คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565/2561
#623775
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านเอื้ออาทรกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินเพื่อชำระค่าที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน จำเลยที่ 2 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดแทน ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันข้อ 2 กำหนดว่า "หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ โดยมีจำนวนหนี้ค้างชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นสะสมรวมกันตั้งแต่ 3 งวดขึ้นไป ... ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดสัญญากู้เงิน และเป็นผลให้หนี้ตามสัญญากู้ถึงกำหนดชำระทันที และผู้ค้ำประกันยินยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน." และตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่มีข้อตกลงว่าก่อนจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนแล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านเอื้ออาทร ข้อ 9 ให้ถือว่าโจทก์ผู้ซื้อผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ผู้ขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

การใช้สิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนไม่อยู่ในบังคับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2544 ข้อ 3 (2) เพราะประกาศดังกล่าวเป็นการควบคุมเฉพาะธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา มิได้หมายรวมถึงธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้วย และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรในการกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในการชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จึงมิใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภค กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ดังกล่าว ทั้งเมื่อโจทก์ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด จำเลยที่ 2 เจ้าหนี้จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่จำเลยที่ 2 เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระแทนโจทก์ผู้กู้ยืมจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ต้องแก้ไขการผิดสัญญาก่อน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทได้ตามฟ้องแย้ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัลยา เหล่างาม
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2561
#623785
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในฟ้องข้อเดียวกัน เพียงแต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะบรรยายการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้คำเชื่อมประโยค เช่นคำว่า "โดย" "ดังกล่าวข้างต้น" เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของการกระทำความผิดแต่ละฐาน ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามสมคบกันโดยร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการสมคบกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีน ดังนี้ โจทก์บรรยายฟ้องครอบคลุมถึงความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 5, 8 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพชนิดกล้องสูบเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง และเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือน

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 กับจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 3 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 10 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี กับให้กักขังจำเลยที่ 3 แทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี รวมกับโทษปรับและโทษจำคุกฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 2765 XXXX แก่จำเลยที่ 3 สำหรับโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารพรานตั้งจุดตรวจแล้วจับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถกระบะมีจำเลยที่ 2 นั่งเบาะข้างคนขับ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 239 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด รถกระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน บฉ 43 น่าน เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 ได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้นพร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกันหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า "1.1 จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน... 239 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 22.60 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.791 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยจำเลยทั้งสามสมคบกันและร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อจำหน่าย ด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับมอบเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 เพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีน ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาส่งต่อให้แก่จำเลยที่ 3 ในราชอาณาจักรไทย..." เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในฟ้องข้อเดียวกัน เพียงแต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะบรรยายการกระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้คำเชื่อมประโยค เช่นคำว่า "โดย" "ดังกล่าวข้างต้น" เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของการกระทำความผิดแต่ละฐาน ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามสมคบกันโดยร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการสมคบกันนำเข้า ดังนี้ โจทก์บรรยายฟ้องครอบคลุมถึงความผิดฐานสมคบกันกระทำเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานสมคบกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และในประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX ของกลางของจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมไปด้วยกัน เห็นว่า แม้โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้ต้องหาหรือผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงมีน้ำหนักน้อย โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 ไปรับเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่วัดรัชดาเวลา 21.30 นาฬิกา แต่พันตำรวจตรี ไตรรัตน์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 กลับเบิกความแตกต่างไปว่า ได้สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าไปรับเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่วัดในช่วงเวลาเย็น และข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์เข้ามาหาจำเลยที่ 1 ขณะอยู่ภายในป้อมยามกับเจ้าพนักงานตำรวจและร่วมกันนำจำเลยที่ 1 เดินทางไปยังจุดนัดหมายเพื่อส่งเมทแอมเฟตามีนแก่จำเลยที่ 3 ตามที่สิบตำรวจเอก รัตตภูมิ สิบเอก มารยาท และพันตำรวจตรี ไตรรัตน์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความนั้น ปรากฏว่าสิบตำรวจเอก รัตตภูมิเบิกความอ้างว่า ภายในป้อมยามมีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ทันรับเสียงโทรศัพท์ก็เงียบไป จากนั้นแท็บเล็ตของจำเลยที่ 1 มีเสียงเรียกเข้า จึงให้จำเลยที่ 1 เปิดลำโพงและรับสาย แต่สิบเอก มารยาทและพันตำรวจตรี ไตรรัตน์กลับเบิกความแตกต่างไปว่า มีเสียงเรียกเข้าที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 เปิดลำโพงและรับสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีกทั้งสิบตำรวจเอก รัตตภูมิเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่าในการสนทนาผ่านแท็บเล็ตระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ไม่มีการพูดกันถึงเมทแอมเฟตามีน และสิบเอก มารยาทก็เบิกความตอบโจทก์ถามว่า จำไม่ได้ว่ามีการสนทนากันว่าอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันดังกล่าวจะจดจำสาระสำคัญของเหตุการณ์แตกต่างกันหรือจดจำไม่ได้เลย ในส่วนของเหตุการณ์ที่มีการนำจำเลยที่ 1 ไปยังจุดนัดหมายเพื่อจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่จำเลยที่ 3 นั้น สิบเอก มารยาทเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า พยานกับพวกแต่งกายในเครื่องแบบ แต่พันตำรวจตรี ไตรรัตน์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านแตกต่างไปว่า เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายนอกเครื่องแบบทั้งหมดประกอบกับโจทก์ไม่มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีการระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 ว่า 08 2765 XXXX ไว้ในบัญชีของกลางคดีอาญา และในบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ที่เขียนด้วยลายมือในชั้นจับกุมก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์กลับบรรยายว่าจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ในวันที่ 26 มีนาคม 2557 พร้อมยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจำเลยที่ 3 ใช้เป็นอุปกรณ์ในการติดต่อสื่อสารซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง เช่นนี้ข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ทำให้มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจริงหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน ศาลจึงไม่อาจสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 2765 XXXX แก่จำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ นั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องในความฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาด้วย จึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด..." ดังนั้น ผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องมีตั้งแต่สองคนขึ้นไป เมื่อคดีได้ความว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจริงหรือไม่ หรือร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 65 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว)
จำเลย — นายกิตติ์พิวัฒน์ ไชยอามิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นายมงคล ภูฆัง
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561
#626056
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดงรายการแล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้โจทก์ส่งเอกสารเพิ่มเติมจึงเป็นการตรวจสอบตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า รายการรายได้ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีที่โจทก์กรอกไว้ถูกต้องหรือไม่ มิได้เป็นการใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอื่นเพื่อนำมาประเมินภาษีโจทก์นอกเหนือจากรายการที่ปรากฏในแบบแสดงรายการแต่อย่างใด เมื่อเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินตามรายการที่โจทก์แสดงไว้โดยนำมาปรับปรุงวิธีการคำนวณเท่านั้น เป็นการประเมินโดยใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 18 จึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 และยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2543 เพื่อปรับปรุง เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าแบบที่โจทก์ยื่นไว้เดิมไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องของแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมได้ อายุความใช้สิทธิเรียกร้องจึงต้องเริ่มนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 จึงยังอยู่ในอายุความ

พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 เป็นกฎหมายกำหนดการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน แต่มิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ว่า ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องคำนวณภาษีเป็นรายบัตรส่งเสริมหรือเป็นรายนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีอย่างไร กรณีจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการคำนวณภาษีตาม ป.รัษฎากร เป็นหลักในการคำนวณ ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกี่โครงการก็ตาม การคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องถือว่าทุกโครงการเป็นหน่วยภาษีเดียวกันที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์จึงต้องนำผลประกอบการทั้งหมดมารวมกัน ได้แก่ ผลประกอบการของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทุก ๆ โครงการและผลประกอบการของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทางภาษี

กรณีใช้สิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฯ มาตรา 36 (4) (เดิม) เพื่อหักเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 5 ของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน การคำนวณเงินได้พึงประเมินที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต้องคำนวณจากรายได้การส่งออกโดยรวมในแต่ละปี มิใช่คำนวณแต่ละโครงการ เมื่อวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.รัษฎากร การประเมินจึงชอบแล้ว

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมธนาคาร และค่าทนายความ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ประกอบกิจการมีทั้งโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและโครงการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ยื่นปกติ รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ยื่นปกติ รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 วิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 กรณีโจทก์มีภาษีเงินได้นิติบุคคลชำระไว้เกิน โดยพบว่าโจทก์มีผลขาดทุนสุทธิยกมาจากรอบบัญชีก่อนจำนวนสูง ซึ่งเกิดจากการใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 จากนั้นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงเข้าตรวจสภาพกิจการของโจทก์ และให้โจทก์นำส่งรายละเอียดการคำนวณหารายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หรือรายจ่ายที่มีสิทธิหักได้เพิ่มขึ้น รายละเอียดการปันส่วนรายได้รายจ่ายของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน รายละเอียดผลขาดทุนสะสมยกมา รายละเอียดการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ และการใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ปรับปรุงกำไรสุทธิตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบตามผลการตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด. 73.1-04131020-25530803-002-00002 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2553 โจทก์ได้รับแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินหักผลขาดทุนสุทธิในการคำนวณภาษีอากรของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 มีผลทำให้ผลขาดทุนสะสมที่โจทก์อาจนำไปใช้ในการคำนวณภาษีอากรของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปลดลงและกระทบต่อกำไรสุทธิซึ่งต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 เป็นการคำนวณไม่ถูกต้อง จึงเห็นควรปรับปรุงการคำนวณภาษีอากรตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง โจทก์ได้รับแล้วเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ซึ่งไม่ต้องออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวนก่อนนั้นเป็นการประเมินจากรายการหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษียื่นเสียภาษีไว้แล้ว ส่วนการประเมินตามมาตรา 20 ซึ่งมีบทบัญญัติให้ออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เป็นการประเมินจากแบบแสดงรายการที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ คดีนี้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ปกติสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยกรอกรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในรายการที่ 4 รายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ ข้อ (44) และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 กรอกรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ไว้ในรายการที่ 4 รายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ ข้อ (46) แสดงตัวเลขรายได้ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีไว้ในช่องที่ 2 กิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เพิ่มเติมแก้ไขตัวเลขดังกล่าว โดยกรอกไว้ในช่องที่ 1 กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ และช่องที่ 2 กิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ ซึ่งรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีที่โจทก์ใช้สิทธิยกเว้นภาษี ดังปรากฏในรายการที่ 4 รายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ ข้อที่ (46) ส่วนรอบระยะเวลาบัญชีอื่นนั้นโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมกรอกรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดงรายการด้วยแล้วเช่นกัน จึงเห็นได้ว่า แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมกับการประเมินภาษีโจทก์ของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 คงมีความแตกต่างกันเพียงแต่วิธีคิดคำนวณสิทธิประโยชน์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) (เดิม) อันเป็นการคำนวณจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี รวมถึงผลกำไรหรือผลขาดทุนของโครงการโจทก์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่ละโครงการรวม 17 โครงการ ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสี่โต้แย้งถึงความถูกต้องของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้โจทก์ส่งเอกสารเพิ่มเติมจึงเป็นการตรวจสอบตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่ารายการรายได้ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีที่โจทก์กรอกไว้ถูกต้องหรือไม่ มิได้เป็นการใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอื่นเพื่อนำมาประเมินภาษีโจทก์นอกเหนือจากรายการที่ปรากฏในแบบแสดงรายการแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการโดยนำรายการตามแบบแสดงรายการมาปรับปรุงวิธีการคำนวณเท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การปรับปรุงผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาของโจทก์รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 และทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการประเมินตนเองโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องยื่นแบบแสดงรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีพร้อมกับชำระภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 68 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประมวลรัษฎากรไม่ได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมาตรา 193/30 บัญญัติว่า "อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนด 10 ปี" มาตรา 193/31 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี..." และ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." จากข้อเท็จจริงที่เป็นยุติแล้วว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการปกติรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 และยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 2 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 เพื่อปรับปรุงแบบแสดงรายการในรายการที่ 4 ข้อที่ (46) รายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษี การยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมดังกล่าวเท่ากับโจทก์ยอมรับว่าแบบที่โจทก์ยื่นไว้เดิมไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องของแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมได้ อายุความใช้สิทธิเรียกร้องจึงต้องเริ่มนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 จึงยังอยู่ในอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า วิธีการคำนวณภาษีของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ปัญหานี้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "...บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ซึ่งต้องมีกำหนดเวลาไม่เกิน 8 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี คณะกรรมการอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้" มาตรา 36 (เดิม) บัญญัติว่า "เพื่อส่งเสริมการส่งออก คณะกรรมการอาจให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ด้วย...(4) การอนุญาตให้หักเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากการส่งออกซึ่งผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่ผู้ได้รับการส่งเสริมผลิตหรือประกอบ โดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งนอกประเทศ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไข วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 เป็นกฎหมายกำหนดการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเป็นกฎหมายเฉพาะที่กำหนดยกเว้นภาษีอากร แต่มิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ว่า ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องคำนวณภาษีเป็นรายบัตรส่งเสริมหรือรายนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีอย่างไร เมื่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวไว้ หากประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมีการบัญญัติไว้ กรณีจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากรเป็นหลักในการคำนวณ โดยมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้บริษัทคำนวณกำไรสุทธิโดยนำรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีมารวมเป็นรายได้และให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรายได้นั้นมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ โดยถือว่ารายได้ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากกิจการประเภทใดก็ตามเป็นรายได้ของบริษัท ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกี่โครงการก็ตาม การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องถือว่าทุกโครงการของโจทก์เป็นหน่วยภาษีเดียวกันที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์จึงต้องนำผลประกอบการทั้งหมดมารวมกัน ได้แก่ ผลประกอบการของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทุก ๆ โครงการและผลประกอบการของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทางภาษี การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 38/2552 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ว่า กรณีบริษัทประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการแต่ละประเภทมากกว่าหนึ่งโครงการนั้นต้องคำนวณรายได้และรายจ่ายจากกิจการทุกประเภทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีที่กิจการใดมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมหลายโครงการก็ต้องนำรายได้และรายจ่ายของโครงการนั้นทุกโครงการในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน มาคำนวณเพื่อให้ได้ยอดกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หากปรากฏว่ามีผลขาดทุนสุทธิเกิดขึ้นย่อมถือว่าเป็นผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และบริษัทย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีดังกล่าวที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ และบริษัทมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจำนวนไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และหากยังมีผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่นำมาหักเหลืออยู่อีก บริษัทมีสิทธินำผลขาดทุนนั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ และคำนวณภาษีตามหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0802/13731 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการคำนวณกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้ความเห็นว่า การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และกรณีใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 (4) (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ให้ถือรายได้จากการส่งออกในรอบบัญชีปีแรกหลังจากได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่ว่าจะเต็มรอบบัญชีหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ารอบบัญชีนั้นจะมีการส่งออกหรือไม่ก็ตามเป็นปีฐาน ซึ่งปีแรกหรือปีฐานดังกล่าวไม่มีสิทธิหักเงินได้พึงประเมินตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่อาจหาค่าของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ สำหรับปีที่ 2 และปีที่ 3 ให้นำรายได้จากการส่งออกในรอบบัญชีถัดไปมาเทียบหารายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วนปีที่ 4 ถึงปีที่ 10 รายได้ของปีนั้น ๆ จะต้องไม่น้อยกว่ารายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง จึงจะมีสิทธิหักเงินได้พึงประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากการส่งออก การคำนวณเงินได้พึงประเมินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากการส่งออกจึงต้องคำนวณจากรายได้การส่งออกโดยรวมในแต่ละปี มิใช่คำนวณจากแต่ละโครงการ ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรและหนังสือตอบข้อหารือดังกล่าวเป็นวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร วิธีการคำนวณภาษีของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 18 ม. 65 ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคสี่ ม. 36 (4) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2561
#623446
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วพวกของจำเลยได้ฆ่าผู้ตายนั้น ถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลมาจากการที่จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปเพื่อเรียกค่าไถ่ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคท้าย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 199, 288, 289, 313 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามกฎหมาย และริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 313 (2) (3) วรรคท้าย, 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลนั้นเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย จำคุกคนละ 1 ปี สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้นั้น ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ส่วนความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตสถานเดียว (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)) ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด และรถกระบะ 2 คัน ของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคท้าย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 86 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตาย และความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นความผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้เป็นความผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช่นเดียวกัน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ และฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 นายชี ฮุน ผู้ตายเดินทางจากประเทศมาเลเซียมาท่าอากาศยานหาดใหญ่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 มีคนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายติดต่อไปยังนางฮุยหรือฮวย ผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายที่ประเทศมาเลเซียอ้างว่าเป็นล่ามให้กับคนร้ายและบอกว่าผู้ตายถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ คนร้ายเรียกเงิน 8,000,000 บาท ผู้เสียหายต่อรองจนตกลงกันที่ 1,500,000 บาท วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้เสียหายโอนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทสินทวีทัวร์ จำกัด ที่ธนาคารเมย์แบงก์ แต่คนร้ายแจ้งผู้เสียหายว่าเบิกเงินไมได้ ให้ผู้เสียหายไปถอนเงินออกมา ผู้เสียหายจึงเดินทางจากประเทศมาเลเซียมาเบิกเงิน คนร้ายติดต่อให้ผู้เสียหายนำเงินทั้งหมดไปวางไว้ที่บริเวณใกล้ปากซอยขจรอุทิศ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วให้ผู้เสียหายไปรอรับผู้ตายที่ด่านนอก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ผู้เสียหายนำเงิน 1,500,000 บาท ไปวางไว้บริเวณปากซอยขจรอุทิศ แล้วไปรอรับผู้ตายตามที่คนร้ายบอก แต่คนร้ายไม่นำผู้ตายมาส่งให้ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2557 พระภิกษุสุวัฒน์ พระลูกวัดธรรมประดิษฐ์หรือวัดดอนคันตก ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พบอวัยวะบางส่วนของมนุษย์โผล่มาจากพื้นดินทางทิศเหนือของเกาะบรรทมหรือเกาะทอมห่างจากวัดประมาณ 1 กิโลเมตร จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสทิงพระ วันที่ 20 มีนาคม 2557 พระภิกษุสุวัฒน์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปยังบริเวณที่พบศพ ปรากฏว่าศพมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ลำคอด้านหน้ายาว 15 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกซ้ายใกล้รักแร้ทะลุเข้าช่องอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร กระดูกซี่โครงด้านหน้าข้างซ้าย ซี่ที่ 2 ถึงที่ 5 หัก แพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุการตายเนื่องจากการบาดเจ็บของอวัยวะบริเวณคอจากบาดแผลถูกของมีคม เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสทิงพระติดต่อให้ผู้เสียหายมาดูศพ ผู้เสียหายเดินทางมาดูศพ เสื้อผ้าและรองเท้าของศพ แล้วยืนยันว่าเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นของผู้ตาย และขอให้พนักงานสอบสวนนำสารพันธุกรรม (ดี เอ็น เอ) ของนายยอง ชอน บุตรชายของผู้ตายไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับ ดี เอ็น เอ ของผู้ตาย ต่อมาพนักงานสอบสวนติดต่อผู้เสียหายมาพบและแจ้งผลการตรวจ ดี เอ็น เอ ว่า ผลการตรวจเปรียบเทียบ ดี เอ็น เอ แพทย์ยืนยันว่า ผู้ตายคือนายชี ฮุน พันตำรวจเอกศักดา ทำการสืบสวนและสอบสวนพบว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างนายศักดิ์เดชาหรือบังเหล็บ จำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 17 เมษายน 2557 พันตำรวจเอกศักดาพร้อมพวกเดินทางไปบ้านพักจำเลยที่ 1 ทำการตรวจค้นและยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ แล้วจำเลยที่ 1 พาไปตรวจค้นบ้านภริยาจำเลยที่ 2 ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ พันตำรวจเอกศักดาสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำได้ความว่า คนร้ายรายนี้มีนายบังเหล็บและจำเลยทั้งสาม พันตำรวจเอกศักดาให้จำเลยที่ 1 ติดต่อให้จำเลยที่ 3 ไปพบที่ศูนย์บริการรถยนต์โตโยต้า สาขาสามสิบเมตรหาดใหญ่ เมื่อจำเลยที่ 3 ไปถึง พันตำรวจเอกศักดาให้จำเลยที่ 3 พาไปตรวจค้นบ้านภริยาจำเลยที่ 3 ยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย จำเลยที่ 3 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังนั้นถึงแก่ความตายหรือไม่ พยานโจทก์มีพันตำรวจเอกศักดาเบิกความว่า พยานสอบสวนจำเลยที่ 2 ไว้ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้ร่วมกระทำความผิดจริง และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 3 ไว้ในฐานะผู้ต้องหา จำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่าได้ร่วมกระทำความผิดจริง

คดีมีปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าจะรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 บัญญัติไว้ความว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และมาตรา 227/1 บัญญัติไว้ความว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานอื่นที่ไปประกอบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย สำหรับคดีนี้ พันตำรวจเอกศักดาเบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งให้เป็นผู้สืบสวนหาตัวคนร้าย มีแหล่งข่าวแจ้งว่ามีเด็กขับเรือหางยาว 2 คน เป็นผู้พาชาวมาเลเซียไปที่เกาะทอม พยานให้พามาพบ แหล่งข่าวได้นำนายสะมะแอ กับนายหมัดอารี มาพบ ทั้งสองคนแจ้งว่า นายบังเหล็บ มาว่าจ้างเรือไป โดยมีนายบังเหล็บ ชาวมาเลเซีย และชายผิวขาวอีก 1 คน ไปด้วยกัน ซึ่งภายหลังจับจำเลยที่ 1 ได้แล้ว นายสะมะแอและนายหมัดอารีมาเบิกความที่ศาลยืนยันว่า ชายคนดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นพันตำรวจเอกศักดาสืบสวนขยายผลต่อมาจนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามโดยมีการตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยทั้งสามและตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่ามีการใช้ติดต่อกันระหว่างจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์เดชา และผู้เสียหายที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่มาของการสอบปากคำจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สอดคล้องกัน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความต่อศาลก็มีข้อเท็จจริงที่สอดคล้องใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในคำให้การชั้นสอบสวน ทำให้มีเหตุผลตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่นำคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาพิจารณามีน้ำหนักรับฟังลงโทษได้

สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนว่า วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ไปพบที่สนามบิน ระหว่างทางขณะจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะไปถึงบ้านควนกบ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาถามจำเลยที่ 2 ว่าถึงที่ไหนแล้วและให้จำเลยที่ 2 กลับรถมานำทางให้จำเลยที่ 1 ไปตำบลปาดังเบซาร์ เมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงสี่แยกไฟแดงที่ตำบลปาดังเบซาร์ จำเลยที่ 1 โทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 2 ไปรอที่บ้านจำเลยที่ 1 ในเขตเทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที จำเลยที่ 1 มาบอกจำเลยที่ 2 ที่บ้านว่าชาวมาเลเซียที่อุ้มมาได้ให้นายบังเหล็บไปแล้ว ต่อมาเวลา 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ไปดูที่กักขังชาวมาเลเซียที่อุ้มมาที่ขนำภายในสวนยาง จำเลยที่ 2 พบนายบังเหล็บกับพวกเฝ้าขนำอยู่โดยมีชาวมาเลเซียอยู่ภายในห้อง ล็อกกุญแจเรียบร้อย ต่อมาจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาให้ไปพบเพื่อจะนำชาวมาเลเซียที่อุ้มมาไปปล่อย จำเลยที่ 1 ขับรถที่มีนายบังเหล็บและชาวมาเลเซียอยู่ด้วย จำเลยที่ 2 ขับรถนำทางไปที่อำเภอหาดใหญ่เพื่อจะปล่อย จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาว่าให้นำทางไปจังหวัดพัทลุง จนกระทั่งเวลาประมาณ 6 นาฬิกา รถทั้งสองคันไปถึงท่าเรือบ้านเกาะนางคำ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง นายบังเหล็บได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของเรือหางยาว นายบังเหล็บ จำเลยที่ 1 ชาวมาเลเซียที่อุ้มมา และเด็กเรือหางยาวอีก 2 คน พากันออกเรือไป จำเลยที่ 2 รออยู่ในรถประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาบอกให้กลับไปก่อน วันรุ่งขึ้น (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557) ช่วงสาย นายบังเหล็บมาที่บ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งนัดกันไว้ก่อนแล้ว นายบังเหล็บให้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 55,000 บาท (เงินมาเลเซีย) เป็นค่าจ้างในการทำงานครั้งนี้ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ขับรถนำทางให้จำเลยที่ 1 ไปในที่ต่างๆ และได้พบเห็นว่ามีการอุ้มผู้ตายซึ่งเป็นชาวมาเลเซียมากักขังไว้แล้วมีการนำผู้ตายไปปล่อย แล้วจำเลยที่ 2 ก็ได้รับเงินจากนายบังเหล็บ 55,000 บาท เป็นการตอบแทน เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตามจำเลยที่ 1 และนายบังเหล็บพาผู้ตายไปที่เกาะทอมจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายไม่ว่าในฐานะตัวการหรือผู้สนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ข้อหาเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับจำเลยที่ 3 ได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 3 ติดต่อให้นายบังเหล็บมารับผู้ตาย แต่นายบังเหล็บให้จำเลยที่ 1 มารับผู้ตายไปจากร้านตาชั่งอีสาน หลังจากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 20 นาฬิกา นายบังเหล็บโทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 3 ไปพบที่ตำบลปาดังเบซาร์ จำเลยที่ 3 จึงขับรถจักรยานยนต์ไปพบและพูดคุยกับนายบังเหล็บที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในตลาดปาดังเบซาร์โดยมีจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ด้วย นายบังเหล็บนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายส่งให้จำเลยที่ 3 ใช้ติดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาผู้ตายเพื่อให้ผู้เสียหายนำเงินมาไถ่ตัวผู้ตาย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์ของผู้ตายโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเรียกเงิน 8,000,000 บาท ผู้เสียหายบอกว่ามีเงินเพียง 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ตัดสินใจเองไม่ได้จึงเดินทางไปหานายบังเหล็บที่ตำบลปาดังเบซาร์อีกครั้งในตอนค่ำของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 แล้วโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายต่อหน้านายบังเหล็บเพื่อให้นายบังเหล็บรับทราบกรณีภริยาผู้ตายต่อรองเงินค่าไถ่จาก 8,000,000 บาท เป็น 1,500,000 บาท นายบังเหล็บตกลงและบอกให้จำเลยที่ 3 แจ้งผู้เสียหายให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาที่อำเภอหาดใหญ่ จำเลยที่ 3 จึงนัดให้ผู้เสียหายนำเงิน 1,500,000 บาท ไปวางไว้ที่ซุ้มสำหรับขายของบริเวณปากซอยขจรอุทิศ แล้วจำเลยที่ 3 แอบซุ่มอยู่จนกระทั่งเวลา 22 นาฬิกา ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 มีผู้หญิงคนหนึ่งนำสิ่งของไปวางไว้ในตำแหน่งตามที่นัดหมาย จำเลยที่ 3 ไปดูพบว่าเป็นเงินริงกิตมาเลเซียจำนวน 100,000 เหรียญ และเงินไทยอีก 500,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บไว้ที่พักโดยแบ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ประมาณ 600,000 บาท แล้วแจ้งให้นายบังเหล็บเดินทางมาพบวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ต่อมาเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 นายบังเหล็บมาพบจำเลยที่ 3 แล้วนำเงินส่วนที่เหลือไป โดยก่อนแยกกันจำเลยที่ 3 บอกให้นายบังเหล็บปล่อยผู้ตาย ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังที่ได้ความฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วพวกของจำเลยได้ฆ่าผู้ตายนั้น ถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลมาจากการที่จำเลยทั้งสามกับพวกนำผู้ตายไปเพื่อเรียกค่าไถ่ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคท้าย (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 199 (เดิม), 289 (4) (7) ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 289 (4) (7) ให้ประหารชีวิต ฐานลอบฝัง ซ่อนเร้นศพผู้ตาย จำคุก 1 ปี ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจาณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย คงจำคุก 8 เดือน รวมแล้วจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตตามมาตรา 91 (3) จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ประหารชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง พร้อมซิมการ์ดและรถกระบะ 2 คัน ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 313 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมชายหรือยู นันต๊ะน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอินวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4521/2561
#624562
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคหนึ่งและวรรคสาม กำหนดให้ ทหารกองเกินเมื่อมีอายุย่างเข้ายี่สิบเอ็ดปีในพุทธศักราชใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายในพุทธศักราชนั้น ผู้ใดไม่สามารถจะไปรับหมายเรียกด้วยตนเองได้ ต้องให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกแทน ถ้าไม่มีผู้แทนให้ถือว่าผู้นั้นหลีกเลี่ยงขัดขืน เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 แม้จำเลยอยู่ในระหว่างต้องรับโทษซึ่งไม่สามารถไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารได้ก็ตาม จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทนระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืน

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1009/2557 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่ารับสารภาพตามฟ้อง คำให้การที่จำเลยที่รับสารภาพย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องด้วย เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25, 26, 44 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 300 บาท จำเลยให้การรับสารภาพแต่ไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ตามประกาศของนายอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ แม้จำเลยอยู่ในระหว่างต้องรับโทษซึ่งไม่สามารถไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหารได้ก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ไปแสดงตนรับหมายเรียกหรือมอบให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกดังกล่าวแทน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่ไปแสดงตนเพื่อขอรับหมายเรียกและไม่มีเจตนาไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปรับหมายเรียกแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1009/2557 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในระหว่างที่จำเลยยังจะต้องรับโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่ารับสารภาพตามฟ้อง คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน 6 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกและไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 25 วรรคสาม, 44 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 172 ม. 176
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายอภินันท์ แยกยอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายมนูญ จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4502/2561
#624985
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และกล่าวในตอนท้ายว่า ถือว่าจำเลยทั้งสามได้ประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จริง แต่ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังจากลาออกเป็นเวลา 2 ปี เท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ 3 ลาออกเป็นเวลากว่า 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 และหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ จึงรวมอยู่ในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดอย่างไรตามบทกฎหมายใด ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตน แล้วให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,783,516.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,193,184.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,783,516.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,193,184.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างสะพานและอื่นๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานก่อสร้างถนนสายรองในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างงานโดยการประมูลจากกระทรวงมหาดไทย ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนโดยจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนและจำเลยที่ 2 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างให้โจทก์หลายครั้ง และวันที่ 25 มกราคม 2549 โจทก์ได้รับชำระเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) แล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า เงิน 100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 นั้น เป็นเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ชำระหนี้เงินยืมให้แก่โจทก์ มิใช่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมรกต พยานโจทก์ว่า พยานเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เมื่อโจทก์ปรับปรุงยอดบัญชีแล้วปรากฏว่า ณ วันที่ 11 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้งานสะพานต่อโจทก์เป็นเงิน 4,543,184.64 บาท โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2549 พยานพร้อมด้วยสามีจึงเดินทางไปทวงถามจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็คของห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย แต่พยานขอเป็นเงินสด จำเลยที่ 3 จึงให้พนักงานนำเช็คไปขึ้นเงินแล้วนำเงินสด 100,000 บาท มาชำระให้โจทก์ และเบิกความยืนยันว่า โจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่เคยกู้ยืมเงินหรือซื้อสินค้ากัน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีนายสิทธิชัย เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นสามีของจำเลยที่ 3 และรู้เห็นการทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ กับเบิกความว่า เงิน 100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 เป็นเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ชำระหนี้เงินยืมให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้นายสิทธิชัยจะเป็นสามีของจำเลยที่ 3 ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่มีนายสิทธิชัยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นหุ้นส่วนในห้างทั้งสองเลย และในวันที่ 25 มกราคม 2549 ที่นางมรกตพยานโจทก์ไปทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสิทธิชัยมีส่วนรู้เห็นอยู่ด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ดังนั้นคำเบิกความของนายสิทธิชัยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนการที่โจทก์ได้รับชำระหนี้เป็นเงินสด แต่นางมรกตขอทราบเลขที่เช็คเพื่อนำไปบันทึกสรุปการชำระหนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตในรายละเอียดเท่านั้น ประกอบกับนางมรกตกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด วิศิษฏ์ชัย ไม่เคยกู้ยืมเงินกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อนับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตนนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และกล่าวในตอนท้ายว่า ถือว่าจำเลยทั้งสามได้ประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จริง แต่ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังจากลาออกเป็นเวลา 2 ปีเท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ 3 ลาออกเป็นเวลากว่า 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยทั้งสามนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 และหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ จึงรวมอยู่ในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดอย่างไร ตามบทกฎหมายใด ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 แทนตน แล้วให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2545 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมรกต กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่า หลังจากปี 2545 นางมรกตติดตามทวงถามหนี้ค่าก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ทยอยชำระหนี้ตลอดมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องในกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายสิทธิชัย สามีของจำเลยที่ 3 พยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เบิกความรับว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 3 นั้น มิได้มีการซื้อขายหุ้นกันจริง เหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อเนื่องจากนายสิทธิชัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาจึงมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นไม่ได้ เจือสมทางนำสืบของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 แทนตน โดยจำเลยที่ 3 ยังคงกระทำการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ที่แท้จริง และถือว่าการลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ของจำเลยที่ 3 มิได้เกิดขึ้นเลย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 มาเกิน 2 ปีแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า นายสิทธิชัยเป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 2 ให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทท่าใหม่คอนกรีต จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครนายกการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายนรินทร์ เนื่องจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2561
#624559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งระบุว่า "...หาก ร. ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ นั้นทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันที..." ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อ ร. ไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 47,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม สัญญาค้ำประกันเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์โจทก์จึงไม่อาจใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้ง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามทำสัญญาไว้แก่โจทก์มีสาระสำคัญได้ความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้โจทก์ต้องถูกสั่งปรับในฐานะผู้ประกัน จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ ทั้งหมด นอกจากระบุเป็นสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสามยังลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประกัน เอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 จึงต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนายรุจธิชัยในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยนำโฉนดที่ดินของแต่ละคนวางเป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตีราคา 350,000 บาท และในวันดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวนายรุจธิชัยต่อศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายรุจธิชัยและปรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้ประกันตามสัญญาประกัน โจทก์ติดตามจับกุมนายรุจธิชัยไปมอบต่อศาลได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับคงเหลือจำนวน 25,000 บาท โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นสัญญาค้ำประกันที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจะทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันและโจทก์เป็นนายประกัน แต่สัญญาดังกล่าวระบุว่า "... หากนายรุจธิชัย ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใดๆ นั้นทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันทีโดยไม่อ้างเหตุใดๆ มาปัดความรับผิดชอบเป็นอันขาด ..." ซึ่งหมายความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ของโจทก์ที่ใช้เป็นหลักประกัน หรือทำให้โจทก์ต้องถูกปรับในฐานะนายประกัน หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยทันที กรณีไม่ใช่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อนายรุจธิชัยไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ โจทก์จึงใช้สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่ต้องเสียอากร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินต่อโจทก์เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนฟ้องโจทก์ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4463/2561
#626225
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตอนท้ายบัญญัติว่า "ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือ การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 75 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83, 91 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1052/2557 ของศาลแขวงลำปาง เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในหนึ่งปีแรก และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือท่อนของกลาง เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงไม่อาจบวกโทษได้ ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางทั้งหมดให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา นายสุรพล ปลัดอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง กับพวก พบจำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือตัดเป็นท่อน ๆ เต็มคันรถบริเวณหน้าวัดศรีบุญโยง ตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ลำดับที่ 31 และ 102 ตามสำเนาบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 จำเลยรับว่ารับจ้างนายเทียม ให้มาตัดไม้และขนไม้ของกลาง ขณะนั้นจำเลยและนายเทียมไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินที่ตัดไม้ เจ้าหน้าที่จึงยึดไม้และรถคันดังกล่าวไว้ ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะที่พันตำรวจตรีมนตรีปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรเกาะคา นายสุรพลกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมยึดไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางรวม 87 ท่อน มาส่งมอบ โดยกล่าวหาว่ามีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเพิ่มเติมว่า ร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต มีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยกับพวกตัดโค่นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือของกลางเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) การที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันต้นไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือในบริเวณพื้นที่ป่าดังกล่าว และนำไม้ดังกล่าวบรรทุกรถยนต์เคลื่อนที่ออกจากบริเวณป่าที่เกิดเหตุมายังจุดที่ถูกจับโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง เห็นว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องนั้นต้องได้ความว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่า แต่ปรากฏว่าเมื่อพันตำรวจตรีมนตรี พนักงานสอบสวน ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับนายเทียมใช้เครื่องมือจี พี เอส จับตำแหน่งพิกัดที่เกิดเหตุ แล้วส่งไปตรวจสอบที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 จังหวัดลำปาง ได้รับการตอบกลับว่า พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนจะเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ ต้องตรวจสอบกับหลักฐานการครอบครองพื้นที่เกิดเหตุ ต่อมาพันตำรวจตรีมนตรี ได้มีหนังสือสอบถามไปที่หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 26 (แม่เรียง) ไม่ได้รับการยืนยันว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่ระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าเต็งรังอยู่ในตำบลไหล่หิน ทั้งปรากฏจากนายสุรพล ผู้จับกุมจำเลย เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอยู่ในเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ส่วนที่นายสุรพลอ้างว่าได้ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุแล้วไม่พบหมุดหลักเขตนั้น ก็อาจเป็นเพราะหมุดหลักเขตนั้นฝังจมดินอยู่และนายสุรพลไม่ทราบตำแหน่งที่หมุดหลักเขตปักอยู่เพราะไม่มีการตรวจสอบกับเจ้าพนักงานที่ดินจึงทำให้ตรวจสอบไม่พบ และนายสุรพลยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านต่อไปว่า พยานได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ตรวจพิกัดที่เกิดเหตุว่าเป็นเขตป่าหรือไม่ ปรากฏค่าพิกัดพื้นที่เกิดเหตุที่คำนวณได้อยู่ที่ตำแหน่ง 18 องศา 15 ลิปดา 28.33 ฟิลิปดาเหนือและ 99 องศา 32 ลิปดา 40.1 ฟิลิปดาตะวันออก ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหนังสือรับรองว่าที่ดินตามตำแหน่งพิกัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่พื้นที่ใด ซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา มีหนังสือรับรองว่า ที่ดินตามตำแหน่งพิกัดดังกล่าวอยู่ในระวาง 4945 IV 5618 ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ไม่ได้อยู่ที่ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ตามฟ้อง แสดงว่าพิกัดจีพีเอสที่พยานโจทก์วัดได้ไม่ตรงกับที่ดินที่เกิดเหตุตามฟ้อง จึงไม่สามารถใช้ค่าพิกัดดังกล่าวยืนยันว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าอีก ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ตามฟ้องได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า พื้นที่เกิดเหตุมิใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ไม้ที่จำเลยครอบครองมิใช่ไม้ที่ได้จากการทำไม้ในพื้นที่ป่าตามความหมายของมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เมื่อไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือไม่ใช่ไม้หวงห้ามตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่เป็นไม้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7 ตอนท้าย อันจะเป็นไม้หวงห้ามเฉพาะไม้ในป่า ดังนี้ การที่จำเลยได้ไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลืออันยังมิได้แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยในข้อหานี้ถูกต้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1) ม. 7 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายชัยวุฒิ อินสุตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวสมชนก เกษมบุญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4444/2561
#623786
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแล้วจำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 19,802 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 378,858 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 378,824 กรัม ให้แก่สายลับ จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 19,800 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,800 เม็ด ดังกล่าวให้แก่สายลับทั้งหมดในคราวเดียว เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด ที่ค้นพบในห้องพักของจำเลยในภายหลังเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละส่วนที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยก็มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียว ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุก 50 ปี และปรับ 3,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ให้แก่สายลับ หลังถูกจับกุมจำเลยพาเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นห้องพักของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ในห้องพักรวมเป็นเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในชั้นจับกุมจำเลยระบุว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบในห้องพัก จำเลยเจตนามีไว้เพื่อเสพ ไม่ได้เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ การครอบครองเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดไว้เพื่อเสพ เป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 19,802 เม็ด หรือ 19,800 เม็ด ปรากฏตามบันทึกการจับกุมระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 มัด มัดละ 2,000 เม็ด รวมเป็น 20,000 เม็ด จากนายชัยณรงค์ หลังจากจับกุมและตรวจนับปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด ส่วนอีก 200 เม็ด ไม่ใช่เมทแอมเฟตามีน แต่เป็นวัตถุทรงกลมสีเขียว จึงต้องฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 19,800 เม็ด เท่านั้น เมื่อจำเลยร่วมกับนายชัยณรงค์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับไปทั้งหมด 19,800 เม็ด จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่พบที่ห้องเช่าของจำเลยในภายหลัง ไม่ปรากฏจากพยานปากใดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดไว้เพื่อจำหน่ายด้วย แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของดาบตำรวจ สมเกียรติ ว่าในขณะตรวจค้นที่ห้องเช่าของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ในโต๊ะเครื่องแป้ง จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ คำให้การของจำเลยที่ตอบดาบตำรวจ สมเกียรติในทันทีที่พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองมาก่อน ประกอบกับในวันถูกจับกุมจำเลยถูกแจ้งข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและผลการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเป็นบวก จึงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังการล่อซื้อเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพ และเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19,800 เม็ด ที่จำเลยร่วมกับนายชัยณรงค์มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหมดไปในคราวเดียวให้แก่สายลับ การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบในภายหลังนี้จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนของศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 10 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 19,802 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม ม. 67
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายชาติชาย สานใจวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวจุฑาภรณ์ อาขารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2561
#621368
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 จัตวา หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข้อความที่เป็นเนื้อหาของการติดต่อสื่อสารกันทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรทัศน์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ส่วนข้อมูลตามเอกสารหมาย จ.14 เป็นข้อเท็จจริงว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการใช้งานกันหรือไม่ เพียงใด มิใช่ข้อมูลตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสวัสดิ์ ทิศอุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2561
#627008
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันและเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกำหนดคำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 118 ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท ต่างจาก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ที่ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 116 ริบเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูกมาตรา 80, 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 81 ด้วย) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 20 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทาง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาญาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละหนึ่งในสาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี 13 เดือน 10 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 46 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 2,200,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล นักสืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 13,800 เม็ด เฟนิลโพรพาโนลามีน 3 ถุง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของจำเลยทั้งสองได้เป็นของกลาง จากการจัดส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 254.556 กรัม เฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางน้ำหนักสุทธิ 1,964.250 กรัม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีนหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจ สมชาย และนายจักรพล ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความว่า เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2550 ดาบตำรวจ สมชายได้รับแจ้งจากสายลับว่าสามารถติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสองได้โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7309 xxxx มีหน้าที่จัดหายาเสพติดมาจากทางภาคเหนือแล้วหาลูกค้าทางภาคกลางและภาคใต้ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6944 xxxx มีหน้าที่ขนส่งยาเสพติดจากทางภาคเหนือมาเก็บไว้ที่กรุงเทพมหานครเพื่อส่งให้ลูกค้าและเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยทั้งสองเสนอขายเมทแอมเตฟามีน 40,000 เม็ด และเฮโรอีน 3 กิโลกรัม ให้สายลับในราคา 6,810,000 บาท ดาบตำรวจ สมชายจึงรายงานผู้บังคับบัญชาและได้รับคำสั่งให้อำพรางตัวเป็นเถ้าแก่เพื่อล่อซื้อโดยให้ประสานงานกับนายจักรพลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงนัดวางแผนเพื่อล่อซื้อและจับกุมในวันเกิดเหตุโดยให้ดาบตำรวจ สมชายกับสายลับไปติดต่อล่อซื้อ ส่วนนายจักรพลกับพวกสะกดรอยติดตามเพื่อเข้าจับกุม ดาบตำรวจ สมชายโทรศัพท์นัดหมายกับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 มาพบดาบตำรวจ สมชายและสายลับแล้วพาไปที่ห้องพักเลขที่ 320 ของ 49 กะรัตอพาร์ทเมนท์ พบจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องพัก ดาบตำรวจ สมชายขอดูยาเสพติด จำเลยที่ 2 ไปหยิบเมทแอมเฟตามีน 1 ถุง จากตู้เสื้อผ้ามามอบให้ดาบตำรวจ สมชายดู ดาบตำรวจ สมชายขอดูทั้งหมดแล้วจะชำระเงินให้ จำเลยที่ 2 จึงเดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนรวม 69 ถุง ซึ่งบรรจุอยู่ในกระป๋องแป้งและ เฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเฮโรอีน 3 ถุง จากตู้เสื้อผ้ามามอบให้ดาบตำรวจ สมชายดู ดาบตำรวจ สมชายจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายจักรพลกับพวกเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองเป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความนับตั้งแต่ที่ให้สายลับติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง การวางแผนล่อซื้อโดยมีการเตรียมเงินที่ใช้ในการล่อซื้อ การนัดหมายส่งมอบยาเสพติดจนกระทั่งสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน เฟนิลโพรพาโนลามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองเป็นของกลางเป็นลำดับโดยปราศจากข้อพิรุธ แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง แต่ดาบตำรวจ สมชายเบิกความว่า สายลับใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 1788 xxxx ในการติดต่อกับจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ปรากฏว่าสายลับโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองใช้โทรศัพท์ติดต่อกันเองตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2550 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุที่มีการจับกุมจำเลยทั้งสองจำนวนหลายครั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอดและขณะที่จำเลยที่ 2 มาพบดาบตำรวจ สมชายกับพวกที่จุดนัดพบก่อนที่จะพาไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุก็มีการบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน เมื่อไปถึงห้องพักที่เกิดเหตุก็พบจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องและสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนที่มีการติดต่อซื้อขายและส่งมอบกันได้เป็นของกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า นางมะนวยไม่ปรากฏชื่อสกุลเคยพาชายไทยคนหนึ่งมาพบจำเลยที่ 1 โดยแนะนำว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและเป็นเถ้าแก่ ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากพวกกะเหรี่ยงดีเคบีเอที่ติดต่อไว้แล้วนั้นก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าชายไทยดังกล่าวเป็นใครและเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ เพราะตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจให้จำเลยที่ 1 ดูแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าการมีหรือจำหน่ายยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรงและมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะตกลงรับเป็นคนกลางในการติดต่อล่อซื้อยาเสพติดให้แก่เถ้าแก่ซึ่งคิดว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อเป็นการช่วยเหลืองานราชการโดยไม่มีหลักฐานการแสดงตัวหรือบันทึกเกี่ยวกับการที่ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อล่อซื้อยาเสพติดจากผู้จำหน่ายมาเป็นหลักฐานแต่อย่างใด ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยมิได้แจ้งหรือให้สายลับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเถ้าแก่ช่วยแจ้งให้ดาบตำรวจ สมชาย นายจักรพลกับพวกซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมทราบว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ตามที่ได้รับการติดต่อจากสายลับของดาบตำรวจ สมชายเพื่อป้องกันมิให้ตนเองต้องถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดีในคดีนี้ นอกจากนี้พันตำรวจโท เรวัต พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อหน้าทนายความและล่าม โดยจำเลยที่ 1 ก็มิได้แจ้งว่าเหตุที่ถูกจับกุมในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางตามที่ได้รับการติดต่อจากสายลับซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเถ้าแก่แต่อย่างใด หนังสือรับรองก็ไม่ปรากฏเลขที่หนังสือของทางราชการและจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำพันตำรวจตรี พงษ์วิชช์ ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองดังกล่าวมาเบิกความยืนยันรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการติดต่อล่อซื้อคดีนี้ อีกทั้งตามหนังสือรับรองดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมช่วยเหลืองานเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 ถึงเดือนมีนาคม 2550 แต่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่มีการระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าวถึง 5 เดือน จึงเป็นพิรุธขาดน้ำหนักโดยเฉพาะตามหนังสือขอความเป็นธรรม นั้น จำเลยที่ 1 เพิ่งทำขึ้นหลังจากที่ถูกจับกุมเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีเศษ หากจำเลยที่ 1 ถูกกลั่นแกล้งจับกุมดังที่ระบุในหนังสือดังกล่าวจริงก็น่าจะต้องรีบทำหนังสือติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมหรือพนักงานสอบสวนทราบตั้งแต่แรกเพื่อมิให้ตนเองต้องถูกดำเนินคดี จึงเป็นพิรุธขาดน้ำหนักเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ขาดน้ำหนักไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่การที่ดาบตำรวจ สมชายกับพวกขอดูเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนก่อนแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางมาให้ดูโดยยังไม่ได้มีการตกลงซื้อขาย ไม่ได้ส่งมอบและไม่ได้ชำระราคากันเพราะดาบตำรวจ สมชายกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองก่อน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเฟนิลโพรพาโนลามีนซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันและเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ซึ่งบังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกำหนดคำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 118 ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท ต่างจากพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ที่ให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า แต่ในส่วนโทษปรับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 87 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2558 มาตรา 16, 118 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 20 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันขายเฟนิลโพรพาโนลามีน จำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี 13 เดือน 10 วัน และปรับ 2,200,000 บาท โดยให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 284/2552 ของศาลจังหวัดแม่สอด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 89
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 3 (1) ม. 16 ม. 118
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพัฒนา วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2561
#623784
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหาตามฟ้องโจทก์ ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้อง โดยศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษ การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำคุกของศาลชั้นต้น โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก และในชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ โดยได้แนบคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษมาท้ายฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดคัดค้านว่าคำพิพากษาที่ขอให้บวกโทษแนบท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษ และความได้ปรากฏแก่ศาลแล้ว เมื่อคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 288, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน นำโทษจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ รวมจำคุก 6 ปี 10 เดือน 15 วัน ริบลูกกระสุนปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอบวกโทษ คงจำคุกจำเลย 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นำโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า การนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงาน ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความเป็นยุติก่อนว่า จำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้ ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหาตามฟ้องโจทก์ ต่อมาในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษ การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำคุกของศาลชั้นต้น โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก และในชั้นฎีกาโจทก์ฎีกาขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ โดยได้แนบคำพิพากษาในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษมาท้ายฎีกาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดคัดค้านว่าคำพิพากษาที่ขอให้บวกโทษแนบท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษ และความได้ปรากฏแก่ศาลแล้ว เมื่อคดีก่อนที่ขอให้บวกโทษศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ให้จำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติมีกำหนด 1 ปี จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 299/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายวุฒิพงษ์ อ่วมเถื่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายมงโคตร เมาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4326/2561
#622113
เปิดฉบับเต็ม

"" เป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยภาคส่วนอักษรโรมัน "W" และภาคส่วนคำภาษาอังกฤษว่า "HOTELS" โดยคำว่า "HOTELS" เป็นคำธรรมดาที่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรมและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าหมายถึง โรงแรม สำหรับภาคส่วนอักษรโรมัน "W" วางอยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้า มีขนาดใหญ่กว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก หากมองภาพรวมของเครื่องหมายการค้าจะเห็นตัวอักษร "W" เด่นชัดกว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก ถือได้ว่า ภาคส่วน "W" เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับตัวอักษรโรมันดับเบิลยูในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้อยู่ทั่วไปแล้ว แทบไม่พบความแตกต่างจากตัวอักษรดับเบิลยูตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา จึงไม่อาจถือว่าอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวหนังสือที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) ประกอบกับภาคส่วน "W" ที่เป็นสาระสำคัญนั้น เป็นส่วนเครื่องหมายการค้าที่เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) (เดิม) ที่อาจพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่ออักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า แต่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ถือว่าเครื่องหมายการค้า "" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน เป็นเหตุต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 และให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 771/2552, 772/2552 และ 22/2552 ที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 ของโจทก์ต่อไป ทั้งนี้ในส่วนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามของโจทก์นั้น โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่า ไม่ขอถือสิทธิเป็นของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า " " จำนวน 3 คำขอ คือ คำขอเลขที่ 667721 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 20 รายการสินค้า เขาสัตว์ กล่องที่ทำจากไม้หรือพลาสติก เก้าอี้ กรอบรูป เบาะนั่ง ม้านั่งยาว ที่แขวนเสื้อ กระจก ถังขยะ (ไม่ได้ทำด้วยโลหะ) วงแหวนแขวนผ้าม่าน กระดูกปลาวาฬ โซฟา คำขอเลขที่ 667722 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 21 รายการสินค้า ที่เปิดขวด แปรงสีฟัน เหยือกเบียร์ แม่พิมพ์ขนมเค้ก กล่องใส่ลูกกวาดที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ตะเกียบ ที่กรองกาแฟที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า แปรงล้างจาน ถังใส่น้ำแข็ง และคำขอเลขที่ 667723 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 24 รายการสินค้า ผ้าไหม ผ้าลินิน ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ผ้าขนสัตว์ ผ้าคลุมโต๊ะ (ที่ไม่ได้ทำจากกระดาษ) ผ้าใช้เช็ดเครื่องสำอางทำด้วยสิ่งทอ กำมะหยี่ ผ้าถักมือ นายทะเบียนพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าคำขอเลขที่ 667721 และ 667722 นั้น มีบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 ขอให้ยื่นหนังสือแบบ ก.12 ภายใน 90 วัน เพื่อแสดงว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ส่วนคำขอเลขที่ 667723 มีคำสั่งว่าบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 ขอให้ยื่นแบบ ก.12 ภายใน 90 วัน เพื่อแสดงว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "W" และแจ้งว่าคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาตามมาตรา 29 แล้ว คือ คำขอเลขที่ 643769 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่าตามคำขอเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 นั้น ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ภาคส่วนอักษรโรมัน "W" ซึ่งมีขนาดใหญ่ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย นับว่าเป็นอักษรธรรมดาที่มิได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) จึงไม่ชอบที่จะจดทะเบียนได้ ส่วนหลักฐานอื่น ๆ ที่ยื่นมานั้นไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการจำหน่าย เผยแพร่ โฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จัก และเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ๆ ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 771/2552, 772/2552 และ 22/2552 สำหรับปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้า " " กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HOTEL TEX" ไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ปัญหานี้จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า อักษรโรมัน "W" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 667721, 667722 และ 667723 เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ซึ่งไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันเป็นเหตุให้ต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 หรือไม่ เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า " " ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสามคำขอแล้ว เห็นได้ว่า เป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนอักษรโรมัน "W" และภาคส่วนคำภาษาอังกฤษว่า "HOTELS" โดยคำว่า "HOTELS" เป็นคำธรรมดาที่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรมและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าหมายถึง โรงแรม สำหรับภาคส่วนอักษรโรมัน "W" วางอยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้า มีขนาดใหญ่กว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก หากมองภาพรวมของเครื่องหมายการค้า " " จะเห็นตัวอักษร "W" เด่นชัดกว่าภาคส่วนคำว่า "HOTELS" มาก ถือได้ว่า ภาคส่วน "W"เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านี้ และปรากฏตัวอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์มีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แม้โจทก์จะพยายามนำสืบว่ามีการสร้างสรรค์ตัวอักษร "W" ให้มีลักษณะพิเศษ โดยออกแบบให้ชัดเจนในส่วนปลายแหลมของตัวอักษร แตกต่างจากรูปแบบตัวอักษรดับเบิลยูที่ใช้ทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กับตัวอักษรโรมันดับเบิลยูในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้อยู่ทั่วไปแล้ว เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากแยกพิจารณาโดยไม่ได้นำมาวางเทียบกันก็แทบไม่พบความแตกต่างจากตัวอักษรดับเบิลยูตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา จึงไม่อาจถือว่าอักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวหนังสือที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) (เดิม) ประกอบกับเครื่องหมายการค้าในภาคส่วน "W" ที่เป็นสาระสำคัญนั้น เป็นส่วนเครื่องหมายการค้าที่เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) (เดิม) ที่อาจพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่ออักษร "W" ในเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า แต่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ถือว่าเครื่องหมายการค้า " " ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน เป็นเหตุต้องปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" ในเครื่องหมายการค้าทั้งสามคำขอของโจทก์หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์โดยโจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน "W" นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (1) ม. 7 (2) ม. 7 (3) (เดิม) ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สตาร์วู้ด โฮเท็ลล์ แอนด์ รีสอร์ท เวิร์ลวาย อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสนีย์ ไชยวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2561
#623777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาและเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ โดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ อันเป็นการค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดรวมถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้นั้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง และมาตรา 683 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินมัดจำและค่าเสียหายซึ่งโจทก์ต้องเสียไปจากการว่าจ้างผู้อื่นถมดินในราคาที่สูงขึ้น รวมเป็นเงิน 1,379,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามมาตรา 391 วรรคสอง และวรรคท้าย แต่ตามสัญญาว่าจ้างเหมางานถมดินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงมีเฉพาะกรณีหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 683
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ ศรีเจริญจิตร์
จำเลย — นายภคพล พงษ์มุกดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนครินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4267/2561
#622494
เปิดฉบับเต็ม

การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะหยิบยกเอาข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมตามคำร้องฝากขังมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีการสืบพยานอื่นประกอบหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนเหตุลดโทษตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีอำนาจ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 66, 76, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสอง, 76 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 402,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 201,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนพร้อมบันทึกการจับกุมแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและขยายผลไปจับกุมนายณัฐพลหรือบอล นายอภิชาตหรือตาล นายวิสุทธิ์หรือตาล นายอรุณหรืออาร์ม และนายณัฐวุฒิหรือแมน พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 170 เม็ด น้ำต้มใบพืชกระท่อม 150 มิลลิลิตร ใบพืชกระท่อม 100 กรัม และต้นพืชกระท่อม 1 ต้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลจึงถือว่ามีการตรวจสอบบันทึกการจับกุมดังกล่าวแล้ว โดยบันทึกการจับกุมมีรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายผลไปจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งมีตั้งแต่การพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า แม้การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะหยิบยกเอาข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมตามคำร้องขอฝากขังมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีการสืบพยานอื่นประกอบหาได้ไม่ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยไม่มีการสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวตามที่ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนเหตุลดโทษตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีอำนาจ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีการขยายผลไปจับกุมนายณัฐพล นายอภิชาต นายวิสุทธิ์ นายอรุณและนายณัฐวุฒิพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน น้ำต้มใบพืชกระท่อม ใบพืชกระท่อมและต้นพืชกระท่อมตามบันทึกการจับกุมแนบท้ายอุทธรณ์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนี้ จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเกริกเกียรติหรือคิง แก้วนก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4265/2561
#623787
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้ตามคำร้องของผู้ร้องมีกำหนด 12 วัน เพื่อสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาฎีกา เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 คดีนี้ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) (3) (5)

ผู้ต้องหาอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 116
ป.วิ.อ. ม. 66 ม. 71 ม. 87 ม. 88 ม. 106 ม. 134 ม. 193
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับ
ผู้ร้อง — อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ผู้ต้องหา — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปิยะสันติ์ การวิไล
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังสีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2561
#623788
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพี่ชาย ส. แต่ปฏิเสธอ้างว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในกระโปรงท้ายรถของ ส. ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของ ส. และจับกุมภริยาของ ส. กับพวกได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่ง ส่วน ส. หลบหนีไปได้ จำเลยซึ่งมีบ้านอยู่เยื้องฝั่งถนนตรงกันข้ามย่อมทราบดีว่า ส. เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ การที่ ส. นำรถยนต์ของกลางมาจอดภายในโรงจอดรถใต้ถุนบ้านของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากบริเวณบ้านของ ส. มีพื้นที่เพียงพอที่จะจอดรถยนต์ของกลางได้ ทั้งการที่รถยนต์ของกลางไม่ได้ถูกล็อกหรือไม่มีลายนิ้วมือของจำเลยอยู่ที่รถยนต์คันดังกล่าว ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยเพียงแต่ช่วยปกปิดซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของ ส. ก็ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับ ส. ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและเครื่องดูดฝุ่นของกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 699,600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 12,103.777 กรัม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ ได้ความจากพันตำรวจตรี สมพงศ์ และร้อยตำรวจโท มงคล พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุพยานทั้งสองได้รับแจ้งจากสายลับว่านายสำราญหรือมือแรบาการ่วมกับนางนารือม๊ะ ภริยาลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ค้าในพื้นที่และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซีย พยานจึงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสืบสวนหาข่าวเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2558 พยานทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นบ้านนายสำราญและจับกุมนางนารือม๊ะ กับพวก 1 คน พร้อมยึดยาเสพติดให้โทษหลายรายการได้แก่ เมทแอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด พืชกระท่อม และยาแก้ไอเป็นของกลาง สายลับแจ้งว่านายสำราญหลบหนีไปพร้อมกับเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนและไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศมาเลเซีย นายสำราญรับเมทแอมเฟตามีนมาจากเครือข่ายค้ายาเสพติดทางภาคเหนือแล้วนำมาซุกซ่อนที่บ้านของตนและบ้านของจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ดูแลและส่งออกไปยังผู้ค้าที่ประเทศมาเลเซีย ต่อมาสายลับแจ้งว่านายสำราญรับเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด มาจากภาคเหนือของประเทศไทยและซุกซ่อนไว้ที่บ้านของนายสำราญ เลขที่ 54/1 หมู่ที่ 3 บ้านประดังยอ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส และที่บ้านของจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายที่อยู่เยื้องกัน นายสำราญใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กค 5738 นราธิวาส และรถกระบะยี่ห้อฟอร์ดเป็นยานพาหนะ ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยเดินทางไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลย ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เมื่อตรวจโรงจอดรถใต้ถุนบ้าน ซึ่งล้อมรอบสามด้านด้วยอิฐฉาบปูน ประตูหน้าทำด้วยสังกะสีมีกุญแจล็อกไว้ไม่สามารถเปิดได้ ระหว่างร่องประตูมีช่องว่างพอมองเห็นรถยนต์เก๋งสีแดงจอดอยู่ จำเลยบอกว่าเป็นรถยนต์ของนายสำราญและไม่มีกุญแจไขประตูโรงจอดรถ จึงพากันอ้อมไปเข้าประตูเล็กทางด้านหลัง ซึ่งไม่ได้ล็อกกุญแจ รถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ล็อกประตู พบบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของนายสำราญอยู่ในที่เก็บของข้างประตูรถยนต์ด้านคนขับ ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายรถพบเมทแอมเฟตามีน 696,000 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 3 ถุง จำเลยบอกว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสำราญ และจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของนายสำราญ พบเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด อยู่ในเครื่องดูดฝุ่น ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การปฏิเสธว่านายสำราญเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์ของกลางแต่ผู้เดียว ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยห้ามปรามนายสำราญไม่ให้ต่อเติมใต้ถุนบ้านของจำเลยเป็นโรงจอดรถของนายสำราญ แต่นายสำราญไม่เชื่อฟัง จำเลยไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับโรงจอดรถ จำเลยไม่ทราบว่านายสำราญเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุนายสำราญนำรถมาจอดใต้ถุนบ้านของจำเลยตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ก่อนเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจทราบจากสายลับว่านายสำราญและภริยาลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ค้าในพื้นที่และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซียจึงเข้าตรวจค้นบ้านของนายสำราญ ปรากฏว่านายสำราญหลบหนีไปได้คงจับกุมได้แต่ภริยาของนายสำราญกับพวกอีก 1 คน พร้อมยึดยาเสพติดให้โทษได้หลายรายการ และจากการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนายสำราญ เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบอีกว่า นายสำราญหลบหนีไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศมาเลเซียและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษไว้ตามบ้านญาติตามแนวชายแดนโดยจำเลยเป็นพี่ชายของนายสำราญมีบ้านอยู่เยื้องกับบ้านของนายสำราญและนายสำราญใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีแดง หมายเลขทะเบียน กค 5738 นราธิวาส และรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด สีเทา หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก 1404 ปัตตานี ในการรับและส่งยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยและจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง แสดงให้เห็นว่าการตรวจค้นบ้านของจำเลยเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของเจ้าพนักงานตำรวจ เนื่องจากการติดตามขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในเครือข่ายของนายสำราญ จำเลยเป็นพี่ชายของนายสำราญและมีบ้านอยู่เยื้องกับบ้านของนายสำราญ สภาพบ้านของจำเลยอยู่ต่ำกว่าถนนมาก ล้อมรอบด้วยป่าละเมาะไม่สะดวกแก่การนำรถยนต์เข้าไปจอดและโรงจอดรถภายในบ้านของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะลับตา หากไม่เข้าไปตรวจค้นในบริเวณบ้านก็ยากที่จะพบเห็นรถยนต์และเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถยนต์ที่ใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเป็นของนายสำราญตามที่สืบทราบมาโดยลักษณะของการนำรถยนต์ของกลางเข้าไปจอดในโรงจอดรถในบ้านของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยไม่รู้ว่านายสำราญนำรถยนต์ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเข้ามาจอดทิ้งไว้ ข้อมูลการกระทำความผิดของจำเลยตามที่ได้จากพยานโจทก์ทั้งสองปากข้างต้นสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ มีลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงต่อเนื่องกันสมเหตุสมผล ไม่มีข้อพิรุธสงสัยในคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปาก อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษในทางอาญา เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นมา มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือรับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในกระโปรงท้ายรถของนายสำราญ ก็ปรากฏว่าก่อนการตรวจค้นและจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจระดมกำลังปิดล้อมและตรวจค้นบ้านของนายสำราญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 และจับกุมภริยาของนายสำราญกับพวกอีก 1 คน ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนได้จำนวนหนึ่ง ส่วนนายสำราญหลบหนีไปได้ จำเลยซึ่งมีบ้านอยู่เยื้องฝั่งถนนตรงกันข้ามย่อมทราบดีว่านายสำราญเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ การที่นายสำราญนำรถยนต์ของกลางมาจอดภายในโรงจอดรถใต้ถุนบ้านของจำเลย นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากบริเวณบ้านของนายสำราญมีพื้นที่เพียงพอที่จะจอดรถยนต์ของกลางได้ ทั้งการที่รถยนต์ของกลางไม่ได้ถูกล็อกหรือไม่มีลายนิ้วมือของจำเลยอยู่ที่รถยนต์ดังกล่าว ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยเพียงแต่ช่วยปกปิดซ่อนเร้นเมทแอมเฟตามีนของนายสำราญ ก็ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายสำราญครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ว่านายสำราญกับจำเลยเคยทะเลาะกันเนื่องจากจำเลยห้ามปรามนายสำราญไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่ให้นายสำราญสร้างโรงจอดรถในบ้านของจำเลยนั้น เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยกับนายสำราญซึ่งจะเป็นความจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ บุคคลภายนอกไม่อาจรู้ได้ แต่โดยพฤติการณ์ของจำเลยตามที่ได้จากพยานโจทก์ทั้งสองปากข้างต้นไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องที่จำเลยให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นรถยนต์ของกลาง ทั้งได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของนายสำราญและพบเมทแอมเฟตามีนอีก 3,600 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเครื่องดูดฝุ่นโดยจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแสดงว่าจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของนายสำราญ นั้น ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดเนื่องจากขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมจำเลยอยู่ แต่เป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน แม้จำเลยไม่ให้ความร่วมมือหรือปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องหาทางปฏิเสธเพื่อให้พ้นผิด ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมาข้างต้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยเป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายเปายีหรือเปาซี สาและ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4225/2561
#623424
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีหนังสือแจ้งมายังบริษัท ส. ห้ามจำหน่ายและให้จัดเก็บชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้าง (ไม้บัว) โดยอ้างถึงการที่บริษัท ส. เป็นเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งออกไปโดยไม่ชอบดังกล่าว และยังดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ในฐานะรองประธานฝ่ายบริหารของบริษัท ส. ต้องได้รับผลกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับการวางแผนการตลาด การสั่งนำเข้าสินค้าแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นต้องขาดประโยชน์ที่ควรได้รับ เห็นได้ว่าข้ออ้างตามคำฟ้องล้วนเป็นการอ้างถึงส่วนได้เสียของบริษัท ส. ซึ่งโจทก์เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเท่านั้น โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากสิทธิบัตรดังกล่าว แม้โจทก์จะถูกจำเลยทั้งสองดำเนินคดีอาญาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ก็เนื่องมาจากเหตุที่โจทก์เป็นผู้บริหารบริษัท ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสองได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าฟ้องในส่วนนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่อีก

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่นั้น ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวบริษัท ส. ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อบริษัทดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. แต่ก็เป็นคนละบุคคลกันกับบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก และแม้คดีนี้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะกรรมการบริหารของบริษัท ส. แต่ความเสียหายดังกล่าวก็เป็นความเสียหายในส่วนของโจทก์เอง มิใช่ความเสียหายของบริษัท ส. แต่อย่างใด ประเด็นแห่งคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว กับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาละเมิดในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลดังกล่าวสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ต้องไต่สวนคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วจึงมีคำพิพากษานั้น ถือได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี อันมีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยุติการถือสิทธิในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรดังกล่าว และประกาศโฆษณายุติการใช้สิทธิบัตรดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในประเทศจำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแสดงเจตนาคืนสิทธิบัตรดังกล่าวต่อสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย อ้างว่าโจทก์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ทป.107/2557 หมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เนื่องจากถือว่าโจทก์ทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิเคราะห์คำร้องแล้ว เห็นว่า มีเหตุผลเพียงพอไม่ต้องไต่สวนคำร้องและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันเดียวกัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นเงิน 195,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 บริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.107/2557 ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท จนกว่าจะยุติการให้เก็บและห้ามจำหน่ายสินค้าตามหนังสือบอกกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันแสดงเจตนาคืนสิทธิบัตรดังกล่าวต่อสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้จำเลยที่ 1 ยุติการถือสิทธิในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าว และประกาศโฆษณายุติการใช้สิทธิบัตรดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในประเทศจำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีหนังสือแจ้งมายังบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ห้ามจำหน่ายและให้จัดเก็บชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้าง (ไม้บัว) โดยอ้างถึงการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ชอบดังกล่าว และยังดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ในฐานะรองประธานฝ่ายบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ต้องกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับการวางแผนการตลาด สั่งนำเข้าสินค้า แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นต้องขาดประโยชน์ที่ควรได้รับ เห็นได้ว่าข้ออ้างตามคำฟ้องดังกล่าวล้วนเป็นการอ้างถึงส่วนได้เสียของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเท่านั้น โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากสิทธิบัตรดังกล่าว แม้โจทก์จะถูกจำเลยทั้งสองดำเนินคดีอาญาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ก็เนื่องมาจากเหตุที่โจทก์เป็นผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ดังนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสองได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าฟ้องในส่วนนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องส่วนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อบริษัทดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่ก็เป็นคนละบุคคลกันกับบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก และแม้คดีนี้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะกรรมการบริหารของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่ความเสียหายดังกล่าวก็เป็นความเสียหายในส่วนของโจทก์เอง มิใช่ความเสียหายของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ประเด็นแห่งคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ทป.121/2558 กับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาละเมิดในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลดังกล่าวสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ต้องไต่สวนคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วจึงมีคำพิพากษานั้น ถือได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี อันมีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาละเมิด ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คงให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 0802002210 เลขที่สิทธิบัตร 40323 ของจำเลยที่ 1 ยกคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 243 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนวัช สุริยวนากุล
จำเลย — บริษัทพี.เอช.วู้ด เดคอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สุรพันธุ์ ละอองมณี
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4216/2561
#624557
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 กำหนดให้เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในมาตรา 7 วรรคสอง (2) กำหนดให้เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ กำหนดให้ชื่อทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว "(1) ชื่อประเทศ ชื่อกลุ่มประเทศ ชื่อภูมิภาค หรือเขตปกครองตนเองซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศ (2) ชื่อแคว้น รัฐ หรือมณฑล (3) ชื่อเมืองหลวง เมืองท่า จังหวัด หรือเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (4) ชื่อทวีป (5) ชื่อมหาสมุทร ทะเล อ่าว คาบสมุทร แหลม เกาะ หมู่เกาะ หรือทะเลสาบ (6) ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลาย เช่น ภูเขา แม่น้ำ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถนน เป็นต้น ชื่อทางภูมิศาสตร์ข้างต้น ให้หมายความรวมถึงชื่อย่อ ชื่อเดิม หรือชื่อที่ใช้เรียกขานทั่วไปโดยไม่จำกัดเฉพาะชื่อในทางราชการ" ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary ให้ความหมายคำว่า "Milwaukee" ไว้ด้วยว่าหมายถึง "Commercial and industrial city and lake port ..." จึงอาจแปลได้ว่า เมืองพาณิชย์และอุตสาหกรรมและท่าเรือทะเลสาบ อันถือได้ว่าเป็นเมืองท่า ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในความหมายดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ว่าคำดังกล่าวแปลว่า เมืองท่า ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่า และเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ข้อ 2 (3) โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าชื่อเมืองท่าดังกล่าวเป็นชื่อที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์ จึงเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์จะประกอบไปด้วยภาคส่วนรูปประดิษฐ์คล้ายสายฟ้าอยู่ใต้คำดังกล่าวด้วย แต่คำว่า "Milwaukee" ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในเครื่องหมาย ทั้งเมื่อรวมกันแล้วก็ยังคงอ่านออกเสียงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้เช่นเดิม เครื่องหมายการค้า ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ชอบที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน

ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสี่คำขอได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่นั้น จำเลยได้ให้โจทก์ส่งหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งต่อมาโจทก์ส่งเอกสารอธิบายความเป็นมาของบริษัทโจทก์และบริษัทในเครือ เอกสารแสดงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ สำเนาใบแจ้งหนี้การจำหน่ายสินค้า สำเนาหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาและใบแจ้งหนี้แสดงการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณาหรือการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าไรและเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องเพียงใด แพร่หลายในประเทศไทยหรือไม่ จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่คำขอของโจทก์จึงไม่ได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134, พณ 0704/30135 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134, พณ 0704/30135 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อ่านว่า มิลวอกี้ แปลไม่ได้ จำนวน 4 คำขอ ตามคำขอเลขที่ 790164 ในสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า เช่น อุปกรณ์ส่งกำลังสำหรับใช้กับเครื่องจักร เครื่องมือเลื่อยและตัดชนิดส่งกำลัง เครื่องเจาะวัสดุชนิดส่งกำลัง เลื่อยชนิดไฟฟ้า สว่านไฟฟ้า เครื่องตัดหญ้า คำขอเลขที่ 709165 ในสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า เช่น เครื่องสำหรับเจาะรูชนิดใช้มือ เครื่องมือตัดชนิดใช้มือ เลื่อยชนิดใช้มือ เครื่องมือทำสวน ค้อน ไขควง คำขอเลขที่ 790166 ในสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า เช่น อุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า เครื่องควบคุมความปลอดภัยในการเข้าออกระบบอัตโนมัติ เครื่องระบบและอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัย เครื่องขยายเสียง เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า และคำขอเลขที่ 790167 ในสินค้าจำพวกที่ 11 รายการสินค้า เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองน้ำ เตาอบไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ส่งหลักฐานนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะเพราะคำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน (WISCONSIN) ที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์ส่งหลักฐานและชี้แจงถึงความมีลักษณะบ่งเฉพาะต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนมีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซินที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแล้ว และมีข้อบกพร่องเพราะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ให้อ่านแปลใหม่ดังนี้ "Milwaukee" อ่านว่า มิววอกี้ เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของ WISCONSIN เป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชื่อแม่น้ำ ชื่อเมือง โดยคำขอเลขที่ 790166 นายทะเบียนยังมีคำสั่งด้วยว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 250472 ทะเบียนเลขที่ ค25741 ด้วย ปรากฏรายละเอียดตามหนังสือของสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ พณ 0704/30132, พณ 0704/30133, พณ 0704/30134 และ พณ 0704/30135 โจทก์ยื่นแบบขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนโดยขอยกเลิกคำอ่านและคำแปลที่ปรากฏตามคำขอเดิมและขอจดข้อความตามที่นายทะเบียนมีคำสั่งข้างต้น และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนอักษรโรมัน คำว่า "Milwaukee" อันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ซึ่งตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary คำดังกล่าวหมายถึง "1. River, SE Wisconsin; 100 m. long; rises in Fond du Lac co., flows into Lake Michigan at Milwaukee. 2. County in SE Wisconsin. See table at WISCONSIN." แปลว่า ชื่อแม่น้ำและชื่อเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน และยังหมายถึง "3. Commercial and industrial city and lake port ... " แปลว่า ท่าเรือทะเลสาบ นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียน หลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเครื่องหมายดังกล่าวได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จัก และเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น สำหรับคำขอเลขที่ 790166 ซึ่งมีการอุทธรณ์ในประเด็นเหมือนคล้าย คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 760/2557, 761/2557, 762/2557 และ 763/2557 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และนายทะเบียนชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน (WISCONSIN) ที่อยู่ตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) โดยคำดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ทั้งตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary คำดังกล่าวหมายถึง "1. River, SE Wisconsin; 100 m. long; rises in Fond du Lac co., flows into Lake Michigan at Milwaukee. 2. County in SE Wisconsin. See table at WISCONSIN." แปลว่า ชื่อแม่น้ำและชื่อเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐวิสคอนซิน และยังหมายถึง "3. Commercial and industrial city and lake port ... " แปลว่า ท่าเรือทะเลสาบ นอกจากนี้โจทก์เองก็ยอมรับโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้อ่านและแปลใหม่ แต่กลับยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนยอมรับว่าคำดังกล่าวเป็นชื่อเมืองท่า แม่น้ำ และเมือง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 กำหนดให้เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในมาตรา 7 วรรคสอง (2) กำหนดให้เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ กำหนดให้ชื่อทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว "(1) ชื่อประเทศ ชื่อกลุ่มประเทศ ชื่อภูมิภาค หรือเขตปกครองตนเองซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศ (2) ชื่อแคว้น รัฐ หรือมณฑล (3) ชื่อเมืองหลวง เมืองท่า จังหวัด หรือเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (4) ชื่อทวีป (5) ชื่อมหาสมุทร ทะเล อ่าว คาบสมุทร แหลม เกาะ หมู่เกาะ หรือทะเลสาบ (6) ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลาย เช่น ภูเขา แม่น้ำ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถนน เป็นต้น ชื่อทางภูมิศาสตร์ข้างต้น ให้หมายความรวมถึงชื่อย่อ ชื่อเดิม หรือชื่อที่ใช้เรียกขานทั่วไปโดยไม่จำกัดเฉพาะชื่อในทางราชการ" ประกอบกับตามพจนานุกรม Webster's New Geographical Dictionary ให้ความหมายคำว่า "Milwaukee" ไว้ด้วยว่าหมายถึง "Commercial and industrial city and lake port ... " จึงอาจแปลได้ว่า เมืองพาณิชย์และอุตสาหกรรมและท่าเรือทะเลสาบ อันถือได้ว่าเป็นเมืองท่า ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในความหมายดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสี่ว่าคำดังกล่าวแปลว่า เมืองท่า ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า "Milwaukee" เป็นชื่อเมืองท่า และเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ข้อ 2 (3) โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าชื่อเมืองท่าดังกล่าวเป็นชื่อที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์ จึงเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสี่ของโจทก์จะประกอบไปด้วยภาคส่วนรูปประดิษฐ์คล้ายสายฟ้าอยู่ใต้คำดังกล่าวด้วย แต่คำว่า "Milwaukee" ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในเครื่องหมาย ทั้งเมื่อรวมกันแล้วก็ยังคงอ่านออกเสียงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้เช่นเดิม เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 790164, 790165, 790166 และ 790167 ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ชอบที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสี่คำขอได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่ จำเลยได้ให้โจทก์ส่งหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งต่อมาโจทก์ส่งเอกสารอธิบายความเป็นมาของบริษัทโจทก์และบริษัทในเครือ เอกสารแสดงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ สำเนาใบแจ้งหนี้การจำหน่ายสินค้า สำเนาหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เห็นว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาและใบแจ้งหนี้แสดงการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณาหรือการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าไรและเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องเพียงใด แพร่หลายในประเทศไทยหรือไม่ จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสี่คำขอของโจทก์จึงไม่ได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทคโทรนิค พาวเวอร์ ทูลล์ เทคโนโลยี ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 -ที่ 4189/2561
#624890
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ในวันที่ยื่นฟ้อง

โจทก์ที่ 2 และที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป็นเงิน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนทั้งห้าว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งห้าฟ้องแต่ละสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 235,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 295,707.32 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 251,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้าในแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สำนวนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิด โดยโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) โดยต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้บังคับเอาจากจำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 295,707.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 5 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดตามคำฟ้องเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงต้องนำดอกเบี้ยซึ่งคิดคำนวณนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป็นจำนวนเงินที่ฟ้องด้วย คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แต่ไม่ได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในอายุความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลในส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายศุภัคชัย เอมอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา