คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8491/2561
#630955
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร เป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนศาลอุทธรณ์ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 335, 336 ทวิ, 357 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 947/2558 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1856/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 947/2558 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1856/2559 หมายเลขแดงที่ 1777/2559 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องข้อหาร่วมกันรับของโจร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ตอนเช้า นางราตรี ผู้เสียหายกับเรืออากาศโทรัตนพี สามีผู้เสียหาย ออกจากบ้านเลขที่ 15 ไปทำงาน วันเดียวกันเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายกลับบ้านพบว่า กลอนประตูหลังบ้านถูกปลด จึงตรวจดูทรัพย์สินภายในบ้าน พบว่าโทรทัศน์สี่ยี่ห้อซัมซุง แอลซีดี ของผู้เสียหายหายไป 4 เครื่อง จึงแจ้งนายสุรศักดิ์ น้องชายกับเรืออากาศโทรัตนพีสามีทราบ นายสุรศักดิ์กับเรืออากาศโทรัตนพีเดินสำรวจรอบบ้านแล้วพบกล่องโทรทัศน์สีของผู้เสียหาย 4 กล่อง อยู่ที่ป่าละเมาะหลังบ้าน กล่องถูกแกะเอาโทรทัศน์ไปแล้ว 2 เครื่อง เหลืออีก 2 กล่องยังไม่ถูกแกะ เรืออากาศโทรัตนพีเห็นว่าคนร้ายอาจย้อนกลับมาเอาโทรทัศน์ที่เหลือจึงซุ่มดูอยู่ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา มีนายสมคิด เดินมาที่กล่องโทรทัศน์ของผู้เสียหายที่วางอยู่ที่ป่าละเมาะ นายสุรศักดิ์เข้าล็อกคอจับนายสมคิดไว้ได้ ส่วนคนร้ายอีกคนหนึ่งที่จอดรถจักรยานยนต์รออยู่ที่ถนนขับรถจักยานยนต์หลบหนี นายสมคิดให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมลักโทรทัศน์ของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะนายสมคิดและจำเลยเป็นคนร้ายลักโทรทัศน์ของผู้เสียหายนำออกมาจากบ้านของผู้เสียหายมาซ่อนไว้ที่ป่าละเมาะ ประกอบกับได้ความว่านายสมคิดที่ถูกจับได้ในคืนหลังเกิดเหตุลักทรัพย์แล้วเกือบครึ่งวันให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และศาลพิพากษาลงโทษนายสมคิดฐานรับของโจร พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยร่วมกับนายสมคิดลักโทรทัศน์ของผู้เสียหายตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยร่วมกับนายสมคิดกระทำผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีเรืออากาศโทรัตนพี นายสุรศักดิ์และร้อยตำรวจเอกรุ่งวิทย์ เป็นพยานเบิกความตรงกันว่า ขณะจับนายสมคิด นายสมคิดร้องว่า แมน ๆ ช่วยกูด้วย ซึ่งชื่อ แมน นี้ตรงกับชื่อเล่นของจำเลย แม้โจทก์จะมีเพียงเรืออากาศโทรัตนพีเพียงปากเดียวที่เบิกความว่า วิ่งไปดูเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เรืออากาศโทรัตนพีจดจำจำเลยได้เพราะถนนที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์มีแสงไฟตามจุดที่เรืออากาศโทรัตนพีทำเครื่องหมายดอกจันในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ กับเรืออากาศโทรัตนพีรู้จักจำเลยมาก่อน เพราะเรืออากาศโทรัตนพีเป็นครูดูแลผู้รับการบำบัดยาเสพติดที่กองบิน 21 และจำเลยเคยมารับการบำบัดยาเสพติดกับเรืออากาศโทรัตนพี ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับในข้อนี้ โดยจำเลยเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูเป็นเวลา 4 เดือน พันตำรวจตรีโสภณ พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า วันเกิดเหตุเรืออากาศโทรัตนพีแจ้งต่อพันตำรวจตรีโสภณว่า นายแมนขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ในชั้นสอบสวนเรืออากาศโทรัตนพีก็ยืนยันภาพถ่ายของจำเลย และให้การระบุชื่อและชื่อสกุลของจำเลยว่าจำเลยเดินทางมากับนายสมคิด ไม่ปรากฏว่าเรืออากาศโทรัตนพีมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความใส่ร้ายปรักปรำจำเลย ประกอบกับจำเลยและนายสมคิดพยานจำเลยเบิกความว่า วันเกิดเหตุตอนเย็น นายสมคิดจ้างจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งนายสมคิดที่สนามฟุตซอลใกล้ที่เกิดเหตุ ก็เจือสมคำเบิกความของเรืออากาศโทรัตนพีพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งนายสมคิด ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งนายสมคิดเพื่อเอาโทรทัศน์ของผู้เสียหายที่ซุกซ่อนไปในป่าละเมาะ และจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ มิใช่ไปส่งแล้วขับรถจักรยานยนต์กลับทันที เพราะเมื่อนายสมคิดถูกจับและร้องให้จำเลยช่วย เรืออากาศโทรัตนพียังเห็นจำเลยนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์รออยู่ แล้วจำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป หากจำเลยมีเจตนาบริสุทธิ์รับจ้างขับรถไปส่งนายสมคิดตามปกติ มิได้มีเจตนาไปกระทำความผิด จำเลยก็น่าจะแสดงตนหรือลงไปช่วยเหลือนายสมคิด มิใช่ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปเมื่อนายสมคิดร้องให้ช่วย และในชั้นสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าทราบมาก่อนหรือไม่ว่านายสมคิดได้ลักโทรทัศน์ผู้เสียหายไป จำเลยให้การว่า จำเลยเห็นนายสมคิดนำโทรทัศน์ 2 เครื่อง ไปไว้บ้านร้าง ซึ่งเป็นบ้านพักครูในซอยบ้านนาควาย ซึ่งก็สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ว่า คนร้ายลักโทรทัศน์ของผู้เสียหายไป 4 เครื่อง ผู้เสียหายพบกล่องโทรทัศน์ของผู้เสียหาย 4 กล่อง ซุกซ่อนในป่าละเมาะหลังบ้าน กล่องโทรทัศน์ 2 กล่องถูกแกะเอาโทรทัศน์ออกไปแล้ว ส่วนอีก 2 กล่อง ยังไม่ถูกแกะ พฤติการณ์บ่งชี้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีเจตนาร่วมกับนายสมคิดไปเอาโทรทัศน์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปซุกซ่อนไว้ในป่าละเมาะ จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับนายสมคิดกระทำความผิดฐานรับของโจร พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร เป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 947/2558 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 16 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1777/2559 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องข้อหาร่วมกันลักทรัพย์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561
#629045
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174, 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ให้นายวินลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์ หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก็เนื่องมาจากโจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมของนายวิน ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยเห็นอาการป่วยของนายวิน มีอาการไม่รู้ตัว กลืนไม่ได้ สำลักอาหาร ไม่สามารถทรงตัวได้ ประกอบกับได้ความจากแพทย์หญิงรัตติยา พยานจำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษานายวินและไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดว่า แพทย์หญิงรัตติยาได้ตรวจร่างกายนายวินเป็นประจำทุกวัน ทุกครั้งที่พบนายวิน นายวินจะมีอาการซึม ไม่เริ่มการสนทนาก่อน ตอบคำถามได้ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงบ้าง นายวินไม่ทราบวันเดือนปี ไม่ทราบสถานที่ที่ตนเข้ารักษาตัว ทั้งไม่สามารถบอกชื่อบุตรของตนได้ และในวันที่มีการจัดทำพินัยกรรม เวลา 10 นาฬิกา ญาติของนายวินขอให้แพทย์หญิงรัตติยาลงลายมือชื่อในเอกสารรับรองสติสัมปชัญญะของนายวิน แต่แพทย์หญิงรัตติยาปฏิเสธเนื่องจากขณะนั้นนายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อมีการนัดอ่านพินัยกรรมให้ทายาททุกคนฟัง ในพินัยกรรมก็ระบุยกทรัพย์สินของนายวินให้แก่นางเสน่ห์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่จำเลยก็เป็นทายาทของนายวินด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในพินัยกรรมมีลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมก็ไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายวิน ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมดังกล่าวย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมพินัยกรรมและมีเจตนาฉ้อโกงมรดกในส่วนที่จำเลยควรได้รับ ดังนั้น การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจกท์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ก็ตรงตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางวันทนา ถวัลย์ลาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ประมวญ รักศิลธรรม
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8480/2561
#630111
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุการกระทำความผิดในคดีนี้เกิดจากการนำเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ขนาด 43.14 ตันกรอส ออกจากท่า โดยไม่มีคนใช้เครื่องจักรยนต์ชั้นหนึ่งตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนนำเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นการใช้เรือผิดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและเป็นเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และการที่จำเลยยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือกระทำการดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าเรือของจำเลยเป็นเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับใบอนุญาตแต่อย่างใด เรือประมงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบเรือประมงของกลางจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 4, 175 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2558 เรื่องการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ 29 เมษายน 2558 ข้อ 8 (3), 11, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ม.ทิพย์เจริญ 2 ขนาด 43.14 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 262026072 อวนครอบหมึกยาวประมาณ 80 เมตร และสัตวน้ำ หมึก (เน่าเสีย) ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ข้อ 8 (3), 11, 18 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 175 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา 29, 30 ริบเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ม.ทิพย์เจริญ 2 ขนาด 43.14 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 262026072 อวนครอบหมึกยาวประมาณ 80 เมตร และสัตวน้ำ หมึก (เน่าเสีย) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้ริบเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ม.ทิพย์เจริญ 2 ขนาด 43.14 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือที่ 262026072 ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า เรือกลประมงทะเลชั้น 1 ชื่อ ม.ทิพย์เจริญ 2 ขนาด 43.14 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือ 262026072 ของกลาง เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุการกระทำความผิดในคดีนี้เกิดจากการนำเรือกลประมงทะเลชั้น 1 ขนาด 43.14 ตันกรอส ออกจากท่า โดยไม่มีคนใช้เครื่องจักรยนต์ชั้นหนึ่งตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนนำเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นการใช้เรือผิดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและเป็นเรือประมงซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และการที่จำเลยยินยอมให้ผู้ควบคุมเรือกระทำการดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าเรือของจำเลยเป็นเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับใบอนุญาตแต่อย่างใด เรือประมงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบเรือประมงของกลางจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชวลิต คณานิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวจันทร์เพ็ญ อนันตพันธุ์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ธงชัย เสนามนตรี
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8462/2561
#630107
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดาที่กฎหมายบังคับหรือให้อำนาจให้เอาลงไว้ในทะเบียนเพื่อพิจารณาและลงมติในเรื่องกิจการของบริษัทจึงชอบแล้วในเบื้องต้น โจทก์จะขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยอ้างเพียงเหตุไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่เป็นมติที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ส่วนมติในการประชุมผู้ถือหุ้นในครั้งนี้จะซ้ำซ้อนกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในครั้งก่อนหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะต้องถือเอามติครั้งล่าสุดที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทมาใช้บังคับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำฟ้องโจทก์ที่อ้างเหตุข้างต้นจึงไม่มีมูล และไม่มีเหตุที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำร้องของโจทก์มาใช้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ห้ามจำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้ในการทำนิติกรรมใด ๆ และจดทะเบียนโอนขายที่ดินเลขที่ 1959 เลขที่ดิน 125 อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ และทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรมและขายกิจการโรงแรมดังกล่าว ห้ามจำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้เพื่อเบิกเงินจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทนนายกำพล และนายสิงห์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้ในการทำนิติกรรมใด ๆ และจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1959 เลขที่ดิน 125 อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงเรียนและขายกิจการโรงแรมดังกล่าว และไปใช้เพื่อเบิกจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทนนายกำพลและนายสิงห์ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือมีคำสั่งตามที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ที่ขอให้มีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้ในการทำนิติกรรมใด ๆ และจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1959 เลขที่ดิน 125 อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ และทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรมและขายกิจการโรงแรมดังกล่าวนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกันกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ พ. 1399/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์อีก สำหรับคำขอห้ามมิให้จำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้เบิกเงินจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทนนายกำพลและนายสิงห์นั้น ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามจำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้ในการทำนิติกรรมใด ๆ และจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1959 เลขที่ดิน 125 อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ และทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรมดังกล่าวและห้ามจำเลยขายกิจการโรงแรมดังกล่าว และห้ามเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1959 เลขที่ดิน 125 และอาคารโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครทราบและห้ามจำเลยนำมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 3/2557 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไปใช้เพื่อเบิกเงินจ่ายค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีความต่าง ๆ แทนนายกำพลและนายสิงห์ ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำร้องของโจทก์มาใช้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ของจำเลยโดยอ้างว่ามีการขอให้พิจารณาและลงมติในเรื่อง 1. การขายกิจการ อาคารและทรัพย์สินโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ 2. การให้บริษัทออกค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความและดำเนินคดีให้แก่กรรมการของบริษัทที่ถูกฟ้องร้องจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการของบริษัท ซึ่งซ้ำซ้อนกับที่ได้มีการพิจารณาและลงมติไปแล้วในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 และครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 ประกอบกับยังมีข้อทักท้วงการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นบางคนและมีคดีพิพาทเกี่ยวกับการโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นและการเพิ่มทุนของบริษัทจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ควรรอให้คดีถึงที่สุดก่อนแล้วจึงให้ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงพิจารณาลงมติ นอกจากนี้สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นไม่เอื้อประโยชน์ต่อการขายทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งอาจได้ราคาต่ำ ทั้งยังมีคดีอาญาที่ฟ้องร้องกล่าวหาว่ามีการยักยอกผลประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การลงมติให้จ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในคดีแก่กรรมการของบริษัทเกิดจากการกระทำความผิดส่วนตัว ผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงลงมติบางคนมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ มติจึงไม่ชอบ เห็นว่า ได้ความจากทางไต่สวนของคู่ความที่รับกันและไม่โต้แย้งกันว่า บริษัทจำเลยได้จดทะเบียนเพิ่มทุนครั้งที่ 6 เมื่อปี 2534 รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งหมด 177,000,000 บาท แบ่งเป็น 17,700 หุ้น หุ้นละ 10,000 บาท โดย ณ วันที่ 30 เมษายน 2546 มีผู้ถือหุ้น 12 คน ต่อมาบริษัทจำเลยได้จดทะเบียนเพิ่มทุนครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 อีก 23,000,000 บาท แบ่งเป็น 2,300 หุ้น หุ้นละ 10,000 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งหมด 200,000,000 บาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น หุ้นละ 10,000 บาท ต่อมานางรัชนี ได้ฟ้องจำเลยกับพวกกล่าวอ้างว่าการเพิ่มทุนครั้งที่ 7 ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการเพิ่มทุนครั้งที่ 7 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 และวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 บริษัทจำเลยจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 และครั้งที่ 2/2557 โดยใช้องค์ประชุมรวมจำนวนหุ้นที่เพิ่มทุนครั้งที่ 7 เข้าด้วย นางรัชนีในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน จึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ในวันที่ 4 ตุลาคม 2557 บริษัทจำเลยได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 ที่พิพาทคดีนี้โดยนำเรื่องที่พิจารณาและมีการลงมติไปแล้วในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 และครั้งที่ 2/2557 มาพิจารณาและลงมติอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ได้ใช้องค์ประชุมโดยไม่นำจำนวนหุ้นที่เพิ่มทุนครั้งที่ 7 ซึ่งศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนมารวมเข้าด้วย ซึ่งเป็นไปตามข้อทักท้วงของฝ่ายโจทก์ที่มีมาตั้งแต่ครั้งประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 และครั้งที่ 2/2557 แล้ว ดังนี้จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะอ้างต่อไปอีกว่าองค์ประชุมในครั้งนี้ไม่ชอบเพราะนำจำนวนหุ้นที่เพิ่มทุนครั้งที่ 7 ซึ่งศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนแล้วมารวมเข้าด้วย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าผู้ถือหุ้นของจำเลยมี 12 คน ไม่ใช่ 15 คน ตามที่ระบุในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 นั้น ก็ได้ความว่า นายสิงห์ ได้โอนหุ้นของตนส่วนหนึ่งให้แก่บุตร 3 คน คือ นายจิรพล นางสาวลลิตา และนางสาวริรินดา โดยมีการลงทะเบียนผู้ถือหุ้นไว้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2548 แล้ว ซึ่งเป็นหุ้นที่นายสิงห์มีมาแต่เดิมและไม่มีข้อโต้แย้งในหุ้นส่วนนี้แต่อย่างใด จึงทำให้มีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 15 คน นายจิรพล นางสาวลลิตาและนางสาวริรินดาจึงเป็นผู้ถือหุ้นและมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและลงมติได้ และในการลงมตินี้ก็ไม่ปรากฏว่านายกำพลและนายสิงห์กรรมการของจำเลยผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทจำเลยจะออกค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของจำเลยให้ได้ร่วมออกเสียงลงมติด้วย การประชุมและลงมติตามคำฟ้องโจทก์จึงไม่มีเหตุอ้างว่าไม่ชอบแต่อย่างใด ส่วนคดีที่นางรัชนีฟ้องนายกำพล นายสิงห์และโจทก์คดีนี้ ผู้รับโอนหุ้นจากนายกัญจนรวมถึงผู้เกี่ยวข้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ดี คดีอาญาที่ฟ้องร้องกล่าวหาว่ามีการยักยอกผลประโยชน์ในทรัพย์สินของจำเลยและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ดี เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ถือหุ้นและผู้กระทำความผิดดังกล่าว หามีผลทำให้จำเลยต้องหยุดการดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมของบริษัทเพื่อรอฟังผลคดีให้ถึงที่สุดก่อนไม่ การที่จำเลยเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 ตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดาที่กฎหมายบังคับหรือให้อำนาจให้เอาลงไว้ในทะเบียน เพื่อพิจารณาและลงมติในเรื่องกิจการของบริษัทจึงชอบแล้วในเบื้องต้น และที่โจทก์ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยอ้างเพียงเหตุไม่เห็นด้วยกับมติก็ไม่มีกฎหมายให้กระทำได้เพราะไม่ใช่เป็นมติที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ส่วนมติในครั้งนี้จะซ้ำซ้อนกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในครั้งก่อนหรือไม่อย่างไรก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะย่อมต้องถือเอามติครั้งล่าสุดที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทมาใช้บังคับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำฟ้องโจทก์ที่อ้างเหตุขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 จึงไม่มีมูล และไม่มีเหตุที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำร้องของโจทก์มาใช้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1141 ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8440/2561
#629032
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า จ. ตัวแทนของ อ. ติดต่อกับ ร. ลูกจ้างของ ท. ผู้เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของผู้ร้อง ขอทำประกันวินาศภัย ประเภท 3 สำหรับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 9044 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย ประเภท 3 เป็นอัตราเบี้ยตายตัว ทั้งตามอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ท. และ ธ. สองสามีภริยา เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของผู้ร้องมีสำนักงานที่จังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานตัวแทนสามารถออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัย ประเภท 3 ได้เอง ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 จ. เสนอเอาประกันวินาศภัย ประเภท 3 ให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 9044 กรุงเทพมหานคร ร. รับเรื่องไว้ โดยสำนักงานตัวแทนของ ท. มีอำนาจออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัย ประเภท 3 ได้เอง จึงเป็นการสนองตอบ สัญญาประกันวินาศภัยย่อมเกิดขึ้นทันที ส่วนเอกสารกรมธรรม์จะออกได้เมื่อใดเป็นกระบวนการภายในของผู้ร้อง ผู้เอาประกันภัยจะชำระเบี้ยประกันเมื่อใดขึ้นอยู่กับการเรียกเก็บของผู้ร้อง และตัวแทนของผู้ร้องดำเนินการโดยทุจริตหรือไม่ เป็นปัญหาที่ผู้ร้องต้องเรียกร้องความรับผิดจากตัวแทนเอง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบแล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการด้วย ย่อมเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 239/2559 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 529/2559

นายเอื้อง ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับเนื่องจากเกินกำหนดเวลา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นางอทิตาและนายธัชกร สามี เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของผู้ร้อง โดยเปิดสำนักงานตัวแทนที่จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวอารียา เป็นลูกจ้างของนางอทิตา นายเอื้อง เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 9044 กรุงเทพมหานคร นายเอื้องมอบหมายให้นายจารุเจตน์ เป็นตัวแทนติดต่อเอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว นายจารุเจตน์ติดต่อสำนักงานของนางอทิตาตัวแทนผู้ร้องที่จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านนางสาวอารียาลูกจ้างของนางอทิตาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 ผู้ร้องออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นายเอื้อง มีระยะเวลาคุ้มครองเริ่มต้นวันที่ 6 มีนาคม 2559 เวลา 14.33 นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ 6 มีนาคม 2560 เวลา 16.30 นาฬิกา อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องออกกรมธรรม์ประกันภัยให้นายเอี่ยมผู้เอาประกันใหม่ ระบุระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 5 มีนาคม 2559 เวลา 10.25 นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ 5 มีนาคม 2560 เวลา 16.30 นาฬิกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายจารุเจตน์ตัวแทนของนายเอื้องติดต่อกับนางสาวอารียาลูกจ้างของนางอทิตาผู้เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของผู้ร้อง ขอทำประกันวินาศภัย ประเภท 3 สำหรับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 9044 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย ประเภท 3 เป็นอัตราเบี้ยตายตัว ทั้งตามอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางอทิตาและนายธัชกรสองสามีภริยาเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของผู้ร้องมีสำนักงานที่จังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานตัวแทนสามารถออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัยประเภท 3 ได้เอง ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 นายจารุเจตน์เสนอเอาประกันวินาศภัย ประเภท 3 ให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ - 9044 กรุงเทพมหานคร นางสาวอารียารับเรื่องไว้ โดยสำนักงานตัวแทนของนางอทิตามีอำนาจออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัย ประเภท 3 ได้เอง จึงเป็นการสนองตอบ สัญญาประกันวินาศภัยย่อมเกิดขึ้นทันที ส่วนเอกสารกรมธรรม์จะออกได้เมื่อใดเป็นกระบวนการภายในของผู้ร้อง ผู้เอาประกันภัยจะชำระเบี้ยประกันเมื่อใดขึ้นอยู่กับการเรียกเก็บของผู้ร้อง และตัวแทนของผู้ร้องดำเนินการโดยทุจริตหรือไม่ เป็นปัญหาที่ผู้ร้องต้องเรียกร้องความรับผิดจากตัวแทนเอง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบแล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการด้วย ย่อมเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ต้องพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) ม. 40 (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางยุพา กิตตินภดล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8437/2561
#628814
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ และตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ หนี้จำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนอง โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองย่อมเป็นผู้มีทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เนื่องจากโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ประการใด แม้มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย และโจทก์เคยขอให้ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าว การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทก็หาจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้วไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองจากจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 10,955,424.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทธารวรา จำกัด และหรือจากจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงิน ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพียงใดให้นำหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดไถ่ถอนจำนองเสียก่อน ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 4 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ชดใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 8,217,981.88 บาท จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง โจทก์นำจำเลยที่ 2 ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ออกขายทอดตลาด แต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อจำเลยที่ 2 โดยแจ้งว่าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กองล้มละลาย 1 กรมบังคับคดี แจ้งคำสั่งให้โจทก์ไปฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ไม่อาจฟ้องบังคับจำนองได้

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการแรกมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนทรัพย์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่เคยมีการโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มายังจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 มิใช่ผู้รับโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นได้ว่าเหตุใดจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่อาจเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะอะไร เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ยึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองตามกฎหมาย ครั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 เพื่อบังคับจำนองแก่ทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 แต่ภายหลัง ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสี่ และฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสี่ โดยขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระหนี้จำนอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ตามคำฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับจำนองใช้สิทธิเรียกร้องในการบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 3 โดยฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ออกให้ขายทอดตลาด เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากก่อนฟ้องโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกับโจทก์ แม้คดีนี้โจทก์ได้แก้ไขความบกพร่องของโจทก์ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังกล่าว โดยก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 แต่ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาอีกส่วนหนึ่งคือ โจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เป็นประเด็นที่ศาลในคดีนี้ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก โดยอาศัยเหตุเดิมอันเป็นเหตุเดียวกันนั่นเอง แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 เพียงแต่กล่าวอ้างว่า คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 แล้วกลับมาฟ้องบังคับจำนองกับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของโจทก์ในเรื่องการบอกกล่าวบังคับจำนอง ซึ่งโจทก์สามารถทำให้ถูกต้องได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า คดีนี้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกับโจทก์ ย่อมเป็นไปโดยมุ่งประสงค์ที่จะบิดเบือนให้เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงในส่วนนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์แต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บุคคลผู้มีหน้าที่ในการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองคือ จำเลยที่ 1 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย จำเลยที่ 1 ย่อมหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้จำนองต่อโจทก์ตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ภาระหนี้จำนองย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (3) นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้ว มีผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายรวมถึงหนี้ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ด้วย และมูลหนี้จำนองของโจทก์คดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ใดต่อโจทก์ การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้ว เนื่องจากทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างเป็นบุคคลล้มละลาย และมูลหนี้จำนองของโจทก์เกิดขึ้นก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองโดยนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียยังคงประสงค์จะให้มีการบังคับจำนองต่อไป โดยถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 โจทก์จะต้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 แต่โจทก์ก็หาได้ปฏิบัติไม่ ถือว่าโจทก์ยอมรับผลของคำสั่งที่ปฏิเสธไม่บังคับจำนองด้วยการนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ ดังนี้ สิทธิของโจทก์ในการบังคับจำนองแก่ทรัพย์พิพาทย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์พิพาทและโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ และตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ หนี้จำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนอง โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองย่อมเป็นผู้มีทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ โดยหาจำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เนื่องจากโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ประการใด แม้มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย และโจทก์เคยขอให้ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าว การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทก็หาจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้วดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองจากจำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ผู้รับจำนองหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มีบุคคลสิทธิเหนือจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ อันก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดต่อโจทก์ในการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปโต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้ นอกจากนี้โจทก์มิใช่เป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทโดยสุจริต ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 3 และหากโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองเอาแก่จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท โจทก์ก็มีเพียงทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนองเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า การจดทะเบียนโอนขายทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ แม้จำเลยที่ 3 จะกล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้มิได้กระทำการโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทำสัญญาจำนองกับจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทธารวรา จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทดังกล่าว โดยที่จำเลยที่ 1 และบริษัทธารวรา จำกัด ไม่เคยเป็นลูกค้าของโจทก์มาก่อน และไม่มีประวัติทางการเงินหรือทางธุรกิจแต่อย่างใด โดยเฉพาะบริษัทธารวรา จำกัด เพิ่งก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2533 ยังไม่ได้ดำเนินกิจการอันใด แต่มาขอกู้เงินโจทก์และได้รับอนุมัติในเวลาอันรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม 2533 ได้วงเงินสูงถึง 6,000,000 บาท เกินกว่ามูลค่าของทรัพย์พิพาทที่นำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ โดยโจทก์ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจดูทรัพย์พิพาท แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุน ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้ดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้มิได้กระทำการโดยสุจริต ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ผู้รับจำนอง ย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยต่อไปได้จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี เพราะโจทก์เรียกดอกเบี้ยมาในคดีนี้นับถึงวันฟ้องก็เป็นเวลา 5 ปี แล้ว นับจากวันฟ้องไปก็เป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติเรื่องการคิดดอกเบี้ยไว้ว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันจะขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ย่อมเป็นการบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ซึ่งไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 95 ม. 96 ม. 110 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาติชาย วงศ์กุลลักษณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2561
#630948
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา แม้ผู้ร้องที่ 2 บอกให้ผู้ร้องที่ 1 เดินทางกลับบ้านพักด้วยตนเองตามลำพัง ผู้ร้องที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองของผู้ร้องที่ 2 ตลอดเวลา การที่จำเลยดึงแขนผู้ร้องที่ 1 แล้วพาเข้าไปป่าละเมาะเพื่อล่วงเกินทางเพศผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้จำเลยพาผู้ร้องที่ 1 เข้าไปที่ป่าละเมาะแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพาผู้ร้องที่ 1 ออกไปหรือแยกไปจากผู้ปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร อันทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 2 ที่มีต่อผู้ร้องที่ 1 ถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือน ผู้ร้องที่ 2 ย่อมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีความผิดพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ผู้ร้องที่ 2 จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 277, 279, 317 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 นาง ป. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องเสียหายแก่ร่างกายและเสรีภาพเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 18 ปี บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4549/2558 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 18 ปี 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 70,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ส่วนโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีนั้น ให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แล้วเป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน ยกคำร้องคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. ผู้ร้องที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว ป. ผู้ร้องที่ 2 กับนาย ย. วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และนาย ธ. ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องที่ 2 และเป็นพี่ชายของผู้ร้องที่ 1 เดินทางไปที่เถียงของตน หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ผู้ร้องที่ 2 บอกให้ผู้ร้องที่ 1 กลับไปบ้านพักก่อน ผู้ร้องที่ 1 ขี่รถจักรยานไปตามถนน มาถึงที่เกิดเหตุผู้ร้องที่ 1 จอดรถเพื่อรอมารดากับพี่ชายที่กำลังจะตามมา ขณะเดียวกันจำเลยขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาพบผู้ร้องที่ 1 จอดรถอยู่ข้างทาง จำเลยเข้ามาสอบถามเส้นทาง แล้วขับรถเลยไปสักครู่จำเลยขับรถวกกลับมาจอดขวางหน้ารถจักรยานของผู้ร้องที่ 1 ไว้ จากนั้นจำเลยได้ล้วงจับอวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 พร้อมบอกให้ผู้ร้องที่ 1 ยืนรออยู่ จำเลยจูงรถจักรยานของผู้ร้องที่ 1 ไปไว้ที่ป่าละเมาะข้างทางแล้วดึงแขนผู้ร้องที่ 1 เข้าไปในป่าละเมาะใกล้ ๆ กัน จำเลยใช้กำลังบังคับกระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ เมื่อผู้ร้องที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ ส่วนนาย ธ. ขี่รถจักรยานออกจากเถียงเพื่อกลับบ้านใกล้ถึงที่เกิดเหตุ จำเลยได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์จึงรีบลุกขึ้นสวมกางเกงแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้ สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้ง ข้อเท็จจริงตามข้อหาทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้เยาว์ พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูและส่งเสียค่าเล่าเรียน ผู้ร้องที่ 1 จึงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาตามกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ 2 บอกให้ผู้ร้องที่ 1 เดินทางกลับบ้านพักไปด้วยตนเองตามลำพัง แต่ผู้ร้องที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 2 โดยตลอดเวลา การที่จำเลยดึงแขนผู้ร้องที่ 1 แล้วพาเข้าไปในป่าละเมาะก็เพื่อเจตนาล่วงเกินทางเพศต่อผู้ร้องที่ 1 ไม่ต้องการให้ผู้ร้องที่ 2 หรือผู้ที่สัญจรผ่านไปมาพบเห็น ผู้ร้องที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยอมให้จำเลยพาผู้ร้องที่ 1 เข้าไปที่ป่าละเมาะแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพาผู้ร้องที่ 1 ออกไปหรือแยกไปจากผู้ปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้ร้องที่ 2 ที่มีแก่ผู้ร้องที่ 1 ถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือน ผู้ร้องที่ 2 ย่อมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 12 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้คงจำคุก 12 ปี 1 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
เด็กหญิง ว. โดยนาง ป.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวณัฏฐกมล ตรงจิตซื่อสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8403/2561
#630976
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดนัดหมายกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่า จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 2 เพียงแต่มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายหรืออันตรายสาหัสเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 เลือกที่จะทำร้ายผู้ตายโดยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายและจุดไฟเผาผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนือเจตนาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้องและเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 289 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางรัชวรรณ มารดาของนายณขจรหรือจีโน่ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยทั้งสองประหารชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายเดินทางไปยังป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุ แล้วปล่อยให้จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ป้ายจอดรถประจำทางดังกล่าวเพียงคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์อยู่ห่างจากป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุ ต่อมานายณขจรหรือจีโน่ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่ห่างจากจำเลยที่ 2 ประมาณ 2 เมตร แล้วนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ ต่อมาจำเลยที่ 1 ถือขวดพลาสติกที่ตัดปากขวดออกภายในบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 เดินออกมาจากพงไม้ด้านหลังป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุเข้าไปทางด้านหลังของผู้ตาย จำเลยที่ 1 จุดไฟแช็ก หลังจากนั้น เกิดไฟลุกไหม้ตามร่างกายของผู้ตาย และไฟลุกไหม้แขนกับมือซ้ายจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 1 ดับไฟที่ลุกไหม้ตนเองได้ แล้วจำเลยทั้งสองวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ห่างจากป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีไป ผู้ตายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลไฟไหม้ผิวหนังโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ ลำตัวจนถึงสะดือ แขนทั้งสองข้าง และบาดแผลไฟไหม้ผิวหนังบางส่วนบริเวณขาทั้งสองข้าง ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2558 หลังเกิดเหตุ 2 เดือนเศษ ผู้ตายถึงแก่ความตาย สาเหตุการตายเพราะปอดอักเสบเฉียบพลันจากการบาดเจ็บด้วยความร้อนของทางเดินหายใจเนื่องจากถูกไฟไหม้

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และคดีนี้มีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ 2 โดยอุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึง 2.2 มีข้อความในทำนองว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และอุทธรณ์ข้อ 2.5 ระบุว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้รับการสอบสวนอย่างเป็นธรรมเพราะจำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และได้ร้องขอความเป็นธรรมขอให้สอบสวนข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสอง ฉะนั้นการฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเมื่อไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองเพื่อเปรียบเทียบพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดไว้แล้วว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนนำน้ำมันเชื้อเพลิง (เบนซิน) ซึ่งเป็นวัตถุไวไฟราดใส่ศีรษะและลำตัวผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสแล้วถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยทั้งสองร่วมวางแผนกันอย่างไรกระทำอย่างไรอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนและเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ล้วนเป็นรายละเอียดที่โจทก์ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิด เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์จึงเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว จะไม่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ดำเนินการสอบพยานตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอก็ได้ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยฎีกาข้อ 2.1 ข้อ 2.2.1 และข้อ 2.1.3 มีข้อความทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.2 และฎีกาข้อ 2.1.2 มีข้อความตอนต้นเหมือนกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ข้อ 2.5 เพียงแต่มีข้อความตอนท้ายเพิ่มเติมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาว่าพนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจเห็นว่า พยานหลักฐานที่ได้สอบสวนเพียงพอแล้ว การไม่สอบสวนตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการพิจารณาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า พิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ก็ไม่ทำให้กลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 อีกประการหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ถนนเศรษฐกิจ 1 บริเวณสถานที่เกิดเหตุ เป็นถนนขนาด 6 ช่องเดินรถกับมีเกาะกลางถนนกว้างประมาณ 2 เมตร และเหตุเกิดเวลากลางวัน ขณะเกิดเหตุ นายจักรกฤษณ์และนางสาวพัชรีประจักษ์พยานทั้งสองปากอยู่คนละฟากถนนห่างจากป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุไม่ไกลนักและไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดปิดบังสายตาของประจักษ์พยานทั้งสองปาก ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ร่วมว่า บริเวณเกาะกลางถนนไม่มีต้นไม้ใหญ่สามารถมองเห็นฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจนเจือสมคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองปาก แสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังสายตาของประจักษ์พยานทั้งสอง แม้นายจักรกฤษณ์ประจักษ์พยานปากหนึ่งเบิกความว่า คนร้ายที่จุดไฟเผาผู้ตายสวมหมวกนิรภัย แต่นางสาวพัชรีประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งเบิกความว่า คนร้ายที่จุดไฟเผาผู้ตายไม่ได้สวมหมวกนิรภัยซึ่งขัดแย้งกัน แต่คำเบิกความของนางสาวพัชรีประจักษ์พยานสอดคล้องกับภาพถ่ายการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แต่หลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 สวมหมวกนิรภัยขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีไปด้วยกัน ขณะเกิดเหตุไม่มีสิ่งใดปิดบังใบหน้าจำเลยทั้งสอง เชื่อว่า ประจักษ์พยานทั้งสองปากมองเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนและจดจำจำเลยทั้งสองได้ หลังเกิดเหตุนางสาวพัชรีประจักษ์พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ส่วนนายจักรกฤษณ์ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ภายหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ อีกทั้งประจักษ์พยานทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันและสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานทั้งสอง แม้ประจักษ์พยานทั้งสองปากเบิกความแตกต่างกันบ้างและแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนอยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองปากมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับประจักษ์พยานทั้งสองปากไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษหนักเช่นนี้ เชื่อว่า ประจักษ์พยานทั้งสองปากเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นพยาน โดยจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันเกิดเหตุ ขณะที่จำเลยทั้งสองรับประทานอาหารอยู่ที่ตลาดน้ำดอนหวาย ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่าจำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นั่งรอและพูดโทรศัพท์ติดต่อกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ยินว่าผู้ตายด่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงหยิบขวดน้ำที่หาได้จากข้างทางมาแล้วตะแคงรถจักรยานยนต์ให้น้ำมันไหลลงขวดได้ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของขวด แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปปัสสาวะในพงไม้ เป็นเวลาเดียวกับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึงพอดี จำเลยที่ 1 จึงเดินออกไปใกล้ถึงตัวผู้ตายแล้วใช้มือขวาที่ถือขวดราดน้ำมันไปที่บริเวณหลังของผู้ตาย และใช้มือซ้ายล้วงหยิบไฟแช็กที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายออกมาจุดใส่ตัวผู้ตาย เมื่อไฟลุก ผู้ตายสะบัดตัว ทำให้ไฟลุกไหม้มือขวา มือซ้าย แขนซ้าย และเท้าทั้งสองข้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกใจจึงรีบดับไฟ ส่วนผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกไปพร้อมกับไฟที่ลุกไหม้ลำตัวผู้ตาย แต่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง เมื่อจำเลยที่ 1 ดับไฟที่ตัวได้แล้วจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 เดินทางไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ขณะอยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 หลายครั้ง จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 เปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้ยินด้วย ผู้ตายบอกให้จำเลยที่ 2 ไปพบ จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่าให้ไปคุยกันให้รู้เรื่อง ครั้งแรกผู้ตายนัดพบที่สามแยกกระทุ่มแบน แต่จำเลยที่ 2 ไม่รู้จักจึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจนถึงสถานที่เกิดเหตุจึงได้ลงไปนั่งรอบริเวณที่นั่งผู้โดยสารในป้ายจอดรถประจำทาง ส่วนจำเลยที่ 1 เดินไปปัสสาวะในพงไม้ด้านหลังป้ายจอดรถประจำทาง ระหว่างนั้น ผู้ตายโทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 2 ว่าอยู่ตรงไหน จำเลยที่ 2 ตอบว่าอยู่ตรงข้ามร้านแบตเตอรี่ สักครู่หนึ่งผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึง จำเลยที่ 2 ลุกจากที่นั่ง เดินเข้าไปหาผู้ตายแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิมเพราะเข้าใจว่าผู้ตายจะลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปนั่งคุยกับจำเลยที่ 2 แต่ไม่ทันที่ผู้ตายจะลงจากรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายแล้วยกขวดพลาสติกที่ถืออยู่ในมือราดของเหลวที่อยู่ข้างในขวดใส่ตัวผู้ตาย ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกไปพร้อมกับไฟที่ลุกไหม้ตามร่างกาย และไฟยังลุกไหม้ที่เสื้อและมือของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ดับไฟแล้วก็วิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 2 วิ่งตามจำเลยที่ 1 แล้วซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปกับจำเลยที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองปาก นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจโทวิวรรธน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนแล้ว จำเลยที่ 1 พาไปชี้จุดที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าหลังป้ายจอดรถประจำทาง และจุดที่จำเลยที่ 1 ราดน้ำมันที่ศีรษะและจุดไฟเผาผู้ตาย ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นพยานบอกเล่า แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งเป็นคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองระบุว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จะถามคำให้การจำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ระบุว่า มารดาของจำเลยที่ 1 ร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วย และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบปฏิเสธว่า พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้จำเลยทั้งสองให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น อีกทั้งการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพก็ได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจและประชาชนที่มาดูเหตุการณ์ เชื่อว่า จำเลยทั้งสองเต็มใจให้การต่อพนักงานสอบสวนและนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามความเป็นจริงโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากยิ่งขึ้นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินซึ่งเป็นวัตถุไวไฟราดใส่ศีรษะและลำตัวของผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ศีรษะและลำตัวของผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ถือขวดบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินไว้ในมือซ้ายแล้วจุดไฟแช็กขู่ไม่ให้ผู้ตายเข้าไปทำร้ายจำเลยที่ 1 แต่ไฟลุกไหม้ที่ปากขวดและมือซ้าย จำเลยที่ 1 ตกใจสะบัดขวดที่ไฟกำลังลุกไหม้ทิ้งและดับไฟที่ตัวเอง ผู้ตายขยับรถจักรยานยนต์ไปเตะขวดที่ไฟกำลังลุกไหม้ตกอยู่ใกล้ล้อหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ไฟจึงลุกไหม้เท้าผู้ตายแล้วลุกลามตามลำตัวของผู้ตาย ผู้ตายไม่ดับไฟแต่เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์พุ่งไปทางจำเลยที่ 1 แล้วล้มลง ขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองโดยปราศจากเหตุผลและเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินชนิดแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นของเหลวไวไฟที่ร้ายแรงติดไฟได้ง่ายและสามารถลุกลามไปได้ทั้งร่างกาย การที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินดังกล่าวราดใส่ศีรษะและลำตัวของผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายก่อให้ไฟไหม้ตามร่างกายร้อยละ 65 ของพื้นผิวหนังแท้ แผลไหม้กระจายทั่วร่างกายยกเว้นบริเวณอวัยวะเพศ ก้น และบางส่วนของขาทั้งสองข้าง จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่าผู้ตาย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดเตรียมขวดบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินติดตัวมาด้วย แต่เพิ่งหยิบขวดที่หาได้จากข้างทางใกล้เคียงกับสถานที่เกิดเหตุแล้วตะแคงรถจักรยานยนต์เทน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินลงในขวด และการที่จำเลยที่ 1 พกไฟแช็กติดตัวไปด้วยโดยไม่ได้มีเจตนาจะใช้จุดไฟเผาผู้ตายมาก่อนดังข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ริเริ่มบอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกผู้ตายว่าจำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย แล้วจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปยังสถานที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 คิดทบทวนวางแผนหลอกให้ผู้ตายเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งจำเลยที่ 2 นั่งรอที่ป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุและพูดโทรศัพท์ติดต่อกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ยินว่าผู้ตายด่าจำเลยที่ 2 และก่อนที่ผู้ตายจะขับรถจักรยานยนต์ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 หยิบขวดน้ำที่หาได้จากข้างทางมาแล้วตะแคงรถจักรยานยนต์ให้น้ำมันไหลลงขวดได้ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของขวดก่อนที่จะเดินไปปัสสาวะในพงไม้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้เวลาคิดทบทวนล่วงหน้าและตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินใส่ขวดไว้ก่อนจะกระทำผิดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 เดินเข้าไปปัสสาวะในพงไม้เป็นเวลาเดียวกับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึงพอดี จำเลยที่ 1 จึงเดินออกไปใกล้ถึงตัวผู้ตายแล้วใช้มือขวาที่ถือขวดราดน้ำมันไปที่ศีรษะและลำตัวของผู้ตาย แล้วใช้มือซ้ายล้วงหยิบไฟแช็กซึ่งพกติดตัวไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายออกมาจุดไฟใส่ตัวผู้ตาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จะเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ต้องมีเจตนาร่วมกันและมีการกระทำร่วมกัน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ที่จะหลอกพาผู้ตายไปฆ่าโดยวิธีราดน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินใส่ผู้ตายแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น คงได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแต่เพียงว่า ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ริเริ่มบอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่า จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นั่งรอและพูดโทรศัพท์ติดต่อกับผู้ตายเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 พกขวดน้ำติดตัวไปด้วย แต่กลับได้ความว่า จำเลยที่ 1 หยิบขวดน้ำซึ่งหาได้ใกล้สถานที่เกิดเหตุแล้วตะแคงรถจักรยานยนต์เทน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินลงในขวด แม้จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 1 ตะแคงรถจักรยานยนต์เทน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินลงในขวดแล้ว เดินเข้าไปหาผู้ตาย ขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ศีรษะและลำตัวของผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตาย จำเลยที่ 2 นั่งเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ป้ายจอดรถประจำทางที่เกิดเหตุห่างจากผู้ตายประมาณ 2 เมตร ซึ่งอยู่ในลักษณะที่อาจจะเข้าช่วยขจัดอุปสรรคอันอาจมีขึ้นได้ทันและสามารถช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 สำเร็จลุล่วงไปได้ และหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองวิ่งไปด้วยกันตรงไปยังรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมาแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีไปด้วยกันก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดนัดหมายกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาร่วมกันและมีการกระทำร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายและจุดไฟเผาผู้ตาย จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่า จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นั่งรอและพูดโทรศัพท์ติดต่อกับผู้ตายนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 2 เพียงแต่มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายหรืออันตรายสาหัสเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 เลือกที่จะทำร้ายผู้ตายโดยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายและจุดไฟเผาผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนือเจตนาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้องและเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4) จำคุก 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 289 (4) ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นางสาว ร.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสำเริง สินธูระหัฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2561
#628168
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทก์ได้ส่งสำเนาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับเอกสารดังกล่าวแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้แล้วออกหมายนัดแจ้งให้จำเลยทราบกับกำหนดให้จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนัด ไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยซ้ำอีก การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ในครั้งหลังนี้อีกจึงเป็นการผิดหลง และเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าการที่โจทก์ได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยไว้ดังกล่าวข้างต้น เป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยโดยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18508 และ 18509 เลขที่ดิน 42 และ 43 อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18509 และส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองและดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18508 ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยดังเดิมโดยเร็ว หากโจทก์ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้โจทก์ชดใช้เงินแก่จำเลย 1,271,090 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นเฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 25,521 บาท หากโจทก์ประสงค์ฎีกาก็ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำเลยจำนวน 74,392 บาท มาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์นำส่งภายใน 15 วัน โจทก์ไม่ดำเนินการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อสั่ง

คดีนี้ในชั้นร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทก์ได้ส่งสำเนาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 และจำเลยได้รับเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏตามรายงานผลการส่งหมายในสำนวน ลำดับที่ 103 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ แล้วดำเนินการออกหมายนัดแจ้งให้จำเลยทราบกับกำหนดให้จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนัด ไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยซ้ำอีก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ในครั้งหลังนี้อีก จึงเป็นการผิดหลง และเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าการที่โจทก์ได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์นำส่งภายใน 15 วัน นั้นเสีย และสั่งใหม่เป็นให้โจทก์นำส่งหมายนัดแจ้งการรับฎีกา กับกำหนดเวลาให้จำเลยแก้ฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมายนัดดังกล่าว แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวส่งศรี แช่มภูธร
จำเลย — นายศิโรฒม์ จาตุรนตกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสถิต อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สุรทิน สาเรือง
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8385/2561
#630656
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน ส่วนผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามอ้างว่าผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ ส่วนที่เหลือผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าและชาวบ้านร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ากล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่เกินเนื้อที่ 2 งานเศษ ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านและเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ทั้งกับผู้ร้องและผู้คัดค้านในที่ดินส่วนดังกล่าว ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเป็นต้องเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงร้องสอดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยอมออกจากที่ดินพิพาทแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าไปฟ้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัยเนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดขัดขวางหรือคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 โดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านเดือนละ 1,120,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ และขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องสอดแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจะต้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ จึงไม่รับคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องสอด

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฎีกาขอให้รับคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท... และขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่ว่า ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ร้องถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ขอให้รับคำร้องสอด เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน โดยทำประโยชน์และใช้เป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2544 ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดิน เมื่อที่ดินตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงยังคงอนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินต่อมา ผู้ร้องไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาให้เจ้าของที่ดินเดิมหรือผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินเป็นการยึดถือที่ดินเพื่อตนเอง ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินของผู้คัดค้านต่อไป ขอให้ยกคำร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ายื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ ส่วนที่เหลือผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าและชาวบ้านร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ปี 2544 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้เห็นได้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เนื้อที่ 14 ไร่ 35 ตารางวา ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์นั้น ส่วนที่เกินเนื้อที่ 2 งานเศษ (13 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวาเศษ) เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน และเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ทั้งกับผู้ร้องและผู้คัดค้านในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามคำร้องสอดจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสิบห้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าจึงร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ร้องตกลงรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยอมออกจากที่ดินพิพาทแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม ดังนี้หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าเข้ามาเป็นคู่ความในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมดก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดทั้งสิบห้าที่จะไปฟ้องคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ฉ.
ผู้ร้องสอด — นาย ท. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายจีรวัต สิทธิคงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2561
#630436
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ร่วมทำสัญญาจ้างกับกรมทางหลวง โดยให้บริการรับเป็นที่ปรึกษาโครงการฯ แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งมอบงานตามส่วนที่ได้รับมอบหมายให้โจทก์เพื่อส่งมอบให้กรมทางหลวงได้ภายในระยะเวลาตามสัญญา ทำให้โจทก์เสียหายต้องชำระค่าปรับ ไม่สามารถรับค่าจ้างที่เหลือ รวมทั้งเงินประกันผลงาน ข้อหาตามฟ้องโจทก์จึงเป็นเรื่องผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นส่วนตัวในฐานละเมิด โดยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,649,084.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,942,575 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,649,084.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,492,575 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,942,575 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ร่วมทำสัญญาจ้างกับกรมทางหลวง โดยให้บริการรับเป็นที่ปรึกษา แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งมอบงานตามส่วนที่รับมอบหมายส่งให้โจทก์ เพื่อส่งมอบงานให้แก่กรมทางหลวงได้ภายในระยะเวลาตามสัญญา การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติงานล่าช้าทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งงานให้แก่กรมทางหลวงได้ทัน โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระค่าปรับเหตุล่าช้าให้แก่กรมทางหลวงและไม่สามารถรับค่าจ้างที่เหลือ รวมทั้งเงินประกันผลงานคิดเป็นเงินค่าผิดสัญญา ค่าปรับ และค่าเสียหาย จำนวนทั้งสิ้น 5,649,084.56 บาท ข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัวในฐานละเมิด โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2556 เห็นได้ชัดว่า เป็นการพิมพ์ผิดอันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายต่อพงษ์ พงษ์เสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8370/2561
#632071
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าพึ่งโอนกันได้ เว้นแต่สภาพแห่งสิทธินั้นเอง จะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้" และในวรรคสอง บัญญัติว่า "ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" เมื่อตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการยื่นซองเสนอราคาทรัพย์สินพร้อมขายของบริษัท บ. ข้อ 5.3 ได้ระบุไว้ว่า บริษัท บ. จะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จะซื้อขายให้กับผู้ชนะการเสนอราคาในนามของผู้ชนะการเสนอราคา (ผู้จะซื้อ) เท่านั้น และในข้อ 6.3 ยังระบุไว้ด้วยว่า ผู้เสนอราคาจะต้องเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง และจำเลยที่ 1 ได้ลงนามรับทราบหลักเกณฑ์ ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น กล่าวคือ บริษัท บ. ได้มีการแสดงเจตนาไว้ในเอกสารดังกล่าว จึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีชื่อในการชนะประมูลซื้อทรัพย์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ปฏิเสธ คงอ้างแต่เพียงว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ระบุไว้เท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะยกข้อต่อสู้เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริต

การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังค้างชำระเงินบริษัท บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยวิญญูชนทั่วไปถ้ายังไม่ได้รับชำระเงินครบถ้วนและยังค้างชำระเงินค่าทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จะไม่มีผู้ใดส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินให้ อีกทั้งจำเลยที่ 1 แจ้งให้บริษัท บ. โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 บริษัท บ. ไม่ตกลงด้วยเพราะขัดกับข้อตกลง จึงฟังได้ว่าบริษัท บ. ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 10 โฉนดกับบริษัท บ. จึงกระทำไปโดยสุจริต จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าโอนสิทธิเรียกร้องให้กับจำเลยที่ 2 และแจ้งการโอนไปยังบริษัท บ. แล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์แต่อย่างใด

เมื่อบริษัท บ. ฟ้องจำเลยทั้งหกในข้อหาบุกรุกต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหก ไม่มีความผิดฐานบุกรุก แต่ในคำพิพากษาได้วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังคงทำหน้าที่เฝ้าดูแลอาคารต่อไประหว่างยังมีข้อพิพาท และศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงเป็นการเข้าครอบครองที่พิพาทโดยสุจริต เมื่อภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากอาคารโรงงานซึ่งตั้งอยู่บนที่พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากอาคารทันที การกระทำของจำเลย 1 และ ที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงขาดเจตนาบุกรุก ซึ่งตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่ได้ระบุเลยว่า จำเลยทั้งหกมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเอาคำพิพากษาในคดีอื่นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องร้องบริษัท บ. และโจทก์ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดมาวินิจฉัยในคดีนี้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเพราะประเด็นข้อพิพาทในคดีอื่นที่เป็นประเด็นเดียวกับคดีนี้ คือโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยทั้งหกมีสิทธิโดยชอบที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกข้อเท็จจริงในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมในคดีอื่น มาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ในเรื่องอำนาจฟ้องโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 52768, 52769, 52770, 52771, 52772, 52773, 52774, 52777, 52778 และ 52779 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาคารสำนักงาน อาคารโรงงานอุตสาหกรรม โรงจอดรถ อาคารโรงอาหารและรั้วคอนกรีต ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ทั้งหมดที่อยู่ในที่ดิน พร้อมส่งมอบที่ดินสิ่งปลูกสร้าง อาคาร อุปกรณ์ส่วนควบ ตลอดจนทรัพย์สินทั้งหมดในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 52768, 52769, 52770, 52771, 52772, 52773, 52774, 52777, 52778 และ 52779 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาคารสำนักงาน อาคารโรงงานอุตสาหกรรม โรงจอดรถ อาคารโรงอาหารและรั้วคอนกรีต ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ทั้งหมดที่อยู่ในที่ดิน พร้อมส่งมอบที่ดินสิ่งปลูกสร้าง อาคาร อุปกรณ์ส่วนควบ ตลอดจนทรัพย์สินทั้งหมดในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,625,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย ภายใน 1 ปีแรกนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง อัตราวันละ 125,000 บาท หลังจากนั้นอัตราวันละ 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 40,000 บาท

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าเสียหายวันละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 52768 ถึง 52774 และ 52777 ถึง 52779 รวม 10 โฉนด เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยวางเงินมัดจำ 19,001,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แล้วขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 แจ้งถึงการโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ทราบ และขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยที่ 2 แทน โดยขอขยายระยะเวลาการชำระเงินและรับโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด อีกหลายครั้ง โดยชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมอีก 23,000,000 บาท ต่อมาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อนุมัติสินเชื่อแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 แจ้งให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 แต่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ปฏิเสธ แจ้งว่าต้องโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ในข้อหาผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ขอบังคับให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 วันที่ 27 สิงหาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างพิพาทกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และวันที่ 2 ตุลาคม 2556 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 10 โฉนดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1489/2556 โดยจำเลยที่ 1 ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจดูสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้ง 10 โฉนด แล้วปรากฏว่ามีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์มาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2556 โจทก์จึงได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 10 โฉนดตามฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวและมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ถ้าเป็นดังโจทก์อ้างการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า จำเลยทั้งหกมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวทั้ง 10 โฉนด หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งหกมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้วางมัดจำไว้เป็นเงิน 19,000,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้กับจำเลยที่ 2 และได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ทราบแล้ว แต่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยืนยันจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น และจำเลยที่ 1 ยืนยันให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทั้ง 10 โฉนด ให้แก่จำเลยที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้" และในวรรคสอง บัญญัติว่า "ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" และนายสมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายขาย และดูแลทรัพย์สินของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการยื่นซองเสนอราคาทรัพย์สินพร้อมขายของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ข้อ 5.3 ได้มีระบุไว้ว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จะซื้อขายให้กับผู้ชนะการเสนอราคาในนามของผู้ชนะการเสนอราคา (ผู้จะซื้อ) เท่านั้น และในข้อ 6.3 ยังระบุไว้ด้วยว่าผู้เสนอราคาจะต้องเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง และจำเลยที่ 1 ได้ลงนามรับทราบหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ศาลได้ตรวจดูเอกสารแล้วปรากฏว่ามีข้อความเช่นนั้นจริง จึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น กล่าวคือบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้มีการแสดงเจตนาไว้ในเอกสารดังกล่าวจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีชื่อในการชนะการประมูลซื้อทรัพย์เท่านั้น และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ปฏิเสธเอกสารว่าไม่ถูกต้องอย่างไร คงอ้างแต่เพียงว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ระบุไว้เท่านั้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 จะยกข้อต่อสู้เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังค้างชำระเงินบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็นำสืบยอมรับว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในระหว่างขอกู้เงินจากธนาคาร โดยวิญญูชนทั่วไปถ้ายังไม่ได้รับชำระเงินครบถ้วน และยังค้างชำระเงินค่าทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จะไม่มีผู้ใดส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินให้ อีกทั้งจำเลยที่ 1 แจ้งให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไม่ตกลงด้วยเพราะขัดกับข้อตกลงในเอกสาร พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหก จึงฟังได้ว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้นการที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 10 โฉนดกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จึงกระทำไปโดยสุจริต จำเลยที่ 1 อ้างว่าโอนสิทธิเรียกร้องให้กับจำเลยที่ 2 และแจ้งการโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด แล้วการกระทำดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 ยืนยันให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไม่ตกลงด้วยและจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินครบถ้วนตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ฟ้องจำเลยทั้งหกในข้อหาบุกรุกต่อศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกไม่มีความผิดฐานบุกรุก ว่ากระทำความผิดฐานบุกรุก แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกไม่มีความผิดฐานบุกรุก ตามสำเนาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 132/2560 แต่ในคำพิพากษาดังกล่าวได้วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังคงทำหน้าที่เฝ้าดูแลอาคารต่อไประหว่างยังมีข้อพิพาท และศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงเป็นการเข้าครอบครองที่พิพาทโดยสุจริต แต่เมื่อภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากอาคารโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่บนที่พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากอาคารทันที การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงขาดเจตนาบุกรุก ซึ่งตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่ได้ระบุเลยว่า จำเลยทั้งหกมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้าง และการที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเอาผลคำพิพากษาในคดีอื่นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องร้องบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และโจทก์ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดมาวินิจฉัยในคดีนี้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเพราะประเด็นข้อพิพาทในคดีอื่นที่เป็นประเด็นเดียวกับคดีนี้คือโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยทั้งหกมีสิทธิโดยชอบที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นยกข้อเท็จจริงในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมในคดีอื่น มาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น และศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วย กับการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบแล้ว และที่จำเลยทั้งหกฎีกาอ้างว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ร่วมกับโจทก์ทำการฉ้อฉลจำเลยทั้งหก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกก็ไม่ปรากฏว่าได้ร่วมกันฉ้อฉลอย่างไร ดังได้วินิจฉัยมาจึงรับฟังได้ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 10 โฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์โดยบริษัทดังกล่าวมิได้ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งหกขัดขวางการครอบครองของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งหกว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด ในปัญหาเรื่องค่าเสียหายนี้ปรากฏว่าโจทก์พี่นายก้องเกียรติเบิกความเป็นพยานแต่เพียงลอยๆ ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง โดยไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ สนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง แต่ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องรับผิดจากการกระทำละเมิด ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีข้อที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายก่อนฟ้องคดีให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายส่วนที่เกิดขึ้นก่อนฟ้องซึ่งนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดให้จำเลยที่ 1 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ถึงวันฟ้องมีระยะเวลา 13 วัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในส่วนนี้จำนวน 1,000,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีจำนวนมากถึง 60 ไร่เศษ และมีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์วันละ 50,000 บาท นั้นต่ำเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เสียใหม่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้โดยเฉลี่ยนับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งหกจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยกำหนดให้ในอัตราวันละ 100,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายปราโมทย์ สุทธิกิจจานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8343/2561
#627337
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และพิพากษาถึงส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีดังกล่าวว่า คดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลมีคำพิพากษาภายหลัง จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แนบท้ายฎีกาของโจทก์ จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาว่าสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงแสดงให้เห็นว่าการพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวมีขึ้นก่อนคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ของศาลอุทธรณ์จึงปรากฏข้อเท็จจริงต่อศาลอุทธรณ์แล้วว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จึงต้องนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษต่อให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 357 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1064/2560 หมายเลขแดงที่ 2828/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2646/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2647/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2648/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3090/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3091/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3092/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3093/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3094/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3096/2560 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3097/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 9 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อนั้น เนื่องจากศาลมิได้พิพากษาจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติของจำเลย และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1064/2560 หมายเลขแดงที่ 2828/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2646/2560 หมายเลขแดงที่ 3524/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2647/2560 หมายเลขแดงที่ 3525/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2648/2560 หมายเลขแดงที่ 3526/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3090/2560 หมายเลขแดงที่ 4085/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3091/2560 หมายเลขแดงที่ 4086/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3092/2560 หมายเลขแดงที่ 4087/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3094/2560 หมายเลขแดงที่ 4089/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3096/2560 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3097/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาภายหลังคดีนี้ จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3093/2560 หมายเลขแดงที่ 4088/2560 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3093/2560 มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลย 4 เดือน 15 วัน และพิพากษาถึงส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3094/2560 (คดีนี้) คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3095/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3096/2560 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3097/2560 ของศาลชั้นต้น ว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลมีคำพิพากษาภายหลัง จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แนบท้ายฎีกาของโจทก์ ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาว่าสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าการพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3093/2560 มีขึ้นก่อนคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงปรากฏข้อเท็จจริงต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3093/2560 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จึงต้องนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่นับโทษต่อให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3093/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4088/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายวิชัยหรือแดง กล้าหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอุกฤษฎ์ ศรีอ่ำดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8311/2561
#629033
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลงทุนตกแต่งปรับปรุงอาคารพิพาท แม้เป็นเงินจำนวนมากก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้การประกอบกิจการร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ของจำเลย เป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าของกิจการกำหนดอันเป็นประโยชน์ของจำเลยเอง ประกอบกับสัญญาเช่ามีข้อตกลงด้วยว่า "การให้เช่าพื้นที่ต่อไปเมื่อหมดอายุสัญญานี้จะมีหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของผู้ให้เช่า" แสดงว่า เมื่อครบกำหนด 3 ปี ตามสัญญาเช่า จำเลยจะมีโอกาสเช่าอาคารพิพาทต่อเป็นปีที่ 4 และปีที่ 5 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพอใจของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว หากโจทก์ไม่ยินยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลย สัญญาเช่าเป็นอันสิ้นสุดลงทันทีอันมิใช่ลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทเป็นเวลา 5 ปี จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และค่าธรรมเนียมใช้แทน 14,106 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยที่ผู้ร้องรับช่วงสิทธิจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยและทายาทของผู้เสียชีวิตตามคำเสนอข้อพิพาท ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 19388-19390/2557 พิพากษาว่า นายจำนงค์ จำเลยผู้ขับรถยนต์โดยสารที่ผู้คัดค้านรับประกันภัย กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อนุญาโตตุลาการจึงมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ใช้ค่าธรรมเนียมจำนวน 14,106 บาท แทนผู้ร้องด้วย โดยให้ชำระเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า จะยอมรับและบังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยต่างฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19388-19390/2557 วินิจฉัยว่า นายจำนงค์จำเลยในคดีดังกล่าวกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายไมตรีขับรถยนต์ตู้ที่ผู้ร้องรับประกันภัยด้วยความเร็วสูงดังจำเลยอ้างก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความผิดตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยเพียงว่าข้ออ้างของฝ่ายจำเลยฟังไม่ขึ้นโดยไม่ได้วินิจฉัยว่านายไมตรีมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วย ที่คำพิพากษาของศาลฎีกาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็เป็นเพียงให้ผลคำพิพากษาส่วนความผิดและโทษเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงส่วนคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นด้วย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ส่วนข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้ร้องไม่อาจรับช่วงสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตเพราะกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ส่วนนี้มีลักษณะเป็นประกันชีวิต นั้น เห็นว่า เจ้าของรถยนต์เอาประกันภัยสำหรับความเสี่ยงภัยกรณีอุบัติเหตุที่ตนต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทของผู้เสียชีวิตตามสำเนาตารางกรมธรรม์ กรมธรรม์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่กรณีผู้เสียหายเคยเอาประกันภัยไว้เองอันเป็นสัญญาประกันชีวิต ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิรับช่วงสิทธิเรียกให้ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยต้องจ่ายไปตามกรมธรรม์ สำหรับข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านที่ว่าอนุญาโตตุลาการไม่นำค่าซากรถยนต์ที่ขายได้มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านไม่ได้คัดค้านในประเด็นนี้ การคำนวณค่าซากรถและความเหมาะสมที่จะนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เป็นดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่เป็นเหตุในกฎหมายที่จะเพิกถอนหรือปฏิเสธไม่รับบังคับคดีตามคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 และมาตรา 43 คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีนี้ย่อมได้รับการยอมรับและบังคับตามได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางชิดชนก วังศานุตร
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2561
#628167
เปิดฉบับเต็ม

ว. เป็นมารดาของผู้คัดค้านทั้งสามย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งทรัพย์สินหมายความรวมถึงสิทธิเรียกร้องอันเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ บทบัญญัติมาตรา 1574 มีเจตนารมณ์คุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยให้ศาลกำกับดูแล การฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนก็ไม่ได้ตัดอำนาจทำนิติกรรมแทนของผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันบุตรผู้เยาว์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิกล่าวอ้างเพื่อตัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า แม้นางสาววาณี ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้คัดค้านทั้งสามเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการโดยไม่ได้ขออนุญาตต่อศาลก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (13) แต่การขออนุญาตดังกล่าวไม่ใช่แบบของนิติกรรม การเสนอข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ อันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตามมาตรา 172 เพียงแต่มีผลไม่ผูกพันผู้เยาว์ทั้งสามเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ทั้งสามเท่านั้นที่สามารถยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามข้อเสนอ และภายหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ผู้ร้องได้สั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คจำนวน 3 ฉบับ ในนามของผู้คัดค้านทั้งสามเพื่อชำระหนี้ และผู้คัดค้านทั้งสามนำแคชเชียร์เช็คไปเรียกเก็บเงินแล้ว ถือว่าผู้ร้องยอมรับตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสามโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องตามกฎหมาย ดอกเบี้ยตามเช็คที่ให้รับผิดนับแต่วันที่มีการเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ และอายุความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อพ้นกำหนดเวลาสามปีนับแต่เช็คทั้ง 3 ฉบับ ถึงกำหนดใช้เงินนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันจะเป็นเหตุในการเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสามประการแรกว่า ผู้คัดค้านทั้งสามมีสิทธิมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า นางสาววาณีเป็นมารดาของผู้คัดค้านทั้งสามย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1571 ซึ่งทรัพย์สินหมายความรวมถึงสิทธิเรียกร้องอันเป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ตามมาตรา 138 บทบัญญัติมาตรา 1574 มีเจตนารมณ์คุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยให้ศาลกำกับดูแล การฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนก็ไม่ได้ตัดอำนาจทำนิติกรรมแทนของผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะกรรมหรือโมฆียะกรรมตามมาตรา 150 และ 153 คงมีผลเพียงไม่ผูกพันบุตรผู้เยาว์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิกล่าวอ้างเพื่อตัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้คัดค้านทั้งสามโดยนางสาววาณี ผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้คัดค้านทั้งสามบกพร่องเรื่องความสามารถในการมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามฟังขึ้น

สำหรับปัญหาเรื่องอายุความ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องโต้แย้งดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในข้อนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงใดอีก

พิพากษากลับเป็นว่าไม่เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 153 ม. 1566 ม. 1571 ม. 1574
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นางสาวศรุตา เกี่ยวศรีกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนรินทร์ สมัครเขตการ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8261/2561
#629048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83 กับร่วมกันมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด โดยไม่มีหมายเลขทะเบียนและมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83 และข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 กับร่วมกันมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด โดยไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 และข้อหามีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ด้วย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง เป็นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 และข้อหามีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 86 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 220
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8257/2561
#630951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม), 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนันเมล็ดฟักทองกับจำเลยและพวกเพื่อหลอกเอาเงินจาก ป. ซึ่งเป็นพวกของจำเลย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำเงิน 5,330,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 6 บาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 300,000 บาท มาร่วมลงทุน โดยจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะเล่นการพนัน ไม่มีเจตนาที่จะชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนันและไม่ได้ร่วมกันเล่นการพนันดังกล่าว แต่จำเลยกับพวกมีเจตนาหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสียหายมาแต่ต้น โดยใช้วิธีการวางแผนเป็นกระบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนัน และให้ ป. เป็นผู้เล่นเพื่อหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสียหายให้แนบเนียน ทั้งที่ผู้เสียหายไม่มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยมาแต่ต้น การที่ผู้เสียหายมอบเงินและทรัพย์สินให้แก่จำเลยกับพวกเพื่อเล่นการพนันเป็นการตกหลุมพรางที่วางไว้ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอันจะเป็นการร่วมกับจำเลยกระทำความผิด ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

เนื่องจากความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม), 83 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 5,330,000 บาท คืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 6 บาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า นายวิเชียร เป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม), 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนันเมล็ดฟักทองกับจำเลยและพวกเพื่อหลอกเอาเงินจากนายประจวบ พวกของจำเลย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำเงิน 5,330,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 6 บาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 300,000 บาท มาร่วมลงทุน โดยจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะเล่นการพนัน ไม่มีเจตนาที่จะชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนันและไม่ได้ร่วมกันเล่นการพนันดังกล่าว แต่จำเลยกับพวกมีเจตนาหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสียหายมาแต่ต้น โดยใช้วิธีการวางแผนเป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนเป็นเจ้ามือการพนัน และให้นายประจวบเป็นผู้เล่นเพื่อหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสียหายให้แนบเนียน ทั้งที่ผู้เสียหายไม่มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยมาแต่ต้น การที่ผู้เสียหายมอบเงินและทรัพย์สินให้แก่จำเลยกับพวกเพื่อเล่นการพนันเป็นการตกหลุมพรางที่วางไว้ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยกระทำความผิด ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายวิเชียร ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม), 83 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศุภกร สันฐาน
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8212/2561
#662386
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยค้างชำระภาษีอากรแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 3,936,443 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ผู้ร้องมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3818, 3924, 10523, 43391 และ 49960 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อบังคับชำระภาษีอากรค้างก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์และจำเลยยื่นคำคัดค้านโดยมิได้ปฏิเสธหนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระ ทั้งปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระภาษีอากรดังกล่าวแก่ผู้ร้องจริง ผู้ร้องจึงมีอำนาจสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจผู้ร้องในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลดังเช่นเจ้าหนี้รายอื่น ๆ เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในภายหลังว่าผู้ร้องยึดที่ดินตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นชื่อโจทก์ไว้ก่อนแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่อาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยอันเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทนการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน เนื่องจากที่ดินเป็นของโจทก์ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ผู้ร้องจึงไม่ชอบ แม้ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีโดยอ้างสิทธิว่าเป็นการร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่เนื้อหาตามคำร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์จะบังคับคดีให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ผู้ร้องยึดไว้ก่อนแล้วไม่ได้ ต้องบังคับให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทน เป็นการขอให้ศาลทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (เดิม) หาใช่เป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ไม่ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและคำร้องของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปตามรูปเรื่องที่ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3818, 3924 และ 43391 กลับคืนมาเป็นชื่อโจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินกลับคืนมาให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 609,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2556 สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาหนองหาน มีหนังสือสอบถามศาลชั้นต้นว่า กรมสรรพากรได้ยึดที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยดังกล่าวเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้าง จะให้สำนักงานที่ดินฯ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน จะเป็นการถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน เนื่องจากที่ดินเป็นของโจทก์ซึ่งมิใช่ลูกหนี้กรมสรรพากร

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์แทนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องและคำร้องของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยค้างชำระภาษีอากรแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 3,936,443 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ผู้ร้องมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3818, 3924, 10523, 43391 และ 49960 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อบังคับชำระภาษีอากรค้างก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์และจำเลยยื่นคำคัดค้านโดยมิได้ปฏิเสธหนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระ ทั้งปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระภาษีอากรดังกล่าวแก่ผู้ร้องจริง ดังนี้ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจผู้ร้องในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลดังเช่นเจ้าหนี้อื่น ๆ ฉะนั้น เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในภายหลังว่าผู้ร้องยึดที่ดินตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นชื่อโจทก์ไว้ก่อนแล้ว ตามหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาหนองหาน ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่อาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยอันเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทนการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์โดยปราศจากภาระติดพัน เนื่องจากที่ดินเป็นของโจทก์ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ผู้ร้องจึงไม่ชอบ แม้ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีโดยอ้างสิทธิว่าเป็นการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่เนื้อหาตามคำร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์จะบังคับคดีให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ผู้ร้องยึดไว้ก่อนแล้วไม่ได้ ต้องบังคับให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทน เป็นการขอให้ศาลทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (เดิม) หาใช่เป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ไม่ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและคำร้องของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปตามรูปเรื่องที่ถูกต้องได้ คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับว่า กรณีไม่อาจโอนที่ดินทั้งสามแปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3818, 3924 และ 43391 ให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ชอบที่จะบังคับให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2556 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งผลตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาหนองหาน ทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 302 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. โดยนาง ห. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสิงห์ฐาน จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561
#629014
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรก จ.สามี น. ฟ้องเรียกทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินพิพาทคืนจาก ส. กับพวกซึ่งเป็นตัวแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายทรัพย์สินเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่ จ. ได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้ จ. ได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินแทนการได้กรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา อันเป็นการพิพากษากล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับการคืนทรัพย์สินในกรณีเป็นที่ดินแก่คนต่างด้าวที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการบังคับให้จัดการจำหน่ายแทนการได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทได้มาในระหว่างที่ จ. เป็นคนต่างด้าว และได้ความในชั้นพิจารณาว่า น. ได้สัญชาติไทยหลัง จ. แสดงว่าในระหว่างที่ได้ที่ดินพิพาทมานั้น น. ก็เป็นคนต่างด้าวเช่นเดียวกับ จ. สามี ดังนั้นสิทธิของ น. ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาทก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท หาใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ฉะนั้น คดีที่สองที่ ส. เป็นโจทก์ฟ้องพี่น้องห้าคนเป็นจำเลย ขอให้บังคับพี่น้องทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของ น. มารดาให้แก่ ส. 1 ใน 7 ส่วน และคดีถึงที่สุดในชั้นฎีกาพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของ น. ให้แก่ ส. 1 ใน 7 ส่วน นั้น เป็นการพิพากษาบังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ในการแบ่งทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของ น. ซึ่งก็ย่อมต้องหมายถึงเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั่นเอง ทั้งประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องทั้งสองคดีก็แตกต่างกัน ไม่ถือเป็นการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ คำพิพากษาหาได้ขัดกันไม่

การที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนหนึ่งที่ถูกฟ้องในคดีแรก ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของ ว. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อีกคนในที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จ. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแรก ย่อมมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาดำเนินการจำหน่ายที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้โดยชอบ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 4 ย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องให้เพิกถอนได้

คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท เป็นการเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทคืนทั้งสามแปลง ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโจทก์ ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เต็มตามราคาที่ดินพิพาท มิใช่ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร (โฉนดเลขที่ 52799 เลขที่ดิน 369 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร) ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เพื่อให้ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวกลับคืนเป็นชื่อของนายสุมิตรและนายสุวิทย์ตามเดิมโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชอบชำระค่าธรรมเนียมในการโอนคืน อากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงในโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว 1 ใน 7 ส่วน เฉพาะที่ดินของนางนิภาหรือ 1 ใน 14 ส่วน ของที่ดินแต่ละแปลง โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าภาษีต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ และจำเลยที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเจียม และนางนิภา ซึ่งเดิมเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน คือ นางสิริมา นายสุวิทย์ นายสุมิตร โจทก์ จำเลยที่ 1 และนายพิชัย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายพิชัย นางนิภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2530 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาลของนางนิภา ปี 2533 นายเจียมเป็นโจทก์ฟ้องนายสุมิตรบุตรชายกับนายวิวัฒน์ และนายวินัย บุตรนายสุวิทย์ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หมายเลขแดงที่ 8529/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับบุคคลทั้งสามคืนทรัพย์สินซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร แก่นายเจียม หากไม่อาจบังคับตามคำขอได้ก็ให้บังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 ระหว่างพิจารณานายเจียมและนายสุมิตรถึงแก่ความตาย กรณีนายเจียม เดิมศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายสุวิทย์และนายพิชัยเข้าเป็นคู่ความแทนต่อมานายสุวิทย์และนายพิชัยถึงแก่ความตาย ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้นายธิติ จำเลยที่ 2 คดีนี้ซึ่งเป็นบุตรของนายพิชัยเข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียม ส่วนกรณีนายสุมิตร ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายวิรัตน์ เข้าเป็นคู่ความแทนนายสุมิตรโดยมีนายวิวัฒน์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์เนื่องจากคู่ความผู้ฎีกาถอนฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคือให้จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ต่าง ๆ รวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวที่นายเจียมได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินนั้นแทนการได้กรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ในปี 2540 ก่อนนายสุมิตรถึงแก่ความตาย นายสุมิตรเป็นโจทก์ฟ้องนางสิริมา นายสุวิทย์ โจทก์ จำเลยที่ 1 และนายพิชัยเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5924/2540 หมายเลขแดงที่ 10443/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับบุคคลทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภามารดาซึ่งรวมทั้งส่วนของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ระหว่างพิจารณานายสุมิตรและนายสุวิทย์ ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งกรณีนายสุมิตรอนุญาตให้นายวิวัฒน์เข้าเป็นคู่ความแทน และมีคำสั่งกรณีนายสุวิทย์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์เข้าเป็นคู่ความแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นฎีกาโดยศาลฎีกาได้พิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่พิพากษาบังคับให้บุคคลทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภาซึ่งรวมทั้งส่วนของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วน วันที่ 26 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแทนนายเจียม โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หมายเลขแดงที่ 8529/2544 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันปฏิบัติตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ในคดีนั้น ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงรวมสามโฉนดให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 จึงได้นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองเป็นคดีนี้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสำคัญแห่งคดีประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทและการจำนองที่ดินพิพาทตามฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาประเด็นข้อนี้ข้อแรกว่า คำพิพากษาอันเป็นที่สุดในชั้นอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ที่พิพากษาให้จำหน่ายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมโจทก์ในคดีได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินนั้นแทนการได้กรรมสิทธิ์ ขัดกับคำพิพากษาอันเป็นที่สุดในชั้นฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าในคดีร่วมกันแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภาให้แก่นายสุมิตรโจทก์ในคดี 1 ใน 7 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วน ซึ่งอ้างว่าต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันมิได้ ต้องบังคับให้ถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปขายหรือจำหน่ายเพื่อบังคับตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ เห็นว่า คดีแรกคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 เป็นคดีที่นายเจียมสามีนางนิภาฟ้องเรียกทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินพิพาทคืนจากนายสุมิตรกับพวกซึ่งเป็นตัวแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ พิพากษาให้จำหน่ายทรัพย์สินเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นายเจียมได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินแทนการได้กรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา อันเป็นการพิพากษากล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับการคืนทรัพย์สินในกรณีเป็นที่ดินแก่คนต่างด้าวที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการบังคับให้จัดการจำหน่ายแทนการได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทได้มาในระหว่างที่นายเจียมเป็นคนต่างด้าว และได้ความในชั้นพิจารณาจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบเป็นอย่างอื่นว่า นางนิภาได้สัญชาติไทยหลังนายเจียมแสดงว่าในระหว่างที่ได้ที่ดินพิพาทมานั้น นางนิภาก็เป็นคนต่างด้าวเช่นเดียวกับนายเจียมสามี ดังนั้นสิทธิของนางนิภาในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาท ก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท หาใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ฉะนั้น คดีที่สองคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่นายสุมิตรเป็นโจทก์ฟ้องพี่น้องห้าคนเป็นจำเลย ขอให้บังคับพี่น้องทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภามารดาให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน และคดีถึงที่สุดในชั้นฎีกาพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภาให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ตามฟ้องนั้น เห็นได้ว่าเป็นการพิพากษาบังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ในการแบ่งทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภา ซึ่งก็ย่อมต้องหมายถึงเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั่นเอง ทั้งประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องก็แตกต่างกัน ไม่ถือเป็นการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ คำพิพากษาหาได้ขัดกันไม่ ด้วยเหตุนี้การที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนายสุมิตรผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนหนึ่งที่ถูกฟ้องในคดีแรก ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำบังคับของศาล จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อีกคนในที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียมเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแรก ย่อมมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาดำเนินการจำหน่ายที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้โดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำบังคับคดีแรกทำสัญญาขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 4 ย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องให้เพิกถอนได้ ส่วนโจทก์จะมีส่วนได้เสียในมรดกเพียงใดเป็นเรื่องที่อาจจะไปว่ากล่าวกันในชั้นการแบ่งมรดก

ประการต่อมาโจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์หรือมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือหากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ก็ควรเสียค่าขึ้นศาล 1 ใน 14 ส่วน ของราคาที่ดินพิพาทตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามคำฟ้องที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท เป็นการเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทคืนทั้งสามแปลง ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโจทก์ ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เต็มตามฟ้องข้ออ้างโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 94 ม. 96
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นางสาว ญ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2561
#633042
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกวางแผนที่จะเข้าไปลักทรัพย์ภายในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการวางแผนแบ่งหน้าที่รับมากระทำเป็นส่วน ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุมอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายและปล้นเงินของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เพียงว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เพียงขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกที่โรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถไปรอที่ปั๊มน้ำมัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกลักทรัพย์ได้แล้ว พวกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพร้อมทรัพย์ที่ลักมา ซึ่งเป็นการเข้ามาร่วมกระทำผิดด้วยเมื่อมีการตัดสายไฟแล้วขนย้ายเคลื่อนที่อันเป็นการลักทรัพย์สำเร็จเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่อื่นห่างไกลจากสถานที่เกิดเหตุจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นตามฟ้อง แต่มีความผิดเพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืนโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 86 อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและรวมอยู่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนเงิน 3,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 แต่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 310, 340, 340 ตรี ริบสายรัดของพลาสติก 2 เส้น และสายยางยืดรัดของ 1 เส้น ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,900 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4157/2559 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5446/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5447/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2097 ถึง 2098/2560 ของศาลจังหวัดระยอง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4106/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม), 340 วรรคแรก (เดิม), ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 15 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และคำรับสารภาพในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5446/2559 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5447/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2097 ถึง 2098/2560 ของศาลจังหวัดระยอง นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4106/2559 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4157/2559 (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2011/2560) ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,900 บาท คืนสายรัดของพลาสติก 2 เส้น และสายยางยืดรัดของ 1 เส้น ของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายวิชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทจัมปาก้า จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาความปลอดภัย เดินตรวจความเรียบร้อยภายในโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ของผู้เสียหายที่ 1 แล้วกำลังจะเดินกลับเข้าไปในป้อมยาม ขณะกำลังจะปิดประตูป้อมยาม คนร้ายหลายคนกระแทกประตูถูกศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงและได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายบุกเข้าไปในป้อมยามจับผู้เสียหายที่ 2 กดลงให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นภายในป้อมยาม หลังจากนั้นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ ใช้สายรัดของพลาสติก 2 เส้น ผูกรัดข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ไว้ด้วยกันโดยไขว้ไว้ทางด้านหลัง และใช้สายยางยืดรัดของ 1 เส้น ผูกรัดข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ไว้ด้วยกัน แล้วบังคับให้ผู้เสียหายที่ 2 อยู่เฉย ๆ คนร้ายคนหนึ่งเฝ้าผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคนร้ายคนอื่นออกจากป้อมยามไป ระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนร้ายที่เฝ้าผู้เสียหายที่ 2 คนร้ายรับโทรศัพท์แต่ไม่ได้พูดสนทนา หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที คนร้ายคนดังกล่าวออกไปจากป้อมยาม ผู้เสียหายที่ 2 แก้มัดจนหลุดออกแล้วไปแจ้งแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูโรงงาน หลังจากนั้นจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 ตรวจสอบพบว่า คนร้ายลักเงิน 3,900 บาทไปจากกระเป๋าเสื้อด้านบนของผู้เสียหายที่ 2 และคนร้ายร่วมกันลักตัดสายเมนไฟฟ้าแรงต่ำ 8 เส้น ราคา 280,000 บาทที่อยู่ภายในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แล้วยังพบแผ่นเมทัลชีทซึ่งเป็นแผ่นรั้วตกอยู่ข้างโรงงาน และขวดพลาสติกน้ำดื่มยี่ห้อออร่า ขนาด 1.5 ลิตร 2 ขวดตกอยู่ที่พงหญ้า พนักงานสอบสวนจึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทหญิงณัฐนันท์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ 3) กลุ่มงานตรวจลายนิ้วมือแฝง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 เป็นผู้ตรวจสอบรอยลายนิ้วมือแฝงที่ตรวจเก็บจากแผ่นเมทัลชีทที่ถูกงัดออกจากรั้วด้านซ้ายของโรงงานมีจุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นตรงกับลายนิ้วหัวแม่มือซ้ายและนิ้วชี้ซ้ายของจำเลยที่ 1 แล้วลงความเห็นว่าเป็นลายนิ้วมือของบุคคลคนเดียวกัน ร้อยตำรวจโทหญิงพัชริดา นักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2 ปฏิบัติราชการกลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอที่ก้านสำลีซึ่งเช็ดจากเยื่อกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 3 พบว่าเป็นดีเอ็นเอที่เข้ากันได้กับดีเอ็นเอที่ตรวจพบที่ก้านสำลีซึ่งเช็ดจากบริเวณปากขวดน้ำดื่มยี่ห้อออร่าที่พบอยู่ในแนวพงหญ้าห่างจากกำแพงรั้วทิศตะวันออกของโรงงานประมาณ 35 เมตร พันตำรวจตรีรัฐนันท์ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภาค 7 และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 กับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีดำฟ้า ใส่ซิม โทรศัพท์หมายเลข 09 4417 xxxx จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ร้อยตำรวจโทวิวัฒน์ รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรบางหลวงกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโดยยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ส่วนโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 เท่านั้น คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสอง แต่โจทก์มีพันตำรวจตรีรัฐนันท์ และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองไปตรวจสถานที่เกิดเหตุจึงทราบข้อมูลว่า ขณะที่คนร้ายควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 ไว้นั้น คนร้ายรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลา 1.30 นาฬิกา ถึง 2 นาฬิกา พยานทั้งสองจึงตรวจสอบการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่าง ๆ พบว่า มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเครือข่ายดีแทค ช่วงเวลาดังกล่าวในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยวันเกิดเหตุเวลา 1.29 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 3374 xxxx ในตำบลบ่อกวางทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 37 วินาที ครั้นเวลา 1.53 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 56 วินาที และเวลา 1.57 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 63 วินาที แล้วยังตรวจสอบพบว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 3374 xxxx มีชื่อนายเทวินทร์ ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx จดทะเบียนในชื่อนายณัฐนนท์ ซึ่งมีภูมิลำเนาที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และเมื่อตรวจสอบต่อไปพบว่า เมื่อวันที่ 2, 9, 15 และ 21 สิงหาคม 2559 มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1253 xxxx ของนาราศิริ รีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อไปตรวจสอบที่นาราศิริ รีสอร์ท พบว่า พนักงานของรีสอร์ทไม่ได้จดชื่อผู้เข้าพักไว้ แต่จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของผู้เข้าพักเป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของนาราศิริ รีสอร์ทพบว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดที่ได้จากสถานีตำรวจภูธรบางหลวงซึ่งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำจอดอยู่ที่ปั๊มน้ำมันห่างจากสถานที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร รถยนต์ทั้งสองคันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรานั้น นางสาวอารีรัตน์ ภริยาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าซื้อจากบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง(ประเทศไทย) จำกัด และในเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 2 พบว่า จำเลยที่ 2 ถ่ายรูปคู่กับรถยนต์คันดังกล่าว สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx จดทะเบียนในชื่อนางมะลิวัลย์ มารดาของภริยาจำเลยที่ 2 แต่พบว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับภริยาจำเลยที่ 2 ประมาณ 200 ครั้ง และติดต่อกับนางสาวอัญรินทร์ น้องสาวของจำเลยที่ 2 ประมาณ 50 ครั้ง เชื่อว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx จดทะเบียนในชื่อนางมานี แต่ตรวจสอบจากสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กพบว่า นายจิรวัฒน์ เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าว ต่อมาผลการตรวจรอยลายนิ้วมือแฝงบนแผ่นเมทัลชีทตรงกับลายนิ้วมือของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องเขยของนายจิรวัฒน์และมีประวัติร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 3 คดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2559 พยานทั้งสองกับพวกเดินทางไปที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพราะสืบทราบว่า จำเลยที่ 2 ยังคงใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา เมื่อพบจำเลยที่ 2 จึงแสดงหมายจับแล้วจับกุมจำเลยที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีดำฟ้า ใส่ซิม โทรศัพท์หมายเลข 09 4417 xxxx จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวจำเลยที่ 2 กับพวกใช้เป็นยานพาหนะไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองและหลบหนี แล้วยังยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ติดต่อกับผู้หญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยา คืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา หญิงชาวลาวโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 ขณะที่อยู่ในป้อมยามควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 อยู่ที่จังหวัดชลบุรี จึงติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ เบิกความต่อไปว่า ชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์แล้วยังให้การถึงเหตุการณ์ที่นายธีระชักชวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปร่วมกันลักสายไฟที่โรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่การไปดูลาดเลาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2559 การจะเข้าไปลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 แต่ลักทรัพย์ไม่สำเร็จ จนกระทั่งวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา มีจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วยพบกับนายธีระกับพวกอีก 3 คนที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งจำเลยที่ 1 และนายธีระกับพวกแล้วขับรถยนต์ไปรออยู่ที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. ต่อมานายธีระโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และนายธีระกับพวก แล้วแยกย้ายกันกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวแล้วยังชี้ภาพของกลางไว้ด้วย พยานกับพวกนำข้อมูลทะเบียนราษฎรของจำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนยันและเขียนข้อความรับรองว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกจิรโชติ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ แล้วจำเลยที่ 3 ยังนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมาเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันกันสมเหตุผล ประกอบกับจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังขับรถยนต์จะเข้าบ้าน และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่ามีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ไปใช้อยู่บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างไร แล้วจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวในการทำงาน ภาพถ่ายรถยนต์กระบะเป็นภาพรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับไปที่นาราศิริ รีสอร์ท และภาพจำเลยที่ 2 ถ่ายรูปคู่รถยนต์คันดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นข้อเท็จจริงแสดงว่าจำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวอยู่เป็นประจำ เจือสมคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน แม้จะเบิกความแตกต่างกันบ้างและแตกต่างจากบันทึกจับกุม ก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ เชื่อว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุม จำเลยที่ 2 เบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ อีกทั้งคำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ และอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง อีกด้วย และแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุมเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น ดังนั้น คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนซัดทอดจำเลยที่ 2 ในทำนองเดียวกับคำให้การชั้นจับกุม แม้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เป็นพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไว้โดยละเอียดยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะแต่งเรื่องราวเองได้ แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ยังสอดคล้องกับคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 3 ที่ซัดทอดจำเลยที่ 2 อีกด้วย แม้คำซัดทอดของจำเลยที่ 3 จะแตกต่างจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 อยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน อีกทั้งคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เดียว คงซัดทอดจำเลยที่ 2 แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกแล้วขับรถยนต์ไปรอที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. จนกระทั่งพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพร้อมกับบรรทุกทรัพย์ที่ลักมา ซึ่งเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 คำซัดทอดดังกล่าวจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้ายร่างกายบังคับให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้วยังคุมเชิงจำเลยที่ 1 ขณะให้การต่อพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ด้วยนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา แจ้งความร้องทุกข์ หรือฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม หรือร้องขอความเป็นธรรมจากโจทก์ หรือแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบในวันแรกที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลชั้นต้นแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังเอาเป็นความจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ได้ แล้วยังเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไปตามความเป็นจริงโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ นอกจากนี้ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ระบุว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 วรรคหนึ่งให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ 2 ครั้งแรกที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 โดยมีทนายความ 1 คน แต่ไม่ได้นั่งฟังการสอบสวน และมีเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนั่งคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 2 รับสารภาพนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนคัดลอกคำให้การของจำเลยที่ 2 มาจากคำให้การชั้นจับกุม แต่กลับมีรายละเอียดแตกต่างไปจากคำให้การชั้นจับกุมอยู่บ้าง ประกอบกับวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบางหลวงยอมรับว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา นายธีระ โทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีดำฟ้า หมายเลข 09 4714 xxxx (ที่ถูก 09 4417 xxxx) ของจำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับก่อนจะหลบหนีไป และรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทราเป็นรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกใช้ในการก่อเหตุคดีนี้ โดยไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนสอบปากคำครั้งหลังนี้โดยทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้จำเลยที่ 2 ให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา แจ้งความร้องทุกข์ หรือฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม หรือร้องขอความเป็นธรรมจากโจทก์ หรือแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบในวันแรกที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลชั้นต้นแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังเอาเป็นความจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ได้ แล้วยังเชื่อว่า จำเลยที่ 2 เต็มใจให้การทั้งสองครั้งต่อพนักงานสอบสวนและเป็นคำให้การตามความเป็นจริงโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 วรรคท้าย ประกอบกับคำเบิกความของพันตำรวจโทรัฐนันท์และบันทึกข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้น เป็นพยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่ง ที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถือเสมือนเป็นพยานคนกลาง จึงมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสองอีกด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก พยานฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกวางแผนที่จะเข้าไปลักทรัพย์ภายในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวางแผนแบ่งหน้าที่รับมากระทำเป็นส่วน ๆ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายและปล้นเงินของผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่าเพียงว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกที่โรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลบัวปากท่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม แล้วขับรถยนต์ไปรอที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท.ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบัวปากท่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยพันตำรวจตรีรัฐนันท์ เบิกความว่า ปั๊มน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร แต่ร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ เบิกความว่า ปั๊มน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุ 2 ถึง 3 กิโลเมตร เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกลักทรัพย์ได้แล้วพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพร้อมทรัพย์ที่ลักมาซึ่งเป็นการเข้ามาร่วมกระทำความผิดด้วยเมื่อมีการตัดสายไฟแล้วขนย้ายเคลื่อนที่อันเป็นการลักทรัพย์สำเร็จเท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่อื่นห่างไกลจากสถานที่เกิดเหตุจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นตามฟ้อง แต่มีความผิดเพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืนโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 86 อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและรวมอยู่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนเงิน 3,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 แต่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น แม้โจทก์จะมีคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซัดทอดจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า และคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 4 ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตน ยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 4 คำซัดทอดดังกล่าวจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ก็ตาม แต่คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ซัดทอดจำเลยที่ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายที่เฝ้าผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในป้อมยาม ต่อมานายจิรวัฒน์โทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 4 ออกจากป้อมยาม ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีรัฐนันท์ ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในป้อมยาม โดยปราศจากเหตุผล และจากการสืบสวนของพันตำรวจตรีรัฐนันท์ ทราบว่านายจิรวัฒน์ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ แต่กลับพบว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ แล้วเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 4 เป็นของกลางและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขใดและติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx ที่อ้างว่านายจิรวัฒน์เป็นผู้ใช้บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ อีกทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ยืนยันหรือฟังเสียงจำเลยที่ 4 แล้วยืนยันว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายที่เฝ้าผู้เสียหายที่ 2 อีกทั้งจำเลยที่ 3 ให้การชั้นสอบสวนซัดทอดว่า คนร้ายคนที่ 6 เป็นชายที่จำเลยที่ 3 ไม่รู้จัก โดยไม่ได้ให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซัดทอดจำเลยที่ 4 ประกอบกับจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ซัดทอดจำเลยที่ 4 จึงยังไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นและไม่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีที่จะเชื่อคำซัดทอดดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 4 ดังนั้น โจทก์จะต้องมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ซึ่งหมายถึงพยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ และมีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่นที่ไปประกอบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง สำหรับพันตำรวจตรีรัฐนันท์ และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้จับกุมและซักถามคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นจับกุม ร้อยตำรวจเอกจิรโชติ พนักงานสอบสวนเป็นผู้สอบปากคำจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นสอบสวน พยานโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง แต่พันตำรวจตรีรัฐนันท์ ร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ และร้อยตำรวจเอกจิรโชติ ได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานบอกเล่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง ไม่อาจรับฟังคำเบิกความของพันตำรวจตรีรัฐนันท์ ร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ และร้อยตำรวจเอกจิรโชติ สนับสนุนคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 86 จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5446/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5447/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2097 ถึง 2098/2560 ของศาลจังหวัดระยอง กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 310 วรรคแรก ม. 335 วรรคสอง ม. 340 วรรคแรก (เดิม) ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนำโชค สุขสายชล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา