คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4065/2561
#624892
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 และเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบจะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์อ้างว่าใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโดยมีคำขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกเป็นโมฆะ หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง นั้น ในการเพิกถอนนิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการมิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว บริษัท ท. ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ขอให้หมายเรียกบริษัท ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และมาตรา 57 (3) (ข) นั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัท จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกบริษัท ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อทำการขีดฆ่าทำลายรายการหุ้นของจำเลยที่ 3 ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เกิดขึ้นภายหลังทุกฉบับ และมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทปรับลดจำนวนหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ของผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2 ถึงที่ 5 เฉพาะจำนวนหุ้นที่เกิดขึ้นโดยมิชอบเพราะมิได้ชำระค่าหุ้นกันจริง โดยให้คงเหลือจำนวนหุ้นเดิมไว้ในบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับดังกล่าวและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับอื่นต่อมาทุกฉบับ เพิกถอนบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 โดยมีคำสั่งไปยังกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้รับโอนบรรดาทรัพย์สิน สมุดบัญชีและเอกสารทั้งหมดจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งได้ยุบเลิกไปแล้ว และมีคำสั่งไปยังจำเลยทั้งสามกับผู้เกี่ยวข้องกับนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของกระทรวงการคลัง จำเลยทั้งสามและผู้เกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะแล้ว บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด จะต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนด้วยเช่นกัน กรณีมีความจำเป็นที่จะต้องให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เพื่อให้โจทก์สามารถไล่เบี้ยและบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ต่อไปและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้หมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ซึ่งมีจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ที่ประชุมใหญ่มีมติยืนยันตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2546 เพื่อให้เป็นมติพิเศษตามกฎหมาย ให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด จาก 30,000,000 บาท เป็น 60,000,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้แสดงความประสงค์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1,875,000 หุ้น โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 15,000,000 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าว วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด นำมติพิเศษดังกล่าวไปจดทะเบียนโดยทำหนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 เป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนมติพิเศษต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท วันที่ 8 กันยายน 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ และวันที่ 8 ตุลาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด นำเช็คที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 ไปเรียกเก็บเงิน

ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ประการหนึ่ง และเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ที่โจทก์อ้างว่าใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 1169 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเท่านั้น แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด โดยมีคำขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง นั้น ในการเพิกถอนนิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด มิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด คงมีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด บางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จึงหาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด โดยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้เสียเองหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้เช่นกัน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามคำร้องสอดของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องสอดของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 และฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2558 โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และมาตรา 57 (3) (ข) ตามลำดับ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ว่าโจทก์ยื่นคำร้องสอดเพื่อขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57 (3) (ข) มาตั้งแต่แรก มิใช่คำร้องสอดที่ยื่นเข้ามาตามมาตรา 57 (3) (ก) ดังนี้ เมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ในการนี้เสียเองดังที่วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด รับผิดตามคำขอของโจทก์ได้ กรณีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทั้งมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดี จึงไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ที่จะเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามคำร้องสอดของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของโจทก์ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกองชัย คุ้มศิริ
จำเลย — นายเรืองศักดิ์ เชาวรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมภพ เดชทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
ทวี ประจวบลาภ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2561
#626955
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เยาว์ อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่โจทก์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโจทก์ และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 (12) เมื่อได้ความว่า ฉ. ยายของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายของโจทก์โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทก์มีจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่ ฉ. ซึ่งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามลำพัง จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางภาวนา และนายเกตุ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 60,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 มาสอบถามว่าจะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงประกอบคำร้องว่า การดำเนินคดีไม่เป็นประโยชน์เพราะโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุโจทก์อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 2699 ฉะเชิงเทรา มีจำเลยที่ 2 รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกดังกล่าวไว้ริมถนนศาลาแดง 7 อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กตฉ ฉะเชิงเทรา 974 มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 558/2550 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ในส่วนของจำเลยที่ 1 ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทโดยจอดรถในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างอื่นใดให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 โจทก์กระแทกท้ายรถบรรทุก แล้วตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทด้วยเนื่องจากโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และขับรถด้วยความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็ถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะการกระทำโดยประมาทหรือไม่จะต้องพิจารณาว่า โจทก์กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และโจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงมิใช่การกระทำโดยประมาท และแม้โจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อพิจารณาบริเวณที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นที่จอดรถบรรทุกแล้ว จะเห็นได้ว่าถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง สองข้างทางเป็นไร่นาและสวนสลับกับต้นไม้ใหญ่ ถนนที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน การที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วดังกล่าวตามพฤติการณ์เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่านดังที่อ้างมาในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกในบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้า หรือแสงสว่างอื่นในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่จัดให้มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างเพื่อให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นการยากที่โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามมาในช่องเดินรถดังกล่าวจะมองเห็น และขับหลบหลีกหรือห้ามล้อไม่ให้ชนกับรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดอยู่ได้ทัน เหตุจึงมิได้เกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปว่า สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ และนางเฉลา ยายของโจทก์ตกลงค่าเสียหายกัน และจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางเฉลาตามข้อตกลงแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำเหตุละเมิดมาฟ้องจำเลยที่ ๑ อีก นั้น เห็นว่า เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เยาว์ อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่โจทก์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโจทก์ และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๖ และมาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) เมื่อได้ความว่านางเฉลายายของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทก์มีจำเลยร่วมที่ ๑ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่นางเฉลาซึ่งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ ตามลำพัง จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 50,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้ทุพพลภาพหรือเสียโฉม โจทก์เข้าศึกษาที่สถานศึกษาตามเอกสารดังกล่าวหลังจากเกิดเหตุแล้ว โจทก์จึงศึกษาเล่าเรียนได้ตามปกติ โจทก์หยุดเรียนไปเองโดยไม่ได้เกิดจากเหตุละเมิด นั้น เห็นว่า เอกสารใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพของวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา โดยรับรองว่าในวันที่ออกใบรับรองดังกล่าวโจทก์มีสภาพการเป็นนักเรียน ไม่ได้แสดงว่าโจทก์เข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทราตั้งแต่เมื่อใด หรือโจทก์มีความสามารถเข้าเรียนได้ตามปกติเช่นเดียวกับบุคคลอื่น จึงฟังไม่ได้ว่าหลังเกิดเหตุแล้ว โจทก์มาสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา เมื่อเหตุการณ์ทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง ร่างกายของโจทก์ไม่ปกติมีอาการมือสั่น เชื่อว่าโจทก์ไม่สามารถเรียนหนังสือได้และต้องพักการเรียนเพื่อรักษาพยาบาลอาการป่วยเจ็บ โจทก์จึงไม่ได้หยุดเรียนไปเอง การที่โจทก์ต้องหยุดการเรียนเพราะป่วยเจ็บจึงเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องหยุดการเรียนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับสมองและสูญเสียฟันแท้ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี แล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,800 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1566 ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. โดยนาง ภ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055/2561
#626044
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพร้อมคำแปลมิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อตามกรมธรรม์มิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายก่อน ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพิพาทจึงกำหนดเงื่อนไขการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อการสูญเสียรายได้ มิใช่การสูญเสียกำไร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 37,004,991.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,008,033.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 33,503,033.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในนามโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 16,053,689.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้แก่บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด โจทก์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยรวม 3 สัญญา สัญญาที่ 1 ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ทุนประกัน 30,000,000 บาท สัญญาที่ 2 ประกันภัยเครื่องจักร ทุนประกัน 162,000,000 บาท สัญญาที่ 3 ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สิน (สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม) ทุนประกัน 218,000,000 บาท ทั้งสามสัญญามีระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าของโจทก์เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต อุปกรณ์บางส่วนระเบิดใช้การไม่ได้ บริษัทเอ็กเซสแอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด บริษัทผู้สำรวจภัยอิสระเข้าไปตรวจสอบพบว่า เหตุระเบิดเกิดที่ตู้สวิตซ์เกียร์หมายเลข 52 - 2 ซึ่งเป็นระบบควบคุมป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจรและผิดปกติ คดีในส่วนความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักรและกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สิน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยรับผิด 165,540 บาท และ 157,456.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามลำดับ โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายจึงจะคำนวณค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยไว้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพร้อมคำแปล ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านว่าแปลผิดหรือไม่ถูกต้อง ระบุการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและความคุ้มครองว่า "การสูญเสียรายได้หรือค่าเช่า ค่าปรับที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยมีสาเหตุมาจากการประกันภัย การเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงความสูญเสียหรือความเสียหายต่อระบบหรืออุปกรณ์เครื่องจักร (โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์)" โดยให้คำจำกัดความว่า "ธุรกิจสะดุดหยุดลง สัญญาการประกัน" ว่า "บริษัทตกลงว่าถ้ามีอาคารหรือทรัพย์สินอื่นไม่ว่าชนิดใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สินนั้นสูญหาย หรือเสียหาย โดยภยันตรายที่ได้ประกันไว้... และธุรกิจที่ดำเนินอยู่โดยบริษัทได้รับการสะดุดหยุดลงเนื่องจากเหตุดังกล่าว หรือได้รับการรบกวน ดังนั้น บริษัทจะจ่ายเงินประกันจำนวนที่สูญหายไปจากการสะดุดหยุดลงนั้น..." แต่ให้บทนิยามคำว่า "กำไรทั้งหมด ภาระความรับผิดชอบการประกันภัยภายใต้รายการนี้จำกัดต่อภาระความรับผิดชอบรวมทั้ง แต่ไม่จำกัดต่อ - ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าธรรมเนียมผู้อำนวยการ ค่าธรรมเนียมการตรวจบัญชี และค่าอาชีพอื่น... เงินกู้จ่ายคืน" คำว่า "อัตราของกำไรทั้งหมด - อัตราของกำไรทั้งหมดที่ได้ในเงินทุนหมุนเวียนระหว่างปีทางการเงินทันทีก่อนวันที่ของความเสียหาย" และระบุเงื่อนไขของการจ่ายเงินชดเชยว่า "ถ้าหากจำนวนเงินที่เอาประกันภัยโดยรายการนี้น้อยกว่าจำนวนเงินที่ได้โดยการใช้อัตรากำไรทั้งหมดต่อเงินทุนหมุนเวียนประจำปี (หรือผลคูณที่เพิ่มขึ้นตามส่วนนั้นซึ่งระยะเวลาเงินชดเชยสูงสุดเกินสิบสองเดือน) จำนวนเงินพึงจ่ายจะลดลงตามส่วน" เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนี้จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า หากธุรกิจที่ดำเนินการอยู่โดยบริษัทได้รับการสะดุดหยุดลงเนื่องจากเหตุที่รับประกันภัยแล้วทำให้โจทก์ต้องสูญเสียรายได้ จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อพิจารณาคำว่า "รายได้" ก็มิได้มีระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นรายได้สุทธิหลังจากหักรายจ่ายทั้งหมดก่อน ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักกำหนดเงื่อนไขชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อการสูญเสียรายได้ มิใช่การสูญเสียกำไร จึงไม่สามารถนำรายได้ไปหักค่าใช้จ่ายแล้วมาคำนวณเพื่อหาค่าความเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่าจำเป็นต้องคำนวณผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายของโจทก์ก่อนจึงจะคำนวณค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์สูญรายได้เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีนายอุกฤษณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่า โจทก์มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 จำนวน 330 วัน เฉลี่ยวันละ 621,389.91 บาท ส่วนจำเลยนำสืบว่า โจทก์มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนในช่วงเวลาเดียวกันโดยเป็นรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย 207,721,126.62 บาท คิดเฉลี่ยจาก 365 วัน จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 569,098.97 บาท โดยจำเลยโต้แย้งแต่เพียงว่าในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 167,096,505.80 บาท แต่เมื่อนำรายได้ที่โจทก์นำสืบคิดเฉลี่ยในรอบสิบสองเดือน (365 วัน) ไม่ใช่ 330 วัน ตามที่โจทก์อ้างแล้วโจทก์จะมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน 561,804.57 บาท ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่าที่จำเลยอ้างซึ่งจะเป็นคุณกับจำเลยมากกว่า ดังนั้น จึงให้นำรายได้ ที่โจทก์นำสืบมาคำนวณค่าสินไหมทดแทนเฉลี่ย 365 วัน โจทก์จึงสูญเสียรายได้เฉลี่ยต่อวัน 561,804.57 บาท ส่วนปัญหาว่า ระยะเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดกี่วัน เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงักขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการหยุดซ่อมแซมระบบหรือเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายอันมีผลกระทบโดยตรงจากระเบิดของตู้สวิตซ์เกียร์ภายในห้องควบคุมการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ความเสียหายที่ต้องซ่อมแซมมีเพียง Current Transformer (หม้อแปลงกระแส) 3 ตัว Volyage Transformer (หม้อแปลงแรงดัน) 3 ตัว และ Circuit Breaker 1 ตัว รวมราคา 665,450 บาท โจทก์สั่งซื้ออุปกรณ์มาจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 17 และ 20 กุมภาพันธ์ 2552 มีระยะเวลาการส่งของ 60 วัน โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 และนำอุปกรณ์มาติดตั้งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2552 และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังความร้อนให้บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด ได้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 โจทก์หยุดผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเวลา 229 วัน แม้โจทก์อ้างว่า หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเสร็จจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนว่าจะใช้การผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันทีหรือไม่ แต่หลังจากโจทก์ดำเนินการติดตั้งแล้ว โจทก์ดำเนินการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้เวลาตรวจสอบเพียง 7 วัน ก็สามารถใช้งานได้ การที่โจทก์ใช้เวลาซ่อมแซมอุปกรณ์นานถึง 229 วัน จึงเกินกว่าความจำเป็นในการหยุดซ่อมแซมระบบหรือเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย แม้ระยะเวลาการชดใช้ตามกรมธรรม์กำหนดไว้ 6 เดือน แต่เมื่อคำนวณระยะเวลาที่โจทก์ตรวจสอบความเสียหาย ระยะเวลาในการดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่เสียหายทดแทน ระยะเวลาสั่งสินค้ามาจากต่างประเทศ 60 วัน หลังจากได้รับใบสั่งซื้อ ระยะเวลาในการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ โจทก์สมควรที่จะใช้ระยะเวลาแก้ไขข้อบกพร่องของอุปกรณ์ที่เสียหายดังกล่าวได้ภายใน 80 วัน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์ต้องดำเนินการซ่อมแซมอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 80 วัน จึงเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดค่าปรับตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักหรือไม่ เห็นว่า ค่าปรับที่โจทก์ต้องจ่ายอันเนื่องจากการผิดสัญญาไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้า/หรือพลังงานความร้อนให้แก่บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด เดือนละ 2,560,000 บาท หรือวันละ 85,333.33 บาท ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงัก ระบุการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนการสูญเสียค่าปรับที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยมีสาเหตุมาจากการประกันภัย การเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงความสูญเสียหรือความเสียหายต่องานระบบหรืออุปกรณ์เครื่องจักร ประกอบกับสัญญาโอนสิทธิโครงการลงทุนผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน ระหว่างโจทก์ ผู้รับโอนกับบริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด มีข้อตกลงระบุให้โจทก์ต้องรับผิดต่อบริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด เมื่อโจทก์ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าและ/หรือพลังงานความร้อนให้บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด ได้ และจำเลยรับประกันธุรกิจหยุดชะงักพิพาทเกี่ยวกับสถานีผลิตไฟฟ้าและพลังงงานความร้อนเพื่อขายให้แก่บุคคลภายนอก หากเกิดความเสียหาย ทำให้โจทก์ต้องผูกพันและรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญา และขณะจำเลยตกลงทำสัญญาประกันธุรกิจหยุดชะงัก ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงักระบุความรับผิดของจำเลยเกี่ยวกับค่าปรับไว้ด้วย ค่าปรับดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ที่จำเลยยอมรับว่าต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์โดยไม่ต้องคำนึงว่า โจทก์ได้ชำระค่าปรับให้แก่บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ หรือบุคคลภายนอกได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระแล้วหรือไม่ ส่วนการที่บุคคลภายนอกจะได้รับความเสียหายหรือไม่เนื่องจากไปซื้อกระแสไฟฟ้าจากบุคคลอื่น ก็เป็นสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ จำเลยจึงต้องรับผิดค่าปรับต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักด้วย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า ความเสียหายส่วนแรกสามารถนำไปหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักได้หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงัก ระบุ "ความเสียหายส่วนแรก 7 วัน" โดยไม่ปรากฏว่ามีการระบุข้อความไว้ชัดแจ้งในตารางกรมธรรม์ว่า ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายความเสียหายส่วนแรกเอง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายความเสียหายส่วนแรก 7 วัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ไม่สามารถนำความเสียหายส่วนแรก 7 วัน หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักต่อโจทก์เพียงใดนั้น เมื่อคำนวณค่าสินไหมทดแทน 80 วัน เป็นค่าขาดรายได้เฉลี่ยวันละ 561,804.57 บาท เป็นเงิน 44,944,365.60 บาท และรวมกับค่าปรับเฉลี่ยวันละ 85,333.33 บาท จำนวน 80 วัน คิดเป็นค่าปรับ 6,826,666.40 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด 51,771,032 บาท เมื่อจำนวนเงินเอาประกันภัยจำกัดความรับผิดไว้เพียง 30,000,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 30,000,000 บาท เต็มตามจำนวนเงินเอาประกัน เมื่อรวมกับความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักรและกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยรับผิด 165,540 บาท และ 157,456.50 บาท ตามลำดับแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวม 30,322,996.50 บาท ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 30,322,996.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเนซอล จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561
#622491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมายถึงโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงตามที่ยุติจากคำฟ้องและคำให้การ ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวน และเมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลาออกโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากจำเลย อันมีความหมายว่าโจทก์ลาออกโดยสมัครใจ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ลาออกโดยไม่สมัครใจ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ขอลาออกเพราะถูก ร. ข่มขู่นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ป.พ.พ. มาตรา 386 ไม่ได้กำหนดให้ใช้บังคับแก่สัญญาประเภทใดประเภทหนึ่ง จึงใช้บังคับแก่สัญญาทุกประเภทรวมทั้งสัญญาจ้างแรงงานด้วย การที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการแสดงเจตนาแก่นายจ้าง ลูกจ้างไม่อาจถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญานั้นได้ แต่ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมของนายจ้างและลูกจ้างในการถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของลูกจ้างด้วย โจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แสดงเจตนาถอนการลาออก แต่จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้โจทก์ส่งใบลามาใหม่ พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องโจทก์และจำเลยตกลงให้โจทก์ถอนการลาออกหรือยับยั้งการลาออกของโจทก์ แต่เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยให้โจทก์ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบภายในของจำเลยเพื่ออนุมัติการลาออกของโจทก์ หนังสือลาออกจึงยังมีผลบังคับอยู่ และการที่จำเลยยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จำเลยให้โจทก์ไว้ใช้ในการทำงานคืนจากโจทก์นั้น ก็เป็นเพราะใกล้วันที่หนังสือลาออกของโจทก์จะมีผลแล้ว จึงมิใช่กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาษรรณ พรหมสถิต
จำเลย — บริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐานุตร เล็กสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4032/2561
#624232
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น จำเลยมีประกาศ เรื่อง เงินโบนัสประจำปี 2557 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสว่า "1.2 กำหนดเวลาการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558..." และ "1.4 พนักงานจะต้องมีสถานภาพจนถึงวันที่จ่ายโบนัสประจำปี" โจทก์รับทราบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวตลอดมา การที่จำเลยกำหนดให้มีการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมา และจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้จำเลยต่อไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 จึงเป็นไปตามหลักการบริหารองค์กรโดยทั่วไป ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งมีข้อกำหนดถึงคุณสมบัติของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงใช้บังคับได้และผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสหรือเงินเพิ่มพิเศษประจำปี 2557 เป็นเงิน 187,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2527 และครบเกษียณอายุงานในวันที่ 31 มกราคม 2558 โดยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 46,009 บาท แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ครบหลักเกณฑ์ที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามประกาศของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หลักเกณฑ์การรับเงินโบนัสเป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง มิได้มาจากเจตนาของโจทก์ที่ต้องการพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลย แต่เป็นเพราะจำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้นมาทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินโบนัส และหลักเกณฑ์ดังกล่าวเคลือบคลุมไม่ชัดเจน เรื่องการพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างว่าจะพ้นสภาพลักษณะใด ลาออกหรือเพราะถูกบังคับให้ออก อีกทั้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสข้อ 1.2 ขัดกับข้อ 1.3 ทำให้โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม โจทก์ทำงานให้จำเลยครบ 1 ปี ตามข้อ 1.2 (ที่ถูก 1.3) แต่ต้องถูกกำจัดสิทธิตามข้อ 1.3 (ที่ถูก 1.2) เห็นว่า เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยมีประกาศ เรื่อง เงินโบนัสประจำปี 2557 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสว่า "1.2 กำหนดเวลาการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558..." และ "1.4 พนักงานจะต้องมีสถานภาพจนถึงวันที่จ่ายโบนัสประจำปี" โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวอ้างอิงมาจากประกาศเดิมปี 2556 ของจำเลย ซึ่งโจทก์เองก็รับทราบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวตลอดมา การที่จำเลยกำหนดให้มีการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมา และจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้จำเลยต่อไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ของจำเลยจึงเป็นไปตามหลักการบริหารองค์กรโดยทั่วไป ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งมีข้อกำหนดถึงคุณสมบัติของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงใช้บังคับได้และผูกพันโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสเป็นธรรม จึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภณ อยู่ดี
จำเลย — บริษัทซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561
#624986
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงาน ไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนก โดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย สำหรับค่าชดเชย โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด ให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,000 บาท ค่าจ้างในส่วนของค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่ลดลงและจ่ายไม่ครบ 4,000 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากเสียโอกาสก้าวหน้าทางวิชาชีพ 2,120,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่ทำและค่าภาระใช้จ่ายต้องดูแลครอบครัว 600,000 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อนค่าเช่าซื้อรถยนต์ 600,667 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อนชำระที่อยู่อาศัย 661,050 บาท และค่าเสียหายจากการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ว่าโจทก์ทำงานมานานเท่าใดและลักษณะงานที่ทำเป็นอย่างไร และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ 533,013.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่ลดลงเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 4 เดือน (ของเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2558) เป็นเงิน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญการทำงานที่แสดงว่าโจทก์ได้ทำงานกับจำเลยที่ 1 มานานเท่าใด และงานที่ทำนั้นเป็นอย่างไรแก่โจทก์ด้วย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกทั้งสิ้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองมีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชีแล้วเลื่อนตำแหน่งจนเป็นผู้จัดการแผนกบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท (เงินเดือน 52,000 บาท และค่าตำแหน่ง 1,000 บาท) ต่อมาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 มีมติยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 และยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี โดยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงินและไม่จ่ายเงินค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีเดือนละ 1,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนเมษายน 2558 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ตามคดีหมายเลขแดงที่ มบ.306/2558 ของศาลแรงงานกลาง ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนโจทก์เรื่องที่โจทก์ปฏิเสธการทำงานในหน้าที่ใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย และวันที่ 13 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนโจทก์เป็นครั้งที่ 2 แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยที่ 1 จึงพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยโจทก์เป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีเป็นค่าตอบแทนในการทำงานของระยะเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้าง การลดค่าตำแหน่งเป็นการลดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 10 แม้จำเลยที่ 1 ยกเลิกตำแหน่งดังกล่าว ก็ไม่อาจลดเงินค่าตำแหน่งได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่ลดลงให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่นั้น โจทก์ยังคงทำงานในหน้าที่เดิมอยู่ จะปฏิเสธไม่ทำงานในหน้าที่เดิมโดยอ้างว่า ถูกลดตำแหน่งและลดเงินค่าตำแหน่งและรอให้ศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนได้ เป็นการอ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันเป็นสภาพการจ้าง ถือว่ากระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานเพื่อแสดงว่าโจทก์ได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำเป็นงานอย่างไรให้แก่โจทก์ สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ นั้น ซึ่งจดทะเบียนแล้ว จึงเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้จัดการกองทุนตามมาตรา 13 และมีหน้าที่ตามมาตรา 14 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์มีตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งระดับผู้บริหาร การที่จำเลยที่ 1 ยุบแผนกบัญชีและยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงิน ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ต่ำกว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนากลั่นแกล้งโจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่จึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้าง และไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงานไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชีซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกโดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า สำหรับค่าชดเชยนั้น โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) คิดเป็นเงิน 530,000 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง คิดเป็นเงิน 33,566.67 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใดจึงเห็นสมควรให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 33,566.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 582 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคสอง ม. 118 วรรคหนึ่ง (5) ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเยาวลักษณ์ ว่องไว
จำเลย — บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025 -ที่ 4026/2561
#630017
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้างตอบแทนในการทำงานเป็นรายเดือนทุกเดือน ดังนั้นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงต้องเป็นไปตามสัญญาจ้างแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลย และแม้โจทก์ทั้งสองจะทราบเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท ต่อเมื่อปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ได้ 20 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท ในเดือนนั้นก็ตาม แต่เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวมีผลให้โจทก์ทั้งสองที่ทำงานให้แก่จำเลยเพียงแต่การทำงานในเดือนนั้นอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้กลับทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนการทำงานที่ตนได้ลงแรงไปแล้ว อันเป็นการขัดแย้งกับหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างค้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 25,672.67 บาท และ 30,590.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 25,672.67 บาท และ 30,590.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยและเมื่อเงินเดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้าง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินนั้นแก่โจทก์ทั้งสองตลอดไปทุกเดือนเท่าที่โจทก์ทั้งสองยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองต้องปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ 10 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท เป็นเงื่อนไขที่บังคับใช้มาประมาณ 15 ปี โจทก์ทั้งสองก็รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองในเดือนที่โจทก์ทั้งสองทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้างตอบแทนการทำงานเป็นรายเดือนทุกเดือน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงต้องเป็นไปตามสัญญาจ้างแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยและแม้โจทก์ทั้งสองจะทราบเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท ต่อเมื่อปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ได้ 10 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท ในเดือนนั้นก็ตาม แต่เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวมีผลให้โจทก์ทั้งสองที่ทำงานให้แก่จำเลยเพียงแต่การทำงานในเดือนนั้นอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนด กลับทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนการทำงานที่ตนได้ลงแรงไปแล้ว อันเป็นการขัดแย้งกับหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติ และขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างค้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิธวิทย์ หิรัณรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4023/2561
#623386
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ตกลงรับเงินจากจำเลย 100,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 งวดที่สองชำระภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ส่วนข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง (867,765.50 บาท) เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการบังคับจำเลยกรณีผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องตีความสัญญาส่วนนี้ไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ดังนั้น คำว่าผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดนั่นเอง จำเลยทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในงวดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ทำรายการครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 โดยเป็นการทำรายการโอนเงินก่อนถึงกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวด ในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 และวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวดนั้น ธนาคารทำการหักเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยทันที พฤติการณ์ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท แบ่งเป็น 2 งวด งวดแรกภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 จำนวน 50,000 บาท งวดที่สองภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 จำนวน 50,000 บาท ด้วยการโอนเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 911 - 0 - 02xxx - x หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีตามจำนวนเงินในคำฟ้อง ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้อง คือ เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 709 - 1 - 04xxx - x เพื่อนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัด อ้างว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาครบถ้วนในเวลาที่ตกลงกันแล้ว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การโอนเงินของจำเลยเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยสมัครใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยโอนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความผ่านบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนด ให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ครั้งที่สองในวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 เนื่องจากเป็นการโอนเงินแบบธรรมดาไม่เร่งด่วน จึงมีเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในวันที่ 14 และวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ตามลำดับ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยโดยนายริชาร์ด กรรมการบริษัทจำเลยเป็นชาวอังกฤษ ไม่สามารถอ่านเขียนฟังภาษาไทยได้ ไม่เคยอ่านรายละเอียดในการใช้บริการเลย และทำการโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตเป็นประจำไม่เคยมีปัญหา ในส่วนภาษาอังกฤษ ไม่มีคำใดแปลว่าการโอนเงินนั้นจะถึงผู้รับภายใน 3 วันทำการ จำเลยไม่มีเจตนาที่จะไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ตกลงรับเงินจากจำเลย 100,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 งวดที่สองชำระภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ส่วนข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง (867,765.50 บาท) เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการบังคับจำเลยกรณีผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องตีความสัญญาส่วนนี้ไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ดังนั้น คำว่าผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดนั่นเอง คดีนี้จำเลยทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในงวดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ทำรายการครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 โดยเป็นการทำรายการโอนเงินก่อนถึงกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวด ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่าในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 และวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวดนั้น ธนาคารทำการหักเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยทันที การที่จำเลยเข้าทำรายการโอนเงินล่วงหน้าในลักษณะดังกล่าวย่อมไม่อาจทำให้คาดหมายได้ว่าจะมีผลทำให้ต้องผิดสัญญาและเสียเบี้ยปรับเป็นเงินอีกกว่า 800,000 บาท จำเลยมิได้มีเจตนาไม่สุจริตเอาเปรียบโจทก์แต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยโดยตลอดแล้วยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการอายัดเงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 709 - 1 - 04xxx - x ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน เจมส์ เพอร์รี่
จำเลย — บริษัทแคลริตี้ ไอที จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2561
#624990
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยพนักงานตรวจแรงงานที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยร่วมลูกจ้าง เพราะจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยและจำเลยร่วมให้การว่าหนังสือเตือนฉบับที่ 1 ไม่เป็นความจริง โดยระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2557 โจทก์มอบหมายงานที่ไม่ให้เวลาแก่จำเลยร่วมพอสมควร เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม 2556 โจทก์มอบหมายงานให้แก่จำเลยร่วมให้ทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 แต่ในระหว่างนั้นในวันที่ 7 และวันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์มอบหมายงานให้แก่จำเลยร่วมทำอีก 2 งาน รวมเป็น 4 งาน ดังนั้น การที่จำเลยใช้ดุลพินิจว่าการมอบหมายงานดังกล่าวแก่จำเลยร่วมไม่เป็นธรรมชอบแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางได้ให้เหตุผลและวินิจฉัยแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะไม่ได้หยิบยกบทกฎหมายขึ้นอ้างในคำวินิจฉัยให้ชัดเจน และการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยจะรวบรัดไปบ้าง แต่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวก็ได้กล่าว หรือแสดงถึงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว

หนังสือเตือนฉบับที่ 1 มีข้อความระบุว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และการกระทำผิดครั้งหลังก็เป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งมอบหมายงานของโจทก์ตามเอกสารมอบหมายงานให้จำเลยร่วมทำ ที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือเตือนฉบับที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การที่จำเลยร่วมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการลงโทษทางวินัยแก่จำเลยร่วมได้ การที่โจทก์นำหนังสือเตือนฉบับที่ 1 มาใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยอ้างว่าจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือนกับหนังสือเตือนครั้งหลังจึงไม่อาจกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสวีไอ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศรายุทธ สุ่มยศ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลยร่วม — นายมิคาเอล แมทซ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคคลธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2561
#623436
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โดยให้มีผลวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล คดีนี้ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือผลประโยชน์อื่นใดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงดังที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่าโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ลาออกโดยให้มีผลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์คาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 อาจตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์และหากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สอบสวนเสร็จจำเลยที่ 1 อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการไล่ออกหรือเลิกจ้างได้ แต่โจทก์ยังคงชิงลาออกเสียก่อนตามที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2558 ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย หลังจากนั้นโจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องอ้างว่าตนได้ลาออกจากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งนี้เท่ากับอ้างเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบเพื่อมาเรียกร้องสิทธิในเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พฤติการณ์ทั้งหลายของโจทก์ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกเพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริตย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ตามฟ้องอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินสมทบเป็นเงิน 155,214.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากเงินที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องเฉพาะกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงิน ออกใบวางบิลและเรียกเก็บเงินจากลูกค้าที่ทำสัญญาประกันกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์มีสิทธิรับเบี้ยประกันจากลูกค้าและให้สิทธิในการเป็นตัวแทนขายประกันด้วย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ก่อนจำเลยที่ 1 อนุมัติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เสนอพิจารณาบทลงโทษตามระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จากการปฏิบัติงานของโจทก์ โดยให้มีผลก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 อันสืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ฝ่ายการเงินตรวจพบรายการผิดปกติจากการปฏิบัติงานในการส่งรายการตัดเบี้ยประกันไม่ถูกต้องตรงรายตัวแทนของการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 จำนวน 175,701.21 บาท และในวันเดียวกันคือวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่า "...ข้าพเจ้าโจทก์ทำงานผิดระเบียบทางการเงินของจำเลยที่ 1 หาหลักฐานตามยอดเงิน 5 รายการ รวมเป็นเงิน 769,011.55 บาท รับเงินแล้วตัดงานไม่ตรงราย นำสลักหลังของ UPD (บริษัทยูพีดีโบรกเกอร์ จำกัด) และรายอื่น ๆ ไปตัดเบี้ยในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และนำเงินบัญชีพักรายอื่นไปตัดเบี้ยไม่ตรงราย จากรายการข้างต้นข้าพเจ้าจะหาหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป หากรายไหนไม่ได้ ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบ..." วันที่ 3 กันยายน 2557 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปรายงานการสอบสวนให้จำเลยที่ 1 ยังปรากฏว่าก่อนโจทก์แสดงเจตนาลาออกนั้นพบว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557 โจทก์รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 15,222 บาท แต่มิได้นำเงินส่งส่วนรับชำระดำเนินการตัดชำระเบี้ยให้ลูกค้าทันที แต่กลับนำเงินจากบัญชีพักของบริษัทไปตัดชำระเบี้ยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 43,876.19 บาท แต่ปรากฏว่าตรวจไม่พบว่าได้นำไปตัดชำระหนี้ให้กรมธรรม์ใด และโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัย แล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งบอกเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเนื่องจากโจทก์มีพฤติกรรมโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบในการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท รวมถึงเป็นการกระทำความผิดทางอาญาต่อบริษัทที่เป็นนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท หมวดที่ 6 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 42.2 (1) (7) (9) และ (18) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 23 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหายักยอกทรัพย์ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้โจทก์นำเงินค่าเสียหายมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เนื่องจากถูกเลิกจ้างดังกล่าวข้างต้น การกระทำของโจทก์เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบในส่วนของนายจ้างที่ได้ชำระตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 6.3.2

มีปัญหาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออก โดยให้มีผลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ก่อนจำเลยที่ 1 อนุมัติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เสนอพิจารณาบทลงโทษโจทก์ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ให้มีผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ฝ่ายการเงินได้ตรวจพบรายการผิดปกติในการปฏิบัติงานในการส่งรายการตัดเบี้ยประกันไม่ถูกต้องตรงรายตัวแทนของการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 จำนวน 175,701.21 บาท และในวันเดียวกันคือวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่า "ข้าพเจ้าโจทก์ทำงานผิดระเบียบทางการเงินของจำเลยที่ 1 หาหลักฐานตามยอดเงิน 5 รายการ รวมเป็นเงิน 769,011.55 บาท รับเงินแล้วตัดงานไม่ตรงราย นำสลักหลังของ UPD (บริษัทยูพีดีโบรกเกอร์ จำกัด) และรายอื่น ๆ ไปตัดเบี้ยในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และนำเงินบัญชีพักรายอื่นไปตัดเบี้ยไม่ตรงราย จากรายการข้างต้นข้าพเจ้าจะหาหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป หากรายไหนไม่ได้ ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบ..." ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2557 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปรายงานการสอบสวนว่า ก่อนโจทก์แสดงเจตนาลาออกนั้นพบว่าเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557 โจทก์รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงินจำนวน 15,222 บาท แต่มิได้นำเงินส่งส่วนรับชำระดำเนินการตัดชำระเบี้ยให้ลูกค้าทันที แต่กลับนำเงินจากบัญชีพักของบริษัทไปตัดชำระเบี้ยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 43,876.19 บาท แต่ปรากฏว่าตรวจไม่พบว่าได้นำไปตัดชำระหนี้ให้กรมธรรม์ใด และโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัย แล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งบอกเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มีพฤติกรรมโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบในการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 รวมถึงเป็นการกระทำความผิดทางอาญาต่อจำเลยที่ 1 ที่เป็นนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 6 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 42.2 (1) (7) (9) และ (18) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โดยให้มีผลวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล สำหรับคดีนี้ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ตรวจพบการกระทำผิดของโจทก์และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือผลประโยชน์อื่นใด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงดังที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่าโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ลาออกโดยให้มีผลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์คาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 อาจตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์ และหากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สอบสวนเสร็จ จำเลยที่ 1 อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการไล่ออกหรือเลิกจ้างได้ แต่โจทก์ยังคงชิงลาออกเสียก่อนตามที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2558 ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย หลังจากนั้นโจทก์จึงได้นำคดีนี้มาฟ้องอ้างว่าตนได้ลาออกจากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งนี้เท่ากับอ้างเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ เพื่อมาเรียกร้องสิทธิในเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พฤติการณ์ทั้งหลายของโจทก์ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกเพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริต ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ตามฟ้องอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพัตรา วัฒนพงษ์พิทักษ์
บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวโนติยา ภัทรประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561
#629039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่มีอำนาจ โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดกรณีร้ายแรง ดังนั้นประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาต่อไปว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลแรงงานภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลแรงงานภาค 1 ชอบที่จะยกฟ้องเพื่อให้โจทก์กับจำเลยไปดำเนินการต่อไปดังเช่นลูกจ้างทั่วไป การที่ศาลแรงงานภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงการกระทำของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้องก็เป็นการพิจารณาพิพากษาเกินเลยไปกว่าประเด็นแห่งคดี แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์มิใช่ความผิดกรณีที่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 และเมื่อโจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินภายหลังเลิกจ้างหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการว่ากล่าวกันต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งที่โจทก์ได้ปฏิบัติงานอยู่เดิมและให้จ่ายค่าเสียหาย 97,000 บาท ในระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ 18 ล้อ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,075 บาท เงินรางวัลประจำเดือน เดือนละ 16,000 บาท ค่าเที่ยว เดือนละ 8,000 บาท โดยทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2557 สหภาพแรงงานลินฟ้อกซ์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างของจำเลยที่ศูนย์ปฏิบัติงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้ววินิจฉัยว่า การแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างของจำเลย โจทก์ประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง เข้าเงื่อนไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายใด ๆ

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์มิใช่ความผิดกรณีที่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งที่โจทก์ปฏิบัติงานอยู่และให้จ่ายค่าเสียหาย หรือหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้ขอมา แต่ศาลแรงงานภาค 1 ก็สามารถสั่งเกินคำขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เพื่อความเป็นธรรมโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ได้นั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอาศัยเหตุที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งเดิม และให้จ่ายค่าเสียหายระหว่างที่ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าทำงาน โดยจำเลยให้การว่า สหภาพแรงงานลินฟ้อกซ์แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำความผิดเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จากข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ และข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 1 ในเรื่องดังกล่าว ข้อเท็จจริงต้องยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 1 ว่า โจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เมื่อโจทก์มิใช่กรรมการลูกจ้างตามข้ออ้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานภาค 1 ก็ชอบที่จะยกฟ้องเพื่อให้โจทก์กับจำเลยไปดำเนินการกันต่อไปดังเช่นลูกจ้างทั่วไป แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะได้วินิจฉัยถึงการกระทำของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง เข้าเงื่อนไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ข้อ 4.3 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้อง ก็เป็นการพิจารณาพิพากษาเกินเลยไปกว่าประเด็นแห่งคดี แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยมาก็เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และเมื่อโจทก์มิใช่กรรมการลูกจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 สำหรับที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินภายหลังเลิกจ้างหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการว่ากล่าวกันต่อไป ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2561
#623781
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่.." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท และจำเลยทั้งสองจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง 172,620.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าได้ชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกสินไหมรถยนต์กลาง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,366 บาท แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ออกเช็คแทนจำเลยที่ 1 โดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และพิจารณาอนุมัติค่าสินไหมทดแทนจนเกิดความเสียหาย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ยื่นใบลาออกแต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้อนุมัติเพราะต้องสอบสวนโจทก์ก่อน หลังจากสอบสวนพบว่าโจทก์ทุจริตจึงแจ้งเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเลิกจ้าง โจทก์มิได้ลาออกเอง โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 และผลประโยชน์แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการลาออกของโจทก์มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานทันทีที่โจทก์ยื่นใบลาออกโดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องอนุมัติและโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพลูกจ้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ส่วนปัญหาว่าโจทก์จะมีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ นั้น เมื่อข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.5 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกพ้นสมาชิกภาพไม่ว่ากรณีใด กองทุนจะจ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งจำนวน ส่วนสิทธิในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบของสมาชิก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายจ้างของสมาชิกนั้นเป็นผู้กำหนดตามที่ระบุในเอกสารแนบท้ายข้อบังคับ" และเอกสารแนบท้ายข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ในส่วนของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฉบับแก้ไขตามมติที่ประชุมใหญ่สมาชิก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2552 ข้อ 3.3 ก็ระบุว่า "การสิ้นสมาชิกภาพ... (3) ออกจากงานไม่ว่าด้วยสาเหตุอื่นใด" เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟังว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงสิ้นสมาชิกภาพแล้ว แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่..." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยา ดาราสว่าง
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2561
#626049
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ผู้รับโอนภายในกำหนด สัญญานี้เป็นอันยกเลิกโดยปริยายทันที เมื่อปรากฏว่าถึงกำหนดชำระงานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง ต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้ชำระเงินในวันที่ครบกำหนดตามใบวางบิล จึงถือว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงถูกยกเลิกไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 และเมื่อภายหลังจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้ว จำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าว มิได้เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับชำระเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 12 กันยายน 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามใบแจ้งหนี้ jws 13-0049 แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 วางบิลใบแจ้งหนี้ Jws 13-0049 จำนวนเงิน 338,588.13 บาท จำเลยที่ 5 ออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 ครบกำหนดชำระวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ปรากฏว่างานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 5 แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขและยกเลิกใบรับวางบิลดังกล่าว จำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องแล้ว จำเลยที่ 5 ตรวจรับมอบงานแล้วออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 กำหนดชำระวันที่ 17 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2557 จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 338,588.13 บาท แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์ 87,034.50 บาท ค้างชำระ 251,553.63 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์อนุมัติวงเงินรับซื้อลูกหนี้การค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ข้อความในสัญญาข้อ 11 ว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างเพื่อขอให้เป็นผู้รับชำระเงินเอง หากจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืน ก็จะมีผลทำให้สัญญาทุกสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยปริยาย หมายถึง ผู้รับโอนยกเลิกการอนุมัติวงเงิน ไม่ได้หมายความถึงยกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง การยกเลิกสัญญาจึงเป็นเพียงยกเลิกอนุมัติวงเงินตามสัญญารับซื้อลูกหนี้การค้า มิได้ยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นสมบูรณ์แล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว จึงต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 รับเงินจากจำเลยที่ 5 เป็นการผิดสัญญาและทำละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้โอนตกลงให้โจทก์ผู้รับโอนเป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 เพื่อหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ ทั้งตามสัญญาข้อ 12 วรรคหนึ่ง ระบุความว่า สัญญานี้จะยกเลิกกันโดยปริยายทันที เมื่อ 1. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่ผู้รับโอนเมื่อครบกำหนด... ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ชำระเงินในวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ตามใบรับวางบิล อันเป็นวันครบกำหนด สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจึงถูกยกเลิกไปตามข้อสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาก็รับกันในคำฟ้องและคำให้การว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายตามข้อ 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งผลของการยกเลิกสัญญาดังกล่าวตามความในข้อ 12 วรรคสอง ระบุความว่า ให้หนี้คงค้างทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ครบกำหนดชำระ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้คงค้างทุกสัญญาและค่าเสียหายแก่โจทก์ อันหมายถึงหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนแก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง กำหนดให้โจทก์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 5 มิได้ชำระเงินในวันครบกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งหมด การที่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้วจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าวมิใช่เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาเหตุผลอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม แย้มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2561
#623387
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาอีกคดีของศาลชั้นต้น

แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 59, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การจะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อกันได้หรือไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงและต้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ศาลชั้นต้นนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ต้องระบุหรือกล่าวไว้ในคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง ทั้งกรณีไม่อาจถือเอาคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับที่บัญญัติใหม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรัพย์สมุทรค้าข้าว จำกัด
จำเลย — นายชนธัญ แซ่จึง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นางวิไล อรุณเรืองศิริเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2561
#623783
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น" และมาตรา 26/5 บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาให้เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 ไปในคราวเดียวกัน" จึงเป็นกรณีที่มาตรา 26/4 กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแก่รัฐ มิใช่โทษในทางอาญา ส่วนวิธีการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวมาตรา 26/5 กำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญา อันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ที่ให้เพิ่มมาตรา 26/4 และมาตรา 26/5 มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามซึ่งถูกฟ้องว่าร่วมกันทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติแก่กรมป่าไม้ไปในคราวเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จ่ายเงินสินบนนำจับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้เสื่อมเสียหรือเสื่อมสภาพแก่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 เดือน ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 เดือน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น" และมาตรา 26/5 บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาให้เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 ไปในคราวเดียวกัน" จึงเป็นกรณีที่มาตรา 26/4 กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแก่รัฐ มิใช่โทษในทางอาญา ส่วนวิธีการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวมาตรา 26/5 กำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญา อันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามซึ่งถูกฟ้องว่าร่วมกันทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ไปในคราวเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูติ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
นิพนธ์ ใจสำราญ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3958/2561
#623442
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ฟ้องคดีล้มละลาย บ. แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ กลับรายงานเท็จต่อโจทก์ ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่ามีการฟ้องคดีล้มละลาย บ. แล้ว เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างและละเมิดต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ดำเนินการฟ้อง บ. ภายในอายุความ แม้ปรากฏว่า บ. ไม่มีทรัพย์สินใดให้บังคับคดีในคดีแพ่งก็ตาม แต่ในคดีล้มละลายมีกระบวนการพิจารณาแตกต่างไปจากการบังคับคดีแพ่งทั่วไป เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยให้ลูกหนี้แสดงรายการหรือรายละเอียดของทรัพย์สินที่มีอยู่รวมทั้งสิทธิต่างๆ ในการที่จะได้มาซึ่งเงินและทรัพย์สินจากบุคคลภายนอกรวมทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถใช้สิทธิในการตรวจสอบสินทรัพย์ของ บ. ได้ จึงอาจทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะได้รับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีล้มละลาย บ. จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ศาลแขวงเชียงใหม่พิพากษาให้ บ. ใช้เงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2543 การนำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้ บ. เป็นบุคคลล้มละลาย อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12 แต่โจทก์กลับปล่อยระยะเวลาไว้นาน จึงมีมติให้ฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือนเศษ คดีจะขาดอายุความ ย่อมถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ดังนั้นหนี้อันต้องใช้สินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 442

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวด้วย แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ส่วนจำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนเข้าทำสัญญาค้ำประกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/32 ม. 223 ม. 420 ม. 442
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด
จำเลย — นางสาวจิรชยา สุขสาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3929/2561
#623430
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแรกที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 จากนั้นได้วินิจฉัยในประเด็นที่สองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระและต้องคืนเงินประกันผลงานตามฟ้องแก่โจทก์ เพียงแต่คำพิพากษาระบุในคำวินิจฉัยในประเด็นที่สองต่อไปว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำนอกขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นการส่วนตัว จากนั้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด และยกฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยในคำพิพากษาตามประเด็นข้อพิพาทข้อที่หนึ่งและข้อที่สอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อเนื่องมีเหตุผลชัดแจ้งและสรุปรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระเงินที่ค้างชำระกับต้องคืนเงินประกันผลงานตามฟ้องแก่โจทก์ การที่คำพิพากษาได้พิมพ์ระบุจำเลยที่ 1 และที่ 2 สลับกันในตอนหลังและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยตอนต้น เชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์คำพิพากษาตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นทราบและขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ได้พิพากษาเห็นสมควรย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาข้อผิดพลาดดังกล่าวได้ โดยหาจำต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบเพื่อคัดค้านไม่ ทั้งการแก้ไขดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ทราบ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทริทธิ์ คอน จำกัด
จำเลย — บริษัทเอเชี่ยน โปร-บิวเดอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอภิชาติ เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วุฒินัย วงศ์ฟัก
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2561
#624991
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุผลสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ผู้คัดค้านลงข้อความและรูปภาพในเฟสบุ๊คว่า "นี้หรือรถที่ใช้ขนเงินเป็นล้าน...กูละเชื่อ" ข้อความและรูปภาพดังกล่าวมีลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้ร้องใช้รถที่มีสภาพไม่เหมาะสม ไม่มีความปลอดภัยในการขนส่งทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าเป็นปกติประจำทั่วไป ซึ่งผู้คัดค้านเคยแถลงรับข้อเท็จจริงว่ารถคันที่ผู้คัดค้านใช้ในวันเกิดเหตุผู้คัดค้านไม่ได้ใช้ประจำ เพียงแต่หากวันไหนไม่มีรถคันอื่นให้ใช้จึงจะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้คัดค้านลงข้อความและรูปภาพ ผู้คัดค้านทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ร้องไม่ได้ให้ผู้คัดค้านใช้รถคันดังกล่าวขนส่งทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าเป็นปกติประจำทั่วไป เพียงแต่ให้ผู้คัดค้านใช้เป็นรถสำรองเท่านั้น การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการลงข้อความและรูปภาพในลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริตของผู้คัดค้าน ย่อมทำให้ผู้ร้องซึ่งประกอบธุรกิจขนส่งทรัพย์สินที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและไว้วางใจเป็นสำคัญขาดความน่าเชื่อถือและไว้วางใจอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้และถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ร้อง กรณีมีเหตุผลสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทจี4เอส แคช โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายอรรถกร คล้ายคลึง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงาน (นนทบุรี) — ยุครธร พานิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2561
#623438
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าเมื่อลูกจ้างได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานอีก แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึง มาตรา 125 เป็นกระบวนการทางเลือกซึ่งเมื่อลูกจ้างเลือกดำเนินการโดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว ดังนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่ง โจทก์ต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แต่โจทก์ยื่นฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งแม้จะอ้างคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมาด้วย แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามากกว่าที่ได้รับตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แสดงว่าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำฟ้องโจทก์จึงมิใช่การฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เช่นนี้ สภาพคำฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องโดยอาศัยสิทธิเดิม ทั้งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอาศัยสิทธิเดียวกับที่ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในเงินดังกล่าวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจนโจทก์เกษียณอายุ 55 ปี เป็นเวลา 86 เดือน เป็นเงิน 13,277,823 บาท ค่าตำแหน่ง 860,000 บาท เบี้ยกันดาร 111,800 บาท ค่าน้ำมันรถ 2,150,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 344,000 บาท เงินโบนัส 2,165,377 บาท เงินบำเหน็จ 1,830,790 บาท ค่าชดเชย 1,830,790 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 366,158 บาท และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้าง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้รวมเป็นเงิน 25,936,738 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายที่หมิ่นประมาทโจทก์ 3,000,000 บาท ปิดประกาศขอโทษโจทก์ที่โรงงานจำเลยและโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 7 วัน และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่โรงงานผลิตสินค้าจังหวัดระยองตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 ตำแหน่งสุดท้ายผู้จัดการอาวุโส มีหน้าที่ดูแลแผนกกิจการทั่วไปและงานรับส่งพนักงาน ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ไม่ใส่ใจและละทิ้งงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง เพื่อให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินอื่น ๆ พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,830,790 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 286,823.71 บาท แก่โจทก์ ส่วนเงินอื่นๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาให้โจทก์นำคดีไปฟ้องเอง เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว ต้องนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้ศาลแรงงานเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในกำหนด กลับฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและฟ้องเกินสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เดิมจำเลยทำสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 ให้จัดหารถรับส่งพนักงานของจำเลย เสียค่าใช้จ่ายในการจัดหารถประมาณเดือนละเจ็ดล้านบาท ต่อมาเดือนมีนาคม 2557 โจทก์เจรจาต่อรองกับห้างหุ้นส่วนจำกัด วีเอส 2005 เหลือค่าใช้จ่ายเดือนละห้าล้านห้าแสนบาท แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ริเริ่มด้วยตนเองในการไปเจรจาเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของจำเลย กลับปรากฏว่าผู้บริหารของจำเลยเป็นผู้ให้โจทก์ไปเจรจา จึงสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงได้ ต่อมาจำเลยยกเลิกสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 และทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่ซึ่งราคาลดลงจากเดิมกว่าครึ่งหนึ่ง ในระหว่างที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลการจัดรถรับส่งพนักงานจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 เป็นจำนวนปีละกว่าสิบล้านบาท เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยคิดว่าโจทก์ทุจริตหรือจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แต่ไม่พบหลักฐานการทุจริตของโจทก์ การเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุสำคัญทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยเป็นคดีนี้อีกหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานนอกเหนือจากการใช้สิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงาน เมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว พนักงานตรวจแรงงานจะทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งตามมาตรา 124 หากลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจะต้องนำคดีไปสู่ศาลโดยต้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้จะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าเมื่อลูกจ้างได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานอีก แต่บทบัญญัติมาตรา 123 ถึงมาตรา 125 เป็นกระบวนการทางเลือกอีกทางหนึ่งซึ่งเมื่อลูกจ้างเลือกดำเนินการโดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว โดยใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ในฐานะลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน จนกระทั่งพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 40/2558 เรื่อง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ย ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชย 1,830,790 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 286,823.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่ง โจทก์ต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว แต่โจทก์ยื่นฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้โจทก์จะอ้างคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาด้วย แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 366,158 บาท ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าที่ได้รับตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แสดงว่าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำฟ้องโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 125 เช่นนี้ สภาพของคำฟ้องโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิเดิม ทั้งยังได้ความว่าจำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวด้วยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อให้จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอาศัยสิทธิเดียวกันกับที่ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในเงินดังกล่าวแล้วได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อไปว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมจำเลยเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 ในการจัดหารถรับส่งพนักงานของจำเลยประมาณเดือนละเจ็ดล้านบาท ต่อมาโจทก์เจรจาต่อรองเหลือเดือนละห้าล้านห้าแสนบาท แต่ปรากฏว่าผู้บริหารของจำเลยเป็นผู้ริเริ่มให้โจทก์ไปเจรจา ต่อมาจำเลยยกเลิกสัญญาเดิมและทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่โดยราคาลดลงจากเดิมกว่าครึ่งหนึ่ง จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลจากความไม่ใส่ใจและละทิ้งงานของโจทก์ อันเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) การที่จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหารถให้แก่พนักงานในระหว่างโจทก์มีหน้าที่ดูแลรับส่งพนักงานปีละกว่าสิบล้านบาท เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยจึงมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว แต่จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 ที่รับฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ไม่ใส่ใจงานและละทิ้งงาน รวมทั้งโจทก์ทำให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายจัดรถรับส่งพนักงานเป็นเงินจำนวนมากเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฤกษ์ประสิทธิ์ พ่วงลาภหลาย
จำเลย — บริษัทแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย ) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายชาตรี พงษ์อาภา
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740 -ที่ 3751/2561
#623780
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสิบสองลงลายมือชื่อในหนังสือการยกเลิกการจ้างซึ่งระบุว่า จำเลยขอยกเลิกสัญญาจ้างและตกลงจ่ายเงินค่าบอกกล่าว 1 งวดการจ้างกับค่าชดเชย และโจทก์บางคนยังได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีอายุงานครบ 20 ปี ในตอนท้ายของหนังสือดังกล่าวระบุข้อความว่า โจทก์ทั้งสิบสองขอสละสิทธิเรียกร้องใด ๆ อันอาจมีอีกต่อไปทั้งสิ้น ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสิบสองลงลายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสอง แต่โจทก์ทั้งสิบสองมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะรับเงินตามสัญญา และสละสิทธิเรียกร้องอื่นใดอันอาจมีต่อไปหรือไม่รับเงินดังกล่าวแล้วไปฟ้องเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่โจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิตามกฎหมายในภายหลังได้ เมื่อกฎหมายแรงงานก็ไม่ได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ใช่เงินที่นายจ้างต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสิบสองกับจำเลยทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ทั้งสิบสอง ดังนั้น โจทก์ทั้งสิบสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรรณลพ แสงทอง กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีทติ้ง อินดัสตรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา