คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4502/2561
#624985
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และกล่าวในตอนท้ายว่า ถือว่าจำเลยทั้งสามได้ประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จริง แต่ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังจากลาออกเป็นเวลา 2 ปี เท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ 3 ลาออกเป็นเวลากว่า 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 และหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ จึงรวมอยู่ในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดอย่างไรตามบทกฎหมายใด ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตน แล้วให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,783,516.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,193,184.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,783,516.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,193,184.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างสะพานและอื่นๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานก่อสร้างถนนสายรองในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างงานโดยการประมูลจากกระทรวงมหาดไทย ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนโดยจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนและจำเลยที่ 2 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างให้โจทก์หลายครั้ง และวันที่ 25 มกราคม 2549 โจทก์ได้รับชำระเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) แล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า เงิน 100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 นั้น เป็นเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ชำระหนี้เงินยืมให้แก่โจทก์ มิใช่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมรกต พยานโจทก์ว่า พยานเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เมื่อโจทก์ปรับปรุงยอดบัญชีแล้วปรากฏว่า ณ วันที่ 11 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้งานสะพานต่อโจทก์เป็นเงิน 4,543,184.64 บาท โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2549 พยานพร้อมด้วยสามีจึงเดินทางไปทวงถามจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คของห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย แต่พยานขอเป็นเงินสด จำเลยที่ 3 จึงให้พนักงานนำเช็คไปขึ้นเงินแล้วนำเงินสด 100,000 บาท มาชำระให้โจทก์ และเบิกความยืนยันว่า โจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่เคยกู้ยืมเงินหรือซื้อสินค้ากัน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีนายสิทธิชัย เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นสามีของจำเลยที่ 3 และรู้เห็นการทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ กับเบิกความว่า เงิน 100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 เป็นเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ชำระหนี้เงินยืมให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้นายสิทธิชัยจะเป็นสามีของจำเลยที่ 3 ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่มีนายสิทธิชัยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นหุ้นส่วนในห้างทั้งสองเลย และในวันที่ 25 มกราคม 2549 ที่นางมรกตพยานโจทก์ไปทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสิทธิชัยมีส่วนรู้เห็นอยู่ด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ดังนั้นคำเบิกความของนายสิทธิชัยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนการที่โจทก์ได้รับชำระหนี้เป็นเงินสด แต่นางมรกตขอทราบเลขที่เช็คเพื่อนำไปบันทึกสรุปการชำระหนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตในรายละเอียดเท่านั้น ประกอบกับนางมรกตกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่เคยกู้ยืมเงินกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อนับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตนนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และกล่าวในตอนท้ายว่า ถือว่าจำเลยทั้งสามได้ประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จริง แต่ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังจากลาออกเป็นเวลา 2 ปีเท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ 3 ลาออกเป็นเวลากว่า 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยทั้งสามนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 และหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ จึงรวมอยู่ในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดอย่างไร ตามบทกฎหมายใด ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตน แล้วให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2545 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมรกต กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่า หลังจากปี 2545 นางมรกตติดตามทวงถามหนี้ค่าก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ทยอยชำระหนี้ตลอดมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องในกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายสิทธิชัย สามีของจำเลยที่ 3 พยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เบิกความรับว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 3 นั้น มิได้มีการซื้อขายหุ้นกันจริง เหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อเนื่องจากนายสิทธิชัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาจึงมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นไม่ได้ เจือสมทางนำสืบของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 แทนตน โดยจำเลยที่ 3 ยังคงกระทำการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ที่แท้จริง และถือว่าการลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ของจำเลยที่ 3 มิได้เกิดขึ้นเลย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 มาเกิน 2 ปีแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า นายสิทธิชัยเป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทท่าใหม่คอนกรีต จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครนายกการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายนรินทร์ เนื่องจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2561
#624559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งระบุว่า "...หาก ร. ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ นั้นทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันที..." ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อ ร. ไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 47,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม สัญญาค้ำประกันเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์โจทก์จึงไม่อาจใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้ง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามทำสัญญาไว้แก่โจทก์มีสาระสำคัญได้ความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้โจทก์ต้องถูกสั่งปรับในฐานะผู้ประกัน จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ ทั้งหมด นอกจากระบุเป็นสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสามยังลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประกัน เอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 จึงต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนายรุจธิชัยในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยนำโฉนดที่ดินของแต่ละคนวางเป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตีราคา 350,000 บาท และในวันดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวนายรุจธิชัยต่อศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายรุจธิชัยและปรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้ประกันตามสัญญาประกัน โจทก์ติดตามจับกุมนายรุจธิชัยไปมอบต่อศาลได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับคงเหลือจำนวน 25,000 บาท โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นสัญญาค้ำประกันที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจะทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันและโจทก์เป็นนายประกัน แต่สัญญาดังกล่าวระบุว่า "... หากนายรุจธิชัย ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใดๆ นั้นทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันทีโดยไม่อ้างเหตุใดๆ มาปัดความรับผิดชอบเป็นอันขาด ..." ซึ่งหมายความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ของโจทก์ที่ใช้เป็นหลักประกัน หรือทำให้โจทก์ต้องถูกปรับในฐานะนายประกัน หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยทันที กรณีไม่ใช่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อนายรุจธิชัยไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ โจทก์จึงใช้สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่ต้องเสียอากร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินต่อโจทก์เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนฟ้องโจทก์ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4463/2561
#626225
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตอนท้ายบัญญัติว่า "ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือ การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 75 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83, 91 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1052/2557 ของศาลแขวงลำปาง เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในหนึ่งปีแรก และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงไม่อาจบวกโทษได้ ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางทั้งหมดให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา นายสุรพล ปลัดอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง กับพวก พบจำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือตัดเป็นท่อน ๆ เต็มคันรถบริเวณหน้าวัดศรีบุญโยง ตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ลำดับที่ 31 และ 102 ตามสำเนาบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 จำเลยรับว่ารับจ้างนายเทียม ให้มาตัดไม้และขนไม้ของกลาง ขณะนั้นจำเลยและนายเทียมไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินที่ตัดไม้ เจ้าหน้าที่จึงยึดไม้และรถคันดังกล่าวไว้ ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะที่พันตำรวจตรีมนตรีปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรเกาะคา นายสุรพลกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมยึดไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางรวม 87 ท่อน มาส่งมอบ โดยกล่าวหาว่ามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเพิ่มเติมว่า ร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต มีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยกับพวกตัดโค่นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) การที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือในบริเวณพื้นที่ป่าดังกล่าว และนำไม้ดังกล่าวบรรทุกรถยนต์เคลื่อนที่ออกจากบริเวณป่าที่เกิดเหตุมายังจุดที่ถูกจับโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง เห็นว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องนั้นต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า แต่ปรากฏว่าเมื่อพันตำรวจตรีมนตรี พนักงานสอบสวน ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับนายเทียมใช้เครื่องมือจี พี เอส จับตำแหน่งพิกัดที่เกิดเหตุ แล้วส่งไปตรวจสอบที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 จังหวัดลำปาง ได้รับการตอบกลับว่า พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนจะเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ ต้องตรวจสอบกับหลักฐานการครอบครองพื้นที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจตรีมนตรี ได้มีหนังสือสอบถามไปที่หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 26 (แม่เรียง) ไม่ได้รับการยืนยันว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่ระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าเต็งรังอยู่ในตำบลไหล่หิน ทั้งปรากฏจากนายสุรพล ผู้จับกุมจำเลย เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอยู่ในเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ส่วนที่นายสุรพลอ้างว่าได้ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุแล้วไม่พบหมุดหลักเขตนั้น ก็อาจเป็นเพราะหมุดหลักเขตนั้นฝังจมดินอยู่และนายสุรพลไม่ทราบตำแหน่งที่หมุดหลักเขตปักอยู่เพราะไม่มีการตรวจสอบกับเจ้าพนักงานที่ดินจึงทำให้ตรวจสอบไม่พบ และนายสุรพลยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านต่อไปว่า พยานได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ตรวจพิกัดที่เกิดเหตุว่าเป็นเขตป่าหรือไม่ ปรากฏค่าพิกัดพื้นที่เกิดเหตุที่คำนวณได้อยู่ที่ตำแหน่ง 18 องศา 15 ลิปดา 28.33 ฟิลิปดาเหนือและ 99 องศา 32 ลิปดา 40.1 ฟิลิปดาตะวันออก ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหนังสือรับรองว่าที่ดินตามตำแหน่งพิกัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่พื้นที่ใด ซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา มีหนังสือรับรองว่า ที่ดินตามตำแหน่งพิกัดดังกล่าวอยู่ในระวาง 4945 IV 5618 ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ไม่ได้อยู่ที่ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ตามฟ้อง แสดงว่าพิกัดจีพีเอสที่พยานโจทก์วัดได้ไม่ตรงกับที่ดินที่เกิดเหตุตามฟ้อง จึงไม่สามารถใช้ค่าพิกัดดังกล่าวยืนยันว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าอีก ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามฟ้องได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า พื้นที่เกิดเหตุมิใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ไม้ที่จำเลยครอบครองมิใช่ไม้ที่ได้จากการทำไม้ในพื้นที่ป่าตามความหมายของมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เมื่อไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือไม่ใช่ไม้หวงห้ามตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่เป็นไม้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7 ตอนท้าย อันจะเป็นไม้หวงห้ามเฉพาะไม้ในป่า ดังนี้ การที่จำเลยได้ไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลืออันยังมิได้แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยในข้อหานี้ถูกต้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1) ม. 7 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายชัยวุฒิ อินสุตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวสมชนก เกษมบุญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4444/2561
#623786
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแล้วจำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 19,802 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 378,858 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 378,824 กรัม ให้แก่สายลับ จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 19,800 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,800 เม็ด ดังกล่าวให้แก่สายลับทั้งหมดในคราวเดียว เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด ที่ค้นพบในห้องพักของจำเลยในภายหลังเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละส่วนที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยก็มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียว ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุก 50 ปี และปรับ 3,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ให้แก่สายลับ หลังถูกจับกุมจำเลยพาเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นห้องพักของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ในห้องพักรวมเป็นเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในชั้นจับกุมจำเลยระบุว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบในห้องพัก จำเลยเจตนามีไว้เพื่อเสพ ไม่ได้เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ การครอบครองเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดไว้เพื่อเสพ เป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 19,802 เม็ด หรือ 19,800 เม็ด ปรากฏตามบันทึกการจับกุมระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 มัด มัดละ 2,000 เม็ด รวมเป็น 20,000 เม็ด จากนายชัยณรงค์ หลังจากจับกุมและตรวจนับปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ส่วนอีก 200 เม็ด ไม่ใช่เมทแอมเฟตามีน แต่เป็นวัตถุทรงกลมสีเขียว จึงต้องฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 19,800 เม็ด เท่านั้น เมื่อจำเลยร่วมกับนายชัยณรงค์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับไปทั้งหมด 19,800 เม็ด จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่พบที่ห้องเช่าของจำเลยในภายหลัง ไม่ปรากฏจากพยานปากใดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดไว้เพื่อจำหน่ายด้วย แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของดาบตำรวจ สมเกียรติ ว่าในขณะตรวจค้นที่ห้องเช่าของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ในโต๊ะเครื่องแป้ง จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ คำให้การของจำเลยที่ตอบดาบตำรวจ สมเกียรติในทันทีที่พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองมาก่อน ประกอบกับในวันถูกจับกุมจำเลยถูกแจ้งข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและผลการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเป็นบวก จึงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังการล่อซื้อเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพ และเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,800 เม็ด ที่จำเลยร่วมกับนายชัยณรงค์มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหมดไปในคราวเดียวให้แก่สายลับ การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบในภายหลังนี้จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนของศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 10 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม ม. 67
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายชาติชาย สานใจวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวจุฑาภรณ์ อาขารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2561
#621368
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 จัตวา หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข้อความที่เป็นเนื้อหาของการติดต่อสื่อสารกันทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรทัศน์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ส่วนข้อมูลตามเอกสารหมาย จ.14 เป็นข้อเท็จจริงว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการใช้งานกันหรือไม่ เพียงใด มิใช่ข้อมูลตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสวัสดิ์ ทิศอุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2561
#627008
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันและเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกำหนดคำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 118 ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท ต่างจาก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ที่ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 116 ริบเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูกมาตรา 80, 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 81 ด้วย) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 20 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทาง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาญาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละหนึ่งในสาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี 13 เดือน 10 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 46 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 2,200,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล นักสืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 13,800 เม็ด เฟนิลโพรพาโนลามีน 3 ถุง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของจำเลยทั้งสองได้เป็นของกลาง จากการจัดส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 254.556 กรัม เฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางน้ำหนักสุทธิ 1,964.250 กรัม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีนหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความว่า เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2550 ดาบตำรวจ สมชายได้รับแจ้งจากสายลับว่าสามารถติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสองได้โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7309 xxxx มีหน้าที่จัดหายาเสพติดมาจากทางภาคเหนือแล้วหาลูกค้าทางภาคกลางและภาคใต้ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6944 xxxx มีหน้าที่ขนส่งยาเสพติดจากทางภาคเหนือมาเก็บไว้ที่กรุงเทพมหานครเพื่อส่งให้ลูกค้าและเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยทั้งสองเสนอขายเมทแอมเตฟามีน 40,000 เม็ด และเฮโรอีน 3 กิโลกรัม ให้สายลับในราคา 6,810,000 บาท ดาบตำรวจ สมชายจึงรายงานผู้บังคับบัญชาและได้รับคำสั่งให้อำพรางตัวเป็นเถ้าแก่เพื่อล่อซื้อโดยให้ประสานงานกับนายจักรพลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงนัดวางแผนเพื่อล่อซื้อและจับกุมในวันเกิดเหตุโดยให้ดาบตำรวจ สมชายกับสายลับไปติดต่อล่อซื้อ ส่วนนายจักรพลกับพวกสะกดรอยติดตามเพื่อเข้าจับกุม ดาบตำรวจ สมชายโทรศัพท์นัดหมายกับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 มาพบดาบตำรวจ สมชายและสายลับแล้วพาไปที่ห้องพักเลขที่ 320 ของ 49 กะรัตอพาร์ทเมนท์ พบจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องพัก ดาบตำรวจ สมชายขอดูยาเสพติด จำเลยที่ 2 ไปหยิบเมทแอมเฟตามีน 1 ถุง จากตู้เสื้อผ้ามามอบให้ดาบตำรวจ สมชายดู ดาบตำรวจ สมชายขอดูทั้งหมดแล้วจะชำระเงินให้ จำเลยที่ 2 จึงเดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนรวม 69 ถุง ซึ่งบรรจุอยู่ในกระป๋องแป้งและ เฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเฮโรอีน 3 ถุง จากตู้เสื้อผ้ามามอบให้ดาบตำรวจ สมชายดู ดาบตำรวจ สมชายจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายจักรพลกับพวกเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองเป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความนับตั้งแต่ที่ให้สายลับติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง การวางแผนล่อซื้อโดยมีการเตรียมเงินที่ใช้ในการล่อซื้อ การนัดหมายส่งมอบยาเสพติดจนกระทั่งสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองเป็นของกลางเป็นลำดับโดยปราศจากข้อพิรุธ แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง แต่ดาบตำรวจ สมชายเบิกความว่า สายลับใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 1788 xxxx ในการติดต่อกับจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ปรากฏว่าสายลับโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองใช้โทรศัพท์ติดต่อกันเองตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2550 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุที่มีการจับกุมจำเลยทั้งสองจำนวนหลายครั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอดและขณะที่จำเลยที่ 2 มาพบดาบตำรวจ สมชายกับพวกที่จุดนัดพบก่อนที่จะพาไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุก็มีการบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน เมื่อไปถึงห้องพักที่เกิดเหตุก็พบจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องและสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนที่มีการติดต่อซื้อขายและส่งมอบกันได้เป็นของกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า นางมะนวยไม่ปรากฏชื่อสกุลเคยพาชายไทยคนหนึ่งมาพบจำเลยที่ 1 โดยแนะนำว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและเป็นเถ้าแก่ ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากพวกกะเหรี่ยงดีเคบีเอที่ติดต่อไว้แล้วนั้นก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าชายไทยดังกล่าวเป็นใครและเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ เพราะตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจให้จำเลยที่ 1 ดูแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าการมีหรือจำหน่ายยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรงและมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะตกลงรับเป็นคนกลางในการติดต่อล่อซื้อยาเสพติดให้แก่เถ้าแก่ซึ่งคิดว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อเป็นการช่วยเหลืองานราชการโดยไม่มีหลักฐานการแสดงตัวหรือบันทึกเกี่ยวกับการที่ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากผู้จำหน่ายมาเป็นหลักฐานแต่อย่างใด ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยมิได้แจ้งหรือให้สายลับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเถ้าแก่ช่วยแจ้งให้ดาบตำรวจ สมชาย นายจักรพลกับพวกซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมทราบว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ตามที่ได้รับการติดต่อจากสายลับของดาบตำรวจ สมชายเพื่อป้องกันมิให้ตนเองต้องถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดีในคดีนี้ นอกจากนี้พันตำรวจโท เรวัต พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อหน้าทนายความและล่าม โดยจำเลยที่ 1 ก็มิได้แจ้งว่าเหตุที่ถูกจับกุมในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางตามที่ได้รับการติดต่อจากสายลับซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเถ้าแก่แต่อย่างใด หนังสือรับรองก็ไม่ปรากฏเลขที่หนังสือของทางราชการและจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำพันตำรวจตรี พงษ์วิชช์ ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองดังกล่าวมาเบิกความยืนยันรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการติดต่อล่อซื้อคดีนี้ อีกทั้งตามหนังสือรับรองดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมช่วยเหลืองานเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 ถึงเดือนมีนาคม 2550 แต่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่มีการระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าวถึง 5 เดือน จึงเป็นพิรุธขาดน้ำหนักโดยเฉพาะตามหนังสือขอความเป็นธรรม นั้น จำเลยที่ 1 เพิ่งทำขึ้นหลังจากที่ถูกจับกุมเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีเศษ หากจำเลยที่ 1 ถูกกลั่นแกล้งจับกุมดังที่ระบุในหนังสือดังกล่าวจริงก็น่าจะต้องรีบทำหนังสือติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมหรือพนักงานสอบสวนทราบตั้งแต่แรกเพื่อมิให้ตนเองต้องถูกดำเนินคดี จึงเป็นพิรุธขาดน้ำหนักเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ขาดน้ำหนักไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่การที่ดาบตำรวจ สมชายกับพวกขอดูเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนก่อนแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางมาให้ดูโดยยังไม่ได้มีการตกลงซื้อขาย ไม่ได้ส่งมอบและไม่ได้ชำระราคากันเพราะดาบตำรวจ สมชายกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองก่อน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันและเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ซึ่งบังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกำหนดคำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 118 ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท ต่างจากพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ที่ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 87 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2558 มาตรา 16, 118 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 20 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี 13 เดือน 10 วัน และปรับ 2,200,000 บาท โดยให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 89
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 3 (1) ม. 16 ม. 118
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพัฒนา วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2561
#623784
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหาตามฟ้องโจทก์ ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้อง โดยศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษ การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำคุกของศาลชั้นต้น โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก และในชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ โดยได้แนบคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษมาท้ายฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดคัดค้านว่าคำพิพากษาที่ขอให้บวกโทษแนบท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษ และความได้ปรากฏแก่ศาลแล้ว เมื่อคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 288, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน นำโทษจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ รวมจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน ริบลูกกระสุนปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอบวกโทษ คงจำคุกจำเลย 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นำโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า การนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงาน ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความเป็นยุติก่อนว่า จำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้ ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหาตามฟ้องโจทก์ ต่อมาในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษ การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำคุกของศาลชั้นต้น โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก และในชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ โดยได้แนบคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษมาท้ายฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดคัดค้านว่าคำพิพากษาที่ขอให้บวกโทษแนบท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษ และความได้ปรากฏแก่ศาลแล้ว เมื่อคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ให้จำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติมีกำหนด 1 ปี จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายวุฒิพงษ์ อ่วมเถื่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายมงโคตร เมาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4326/2561
#622113
เปิดฉบับเต็ม

"" เป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยภาคส่วนอักษรโรมัน "W" และภาคส่วนคำภาษาอังกฤษว่า "HOTELS" โดยคำว่า "HOTELS" เป็นคำธรรมดาที่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรมและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าหมายถึง โรงแรม สำหรับภาคส่วนอักษรโรมัน "W" วางอยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้า มีขนาดใหญ่กว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก หากมองภาพรวมของเครื่องหมายการค้าจะเห็นตัวอักษร "W" เด่นชัดกว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก ถือได้ว่า ภาคส่วน "W" เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับตัวอักษรโรมันดับเบิลยูในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้อยู่ทั่วไปแล้ว แทบไม่พบความแตกต่างจากตัวอักษรดับเบิลยูตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา จึงไม่อาจถือว่าอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวหนังสือที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) ประกอบกับภาคส่วน "W" ที่เป็นสาระสำคัญนั้น เป็นส่วนเครื่องหมายการค้าที่เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) (เดิม) ที่อาจพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่ออักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า แต่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ถือว่าเครื่องหมายการค้า "" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน เป็นเหตุต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 และให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 771/2552, 772/2552 และ 22/2552 ที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ของโจทก์ต่อไป ทั้งนี้ในส่วนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์นั้น โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่า ไม่ขอถือสิทธิเป็นของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า " " จำนวน 3 คำขอ คือ คำขอเลขที่ 667721 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 20 รายการสินค้า เขาสัตว์ กล่องที่ทำจากไม้หรือพลาสติก เก้าอี้ กรอบรูป เบาะนั่ง ม้านั่งยาว ที่แขวนเสื้อ กระจก ถังขยะ (ไม่ได้ทำด้วยโลหะ) วงแหวนแขวนผ้าม่าน กระดูกปลาวาฬ โซฟา คำขอเลขที่ 667722 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 21 รายการสินค้า ที่เปิดขวด แปรงสีฟัน เหยือกเบียร์ แม่พิมพ์ขนมเค้ก กล่องใส่ลูกกวาดที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ตะเกียบ ที่กรองกาแฟที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า แปรงล้างจาน ถังใส่น้ำแข็ง และคำขอเลขที่ 667723 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 24 รายการสินค้า ผ้าไหม ผ้าลินิน ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ผ้าขนสัตว์ ผ้าคลุมโต๊ะ (ที่ไม่ได้ทำจากกระดาษ) ผ้าใช้เช็ดเครื่องสำอางทำด้วยสิ่งทอ กำมะหยี่ ผ้าถักมือ นายทะเบียนพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าคำขอเลขที่ 667721 และ 667722 นั้น มีบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 ขอให้ยื่นหนังสือแบบ ก.12 ภายใน 90 วัน เพื่อแสดงว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ส่วนคำขอเลขที่ 667723 มีคำสั่งว่าบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 ขอให้ยื่นแบบ ก.12 ภายใน 90 วัน เพื่อแสดงว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "W" และแจ้งว่าคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาตามมาตรา 29 แล้ว คือ คำขอเลขที่ 643769 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 นั้น ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ภาคส่วนอักษรโรมัน "W" ซึ่งมีขนาดใหญ่ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย นับว่าเป็นอักษรธรรมดาที่มิได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) จึงไม่ชอบที่จะจดทะเบียนได้ ส่วนหลักฐานอื่น ๆ ที่ยื่นมานั้นไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการจำหน่าย เผยแพร่ โฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จัก และเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ๆ ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 771/2552, 772/2552 และ 22/2552 สำหรับปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้า " " กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HOTEL TEX" ไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ปัญหานี้จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า อักษรโรมัน "W" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ซึ่งไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันเป็นเหตุให้ต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 หรือไม่ เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสามคำขอแล้ว เห็นได้ว่า เป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนอักษรโรมัน "W" และภาคส่วนคำภาษาอังกฤษว่า "HOTELS" โดยคำว่า "HOTELS" เป็นคำธรรมดาที่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรมและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าหมายถึง โรงแรม สำหรับภาคส่วนอักษรโรมัน "W" วางอยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้า มีขนาดใหญ่กว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก หากมองภาพรวมของเครื่องหมายการค้า " " จะเห็นตัวอักษร "W" เด่นชัดกว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก ถือได้ว่า ภาคส่วน "W"เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านี้ และปรากฏตัวอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์มีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แม้โจทก์จะพยายามนำสืบว่ามีการสร้างสรรค์ตัวอักษร "W" ให้มีลักษณะพิเศษ โดยออกแบบให้ชัดเจนในส่วนปลายแหลมของตัวอักษร แตกต่างจากรูปแบบตัวอักษรดับเบิลยูที่ใช้ทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กับตัวอักษรโรมันดับเบิลยูในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้อยู่ทั่วไปแล้ว เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากแยกพิจารณาโดยไม่ได้นำมาวางเทียบกันก็แทบไม่พบความแตกต่างจากตัวอักษรดับเบิลยูตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา จึงไม่อาจถือว่าอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวหนังสือที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) ประกอบกับเครื่องหมายการค้าในภาคส่วน "W" ที่เป็นสาระสำคัญนั้น เป็นส่วนเครื่องหมายการค้าที่เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) (เดิม) ที่อาจพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่ออักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า แต่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ถือว่าเครื่องหมายการค้า " " ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน เป็นเหตุต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ในเครื่องหมายการค้าทั้งสามคำขอของโจทก์หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์โดยโจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (1) ม. 7 (2) ม. 7 (3) (เดิม) ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สตาร์วู้ด โฮเท็ลล์ แอนด์ รีสอร์ท เวิร์ลวาย อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสนีย์ ไชยวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2561
#623777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาและเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ โดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ อันเป็นการค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดรวมถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้นั้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง และมาตรา 683 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินมัดจำและค่าเสียหายซึ่งโจทก์ต้องเสียไปจากการว่าจ้างผู้อื่นถมดินในราคาที่สูงขึ้น รวมเป็นเงิน 1,379,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามมาตรา 391 วรรคสอง และวรรคท้าย แต่ตามสัญญาว่าจ้างเหมางานถมดินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงมีเฉพาะกรณีหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 683
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ ศรีเจริญจิตร์
จำเลย — นายภคพล พงษ์มุกดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนครินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4267/2561
#622494
เปิดฉบับเต็ม

การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะหยิบยกเอาข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมตามคำร้องฝากขังมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีการสืบพยานอื่นประกอบหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนเหตุลดโทษตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีอำนาจ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 66, 76, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสอง, 76 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 402,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 201,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนพร้อมบันทึกการจับกุมแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและขยายผลไปจับกุมนายณัฐพลหรือบอล นายอภิชาตหรือตาล นายวิสุทธิ์หรือตาล นายอรุณหรืออาร์ม และนายณัฐวุฒิหรือแมน พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 170 เม็ด น้ำต้มใบพืชกระท่อม 150 มิลลิลิตร ใบพืชกระท่อม 100 กรัม และต้นพืชกระท่อม 1 ต้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลจึงถือว่ามีการตรวจสอบบันทึกการจับกุมดังกล่าวแล้ว โดยบันทึกการจับกุมมีรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายผลไปจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งมีตั้งแต่การพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า แม้การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะหยิบยกเอาข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมตามคำร้องขอฝากขังมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีการสืบพยานอื่นประกอบหาได้ไม่ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวตามที่ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนเหตุลดโทษตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีอำนาจ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีการขยายผลไปจับกุมนายณัฐพล นายอภิชาต นายวิสุทธิ์ นายอรุณและนายณัฐวุฒิพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน น้ำต้มใบพืชกระท่อม ใบพืชกระท่อมและต้นพืชกระท่อมตามบันทึกการจับกุมแนบท้ายอุทธรณ์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนี้ จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเกริกเกียรติหรือคิง แก้วนก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4265/2561
#623787
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้ตามคำร้องของผู้ร้องมีกำหนด 12 วัน เพื่อสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาฎีกา เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 คดีนี้ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) (3) (5)

ผู้ต้องหาอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 116
ป.วิ.อ. ม. 66 ม. 71 ม. 87 ม. 88 ม. 106 ม. 134 ม. 193
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับ
ผู้ร้อง — อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ผู้ต้องหา — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปิยะสันติ์ การวิไล
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังสีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2561
#623788
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพี่ชาย ส. แต่ปฏิเสธอ้างว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในกระโปรงท้ายรถของ ส. ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของ ส. และจับกุมภริยาของ ส. กับพวกได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่ง ส่วน ส. หลบหนีไปได้ จำเลยซึ่งมีบ้านอยู่เยื้องฝั่งถนนตรงกันข้ามย่อมทราบดีว่า ส. เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ การที่ ส. นำรถยนต์ของกลางมาจอดภายในโรงจอดรถใต้ถุนบ้านของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากบริเวณบ้านของ ส. มีพื้นที่เพียงพอที่จะจอดรถยนต์ของกลางได้ ทั้งการที่รถยนต์ของกลางไม่ได้ถูกล็อกหรือไม่มีลายนิ้วมือของจำเลยอยู่ที่รถยนต์คันดังกล่าว ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยเพียงแต่ช่วยปกปิดซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของ ส. ก็ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับ ส. ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 699,600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 12,103.777 กรัม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ ได้ความจากพันตำรวจตรี สมพงศ์ และร้อยตำรวจโท มงคล พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุพยานทั้งสองได้รับแจ้งจากสายลับว่านายสำราญหรือมือแรบาการ่วมกับนางนารือม๊ะ ภริยาลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ค้าในพื้นที่และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซีย พยานจึงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสืบสวนหาข่าวเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2558 พยานทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นบ้านนายสำราญและจับกุมนางนารือม๊ะ กับพวก 1 คน พร้อมยึดยาเสพติดให้โทษหลายรายการได้แก่ เมทแอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด พืชกระท่อม และยาแก้ไอเป็นของกลาง สายลับแจ้งว่านายสำราญหลบหนีไปพร้อมกับเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนและไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศมาเลเซีย นายสำราญรับเมทแอมเฟตามีนมาจากเครือข่ายค้ายาเสพติดทางภาคเหนือแล้วนำมาซุกซ่อนที่บ้านของตนและบ้านของจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ดูแลและส่งออกไปยังผู้ค้าที่ประเทศมาเลเซีย ต่อมาสายลับแจ้งว่านายสำราญรับเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด มาจากภาคเหนือของประเทศไทยและซุกซ่อนไว้ที่บ้านของนายสำราญ เลขที่ 54/1 หมู่ที่ 3 บ้านประดังยอ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส และที่บ้านของจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายที่อยู่เยื้องกัน นายสำราญใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กค 5738 นราธิวาส และรถกระบะยี่ห้อฟอร์ดเป็นยานพาหนะ ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยเดินทางไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลย ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เมื่อตรวจโรงจอดรถใต้ถุนบ้าน ซึ่งล้อมรอบสามด้านด้วยอิฐฉาบปูน ประตูหน้าทำด้วยสังกะสีมีกุญแจล็อกไว้ไม่สามารถเปิดได้ ระหว่างร่องประตูมีช่องว่างพอมองเห็นรถยนต์เก๋งสีแดงจอดอยู่ จำเลยบอกว่าเป็นรถยนต์ของนายสำราญและไม่มีกุญแจไขประตูโรงจอดรถ จึงพากันอ้อมไปเข้าประตูเล็กทางด้านหลัง ซึ่งไม่ได้ล็อกกุญแจ รถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ล็อกประตู พบบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของนายสำราญอยู่ในที่เก็บของข้างประตูรถยนต์ด้านคนขับ ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายรถพบเมทแอมเฟตามีน 696,000 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 3 ถุง จำเลยบอกว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสำราญ และจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของนายสำราญ พบเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด อยู่ในเครื่องดูดฝุ่น ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การปฏิเสธว่านายสำราญเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์ของกลางแต่ผู้เดียว ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยห้ามปรามนายสำราญไม่ให้ต่อเติมใต้ถุนบ้านของจำเลยเป็นโรงจอดรถของนายสำราญ แต่นายสำราญไม่เชื่อฟัง จำเลยไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับโรงจอดรถ จำเลยไม่ทราบว่านายสำราญเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุนายสำราญนำรถมาจอดใต้ถุนบ้านของจำเลยตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ก่อนเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจทราบจากสายลับว่านายสำราญและภริยาลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ค้าในพื้นที่และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซียจึงเข้าตรวจค้นบ้านของนายสำราญ ปรากฏว่านายสำราญหลบหนีไปได้คงจับกุมได้แต่ภริยาของนายสำราญกับพวกอีก 1 คน พร้อมยึดยาเสพติดให้โทษได้หลายรายการ และจากการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนายสำราญ เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบอีกว่า นายสำราญหลบหนีไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศมาเลเซียและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษไว้ตามบ้านญาติตามแนวชายแดนโดยจำเลยเป็นพี่ชายของนายสำราญมีบ้านอยู่เยื้องกับบ้านของนายสำราญและนายสำราญใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีแดง หมายเลขทะเบียน กค 5738 นราธิวาส และรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด สีเทา หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก 1404 ปัตตานี ในการรับและส่งยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยและจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง แสดงให้เห็นว่าการตรวจค้นบ้านของจำเลยเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของเจ้าพนักงานตำรวจ เนื่องจากการติดตามขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในเครือข่ายของนายสำราญ จำเลยเป็นพี่ชายของนายสำราญและมีบ้านอยู่เยื้องกับบ้านของนายสำราญ สภาพบ้านของจำเลยอยู่ต่ำกว่าถนนมาก ล้อมรอบด้วยป่าละเมาะไม่สะดวกแก่การนำรถยนต์เข้าไปจอดและโรงจอดรถภายในบ้านของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะลับตา หากไม่เข้าไปตรวจค้นในบริเวณบ้านก็ยากที่จะพบเห็นรถยนต์และเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถยนต์ที่ใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเป็นของนายสำราญตามที่สืบทราบมาโดยลักษณะของการนำรถยนต์ของกลางเข้าไปจอดในโรงจอดรถในบ้านของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยไม่รู้ว่านายสำราญนำรถยนต์ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเข้ามาจอดทิ้งไว้ ข้อมูลการกระทำความผิดของจำเลยตามที่ได้จากพยานโจทก์ทั้งสองปากข้างต้นสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ มีลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงต่อเนื่องกันสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธสงสัยในคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปาก อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษในทางอาญา เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นมา มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในกระโปรงท้ายรถของนายสำราญ ก็ปรากฏว่าก่อนการตรวจค้นและจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจระดมกำลังปิดล้อมและตรวจค้นบ้านของนายสำราญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 และจับกุมภริยาของนายสำราญกับพวกอีก 1 คน ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนได้จำนวนหนึ่ง ส่วนนายสำราญหลบหนีไปได้ จำเลยซึ่งมีบ้านอยู่เยื้องฝั่งถนนตรงกันข้ามย่อมทราบดีว่านายสำราญเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ การที่นายสำราญนำรถยนต์ของกลางมาจอดภายในโรงจอดรถใต้ถุนบ้านของจำเลย นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากบริเวณบ้านของนายสำราญมีพื้นที่เพียงพอที่จะจอดรถยนต์ของกลางได้ ทั้งการที่รถยนต์ของกลางไม่ได้ถูกล็อกหรือไม่มีลายนิ้วมือของจำเลยอยู่ที่รถยนต์ดังกล่าว ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยเพียงแต่ช่วยปกปิดซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของนายสำราญ ก็ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายสำราญครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ว่านายสำราญกับจำเลยเคยทะเลาะกันเนื่องจากจำเลยห้ามปรามนายสำราญไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่ให้นายสำราญสร้างโรงจอดรถในบ้านของจำเลยนั้น เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยกับนายสำราญซึ่งจะเป็นความจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ บุคคลภายนอกไม่อาจรู้ได้ แต่โดยพฤติการณ์ของจำเลยตามที่ได้จากพยานโจทก์ทั้งสองปากข้างต้นไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องที่จำเลยให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นรถยนต์ของกลาง ทั้งได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของนายสำราญและพบเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเครื่องดูดฝุ่นโดยจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแสดงว่าจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของนายสำราญ นั้น ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดเนื่องจากขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมจำเลยอยู่ แต่เป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน แม้จำเลยไม่ให้ความร่วมมือหรือปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องหาทางปฏิเสธเพื่อให้พ้นผิด ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมาข้างต้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยเป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายเปายีหรือเปาซี สาและ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4225/2561
#623424
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีหนังสือแจ้งมายังบริษัท ส. ห้ามจำหน่ายและให้จัดเก็บชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้าง (ไม้บัว) โดยอ้างถึงการที่บริษัท ส. เป็นเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งออกไปโดยไม่ชอบดังกล่าว และยังดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ในฐานะรองประธานฝ่ายบริหารของบริษัท ส. ต้องได้รับผลกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับการวางแผนการตลาด การสั่งนำเข้าสินค้าแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นต้องขาดประโยชน์ที่ควรได้รับ เห็นได้ว่าข้ออ้างตามคำฟ้องล้วนเป็นการอ้างถึงส่วนได้เสียของบริษัท ส. ซึ่งโจทก์เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเท่านั้น โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากสิทธิบัตรดังกล่าว แม้โจทก์จะถูกจำเลยทั้งสองดำเนินคดีอาญาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ก็เนื่องมาจากเหตุที่โจทก์เป็นผู้บริหารบริษัท ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสองได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าฟ้องในส่วนนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่อีก

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่นั้น ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวบริษัท ส. ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อบริษัทดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. แต่ก็เป็นคนละบุคคลกันกับบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก และแม้คดีนี้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะกรรมการบริหารของบริษัท ส. แต่ความเสียหายดังกล่าวก็เป็นความเสียหายในส่วนของโจทก์เอง มิใช่ความเสียหายของบริษัท ส. แต่อย่างใด ประเด็นแห่งคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว กับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาละเมิดในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลดังกล่าวสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ต้องไต่สวนคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วจึงมีคำพิพากษานั้น ถือได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี อันมีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยุติการถือสิทธิในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรดังกล่าว และประกาศโฆษณายุติการใช้สิทธิบัตรดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในประเทศจำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแสดงเจตนาคืนสิทธิบัตรดังกล่าวต่อสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย อ้างว่าโจทก์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ทป.107/2557 หมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เนื่องจากถือว่าโจทก์ทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิเคราะห์คำร้องแล้ว เห็นว่า มีเหตุผลเพียงพอไม่ต้องไต่สวนคำร้องและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันเดียวกัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นเงิน 195,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 บริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.107/2557 ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท จนกว่าจะยุติการให้เก็บและห้ามจำหน่ายสินค้าตามหนังสือบอกกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันแสดงเจตนาคืนสิทธิบัตรดังกล่าวต่อสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้จำเลยที่ 1 ยุติการถือสิทธิในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าว และประกาศโฆษณายุติการใช้สิทธิบัตรดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในประเทศจำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีหนังสือแจ้งมายังบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ห้ามจำหน่ายและให้จัดเก็บชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้าง (ไม้บัว) โดยอ้างถึงการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ชอบดังกล่าว และยังดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ในฐานะรองประธานฝ่ายบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ต้องกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับการวางแผนการตลาด สั่งนำเข้าสินค้า แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นต้องขาดประโยชน์ที่ควรได้รับ เห็นได้ว่าข้ออ้างตามคำฟ้องดังกล่าวล้วนเป็นการอ้างถึงส่วนได้เสียของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเท่านั้น โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากสิทธิบัตรดังกล่าว แม้โจทก์จะถูกจำเลยทั้งสองดำเนินคดีอาญาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ก็เนื่องมาจากเหตุที่โจทก์เป็นผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสองได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าฟ้องในส่วนนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องส่วนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อบริษัทดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่ก็เป็นคนละบุคคลกันกับบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก และแม้คดีนี้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะกรรมการบริหารของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่ความเสียหายดังกล่าวก็เป็นความเสียหายในส่วนของโจทก์เอง มิใช่ความเสียหายของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ประเด็นแห่งคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 กับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาละเมิดในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลดังกล่าวสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ต้องไต่สวนคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วจึงมีคำพิพากษานั้น ถือได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี อันมีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาละเมิด ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คงให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ของจำเลยที่ 1 ยกคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 243 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนวัช สุริยวนากุล
จำเลย — บริษัทพี.เอช.วู้ด เดคอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สุรพันธุ์ ละอองมณี
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4216/2561
#624557
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 กำหนดให้เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในมาตรา 7 วรรคสอง (2) กำหนดให้เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ กำหนดให้ชื่อทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว "(1) ชื่อประเทศ ชื่อกลุ่มประเทศ ชื่อภูมิภาค หรือเขตปกครองตนเองซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศ (2) ชื่อแคว้น รัฐ หรือมณฑล (3) ชื่อเมืองหลวง เมืองท่า จังหวัด หรือเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (4) ชื่อทวีป (5) ชื่อมหาสมุทร ทะเล อ่าว คาบสมุทร แหลม เกาะ หมู่เกาะ หรือทะเลสาบ (6) ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลาย เช่น ภูเขา แม่น้ำ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถนน เป็นต้น ชื่อทางภูมิศาสตร์ข้างต้น ให้หมายความรวมถึงชื่อย่อ ชื่อเดิม หรือชื่อที่ใช้เรียกขานทั่วไปโดยไม่จำกัดเฉพาะชื่อในทางราชการ" ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary ให้ความหมายคำว่า "Milwaukee" ไว้ด้วยว่าหมายถึง "Commercial and industrial city and lake port ..." จึงอาจแปลได้ว่า เมืองพาณิชย์และอุตสาหกรรมและท่าเรือทะเลสาบ อันถือได้ว่าเป็นเมืองท่า ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในความหมายดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ว่าคำดังกล่าวแปลว่า เมืองท่า ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่า และเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ข้อ 2 (3) โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าชื่อเมืองท่าดังกล่าวเป็นชื่อที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์ จึงเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์จะประกอบไปด้วยภาคส่วนรูปประดิษฐ์คล้ายสายฟ้าอยู่ใต้คำดังกล่าวด้วย แต่คำว่า "Milwaukee" ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในเครื่องหมาย ทั้งเมื่อรวมกันแล้วก็ยังคงอ่านออกเสียงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้เช่นเดิม เครื่องหมายการค้า ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ชอบที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน

ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสี่คำขอได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่นั้น จำเลยได้ให้โจทก์ส่งหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งต่อมาโจทก์ส่งเอกสารอธิบายความเป็นมาของบริษัทโจทก์และบริษัทในเครือ เอกสารแสดงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ สำเนาใบแจ้งหนี้การจำหน่ายสินค้า สำเนาหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาและใบแจ้งหนี้แสดงการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณาหรือการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าไรและเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องเพียงใด แพร่หลายในประเทศไทยหรือไม่ จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่คำขอของโจทก์จึงไม่ได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134, พณ 0704/30135 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134, พณ 0704/30135 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อ่านว่า มิลวอกี้ แปลไม่ได้ จำนวน 4 คำขอ ตามคำขอเลขที่ 790164 ในสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า เช่น อุปกรณ์ส่งกำลังสำหรับใช้กับเครื่องจักร เครื่องมือเลื่อยและตัดชนิดส่งกำลัง เครื่องเจาะวัสดุชนิดส่งกำลัง เลื่อยชนิดไฟฟ้า สว่านไฟฟ้า เครื่องตัดหญ้า คำขอเลขที่ 709165 ในสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า เช่น เครื่องสำหรับเจาะรูชนิดใช้มือ เครื่องมือตัดชนิดใช้มือ เลื่อยชนิดใช้มือ เครื่องมือทำสวน ค้อน ไขควง คำขอเลขที่ 790166 ในสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า เช่น อุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า เครื่องควบคุมความปลอดภัยในการเข้าออกระบบอัตโนมัติ เครื่องระบบและอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัย เครื่องขยายเสียง เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า และคำขอเลขที่ 790167 ในสินค้าจำพวกที่ 11 รายการสินค้า เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองน้ำ เตาอบไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ส่งหลักฐานนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะเพราะคำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน (WISCONSIN) ที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์ส่งหลักฐานและชี้แจงถึงความมีลักษณะบ่งเฉพาะต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนมีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซินที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแล้ว และมีข้อบกพร่องเพราะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ให้อ่านแปลใหม่ดังนี้ "Milwaukee" อ่านว่า มิววอกี้ เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของ WISCONSIN เป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชื่อแม่น้ำ ชื่อเมือง โดยคำขอเลขที่ 790166 นายทะเบียนยังมีคำสั่งด้วยว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 250472 ทะเบียนเลขที่ ค25741 ด้วย ปรากฏรายละเอียดตามหนังสือของสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134 และ พณ 0704/30135 โจทก์ยื่นแบบขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนโดยขอยกเลิกคำอ่านและคำแปลที่ปรากฏตามคำขอเดิมและขอจดข้อความตามที่นายทะเบียนมีคำสั่งข้างต้น และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนอักษรโรมัน คำว่า "Milwaukee" อันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ซึ่งตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary คำดังกล่าวหมายถึง "1. River, SE Wisconsin; 100 m. long; rises in Fond du Lac co., flows into Lake Michigan at Milwaukee. 2. County in SE Wisconsin. See table at WISCONSIN." แปลว่า ชื่อแม่น้ำและชื่อเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน และยังหมายถึง "3. Commercial and industrial city and lake port ... " แปลว่า ท่าเรือทะเลสาบ นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียน หลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเครื่องหมายดังกล่าวได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จัก และเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น สำหรับคำขอเลขที่ 790166 ซึ่งมีการอุทธรณ์ในประเด็นเหมือนคล้าย คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และนายทะเบียนชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน (WISCONSIN) ที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) โดยคำดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ทั้งตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary คำดังกล่าวหมายถึง "1. River, SE Wisconsin; 100 m. long; rises in Fond du Lac co., flows into Lake Michigan at Milwaukee. 2. County in SE Wisconsin. See table at WISCONSIN." แปลว่า ชื่อแม่น้ำและชื่อเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน และยังหมายถึง "3. Commercial and industrial city and lake port ... " แปลว่า ท่าเรือทะเลสาบ นอกจากนี้โจทก์เองก็ยอมรับโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้อ่านและแปลใหม่ แต่กลับยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนยอมรับว่าคำดังกล่าวเป็นชื่อเมืองท่า แม่น้ำ และเมือง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 กำหนดให้เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในมาตรา 7 วรรคสอง (2) กำหนดให้เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ กำหนดให้ชื่อทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว "(1) ชื่อประเทศ ชื่อกลุ่มประเทศ ชื่อภูมิภาค หรือเขตปกครองตนเองซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศ (2) ชื่อแคว้น รัฐ หรือมณฑล (3) ชื่อเมืองหลวง เมืองท่า จังหวัด หรือเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (4) ชื่อทวีป (5) ชื่อมหาสมุทร ทะเล อ่าว คาบสมุทร แหลม เกาะ หมู่เกาะ หรือทะเลสาบ (6) ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลาย เช่น ภูเขา แม่น้ำ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถนน เป็นต้น ชื่อทางภูมิศาสตร์ข้างต้น ให้หมายความรวมถึงชื่อย่อ ชื่อเดิม หรือชื่อที่ใช้เรียกขานทั่วไปโดยไม่จำกัดเฉพาะชื่อในทางราชการ" ประกอบกับตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary ให้ความหมายคำว่า "Milwaukee" ไว้ด้วยว่าหมายถึง "Commercial and industrial city and lake port ... " จึงอาจแปลได้ว่า เมืองพาณิชย์และอุตสาหกรรมและท่าเรือทะเลสาบ อันถือได้ว่าเป็นเมืองท่า ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในความหมายดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ว่าคำดังกล่าวแปลว่า เมืองท่า ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่า และเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ข้อ 2 (3) โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าชื่อเมืองท่าดังกล่าวเป็นชื่อที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์ จึงเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์จะประกอบไปด้วยภาคส่วนรูปประดิษฐ์คล้ายสายฟ้าอยู่ใต้คำดังกล่าวด้วย แต่คำว่า "Milwaukee" ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในเครื่องหมาย ทั้งเมื่อรวมกันแล้วก็ยังคงอ่านออกเสียงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้เช่นเดิม เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ชอบที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสี่คำขอได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่ จำเลยได้ให้โจทก์ส่งหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งต่อมาโจทก์ส่งเอกสารอธิบายความเป็นมาของบริษัทโจทก์และบริษัทในเครือ เอกสารแสดงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ สำเนาใบแจ้งหนี้การจำหน่ายสินค้า สำเนาหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เห็นว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาและใบแจ้งหนี้แสดงการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณาหรือการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าไรและเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องเพียงใด แพร่หลายในประเทศไทยหรือไม่ จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่คำขอของโจทก์จึงไม่ได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทคโทรนิค พาวเวอร์ ทูลล์ เทคโนโลยี ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 -ที่ 4189/2561
#624890
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ในวันที่ยื่นฟ้อง

โจทก์ที่ 2 และที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนทั้งห้าว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งห้าฟ้องแต่ละสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 235,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 295,707.32 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้าในแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สำนวนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิด โดยโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แต่ไม่ได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในอายุความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลในส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายศุภัคชัย เอมอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2561
#630863
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจาก ป.อ. มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยไม่แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 92, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1971/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสาวอนงค์ มารดาของนายยงยุทธ ผู้ตายและนางสาวอภิญญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาตเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิต และให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ตายก่อนตาย ค่าจ้างรถยนต์ส่งศพ ค่าโลงศพและชุดรับศพ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้ ค่าพาหนะ และค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 18 ปี รวมเป็นเงิน 1,883,782 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าพาหนะ และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ค่าเสื่อมสภาพร่างกายไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เสียโฉมติดตัว รวมเป็นเงิน 1,019,803 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 69, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 900 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นปรับ 1,200 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี และปรับ 900 บาท บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1971/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 7 ปี และปรับ 900 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และปรับ 1,200 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 556,782 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 319,803 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี เข้ากับโทษคดีนี้ของจำเลยที่ 1 รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสามรวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี และปรับ 900 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี และปรับ 1,200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้มีดพกปลายแหลมเป็นอาวุธฟันและแทงนายยงยุทธ ผู้ตาย และร่วมกันใช้มีดพกปลายแหลมกับมีดปังตอเป็นอาวุธฟันและแทงนางสาวอภิญญา โจทก์ร่วมที่ 2 หลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดไว้ป้องกันตัว มีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกขึ้นฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายถูกแทงที่ด้านหน้าจนลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นแล้ว กับเมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีมีดปังตออยู่ในมือแล้ว ถือว่าภยันตรายที่เกิดจากการต่อสู้ของผู้ตายและมีดปังตอของโจทก์ที่ 2 สิ้นไปแล้ว ไม่มีภยันตรายใดที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำเพื่อป้องก้นตัว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้านหลังนั้น ปรากฏจากเอกสารว่า ด้านหลังผู้ตายมีบาดแผล 4 แห่ง ลึกถึงอวัยวะภายใน 2 แห่ง แสดงว่าเป็นการแทงโดยแรงอย่างตั้งใจ มิใช่การเหวี่ยงไปมาดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายสมเจตนา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา และไม่เป็นการป้องกันอันพอสมควรแก่เหตุดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฉะนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมาซึ่งเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยไม่แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว 900 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายเมฆินทร์ วงศ์พระลับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121 -ที่ 4124/2561
#623782
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับมีสาระสำคัญว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไป ต่อมาโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขตามข้อบังคับดังกล่าวและตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมแล้วมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่แสดงเจตนาต่อจำเลยยินยอมสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม เมื่อสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ที่จะได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานนั้น เป็นสิทธิที่เกิดจากระเบียบข้อบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้อง จึงสามารถตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เมื่อเงินค่าชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานได้ถูกนำไปรวมเป็นเงินสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. แล้ว จึงต้องถือว่าค่าชดเชยตามระเบียบเดิมนั้นสิ้นสภาพไป และเงินสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มีลักษณะแตกต่างจากค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสี่จะได้รับเงินสมทบและเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. แล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 383,060 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 383,060 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 884,230.16 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งผู้นำหน่วยย่อย 21,300 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 334,420 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 311,900 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 830,251 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งผู้นำหน่วย 12,000 บาท เงินประจำตำแหน่งหัวหน้างาน K 1 เป็นเงิน 11,700 บาท เงินประจำตำแหน่งหัวหน้างาน K 2 เป็นเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 317,290 บาท จ่ายค่าชดเชยจากการเกษียณอายุ 304,840 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 718,914.30 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งพนักงาน 13,500 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 446,480 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 446,480 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 952,490.60 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่ง E 2 เป็นเงิน 6,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง E 3 เป็นเงิน 11,000 บาท เงินประจำตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำนวยความสะดวกการผลิต 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างโจทก์แต่ละรายในทุก ๆ 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 383,060 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 311,900 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 304,840 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 446,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 วันที่ 1 มีนาคม 2558 วันที่ 1 มกราคม 2558 และวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้เถียงกันว่าโจทก์ทั้งสี่เคยเป็นลูกจ้างจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 ทำงานตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2524 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายผู้นำหน่วยย่อยแผนกปรับปรุงงาน (1) ฝ่ายประกอบขั้นสุดท้าย 2 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 38,306 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 2 ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2558 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายหัวหน้าคนงานไลน์ตกแต่งรถเล็ก (6) กลุ่มงานประกอบขั้นสุดท้าย ได้รับเงินเดือน เดือนละ 33,442 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 3 ทำงานตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2524 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2558 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานซ่อมทั่วไป (2) กลุ่มงานประกอบขั้นสุดท้าย ได้รับเงินเดือน เดือนละ 31,729 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 4 ทำงานตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2526 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำนวยความสะดวกการผลิต กลุ่มงานอำนวยการผลิต ได้รับเงินเดือน เดือนละ 44,648 บาท และเงินประจำตำแหน่งเดิมจำเลยมีระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งภายหลังได้มีการปรับปรุงเป็นข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วฉบับใหม่ และใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2540 ขณะโจทก์ทั้งสี่ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับเงินสมทบ (ส่วนของนายจ้าง) และผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมเป็นเงิน 678,258 บาท 477,829 บาท 582,714 บาท และ 792,490 บาท ตามลำดับ และจำเลยจ่ายเพิ่มส่วนต่างให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 550,642 บาท 360,271 บาท 453,586 บาท และ 534,910 บาท ตามลำดับ แล้ววินิจฉัยว่า ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 80 ระบุว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอันระงับไป โจทก์ทั้งสี่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว การแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งสี่ และจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยโจทก์ทั้งสี่ตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน จึงไม่อาจฟ้องเรียกเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมที่ตนสละแล้ว รวมถึงเงินชดเชยตามอายุงาน และเงินประจำตำแหน่งซึ่งเป็นบรรดาเงินต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานที่ใช้ก่อนการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว การจ่ายเงินชดเชยตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมีลักษณะแตกต่างกัน โดยแตกต่างกันในวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเงินถือว่าเงินสมทบที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แม้ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสูงกว่าที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือหากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยกว่าที่เคยมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานจำเลยจะจ่ายเงินส่วนต่างเพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินเท่ากับที่มีสิทธิเดิม ก็ไม่มีผลทำให้เงินสมทบกลับกลายเป็นค่าชดเชยได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจะอ้างข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 80 ว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนแล้ว ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไปมายกเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หาได้ไม่ เมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสี่ลงลายมือชื่อในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการแสดงเจตนาต่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้แสดงเจตนาต่อจำเลย ไม่มีผลผูกพันจำเลย การแสดงเจตนาสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม ตามใบสมัคร ข้อ 3 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ อีกทั้งการสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามข้อ 3 ดังกล่าวยังขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในการตราพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่สามารถใช้บังคับได้ โจทก์ทั้งสี่จำยอมลงลายมือชื่อในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อประกาศที่ 22/2540 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2540 มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า "เมื่อพนักงานปัจจุบัน (เข้าทำงานก่อนวันที่ 1 เมษายน 2541) สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนฯ และสมาชิกภาพมีผลบังคับใช้แล้ว ให้ถือว่าสิทธิในการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันระงับไป แต่จะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนฯ แทน โดยบริษัทฯ ให้หลักประกันแก่พนักงานว่า จำนวนเงินสมทบของบริษัทฯ ที่จ่ายเข้ากองทุนให้แก่พนักงานเมื่อรวมกับส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิทธิที่พนักงานจะได้รับจากระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน..." ประกาศดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระเบียบของจำเลยว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ซึ่งจำเลยจะเปลี่ยนแปลงโดยลำพังไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน อันได้แก่ เงินชดเชยเมื่อเกษียณอายุเท่ากับเงินเดือนสุดท้าย 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงาน และเงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยในกรณีเกษียณอายุคือเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 6 เดือน ซึ่งภายหลังปรับปรุงเป็น 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงานและเงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ข้อ 1 และข้อ 2 ท้ายข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และได้ปรับปรุงข้อบังคับที่ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 80 มีสาระสำคัญว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไป ต่อมาโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขตามข้อบังคับดังกล่าวและตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมแล้วมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยความสมัครใจ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะจัดตั้งขึ้นได้โดยความตกลงกันของนายจ้างและลูกจ้างตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่และภายหลังจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วจำเลยก็ยังมีหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้แก่ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่อยู่อีก การที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่แสดงเจตนาต่อจำเลยยินยอมสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม เมื่อสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ที่จะได้รบเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานนั้น เป็นสิทธิที่เกิดจากระเบียบข้อบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้อง จึงสามารถตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ตกลงยินยอมในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยยอมรับและเข้าใจข้อตกลงให้เปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับเดิมเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสี่เกษียณอายุจะได้รับเงินสองส่วน คือ งานที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินที่จ่ายจากจำเลย โดยจำเลยจะคำนวณเงินที่โจทก์ทั้งสี่เคยมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานฉบับเดิมแล้วนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่จำเลยนำส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากจำนวนเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบมีจำนวนน้อยกว่าสิทธิที่ลูกจ้างเคยได้รับตามข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานฉบับเดิม จำเลยจะจ่ายเงินส่วนต่างแก่ลูกจ้างเพื่อให้จำนวนเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมีจำนวนเท่าเดิมกับสิทธิเดิมที่ลูกจ้างเคยได้รับอันจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามข้อบังคับ ข้อ 52 อีกทั้งการคำนวณเงินชดเชยกรณีเกษียณอายุกับการคำนวณค่าชดเชยตามกฎหมายมีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงถือว่าเงินส่วนต่างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายอีกนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างต่อเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างเท่านั้น และมาตรา 118 (1) ถึง (5) กำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างผันแปรตามระยะเวลาทำงาน แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ได้ห้ามนายจ้างที่จะออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยรวมไปกับเงินประเภทอื่น ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่แล้วนั้นถือว่าเป็นค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นสำคัญ เดิมจำเลยออกระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ในกรณีลูกจ้างเกษียณอายุมีสิทธิได้รับเงินชดเชย คือ เงินเดือนประจำ 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงานโดยคำนวณจากอายุงานนับเป็นเดือน ลบ 120 คูณฐานเงินเดือน หาร 12 และเงินประจำตำแหน่ง ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด และปรับปรุงใหม่ โดยข้อบังคับดังกล่าวข้อ 52 และข้อ 52.1 กำหนดให้สมาชิกที่เข้าทำงานกับนายจ้างก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 และสิ้นสมาชิกภาพเนื่องจากครบเกษียณอายุ เสียชีวิต ถูกให้ออกจากงานโดยไม่มีความผิด ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือลาออกจากงาน โดยมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีสิทธิได้รับเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบดังต่อไปนี้ ในกรณีเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบมีจำนวนน้อยกว่าเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ให้กองทุนจ่ายเงินสมทบพร้อมทั้งส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์ของเงินสมทบเต็มจำนวน และนายจ้างจ่ายเงินผลต่างระหว่างเงินสองจำนวนนี้เต็มจำนวนให้แก่สมาชิก หรือในกรณีที่เงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบมีจำนวนมากกว่าเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ให้สมาชิกได้รับเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบเต็มจำนวน ข้อบังคับดังกล่าวทำให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้น ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย การที่โจทก์ทั้งสี่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว จำเลยได้นำเงินค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่อง เงินชดเชยเมื่อออกจากงานมาสมทบที่นายจ้างจ่ายประเดิมครั้งแรก ข้อ 46 (ข) เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายประเดิมครั้งแรก ซึ่งส่งผลให้ค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวสิ้นสุดลงและเปลี่ยนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายจ้าง และเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบจะจ่ายแก่สมาชิกที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุครบเกษียณอายุ เสียชีวิต และลาออกโดยมีอายุงาน 10 ปี ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง แม้โจทก์ทั้งสี่จะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 5
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2561
#623441
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้ามีหน้าที่จัดทำเอกสารใบควบคุมการส่งสินค้าเพื่อจ่ายสินค้า ออกจากคลังสินค้าและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ก่อนนำสินค้าขึ้นรถขนส่งจะต้องมีการตรวจสอบรายการสินค้าให้ครบถ้วนเสียก่อน การที่โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนครั้งแรกโดยไม่ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาโดยให้บริษัทขนส่งรับสินค้าขึ้นรถขนส่งโดยไม่มีลายมือชื่อรับสินค้าของเจ้าหน้าที่ของรถขนส่ง และกระทำผิดครั้งสุดท้ายโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำสินค้าขึ้นรถขนส่งทั้งที่ยังไม่มีใบควบคุมการส่งสินค้าและไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนสินค้านั้น ล้วนเป็นการกระทำผิดในหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับการจัดทำใบควบคุมการส่งสินค้าและตรวจสอบการส่งสินค้าให้ถูกต้องครบถ้วนถือได้ว่าโจทก์กระทำความผิดทั้งสองครั้งในเรื่องเดียวกัน เมื่อจำเลยเคยมีหนังสือเตือนโจทก์มาก่อนแล้วโจทก์กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีกภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และที่โจทก์กระทำผิดครั้งสุดท้ายเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และกรณีดังกล่าวมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยพงศ์ คงทอง
จำเลย — บริษัทเชียร์ เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561
#623439
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวคือ นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตั้งแต่ปี 2556 แต่มีพนักงานของจำเลยเพียง 3 คนที่ลาออก ไม่ปรากฏว่าจำเลยยุบหน่วยงานหรือลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย และตามสำเนางบกำไรขาดทุนในปี 2558 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยก็มีผลประกอบกิจการได้กำไร การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 มกราคม 2558 ก่อนจำเลยมีผลประกอบกิจการได้กำไรเพียง 2 เดือนเศษ แสดงว่าการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้จำเลยกลับมามีกำไร เหตุในการเลิกจ้างจึงเป็นนโยบายของนายจ้างที่ประสงค์จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนขององค์กรลงเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าก่อนการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีวิธีการ ขั้นตอนในการลดภาระค่าใช้จ่าย หรือมีวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างไร การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงยังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

หนังสือเอกสารไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีข้อความเพียงว่าการชำระเงินครั้งนี้เป็นการชำระเงินครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งหมดตามสัญญาจ้างงาน ซึ่งมีความหมายเพียงว่าโจทก์ยอมรับว่าได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้างด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และได้พิจารณาต่อไปว่าในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้งานใหม่ทำแล้ว จึงพิจารณาต่อไปถึงเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้รับ เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แทน ตามบทบัญญัติมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายว่าภายหลังเลิกจ้างจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นยอดเงินรวมหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 4,439,773.45 บาท ปัจจุบันนี้โจทก์ได้งานใหม่แล้ว จำนวนเงินภายหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เนื่องจากเหตุเลิกจ้างนั้นเป็นจำนวนถึง 11.9 เท่า ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีก โดยที่จำนวนเงินที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการพิจารณานั้นมีทั้งค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานรวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 372,231 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2558 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสือโดยจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีค่าชดเชย ค่าโทรศัพท์ประจำเดือนมกราคม 2558 ให้แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อหักเงินประกันสังคมภาษี ณ ที่จ่าย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว คงเหลือ 4,069,398 บาท และเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 จำเลยจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก 370,375.45 บาท แล้ววินิจฉัยว่า ผลประกอบการของจำเลยในปี 2556 มีผลกำไร ในปี 2557 มีผลขาดทุน แต่จำเลยสามารถดำเนินการอยู่ได้จนกระทั่งในปี 2558 จำเลยจึงมีกำไร แสดงว่าปริมาณงานโครงการต่าง ๆ ของจำเลยมิได้ลดลงจนประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสาร แต่หนังสือไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่เมื่อคำนึงถึงอายุของโจทก์ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชย ประกอบกับโจทก์ได้รับเงินจากจำเลย 4,439,773.45 บาท คิดเป็นเงิน 11.9 เท่าของเงินเดือนสุดท้าย ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ และปัจจุบันโจทก์ได้งานทำแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยต้องปรับโครงสร้างของบริษัทจำเลยเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปริมาณงานในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยลดลง จึงต้องลดขนาดของแผนกที่เกี่ยวข้องรวมถึงตำแหน่งงานหลายตำแหน่ง ซึ่งรวมทั้งตำแหน่งงานของโจทก์ด้วย ในปี 2558 จำเลยกลับมามีกำไรเพราะจำเลยปรับโครงสร้างและยุบตำแหน่งงานมาตั้งแต่ปี 2556 มิฉะนั้นจำเลยต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างแน่นอน โจทก์ทราบถึงสภาวะการเงินและการปรับโครงสร้างของบริษัทจำเลยเป็นอย่างดีโดยโจทก์เป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเลิกจ้างลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2557 นั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวคือ นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ตามสำเนาหนังสือยินยอม ได้ความว่ามีพนักงานของจำเลยเพียง 3 คนที่ลาออก คือ ผู้จัดการโครงการผู้ช่วยงานธุรการโครงการ และสมุห์บัญชี อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยยุบหน่วยงานหรือลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย และตามสำเนางบกำไรขาดทุน ในปี 2558 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยก็มีผลประกอบกิจการได้กำไร การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 มกราคม 2558 ก่อนจำเลยมีผลประกอบกิจการได้กำไรเพียง 2 เดือนเศษ แสดงว่าการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้จำเลยกลับมามีกำไร เหตุในการเลิกจ้างจึงเป็นนโยบายของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่ประสงค์จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนขององค์กรลงเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าก่อนการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีวิธีการ ขั้นตอนในการลดภาระค่าใช้จ่าย หรือมีวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างไร การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงยังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสารตกลงว่าเงินที่โจทก์ได้รับตามหนังสือดังกล่าวเป็นเงินงวดสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งหมดนั้น มีความหมายว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า หนังสือเอกสารไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีข้อความเพียงว่าการชำระเงินครั้งนี้เป็นการชำระเงินครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งหมดตามสัญญาจ้างงาน ซึ่งมีความหมายเพียงว่าโจทก์ยอมรับว่าได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้างด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนั้นบางส่วนมิได้จ่ายเพราะเหตุเลิกจ้าง เช่น ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่ารักษาพยาบาล ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ และบางส่วนจ่ายเพราะเหตุเลิกจ้าง ได้แก่ ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์อายุมาก หางานอยู่หลายเดือน และมีภาระผ่อนชำระหนี้ค่าบ้าน ต้องเลี้ยงดูบุพการีและบุตร ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,500,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และได้พิจารณาต่อไปว่าในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้งานใหม่ทำแล้ว จึงพิจารณาต่อไปถึงเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้รับ เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แทน ตามบทบัญญัติมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายว่าภายหลังเลิกจ้างจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นยอดเงินรวมหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 4,439,773.45 บาท ปัจจุบันนี้โจทก์ได้งานใหม่แล้ว จำนวนเงินภายหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เนื่องจากเหตุเลิกจ้างนั้นเป็นจำนวนถึง 11.9 เท่า ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีก โดยที่จำนวนเงินที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการพิจารณานั้น มีทั้งค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานรวมอยู่ด้วย ทั้งคู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่ว่าเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 จำนวน 370,375.45 บาท เป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้วจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติม ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางอันเป็นข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานขอลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ตามนัยที่กล่าวข้างต้น แล้วมีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นดังกล่าวตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีรัตน์ ทิมพิทยา
บริษัทเอชเคอาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสันต์ รางชางกูร
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4067/2561
#626054
เปิดฉบับเต็ม

แม้การคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอ้างอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แต่การออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่เกิดจากข้อตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปก่อน และการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญา เป็นการกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งจากการที่ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หากศาลเห็นว่ากำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงให้เหมาะสมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 29,139,218.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 19,817,656.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 5,078,626.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 11,513,509.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,534,571.13 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 7,978,938.85 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 32,290.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัย 33,451.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่ชำระนับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 831,500.55 บาท กับเงินฝากเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 7,000 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 4,997,214.68 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรก ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคารนับตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 3,789,852.06 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 7,989,035 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สาม ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคาร นับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 323,595.71 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 3,519,995.31 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 65,744.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมชำระค่าเบี้ยประกันภัย โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 18,000,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายรณชัย ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายรณชัย เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะ และอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้รับอนุญาตและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารในวงเงิน 4,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แบบทบต้นตามประเพณีของธนาคาร โดยหักทอนทางบัญชีทุกเดือน และครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือน หากครบกำหนดและไม่มีการต่ออายุสัญญาให้ถือว่ามีการต่ออายุสัญญาต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไป ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี 5,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญากู้เงินกับธนาคารอีกรวมสามฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินแล้ว 7,989,035 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 84 เดือน ฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 120 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ฉบับที่สาม เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินแล้ว 2,519,995.31 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 84 เดือน และยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคาร (ขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าทำสัญญาค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 18,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 26,000,000 บาท และค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 22,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ในวงเงิน 18,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยังต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบ นอกจากนั้นยังมีข้อตกลงให้ผู้จำนองต้องทำประกันภัยทรัพย์ที่จำนอง โดยผู้จำนองต้องเป็นผู้เสียค่าเบี้ยประกันภัย และหากผู้รับจำนองเสียค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อน ผู้จำนองยินยอมชดใช้คืนให้แก่ผู้รับจำนอง หลังทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีโดยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหลายครั้งหลายหน ครั้งสุดท้ายถอนเงิน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเป็นเงิน 4,997,214.68 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีคงมีรายการคิดดอกเบี้ยและการชำระเงินเท่านั้น และหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินกู้ไปจากธนาคารแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้คืนไม่เป็นไปตามสัญญา โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ผิดนัดชำระหนี้วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 และชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สามครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2541 ผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 นอกจากนั้น ธนาคารได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 รวมสองครั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นเงิน 32,290.50 บาท และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นเงิน 33,451.41 บาท สำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินดังกล่าวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่มีประกาศของธนาคารให้เรียกเก็บได้ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคารทำสัญญาโอนสินทรัพย์หลายรายการรวมทั้งหนี้สินที่มีต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รวมทั้งหลักประกันให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งการรับโอน พร้อมทั้งทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทราบถึงการโอนทรัพย์แล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่ปรากฏว่ามีการปิดอากรแสตมป์ ซึ่งโจทก์นำสืบอ้างว่าสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องได้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแล้วแต่หลักฐานได้สูญหายไป แต่โจทก์มาดำเนินการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องและฝ่ายจำเลยถามค้านเรื่องการเสียอากรแสตมป์ดังกล่าวแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าไม่สุจริต สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นตราสารที่ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งห้าไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องหรือไม่อาจบังคับได้แต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าให้การรับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวตามฟ้อง การวินิจฉัยคดีในการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานเพราะรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยทั้งห้าแล้ว จึงไม่มีกรณีอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ห้ามรับฟังตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นโมฆะตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจหรือไม่ และโจทก์ต้องคืนดอกเบี้ยดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้วงเงินกู้เป็นจำนวนมาก ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสนใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนธุรกิจที่สำคัญ จึงเป็นปกติที่ผู้ทำธุรกิจต้องรู้ว่าการกู้ยืมแต่ละครั้งต้องเสียดอกเบี้ยเท่าใด ดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าการชำระดอกเบี้ยแก่ธนาคารเป็นไปตามความสมัครใจโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืน นั้น ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยความว่า ธนาคารผู้ให้กู้เงินตามสัญญาเป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารในเรื่องดอกเบี้ย จึงจำเป็นต้องทราบถึงรายละเอียดและหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ประกอบการค้าขายโดยสภาพและตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเหตุที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้วธนาคารนำไปจัดการหักชำระหนี้ต่าง ๆ ตามที่ธนาคารคิดคำนวณขึ้นมาเอง ประกอบกับธนาคารเป็นสถาบันการเงินอันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจและเชื่อว่าธนาคารได้คิดดอกเบี้ยโดยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ธนาคารจึงไม่มีสิทธินำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปหักจากดอกเบี้ยที่ธนาคารไม่มีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงต้องนำเงินที่ได้รับชำระทั้งหมดไปชำระต้นเงินนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ดอกเบี้ยซึ่งเป็นโมฆะตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจึงไม่ใช่การชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับต้องคืนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 โดยนำไปชำระต้นเงินแทน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อใด และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกใช้เงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีอีกต่อไป และถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ซึ่งนับแต่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงธนาคารได้มีประกาศของธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดหลายช่วงหลายอัตรา ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว นั้น ปรากฏตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาตามสัญญา 12 เดือน และข้อ 4 ระบุว่า เมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไป จากข้อสัญญาดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลา 12 เดือน ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับธนาคารต่อมาอีก จึงถือว่าธนาคารตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน และปรากฏตามเอกสารอีกว่าจำเลยที่ 1 เบิกใช้เงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 โดยจำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นเงิน 4,997,214.68 บาท เกือบเต็มวงเงิน 5,000,0000 บาท ตามสัญญาแล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เบิกใช้เงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยและรายการที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี และไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีต่อไปอีก พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าทั้งธนาคารและจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาที่จะไม่เดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไป จึงต้องถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันหักทอนบัญชีในเดือนที่จำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจากบัญชีครั้งสุดท้าย คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในปัญหาส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราใด นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่ธนาคารมีสิทธิจะคิดจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ตกเป็นโมฆะมาแต่ต้น ธนาคารจึงไม่อาจนำข้อสัญญาในเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมาใช้บังคับได้ แต่เมื่อเป็นหนี้เงินธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในปัญหาส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ธนาคารคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ได้ตั้งแต่เมื่อใดและเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงในเรื่องการออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ข้อ 3 และข้อ 8 ระบุให้ธนาคารมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ซึ่งธนาคารออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 และวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ถือได้ว่าวันที่ธนาคารออกเงินทดรองดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระและเป็นวันผิดนัด ธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในส่วนนี้อัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองดังกล่าวมานั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว นั้น ปรากฏตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ในข้อที่ 3 และข้อที่ 8 กำหนดว่า หากผู้รับจำนองต้องเสียเบี้ยประกันภัยไปเท่าใด ผู้จำนองยินยอมชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคาร (ขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) เห็นว่า แม้การคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาดังกล่าวจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอ้างอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แต่การออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่เกิดจากข้อตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปก่อน และการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญา เป็นการกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งจากการที่ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หากศาลเห็นว่ากำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงให้เหมาะสมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง และเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของธนาคารเจ้าหนี้ทุกอย่างแล้ว เห็นควรกำหนดให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยของเงินที่ได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างที่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในการชำระหนี้ดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ จึงให้นำเงิน (ดอกเบี้ย) ที่ธนาคารนำไปรวมเป็นต้นเงินตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 912,911.93 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 5,078,626.06 บาท ซึ่งเป็นยอดคงเหลือในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อเหลือต้นเงินเท่าใดให้ชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แต่ปรากฏตามเอกสารอีกว่า หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ยังได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารในวันที่ 5 มกราคม 2541 เป็นเงิน 7,000 บาท และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 เป็นเงิน 6,206 บาท ดังนั้นจึงให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละวันดังกล่าวไปหักยอดหนี้ตามวันที่มีการชำระโดยให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินด้วย นอกจากนี้ในส่วนสัญญากู้เงินฉบับที่สองและที่สามซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าธนาคารไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัด ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปชำระต้นเงินตามสัญญาแต่ละฉบับ สำหรับสัญญากู้เงินฉบับที่สอง ที่นำไปชำระตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 รวมเป็นเงิน 250,895.71 บาท ไปหักจากต้นเงินกู้ 1,000,000 บาท แต่ปรากฏตามอีกว่า ยังมีรายการฝากเงินด้วยการโอนเงินก่อนผิดนัดอีก 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 468.85 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 5,000 บาท วันที่ 19 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 2,700 บาท และวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 1,200 บาท รวมเป็นเงิน 9,368.85 บาท ซึ่งยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงิน ส่วนสัญญากู้เงินฉบับที่สาม ที่นำไปชำระตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 รวมเป็นเงิน 72,700 บาท ไปหักจากต้นเงินกู้ 2,519,995.31 บาท แต่ปรากฏตามเอกสารอีกว่า มีรายการฝากเงินเข้าบัญชีด้วยการโอนเงินก่อนผิดนัดรวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 309.54 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 10,000 บาท และวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 2,950 บาท รวมเป็นเงิน 13,259.54 บาท ซึ่งยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงินอีกเช่นกัน ดังนั้น ต้นเงินกู้ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก่อนคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยจึงยังไม่ถูกต้อง เห็นควรให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระและยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงินไปหักจากต้นเงินตามสัญญากู้เงินแต่ละฉบับเสียด้วย คงเหลือเท่าใดจึงเป็นต้นเงินที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่ธนาคารไปรวมเป็นต้นเงินตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 912,911.93 บาท ไปหักจากต้นเงิน 5,078,626.06 บาท เหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ธนาคารในวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 7,000 บาท และในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 จำนวน 6,206 บาท ในแต่ละวันดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สอง ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้โดยนำฝากเข้าบัญชีอีก 9,368.85 บาท รวมเข้ากับเงิน 250,895.71 บาท ที่ต้องนำไปหักจากต้นเงินรวมเป็นเงิน 260,264.56 บาท แล้วนำไปหักจากต้นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สาม ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้โดยการโอนเงินฝากเข้าบัญชีอีก 72,700 บาท รวมเข้ากับเงิน 13,259.54 บาท ที่ต้องนำไปหักจากต้นเงินรวมเป็นเงิน 85,959.54 บาท แล้วนำไปหักจากต้นเงิน 2,519,995.31 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 32,290.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 33,451.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ. โดยบริษัท ร. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ทวี ประจวบลาภ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา