คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2561
#623448
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง และเมื่อคดีถึงที่สุดย่อมเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นการพิพากษาแก้ในกรณีหากต้องกักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับ อันเป็นเรื่องการบังคับคดีในส่วนค่าปรับเท่านั้น ส่วนที่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็เป็นเพียงการแก้การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาที่แก้ไขเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการแก้ไขที่หามีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันจะทำให้คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษย้อนหลังเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 213 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเชิด การินตา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนิรุทธิ์ วรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3280/2561
#622128
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา และนับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย. 1444/2553 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 9 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี และปรับ 1,600,000 บาท ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้อีก คงเพิ่มเฉพาะโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงปรับ 3,000,000 บาท ปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี และปรับ 800,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา ส่วนคดีที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,333,333.33 บาท ปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 666,666.66 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 49 ปี 12 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 นายอนุศักดิ์ นางสาวอรณี นางอะธิตา ภริยาจำเลยที่ 2 กับเด็ก 2 คน นั่งโดยสารมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 13,200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 198.460 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอววางอยู่ที่คอนโซลระหว่างเบาะหลังกับกระจกด้านหลัง และเมทแอมเฟตามีน 245 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อชั้นในของนางสาวอรณี โดยจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากภาคเหนือเพื่อไปส่งให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องนำรถไปรับจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเยาวชนจึงแยกไปดำเนินคดีต่างหาก จำเลยที่ 1 แจ้งรายละเอียดลูกค้าให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบและตกลงนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.943 กรัม และส่งให้จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 57.283 กรัม ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 4 ขณะมารับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมจำเลยที่ 5 คนขับรถแท็กซี่ให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ภริยาจำเลยที่ 4 กับทำการจับกุมจำเลยที่ 7 และที่ 8 โดยจำเลยที่ 7 เป็นภริยาจำเลยที่ 8 และไปรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 8 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 7 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ว่า จำเลยที่ 9 ร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจ พิชัย เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พยานโจทก์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสายลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ว่ามีกลุ่มของนางอัมพร ยังไม่ทราบชื่อสกุลผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดเชียงรายจะลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายไปยังภาคใต้ จึงรายงานให้พันตำรวจตรี สมโภช หัวหน้าด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และร้อยตำรวจโท เทียนชัย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นพยานโจทก์ทราบ ซึ่งพันตำรวจตรี สมโภชได้ประสานไปยังหน่วยปราบปรามยาเสพติดเชียงใหม่ขอข้อมูล ปรากฏว่านางอัมพรที่ได้รับข้อมูลจากสายลับมีตัวตนจริง คือนางอัมพร จำเลยที่ 9 เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 9 มาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเองว่ารับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 และรุ่งขึ้นจากวันที่ถูกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้รับรองภาพถ่ายจากข้อมูลทะเบียนราษฎรว่าเป็นภาพถ่ายจำเลยที่ 9 ที่จ้างจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้า ประกอบกับโจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเคยรับจ้างจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า 2 ถึง 3 ครั้งแล้ว ระหว่างวันที่ 7 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยที่ 9 โทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 1 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า วันที่ 9 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกของนายจ้างที่จังหวัดพะเยาไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 บริเวณริมถนนสายป่าแดด - อำเภอจุน จำเลยที่ 9 ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ โดยรถยนต์คันดังกล่าวเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยที่ 9 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์บอกน้องชายคือจำเลยที่ 3 ให้หารถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา จำเลยที่ 1 ยอมรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่ารับจ้างจากจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 ทั้งอธิบายรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ 9 ให้พนักงานสอบสวนทราบ โดยให้การไว้ต่อหน้านายนครินทร์ ทนายความที่ร่วมฟังการสอบปากคำด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะเป็นคำซัดทอดถึงจำเลยที่ 9 ที่เป็นผู้กระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ปัดความรับผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 9 เพียงลำพัง จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ซัดทอดว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 9 ที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 นำไปส่งให้แก่ลูกค้าประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรี สมโภช ร้อยตำรวจโท เทียนชัย และจ่าสิบตำรวจ พิชัย ทำนองเดียวกันว่า เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยอมร่วมมือขยายผลการจับกุมโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยที่ 9 ให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด ที่เหลืออีก 3,200 เม็ด ส่งให้แก่นายสมุทร ไม่ทราบชื่อสกุล จำเลยที่ 1 ให้การว่าติดต่อกับจำเลยที่ 9 ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 5721 xxxx หมายเลขดังกล่าวตรงกับที่สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 ในอีกคดีหนึ่ง ครั้นจำเลยที่ 9 ถูกจับกุมในอีกคดีเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 ได้อีก 1 เครื่อง คือหมายเลข 08 5722 xxxx ซึ่งโทรศัพท์ทั้งสองหมายเลขของจำเลยที่ 9 ดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 4 จดบันทึกไว้ในสมุดโน้ตของจำเลยที่ 4 ว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 เจ้าพนักงานตำรวจยังทำการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 9755 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 9 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5722 xxxx ตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 4 หมายเลข 08 7994 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 11 มกราคม 2553 มีการพยายามติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 ทั้งสองหมายเลขดังกล่าว และตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 8 หมายเลข 08 2243 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 5, 8 และ 10 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5721 xxxx แสดงว่านอกจากมีการติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 9 ยังมีการติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยที่ 4 และที่ 8 ด้วย ดังนี้การติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 สนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักเชื่อถือได้ กอปรกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ยังคงให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 9 จ้างจำเลยที่ 1 ไปส่งเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ให้ลูกค้า คือ จำเลยที่ 4 ที่ 8 และนายสมุทร การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นการร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่จำเลยที่ 9 อ้างว่า จำเลยที่ 9 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่มีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกไปส่งของทางภาคใต้ จำเลยที่ 9 ได้ฝากจำเลยที่ 1 ซื้อกล้ายางจากทางภาคใต้มาปลูกที่จังหวัดเชียงรายจึงมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 9 ยกขึ้นอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 9 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 9 เป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปฐม ทองนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สมจิตร์ ทองศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2561
#622124
เปิดฉบับเต็ม

ในวันตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ปฏิเสธการตรวจพยานหลักฐาน แล้วศาลมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป เท่ากับศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/2 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเป็นการยกเลิกไม่กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน

กรณีที่ศาลไม่กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน จึงอยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตน ต้องยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจและขอคัดสำเนาได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 101/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง รถจักรยานยนต์ สมุดบันทึกรายชื่อลูกค้าและอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง

จำเลยที่ 1 รับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 16 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2), 91 (3) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์และสมุดบันทึกรายชื่อลูกค้าของกลางนั้นให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาและจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปความว่า การที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดวันนัดพร้อมและวันตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 โดยชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือข้อพิจารณาประการใดในวันดังกล่าวก็ไม่ทำให้วันตรวจพยานหลักฐานที่กำหนดไว้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ก็หาได้บัญญัติว่าเมื่อไม่มีการตรวจพยานหลักฐานแล้ว วันดังกล่าวก็หาใช่วันตรวจพยานหลักฐานตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/1 วรรคสอง และโจทก์หาได้มีการขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 แต่อย่างใด โจทก์จึงหามีสิทธินำพยานตามบัญชีระบุพยานของโจทก์ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 เข้านำสืบไม่ และห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว ซึ่งแม้ศาลจะรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ก็ยังคงต้องห้ามมิให้รับฟัง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 แต่โจทก์ไม่ได้ส่งพยานเอกสารก่อนสืบพยานโจทก์จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้ การที่จำเลยที่ 2 แถลงในวันที่ 31 มกราคม 2557 ว่าไม่ติดใจให้โจทก์ส่งพยานหลักฐานก่อนวันสืบพยานก็หาได้มีผลย้อนหลังให้พยานหลักฐานที่ได้ยื่นโดยผิดกฎหมายในระหว่างการสืบพยานก่อนหน้านั้นเป็นพยานหลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นได้ และโดยเฉพาะพยานเอกสารที่โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานจึงต้องห้ามมิให้สืบและรับฟังนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกอุทธรณ์ปัญหาตามฎีกานี้ทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นฎีกาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้มีการจับกุมจำเลยทั้งสองโดยวิธีการล่อซื้อ พยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดล้วนเป็นพยานที่ได้มาจากการสืบสวนสอบสวนเข้าล่อซื้อจับกุมยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง แม้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถตรวจสอบพยานวัตถุและพยานเอกสารก่อนวันสืบพยาน แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานหรือไม่ เมื่อโจทก์ปฏิเสธในการตรวจพยานหลักฐานก็เห็นควรให้สืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสอง แล้วมีคำสั่งให้นัดสืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไป ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเป็นการยกเลิกไม่กำหนด ให้มีวันตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา 173/1 ซึ่งตามมาตรา 240 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตนเป็นพยานหลักฐาน ให้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสตรวจและขอคัดสำเนาเอกสารได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้น เว้นแต่...หรือศาลเห็นสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น อันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารนั้น ส่วนการที่โจทก์ไม่ยื่นพยานเอกสารต่อศาลก่อนวันสืบพยานในวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 ตามบทบัญญัติดังกล่าว และไม่ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 สำหรับพยานเอกสารที่ไม่อยู่ในสำนวนการสอบสวนนั้น แม้มาตรา 240 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น และมาตรา 229/1 วรรคสี่ บัญญัติห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเห็นว่าจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลก็มีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ ซึ่งเมื่อคดีนี้มีอัตราโทษสูง ยาเสพติดของกลางมีปริมาณมาก และตามคำฟ้องปรากฏพฤติการณ์สมคบกันกระทำความผิดจึงเป็นคดีสำคัญ ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ การยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์และการสืบพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 จึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุของโจทก์มานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173/1 ม. 173/2 ม. 240 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายประกิตหรือจอย เกตุทองคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายวันชัย แก้วพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วาสนา หงส์เจริญ
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274 -ที่ 3275/2561
#623449
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร คดีนี้โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคน โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 3 ถุง น้ำหนัก 1.033 กรัม และชนิดเม็ด 3 หน่วยการใช้ น้ำหนัก 0.282 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเอฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 แต่ให้เพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, 100/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับจำเลยที่ 2 รวม 6,300,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 รวม 4,400,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0750 xxxx, 08 4773 xxxx อุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0292 xxxx, 08 8369 xxxx ของกลาง แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,666,666.67 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 49 ปี 12 เดือน และปรับ 4,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีกำหนด 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 4,300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง 3 เม็ด และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 596.811 กรัม และ 0.986 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่า พยานโจทก์เบิกความถึงพฤติการณ์ในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ส่งถุงกระดาษสีม่วงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งถุงสีฟ้าให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 อยู่บริเวณใด ทั้งตามภาพถ่าย ปรากฏว่า รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ที่พันตำรวจโท ไมตรี ขับมานั้น จอดปิดท้ายรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส ไว้ มิใช่จอดข้าง ๆ ตามที่พยานโจทก์เบิกความและภาพที่เพิ่งจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ไม่ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบถุงเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จแล้ว จึงเป็นการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการใด ลำพังแต่เพียงการมาด้วยกันโดยรถยนต์ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เสพเมทแอมเฟตามีน นั้น กรณียังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหานี้ สรุปได้ว่า สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่นำสืบว่า เหตุที่มาจังหวัดมุกดาหารเนื่องจากต้องการมาเที่ยวตลาดอินโดจีนเพื่อหาซื้อสินค้าไปขายและมาที่โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์ในวันเกิดเหตุเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องการไปล้างแผล เมื่อไปถึงนางปอนไม่ปรากฏชื่อสกุลเพื่อนของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ช่วยชำระหนี้ให้โดยไม่ทราบว่าเป็นหนี้ค่าอะไร ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะนางปอนไม่น่าจะทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่บริเวณที่สามารถส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเดินทางมาจังหวัดมุกดาหารเพียงเพราะมาเที่ยวตลาดอินโดจีนนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานคร และขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีน ซึ่งฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร หรือมีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพียงแต่กล่าวอ้างว่าพยานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.049 กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 3 ข้อหาร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.986 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า แม้จะตรวจค้นห้องพักพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดในห้องพักเดียวกันแต่ก็อยู่คนละตำแหน่งกัน จึงน่าจะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างนำเมทแอมเฟตามีนติดตัวมาโดยไม่เกี่ยวข้องกัน ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดโดยวิธีรับประทาน ไม่ใช่เสพเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด และเมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนภายในห้องพัก จำเลยที่ 3 ก็รับแต่เพียงว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดเป็นของตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด จึงไม่อาจฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ของจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหานี้สรุปได้ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานครและขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบในห้องพัก พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และชนิดเม็ด 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์แล้ว ซึ่งฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ก็ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 66 ม. 91 ม. 97
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — สิบตำรวจเอก กาวีวัฒน์ นครกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายปริญญา จารวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3206/2561
#633040
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับ ศ. ตกลงกันโดย ศ. จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายต่อโดยจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าลำเลียงขนส่งให้แก่สายลับ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้เสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,200 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับ 1,600 บาท ส่วนฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,800,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 800 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,200,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 800,000 บาท รวมจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,800 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,080,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 450 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,620,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 720,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 225 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,225 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาและเปิดกิจการร้านประดับยนต์และรับติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อร้านว่า "ปันฝัน CAR AUDIO" จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกที่เรือนจำกลางนครปฐม และรู้จักนายศิรพงศ์หรือน้องฟักแก้ว และนายสุจินต์หรือโบ้ ซึ่งต้องโทษจำคุกแห่งเดียวกัน จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1264 XXXX จำเลยที่ 2 ใช้หมายเลข 08 1368 XXXX นายศิรพงศ์ใช้หมายเลข 08 1484 XXXX ส่วนนายสุจินต์ใช้หมายเลข 08 5293 XXXX ช่วงระหว่างวันที่ 4 ถึง 27 กันยายน 2555 จำเลยทั้งสอง นายศิรพงศ์ และนายสุจินต์ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวติดต่อกันหลายครั้ง วันที่ 26 กันยายน 2555 มีการโอนเงิน 5,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 ไปที่บัญชีของนายสุจินต์ วันที่ 27 กันยายน 2555 เวลากลางวัน พันตำรวจโทบุญเลิศ ดาบตำรวจชูเกียรติ สิบตำรวจเอกเลอสรรค์ และนายสุจินต์ร่วมกันเดินทางไปอำเภอทับสะแกพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 6,000 เม็ด เมื่อไปถึงพันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองในขณะที่จอดรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษม 5234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์ของนายศิรพงศ์ที่บริเวณหน้าศูนย์รถยนต์อีซูซุโดยกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ดของกลาง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 มีกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 15 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมว่า สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานดังกล่าว คดีคงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 เวลากลางวัน นายสุจินต์ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว พวกของนายศิรพงศ์หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเป็นข้อมูลของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 1484 XXXX ซึ่งเป็นของนายศิรพงศ์ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ในขณะนั้นนายศิรพงศ์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครหาใช่นายสุจินต์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครไม่ ส่วนที่นายสุจินต์ได้รับมอบสิ่งของจากนายแก้วแล้ว ก็ได้มอบให้พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวก จากนั้นมีการนำไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รุ่งขึ้นจึงนำไปที่อำเภอทับสะแก พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกล้วนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีเหตุผลที่จะต้องสับเปลี่ยนของกลางจากสิ่งของทั่วไปให้เป็นยาเสพติด ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนมากแล้วยังมีราคาสูง ข้อกล่าวอ้างต่างๆ ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวล้วนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า มีเหตุอันควรให้สงสัยว่านายสุจินต์จะไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกิดจากการล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสุจินต์มิได้ล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 รับซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองตกลงกับนายศิรพงศ์โดยนายศิรพงศ์ทำหน้าที่จัดหาเมทแอมเฟตามีนแล้วจัดหาผู้ลำเลียงขนส่งไปส่งมอบให้จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายศิรพงศ์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อโดยนายสุจินต์มีหน้าที่เพียงนำส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนที่มีการวางแผนให้จำเลยทั้งสองโอนเงิน 5,000 บาท ให้แก่นายสุจินต์ก็เพื่อพิสูจน์การกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นความผิดเพื่อที่เจ้าพนักงานตำรวจจะได้จับกุมจำเลยทั้งสอง ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่นายศิรพงศ์หาเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ในครอบครองได้แล้วย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อนายศิรพงศ์ดำเนินการลำเลียงขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ลำเลียงตามที่ตกลงกัน ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับนายศิรพงศ์สำเร็จแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายศิรพงศ์ตกลงกันโดยนายศิรพงศ์จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้นายสุจินต์สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำเร็จแล้ว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาขึ้นมา แต่การปรับบทเป็นการวางบทกำหนดโทษให้ถูกต้องถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอชิรญา พลภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3188/2561
#623426
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและลงโทษผู้มีหนี้ที่ชำระแต่ชำระเงินดังกล่าวล่าช้าเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในขณะที่เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสาธารณูปโภคดังกล่าวอย่างแท้จริงเท่านั้น โดยไม่ได้บัญญัติให้รวมไปถึงผู้รับโอนที่ดินต่อมาจากเจ้าของเดิมที่เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้รับผิดในค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคอันเกิดก่อนที่จะได้รับโอนหรือเข้าครอบครองที่ดิน และไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อที่ดินดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคโดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาแสดง เมื่อเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเกิดขึ้นก่อนโจทก์เข้าเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ไม่มีหน้าที่ที่ต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินมา จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ย่อมเรียกเอาจากเจ้าของที่ดินคนเดิมในขณะเกิดหนี้ได้โดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค รวมค่าปรับเป็นเงินจำนวน 3,520 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแจ้งยกเลิกคำสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลและชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า ประมาณเดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์เป็นผู้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินในโครงการหมู่บ้านเวิลด์คลับแลนด์มาจากบุคคลอื่นซึ่งเป็นสมาชิกเดิมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรเดิม โดยโจทก์เข้าครอบครองและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่จัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและเรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นประธานนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หลังจากที่โจทก์รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากสมาชิกเดิม จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อค้างชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคก่อนที่โจทก์รับโอนมาเกินกว่าหกเดือนรวมค่าปรับ จำเลยที่ 1 จึงทวงถามสมาชิกเดิมแต่เพิกเฉย จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อระงับการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินดังกล่าวเนื่องจากค้างชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 50

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์ผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากสมาชิกเดิมต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนมาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องไว้แล้วโดยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตและให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร ให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตาม มาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการ และดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดฯ (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคหรือดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ และได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไว้ในมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยเฉพาะ (3) ที่กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก โดยมาตรา 47 ได้กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และในกรณีที่มีที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อหรือได้โอนกลับมาเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน ให้ผู้จัดสรรที่ดินเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 49 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ และให้ผู้จัดสรรที่ดินออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อ และมาตรา 50 ซึ่งเป็นบทลงโทษ โดยบัญญัติว่า ผู้มีหน้าที่ชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตาม มาตรา 49 วรรคสอง ที่ชำระเงินดังกล่าวช้ากว่าเวลาที่กำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับการจ่ายเงินล่าช้าตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจะเห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและลงโทษผู้มีหนี้ที่ชำระ แต่ชำระเงินดังกล่าวล่าช้าเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในขณะที่เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสาธารณูปโภคดังกล่าวอย่างแท้จริงเท่านั้น โดยไม่ได้บัญญัติให้รวมไปถึงผู้รับโอนที่ดินต่อมาจากเจ้าของเดิมที่เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้รับผิดในค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคอันเกิดก่อนที่จะได้รับโอนหรือเข้าครอบครองที่ดินซึ่งขณะเกิดหนี้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วย แม้มาตรา 50 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ถือว่าหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์เหนือที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชำระ ซึ่งก็หมายความถึงเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาและการจัดสาธารณูปโภคในขณะที่เกิดหนี้ตาม มาตรา 50 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 เรียกเอาจากโจทก์ตามฟ้องแย้งเป็นงวดเดือนกันยายน 2550 ถึงเดือนเมษายน 2551 เกิดขึ้นก่อนโจทก์เข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคของจำเลยที่ 1 ที่รับโอนมาจากผู้จัดสรร ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะโจทก์ซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินคนเดิม จำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากโจทก์โดยตรงมาก่อน โจทก์จึงไม่ทราบถึงหน้าที่ที่ตนต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะปรากฏตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาที่ค้างชำระจากโจทก์ เพราะเรียกเก็บจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นสมาชิกเดิม ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ปิดประกาศเป็นการทั่วไปว่า ผู้จะซื้อที่ดินให้ติดต่อสำนักงานนิติบุคคลเพื่อตรวจสอบค่าส่วนกลางที่ค้างชำระก่อน ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทราบถึงหน้าที่ต้องตรวจสอบและชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแล้ว ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย เนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อที่ดินดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคโดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาแสดง ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่ที่ต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินมา ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในโครงการในคดีนี้ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการละเลยไม่ชำระเงินค่าบำรุงและการจัดการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเดิมอย่างไร ย่อมเรียกเอาจากเจ้าของที่ดินคนเดิมในขณะเกิดหนี้ได้โดยตรง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ที่ต้องรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ในหนี้เงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เจ้าของที่ดินเดิมก่อขึ้นก่อนที่โจทก์จะรับโอนมาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำฟ้องฎีกามีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ จึงไม่อาจเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 48 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวงเดือน ตัณฑวณิช
นิติบุคคลบ้านจัดสรรหมู่บ้านเวิลด์คลับแลนด์
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายดิษพล รัตน์โสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057 -ที่ 3061/2561
#621364
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงร่วมระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชากำหนดให้จำเลยมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานทุกระดับชั้นได้ตามเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การแต่งตั้งโยกย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดสภาพการจ้างและค่าจ้างของพนักงานนั้น จำเลยในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยการจัดให้ลูกจ้างเข้าทำงานรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่ในแต่ระดับชั้นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง

ก่อนย้ายโจทก์ทั้งห้าปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษซึ่งมิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อย้ายแล้วโจทก์ทั้งห้าก็ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นพิเศษเช่นเดิม โดยไม่ปรากฏว่ามีตำแหน่งใดในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษที่มีลักษณะงานด้อยกว่ากันอย่างชัดเจนแต่กลับปรากฏว่าแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญพอ ๆ กัน ทั้งอัตราค่าจ้างที่โจทก์ทั้งห้าได้รับจากจำเลยก็ไม่ได้ลดลง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษด้วยกันจึงไม่อาจถือว่าเป็นการเพิ่มหรือลดตำแหน่งที่มีผลให้สภาพการจ้างเดิมด้อยลง ประกอบกับคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรที่จะแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการที่จำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้ายังอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมและอัตราค่าจ้างไม่ได้ลดลง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาจ้างหรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง ประเภทละเดือน เดือนละ 3,000 บาท เงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 6,000 บาท รวมแต่ละประเภทเป็นเวลา 71 เดือน ค่าชดเชย 300 วัน ที่คำนวณจากเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนดังกล่าวรวม 912,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 4,750 บาท แต่ละประเภทเป็นเวลา 120 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 4,000 บาท รวม 7 เดือน (ขณะประจำฝ่ายอำนวยการที่กรุงเทพมหานคร) เงินเดือนที่ต้องปรับจากเดือนละ 24,040 บาท เป็นเดือนละ 30,000 บาท รวม 120 เดือน และโบนัสของเงินเดือนที่ต้องปรับเพิ่มปีละ 3 เท่าของเงินเดือนที่ขาดหายเดือนละ 5,960 บาท รวม 10 ปี รวม 2,102,000 บาท ให้จ่ายเงินเดือนเดือนละ 5,960 บาท เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 4,750 บาท เป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไปจนกว่าเกษียณอายุแก่โจทก์ที่ 2 เงินเดือนที่ต้องปรับจากเดือนละ 2,045 บาท รวม 48 เดือน เดือนละ 2,085 บาท รวม 6 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 30 เดือน รวม 350,670 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 106 เดือน เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 1,200 บาท เป็นเวลา 40 เดือน รวม 561,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไปจนเกษียณอายุแก่โจทก์ที่ 4 และเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 7,500 บาท 97 เดือน เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท 97 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 8,000 บาท 97 เดือน รวม 1,987,500 บาท เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 7,500 บาท และเงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 7,500 บาท นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะเกษียณอายุงานแก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้เถียงกันได้ความว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยมีตำแหน่งสุดท้ายก่อนถูกย้าย คือ โจทก์ที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ สาขาถนนเศรษฐกิจ 1 จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ที่ 2 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาป่าติ้ว จังหวัดยโสธร โจทก์ที่ 3 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ที่ 4 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการด้านธนาคาร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโจทก์ที่ 5 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาจำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้าไปดำรงตำแหน่งอื่นกล่าวคือ ย้ายโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส 2 สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 และประจำฝ่ายอำนวยการ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ประจำภาคใต้ 2 (ต่อมาเรียกว่าภาคกลาง 3) ที่กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 4 เป็นพนักงานพิธีการสินเชื่ออาวุโส สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร และย้ายโจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่พิธีการสินเชื่ออาวุโส สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในการปรับปรุงโครงสร้างตำแหน่งงานของจำเลยนั้นจำเลยได้แจ้งเปลี่ยนระบบงานและเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ให้สหภาพแรงงานและลูกจ้างของจำเลยทราบแล้วตามข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 8 การที่จำเลยย้ายตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าซึ่งอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษทั้งหมดไปดำรงตำแหน่งใหม่ ซึ่งอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมนั้น เป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานภายในระดับเดียวกันให้เหมาะสม ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดิม และไม่ได้มีการลดระดับชั้นต่ำกว่าเดิม คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงไม่เป็นการลดตำแหน่ง เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าว่า คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งห้าเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 11.15 กำหนดให้จำเลยมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานทุกระดับชั้นได้ตามเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ดีการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดสภาพการจ้างและค่าจ้างของพนักงานนั้น จำเลยในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยการจัดให้ลูกจ้างเข้าทำงานรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่ในแต่ระดับชั้นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง คดีนี้ จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้จัดแบ่งระดับชั้นการปฏิบัติงานของลูกจ้างตามคำสั่งระเบียบงานที่ 43/2538 ไว้ 13 ระดับชั้น จากระดับชั้นสูงสุดไปถึงต่ำสุด คือ 1. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้จัดการใหญ่ 2. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการใหญ่ 3. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส 4. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ 5. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการอาวุโส 6. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการ 7. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการ 8. เจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ 9. เจ้าหน้าที่ชั้นเอก 10. เจ้าหน้าที่ชั้นโท 11. เจ้าหน้าที่ชั้นตรี 12. เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่ง 13. เจ้าหน้าที่อันดับสอง โจทก์ทั้งห้าได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประกอบด้วยตำแหน่งผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา สมุห์บัญชี ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส เจ้าหน้าที่อำนวยการบริการอาวุโสและเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษก็มิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร ดังนี้ เมื่อจำเลยย้ายโจทก์ที่ 1 จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ สาขาถนนเศรษฐกิจ 1 จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส 2 สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 2 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 และประจำฝ่ายอำนวยการ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 3 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคใต้ (ซึ่งต่อมาเรียกว่า ภาคกลาง 3) ที่กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 4 จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการด้านธนาคาร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพนักงานพิธีการสินเชื่ออาวุโสประจำฝ่าย เจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร และย้ายโจทก์ที่ 5 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าหน้าที่พิธีการสินเชื่ออาวุโสประจำฝ่ายปฏิบัติหน้าที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยก่อนย้ายโจทก์ทั้งห้าปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษซึ่งมิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อย้ายแล้วโจทก์ทั้งห้าก็ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นพิเศษเช่นเดิม โดยไม่ปรากฏว่ามีตำแหน่งใดในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษที่มีลักษณะงานด้อยกว่ากันอย่างชัดเจน แต่กลับปรากฏว่าแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญพอ ๆ กัน ทั้งอัตราค่าจ้างที่โจทก์ทั้งห้าได้รับจากจำเลยก็ไม่ได้ลดลง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษด้วยกัน จึงไม่อาจถือว่าเป็นการเพิ่มหรือลดตำแหน่งที่มีผลให้สภาพการจ้างเดิมด้อยลง ประกอบกับคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การที่จำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้าโดยโจทก์ทั้งห้ายังอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมและอัตราค่าจ้างไม่ได้ลดลง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาจ้างหรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับประโยชน์ในเงินต่าง ๆ ตามตำแหน่งเดิมตามฟ้อง ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน เงินประจำตำแหน่งเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง เงินเดือนเพิ่ม เงินโบนัส และโจทก์ที่ 1 มีสิทธินำเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องค่าเช่าบ้านนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ความว่า จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าว ข้อ 7.2 กำหนดให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นเงินเพิ่มพิเศษในการโยกย้าย จะต้องเป็นพนักงานที่ออกไปปฏิบัติงานประจำยังสาขาต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นที่แตกต่างจากที่บรรจุครั้งแรกและอยู่คนละจังหวัด ไม่มีเคหะสถานของตนเองหรือคู่สมรสในเขตที่จะไปประจำ และมิใช่เป็นการไปประจำ ณ สำนักงานใหญ่หรือสาขาในเขตนครหลวง และไม่ได้ขอย้ายด้วยตนเอง แต่กรณีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จำเลยมีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งใหม่ที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ส่วนปัญหาเรื่องเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ความว่า มีข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพว่า ให้จำเลยเปลี่ยนเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งของผู้บริหารประจำสาขาเป็นเงินค่ารับรองตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานบังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ซึ่งภายหลังตกลงให้รวมเงินประจำตำแหน่งและค่ารับรองของผู้บริหารสาขาเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน ตามข้อตกลงร่วมระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 1 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธินำเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุ

ส่วนปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนและโจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับโบนัสหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนทุกปีรวมทั้งโจทก์ที่ 2 ได้รับโบนัสทุกปี ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มและไม่ได้โบนัส และโจทก์ที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเพิ่ม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งโรจน์ เรืองฉาย กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2992/2561
#624229
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียน 2 รายการ ประกอบด้วยรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Misty Mynx" ซึ่งเป็นคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน สำหรับคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไป มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมว่า ที่ปกคลุมไปด้วยหมอก คลุมเครือ พร่ามัว เลือนลาง จึงไม่เป็นคำที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดี ส่วนคำว่า "Mynx" เป็นคำที่ไม่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นส่วนที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดีกว่าส่วนคำว่า "Misty" ย่อมมีเหตุผลให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและอักษรโรมันคำว่า "Mynx" เป็นสาระสำคัญ ส่วนคำว่า "Misty" ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญ ส่วนการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าโดยรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้า ดังนั้นจึงต้องนำรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Mynx" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคำว่า "Morning" ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมารวมพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพราะทุกภาคส่วนล้วนต้องรวมกันจึงเป็นเครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมิใช่พิจารณาแยกเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายและลักษณะการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบไปด้วย 2 ภาคส่วน คือ ภาคส่วนบนสุดเป็นรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและภาคส่วนล่างสุดเป็นอักษรโรมันคำว่า "Misty Mynx" นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนอีก 2 รายการ เป็นอักษรโรมันสองคำประกอบกัน คือ คำว่า "Misty" และคำว่า "Mynx" โดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ประกอบด้วยอักษรโรมันสองคำ คือคำว่า "MISTY" และคำว่า "MORNING" โดยคำว่า "MISTY" อยู่ด้านบนและมีขนาดใหญ่กว่าคำว่า "MORNING" ซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวมีความแตกต่างกันเป็นที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการ ตั้งแต่รูปร่างโดยรวมของทุกภาคส่วนในแต่ละเครื่องหมาย รูปประดิษฐ์ ตัวอักษรที่ใช้และลักษณะการวางตัวอักษร ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาในส่วนเสียงเรียกขานตามคำที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มอร์-นิ่ง" ซึ่งแม้มีคำเรียกขานว่า "มิส-ตี้" คล้ายกันส่วนหนึ่ง แต่เสียงเรียกขานโดยรวมก็แตกต่างกัน มิใช่จะเรียกขานแต่เฉพาะคำว่า "มิส-ตี้" ประกอบกับคำว่า "MISTY" เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันทั่วไปซึ่งมีความหมายเข้าใจกันตามธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ ดังนั้นแม้จะมีบุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "MISTY" ประกอบอยู่ด้วยไว้ก่อนแล้ว บุคคลอื่นก็ยังคงมีสิทธิใช้คำดังกล่าวได้ตราบเท่าที่ได้มีการสร้างความแตกต่างเพียงพอจนสามารถทำให้เป็นที่สังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจประกอบอยู่ด้วย และมีลักษณะการใช้และการวางตัวอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกัน ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความแตกต่างกันเพียงพอที่สาธารณชนผู้บริโภคจะจดจำและสังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้นแล้ว แม้รายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับรายการสินค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว จะเป็นรายการสินค้าเดียวกันและเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันหรือมีสถานที่วางจำหน่ายแห่งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำฟ้องทั้งสี่คำขอมีความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าและของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 เป็นเครื่องหมายการค้าที่พึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหนังสือ ที่ พณ 0702/454.57 ที่ พณ 0702/453.57 ที่ พณ 0702/455.57 และที่ พณ 0702/452.57 เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Misty Mynx" ในรูปแบบและโดยใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผ้าขนหนู และผ้าเช็ดตัว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "MISTY MYNX" ในรูปแบบและต่อจำเลยรวม 4 คำขอ คือ เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 24 รายการสินค้า ผ้าขนหนูผ้าเช็ดตัว เป็นคำขอเลขที่ 838337 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 25 รายการสินค้า กางเกง กางเกงกีฬา กระโปรงชั้นในสตรี กางเกงชั้นใน กางเกงอาบน้ำ กางเกงขายาว ชุดสูท ชุดเสื้อ กางเกงชนิดติดกัน ถุงเท้า ถุงมือ เนกไท ข้อมือเสื้อ เข็มขัด ชุดใส่เดินชายหาด ชุดซับในสำเร็จรูป ชุดเด็กอ่อน ชุดว่ายน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รองเท้า รองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบ รองเท้าชายหาด รองเท้าแตะ รองเท้าหุ้มข้อ รองเท้าหุ้มส้น เสื้อ เสื้อยืด เสื้อกระโปรงชนิดติดกัน เสื้อกั๊ก เสื้อคลุม เสื้อคลุมกันหนาวชนิดที่คลุมศีรษะ เสื้อคลุมอาบน้ำ เสื้อแจ็กเกต เสื้อชนิดสวมทางศีรษะ เสื้อชั้นในสตรี เสื้อถักจากไหมพรม ชุดรัดรูป เสื้อยกทรง เสื้อยกทรงชนิดเต็มตัว เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อโอเวอร์โค้ท หมวก หมวกแก๊ป หมวกเบเร่ต์ และชุดนอน เป็นคำขอเลขที่ 838338 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าสากลจำพวกที่ 24 รายการสินค้า ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว เป็นคำเลขที่ 838345 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 25 รายการสินค้า กางเกง กางเกงกีฬา กระโปรงชั้นในสตรี กางเกงชั้นใน กางเกงอาบน้ำ กางเกงขายาว ชุดสูท ชุดเสื้อกางเกงชนิดติดกัน ถุงเท้า ถุงน่อง ถุงมือ เนกไท ข้อมือเสื้อ เข็มขัด ชุดใส่เดินชายหาด ชุดซับในสำเร็จรูป ชุดเด็กอ่อน ชุดว่ายน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รองเท้า รองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบรองเท้าชายหาด รองเท้าแตะ รองเท้าหุ้มข้อ รองเท้าหุ้มส้น เสื้อ เสื้อยืด เสื้อกระโปรงชนิดติดกัน เสื้อกั๊ก เสื้อคลุม เสื้อคลุมกันหนาวชนิดที่คลุมศีรษะ เสื้อคลุมอาบน้ำ เสื้อแจ็กเกต เสื้อชนิดสวมทางศีรษะ เสื้อชั้นในสตรี เสื้อถักจากไหมพรม ชุดรัดรูป เสื้อยกทรง เสื้อยกทรงชนิดเต็มตัว เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อโอเวอร์โค้ท หมวก หมวกแก๊ป หมวกเบเร่ต์ และชุดนอน เป็นคำขอเลขที่ 838346 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งคำสั่งมายังตัวแทนของโจทก์ให้แก้ไขรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายให้ชัดแจ้งและขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้เป็นเครื่องหมายชุด โจทก์ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เครื่องหมายการค้าและของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ.2534 คือ เครื่องหมายการค้าซึ่งนางสาวชฎาธร จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน, เสื้อกีฬา) ตามคำขอเลขที่ 668825 ทะเบียนเลขที่ ค274320 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3474 ที่ พณ 0704/3475 ที่ พณ 0704/3476 และที่ พณ 0704/3477 กับสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์และมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและพิจารณาไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอดังกล่าว ด้วยเหตุว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หลักฐานที่โจทก์นำส่งไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าโจทก์มีการใช้เครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 452/2557 ที่ 453/2557 ที่ 454/2557 และที่ 455/2557 บริษัทโจทก์จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2490 ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าลินิน และประกอบกิจการผลิตและค้าปลีกเสื้อผ้า โจทก์ยังเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยหลายยี่ห้อ เช่น "JASPAL, CPS CC DOUBLE O, LYN, LYN AROUND, MISTY MYNX และ ROYAL IVY REGATTA โดยเปิดร้านจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในปี 2519 ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกในประเทศไทยกว่า 300 สาขา สำหรับร้าน MISTY NYNX ในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 สาขา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่าและอ่านว่า มิสตี้ มิ้งซ์ ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 668825 ทะเบียนเลขที่ ค274320 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า "MISTY" เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายและเป็นคำคำเดียวกับภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างมีคำว่า "MISTY" จัดวางในตำแหน่งแรกของเครื่องหมายเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงลักษณะตัวอักษรโรมันที่ใช้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ไม่เด่นชัดเพียงพอ ถือได้ว่ามีลักษณะที่ปรากฏคล้ายกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานว่า "มิสตี้ มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานว่า "มิสตี้ มอร์นิ่ง" นับว่ามีเสียงเรียกขานที่ใกล้เคียงกัน เมื่อยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำว่า "MISTY" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามประกอบด้วยรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Misty Mynx" ซึ่งเป็นคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน สำหรับคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมว่า ที่ปกคลุมไปด้วยหมอก คลุมเครือ พร่ามัว เลือนลาง จึงไม่เป็นคำที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดี ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน โดยคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมดังที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนคำว่า "Mynx" เป็นคำที่ไม่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นส่วนที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดีกว่าส่วนคำว่า "Misty" ย่อมมีเหตุผลให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและอักษรโรมันคำว่า "Mynx" เป็นสาระสำคัญ ส่วนคำว่า "Misty" ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญเช่นกัน ส่วนการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้นต้องพิจารณาภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าโดยรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้า ดังนั้นจึงต้องนำรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Mynx" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคำว่า "Morning" ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมารวมพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพราะทุกภาคส่วนล้วนต้องรวมกันจึงเป็นเครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมิใช่พิจารณาแยกเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายและลักษณะการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามประกอบไปด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนบนสุดเป็นรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและภาคส่วนล่างสุดเป็นอักษรโรมันคำว่า "Misty Mynx" และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเป็นอักษรโรมันสองคำประกอบกันคือคำว่า "Misty" และคำว่า "Mynx" โดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามนั้น ประกอบด้วยอักษรโรมันสองคำ คือคำว่า "MISTY" และคำว่า "MORNING" โดยคำว่า "MISTY" อยู่ด้านบนและมีขนาดใหญ่กว่าคำว่า "MORNING" ซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวมีความแตกต่างกันเป็นที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการตั้งแต่รูปร่างโดยรวมของทุกภาคส่วนในแต่ละเครื่องหมาย รูปประดิษฐ์ ตัวอักษรที่ใช้และลักษณะการวางตัวอักษร ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาในส่วนเสียงเรียกขานตามคำที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มอร์-นิ่ง" ซึ่งแม้มีคำเรียกขานว่า "มิส-ตี้" คล้ายกันส่วนหนึ่ง แต่เสียงเรียกขานโดยรวมก็แตกต่างกัน มิใช่จะเรียกขานแต่เฉพาะคำว่า "มิส-ตี้" ดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ประกอบกับคำว่า "MISTY" เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันทั่วไปซึ่งมีความหมายเข้าใจกันตามธรรมดามิใช่คำประดิษฐ์ ดังนั้นแม้จะมีบุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "MISTY" ประกอบอยู่ด้วยไว้ก่อนแล้ว บุคคลอื่นก็ยังคงมีสิทธิใช้คำดังกล่าวได้ตราบเท่าที่ได้มีการสร้างความแตกต่างเพียงพอจนสามารถทำให้เป็นที่สังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจประกอบอยู่ด้วย และมีลักษณะการใช้และการวางตัวอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกัน จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความแตกต่างกันเพียงพอที่สาธารณชนผู้บริโภคจะจดจำและสังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้นแล้ว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งทอและเสื้อผ้าของโจทก์ที่จำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็ฟังได้ว่า กิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่มีร้านค้าจำหน่ายปลีกทั่วประเทศถึง 13 สาขา สินค้าของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าทางสื่อต่าง ๆ หลายประเภท ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ต้องการให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นยิ่งกว่าที่ต้องการให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น แม้รายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เช่น ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว และเสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก เป็นต้น กับรายการสินค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว อันได้แก่ ผ้าขนหนู และผ้าเช็ดตัว จะเป็นรายการสินค้าเดียวกันและเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันหรือมีสถานที่วางจำหน่ายแห่งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำฟ้องทั้งสี่คำขอมีความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียนหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอโดยอ้างว่าเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรแล้ว และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยเหตุผลเดียวกันกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นจึงไม่ถูกต้อง ชอบที่ศาลจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ด้วยโดยมิได้ให้เหตุผลแห่งการที่มิได้สั่งเช่นนั้นและมิได้มีคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อาจสั่งให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ทันที เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกหลายขั้นตอนยังไม่อาจรับจดทะเบียนได้เลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3474 ที่ พณ 0704/3475 ที่ พณ 0704/3476 และที่ พณ 0704/3477 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ของโจทก์ตามกฎหมายต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยัสปาล จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2932/2561
#622127
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะลงมือรัดคอผู้ตายครั้งแรก ผู้ตายด่าว่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" ซึ่งคำด่าของผู้ตายนี้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เองที่หลอกผู้ตายมายังที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 2 แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ก็มีสาเหตุจากจำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 1 และเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อผู้ตายด่าตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 มาเช่นนี้ จึงไม่อาจถือเป็นเหตุว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้ กรณีที่ไม่ถือว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 339, 340 ตรี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมวกนิรภัย และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางน้อง ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่าปลงศพ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากมาตรา 340 วรรคท้าย (ที่ถูก 339 วรรคท้าย) มีโทษถึงประหารชีวิตจึงไม่อาจวางโทษให้หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อเลโนโว่สีดำ 1 เครื่อง หมวกนิรภัย ยี่ห้ออินเด็กซ์สีขาว 1 ใบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หมายเลขทะเบียน ขคข กาญจนบุรี 604 จำนวน 1 คัน และกระเป๋าสะพายผ้าลายสีน้ำตาล 1 ใบ ของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2558 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกคำร้องของผู้ร้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ จำคุก 12 ปี กระทงหนึ่ง ฐานลักทรัพย์ผู้อื่น จำคุก 2 ปี อีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิดไป เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวมสองกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้สายสะพายกระเป๋าของผู้ตายรัดคอผู้ตาย จากนั้นถอดเอาสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป แล้วจำเลยที่ 2 นำสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำดังกล่าวไปจำนำที่สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลท่าม่วง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนส่งศพผู้ตายไปตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผลการตรวจปรากฏว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองขาดอากาศจากการกดรัดบริเวณลำคอ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สาเหตุที่ผู้ตายถูกฆ่า น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ล่อลวงผู้ตายไปยังที่เกิดเหตุเพื่อจะขายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มี ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วยังหลอกให้ผู้ตายมาพบ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะได้ทรัพย์สินของผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ โจทก์มีพันตำรวจโทสมิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 อยากจะตบสั่งสอนผู้ตายที่เคยด่าว่าจำเลยที่ 1 จึงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ติดต่อไปหาผู้ตายหลอกว่า มีท่อไอเสียรถจักรยานยนต์จะขายให้ เนื่องจากทราบว่าผู้ตายชอบและอยากได้ท่อไอเสียมาก ผู้ตายบอกว่าจะตามไปดู นัดพบกันที่บริเวณฟาร์มนากหญ้าร้าง (สวนป่า) จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซ้อนท้าย เมื่อถึงที่นัดหมายรอสักครู่ ผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างมาตามนัด และถามจำเลยที่ 1 ว่าท่อไอเสียมาหรือยัง จำเลยที่ 1 ตอบว่า ให้ใจเย็น ๆ ผู้ตายจึงด่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" จำเลยที่ 1 ได้ยินคำดังกล่าวจึงโมโห คว้าสายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตายได้สักพักเมื่อเห็นว่า ผู้ตายอ่อนแรงแล้ว จึงถอดเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น และแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายออก แล้วตะโกนเรียกจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นไปถ่ายปัสสาวะในป่าห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร ให้มาถือสร้อยคอและแหวนดังกล่าวไว้ และจำเลยที่ 1 พูดกับผู้ตายว่า "กูไม่คิดจะทำอะไรมึงหรอก แค่อยากจะตบสั่งสอนมึงเท่านั้น กูก็รักมึง" ผู้ตายพูดว่า "ในกระเป๋ากูมีเงินอยู่อีกสี่ห้าพัน มึงอยากได้มึงก็เอาไป" จำเลยที่ 1 พูดว่า "กูไม่อยากได้ตังค์ของมึงหรอก" แต่แทนที่ผู้ตายจะพูดขอร้องไม่ให้ทำร้าย กลับด่าจำเลยที่ 1 อีกว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย แม่มึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ทำให้จำเลยที่ 1 โมโหขึ้นมาอีก จึงใช้สายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตายอีกครั้ง ซึ่งคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มีรายละเอียดชัดเจน ยากที่จะแต่งเรื่องขึ้นเองโดยไม่มีมูลความจริง ทั้งเมื่อพิจารณาจากรายงานการตรวจศพ ก็ระบุเหตุตายว่า สมองขาดอากาศจากการกดรัดบริเวณลำคอ จึงสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตาย จนถึงแก่ความตายเป็นการฆ่าผู้ตายโดยเจตนา แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีกที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตายจึงล่อลวงผู้ตายไปที่เกิดเหตุเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อไม่มีพยานหลักฐานให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมมาแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์หรือวางแผนจะชิงทรัพย์ของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ คงฟังได้เพียงว่า ผู้ตายทำให้จำเลยที่ 1 โมโห จำเลยที่ 1 จึงลงมือฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 จึงได้เอาทรัพย์ของผู้ตายไปบางส่วน กรณีเป็นการลักทรัพย์ที่มีเจตนาเกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายแล้ว การกระทำจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามมาตรา 288 และความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ต่างกรรมต่างวาระ หาเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำฟ้องของโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่

ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่นั้น เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือตามคำฟ้องโจทก์นั้น ผลจึงเท่ากับโจทก์ฎีกาทำนองว่า ไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะอยู่ในตัว สำหรับปัญหานี้ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะลงมือรัดคอผู้ตายครั้งแรก ผู้ตายด่าว่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" ซึ่งคำด่าของผู้ตายเช่นนี้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เองที่หลอกผู้ตายมายังที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 2 แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำรุนแรงขึ้นว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย แม่มึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ก็มีสาเหตุจากจำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 1 และเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อผู้ตายด่าตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 มาเช่นนี้ จะถือเป็นเหตุว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตาย จำคุก 15 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิดไป คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวม 2 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — นางน้อง สว่างเมฆ
จำเลย — นายจิรากรหรือกอล์ฟ คงสุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2908/2561
#623431
เปิดฉบับเต็ม

จ. ผู้เอาประกันภัย เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจากธนาคาร ธ. หากรถยนต์สูญหายไปโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ธนาคาร ธ. เจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับประกันภัยของโจทก์หลงลืมระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ และยังคงยืนยันว่าผู้รับผลประโยชน์คือธนาคาร ธ. ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับ จ. มีข้อโต้แย้งกันในเรื่องที่โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคาร ธ. จึงฟังได้ว่า จ. ยินยอมให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคาร ธ. โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประเภทศูนย์การค้าโดยแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์การค้าให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อทำการค้า และจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่อความสะดวกของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่มาใช้บริการ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นว่าย่อมต้องให้ความสำคัญในด้านบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและการใช้สถานที่ศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการในเรื่องของที่จอดรถซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้าว่าจะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีผลโดยตรงต่อจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจกบัตรจอดรถ ไม่เรียกเก็บค่าบริการจอดรถ บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ก็สามารถนำรถเข้าจอดได้ ไม่ต้องฝากกุญแจรถไว้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อที่จอดรถเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการประกอบกิจการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารสถานที่เป็นผู้ประกอบกิจการศูนย์การค้าขนาดใหญ่จึงต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถของลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าผู้มาใช้บริการต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเองในระหว่างที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้ว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้า บริเวณทางเข้าและทางออกลานจอดรถไม่มีการมอบและคืนบัตรจอดรถ ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีแต่เพียงกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพรถเข้าและออก ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สามารถป้องกัน ระงับ หรือยับยั้งการโจรกรรมรถยนต์ได้ เช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลย งดเว้น ไม่สอดส่อง ตรวจตรา ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถตามหน้าที่ตามสมควร เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สูญหายไป อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย

สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ณ อาคารศูนย์การค้า ซ. แต่สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยและเอกสารแนบท้ายหาได้ระบุให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินตลอดจนรถยนต์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ แม้ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จะทำให้เข้าใจได้ว่ามีการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าด้วย แต่ความเข้าใจของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการเช่นว่าไม่มีผลเป็นการก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 เกินไปกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป จำเลยที่ 2 จึงหาจำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 860,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 860,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2557 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชศ 1717 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายจตุพงศ์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 สิ้นสุดวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยนายจตุพงศ์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โดยแบ่งพื้นที่ให้บุคคลเช่าประกอบการค้า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการรักษาความปลอดภัยศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายจตุพงศ์ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดที่ลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้บริการภายในศูนย์การค้าดังกล่าว โดยอ้างว่าเมื่อกลับมาที่จอดรถปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไปแล้ว โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายจำนวน 850,000 บาท ให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ จึงต้องถือว่านายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับผลประโยชน์ โจทก์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายจตุพงศ์ ไม่ใช่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เจ้าของกรรมสิทธิ์ เว้นแต่ ผู้เอาประกันภัยจะให้ความยินยอม โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่านายจตุพงศ์ยินยอมให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผลประโยชน์แทน นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายธงชัย เป็นพยานเบิกความถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจตุพงศ์กับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ว่า นายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัย เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หากรถยนต์สูญหายไปโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สอดคล้องกับที่ระบุในสำเนารายการจดทะเบียนว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายจตุพงศ์เป็นผู้ครอบครอง ตามสัญญาเช่าซื้อลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 กับที่นายจตุพงศ์ให้ถ้อยคำไว้ตามบันทึกถ้อยคำผู้เอาประกันภัย ส่วนเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ นายธงชัยก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านอธิบายว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับประกันภัยหลงลืมระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ และยังคงยืนยันว่าผู้รับผลประโยชน์คือธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานมาแสดงว่านายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัยยินยอมให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผลประโยชน์แทน แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับนายจตุพงศ์มีข้อโต้แย้งกันในเรื่องที่โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่นำสืบพยานหลักฐานในเรื่องนี้หักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้จึงฟังได้ว่านายจตุพงศ์ยินยอมให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าที่จอดในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุไว้อย่างชัดเจน และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้แสดงพฤติการณ์ใดที่จะทำให้ลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ามาจอดในลานจอดรถเข้าใจว่าจะดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ให้แต่อย่างใด นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประเภทศูนย์การค้าโดยแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์การค้าให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อทำการค้า และจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่อความสะดวกของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่มาใช้บริการ ตามที่นายอรุชา ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เบิกความ และนายทวี พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า ศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 มีที่จอดรถในอาคารประมาณ 2,900 คัน มีที่จอดรถภายนอกอาคารประมาณ 1,400 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ลักษณะทำนองเดียวกับห้างสรรพสินค้า แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นว่าย่อมต้องให้ความสำคัญในด้านบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและการใช้สถานที่ศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการในเรื่องของที่จอดรถซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้าว่าจะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไร ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีผลโดยตรงต่อจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจกบัตรจอดรถ ไม่เรียกเก็บค่าบริการจอดรถ บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ก็สามารถนำรถเข้าจอดได้ ไม่ต้องฝากกุญแจรถไว้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อที่จอดรถเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการประกอบกิจการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารสถานที่เป็นผู้ประกอบกิจการศูนย์การค้าขนาดใหญ่จึงต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถของลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าผู้มาใช้บริการต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเองในระหว่างที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้ว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้า บริเวณทางเข้าและทางออกลานจอดรถไม่มีการมอบและคืนบัตรจอดรถ ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีแต่เพียงกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพรถเข้าและออก ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สามารถป้องกัน ระงับหรือยับยั้งการโจรกรรมรถยนต์ได้ เช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลย งดเว้นไม่สอดส่อง ตรวจตรา ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถตามหน้าที่ตามสมควร เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สูญหายไป อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ณ อาคารศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับงานจ้างตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งเอกสารแนบท้ายระบุถึงหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยและวิธีป้องกันเมื่อเกิดเหตุร้ายไว้หลายประการ เช่น ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินของหน่วยงานภายในเขตรับผิดชอบตามจุดที่กำหนดไว้ ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าในการให้ข้อมูลต่าง ๆ ภายในอาคาร และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในด้านอื่น ๆ ตามสมควร และในกรณีที่เกิดมีคนร้ายบุกรุกหรือลอบเข้ามาเพื่อทำการโจรกรรมหรือลักขโมยทรัพย์สินของทางอาคารของจำเลยที่ 1 จะต้องควบคุมตัวไว้แล้วนำส่งเจ้าพนักงานตำรวจ ในกรณีตรวจพบสิ่งผิดปกติหรือข้อบกพร่องเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของทางอาคารพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องแจ้งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้รับผิดชอบทราบทันทีเพื่อป้องกันความสูญหาย หรือการเสียหายโดยเฉพาะในยามวิกาลจะต้องตรวจตราเป็นพิเศษตรวจค้นบุคคลหรือพนักงานที่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยช่วยเหลือหรือำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ที่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการป้องกันการรบกวนหรือก่อกวนจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลภายนอก ตลอดจนป้องกันการก่อวินาศภัยทุกชนิดภายในเขตที่รับผิดชอบโดยจะจัดเตรียมกำลังพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเป็นต้น ส่วนสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 19 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องออกคำสั่งหรือวางระเบียบให้บริวารของจำเลยที่ 1 หรือลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่เข้ามาใช้บริการ หรือทำธุรกิจกับจำเลยที่ 1 ยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยทำการตรวจค้นตัว และยานพาหนะนั้น ก็เป็นเพียงวิธีหรือมาตรการในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา แต่สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยและเอกสารแนบท้ายหาได้ระบุให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินตลอดจนรถยนต์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ แม้ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จะทำให้เข้าใจได้ว่ามีการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าด้วย แต่ความเข้าใจของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการเช่นว่าไม่มีผลเป็นการก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 เกินไปกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป จำเลยที่ 2 จึงหาจำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายจารุพจน์ คำคล้าย
ศาลอุทธรณ์ — นายชวิน อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
ทวี ประจวบลาภ
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2561
#622493
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 ห้ามมิให้จัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนเว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ณ สถานที่ตั้งตามใบอนุญาต แต่จำเลยกลับไปประกอบการที่อีกสถานที่หนึ่งยอมเป็นการจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวิดีทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 53, 82

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82 ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 75,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทเกม โดยมีชื่อร้านวีดิทัศน์เป็นภาษาไทยว่า ร้าน บีบี.คิว อินเตอร์เน็ต ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย โดยมีเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการจำนวนไม่เกิน 20 ชุด ใบอนุญาตออกวันที่ 10 กันยายน 2557 และสิ้นอายุวันที่ 9 กันยายน 2562 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องซึ่งอยู่ในระหว่างจำเลยได้รับใบอนุญาต จำเลยจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ด้วยการจัดสถานที่ให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ ณ บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ประเภทเกม ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย แต่ไปประกอบกิจการตามที่ได้รับใบอนุญาตที่บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย นั้น เป็นการจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ประเภทเกม ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่จำเลยไปประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงเป็นเพียงกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 ประกอบมาตรา 42 ซึ่งมีโทษทางปกครองตามมาตรา 69 เท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญาตามฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 บัญญัติให้นำความในมาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 42 มาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยอนุโลม โดยมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ที่จะขออนุญาตประกอบกิจการตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (2) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี (3) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (4) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา (5) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 (6) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 เว้นแต่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตและเวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี" มาตรา 41 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 37 และมาตรา 38 ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ" มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนและยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงกรณีดังกล่าว" และวรรคสองบัญญัติว่า "การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" จากบทบัญญัติของมาตรา 39 ดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีจุดประสงค์ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นสำคัญด้วย และนอกจากกฎหมายจะกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์แล้ว มาตรา 53 วรรคสองและวรรคสาม ของพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎกระทรวง และมาตรา 53 วรรคห้า บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคสามจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอาคารหรือสถานที่ตั้งของร้านวีดิทัศน์ด้วยก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้สถานที่ประกอบกิจการเป็นสาระสำคัญในการขอใบอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งกรณีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 กำหนดหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยกำหนดวิธีการ คุณสมบัติ ขอบเขตการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตไว้ในหมวด 1 และหมวดที่ 2 อันเป็นการยืนยันว่าสถานที่ตั้งที่ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ก็เป็นสาระสำคัญของการพิจารณาออกใบอนุญาตด้วยโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่าคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต ดังนั้นผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้วจะต้องประกอบกิจการยังสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ผู้ได้รับใบอนุญาตหาก่อให้เกิดสิทธิในการนำใบอนุญาตไปใช้ประกอบกิจการยังสถานที่อื่นใดได้ตามอำเภอใจ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อสถานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์เป็นสาระสำคัญในการออกใบอนุญาต หากผู้ประกอบการใดประสงค์จะย้ายสถานประกอบการไปยังสถานที่แห่งใหม่ก็ต้องดำเนินขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่จากนายทะเบียนเท่านั้น ส่วนบทบัญญัติมาตรา 57 ที่ให้นำความในมาตรา 41 และมาตรา 42 มาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยอนุโลม นั้น มาตรา 41 บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ ส่วนมาตรา 42 ให้ผู้ประกอบการกรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ เช่น เลขที่ลบเลือน ไม่ปรากฏชื่อผู้ขออนุญาต ชื่อร้านที่ประกอบกิจการ วันที่ได้รับอนุญาต หรือมีการพิมพ์ผิดพลาด ก็ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวันเท่านั้น ส่วนกรณีของจำเลยก็มิใช่เป็นกรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ ตามความในมาตรา 42 ตามที่มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางสาวภาลิตา วรินทรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2561
#620429
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากโจทก์จะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่อาจนำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ การที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย เป็นการรับรองให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิใช่การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7104/2551 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2701/2551 ของศาลจังหวัดชลบุรี

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยอยู่ที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี ยากที่จำเลยจะนำสืบพิสูจน์ต่อสู้คดี ทั้งการดำเนินคดีอาจล่าช้าและไม่สะดวก จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยการจัดหาและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นการฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์โดยมิได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดย่อมอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องของโจทก์แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นย่อมเป็นที่สุด หากโจทก์จะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่อาจนำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ การที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย เป็นการรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 มิใช่การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายไกรฤกษ์หรือโหน่ง นาคปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนัฐพงศ์ พิริยะสถิต
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2854/2561
#623434
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่า จึงจะมีการแบ่งสินสมรสว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน

โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เดิมโจทก์และจำเลยประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และต่อมาจดทะเบียนเลิกห้าง และจัดตั้งบริษัท อ. โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการบริษัท อ. แต่ให้ อ. บุตรชายของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหารแทน กิจการโรงงานเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ทั้งคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท อ. เนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ และโจทก์เคยทำลายทรัพย์สินของบริษัทจนถูกห้ามเข้าบริษัท ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องหลังจากคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ถึงความไม่สุจริตของโจทก์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์

บริษัท อ. และ บริษัท ซ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่างๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง กิจการบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทหาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัทภายใต้การดำเนินกิจการของบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรส

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยคือ ให้ อ. บุตรชาย นำรายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 (2) ไม่ ทั้งบริษัท อ. ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยได้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยในส่วนของกิจการโรงงานนำชัย ประพนพจน์หรือนำชัย และกิจการบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ให้ตกได้แก่โจทก์ ส่วนกิจการบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ให้ตกได้แก่จำเลย ให้นำเงินรายได้จากการประกอบกิจการทั้งสามแห่งรวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้มาก่อนศาลมีคำพิพากษาแยกสินสมรสมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยคนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน ให้นำทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์มาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จำนวน 303,307,929.50 บาท ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระจำนวน 9,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยนำรายได้จากกิจการอันเป็นสินสมรสมาชำระเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้แยกสินสมรส ตลอดจนขอให้ศาลแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสต่อไป หรือใช้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2521 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายอณาฆินทร์ นายอัครินทร์ และนางดารา เดิมโจทก์ประกอบธุรกิจผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวซึ่งตกทอดมาจากบิดามารดาโดยโจทก์จดทะเบียนในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม จำกัด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520 ใช้เครื่องหมายการค้า "นำชัย" และ "รูปเป็ดกกไข่" โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2529 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการจากโจทก์เป็นจำเลย ต่อมาปี 2543 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรมอาหารมีปัญหาขาดทุน จึงจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัท อาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 โดยโจทก์มิได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยจดทะเบียนตั้งบริษัทซิงกูลลาร์ เวิลด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการติดตั้ง ซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมพร้อมทั้งติดตั้งเครือข่ายสายโทรคมนาคม ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม และ 25 กันยายน 2549 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ซิงกูลลาร์ เวิลด์ จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตามลำดับ โดยโจทก์มีชื่อถือหุ้นในบริษัทนี้ด้วย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและแบ่งสินสมรส จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาโจทก์ร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รายละเอียดคดีก่อนปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1779/2553 หมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นที่ผูกรวมสำนวนคดีนี้ โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไป จำเลยไม่เคยชำระเงินตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเลยนอกจากนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น กรมสรรพากรยื่นฟ้องบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เป็นจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา เด็ดขาด โดยประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1553/2558 ของศาลล้มละลายกลาง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่ามีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่าจึงจะมีการแบ่งสินสมรสกันว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่ามีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นแห่งคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องอันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรส แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เดิมโจทก์จำเลยประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม ต่อมาได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อปี 2543 เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้ภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนาจำกัด ซึ่งมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการแต่ให้นายอัครินทร์ บุตรชายคนที่สองของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหาร นอกจากนี้กิจการโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ยิ่งกว่านั้นในคดีก่อน (คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555) ที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (คดีหมายเลขแดงที่ 22913/2556) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ที่อ่านให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการก่อตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ ภายหลังโจทก์ก่อเรื่องทำลายทรัพย์สินของบริษัท จนกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการต้องมีคำสั่งห้ามโจทก์เข้าบริษัทและมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ แต่ภายหลังได้ถอนฟ้อง ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 ภายหลังคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ความไม่สุจริตของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาดและพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะแก่สินสมรสหรือไม่ สำหรับปัญหาข้อนี้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสคือกิจการของบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด นั้น เห็นว่า บริษัททั้งสองแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่าง ๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง ดังนั้น กิจการของบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทซึ่งมีโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวรวมอยู่ด้วย หาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัททั้งสองภายใต้การดำเนินกิจการของกรรมการบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรสตามปัญหาประการที่สาม ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ อันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรสหรือไม่ และปัญหาประการที่ห้าตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามปัญหาดังกล่าวเดือนละ 300,000 บาท ที่โจทก์อ้างนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยกับนายอัครินทร์ บุตรของโจทก์และจำเลย ในการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม เนื่องจากมีปัญหาหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โดยโจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะก่อปัญหาหนี้สินและติดการพนันดังกล่าวมาแล้วในปัญหาประการที่สอง แต่ให้นายอัครินทร์นำรายได้ของบริษัทดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยในคดีก่อน จึงไม่มีการจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้แก่โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดู ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) ไม่ นอกจากนี้ยังได้ความตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ถูกกรมสรรพากรฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 1557/2558 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยดังที่ตกลง ทั้งได้ความว่าจำเลยมีหนี้สินจำนวนมาก ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สี่ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการที่ห้าฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้แยกสินสมรสและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ สำหรับคำขอให้แยกสินสมรสซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลเพียง 200 บาท และเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ในส่วนคำขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่คดีนี้เป็นคดีครอบครัวซึ่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติให้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยให้การในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแยกว่า กิจการของบริษัททั้งสองแห่งไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นของบริษัททั้งสองแห่งไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ส่วนเครื่องประดับเป็นของใช้ส่วนตัวเป็นสินส่วนตัวและมีไม่ถึงตามที่โจทก์อ้าง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนนี้เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นทุนทรัพย์ 86,890,000 บาท ซึ่งจะต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 236,890 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 453,308 บาท ชั้นอุทธรณ์และฎีกาชั้นละ 453,307 บาท จึงเกินมาจากที่ต้องชำระ จึงเห็นสมควรคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาโดยให้คงเหลือไว้ชั้นศาลละ 236,890 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 ม. 1461 วรรคสอง ม. 1484 (2)
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายสุเพียร จึงเกรียงไกร
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2561
#623425
เปิดฉบับเต็ม

แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคส่วน สำหรับภาคส่วนคำว่า "DULUX" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการมีลักษณะบ่งเฉพาะในตนเองแล้วของคำดังกล่าว ส่วนภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" นั้นแม้จะเป็นคำภาษาต่างประเทศแต่ก็เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ปรากฏความหมายของคำตามพจนานุกรมว่าคำว่า "INSPIRE" มีความหมายหนึ่งว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่คำภาษาต่างประเทศที่มีความหมายตามพจนานุกรมจะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าความหมายของคำที่ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีหรือไม่ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด หากเป็นเครื่องหมายซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด จึงจะถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ในขณะที่เครื่องหมายที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นทางอ้อม ผู้ใช้สินค้าต้องใช้ความคิดและจินตนาการหรือแปลความหมายที่ซ้ำซ้อนกันนั้นอีกชั้นหนึ่งก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด แม้อาจเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็เป็นไปโดยทางอ้อม หาใช่เป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "INSPIRE" ที่ปรากฏตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบกล่าวอ้างดังกล่าว คือ กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับรายการสินค้าที่โจทก์นำคำว่า "INSPIRE" ไปใช้ คือ สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสี ซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ(ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ คำว่า "INSPIRE" ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงว่าเป็นสินค้าที่เมื่อผู้บริโภคใช้แล้วจะเกิดการกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้แต่อย่างใด ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำว่า "INSPIRE" เมื่อนำมาใช้กับรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วจะทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมนั้น เป็นการใช้จินตนาการเกินเลยไปกว่าความหมายที่ปรากฏของคำดังกล่าว และแม้คำดังกล่าวจะเป็นคำที่โน้มน้าวจูงใจให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจ ใช้ความคิดจินตนาการต่อเนื่องกันไปได้ว่า สินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่กระตุ้นหรือมีอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ ก็เป็นการใช้จินตนาการตีความหมายถ้อยคำที่ซับซ้อนให้โยงเกี่ยวข้องถึงสินค้าในทางอ้อม มิได้เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง คำว่า "INSPIRE" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว เมื่อนำคำว่า "INSPIRE" มาใช้ประกอบกับคำว่า "DULUX" เป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ในลักษณะที่ไม่มีคำใดเป็นจุดเด่นกว่าคำใด ทั้งสองคำจึงเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย แม้คำว่า "INSPIRE" จะเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" จึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่มีเครื่องหมายส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน และเมื่อคำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าคำว่า "INSPIRE" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงไม่จำต้องให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอจดทะเบียนคำขอนี้ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้หรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอเลขที่ 796011 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้โดยโจทก์ไม่ต้องแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" และกรณีไม่อาจปฏิเสธการรับจดทะเบียนคำขอเลขที่ 796011 ทั้งคำขอ กับให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้จำเลยทั้งสองหรือนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 796011 ตามกฎหมายต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "DELUX INSPIRE" (ที่ถูก "DULUX INSPIRE") ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 796011 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายเนเธอร์แลนด์และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX" และ "DULUX" ประกอบกับคำอื่น ๆ โดยโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศไทยแล้วตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 รายการสินค้า สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่สี สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่น้ำมันชักเงา สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ (ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ เป็นคำขอเลขที่ 796011 โจทก์ขอให้ถือเอาวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" นอกราชอาณาจักรครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 เป็นวันยื่นคำขอในราชอาณาจักรตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามสำเนาคำขอถือสิทธิวันที่ยื่นคำขอนอกราชอาณาจักรครั้งแรกหรือวันที่นำสินค้าที่ใช้เครื่องหมายออกแสดงในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศเป็นวันที่ยื่นคำขอในราชอาณาจักรตามมาตรา 28, 28 ทวิ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงการปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะเห็นว่าคำว่า "INSPIRE" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามสำเนาหนังสือที่ พณ 0704/4221 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" มีคำว่า "INSPIRE" เป็นสาระสำคัญ ซึ่งพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยม นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงหรือส่งหลักฐานในประเด็นดังกล่าวภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์ทำคำชี้แจงต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 780/2557 ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 796011 ของโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" มีภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายซึ่งตามพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยม คำดังกล่าวจึงเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาก่อน ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างถึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ตามคำขอเลขที่ 796011 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงให้ได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 เพราะคำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนประกอบด้วย 2 ภาคส่วน ภาคส่วนแรกเป็นอักษรโรมันคำว่า "DULUX" กับภาคส่วนที่สองเป็นอักษรโรมันคำว่า "INSPIRE" โดยภาคส่วนทั้งสองต่างปรากฏเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เมื่อปรากฏหลักฐานตามพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อโจทก์นำภาคส่วนอักษรโรมันดังกล่าวมาใช้กับสินค้าประเภทสี ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อผู้บริโภคทั่วไปที่ได้พบเห็นเป็นประจำได้ โดยสีมีคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลต่อผู้ที่พบเห็นให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ จึงเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมหาได้เป็นคำที่มีลักษณะโน้มน้าวให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะซื้อสีเกิดความสนใจในสินค้านั้นดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไม่ เมื่อภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "INSPIRE" ซึ่งเป็นภาคส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "DULUX" เป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมายซึ่งมีลักษณะบ่งเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านั้น ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนทั้งเครื่องหมายจึงไม่ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคส่วน สำหรับภาคส่วนคำว่า "DULUX" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการมีลักษณะบ่งเฉพาะในตนเองแล้วของคำดังกล่าว ส่วนภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" นั้นแม้จะเป็นคำภาษาต่างประเทศแต่ก็เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ปรากฏความหมายของคำตามพจนานุกรม ซึ่งจำเลยทั้งสองมีพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" อ้างส่งประกอบบันทึกถ้อยคำพยานจำเลยทั้งสอง ปากนายธนกร และโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามเอกสารที่จำเลยทั้งสองนำส่งนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามเอกสารดังกล่าวว่า คำว่า "INSPIRE" มีความหมายหนึ่งว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่คำภาษาต่างประเทศที่มีความหมายตามพจนานุกรมจะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาว่าความหมายของคำที่ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีหรือไม่ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด หากเป็นเครื่องหมายซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด จึงจะถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ในขณะที่เครื่องหมายที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นทางอ้อมผู้ใช้สินค้าต้องใช้ความคิดและจินตนาการหรือแปลความหมายที่ซ้ำซ้อนกันนั้นอีกชั้นหนึ่งก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด แม้อาจเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็เป็นไปโดยทางอ้อม หาใช่เป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "INSPIRE" ที่ปรากฏตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบกล่าวอ้างดังกล่าว คือ กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับรายการสินค้าที่โจทก์นำคำว่า "INSPIRE" ไปใช้ คือ สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่สี สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่น้ำมันชักเงา สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ สารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ (ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ คำว่า "INSPIRE" ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงว่าเป็นสินค้าที่เมื่อผู้บริโภคใช้แล้วจะเกิดการกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้แต่อย่างใด ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำว่า "INSPIRE" เมื่อนำมาใช้กับรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วจะทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมนั้น เป็นการใช้จินตนาการเกินเลยไปกว่าความหมายที่ปรากฏของคำดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาข้างต้น และแม้คำดังกล่าวจะเป็นคำที่โน้มน้าวจูงใจให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจใช้ความคิดจินตนาการต่อเนื่องกันไปได้ว่าสินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่กระตุ้นหรือมีอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ ก็เป็นการใช้จินตนาการตีความหมายถ้อยคำที่ซับซ้อนให้โยงเกี่ยวข้องถึงสินค้าในทางอ้อม มิได้เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง คำว่า "INSPIRE" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แล้ว เมื่อนำคำว่า "INSPIRE" มาใช้ประกอบกับคำว่า "DULUX" เป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ในลักษณะที่ไม่มีคำใดเป็นจุดเด่นกว่าคำใด ทั้งสองคำจึงเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย แม้คำว่า "INSPIRE" จะเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" จึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่มีเครื่องหมายส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่า คำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบกับไม่ปรากฏว่า คำว่า "INSPIRE" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงไม่จำต้องให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามมาตรา 17 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอจดทะเบียนคำขอนี้ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "DELUX INSPIRE" (ที่ถูก "DULUX INSPIRE") ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัคโซ โนเบล โคทติ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2561
#621358
เปิดฉบับเต็ม

การก่อให้เกิดสัญญาต้องเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย พยานโจทก์ปาก ธ. และ ณ. ต่างเบิกความว่า พนักงานของจำเลย สาขาปทุมธานี แจ้งแก่พยานโจทก์ทั้งสองว่า หากไม่โอนเล่มทะเบียนต้องมีคนค้ำประกัน และหากจะให้ได้รับอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนเล่มทะเบียนไปเป็นชื่อของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ณ. เพิ่มเติมว่า พยานได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าจากพนักงานของจำเลยโดยตลอดว่ามีการอนุมัติสินเชื่อแล้วหรือยัง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยปาก ด. ว่า ฉ. ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้า และการจัดสัญญาในเขตปทุมธานีของจำเลยได้มาปรึกษาพยานเรื่องที่โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สามคัน ฉ. ได้แนะนำโจทก์ว่า ระหว่างที่รอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของจำเลยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อของจำเลยก่อน ต่อมาสำนักงานใหญ่ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ฉ. จึงแจ้งให้โจทก์ทราบและคืนเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อเช่าซื้อ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถและเงินค่าโอนและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่รับคืนโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อไป จึงแสดงให้เห็นว่า การอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อเป็นหน้าที่ของสำนักงานใหญ่ของจำเลย สำนักงานสาขาปทุมธานีของจำเลยไม่มีอำนาจอนุมัติและทำสัญญาเช่าซื้อแต่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าแล้วส่งสัญญาที่ลูกค้าขอสินเชื่อให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏว่า ฉ. มีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อด้วยแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ของ ฉ. ดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่า ฉ. เป็นตัวแทนในการอนุมัติสินเชื่อของจำเลย การที่โจทก์ยื่นแบบคำขอสินเชื่อต่อจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยไปก่อน ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการทำสัญญา เพราะสำนักงานใหญ่ของจำเลยยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อของโจทก์ จึงเป็นเพียงคำเสนอเท่านั้น สัญญาให้สินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์จึงยังไม่เกิด จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,045,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 345,860 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและมอบอำนาจให้นายจรัญ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน และจำเลยก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและมอบอำนาจให้นายเดโช เป็นผู้ดำเนินคดีแทน โจทก์ขอสินเชื่อจากจำเลยโดยนำรถกระบะจำนวน 3 คัน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระเงินสินเชื่อให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอสินเชื่อไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางธนนา ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ และนางสาวณัฐปภัสร์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2558 โจทก์ประสงค์จะขอสินเชื่อจากจำเลย สาขาปทุมธานี จำนวน 700,000 บาท โดยนำรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าจำนวน 3 คัน มาจำนำทะเบียนไว้แก่จำเลย โดยพยานทั้งสองติดต่อกับพนักงานของจำเลยที่สาขาปทุมธานี พนักงานของจำเลยแจ้งว่าถ้าไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ต้องมีคนค้ำประกัน หากจะให้ได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อจำเลยก่อน โดยโจทก์ต้องเสียค่าโอนและค่าธรรมเนียมคันละ 1,810 บาท โจทก์จำเป็น ต้องใช้เงินในการลงทุนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว โจทก์จึงทำสัญญาเช่าซื้อและส่งมอบสมุดคู่มือทะเบียนรถ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลย ต่อมากลางเดือนพฤษภาคม 2558 พนักงานของจำเลยแจ้งพยานทั้งสองว่า จำเลยอนุมัติสินเชื่อแล้ว และจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นของจำเลย หลังจากนั้นจะนัดโจทก์ไปรับเงินที่สำนักงานจำเลย สาขาปทุมธานี ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โจทก์โอนรถยนต์ทั้งสามคันไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ติดต่อซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็นโต๊ะ เก้าอี้ไม้ 35 ชุด รวมเป็นเงิน 390,000 บาท วางมัดจำไว้ 200,000 บาท และสั่งทำหม้อก๋วยเตี๋ยว ชั้นวางรถเข็นสแตนเลสเป็นเงิน 311,000 บาท วางมัดจำไว้ 200,000 บาท กำหนดส่งสินค้าภายใน 25 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้ง พนักงานของจำเลยแจ้งว่ากำลังดำเนินการอยู่ ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2558 โจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความของจำเลยแจ้งว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและคุณสมบัติของโจทก์แล้ว ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้โจทก์ได้ ให้โจทก์ไปรับสมุดจดทะเบียนรถยนต์พร้อมชุดโอนคืนที่สำนักงานจำเลย สาขาปทุมธานี วันที่ 12 มิถุนายน 2558 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากไม่มีผู้รับ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาและละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยมีนายเดโช ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 22 ถึง 23 พฤษภาคม 2558 นายเฉลิมชัย ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้าสาขาปทุมธานี ได้ปรึกษาพยานว่า โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 3 คัน โดยโจทก์แจ้งว่ามีความจำเป็น ต้องใช้เงินโดยด่วน นายเฉลิมชัยจึงแนะนำว่าระหว่างรอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่จำเลย ให้โจทก์โอนรถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก่อน ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นของจำเลย วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำคำขอสินเชื่อกับจำเลย ภายหลังสำนักงานใหญ่ของจำเลยตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์ โดยนายเฉลิมชัยแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อมารับเอกสารการมอบอำนาจในการโอนรถยนต์ทั้งสามคัน สมุดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสามคัน เพื่อให้โจทก์นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มารับเอกสารตามที่นายเฉลิมชัยแจ้ง โดยโจทก์ประสงค์จะรับเงิน นายเฉลิมชัยจึงโอนเงินค่าธรรมเนียมการโอนรถยนต์คืนให้โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีโจทก์เป็นเงิน 5,900 บาท และนำเอกสารประกอบการโอนไปส่งมอบคืนให้โจทก์ยังที่ทำการของโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธไม่รับเอกสารคืน เห็นว่า การก่อให้เกิดสัญญาต้องเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย พยานโจทก์ปากนางธนนา และนางสาวณัฐปภัสร์ ต่างเบิกความว่า พนักงานของจำเลย สาขาปทุมธานีแจ้งแก่พยานโจทก์ทั้งสองว่า หากไม่โอนเล่มทะเบียนต้องมีคนค้ำประกัน และหากจะให้ได้รับอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนเล่มทะเบียนไปเป็นชื่อของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางสาวณัฐปภัสร์เพิ่มเติมว่า พยานได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าจากพนักงานของจำเลยโดยตลอดว่ามีการอนุมัติสินเชื่อแล้วหรือยัง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยปากนายเดชาว่า นายเฉลิมชัย ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้า และการจัดสัญญาในเขตปทุมธานีของจำเลยได้มาปรึกษาพยานเรื่องที่โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สามคัน นายเฉลิมชัยได้แนะนำโจทก์ว่า ระหว่างที่รอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของจำเลยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อของจำเลยก่อน ต่อมาสำนักงานใหญ่ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้แก่โจทก์ นายเฉลิมชัยจึงแจ้งให้โจทก์ทราบและคืนเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อเช่าซื้อ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถและเงินค่าโอนและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่รับคืนโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อไป จึงแสดงให้เห็นว่า การอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อเป็นหน้าที่ของสำนักงานใหญ่ของจำเลย สำนักงานสาขาปทุมธานีของจำเลยไม่มีอำนาจอนุมัติและทำสัญญาเช่าซื้อ แต่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าแล้วส่งสัญญาที่ลูกค้าขอสินเชื่อให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏว่านายเฉลิมชัยมีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อด้วยแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ของนายเฉลิมชัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่านายเฉลิมชัยเป็นตัวแทนในการอนุมัติสินเชื่อของจำเลย การที่โจทก์ยื่นแบบคำขอสินเชื่อต่อจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยไปก่อน ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการทำสัญญา เพราะสำนักงานใหญ่ของจำเลยยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อของโจทก์ จึงเป็นเพียงคำเสนอเท่านั้น สัญญาให้สินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์จึงยังไม่เกิด จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่น แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 354 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิบทิศ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางธิดารัตน์ วัชโรทัย ธรรมวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561
#621369
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า “ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ” โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า “ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5), 15 ขอให้บวกโทษ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน เอเอสทีวีผู้จัดการและอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาคำพิพากษาแต่บางส่วนพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หรือเดลินิวส์ หรือมติชน เอเอสทีวีผู้จัดการ และอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด สำหรับข้อหาและคำขออื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 60,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอจดทะเบียนเว็บไซต์ www.manager.co.th กับบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้พัฒนาบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีผู้นำถ้อยคำดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถอดคำพูดนำไปลงพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.manager.co.th

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับสิทธิในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th จากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้สิทธิ โดยจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาเว็บไซต์ ทั้งต้องเป็นผู้ลงทุนทุกอย่าง รวมถึงอุปกรณ์ กำลังคนและสถานที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำหนดไว้ให้เว็บไซต์ดังกล่าวได้รับความนิยมสูงสุด ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th ในการดูแลและบริหารงานด้านบุคลากร จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ พัฒนาระบบงานทุกด้าน ตลอดจนดูแลเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารและมีสิทธิในการหารายได้จากเว็บไซต์ ส่วนบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธินำข้อมูล เนื้อหาและภาพไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th รวม 30 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 และตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 4 มกราคม 2548 เป็นความตกลงระหว่าง บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 2 โดยบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิจำเลยที่ 2 นำเนื้อหาทุกประเภทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันไปเผยแพร่ในสื่อทุกประเภทที่จำเลยที่ 2 ได้จัดทำขึ้นหรือสื่อใดที่จำเลยที่ 2 เห็นสมควรทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในการใช้ชื่อ “ ผู้จัดการ ” หรือ “ MANAGER ” เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า นับแต่ได้รับอนุญาตจากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th ซึ่งย่อมรวมถึงการตัดสินใจนำข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ด้วย สิทธิดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เห็นได้จากความตกลงในย่อหน้าสุดท้ายของบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตกลงกันในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นที่นิยมและเพิ่มโอกาสให้ชื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดแล้ว บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันที และดังเห็นได้จากสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 ข้อ 1 ที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สามารถนำข้อมูล เนื้อหาและรูปภาพในเว็บไซต์ที่จำเลยที่ 2 ดูแลและบริหารงานไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจคิดมูลค่าได้ และตามข้อ 2 ที่กำหนดการให้ใช้สิทธิโดยจำกัดระยะเวลาที่ 30 ปี หากจำเลยที่ 2 จะต่ออายุสัญญาต้องยื่นขอต่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนสัญญาสิ้นสุด ตามความตกลงนี้เป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิเช่นนั้นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ลงทุนทรัพยากรในทุกด้านและย่อมไม่ทำข้อตกลงเป็นหนังสือกับบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับรองการให้สิทธิและใช้สิทธิในเว็บไซต์ไว้เป็นหลักฐานผูกพันกันเช่นนั้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th สิ้นผลเมื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลายในวันที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ นับแต่นั้นจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้บริหารดูแลเว็บไซต์อีกต่อไป จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น เห็นว่า แม้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายก็เป็นเพียงทำให้การจัดการทรัพย์สินตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 62 ผลแห่งการล้มละลายหาได้ทำให้สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำกับจำเลยที่ 2 เป็นอันสิ้นผลหรือระงับไปดังอ้างไม่ ดังเห็นได้จากบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีอยู่แก่ผู้อื่นตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง หากสิทธิตามสัญญานั้นมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ข้อสัญญาและบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ได้สิทธิในการบริหารและจัดการเว็บไซต์ www.manager.co.th จึงหาสิ้นผลหรือระงับไปเพราะเหตุบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลายไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ใบเสร็จรับเงินชำระค่าบริการโดเมนเนมที่ผู้ให้บริการออกให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นใบเสร็จรับเงินที่ออกล่าสุดเมื่อปี 2547 ก่อนเกิดเหตุนานหลายปี และหลังจากปี 2547 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระค่าบริการอีก คงมีแต่บริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกนั้น เห็นว่า แม้ตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมจะปรากฏความดังจำเลยที่ 2 ฎีกา และบริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด เป็นค่าธรรมเนียมให้บริการโดเมนเนมในชื่อ www.manager.co.th ระหว่างวันที่ 17 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2554 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2556 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ก็ตาม และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การตรวจเครื่องแม่ข่ายควบคุมเว็บไซต์ www.thaiday.com และ www.manager.co.th เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2556 หลังเกิดเหตุเป็นเวลานานนั้น ยิ่งเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ว่ายังคงมีสืบเนื่องตั้งแต่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเมื่อปี 2556 กรณีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ยังปรากฏตามข้อมูลรับสมัครงานที่ปรากฏในเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้ความเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ชำระค่าบริการโดเมนเนม เว็บไซต์ www.manager.co.th ด้วยตนเองจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกดังที่ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารจัดการและมีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีอำนาจตัดสินใจนำเสนอข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่ข้อมูลถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ที่กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ให้บริการตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ปรากฏความว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 มีประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก หน้า 24 ซึ่งความในมาตรา 2 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า “ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ” โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า “ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังวินิจฉัย การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 สถานเดียว ลงโทษปรับ 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด
จำเลย — นายประพันธ์หรือประพันธุ์ คูณมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิสิษฐ์ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2561
#625724
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานพยายามส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 20 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 มีระวางโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ กฎหมายกำหนดโทษไว้เท่ากัน และตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับห้าเท่าของสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไม่ได้บัญญัติการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ จึงต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม ป.อ. มาตรา 80 ศาลจึงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าฯ มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ได้เพียง 6 ปี 8 เดือน โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงเป็นโทษหนักกว่าความผิดฐานนี้ จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิด หรือกระทำความผิดสำเร็จ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากัน เมื่อโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 5,410,932 บาท โทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกิน 500,000 บาท จึงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด การกำหนดโทษปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 80 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 20 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 244
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทโตเร็ว อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2561
#624230
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่หนึ่งการจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สองได้แก่การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสามสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) ซึ่งไม่มีคนประจำเรือ กรณีสัญญา Voyage Charter และ Time Charter มีผู้เกี่ยวข้องหลักคือเจ้าของเรือหรือ Owner และคู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกว่า Charterer เจ้าของเรือเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่ง โดย Charterer จะนำสินค้ามามอบให้เจ้าของเรือ แล้วเจ้าของเรือนำสินค้าไปส่งปลายทาง นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ อำนาจในการสั่งการและสิทธิครอบครองเรือยังอยู่กับเจ้าของเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการประกอบกิจการขนของทางทะเลด้วยจึงเป็นที่มาของกฎหมายใช้คำว่าจ้างเหมาระวางบรรทุก ผู้ว่าจ้างหรือ Charterer เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ เหตุผลเป็นเพราะผู้ว่าจ้างสามารถสั่งเรือให้ไปที่ใดก็ได้ เจ้าของเรือไม่อาจคิดค่าน้ำมันไว้ล่วงหน้าได้ ในกรณีที่เรือไปโดนกับเรือลำอื่นหรือไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นเจ้าของเรือต้องรับผิดชอบ ส่วนสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจ้าของเรือส่งมอบเรือเปล่าให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่จัดหานายเรือและลูกเรือเอง และสัญญาชาร์เตอร์ซึ่งเป็นที่มาของข้อพิพาทภาษีคดีนี้ เป็นสัญญาใช้ประโยชน์จากเรืออันเป็นสัญญาขนส่ง มิใช่สัญญาเช่าเรือเดินทะเล

ในส่วน พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น มีมาตรา 4 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรหรือจากที่แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรมายังที่อีกแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร..." ดังนั้น เมื่อการขนส่งโดยเรือ 3 ลำ ดังกล่าวไม่ได้ขนสินค้าออกจากราชอาณาจักร หรือขนเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ ในการตีความสัญญานั้น ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 และคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างประเพณีในการขนส่งระหว่างประเทศและในการนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าว ในประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล ถือว่าการที่เจ้าของเรือทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer นั้น เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ดังกล่าวก็มีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์และคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาให้เป็นไปตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าวซึ่งถือว่าโจทก์เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งตามข้อสัญญา Time Charter Party และตามประเพณีการค้าการขนส่งระหว่างประเทศก็ล้วนถือได้ว่าโจทก์ตกลงทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer โดยโจทก์เป็นผู้ขนส่ง การประกอบการของโจทก์ในส่วนที่มีการทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer 3 ฉบับ สำหรับเรือ 3 ลำ ของโจทก์เป็นการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศมิใช่การเช่าทรัพย์

การประกอบการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศของโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ นี้ ไม่มีการขนส่งจากในราชอาณาจักรไปยังนอกราชอาณาจักรและไม่มีการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรมายังในราชอาณาจักร แม้จะมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรหรือมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในราชอาณาจักรก็ตาม แต่การทำสัญญาและค่าใช้จ่ายบางส่วนดังกล่าวไม่ใช่ส่วนการกระทำที่เป็นการขนส่ง จึงไม่เป็นการประกอบการในราชอาณาจักร แต่เป็นการประกอบการนอกราชอาณาจักร ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศตามความหมายแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (3) ที่จะได้รับประโยชน์ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพราะเมื่อการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่การประกอบกิจการในราชอาณาจักรก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 แต่ก็มีผลให้ต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-00061 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-00062 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-00063 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/434/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/435/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/436/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ให้งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2553 ทั้งหมด กับให้จำเลยชดใช้เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่โจทก์ได้ชำระไปแล้ว 7,805,836.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยคำนวณนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0061 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0062 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0063 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/434/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/435/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/436/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับจำนวน 5,539,037.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มขอคืนภาษีเป็นเงินสดสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2553 จำนวน 181,093 บาท เดือนภาษีพฤศจิกายน 2553 เป็นเงิน 178,636.94 บาท และเดือนภาษีธันวาคม 2553 เป็นเงิน 236,324.30 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจพบว่า โจทก์เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ เซนน่า 1 เซนน่า 2 และเซนน่า 3 โจทก์นำเรือเซนน่า 1 และเซนน่า 3 ไปทำสัญญากับบริษัทแดลิม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี และนำเรือเซนน่า 2 ไปทำสัญญากับบริษัทนิปปอนแก๊สไลน์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำสัญญามีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โจทก์เห็นว่า โจทก์มีรายรับจากการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่า สำเนาใบแจ้งหนี้/สำเนาใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ใช้บริการระบุเพียงว่า ค่า Time Charter โดยไม่มีรายละเอียดของปริมาณหรือน้ำหนักของสินค้าและระยะทางที่ขนส่ง เจ้าพนักงานประเมินจึงถือว่ารายได้ดังกล่าวมิใช่ค่าระวางการขนส่ง แต่เป็นรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินโดยมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรเข้าลักษณะเป็นการให้บริการซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รวมภาษีส่วนท้องถิ่นแล้ว ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร จากการตรวจสอบภาษีสำหรับเดือนภาษีตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2553 พบว่าโจทก์มีรายจ่ายเกี่ยวกับเรือที่ให้เช่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยโจทก์นำภาษีซื้อดังกล่าวมาใช้เครดิตภาษี เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบแล้วมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ต้องชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2553 เป็นเงิน 2,126,944.84 บาท 4,806,536.57 บาท และ 1,916,868.62 บาท ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมิน และให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ได้ชำระแก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ชำระแก่จำเลย ในระหว่างระยะเวลาตามสัญญา Time Charter Party ไม่มีการขนส่งโดยเรือทั้งสามลำของโจทก์จากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือขนส่งจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรมสรรพากรจำเลยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษีเป็นรายเดือนทุกเดือนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการ (1) การขายสินค้า (2) การให้บริการ และ (3) การนำเข้า อัตราภาษีดังกล่าวให้ลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราเดียวกันสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งมีการลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 7 รวมภาษีส่วนท้องถิ่นแล้ว สำหรับการประกอบกิจการหลายกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ถูกหักเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งกรมสรรพากรแล้ว ให้มีสิทธิได้รับคืนโดยใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้และตาม (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยทางอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลก็ได้รับสิทธินี้ สำหรับปัญหาว่าการประกอบกิจการของโจทก์ในส่วนที่ทำสัญญา Time Charter Party เรือ 3 ลำ กับ Charterer โดยได้รับค่าตอบแทนจาก Charterer นั้น ไม่ใช่การประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือเป็นการขนส่งระหว่างประเทศให้ใช้อัตราร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการโดยโจทก์และจำเลยต่างตีความสัญญา Time CharterParty ที่โจทก์ทำกับ Charterer แตกต่างกันเนื่องจากโจทก์ถือว่าสัญญาดังกล่าวตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศถือว่าโจทก์ในฐานะเจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ส่งมอบการครอบครองเรือให้ Charterer Charterer จึงเป็นผู้ขนส่งและโจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าเท่านั้น ปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นว่า ในส่วนพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น มีมาตรา 4 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรหรือจากที่แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรมายังที่อีกแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร..." ดังนั้น เมื่อการขนส่งโดยเรือ 3 ลำ ดังกล่าวไม่ได้ขนสินค้าออกจากราชอาณาจักร หรือขนเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 อย่างไรก็ตามในการตีความสัญญานั้น ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 และคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างประเพณีในการขนส่งระหว่างประเทศและในการนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าว โจทก์มีนายไมตรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเรือของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานจบการศึกษาด้านการเดินเรือจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี โดยมีหลักสูตรการเรียน 5 ปี เป็นสถาบันการศึกษาภายใต้การควบคุมของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เมื่อจบการศึกษาแล้วพยานทำงานในเรือเดินทะเลตั้งแต่ปี 2536 และสอบได้ประกาศนียบัตรอนุญาตเป็นนายเรือชั้นหนึ่ง (Master Mariner) โจทก์เป็นผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีสัญญาจ้างขนส่งแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สัญญาจ้างขนส่งแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) ซึ่งไม่ใช่การให้เช่าเรือเดินทะเลไม่ใช่สัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีลักษณะเป็นสัญญาบริการรับขนส่งสินค้าทางทะเลตามกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์นาวี เป็นการชาร์เตอร์เรือ ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ 1 การจ้างเหมาแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) ซึ่งเป็นสัญญาชาร์เตอร์เรือเดินทะเลประเภทจ้างเหมาระวางบรรทุก โดยเจ้าของเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของการเดินเรือ การจัดหานายเรือและลูกเรือ น้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ ส่วนคู่สัญญาหรือ Charterer จะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารการจัดส่งสินค้าที่จะทำการขนส่งเช่นจัดหาวิธีการขนถ่ายสินค้า ติดต่อประสานงานกับผู้รับสินค้าและผู้รับตราส่ง โดยเจ้าของเรือมีหน้าที่ออกใบตราส่ง ดังนั้น เจ้าของเรือจึงเป็นผู้ขนส่ง (Carrier) ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของสินค้ากรณีสูญหาย ได้รับความเสียหาย หรือส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนด และนายเรือซึ่งเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือจะเป็นผู้ลงนามในใบตราส่ง กรณีเกิดอุบัติเหตุเรือที่ขนส่งไปโดนกับเรือลำอื่น หรือไปก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เจ้าของเรือจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากเจ้าของเรือยังเป็นผู้ครอบครองเรือ และควบคุมการเดินเรือ เจ้าของเรือหรือนายเรือมีสิทธิปฏิเสธการขนส่งสินค้าไปท่าที่ผู้ว่าจ้างกำหนดหากเห็นว่าอาจเกิดอันตรายต่อเรือและลูกเรือ เจ้าของเรือจะเรียกเก็บค่าขนส่งจาก Charterer ค่าจ้างดังกล่าวหมายความตลอดถึงค่าตอบแทนนายเรือและลูกเรือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษาและค่าจัดการเรือ เป็นต้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งภายใต้สัญญานี้แบ่งออกเป็นต้นทุนคงที่ เช่นค่าจ้างนายเรือและลูกเรือ ค่าบำรุงรักษาเรือ และต้นทุนผันแปร เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผันแปรตามระยะทางและปริมาณสินค้าที่ขนส่ง ประเภทที่ 2 สัญญาชาร์เตอร์เรือแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) เป็นสัญญาชาร์เตอร์ลักษณะว่าจ้างขนส่งโดยฝ่ายเจ้าของเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเดินเรือ รวมทั้งค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูกเรือ เจ้าของเรือมีหน้าที่ออกใบตราส่งสำหรับการขนส่งสินค้า และหาก Charterer เป็นผู้ลงนามในใบตราส่งก็ต้องเป็นการลงนามแทนนายเรือ และต้องได้รับความยินยอมจากนายเรือก่อน ทั้งนี้ Charterer จะให้เจ้าของเรือขนส่งสินค้าที่ท่าเรือใดภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ตามสัญญากี่เที่ยวก็ได้ตราบเท่าที่อยู่ในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และ Charterer ต้องรับผิดชอบในต้นทุนผันแปร เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงค่าธรรมเนียมการใช้เรือ และค่าพนักงานนำร่องเป็นต้น กรณีเกิดความสูญหายหรือสินค้าเสียหาย และการส่งมอบสินค้าล่าช้า เจ้าของเรือยังคงเป็นผู้รับผิดชอบเช่นเดียวกับสัญญาชาร์เตอร์เรือรายเที่ยว (Voyage Charter) จึงถือว่าเจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งตามกฎหมาย และประเภทที่ 3 สัญญาชาร์เตอร์แบบเรือเปล่า (Bareboat Charter Party) เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน โดยเจ้าของเรือต้องส่งมอบการครอบครองเรือให้แก่ Charterer การดูแลรับผิดชอบเรื่องการเดินเรือ การจ้างนายเรือและลูกเรือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรืออยู่ในความรับผิดชอบของ Charterer Charterer รับผิดชอบในความสูญหายและความเสียหายของสินค้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พยานปากนี้เบิกความตามความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ การศึกษาและการปฏิบัติ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ทนายจำเลยถามค้านให้เห็นเป็นอื่น ซึ่งคำเบิกความสอดคล้องกับแบบสัญญามาตรฐานสำหรับการชาร์เตอร์เรือตามประเพณีทางพาณิชย์นาวีทั่วไป โดยสัญญาชาร์เตอร์แบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สัญญาชาร์เตอร์เรือแบบกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) และสัญญาชาร์เตอร์แบบเรือเปล่า (Bareboat Charter Party) โดยพยานเบิกความยืนยันว่าเป็นแบบมาตรฐานตามหลักประเพณีทางปฏิบัติธุรกิจการรับขนส่งสินค้าทางเรือที่ยอมรับกันทั่วไป สอดคล้องกับเอกสารทางวิชาการด้านพาณิชย์นาวีของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และโจทก์ยังมีนายจุฬา ซึ่งจบการศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมายพาณิชย์นาวี จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทมตัน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เคยเป็นนิติกรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมพาณิชย์นาวี ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ เคยเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า และขณะเบิกความเป็นอธิบดีกรมท่าอากาศยานเป็นพยานเบิกความว่า สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่ การจ้างเป็นรายเที่ยว (Voyage Charter), การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) ซึ่งไม่มีคนประจำเรือ กรณีสัญญา Voyage Charter และ Time Charter มีผู้เกี่ยวข้องหลักคือเจ้าของเรือหรือ Owner และคู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกว่า Charterer เจ้าของเรือเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่ง โดย Charterer จะนำสินค้ามามอบให้เจ้าของเรือ แล้วเจ้าของเรือนำสินค้าไปส่งปลายทาง นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ อำนาจในการสั่งการและสิทธิครอบครองเรือยังอยู่กับเจ้าของเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการประกอบกิจการขนของทางทะเลด้วย จึงเป็นที่มาของกฎหมายใช้คำว่าจ้างเหมาระวางบรรทุก สำหรับสัญญาชาร์เตอร์แบบมีระยะเวลา (Time Charter) นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ โดยมีอำนาจในการสั่งการและครอบครองเรือ แต่ผู้ว่าจ้างหรือ Charterer เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ เหตุผลเป็นเพราะว่า Charterer สามารถสั่งเรือให้ไปที่ใดก็ได้ เจ้าของเรือไม่อาจคิดค่าน้ำมันไว้ล่วงหน้าได้ ส่วนสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจ้าของเรือส่งมอบเรือเปล่าให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่จัดหานายเรือและลูกเรือเอง ดังนั้นสัญญาจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) กับสัญญาการเหมาแบบมีระยะเวลา (Time Charter) เป็นสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล ในกรณีที่เรือไปโดนกับเรือลำอื่นหรือไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่น เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบ และพยานเบิกความความยืนยันว่าสัญญาชาร์เตอร์ซึ่งเป็นที่มาของข้อพิพาทภาษีคดีนี้ เป็นสัญญาใช้ประโยชน์จากเรืออันเป็นสัญญาขนส่ง มิใช่สัญญาเช่าเรือเดินทะเล ทั้งประเทศต่าง ๆ ก็ถือว่าสัญญา Time Charter Party เป็นสัญญาขนส่งสินค้าทางเรือ เห็นได้ว่า พยานปากนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพาณิชย์นาวี โดยโจทก์ขอให้ศาลภาษีอากรกลางหมายเรียกมาเป็นพยาน พยานเบิกความให้ความเห็นทางวิชาการประกอบการพิจารณาของศาล โดยไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์หรือจำเลยในคดีนี้ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานปากนี้เป็นข้าราชการ ขณะเบิกความไม่ได้เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่าแล้ว โดยมารยาทแล้วการเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อทางราชการนั้น ข้าราชการไม่พึงทำและเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของพยาน นั้น เห็นว่า ผู้ที่มาเป็นพยานศาลต้องเบิกความต่อศาลตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นหรือให้ความเห็นตามหลักวิชาการโดยต้องคำนึงถึงความถูกต้องเป็นสำคัญ และไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับการจัดเก็บภาษีอากรของจำเลยหรือไม่ มิฉะนั้นแล้วการพิพากษาคดีของศาลจะไม่เป็นธรรม และพยานอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้น มีนางแสงเพ็ชร นักตรวจสอบภาษีสำนักสรรพากรพื้นที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า จากการตรวจสำเนาใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้บริการ ระบุเพียงว่า ค่า Time Charter โดยไม่มีรายละเอียดของน้ำหนักหรือปริมาณสินค้า และไม่มีระยะทางที่ขนส่ง โดยจำนวนเงินช่องค่าบริการที่เรียกเก็บเท่ากันทุกเดือน ข้อตกลงการลดหนี้ตามจำนวนวันในเดือนนั้น ๆ ไม่คำนึงถึงปริมาณสินค้าที่ขน น้ำหนักและจำนวนเที่ยวที่ขนแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นรายได้จากการให้เช่าเรือเดินทะเล โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร อัตราภาษีร้อยละ 7 ของรายรับโดยรวมภาษีท้องถิ่นแล้ว และเป็นการให้เช่าทรัพย์สินในราชอาณาจักรแต่มิได้นำผลของการให้บริการไปใช้ในต่างประเทศ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภทหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ซึ่งให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (2) แต่อย่างใด เห็นว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำเบิกความของนางแสงเพ็ชรเป็นการประเมินจากการตรวจแบบการขอคืนภาษีมากกว่าการพิเคราะห์ตามสัญญาชาร์เตอร์เรือและการดำเนินธุรกิจของโจทก์กับคู่สัญญา ส่วนพยานจำเลยปากนางสาวนุชนาถ นักตรวจสอบภาษีชำนาญการเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เป็นพยานเบิกความว่า ตามประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายหรือคำนิยามของการให้เช่าทรัพย์สิน และการให้บริการขนส่งโดยเรือเดินทะเลไว้ พยานจึงพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ และลักษณะ 8 รับขน ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญา ข้อแตกต่างระหว่างการให้เช่าทรัพย์สินกับการรับขนคือผู้ให้เช่าต้องส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าเช่า ส่วนการขนส่งนั้นการครอบครองทรัพย์สินจะยังคงอยู่ที่เจ้าของทรัพย์สิน โดย Charterer ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าระวางหรือค่าพาหนะ เมื่อพิจารณาตามข้อสัญญาแล้ว โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองและการควบคุมตลอดจนอำนาจสั่งการในเรือแก่ Charterer แล้ว ตามจารีตประเพณีและหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการรับขนของทางทะเลถือว่าสัญญาให้บริการดังกล่าว เป็นสัญญาเช่าประเภทหนึ่ง โดยเทียบเคียงกับคำพิพากษาฎีกาที่ 5597/2551 นั้น เห็นว่า คำเบิกความพยานปากนี้เบิกความลอย ๆ ไม่ได้อธิบายถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาชาร์เตอร์ระหว่างโจทก์กับคู่สัญญาแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์ถึงสัญญาชาร์เตอร์เรือเซนน่า 1 เซนน่า 2 และเซนน่า 3 อันเป็นรูปแบบของสัญญามาตรฐานสากล ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ มีรายรับจากค่าจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และพยานจำเลยปากนี้เป็นผู้ทำบันทึกเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็วินิจฉัยยกอุทธรณ์โดยมีเหตุผลดังเช่นที่พยานปากนี้เบิกความ แต่พยานก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าสัญญาพิพาทในคดีนี้ตรงกับสัญญาเช่าประเภทเสมือนหนึ่งผู้เช่าเป็นเจ้าของเรือ (Charter Party by Demise) ตามบทความเรื่องจารีตประเพณีและหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของนายเกริก ทั้งที่ตามบทความนี้ก็ถือว่าสัญญา Time Chater Party เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งและสัญญาพิพาทก็เป็นสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุกมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) มิใช่สัญญาให้เช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter หรือ Charter Party by Demise) โดยตามสัญญาพิพาทนั้น หาก Charterer ไม่ชำระค่าระวางเจ้าของเรือมีสิทธิถอนเรือจากการขนส่งได้ เรือยังอยู่ในความควบคุมและครอบครองของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเรือโดยอำนาจสั่งการเกี่ยวกับเรือยังคงเป็นของโจทก์ตลอดเวลา โดยมีนายเรือและลูกเรือครอบครองแทน หาได้มีลักษณะเป็นการส่งมอบเรือให้คู่สัญญาเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมกิจการพาณิชย์นาวีของเรือไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 72) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยข้อ 2 (1) (ข) กรณีผู้ประกอบการขนส่งประเภทเรือจรที่ไม่มีกำหนดเวลาเดินทางแน่นอน หมายความถึง รายได้ตามสัญญารับขนของทางทะเล ทั้งการรับขนของทางทะเลประเภท Voyage Charter ซึ่งจะต้องมีการออกเอกสาร Charter Party หรือการรับขนของทางทะเลประเภท Time Charter ที่ผู้ประกอบการขนส่งเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายประจำในการบริหารเรือ การดูแลรักษาเรือ การประกันภัย การจัดหากัปตันเรือและลูกเรือ และการตรวจสภาพเรือ ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายผันแปรอันเนื่องมาจากการใช้เรือ เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการเทียบท่า ค่านำร่อง ค่าขนถ่ายสินค้า ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ก็ยอมรับว่ารายได้จากการประกอบกิจการเป็นค่าระวางของเรือเดินทะเล หาใช่ค่าเช่าไม่ ประกอบกับนายอัควิทย์ นิติกรเชี่ยวชาญสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในแง่ภาษีเงินได้นิติบุคคล Time Charter Party ถือเป็นรายได้จากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว และประกาศอธิบดีให้สิทธิเฉพาะการทำสัญญาขนส่งทางทะเลแบบ Voyage Charter และ Time Charter เท่านั้น ไม่รวมถึงแบบให้เช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและเชื่อได้ว่าในประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล ถือว่าการที่เจ้าของเรือทำสัญญา Time Charter กับ Charterer นั้น เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ดังกล่าว ก็มีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์และคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาให้เป็นไปตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าว ซึ่งถือว่าโจทก์เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีนี้เทียบเคียงกับคำพิพากษาฎีกาที่ 5597/2551 นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีผู้ประกอบการใช้รถจักรยานยนต์ให้บริการส่งเอกสารแตกต่างจากการประกอบการของโจทก์ในคดีนี้ และคดีดังกล่าวเป็นปัญหาว่าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) หรือไม่ จึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่าโจทก์คิดค่าตอบแทนจาก Charterer เป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือนโดยไม่คิดค่าตอบแทนตามระยะทางหรือความยากง่ายของการเดินเรือไปยังที่ต่าง ๆ นั้น เห็นว่า โจทก์สามารถคิดคำนวณรายจ่ายประจำที่ต้องใช้ในเรือแต่ละลำเป็นรายวันและรายเดือน แล้วบวกเพิ่มด้วยส่วนที่โจทก์ต้องการเป็นกำไรจากการประกอบการได้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องคิดค่าตอบแทนตามระยะทางหรือความยากง่ายแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะมีการขนส่งระยะทางเท่าใดก็ต้องใช้เวลาในการขนส่งซึ่งโจทก์คิดต้นทุนและกำไรตามระยะเวลาไว้หมดแล้ว ทั้งตามสัญญา Time Charter Party ข้อ 35 ก็ให้สิทธิโจทก์ปฏิเสธการเดินเรือไปยังพื้นที่อันตรายได้ และที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่าสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ไม่เหมือน สัญญา Time Charter Party มาตรฐานตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศนั้น เมื่อพิจารณาตามสัญญา Time Charter Party ข้อ 13 ที่ให้นายเรือซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์เป็นผู้ออกใบตราส่ง ก็แสดงว่านายเรือออกใบตราส่งในนามโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party ไม่มีเหตุผลที่จะถือว่านายเรือของโจทก์ออกใบตราส่งแทน Charterer แต่อย่างใด และตามใบตราส่งก็มีผู้ลงนามในใบตราส่ง โดยระบุว่ากระทำในฐานะและแทนนายเรือของโจทก์ ไม่มีการระบุว่าออกใบตราส่งแทน Charterer ที่จะถือว่า Charterer เป็นผู้ขนส่งที่ออกใบตราส่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ในส่วนความรับผิดของโจทก์ตามข้อสัญญาต่อท้ายสัญญา Time Charter Party ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาข้อ 79 ก็ระบุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเรือรับผิดต่อบุคคลที่สามในความสูญหาย เสียหายและการส่งมอบล่าช้า และในสัญญาต่อท้ายข้อ 60 ก็ระบุให้โจทก์รับผิดในกรณีสินค้าขาดไปเกินกว่าร้อยละ 5 ตามราคา FOB บวกค่าขนส่ง ซึ่งข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นความรับผิดของผู้ขนส่ง จึงเห็นได้ว่าในส่วนหน้าที่และความรับผิดของโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น ตามข้อสัญญา Time Charter Party และตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศก็ล้วนถือได้ว่าโจทก์ตกลงทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer โดยโจทก์เป็นผู้ขนส่ง การประกอบการของโจทก์ในส่วนที่มีการทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer 3 ฉบับ สำหรับเรือ 3 ลำ ของโจทก์เป็นการประกอบ การขนส่งระหว่างประเทศมิใช่การเช่าทรัพย์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า การประกอบการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศของโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ นี้ ไม่มีการขนส่งจากในราชอาณาจักรไปยังนอกราชอาณาจักรและไม่มีการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรมายังในราชอาณาจักร แม้จะมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรหรือมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในราชอาณาจักรก็ตาม แต่การทำสัญญาและค่าใช้จ่ายบางส่วนดังกล่าวไม่ใช่ส่วนการกระทำที่เป็นการขนส่ง จึงไม่เป็นการประกอบการในราชอาณาจักร แต่เป็นการประกอบการนอกราชอาณาจักร ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศตามความหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) ที่จะได้รับประโยชน์ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพราะเมื่อการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่การประกอบกิจการในราชอาณาจักรก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 แต่ก็มีผลให้ต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยตามที่พิจารณาข้างต้นแล้ว จึงเห็นควรสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลภาษีอากรกลางเสียใหม่ด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 80 ม. 80/1 (2) ม. 80/1 (3) ม. 81 (1) ม. 81 (ณ)
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามลัคกี้มารีน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2661/2561
#621365
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเก็บของป่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานเก็บของป่าแต่ยังคงมีความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อพิจารณาคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.สงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ให้ความหมายไว้ว่า ของป่าหมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่าเป็นต้นว่า (1) ไม้ฟืน ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ และยางไม้ แสดงว่าของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีความหมายรวมทั้งหมดไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้น หากเกิดขึ้นและมีอยู่ในป่าแล้ว ล้วนแต่เป็นของป่าทั้งสิ้น ซึ่งจะแตกต่างจากคำนิยามของคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (7) ซึ่งให้ความหมายว่า ของป่า หมายความว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ จึงหมายถึงเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในป่าแห่งนั้น ส่วนสิ่งที่ปลูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ไม่อาจเป็นของป่าไปได้ ความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าว จึงแตกต่างกัน ต้นปาล์มน้ำมันที่บริษัท ว. ปลูกขึ้นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตั้งแต่ขณะได้รับอนุญาตจากรัฐ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ย่อมไม่อาจเป็นของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ได้ แต่เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในป่าสงวนแห่งชาติ ป่ารับร่อ และป่าสลุย ที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสอง ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยทั้งสองฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องในความผิดฐานเก็บหาของป่า ไม่ริบผลปาล์มน้ำมันของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ สำหรับความผิดฐานเก็บของป่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานเก็บของป่า แต่ยังคงมีความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ารับร่อและป่าสลุยที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 หรือไม่ เมื่อพิจารณาคำนิยามคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ให้ความหมายไว้ว่า ของป่า หมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในป่า เป็นต้นว่า (1) ไม้ฟืน ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ และยางไม้ แสดงว่าของป่าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีความหมายรวมทั้งหมดไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้น หากเกิดขึ้นและมีอยู่ในป่าแล้ว ล้วนแต่เป็นของป่าทั้งสิ้น ซึ่งจะแตกต่างจากคำนิยามของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (7) ซึ่งให้ความหมายไว้ว่า ของป่า หมายความว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ ของป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงหมายถึงเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในป่าเท่านั้น ส่วนสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้นแม้จะเป็นการปลูกสร้างขึ้นในป่าก็ไม่อาจกลายเป็นของป่าไปได้ ความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าว จึงมีความหมายที่แตกต่างกัน ต้นปาล์มน้ำมันที่บริษัทวิจิตรภัณฑ์ สวนปาล์ม จำกัด ปลูกขึ้นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตั้งแต่ขณะได้รับอนุญาตจากรัฐ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ย่อมไม่อาจเป็นของป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ได้ แต่เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั่นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 จึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ริบผลปาล์มน้ำมันของกลาง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 4 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายเอกอนุรักษ์หรือเอก โชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาววราภรณ์ คริศณุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2561
#623444
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ฉลาก" หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ หรือสอดแทรก หรือรวมไว้กับวัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ และหมายความรวมถึงเอกสาร หรือคู่มือประกอบการใช้วัตถุอันตรายด้วย มาตรา 62 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะต้องระมัดระวังตรวจสอบความเชื่อถือได้ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือผู้จัดหาวัตถุอันตรายนั้นให้แก่ตน ความถูกต้องของภาชนะบรรจุและฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา และความไว้วางใจได้ของผู้ที่รับมอบวัตถุอันตรายไปจากตนและมาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ที่ขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องมีความผิด นอกจากนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2538 ข้อ 6 (12) กำหนดให้วัตถุอันตรายที่ขายหรือจำหน่าย หรือแสดงไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายต้องมีฉลากขนาดที่เหมาะสมกับภาชนะบรรจุ ปิดหรือพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทุกชิ้น ฉลากดังกล่าวต้องมีเดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุการใช้ เช่นนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับฉลาก วันเดือนปีที่ผลิตที่ผู้ขายต้องแสดงให้ลูกค้าทราบเพื่อรู้ว่าสินค้าหมดอายุเมื่อใด จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตและผู้ขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องติดฉลากแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุอันตรายที่ผลิตหรือขายทั้งภาชนะที่บรรจุคือขวดไม่ว่าชนิดใดและหีบห่อบรรจุคือกล่อง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขายสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงของกลางอันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของฉลากแสดงวันเดือนปีที่ผลิตสินค้าก่อนส่งให้ลูกค้า... จำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกล่องกระดาษตรวจดูเป็นรายขวดหรือแกลลอนที่บรรจุเนื่องจากเห็นว่าหากกล่องกระดาษมีร่องรอยการแกะก่อนส่งให้ลูกค้าจะมองดูไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการตรวจสินค้าดังกล่าวเป็นประเพณีทางการค้าที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้และผู้จัดจำหน่ายปฏิบัติต่อกัน จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดจำหน่ายจึงไม่สามารถล่วงรู้ว่าสินค้าเคมีเกษตรแต่ละชนิดที่บริษัท พ. ผลิตออกมา มีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วนทุกขวดทุกแกลลอนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของบริษัท พ. ที่จะต้องติดรายการวันเดือนปีที่ผลิต นั้น จำเลยทั้งสองสามารถส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัท พ. ผลิตก่อนที่จะบรรจุกล่อง หากพบว่าฉลากไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ผลิตก็สามารถแก้ไขได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 7, 20, 21, 23, 73, 83, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบวัตถุอันตรายของกลางให้กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้แก่ทางราชการ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 23 (ที่ถูก มาตรา 23 วรรคหนึ่ง), 73, 83 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบวัตถุอันตรายของกลางให้กรมวิชาการเกษตร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนจำเลยที่ 1 คงปรับ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการค้าขายสินค้าประเภทเคมีเกษตรมาตั้งแต่ปี 2547 โดยซื้อสินค้าเคมีเกษตรจากบริษัทพานาแลบ จำกัด แล้วฝากสินค้าให้บริษัทพานาแลบ จำกัด เป็นผู้เก็บรักษาไว้แทนจำเลยทั้งสอง เมื่อมีผู้สั่งซื้อสินค้า จำเลยทั้งสองจะแจ้งให้บริษัทพานาแลบ จำกัด จัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าโดยตรง ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า เคนโรมิกซ์ ชื่อสามัญ Dimethoate (ไดเมโทเอต) อันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 2 ขวด โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายสารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า พี - ไรซ์ ไดเมทิลแอมโมเนียม ชื่อสามัญ 2, 4 - D dimenthylammonium บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 1,000 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า ไกลโฟเซต 48 ชื่อสามัญ Glyphosate isopropylammonium salt บรรจุในขวดพลาสติก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า ซีมิกซ์ ชื่อสามัญ Abamectin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า พาราควอต ชื่อสามัญ Paraquat dichloride บรรจุแกลลอนพลาสติก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด สารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ซีโก้ 35 ชื่อสามัญ Cypermethrin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 1,000 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ฟีโก้ 40 ชื่อสามัญ Chlorpyrifos บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด และสารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ซีโก้ 10 ชื่อสามัญ Cypermethrin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด อันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงดังกล่าวทั้งที่บรรจุขวดและแกลลอนมีฉลากที่ไม่ได้ระบุวันที่ผลิต นายสาโรจน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตรและคณะยึดสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงดังกล่าวทั้งหมดไปตรวจสอบและอธิบดีกรม - วิชาการเกษตรมอบอำนาจให้นายโสภณ นิติกรปฏิบัติงานไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่มีวันเดือนปีที่ผลิตครบองค์ประกอบของความผิดฐานนี้แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานนี้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ฉลาก" หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ หรือสอดแทรก หรือรวมไว้กับวัตถุอันตราย หรือภาชนะ บรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ และหมายความรวมถึงเอกสาร หรือคู่มือประกอบการใช้วัตถุอันตรายด้วย มาตรา 62 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะต้องระมัดระวังตรวจสอบความเชื่อถือได้ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือผู้จัดหาวัตถุอันตรายนั้นให้แก่ตน ความถูกต้องของภาชนะบรรจุและฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา และความไว้วางใจได้ของผู้ที่รับมอบวัตถุอันตรายไปจากตน และมาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ที่ขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องมีความผิด นอกจากนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2538 ข้อ 6 (12) กำหนดให้วัตถุอันตรายที่ขายหรือจำหน่าย หรือแสดงไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายต้องมีฉลากขนาดที่เหมาะสมกับภาชนะบรรจุ ปิดหรือพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทุกชิ้น ฉลากดังกล่าวต้องมีเดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุการใช้ เช่นนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับฉลากวันเดือนปีที่ผลิตที่ผู้ขายต้องแสดงให้ลูกค้าทราบเพื่อรู้ว่าสินค้าหมดอายุเมื่อใด จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตและผู้ขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องติดฉลากแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุอันตรายที่ผลิตหรือขายทั้งภาชนะที่บรรจุคือขวดไม่ว่าชนิดใดและหีบห่อบรรจุคือกล่อง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขายสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงของกลางอันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของฉลากแสดงวันเดือนปีที่ผลิตสินค้าก่อนส่งให้ลูกค้า ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองติดต่อซื้อสินค้าเคมีเกษตรจากบริษัทพานาแลบ จำกัด ผ่านนายโสภณ ซึ่งจำเลยทั้งสองมอบหมายให้บริษัทพานาแลบ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย ผลิตสินค้าเคมีเกษตรและปิดฉลากข้างภาชนะบรรจุ ตลอดจนพิมพ์หรือประทับวันเดือนปีที่ผลิตให้ จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมให้แก่บริษัทพานาแลบ จำกัด ตลอดมาและตรวจดูฉลากที่ติดไว้ข้างกล่องกระดาษพบว่ามีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วน จำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกล่องกระดาษตรวจดูเป็นรายขวดหรือแกลลอนที่บรรจุเนื่องจากเห็นว่าหากกล่องกระดาษมีร่องรอยการแกะก่อนส่งให้ลูกค้าจะมองดูไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการตรวจสินค้าดังกล่าวเป็นประเพณีทางการค้าที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้และผู้จัดจำหน่ายปฏิบัติต่อกัน จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดจำหน่ายจึงไม่สามารถล่วงรู้ว่าสินค้าเคมีเกษตรแต่ละชนิดที่บริษัทพานาแลบ จำกัด ผลิตออกมา มีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วนทุกขวดทุกแกลลอนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของบริษัทพานาแลบ จำกัด ที่จะต้องติดรายการวันเดือนปีที่ผลิต นั้น จำเลยทั้งสองสามารถส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัทพานาแลบ จำกัด ผลิตก่อนที่จะบรรจุกล่อง หากพบว่าฉลากไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ผลิตก็สามารถแก้ไขได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบยังมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองทราบหรือไม่ว่าสินค้าเคมีเกษตรซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่จำเลยทั้งสองขายมีการติดฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องครบถ้วน ทำนองว่าจำเลยทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิด ที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องอีกฐานหนึ่งด้วย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 30,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 62 ม. 83 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.วี.พี.เคมีเกษตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายประสิทธิ์ ดีกระโทก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา