คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2561
#624563
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 18,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 2 ปี และปรับไม่เกินกระทงละ 40,000 บาท จึงห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 300 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 60 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 18,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 2 ปี และปรับไม่เกินกระทงละ 40,000 บาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวิชิต จำลองกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2561
#624893
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่มาแสดงตน เช่นนี้ การที่ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก จำเลยให้การรับสารภาพและได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกันแล้วเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ครั้งถึงวันนัดฟังคำพิพากษาโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ปี 6 เดือน ให้โจทก์ฟัง และให้ออกหมายจับจำเลยมาปฏิบัติตามผลของคำพิพากษา หลังจากนั้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เรื่อยมาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จนกระทั่งทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นครั้งสุดท้าย ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ตามคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 6 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 กรณีตามคำร้องของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ยกคำร้อง

ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ทนายจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ทนายจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่มาแสดงตน เช่นนี้ การที่ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายชัชวาลย์ ไวนิยมพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาววรทิพย์ นิมิตชัยธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อารยา วิชิตชลชัย
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3727/2561
#623450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของ ช. ผู้อนุบาลตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ให้จำเลยทั้งสามรับผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 350 โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ ม. เป็นผู้ฟ้องคดีแทนในขณะที่โจทก์ยังเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ ช. เป็นการกระทำโดยโจทก์ไม่มีอำนาจ ต้องให้ ช. ผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน กรณีหาใช่เป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์และจำต้องแก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังที่โจทก์อ้าง เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของนางชื่น ผู้อนุบาล ตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23/2556 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณ พี่สาวโจทก์ฟ้องคดีแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายจึงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณ พี่สาวโจทก์ฟ้องคดีแทนได้ แม้โจทก์เป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่เป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณฟ้องคดีนี้ซึ่งลงวันที่ 21 มกราคม 2559 โจทก์ยังเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนางชื่น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณดำเนินคดีแทนนั้น เป็นการกระทำโดยโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ ต้องให้นางชื่นผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน กรณีหาใช่เป็นเรื่องของการบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ และจำต้องแก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรดังที่โจทก์อ้าง เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 350
ป.พ.พ. ม. 28
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (1) ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี จารุอรอุไร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2561
#623447
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 14 ปี และปรับ 750,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 18 ปี 8 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยจำเลยอาสาเป็นสายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ารายอื่นจนสามารถจับกุมนางสาวลาวันล์หรือหมวย ได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีน 980 เม็ด และพนักงานสอบสวนได้ยื่นสำเนาบันทึกการจับกุมไว้ในชั้นขอฝากขังผู้ต้องหา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ขอให้ลดโทษแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่สืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางสาวพรเพ็ญหรือหน่อย พุทธรักขิโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายเคารพ คุณธรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3708 -ที่ 3709/2561
#626043
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติไว้ เพื่อแก้ข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนตามมาตรา 48 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อพันตำรวจเอก ย. ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ การประชุมและมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอเป็นใจความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด และจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการขอกำหนดสถานะบุคคลและลงรายการสัญชาติไทยของบุคคลบนพื้นที่สูงของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง จำนวน 5,013 คน ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนตุลาคม 2548 มีการพิสูจน์สอบสวนที่ขัดต่อระเบียบของสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 และมีการทุจริตการออกบัตรประจำตัวประชาชนไปแล้วประมาณ 1,900 ราย พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกันในคดีอาญาที่ 382/2548 พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มีทรัพย์สินในชื่อผู้คัดค้านทั้งสองรวม 5 รายการ มีมูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101527 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน ราคาประเมิน 2,950,000 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่แตงจับกุมนายสะล่า นายจำรัส และนายไพศาล ในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมามีหลักฐานพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานสอบสวนจึงได้รับคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 อำเภอแม่แตง ในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ของตนทำการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เมื่อสุ่มฐานข้อมูลในการออกบัตรประจำตัวประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง พบว่ามีการเพิ่มชื่อบุคคลจำนวนมากเข้าในทะเบียนบ้านและมีการออกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งอนุมัติโดยผู้คัดค้านที่ 1 ตำแหน่งนายอำเภอแม่แตง อันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อมูลประชากรในท้องถิ่นที่เป็นฐานข้อมูลของฝ่ายสาธารณสุข พบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกบัตรประจำตัวประชาชน คือ นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 นายอุทิศ นายอุทัย ปลัดอำเภอแม่แตง และผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกัน พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) จึงขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 มีมติมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฝ่ายปฏิบัติการ) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและคดี และพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2549 และคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม. 2/2549 ลงวันที่ 18 มกราคม 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ตรวจสอบแล้วกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก คือ 1. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 2. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 3. ที่ดินพร้อมตึกแถว อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท 4. รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีทรัพย์สินเพิ่มเติม 1 รายการ คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน มูลค่าประมาณ 2,950,000 บาท กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.4/2550) และแจ้งคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบ ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 5 รายการ มูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า การประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน กับการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย.121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน และต่อมามีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินนั้นไม่ชอบ เนื่องจากการประชุมดังกล่าวมีเพียงพันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาการแทน (ที่ถูก รักษาราชการแทน) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นประธานในการประชุม การประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง นั้น เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมโดยไม่ได้อ้างว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการได้ จึงเป็นการฎีกาโต้แย้งว่า รองเลขาธิการดังกล่าวไม่อาจเป็นคณะกรรมการธุรกรรมนั่นเอง ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ใดได้เป็นกรณีที่กระทบถึงสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลซึ่งจะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจ ปัญหาที่ว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หาใช่เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนการที่พันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ..." วรรคสอง บัญญัติว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม" เห็นได้ชัดว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้มีไว้เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 ว่า พันตำรวจเอก ยุทธบูล ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ ซึ่งการประชุมนั้นมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.104/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน ส่วนการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 และมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.121/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน นั้น พันตำรวจเอก ยุทธบูล ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้นการประชุมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 29 ม. 33 ม. 49
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 46 ม. 48
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายประเสริฐ อินดี โดยนางพรรณราย
ผู้คัดค้าน — หรือกันต์ฤทัยหรืออภิณห์พร อินดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2561
#623427
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาไว้ในข้อ 13 มีสาระสำคัญว่า จำเลยมีสิทธิริบค่าจ้างที่โจทก์ดำเนินการไปแล้วแต่จำเลยยังไม่ชำระ รวมทั้งหลักประกันใดๆ ที่โจทก์มอบไว้แก่จำเลยตามสัญญา เพื่อนำมาหักชำระเป็นค่าปรับ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อไป หรือค่าเสียหายในการแก้ไขงานในระยะเวลารับประกันผลงาน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างที่โจทก์นำมาในสถานที่ก่อสร้าง โจทก์ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเพื่อหักใช้หนี้ใด ๆ ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ทันทีซึ่งเป็นข้อตกลงที่แตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างโจทก์ จำเลย ผลก็คือโจทก์จะบังคับให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้วใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 391 วรรคสาม ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,632,301.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,724,726.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น 1 หลัง เป็นเงินค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 45,761,010 บาท กำหนดเวลาสร้างเสร็จ 10 เดือน ครบกำหนดวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 แบ่งงานออกเป็น 25 งวด ชำระค่าจ้างตามงวดงานภายใน 15 วัน ถัดจากวันที่จำเลยได้รับใบแจ้งเบิกจ่ายพร้อมรายละเอียดของงาน เอกสารประกอบต่าง ๆ ในการจ้างเบิกแต่ละงวดที่ผ่านการตรวจสอบจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว โจทก์ตกลงให้จำเลยหักเงินค่าจ้างแต่ละงวดในอัตราร้อยละ 5 เพื่อเป็นประกันผลงาน จำเลยตกลงคืนให้โจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 365 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้าย โจทก์ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ 18 งวด จำเลยชำระค่าจ้างโดยหักเงินประกันผลงานไว้ 1,459,116.69 บาท ต่อมาครบกำหนดแล้ว โจทก์ก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โจทก์จำเลยตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 และต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2557 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 19 และขอเบิกค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,496,855.47 บาท จำเลยยังไม่ชำระให้และโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 20 เสร็จบางส่วน และจำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้เช่นกัน วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยยึดวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างของโจทก์ที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดงานที่ 19 และ 20 และค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างที่จำเลยยึดไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งหรือคัดค้านฟังได้ว่า โจทก์ผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนด จำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยชอบ ซึ่งตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาไว้ในข้อ 13 มีสาระสำคัญว่า จำเลยมีสิทธิริบค่าจ้างที่โจทก์ดำเนินการไปแล้วแต่จำเลยยังไม่ชำระ รวมทั้งหลักประกันใด ๆ ที่โจทก์มอบไว้แก่จำเลยตามสัญญา เพื่อนำมาหักชำระเป็นค่าปรับ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อไป หรือค่าเสียหายในการแก้ไขงานในระยะเวลารับประกันผลงาน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างที่โจทก์นำมาในสถานที่ก่อสร้าง โจทก์ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเพื่อหักใช้หนี้ใด ๆ ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ทันทีซึ่งเป็นข้อตกลงที่แตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างโจทก์ จำเลย ผลก็คือโจทก์จะบังคับให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้วใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 391 วรรคสาม ไม่ได้ ดังนี้ โจทก์จะเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับงวดงานดังกล่าวหรือแม้กระทั่งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างได้ต่อเมื่อจำเลยสละหรือละซึ่งประโยชน์จากข้อตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวมาแล้วโดยยอมรับเอาการงานที่โจทก์ทำให้แม้จะไม่แล้วเสร็จแต่ละงวดงานก็ตาม หรือยอมรับเอาวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและจะชำระราคาให้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 19 แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 และขอเบิกจ่ายค่าก่อสร้างจำนวน 1,496,855.47 บาท ตามหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายค่าก่อสร้าง ซึ่งนายวงศ์ศักดิ์ ผู้จัดการโจทก์เขียนข้อความว่า ทาง หจก.วชิระรุ่งเรืองกิจ ขอความอนุเคราะห์งานงวดที่ 19 ตอนนี้งานเสร็จไป 80% เพราะงานบางตัวติดงานส่วนอื่น ทาง หจก. วชิระรุ่งเรืองกิจขอเอางานปูกระเบื้องห้องน้ำชั้น 2 ถึง 6 มาชดเชย เพื่อนำเงินมาซื้อของทำงานส่วนอื่น ๆ เพื่อให้โครงการจบตามกำหนด นายคมศักดิ์ ที่ปรึกษาควบคุมฝ่ายก่อสร้างจำเลยก็ระบุในหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายค่าก่อสร้างว่า งานติดตั้งฝ้า เพดาน ยังไม่แล้วเสร็จ ผรม. ขอความอนุเคราะห์รอผลการพิจารณาความตั้งใจและท่าทีของ ผรม.ในการทำงานลงวันที่ 26 เมษายน 2557 ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับบันทึกของผู้จัดการโจทก์ข้างต้นแล้ว นายชยพล กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย และนายคมศักดิ์ ยังเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายคมศักดิ์ไปตรวจสอบสถานที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบว่า งานงวดที่ 19 โจทก์ก่อสร้างไปแล้วเสร็จประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า งานงวดดังกล่าวโจทก์ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ นายคมศักดิ์เห็นดังนั้นจึงไม่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ตรวจสอบ และระบุความเห็นด้วยว่างานฝ้าเพดาน ยังไม่แล้วเสร็จดังกล่าวมาแล้ว ที่ฝ่ายโจทก์โดยนายวงศ์ศักดิ์ เบิกความทำนองว่า จำเลยไม่จ่ายค่าก่อสร้างงวดที่ 19 ให้เพราะจำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อโจทก์ทวงหลายครั้ง นายคมศักดิ์แจ้งว่าจะชำระให้ก่อน 1,000,000 บาท แต่ก็ไม่ชำระให้นั้น เป็นคำเบิกความที่เลื่อนลอย และขัดกับบันทึกข้อความที่นายวงศ์ศักดิ์ และนายคมศักดิ์บันทึกตอบโต้กันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนงานงวดที่ 20 โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบงานเลย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้สละหรือละประโยชน์ตามข้อตกลงเลิกสัญญารับเหมาโดยยอมรับงานก่อสร้างแล้วจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่อย่างใด ส่วนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างก็เช่นกัน นายวงศ์ศักดิ์เบิกความเพียงว่า ได้ร่วมกับนายคมศักดิ์ตัวแทนของจำเลยตรวจสอบวัสดุก่อสร้างที่ยังคงเหลือ 72 รายการ เช่น กระเบื้องแกรนิต นั่งร้านเหล็ก ฯลฯ คิดเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,336,001.76 บาท และไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมรับไว้และจะชำระราคาให้แต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 19 และ 20 กับค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วชิระ รุ่งเรืองกิจคอนสตรัคชั่น
จำเลย — บริษัทอนานันต์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายอภิชัย จันทภาโส
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659 -ที่ 3675/2561
#626224
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อการผลิตรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มีกระบวนการตั้งแต่การขึ้นรูปตัวถังรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ การประกอบรถยนต์ เช่น การประกอบตัวถังรถยนต์ การประกอบเครื่องยนต์ไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายจนเป็นรถยนต์สำเร็จรูป จากนั้นทำการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานรถยนต์ของจำเลยที่ 1 รวมถึงการจัดเก็บรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเพื่อรอการขนส่งไปจัดจำหน่ายต่อไปซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต การที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำหน้าที่ล้างรถ เคลือบฟิล์มกันกระแทก ขับรถเข้าเก็บไว้ในโกดังสินค้า ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ด้วยสายตาและบันทึกการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ตามตารางสรุปรายละเอียดลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด การทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด จึงถือเป็นขั้นตอนอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตรถยนต์ซึ่งอยู่ในความหมายของมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงทำงานในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติแตกต่างจากลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ทั้งสิบเจ็ดหรือไม่ อย่างไร จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 229/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 234/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 238/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 241/2558 ของศาลแรงงานภาค 1 โดยเรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 16 กับเรียกโจทก์ในคดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 21 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 16 ยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามจำนวนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 จัดให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานส่งมอบรถยนต์ใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่พนักงานเคลือบฟิล์ม โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทำหน้าที่พนักงานขับรถที่ทำการตรวจสอบคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปจอด ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ โจทก์ที่ 8 และที่ 18 ถึงที่ 20 ทำหน้าที่พนักงานล้างรถหลังจากที่คนขับรถจอดรถและลงจากรถและให้พนักงานตรวจสอบหลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำและใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ โจทก์ที่ 10 ถึงที่ 12 ทำหน้าที่พนักงานล้างรถหลังจากพนักงานตรวจสอบจุด RE - PDI และพนักงานขับรถขับเข้าช่องทำความสะอาดแล้วโจทก์ที่ 10 ถึงที่ 12 จะทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่การตรวจสอบคุณภาพ โจทก์ที่ 7 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 17 ทำหน้าที่พนักงานตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ประกอบเสร็จแล้ว และโจทก์ที่ 21 ทำหน้าที่พนักงานบันทึกข้อมูล ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์เป็นขั้นตอนสุดท้าย เห็นได้ว่าลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นขั้นตอนในช่วงเวลาหลังจากที่มีการประกอบตัวถังและอุปกรณ์รถยนต์ เมื่อจำเลยที่ 1 ผลิตรถยนต์สำเร็จแล้ว โดยเป็นการเคลือบฟิล์มกันกระแทก การขับรถเข้าเก็บในโกดังสินค้า การตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์ที่มีการประกอบเสร็จสิ้นแล้ว การล้างรถและทำความสะอาดรถยนต์ที่ประกอบเสร็จสิ้น รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์ในขั้นตอนสุดท้าย ลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตในธุรกิจของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการประกอบกิจการอุตสาหกรรมรถยนต์ อุปกรณ์รถยนต์รวมทั้งอะไหล่ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการติดเคลือบฟิล์มกันกระแทกรถยนต์ การทำความสะอาดรถยนต์และการขับรถยนต์ที่ประกอบเสร็จสิ้นแล้วไปจอดไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่มาทำงานในสำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในเรื่องดังกล่าวที่จะให้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการค้างจ่ายจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด อีกต่อไป สำหรับค่าจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดรับว่าจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้ตามฟ้องครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 อีก

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 มิได้บัญญัติเพียงว่า ลูกจ้างต้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตของผู้ประกอบกิจการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในธุรกิจของผู้ประกอบกิจการด้วย ลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดถือว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในธุรกิจของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงถือว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อการผลิตรถยนต์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีกระบวนการตั้งแต่การขึ้นรูปตัวถังรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์รถยนต์ การประกอบรถยนต์ เช่น การประกอบตัวถังรถยนต์ การประกอบเครื่องยนต์ ไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายจนเป็นรถยนต์สำเร็จรูป จากนั้นทำการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานรถยนต์ของโจทก์ รวมถึงการจัดเก็บรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเพื่อรอการขนส่งไปจัดจำหน่ายต่อไปซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต การที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำหน้าที่การล้างรถ เคลือบฟิล์มกันกระแทก ขับรถเข้าเก็บไว้ในโกดังสินค้า ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ด้วยสายตาและบันทึกการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ตามตารางสรุปรายละเอียดลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดท้ายคำแถลงการณ์เปิดคดีของจำเลยทั้งสอง การทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด จึงถือเป็นขั้นตอนอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตรถยนต์ซึ่งอยู่ในความหมายของมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงทำงานในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดในส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติแตกต่างจากลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ทั้งสิบเจ็ดหรือไม่อย่างไร จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเสียก่อน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นลักษณะงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเมื่อเปรียบเทียบกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ว่ามีลักษณะเดียวกันหรือไม่และได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653 -ที่ 3654/2561
#663646
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุว่าการกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) (3) เมื่อโจทก์ระบุว่าจำเลยร่วมกระทำผิดตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าว การลงโทษจำเลยร่วมจึงต้องใช้ข้อบังคับการทำงานอันเดียวกันซึ่งมีระบุถึงโทษทางวินัยไว้แล้วมาใช้บังคับแก่จำเลยร่วมตามข้อ 23 ซึ่งกำหนดโทษไว้ 5 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์จะนำโทษตัดเงินเดือน ตามระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8.4 ซึ่งระบุให้ใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยมาใช้หาได้ไม่ เนื่องจากเป็นการลงโทษโดยนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจอนุโลมนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้บังคับแก่กันได้ หากให้โจทก์เลือกปฏิบัติเช่นนี้ได้จะเป็นผลเสียต่อความเป็นธรรมในการลงโทษผู้กระทำความผิดวินัย เพราะโจทก์สามารถหลบเลี่ยงหรือเลือกปฏิบัติในการลงโทษพนักงานคนใดตามความประสงค์ของโจทก์โดยการนำโทษเบามาลงกับการกระทำความผิดร้ายแรงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ตัดไปคืนให้จำเลยร่วมตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย และเรียกนาย ด. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ว่าจำเลยร่วม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 55/2557 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 และคำสั่งของจำเลยที่ 64/2557 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้นาย ด. เข้ามาในคดีโดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

จำเลยร่วมให้การด้วยวาจาปฏิเสธฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมเป็นลูกจ้างของโจทก์โดยเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 93,545 บาท จำเลยร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) และ (3) ซึ่งมีโทษทางวินัยเพียง 5 ประเภท ตามข้อ 23 คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ แต่โจทก์กลับลงโทษจำเลยร่วมตามระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8 ซึ่งระบุถึงโทษทางวินัยมี 6 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก ตัดเงินเดือน พักงาน และภาคทัณฑ์ ซึ่งโทษดังกล่าวใช้สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยเท่านั้น กล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 โจทก์มีหนังสือลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยร่วม 10 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนด 1 เดือน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เป็นเงิน 9,355 บาท ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2557 โจทก์มีหนังสือแจ้งลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยร่วมเพิ่ม โดยให้เพิ่มโทษเป็นลงโทษตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นโจทก์จึงตัดเงินเดือนจำเลยร่วมในเดือนสิงหาคม 2557 เป็นเงิน 14,032 บาท วันที่ 8 กันยายน 2557 โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วม โจทก์ตัดเงินเดือนจำเลยร่วมในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 อีก 23,386 บาท จำเลยร่วมจึงได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ 55/2557 และที่ 64/2557 ให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างสำหรับการทำงานของจำเลยร่วมในวันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นเงิน 9,355 บาท ค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 เป็นเงิน 14,032 บาท และค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2557 เป็นเงิน 23,386 บาท เนื่องจากการลงโทษดังกล่าวไม่เหมาะสมกับความผิด ตามระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 9 เพราะจำเลยร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โทษที่จะลงได้คือ ไล่ออก ปลดออก และให้ออกเท่านั้น คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์เอง และการที่โจทก์หักค่าจ้างหรือตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมไม่ได้ยินยอมด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 ทั้งมิใช่กรณีที่นายจ้างหักค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักค่าจ้างของจำเลยร่วมได้

คดีมีปัญหาตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 มิได้ระบุโทษตัดเงินเดือนเอาไว้ แต่ระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8 ระบุโทษ ตัดเงินเดือน เอาไว้ มิใช่กรณีขัดหรือแย้งกันของระเบียบทั้งสองตามความในข้อ 3 และข้อ 42 (3) ของระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่ระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาการบริหารจัดการภายในองค์กรโจทก์ทั้งหมดโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 42 (2) นำโทษ ตัดเงินเดือน ที่ระบุไว้ในระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 พ.ศ.2543 ที่เป็นคุณแก่พนักงานมากกว่ามาบังคับใช้ได้ เห็นว่า ตามหนังสือเรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน โจทก์ระบุว่าการกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) (3) เมื่อโจทก์ระบุว่าจำเลยร่วมกระทำผิดตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าว การลงโทษจำเลยร่วมจึงต้องใช้ข้อบังคับการทำงานอันเดียวกันซึ่งมีระบุถึงเรื่องโทษทางวินัยไว้แล้วมาบังคับแก่จำเลยร่วมตามข้อ 23 ซึ่งกำหนดโทษไว้ 5 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์จะนำโทษตัดเงินเดือน ตามระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8.4 ซึ่งระบุให้ใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยมาใช้หาได้ไม่ เนื่องจากเป็นการลงโทษโดยนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้ ทั้งระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 42 (3) ระบุว่า กฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใดขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอนุโลมนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้บังคับแก่กันได้ หากให้โจทก์เลือกปฏิบัติเช่นนี้ได้จะเป็นผลเสียต่อความเป็นธรรมในการลงโทษผู้กระทำความผิดวินัยเพราะโจทก์สามารถหลบเลี่ยงหรือเลือกปฏิบัติในการลงโทษพนักงานคนใดตามความประสงค์ของโจทก์โดยการนำโทษเบามาลงกับการกระทำความผิดร้ายแรงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ตัดไปคืนให้จำเลยร่วมตามคำสั่งของจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์เองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76 ม. 77
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ก.
จำเลย — นางสาว ส. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลยร่วม — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
-
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561
#624989
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่นั้น ตามมาตรา 44 และ 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่ใช่เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 (1) (ก) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น น. สรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งจึงมีอำนาจวินิจฉัยและมีคำสั่งทางปกครองได้

การจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัท อ. เพื่อประกันความเสี่ยงในการขายลดลูกหนี้การค้าของบริษัทในเครือทั้งสามเพื่อบริการด้านงานสินเชื่อตามสัญญา แม้เป็นค่าใช้จ่ายเนื่องจากการปฏิบัติตามสัญญา แต่การที่โจทก์จ่ายเบี้ยประกันภัยแทนบริษัทในเครือทั้งสาม โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหน้าที่หรือความจำเป็นอย่างไรที่ต้องไปจ่ายแทนบริษัทในเครือทั้งสาม และค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายไป ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ตกแก่บริษัทในเครือของโจทก์ โจทก์ได้รับเพียงค่าตอบแทนจากการให้บริการจัดการธุรกิจตามสัญญาเป็นรายปีในอัตราร้อยละ 2 ของยอดขายสุทธิเท่านั้น ดังนั้น เงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์จ่ายให้บริษัท อ. เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงจากการนำลูกหนี้การค้าของบริษัทในเครือทั้งสามไปขายลดให้ธนาคาร จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่ง ป.รัษฎากร

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (1) ม. 30 (ก) ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี (13)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
บริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561
#623432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับเงินจากบริษัท ฮ. เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้ทำสัญญากับบริษัท ฮ. ผู้เช่าใหม่ ถือเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์และมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า อันเป็นค่าบริการอย่างหนึ่งที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนมกราคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 งดหรือลดเบี้ยปรับ และงดเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ 73.1 - 02018060 - 25560422 - 005 - 00188 ถึง 00189 ลงวันที่ 22 เมษายน 2556 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/2/11/2558 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 โดยให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร คงให้โจทก์เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับน้ำประปา ไฟฟ้า บริการส่วนกลาง เก็บขยะ และทำความสะอาด และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2544 จำเลยเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรฝ่ายสรรพากร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1193 และ 80491 จากพันตำรวจเอกสุพจน์ ระยะเวลาการเช่า 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2559 ตกลงค่าเช่ารวม 18,000,000 บาท เพื่อนำที่ดินไปพัฒนา ก่อสร้างอาคารหรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าให้สิ่งปลูกสร้างของผู้เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทันที หรือผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่ารื้อถอนออกไป และให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้ แล้วนำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2547 พันตำรวจเอกสุพจน์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้เช่าที่ดินดังกล่าว และบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้มีความประสงค์จะขอเช่าที่ดินดังกล่าวจากพันตำรวจเอกสุพจน์เพื่อประกอบกิจการ รวม 3 ฝ่าย ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 โจทก์ได้รับเงินจำนวน 40,000,000 บาท วันที่ 26 เมษายน 2548 โจทก์และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกการส่งมอบที่ดิน ระบุว่า โจทก์บอกเลิกการเช่ากับผู้เช่าและ/หรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ดำเนินการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามบันทึกข้อตกลงแล้วเสร็จยกเว้นในส่วนของศาลพระพรหม และได้ขนย้ายทรัพย์สิน/บริวาร และเศษวัสดุออกไปจากที่ดินเสร็จเรียบร้อย และจะดำเนินการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน และในวันดังกล่าวโจทก์ได้รับเงินรวม 50,000,000 บาท จากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินจึงได้แจ้งการประเมินไปยังโจทก์ โดยเห็นว่าการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1 (8) และ (9) โจทก์ในฐานะผู้โอนสิทธิการเช่ามีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 โดยโจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่า ตามมาตรา 89 (4) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2548 เป็นค่าภาษี 2,800,000 บาท เบี้ยปรับ 2,800,000 บาท เงินเพิ่ม 2,800,000 บาท รวม 8,400,000 บาท และสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2548 เป็นค่าภาษี 3,500,000 บาท เบี้ยปรับ 3,500,000 บาท เงินเพิ่ม 3,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,500,000 บาท โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 โจทก์อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินได้จัดทำหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์ว่า การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินที่ได้ประกอบกิจการให้เช่าตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 เมื่อโจทก์โอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น กรณีดังกล่าวถือเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (10) จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และส่งสำเนาหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 22 เมษายน 2556 พร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มเติมเหตุผลดังกล่าวไปยังโจทก์ โจทก์ได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นข้อตกลงที่โจทก์ได้กระทำการใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการทำสัญญาเช่าโดยกำหนดอายุสัญญาเช่าขึ้นมาใหม่นั้น เป็นเรื่องระหว่างพันตำรวจเอกสุพจน์ กับบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่จะตกลงกัน ซึ่งมิได้เกี่ยวกับการได้รับเงินค่าตอบแทนจากการยกเลิกสัญญาเช่า โจทก์ยังต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และ 77/2 และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏยังไม่มีพฤติการณ์และไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันที่จะได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ ส่วนประเด็นของดหรือลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี เจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณา ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 90,000,000 บาท อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสด และให้บริการเกี่ยวกับน้ำประปา ไฟฟ้า บริการส่วนกลาง เก็บขยะ และทำความสะอาด ซึ่งการให้บริการเกี่ยวกับขายปลีกน้ำประปา ไฟฟ้า บริการทำความสะอาด และรักษาความปลอดภัย โดยโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตั้งแต่ก่อนทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ต่อมาโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินโดยในบันทึกดังกล่าว ข้อ 1 และ ข้อ 4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ตกลงดำเนินการบอกเลิกการเช่ากับผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินทั้งหมด และรื้อถอนบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดยกเว้นอาคารตามสัญญาเช่าพื้นที่ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ทำบันทึกฉบับนี้ โดยโจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน ตกลงให้สัญญาเช่าที่ดินเป็นอันเลิกกันเมื่อโจทก์ดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 150 วัน นับแต่วันที่ทำบันทึกฉบับนี้ และในการเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์และเจ้าของที่ดินตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเช่า ค่าเสียหายหรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกัน และข้อ 6 ระบุว่า เพื่อเป็นการตอบแทนแก่โจทก์ในการดำเนินการตามข้อ 1 และการเลิกการเช่าตามข้อ 4 บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท จากข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน ทั้งสองฝ่าย ตกลงให้สัญญาเช่าที่ดินเป็นอันเลิกกันด้วยความสมัครใจ โดยมิใช่เกิดจากการผิดสัญญา ทั้งมีข้อตกลงเพิ่มเติมด้วยว่า ในการเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์และเจ้าของที่ดินตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเช่า ค่าเสียหายหรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกัน ประกอบกับในสัญญาข้อ 6 ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ใช่คู่สัญญาเดิมในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน จึงไม่อาจถือเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายได้ อีกทั้งในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ข้อ 5 ยังระบุด้วยว่า เจ้าของที่ดินและบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงว่าเมื่อเจ้าของที่ดินเลิกการเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินแล้ว เจ้าของที่ดินตกลงจะให้บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เช่าที่ดินมีกำหนดระยะเวลานับแต่วันจดทะเบียนการเช่าที่ดินเป็นต้นไปถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2577 อันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 90,000,000 บาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนที่บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินและจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

ส่วนที่โจทก์ยอมรับว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินจริง ลำพังเพียงพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ ฝ่ายเดียวที่อ้างว่าข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง โดยไม่มีพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน และบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาอีกฝ่ายมายืนยันตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังแตกต่างจากข้อความที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ค่าตอบแทนจำนวน 90,000,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าก่อนการทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวเนื่องจากการประกอบกิจการในที่ดินดังกล่าวที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาก่อน การที่โจทก์ได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 90,000,000 บาท จากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้ทำสัญญากับบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้เช่าใหม่ จึงถือเป็นการกระทำใด ๆ ของโจทก์อันอาจหาประโยชน์และมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า อันเป็นค่าบริการอย่างหนึ่งที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10) ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่โจทก์อ้างว่าข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางจึงเป็นไปเพื่อบิดเบือนข้อกฎหมายให้เข้าทำนองเป็นค่าเสียหายเพื่อไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ที่ระบุอย่างชัดเจนในข้อ 1 และข้อ 4 ถึงข้อ 6 ว่า บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) แตกต่างจากข้ออ้างของโจทก์อย่างชัดเจน ประกอบกับทางนำสืบของจำเลยปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงให้โจทก์เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ถือว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว และด้วยเหตุผลดังกล่าวถือว่าไม่มีเหตุสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 77/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ. พี. พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2561
#628972
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิม ก. ซึ่งเป็นสามีฟ้องหย่าโจทก์ ซึ่งเป็นภริยา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และ ก. หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมา ก. นำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ" ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การที่ ก. โจทก์ และทนายโจทก์ไม่แถลงคัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า คู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดี หาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจ มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ไม่ และกรณีเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ทั้งคดีหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคล เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นและวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือเป็นการเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอน การที่ ก. ไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่าง ก. กับโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่ ก. มีคู่สมรสอยู่ จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับ ก. ไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและมีผลผูกพันบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัด ตามทะเบียนสมรสสำนักทะเบียนอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีที่นายกำจัดเป็นโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์ พิพากษาให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกันปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนอำเภอกันทรารมย์ บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนการหย่า ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดและจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันปรากฏตามสำเนาทะเบียนการหย่า และข้อมูลทะเบียนครอบครัว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ในคดีที่นายกำจัดฟ้องหย่าโจทก์ ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดโจทก์ในคดีดังกล่าว แถลงไม่คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดีของฝ่ายจำเลยและไม่คัดค้านคำขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควรประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 นายกำจัดถึงแก่ความตายปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และสำเนามรณบัตร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่ตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า นายกำจัดนำคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้น ยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่นายกำจัดนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในเรื่องการพิจารณาคดีใหม่จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะถึงที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ ดังนั้น ในขณะที่นายกำจัดจดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงมิใช่ทำการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นอกจากนี้หากคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาที่ให้นายกำจัดกับโจทก์หย่าขาดจากกัน ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายในเวลาดังกล่าว การที่จะเพิกถอนการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยในคดีนี้ ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้เช่นกันและยังเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการสมรสโดยสุจริตและศาลในคดีดังกล่าวก็มิได้มีคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรโดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 เอกสารท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแล้วว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งการที่นายกำจัด โจทก์ และทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าคู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดีหาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามคำแถลงของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ นอกจากนี้คดีฟ้องหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 และวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว การที่นายกำจัดไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับนายกำจัดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งผลแห่งการที่เพิกถอนคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดดังกล่าว ก็ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและยังมีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา วรรคสอง ม. 199 เบญจ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาง ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
บุญมี ฐิตะศิริ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2561
#642382
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบกับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมีสิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัท ซึ่งมีผลทันที ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ในใบลาออกอันจะถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเงิน 56,000 บาท ค่าชดเชย 90 วัน เป็นเงิน 168,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 13 วัน เป็นเงิน 80,266.58 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4 วัน เป็นเงิน 7,466.64 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยประกาศหรือแจ้งเป็นหนังสือไปยังลูกจ้างและลูกค้าของจำเลยว่าหนังสือเลิกจ้างเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถูกกลั่นแกล้ง และให้ออกหนังสือรับรองประวัติการทำงานแก่โจทก์ว่าทำงานดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยถูกพักงาน หรือลงโทษใด ๆ หากไม่ปฏิบัติให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,799.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย โดยให้มีผลในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 จำเลยอนุญาต ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์รวมทั้งบุคคลอื่นอีกหลายคน จำเลยจ่ายค่าจ้างของเดือนกรกฎาคม 2555 ให้แก่โจทก์ครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวและไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย แม้จะบอกเลิกสัญญาไม่ครบกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และโจทก์ไม่ได้ทำงานตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 แต่โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยในเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งตรงตามความประสงค์ของโจทก์ ส่วนที่จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์และบุคคลต่าง ๆ ไม่มีผลเนื่องจากโจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว จึงเริ่มมีผลนับแต่วันที่บอกกล่าว คือ วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ซึ่งโจทก์ไม่อาจถอนได้ ไม่ว่าโจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของการบอกเลิกสัญญา อีกทั้งในวันฟ้องก็ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ถือได้ว่าจำเลยไม่สามารถเลิกสัญญาจ้างโจทก์ได้อันเป็นกรณีจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่เป็นกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1.5 วัน คิดเป็นเงิน 2,799.99 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์ก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออก ถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบกับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมีสิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 โดยมีข้อความว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัท ซึ่งมีผลทันที อันเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่สุจริตและพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณ ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ในใบลาออกแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยต่อไปอีก แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 191 วรรคหนึ่ง ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3595/2561
#623443
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือ บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ จึงมีความหมายชัดแจ้งแล้วว่าบุตรที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจะต้องเป็นบุตรที่มีอายุต่ำกว่าอายุสิบแปดปีเสียก่อน และหากบุตรซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้นได้รับค่าทดแทนแล้ว ต่อมามีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีก็จะได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดเวลาที่ยังศึกษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 134/2558 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนางสาวพรรณศิริ เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายค่ำ ผู้ตาย มีอายุเกิน 18 ปี และไม่ได้ศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นมารดานายค่ำ ส่วนนางสาวพรรณศิริ อายุ 21 ปีเศษ เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายค่ำ นายค่ำถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 เนื่องจากการทำงาน จำเลยวินิจฉัยว่า โจทก์และนางสาวพรรณศิริมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง...(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่" เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง นางสาวพรรณศิริเป็นบุตรตามความเป็นจริงของนายค่ำ ส่วนการศึกษา กฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะให้บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ได้รับการศึกษาต่อเนื่องจนจบชั้นปริญญาตรี จึงกำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน แสดงว่าในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรีจึงจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน แต่นางสาวพรรณศิริสมัครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชั้นปริญญาตรีภาค 1 ปีการศึกษา 2556 ส่วนภาคเรียนที่ 2 ไม่มีการลงทะเบียนเรียนแต่อย่างใด ถือว่านางสาวพรรณศิริขาดสถานภาพการเป็นนักศึกษาแล้ว ตามระเบียบการรับสมัครเข้าเป็นนักศึกษาและแผนกำหนดการศึกษาชั้นปริญญาตรีส่วนกลาง พ.ศ.2558 แสดงว่าขณะที่นายค่ำประสบอันตรายถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริไม่ได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ที่จำเลยอ้างว่านางสาวพรรณศิริเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชั้นปีที่ 2 และศึกษาต่อเนื่องมาตลอดตามลำดับนั้น และใบรับรองการเป็นนักศึกษาเป็นกรณีที่นางสาวพรรณศิริสมัครเป็นนักศึกษาใหม่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่นายค่ำถึงแก่ความตาย นางสาวพรรณศิริจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 134/2558

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะนายค่ำถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริยังคงศึกษาต่อเนื่องเรื่อยมาในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือ บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ จึงมีความหมายชัดแจ้งแล้วว่าบุตรที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจะต้องเป็นบุตรที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเสียก่อน และหากบุตรซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้นได้รับค่าทดแทนแล้ว ต่อมามีอายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีก็จะได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดเวลาที่ยังศึกษา เมื่อปรากฏว่าขณะนายค่ำลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายนั้น นางสาวพรรณศิริมีอายุ 21 ปีเศษ นางสาวพรรณศิริจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) มิใช่เป็นกรณีกฎหมายไม่ได้บัญญัติโดยชัดแจ้งดังที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์ จันทร์หอม
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2561
#623429
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของ ฟ. ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดย ส.เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมา ส. ได้มาเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่ ส. เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่า ส. น่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทคดีหมายเลขแดงที่ 251/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 และ มาตรา 40 (1) (ง) (จ) และ (2) (ข) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่จำนวน 84,420,852.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 80,061,347.68 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ตามสัดส่วนที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอถอนคำคัดค้านข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.1.13

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสิบสี่ทำสัญญาประกันภัยประเภทความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับผู้คัดค้าน 5 ฉบับ มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งสิบสี่ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและธุรกิจหยุดชะงัก ผู้ร้องทั้งสิบสี่เรียกให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วผู้คัดค้านปฏิเสธ ผู้ร้องทั้งสิบสี่จึงเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสิบสี่แต่งตั้งนายณัฐจักร เป็นอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านแต่งตั้งนายสวิน เป็นอนุญาโตตุลาการ นายณัฐจักรกับนายสวินเสนอนายสิทธิโชค เป็นอนุญาโตตุลาการคนที่ 3 และตกลงให้นายสิทธิโชคเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสิบสี่ โดยนายณัฐจักรอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ประการแรกว่า องค์ประกอบและกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า ก่อนที่นายสิทธิโชคจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ นายสิทธิโชคได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ผบ.426/2554 หมายเลขแดงที่ ผบ.544/2555 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างบริษัททรู ฟิตเนส จำกัด โจทก์ บริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งโจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย นายสิทธิโชคในฐานะทนายความจำเลยทำคำให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการก่อการร้าย หรือการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ชั้นพิจารณานายสิทธิโชคก็นำสืบพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี นายสิทธิโชคยื่นอุทธรณ์โดยอ้างข้อต่อสู้เดิม นายสิทธิโชคจึงไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการเป็นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ และไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ทราบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ..." และวรรคสองบัญญัติว่า "บุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน และนับแต่เวลาที่ได้รับการตั้งและตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นต่อคู่พิพาทโดยไม่ชักช้าเว้นแต่จะได้แจ้งให้คู่พิพาทรู้ล่วงหน้าแล้ว" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งว่า ต้องเปิดเผยถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระนับแต่เวลาที่ได้รับเป็นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย โดยมิได้กำหนดให้คู่พิพาทต้องร้องขอให้เปิดเผย หน้าที่นี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่ต้องการความโปร่งใสและบรรยากาศที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มิใช่เรื่องที่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ต้องคัดค้านตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อ 21 วรรคสาม ของระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2551 เพราะจะมีการคัดค้านได้ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงของความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสิทธิโชค ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดยนายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมานายสิทธิโชคได้มาเป็นประธานอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วยการที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่นายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่านายสิทธิโชคน่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระหรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ฟังขึ้น ปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 20 ม. 40 (1) ม. 40 (จ) ม. 40 (2) ม. 40 (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อลิอันซ์ ซี. พี. ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสกุณ สวนปาน
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2561
#623778
เปิดฉบับเต็ม

รั้วพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วซึ่งบริษัท ว. สร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้านขายตั้งแต่ปี 2532 อันเป็นการให้มีสาธารณูปโภคตามนัยข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทำให้รั้วพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด รั้วพิพาทจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 เมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคจากบริษัท ว. มาดำเนินการ รั้วพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการรื้อประตูเชื่อมระหว่างที่ดินแปลงที่ เอ 60 กับที่ดินภายนอกหมู่บ้าน ดำเนินการปิดรั้วหมู่บ้านและก่อสร้างรั้วหมู่บ้านให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้โจทก์มีอำนาจหาบุคคลอื่นมาดำเนินการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อประตูเชื่อมระหว่างที่ดินแปลงที่ เอ 60 โฉนดที่ดินเลขที่ 51960 กับที่ดินภายนอกหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค และดำเนินการปิดรั้วหมู่บ้านให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปิดรั้วหมู่บ้านให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปิดรั้วหมู่บ้าน ให้โจทก์เข้าดำเนินการเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด เป็นผู้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค และเป็นผู้ก่อสร้างรั้วอิฐบล๊อกที่พิพาทสูง 4 เมตร รอบหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค เมื่อปี 2532 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงที่ เอ 60 โฉนดที่ดินเลขที่ 51960 ของหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค ซึ่งมีรั้วหมู่บ้านอยู่ที่แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออก ในปี 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8394 ของหมู่บ้านจัดสรรกฤติยาซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรั้วของหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์คคั่นอยู่ ต่อมาปี 2553 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวแล้วจำเลยทั้งสองจัดการรื้อรั้วของหมู่บ้านภายในที่ดินดังกล่าวออกเป็นความกว้างประมาณ 4 เมตร เพื่อให้เป็นทางเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 8394 ซึ่งอยู่ติดกัน โจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อปี 2550 แล้วรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้าน เพื่อไปจัดการและบำรุงรักษา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่า การประชุมคณะกรรมการโจทก์ซึ่งมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เป็นการขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดอย่างถูกต้องแล้วว่า การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรั้วพิพาทและมีหน้าที่บำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นได้ทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง มติที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์จะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์และคณะกรรมการต้องรับผิดชอบต่อที่ประชุมของมวลสมาชิก หาใช่ข้อที่จะทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่โดยบริบูรณ์ต้องเสื่อมเสียไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยนั้นหมายถึงอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อ 2.2.4 และข้อ 2.2.5 ที่ว่า การประชุมคณะกรรมการของโจทก์ในครั้งที่ 4/2556 เป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เพราะกรรมการบางคนขาดคุณสมบัติจึงไม่ถือว่าครบองค์ประชุม ซึ่งเหตุดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่ว่ามติของคณะกรรมการโจทก์จะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาท เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า รั้วพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 หาใช่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิรื้อทำลายรั้วพิพาท เห็นว่า รั้วพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วซึ่งบริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด สร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้านขายตั้งแต่ปี 2532 เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและบ้านภายในโครงการจัดสรร อันเป็นการให้มีสาธารณูปโภคตามนัยข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด รั้วพิพาทจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 มิฉะนั้นบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งควบคุมดูแลการจัดสรรที่ดินโดยเฉพาะก็จะไม่มีผลบังคับใช้ หากแต่ถือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน บุคคลจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกจากที่ได้รับอนุญาตแล้วมิได้ รวมทั้งผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายหนึ่งรายใดก็ไม่อาจกระทำได้เช่นกัน ต่อมาเมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคจากบริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด มาดำเนินการ รั้วพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า รั้วพิพาทเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาทของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองรื้อรั้วพิพาทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 หากเป็นมูลละเมิด โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 เกินกว่า 10 ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านอกจากการรื้อทำลายรั้วพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองยังก่อสร้างซุ้มประตู ประตูเหล็กในตำแหน่งรั้วพิพาทแล้วใช้เป็นทางผ่านเข้าออกตลอดมา อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในการใช้ประโยชน์ บำรุงรักษารั้วพิพาทเพื่อใช้เป็นสาธารณูปโภคในการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการทุกรายต่อเนื่องเรื่อยมาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่า คดีไม่ขาดอายุความ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค
จำเลย — นางสุวนิษฐ์ ปทุมเทวาภิบาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุรชาติ วรศรัณย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3464/2561
#623440
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงตกลงยินยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย...และข้าพเจ้าทำสัญญานี้...ด้วยความสมัครใจ มีผลผูกพันข้าพเจ้าตามกฎหมายในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ที่ข้าพเจ้าค้ำประกัน" และในข้อ 1 ระบุว่า "ในระหว่างเวลาที่บุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันปฏิบัติงานอยู่กับบริษัท ฯ ผูกพันตามสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาแต่งตั้งผู้ขาย...หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่บริษัท รับไว้ในชั้นต้นหรือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไปในภายหน้าหากบุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันได้กระทำ หรือละเว้นกระทำ...เป็นเหตุให้บริษัท ฯ ได้รับความเสียหาย..." กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาค้ำประกันและในตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไปในอนาคตอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว เมื่อปี 2549 แม้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะสูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นก็ตาม แต่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกันประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ในการขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้านำส่งโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 433,710 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระไม่เกินคนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 315,426 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ชำระแทนไม่เกินวงเงิน 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน วันที่ 20 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการร้าน สาขามุกดาหาร ต่อมาย้ายไปเป็นผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างพนักงานขายและสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหาย จำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมรับผิดในการกระทำของสามี บุตร ญาติ และบุคคลที่ทำหน้าที่แทนหรือช่วยเหลือตามหนังสือให้ความยินยอม เมื่อสัปดาห์วันที่ 19 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีสมุดเงินสดแสดงยอดรายรับหักยอดรายจ่ายส่งสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ให้แก่โจทก์ระบุส่งเงินขาด 242,762 บาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้จัดการร้านสาขาบัวขาว แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างพนักงานขายเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าโจทก์ย่อมได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควร เป็นสัญญาที่มีข้อตกลงกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการกระทำของพนักงานทุกคนในสาขาและหน่วยอื่นที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์รายรับหักยอดรายจ่าย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามรายการส่งเงินตามบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ไม่ครบ แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้นำส่งเงินค่าสินค้าตู้เย็น 13,800 บาท และรับเงินค่าสินค้าจากนางมาลา 2,000 บาท นายเคน 1,700 บาท นางปราณี 1,000 บาท มาแล้วแต่ไม่นำเงินส่งโจทก์จริง ส่วนเงินค่าสินค้าเครื่องปรับอากาศจากนางสาวสุพรรษา 26,000 บาท โจทก์ได้หักเงินประกันของจำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 12,500 บาท โดยมิได้ออกหลักฐานให้แก่ลูกค้าและไม่ได้นำเงินส่งโจทก์ รวมความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถาม ในส่วนสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขาย สาขามุกดาหาร ความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความตกลง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันขณะจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาร้าน โดยจำกัดความรับผิด 50,000 บาท จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำบัญชีสมุดเงินสด สรุปรายรับรายจ่ายส่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินค่าขายสินค้าจากพนักงานหรือกรณีเงินคืนค่าคอมมิสชันจากพนักงานขาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องทำบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ส่งเงินให้โจทก์เป็นการชำระหนี้รายการอื่น ไม่ใช่หนี้ตามรายการส่งเงินบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ จำเลยที่ 1 จึงมีหนี้คงค้างต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงิน 258,426 บาท นั้น ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตามแบบฟอร์มส่งเงิน 562 โจทก์ออกมาเมื่อมีเงินขาดบัญชี การที่เงินขาดบัญชีมีสาเหตุมาจากโจทก์ให้พนักงานขายแต่ละคนออกใบเสร็จรับเงินก่อนแล้วจึงไปเก็บเงินจากลูกค้าในภายหลัง หรือมีสินค้ายึดคืนโจทก์จะเรียกค่าคอมมิสชันการขายจากพนักงานขายคืน ยอดเงินที่พนักงานขายออกใบเสร็จรับเงินไปก่อนหรือค่าคอมมิสชันที่พนักงานขายต้องคืนโจทก์จะต้องปรากฏตามแบบฟอร์ม 526 ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งเงินขาด โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเอกสารและพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างส่งหลักฐานการชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วจำนวนหลายรายการในช่วงเวลาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ส่งเงินขาด แสดงว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว โดยนำเงินส่งแก่โจทก์ตลอดมา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามรายการส่งเงินตามบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ไม่ครบถ้วน เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 4 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าแม้ตำแหน่งของจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนแปลงและความรับผิดชอบจะมากขึ้นกว่าเดิม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างจำเลยที่ 1ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้านวงเงินไม่เกินคนละ 100,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงตกลงยินยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย... และข้าพเจ้าทำสัญญานี้... ด้วยความสมัครใจ มีผลผูกพันข้าพเจ้าตามกฎหมายในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ที่ข้าพเจ้าค้ำประกัน" และในข้อ 1. ระบุว่า "ในระหว่างเวลาที่บุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันปฏิบัติงานอยู่กับบริษัทฯ ผูกพันตามสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาแต่งตั้งผู้ขาย...หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่บริษัทฯ รับไว้ในชั้นต้นหรือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไปในภายหน้าหากบุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันได้กระทำ หรือละเว้นกระทำ...เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย..." กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาค้ำประกันและในตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไปในอนาคตอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว เมื่อปี 2549 แม้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะสูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นก็ตาม แต่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกันประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ในการขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้านำส่งโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น ทั้งนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประการอื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระหนี้กับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินไม่เกินวงเงินคนละ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 682 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวารินทร์ ชวีวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายศิริ ดีวงศ์ษา
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3393 -ที่ 3394/2561
#624560
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองและเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละคราว การที่ในระหว่างสัญญาจ้างสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ในการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสองถือเป็นกรณีระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงอันส่งผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องเลิกกันตามผลของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยกลั่นแกล้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่จำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 และไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม และบังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 เป็นเงิน 51,150 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 เป็นเงิน 40,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่สิ้นเดือนกันยายน 2557 จนกว่าชำระเสร็จจากต้นเงินค่าจ้างดังกล่าวในแต่ละเดือน เงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมในอัตราเดือนละ 557 บาท ต่อคน แก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 รวม 2,785 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 รวม 2,228 บาท พร้อมเบี้ยปรับการส่งล่าช้า ค่าเช่าบ้านแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 3,600 บาท เบี้ยขยันประจำเดือนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000 บาท เบี้ยขยันประจำปี 2557 แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,500 บาท เงินโบนัสประจำปี 2557 แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 46,722.50 บาท ค่าสัญญาหรือค่าต่อสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความแถลงรับกันและตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาว่า สถานประกอบการของจำเลยมีพนักงานระดับปฏิบัติการ 2 ลักษณะ คือ พนักงานชั่วคราวที่มีระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน และพนักงานประจำ โดยพนักงานชั่วคราวเมื่อผ่านการปฏิบัติงานอย่างน้อย 2 ปี จำเลยจะคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำต่อไป โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 สัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองแต่ละฉบับมีระยะเวลา 10 เดือน ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว เมื่อมีการต่อสัญญาจ้างจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยในการทำงานตามสัญญาเดิม และเพิ่มค่าจ้างให้พนักงานในสัญญาใหม่ 300 บาท ต่อเดือน ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โจทก์ทั้งสองต่อสัญญาจ้างกับจำเลยรวม 6 ฉบับ ฉบับสุดท้ายของโจทก์ที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 19 กันยายน 2557 โจทก์ที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 จากนั้นจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสอง ก่อนสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองฉบับสุดท้ายครบกำหนด สหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยมิได้ขออนุญาตศาลแรงงานจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 แต่เห็นว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกันแล้ว จึงไม่เห็นควรพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป ส่วนที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต้องไปดำเนินการต่างหาก โจทก์ทั้งสองไม่อาจขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามฟ้องได้อีก

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาจ้างนั้น จำเลยต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการสิ้นสุดของสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ซึ่งเป็นการที่โจทก์ทั้งสองพ้นสภาพการจ้างโดยผลของสัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงาน นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง และเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละคราว การที่ในระหว่างสัญญาจ้างสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ในการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสอง อันส่งผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องสิ้นสุดไปตามกำหนดระยะเวลาการจ้างที่ตกลงกันไว้ก่อนนั้น ถือเป็นกรณีระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเป็นผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องเลิกกันตามผลของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่จำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 และจำเลยไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง และปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลย ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งศิริเรือง ช้อยเครือ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2561
#626042
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่าง อ. กับโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เมื่อไม่ปรากฏว่า อ. หรือจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนใด ๆ ให้การเช่านาสิ้นสุดลงก่อนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเพื่อขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แม้ต่อมาโจทก์ สามีโจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอม แต่สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์สละสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาท และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือข้อตกลงเพื่อยกเว้นบทบัญญัติในกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เช่านาไว้เป็นการเฉพาะซึ่งถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมไม่อาจกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์หรือดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลที่ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย ทั้งไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคดีนี้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง ดังนั้นแม้จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย เมื่อ คชก.ตำบลมีมติให้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิมหรือราคาตลาดแล้วแต่ว่าราคาใดจะสูงกว่ากัน แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามมตินั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ในราคา 1,300,000 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา จากนางอนงค์ กำหนดเวลาเช่าตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2556 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 นางอนงค์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์จึงยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2556 เพื่อให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลวัดไทรย์ (คชก.ตำบลวัดไทรย์) วินิจฉัยการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางอนงค์ โดยแจ้งไว้ด้วยว่าโจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 ขอให้ขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์และสามีโจทก์ยื่นคำให้การต่อสู้คดีดังกล่าว ว่าจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์กับสามีโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเพราะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาเช่าและโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ระหว่างพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น คชก.ตำบลวัดไทรย์มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้รับโอนในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิม ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลวัดไทรย์ (คชก.ตำบลวัดไทรย์) ที่ 1/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 จำเลยกับโจทก์และสามีโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอม เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1420/2557 ของศาลชั้นต้น โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และสามีโจทก์ตกลงเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยมีกำหนดเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2560

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ผลจากการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย หลังจากที่โจทก์ร้องเรียนต่อ คชก.ตำบลวัดไทรย์ และทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากจำเลยถือว่าโจทก์สละสิทธิตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 แล้ว ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์แก้ฎีกาว่า ประเด็นที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยนั้นเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในประเด็นพิพาทที่แตกต่างจากคดีนี้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทคืน เห็นว่า สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่นาเพื่อทำนา รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่านาต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้เช่านาเป็นพิเศษ แม้จะมีการแก้ไขให้มีการคุ้มครองแก่ฝ่ายเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่นาเพิ่มขึ้นกว่าที่มีในกฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังคงกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้เช่านาจะขายนาที่มีผู้เช่าอยู่นั้นได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนา พร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายในสิบห้าวัน และถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้ และตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 53 ไม่ว่านานั้นจะถูกโอนต่อไปยังผู้ใด ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้นแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน คดีนี้เดิมนางอนงค์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่นาและทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 โจทก์จึงมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้รับโอน แม้โจทก์และจำเลยจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ว่าจำเลยยอมให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทได้ต่อไปและหลังครบกำหนดการเช่าในวันที่ 2 เมษายน 2560 โจทก์ยินยอมออกไปจากที่ดินพิพาท และศาลมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1420/2557 ของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวมีประเด็นพิพาทเนื่องจากจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินที่จำเลยได้มาโดยฝ่าฝืนและไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 และมาตรา 54 กำหนดไว้ แต่ก็ไม่ใช่ทำให้จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพียงแต่โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ดังนั้นในส่วนของการตกลงเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นคนละประเด็นกับการใช้สิทธิซื้อตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างทราบถึงสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาทของโจทก์ตามมติของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ การที่จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางอนงค์ ที่กำหนดระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 1 ปี สิ้นสุดลงแล้ว โดยได้ระบุในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ข้อ 4 ด้วยว่า "ผู้ขายได้ที่ดินมาโดยซื้อเป็นเวลา 14 ปี ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่ ไม่มีภาระการเช่า" เป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่ขัดกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 26 (เดิม) ที่บัญญัติว่า การเช่านาให้มีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีแต่ต่ำกว่าหกปี ให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี และการที่นางอนงค์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ก็ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่างนางอนงค์กับโจทก์นั้นระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตามมาตรา 28 เหตุที่การเช่านาจะสิ้นสุดลงก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 30 และ 31 และการบอกเลิกการเช่าจะต้องดำเนินการตามมาตรา 34 ถึง 36 และหากผู้เช่านาประสงค์จะบอกเลิกการเช่าก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 37 ซึ่งกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือตามระยะเวลาที่กำหนด แม้การเช่านาสิ้นสุดลงโดยชอบ การที่จะให้ผู้เช่านาออกไปจากที่นายังต้องมีระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการ เมื่อไม่ปรากฏว่านางอนงค์หรือจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนใด ๆ เพื่อให้การเช่านาสิ้นสุดลงก่อนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น เพื่อขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ทั้งเมื่อพิจารณาข้อตกลงในเอกสารซึ่งกระทำขึ้นหลังจากที่โจทก์ทราบถึงสิทธิในการที่จะซื้อที่ดินจากจำเลยตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ดังกล่าว โดยจำเลยเบิกความว่า ในการไกล่เกลี่ยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถหาเงินมาซื้อได้ ขอเช่าที่ดินพิพาทแทน แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏในเอกสารใดรวมทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความ ว่าโจทก์สละสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาท แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือตกลงเพื่อยกเว้นบทบัญญัติในกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เช่านาไว้เป็นการเฉพาะซึ่งถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมไม่อาจกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์หรือดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ทั้งไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคดีนี้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง ดังนั้นแม้จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย เมื่อคชก. ตำบลวัดไทรย์มีมติให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิมหรือราคาตลาดแล้วแต่ว่าราคาใดจะสูงกว่ากัน แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามมตินั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามมติของคณะกรรมการดังกล่าวได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ราคา 950,000 บาท ที่นางอนงค์บอกขายนั้นเป็นราคาที่ยังอยู่ระหว่างต่อรองกัน โจทก์จึงมีสิทธิซื้อจากจำเลยในราคา 400,000 บาท ไม่ใช่ราคา 1,300,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษา จำเลยแก้ฎีกาโจทก์ในส่วนนี้ว่า โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านไว้ว่าโจทก์เป็นผู้เขียนคำร้อง ยื่นต่อ คชก.ตำบลวัดไทรย์ โดยระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินพิพาทในราคา 950,000 บาท และโจทก์เคยตกลงในการเจรจากับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ว่าขอซื้อคืนจากจำเลยในราคา 1,300,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร เป็นแบบที่ทางราชการกำหนดและจำเลยกับนางอนงค์ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกระทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานของทางราชการ ทั้งจำเลยและนางอนงค์ลงลายมือชื่อรับรองไว้ที่ด้านหลัง ต่อเจ้าหน้าที่ผู้บันทึกและต่อหน้านางสาวสุนีรัตน์ เจ้าพนักงานที่ดิน ไว้ด้วยว่า "ข้าพเจ้าผู้ขายและผู้ซื้อขอรับรองว่าการซื้อที่ดินรายนี้เป็นราคาขายที่แท้จริง ไม่ได้แจ้งราคาซื้อขายเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมหรือค่าอากรรับเงินแต่อย่างใด หากเป็นการเท็จข้าพเจ้าทั้งสองขอให้ถ้อยคำนี้ยืนยันข้าพเจ้าในทางอาญาได้" ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า ที่ตามเอกสารระบุราคาเพียง 400,000 บาท นั้นเป็นราคาที่นางอนงค์ตกลงกับนายหน้าให้ระบุเพียงเท่านี้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีและบางส่วนเป็นค่านายหน้า ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางอนงค์ในราคา 1,300,000 บาท ทั้งอ้างในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์เคยตกลงไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ว่าจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 1,300,000 บาท ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ทั้งเมื่อตรวจสอบคำร้อง ที่จำเลยกล่าวในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้เขียนและระบุว่าประสงค์จะซื้อจากนางอนงค์ในราคา 950,000 บาท ก็ปรากฏข้อความเพียงว่า "นางอนงค์เคยบอกขายที่ดินแปลงนี้ให้กับนางนิศารัตน์ ในราคา 950,000 บาท" โดยมีข้อความต่อไปด้วยว่า "อยู่ระหว่างคุยกัน" เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเสนอราคาหรือตกลงราคาซื้อขายระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่านาที่ต้องกระทำเป็นหนังสือตามมาตรา 53 ประกอบกับจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ไว้อย่างชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางอนงค์ในราคา 400,000 บาท รวมทั้งไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ในคำให้การเพื่อก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาททั้งที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายตน เมื่อจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นดังที่จำเลยจะให้การต่อสู้คดีดังต่อไปนี้ โดยจำเลยให้การต่อไปเพียงในประเด็นที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์ได้สละสิทธิในการที่จะซื้อที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และแม้จำเลยจะให้การไว้ด้วยว่าขอปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นดังกล่าวแต่ก็ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นข้ออื่นใดอีก โดยเฉพาะในเรื่องราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวโดยชัดแจ้งในฟ้องว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางอนงค์ในราคา 400,000 บาท แต่จำเลยก็มิได้ให้การโต้แย้งไว้แต่อย่างใด ที่จำเลยนำสืบไว้ว่าซื้อมาในราคา 1,300,000 บาท ถือว่าเป็นการนำสืบนอกคำให้การ แต่อย่างไรก็ตามในการที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าจะซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ให้เช่าซึ่งเป็นเจ้าของเดิมที่ขายไปโดยไม่ดำเนินการตามมาตรา 53 นั้น ตามมาตรา 54 กำหนดให้มีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน แม้โจทก์จะมีหลักฐานอันเป็นเอกสารราชการมายืนยัน แต่ต้องคำนึงถึงราคาตลาดตามมาตรา 54 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางอนงค์เคยบอกขายแก่โจทก์ในราคา 950,000 บาท และโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่าตกลงจะซื้อในราคา 950,000 บาท ตามที่นางอนงค์เคยบอกขาย ซึ่งเป็นราคาที่โจทก์มีสิทธิจะซื้อได้ตั้งแต่แรก อันพอถือได้ว่าเป็นราคาตลาดในขณะนั้น จึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 950,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาในข้อนี้มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาส่วนหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ในราคา 950,000 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 28 ม. 53 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวเพ็ญประภา ฤทธิปัญญาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเมธี เมฆประยูร
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2561
#626063
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 ยังบัญญัติว่า การพยายามนำของซึ่งยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้น จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3

มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 บัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้มีการคืนของกลางให้เจ้าของไปแล้วและศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับและของกลางที่จะสั่งจ่ายเป็นเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 8 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27, 99 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 137, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนส่งสินค้าพิเศษของกลาง และจ่ายสินบนนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี 2 เดือน ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษของกลาง กับให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังยุติได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอภิชาติ และร้อยตำรวจตรีชาญณรงค์ กับพวก จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนสินค้าพิเศษ และหนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมีแผ่นป้ายทะเบียนที่ปรากฏ บม 6850 สกลนคร หมายเลขประจำเครื่องยนต์ที่ปรากฏ 1 KD - 9987416 หมายเลขตัวรถ (แชสซี) ที่ปรากฏ MROCS 12 C 900029408 ไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าพบการแก้ไขที่บริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) ของรถยนต์ของกลาง โดยใช้ยางซิลิโคนปิดทับบริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิม และตอกเลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ทับลงบนยางซิลิโคน เมื่อทำการแกะยางซิลิโคนออกพบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลางคือเลขหมาย MROGZ 39 G 206048507 เลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ไม่ใช่หมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลาง รถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จดทะเบียนโดยใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 ส่วนรถที่ใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 C 900029408 ไม่พบข้อมูลในระบบทะเบียน และรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางตรวจสอบพบเป็นหมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROGZ 39 G 206048507 หมายเลขเครื่องยนต์ 1 KD - 9947816 ซึ่งจดทะเบียนเป็นหมายเลข ผฉ 7587 ชลบุรี มีบริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโตลีส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีชื่อนายสายัณห์ เป็นผู้ครอบครอง ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร เป็นแผ่นป้ายที่ทางราชการออกให้ รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางราคาประเมิน 300,000 บาท

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอภิชาติ ร้อยตำรวจตรีชาญณรงค์ และดาบตำรวจดำรงค์ ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสามปฏิบัติหน้าที่อยู่ห้องสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายซึ่งอยู่ห่างจากด่านพรมแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ประมาณ 500 เมตร ร้อยตำรวจเอกอภิชาติได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านพรมแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ให้ไปร่วมตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยว่าน่าจะมีการสวมซากเนื่องจากภายในห้องเครื่องของรถไม่มีแผ่นเพลทหรือแผ่นอลูมิเนียมที่ระบุรายละเอียดข้อมูลของรถ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ยี่ห้อ รุ่น สี ปีที่ผลิต ขนาดเครื่องยนต์ และหมายเลข (แชสซี) ของรถติดอยู่ ซึ่งรถทุกคันมีแผ่นเพลทติดอยู่ภายในห้องเครื่องด้านซ้ายใกล้หม้อแบตเตอรี่ เมื่อร้อยตำรวจเอกอภิชาติกับพวกเดินทางไปถึงเห็นรถยนต์กระบะบรรทุกยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จอดอยู่เลยตู้ตรวจคนเข้าเมือง 5D ฝั่งขาออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเด็กหญิง 1 คน ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างรถคันดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกอภิชาติขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับรถจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยื่นหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 รายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษ และหนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 1 ให้ดู ร้อยตำรวจเอกอภิชาติตรวจเอกสารแล้วไม่พบพิรุธ ช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 1 แสดงท่าทางนิ่งเฉย ส่วนจำเลยที่ 2 มีอาการวิตกกังวล กระสับกระส่ายและหน้าซีด จำเลยที่ 1 บอกว่าจะพาจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจำเลยที่ 2 ก็บอกว่าจะพาบุตรไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังจากนั้นพยานทั้งสามขอตรวจสอบตัวรถต่อหน้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 พบว่าภายในห้องเครื่องของรถไม่มีแผ่นเพลทติดอยู่ พยานทั้งสามสันนิษฐานว่ารถคันดังกล่าวน่าจะเป็นรถที่ไม่ถูกต้อง ดัดแปลงเอารถที่ได้มาโดยไม่ชอบ เช่นเป็นรถที่มีการขายซากหรือรถที่หลุดจำนำแล้วนำมาสวมทะเบียน การสวมซาก หมายถึงการนำตัวถังรถกับเครื่องยนต์ของอีกคันหนึ่ง และโครงรถยนต์มาประกอบเข้าเป็นตัวรถยนต์แล้วตอกเลขประจำตัวถังของรถให้ตรงกับคู่มือรถที่จะนำรถไปขาย บางครั้งอาจจะเป็นรถสวมทะเบียนคือมีใบคู่มือจดทะเบียนฉบับจริง แล้วไปหารถยี่ห้อรุ่นเดียวกันกับคู่มือจดทะเบียนที่มีอยู่แล้วนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ตรวจไม่ละเอียดก็จะสามารถนำรถออกไปขายที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ แล้วปลดหมายเลขทะเบียนรถออกกลับมาเพื่อนำไปสวมคันอื่นที่มียี่ห้อลักษณะเดียวกันนำออกไปขายได้อีก ครั้นสอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของรถเกี่ยวกับแผ่นเพลทที่หายไป จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่รู้เรื่อง จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้ขับรถของกลางไปขายที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเงิน 5,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 มีอาการวิตกกังวล ไม่พูดอะไร จึงทำการตรวจสอบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) จากหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน รายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษ ปรากฏว่ามีหมายเลขตัวรถ (แชสซี) ตรงกันคือหมายเลข MROCS 12 G 900029408 เสร็จแล้วตรวจสอบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) จากรถที่บริเวณล้อหน้าขวาใช้ไฟฉายส่องดูปรากฏว่าเป็นหมายเลข MROCS 12 C 900029408 ซึ่งไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นอักษรตัว G แต่ที่ตัวรถระบุเป็นอักษรตัว C ตัวอักษรและตัวเลขที่ติดอยู่ที่ตัวรถมีลักษณะไม่เป็นระเบียบ สม่ำเสมอ จากนั้นพยานทั้งสามจึงจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุก หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษเป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในประการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 3 สามีจำเลยที่ 2 มีอู่ซ่อมรถชื่อ จ.เจริญยนต์ ตั้งอยู่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 3 เป็นคนจัดหารถและเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรถของกลาง จำเลยที่ 1 ไม่รู้เรื่องมีชื่อเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถ จำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถเป็นเงิน 5,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ให้ขับรถของกลางไปส่งให้แก่นายทุนเป็นคนสัญชาติลาวชื่อเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 นั่งรถไปด้วยกัน จำเลยที่ 2 จะเป็นคนบอกเส้นทางและขั้นตอนการยื่นเอกสารตั้งแต่จุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายกระทั่งข้ามไปฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 จะได้รับค่าจ้างหลังจากส่งมอบรถเรียบร้อยแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีเฮียหลีเป็นคนสัญชาติลาวโทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 บอกให้ช่วยหารถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า แบบวีโก้ 1 คัน จำเลยที่ 3 จึงจัดหารถและเตรียมเอกสารรถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง แล้วนำรถไปแก้ไขหมายเลขตัวรถให้ตรงกับเอกสารรถที่มีอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดำเนินการให้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางไปส่งให้แก่เฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 เดินทางไปด้วยเพื่อบอกเส้นทางและเป็นผู้นัดหมายสถานที่กับเฮียหลี ซึ่งจำเลยที่ 2 เคยทำลักษณะคดีนี้มาหลายครั้ง ในคืนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกอภิชาติให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์บอกจำเลยที่ 3 มามอบตัว แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาโดยอ้างว่าอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และโจทก์มีดาบตำรวจตรีจักรี เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนขาออกประจำตู้ 5D ด่านถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และเด็กหญิงศิรประภา บุตรจำเลยที่ 2 พากันเดินมาที่ตู้ 5D แล้วจำเลยที่ 1 นำหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 พร้อมเด็กหญิงศิรประภา และเอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และหนังสือเดินทางของจำเลยที่ 1 ยื่นต่อพยาน พยานตรวจสอบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากนั้นพยานตรวจดูรูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ในหนังสือเดินทางและหนังสือผ่านแดนชั่วคราวเปรียบเทียบกับตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กหญิงศิรประภา เห็นว่ามีใบหน้าตรงกัน ซึ่งมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนติดอยู่ที่ตู้ 5D เห็นหน้าทั้งสามคนชัดเจน พยานจึงประทับตราอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร และนายวีระศักดิ์ เจ้าพนักงานศุลกากรชำนาญงานประจำด่านศุลกากรหนองคายเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบรถและทำใบขนสินค้าพิเศษให้แก่บุคคลที่จะนำรถข้ามไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ตู้ 6A และ 6D พยานตรวจเอกสารใบขนสินค้าพิเศษ ใบคู่มือจดทะเบียนรถคันของกลาง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 1 จากนั้นพยานให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบขนสินค้าพิเศษต่อหน้าพยาน เสร็จแล้วพยานจึงประทับตราและลงลายมือชื่ออนุญาตในหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้ โจทก์ยังมีนางนวพร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงานเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 เวลา 14.50 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถเป็นหน้ารายการจดทะเบียนหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รายการเสียภาษี บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 มายื่นขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ หลังพยานตรวจดูเอกสารทั้งหมดแล้วให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร เสร็จแล้วพยานให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในแบบคำขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ พยานตรวจสอบเอกสารของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถ ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ยี่ห้อรถ สีรถ หมายเลขตัวรถ (แชสซี) และหมายเลขเครื่องยนต์จากระบบฐานข้อมูลของสำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย เห็นว่าถูกต้องตรงกันจึงออกหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศให้แก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรีเจษฎา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเวร ร้อยตำรวจเอกอภิชาติกับพวกควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมของกลางมาส่ง พยานจึงจัดทำบัญชีของกลางคดีอาญาไว้ และตรวจสอบข้อมูลรถของกลางที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคายปรากฏว่ารถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จดทะเบียนโดยใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 สีเทา พยานส่งรถของกลางไปตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการขูดลบแก้ไขที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 จังหวัดขอนแก่น พบการแก้ไขที่บริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) มีการใช้ยางซิลิโคนปิดทับไว้บริเวณหมายเลขตัวรถเดิม และมีการตอกเลขหมายใหม่จากเลขเดิมคือหมายเลข MROGZ 39 G 206048507 เป็นหมายเลข MROCS 12 C 900029408 ซึ่งหมายเลขตัวรถเลขเดิม เป็นรถหมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี มีบริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโตลีส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และมีชื่อนายสายัณห์ เป็นผู้ครอบครอง ส่วนป้ายทะเบียน บม 6850 สกลนคร เป็นป้ายทะเบียนจริงที่ทางราชการออกให้ รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางราคาประเมิน 300,000 บาท ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์โดยสำแดงข้อมูลรถยนต์อันเป็นเท็จ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 บอกว่าจะว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้จำเลยที่ 1 จัดส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปให้จำเลยที่ 3 เพื่อทำหนังสือผ่านแดน จำเลยที่ 1 ได้จัดส่งไปให้จำเลยที่ 3 จำนวน 4 ใบ วันที่ 13 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 เดินทางมาเยี่ยมนายพนารัตน์ บุตรชาย ซึ่งมาฝึกงานอยู่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 พาจำเลยที่ 1 ไปที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย ยื่นเรื่องขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ โดยจำเลยที่ 3 เป็นคนจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรถทั้งหมด จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่า มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแต่รับจ้างขับรถพาจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถ ชื่อ จ. เจริญยนต์เพื่อการเกษตร ตั้งอยู่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจการอู่ซ่อมรถ ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางจากนายประเสริฐ โดยไม่รู้ว่ามีการแก้ไขหมายเลขตัวรถ (แชสซี) วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางพาจำเลยที่ 2 ไปเยี่ยมบิดาซึ่งป่วยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและนำรถไปให้ท้าวทองเป็นคนสัญชาติลาวดูก่อนซื้อขายกัน จำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปด้วยเนื่องจากนัดหมายไปดูรถกับลูกค้าที่จังหวัดอุดรธานี ต่อมาเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถไว้ จำเลยที่ 3 ไม่สามารถเดินทางมาหาทั้งสองคนได้เพราะดูรถกับลูกค้ายังไม่เสร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า มีการปลอมหมายเลขตัวรถของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี โดยคนร้ายขูดลบแก้ไขหมายเลขตัวรถของรถยนต์ทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี แล้วนำหลักฐานใบคู่มือทะเบียนรถของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร ที่ทางราชการออกให้มาสวมแทนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี ซึ่งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมหมายเลขตัวถังรถดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้เอกสารปลอม ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร นั้น พยานโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเอกสารหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน หนังสือผ่านแดนชั่วคราว เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนสินค้าพิเศษ ไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยขออนุญาตนำรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางออกไปนอกราชอาณาจักรแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายจับกุมเพราะเจ้าพนักงานตำรวจพบว่ารถของกลางไม่มีแผ่นอลูมิเนียม (แผ่นเพลท) ที่บ่งบอกชื่อบริษัทผู้ผลิต ยี่ห้อและสีรถ ปีที่ผลิต รุ่น ขนาดเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง ฯลฯ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติสอบถามว่าจำเลยที่ 1 จะไปไหน จำเลยที่ 1 บอกว่าจะพาแม่กับลูก (จำเลยที่ 2 และบุตรของจำเลยที่ 2) ไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนจำเลยที่ 2 บอกว่าจะพาลูกไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีพิรุธ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติถามจำเลยที่ 1 ว่าแผ่นเพลทหายไปไหน จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่ทราบ ไม่รู้เรื่อง จำเลยที่ 2 ให้มาขับรถ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติได้แยกสอบปากคำจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่รู้ที่มาของรถคันของกลาง ไม่รู้ว่าซื้อมาเมื่อไหร่ ที่ไหน ราคาเท่าไหร่ จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 มาขับรถคันของกลางเพื่อนำไปส่งมอบให้กับนายทุนชื่อเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถจะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท เมื่อส่งมอบรถ ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่บอกเส้นทางตั้งแต่ไปถึงจุดตรวจว่าจะต้องทำอะไรยื่นเอกสารตรงไหน ร้อยตำรวจเอกอภิชาติสอบปากคำจำเลยที่ 2 รับว่ารถคันของกลางเป็นรถสวมซาก หมายความว่า เอาข้อมูลรถที่ใช้การไม่ได้เป็นการขายซากรถเอาหมายเลขทะเบียน หมายเลขประจำรถทุกอย่างมาสวมทับรถอีกคันที่ได้มาโดยไม่ชอบ เช่น รถถูกขโมยมา ส่วนที่ไม่มีเพลทเนื่องจากหากนำแผ่นเพลทรถคันอื่นมาติดข้อมูลจะไม่ตรงกัน จำเลยที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนทำโดยจำเลยที่ 3 มีอู่ซ่อมรถและทำตัวถังรถที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 บอกว่าก่อนเกิดเหตุเฮียหลีเป็นคนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 แจ้งว่าให้หารถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ให้สักหนึ่งคัน จำเลยที่ 3 จึงหารถให้ และไปทำหนังสือผ่านแดนอนุญาตนำรถเข้าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยทำเรื่องให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร โดยจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ทำเอกสารที่มีชื่อจำเลยที่ 1 และจัดเตรียมเอกสารที่ไปยื่นขออนุญาตรถระหว่างประเทศ จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ให้มาขับรถของกลางโดยจะให้ค่าจ้าง 5,000 บาท ไปส่งให้เฮียหลี จำเลยที่ 2 จะเป็นคนประสานกับเฮียหลีทางโทรศัพท์ว่าจะไปพบกันที่ไหน จำเลยที่ 2 บอกว่าทำลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกจับ สำหรับจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนปฏิเสธว่ารถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 เห็นว่า พยานโจทก์แต่ละปากล้วนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสาม คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการดำเนินการซื้อขายรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางและไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ให้นายเกรียงเดช เป็นผู้ดำเนินการ และจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตว่า ในวันที่มีการทำหนังสืออนุญาตนำรถออกไปนอกประเทศเป็นการทำบัตรผ่านแดนไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดขณะที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวข้างต้นเพื่อจะผ่านแดนไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องเห็นเอกสารที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถของกลาง แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ทักท้วงต่อจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานว่าตนไม่ใช่เจ้าของรถ ทั้งพยานโจทก์ปากนางนวพรเบิกความยืนยันว่า พยานได้ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารต่าง ๆ ในการทำหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน้าสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย เจือสมกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่รับว่า จำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 1 ไปที่ทำการขนส่งจังหวัดหนองคายโดยจำเลยที่ 3 ทำเอกสารทั้งหมดแล้วให้จำเลยที่ 1 ยื่นเอกสารและจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย ข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาทเพื่อสะดวกที่จะนำรถผ่านแดน ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับรถคันพิพาทว่ามีชื่อเป็นของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากนายประเสริฐ ก่อนการซื้อขายมีการนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสกลนครก่อนที่จะโอนรถย้ายเข้าจังหวัดสกลนคร ในช่วงเกิดเหตุมีเจตนาที่จะใช้รถเดินทางไปเยี่ยมบิดาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ป่วยที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่มีเจตนากระทำความผิด นั้น จำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอกอภิชาติรับว่า รถของกลางเป็นรถสวมซากของรถคันอื่นโดยไม่ชอบและรับว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนกระทำโดยมีอู่ซ่อมรถและทำตัวถังเพื่อส่งรถของกลางไปขายให้เฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 กลับอ้างว่ารถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ให้การชั้นสอบสวนอ้างว่า รถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 นำมาซ่อมสีบริเวณกันชนหน้าที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 เป็นคนขอให้พาไปเที่ยวที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งขัดแย้งกับทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เบิกความว่า รถของกลางจำเลยที่ 3 ซื้อมาจากนายประเสริฐ โดยถูกต้อง ไม่ทราบมาก่อนว่ามีการสวมทะเบียน พิจารณาแล้วหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อรถของกลางมาโดยสุจริตก็ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนและแม้นางรัชนีกร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญการ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ก่อนการซื้อขายมีการตรวจสภาพรถยนต์และเอกสารถูกต้องตรงกันจึงดำเนินการจดทะเบียนโอนรถให้เป็นทะเบียน บม 6850 สกลนคร ก็ไม่สามารถชี้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยสุจริตเพราะเจ้าพนักงานขนส่งอาจตรวจสภาพรถเพียงภายนอกไม่มีการตรวจพิสูจน์หมายเลขตัวถังโดยผู้เชี่ยวชาญ และรถยนต์ที่มีการตรวจสภาพนั้นก็ไม่แน่ว่าจะเป็นรถคันเดียวกันกับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่ารถของกลางเป็นรถที่มีการแก้ไขหมายเลขตัวรถซึ่งเป็นการปลอมเอกสารและจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนชื่อในทะเบียนรถเป็นของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่ารถของกลางมีการปลอมเลขตัวถังรถเพื่อนำไปขายให้กับเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้หมายเลขตัวถังรถของกลางปลอม ร่วมกันแจ้งให้นางนวพร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ ร่วมกันแจ้งความเท็จต่อดาบตำรวจจักรี และความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 ยังบัญญัติว่า การพยายามนำของซึ่งยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้นจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเห็นว่า โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับรูปคดี

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง นั้น เห็นว่า มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้มีการคืนของกลางให้เจ้าของไปแล้ว และศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับและของกลางที่จะสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีนี้ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จซึ่งจำคุกคนละ 1 ปี เป็นจำคุกจำเลยทั้งสามรวมคนละ 2 ปี ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 242
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายพันธ์ศักดิ์ พู่เรืองหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางถนอมขวัญ วัชรบุศราคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
#623433
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 57 ฉ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" โจทก์กับ จ. ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์กับ จ. ไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับ จ. มีเงินได้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง โจทก์กับ จ. จะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสองตอนท้ายไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 414,960 บาท ส่วน จ. มีเงินได้จำนวน 131,040 บาท จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด ที่ กค 0705.04 (ภค)/10302 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0705.04(ภค)/10303 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 และเพิกถอนหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ลงวันที่ไม่ปรากฏ กับขอให้สั่งว่าเงินจำนวน 354.87 บาท เป็นของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด ที่ กค 0705.04 (ภค)/10302 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0705.04 (ภค)/10303 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 และหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ลงวันที่ไม่ปรากฏของจำเลย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ จำนวน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า โจทก์กับนางจตุพรจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 โดยไม่ได้ทำสัญญาก่อนสมรสระหว่างกัน ต่อมาโจทก์กับนางจตุพรร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 14075 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 โจทก์กับนางจตุพรขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยมีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำนวน 546,000 บาท โจทก์กับนางจตุพรตกลงแบ่งเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2556 โดยโจทก์แบ่งเงินได้พึงประเมินเพื่อยื่นแบบแสดงรายการ จำนวน 414,960 บาท ส่วนนางจตุพรแบ่งเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นของตนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 131,040 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งเป็นจำนวนเกินไปกว่าที่ควรต้องเสียภาษี 10,227.13 บาท ต่อมาจำเลยมีคำสั่งคืนภาษีเงินได้ดังกล่าวแก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการคืนภาษีอากรแก่โจทก์ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร หนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด และหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว มาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

"ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีภริยานั้น ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา 56

ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระ สามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น

เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการดังกล่าว"

จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของโจทก์หรือนางจตุพรแต่ละคนจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้ของโจทก์และนางจตุพรคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์กับนางจตุพรขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 กฎหมายสันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ผลของกฎหมาย ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์กับนางจตุพรไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับนางจตุพรมีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์นี้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์กับนางจตุพรจะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสอง ตอนท้าย ไม่ได้ ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีพิพาทแสดงรายการว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นสินสมรสจำนวน 414,960 บาท ส่วนนางจตุพรมีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรสดังกล่าวจำนวน 131,040 บาท เป็นการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยสั่งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์โดยผิดพลาด จำเลยย่อมมีสิทธิออกหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดนั้น รวมทั้งออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 56 ม. 57 ม. 57 ฉ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิรพล หวานมาก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพินิจ สุเสารัจ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา