไว้ให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องชดใช้ค่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของจำเลยและนำมาหักกลบลบหนี้กับเงินจองที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้มาจึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ชำระเงินไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องรวม 30,532,102.65 บาท ค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ 125,413,238 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้เช่าช่วง 6,739,012.32 บาท ซึ่งรวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 162,684,352.97 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 312,684 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แต่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 193,216,455.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง โดยเสียค่าขึ้นศาลมา 343,216 บาท ชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 177,044,396.97 บาท โดยเสียค่าขึ้นศาล 327,044 บาท ด้วยการเพิ่มค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเป็นเงิน 139,783,222 บาท ซึ่งโจทก์ไม่อาจอุทธรณ์ขอให้เพิ่มค่าเสียหายส่วนนี้เกินไปจากที่ฟ้องได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นจำนวนเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง และชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 168,122,825 บาท โดยเสียค่าขึ้นศาล 318,122 บาท ด้วยการคำนวณค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเพิ่มเป็นเงิน 133,472,000 บาท เกินกว่าที่โจทก์ฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับฎีกาของโจทก์จึงเท่ากับ 160,064,063.55 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาแต่ละชั้นศาลให้แก่โจทก์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกินมาในศาลชั้นต้น 30,432 บาท ชั้นอุทธรณ์ 14,260 บาท และชั้นฎีกา 8,058 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8503/2561
#630437
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 การกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ในการรับจำนองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยทราบดีว่า เป็นการรับจำนองที่ดินที่สูงกว่าราคาประเมิน และสูงกว่าราคาซื้อขายที่ดินตามสัญญา ฎีกาโจทก์จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 70914 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์โดยปลอดการจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนถอนการจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบขอให้สั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 70914 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 70914 เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 92 ตารางวา จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นหลานสะใภ้ของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 ประกอบธุรกิจธนาคาร เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โจทก์จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 800,000 บาท ครั้นวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท และหนี้ที่จะเกิดในภายหน้าไว้ต่อจำเลยที่ 2 เป็นเงินต้นขั้นสูงสุด 1,258,000 บาท โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยื่นเป็นคำฟ้องฎีกา แต่จำเลยที่ 1 กลับยื่นเป็นคำแก้ฎีกา โดยมิได้ยื่นฎีกาคำคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกาอีกต่อไป

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติธุระของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 การกระทำการโดยไม่สุจริตอย่างไร ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ในการรับจำนองที่ดินพิพาทนั้น โจทก์ก็มิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้เช่นนั้น โจทก์บรรยายฟ้องเหตุที่จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริตเพียงว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยทราบดีว่าเป็นการรับจำนองที่สูงกว่าราคาประเมินและสูงกว่าราคาซื้อขายที่ดินตามสัญญา ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ ดังนี้ แม้การโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์กับจำเลยที่ 1 จะตกเป็นโมฆียะเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 และโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมนั้นแล้ว อันเป็นเหตุให้ถือว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ที่ห้ามมิให้คู่กรณียกเรื่องโมฆียะกรรมนั้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 160 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอภิชาต ไตรทิพยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายโชคชัย รุจินินนาท
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8495/2561
#630861
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายแสดงเจตนาสละสิทธิเรียกร้องในหนี้บางส่วนที่มีต่อจำเลยทั้งสอง โดยยังติดใจในหนี้อีกเพียง 500,000 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายอีก ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 2,352,243 บาท แก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 2,852,243 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 17 กระทง เป็นจำคุกคนละ 17 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 2,852,243 บาท แก่ผู้เสียหาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว จึงให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวนที่ยังไม่ได้คืนอีก 2,352,243 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ ซึ่งศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟังแล้วจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลได้อธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งมีทนายความฟังอีกครั้งหนึ่ง จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ทั้งยังเลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 มีนาคม 2560 ซึ่งในวันดังกล่าว โจทก์ จำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล และได้มีการอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง จึงเห็นได้ว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณามาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งมีการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองมีทนายความมาศาลด้วยทุกครั้ง จำเลยทั้งสองย่อมต้องได้ปรึกษาทนายจำเลยทั้งสองถึงรูปคดีและแนวทางการต่อสู้คดีแล้ว เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ เพราะหากคำรับสารภาพไม่เป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองสมัครใจเนื่องจากถูกหลอกลวงโดยผู้เสียหายหรือบุคคลอื่น จำเลยทั้งสองย่อมมีโอกาสปรึกษาทนายความ และแถลงคัดค้านต่อศาลชั้นต้นได้ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษา แต่ไม่ปรากฏว่าในวันอ่านคำพิพากษาจำเลยทั้งสองได้แถลงคัดค้านถึงคำให้การรับสารภาพว่าไม่ถูกต้องอย่างใด กระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาจึงถูกต้องแล้ว จำเลยทั้งสองไม่อาจขอแก้ไขคำให้การจากที่รับสารภาพมาเป็นให้การปฏิเสธเพื่อขอต่อสู้คดีใหม่ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ทั้งไม่เข้าเกณฑ์ในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่ฎีกาจึงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายฉ้อโกงภริยาตนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองบวกเงินค่าซื้อปลาเพิ่มเพื่อนำไปให้ภริยาน้อย ทำนองว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาซึ่งขัดกับที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เคยยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร แต่จำเลยที่ 2 กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวในอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถูกผู้เสียหายหลอกลวงให้รับสารภาพ ทั้งที่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาทที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี เป็นการวางโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่อาจวางโทษให้ต่ำลงกว่านี้ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย 17 ครั้ง เป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,243 บาท ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายก็เป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายอยู่แล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายแถลงว่า หากจำเลยทั้งสองชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย 500,000 บาท ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีก ถือว่าผู้เสียหายได้แสดงเจตนาสละสิทธิเรียกร้องในหนี้บางส่วนที่มีต่อจำเลยทั้งสอง โดยยังติดใจในหนี้อีกเพียง 500,000 บาท เท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายสามารถกระทำได้โดยชอบ และเมื่อได้แสดงเจตนาเช่นนั้นต่อจำเลยทั้งสองแล้วย่อมมีผลผูกพัน ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวนที่ยังไม่ได้คืนอีก 2,352,243 บาท แก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้มิได้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 2,852,243 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นางสาวอนุธิดา นรมาตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา