คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561
#626219
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 93 มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว แต่โฉนดเลขที่ 95 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ ในอีกคดีหนึ่ง คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยในคดีนั้นซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ในคดีนี้ หากโจทก์คดีนั้นได้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ในคดีก่อนปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 93 คืนแก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 93 ย่อมกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงนี้ได้

ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนคนละครึ่ง กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนนี้ โจทก์ไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ดี โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

การมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แม้ระบุข้อความทำนองว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) โดยการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องระบุว่าให้ฟ้องในข้อหาใดเช่นกัน การระบุหมายเลขคดีในภายหลังเป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสมพงษ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ต่อมานางสมพงษ์ กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 ของศาลชั้นต้น แล้วได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ชดใช้เงินให้จำเลยคดีนี้ จำนวน 1,021,250 บาท แต่จำเลยยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้เป็นชื่อของโจทก์คดีนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ การที่โจทก์ไม่ระบุชื่อจำเลยและข้อหาที่จะฟ้องในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมทั้งเพิ่งมาระบุหมายเลขคดีในหนังสือมอบอำนาจภายหลังฟ้องคดีแล้วเป็นการไม่ชอบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุไว้ว่า "...ข้าพเจ้านายจอม ขอมอบอำนาจให้นางสมพงษ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ในคดีหมายเลขดำที่ 1291/2557 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ เช่น... การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น..." ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสมพงษ์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งย่อมรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดี และการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งการให้ฟ้องคดีแทนนั้นก็หาจำต้องระบุว่าจะให้ฟ้องข้อหาใดไว้ด้วยไม่ นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แทนโจทก์ ส่วนการระบุหมายเลขคดีในภายหลังนั้นก็เป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย่อมไม่มีผลให้หนังสือมอบอำนาจที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้วเสียไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 และเลขที่ 95 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนและไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมในการโอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เห็นว่า ในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ซึ่งมีชื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 หมายเลขแดงที่ 962/2556 ของศาลชั้นต้น ที่นางสมพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลย ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 คืนให้แก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ได้ ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 จากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งในการโอนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 801 (5) ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายจอม สำลีอ่อน โดยนางสมพงษ์ จันทร์คำทรัพย์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวัง สำลีอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวชิร ปานแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5127/2561
#626053
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิด แต่คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ทำละเมิด เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ามิได้ทำละเมิดจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อีกต่อไป และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยที่ 1 อาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นละเมิด จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 49,795,984 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ไม่รับวินิจฉัย จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีก่อนซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 593/2556 ของศาลชั้นต้นเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยชอบและโดยสุจริต ไม่เป็นละเมิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องเกินส่วน เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ถือว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิด แต่คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์และแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่าการฟ้องคดีก่อนไม่เป็นละเมิด ดังนี้ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการฟ้องคดีก่อนของจำเลยที่ 1 เป็นละเมิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว การวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่ามิได้กระทำละเมิดจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และการที่ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยว่าการฟ้องคดีก่อนเป็นละเมิดหรือไม่ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการฟ้องคดีก่อนเป็นการกระทำละเมิดไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยที่ 1 อาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีก่อนโดยชอบไม่เป็นละเมิด จึงไม่เป็นสาระแก่คดี เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทวี.ออฟฟิศ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5119/2561
#662384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 แม้โจทก์ร่วมจะทำหนังสือมอบอำนาจให้ ร. ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกได้โดยมิได้ระบุข้อหาความผิดไว้ แต่การมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับหรือเจตนาที่ผู้แทนนิติบุคคลให้ไว้ เมื่อปรากฏว่าตามรายงานการประชุมของโจทก์ร่วม ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาบุกรุกเท่านั้น มิได้มีมติให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย การที่ ร. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือจากเจตนาของโจทก์ร่วม การแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ร่วมถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120, 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 364, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกด้านใต้ มีสำนักงานชั่วคราว ที่พักคนงานและที่เก็บวัสดุ โดยเช่าที่ดินจากเอกชน ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลก จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมางานเทคอนกรีตสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาช่วงงานเคลือบพาสเตอร์พื้นถนน และเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 1 นายอภิชาตเป็นวิศวกรควบคุมโครงการก่อสร้างถนนของโจทก์ร่วม นายประสงค์เป็นผู้ช่วยวิศวกร มีหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุก่อสร้างของโจทก์ร่วม ในการเบิกเงินค่าก่อสร้างที่รับเหมา จำเลยที่ 1 จะทำเรื่องขอเบิกกับนายอภิชาตมาโดยตลอด วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเพื่อมาพบและตกลงกับนายอภิชาตเรื่องที่จำเลยที่ 1 ส่งผลงานการเทคอนกรีตถนนที่รับเหมางาน แต่ได้รับเงินค่างานไม่ครบถ้วนตามระยะทางถนนที่ทำไว้ แต่ตกลงกันไม่ได้จนเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้นเกิดการชุลมุนใช้กำลังผลักดันทำร้ายกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายประสงค์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ล้มลงกับพื้นได้รับบาดเจ็บมีเลือดไหลบริเวณปาก จากนั้นจำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ และแจ้งให้ลูกน้องมารับไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงงานตามมาหลังจากที่เกิดเหตุโต้เถียงกันระหว่างจำเลยที่ 1 และนายประสงค์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดข้อหาร่วมกันบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้รับจ้างเหมาช่วงในการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกจากโจทก์ร่วม สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเพื่อทวงเงินค่างวดงาน เนื่องจากโจทก์ร่วมจ่ายให้จำเลยที่ 1 น้อยกว่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินไป การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องทำงานของนายอภิชาตเพื่อทวงเงินที่โจทก์ร่วมจ่ายให้น้อยกว่างานที่จำเลยที่ 1 ทำ โดยนายอภิชาตรับว่าได้พยายามอธิบายให้จำเลยที่ 1 ฟัง แสดงว่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ในเรื่องเงินค่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไป แม้จำเลยที่ 1 จะพูดจาต่อว่านายอภิชาตด้วยกริยาเกรี้ยวกราดเสียงดังก็เป็นเพียงการแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องทำงานของนายอภิชาตเพื่อทวงเงินค่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไปแล้วแต่ยังได้รับไม่ครบ จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร ส่วนการที่นายอภิชาตพูดไล่ให้จำเลยที่ 1 ออกไปแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออก ยังพูดต่อว่านายอภิชาตด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและเสียงดัง เป็นเหตุให้นายประสงค์เข้ามาเพื่อจะดึงตัวจำเลยที่ 1 ออกไปจนเกิดการผลักกันไปมาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายประสงค์ทำให้จำเลยที่ 1 ล้มหน้าคว่ำลงไปที่พื้นจนได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่ร่างกาย ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมโดยมีเหตุอันสมควร แต่เมื่อเกิดการโต้เถียงติดพันระหว่างกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่คู่กรณีจะต้องมีการตกลงพูดคุยกันให้จบกระแสความก่อน มิใช่ว่าจะต้องออกไปโดยทันที ทั้งปรากฏว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้องทำงานของนายอภิชาตก็ถูกนายประสงค์เข้ามาผลักดันทำให้จำเลยที่ 1 ล้มลง ซึ่งถ้าหากนายประสงค์ไม่เข้ามาผลักดัน จำเลยที่ 1 ก็อาจกำลังจะเดินออกจากห้องของนายอภิชาตก็เป็นได้ ประกอบกับหลังจากจำเลยที่ 1 ลุกขึ้นแล้วก็ออกไปรอนางสาวสุนทรีที่หน้าสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วม ไม่ได้เข้าไปหานายอภิชาตซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานอีก ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ออกไปจากสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมก็เพราะต้องรอให้นางสาวสุนทรีหรือจำเลยที่ 2 มารับไปส่งโรงพยาบาล เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถขับรถไปโรงพยาบาลเองได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มาถึงสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วม หลังจากที่จำเลยที่ 1 กับนางสุนทรีกำลังจะไปโรงพยาบาลแล้ว ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธหรือกระทำการอันใดอันเป็นการบ่งชี้ว่าจะเข้าไปทำร้ายนายประสงค์เพราะหากจำเลยที่ 2 ต้องการที่จะเข้ามาทำร้ายนายประสงค์จริงแล้วก็คงต้องเตรียมอาวุธมาด้วยเพราะนายประสงค์ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ยังมีคนงานอื่นของโจทก์ร่วมอยู่ในบริเวณสำนักงานชั่วคราวด้วย และได้ความว่าหลังจากวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังทำงานให้โจทก์ร่วมอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ตามที่นายอภิชาตทำเรื่องขอเบิกเงินค่าแรงให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่หลายจุด แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับไม่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดของจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าเมื่อครบกำหนด 1 เดือน ผู้ดูแลจะลบข้อมูลทิ้งทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นกรณีเหตุการณ์ปกติ ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้วผู้ดูแลลบข้อมูลทิ้งก็เป็นเรื่องการปฏิบัติตามปกติ แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่มีเหตุการณ์ทะเลาะกันจนเกิดการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อกาย แต่ไม่มีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ประกอบการดำเนินคดีจึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ยอมออกจากสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออกแล้ว เป็นกรณีไม่มีเหตุอันสมควร หรือการที่จำเลยที่ 2 เข้าไปในที่ทำการสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมอันจะเป็นความผิดในข้อหาบุกรุก เนื่องจากเป็นการเข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมโดยมีเหตุอันสมควรมาแต่ต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 แม้โจทก์ร่วมจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายระพินทร์ ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกได้โดยมิได้ระบุข้อหาความผิดไว้ แต่การมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับหรือเจตนาที่ผู้แทนนิติบุคคลให้ไว้ เมื่อปรากฏว่าตามรายการประชุมของโจทก์ร่วม ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาบุกรุกเท่านั้น มิได้มีมติให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย การที่นายระพินทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย จึงเป็นการกระทำนอกเหนือจากเจตนาของโจทก์ร่วม การแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วม ถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — บริษัท บ.
จำเลย — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเชาวนัฐ บุญลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2561
#628166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร บางส่วนจากบริษัท อ. ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และแม้ตามมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมายหรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แต่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 4 จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 ยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 30 (4) เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,175,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 44,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สิน รวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร โดยซื้อจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทบางส่วนจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 ออกไปจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทโอดีซี่ จำกัด ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทโอดีซี่ จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย มาตรา 5 ส่วนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 ส่วนพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ใช้บังคับเฉพาะเอกชนที่เป็นผู้โอนและผู้รับโอนเท่านั้น โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 และเมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 สิทธิการเช่าของจำเลยที่ 3 ย่อมสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 30 (4) เห็นว่า จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมาย หรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แม้โจทก์และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจะเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามมาตรา 7 แต่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 ซึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมที่รัฐ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและสหกรณ์นิคมเป็นผู้ให้เช่า เมื่อโจทก์ไม่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่สิ้นสุดตามมาตรา 30 (4) ประกอบกับจำเลยที่ 3 ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้เข้าใช้ที่ดินของผู้อื่นเพื่อทำนามาแล้วอย่างน้อยหนึ่งฤดูการทำนา ถ้าบุคคลนั้นอ้างว่าตนเป็นผู้เช่านา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ได้มีการเช่านากันตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เจ้าของที่ดินจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 25 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ให้การว่าทำนาในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี ไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง จึงได้รับการสันนิษฐานว่าได้มีการเช่านา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการวินิจฉัยที่นอกเหนือหรือเกินไปกว่าประเด็นแห่งคดีตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้นำสืบหรือ นำหลักฐานเกี่ยวกับราคาค่าเช่าที่ดินในบริเวณใกล้เคียงมาแสดงหรือนำสืบต่อศาล แต่ราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นราคาที่เหมาะสมแล้วนั้น ข้อนี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์สมควรแก่กรณีและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 30 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวจิมมี่ ศรีกุลวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2561
#626052
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องอ้างว่าการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคเพื่อนำไปใช้จ่ายบำรุงซ่อมแซมสโมสรและสระว่ายน้ำเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้าน เพราะอยู่นอกแผนผังและโครงการที่ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาต แต่ปรากฏว่าตามมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนยังไม่ได้มีมติให้ใช้จ่ายตามรายการดังกล่าว แต่ให้ผู้ดำเนินการนำเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจึงยังไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 วาระที่ 6.2 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางปี 2558

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ตั้งอยู่ภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะจากผู้จัดสรรที่ดินไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ผู้คัดค้านจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 และในวาระที่ 6.2 มีเรื่องพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี 2558 และอัตราจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางปี 2558 ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้ที่ 28 บาท ต่อตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 วาระที่ 6.2 ดังกล่าวเป็นมติที่ขัดต่อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการจัดตั้งผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่าแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจัดสรรในหมู่บ้านดังกล่าวย่อมต้องเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วย และเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง การกำหนดและการแก้ไขอัตราค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก ตามที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47, 48 และ 49 ให้อำนาจไว้ ต่อมาผู้คัดค้านได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ในวันที่ 15 มีนาคม 2558 ซึ่งผู้ดำเนินการนำเสนอแผนการดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติให้ทบทวนการใช้จ่ายดังกล่าวใหม่ โดยให้นำรายละเอียดค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการแจกแจงพร้อมลำดับความเร่งด่วน เพื่อพิจารณาอัตราค่าใช้จ่ายอีกครั้งภายใน 60 วัน และให้คงจัดเก็บค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นเงิน 28 บาท ต่อตารางวาไปก่อน โดยมีคะแนนเสียงรับรองคิดเป็นร้อยละ 93.41 ของคะแนนเสียงในที่ประชุมทั้งหมด ถือว่ามติดังกล่าวได้รับการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกที่ให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ 28 บาท ต่อตารางวา ซึ่งเป็นอัตราเดิมจึงเป็นมติที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านเพราะจะนำไปบำรุงซ่อมแซมสโมสรและสระว่ายน้ำซึ่งอยู่นอกแผนผังและโครงการที่ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาตนั้น ปัญหานี้ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องและนำสืบมาในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยเห็นว่า แม้ตามงบประมาณปี 2558 ท้ายรายงานการประชุม หมวด 7 งบพัฒนาปรับปรุง มีรายการค่าซ่อมแซมสระว่ายน้ำและค่าปรับปรุงสโมสร แต่เมื่อตามมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก วาระที่ 6.2 ที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนปรากฏว่าที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกยังไม่ได้มีมติให้ใช้จ่ายตามรายการดังกล่าว แต่ให้ผู้ดำเนินการนำเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจึงยังไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนเสียได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 44 (1) ม. 46 ม. 48 (3) ม. 49 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศุภร ผู้บังเกิดผล
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมหันต์โชค แฉล้มเขตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5061/2561
#626226
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้ประหารชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโทษที่วางก่อนกำหนดโทษใหม่ไม่มีโทษปรับ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 145/1 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาขับรถยนต์ในขณะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการติดต่อผู้มารับยาเสพติดให้โทษของกลางจนสามารถจับกุมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) และ 53 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 900,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต และปรับ 900,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157/1 วรรคสอง (ที่ถูกประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ที่ถูก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 6 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือน รวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 33 ปี 7 เดือน และปรับคนละ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,400,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท เมื่อรวมกับโทษสำหรับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 3 เดือน ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 4 ไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 4 หลาบจำและมีโอกาสกลับตัวได้ยิ่งขึ้น จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงปรับ 5,000 บาท และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 ไว้โดยให้จำเลยที่ 4 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติลาว สัญชาติลาว เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทย บริเวณตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ได้เข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอันถูกต้อง มีเมทแอมเฟตามีน 4,200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 114.824 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสี่เสพเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 คงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถกระบะและได้ลงจากรถยนต์ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งนั่งโดยสารไปในรถกระบะนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีพันตำรวจโท สุทินและพันตำรวจตรี ปาระเมศร์มาเบิกความเป็นพยานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 ไปกับจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 3 ได้ยืมรถกระบะของนางดัชณี น้องสาว เพื่อไปซื้อสิ่งของ แล้วจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 2 ไปที่สวนเสือตระการ ส่วนจำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 4 ไปเปิดห้องพักที่โรงแรม ระหว่างนั้นมีคนโทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงออกจากห้องพักแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านหนองไฮ ต่อมาจำเลยที่ 3 ขับรถกระบะไปหาจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปที่สวนเสือตระการ จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ก็ต่อเมื่อรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะรู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำเบิกความของพันตำรวจตรี ปาระเมศร์ว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ตอบปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง จึงเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว โดยสัญชาตญาณ จำเลยที่ 3 และที่ 4 คงจะวิ่งหนีไปไม่ยอมให้จับกุม การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้หลบหนี จึงอาจเป็นไปได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาเพื่อรับเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับพยานโจทก์มิได้เบิกความเลยว่าเห็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการอย่างใด อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้เห็นเกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุที่จับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุ คดีนี้ แม้จะจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ในขณะอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุ แต่ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ และให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้และของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx ของกลาง ของจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx ของกลาง จำเลยที่ 3 ได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ถือว่ากฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นวางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 เป็นการเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยให้จำคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโทษที่วางก่อนกำหนดโทษใหม่ไม่มีโทษปรับ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน ส่วนโทษสำหรับจำเลยอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — ท้าว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายชินวัฒน์ ศุภนิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2561
#629009
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะฟังว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของ น. มิใช่สินสมรสตามที่ผู้ร้องสอดยกขึ้นต่อสู้ก็ตาม น. ก็มีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนโดยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงบางส่วน และยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของ น. ให้แก่จำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 ดังนั้น การที่ น. ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้แก่จำเลย จึงเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะกระทำได้ ไม่ทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ส่วนการที่ น. และจำเลยแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้ ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการโอนก็เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่หน่วยงานราชการจะต้องไปดำเนินการเรียกเอาจากผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากสารบัญจดทะเบียนประเภทการจดทะเบียนลงชื่อคู่สมรส การบรรยายส่วนการแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมในโฉนดที่ดินเลขที่ 21764 และเลขที่ 21767 ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28428 ถึงเลขที่ 28440 และเลขที่ 28509 ให้โจทก์ได้รับมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 21764 และเลขที่ 21767 จำนวน 1 ใน 4 ส่วน หรือเท่ากับ 1,100.1 ส่วน และ 3,005.4 ส่วน ของที่ดินแต่ละแปลงตามลำดับ ให้ถือว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 28428 ถึงเลขที่ 28440 และเลขที่ 28509 ก่อนถูกจำเลยยื่นเรื่องขอแบ่งแยกมีผลใช้บังคับอยู่ และให้จำเลยไปยื่นเรื่องขอให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจำนวน 1,100.0 ส่วน และ 3,005.4 ส่วน ตามลำดับ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้พิพากษาว่าการทำนิติกรรมของพลตรีนาวีและจำเลยเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 21764 และเลขที่ 21767 ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาตกเป็นโมฆะ ให้ผู้ร้องสอดและนางสาวพีรานุชเป็นผู้มีสิทธิ ส่วนจำเลยไม่มีสิทธิและโจทก์ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตามลำดับ

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมของทุกฝ่ายทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์และผู้ร้องสอดมีอำนาจฟ้องและมีอำนาจร้องสอดเข้ามาตามลำดับในคดีนี้ ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และเนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาไม่ว่าในประเด็นใด ๆ ด้วย คดีของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เช่นเดียวกัน พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามปรากฏในสารบัญจดทะเบียนท้ายตราจองเลขที่ 114 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นตราจองเลขที่ 399 และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 21764 ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2524 พลตรีนาวีมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับผู้อื่นอีก 4 คน มีชื่อนางลำใย รวมอยู่ด้วย ต่อมานางลำใยถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 25 และ 27 กันยายน 2538 พลตรีนาวีและบุคคลอื่นอีก 3 คน รับโอนมรดกส่วนของนางลำใยและยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ ครั้นวันที่ 16 ธันวาคม 2539 จึงมีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยเป็นส่วนของพลตรีนาวี 11 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา ส่วนตราจองเลขที่ 28 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นตราจองเลขที่ 396 และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 21767 ว่า เดิมพลตรีนาวีมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับผู้อื่นอีก 4 คน มีชื่อนางลำใยรวมอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2538 นางลำใยถึงแก่ความตาย ในวันที่ 25 และ 27 กันยายน 2538 พลตรีนาวีและบุคคลอื่นอีก 3 คน รับโอนมรดกส่วนของนางลำใยและยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ ครั้นวันที่ 16 มกราคม 2540 จึงมีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยเป็นส่วนของพลตรีนาวี 30 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ดังนั้น การที่เมื่อวันที่ 7 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 พลตรีนาวีและจำเลยร่วมกันไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ว่าที่ดินแปลงเครื่องหมายดังกล่าวข้างต้น ซึ่งหมายถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 21764 และ 21767 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและบุคคลทั้งสองได้มาโดยการซื้อและจดทะเบียนเมื่อปี 2529 จึงเป็นความเท็จ ทั้งพนักงานอัยการจังหวัดสระบุรีก็ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 3,000 บาท รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4599/2556 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า การที่พลตรีนาวีและจำเลยร่วมกันแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้มาระหว่างสมรสโดยการซื้อและเป็นสินสมรสโดยมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ ค่าอากร และค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดิน เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะฟังว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของพลตรีนาวีมิใช่สินสมรสตามที่ผู้ร้องสอดยกขึ้นต่อสู้ก็ตาม พลตรีนาวีก็มีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนโดยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงบางส่วน และยกกรรมสิทธิ์ในส่วนของพลตรีนาวีให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ดังนั้น การที่พลตรีนาวียกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้แก่จำเลย จึงเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่พลตรีนาวีจะกระทำได้ ไม่มีผลทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด ส่วนการที่พลตรีนาวีและจำเลยแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้ ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการโอนก็เป็นหน้าที่ของรัฐ โดยสำนักงานที่ดินหรือกรมสรรพากรแล้วแต่กรณีที่จะต้องไปดำเนินการเรียกเอาค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้ ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการโอนเอาจากผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1473
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิง ส.
โจทก์ — โดยนางสาว ภ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้ร้องสอด — นางสาว ร.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048 -ที่ 5049/2561
#630926
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลฎีกาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายมาสอบถามราคาทรัพย์ทั้งหมดตามพินัยกรรมและให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองสำนวนให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันดังกล่าว จำเลยทั้งสามทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าจำเลยทั้งสามทิ้งฟ้องฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกในอัตราส่วนที่เท่ากัน (ยกเว้นที่ตึกตรงที่ดินจัดสรร) ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมของเจ้ามรดกฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์มรดกดังกล่าวตามกฎหมาย ห้ามมิให้บุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายเข้าเกี่ยวข้องในทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสองได้รับ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามตลอดจนวงศ์ญาติและบริวารออกจากที่ดินและบ้านเลขที่ 21/13 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 25856 และ 25857 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินและอาคารชื่อ ส.ธนากิตติ์แมนชั่น เลขที่ 123 หมู่ที่ 6 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 88205 ที่ดินและอาคารบนโฉนดเลขที่ 98198 ที่ดินและอาคารเลขที่ 127 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 46093 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สิน คนงาน และสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสามตลอดจนวงศ์ญาติและบริวารออกจากที่ดินและอาคารมรดกดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามตลอดจนวงศ์ญาติและบริวารส่งมอบที่ดินและอาคารทั้งหมดข้างต้นคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามตลอดจนวงศ์ญาติและบริวารรบกวนการครอบครองหรือการใช้ประโยชน์ในทรัพย์มรดกดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง หรือทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามพินัยกรรมของผู้ตาย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเงินดอกผลในทรัพย์มรดกที่จำเลยทั้งสามตลอดจนวงศ์ญาติและบริวารได้รับไปเป็นเงิน 950,000 บาท คืนแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นในสำนวนแรกให้ยกและให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันคืนเงินให้โจทก์ทั้งสอง 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายมาสอบถามราคาทรัพย์ทั้งหมดตามพินัยกรรมและให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองสำนวนให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันดังกล่าว จำเลยทั้งสามทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าจำเลยทั้งสามทิ้งฟ้องฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางวัลลิภา เนติบันลือฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2561
#625721
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งตัวแทนเชิดเพื่อทำกิจการอันใด ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5150, 44768, 44769, 44770, 44771, 44772, 44773 และ 44774 คืนแก่โจทก์โดยปลอดจากภาระผูกพัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5150, 44768, 44769, 44770, 44771, 44772, 44773 และ 44774 คืนแก่โจทก์โดยปลอดจากจำนองและภาระผูกพันใด ๆ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5150 และ 24667 เนื้อที่รวม 11 ไร่ 2 งานเศษ จากนางศิริ และนายสมนึก ในราคา 14,953,250 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 203,750 บาท ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2555 จำเลยชำระเงินส่วนที่เหลือและมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อจำเลย แล้วจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารออมสิน สาขานครไทย เป็นเงิน 10,000,000 บาท และนำมาชำระค่าที่ดิน ในวันดังกล่าวโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลย 3,300,000 บาท ต่อมาจำเลยขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ 5150 แล้วรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยรวม 9 แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5150 จึงมีเนื้อที่คงเหลือเพียง 11 ไร่ 12.5/10 ตารางวา โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวรวม 9 ห้อง แล้วจำเลยขายที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น จากนั้นจำเลยนำเงินที่ได้ไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารออมสิน ต่อมาภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยรวม 8 แปลง คือ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5150 และ 44768 ถึง 44774 และนำไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารออมสิน สาขานครไทย

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางวิกานดาภริยาโจทก์ นายวรวัฒน์ นายสวัสดิภาพ และนางสาวเจนจิราลูกจ้างโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันสรุปความได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จัดสรรที่ดิน และก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปที่จังหวัดพิจิตร เมื่อปี 2553 โจทก์รับจ้างซ่อมแซมอาคารและหอประชุมโรงเรียนนครไทยพิทยาคม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และพบจำเลยซึ่งขณะนั้นเปิดร้านขายอาหารตามสั่งและร้านขายเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเลยบอกโจทก์ว่า เจ้าของที่ดินบริเวณฝั่งตรงข้ามร้านอาหารของจำเลยจะขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ ราคาประมาณ 15,000,000 บาท โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขายให้แก่บุคคลทั่วไป แต่โจทก์เป็นคนต่างพื้นที่เกรงว่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ที่ทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อำเภอนครไทย โจทก์จึงให้จำเลยติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดิน เมื่อซื้อที่ดินพิพาทแล้วโจทก์จะให้จำเลยจัดการในเรื่องเอกสารและติดต่อทำธุรกรรมกับบุคคลภายนอก รวมถึงการทำสัญญาซื้อขาย จดทะเบียนจำนอง การขอรังวัดที่ดินพิพาท การขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ และทำสัญญาซื้อขายอาคารพาณิชย์กับบุคคลอื่น โดยโจทก์จะเป็นฝ่ายลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เมื่อขายอาคารพาณิชย์ได้จะแบ่งปันผลกำไรให้จำเลยร้อยละ 30 นางชุติมา ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเขตพิจิตร และนายศุภศักดิ์ ผู้จัดการธนาคารออมสิน สาขานครไทย พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อปี 2555 โจทก์มาปรึกษานางชุติมาเรื่องการขอสินเชื่อไปลงทุนก่อสร้างอาคารที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นางชุติมาแนะนำและติดต่อนายศุภศักดิ์ให้ดูแลเรื่องสินเชื่อแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยมาพบนายศุภศักดิ์ที่ธนาคารออมสิน สาขานครไทย และขอกู้ยืมเงิน 10,000,000 บาท เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ โดยใช้ที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน และนายศุภศักดิ์จึงทราบจากจำเลยว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ส่วนจำเลยเปิดร้านอาหารตามสั่งไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการก่อสร้างมาก่อน นางณัฐชา นายสุวรรณ์ และนายนิติ พยานโจทก์ซึ่งรับติดตั้งกระจกอะลูมิเนียมและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในจังหวัดพิจิตรเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดพิจิตรและเคยสั่งซื้อสินค้า คืออิฐมวลเบา อะลูมิเนียม และเหล็กจากร้านค้าของพยานหลายครั้งไปใช้ก่อสร้างที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นางเปรมฤดีพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทเบิกความว่า เมื่อปี 2555 พยานทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างหอพักและอาคารพาณิชย์กับจำเลยเพราะพยานเชื่อถือโจทก์ที่ดำเนินการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินพิพาท และจำเลยบอกกับพยานว่าจำเลยทำธุรกิจร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการก่อสร้าง โดยโจทก์รับผิดชอบเรื่องการก่อสร้าง ส่วนจำเลยรับผิดชอบในส่วนของการขายอาคารพาณิชย์เท่านั้น พยานจึงทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างกับจำเลย เพราะลำพังจำเลยไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอว่าจะทำการก่อสร้างอาคารหอพักและอาคารพาณิชย์ให้แก่พยานได้ เนื่องจากจำเลยทำธุรกิจเปิดร้านขายเครื่องคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ เท่านั้น ดังนี้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีเพียงจำเลยเบิกความลอย ๆ อ้างว่าจำเลยลงทุนซื้อที่ดินพิพาทในราคาประมาณ 15,000,000 บาท จากเจ้าของที่ดินแล้วว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินพิพาท กับก่อสร้างอาคารหอพักกับอาคารพาณิชย์ให้นางเปรมฤดี ซึ่งปรากฏว่าบริษัทกรีนวิว เฮาส์ จำกัด ของจำเลยเพิ่งจดทะเบียนประกอบกิจการซื้อขายที่ดินและจัดสรรที่ดินเมื่อปี 2556 ภายหลังจากจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสัญญาก่อสร้างหอพักและอาคารพาณิชย์ให้แก่นางเปรมฤดี นอกจากนี้ นายบรรดาศักดิ์ พยานจำเลยเองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารออมสิน สาขานครไทย เบิกความว่า ขณะที่จำเลยมาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากธนาคารดังกล่าว เป็นเงิน 10,000,000 บาท นั้น จำเลยมีเงินฝากหมุนเวียนในบัญชีเพียงประมาณ 300,000 บาท อีกทั้งนายทินกร พยานจำเลยเองเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ก่อนที่พยานซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลย จำเลยไม่เคยทำธุรกิจจัดสรรที่ดินขายมาก่อน จากเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นและเหตุผลอื่น ๆ ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้วนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารได้หรือไม่ จำเลยฎีกาต่อสู้ว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การกู้ยืมเงิน และการทำสัญญาจำนองเป็นกิจการที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงต่อศาลว่าโจทก์ได้ตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนของโจทก์ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเอกสารที่จำเลยนำมาแสดงต่อศาลว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่อาจนำสืบพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารดังกล่าวได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ กรณีตัวแทนเชิดไม่อยู่ในบังคับมาตรา 798 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การตั้งตัวแทนเพื่อทำกิจการอันใดจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด กรณีนี้โจทก์เป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ และการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลในความจริงว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์นั้นมิใช่การนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ประเด็นต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยฎีกาต่อสู้ว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) จึงไม่เป็นการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 810
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภโชค ชาญณรงค์
จำเลย — นายทักษิณ แจ่มชาวนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายภูมิกิติ พิมพ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5020/2561
#662437
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 1548 บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ซึ่งจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนและเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้ ทั้งนี้เด็กและมารดาเด็กต้องอยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้ เมื่อโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน คดีดังกล่าวจำเลยทั้งสองคัดค้าน ดังนั้น การที่โจทก์จะไปยื่นคำร้องจดทะเบียนเป็นหนังสืออีกเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสอง ตามมาตรา 1548 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องป.พ.พ. มาตรา 1548 วรรคสาม บัญญัติถึงการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาลใน 3 กรณี คือ กรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ คดีจึงต้องพิจารณาเพียงว่าการไม่ให้ความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดามีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความยินยอม เพียงพอแก่การพิจารณาวินิจฉัยคดีตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจึงหาใช่ไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนในการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้ความยินยอมของจำเลยทั้งสองต่อนายทะเบียนในการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ก. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน หากไม่ไปหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการให้ความยินยอมนั้น เมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคท้าย จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมาตั้งแต่ปี 2548 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 นาง ต.จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมในการที่โจทก์จะจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โดยโจทก์แถลงไม่ติดใจจดทะเบียนรับรองบุตรและได้ถอนฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การที่โจทก์ไม่เคยพาจำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อนายทะเบียนสำนักงานเขตตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสอง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก” วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายในหกสิบวันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กหรือมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่า เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบวัน” และวรรคสาม บัญญัติว่า “ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล” เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของบทกฎหมาย บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ทั้งเด็กและมารดาเด็กจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนด้วย ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิที่เด็กจะพึงได้รับจากผู้เป็นบิดาเป็นเรื่องประโยชน์ของเด็กและการให้ความยินยอมเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้ การที่กฎหมายบังคับให้ผู้ขอรับรองบุตรต้องได้รับความยินยอมก็ต่อเมื่อเด็กและมารดาเด็กอยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์มาก่อนแล้ว ซึ่งในคดีดังกล่าวก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้คัดค้านการขอจดทะเบียนรับรองบุตรผู้เยาว์ เช่นนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยขณะยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 อายุเพียง 7 ปีเศษ ยังไร้เดียงสา และจำเลยทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธต่อสู้คดีขอคัดค้านการขอจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เช่นเดิม ดังนั้น การที่โจทก์จะไปยื่นคำร้องจดทะเบียนเป็นหนังสืออีกเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองตามมาตรา 1548 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ทั้งสิทธิได้รับมรดกของจำเลยที่ 2 อันจะพึงได้จากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629 อาจต้องเนิ่นนานออกไปพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาประการนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบทำนองไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยงดสืบพยานฝ่ายจำเลยทั้งสอง อันเป็นการขัดกับเจตนารมณ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม บัญญัติถึงการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาลใน 3 กรณี คือ กรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ ซึ่งคดีนี้กรณีผู้เยาว์ไม่อาจให้ความยินยอมนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ คดีจึงมีปัญหาพิจารณาวินิจฉัยเพียงว่าการไม่ให้ความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดามีเหตุอันสมควรหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาว่าสมควรให้โจทก์จดทะเบียนเด็กเป็นบุตรหรือไม่ เมื่อพิจารณาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดแล้ว แม้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยทั้งสองหยุดถามค้านและงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นได้สอบถามนาง ต. ผู้รับบุตรบุญธรรมได้ความว่า โจทก์คือบิดาของจำเลยที่ 2 เคยติดต่อมาที่นาง ต. เพื่อจะมาพบจำเลยที่ 2 นาง ต. จึงบอกโจทก์หากจะพบลูกให้ติดต่อกับมารดาจำเลยที่ 2 แล้วนาง ต. แจ้งสิทธิว่าเป็นผู้รับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมแล้วและไม่ยอมให้โจทก์พบ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะยินยอมหรือไม่นาง ต. ไม่สามารถให้ความเห็น ความยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงได้เลื่อนนัดไปอีกเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 1 มาศาล ศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยที่ 1 ถึงเหตุที่ได้คัดค้าน จำเลยที่ 1 ก็ได้แถลงว่าการที่โจทก์ยื่นฟ้องเพื่อจดทะเบียนรับรองบุตรในคดีนี้ จำเลยที่ 1 คัดค้านเพราะเหตุว่าโจทก์ขาดความรับผิดชอบต่อบุตรและต่อจำเลยที่ 1 โดยทิ้งจำเลยที่ 1 และบุตรไปตั้งแต่บุตรอายุ 6 เดือน ทั้งที่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบอาชีพ ทำให้จำเลยที่ 1 และบุตรอยู่ด้วยความยากลำบากและมีหนี้สิน และทราบว่าโจทก์มีผู้หญิงอื่นอยู่เรื่อย ไม่อยากให้บุตรไปพบเจอสภาพของโจทก์ซึ่งเป็นบิดามีผู้หญิงอื่นหลายๆ คนในเวลาเดียวกัน เช่นนี้ จึงเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความยินยอม เพียงพอแก่การพิจารณาวินิจฉัยคดีตามเจตนารมณ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 แล้ว การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงหาใช่ไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สมควรให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำแถลงของจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ฝังอยู่ในใจของจำเลยที่ 1 จึงทำให้จำเลยที่ 1 รู้สึกไม่สมควรที่จะยอมให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้แถลงให้ศาลทราบอยู่ว่าโจทก์ได้มาเยี่ยมบุตรที่บ้านของนาย ท. พี่ชายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ฝากให้ดูแลจำเลยที่ 2 และโจทก์ให้เงินครั้งละ 10,000 บาท ถึง 30,000 บาท แสดงว่า โจทก์ได้มีการกระทำเอาใจใส่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ทราบบ้างแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่อยากให้บุตรไปพบเจอสภาพของโจทก์ซึ่งเป็นบิดามีผู้หญิงอื่นหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน ก็มิใช่เหตุอันควรที่ยกขึ้นไม่ให้ความยินยอมเพราะแม้ไม่จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจปฏิเสธสภาพของความเป็นบิดากับบุตรโดยสายเลือดอยู่นั่นเอง พิจารณาได้ความดังวินิจฉัยมา เมื่อพิจารณาต่อว่าปัจจุบันจำเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมของนาง ต. ซึ่งอำนาจปกครองเป็นของนาง ต. เพียงผู้เดียว ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบิดามารดาโดยกำเนิดก็หมดอำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 วรรคหนึ่ง อยู่เช่นเดิม ทั้งขณะศาลฎีกาพิจารณาอยู่นี้ก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีอายุ 12 ปีเศษแล้ว นับว่าพอรู้ความตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นแล้ว เช่นนี้ การให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้ตรงกับความเป็นจริงของสายเลือดผู้เป็นบิดาโดยกำเนิด ย่อมเป็นประโยชน์สูงสุดของจำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
บุญมี ฐิตะศิริ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2561
#624891
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ ป.วิ.พ. มาตรา 334 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 247 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ศาลแขวงสุพรรณบุรี พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดตรังซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 35805, 63682 และ 79935 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 3 รายจำนองผู้ร้องขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองซื้อที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ จากการขายทอดตลาดและจดทะเบียนรับโอนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559

วันที่ 7 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตรัง) ขอให้ศาลออกหมายบังคับจำเลยและหรือบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการบังคับคดีนอกเขตศาล ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือ ศาลแขวงสุพรรณบุรี หาใช่ศาลชั้นต้นไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม (เดิม) ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรีได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 การที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนทรัพย์สินที่ขายอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องแล้วยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้บังคับจำเลยและบริวารของจำเลยที่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการยื่นฟ้องกล่าวหาจำเลยและบริวารของจำเลยต่อศาลขึ้นใหม่ตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 เพิ่มโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามมาตรา 247 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาใช้บังคับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายกคำสั่งคำร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของศาลชั้นต้นและที่ให้ส่งถ้อยคำสำนวนนี้ไปยังศาลฎีกา และยกคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเสียด้วย ให้ส่งอุทธรณ์พร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามลำดับชั้นศาล ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ (เดิม) ม. 244/1 ม. 247 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจริญยนต์ลามั่นคงธุรกิจ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระพันธ์ ขวัญศรีสุทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสากล รัตนคามินี
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4831/2561
#626221
เปิดฉบับเต็ม

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมใหญ่นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1171 บัญญัติไว้เพียงว่าให้มีการประชุมดังกล่าวครั้งแรกภายใน 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนบริษัทและครั้งต่อ ๆ ไป อย่างน้อย 1 ครั้ง ทุก 12 เดือน โดยมิได้มีบทบังคับให้ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและลงมติกันเสียก่อนว่าจะให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ดังนั้นการที่ อ. กรรมการบริษัทจำเลยออกหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยครั้งที่ 1/2558 จึงไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558

จำเลยโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนายอุทิศเป็นผู้แทนชั่วคราวให้มีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ทั้งสองและนายอุทิศ เป็นกรรมการโดยนายอุทิศลงลายมือชื่อร่วมกับโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 และประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 นายอุทิศออกหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2558 ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โดยไม่ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยเพื่อลงมติให้เรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุให้ต้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1171 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งก็เพื่อพิจารณาและอนุมัติงบดุล รายงานของผู้สอบบัญชีและการจ่ายเงินปันผล ตลอดจนการยื่นเอกสารเพื่อเสียภาษี กฎหมายมิได้กำหนดว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีมติกรรมการของบริษัทและมิได้กำหนดห้ามมิให้กรรมการคนเดียวเป็นผู้ออกหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1171 โดยปกติเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะต้องใช้ร่วมกันจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นั้น เห็นว่า การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมใหญ่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1171 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่เพียงว่าให้มีการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกภายใน 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนบริษัทและครั้งต่อ ๆ ไปอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกระยะเวลา 12 เดือน โดยมิได้มีบทบังคับให้ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและลงมติกันเสียก่อนว่าจะให้เรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นหรือไม่ ดังนั้นการที่นายอุทิศ กรรมการบริษัทจำเลยออกหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2558 จึงไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายไม่มีเหตุต้องเพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1171
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. กับพวก
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทัศน์ ภัทรวรกุลวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
ทวี ประจวบลาภ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4796/2561
#624561
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้น แต่ น. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษาลงโทษ น. ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ของกลาง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อ น. ในเรื่องซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและให้ น. นำรถจักรยานยนต์ไปติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบได้ แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 แต่เมื่อฟังไม่ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ จะต้องคืนแก่เจ้าของ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และมีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9), 215 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน แต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของกลางแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้น แต่นายนพดลหรือดล จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษาลงโทษนายนพดล จำเลยที่ 1 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นคดีนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของกลางแก่จำเลยนั้นเกินคำขอและขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ ร่วมกันวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 95 เม็ด จากนายนพดล ต่อมาร้อยตำรวจโท สงคราม กับพวกจับจำเลยได้ที่หน้าบ้าน กล่าวหาว่าร่วมกับนายนพดลมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างนายนพดลกับจำเลยก่อนเกิดเหตุนั้นยังไม่อาจรับฟังได้โดยแน่แท้ว่าเป็นการติดต่อกันในเรื่องซื้อขายเมทแอมเฟตามีน พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับนายนพดลกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อนายนพดลในเรื่องซื้อขายเมทแอมเฟตามีน และรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยให้นายนพดลนำรถจักรยานยนต์ไปติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบได้ แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวไว้แล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อฟังไม่ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ จะต้องคืนแก่เจ้าของ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9), 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 เดิมเป็นคดีเดียวกัน และศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมิได้ร่วมกับนายนพดลกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของกลางแก่จำเลยจึงชอบแล้ว และถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 176 วรรคสอง ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 215
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายสมพงษ์หรือหนู ขอนทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4750 -ที่ 4751/2561
#624889
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ได้ เมื่อคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมระบุว่า หากคู่สัญญามีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญา รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญา หรือความสมบูรณ์ของสัญญา ให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่นำสืบจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ผู้คัดค้านยกขึ้นโต้แย้งเป็นประเด็นพิพาทไว้ถูกต้องครบถ้วน ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) และ (5) แล้ว ไม่อาจโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด

ศาลจะแทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งว่า อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระแก่ผู้ร้องโดยมิได้วินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบว่า ผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ผู้คัดค้านจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และอุทธรณ์คัดค้านในประเด็นการกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับของอนุญาโตตุลาการ นั้น ล้วนเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยโดยขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไม่ เมื่ออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการรับฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องและข้อวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับภายใต้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและผู้ร้องนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการโดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 45 (1) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ว่าการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้

ตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) จากคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้วแต่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้พิพาทต่างฝ่ายต่างยื่นคำร้องในมูลคดีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกัน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และต่างฝ่ายต่างเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) เป็นเหตุให้ค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่มิได้แยกยื่นคำร้องเป็นคนละคดีกัน กรณีจึงมีเหตุสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่พิพาทเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทแต่ละคนได้ชำระ ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับ ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกบริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด ผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกบริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยบังคับผู้คัดค้านให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 45,421,859.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้าน/ข้อเรียกร้องแย้ง (วันที่ 28 เมษายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง พร้อมชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม กับค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคำนวณถึงวันยื่นคำร้องต้องไม่เกิน จำนวน 14,895,881.16 บาท และจำนวน 1,477,364 บาท ตามลำดับ กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาซึ่งผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 ผู้ร้องทำสัญญาว่าจ้างผู้คัดค้านก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยพร้อมที่จอดรถยนต์โครงการวู้ดแลนด์ สวีท พัทยา ตั้งอยู่เลขที่ 172/3 หมู่ที่ 5 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตกลงราคาจ้างเหมารวม 98,692,561.87 บาท กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ระหว่างการก่อสร้างมีการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง 2 ครั้ง ครั้งแรกมีกำหนด 30 วัน ถึงวันที่ 16 มกราคม 2551 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีกครั้งถึงวันที่ 12 มีนาคม ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 ผู้คัดค้านมีหนังสือขอหยุดทำการก่อสร้างชั่วคราวไปถึงผู้ร้อง ในวันเดียวกันนั้นผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านเคลื่อนย้ายบุคลากรและคนงานออกจากโครงการก่อสร้างของผู้ร้อง วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ผู้ร้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2552 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระค่าก่อสร้างงวดสุดท้าย งานก่อสร้างเพิ่มเติม และเงินประกันผลงานจำนวน 20,910,357.18 บาท และคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าปรับและค่าเสียหาย จำนวน 210,023,969.45 บาท คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2551 จำนวนเงิน 4,934,629 บาท ซึ่งค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาฯ ให้แก่ผู้คัดค้าน ส่วนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2550 จำนวนเงิน 9,800,000 บาท ที่ค้ำประกันการรับเงินล่วงหน้าตามสัญญาจ้างเหมาฯ ให้ผู้ร้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อผู้ร้องได้รับชำระเงินซึ่งจ่ายล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่จำนวน 762,585.57 บาท จากผู้คัดค้านแล้ว และให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 45,421,859.84 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้าน/ข้อเรียกร้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง วันที่ 16 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย วันที่ 10 กันยายน 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น คดีมีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด ตามข้อสัญญา ข้อที่ 23 และสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท จึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกล่าวอ้างว่าคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากไม่ได้หยิบยกเรื่องข้อสัญญาจ้างเหมาและพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นสาระสำคัญขึ้นวินิจฉัย เนื่องจากระหว่างก่อสร้างผู้คัดค้านกับผู้ร้องตกลงให้มีการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง และไม่มีเจตนายึดถือเอากำหนดเวลาก่อสร้างเป็นสาระสำคัญ ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า ทางนำสืบของผู้คัดค้านล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งสิ้นการที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมเป็นสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ ปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว จึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้

ประเด็นแรกที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับมิได้แสดงคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้าลักษณะเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันต้องด้วยข้อยกเว้นแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ประเด็นข้อนี้ผู้คัดค้านยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นนำคำเบิกความของนายวิกุล และนางสาววรัษยา มาวินิจฉัยประกอบพยานเอกสารว่า สัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อ 23 ตกลงกันให้มีการเสนอข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งตามสัญญาทุกเรื่องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด และคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุดให้มีผลผูกพันคู่กรณี จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทเท่านั้น โดยศาลชั้นต้นมิได้พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานฝ่ายผู้คัดค้านแล้ววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักเชื่อถือได้ดีกว่ากันเพียงไร เห็นว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ขึ้นวินิจฉัยว่า ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เมื่อคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดคือผู้คัดค้านสามารถพิสูจน์ได้ว่าคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ว่า สัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ระบุว่า หากคู่สัญญามีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญาหรือความสมบูรณ์ของสัญญานี้ให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาข้อ 23 แล้ว การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ผู้คัดค้านยกขึ้นโต้แย้งเป็นประเด็นพิพาทไว้ถูกต้องครบถ้วน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) แล้ว ไม่อาจโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต่อมาที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเข้าเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ถ้ากรณีปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45 (1) ที่ให้สิทธิแก่ผู้คัดค้านที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้นั้น เห็นว่า หัวใจของกฎหมายอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลจะแทรกแซงในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งรวมถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้อย่างชัดแจ้งภายในกรอบที่จำกัด เช่น กรณีตามมาตรา 40 (1) (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (2) (ก) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เมื่อมาตรา 40 (2) (ข) วางหลักเกณฑ์ว่า ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้เมื่อมีกรณีปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องตีความประเด็นเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างเคร่งครัด เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบของอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายได้เลย สำหรับอุทธรณ์ข้อ 3 ของผู้คัดค้านในประเด็นที่อุทธรณ์โต้แย้งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ผู้คัดค้านเพียงแต่ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคัดค้านว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาโดยมิได้วินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการว่า ผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ส่วนอุทธรณ์ข้อ 4 ของผู้คัดค้านในประเด็นการกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับของอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 3 และ ข้อ 4 ของผู้คัดค้านดังกล่าว ผู้คัดค้านโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยโดยขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไม่ เมื่ออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการรับฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับภายใต้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและผู้ร้องนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการโดยละเอียดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยประการใดๆ กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 45 (1) ที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อ 3 และข้อ 4 ของผู้คัดค้าน

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้นผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาทเนื่องจากผู้คัดค้านส่งมอบงานงวดที่ 12 และงวดที่ 13 แล้ว แต่ผู้ร้องไม่ชำระเงินค่างวดดังกล่าว ส่วนผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและเรียกร้องแย้งว่า ผู้คัดค้านดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากผู้คัดค้าน และคณะอนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นพิพาทด้วยว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา และในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ได้มีการวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตำหนิว่าฝ่ายผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการเพียงให้ผู้ร้องชำระค่างวด 2 งวด กับคืนหนังสือค้ำประกัน จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสำนวนชั้นอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นข้อนี้ แม้ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) จากคู่พิพาทในลักษณะของคดีคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศหรือคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศนั้น เป็นการกำหนดให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดหรือคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดแล้วแต่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีนี้เป็นกรณีที่ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทต่างฝ่ายต่างได้ยื่นคำร้องในมูลความแห่งคดีเดียวกัน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในมูลคดีคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกัน โดยต่างฝ่ายได้เสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) เป็นเหตุให้ค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่มิได้แยกยื่นคำร้องเป็นคนละคดีกัน กรณีจึงมีเหตุสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่พิพาทเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทแต่ละคนได้ชำระไป ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นที่ผู้คัดค้านได้เสียมา จำนวน 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านและผู้ร้องคนละกึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคห้า
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (1) (ง) ม. 45 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561
#626055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,938,480 บาท เห็นว่า ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) เป็นผลกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากการคำนวณจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้เปรียบเทียบกับการคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยหนี้สินนั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระเงิน ย่อมนำมาคำนวณได้ทั้งกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โจทก์จึงต้องนำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท มารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน กลับ หรือแก้ไขคำสั่งของจำเลยในหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0709.08/4433 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 และหนังสือตอบอุทธรณ์ที่ กค 0709(กม.11)/4817 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ 466,187,595.35 บาท (ภาษีเงินได้นิติบุคคล 339,045,523.85 บาท และเงินเพิ่ม 127,142,071.50 บาท) ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 และตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากต้นเงิน 466,187,595.35 บาทนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง 32,633,131.67 บาท รวม 498,820,727.02 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 466,187,595.35 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีและเงินเพิ่ม รวม 466,187,595.35 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากต้นเงิน 466,187,595.35 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2557 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 32,633,131.67 บาท รวมเป็นเงิน 498,820,727.02 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 466,187,595.35 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 80,000 บาท เฉพาะดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 32,633,131.67 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระ (Independent Power Producer, "IPP") ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. โดยโจทก์ตกลงที่จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ในปริมาณพลังไฟฟ้า 660 เมกะวัตต์ โจทก์จัดหาแหล่งเงินทุนโดยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ ในต่างประเทศหลายแห่ง ในวงเงินกู้ยืม 460,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์จะต้องชำระคืนเงินกู้งวดแรกภายหลังที่โจทก์เริ่มมีรายได้จากการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation) โรงไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2555 โจทก์เริ่มผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โจทก์มียอดเงินกู้ยืมค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศจำนวน 453,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทยจำนวน 13,742,401,680 บาท มีกำไรจากการแปลงค่าเงินตราเป็นเงิน 1,195,938,480 บาท เมื่อหักกลบกับผลขาดทุนจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศรายการอื่นแล้ว มีกำไรสุทธิ 1,195,239,567.55 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โดยมิได้นำกำไรจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศดังกล่าวมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยว่า วิธีการรับรู้ผลกำไรจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง และโจทก์จะต้องนำผลกำไรดังกล่าวมารับรู้เป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์จึงยื่นหนังสือขอหารือต่ออธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยว่า "กรณีมีหนี้สินซึ่งมีค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในระหว่างที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังไม่แล้วเสร็จ โจทก์จะต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร โดยรับรู้ผลกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้ (1) กรณีมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว โจทก์จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายในการลงทุน โจทก์ต้องนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้นไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สิน เพื่อคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร" โจทก์ปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) และยื่นแบบฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 โดยการบวกผลกำไรที่เกิดจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 339,045,523.85 บาท และเงินเพิ่ม 127,142,071.50 บาท พร้อมกับยื่นหนังสือขอสงวนสิทธิโต้แย้งความเห็น ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 2 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เพื่อขอคืนภาษี 339,045,523.85 บาท ที่ชำระเพิ่มเติมไปตามแบบ ภ.ง.ด. 50 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) เพื่อขอคืนเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2553 จำนวน 127,142,071.50 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เป็นจำนวนเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวม 466,187,595.35 บาท โดยให้เหตุผลว่า โจทก์อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานได้กู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนในการก่อสร้าง มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชีปี 2553 เมื่อตีราคาเป็นเงินตราไทย ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์นำมาเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง ประกอบกับการตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/3392 ลงวันที่ 19 เมษายน 2556 กรณีโจทก์มีหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อคำนวณแล้วมีกำไรจากผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ชำระไว้ถูกต้องแล้ว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 5 ของจำเลยแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กำไรจากการตีค่าหนี้สินกู้ยืมเงินมาสร้างโรงไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวน 1,195,938,480 บาท โจทก์จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน ได้กู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนในการก่อสร้าง มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชีปี 2553 เมื่อตีราคาเป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่โจทก์นำไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ข้อ 13 ว่าเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เมื่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นรายได้ และไม่มีกฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โจทก์ย่อมต้องนำรายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ซึ่งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 แล้วตามกฎหมาย ทั้งเป็นจำนวนเงินที่คำนวณได้แน่นอนและเกิดขึ้นจริง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เป็นรายได้ฝ่ายทุนให้นำไปลดต้นทุนค่าก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านั้น ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติเช่นนั้น ทั้งกรณีไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับกรณีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 กำหนดให้นำไปรวมเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินเพื่อคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ ทั้งหากนำไปลดต้นทุนของทรัพย์สินย่อมมีผลให้ทั้งกรณีกำไรและขาดทุนจะถือเป็นฝั่งรายจ่ายทั้งหมด และไม่สะท้อนต้นทุนทรัพย์สินที่แท้จริง อีกทั้งทำให้เสียภาษีช้าลง ดังนั้น โจทก์จะต้องนำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ด้วย หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรและหนังสือตอบอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 บัญญัติในเรื่องการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า "เงินได้ที่ต้อง เสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี..." ซึ่งมาตรา 65 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสิทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่อไปดังนี้ ... (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้ (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้" ดังนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับกรณีที่โจทก์อ้างว่า โจทก์นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเกิดขึ้นจากการที่โจทก์ปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) ดังกล่าวไปใช้หักต้นทุนโรงงานไฟฟ้าของโจทก์ ทำนองเดียวกับที่นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการปฏิบัติตามบทกฎหมายเดียวกันนี้ไปใช้คำนวณต้นทุนโรงงานไฟฟ้าของโจทก์เช่นเดียวกัน อันเป็นการยอมรับว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนนี้เป็นผลประโยชน์หรือรายได้ของโจทก์ และเมื่อจำนวนหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เป็นเงินกู้ที่โจทก์กู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างโรงงานไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินในจำนวนหนี้เงินกู้ดังกล่าวก็ย่อมเป็นรายได้เนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 และโดยผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่มิใช่นิติกรรม ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่มาตรา 65 ทวิ (5) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อนำไปสู่การเสียภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 โดยให้คำนวณจำนวนหนี้ที่เหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินไทยโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นจำนวนหนี้ที่คิดเป็นเงินไทยในวันดังกล่าว เปรียบเทียบกับจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศนั้นที่คิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้มาตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง ว่าแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหากอัตราแลกเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งเงินไทยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่คำนวณเป็นเงินไทยน้อยลง กรณีถือว่ามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นผลกำไรหรือรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเท่านั้น ไม่มีเหตุผลใดที่จะให้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องนำไปคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีปีอื่นแต่อย่างใด และแม้การมีผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 65 ทวิ (5) นี้ เกิดจากการคิดคำนวณจำนวนหนี้เป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งมิใช่วันที่โจทก์ต้องชำระหนี้นั้นจริง แต่เป็นผลกำไรหรือขาดทุนตามที่ลงบัญชีไว้เท่านั้น ก็ถือได้ว่ามาตรา 65 ทวิ (5) นี้ เป็นบทบัญญัติตามนโยบายภาษีของรัฐบาลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล และต้องถือปฏิบัติและบังคับไปตามนั้น ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้กู้เงินสกุลเงินตราดอลลาร์สหรัฐ มีหนี้สินที่คงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 (วันที่ 31 ธันวาคม 2553) เป็นเงิน 453,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ได้คำนวณไว้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร (อัตรา 30.2963 บาท ) จำนวน 13,742,401,680 บาท จึงถือได้ว่าโจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา 1,195,938,480 บาท ซึ่งโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยได้นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท ที่พิพาทนี้ ไปบันทึกในงบกำไรขาดทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โดยบันทึกเป็นรายได้อื่น บัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และรับรู้เป็นรายได้ประจำปี ตามงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 อันเป็นการรับรู้รายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 และโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 รายการที่ 6 รายได้อื่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,195,239,567.55 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ยืมเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า 1,195,938,480 บาท ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเงินฝาก 809,860.25 บาท ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเจ้าหนี้อื่น 154,340.98 บาท และผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเจ้าหนี้อื่น 265,234.78 บาท อันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่า โจทก์เองได้ถือปฏิบัติว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า 1,195,938,480 บาท ที่พิพาทนี้ เป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท จึงบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในงบที่แสดงผลการดำเนินการว่ามีกำไรและยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 รับว่าเป็นรายได้อื่น ที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า หากเป็นกรณีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่ทรัพย์สินยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ผลขาดทุนดังกล่าวจะต้องนำไปรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์เพื่อนำไปหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาภายหลังจากที่โรงงานไฟฟ้าของโจทก์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้ว ดังนั้น กรณีที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเกิดขึ้นก่อนวันที่สินทรัพย์จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานดังเช่นคดีนี้ ก็จะต้องนำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวไปลดยอดต้นทุนของมูลค่าโรงไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับกรณีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามหลักเกณฑ์สิทธิและหลักการจับคู่รายจ่ายกับรายได้ (Matching concept) ที่ให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นรายจ่ายได้ต่อเมื่อได้มีการรับรู้รายได้ที่เกี่ยวข้องแล้ว นั้น ในข้อนี้เห็นว่า ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) นี้เป็นเพียงผลกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากการคำนวณจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้เปรียบเทียบกับการคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งไม่ใช่วันที่โจทก์ต้องชำระหนี้จริง ผลกำไรหรือขาดทุนที่คิดคำนวณได้จากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) จึงเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น จึงอาจแตกต่างจากผลกำไรหรือขาดทุนในวันที่โจทก์ต้องชำระหนี้ ที่เป็นผลกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริง ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเฉพาะในส่วนผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) มีผลต่อจำนวนหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้มาสร้างโรงไฟฟ้าและผลขาดทุนนี้ก็ย่อมไม่เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนที่เป็นรายจ่ายต้องห้าม ซึ่งต้องห้ามนำมาคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการคำนวณ แต่นำไปคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินเพื่อหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาได้ตามมาตรา 65 ตรี (5) และ 65 ทวิ (2) ดังนั้น ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยหนี้สินนั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินย่อมนำมาคำนวณได้ทั้งกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ด้วยเหตุดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น กำไรจากการตีค่าหนี้สินกู้ยืมเงินเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท โจทก์ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรและหนังสือตอบอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 65 ม. 65 ทวิ (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4716/2561
#624558
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินทรัพย์มรดกระหว่าง ต. ผู้จัดการมรดกกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้อ้างเหตุเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ก็ด้วยประสงค์ให้ที่ดินกลับสู่กองมรดก และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินระหว่าง ต. กับจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้คดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะขาดอายุความ แต่ก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดก การที่ ต. โอนที่ดินให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดก และไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การโอนที่ดินมรดกของนายถวิลให้จำเลยเป็นโมฆะและให้ที่ดินกลับมาสู่กองมรดกของนายถวิลเพื่อแบ่งแก่ทายาท ยกเว้นจำเลยให้ตัดออกจากการเป็นทายาท หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนความยินยอมของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ประเภทโอนมรดก ระหว่างนางสาวเตือนใจ (ผู้จัดการมรดกของนายถวิล) ผู้ให้สัญญากับนางรัศมี และนางสาวเตือนใจ ผู้รับสัญญา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยและนางสาวเตือนใจ เป็นบุตรนายถวิลกับนางอวน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน นายถวิลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เนื้อที่ 51 ไร่ 16 ตารางวา ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวเตือนใจเป็นผู้จัดการมรดกของนายถวิล ก่อนตายนายถวิลนำที่ดินพิพาทไปประกันหนี้เงินกู้ไว้กับนายกำพล และที่ดินถูกยึดบังคับชำระหนี้ นางสาวเตือนใจและจำเลยร่วมกันไถ่ถอนที่ดินคืนจากนายกำพล วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 นางสาวเตือนใจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวเตือนใจกับจำเลย ต่อมาในปี 2555 นางสาวเตือนใจฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว คดีเสร็จสิ้นโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมให้นางสาวเตือนใจได้ที่ดิน 1 ส่วนด้านทิศเหนือ จำเลยได้ที่ดิน 2 ส่วนด้านทิศใต้ แต่ยังไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2557 โจทก์ นายเรือนชัย และนายบรรยง ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจกับจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยขอเรียกทรัพย์มรดกคืน ศาลพิพากษายกฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยเนื่องจากคดีขาดอายุความ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานีหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจและจำเลยเรียกทรัพย์มรดกคืน อ้างว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เป็นของจำเลยและนางสาวเตือนใจโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดก ศาลแขวงอุบลราชธานี วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของนายถวิล เจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาท และย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกและไม่ถือเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดก และโจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีในส่วนของจำเลยขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงอุบลราชธานี คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้จะอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพรางก็ด้วยมีความประสงค์อย่างเดียวกัน คือให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนายถวิล และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่นต่อไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ แม้คดีก่อนศาลแขวงอุบลราชธานีได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะเหตุขาดอายุความ แต่ศาลแขวงอุบลราชธานีก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดก การที่นางสาวเตือนใจผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดกและไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าศาลแขวงอุบลราชธานีได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องร้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี โดยมิได้พิพากษาสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเสียใหม่ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคำเผิน แดงสด
จำเลย — นางรัศมี หวังสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2561
#624988
เปิดฉบับเต็ม

ความเกี่ยวพันระหว่างผู้ลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 มาตรา 1015 ซึ่งกำหนดว่า บริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติลักษณะดังกล่าวแล้ว จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นบริษัทนั้น โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นบทบังคับโดยเด็ดขาด มิได้มีลักษณะเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามกฎหมาย ที่จะสามารถนำสืบเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จากบทบัญญัติดังกล่าวบริษัทจึงมีสิทธิหน้าที่แยกต่างหากจากบรรดาผู้ถือหุ้น สามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของตนเอง ทรัพย์สินของบริษัทจึงแยกต่างหากจากทรัพย์สินของบรรดาผู้ถือหุ้น หากบริษัทก่อหนี้สินก็ต้องถูกบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของบริษัท

โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยบรรดาผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนโจทก์ หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง โจทก์ก็มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้ที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลของบริษัท จะมีสิทธิแต่เพียงควบคุมการดำเนินงานของกรรมการบริษัทบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่ หรือหากกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ซึ่งบริษัทมีสิทธิจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการแล้วบริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิของบริษัทเพื่อประโยชน์ของบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นหาอาจจะเข้ามาดำเนินการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่กรรมการบริษัทกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้นิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ และให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนโอนหุ้นที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งหมดคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และพิพากษาแสดงว่านิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ และเพิกถอนการโอนดังกล่าว แล้วจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 หากไม่อาจกระทำได้ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 181,520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้น 3,348,000 หุ้น และให้จำเลยที่ 4 โอนหุ้น 2,232,000 หุ้น คืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายทรัพย์สินและการจดทะเบียนการโอนที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 16 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8636, 8637, 8649, 8651, 8652, 8653, 8656, 8659, 8663, 8668, 8755, 8756, 8943, 26105 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 291, 293 พร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร 28 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ตามฟ้องกลับคืนเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังเดิม และให้จำเลยที่ 3 โอนหุ้นตามฟ้องที่ถือครองไว้แทนโจทก์คืนแก่โจทก์ 2 หุ้น หากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ในกรณีที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 กับจำเลยที่ 5 ไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร 28 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์กลับคืนเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชดใช้เงินส่วนต่างแก่โจทก์เป็นเงิน 179,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.6327/2554 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ส่วนโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.4647/2556 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2556 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นใบแต่งทนายให้ทนายความของโจทก์คงทำหน้าที่เป็นทนายต่อไป ถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์แสดงความประสงค์ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์แล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 โดยโจทก์เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้ง เดิมใช้ชื่อว่า บริษัทแคฟแวลรี่ จำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และบุคคลอื่นรวม 7 คน เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้นแทน 3,348,000 หุ้น ตามเลขที่หุ้น 06,851,1995 - 07,200,000 และ 07,200,002 - 10,199,995 ส่วนจำเลยที่ 4 ถือหุ้นแทน 2,232,000 หุ้น ตามเลขที่หุ้น 04,619,995 - 06,851,994 และจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทำสัญญาโอนหุ้นที่ถือแทนดังกล่าวพร้อมหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์ไว้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติเงินกู้จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ลงทุนในโครงการผลิตเอทานอลเป็นวงเงิน L/C, T/R เพื่อซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศจำนวนเงินเทียบเท่าเงินบาท 386,000,000 บาท วงเงินกู้ระยะยาวเพื่อชำระหนี้ T/R เครื่องจักรอุปกรณ์ 280,000,000 บาท สินเชื่อหมุนเวียนจำนวนรวม 75,000,000 บาท วงเงิน L/G เพื่อค้ำประกันทั่วไป ยกเว้นการค้ำประกันสินเชื่อ วงเงิน 20,000,000 บาท วงเงิน F/E (B/S) เพื่อรองรับธุรกรรมต่างประเทศจำนวนรวม 10,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีหลักประกันเป็นการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำนำหรือจำนองเครื่องจักรอุปกรณ์ทั้งหมดตามโครงการ และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ทั้งจำเลยที่ 2 และหรือครอบครัวของจำเลยที่ 2 ต้องคงสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ตลอดอายุเงินกู้ของโครงการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ทำสัญญาว่า สืบเนื่องจากโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 2 จัดหาสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 จนได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงตกลงจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 28,000,000 บาท โดยมีการชำระเงินงวดแรก 2,800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้ว ส่วนที่เหลือ 25,200,000 บาท จะแบ่งชำระเป็น 3 งวด ตามที่จะมีการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อตามงวดการเปิด Letter of Credit กับธนาคาร นอกจากนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ยังมีการทำข้อตกลงว่าหากเกิดความเสียหายซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคาร โจทก์จะเข้ารับผิดชอบชดใช้แทนจำเลยที่ 2 ในทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาขายทรัพย์สินตามฟ้อง ได้แก่ ที่ดิน อาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์แก่จำเลยที่ 5 ในราคารวม 465,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาแสดงว่านิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตกเป็นโมฆะ และให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแทนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายเอทานอลด้วยการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 ความเกี่ยวพันระหว่างผู้ลงทุนในบริษัทกับจำเลยที่ 1 ย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 ซึ่งกำหนดว่า บริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติลักษณะดังกล่าวแล้ว จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นบริษัทนั้น ตามมาตรา 1015 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นบทบังคับโดยเด็ดขาด มิได้มีลักษณะเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามกฎหมาย ที่จะสามารถนำสืบเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จากบทบัญญัติดังกล่าวบริษัทจึงมีสิทธิหน้าที่แยกต่างหากจากบรรดาผู้ถือหุ้น สามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของตนเอง ทรัพย์สินของบริษัทจึงแยกต่างหากจากทรัพย์สินของบรรดาผู้ถือหุ้น หากบริษัทก่อหนี้สินก็ต้องถูกบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของบริษัท โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยบรรดาผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนโจทก์ หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้างโจทก์ก็มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้ที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลของบริษัท จะมีสิทธิแต่เพียงควบคุมการดำเนินงานของกรรมการบริษัทบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่ หรือหากกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ซึ่งบริษัทมีสิทธิจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการแล้วบริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิของบริษัทเพื่อประโยชน์ของบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นหาอาจจะเข้ามาดำเนินการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่กรรมการบริษัทกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ประกอบด้วยที่ดินโฉนดเลขที่ 8636, 8637, 8649, 8651, 8652, 8653, 8656, 8659, 8663, 8668, 8755, 8756, 8943, 26105 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 291, 293 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปรากฏว่าที่ดินทั้งหมดเดิมมีชื่อบริษัทไทยอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แล้วบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8651, 8652, 8653, 8656, 8659, 8663, 8668, 8943 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8636, 8637, 8649, 8755, 8756, 26105 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 291, 293 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 เพื่อให้จำเลยที่ 1 สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวมาเป็นหลักประกันประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แม้บริษัทไทยอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง จำกัด เจ้าของเดิมจะมีโจทก์เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้ง มีชื่อถือหุ้น และมีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทในช่วงที่มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดิน ก็ไม่อาจทำให้โจทก์กลายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดดังกล่าวด้วยเหตุผลในลักษณะเดียวกับที่วินิจฉัยในเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ส่วนบรรดาเครื่องจักรตามที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายทรัพย์สินล้วนแต่มีการสั่งซื้อในนามของจำเลยที่ 1 โดยเงินที่ใช้ซื้อส่วนใหญ่มาจากเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และมีส่วนน้อยที่มาจากเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่มีรายได้เข้าสู่บริษัท ทั้งไม่ปรากฏว่าบรรดาผู้มีชื่อถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน จึงน่าจะมาจากเงินทดรองจ่ายของโจทก์ แต่ก็ไม่ทำให้บรรดาเครื่องจักรดังกล่าวกลายเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปได้ เครื่องจักรทั้งหลายจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จนได้รับบัตรส่งเสริมจากหน่วยงานดังกล่าวก็ดำเนินการด้วยการใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการขอรับการส่งเสริม มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวของโจทก์ จนมีการออกบัตรส่งเสริมให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของบัตรส่งเสริมมีอำนาจดำเนินการกับบัตรดังกล่าวได้ แม้ในบางช่วงเวลาจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นนายนพดล ซึ่งโจทก์เบิกความยอมรับว่าเป็นพนักงานขับรถของโจทก์ ที่โจทก์ส่งเข้ามาเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 แล้วนายนพดลทำบันทึกลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ทั้งที่มีในปัจจุบันและจะมีในอนาคตเมื่อสร้างโรงงานผลิตทั้งหมดแทนโจทก์ และจะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ โดยโจทก์ยังไม่ให้คำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเด็ดขาด การทำบันทึกดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโอนทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่ในขณะทำบันทึกและที่จะมีต่อไปในภายหน้าให้เป็นทรัพย์สินของโจทก์เพียงผู้เดียว ทั้งที่หน้าที่ของกรรมการบริษัทต้องบริหารจัดการบริษัทไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัด และตามข้อบังคับของบริษัท ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ของบริษัท การทำบันทึกดังกล่าวอันจะมีผลให้ทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนแล้วหรือที่จะมีในภายหน้าย่อมทำให้บริษัทจำเลยที่ 1 เสียหาย ถึงแม้โจทก์จะมีข้ออ้างว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แต่บทบัญญัติในเรื่องบริษัทจำกัดก็กำหนดให้บรรดาผู้ถือหุ้นชอบที่จะได้รับผลตอบแทนการถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ซึ่งกำหนดวิธีการในการจ่ายเงินปันผลไว้ในบทบัญญัติมาตรา 1200 ถึงมาตรา 1205 มิใช่ให้นำทรัพย์สินของบริษัทมาโอนให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด การกระทำของนายนพดลจึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจการเป็นกรรมการบริษัท ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาแสดงว่านิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตกเป็นโมฆะ และให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องโอนหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้น ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และฝ่ายจำเลยได้ความตรงกันว่าเมื่อแรกจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 120,000,000 บาท ต่อมาเมื่อมีการติดต่อขอสินเชื่อจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) มีการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัทอีก 150,000,000 บาท กลายเป็น 270,000,000 บาท ตามคำแนะนำของธนาคารดังกล่าว แต่ที่มีการโต้แย้งกัน คือ การจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 735,000,000 บาท ซึ่งโจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้โจทก์ไม่ทราบเรื่องและมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำสืบโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความยืนยันว่าโจทก์รู้เห็นในการดำเนินการดังกล่าวเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ เหตุที่มีการเพิ่มทุนในครั้งนี้สืบเนื่องจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแนะนำให้จำเลยที่ 1 ทำการเพิ่มทุนจึงจะสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ โดยเมื่อมีการหารือร่วมกันระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว โจทก์เป็นคนกำหนดว่าจะให้ใส่ชื่อผู้ใดถือหุ้นเป็นจำนวนเท่าใด แล้วโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในขั้นตอนการดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในเอกสารที่โจทก์จัดเตรียมมา แล้วโจทก์นำเอกสารดังกล่าวไปดำเนินการเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ ไม่มีผู้ใดถูกเรียกให้ชำระเงินตามสัดส่วนที่มีการเพิ่มทุน ในเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทประกอบการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัท มีการแนบหนังสือซึ่งลงนามโดยจำเลยที่ 3 และนายนพดล คนขับรถของโจทก์ที่โจทก์ส่งเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทในฐานะกรรมการบริษัท ระบุว่ามีการชำระค่าหุ้นส่วนที่เพิ่มทุนครบถ้วนแล้ว เมื่อพิจารณาว่าการผลักดันให้กิจการของจำเลยที่ 1 ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเป็นความประสงค์ของโจทก์ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการได้รับการส่งเสริมการลงทุนดังที่โจทก์เบิกความว่าเป็นผู้มอบหมายให้นายนพดลเป็นผู้ยื่นเรื่องขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงน่าจะต้องติดตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อเห็นว่าคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังไม่พิจารณาอนุญาตให้ส่งเสริมการลงทุนแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากติดปัญหาจำนวนทุนจดทะเบียนของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมจะต้องดิ้นรนขวนขวายหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาให้การส่งเสริมการลงทุนแก่จำเลยที่ 1 ยิ่งกว่าจะเกิดจากความคิดริเริ่มของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่นายนพดลซึ่งเป็นคนของโจทก์ร่วมลงชื่อในเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่ามีการเก็บเงินค่าหุ้นส่วนที่เพิ่มทุนแล้ว โจทก์จึงน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวด้วย การจดทะเบียนเพิ่มทุนในครั้งหลังนี้จึงอยู่ในการรู้เห็นและริเริ่มของโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์รู้เห็นและเป็นผู้ดำเนินการให้มีการยื่นเรื่องจดทะเบียนเพิ่มทุนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท การเรียกเก็บเงินค่าหุ้นในส่วนที่มีการเพิ่มทุนในครั้งนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ โจทก์จึงย่อมเป็นคนที่ทราบเรื่องดีว่าไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าหุ้นในส่วนที่มีการเพิ่มทุนในครั้งหลังนี้ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความรับว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพียงแต่ลงลายชื่อในเอกสารที่ฝ่ายโจทก์จัดทำมา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีการชำระค่าหุ้นในส่วนที่มีการเพิ่มทุนแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่าหุ้นที่มีการเพิ่มทุนในครั้งนี้มีการชำระค่าหุ้นไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการเบิกความตามที่มีการระบุในหนังสือยืนยันการชำระเงินค่าหุ้นที่ฝ่ายโจทก์จัดทำยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จึงต้องรับฟังว่าไม่มีการเรียกเก็บและชำระเงินค่าหุ้นที่มีการเพิ่มทุนในครั้งหลังนี้แต่ประการใด อย่างไรก็ตาม โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ โดยอ้างอิงถึงหนังสือมอบอำนาจและสัญญาโอนหุ้น เมื่อย้อนไปพิจารณาบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนหน้าที่โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ ขณะนั้นทุนจดทะเบียนของบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 120,000,000 บาท คิดเป็น 12,000,000 หุ้น มีผู้ถือหุ้นประกอบด้วยบริษัทเซ็นติซอร์ฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์จดทะเบียนก่อตั้งขึ้น 4,619,992 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 1,800,000 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 1 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 4 ถือหุ้น 1 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2545 โจทก์ถือหุ้น 5,580,000 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 นายนพดลถือหุ้น 2 หุ้น โดยมีการลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2545 และวันที่ 20 กันยายน 2545 นอกจากนี้ยังมีพลเอกสงคราม พันตำรวจเอกวิสนุ และนายชาคริต ถือหุ้นอีกคนละ 1 หุ้น การถือหุ้นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในบริษัทจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือมอบอำนาจและสัญญาโอนหุ้น ที่โจทก์อ้างอิงแต่อย่างใด ต่อมาบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ ขณะนั้นหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ยังมีอยู่ 12,000,000 หุ้น เท่าเดิม มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้น โดยไม่มีชื่อโจทก์ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จำเลยที่ 2 ถือหุ้นเป็น 5,148,000 หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 3,348,000 หุ้น โดยหุ้นที่ถือเพิ่มระบุว่ามีการลงทะเบียนเพิ่มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 4 ถือหุ้นเป็น 2,232,001 หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,232,000 หุ้น โดยหุ้นที่ถือเพิ่มระบุว่ามีการลงทะเบียนเพิ่มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นยังคงถือหุ้นเท่าเดิม เมื่อรวมหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จะเป็นจำนวนหุ้น 5,580,000 หุ้น เท่ากับจำนวนหุ้นที่โจทก์เคยถือหุ้นอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้นแทน 3,348,000 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 4 ถือหุ้นแทน 2,232,000 หุ้น และจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทำสัญญาโอนหุ้นที่ถือแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 โดยนอกจากหุ้น 5,580,000 หุ้น ที่โจทก์เคยถืออยู่แล้วมีการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจแล้ว โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ก่อนวันที่ 4 สิงหาคม 2546 เป็นการถือหุ้นแทนโจทก์ ส่วนการที่ต่อมาเมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัทจำเลยที่ 1 ในครั้งแรก มีการเพิ่มขึ้นของหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถืออยู่ ไม่ปรากฏว่ามีการให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำหลักฐานการถือหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นว่าเป็นการถือหุ้นแทนโจทก์เหมือนเมื่อครั้งที่มีการทำหลักฐานกันไว้ในวันที่ 4 สิงหาคม 2546 จึงต้องรับฟังว่าการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ในช่วงก่อนหน้าวันที่ 4 สิงหาคม 2546 และที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนครั้งแรกของบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยึดถือหุ้นเพื่อตนมิได้เป็นการยึดถือแทนโจทก์ จึงไม่จำต้องโอนหุ้นที่อยู่นอกเหนือจากที่ปรากฏหลักฐานคืนให้แก่โจทก์ และเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทำสัญญาโอนหุ้นส่วนที่ถือแทนคืนให้แก่โจทก์มอบให้แก่โจทก์ไปแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 มิได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการนำเอกสารสัญญาโอนหุ้นไปดำเนินการจดบันทึกไว้ในสมุดทะเบียนของบริษัท หากแต่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องดำเนินการ จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไปดำเนินการให้ได้ แม้โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้บริษัทจำเลยที่ 1 ไปทำการแก้ไขสมุดทะเบียนของบริษัท แต่ก็มีการบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสถานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทจำเลยที่ 1 พอถือได้ว่าประสงค์จะให้กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลดำเนินการแก้ไขสมุดทะเบียนของบริษัทจำเลยที่ 1 ตามอำนาจหน้าที่ของตน อันเป็นการบังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 โดยปรากฏหลักฐานว่าโจทก์เคยมอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือแทนโจทก์คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์สามารถนำเอกสารไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ให้ทำการแก้ไขได้เอง อาจเกิดปัญหาเมื่อโจทก์นำเอกสารไปติดต่อขอดำเนินการแล้วอาจถูกจำเลยที่ 1 ปฏิเสธได้อีก จึงเห็นควรวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับไปดำเนินการ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับฎีกาข้ออื่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาแสดงว่านิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตกเป็นโมฆะ และให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแทนหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ การพิจารณาฎีกาที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นดังกล่าวจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขชื่อเจ้าของหุ้นในสมุดจดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ถือแทนโจทก์ 3,348,000 หุ้น และที่จำเลยที่ 4 ถือแทนโจทก์ 2,232,000 หุ้น เป็นชื่อโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015 ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายสมิทธิ์ จึงวิวัฒน์อนันต์
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — แก๊สโซฮอล์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ทวี ประจวบลาภ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2561
#623776
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์นำสืบสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานตามข้ออ้างของตน สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 มีผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปจริงตามฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนกนภา มณีวรรณ
จำเลย — นายเทคนิค เรืองแสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวชนิดา เลิศสิทธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4567/2561
#624987
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นเพียงลูกค้าที่ติดต่อซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการเช่าซื้อ และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันพิพาทขณะฟ้องคดีเพราะเป็นผู้เช่าซื้อจากธนาคาร ท. แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อพร้อมกับส่งมอบสมุดคู่มือการรับบริการให้แก่โจทก์ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทก์เป็นลูกค้าผู้ซื้อซึ่งมีสิทธิเข้ารับบริการเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมถือเป็นสัญญาให้บริการ แม้ไม่ได้ทำสัญญาให้บริการขึ้นก็มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ให้เช่าซื้อตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยใกล้ชิด พฤติการณ์การประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการให้สัญญารับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์อันเป็นบริการที่ให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับบริการย่อมเป็นผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องจากเหตุเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติและอยู่ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาให้บริการซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทเรียบร้อยแล้วหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อจำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์แต่ไม่อาจนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างได้ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าข้อชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์ได้รับการแก้ไขแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท

ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 และ 41 ในกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่อาจแก้ไขเหตุชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ผู้บริโภคได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 992,401.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 692,401.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินงวดค่าเช่าซื้อหลังวันฟ้องที่เหลืออีก 53 งวด เป็นเงิน 1,179,197 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและจำหน่ายรถยนต์กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่าย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โจทก์ติดต่อซื้อรถพิพาทเป็นรถยนต์ใหม่ ยี่ห้อเชพโรเลต รุ่นแคปติวา ขับเคลื่อน 2 ล้อ สีดำ รุ่นปี 2010 จากจำเลยที่ 1 ราคา 1,544,859.81 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ 269,670.09 บาท แก่จำเลยที่ 1 ส่วนราคาที่เหลือโจทก์กู้เงินจากธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) นำไปชำระแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 18 มิถุนายน 2553 ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าของรถยนต์พิพาททำสัญญาให้โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทไป จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2553 โดยมีเงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน กรณีความเสียหายของวัสดุหรือคุณภาพในการประกอบที่ต้องได้มาตรฐานเป็นเวลา 3 ปี หลังจากรับมอบรถหรือใช้งาน 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณี โจทก์ครอบครองและใช้สอยรถยนต์พิพาทเรื่อยมา เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เครื่องยนต์ของรถยนต์พิพาททำงานผิดปกติ โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปให้จำเลยที่ 1 ซ่อม จำเลยที่ 1 รับซ่อมโดยช่างของจำเลยที่ 1 แก้ไขอาการควันสีขาวจนหมดปัญหา แต่อาการเครื่องยนต์ไม่มีกำลัง (เร่งไม่ขึ้นหรือมีอาการรอรอบ) ไม่อาจแก้ไขได้ จำเลยที่ 1 จึงส่งรถยนต์พิพาทไปให้จำเลยที่ 2 แก้ไข เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองเสนอให้จำเลยทั้งสองเลือกว่าจะรับรถยนต์พิพาทคืนแล้วโจทก์จะซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เพิ่งออกวางตลาดขณะนั้น โดยให้จำเลยทั้งสองออกเงินดาวน์ร้อยละ 30 ของราคารถ หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันซ่อมแซมรถยนต์พิพาทอีกครั้ง หากแก้ไขไม่ได้ จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินดาวน์และเงินที่โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบโจทก์ว่า จะนำรถไปซ่อมอีกครั้ง จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทไปซ่อมแซมเมื่อเดือนกันยายน 2554 วิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 2 ร่วมทดสอบรถยนต์พิพาทและทำรายงานการทดสอบ เมื่อเดือนธันวาคม 2554 จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทคืน แต่โจทก์ไม่ยอมรับคืนอ้างว่าเครื่องยนต์ยังคงไม่มีกำลังเช่นเดิม ระหว่างจำเลยทั้งสองซ่อมรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ให้โจทก์ใช้เรื่อยมาจนปัจจุบันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถแล้ว และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยฟังว่า เมื่อรถยนต์พิพาทที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่อง ผู้ให้เช่าซื้อเป็นฝ่ายต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เช่าซื้อ ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนและผู้ขายต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทที่เกิดระหว่างเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 และชำระเงินดาวน์พร้อมรับมอบรถยนต์พิพาทมาครอบครองใช้สอยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 กรรมสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ทันทีแม้ยังชำระราคาไม่ครบ โจทก์โอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาเช่าซื้อ แม้หลังเช่าซื้อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท แต่เป็นผู้ครอบครองใช้สอย ตามประวัติการนำรถยนต์พิพาทไปรับบริการก็ระบุว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในการซ่อมจำเลยที่ 1 ต้องขออนุมัติจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์พิพาท และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับว่าหากซ่อมรถยนต์พิพาทไม่ได้ ยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์เสนอ ซึ่งเป็นการประนีประนอมยอมความ อย่างไรก็ตาม โจทก์เป็นผู้ใช้รถยนต์พิพาทโดยชอบจึงเป็นผู้บริโภคและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 และ 4 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ตกลงด้วย มีธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 รับชำระเงินดาวน์จากโจทก์แล้วส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 พร้อมมอบสมุดคู่มือการรับบริการแก่โจทก์ ระบุชื่อผู้ซื้อว่าโจทก์ในใบทะเบียนลูกค้า จำเลยที่ 1 ตกลงรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา ด้วยการกำหนดเกณฑ์รับประกันกรณีความเสียหายของวัสดุหรือคุณภาพในการประกอบรถที่ต้องได้มาตรฐานเป็นเวลา 36 เดือน หลังจากรับมอบรถหรือใช้งาน 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณี ได้ความดังนี้ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นเพียงลูกค้าติดต่อซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยใช้วิธีการเช่าซื้อด้วยการขอให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปให้โจทก์เช่าซื้อดังความตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทขณะฟ้องคดีเพราะเป็นผู้เช่าซื้อจากธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของผู้ให้เช่าซื้อ แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองและใช้รถโดยชอบ กับมีหน้าที่รักษารถยนต์พิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีการซ่อมแซมที่ดีโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 (ก) เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 โจทก์จึงมีสิทธิใช้สอยรถยนต์พิพาทโดยชอบ ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อ พร้อมกับส่งมอบสมุดคู่มือการรับบริการให้แก่โจทก์ ระบุการรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทก์เป็นลูกค้าผู้ซื้อ ซึ่งย่อมหมายถึงเป็นผู้มีสิทธิรับบริการเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 เช่นนี้ เชื่อได้ว่าย่อมเป็นไปตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 แจ้งแก่โจทก์ขณะเจรจาทำความตกลงซื้อขายกันด้วยวิธีการเช่าซื้อว่ามีบริการรับประกันเช่นนั้นเพราะเป็นการจูงใจให้โจทก์เข้าเป็นลูกค้า ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมถือเป็นสัญญาการให้บริการที่จำเลยที่ 1 ผู้ขายตกลงจะให้บริการแก่โจทก์เพื่อตอบแทนแก่โจทก์ผู้ซื้อรถยนต์พิพาทด้วยวิธีการเช่าซื้อ แม้ไม่ได้ทำเป็นสัญญาบริการขึ้นโดยเฉพาะเจาะจงก็มีผลผูกพันและบังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ให้เช่าซื้อ โดยผลของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบและจำหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของตน และแม้การจำหน่ายรถยนต์แต่ละคัน จำเลยที่ 2 ใช้วิธีการขายรถยนต์ให้แก่ตัวแทนจำหน่าย แล้วตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้ขายรถแก่ลูกค้าโดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถเองหรือลูกค้าผู้ซื้อด้วยวิธีการเช่าซื้อโดยมีสถาบันการเงินเป็นผู้ซื้อรถยนต์จากตัวแทนจำหน่ายนำไปให้เช่าซื้ออีกต่อหนึ่งก็ตาม แต่ได้ความจากที่จำเลยที่ 2 นำสืบนายศุภฤกษ์ พนักงานจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 2 จะซื้อรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตจากจำเลยที่ 2 โดยใช้สัญลักษณ์และการตกแต่งสถานที่ประกอบการในลักษณะเดียวกับตัวแทนจำหน่ายอื่นของจำเลยที่ 2 เพื่อเหตุผลทางการตลาด จำเลยที่ 2 เพียงมีสิทธิตรวจสอบการใช้สัญลักษณ์ตกแต่งสถานที่และควบคุมคุณภาพการซ่อมแซมรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตเท่านั้น เรื่องการควบคุมการซ่อมของตัวแทนจำหน่ายโดยจำเลยที่ 2 นี้ จำเลยที่ 1 นำสืบนายประสาน ผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า หากรถที่เข้ารับบริการมีปัญหาเล็กน้อย จำเลยที่ 1 ไม่ต้องแจ้งรายละเอียดการซ่อมเพื่อขออนุมัติจากจำเลยที่ 2 แต่หากเป็นการซ่อมแซมใหญ่เช่นกรณีที่เกิดกับรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 1 จะขออนุมัติซ่อมจากจำเลยที่ 2 กรณีรถยนต์พิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับจากโจทก์เพื่อซ่อมได้แจ้งจำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 ส่งวิศวกรรถยนต์ไปดูสภาพความเสียหายแล้วแจ้งว่า ไม่อาจซ่อมที่สาขาสมุยได้ จำเป็นต้องนำรถยนต์พิพาทไปซ่อมที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้ ตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายเห็นได้ว่า ในการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตของตัวแทนจำหน่ายเช่นจำเลยที่ 1 แก่ลูกค้าเช่นโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ 1 โดยใกล้ชิด กรณีที่เกินกำลังของตัวแทนจำหน่ายจะซ่อมได้ จำเลยที่ 2 จะเข้าซ่อมเอง ทั้งนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อรักษาชื่อเสียงยี่ห้อรถยนต์ของตนให้เป็นที่เชื่อถือในท้องตลาด ซึ่งเป็นประโยชน์ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถยนต์ของตน จำเลยที่ 2 จึงยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำคำรับรองแก่ลูกค้าโดยอ้างอิงการรับประกันจากเชฟโรเลตดังปรากฏตามสมุดคู่มือการรับบริการ ซึ่งคำว่า "เชฟโรเลต" ย่อมหมายถึงจำเลยที่ 2 ข้อความการรับประกันตามเอกสารดังกล่าวที่รับรองว่า "...สมุดคู่มือการรับบริการนี้ ควรเก็บไว้กับรถตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่ต้องการจะขายต่อ เพื่อสามารถที่จะใช้ในการรับประกันคุณภาพของรถคันนั้นต่อไป..." และ "...ตัวแทนจำหน่ายยินดีที่จะรับบริการให้กับลูกค้าที่ร้องขอการรับประกันคุณภาพโดยมิได้คำนึงว่ารถคันดังกล่าวซื้อมาจากที่ใด..." ตามสมุดคู่มือการรับบริการ (หน้า 8) หัวข้อ การบริการเชฟโรเลต อันเป็นการแสดงถึงความยินยอมให้จำเลยที่ 1 อ้างอิงการรับประกันการบริการภายใต้การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานโดยจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ควบคุมกำกับการซ่อมแซมรถของจำเลยที่ 1 และเข้าซ่อมเองในกรณีเกินกำลังของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการให้สัญญารับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์อันเป็นบริการที่ให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์เชพโรเลตด้วย ได้ความดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับบริการย่อมเป็นผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับบริการจากจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องจากเหตุเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติและอยู่ในเกณฑ์บังคับภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาการรับประกันโดยจำเลยทั้งสอง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาให้บริการซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ แม้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทได้โดยตรงดังจำเลยที่ 1 แก้ฎีกา และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทดังจำเลยที่ 2 แก้ฎีกา ก็หาตัดสิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการรับประกันการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์กันในลักษณะซื้อขาย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท และโจทก์เรียกให้ผู้เช่าซื้อรับผิดในความชำรุดบกพร่องได้โดยตรงอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้วินิจฉัยตามลำดับศาล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทมีอาการเครื่องยนต์ไม่มีกำลังหรือเร่งไม่ขึ้นอันเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากการผลิตหรือการประกอบจริง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 กรณีจึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่ปรากฏขึ้นภายหลังจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาท ตามรายงานของนายศักดิ์ชัย วิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 2 ระบุว่า เหตุความบกพร่องของเครื่องยนต์เกิดจากแหวนลูกสูบสัมผัสกระบอกสูบทำให้เกิดรอยเสียหาย โดยนายศักดิ์ชัยทำความเห็นไว้ว่า อาการเครื่องยนต์วิ่งอืดขณะออกตัวและวิ่งอืดเกิดจากการสึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ทำให้กำลังของเครื่องยนต์ลดลง ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองกำหนดระยะเวลารับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานปกติเป็นเวลา 36 เดือน หลังรับมอบรถ หรือใช้งานเป็นระยะทาง 100,000 กิโลเมตร ย่อมแสดงว่าโดยปกติชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐานย่อมมีอายุการใช้งานภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว การที่เครื่องยนต์ของรถยนต์พิพาททำงานผิดปกติมีอาการเครื่องยนต์ไม่มีกำลังและมีปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ควบคุมสั่งการล้อเกิดขึ้นเพียงประมาณ 7 เดือน หลังการรับมอบไปใช้งานทั้งที่เป็นรถยนต์ใหม่และใช้งานเพียงประมาณ 12,000 กิโลเมตร โดยมีสาเหตุเกิดจากการสึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ และปัญหาจากซอฟต์แวร์โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าโจทก์ใช้งานผิดจากปกติการใช้สอยรถยนต์ทั่วไป จึงรับฟังได้ว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจากชิ้นส่วนหรือการประกอบที่ไม่ได้มาตรฐานมาแต่ต้น ความชำรุดบกพร่องนี้จึงมีอยู่ในขณะส่งมอบเพียงแต่ไม่เห็นประจักษ์และแสดงผลภายหลังจากโจทก์ใช้งานไปเพียงประมาณ 7 เดือน ที่ระยะทางการใช้งานประมาณ 12,000 กิโลเมตร จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมกันรับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์พิพาทดังวินิจฉัยแล้วจึงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้คดีว่าได้ซ่อมแซมข้อชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทกรณีเครื่องยนต์ไม่มีกำลังหรือเร่งไม่ขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างผลการทดสอบของนายศักดิ์ชัย วิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 2 ตามรายงานการตรวจสอบจากวิศวกรภาคสนาม นั้น ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์ชัยได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำนายศักดิ์ชัยมาเป็นพยานต่อศาล ความตามรายงานดังกล่าวที่อ้างว่า หลังการแก้ไขได้ทดสอบรถยนต์สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่พบอาการผิดปกติในขณะและหลังการทดสอบ จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ซึ่งโจทก์นำสืบนายนิกร และนายชูศักดิ์ ผู้ทดสอบรถยนต์ของโจทก์เป็นพยานโต้แย้งว่า ในการทดสอบขับรถยนต์พิพาทโดยมีตัวแทนของเชฟโรเลตไปร่วมด้วย ยังพบว่ารถมีปัญหาการเร่งความเร็ว มีอาการหน่วง เครื่องยนต์มีเสียงดังมากที่ความเร็วประมาณ 80 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่สามารถเพิ่มความเร็วได้เหมือนรถยนต์ทั่วไป ผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ซ่อมรถยนต์พิพาทแล้ว พยานกับโจทก์ได้ร่วมกันทดลองขับรถยนต์พิพาท ผลปรากฏว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับการเร่งความเร็วขณะจะแซงรถ โจทก์จึงไม่ขอรับรถคืน ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบกล่าวอ้างข้อเท็จจริงยันกัน ไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายมีภาระการพิสูจน์ว่าได้ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทกรณีเครื่องยนต์ไม่มีกำลังหรือเร่งไม่ขึ้นจนข้อชำรุดบกพร่องสิ้นไปแล้ว ไม่อาจนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างได้ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าข้อชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์ได้รับการแก้ไขแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องร่วมกันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจแก้ไขเหตุชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ผู้บริโภคได้ ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินแก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 และ 41 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างซึ่งเป็นคดีแพ่งสามัญนั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกันกับคดีนี้จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 3
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 11 ม. 29 ม. 39 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุชา โฮม แคร์ เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทวี.เอส.อาร์. ออโต้เซลส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายธนู พุ่มพวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2561
#627325
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเสนอขายห้องชุดในโครงการซึ่งก่อสร้างห้องชุดเสร็จแล้ว จำเลยในฐานะนิติบุคคลที่ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยย่อมทราบเนื้อที่ของห้องชุดและราคาซื้อขายเป็นข้อสำคัญ ผู้ซื้อย่อมต้องการรับโอนห้องชุดที่มีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือหากจะแตกต่างไปบ้างก็ไม่ควรขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนเกินสมควร ทั้งจำเลยสามารถคำนวณและตรวจสอบเนื้อที่ห้องชุดได้อยู่แล้ว ในขณะที่ผู้บริโภคเช่นโจทก์ทั้งสองไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย การที่จำเลยกำหนดสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย ให้ใช้เนื้อที่ห้องชุดตามสัญญาเช่าซื้อโดยไม่คิดราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ออกในภายหลัง เป็นการยกเว้น ป.พ.พ. มาตรา 466 จำเลยส่งมอบห้องชุดเนื้อที่ขาดตกบกพร่องจากสัญญา คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แต่ยังคงให้โจทก์ทั้งสองรับเอาห้องชุดไว้โดยไม่อาจใช้ราคาตามส่วน ทั้งที่ความแตกต่างของเนื้อที่ห้องชุดมาจากการคำนวณของจำเลยเอง ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องรับภาระชำระราคาเกินกว่าเนื้อที่ห้องชุดที่แท้จริงถึง 165,291 บาท จึงเป็นข้อตกลงที่นอกจากจะไม่เป็นไปตามมาตรา 466 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้โจทก์ทั้งสองรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ทั้งสองคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

เมื่อข้อสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย ที่กำหนดให้คู่สัญญายินยอมให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่เช่าซื้อตามสัญญาฉบับนี้โดยไม่คิดราคาเพิ่มหรือลดต่อกันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่อาจใช้บังคับได้ จำเลยจึงต้องปรับลดราคาห้องชุดให้เป็นไปตามเนื้อที่อันแท้จริงและต้องคืนเงินในส่วนที่ส่งมอบเนื้อที่ห้องชุดขาดตกบกพร่องแก่โจทก์ทั้งสองด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 239,671.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 โจทก์ทั้งสองร่วมกันทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดเลขที่ 144/93 ชั้น 12 อาคารเลขที่ เอ ในโครงการคลองจั่นเพลส เนื้อที่รวมประมาณ 73.38 ตารางเมตร จากจำเลยในราคา 1,805,000 บาท โดยตกลงให้โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด งวดสุดท้ายชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยในวันทำสัญญาเช่าซื้อนั้น จำเลยปลูกสร้างอาคารชุดคลองจั่นเพลสเสร็จเรียบร้อยและได้ส่งมอบห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โดยโจทก์ทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาในวันดังกล่าว แต่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่มีเนื้อที่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อโดยเนื้อที่ขาดหายไปประมาณ 6.72 ตารางเมตร

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกมีว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อห้องชุดที่ระบุว่า หากภายหลังที่ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว ปรากฏว่าห้องชุดมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญายินยอมให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อห้องชุด โดยไม่คิดเพิ่มหรือลดราคาต่อกัน เป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ นั้น เห็นว่า ในขณะที่จำเลยเสนอขายห้องชุดในโครงการคลองจั่นเพลส การก่อสร้างห้องชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเลยในฐานะนิติบุคคลที่ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยต้องทราบอยู่แล้วว่าจำนวนเนื้อที่ของห้องชุดและราคาซื้อขายเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญ ผู้ซื้อย่อมต้องการรับโอนห้องชุดซึ่งมีเนื้อที่ตามข้อตกลงในสัญญา หรือหากเนื้อที่จะแตกต่างไปบ้างก็ไม่ควรที่จะขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนจนเกินสมควร ทั้งจำเลยทำกิจการในด้านนี้โดยตรงสามารถคำนวณและตรวจสอบเนื้อที่ห้องชุดตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้อยู่แล้ว ในขณะที่ผู้บริโภคเช่นโจทก์ทั้งสองคงไม่สามารถตรวจสอบเนื้อที่ห้องชุดได้โดยง่าย โจทก์ทั้งสองจึงเชื่อถือตามเนื้อที่ห้องชุดที่จำเลยแจ้งในการเสนอขาย การที่จำเลยกำหนดในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย ว่า ภายหลังที่ได้ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเรียบร้อยแล้ว หากปรากฏว่าห้องชุดมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ตามวรรคหนึ่ง คู่สัญญายินยอมตกลงให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่เช่าซื้อตามสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อกันอีก เป็นการยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินในการซื้อขายซึ่งนำมาใช้บังคับต่อการเช่าซื้อด้วย จำเลยส่งมอบห้องชุดเนื้อที่ขาดตกบกพร่องจากสัญญาเช่าซื้อ 6.72 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แต่จำเลยก็ยังคงให้โจทก์ทั้งสองรับเอาห้องชุดไว้โดยไม่คืนเงินให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน ทั้งที่ความแตกต่างของเนื้อที่ห้องชุดมาจากการคำนวณของจำเลยเอง และทำให้โจทก์ทั้งสองต้องรับภาระชำระราคาเกินกว่าเนื้อที่ห้องชุดที่แท้จริงถึง 165,298.42 บาท จึงเป็นข้อตกลงที่นอกจากจะไม่เป็นไปตามมาตรา 466 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้โจทก์ทั้งสองรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ตามปกติ อีกทั้งจำเลยเป็นฝ่ายบกพร่องในการคำนวณเนื้อที่ห้องชุดและสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้อยู่ก่อนแล้ว ถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ทั้งสองคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ดังนั้น ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย จึงไม่อาจใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องคืนเงินในส่วนที่ส่งมอบเนื้อที่ห้องชุดขาดตกบกพร่องแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย ที่กำหนดให้คู่สัญญายินยอมให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่เช่าซื้อตามสัญญาฉบับนี้โดยไม่คิดราคาเพิ่มหรือลดต่อกันอีก เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่อาจใช้บังคับได้ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่จำเลยส่งมอบเนื้อที่ห้องชุดขาดตกบกพร่องผิดไปจากสัญญา จำเลยจึงต้องปรับลดราคาห้องชุดให้เป็นไปตามเนื้อที่อันแท้จริงและต้องคืนเงินในส่วนที่ส่งมอบเนื้อที่ห้องชุดขาดตกบกพร่องแก่โจทก์ทั้งสองด้วย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยกำหนดเนื้อที่ห้องชุดประมาณ 73.38 ตารางเมตร ราคา 1,805,000 บาท ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นราคาตารางเมตรละ 24,597.98 บาท เมื่อห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองเช่าซื้อจากจำเลยมีเนื้อที่ขาดหายไป 6.72 ตารางเมตร คิดแล้วย่อมเป็นเงิน 165,298.42 บาท แต่โจทก์ทั้งสองขอเรียกร้องเพียง 165,291 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสองชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวและจำเลยผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ทั้งสองเมื่อใด จึงให้ดอกเบี้ยในหนี้ดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 165,291 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ ด่านศิริวิโรจน์ กับพวก
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายพิชิต ลิ้มวานิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสาธุ เพ็ชรไชย
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา