คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 64/2562
#634954
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการบอกเลิกสัญญาโดยให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าไปประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ตามอายุสัญญาที่เหลือ และเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง งานให้สิทธิประกอบกิจการโครงการจัดทำดิจิตอลแพลตฟอร์มตามนโยบาย AOT ๔.๐ พร้อมทั้งหยุดกระบวนการประกวดราคาโครงการดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า วัตถุแห่งสัญญาที่พิพาทมีสาระสำคัญเพียงอนุญาตให้ประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการผลิตหน้าเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม การวางโครงสร้าง และดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ทั้งสองเป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศ ตารางบิน ข้อมูลพื้นฐานของท่าอากาศยานในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง ๖ แห่ง เพื่อรองรับการหาข้อมูลของผู้โดยสารหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเดินทางด้วยอากาศยานมายังประเทศไทย อีกทั้งผู้ฟ้องคดีสามารถใช้ช่องทางด้านอินเตอร์เน็ตในการสร้างรายได้จากการโฆษณาทำธุรกิจออนไลน์ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ดังนั้น สัญญาที่พิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ไพร์มเวิลดิ์ โซลูชั่น จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2562
#640392
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จึงได้ดำเนินการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจ และทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ.2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทภัทรสุขสรรค์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2562
#636313
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของตนมิใช่เป็นการใช้อำนาจในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายเหนือเอกชนซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

ส่วนคำฟ้องแย้งจำเลยขอให้บังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งอนุมัติให้จำเลยเบิกค่าเช่าบ้านตามสัญญากู้นั้น มีผลเท่ากับจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินตามคำฟ้องคืน ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จำเลยได้ขออนุมัติผ่อนชำระเงินคืนกรณีเบิกเงินค่าเช่าซื้อบ้านดังกล่าวแต่ได้รับแจ้งผลว่าเป็นกรณีไม่สามารถผ่อนชำระได้ จำเลยลงชื่อรับทราบและยอมรับจะนำเงินมาคืนโจทก์ภายใน ๗ วัน กรณีโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อเรียกให้จำเลยชำระเงินที่จำเลยเบิกเกินสิทธิและยอมรับจะนำมาคืนดังกล่าว โดยจำเลยมิได้โต้แย้งใด ๆ ในขณะนั้นว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านที่ถูกเรียกคืนนี้ ข้อที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อต่อสู้อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยจะต้องคืนเงินตามฟ้องหรือไม่ เมื่อคดีที่เป็นประเด็นหลักตามคำขอของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อโต้แย้งของจำเลยในคดีนี้ทั้งหมดจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดน่าน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลดู่พงษ์
จำเลย — นางธันยนันท์ กาญจนโชคอนันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2562
#636312
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านซึ่งอยู่บนที่ดินตามแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุง ท้องที่ (ภ.บ.ท. ๖) เลขสำรวจที่ ๔๘/๑๓ โดยโจทก์ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาซึ่งได้ ภ.บ.ท. ๖ ก่อน ทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบนอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้ปิดกลบถนนทางเข้าออกที่ดินให้กลับคืนดีดังเดิม และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์และค่าปรับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์ครอบครองเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในแนวเขตที่ดินสันอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบ จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้กรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทียรประเสริฐ จำเลยที่ ๒ ขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์ และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองและคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดลพบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางบุญล้อม อบอุ่น
จำเลย — กรมชลประทาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2562
#634953
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่เอกชนตกลงให้หน่วยงานทางปกครองเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์ในการก่อสร้างระบบสระเติมน้ำบาดาล โครงการศึกษาทดลองการเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินผ่านระบบสระน้ำพื้นที่ลุ่มภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร โดยเอกชนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าเช่าเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2541
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ฟ้องคดี — นางศิรประภา หรือดอม มามี
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2562
#636311
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบริษัทเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิดในการก่อสร้างปรับปรุงผิวถนนพิพาทเป็นเหตุให้ท่อร้อยสายเคเบิลของโจทก์เสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทอันเกิดจากการกระทำของเอกชน ไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดีศาลจะมีคำสั่งเรียกกรมทางหลวงเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย แต่ก็เพื่อให้เข้ามาร่วมรับผิดอันเนื่องมาจากจำเลยให้การว่ากรมทางหลวงซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ แต่มิอาจทำให้ลักษณะคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนกลายเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท สยามพันธุ์วัฒนา จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2562
#634952
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดโพธิ์ จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อวางระบบท่อประปาตามโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการตามโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยการวางระบบท่อประปาในที่สาธารณประโยชน์ได้โดยไม่เป็นละเมิด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางพรอรุณ ใหม่โสภา
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดโพธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2562
#640391
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยในคดีนี้แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาเหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีซึ่งเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู
ผู้ฟ้องคดี — นางกนกพร พาน้อย
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโนนข่า หมู่ที่ ๗ ตำบลนากอก
อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2562
#634951
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๒๙๗ , ๒๒๒๙๘ , ๒๒๒๙๙ และ ๒๒๓๐๐ ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนเพื่อดำเนินโครงการขยายทางหลวงแผ่นดิน สายชุมแสง-หนองบัว โดยไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และปล่อยให้ที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสภาพรกร้าง โดยไม่มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยหรือคืนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การ โดยสรุปว่า ที่ดินบริเวณพิพาทไม่มีการจ่ายค่าทดแทนที่ดินเนื่องจากมีการอุทิศที่ดินบริเวณพิพาทให้เป็นเขตทางหลวง ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินสายชุมแสง-หนองบัว และไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ มีเพียงการกำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๑๑๑๙ สายชุมแสง-หนองบัว-ท่าตะโก ตอนอำเภอชุมแสง-บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ (อำเภอหนองบัว) พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยที่ยังมิได้ทำการเวนคืนหรือดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณพิพาท และผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงมิใช่การฟ้องคดีเพื่อขอให้รัฐรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เอกชนที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อดำเนินการตามโครงการขยายทางหลวง อันจะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินบริเวณพิพาทว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดเลขที่ ๒๒๒๙๗ , ๒๒๒๙๘ , ๒๒๒๙๙ และ ๒๒๓๐๐ ได้ถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างเป็นทางหลวงตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1119 สายชุมแสง-หนองบัว-ท่าตะโก ตอนอำเภอชุมแสง-บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (อำเภอหนองบัว) พ.ศ. 2529
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ผู้ฟ้องคดี — นายกฤช ลือดารา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2562
#634949
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ถึงที่ ๖ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีได้แก่ การที่ผู้แทนของนายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลานสะแก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนี้ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ยังไม่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ดำเนินการต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทประเภทหนึ่งประเภทใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวสุรินทร์ สระทองกา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2562
#636310
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชน หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษายกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดี ยกเลิกการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (ที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่) เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีรวม ๒๗ แปลง และยกเลิกการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (ที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่) เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีรวม ๒๙ แปลง โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการเพิกถอนประการอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของตนเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งได้ประกาศหวงห้ามไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชุมพร
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท สุนีย์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2562
#634948
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเมืองพัทยาผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการวางผังเมืองและควบคุมการก่อสร้าง การบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ รวมทั้งดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมเนื้อที่ ๒๖ ตารางวา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดี จึงเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวแพร สารสิน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เมืองพัทยา
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2562
#640390
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตาม กฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายปากน้ำปราณ-เขากะโหลก ส่วนที่รุกล้ำที่ดินทางด้านทิศเหนือของผู้ฟ้องคดี พร้อมปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและบริวารกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดกรณีก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหัวหิน
ผู้ฟ้องคดี — นายอภิเกียรติ เจนพณิช
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2562
#634966
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสุขฤทัย ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการนำดินลูกรังมาถมทางพิพาทและนำรถไถปรับพื้นทางสาธารณะและเหมืองสาธารณะรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งได้นำหินคลุกถมทางพิพาทโดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุทัยธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางประสาท แก้วกัญหา
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสุขฤทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2562
#631182
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่บ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาอีกนานประมาณครึ่งชั่วโมงจำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน ย้อนกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขณะนั่งอยู่ที่บ้านดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทั้งสองทันที แต่เป็นกรณีเกิดโทสะจากการมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 1 และออกจากที่เกิดเหตุไปนานประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งจำเลยมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมกับพวกและนำอาวุธปืนที่นับว่าเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือนริบปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) รองลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ทองแดง) ขนาด .45 (11 มม.) และแกนลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ตะกั่ว) ขนาด .45 (11 มม.) ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และ 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย 5 ถึง 6 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน มาตามถนน เมื่อผ่านหน้าบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่ 3 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปทางหน้าบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียหายทั้งสองกับพวกนั่งอยู่รวม 3 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณด้านซ้ายทะลุออกรักแร้ขวา ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ กระดูกซี่โครงหักและกระดูกสันหลังแตก เลือดออกในช่องปอดและในปอด สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยและนายศิริวิริยะนั่งร่วมดื่มสุราด้วยกันที่โรงงานผลิตเสาเข็มของบริษัทวัสดุภัณฑ์คอนกรีต จำกัด และจำเลยยังตามมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของน้องชายผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนนายทรงชัยและนายวิรุฬห์ที่มาร่วมงานที่บ้านของผู้เสียหายทั้งสองนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสองว่า นายทรงชัยเพิ่งเห็นหน้าจำเลยเป็นครั้งแรกในคืนเกิดเหตุตั้งแต่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จนถึงเวลาที่จำเลยมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 1 นายวิรุฬห์เคยเห็นจำเลยมาก่อนคืนเกิดเหตุพยานทั้งสามย่อมอยู่ในวิสัยที่จะจดจำจำเลยได้ ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม แต่ได้ความจากร้อยตำรวจเอกไชยวัฒน์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ขณะพยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พยานยืนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นหน้าคนที่บริเวณริมถนนได้ สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบคดี ที่พยานถ่ายรูปและจัดทำขึ้นในคืนเกิดเหตุนั่นเอง ซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายดังกล่าวว่าบริเวณบ้านที่เกิดเหตุมีแสงสว่างสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน และตามบันทึกข้างต้นก็มีข้อความระบุว่าบริเวณบ้านที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าหน้าบ้านและแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าริมถนนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งยังเจือสมกับที่นายศิริวิริยะพยานจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีการเปิดแสงไฟให้ความสว่างและที่ด้านนอกมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสามารถมองเห็นถนนได้ ทำให้เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอที่จะจดจำบุคคลได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนห่างจากจุดที่พบปลอกกระสุนปืนประมาณ 17 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 นั่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปทางด้านขวานายทรงชัยกับนายวิรุฬห์นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าโต๊ะที่ผู้เสียหายที่ 2 นั่ง เป็นระยะที่ผู้เสียหายที่ 1 กับนายทรงชัยและนายวิรุฬห์สามารถจะมองเห็นคนร้ายได้ ยิ่งกว่านั้นคืนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกไชยวัฒน์และร้อยตำรวจเอกนพนันท์ ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิง โดยโจทก์มีร้อยตำรวจเอกไชยวัฒน์ และร้อยตำรวจเอกนพนันท์ มาเบิกความรับรองในเรื่องนี้ พยานทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของพยานดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักในการรับฟังอันเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงภาวะการจดจำคนร้ายของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 นายทรงชัยและนายวิรุฬห์มีโอกาสมองเห็นเพียงด้านข้างของคนร้ายเท่านั้นก็ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะยิงจำเลยใช้มือทั้งสองจับอาวุธปืน ลักษณะการยิงเช่นนี้เมื่อจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ จำเลยต้องหันลำตัวและใบหน้าไปในทิศทางของเป้าหมายที่จะใช้อาวุธปืนยิงอยู่แล้ว และที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ไม่พบเขม่าดินปืนติดอยู่ที่เสื้อของกลาง นั้น การตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืนดังกล่าวเป็นเพียงการพิสูจน์เบื้องต้นว่าเสื้อของกลางมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ การตรวจไม่พบเขม่าดินปืนมิใช่เป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้สวมเสื้อดังกล่าวมิใช่คนร้ายเสมอไป เนื่องจากอาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถตรวจพบเขม่าดินปืนได้ ดังจะเห็นได้จากตรวจไม่พบเขม่าดินปืนที่มือจำเลยเพราะการจัดเก็บเขม่าดินปืนที่มือจำเลยกระทำเกินกว่า 6 ชั่วโมง นอกจากนี้ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่ที่หน้าบริษัทวัสดุภัณฑ์คอนกรีต จำกัด และนายศิริวิริยะกับนายพิสุทธิ์หรือโด้ มาพบจำเลยแจ้งให้ทราบว่าเกิดเหตุยิงกันที่บ้านของผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีนายวิมล และนายศิริวิริยะมาเบิกความเป็นพยานนั้น ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. 29 ว่านายวิมลให้การว่านายพิสุทธิ์เพียงคนเดียวมาพบจำเลยและขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยกัน กับตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. 30 และ จ. 31 นายศิริวิริยะและนายพิสุทธิ์ไม่ได้ให้การว่าหลังเกิดเหตุที่บ้านของผู้เสียหายทั้งสองแล้วบุคคลทั้งสองได้ไปพบจำเลยที่บริเวณหน้าโรงงานดังกล่าว พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง กรณีจึงเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 นายทรงชัยและนายวิรุฬห์สามารถมองเห็นและจดจำคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองได้ว่าคือจำเลยและข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่บ้านที่เกิดเหตุหลังจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาอีกนานประมาณครึ่งชั่วโมงจำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 3 คัน ย้อนกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขณะนั่งอยู่ที่บ้านดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เกิดโทสะแล้วยิงผู้เสียหายทั้งสองทันที แต่เป็นกรณีเกิดโทสะจากการมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 1 และออกจากที่เกิดเหตุไปนานประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งจำเลยมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองแล้วจึงหวนกลับมาพร้อมกับพวกและนำอาวุธปืนที่นับว่าเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถือว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสมพงษ์ ศตภิษัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 50/2562
#634946
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องคณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่าง ๆ ของศาลเจ้า ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ และเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการจัดหาผลประโยชน์ ในที่ดินของศาลเจ้า ตามกฎเสนาบดี ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. ๒๔๖๓ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงินของศาลเจ้า พ.ศ. ๒๕๒๐ คดีนี้แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและนายอำเภอสะเดา ผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกง คลองแงะ รวมทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินหรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ล้วนมีมูลฐานมาจากสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้ในการทำประโยชน์การประกอบกิจการค้าน้ำมันเพื่อแสวงหาผลกำไรของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองแต่อย่างใด ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครองตามนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น สัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม รวมทั้งการมีคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน หรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่พิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสงขลา
ผู้ฟ้องคดี — นายประพันธ์ บุญธรักษา
ผู้ถูกฟ้องคดี — คณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่าง ๆ
ของศาลเจ้า
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2562
#634945
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่หน่วยงานทางปกครองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาจ้างปรับปรุงห้องน้ำชาย-หญิง อาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างสัญญาจ้างปรับปรุงห้องน้ำชาย-หญิง อาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาของผู้คัดค้านสำหรับให้บุคลากรของผู้คัดค้านได้ใช้ประโยชน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้คัดค้านเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น ไม่มีลักษณะจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การบังคับตามคำขอให้คู่ความปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ผู้ร้อง — บริษัท เอเซียเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง จำกัด
ผู้คัดค้าน — สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2562
#640389
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ จำเลย ขอให้ชำระค่าดอกเบี้ยจากการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์ เพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับ ใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๙ และเลขที่ ๑๐/๒๕๕๙ ซึ่งโจทก์ส่งมอบเครื่องอาหารดิบครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอมชำระค่าดอกเบี้ย แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์และลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้แก่หน่วยงานของจำเลยโดยโจทก์ได้รับเงินค่าเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงตอบแทนจากจำเลยเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ จำกัด
จำเลย — กรมราชทัณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2562
#640388
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ จำเลย ขอให้ชำระค่าดอกเบี้ยจากการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์ เพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง และผู้ต้องกักขัง ตามสัญญาเลขที่ ๑๒/๒๕๕๙ และเพื่อซื้อเครื่องอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๖๐ ซึ่งโจทก์ส่งมอบเครื่องอาหารดิบครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอมชำระค่าดอกเบี้ย แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์และลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้แก่หน่วยงานของจำเลยโดยโจทก์ได้รับเงินค่าเครื่องอาหารดิบและเครื่องปรุงตอบแทนจากจำเลยเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ จำกัด
จำเลย — กรมราชทัณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2562
#634965
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วัดในพระพุทธศาสนายื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเป็นสมบัติของผู้ฟ้องคดีไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ อันมีผลเป็นการรับรองสถานะของที่ดินและการกำหนดอาณาเขตของที่ดินว่า เป็นที่ราชพัสดุทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอหลักให้ศาลเพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ฟ้องคดี — วัดคุ้งวารี
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานธนารักษ์พื้นที่พิษณุโลก
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ