คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 1/2562
#634917
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ ๑ บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้รถแบคโฮขุดบริเวณขอบคลองรวมถึงถางและขุดล้มต้นไม้เพื่อทำทางให้รถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าทำงานในพื้นที่ตลอดแนวคลองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ไม้ยืนต้นและพืชผลทางการเกษตรของผู้ฟ้องคดีเสียหาย รวมทั้งหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ติดต่อกับเขตคลองสูญหาย แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างในขณะที่มีการขุดลอกคลองหรือก่อสร้างดาดคอนกรีตเสริมเหล็กก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงสงขลา
ผู้ฟ้องคดี — นางจิม สุขสว่างผล ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9028/2561
#630945
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19, 22 วรรคสาม, 24, 25 และ 33 วรรคสอง ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดรวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดี หากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด เมื่อปรากฏแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนดและยังถูกจับดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ถือว่าจำเลยผิดเงื่อนไขของคณะอนุกรรมการฟื้นฟู และขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้กำหนดไว้ ทำให้ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ ตามคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ดำเนินคดีจำเลย จึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 67
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 วรรคสาม ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8986 -ที่ 8997/2561
#631180
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 คำว่า "การนัดหยุดงาน" หมายความว่า การที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน แสดงว่าการนัดหยุดงานเป็นวิธีการของฝ่ายลูกจ้างที่ได้กระทำเพื่อบังคับฝ่ายนายจ้างให้ยอมรับตามข้อเรียกร้องของตนในการเจรจาต่อรองโดยวิธีการร่วมกันไม่ทำงานให้แก่นายจ้างพร้อมกันเท่านั้น แต่การกระทำอย่างอื่น เช่น การปิดกั้นหรือการชุมนุมโดยละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้นย่อมมิใช่การนัดหยุดงานหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงานแต่อย่างใด และเมื่อมิใช่การนัดหยุดงานและไม่มีกฎหมายระบุให้กระทำได้โดยไม่ต้องรับผิด ดังเช่นที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 แล้ว ผู้กระทำย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีการใช้กำลังฝ่าฝืนดึงดันเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมโดยไม่ฟังการห้ามปรามของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยและบริษัท จ. มีการนำเต็นท์ขนาดใหญ่ เครื่องขยายเสียงและสุขาเคลื่อนที่เข้าไปติดตั้ง นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าไปจอด ใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัยส่งเสียงรบกวนการทำงานของพนักงานจำเลยและบริษัท จ. ที่ไม่ได้หยุดงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันชุมนุมโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 (4) โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อการชุมนุมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสิบสองกลับเข้าทำงานหรือให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินโบนัสกับเงินเพิ่ม ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินบำนาญจากการรับเงินของประกันสังคมแทนกองทุนประกันสังคมในกรณีที่โจทก์ได้รับจากกองทุนประกันสังคมเมื่อโจทก์อยู่จนครบได้สิทธิพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การจ่ายโบนัสของจำเลยมี 2 ลักษณะ คือ โบนัสไม่คงที่ซึ่งเป็นการจ่ายตามยอดการผลิต โดยแบ่งจ่ายเป็นไตรมาส สำหรับปี 2556 จำเลยจะนำยอดเงินโบนัสไม่คงที่ไตรมาสแรกมาเฉลี่ยจ่ายในไตรมาสที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เงินโบนัสมีลักษณะเป็นเงินรางวัลจูงใจพิเศษด้านการปรับปรุงคุณภาพตามอัตราส่วน มีเงื่อนไขการจ่าย ส่วนเงินโบนัสคงที่จ่ายปีละ 1 เดือน มีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาจ้าง ข้อ 3.3 ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสอง จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 12 แล้ว เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสิบสองกับพวกได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณกรอบสีแดง เอ ซึ่งเป็นพื้นที่ครอบครองของจำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แต่ไม่ปรากฏว่าขณะเข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวโจทก์ทั้งสิบสองไปทำอะไรบ้าง ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 หลังจากศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โจทก์ทั้งสิบสองและผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นได้ออกไปจากบริเวณชุมนุม หลังจากนั้นสมาชิกสหภาพแรงงานเจนเนอรัลมอเตอร์สได้สละข้อเรียกร้องและกลับเข้าทำงาน จำเลยก็รับกลับเข้าทำงาน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีเจตนากระทำความผิดอาญาฐานบุกรุก และไม่ปรากฏแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งสิบสองร่วมกันหมิ่นประมาทจำเลยหรือไม่ อย่างไร จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสอง จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสิบสอง จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 12 แล้ว คงเหลือเพียงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้บรรยายถึงและในทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทุกวันที่เท่าใด จึงไม่อาจคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ ส่วนค่าชดเชย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปีมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 49,188 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 34,350 บาท สำหรับเงินโบนัสจำเลยได้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เงินโบนัสคงที่และเงินโบนัสไม่คงที่ เมื่อพิจารณาเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสทั้งสองประเภทปรากฏว่าจำเลยจะจ่ายให้พนักงานที่มีสภาพเป็นพนักงาน ณ วันที่จ่ายโบนัสเท่านั้น โจทก์ทั้งสิบสองถูกจำเลยเลิกจ้างวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 จึงไม่มีสภาพเป็นพนักงาน ณ วันที่จ่ายโบนัสทั้ง 2 ประเภท โจทก์ทั้งสิบสองจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสดังกล่าว นอกจากนี้การที่โจทก์ทั้งสิบสองได้เข้าไปร่วมชุมนุม แม้จะไม่พอฟังว่าโจทก์ทั้งสิบสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย แต่การเข้าร่วมดังกล่าวย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของนายจ้างเสียหาย เมื่อพิจารณาประกอบกับหลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมยอดการผลิตของจำเลยลดลง จนจำเลยต้องลดการทำงานจาก 3 กะเหลือเพียง 2 กะ และลดจำนวนพนักงานชั่วคราวลงจาก 2,000 คน เหลือเพียง 600 คน ดังนี้ กรณีจึงมีเหตุสมควรในการเลิกจ้างลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งสิบสองไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 49,188 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 34,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 มีนาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสิบสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสิบสองกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงในการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 รับฟังยุติแล้วว่า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ทั้งสิบสองกับพวกเข้าไปชุมนุมในพื้นที่บริเวณกรอบสีแดง เอ ที่จำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ครอบครองร่วมกันโดยไม่ได้ขออนุญาตจากจำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และการเข้าร่วมชุมนุมของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของนายจ้างเสียหาย ยอดการผลิตลดลงจนจำเลยต้องลดการทำงานจาก 3 กะเหลือ 2 กะ และลดจำนวนพนักงานชั่วคราวลงจาก 2,000 คน เหลือเพียง 600 คน การกระทำของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ถือว่าโจทก์ทั้งสิบสองได้ร่วมกันกระทำผิดอาญาต่อนายจ้าง และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 "การนัดหยุดงาน หมายความว่า การที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน" แสดงว่าการนัดหยุดงานเป็นวิธีการของฝ่ายลูกจ้างที่ได้กระทำเพื่อบังคับฝ่ายนายจ้างให้ยอมรับตามข้อเรียกร้องของตนในการเจรจาต่อรองโดยวิธีการร่วมกันไม่ทำงานให้แก่นายจ้างพร้อมกันเท่านั้น แต่การกระทำอย่างอื่น เช่น การปิดกั้น หรือการชุมนุมโดยละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้น ย่อมมิใช่การนัดหยุดงานหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงานแต่อย่างใด และเมื่อมิใช่การนัดหยุดงานและไม่มีกฎหมายระบุให้กระทำได้โดยไม่ต้องรับผิด ดังเช่นที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 แล้ว ผู้กระทำย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนของศาลแรงงานภาค 2 ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้เข้าไปร่วมชุมนุมกับพวกรวม 123 คน ในบริเวณพื้นที่กรอบสีแดง เอ ที่จำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ครอบครองร่วมกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และต่อมาถูกบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดระยองในข้อหาบุกรุกเป็นจำเลยที่ 49 และที่ 104 ตามลำดับ และคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หมายเลขแดงที่ 1859/2559 ท้ายคำร้องลงวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่จำเลยนำส่งต่อศาลฎีกา ซึ่งข้อเท็จจริงในการชุมนุมดังกล่าวปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีการใช้กำลังฝ่าฝืนดึงดันเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมโดยไม่ฟังการห้ามปรามของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มีการนำเต็นท์ขนาดใหญ่ เครื่องขยายเสียงและสุขาเคลื่อนที่เข้าไปติดตั้ง นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าไปจอด ใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัยส่งเสียงรบกวนการทำงานของพนักงานจำเลยและบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ไม่ได้หยุดงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 (4) โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อการชุมนุมดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ถือว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองที่ว่า การที่โจทก์ทั้งสิบสองขาดสิทธิในการรับเงินโบนัสนั้นเกิดจากการที่โจทก์ทั้งสิบสองเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องกับสมาชิกสหภาพแรงงานเจนเนอรัลมอเตอร์สประเทศไทยเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้แก่ลูกจ้าง ต่อมาโจทก์ทั้งสิบสองได้ลาออกจากสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวและขอกลับเข้าทำงานแต่จำเลยไม่รับโจทก์ทั้งสิบสองกลับเข้าทำงานและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองนั้นเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า ทำให้โจทก์ทั้งสิบสองขาดสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัสเป็นการเลือกปฏิบัติสำหรับโจทก์ทั้งสิบสองอย่างชัดเจน และถือว่าโจทก์ทั้งสิบสองยังเป็นพนักงานของจำเลยจนถึงวันจ่ายเงินโบนัสนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เงินโบนัสของจำเลยมี 2 ประเภท คือเงินโบนัสคงที่และเงินโบนัสไม่คงที่ จำเลยมีเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสประเภทไม่คงที่ว่า พนักงานที่มีสิทธิได้รับจะต้องมีสภาพเป็นพนักงานถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ส่วนเงินโบนัสประเภทคงที่มีเงื่อนไขการจ่ายตามสัญญาจ้างว่าจำเลยจะจ่ายให้พนักงานที่มีสภาพเป็นพนักงาน ณ วันที่จ่ายเงินโบนัสเท่านั้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 จึงไม่มีสภาพเป็นพนักงาน ณ วันที่จ่ายโบนัสทั้ง 2 ประเภทแล้ว โดยไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยไม่รับโจทก์ทั้งสิบสองกลับเข้าทำงานเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าทำให้โจทก์ทั้งสิบสองขาดสิทธิในการรับเงินโบนัสหรือไม่ การที่โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจวางแผนไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานเพื่อให้โจทก์ทั้งสิบสองขาดสิทธิในการรับเงินโบนัสดังกล่าวนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์บิดเบือนข้อเท็จจริงและโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองที่ว่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อาจคำนวณได้นั้น เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองในส่วนนี้

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์ทั้งสิบสองเข้าร่วมชุมนุมนัดหยุดงานเป็นการจงใจทำละเมิดต่อกฎหมายของนายจ้างโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า นั้น เห็นว่า ในชั้นฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลแรงงานภาค 2 ได้วินิจฉัยแล้วว่า การเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่ในชั้นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองเพราะโจทก์ทั้งสิบสองเข้าร่วมชุมนุมนัดหยุดงานถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมจึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ทั้งสิบสองฟ้อง ประกอบกับในกรณีที่ลูกจ้างเห็นว่านายจ้างกระทำการอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างจะข้ามขั้นตอนมายื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานทันทีไม่ได้ ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เสียก่อน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 124 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัณรุจิพงศ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8978/2561
#633466
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นาว แอนด์ เซน กรุ๊ป จำกัด กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — บริษัท ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
ชื่อองค์คณะ
นายสันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2561
#630950
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วย

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 172, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) และ (5)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ และเอกสารท้ายฟ้อง พร้อมด้วยคำเบิกความของโจทก์ ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยแต่ละคนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใด มีอำนาจหน้าที่อย่างใด และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้พอจับใจความได้ว่า เป็นการกล่าวหาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการดังกล่าว เพราะกระบวนการสอบข้อเท็จจริงขัดต่อระเบียบของหน่วยงาน และข้อสรุปของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีเหตุการณ์ที่โจทก์ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจำเลยที่ 3 ในฐานะรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ภาค 2 และเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบเรื่องการสอบข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบจากโจทก์แล้ว แต่ไม่สั่งการให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงที่ 24 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการส่วนที่เกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานและลูกจ้างซึ่งอยู่เวรแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องดื่มสุราภายในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 ลงลายมือชื่อร่วมกันเสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 13 ในฐานะผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 13 สั่งการให้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองผลการสอบสวนที่มีจำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่รายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อสรุปว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 8 มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี โดยกล่าวด้วยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานีได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ในขณะตรวจค้นไม่ได้มีการดื่มสุราส่งเสียงดัง จึงขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา และจำเลยที่ 7 มีหนังสือตอบไปยังจำเลยที่ 8 ในทำนองว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย ก็ตาม แต่การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะเหตุจากการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบข้อเท็จจริง หรือการใช้ดุลพินิจดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง หากไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยเอก อ.
จำเลย — นาย ถ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8970/2561
#628170
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีก่อนเมื่ออายุ 14 ปีเศษและจำเลยได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้นั้น แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงสามารถหยิกยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ขณะกระทำความผิดในคดีก่อนจำเลยมีอายุ 14 ปีเศษ เมื่อความผิดที่ได้กระทำในขณะมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 94 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยจึงไม่ชอบ ประกอบกับโจทก์ฟ้องว่าจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้วกลับมากระทำความผิด คดีนี้อีกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 แสดงให้เห็นว่าจำเลยพ้นโทษในคดีก่อนตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2548 แล้ว เมื่อ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 บัญญัติให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในคดีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้นเมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 92, 93, 288 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายธีระศักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพวันละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 60,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดในคดีอาญา จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 15 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 224,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 24 มีนาคม 2548) จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กันยายน 2558) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ร่วมไปนั่งดื่มสุราเพียงลำพังที่ร้านอาหาร ต่อมาตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมออกไปปัสสาวะที่ข้างห้องน้ำหลังร้านอาหาร ระหว่างนั้นนายเฉลาจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1511/2549 ของศาลชั้นต้นกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันใช้จอบ คราด และไม้เป็นอาวุธทุบตีโจทก์ร่วมถูกที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า และลำตัว เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส กระดูกกรามบนหัก กระดูกไหปลาร้าซ้ายร้าว ฟันหน้าบนบิ่น และมีบาดแผลที่ศีรษะ ริมฝีปากกับเหนือคิ้วซ้ายอีกหลายแผล

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยร่วมกับนายเฉลาและพวกกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านคาราโอเกะเพียงลำพัง ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา นายเฉลากับพวกอีก 2 คน มานั่งที่โต๊ะข้างโจทก์ร่วมห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร โจทก์ร่วมรู้จักนายเฉลามาก่อนเนื่องจากเคยทะเลาะวิวาทกันเมื่อประมาณ 7 ถึง 8 ปี ก่อนหน้านั้น ส่วนชายอีก 2 คน ที่มากับนายเฉลานั้นคือ จำเลยและนายธีระวัฒน์ โจทก์ร่วมรู้จักบุคคลทั้งสองเช่นเดียวกัน เนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อนและอยู่บ้านละแวกเดียวกัน ต่อมาโจทก์ร่วมเดินไปปัสสาวะข้างห้องน้ำด้านหลังของร้านอาหาร ขณะที่ยืนปัสสาวะอยู่โจทก์ร่วมได้ยินเสียงทางด้านหลังพูดว่า " เอาให้ตาย " โจทก์ร่วมจึงหันไปดูแล้วถูกนายเฉลาตีด้วยจอบจนโจทก์ร่วมล้มฟุบกับพื้น จากนั้นนายเฉลาและจำเลยกับพวกเข้ารุมทำร้ายโจทก์ร่วมต่อ โดยจำเลยใช้คราดตีโจทก์ร่วมขณะที่ล้มนอนอยู่ด้วย โจทก์ร่วมจึงแกล้งทำเป็นหมดสติ ขณะนั้นได้ยินเสียงชายคนหนึ่งในสามคนพูดว่า "กลับกันเถอะมันตายแล้ว" นายเฉลาและจำเลยกับพวกจึงเดินออกไป หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปแอบซ่อนตัวอยู่ในคูน้ำ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงเดินทางกลับบ้านและให้บิดาพาไปส่งโรงพยาบาล โดยขณะถูกทำร้ายโจทก์ร่วมมองเห็นเหตุการณ์ได้ตลอดเนื่องจากมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าที่ห้องน้ำส่องสว่างมองเห็นได้ หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเหตุที่ถูกทำร้ายและคนร้ายผู้ก่อเหตุ ต่อมาพนักงานสอบสวนนำภาพถ่ายของนายเฉลา จำเลย และนายธีระวัฒน์มาให้ตรวจสอบ โจทก์ร่วมตรวจสอบแล้วชี้ยืนยันว่าบุคคลทั้งสามเป็นคนร้ายที่ร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วม เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความตามลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นเรื่องราว และโดยเฉพาะในส่วนของจำเลยนั้น โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุด้วย โดยจำเลยร่วมเดินทางมาพร้อมกับนายเฉลากับพวกอีกหนึ่งคนตั้งแต่แรก และจำเลยร่วมรุมทำร้ายโดยใช้คราดทุบตีโจทก์ร่วมในขณะเกิดเหตุ ซึ่งหากโจทก์ร่วมจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือจำจำเลยไม่ได้ โจทก์ร่วมก็ไม่น่าจะสามารถเบิกความยืนยันเช่นนั้นได้ แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากโจทก์ร่วม นางรัตนา เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ และพันตำรวจโทสาคร พนักงานสอบสวนว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าซึ่งติดที่ห้องน้ำส่องสว่างมองเห็นเหตุการณ์ได้ และเมื่อพิจารณาสำเนาภาพถ่ายประกอบการตรวจที่เกิดเหตุ สำเนาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ประกอบกับต้นฉบับของสำเนาภาพถ่ายและสำเนาแผนที่ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1511/2549 ของศาลชั้นต้น ซึ่งผูกรวมกับสำนวนคดีนี้ พบว่าร้านอาหารที่เกิดเหตุ ร้านขายของชำใกล้กับร้านอาหารที่เกิดเหตุ และห้องน้ำด้านหลังร้านอาหาร ติดตั้งหลอดไฟนีออนส่องสว่างทำให้มองเห็นเหตุการณ์ได้ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมเคยมีเหตุทะเลาะวิวาทกับนายเฉลามาก่อน ดังนั้นเมื่อนายเฉลาและจำเลยกับพวกเดินเข้ามาภายในร้าน โจทก์ร่วมจึงย่อมต้องคอยระวังสังเกตนายเฉลาและจำเลยกับพวกเป็นธรรมดา ประกอบกับโจทก์ร่วมรู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อน และจำเลยนำสืบยอมรับว่า คืนเกิดเหตุจำเลยมายังร้านอาหารที่เกิดเหตุ และระหว่างอยู่ภายในร้านนายเฉลามานั่งร่วมโต๊ะเดียวกับจำเลยด้วยจริง จึงย่อมทำให้โจทก์ร่วมมีโอกาสมองเห็นและจดจำจำเลยได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ทั้งหลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ โจทก์ร่วมก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเหตุคดีนี้ โดยยืนยันว่าจำเลยกับพวกเป็นคนร้ายที่ร่วมกันรุมทำร้ายโจทก์ร่วม พร้อมทั้งลงลายมือชื่อยืนยันภาพถ่ายของจำเลยกับพวกต่อพนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโทสาคร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อพยานสืบสวนทราบว่าจำเลยกับพวกคือบุคคลที่เดินตามโจทก์ร่วมไปยังห้องน้ำ พยานจึงนำภาพถ่ายของจำเลยกับพวกมาให้โจทก์ร่วมตรวจสอบ โจทก์ร่วมตรวจสอบแล้วยืนยันว่าจำเลยกับพวกเป็นคนร้ายในคดีนี้จริง อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ทำให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมสามารถมองเห็นและจดจำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุด้วยจริง นอกจากนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางรัตนาเจ้าของร้านอาหารที่เกิดเหตุ เป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดเหตุพยานเคยไปให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนนำภาพถ่ายของจำเลยกับพวกมาให้ตรวจสอบ พยานตรวจสอบแล้วยืนยันว่าจำเลยกับพวกเดินทางไปยังร้านอาหารของพยานในคืนเกิดเหตุจริง และพยานยังเคยเบิกความในคดีที่นายเฉลาถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย แม้พยานปากนี้จะเบิกความในทำนองว่าพยานจดจำจำเลยและเหตุการณ์บางอย่างไม่ได้ก็ตาม แต่ขณะที่พยานเบิกความในคดีนี้นั้นเป็นเวลาหลังเกิดเหตุนานถึง 10 ปีเศษ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พยานย่อมจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลทั้งหมดได้ เมื่อพิจารณาสำเนาคำให้การและสำเนาคำเบิกความเอกสารแล้วพบว่าพยานปากนี้ให้การในชั้นสอบสวนในวันเกิดเหตุและเบิกความต่อศาลในคดีก่อนหลังเกิดเหตุเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น ขณะนั้นพยานย่อมสามารถจดจำเหตุการณ์และรายละเอียดต่าง ๆ ได้มากกว่าขณะที่เบิกความในคดีนี้ ดังนั้นคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของพยานปากนี้ในคดีก่อนจึงน่าเชื่อถือ เมื่อพยานปากนี้ให้การและเบิกความในคดีก่อนว่า เมื่อโจทก์ร่วมเดินออกจากร้านไปห้องน้ำแล้ว จำเลยกับพวกเดินตามไป หลังจากนั้นสักพักหนึ่งจำเลยกับพวกกลับมาชำระค่าอาหารแล้วออกจากร้านไป อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เมื่อพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทุกปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานทุกปากเบิกความตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมรุมทำร้ายโจทก์ร่วมในขณะเกิดเหตุจริง เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วพบว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้จอบ คราด และไม้ซึ่งเป็นวัตถุขนาดใหญ่เป็นอาวุธทุบตีโจทก์ร่วม ถูกที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า และลำตัวอันเป็นอวัยวะสำคัญ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บกระดูกกรามบนหัก กระดูกไหปลาร้าร้าว และมีบาดแผลที่ศีรษะ ริมฝีปากกับเหนือคิ้วซ้ายอีกหลายแผล แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกทุบตีโจทก์ร่วมอย่างแรงหลายครั้ง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยกับนายธีระวัฒน์เดินทางไปยังร้านอาหารที่เกิดเหตุและพบนายเฉลากับพวกอีก 2 คน มาที่ร้าน ต่อมานายเฉลากับพวกอีก 2 คน ออกไปเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นเจ้าของร้านจะปิดร้าน จำเลยจึงให้นายธีระวัฒน์ชำระค่าอาหารแล้วเดินทางกลับบ้าน โดยจำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองโจทก์ร่วมมาก่อน จึงไม่มีเหตุจูงใจที่จะฆ่าโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมเคยมีเหตุทะเลาะวิวาทกับนายเฉลามาก่อน เมื่อจำเลยเดินทางมาพร้อมกับนายเฉลาและร่วมกับนายเฉลารุมทำร้ายโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมกับพวกมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมด้วย ฏีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมดื่มสุราตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ถึง 3 นาฬิกา เป็นเวลานานถึง 6 ชั่วโมง โจทก์ร่วมจึงย่อมจะต้องมึนเมาสุรา และขณะเกิดเหตุนายเฉลาเป็นคนร้ายคนแรกที่ใช้จอบตีศีรษะ โจทก์ร่วมจึงย่อมจะต้องตกใจและมึนงงจนไม่สามารถจดจำคนร้ายคนอื่นได้นั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 00.30 นาฬิกา มิใช่ 3 นาฬิกา ตามที่จำเลยอ้าง ส่วนการถูกทำร้ายนั้นโจทก์ร่วมเบิกความเพียงว่า นายเฉลาใช้จอบตีโจทก์ร่วมเป็นคนแรกเท่านั้น มิได้เบิกความว่าตีที่ศีรษะตามที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากสำนวน จึงฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า จอบ คราด และไม้ของกลางเป็นเพียงเครื่องมือและสิ่งของที่วางทิ้งไว้ตรงบริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น เมื่อไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุและไม่มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงส่วนนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น และเมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติในคำพิพากษาว่า จอบ คราด และไม้ของกลางเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ทุบตีทำร้ายโจทก์ร่วม จำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ด้วย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่า จอบ คราด และไม้ของกลางมิใช่อาวุธที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดนั้น จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง มาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า บาดแผลของโจทก์ร่วมมิได้เกิดขึ้นจากความคมของหน้าจอบและปลายแหลมของซี่คราด แสดงให้เห็นว่า คนร้ายใช้สันข้างของจอบหรือสันข้างของคราดตีทำร้ายโจทก์ร่วม คนร้ายจึงมิได้มีเจตนาฆ่ามีเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น เห็นว่า จอบและคราดเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่สามารถใช้ทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แม้มิได้ใช้หน้าจอบหรือซี่คราดตีทำร้าย แต่หากตีถูกที่อวัยวะสำคัญโดยแรงก็สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อโจทก์ร่วมถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส กระดูกกรามบนหัก กระดูกไหปลาร้าซ้ายร้าว ฟันหน้าบนบิ่น และมีบาดแผลอีกหลายแห่งที่ศีรษะ ริมฝีปากกับเหนือคิ้วซ้าย ย่อมแสดงให้เห็นว่าคนร้ายร่วมกันใช้อาวุธรุมตีทำร้ายโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีก่อนเมื่ออายุเพียง 14 ปีเศษเท่านั้น และจำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงสามารถหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิจารณาสำเนาภาพถ่ายพบว่าจำเลยเกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2528 ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2543 จึงแสดงให้เห็นว่าขณะกระทำความผิดคดีก่อนนั้นจำเลยมีอายุ 14 ปีเศษ เมื่อความผิดที่ได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยจึงไม่ชอบ ประกอบกับโจทก์ฟ้องว่าจำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวแล้วกลับมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 แสดงให้เห็นว่าจำเลยพ้นโทษในคดีก่อนตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2548 แล้ว เมื่อพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้นเมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 94
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 2 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
โจทก์ร่วม — นาย ธ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายสุริยา คชเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8967/2561
#630935
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 37 ต้องมีเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 ด้วย โดยจำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น และต้องร่วมกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายหรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งการหลีกเลี่ยงภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ ต้องเป็นการหลีกเลี่ยงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Tax Evasion) มิใช่เป็นการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีไม่ผิดกฎหมายทำให้เสียภาษีอากรน้อยลงหรือไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้ความคลุมเครือของกฎหมายหรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหรือความบกพร่องของกฎหมาย อันเป็นเพียงการหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) ซึ่งยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 37

การไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินมิได้หมายความว่าจะถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 37 เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ แม้จำนวนภาษีดังกล่าวจะยุติตามการประเมินก็ฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหลบหลีกภาษีอากรที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Tax Avoidance) หรือเป็นการหลบหลีกภาษีอากรที่ไม่บริสุทธิ์ (Abusive Tax Avoidance) ซึ่งมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นโทษทางแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นพนักงานส่งเอกสารของบริษัทยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาท ถึง 3,000 บาท ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ฉบับพิพาท ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางน้ำเปรี้ยว แสดงกำไรสุทธิ 2,487,038.51 บาท ซึ่งต้องเสียภาษี 521,759.63 บาท ต่อมาสำนักตรวจสอบภาษีกลางตรวจสอบการเสียภาษีของกลุ่มโรงบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) พบว่าจำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สจากบริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ในราคาลิตรละ 15.96 บาท ซึ่งสูงไปกว่าที่ลูกค้ารายอื่นซื้อจากบริษัทดังกล่าวในราคาเพียงลิตรละ 13.69 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และจำเลยที่ 1 ยังมีรายจ่ายซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เมื่อปรับปรุงการคำนวณภาษีใหม่แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีกำไรสุทธิ จำนวน 31,035,436.09 บาท ซึ่งต้องเสียภาษี 9,060,630.83 บาท จำเลยที่ 1 เสียภาษีต่ำไป จำนวน 8,538,871.20 บาท เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 23,097,646 บาท จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินจำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมิน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระภาษีดังกล่าว หลังจากนั้นมีการกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า ผู้ใด (1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ (2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ซึ่งการกระทำความผิดตามมาตรานี้ ต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ด้วย โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องมีเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น และต้องร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งการหลีกเลี่ยงภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ ต้องเป็นการหลีกเลี่ยงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Tax Evasion) มิใช่เป็นการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีไม่ผิดกฎหมายทำให้เสียภาษีอากรน้อยลงหรือไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้ความคลุมเครือของกฎหมายหรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหรือความบกพร่องของกฎหมาย อันเป็นเพียงการหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) ซึ่งยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ต้องเสียภาษีเพิ่มรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายอันเป็นบทลงโทษทางแพ่ง หากเข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญาจึงต้องรับโทษทางอาญาด้วย โจทก์มีนางสาววราพร นิติกรสำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร ผู้รับมอบอำนาจจากกรมสรรพากรซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท สำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ตรวจพบว่า บริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีพฤติการณ์ลงบัญชีไม่ถูกต้อง และปั่นราคาหุ้น จึงให้ผู้สอบบัญชีตรวจบัญชีพิเศษที่บริษัทนี้ทำธุรกิจกับกลุ่มโรงงานบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน หรือมีพฤติกรรมขายน้ำแก๊สราคาสูงกว่าขายให้แก่ลูกค้าทั่วไปรวม 18 ราย ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สจากบริษัทปิกนิก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาลิตรละ 15.96 บาท ซึ่งสูงกว่าลูกค้ารายอื่นซื้อ โดยซื้อเพียงราคาลิตรละ 13.69 บาท ประการที่สองจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และประการที่สาม จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 แสดงกำไรสุทธิต่ำไปและชำระภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง 8,538,871.20 บาท เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรและโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้น โจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นให้ได้สมฟ้อง เมื่อทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโดยคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิไม่ถูกต้องและเสียภาษีต่ำไป นั้น เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุสามประการข้างต้น ประการแรก จำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงิน 300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืม ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และได้ประเมินดอกเบี้ย จำนวน 466.97 บาท ให้โจทก์คำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี ประการที่สอง จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อน้ำแก๊สในส่วนที่เกินปกติ 27,652,913.06 บาท โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อในส่วนที่เกินกว่าปกตินั้น เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจถือว่าเป็นรายจ่าย ต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (15) และประการที่สาม จำเลยที่ 1 มีรายจ่ายการขายและบริหาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ 895,017.55 บาท การที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับโดยไม่อาจหาตัวผู้รับเงินมาพบเจ้าพนักงานประเมิน จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธินำเงินดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ โดยเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) นางสาววราพรเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำแก๊สในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้นทุนในการซื้อสูงเกินไป แต่ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริงระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ขาย อันเป็นเท็จหรือจำเลยที่ 1 จำหน่ายแก๊สไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี นอกจากนี้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดหรือแสดงหลักฐานเท็จในการกู้ยืม ส่วนรายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน หากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ก็สามารถประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไปได้ ซึ่งประมวลรัษฎากรมีบทบัญญัติให้ผู้รับการประเมินมีสิทธิโต้แย้งอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไปโดยมิได้หมายความว่าการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินจะถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือหนีภาษีซึ่งมีโทษทางอาญาอันเป็นความผิดตามฟ้อง แม้จำนวนภาษีดังกล่าวยุติตามการประเมินก็ฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหลบหลีกภาษีอากรที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Tax Avoidance) หรือเป็นการหลบหลีกภาษีอากรที่ไม่บริสุทธิ์ (Abusive Tax Avoidance) ซึ่งมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นโทษทางแพ่งเท่านั้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวลักขณา งานประเสริฐกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
อธิป จิตต์สำเริง
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8962/2561
#628172
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ความว่า จำเลยถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดสองฐาน คือ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่ควรส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียแต่แรก เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีแล้วพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ไม่โต้แย้งคำสั่ง เช่นนี้ เท่ากับพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ย่อมส่งผลให้จำเลยมิได้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนอีกต่อไป และต้องหาเพียงความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงข้อหาเดียว จึงเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ทั้งการที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นเหตุยกเว้นที่พนักงานสอบสวนสามารถส่งตัวผู้ต้องหาไปศาลเกินกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และยังไม่มีการส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียก่อน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว จึงทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า คดีนี้จำเลยถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนในคราวเดียวกัน ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ไม่แย้งคำสั่งดังกล่าว พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีจึงโอนสำนวนให้โจทก์ โจทก์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยถูกตั้งข้อหาและสอบสวนในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนในคราวเดียวกัน ถือว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์นำจำเลยมาฟ้องโดยไม่ได้ส่งตัวจำเลยให้พนักงานสอบสวนนำไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ความว่า จำเลยถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดสองฐาน คือ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่ควรส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียแต่แรก เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้ว พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ไม่โต้แย้งคำสั่ง เช่นนี้ เท่ากับพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ย่อมส่งผลให้จำเลยมิได้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนอีกต่อไป และต้องหาเพียงความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงข้อหาเดียว จำเลยจึงเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล จึงเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ทั้งการที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นเหตุยกเว้นที่พนักงานสอบสวนสามารถส่งตัวผู้ต้องหาไปศาลเกินกำหนดระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และยังไม่มีการส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียก่อน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว จึงทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 20
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นายพิพัฒน์ คุณพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8961/2561
#629041
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งตอนท้าย แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีต่างๆ เอาไว้ที่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลเพื่อมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดภายในสี่สิบแปดชั่วโมง เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง เฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งในกรณีหลังนี้เอง เป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดกว้างเอาไว้โดยมีเจตนารมณ์จะให้ผู้เสพยาเสพติดซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายได้ เช่น ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้องสมควรกับความผิดที่ได้กระทำ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับคดีนี้ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งในที่สุดโจทก์ก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี เท่ากับโดยสาระแล้ว จำเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้เป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอีกต่อไป จำเลยจึงเป็นผู้ป่วยซึ่งอยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอย่างแท้จริง การมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่นของโจทก์ที่เกิดขึ้นในภายหลังเช่นนี้ เข้าลักษณะของพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่อาจนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อมีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดได้ทันภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่จำเลยมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ประกอบกับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี โจทก์ทราบดีถึงพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว เท่ากับข้อเท็จจริงปรากฏแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยมิได้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก กรณีย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์หรือพนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวจำเลยไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1233/2557 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1233/2557 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยมิได้แก้ฎีกาว่า ขณะจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยยังถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ต่อมาว่าโจทก์มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะข้อหาความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนในภายหลัง ที่โจทก์ฎีกาว่า อัยการสูงสุดมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนตามที่ได้มีการสอบสวนแล้วต่อไปได้ โดยไม่ต้องย้อนกระบวนการกลับไปเพื่อให้มีการส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพและการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีของโจทก์ย่อมไม่มีผลลบล้างข้อเท็จจริงที่ว่าขณะจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยยังถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่เป็นความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุกอยู่ด้วยทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องส่งตัวจำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งตอนท้าย แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีต่าง ๆ เอาไว้ที่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลเพื่อมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดภายในสี่สิบแปดชั่วโมง เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง เฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งในกรณีหลังนี้เอง เป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดกว้างเอาไว้โดยมีเจตนารมณ์จะให้ผู้เสพยาเสพติดซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดโดยทั่วถึงซึ่งในตอนแรกอาจมีพฤติการณ์บางอย่างที่ทำให้ผู้ติดยาเสพติดเหล่านั้นไม่อาจเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายได้ เช่น ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้องสมควรกับความผิดที่ได้กระทำ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับคดีนี้ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งในที่สุดโจทก์ก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี เท่ากับโดยสาระแล้วจำเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้เป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอีกต่อไป จำเลยจึงเป็นผู้ป่วยซึ่งอยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอย่างแท้จริง การมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่นของโจทก์ที่เกิดขึ้นในภายหลังเช่นนี้ เข้าลักษณะของพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่อาจนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อมีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดได้ทันภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่จำเลยมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังที่กฎหมายบัญญัติแล้วประกอบกับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี โจทก์ทราบดีถึงพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว เท่ากับข้อเท็จจริงปรากฏแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยมิได้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก กรณีย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์หรือพนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวจำเลยไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายรณชัย ชูสุวรรณประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8951/2561
#630944
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันมีความผูกพันในอันจะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระ และโจทก์ได้เข้าชำระหนี้นั้นแล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยรวมถึงเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งการรับช่วงสิทธิของโจทก์ย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายและย่อมสำเร็จเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในทันทีตามมาตรา 229 (3)

กรณีเจ้าหนี้เรียกให้โจทก์ชำระค่าประกันชดเชยตามสัญญาค้ำประกัน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วตามมาตรา 686 ดังนั้น โจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิทั้งหลายของเจ้าหนี้อันมีต่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดจึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยเพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่ชำระแก่เจ้าหนี้ไป รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินนั้นในทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ เพียงแต่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 224 วรรคสอง เท่านั้น เมื่อเงินที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไม่ปรากฏว่าเป็นดอกเบี้ย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินที่ได้ชำระแทนไปพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กฎหมายกำหนดตามที่โจทก์เรียกร้อง นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลย เพราะจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนแล้ว หาใช่จะตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เรียกให้ชำระหนี้ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนรวม 797,879.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 697,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 31 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงินไม่เกิน 697,000 บาท ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เรียกให้โจทก์จ่ายค่าประกันชดเชยแก่ธนาคาร โจทก์จึงออกเช็คจ่ายเงินประกันชดเชยแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 จำนวน 697,000 บาท โจทก์เป็นผู้เข้ารับช่วงสิทธิของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความผูกพันในอันจะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้คือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อจำเลยไม่ชำระ และโจทก์ได้เข้าชำระหนี้นั้นแล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น รวมทั้งเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งการรับช่วงสิทธิของโจทก์ย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายและย่อมสำเร็จเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในทันทีตามมาตรา 229 (3) และโดยเฉพาะการที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามมาตรา 226 วรรคหนึ่งด้วย เมื่อกรณีนี้เจ้าหนี้เรียกให้โจทก์ชำระค่าประกันชดเชยตามสัญญาค้ำประกัน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นผิดนัดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วตามมาตรา 686 การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้และชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ จึงรวมถึงสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยในกรณีที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดในทันทีที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิด้วย ซึ่งในหนี้เงินนั้น มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ลูกหนี้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น ดังนั้น โจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิทั้งหลายของเจ้าหนี้อันมีต่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดจึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยเพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่ชำระแก่เจ้าหนี้ไป รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินนั้นในทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ เพียงแต่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 224 วรรคสอง เท่านั้น เมื่อเงินที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไม่ปรากฏว่าเป็นดอกเบี้ย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินที่ได้ชำระแทนไปพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กฎหมายกำหนดตามที่โจทก์เรียกร้อง นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลย เพราะจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนแล้ว หาใช่จะตกเป็นผู้ผิดนัดก็เมื่อโจทก์ได้เรียกให้ชำระหนี้ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2557 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสอง ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 229 (3) ม. 686 ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัท ป.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเจษฎา ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8945/2561
#636635
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีคีตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ยังคงบัญญัติให้เป็นความผิดตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง มีโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจาก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ที่เป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และมีโทษตามมาตรา 106 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แม้ตามกฎหมายฉบับเดิมและฉบับใหม่จะมีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่บัญญัติให้จำคุกและปรับเท่านั้น กฎหมายฉบับใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า และความผิดฐานเสพคีตามีนยังคงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 92 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 141 ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจาก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ที่เป็นความผิดตามมาตรา 62 ตรี และมีโทษตามมาตรา 106 ตรี ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท เห็นได้ว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายฉบับใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามกฎหมายฉบับเดิม โทษจำคุกและโทษปรับตามกฎหมายฉบับใหม่ไม่มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับขั้นต่ำเช่นเดียวกับกฎหมายฉบับเดิม ทั้งกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่ให้จำคุกและปรับเท่านั้น กฎหมายฉบับใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ดังนั้นในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวต้องใช้กฎหมายฉบับใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 62 ตรี, 106 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและเสพคีตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ตรี, 106 ตรี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 420,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพคีตามีน จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและเสพคีตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ส่วนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 280,000 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานเสพคีตามีน คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 17 เดือน และปรับ 280,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1555 xxxx ของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1909 xxxx แก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 420,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 9 เดือน และปรับ 420,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออ้างถึงจำเลยที่ 2 มาก่อนว่ามีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด ก่อนเกิดเหตุสายลับแจ้งเพียงว่าสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยที่ 1 อันเป็นที่มาของการวางแผนให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยสถานที่นัดหมายก็เป็นอาคารที่พักของจำเลยที่ 1 เหตุที่ทราบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 1 ไปจำหน่ายให้แก่สายลับมาจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ทั้งสองได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ไว้ แต่กลับไม่มีการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้หลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาให้เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับจริง โดยเทียบกับช่วงเวลาที่สายลับโทรศัพท์ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในวิสัยที่กระทำได้ การที่พบจำเลยที่ 2 อยู่ในห้องพักของจำเลยที่ 1 พร้อมกับยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่งจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนที่นำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับได้ความว่าพยานโจทก์ทั้งสองยึดได้คีตามีนและเมทแอมเฟตามีนพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพเมทแอมเฟตามีนในห้องพักที่เกิดเหตุ เมื่อตรวจปัสสาวะจำเลยที่ 2 ก็พบสารเสพติดในร่างกาย จำเลยที่ 2 จึงน่าจะมาที่ห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อเสพยาเสพติดดังที่นำสืบต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า แม้เมทแอมเฟตามีนและคีตามีนดังกล่าวตรวจพบภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 แต่เมทแอมเฟตามีนพร้อมอุปกรณ์การเสพพบอยู่บนโต๊ะกลางห้องพัก ส่วนคีตามีนพบอยู่บริเวณที่นอน ยาเสพติดทั้งสองส่วนอยู่ภายในห้องในลักษณะเปิดเผยไม่ได้มีการซุกซ่อนหรือปิดบัง ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับว่ามาที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 เพื่อเสพยาเสพติด ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มามั่วสุมเสพยาเสพติดในห้องพักของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนมีปริมาณเพียงเล็กน้อย เชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีไว้เพื่อเสพเท่านั้น เมื่อคำนึงถึงการศึกษาและอายุของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 โดยการรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลยที่ 2 เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ในทุกกระทงความผิดอีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกมาใช้บังคับมีผลภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศวันที่ 20 ธันวาคม 2559) โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ทั้งฉบับ แต่กฎหมายฉบับใหม่ยังคงบัญญัติให้ความผิดฐานมีคีตามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง มีโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่เป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และมีโทษตามมาตรา 106 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท เห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายฉบับเดิมและฉบับใหม่จะมีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่บัญญัติให้จำคุกและปรับเท่านั้น กฎหมายฉบับใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า สำหรับความผิดฐานเสพคีตามีนยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 92 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 141 ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่เป็นความผิดตามมาตรา 62 ตรี และมีโทษตามมาตรา 106 ตรี ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท เห็นได้ว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายฉบับใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามกฎหมายฉบับเดิม โทษจำคุกและโทษปรับตามกฎหมายฉบับใหม่ไม่มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับขั้นต่ำเช่นเดียวกับกฎหมายฉบับเดิม ทั้งกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่ให้จำคุกและปรับเท่านั้น กฎหมายฉบับใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ดังนั้นในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวต้องใช้กฎหมายฉบับใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานเสพคีตามีน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง, 92, 140 วรรคหนึ่ง, 141 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ทุกกระทงอีกสถานหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ฐานเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ปรับ 10,000 บาท และฐานเสพคีตามีน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ในความผิดฐานเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนกับฐานเสพคีตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพ 3, 4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ปรับ 5,000 บาท ฐานเสพคีตามีน ปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 62 ตรี ม. 106 วรรคหนึ่ง ม. 106 ตรี
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 92 ม. 140 วรรคหนึ่ง ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
วรงค์พร จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2561
#631184
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณ ดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ...

(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป ...

และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บังคับแก่คดีดังกล่าวต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด" ซึ่งหมายความว่ามิให้นำ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมาใช้บังคับแก่คดีนี้ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ (ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2560 เป็นต้นไป) อย่างไรก็ตามเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 6 - 7/2561 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่ห้ามมิให้นำมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาใช้บังคับแก่คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง ตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 104 ก ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจนำ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 3 จึงสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่)) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องกันและได้มาเช่าบ้านที่เกิดเหตุเป็นที่พักอาศัย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง พันตำรวจโทจรัล ในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ โดยจับกุมนายธนกรหรือปอนด์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.48/2558 ของศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสอง พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 19 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 3 ซอง ภายในบ้านที่เกิดเหตุเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ทั้งหมด 2.49 กรัม จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์ ซึ่งคดีส่วนนี้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจริง ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองก็ควรที่จะให้การต่อพนักงานสอบสวนในรายละเอียดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเสียในโอกาสแรก มิใช่ให้การปฏิเสธลอย ๆ โดยจำเลยทั้งสองจะขอไปให้การชั้นศาล การที่จำเลยทั้งสองเบิกความในชั้นพิจารณาดังกล่าว จึงเป็นเพียงการนำสืบแก้ตัวที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนและอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครอง ไม่ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจะซุกซ่อนไว้หรือวางไว้โดยเปิดเผยภายในบ้านที่เกิดเหตุอันเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยทั้งสอง ยากที่จะรับฟังให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ นอกเสียจากว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นเป็นใจในการร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยอย่างปราศจากข้อสงสัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายธนกรเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกับนายธนกรครอบครองด้วยนั้น ฟังไม่ขึ้น ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางชนิดเม็ดมีจำนวน 19 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.405 กรัม และชนิดเกล็ดสีขาว คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.085 กรัม รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ทั้งสิ้น 2.49 กรัม จำเลยทั้งสองจึงร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครอง โดยที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณ ดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

(1) เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป

(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป

(3) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นอกจาก (1) และ (2) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามกรัมขึ้นไป"

และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บังคับแก่คดีดังกล่าวต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด" ซึ่งหมายความว่ามิให้นำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมาใช้บังคับแก่คดีนี้ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ (ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2560 เป็นต้นไป) อย่างไรก็ตามเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 6 - 7/2561 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่ห้ามมิให้นำมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง มาตรา 20 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาใช้บังคับแก่คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง ตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 104 ก ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจนำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จึงสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งโจทก์มีเพียงร้อยตำรวจโทธีรชัยและดาบตำรวจเจริญพร ผู้จับกุมเบิกความว่า ก่อนตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ มีสายลับมาแจ้งว่านายนายธนกรและจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสายลับผู้นี้มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองได้จำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ใด เมื่อใด คำเบิกความของพยานโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองก็นำสืบว่า นายธนกรเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยทั้งสองเสพที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย ชั้นจับกุมนายธนกรได้เขียนบันทึกข้อความไว้ว่า นายธนกรเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยทั้งสองเช่าพักอาศัยอยู่ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยไม่ได้ซัดทอดว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ว่า จำเลยทั้งสองได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายธนกร และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ มิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 โดยใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 7 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด เป็นบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสอง เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายเอนก ศรีมุกข์
ศาลอุทธรณ์ — นายกวินทัต วายุนิจ
ชื่อองค์คณะ
กมล ธีรเวชพลกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8935/2561
#662463
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่ ก. กับจำเลยเดินทางร่วมกันไปค้นหาเมทแอมเฟตามีนบริเวณที่เกิดเหตุ บ่งชี้ได้ว่า ก. กับจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญามาตั้งแต่แรกและถือว่า ก. กับจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การที่ชายไม่ทราบชื่อนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้บริเวณโคนต้นไม้แล้วโทรศัพท์แจ้งให้ ก. กับจำเลยทราบ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจพา ก. กับจำเลยไปตรวจค้นบริเวณดังกล่าวจึงพบเมทแอมเฟตามีน จำเลยกับพวกจึงยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบเห็นและจับกุมได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ปรับ 500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 13 ปี และปรับ 750,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 500,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 500,250 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) กรณีไม่ชำระค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย นายกรุงศรี นายนิกรณ์ และนายราเชนทร์ ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 727 เม็ด นํ้าหนัก 67.673 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.079 กรัม และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลย นายกรุงศรี นายนิกรณ์ และนายราเชนทร์ว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนายกรุงศรี นายนิกรณ์ และนายราเชนทร์ให้การรับสารภาพ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น นายกรุงศรี นายนิกรณ์ และนายราเชนทร์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษบุคคลทั้งสามและมีคำสั่งริบของกลางแล้ว ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับ 250 บาท คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง พยานทั้งสามเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า เมื่อพยานทั้งสามกับพวกเดินทางไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุพบเห็นนายกรุงศรีกับจำเลยกำลังค้นหาสิ่งของตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ และในขณะที่พยานทั้งสามเข้าควบคุมตัวนายกรุงศรีกับจำเลย ปรากฏว่ามีเสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายกรุงศรีดังขึ้น พยานทั้งสามให้นายกรุงศรีเปิดลำโพงฟังได้ยินเสียงชายไม่ทราบชื่อแจ้งให้นายกรุงศรีทราบว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนต้นไม้ห่างจากสะพานห้วยบังอี่ประมาณ 20 เมตร พยานทั้งสามจึงพานายกรุงศรีกับจำเลยไปตรวจค้นบริเวณดังกล่าวพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และยังสอดคล้องกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายกรุงศรีที่ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งแม้คำให้การของนายกรุงศรีจะเป็นเพียงพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่นายกรุงศรีได้ให้การในทันทีหลังถูกจับกุมโดยยังไม่มีโอกาสคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ทั้งยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยมีรายละเอียดของการกระทำความผิด มิใช่กระทำไปโดยมุ่งต่อผลให้ตนเองพ้นผิด จึงสามารถนำมารับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ พฤติการณ์ที่นายกรุงศรีกับจำเลยเดินทางร่วมกันไปค้นหาเมทแอมเฟตามีนบริเวณที่เกิดเหตุ บ่งชี้ได้ว่านายกรุงศรีกับจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญามาตั้งแต่แรกและถือว่านายกรุงศรีกับจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การที่ชายไม่ทราบชื่อนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้บริเวณโคนต้นไม้แล้วโทรศัพท์แจ้งให้นายกรุงศรีกับจำเลยทราบ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจพานายกรุงศรีกับจำเลยไปตรวจค้นบริเวณดังกล่าวจึงพบเมทแอมเฟตามีน จำเลยกับพวกจึงยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบเห็นและจับกุมได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 500,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 333,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 333,583.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 (ใหม่) ม. 80 ม. 81 ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 42 วรรคหนึ่ง ม. 64
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายทินกร พูนเม็ง
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
แก้ว เวศอุไร
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8929/2561
#630662
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งที่บริเวณลานจอดรถ และนำไปตรวจค้นยึดได้ที่ในห้องพักอีกจำนวนหนึ่งเป็นการที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่พักพบของกลางตามปกติในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดลักษณะนี้อยู่แล้ว ไม่ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในอันที่จะให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าจำเลยเป็นคนต่างชาติ สัญชาติอิหร่าน มีภริยาเป็นคนไทย เดินทางเข้ามายังประเทศไทยครั้งล่าสุดทางสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2558 เวลา 0.30 นาฬิกา จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่บริเวณลานจอดรถฟูดส์มาร์ทขณะขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอด พร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด ยึดได้จากจำเลยในขณะนั้น 1 ถุงพลาสติก และให้จำเลยนำไปตรวจค้นที่ห้องพักภายในอาคารชุดริมหาดคอนโด ยึดได้จากในตู้เสื้อผ้าในห้องพักอีก 1 ถุงพลาสติก รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 48.847 กรัม เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่อุทธรณ์ฎีกา ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฟังยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหานี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้ององค์ประกอบความผิดว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย เพียงแต่ระบุบทมาตราความผิดขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ไว้ในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฟังลงโทษจำเลยฐานความผิดข้อหานี้ว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะเกินคำขอนอกเหนือที่กล่าวในฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหาว่าจะลงโทษได้เพียงใด เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์มีแต่ผู้จับกุมสองปากคือ ร้อยตำรวจเอก อาคม และดาบตำรวจ สุขวสันต์ มาเบิกความประกอบบันทึกการจับกุม ยืนยันข้อเท็จจริงได้เพียงว่า ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีชายต่างชาติชาวอิหร่านซึ่งก็คือจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดมาส่งมอบแก่ลูกค้าที่บริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุ จึงนำกำลังไปซุ่มดู เข้าจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางยึดได้จากจำเลยในขณะนั้น 1 ถุง และให้นำไปยึดได้จากในห้องพักอีก 1 ถุง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และมีพนักงานสอบสวนอีกปากคือ ร้อยตำรวจเอก ขวัญชัย มาเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งตามบันทึกการจับกุมได้มีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพิ่งมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยในชั้นสอบสวนว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยอาศัยข้อเท็จจริงสืบเนื่องมาจากถ้อยคำบอกกล่าวของจำเลยในชั้นจับกุมว่านำเข้าเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นสำคัญ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดอีกเกี่ยวกับการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ตลอดถึงคำเบิกความของผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนในความผิดข้อหานี้ เป็นแค่คำพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานหลักที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้นนำมาฟังประกอบ และจำเลยก็ให้การปฏิเสธข้อหานี้ ในชั้นพิจารณานำสืบว่าไม่ได้ให้การชั้นสอบสวนตามความเป็นจริง ทั้งเป็นคนต่างชาติด้วย ที่อาจมีปัญหาในการให้ถ้อยคำสื่อความหมายผ่านล่ามแปล นับว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มั่นคงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยโดยปราศจากข้อสงสัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฟังลงโทษจำเลยข้อหานี้ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อมาตอนท้ายเกี่ยวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่าจากพฤติการณ์ที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่ง จำเลยควรได้รับประโยชน์ ปรับบทลงโทษในสถานเบาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งที่บริเวณลานจอดรถ และนำไปตรวจค้นยึดได้ที่ในห้องพักอีกจำนวนหนึ่ง เป็นการที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่พักพบของกลางตามปกติในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดลักษณะนี้อยู่แล้ว ไม่ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในอันที่จะให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ ฎีกาจำเลยข้อหลังนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องถูกกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพันธุ์สยาม ห้วยแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2561
#630663
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง ย่อมนำไปสู่การฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไม่ว่าโจทก์จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือไม่ ก็มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์สูญเสียไปจากการกระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่ต้องทวงถามหรือฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับจำเลยชำระหนี้อีก การร้องทุกข์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.797/2556 ของศาลอาญากรุงเทพใต้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5632/2559 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างปี 2520 ถึงเดือนสิงหาคม 2551 จำเลยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เรียกร้องให้ชำระเงินตามมูลหนี้เช็ค 9 ฉบับ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าระหว่างที่จำเลยทำงานกับโจทก์ จำเลยยักยอกเงินโจทก์ 93,000,000 บาท เศษ วันที่ 29 ตุลาคม 2552 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 จำเลยจดทะเบียนยกที่ดิน 17 แปลง ตามฟ้องให้บุตรชายและบุตรสาวของจำเลย หลังจากนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ชำระหนี้ละเมิดที่จำเลยยักยอกเงินโจทก์ แต่เนื่องจากเป็นการฟ้องผิดศาลโจทก์จึงขอถอนฟ้องและฟ้องจำเลยตามมูลหนี้ดังกล่าวใหม่ที่ศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพฤติการณ์จำเลยยืนยันและแสดงให้เห็นว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ และจำเลยรู้แล้วว่าโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น เจ้าหนี้ต้องใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว และลูกหนี้รู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิดังกล่าวแล้วยังโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่น โดยมีมูลเหตุจูงใจเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ก่อนวันที่ 28 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองของจำเลย การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ย่อมนำไปสู่การยื่นฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งรวมถึงการเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแทนโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีกทั้งเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดี โจทก์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น โดยการร้องทุกข์ของโจทก์ ไม่ว่าต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ ก็มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์สูญเสียไปจากการกระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้ว โจทก์ไม่จำต้องทวงถามหรือฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้อีก การร้องทุกข์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว เมื่อปรากฏว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบเมื่อวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน 2552 เพื่อหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกเงินโจทก์ และโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงรู้แล้วว่าโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล การที่หลังจากนั้นจำเลยโอนที่ดินให้บุตรทั้งสองของจำเลยจึงเป็นไปเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายภูวเดช ภวังสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8899/2561
#631177
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 แล้ว คงเหลือปัญหาตามฎีกาซึ่งเป็นเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงข้อเดียวว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าธรรมเนียมศาลให้ฝ่ายจำเลยใช้แทนแก่โจทก์สูงเกินไป โดยที่ไม่ได้ยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,725,172.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,288,121.96 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงิน 12,667,467.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,788,121.96 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 เนื่องจากจำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 562,500 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 562,500 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 250,000 บาท และจำเลยที่ 8 ชำระเงิน 12,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,644,484.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 4,020,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์กระทำในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจบริษัทเอ็นทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศญี่ปุ่น) จำกัด ตามสัญญาซื้อขายหุ้น โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ส่วนจำเลยที่ 1 มิใช่คู่สัญญากับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์และโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้ว แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนฐานะดังเดิม เมื่อสัญญาซื้อขายหุ้น ข้อ 9.3 วรรคสอง ระบุในกรณีที่สัญญาเลิกกันตามข้อ 9.3 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตกลงคืนเงินที่รับไว้แล้วทั้งหมด รวมถึงชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปเนื่องจากการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรตามความเป็นจริง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงต้องชำระเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 รับไป และค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปในการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักร เมื่อจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 20,000 หุ้น จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 500,000 บาท จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 2,000 หุ้น จำเลยที่ 3 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 50,000 บาท จำเลยที่ 4 ถือหุ้น 22,500 หุ้น จำเลยที่ 4 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 562,500 บาท จำเลยที่ 5 ถือหุ้น 22,500 หุ้น จำเลยที่ 5 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 562,500 บาท จำเลยที่ 7 ถือหุ้น 10,000 หุ้น จำเลยที่ 7 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 250,000 บาท จำเลยที่ 8 ถือหุ้น 500 หุ้น จำเลยที่ 8 จึงต้องคืนเงินค่าหุ้น 12,500 บาท แก่โจทก์ ส่วนค่าปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักร ตามตารางสรุปค่าใช้จ่าย มีค่าใช้จ่ายก่อนวันที่ 22 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาและหลังจากเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งโจทก์แจ้งยุติการปรับปรุงซ่อมแซมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ คงมีค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 3,412,237.96 บาท แต่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ไปแล้ว โดยจำเลยที่ 6 มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ร้อยละ 22.5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 8 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ 2,644,484.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายหุ้นระบุไว้ว่า โจทก์ทำสัญญาในฐานะส่วนตัวและตัวแทนของบริษัทเอ็นทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศญี่ปุ่น) จำกัด โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญา มีอำนาจฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้น การทำสัญญาซื้อขายหุ้นไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่ศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว และวินิจฉัยว่าตามสัญญาซื้อขายหุ้นข้อ 8.1 กำหนดกรณีผิดสัญญาของฝ่ายจำเลยไว้ 3 กรณี คือ กรณีแรกเมื่อผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด กรณีที่สองเมื่อผิดคำรับรองข้อหนึ่งข้อใด กรณีที่สามเมื่อทำให้สิทธิในการประกอบกิจการมีมูลค่าลดน้อยถอยลงหรือเสื่อมค่าเสื่อมราคา ซึ่งฝ่ายจำเลยให้คำรับรองไว้ในข้อ 4.17 ว่าจะให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่โจทก์หรือตัวแทนในการเข้าปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 1 สามารถจำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ และจะให้ความร่วมมือประสานงาน จัดเตรียมหรือให้ข้อมูลเอกสารต่าง ๆ อย่างเต็มที่เมื่อมีการร้องขอจากโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องการหรือแจ้งให้ฝ่ายจำเลยช่วยเหลือประการใด และยังได้ความว่า จำเลยที่ 2 พยายามติดต่อขอทราบปัญหาของโจทก์ที่ไม่สามารถดำเนินการทดสอบระบบการผลิตไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ตามกำหนด แต่ไม่ได้รับการติดต่อจากโจทก์ และได้ความจากการที่จำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแทนโจทก์และยังให้โจทก์ยืมเงินเพื่อนำไปซ่อมเครื่องจักร แสดงให้เห็นว่าฝ่ายจำเลยพยายามช่วยเหลือโจทก์ในการปรับปรุงและซ่อมแซมเครื่องจักรตลอดจนแก้ไขปัญหาขัดข้องอื่นตามคำรับรองที่ให้ไว้ในสัญญา จึงฟังไม่ได้ว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญา และตามสัญญาข้อ 8.2 กำหนดกรณีที่ฝ่ายโจทก์ผิดสัญญาไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรกเมื่อผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด กรณีที่สองเมื่อผิดคำรับรองข้อหนึ่งข้อใด เว้นแต่คำรับรอง ข้อ 5.6 ที่กำหนดว่า "ผู้รับโอนจะดำเนินการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อให้จำเลยที่ 1 สามารถขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2556" นอกจากนั้นสัญญาข้อ 8.2 วรรคสองยังกำหนดไว้อีกว่า ไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหากโจทก์ไม่สามารถปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ตามกำหนดเวลาในข้อ 6.1 คือ วันถัดจากวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามสัญญาเลขที่ VSPP-PEA 129/2555... หรือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 แล้วแต่วันใดจะถึงกำหนดก่อน ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมให้เครื่องจักรผลิตไฟฟ้าได้ตามกำหนดในคำรับรอง ก็ไม่ถือเป็นการผิดสัญญา เมื่อฟังไม่ได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามข้อ 9.3 ซึ่งเป็นกรณีที่การรับซื้อไฟฟ้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด อันมิใช่ความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ อันไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใดและจำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9.3 ซึ่งในวรรคสองกำหนดว่า ในกรณีที่เป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุตามข้อ 9.3 ฝ่ายจำเลยตกลงคืนเงินที่ได้รับไว้แล้วทั้งหมดรวมทั้งชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ฝ่ายโจทก์ต้องเสียไปเนื่องจากการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรตามความเป็นจริง เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายหุ้นในฐานะส่วนตัวและตัวแทนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โดยกำหนดคำรับรองและหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องปฏิบัติในลักษณะของลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์คืนเงินค่าหุ้น 2,500,000 บาท ที่ได้รับไว้ตามสัญญา สำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องจักรที่โจทก์ขอมา เมื่อพิจารณาตารางสรุปค่าใช้จ่าย ปรากฏค่าใช้จ่ายหลายประเภท แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับวัสดุและอุปกรณ์มีจำนวน 1,520,769 บาท ซึ่งตามสัญญาซื้อขายหุ้นข้อ 9.3 กำหนดให้โจทก์ได้รับการชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ฝ่ายโจทก์ต้องเสียไปเนื่องจากการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรตามความเป็นจริงเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องจักรไป 1,520,769 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเอ็นทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศญี่ปุ่น) จำกัด ในการทำสัญญาซื้อขายหุ้นเท่านั้น โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ฝ่ายจำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินค่าหุ้นหรือชำระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรแก่โจทก์ เห็นว่า เนื้อหาฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ในประเด็นดังกล่าวนี้ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยแจ้งชัดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า ก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น จำเลยที่ 2 เปิดเผยสภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ภายในโรงงาน ณ เวลานั้น ด้วยความสุจริตใจโดยไม่มีการปกปิดข้อมูลแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์รับทราบความจริงทั้งหมดและได้มีการติดต่อหาข้อมูลจากผู้ขายชิ้นส่วนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเกี่ยวกับชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ อีกทั้งมีการวางแผนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ก่อนมีการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์จึงไม่สามารถปฏิเสธการรับรู้สภาพที่แท้จริงของเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมด หรือกล่าวหาว่าจำเลยปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับสภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์ ณ เวลานั้นได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์สูงเกินไป เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ดังกล่าวแล้ว คงเหลือปัญหาตามฎีกาซึ่งเป็นเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงข้อเดียวว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าธรรมเนียมศาลให้ฝ่ายจำเลยใช้แทนแก่โจทก์สูงเกินไป โดยไม่ได้ยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 168
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ผ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8898/2561
#630652
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นคดีนี้ คดีนี้กับคดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ แล้วในคดีนี้จึงวินิจฉัยต่อไปได้ว่าจำเลยบุกรุกและทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นดังกล่าวซ้ำอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้และการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แล้วมีคำพิพากษา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อตามประเด็นข้อพิพาทเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าการชี้ขาดตัดสินคดีนี้จำต้องอาศัยคำชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวซึ่งจะต้องกระทำเสียก่อน ดังนั้น ถ้าศาลชั้นต้นได้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็ย่อมทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้มา แต่เมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจะยกเรื่องที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ขึ้นต่อสู้โจทก์อีกไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินเลขที่ 308 พร้อมส่งมอบการครอบครองในสภาพที่เรียบร้อย และไม่เข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเรือน สิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินเลขที่ 308 ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สพ. 0471 พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองในสภาพที่เรียบร้อยและไม่เข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 500/2557 จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และคู่ความแถลงร่วมกันว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีดังกล่าวว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 และศาลชั้นต้นพิจารณาคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 894/2559 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 894/2559 ของศาลชั้นต้น ต่างมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ แล้วในคดีนี้จึงวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยบุกรุกและทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวซ้ำอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้และการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานและพิพากษาคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวกับคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทคนละประเด็นกันและไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าการจะชี้ขาดตัดสินคดีนี้จำต้องอาศัยคำชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวซึ่งจะต้องกระทำเสียก่อน ดังนั้น ถ้าศาลชั้นต้นได้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็ย่อมทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้มา แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2561 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจะยกเรื่องที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ขึ้นต่อสู้โจทก์อีกไม่ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบล บ.
จำเลย — นาง ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางกรกช ว่องไว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8882/2561
#628171
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ 21 นาฬิกา โดย พ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 1 ส่วน ข. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ท. และตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พ. และ ข. ผู้ตายทั้งสองได้ร่วมทำร้ายหรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่า มีเจตนาที่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกทำร้ายจำเลย แม้ผู้ตายทั้งสองจะอยู่ในที่เกิดเหตุแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการยุยงส่งเสริมสนับสนุนหรือให้กำลังใจเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเกิดความฮึกเหิมรุมทำร้ายจำเลยกับพวก หลังเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองไปกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกก็คงเป็นเพราะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วยกัน พฤติการณ์ของผู้ตายทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ผู้ตายทั้งสองข่มเหงหรือร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยขับรถกระบะซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแรงประทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่าฝ่าเข้าไปหรือพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 กับพวกโดยแรง แม้กระทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นได้ว่า จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า ทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ถูกชนจะถึงแก่ความตายได้ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ตายทั้งสองโดยตรง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเจตนาที่จะกระทำต่อกลุ่มคนที่รุมทำร้ายจำเลย แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ผู้ตายทั้งสองโดยพลาดไป เมื่อผู้ตายทั้งสองมิได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การกระทำด้วยเหตุบันดาลโทสะโดยพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 358 ริบรถกระบะและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การว่า กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานางเฉลย มารดาของนางสาวพรวิมล ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 7,000 บาท ค่าปลงศพ 104,500 บาท ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูผู้ตาย 1,000,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,111,500 บาท

นางสาวบุญมา มารดาของนางสาวขวัญใจ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 54,400 บาท ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงิน 506,688 บาท รวมเป็นเงิน 561,088 บาท

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 72, 358 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี คำให้การจำเลยและทางนำสืบของจำเลยนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบรถกระบะของกลาง กับให้จำเลยชำระเงิน 550,000 บาท แก่ผู้ร้อง และชำระเงิน 790,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสุหรรษา ผู้เสียหายที่ 1 นายภาณุพงศ์และนายบัณฑิตกับพวกประมาณ 10 คน ขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นเป็นกลุ่มแล้วมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับจำเลยและพวกรวม 3 คน โดยผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายก่อน จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 กับพวกกลับไปขึ้นรถจักรยานยนต์แล้วพากันขับหนีไป โดยมีนางสาวพรวิมลนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวขวัญใจ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายทอม หลังจากนั้นจำเลยขับรถกระบะติดตามกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 จนทันแล้วพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าวอย่างแรง เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่นายทอมขับถูกชนล้มลง และรถจักรยานยนต์อีก 3 คัน ได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย นางสาวขวัญใจ ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ส่วนนางสาวพรพิมล ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยบันดาลโทสะและฐานทำให้เสียทรัพย์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองด้วยเหตุบันดาลโทสะโดยพลาดหรือไม่ เห็นว่า การกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ส่วนการกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 เป็นกรณีที่ผู้กระทำเจตนากระทำต่อบุคคลคนหนึ่งแต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป สำหรับการกระทำโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นแล้วว่า จะทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับผลนั้น ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่า จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ 21 นาฬิกา โดยนางสาวพรวิมลนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนนางสาวขวัญใจ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นายทอม และตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายทั้งสองได้ร่วมทำร้ายหรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่า มีเจตนาที่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกทำร้ายจำเลย แม้ผู้ตายทั้งสองจะอยู่ในที่เกิดเหตุแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการยุยงส่งเสริมสนับสนุนหรือให้กำลังใจเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเกิดความฮึกเหิมรุมทำร้ายจำเลยกับพวก หลังเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองไปกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกก็คงเป็นเพราะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วยกัน พฤติการณ์ของผู้ตายทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ผู้ตายทั้งสองข่มเหงหรือร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยขับรถกระบะซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแรงประทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่าฝ่าเข้าไปหรือพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 กับพวกโดยแรง แม้กระทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นได้ว่า จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า ทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ถูกชนจะถึงแก่ความตายได้ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ตายทั้งสองโดยตรง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเจตนาที่จะกระทำต่อกลุ่มคนที่รุมทำร้ายจำเลย แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ผู้ตายทั้งสองโดยพลาดไป เมื่อผู้ตายทั้งสองมิได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำความผิดต่อผู้ตายทั้งสองจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การกระทำด้วยเหตุบันดาลโทสะโดยพลาดดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษจำคุก 15 ปี ก่อนลดโทษเป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แล้ว ไม่อาจวางโทษจำเลยให้ต่ำกว่านั้นได้ เมื่อลดโทษก็ลดให้หนึ่งในสามซึ่งก็เหมาะสมกับสภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุแก้ไขเปลี่ยนแปลงและเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่าห้าปีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 288 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นาง ฉ.
ผู้ร้อง — นางสาว บ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายวัลลภ แก้วลอยมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561
#630939
เปิดฉบับเต็ม

เงินสงเคราะห์เป็นเงินที่พึงจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยจ่ายให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ ถ้าสมาชิกผู้ใดออกจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ ดังนี้ หากสมาชิกประสงค์จะให้ผู้รับโอนประโยชน์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ก็จะต้องคงความเป็นสมาชิกไว้จนตายจะถอนเงินค่าหุ้นหรือออกจากการเป็นสมาชิกไม่ได้ และเงินทุนเรือนหุ้นหรือเงินค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์ก็มิใช่เงินที่สมาชิกสามารถที่จะเบิกถอนไปใช้ได้ก่อน เว้นแต่จะออกจากการเป็นสมาชิกแล้วซึ่งก็ยังมีเงื่อนไขที่อาจจะไม่ได้รับเต็มจำนวนก็ได้ เงินค่าหุ้นจึงมีลักษณะพิเศษที่มิใช่เป็นทรัพย์ของสมาชิกโดยแท้ เมื่อพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติให้สมาชิกสหกรณ์สามารถทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้นหรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน การจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ก็ต้องทำเป็นหนังสือในลักษณะเดียวกันมอบให้สหกรณ์ถือไว้ และถ้าในที่สุดไม่มีผู้รับเงิน เงินนั้นก็จะนำไปสมทบเป็นเงินทุนสำรองของสหกรณ์ เมื่อเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยเพื่อให้การบริหารเงินของสหกรณ์เป็นไปโดยสะดวกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและออกตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณ์ไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีผลบังคับได้นอกเหนือจากการทำพินัยกรรม การทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ของผู้ตายจึงมีผลบังคับได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบพินัยกรรมและไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรม โดยมีผลบังคับแตกต่างจากการทำพินัยกรรม เมื่อผู้ตายทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในทุนเรือนหุ้นไว้แก่สหกรณ์จำเลยแล้ว ทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นมรดกของผู้ตายที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทุนเรือนหุ้นนั้นให้แก่ผู้อื่นอีก โดยเป็นกรณีที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นที่ทำให้ทายาทต้องเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคสอง หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นพินัยกรรมของผู้ตายและไม่ตกเป็นโมฆะ

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าพินัยกรรมหรือหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายทวีศักดิ์ทำไว้กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้จำเลยชำระเงิน 149,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวนงนุช เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนที่เป็นพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 94,690 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล 7,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 เดิมใช้ชื่อว่า สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัททีโอที จำกัด นายทวีศักดิ์ ผู้ตายเป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2526 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2548 นายทวีศักดิ์ได้ทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่จำเลย โดยหนังสือดังกล่าวระบุจำเลยร่วมและโจทก์เป็นผู้รับโอนประโยชน์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 37 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 นายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายและศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อนายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายมีผลประโยชน์ที่จะได้รับจากจำเลย 299,400 บาท เป็นทุนเรือนหุ้น 189,400 บาท เงินสงเคราะห์ 150,000 บาท แต่นายทวีศักดิ์รับเงินสงเคราะห์ไปแล้ว 40,000 บาท และระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการให้สวัสดิการสมาชิกและการใช้ทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ พ.ศ.2557 โจทก์และจำเลยร่วมได้ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ดังกล่าวจากจำเลย และจำเลยได้โอนเงินผลประโยชน์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ 149,695 บาท ให้แก่จำเลยร่วม 149,690 บาท โดยหักค่าธรรมเนียมการโอนของธนาคารออกจากเงินที่มีสิทธิได้รับ 5 บาท และ 10 บาท ตามลำดับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นเป็นพินัยกรรมของผู้ตายและตกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 6 ทุนเรือนหุ้นนั้นเป็นเงินสะสมที่สมาชิกของจำเลยจะต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนทุกเดือน แต่สมาชิกจะขายหรือโอน หรือถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนยังเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ ข้อ 37 "การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สมาชิกสามารถทำเป็นหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคน เพื่อให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งตนมีอยู่ในสหกรณ์ในเมื่อตนตายและมอบให้สหกรณ์ถือไว้

ถ้าสมาชิกประสงค์จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ทำไว้แล้ว ก็ต้องทำเป็นหนังสือตามลักษณะดังกล่าวในวรรคก่อนมอบให้สหกรณ์ถือไว้

เมื่อสมาชิกตาย ให้สหกรณ์แจ้งให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคก่อนทราบ และสหกรณ์จะจ่ายเงินค่าหุ้น เงินรับฝาก เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และเงินผลประโยชน์หรือเงินอื่นใดบรรดาที่สมาชิกผู้ตายมีอยู่ในสหกรณ์ หรือมีสิทธิได้รับจากสหกรณ์ให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ หรือถ้ามิได้ตั้งไว้ก็มอบให้แก่ผู้จัดการมรดกหรือบุคคลที่นำหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจคณะกรรมการดำเนินการว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับของสหกรณ์ข้อ 42 และข้อ 43

ให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคแรก ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ต่อสหกรณ์ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่สมาชิกตายหรือได้รับแจ้งจากสหกรณ์ โดยให้แนบสำเนามรณบัตรที่ทางราชการออกให้แสดงว่าสมาชิกนั้น ๆ ได้ถึงแก่ความตายไปประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้พิจารณาและอนุมัติแล้ว สหกรณ์จะจ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวัน ในกรณีผู้มีสิทธิรับเงินผลประโยชน์ไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินผลประโยชน์หรือผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนประโยชน์ที่สมาชิกได้จัดทำให้สหกรณ์ถือไว้ไม่มีตัวตนอยู่ก็ดี เมื่อพ้นกำหนดอายุความฟ้องคดี ให้สหกรณ์โอนจำนวนเงินดังกล่าวไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ทั้งสิ้น" ข้อบังคับของจำเลยข้อ 37 นี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 มาตรา 8 ที่ให้เพิ่มความมาตรา 42/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยบัญญัติว่า "สมาชิกอาจทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน" และตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวข้อ 42 และข้อ 43 ยังกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยอาจจะต้องหักการขาดทุนของสหกรณ์ออกก่อน หรือสหกรณ์มีอำนาจหักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ออกก่อนก็ได้ นอกจากนี้ตามระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการให้สวัสดิการสมาชิกและการใช้ทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ ข้อ 6 กำหนดว่า สมาชิกผู้ใดถึงแก่กรรมให้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ "...6.2 เป็นสมาชิกเกินกว่า 24 เดือน จะรับเงินสงเคราะห์...20,000 บาท บวกจำนวนเดือนที่เป็นสมาชิกเกินกว่า 24 เดือน รับเงินสงเคราะห์เพิ่มเดือนละ 500 บาท รวมแล้วไม่เกิน 150,000 บาท..." ข้อ 12 "สหกรณ์ (จำเลย) จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับดังต่อไปนี้ 12.1 กรณีสมาชิกถึงแก่กรรมจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่สมาชิกแต่งตั้งให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ แต่ถ้าสมาชิกไม่ได้แต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สหกรณ์จะจ่ายเงินให้แก่ผู้จัดการมรดกหรือคู่สมรสหรือบุตรหรือบิดาหรือมารดาของผู้ถึงแก่กรรมตามลำดับ" จากระเบียบของจำเลยดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเงินสงเคราะห์เป็นเงินที่พึงจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยจ่ายให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ ถ้าสมาชิกผู้ใดออกจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ ดังนี้ หากสมาชิกประสงค์จะให้ผู้รับโอนประโยชน์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ก็จะต้องคงความเป็นสมาชิกไว้จนตายจะถอนเงินค่าหุ้นหรือออกจากการเป็นสมาชิกไม่ได้ และเงินทุนเรือนหุ้นหรือเงินค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์ก็มิใช่เงินที่สมาชิกสามารถที่จะเบิกถอนไปใช้ได้ก่อนเว้นแต่จะออกจากการเป็นสมาชิกแล้วซึ่งก็ยังมีเงื่อนไขที่อาจจะไม่ได้รับเต็มจำนวนก็ได้ เงินค่าหุ้นจึงมีลักษณะพิเศษที่มิใช่เป็นทรัพย์ของสมาชิกโดยแท้ เมื่อพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติให้สมาชิกสหกรณ์สามารถทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้นหรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน การจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ก็ต้องทำเป็นหนังสือในลักษณะเดียวกันมอบให้สหกรณ์ถือไว้ และถ้าในที่สุดไม่มีผู้รับเงิน เงินนั้นก็จะนำไปสมทบเป็นเงินทุนสำรองของสหกรณ์ เมื่อเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยดังกล่าวเพื่อให้การบริหารเงินของสหกรณ์เป็นไปโดยสะดวกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและออกตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณ์ไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีผลบังคับได้นอกเหนือจากการทำพินัยกรรม การทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ของผู้ตายจึงมีผลบังคับได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบพินัยกรรมและไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรม โดยมีผลบังคับแตกต่างจากการทำพินัยกรรม เมื่อผู้ตายทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในทุนเรือนหุ้นไว้แก่สหกรณ์จำเลยแล้ว ทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นมรดกของผู้ตายที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทุนเรือนหุ้นนั้นให้แก่ผู้อื่นอีก โดยเป็นกรณีที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นที่ทำให้ทายาทต้องเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นพินัยกรรมของผู้ตายและไม่ตกเป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ดังนี้ การที่จำเลยชำระเงินค่าหุ้นของผู้ตายให้แก่จำเลยร่วมตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์จึงเป็นการกระทำไปโดยมีสิทธิที่จะทำได้ ไม่เป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยร่วมไม่ได้ฎีกา แต่เป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัท ท.
จำเลยร่วม — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววาสนา บุญทรงสันติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8827/2561
#630952
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่า ที่ไปที่ห้องพักของจำเลยเป็นเพราะจำเลยติดต่อผ่านเฟซบุ๊กข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหา จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม การตัดสินใจจะไปหรือไม่ก็เป็นของผู้เสียหายที่ 2 เอง จำเลยไม่ได้กระทำการอันใดอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้หนึ่งกระทง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะกระทงนี้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว เป็นจำคุก 34 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้องเด็กหญิง ฟ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนาย ค. ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นบิดา มีอายุระหว่าง 13 ปีเศษ ถึง 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยที่ห้องพักที่จำเลยเช่าอยู่อาศัย และจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องพักของจำเลย หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 2 กลับลงมาจากห้องพักของจำเลยก็ได้พบกับนาย ซ. ซึ่งเป็นน้องชายของผู้เสียหายที่ 1 และเป็นอาของผู้เสียหายที่ 2 ที่ทำงานอยู่ที่ตึกดังกล่าว และถูกบังคับซักถามจนผู้เสียหายที่ 2 ยอมรับว่า มาหาจำเลยและร่วมประเวณีกับจำเลยที่ห้องพักของจำเลย นาย ซ. จึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความ และนัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความด้วย ในครั้งแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 เพียงครั้งเดียว หลังจากมีการสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จึงมีการแจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมว่า จำเลยกระทำความผิดก่อนหน้านั้นอีก 5 ครั้ง คือ เมื่อต้นและกลางเดือนพฤษภาคม 2558 เมื่อกลางเดือนและสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 และเมื่อกลางเดือนมกราคม 2559 สำหรับกรณีตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 ที่ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อกลางเดือนและสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ.1.1 ถึง 1.4 และ 1.9 ถึง 1.10 ที่ฟ้องว่ากระทำเมื่อต้นเดือนและกลางเดือนพฤษภาคม 2558 และเมื่อกลางเดือนมกราคม 2559 ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับความผิดของจำเลยทั้งสามครั้งดังกล่าว คงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่าเกิดขึ้นดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์แวดล้อมอื่นใดมาสนับสนุน เพราะผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยแจ้งเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ใดมาก่อน ทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ก็มีข้อที่ขัดต่อเหตุผลควรสงสัยอยู่หลายประการ เช่น ที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การและเบิกความว่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผู้เสียหายที่ 2 ยอมไปหาจำเลยที่ห้องพักรวมทั้งครั้งต่อ ๆ มาทุกครั้ง เพราะถูกจำเลยข่มขู่ว่าจะฆ่า ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จำเลยต้องทำเช่นว่านั้น เนื่องจากคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 2 รู้จักจำเลยทางเฟซบุ๊ก แล้วได้ติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ตลอดมาประมาณ 1 เดือน โดยไม่ปรากฏว่า มีเหตุผิดปกติใดที่การติดต่อจะต้องมีการข่มขู่จะฆ่าด้วย นอกจากนี้หากมีการข่มขู่จริง ในครั้งแรกผู้เสียหายที่ 2 ก็ไม่น่าจะกล้าไปพบกับจำเลยซึ่งไม่เคยพบหน้ามาก่อนตามลำพัง โดยไม่แจ้งให้ผู้ใดทราบ การที่ผู้เสียหายที่ 2 ยอมไปหาจำเลยที่ห้องในครั้งแรก จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่อ้างว่าเกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนและสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 ซึ่งปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นช่วงเวลาที่จำเลยอยู่ในต่างประเทศไม่อาจมากระทำความผิดได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับคำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นของจำเลยลดลงไปด้วย พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 และ 1.9 ถึง 1.10 จึงยังมีเหตุควรสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดทั้งสามครั้งดังกล่าวหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสามครั้งดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ที่จำเลยยอมรับสารภาพว่า ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จริงนั้น จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยตรงกันว่า ในวันดังกล่าวก่อนที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เป็นฝ่ายไปหาจำเลยที่ห้องพักของจำเลยเอง โดยจำเลยไม่ได้พาไป แม้ที่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่า ที่ไปที่ห้องพักของจำเลยเป็นเพราะจำเลยติดต่อผ่านเฟซบุ๊กข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหา จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม การตัดสินใจจะไปหรือไม่ก็เป็นการตัดสินใจของผู้เสียหายที่ 2 เอง จำเลยไม่ได้กระทำการอันใดอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.11 ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ตามคำฟ้องข้อ 1.12 เพียงกระทงเดียว จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายชาญพงศ์สัณห์ จันทร์ดอก
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา