คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการบอกเลิกสัญญาโดยให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าไปประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ตามอายุสัญญาที่เหลือ และเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง งานให้สิทธิประกอบกิจการโครงการจัดทำดิจิตอลแพลตฟอร์มตามนโยบาย AOT ๔.๐ พร้อมทั้งหยุดกระบวนการประกวดราคาโครงการดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า วัตถุแห่งสัญญาที่พิพาทมีสาระสำคัญเพียงอนุญาตให้ประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการผลิตหน้าเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม การวางโครงสร้าง และดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ทั้งสองเป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศ ตารางบิน ข้อมูลพื้นฐานของท่าอากาศยานในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง ๖ แห่ง เพื่อรองรับการหาข้อมูลของผู้โดยสารหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเดินทางด้วยอากาศยานมายังประเทศไทย อีกทั้งผู้ฟ้องคดีสามารถใช้ช่องทางด้านอินเตอร์เน็ตในการสร้างรายได้จากการโฆษณาทำธุรกิจออนไลน์ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ดังนั้น สัญญาที่พิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จึงได้ดำเนินการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจ และทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของตนมิใช่เป็นการใช้อำนาจในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายเหนือเอกชนซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
ส่วนคำฟ้องแย้งจำเลยขอให้บังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งอนุมัติให้จำเลยเบิกค่าเช่าบ้านตามสัญญากู้นั้น มีผลเท่ากับจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินตามคำฟ้องคืน ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จำเลยได้ขออนุมัติผ่อนชำระเงินคืนกรณีเบิกเงินค่าเช่าซื้อบ้านดังกล่าวแต่ได้รับแจ้งผลว่าเป็นกรณีไม่สามารถผ่อนชำระได้ จำเลยลงชื่อรับทราบและยอมรับจะนำเงินมาคืนโจทก์ภายใน ๗ วัน กรณีโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อเรียกให้จำเลยชำระเงินที่จำเลยเบิกเกินสิทธิและยอมรับจะนำมาคืนดังกล่าว โดยจำเลยมิได้โต้แย้งใด ๆ ในขณะนั้นว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านที่ถูกเรียกคืนนี้ ข้อที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อต่อสู้อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยจะต้องคืนเงินตามฟ้องหรือไม่ เมื่อคดีที่เป็นประเด็นหลักตามคำขอของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อโต้แย้งของจำเลยในคดีนี้ทั้งหมดจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านซึ่งอยู่บนที่ดินตามแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุง ท้องที่ (ภ.บ.ท. ๖) เลขสำรวจที่ ๔๘/๑๓ โดยโจทก์ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาซึ่งได้ ภ.บ.ท. ๖ ก่อน ทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบนอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้ปิดกลบถนนทางเข้าออกที่ดินให้กลับคืนดีดังเดิม และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์และค่าปรับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์ครอบครองเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในแนวเขตที่ดินสันอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบ จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้กรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทียรประเสริฐ จำเลยที่ ๒ ขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์ และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองและคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
สัญญาที่เอกชนตกลงให้หน่วยงานทางปกครองเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์ในการก่อสร้างระบบสระเติมน้ำบาดาล โครงการศึกษาทดลองการเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินผ่านระบบสระน้ำพื้นที่ลุ่มภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร โดยเอกชนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าเช่าเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบริษัทเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิดในการก่อสร้างปรับปรุงผิวถนนพิพาทเป็นเหตุให้ท่อร้อยสายเคเบิลของโจทก์เสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทอันเกิดจากการกระทำของเอกชน ไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดีศาลจะมีคำสั่งเรียกกรมทางหลวงเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย แต่ก็เพื่อให้เข้ามาร่วมรับผิดอันเนื่องมาจากจำเลยให้การว่ากรมทางหลวงซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ แต่มิอาจทำให้ลักษณะคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนกลายเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดโพธิ์ จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อวางระบบท่อประปาตามโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการตามโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยการวางระบบท่อประปาในที่สาธารณประโยชน์ได้โดยไม่เป็นละเมิด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยในคดีนี้แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาเหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีซึ่งเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๒๙๗ , ๒๒๒๙๘ , ๒๒๒๙๙ และ ๒๒๓๐๐ ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนเพื่อดำเนินโครงการขยายทางหลวงแผ่นดิน สายชุมแสง-หนองบัว โดยไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และปล่อยให้ที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสภาพรกร้าง โดยไม่มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยหรือคืนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การ โดยสรุปว่า ที่ดินบริเวณพิพาทไม่มีการจ่ายค่าทดแทนที่ดินเนื่องจากมีการอุทิศที่ดินบริเวณพิพาทให้เป็นเขตทางหลวง ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินสายชุมแสง-หนองบัว และไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ มีเพียงการกำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๑๑๑๙ สายชุมแสง-หนองบัว-ท่าตะโก ตอนอำเภอชุมแสง-บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ (อำเภอหนองบัว) พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยที่ยังมิได้ทำการเวนคืนหรือดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณพิพาท และผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงมิใช่การฟ้องคดีเพื่อขอให้รัฐรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เอกชนที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อดำเนินการตามโครงการขยายทางหลวง อันจะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินบริเวณพิพาทว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดเลขที่ ๒๒๒๙๗ , ๒๒๒๙๘ , ๒๒๒๙๙ และ ๒๒๓๐๐ ได้ถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างเป็นทางหลวงตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ถึงที่ ๖ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีได้แก่ การที่ผู้แทนของนายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลานสะแก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนี้ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ยังไม่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ดำเนินการต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทประเภทหนึ่งประเภทใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชน หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษายกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดี ยกเลิกการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (ที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่) เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีรวม ๒๗ แปลง และยกเลิกการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (ที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่) เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีรวม ๒๙ แปลง โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการเพิกถอนประการอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของตนเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งได้ประกาศหวงห้ามไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเมืองพัทยาผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการวางผังเมืองและควบคุมการก่อสร้าง การบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ รวมทั้งดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมเนื้อที่ ๒๖ ตารางวา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดี จึงเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตาม กฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายปากน้ำปราณ-เขากะโหลก ส่วนที่รุกล้ำที่ดินทางด้านทิศเหนือของผู้ฟ้องคดี พร้อมปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและบริวารกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดกรณีก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสุขฤทัย ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการนำดินลูกรังมาถมทางพิพาทและนำรถไถปรับพื้นทางสาธารณะและเหมืองสาธารณะรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งได้นำหินคลุกถมทางพิพาทโดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่บ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาอีกนานประมาณครึ่งชั่วโมงจำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน ย้อนกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขณะนั่งอยู่ที่บ้านดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทั้งสองทันที แต่เป็นกรณีเกิดโทสะจากการมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 1 และออกจากที่เกิดเหตุไปนานประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งจำเลยมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมกับพวกและนำอาวุธปืนที่นับว่าเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องคณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่าง ๆ ของศาลเจ้า ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ และเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการจัดหาผลประโยชน์ ในที่ดินของศาลเจ้า ตามกฎเสนาบดี ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. ๒๔๖๓ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงินของศาลเจ้า พ.ศ. ๒๕๒๐ คดีนี้แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและนายอำเภอสะเดา ผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกง คลองแงะ รวมทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินหรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ล้วนมีมูลฐานมาจากสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้ในการทำประโยชน์การประกอบกิจการค้าน้ำมันเพื่อแสวงหาผลกำไรของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองแต่อย่างใด ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครองตามนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น สัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม รวมทั้งการมีคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน หรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่พิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วย
คดีที่หน่วยงานทางปกครองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาจ้างปรับปรุงห้องน้ำชาย-หญิง อาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างสัญญาจ้างปรับปรุงห้องน้ำชาย-หญิง อาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาของผู้คัดค้านสำหรับให้บุคลากรของผู้คัดค้านได้ใช้ประโยชน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้คัดค้านเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น ไม่มีลักษณะจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การบังคับตามคำขอให้คู่ความปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ จำเลย ขอให้ชำระค่าดอกเบี้ยจากการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์ เพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับ ใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๙ และเลขที่ ๑๐/๒๕๕๙ ซึ่งโจทก์ส่งมอบเครื่องอาหารดิบครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอมชำระค่าดอกเบี้ย แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์และลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้แก่หน่วยงานของจำเลยโดยโจทก์ได้รับเงินค่าเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงตอบแทนจากจำเลยเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ จำเลย ขอให้ชำระค่าดอกเบี้ยจากการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์ เพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง และผู้ต้องกักขัง ตามสัญญาเลขที่ ๑๒/๒๕๕๙ และเพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๖๐ ซึ่งโจทก์ส่งมอบเครื่องอาหารดิบครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอมชำระค่าดอกเบี้ย แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์และลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้แก่หน่วยงานของจำเลยโดยโจทก์ได้รับเงินค่าเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงตอบแทนจากจำเลยเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่วัดในพระพุทธศาสนายื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเป็นสมบัติของผู้ฟ้องคดีไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ อันมีผลเป็นการรับรองสถานะของที่ดินและการกำหนดอาณาเขตของที่ดินว่า เป็นที่ราชพัสดุทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอหลักให้ศาลเพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม