คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกรณีสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และแต่งตั้งจำเลยทั้งสอง ให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างที่โจทก์จะได้รับตามสัญญาจ้างให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ ซึ่งคำสั่งอายัดไม่ได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าว แต่ต่อมาสรรพากรภาค 7 ได้มีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างและเงินที่โจทก์นำมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์อีกครั้ง อันเป็นการออกคำสั่งแก้ไขการอายัดเงินค่าจ้างตามสัญญาไปก่อนหน้านี้และเป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์มิได้มีสภาพบังคับ แต่เป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดทรัพย์สินเท่านั้น มิได้กระทำนอกเหนือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ อันสืบเนื่องมาจากคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจจากคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือไม่ จึงเป็นคดีละเมิดทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์โต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันกับคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองแก่โจทก์เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร โดยแต่งตั้งจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ เป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันถือว่าเป็นการโต้แย้งว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งมาตรา 63/13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึดหรือการอายัดทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากร ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย จำเลย ความว่า จำเลยมีความประสงค์จะจ้างเหมารถยนต์โดยสารปรับอากาศ จำนวน 9 คัน เพื่อใช้ในโครงการอบรมและศึกษาดูงานอาสาสมัครสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง โจทก์จึงมีหนังสือเสนอราคาโครงการดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยมีประกาศให้โจทก์เป็นผู้ชนะการเสนอราคา และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาภายใน 7 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ โดยให้โจทก์นำหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นเงินสดมอบให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ต่อมาจำเลยมีประกาศยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาเนื่องจากเอกสารประกอบการเสนอราคาไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข การที่จำเลยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ผู้ชนะการประกวดราคาและโจทก์ได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาแล้ว แต่จำเลยประกาศยกเลิกผลการประกาศผู้ชนะการเสนอราคาอย่างกะทันหันก่อนถึงวันออกเดินทางเพียง 2 วัน โดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย เสียโอกาสทางการค้าและขาดรายได้ ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดพระประแดงเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยยกเลิกผลการประกาศรายชื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการเสนอราคาสัญญาจ้างเหมารถยนต์โดยสารปรับอากาศ จำนวน 9 คัน ตามโครงการอบรมและศึกษาดูงานอาสาสมัครสิ่งแวดล้อม สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และมีความเสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เป็นการพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมูลเหตุที่พิพาทในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา ทั้งที่โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและได้มาลงนามในสัญญา โดยได้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แล้ว เมื่อเหตุพิพาทตามคำฟ้องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานทางปกครองโดยยังมิได้ทำสัญญาผูกพันกัน และการที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเอกสารประกอบการเสนอราคาของโจทก์ไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข คำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกันซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบข้อ 1 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์มีคําขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากคำสั่งยกเลิกการประกาศรายชื่อโจทก์เป็นผู้ชนะการเสนอราคา กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 บมจ. ท. จำเลยที่ 2 บจก. ด. จำเลยที่ 3 นาย พ. จำเลยที่ 4 สรุปคำฟ้องได้ว่า โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) ซึ่งเป็นอาคาร 9 ชั้น พร้อมที่จอดรถ ตามโครงการของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงาน และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงาน โครงการดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้อาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำสิ่งของและอุปกรณ์ก่อสร้างตกหล่นเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่รับทราบปัญหาแล้ว แต่ไม่ดำเนินการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่เกิดต่อโจทก์ทั้งสี่และชุมชนโดยรอบ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งปรากฏว่าสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 4 ในคดีนี้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากมีการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 4 ด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม ก็ไม่มีผลให้การก่อสร้างอาคารพิพาทเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยเป็นสถานศึกษาสมบูรณ์แบบทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การทำวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม บริการทางวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างและเจ้าของโครงการ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างดังกล่าว โดยอาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่และคนในชุมชน เป็นกรณีที่เอกชนพึงเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าของโครงการเข้ามาในคดี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างจะมีความรับผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เสียก่อน หากเป็นการกระทำละเมิดจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในการว่าจ้างด้วยหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นประเด็นหลัก อีกทั้งการควบคุมดูแลการก่อสร้างก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และความเสียหายดังกล่าวก็มิได้เกิดจากการใช้อำนาจของจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่โดยเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยมูลละเมิดเหตุเดียวกันนี้ และขอให้ศาลกำหนดมาตรการทางปกครองเพื่อคุ้มครองโจทก์ทั้งสี่ และต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดแล้ว อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกี่ยวพันกันกับความรับผิดจากการกระทำขณะก่อสร้างอันเป็นมูลละเมิด คดีนี้จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ 1 เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ 2 กรมควบคุมมลพิษ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี บริษัท ท. ที่ 1 บริษัท ด. ที่ 2 ผู้ร้องสอด ต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไว้พิจารณา สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ขนาด 9 ชั้น และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข พร้อมที่จอดรถ ขนาด 9 ชั้น ตามโครงการก่อสร้าง Medical hub ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการทราบและได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการก่อสร้างตามกฎหมายให้ตรวจสอบแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ระงับการก่อสร้างและเยียวยาความเสียหาย
ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเป็นประเด็นรอง จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยศาลเดียวกัน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เป็นสถานศึกษาสมบูรณ์แบบทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การทำวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม บริการทางวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (3) ประกอบกับมาตรา 70 (2) จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น โดยในส่วนของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของฝ่ายปกครองไว้ แต่ฝ่ายปกครองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น แม้การก่อสร้างอาคารดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการป้องกันหรือระงับเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ก็ตาม แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข ทำให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ สร้างความเสียหายต่อบ้านพักอาศัยและทรัพย์สินและสุขภาพของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากการกระทำของผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชน และมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จะบรรยายฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้าง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจกำกับดูแลการก่อสร้างละเลยไม่เข้าดำเนินการแก้ไขความเสียหายและแก้ปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการก่อสร้างอาคาร แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่บรรยายฟ้องเป็นเพียงการกระทำละเมิดทั่วไป ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง บริษัท ถ. จำกัด ที่ 1 กรมทางหลวง ที่ 2 จำเลย ระหว่างพิจารณาศาลเรียกให้บริษัท ม. จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 กท จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินการก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุง และขยายทางหลวงหมายเลข 205 จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล และควบคุมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้การก่อสร้างเรียบร้อยและเกิดความปลอดภัยแก่บุคคลสัญจรไปมา นาย ส. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ขับรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปตามทางหลวงหมายเลข 205 ด้วยความระมัดระวัง มีความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงบริเวณที่มีการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำแท่งปูนแบริเออร์มาปิดกั้นตามแนวของถนนตลอดแนวที่ก่อสร้าง แต่นำแท่งปูนแบริเออร์มาวางในแนวเฉียงขวางถนนสลับกันกับวางในแนวตรงในช่องถนนที่ก่อสร้างทิ้งระยะห่างของแท่งปูนในแต่ละแท่งประมาณ 50 ถึง 70 เมตร ทั้งไม่ได้จัดให้มีเครื่องหมายบ่งบอกว่าในบริเวณนั้นมีการก่อสร้าง ในเวลากลางคืนก็ไม่ได้จัดให้มีแสงไฟส่องสว่างตามแท่งปูนที่นำมาวางกั้นในช่องทางของถนนที่ก่อสร้างเพื่อให้ผู้สัญจรไปมาสามารถมองเห็นบริเวณที่ก่อสร้างให้ชัดเจน เป็นเหตุให้นาย ส. ซึ่งขับรถตามหลังรถพ่วงมาถึงที่เกิดเหตุไม่สามารถมองเห็นแนวที่ก่อสร้างและแท่งปูน รถยนต์จึงพุ่งชนแท่งปูนได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการปล่อยปละละเลยไม่กำกับ ดูแลการก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุงรักษาทางหลวงของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย กับชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า นาย ส. ขับรถยนต์แซงในที่ห้ามแซงใช้ความเร็วเกินป้ายสัญญาณเตือน ไม่เว้นระยะห่างรถคันหน้าในระยะปลอดภัยจนเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายจึงเกิดจากความประมาทของนาย ส. เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบ ควบคุม กำกับให้มีการติดตั้งป้ายจราจร เครื่องหมายและสัญญาณจราจรให้ถูกต้องตามมาตรฐาน มิได้ละเลยต่อหน้าที่ อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนาย ส. ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์
จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นความประมาทของนาย ส. เพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้กรมทางหลวง จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 205 นำแท่งปูนแบริเออร์มาวางในแนวเฉียงขวางถนนสลับกันกับวางในแนวตรงในช่องถนนที่ก่อสร้าง ไม่ได้จัดให้มีเครื่องหมายบ่งบอกว่าในบริเวณนั้นมีการก่อสร้าง ในเวลากลางคืนก็ไม่จัดให้มีแสงไฟส่องสว่างตามแท่งปูนที่นำมาวางกั้นในช่องของถนนที่ก่อสร้าง เป็นเหตุให้นาย ส. ขับรถยนต์คันที่โจทก์เช่าซื้อพุ่งชนแท่งปูนได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ นางสาว ส. ยื่นฟ้อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับโดยประสงค์รับเงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเรื่องไว้พร้อมกับแจ้งว่าจะส่งเรื่องไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อตรวจสอบดำเนินการ แล้วจะแจ้งผลให้ผู้ฟ้องคดีทราบ แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งผลการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแจ้งผลการดำเนินการกรณีแจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนนำจับจากการพบเห็นร้านค้าโฆษณาจําหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้ฟ้องคดี
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ กรณีแจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นส่วนราชการในสังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 22 ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 ส่วนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญา แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครองอันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 นาย ท. ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียง เขตเลือกตั้งที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งให้โจทก์เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดียวกับโจทก์แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ร้องเรียนว่าโจทก์ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นาย ฉ. แจกเงินแก่นางสาว ก. และบุคคลในครอบครัวคนละ 100 บาท เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อน เพียงแต่สอบถามพยานฝ่ายที่สนับสนุนจำเลยที่ 2 เท่านั้น จำเลยที่ 1 สืบสวนและไต่สวนโดยไม่สอบถามโจทก์หรือนาย ฉ. และพยานบุคคลฝ่ายโจทก์ รวมทั้งมิได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างถี่ถ้วนกลับด่วนสรุปมีคำวินิจฉัย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลาสิบปี สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และสั่งให้โจทก์รับผิดค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อร่วมกันนำพยานเข้าเบิกความ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1 ให้การว่า กระบวนการสืบสวนและไต่สวนได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตลอดจนมีการพิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นตามลำดับชั้น รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งกระทำด้วยความระมัดระวังในการตรวจสอบและเสนอความเห็นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกคำร้อง จำเลยที่ 1 ได้เสนอให้ยุติการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุติการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียงโดยไม่ได้มีเจตนาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลคนใหม่แทนโจทก์ อีกทั้งเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการพิจารณาข้อร้องเรียน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้องย่อมไม่มีค่าเสียหายใด ๆ ที่จะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดอุดรธานีเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า ข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา กำกับดูแลและรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครองมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเอกชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากการจำเลยที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนและมีมติว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องมาจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แม้การใช้อำนาจของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ก็สืบเนื่องมาจากมูลเหตุคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ควรพิจารณาโดยระบบศาลเดียวกัน ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสถาบันการบินพลเรือน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีสมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน (Commercial Pilot License - Aeroplane) รุ่นที่ AP - 120 ประเภทหลักสูตรต่อเนื่องของผู้ถูกฟ้องคดี และได้ชำระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากแบบต่อเนื่องเป็นแบบบล็อกคอร์ส (Block Course) ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่สมัครเรียนในตอนต้น และไม่สามารถจัดการเรียนการสอนและออกใบอนุญาตตามหลักสูตรต่อเนื่องตามที่ประกาศรับสมัคร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมที่ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีขยายระยะเวลายื่นคำให้การ
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบินเป็นการดำเนินการผลิตบุคลากรทางด้านการบินตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการฝึกอบรมไม่เป็นไปตามที่กำหนดในหลักสูตร ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่ผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่พิจารณาอนุมัติการฝึกอบรมหลักสูตรหรือไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยกำหนด แต่เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการฝึกอบรมหลักสูตร เป็นคดีละเมิดทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ สถาบันการบินพลเรือน ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ในการจัดดำเนินการผลิตบุคลากรทางด้านการบิน และดำเนินกิจการเกี่ยวกับบริการช่างอากาศ บริการอากาศยาน และกิจการอื่นเกี่ยวกับกิจการการบินเพื่อประโยชน์ในการผลิตบุคลากรดังกล่าว โดยผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาคพื้น ดำเนินการจัดการฝึกอบรมหลักสูตรภาคอากาศ ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีได้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน ประเภทหลักสูตรต่อเนื่องของผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากแบบต่อเนื่องเป็นแบบบล็อกคอร์ส ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่สมัครเรียนในตอนต้น ทั้งไม่สามารถจัดการเรียนการสอนและออกใบอนุญาตตามหลักสูตรต่อเนื่องตามที่ประกาศรับสมัครไว้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมที่ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ย เมื่อการกำหนดหลักสูตรของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีก่อนของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2557 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 แล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเพิ่มโทษแก่จำเลย โดยแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์ประเภท PDF/A "คำร้องขอแก้ไขฟ้อง ช., pdf" มีขนาดไฟล์ไม่เกินข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความ และเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 แล้วจัดส่งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เข้ากลุ่มไลน์ที่ศาลชั้นต้นสร้างขึ้น ใช้ชื่อกลุ่ม "ฟ้องอัยการ" แทนการยื่นต้นฉบับและสำเนาต่อศาล อันเป็นแนวทางการประสานงานระหว่างพนักงานอัยการกับศาลชั้นต้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยโจทก์ได้จัดส่งคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 นาฬิกา แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 จะไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำสิ่งพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องออกจากระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าสู่สำนวนคดี แต่โจทก์ก็มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องผ่านทางระบบแอปพลิเคชันไลน์ อันเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของศาลชั้นต้นในการติดต่อประสานงาน การยื่น ส่ง และรับเอกสารในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฉบับที่ 2 ที่ให้ศาลส่งเสริมคู่ความในการยื่น ส่ง และรับคำฟ้อง คำให้การ คำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการเดินทางมาศาล และติดต่อราชการของประชาชน และเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ข้อ 3 และประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562 แล้ว ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยเข้ามาโดยชอบตามบทบัญญัติข้างต้นแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะหลงลืมไม่ได้จัดพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเข้าสู่สำนวน และยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องอันเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และหลังจากพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พ้นโทษ ซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงในข้อนี้ จึงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาก่อน และกระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษจริง ดังนั้น แม้กระบวนพิจารณาในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ มาตรา 3 ก็ตาม แต่บทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ทุกคดีเสมอไป เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น..." เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้เพิ่มโทษจำเลยเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และกรณีมีเหตุต้องเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ โดยใช้อำนาจของศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไปเสียทีเดียว อันเป็นการอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องโดยปริยายนั่นเอง จึงไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด และทำให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็วอีกด้วย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าสิบเอก ว. จำเลย ว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพลทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4 กองทัพบก ได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 เวลากลางคืน จำเลยพกพาอาวุธปืนพกจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 6 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมา จำเลยใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนาย อ. โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดดังกล่าวไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล แต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธ
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า และจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสงในข้อหาทำร้ายร่างกาย และได้มีการดำเนินคดีต่อศาล จึงเป็นกรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
ศาลจังหวัดทุ่งสงเห็นว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาท ก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายซึ่งเป็นพลเรือนเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) (2) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา 14 (1) และ (2) หรือกรณีตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เมื่อคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกับผู้เสียหายกระทำผิด อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) แม้ระหว่างพิจารณาคดีจะปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาทก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี และแม้ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาของศาลมณฑลทหารบกที่ 43 ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาทำร้ายร่างกายก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ และเป็นการกระทำของผู้กระทำคนละฝ่ายกัน กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 14 (1) (2) ดังวินิจฉัยแล้ว จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 และ 16 (3) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
คดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 1 เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีของศาลปกครอง ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่าผลิตภัณฑ์พิพาทในคดีดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดและมิได้มีการกันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้แจ้งความนำจับ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ยกเว้นผลิตภัณฑ์ในคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่มิได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งว่าหากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะทราบรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ยังมิได้กันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะตรวจสอบเพื่อที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบต่อไป ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่มีเหตุผลและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังมิได้ตอบข้อสอบถามให้ตรงกับประเด็นคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีการเปรียบเทียบปรับ แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี (ถ้ามี) กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตอบคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ให้ชัดแจ้ง
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีมีหนังสือสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ไม่ได้มีการกันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดนนทบุรีว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ตอบคำถามของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือสอบถาม ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปรียบเทียบปรับแล้ว แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญา แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครอง อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย สรุปความได้ว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คัน กำหนดส่งมอบเป็น 2 งวด งวดละ 50 คัน ขณะทำสัญญาโจทก์ได้นำหนังสือสัญญาค้ำประกันมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยได้ตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแต่เกินกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยได้ตรวจรับสินค้าดังกล่าวและชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โดยหักเงินค่าสินค้าเป็นค่าปรับไว้ แต่ภายหลังจำเลยได้พิจารณางดค่าปรับและคืนเงินค่าปรับให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์เห็นว่าการที่โจทก์ส่งมอบสินค้าเกินกำหนดระยะเวลาส่งมอบมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับโจทก์ ความล่าช้ามิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ จําเลยไม่เคยแจ้งข้อเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้ง และไม่เคยสงวนสิทธิที่จะเอาค่าปรับจากโจทก์ อันเป็นเงื่อนไขที่กําหนดให้จำเลยจะต้องดำเนินการก่อนที่จะปรับโจทก์ สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินค่าปรับและค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ระหว่างพิจารณาศาลแพ่งเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยถือเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยให้บรรลุผลมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพ.ศ. 2503 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องตามสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คันเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีโดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบครุภัณฑ์รถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า จำนวน 100 คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ว. โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาว ช. ที่ 1 นาย ค. ที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 3 จำเลย อ้างว่า โจทก์สมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกตั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือมีการกระทำเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งมอบสิ่งของแก่บุคคล เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 3 ทำการไต่สวน และจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้าน (โจทก์) หยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วงใหม่แทนผู้คัดค้านกับเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาสิบปี และให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสามเอาความเท็จไปร้องโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงได้รับทุกขเวทนาและเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกับชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดอ่างทองเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการไต่สวนเรื่องที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และจำเลยที่ 3 ได้วินิจฉัยและสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกคำร้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองสุพรรณบุรีเห็นว่า เป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องมาจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ การพิจารณาความรับผิดจึงต้องได้รับการพิจารณาโดยระบบศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และจําเลยที่ 3 เป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่งหรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 จําเลยที่ 3 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากการจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และจำเลยที่ 3 ได้ไต่สวนและมีมติว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามมาตรา 108 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และวรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แม้การใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ก็สืบเนื่องมาจากมูลเหตุคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ควรพิจารณา โดยระบบศาลเดียวกัน ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนและจำเลยที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 อ้างว่า โจทก์นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส ในวันรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 ก่อนถึงวันนัดสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาให้ถ้อยคำ ในวันสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดของโจทก์ จำเลยที่ 3 มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์นำมายื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้นำชี้ แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 106 การที่จำเลยที่ 3 มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสว่างแดนดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของจำเลยที่ 3 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลจะวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 3 และเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 ทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้องแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้รังวัดขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีอำนาจตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร แม้จำเลยที่ 3 เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้อง แล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยรับการให้จากนาง ป. เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ท. โดยนาย ท. ได้จดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมและจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เหลือเป็นภาระจำยอม และนาย ท. ได้นำหินกรวดมาถมในที่ดินเป็นถนนกว้างประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้เป็นทางสัญจรโดยเฉพาะสำหรับที่ดินที่จดทะเบียนภาระจำยอม รวมทั้งที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งนาย ท. นาง ป. ผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวได้ใช้เป็นทางสัญจรเรื่อยมา เมื่อประมาณปี 2558 ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำคอนกรีตมาเททับที่ดินเป็นแนวยาวจากถนนสาธารณประโยชน์เข้ามาด้านในทางสัญจรของที่ดินดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตเป็นหนังสือยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่เคยแจ้งให้นาง ป. ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ทำการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อแสดงเขตที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนเสาและรั้วออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้ก่อสร้างทั้งหมดและทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทำโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กซอยบ้านนายคำนวณถึงบ้านนายเคี้ยง หมู่ที่ 4 โดยเจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้ให้ความยินยอมและไม่มีผู้ใดคัดค้าน พฤติการณ์เป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ไม่มีการสงวนสิทธิว่าเป็นทางส่วนบุคคลและไม่มีการหวงกัน ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินมีพฤติการณ์อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกองทัพบก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มีความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัย แต่กลับจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ถูกนำไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลยที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ข้อพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ บริษัท ช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกบริษัท อ เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนาย ก ผู้เอาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ขณะนาย ก จอดรถยนต์ดังกล่าวไว้ที่บริเวณอาคารจอดรถชั้นใต้ดินตลาดสดห้วยขวางได้มีท่อน้ำประปาเหล็กที่ติดตั้งอยู่ใต้คานลานจอดรถหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ โดยอาคารดังกล่าวมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลรับผิดชอบ และมีหน้าที่ดูแลรักษาทำนุบำรุง ปรับปรุงและพัฒนาบรรดาเคหะไม่ให้เสื่อมโทรม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลและบำรุงรักษาท่อประปาเหล็กดังกล่าวให้ดี เป็นเหตุให้ท่อประปาเหล็กหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมและได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยจากผู้ถูกฟ้องคดี และได้ติดตามทวงถามผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ครอบครองดูแลอาคารตลาดสดห้วยขวาง แต่ได้ส่งมอบอาคารให้กับผู้ร้องสอดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการ ระบบไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำในชุมชน การรักษาความสะอาดทางเท้า ถนน และระบบต่าง ๆ ทั้งหมดให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีอยู่เสมอ และหากชำรุดเสียหายต้องแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารตลาดสดห้วยขวางต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ร้องสอดให้การว่า ได้รับจ้างบริหารอาคารตลาดสดห้วยขวางจากผู้ถูกฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่า หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอดที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอด ที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว พ. โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งเดิมนาง ต. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อประมาณปี 2542 กรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลจันอัดซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยได้ติดต่อขอเช่าพื้นที่บางส่วนบนที่ดินจากนาง ต. เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาโดยทำสัญญาเช่าด้วยวาจาและไม่มีกำหนดระยะเวลาให้เช่า ต่อมานาง ต. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่มารดาของโจทก์ และมารดาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการยกให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามค่าเช่าค้างจ่ายจากจำเลยแต่จำเลยบ่ายเบี่ยง จากนั้นจำเลยนำแผ่นป้ายระบุข้อความทำนองว่า "พื้นที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวาง ผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย" ไปปิดบริเวณทางเข้าโรงผลิตน้ำประปาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ นอกจากนี้การตั้งแท็งก์น้ำประปาดังกล่าวยังส่งผลกระทบทำให้บริเวณโดยรอบซึ่งเป็นท้องนาไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนจากน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งบังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินแปลงพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยชำระค่าเช่าคงค้าง และค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้าย และคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระที่ดินพิพาทและค่าเสียหายจากการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาบนที่ดินโจทก์ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำ แต่จำเลยให้การโต้แย้งว่าเจ้าของที่ดินพิพาทอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการโต้แย้งว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลอ้างว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำแล้วโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าที่ดิน ลักษณะของข้อพิพาทตามฟ้องจึงเป็นเพียงสัญญาเช่าทรัพย์ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกรณีที่โจทก์อ้างว่าการก่อสร้างดังกล่าวทำให้ที่นาของโจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนในน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์ อันเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิด เมื่อเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ธ. ที่ 1 นาย จ. ที่ 2 นาง ว. ที่ 3 โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงพยาบาลสังขะ ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุรินทร์ ที่ 2 นายอำเภอสังขะ ที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ ที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข ที่ 5 และกระทรวงการคลัง ที่ 6 จำเลย ต่อมา ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8697 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 899 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 267 ได้รับความเสียหายจากกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ โจทก์ทั้งสามได้ติดตามความคืบหน้ากรณีขอให้ตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ของโจทก์ที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์ และมิได้มีคำขอให้พิพากษาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า นายอำเภอสังขะ จำเลยที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ จำเลยที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 5 และกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่มาตรา 50 (2) (9) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ กับมีหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล ทั้งมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ ทั้งไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีจำเลยที่ 1 รุกล้ำทางสาธารณะ โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม รวมทั้งให้คืนพื้นที่ดังกล่าวในสภาพที่เรียบร้อย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ วัด พ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเริ่มก่อตั้งวัดเมื่อปี 2103 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2109 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ระบุว่าเป็นป่าดงปีเลือดสาธารณะฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้มีการติดตามเพื่อขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองแปลงดังกล่าวและขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงเลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ได้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองฉบับ เนื่องจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของที่ดินที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของวัด พ คดีพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือไม่ จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้างว่า เป็นของตนและถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งสิทธิเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภท พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม