คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2653/2561
#621362
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ปลอม และใช้เอกสารปลอมต่อศาลอาญาว่า โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินตามที่เสนอต่อศาลในคดีอาญาโดยระบุว่าจะนำบันทึกข้อตกลงไปเสนอต่อศาลฎีกา แล้วโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา ศาลอาญาอนุญาตและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จากนั้นโจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนหย่าพร้อมนำบันทึกที่ทำต่อศาลอาญาไปแสดงว่ามีการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันแล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยต่างยื่นคำแถลงต่อศาลฎีกาว่าได้จดทะเบียนหย่าแล้ว พร้อมยื่นข้อตกลงที่ทำต่อกันที่ศาลอาญาแนบท้ายคำแถลง ดังนี้ถือได้ว่าคู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้ถอนฟ้องในชั้นฎีกาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง มาตรา 246 (เดิม) และ 247 (เดิม) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามบันทึกข้อตกลง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628 -ที่ 2637/2561
#623437
เปิดฉบับเต็ม

บรรดาเงินค่าชดเชยและเงินประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้ภายหลังจากการเลิกจ้าง เป็นการจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่เคยมีการเลิกจ้างจำเลยทั้งหมด ดังนั้น จำเลยทั้งหมดจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ชอบจะเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งหมดต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันและโดยมูลหนี้อันมีวัตถุประสงค์เป็นหนี้อย่างเดียวกันและโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดคืนเงินดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงชอบจะใช้สิทธินำเงินที่จำเลยทั้งหมดต้องคืนโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยทั้งหมดตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อจำเลยปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ และให้เรียกจำเลยทั้งสิบสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 182,993.67 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 165,988 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 156,881.67 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 155,975 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 154,983.33 บาท จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 154,836 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 153,680 บาท จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 151,430.33 บาท จำเลยที่ 11 ชำระเงิน 147,996.33 บาท จำเลยที่ 12 ชำระเงิน 136,770.67 บาท จำเลยที่ 13 ชำระเงิน 135,155.67 บาท และจำเลยที่ 14 ชำระเงิน 107,740.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำให้การ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 11 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 182,993.67 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 165,988 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 155,975 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 154,983.33 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 153,680 บาท จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 151,430.33 บาท จำเลยที่ 12 ชำระเงิน 136,770.67 บาท จำเลยที่ 13 ชำระเงิน 135,155.67 บาท และจำเลยที่ 14 ชำระเงิน 107,740.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 เป็นลูกจ้างโจทก์ วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดรวม 296 คน และได้จ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนให้แก่พนักงานแล้ว ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2556 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานและจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งให้โจทก์รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 111 - 406/2556 วันที่ 31 ตุลาคม 2556 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งหมดกลับเข้ารายงานตัวเพื่อกลับเข้าทำงานตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 โจทก์รับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงาน โดยแจ้งจำนวนเงินค่าเสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และขอหักกลบลบหนี้กับเงินประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้จากการเลิกจ้างตามหนังสือแจ้งการชำระค่าเสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ แล้ววินิจฉัยว่า เงินประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยแต่ละคนตามหนังสือเลิกจ้างนั้น เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้อันเนื่องมาจากสภาพการจ้างสิ้นสุดลงและเป็นเหตุให้จำเลยทั้งหมดต้องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ เงินดังกล่าวประกอบด้วยเงินตามสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเลิกจ้างภายหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ได้แก่ ค่าชดเชยและเงินชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เมื่อโจทก์ดำเนินการรับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานและนับอายุต่อเนื่องนับจากวันเลิกจ้างตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้ว จึงเสมือนว่าไม่มีกรณีที่โจทก์บอกเลิกจ้างมาก่อน ดังนั้นจำเลยแต่ละคนย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินใด ๆ อันเกิดจากการเลิกจ้างภายหลังสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว จึงต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนจากการเลิกจ้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ว่า การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงาน จะถือว่าจำเลยทั้งหมดเคยถูกเลิกจ้างมาก่อนหรือไม่ และจำเลยทั้งหมดต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนจากการเลิกจ้างแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บรรดาเงินค่าชดเชยและเงินประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้ภายหลังจากการเลิกจ้าง เป็นการจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่เคยมีการเลิกจ้างจำเลยทั้งหมด ดังนั้น จำเลยทั้งหมดจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ชอบจะเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งหมดต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันและโดยมูลหนี้อันมีวัตถุประสงค์เป็นหนี้อย่างเดียวกันและโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดคืนเงินดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงชอบจะใช้สิทธินำเงินที่จำเลยทั้งหมดต้องคืนโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยทั้งหมดตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสังวรณ์ สินอำพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
บุญชู ทัศนประพันธ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2561
#622065
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มุ่งคิดค่าใช้จ่ายเป็นราคาต่อหน่วยงานที่ได้ทำจริง โดยมุ่งเพื่อให้การจ่ายเงินใกล้เคียงกับปริมาณงานที่ได้ทำจริงมากที่สุดก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 4 ก ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจำนวนปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีรายการก่อสร้างหรือใบแจ้งปริมาณงานและราคาที่เป็นจำนวนโดยประมาณเท่านั้น จำนวนปริมาณงานที่แท้จริงอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ซึ่งผู้ว่าจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและประมาณราคากับขั้นตอนการกำหนดราคากลาง ทำให้ค่างานก่อสร้างที่คำนวณได้และนำไปใช้ในการกำหนดราคากลางนั้นสูงเกินค่าก่อสร้างจริง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเพียงจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริงตามข้อตกลงในสัญญาว่าจ้าง หากโจทก์ไม่ยินยอมจ่ายเงินในส่วนที่เกินราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ย่อมเป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างไปจากโจทก์ซึ่งเกินไปกว่าปริมาณงานตามความเป็นจริงที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ต่างตอบแทนที่ยังมีข้อโต้แย้งจากการทำงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ จำเลยที่ 1 กับพวก หาจำต้องร่วมกันคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,088,439.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 895,128.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมา 10,983 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์ประกาศจัดจ้างโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามแผนงานเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน 12 โครงการ โดยวิธีพิเศษ ซึ่งรวมถึงโครงการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายแยกทางหลวงหมายเลข 104 - บ้านท่าไม้แดง ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 1,384 เมตร หนาเฉลี่ย 0.04 เมตร พร้อมป้ายโครงการ 1 ป้าย บ้านท่าไม้แดง หมู่ที่ 3 ตำบลวังหิน อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งโจทก์กำหนดราคากลางค่าก่อสร้างเป็นเงิน 4,485,000 บาท กำหนดให้ยื่นซองเสนอราคาในระหว่างวันที่ 18 ถึง 19 เมษายน 2555 เวลา 8.30 ถึง 16.30 นาฬิกา และวันที่ 20 เมษายน 2555 เวลา 8.30 ถึง 11 นาฬิกา กำหนดเปิดซองเสนอราคาในวันที่ 20 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา มีผู้ยื่นซองเสนอราคารวม 3 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกตุไสว คอนสตรัคชั่น เสนอราคาในวงเงิน 4,304,900 บาท บริษัทนำโชคก่อสร้าง จำกัด เสนอราคาในวงเงิน 4,485,000 บาท และจำเลยที่ 1 เสนอราคาในวงเงิน 3,910,000 บาท โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำโครงการตามวงเงินค่าจ้างที่เสนอ กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็น 2 งวด งวดที่ 1 เมื่อขุดรื้อผิวทางและไหล่ทางเดิมขนทิ้งแล้วบดอัดทับ 8,304 ตารางเมตร งานหินคลุกบดอัดแน่น 2,724 ลูกบาศก์เมตร และป้ายโครงการกับป้ายประชาสัมพันธ์เป็นเงิน 1,491,158 บาท และงวดที่ 2 เมื่อได้ปฏิบัติงานไพร์มโคท 8,304 ตารางเมตร งานแอสฟัลต์ติกคอนกรีตและงานตีเส้นจราจรด้วยสีเทอร์โมพลาสติก 322.8 ตารางเมตร เป็นเงิน 2,418,842 บาท โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ และขอเบิกเงินค่าก่อสร้างทั้ง 2 งวด มีคณะกรรมการตรวจการจ้างที่โจทก์แต่งตั้งตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการตรวจแล้วถูกต้อง โจทก์อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างทั้ง 2 งวด ให้จำเลยที่ 1 ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดตากตรวจสอบการทำงานโครงการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายแยกทางหลวงหมายเลข 104 - บ้านท่าไม้แดง ตามสัญญาจ้างเลขที่ 10/2555 พบว่ามีการคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและการประมาณราคา

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานลาภมิควรได้ตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ ประเด็นนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มุ่งคิดค่าใช้จ่ายเป็นราคาต่อหน่วยงานที่ได้ทำจริง โดยมุ่งเพื่อให้การจ่ายเงินใกล้เคียงกับปริมาณงานที่ได้ทำจริงมากที่สุดก็ตาม แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 4 ก ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจำนวนปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีรายการก่อสร้างหรือใบแจ้งปริมาณงานและราคาที่เป็นจำนวนโดยประมาณเท่านั้น จำนวนปริมาณงานที่แท้จริงอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ซึ่งผู้ว่าจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงราคาต่อหน่วยหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากจำนวนปริมาณในแต่ละหน่วยงานได้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญา ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและประมาณราคากับขั้นตอนการกำหนดราคากลาง ทำให้ค่างานก่อสร้างที่คำนวณได้และนำไปใช้ในการกำหนดราคากลางนั้นสูงเกินค่าก่อสร้างจริง กล่าวคือ คณะกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างไว้เป็นเงิน 4,485,000 บาท จากการตรวจสอบการคำนวณราคาตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ราคากลางที่ควรจะเป็น 3,449,929.49 บาท การกำหนดราคากลางตามสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สูงเกินไปเป็นเงินจำนวน 1,035,070.41 บาท รวมค่างานที่ผู้รับจ้างไม่ได้ก่อสร้างจริงทำให้ราชการต้องจ่ายเงินสูงกว่าความเป็นจริง 895,128.95 บาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริงตามข้อตกลงในสำเนาสัญญาว่าจ้าง ข้อ 4 ก หากโจทก์ไม่ยินยอมจ่ายเงินในส่วนที่เกินราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ย่อมเป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างจำนวน 3,910,000 บาท ไปจากโจทก์ซึ่งเกินไปกว่าปริมาณงานตามความเป็นจริงที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ต่างตอบแทนที่ยังมีข้อโต้แย้งจากการทำงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบไซร้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำต้องร่วมกันคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายเอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2561
#621363
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงว่า หญิงอื่นแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในทำนองชู้สาว “โดยเปิดเผย” หน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้นจึงตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ช. สามีโจทก์ โดยได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งข้อความทางโทรศัพท์ ส่งข้อความ (Chat) ทางระบบเครือข่ายไลน์ มีการนัดหมายกันไปมีเพศสัมพันธ์กันตามสถานที่ต่างๆ และมีคลิปวิดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับ ช. รวมถึง ช. ได้ส่งดอกไม้ให้จำเลยเป็นประจำ และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมจำเลยไปที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย แต่โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยกับ ช. มีพฤติกรรมดังกล่าว แม้จำเลยยอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับ ช. จริง แต่จำเลยก็ไม่ได้รับว่าตนเองอยู่ในฐานะภริยาอีกคนของ ช. หรือ ช. ได้มีพฤติกรรมยกย่องตนเองฉันภริยาแต่อย่างใด ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอโจทก์ได้มาจาก ช. ทั้งสิ้น โดย ช. เก็บไว้ในโน๊ตบุ๊ก flashdrive และ external harddisk ช. เป็นผู้อธิบายให้โจทก์ฟังว่าสถานที่ต่างๆ คือที่ใดแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ ช. กับจำเลยเกิดจากคำบอกเล่าของสามีของโจทก์เองหาใช่การกระทำของทั้ง ช. และจำเลยที่มีการแสดงออกโดยเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อบุคคลอื่นไม่ ไม่ปรากฏพฤติกรรมว่า ช. ได้เลี้ยงดูยกย่องจำเลยเป็นภริยา หรือแยกไปอาศัยอยู่กินด้วยกัน หรือพาจำเลยไปเปิดตัวต่อผู้อื่นในที่ชุมชน หรือพาไปตามสถานที่ต่างๆ แบบเปิดเผย ไม่มีการแสดงออกทั้งภาพถ่าย และการระบุสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองไม่ว่าพนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย บิดามารดา เพื่อร่วมงานของจำเลยที่ธนาคาร ก. ที่สาขาพัทยา เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เพื่อนของ ช. ลำพังเพียงรูปถ่ายของจำเลยกับ ช. ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่างๆ และคลิปวิดีโอที่โจทก์ได้มาจากสามีตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่สื่อถึงเจตนาที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผย โจทก์กลับนำพยานหลักฐานต่างๆ เหล่านี้มาได้ด้วยความยินยอมของ ช. โจทก์ส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ของจำเลยกับ ช. ไปให้ ส. น้องสาวจำเลยทางเครือข่ายไลน์ ทำให้เป็นที่เผยแพร่ไปในสังคม อันเป็นการกระทำด้วยตัวโจทก์เอง หาใช่จำเลยเป็นคนเผยแพร่ไม่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนที่ย่อมต้องปกปิด แอบลักลอบกระทำกันในที่ลับ แม้ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์กับผู้เป็นภริยา แต่โจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับนาย ว. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และประกอบธุรกิจโดยเป็นเจ้าของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 2 สาขาร่วมกับนาย ว. จำเลยเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการสาขาพัทยาเหนือ จำเลยรู้จักกับนาย ว. คบหากันในทำนองชู้สาวและเคยมีเพศสัมพันธ์กัน เมื่อโจทก์ทราบเรื่องได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สอบสวนวินัยจำเลยและได้ส่งภาพถ่ายจำเลยขณะมีเพศสัมพันธ์กับนาย ว. ไปให้นางสาว ส. น้องสาวจำเลยและบุคคลอื่น ๆ โดยผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไลน์แอพลิเคชั่น จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหาหมิ่นประมาท พนักงานสอบสวนหมายเรียกให้โจทก์ไปรับทราบข้อกล่าวหา โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2558 โจทก์กับจำเลยไปตกลงเจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยโจทก์ทำบันทึกยอมรับว่าเหตุที่ร้องเรียนจำเลยเป็นการเข้าใจผิดของโจทก์ โจทก์จะทำหนังสือขอถอนการร้องเรียนและยืนยันว่าจะไม่รื้อฟื้นหรือร้องเรียนจำเลยอีก ส่วนจำเลยได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เมื่อพิจารณาบันทึก ที่โจทก์ทำหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วเห็นว่า โจทก์เบิกความว่า บันทึกข้อตกลงมิใช่เรื่องที่ตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดีนี้กับจำเลย บันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความว่าโจทก์จะถอนฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนี้อีกต่อไป เป็นแต่เพียงโจทก์แสดงความประสงค์ว่าจะดำเนินการเรื่องที่ร้องเรียนจำเลยต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ โดยจะทำหนังสือขอถอนการร้องเรียนดังกล่าวต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่และยืนยันว่าจะไม่รื้อฟื้นหรือดำเนินการร้องเรียนต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้บังคับบัญชาของจำเลยอีกต่อไปเท่านั้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยดำเนินคดีโจทก์ฐานหมิ่นประมาท กรณีไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะถอนฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนี้ต่อไปแต่อย่างใด ไม่ถือเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าทดแทน การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1523 วรรคสอง ในกรณีที่ภริยาไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าสามี ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงว่า หญิงอื่นนั้นต้องแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในทำนองชู้สาว “โดยเปิดเผย” หน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้นจึงตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ว. สามีโจทก์ ประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยจำเลยกับนาย ว. ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายครั้ง ส่งข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) หากัน รวมทั้งมีการส่งข้อความ (Chat) ทางระบบเครือข่ายไลน์ โดยมีการนัดหมายกันไปมีเพศสัมพันธ์กันตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนาย ว. รวมถึงนาย ว. ได้สั่งซื้อดอกไม้และส่งให้จำเลยเป็นประจำ และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 เดือนมกราคม 2558 โจทก์ทราบเรื่องจึงได้มีหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมจำเลยไปที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย จำเลยจึงร้องทุกข์ฐานหมิ่นประมาทแก่โจทก์ แต่ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันว่า โจทก์จะไม่รื้อฟื้นและดำเนินการร้องเรียนจำเลยต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีกและจำเลยก็ตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนาย ว. อีก โดยจะไปถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ต่อมาจำเลยผิดข้อตกลงโดยยังติดต่อกับนาย ว. และมีเพศสัมพันธ์กันอีก โจทก์จึงไม่ได้ถอนคำร้องเรียนต่อกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นั้น เห็นได้ว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยกับนาย ว. มีพฤติกรรมดังกล่าว แม้จำเลยยอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2559 ว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับนาย ว. จริง แต่จำเลยก็ไม่ได้รับว่าตนเองอยู่ในฐานะภริยาอีกคนของนาย ว. หรือนาย ว. ได้มีพฤติกรรมยกย่องตนเองฉันภริยาแต่อย่างใด โจทก์เบิกความรับว่า ภาพถ่ายจำเลยตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอนั้น โจทก์ได้มาจากนาย ว. ทั้งสิ้น โดยนาย ว. เก็บไว้ในโน้ตบุ๊ก flashdrive และexternal harddisk นาย ว. เป็นผู้อธิบายให้โจทก์ฟังว่าสถานที่ต่าง ๆ คือที่ใด แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของนาย ว. กับจำเลยเกิดจากคำบอกเล่าของสามีของโจทก์เอง หาใช่การกระทำของทั้งนาย ว. และจำเลยที่มีการแสดงออกโดยเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อบุคคลอื่นไม่ ทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ปรากฎพฤติกรรมว่า นาย ว. ได้เลี้ยงดูยกย่องจำเลยเป็นภริยา หรือแยกไปอาศัยอยู่กินด้วยกัน หรือพาจำเลยไปเปิดตัวต่อผู้อื่นในที่ชุมชน หรือพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ แบบเปิดเผย ไม่มีการแสดงออกทั้งภาพถ่าย และการระบุสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฎต่อสาธารณชน ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองไม่ว่าจะพนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย บิดามารดา เพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่สาขาพัทยา เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เพื่อนของนาย ว. ลำพังเพียงรูปถ่ายของจำเลยกับนาย ว. ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอที่โจทก์ได้มาจากสามีตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่สื่อถึงเจตนาที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผย ทั้งโจทก์ไม่ได้นำนาย ว. มาเบิกความเพื่อให้ฝ่ายจำเลยได้ถามค้านว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น อยู่ในรูปแบบที่ต้องการให้จำเลยเป็นภริยาอีกคนหรือไม่ โจทก์กลับนำพยานหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้มาได้ด้วยความยินยอมของนาย ว. โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่าหรือกล่าวโทษสามีตนเองที่ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น แต่เป็นฝ่ายโจทก์ที่กล่าวโทษแก่จำเลย โดยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยเพื่อให้ลงโทษทางวินัย ส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ของจำเลยกับนาย ว. ไปให้นางสาว ส. น้องสาวจำเลยทางเครือข่ายไลน์ ทำให้เป็นที่เผยแพร่ไปในสังคม อันเป็นการกระทำด้วยตัวโจทก์เอง หาใช่จำเลยเป็นคนเผยแพร่ไม่ ประกอบกับจำเลยนำสืบว่า นาย ว. มีผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยนับรวมประมาณ 40 คน ตามรายชื่อและภาพผู้หญิงในอิริยาบทต่าง ๆ รวมถึงโป๊เปลือย ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านพยานเอกสารดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้นน่าเชื่อว่า นาย ว. มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นเป็นอาจิณรวมทั้งจำเลยด้วย และการกระทำดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนที่ย่อมต้องปกปิด แอบลักลอบกระทำกันในที่ลับ แม้ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ผู้เป็นภริยา แต่โจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2561
#636357
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่า พ. บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือจำเลยที่ 4 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในการมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 821 จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน

เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ และให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แก่จำเลยที่ 4 เรื่อยมา แต่มิได้มีการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ได้ดำเนินการให้มีการงดการขายทอดตลาดตามที่ได้มีการขอประนอมหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการถอนบังคับคดีและคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเพชรินทร์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 4 ซึ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 58,556.56 บาท แก่จำเลยที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 57,478.84 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด จากนั้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ และวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 โดยประเมินราคารวมเป็นเงิน 779,520 บาท ครั้นวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 22 มกราคม 2557 แต่ก่อนวันนัดขายทอดตลาดครั้งแรกนางเพชรินทร์ บุตรของโจทก์ติดต่อเจรจาขอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 4 และพนักงานของจำเลยที่ 3 ร่างหนังสือฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2557 ขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ และนางเพชรินทร์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 ทางเครื่องฝากถอนอัตโนมัติ ครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม 2557 ครั้งที่ 2 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ครั้งที่ 3 วันที่ 31 มีนาคม 2557 ครั้งที่ 4 วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 และครั้งที่ 5 วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ครั้งละ 15,000 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท แต่ภายหลังนางเพชรินทร์ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 โดยนางสาวรัฐนันท์เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จากการขายทอดตลาดในราคา 610,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์มิได้อุทธรณ์

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4330/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่านางเพชรินทร์บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือจำเลยที่ 4 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในการมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า การติดต่อขอชำระหนี้ของโจทก์มิใช่เป็นกรณีขอชำระหนี้ปิดบัญชี แต่เป็นการขอผ่อนชำระหนี้ และมีการขอลดยอดหนี้ อำนาจในการพิจารณาตัดสินใจอนุมัติจะต้องมีการยืนยันโดยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 4 ก่อน แม้จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ แต่หากจำเลยที่ 4 ยังมิได้ยืนยันและหรือให้การอนุมัติเป็นหนังสือมายังจำเลยที่ 1 การขอประนอมหนี้ของโจทก์ยังหามีผลผูกพันจำเลยที่ 4 แต่ประการใดนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ และให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แก่จำเลยที่ 4 เรื่อยมา แต่มิได้มีการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ได้ดำเนินการให้มีการงดการขายทอดตลาดตามที่ได้มีการขอประนอมหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ประเด็นนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่โจทก์ทราบว่าโจทก์จะต้องถูกดำเนินคดีโดยการถูกฟ้องขอบังคับให้ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 ตั้งแต่ปี 2551 จวบจนกระทั่งถึงวันที่โจทก์ได้รับทราบว่าถูกยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเป็นระยะเวลาถึงเกือบเจ็ดปี ถือเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ให้โอกาสแก่โจทก์ในการติดต่อขอชำระหนี้พอสมควรแล้ว แต่โจทก์หาได้ขวนขวายที่จะจัดการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นไปแต่ประการใด กลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไป ซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ว่าหากจำเลยที่ 4 พิจารณาอนุมัติตามที่โจทก์มีหนังสือขอประนอมหนี้แล้วนั้น โจทก์จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ต่อจำเลยที่ 4 อีก หากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 พิจารณาผ่อนผันให้โจทก์ไปโดยลำพัง ก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าโจทก์จะไม่ผิดนัดต่อจำเลยที่ 4 อีก และหากจำเลยที่ 1 นำคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ไปเสนอแก่จำเลยที่ 4 แต่ต่อมาจำเลยที่ 4 พิจารณาไม่อนุมัติตามที่โจทก์เสนอ จะทำให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายมากยิ่งกว่า ทั้งเอกสารการขอประนอมหนี้ของโจทก์ที่นำส่งมาจะต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 อีกหลายขั้นตอน จนกว่าจะทราบผลการพิจารณา อาจพ้นกำหนดระยะเวลาอายุความแห่งการบังคับคดีของจำเลยที่ 4 ไปแล้ว ผลเสียหายย่อมเกิดแก่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้าง และเกิดแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างที่ต้องถูกไล่เบี้ยเอาผิดในภายหลังได้อีก การผ่อนชำระหนี้ของโจทก์ที่ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 4 ก็ไม่ตรงตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นไปโดยพลการมิได้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 แต่ประการใด ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่าในการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีการประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เป็นจำนวนถึง 779,520 บาท แต่โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4330/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ เป็นต้นเงินจำนวนเพียง 57,478.84 บาท เมื่อนำจำนวนหนี้ของโจทก์มาเทียบกับราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่ายอดหนี้ของโจทก์อย่างมาก โจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังในการรักษาผลประโยชน์ให้มากยิ่งกว่าวิญญูชนโดยทั่วไปจะพึงรักษาผลประโยชน์ของตนเอง แต่โจทก์กลับหาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแต่ประการใดไม่ในการติดตามสอบถามผลการขอประนอมหนี้และหรือการติดตามเข้าดูแลการขายทอดตลาดทุกนัดเพื่อคัดค้านราคา หรือทำประการใด ๆ เพื่อรักษาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานบังคับคดียังปรากฏว่า ในวันขายทอดตลาด หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด โดยไม่มีหลักฐานแสดงความยินยอมของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาแสดงนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่งดการขายทอดตลาดในวันดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องและเจือสมกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) ที่ได้บัญญัติถึงวิธีงดการบังคับคดีเอาไว้ว่า ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะมีอำนาจในการงดการบังคับคดี หรือชะลอการขายทอดตลาด แต่โจทก์มิได้กล่าวถึงหรือกล่าวอ้างหรือมีหลักฐานใด ๆ มาแสดงต่อศาลให้เห็นได้ว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการของดการบังคับคดี หรือขอถอนการบังคับคดี พฤติการณ์ของโจทก์ส่อแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งโจทก์สามารถใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนทั่วไปจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ที่จักต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเองให้เพียงพอ แต่โจทก์หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา จำเลยที่ 1 มิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งการยึดอสังหาริมทรัพย์ให้โจทก์รับทราบและให้นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์ย่อมจะทราบเรื่องการยึดทรัพย์หลังจากนั้นไม่กี่วัน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2556 หลังจากทำการยึดทรัพย์ไว้ประมาณ 3 ปี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ โดยประกาศขายทอดตลาดนัดแรกในวันที่ 22 มกราคม 2557 ซึ่งโจทก์ได้รับประกาศขายทอดตลาดวันที่ 3 ธันวาคม 2556 แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ติดต่อขอประนอมหนี้หรือติดต่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เสียแต่เนิ่น ๆ กลับมาติดต่อขอประนอมหนี้ก่อนวันขายทอดตลาดทรัพย์เพียงแค่ 2 วัน เพื่อให้จำเลยที่ 4 พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับคำขอประนอมหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 4 ก็ย่อมจะไม่พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ของโจทก์อย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นระยะเวลากระชั้นชิด ทรัพย์ที่นำยึดไว้ก็มิได้ติดภาระจำนองใด ๆ โอกาสที่จำเลยที่ 4 จะได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดเต็มจำนวนมีค่อนข้างแน่นอน อีกทั้งการขอชำระหนี้ในงวดที่ 1 นั้นก็เป็นระยะเวลา หลังจากการขายทอดตลาดทรัพย์นัดแรกไปแล้ว ไม่แน่ว่าโจทก์จะชำระหนี้ตามข้อตกลงหรือไม่ อันจะทำให้เสียเวลาและโอกาสรวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในแต่ละครั้ง และกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขออนุญาตศาลเพื่อประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างจะใช้เวลาที่ยาวนาน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 4 จะอนุมัติคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นติดต่อขอประนอมหนี้ในระยะกระชั้นชิดทั้งที่ได้รับรู้ว่าทรัพย์ถูกยึดมาตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคม 2553 ย่อมเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ อีกทั้งการขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นตามกฎหมายแล้วโจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องมีหนังสือยินยอมให้งดการบังคับคดีแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับทราบด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะงดการบังคับคดีให้ และในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดนัดทุกครั้ง หากไม่ไปดูแลการขายจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้านราคาที่มีผู้เสนอและไม่มีสิทธิคัดค้านราคาอีกต่อไป ทั้งถือว่าบุคคลนั้นทราบกำหนดนัดและสถานที่ขายในนัดต่อไปด้วยแล้ว กรณีถือได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 4 ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ไปดำเนินการของดการขายทอดตลาดไว้จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการและจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนต้องร่วมกันรับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ ดังนั้น ย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติดังที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกาว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวดังที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย และกำหนด ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดเป็นราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท นับว่าสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิ พิทักษ์ธานิน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560 -ที่ 2568/2561
#636634
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้น ผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 294/2559 โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 6 ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกสำนวนของจำเลยที่ 6 ออกไปพิจารณาและมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนคดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 กับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 7 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 โดยเห็นว่าขาดเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้นผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 72 ตรี วรรคสาม
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางดรุณี ชัยศรีอริยกุล คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561
#95283
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518

โจทก์นำ จ.มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้อภัยในการกระทำของโจทก์ จำเลยจึงมีเหตุฟ้องหย่าโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา1516 (1)

เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว ทั้งจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรโดยโจทก์เคยให้เงินจำเลยเป็นค่าใช้จ่าย การที่โจทก์หย่ากับจำเลยทำให้จำเลยยากจนลง จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1518 ม. 1526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ๒๕๓๔ นายประสิทธิ์ จันทราทิพย์
จำเลย — ๕๓๖ นางนพพร จันทราทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ ศรีสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายเทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประพัฒน์ อุชุภาพ
บุญส่ง วรรณกลาง
สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2543/2561
#622082
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ ปรากฏว่าในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 4 ปี 3 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท และคดีเป็นอันถึงที่สุดไปแล้ว กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา โดยจำเลยไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้าน และข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการคุมความประพฤติของพนักงานคุมประพฤติฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ว่า ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีนี้ ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ให้จำคุกจำเลย 4 ปี 3 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ศาลจังหวัดลำปางได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวให้จำเลยฟังแล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 และคดีเป็นอันถึงที่สุดไปแล้ว ปัจจุบันจำเลยต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางลำปางในคดีดังกล่าว กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายนันทวัฒน์ ลิ้มธัญลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561
#622063
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยที่โจทก์ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน เป็นเงิน 2,100 บาท หรือเท่ากับ 25,200 บาท ต่อปี เมื่อนำไปรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน จึงเป็นการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้และแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้น ไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝาก เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ย่อมได้รับคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในราคา 95,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 71243 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นประกันเงินกู้ ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้มโดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ไม่ต้องทำสัญญากู้ แต่ต้องทำสัญญาขายฝากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือน และโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,100 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนจะไปทำสัญญาขายฝากโจทก์มาขอกู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้ม 70,000 บาท เพราะนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงให้ยืมและให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยกำหนดราคาสินไถ่ 95,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนรายละเอียดด้วยดินสอว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือนเห็นว่า เมื่อคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 70,000 บาท ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 2,100 บาท สัญญาขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ถอน 1 ปี รวมดอกเบี้ย 12 เดือน เป็นเงิน 25,200 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 3 จากต้นเงิน 70,000 บาท จริง การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนจึงเป็นลักษณะของการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น เช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกู้ยืมเงินนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกัน สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝากเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดนชัย เพียรงูเหลือม
จำเลย — นางธิดา นิลโคกสูง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธนโชติ แย้มยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2489/2561
#621394
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรง เป็นประเด็นเดียวกันว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. หรือเป็นสินสมรสระหว่าง ก. กับพันเอก ก. ดังนี้ เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. และคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทและศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยทั้ง ๆ ที่โจทก์บรรยายฟ้อง และคู่ความนำสืบกับจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้ขณะยื่นฟ้อง ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. แม้ต่อมาพันเอก ก. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงก็ไม่มีส่วนใดเป็นทรัพย์มรดกของพันเอก ก. ซึ่งตกทอดแก่โจทก์ การที่ ก. ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางแปลงที่ตนได้รับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน จึงเป็นสิทธิโดยชอบของ ก. และจำเลยที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดไม่ให้ได้รับมรดกของพันเอกกาจ และบังคับจำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ที่เป็นสินสมรสอันเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 58080, 58081, 58085, 58086, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808, 59809, 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457, 67742, 70875 ถึง 70877, 70966, 72735, 73625, 73631, 73634, 73635 และ 81201 รวม 33 แปลง และส่วนอื่นแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด และหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน จำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนแบ่งที่ดินพิพาทแต่ละแปลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของพันเอกกาจ จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ให้แก่โจทก์ โดยขั้นตอนปฏิบัติให้ดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งจำเลยทั้งเจ็ดมิได้ฎีกาโต้แย้งเช่นกันว่า พันเอกกาจกับนางกฐิน เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรร่วมกัน 7 คน เรียงตามลำดับ ดังนี้ โจทก์ นายหาญ จำเลยที่ 3 ที่ 2 ที่ 1 ที่ 4 และนายวรกิจ ตามลำดับ นายวรกิจถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นบุตรของจำเลยที่ 4 นางกฐินเป็นบุตรของหลวงแจ่มวิชาสอนกับนางผิน นางผินเป็นเจ้าของกิจการผลิตและจำหน่ายยาสีฟันวิเศษนิยม ซึ่งต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลโรงงานวิเศษนิยม โดยนางกฐินร่วมประกอบกิจการดังกล่าวกับมารดา ส่วนพันเอกกาจประกอบอาชีพรับราชการทหาร หลังจากหลวงแจ่มวิชาสอนกับนางผินถึงแก่ความตาย นางกฐินรับมรดกที่ดินหลายแปลงกับดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายยาสีฟันวิเศษนิยม ต่อมานางกฐินขายที่ดินบางส่วนในกรุงเทพมหานครแล้วซื้อที่ดินในต่างจังหวัดหลายจังหวัด รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 58080, 58081, 58085, 58086, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808, 59809, 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457, 67742, 70875 ถึง 70877, 70966, 72735, 73625, 73631, 73634, 73635 และ 81201 รวม 33 แปลง ซึ่งคือที่ดินพิพาท โดยเป็นการซื้อในระหว่างสมรสกับพันเอกกาจ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 พันเอกกาจถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล หลังจากนั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2550 นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 58086 ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และวันที่ 11 ตุลาคม 2550 นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 58080, 58081, 58085, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808 และ 59809 ให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70875 ถึง 70877, 70966 และ 81201 ให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 72735, 73625, 73631, 73634 และ 73635 ให้จำเลยที่ 3 และทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457 และ 67742 ให้จำเลยที่ 4 ทั้งนี้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67231 และ 67457 ให้จำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67442 และ 67742 ให้จำเลยที่ 6 และทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67233, 67264 และ 67265 ให้จำเลยที่ 7 ทั้งนี้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดด้วยมูลคดีเดียวกันเป็นคดีอาญาฐานร่วมกันยักยอกและร่วมกันรับของโจรต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ 8959/2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่าคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์ไม่แก้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังต่อไปได้อีกว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่เป็นบุคคลผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร และพิพากษายกคำขอส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐินหรือเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินกับพันเอกกาจ อันจะเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนของพันเอกกาจเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน โดยจำเลยทั้งเจ็ดฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ คดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา นั้น เห็นว่า คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องเพื่อบังคับตามตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดไม่ให้ได้รับมรดกของพันเอกกาจ และบังคับจำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเฉพาะส่วน จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ที่เป็นสินสมรสอันเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจ และส่วนอื่นที่จำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดมิให้รับมรดกแก่โจทก์ อันสืบเนื่องมาจากกระทำความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกและร่วมกันรับของโจรที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีอาญานั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และเมื่อตรวจสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หมายเลขแดงที่ 2462/2557 (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้น) แล้ว ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำวินิจฉัยว่า ''...โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของนางกฐินกับพันเอกกาจ...แต่นางกฐินสามารถเบิกความลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคดี รวมทั้งเบิกความตอบคำซักถามทนายความแต่ละฝ่ายได้อย่างครบถ้วนชัดเจนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินรวมทั้งที่มาที่ไปของทรัพย์สินได้เป็นอย่างดี โดยไม่ปรากฏเหตุให้เคลือบแคลงสงสัยว่าจะถูกครอบงำ...แสดงว่านางกฐินมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน การที่นางกฐินจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 4 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทส่วนของตนแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง..." อันเป็นคำชี้ขาดให้ยกฟ้อง โดยมีข้อความชัดเจนในคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐินหรือเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินกับพันเอกกาจ ดังนี้ เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน และคู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและคู่ความนำสืบกับจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้ขณะยื่นฟ้อง ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน แม้ต่อมาพันเอกกาจถึงแก่ความตายที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงก็ไม่มีส่วนใดเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจซึ่งตกทอดแก่โจทก์ การที่นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางแปลงที่ตนได้รับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน จึงเป็นสิทธิโดยชอบของนางกฐินและจำเลยที่ 4 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2559 ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในประเด็นข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนแบ่งที่ดินพิพาทแต่ละแปลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของพันเอกกาจ จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ให้แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์
จำเลย — นางพจนีย์ อินทรครรชิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ธราธร ศิลปโอสถ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2483/2561
#638825
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากทนายความและข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่แล้ว ข้อความตอนท้ายที่ว่า "ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" หมายถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เท่านั้น ที่จะทำการเป็นทนายความรวมถึงแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้ ส. แต่งฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องฎีกา ได้ แต่ ส. มิใช่คู่ความตามความหมายที่ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่า ส. จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องฎีกาได้ การที่ ส. ลงชื่อเป็นผู้เรียงในฎีกาของโจทก์ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งฟ้องฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 84, 288, 289 (4)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ยื่นฎีกาโดยนายสุขสันติ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ศาลชั้นต้นตรวจฎีกาแล้ว มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ผู้ยื่นฎีกาและลงชื่อท้ายฎีกามิใช่คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 จึงไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223" ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ท.17/2559 ว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายสุขสันติ์ แต่งหรือเรียงคำฎีกาและมีอำนาจลงนามแทนโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่านายสุขสันติ์เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 การที่นายสุขสันติ์เรียงฎีกาและลงชื่อในฎีกาตามที่ได้รับมอบอำนาจดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่บกพร่องในเรื่องความสามารถที่ศาลชอบจะสั่งให้แก้ไขเสียก่อน ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ไปโดยมิได้สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์เสียก่อน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์ได้มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ แล้วจึงตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ใหม่ตามรูปคดี กรณีไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้น แจ้งวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบโดยชอบแล้ว ถึงวันนัดผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาฟังคำสั่ง ส่วนโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ต่อมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากทนายความและข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่แล้ว ข้อความตอนท้ายที่ว่า "ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" หมายถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เท่านั้น ที่จะทำการเป็นทนายความรวมถึงแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุขสันติ์ แต่งฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องฎีกา ได้ แต่นายสุขสันติ์มิใช่คู่ความตามความหมายที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่านายสุขสันติ์ จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องฎีกาได้ การที่นายสุขสันติ์ ลงชื่อเป็นผู้เรียงในฎีกาของโจทก์ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งฟ้องฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ การที่โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฎีกาฉบับใหม่ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังคงลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกโดยมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ท.17/2559 ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ.
จำเลย — นาย ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไตรสิทธิ์ วิสูตรธนาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2458 -ที่ 2459/2561
#621367
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 98/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรณีที่มีการฟ้องคดีผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดียึดรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยใช้ระบบไต่สวน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แสดงว่าจะนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามวรรคสองมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ออกระเบียบในเรื่องนี้มาใช้บังคับแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังไม่ได้ออกระเบียบการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน ที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้อง และสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จและพิพากษาคดีแล้ว โดยที่โจทก์ไม่ได้ยกข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลชั้นต้นว่าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้จะกล่าวอ้างว่าศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะส่งเพิกถอนได้ แต่ก็เป็นดุลยพินิจของศาล เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้สั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงฟังได้ว่าศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 154, 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 154 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีขาดอายุความให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิพากษาในประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 154 ไว้ก่อน จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาดตามกฎหมายโดยทุจริต ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 44,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 55,110,205.48 บาท รวมเป็นเงิน 99,960,205.48 บาท ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานอัยการมิได้เป็นโจทก์ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไป จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในปัญหาชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขาดอายุความหรือไม่ กับพิพากษายกคำร้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีส่วนอาญาให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 154 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี ส่วนจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในสำนวนของกองบังคับคดีแพ่งเฉพาะสำนวนที่มีหมายเลขคดีแดงหรือหมายเลขคดีดำที่เป็นเลขคู่และหน้าที่อื่น เมื่อปี 2534 ศาลแพ่งได้มีหมายบังคับคดีถึงเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ให้ยึดทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด แบ่งเงินที่ขายได้ให้โจทก์ตามส่วนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 16932/2528 ระหว่าง นายหาญณรงค์ โจทก์ นางละออศรี ที่ 1 กับพวก จำเลย แต่ทรัพย์มรดกบางส่วน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 418 ตำบลคลองซอยที่ 1 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1734 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดธัญบุรี ศาลแพ่งจึงมีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรีทำการยึดและขายทอดตลาดแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรียึดที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด โดยผู้แทนโจทก์และผู้แทนจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าวเป็นผู้นำยึด มีนายวรวุฒิเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 897,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ขาย นายวรวุฒิวางเงินค่ามัดจำค่าซื้อทรัพย์ 70,000,000 บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์พร้อมชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เป็นเงิน 7,393,383 บาท โดยขอให้ส่งเงิน 70,000,000 บาท แก่กรมบังคับคดีเพื่อผู้มีส่วนได้เสียจะขอรับจากกรมบังคับคดีต่อไป ศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ถอนการยึดและได้ส่งเงิน 70,000,000 บาท ไปให้กรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 โดยไม่หักค่าธรรมเนียมใด ๆ วันเดียวกันนั้น โจทก์และบริษัทบุญภูมิ จำกัด ยื่นคำแถลงขอรับเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กองบังคับคดีแพ่ง 2 กรมบังคับคดี โดยบริษัทบุญภูมิ จำกัด อ้างว่าที่ดินส่วนของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้โอนมาเป็นของบริษัทบุญภูมิ จำกัด แล้ว โดยจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวยื่นคำแถลงไม่คัดค้านการที่โจทก์และบริษัทบุญภูมิ จำกัด ขอรับเงิน นายประยุทธ ผู้อำนวยการกองบังคับคดีแพ่ง 2 ทำความเห็นเสนอจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ว่าค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดที่ดินจะต้องเรียกเก็บจากเงินที่ศาลจังหวัดธัญบุรีส่งมาร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขาย ตามที่เคยปฏิบัติมาดังเช่นคดีหมายเลขแดงที่ 12112/2527 ระหว่างบริษัทสยามกลการ จำกัด โจทก์ นายสุรพงศ์ จำเลย วันที่ 24 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำความเห็นเสนอจำเลยที่ 2 ว่า ค่าธรรมเนียมในกรณีเช่นนี้เป็นปัญหาโต้เถียงและความเห็นไม่ค่อยลงรอยกันนัก อีกทั้งเพื่อความแน่ชัดในการถือปฏิบัติ เห็นสมควรประชุมเพื่อหาหลักปฏิบัติสำหรับเรื่องนี้ให้ชัดเจนต่อไป จำเลยที่ 2 มีคำสั่งเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 วันที่ 27 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 2 เรียกประชุมผู้บริหารและนิติกรตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไปของกรมบังคับคดีเพื่อพิจารณาตามข้อเสนอของจำเลยที่ 1 ที่ประชุมมีมติว่าศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดมีผลเท่ากับไม่มีการขาย จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดร้อยละ 5 ไม่ได้ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จ่ายเงิน 70,000,000 บาท แก่บริษัทเมืองใหม่เชียงกงรังสิต จำกัด ผู้รับโอนสิทธิในการรับเงินมาจากคู่ความในคดีดังกล่าว นายถนอมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 8 ถึง 11 สิงหาคม 2537 บริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้ในราคาหุ้นละ 78 บาท วันที่ 5 ตุลาคม 2537 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้หุ้นสามัญของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 สั่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) ที่ตนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นไว้ ให้ขายหุ้นพิพาทเป็นหุ้นบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 04460100003185 จำนวน 10,000 หุ้น หุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นเดิมของนายถนอม แต่ใส่ชื่อนางสาวกัลยาเป็นผู้ถือหุ้นแทน และนายสุรชัยผู้รับมอบอำนาจของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ไปรับใบหุ้นพิพาทมาจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2537 เมื่อขายหุ้นพิพาทได้แล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 865,650 บาท ให้จำเลยที่ 1 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีของตนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจากบัญชีดังกล่าวจำนวนเงิน 432,825 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 วันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของตนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจรัลสนิทวงศ์ ต่อมาปี 2543 โจทก์ได้รับการร้องเรียนจากนายชำนาญ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา และได้รับการร้องเรียนเป็นบัตรสนเท่ห์จากผู้ใช้ชื่อว่าข้าราชการกรมบังคับคดี ในเรื่องที่จำเลยทั้งสองไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดร้อยละ 5 โจทก์เห็นว่ามีมูล จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง โจทก์พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการดังกล่าวแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 154 และ 157 ตามที่ถูกกล่าวหา จากนั้นได้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง แต่อัยการสูงสุดเห็นว่า รายงาน เอกสาร และความเห็นดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ อัยการสูงสุดกับโจทก์จึงตั้งคณะทำงานพิจารณาร่วมกัน แต่ไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 98/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรณีที่มีการฟ้องคดีผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ในการพิจารณาคดี ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดียึดรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นควร" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยใช้ระบบไต่สวน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แสดงว่าจะนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามวรรคสองมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ออกระเบียบในเรื่องนี้มาใช้บังคับแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังไม่ได้ออกระเบียบการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน และคดีนี้ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้อง และสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จและพิพากษาคดีแล้ว แม้ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 จะมีผลใช้บังคับ โจทก์ก็ไม่ได้ยกกฎหมายดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลชั้นต้นว่าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนได้ แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้องและสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จสิ้นและพิพากษาคดีแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้สั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และพิจารณาพิพากษาคดีไป ฟังได้ว่าศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีโดยมิได้ยึดถือรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า ศาลอุทธรณ์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีไปอย่างไร ที่เป็นการไม่ยึดถือรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยทุจริตละเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดียึดและขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวของศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นการบังคับคดีแทนศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 16932/2528 ระหว่างนายหาญณรงค์ โจทก์ นางละออศรี ที่ 1 กับพวก จำเลยซึ่งตามหนังสือของศาลแพ่ง ที่ ยธ. 0208/50057 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดธัญบุรีช่วยยึดและขายทอดตลาดทรัพย์แทน มีข้อความระบุว่า "เมื่อจัดการเสร็จแล้วขอให้ส่งสำเนาหลักฐานการยึดทรัพย์ พร้อมกับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ก่อนวันขายไม่น้อยกว่า 15 วัน เงินค่าขายทอดตลาดทรัพย์ เมื่อหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีไว้แล้ว เหลือสุทธิเท่าใด ขอให้ส่งกองยึดอายัดและจำหน่ายทรัพย์สิน กรมบังคับคดี โดยตรง" เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรียึดที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด มีนายวรวุฒิเป็นผู้สู้ราคาสูงสุด เป็นเงิน 897,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ขายโดยนายวรวุฒิวางเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนเป็นเงิน 70,000,000 บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เป็นเงิน 7,383,383 บาท และส่งเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์วางไว้จำนวน 70,000,000 บาท ที่ยังค้างอยู่ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี โดยไม่หักค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้แก่กรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการต่อไป การที่กรมบังคับคดีโดยจำเลยทั้งสองเมื่อได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับซึ่งมีสิทธิรับเงินไป จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่มีการคืนเงินหลังหักค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายที่มีการบังคับคดีไว้แล้ว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การขายทอดตลาดเสร็จสมบูรณ์แล้วจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้ตามบัญชีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เห็นว่า ตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้บัญญัติเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ว่า 1. ค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์ที่ยึดหรืออายัด จำนวนร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้... 3. ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จำนวนร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนด การเก็บค่าธรรมเนียมในการยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินไว้กว้าง ๆ สองกรณี กล่าวคือ กรณียึดทรัพย์แล้วขายหรือจำหน่ายได้สำเร็จ คิดร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้ แต่กรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย คิดร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่การขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดในคดีนี้ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้สู้ราคาสูงสุดแล้ว แต่ผู้สู้ราคาสูงสุดชำระเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนแล้วไม่ชำระส่วนที่เหลือ จนศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมามีการถอนการยึดโดยเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 แล้ว จึงมีปัญหาว่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 อีกด้วยหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้ เมื่อนายประยุทธ ผู้อำนวยการกองบังคับคดีแพ่ง 2 เสนอความเห็นว่าควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนที่ขายทอดตลาด ตามแนวทางปฏิบัติในคดีหมายเลขแดงที่ 12112/2527 ของศาลแพ่ง จำเลยทั้งสองก็ได้เรียกประชุมผู้บริหารและนิติกรกรมบังคับคดีเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมลงมติว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีการขาย จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายร้อยละ 5 ไม่ได้ การประชุมดังกล่าวเป็นอำนาจของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานที่จะเรียกประชุมพิจารณาเรื่องที่มีปัญหาในการปฏิบัติงานในการตีความการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีการชักจูงโน้มน้าวให้ที่ประชุมมีมติไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด และไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างว่าการประชุมดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยคืนเงิน 70,000,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อไปโดยไม่หักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ตามมติที่ประชุมของกรมบังคับคดี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายต่อตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยทุจริตละเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย กระทำทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่โดยสั่งคืนเงิน 70,000,000 บาท ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีที่มีการบังคับคดีโดยมิได้หักค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาด โดยได้รับหุ้นพิพาทจากนายถนอมเป็นค่าตอบแทน ทำให้กรมบังคับคดีเสียหายไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมในการขายทอดตลาดดังกล่าว ซึ่งคู่ความได้สืบพยานและศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาคดีในประเด็นดังกล่าวแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจเพราะโจทก์ยังไม่มีสิทธิรับเงินเนื่องจากการบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้เสนอศาลแพ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเงินเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำการโดยทุจริต ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมขายทอดตลาด และไม่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ร้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149 ม. 154 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ม. 98/1 วรรคหนึ่ง ม. 98/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
โจทก์ — การทุจริตแห่งชาติ
ผู้ร้อง — กรมบังคับคดี
จำเลย — นายมานิตย์ สุธาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2453/2561
#622120
เปิดฉบับเต็ม

ค. ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีผู้บริโภค เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ทำให้ ค. ได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อ ค. โดยจำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ค. ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อ ค. นั้นได้รวมค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ ค. และรับช่วงสิทธิของ ค. มาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้แล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน ค. กับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกเพราะจะมีผลให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซ้ำซ้อน หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,316,675.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,212,530.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 195,173.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 390,347 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำนวน 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องทั้งหมด (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2554) รวมแล้วต้องไม่เกิน 104,144.74 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 6 รับผิดชำระเงิน 811,444.02 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิด 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สหราชอาณาจักร โจทก์รับประกันภัยและประกันอุบัติเหตุในระหว่างเดินทางของนายเครก ซึ่งเดินทางจากประเทศอังกฤษเข้ามาในประเทศไทย ในวันเกิดเหตุนายเครกโดยสารรถตู้หมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสารคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 6 และเป็นผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ของจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เวลากลางคืน ขณะที่นายเครกเดินทางโดยรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับถึงจังหวัดอุดรธานีที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับ หลังเกิดเหตุนายเครกได้รับบาดเจ็บต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์และโรงพยาบาลกรุงเทพ ต่อมานายเครกเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ประเทศอังกฤษโดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามใบแจ้งหนี้ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการทางวิชาชีพและค่าใช้จ่าย และค่ารถจากสนามบินไปบ้าน โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท จึงรับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดและก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 โจทก์และนายเครกกับพวกยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคำฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 1 เมษายน 2554 ว่า คดีส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับคดีผู้บริโภค จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะคดีส่วนของโจทก์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ วันที่ 2 มิถุนายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอสละสิทธิที่ขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ และโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 สำหรับค่าแปลเอกสารที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นเงิน 374.50 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับรถแซงรถบรรทุกพ่วงที่แล่นติดต่อกันถึง 4 คัน จำเลยที่ 5 ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างดีแล้ว เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 5 ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดจากการขับรถด้วยความประมาทของจำเลยที่ 1 และที่ 5 โดยจำเลยที่ 5 มีส่วนประมาทมากกว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่อาจฎีกาว่า เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 5 ได้อีกเพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงด้วยความประมาทโดยจำเลยที่ 5 เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาอย่างกระชั้นชิดในขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้าไปช่องเดินรถด้านขวาเช่นกัน เป็นเหตุให้รถบรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยที่ 5 ขับเฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับทำให้นายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ที่นั่งโดยสารมาในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 6 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 5 ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมายภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้แล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน อายุความฟ้องร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดจึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความเช่นกัน นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 4 จึงแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดและในฐานะนายจ้างของผู้กระทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัย ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อเหตุละเมิดเกิดวันที่ 31 มีนาคม 2553 และข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมกับนายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ ต่อศาลชั้นต้น ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีผู้บริโภคตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ซึ่งเป็นการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 เนื่องจากฟ้องส่วนของโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งมิใช่กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องตามมาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง จึงเป็นกรณีที่อายุความได้สะดุดหยุดลงแล้วตั้งแต่มีการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีผู้บริโภค และเมื่อศาลในคดีผู้บริโภคดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนคดีของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความ 1 ปี และ 2 ปี ใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2554 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีนี้ต่อศาลเดียวกันเป็นคดีแพ่งทั่วไปในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคมีคำสั่งไม่รับฟ้องส่วนของโจทก์เนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภคนั้น เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับประเภทคดี มิใช่กรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 193/17 วรรคสอง ที่โจทก์จะต้องฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยมานั้น เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารคันที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงตัดหน้ารถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด สุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะหยุดรถหรือหักหลบได้โดยปลอดภัย เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 5 ฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดขออ้างส่งบันทึกคำให้การพยานและพยานหลักฐานในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงที่ 25 ธันวาคม 2556 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า ถนนที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถไปและกลับด้านละ 2 ช่องเดินรถ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน ในช่องเดินรถด้านซ้ายตามหลังรถบรรทุก 4 คัน โดยนายเครก ได้นั่งโดยสารในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ไปในทิศทางเดียวกันในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเพื่อแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้า ขณะเดียวกันจำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงโดยเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเช่นกัน จึงเกิดเหตุรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังรถคันอื่น จำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องระมัดระวังดูรถคันข้างหน้า หากจะขับรถแซงขึ้นหน้าก็ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าสามารถแซงขึ้นไปได้โดยปลอดภัย แต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้าถึง 4 คัน ในคราวเดียว ทั้งที่รถแต่ละคันที่แล่นอยู่ด้านหน้ามีความยาวของส่วนหัวลากและส่วนพ่วงรวมกันประมาณ 17 เมตร ในเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจมองเห็นทางด้านหน้าได้พอแก่ความปลอดภัย และการขับรถแซงรถคันอื่นในลักษณะดังกล่าวย่อมต้องใช้ความเร็วสูง เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถตู้โดยสาร ปรากฏว่ารถตู้โดยสารบริเวณด้านหน้าได้รับความเสียหายอย่างมาก แสดงถึงการชนที่รุนแรงเนื่องจากรถแล่นมาด้วยความเร็วสูง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดหรือชะลอความเร็วของรถหรือหลบหลีกได้ทันเมื่อมีเหตุจำเป็น และแซงรถบรรทุกซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ถึง 4 คัน ในคราวเดียวกันในเวลากลางคืน ทำให้รถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยที่ 5 ขับในขณะเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเช่นเดียวกันเป็นเหตุให้นายเครกซึ่งนั่งโดยสารในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับอันตรายสาหัส ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 5 มิได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัยโดยขับเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาในระยะกระชั้นชิดกับช่วงที่จำเลยที่ 1 ขับรถแซงไปในช่องเดินรถด้านขวาเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นับได้ว่าจำเลยที่ 5 ประมาทมากกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิด 1 ใน 3 ส่วน และจำเลยที่ 5 รับผิด 2 ใน 3 ส่วน จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสารคันดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ต่อไปว่า จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำละเมิดทำให้นายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปแล้ว 1 ใน 3 ส่วน เป็นเงิน 404,055.34 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า นายเครกได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดด้วยเหตุละเมิดเดียวกับคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกับที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ให้แก่นายเครก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันแก่โจทก์ในคดีนี้อีกจึงเป็นการซ้ำซ้อนกับคดีดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมกับนายเครกต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีผู้บริโภค เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดทำให้นายเครกได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกันกับคดีนี้ โดยโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปแล้วเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลฎีกาได้เรียกสำนวนคดีผู้บริโภคดังกล่าวมาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้เพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ปรากฏว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อนายเครกโดยจำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเครก ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อนายเครกนั้นได้รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์ 30,813 บาท ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ 532,707.50 บาท ค่าบริการขนส่งโดยอากาศยานขนย้ายผู้ป่วยจากจังหวัดอุดรธานีไปกรุงเทพมหานคร 275,000 บาท ค่าโดยสารเครื่องบินกลับประเทศอังกฤษ 265,966.95 บาท ค่าบริการแก่พยาบาล 55,332.62 บาท ค่าเดินทางโดยรถพยาบาลจากสนามบินไปยังบ้านพักของนายเครก 50,345.95 บาท และค่าบริการรถพยาบาล 2,000 บาท ที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกและรับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้แล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันนายเครกกับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกเพราะจะมีผลให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่นายเครกผู้เอาประกันภัยและรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาแล้วนั้น หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยุโรป แอสซิสแตนส์ โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายสุรชัยหรือวีรภัทร ธนะวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกิตติพงศ์ ว่องเมทินี
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438/2561
#621192
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี เมื่อได้ความว่า โจทก์จำเลยไม่เคยนำสืบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้แล้วในศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อที่จำเลยพึ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงนี้ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบเมทแอมเฟตามีนกับถุงพลาสติกใสของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงพลาสติกใสของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ด้วย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยไม่เคยให้ความร่วมมือในการขยายผลเพื่อจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทั้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารเรือผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวน จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บุคคลที่จำเลยติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่เฉพาะเขตพื้นที่อำเภอสัตหีบและเมืองพัทยาเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปติดต่อลูกค้าในเขตจังหวัดระยอง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีข้อมูลถึงการกระทำความผิดของนายอาทิตย์ และนายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ที่จังหวัดระยอง ข้อเท็จจริงตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมนายอาทิตย์และนายศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับผู้แจ้งข้อมูลขัดแย้งกับรายงานการสืบสวนก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุทั่ว ๆ ไป ทั้งเอกสารดังกล่าวก็มีพิรุธ ไม่ปรากฏข้อความว่าดาบตำรวจ บัณณทัต รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าเป็นบันทึกที่ทำขึ้นหลังจากจับกุมนายอาทิตย์และ นายศักดิ์สิทธิ์แล้ว คำเบิกความของดาบตำรวจ บัณณฑัตจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามสำนวนแล้วว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าบิดาจำเลยได้รับข้อมูลจากจำเลยว่า มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานติดตามจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ดิน พร้อมยึดอาวุธปืนไม่มีทะเบียน อันเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว เป็นข้อความจำเลยไม่เคยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนมาก่อน ทำให้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ไม่เคยเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบกันไว้ แม้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี เมื่อได้ความว่า โจทก์จำเลยไม่เคยนำสืบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้แล้วในศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อที่จำเลยพึ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงนี้ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 30 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายจิตรกรหรือทัช เติมประยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายนิรันดร์ ควรรักษ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2561
#621395
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 บัญญัติถึงผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจนำฟ้องมายื่นใหม่ได้ แสดงว่าการถอนฟ้องไม่ได้ทำให้หนี้ระงับ จึงไม่ใช่การปลดหนี้ อันเป็นเรื่องความระงับแห่งหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างคนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์สามารถแยกออกจากกันได้ซึ่งต่างคนต่างต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่ตนกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายตามฟ้องเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่มีต่อโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในหนี้จำนวนเดียวกันอันจะแบ่งกันชำระมิได้ ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 จำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามวงเงินในกรมธรรม์ประกันภัยแล้วส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ ไม่ต้องรับผิด ในค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 4 ไปแล้วอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,481,486.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,400,123.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,037,632.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์เรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพียงส่วนต่างจากสิทธิการรักษาของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองเป็นเงิน 202,448.60 บาท เท่านั้น ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องปรากฏตามหลักฐานเป็นเงิน 25,418.50 บาท ค่ารถแท็กซี่เดินทางไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาลที่ศาลชั้นต้นกำหนดครั้งละ 500 บาท เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 20,500 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายเดือนละ 18,000 บาท เป็นเวลา 109 วัน เป็นเงิน 65,400 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ 100,000 บาท จึงเกินคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงเห็นสมควรกำหนดให้ 65,400 บาท ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องอาการติดเชื้อที่ต้นขาด้านซ้ายที่ศาลชั้นต้นกำหนด 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 1,622,100.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 31 - 5565 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์นั่งโดยสารไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทจนรถเสียหลักพลิกตะแคงชนอัดกับแท่งปูนกันตกถนน ต่อมาประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้า หมายเลขทะเบียน 96 - 9054 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 แล่นมาในช่องเดินรถขวาสุดมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์โดยสารที่โจทก์นั่งโดยสารมา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายรับอันตรายสาหัส และรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้ความยินยอม เท่ากับโจทก์ยินยอมปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติถึงผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจนำฟ้องมายื่นใหม่ได้ แสดงว่าการถอนฟ้องไม่ได้ทำให้หนี้ระงับ จึงไม่ใช่การปลดหนี้ อันเป็นเรื่องความระงับแห่งหนี้ ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างคนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์สามารถแยกออกจากกันได้ซึ่งต่างคนต่างต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่ตนกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยแล้วว่าความเสียหายตามฟ้องเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เท่านั้นมิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่มีต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดในหนี้จำนวนเดียวกันอันจะแบ่งกันชำระมิได้ ต้องร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 เมื่อจำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามวงเงินในกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว การที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 ในความเสียหายดังกล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 4 ไปแล้วอีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้โจทก์จะมีใบเสร็จรับเงินค่าจ้างคนเฝ้าไข้มาแสดงเพียง 1 เดือน แต่เมื่อโจทก์นำสืบว่าตามระเบียบของโรงพยาบาลต้องมีคนเฝ้าไข้และโจทก์ต้องจ้างคนเฝ้าไข้ขณะนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ต้องเสียค่าจ้างคนเฝ้าไข้รวมค่าอาหารเดือนละ 16,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบไม่ใช่เดือนละ 18,000 บาท ตามฟ้อง เมื่อคิดเฉลี่ยวันละ 533.33 บาท เป็นเวลา 109 วัน ตามฟ้องเป็นเงิน 58,132.97 บาท สำหรับค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องอาการติดเชื้อที่ต้นขาและค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องและศาลไม่อาจกำหนดให้ได้นั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์รักษาตัวที่โรงพยาบาลถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2553 และรักษาต่อเนื่องถึงวันที่ 25 มีนาคม 2559 โจทก์ไม่นำสืบว่า โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากเกิดจากการติดเชื้อแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ แต่โจทก์นำสืบว่า เหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังยังไม่ได้เอาออก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ในอนาคตโจทก์ต้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังออก และอาจต้องทำกายภาพบำบัด โจทก์จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์มีรายได้เดือนละ 50,000 บาท โจทก์เสียบุคลิกภาพตลอดไปและหมดอนาคตในการทำงาน และโจทก์อายุ 63 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีรายได้และขาดรายได้ดังกล่าวจริงนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประกอบธุรกิจส่วนตัว ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ปัจจุบันด้านหลังมีอาการแสบบริเวณปลายประสาทและเหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังยังไม่ได้เอาออก ส่วนบริเวณหัวเข่ามีอาการเจ็บอยู่ตลอดเวลาทำให้โจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ เดินได้อยู่เป็นเวลาไม่นานก็ต้องพัก ขาไม่สามารถงอได้ตามปกติ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สืบพยานหักล้างรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ยังสามารถทำงานและมีรายได้ แต่หลังเกิดเหตุโจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ มีอาการเจ็บหัวเข่าอยู่ตลอดเวลา และเสียบุคลิกภาพ โจทก์จึงเสียความสามารถประกอบการงานบางส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพหมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว 1,000,000 บาท ซึ่งท่วมความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 4 แล้ว 1,000,000 บาท จึงต้องหักเงินดังกล่าวออกจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยมิได้หักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องชำระแก่โจทก์นั้น ไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันชำระค่ารักษาพยาบาลในส่วนต่าง 202,448.60 บาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง 25,418.50 บาท ค่ารถแท็กซี่เดินทางไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาล 20,500 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ 58,132.97 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท หักค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 4 ชำระให้โจทก์แล้ว 1,000,000 บาท คงเหลือเงิน 414,833.40 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 414,833.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 301 ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวลัยรัตน์ ฉ่ำเฉลิม
จำเลย — นายรุ่ง ศักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2375/2561
#621361
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบสถานประกอบการของโจทก์ ซึ่งเป็นร้านขายอาหารสามคูหามีโต๊ะนั่งรับประทานอาหารทั้งชั้นล่างและชั้นสอง เป็นทำเลค้าขายที่มีประชาชนจำนวนมาก พบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายได้วันละ 7,000 บาท นั้น ไม่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและยอดรายได้ตามที่โจทก์ให้การว่ามีรายได้วันละ 15,000 บาท ถึง 17,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้เกณฑ์เฉลี่ยยอดขายวันละ 15,000 บาท คูณจำนวน 26 วันต่อเดือน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/2 (4) กำหนดยอดขาย เดือนละ 375,000 บาท ซึ่งรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม กับเงินได้พึงประเมินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความหมายและเป็นจำนวนเดียวกัน การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากยอดรายรับเดือนละ 375,000 บาท จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 88/2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ จิรวัชรา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2561
#621392
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่า บ. มีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอก อันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการ โดยมิได้ระบุให้ บ. มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมี บ. มาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจ พยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,367,790.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,238,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,367,790.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,238,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายยางในและยางนอกของรถจักรยานยนต์ มีนายนิตย์ ประธานคณะผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป ไม่มีข้อความว่าให้ยื่นฟ้องคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) นายบุญเลิศจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เห็นว่า การมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดีต้องทำเป็นหนังสือตามนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 801 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า ถ้าตัวแทนได้มอบอำนาจทั่วไป ท่านว่าจะทำกิจใด ๆ ในทางจัดการแทนตัวการก็ย่อมทำได้ทุกอย่าง และวรรคสองบัญญัติว่า แต่การเช่นอย่างจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าหาอาจจะทำได้ไม่คือ (5) ยื่นฟ้องต่อศาล อันเป็นบทกฎหมายจำกัดอำนาจของตัวแทนทั่วไปที่ว่าไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาล เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจากตัวการส่วนหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญเลิศ ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่านายบุญเลิศมีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอกอันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการ โดยมิได้ระบุให้นายบุญเลิศมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีนายบุญเลิศมาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจ พยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ก็เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายบุญเลิศฟ้องคดีนี้แทนโจทก์โดยชอบแล้ว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยางตราอูฐ (ประเทศเวียดนาม) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จันทร์โสมอะไหล่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561
#621456
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดครอบครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 400 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายหอม กับนางหลาบ จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางสาววรรณวิสาหรือศัก นางสาววรรณวิสาเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 กับที่ 4 เลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 3 ที่ดินพิพาทอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และอยู่ภายในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ผู้ใด

เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ก็ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหวล ศรีคำ
จำเลย — นายบุญชิด เอกพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายประจวบ ทองแสวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322 -ที่ 2323/2561
#622078
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โดยผลของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้าน ก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157, 158 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นาย ป. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 คิดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น 2,117,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,117,500 บาท นับถัดจากวันที่ 27 มิถุนายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับตั้งแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศึกษาในระดับปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน โจทก์ร่วมลงทะเบียนเรียนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 ซึ่งมีอาจารย์ผู้บรรยาย 3 คน ประกอบด้วยศาสตราจารย์ ว. นาย ส. เป็นอาจารย์พิเศษ และจำเลยซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย หลังจากโจทก์ร่วมได้เข้าเรียนวิชาดังกล่าวและสอบไล่ปลายภาคแล้ว จำเลยได้รวมคะแนนดิบของอาจารย์พิเศษกับคะแนนดิบที่จำเลยให้แล้วประกาศผลการสอบวิชาดังกล่าวให้โจทก์ร่วมได้เกรด I โจทก์ร่วมจึงยื่นคำขอลงวันที่ 10 เมษายน 2549 ต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอตรวจดูคะแนน ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้แจ้งศาสตราจารย์ ว. นาย ส. และจำเลยให้โจทก์ร่วมได้ตรวจดูคะแนน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมีหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และวันที่ 18 เมษายน 2549 อุทธรณ์ผลการสอบวิชาดังกล่าวต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามลำดับ ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีมติให้เรียกสมุดคำตอบและคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของโจทก์ร่วมจากอาจารย์ผู้สอนทั้งสามคนมาเพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป และในการประชุมครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้รับคะแนนดิบจากศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. โดยโจทก์ร่วมได้คะแนนของศาสตราจารย์ ว. 28 คะแนน และของนาย ส. 24 คะแนน รวม 52 คะแนน จากคะแนนเต็ม 66 คะแนน แต่ส่วนจำเลยไม่ส่งคะแนน เนื่องจากจำเลยแจ้งเหตุขัดข้อง สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงไม่สามารถนำเสนอที่ประชุมได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์จึงมีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยมีหนังสือที่ ศธ.0518.02/2398 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ชี้แจงว่า สมุดคำตอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยเนื่องจากจำเลยได้จัดส่งไปเก็บที่ห้องเก็บสมุดคำตอบตั้งแต่หลังการสอบและอยู่ระหว่างการค้นหา ส่วนต้นฉบับคะแนนดิบปะปนอยู่กับเอกสารอื่นจำนวนมากและอยู่ระหว่างการค้นหาเช่นกัน จำเลยแจ้งด้วยว่าโจทก์ร่วมเป็นบุคคลที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้บรรยายและเห็นควรจัดให้โจทก์ร่วมสอบแก้ผลสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว คณบดีคณะนิติศาสตร์มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว ต่อมาผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีหนังสือที่ ศธ. 0518.20/2790 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 รายงานคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องเกี่ยวกับการจัดส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของจำเลยไม่น่าจะอ้างได้เนื่องจากวิชาดังกล่าวจำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 และในการประชุมครั้งที่ 6/2549 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการตรวจหลักฐานเกี่ยวกับการให้คะแนนในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. มีนักศึกษาบางคนขาดสอบ บางคนไม่มีคะแนน (ศูนย์) แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้รวมคะแนนทั้งหมดและเป็นผู้ตัดเกรดกลับให้นักศึกษาได้เกรดอื่นโดยไม่ติดเกรด I แตกต่างจากโจทก์ร่วมซึ่งมีคะแนนของอาจารย์ผู้บรรยายครบทุกคนกลับได้ผลสอบเท่ากับ I เพียงคนเดียว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์แจ้งว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะสอบแก้ผลการสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว แต่จะรอผลการพิจารณาอุทธรณ์และมีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับมีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการร้องเรียนกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ให้โจทก์ร่วมได้ดูคะแนนดิบและสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย แต่จำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.0518.02/ - ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ขอให้อธิการบดีรามคำแหงดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 หลังจากนั้นจำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.1518.02 พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าโจทก์ร่วมได้คะแนนรวมในส่วนของจำเลย จำนวน 15 คะแนน แบ่งเป็นคะแนนเข้าชั้นเรียน 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน คะแนนรายงานกลุ่ม 7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนสอบข้อเขียน 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมประพฤติตนก้าวร้าว ไม่เป็นสุภาพชน แสดงมารยาทที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้สอนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยนักศึกษา จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 9 ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ประกอบหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรหักคะแนนโจทก์ร่วม 10 คะแนน ทำให้คะแนนของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยเหลือเพียง 5 คะแนน เมื่อรวมกับคะแนนในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. แล้ว โจทก์ร่วมจึงมีคะแนนรวม 57 คะแนน จำเลยจึงให้โจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชานี้ ฝ่ายโจทก์ร่วมเห็นว่าทางผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจนพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองคือประกาศผลสอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ที่ให้โจทก์ร่วมได้เกรด I เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมจึงฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณบดีคณะนิติศาสตร์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ จำเลย และคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ต่อศาลปกครองกลาง โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองคือ ประกาศผลสอบของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนที่จำเลยให้เกรดโจทก์ร่วมเท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และคำขออื่นๆ ซึ่งผู้ถูกฟ้องทั้งหมดให้การต่อสู้คดี โดยทางคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงยอมตกลงว่าระหว่างรอทราบผลคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองกลางจะไม่ถือว่าโจทก์ร่วมขาดสอบและไม่กรอกเกรด W ให้โจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมได้ทราบข้อความในหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ที่จำเลยชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่ามีข้อความหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งน่าทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 17 ตุลาคม 2549 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 162 (1), 326 และ 328 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้โจทก์ร่วมชนะคดีบางส่วนโดยให้เพิกถอนประกาศของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จัดทำโดยจำเลยในส่วนที่ให้ผลการสอบของโจทก์ร่วมในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ภาค 1 ปีการศึกษา 2548 เท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและให้มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และจำเลยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนพยานเพิ่มเติมและร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 158 พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้วดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาดังกล่าว ชั้นสอบสวน จำเลยไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้คู่ความที่มาศาลฟัง โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีศาสตราจารย์ ส. ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดีฝ่ายนิติการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมเคยขึ้นมาหาพยานที่ห้องทำงานแจ้งว่าเพิ่งมีเหตุกับจำเลยในห้องเรียน พยานบอกแก่โจทก์ร่วมว่าการจะสอบได้หรือสอบตกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเหตุในห้องเรียน แต่ขึ้นอยู่กับการทำข้อสอบข้อเขียนและบอกให้โจทก์ร่วมกลับไป ต่อมาพยานทราบว่าโจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชาของจำเลยอยู่เพียงคนเดียวซึ่งถือว่าสอบตก ครั้นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอต่อสำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอดูคะแนน จึงมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นวาระที่ 8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติแจ้งไปยังจำเลยและอาจารย์อีก 2 คน ที่ร่วมกันสอนในวิชาดังกล่าวให้ส่งคะแนนดิบและสมุดคำตอบของโจทก์ร่วม ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 เพื่อจะได้นำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 5/2549 ได้มีการพิจารณาเรื่องที่โจทก์ร่วมขอถ่ายสำเนาบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่เข้าเรียนวิชา LA 634 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป พยานได้มีหนังสือถึงอาจารย์ผู้สอนซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย ให้แสดงสมุดคำตอบและคะแนนดิบในวิชาดังกล่าวเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยไม่ส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 6/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงมีการลงมติและลงความเห็นกันว่า การที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องอ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ ทั้งๆที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์กำหนดให้จัดส่งนั้น ไม่น่าจะอ้างได้ เพราะว่าวิชานี้จำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ส่วนอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาเดียวกันนี้อีก 2 คน ได้ส่งให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยนานแล้ว พยานจึงแจ้งเรื่องของมติและความเห็นดังกล่าวให้คณบดีคณะนิติศาสตร์ทราบด้วย ดังนี้ เห็นว่า ศาสตราจารย์ ส. เป็นผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์โดยตรง และเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ราชการที่พยานได้ปฏิบัติมาอย่างสมเหตุสมผลและทุกขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ตามคำเบิกความของพยานก็มีเอกสารเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน คำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ ที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาโต้แย้งว่า ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 3 ซึ่งเป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 24 เมษายน 2559 และลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ระบุตำแหน่งและชื่อพยานว่า "รองศาสตราจารย์ ส. ประธานคณะกรรมการบริหาร โครงการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดอำนาจเจริญ" นั้น ขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานลงวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ที่ระบุตำแหน่งและชื่อของพยานว่า "ศาสตราจารย์ ส." จึงตั้งข้อสังเกตว่าพยานจะใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในการเบิกความต่อศาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งๆที่ในความเป็นจริงพยานมีตำแหน่งแค่รองศาสตราจารย์นั้น เห็นว่า การที่ตามข้อเท็จจริงที่ว่า นาง ส. พยานจะมีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์นั้น หาใช่สาระสำคัญของน้ำหนักคำพยานไม่ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังคำพยานปากนี้ มิใช่เหตุผลหรือความเห็นในเชิงวิชาการ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่พยานได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งเป็นการเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ที่พยานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีพยานเอกสารสนับสนุนทุกขั้นตอน จึงเป็นพยานบุคคลที่มีน้ำหนักและคุณค่าอันควรแก่การรับฟัง ยิ่งกว่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังได้ความสนับสนุนคำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. อีกว่า โจทก์ร่วมได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ กรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูคะแนนดิบ และสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งคณะอนุกรรมการข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้ว ได้สรุปผลการพิจารณาวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุมครั้งที่ 197 - 32/2549 วันที่ 17 สิงหาคม 2549 ว่า กรณีร้องเรียนเรื่องนี้ เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้กำหนดให้หน่วยงานจะต้องจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบและสามารถค้นหาได้ง่าย การที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแจ้งผู้ร้อง (โจทก์ร่วม) โดยให้เหตุผลว่า สมุดคำตอบได้ค้นหาแล้วไม่พบนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นรองศาสตราจารย์สอนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน ย่อมทราบถึงภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แต่หาได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการไม่ เพราะเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ จึงเจือสมกับมติของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2549 ว่า ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบนั้น จำเลยไม่น่าจะอ้างได้ เพราะวิชานี้จำเลยเพิ่งส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษามาไม่นาน พฤติการณ์แห่งคดีตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยลำดับ จึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามฟ้องโจทก์จริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหานี้หรือไม่แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญว่า หลักเกณฑ์การวัดผลนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 ที่ศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ แต่ในขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดผลอยู่ในขณะนั้น โดยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในสาระสำคัญ คือ หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้ปฏิบัตินั้น มีการวางหลักเกณฑ์การวัดผลที่สำคัญระบุว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) และนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" แต่หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 ที่แก้ไขใหม่ได้ตัดข้อความในวงเล็บที่ว่าคะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชาออกไป เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นช่วงระยะเวลาที่ใช้หลักเกณฑ์การวัดผลเก่าตามเอกสารหมาย จ.40 แต่ศาลอุทธรณ์กลับนำหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 มาปรับบทวินิจฉัยคดีว่าจำเลยกระทำผิดจึงเป็นการไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลในเชิงวิชาการโต้แย้งไว้ตอนหนึ่งด้วยว่า "การที่จำเลยใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมตามกรณีพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชนซึ่งมีหลักการสำคัญว่า "ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำไม่ได้" ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต ตามเอกสารหมาย จ.40 ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้หมายเหตุกำหนดให้อำนาจดุลพินิจแก่อาจารย์ผู้สอนหรืออาจารย์ประจำวิชาในการที่จะใช้อำนาจดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ ดังปรากฏตามบทบัญญัติในหมายเหตุตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาให้อาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์เปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้เป็นกรณีใดบ้าง จึงถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเป็นดุลพินิจของอาจารย์" เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า "...ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ได้กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่า นักศึกษาผู้ใดที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ชื่อว่า กระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ถ้าการกระทำผิดวินัยเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยงดตรวจกระดาษคำตอบกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชาและในทะเบียนเรียน ให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้ ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษในขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาโดยใช้อักษรระดับคะแนน โดยมีการกำหนดอักษรระดับคะแนน แต้มระดับคะแนนต่อ 1 หน่วยกิต ความหมายและคะแนนดิบ โดยมีหมายเหตุในตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร เมื่อพิจารณาถ้อยคำในข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ข้อ 4 ข้อ 6 และ ข้อ 8 อันเป็นการกระทำผิดวินัยแล้ว จำเลยคงมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น จำเลยไม่มีอำนาจลงโทษโจทก์ร่วมด้วยการหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษาดังกล่าวได้แต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องที่จำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 9 ด้วยการตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย ทั้งต่อมาจำเลยมีหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการกระทำของโจทก์ร่วมในชั้นเรียนเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยทราบวิธีการลงโทษนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดีอยู่ว่าจะต้องกระทำอย่างใดบ้าง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจอาจารย์ผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับปรุงเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุเพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยมีรองศาสตราจารย์ ป. รองศาสตราจารย์ ม. รองศาสตราจารย์ ภ. มาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157..." ตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลอุทธรณ์มิได้นำหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตเอกสารหมาย จ.39 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่ภายหลังเกิดเหตุมาอ้างเป็นเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่จำเลยเข้าใจคลาดเคลื่อนและยกขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะศาลอุทธรณ์ใช้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า ตามข้อบังคับดังกล่าว หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน จำเลยเพียงมีอำนาจเรียกตัวโจทก์ร่วมมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น กับวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยไว้ชัดเจนด้วยว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ เพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยอ้างพยานบุคคลหลายคนมาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เพราะการประพฤติตนไม่เหมาะสมของนักศึกษาเป็นเรื่องวินัยนักศึกษาซึ่งต้องบังคับตามข้อบังคับฉบับดังกล่าว ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลของกระบวนวิชาที่นักศึกษาสอบไล่ ดังนั้น แม้จะต้องใช้หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุดังที่จำเลยพยายามกล่าวอ้าง และหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจสมุดคำตอบมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ก็ตาม โจทก์ร่วมก็ไม่ชอบที่จะใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหักคะแนนนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุผลโต้แย้งในเชิงวิชาการว่า การใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชน และจำเลยใช้อำนาจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจจำเลยในฐานะผู้สอนที่จะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่มีหมายเหตุกำหนดว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" เป็นหมายเหตุในข้อความตอนท้ายของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งมีข้อความตอนต้นวางหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาที่มีการสอบไล่ โดยใช้อักษรระดับคะแนน (Letter grade) ดังนั้น แม้หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จะมิได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์ผู้สอนเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ในกรณีใดบ้าง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขอบเขตของการใช้ดุลพินิจก็คงจำต้องอยู่เพียงเฉพาะเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบไล่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวินัยของนักศึกษาที่ต้องบังคับตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งนอกจากจะมีข้อบังคับให้นักศึกษาต้องปฏิบัติและประพฤติตนอยู่ในกรอบของคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ในข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 แล้ว ยังมีความในข้อ 9 กำหนดกระบวนการบังคับใช้ข้อบังคับด้วยว่า "...หากนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืน ได้ชื่อว่ากระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะ หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้"

ถ้าการกระทำผิดวินัยนั้น เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาของสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1. ให้งดตรวจกระดาษคำตอบบางกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชา และในทะเบียนเรียนให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้

ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร

2. สั่งลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษาแล้วรายงานให้สภามหาวิทยาลัยทราบ

ยิ่งกว่านั้น ตามข้อบังคับฯ ข้อ 10 ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยด้วยว่า "นักศึกษาที่ถูกลงโทษทางวินัย อาจยื่นอุทธรณ์การลงโทษนั้นต่ออธิการบดีก็ได้ เมื่ออธิการบดีได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้วให้เสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา สภามหาวิทยาลัยอาจสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยืนตามคำสั่งเดิม หรือยกเลิกคำสั่งนั้นเสียได้"

ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯ ดังกล่าว จะเห็นว่า ข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน นั้น เป็นเรื่องกล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและโจทก์ร่วมผู้ถูกกล่าวหา อาจมีข้อโต้แย้งว่ามิได้กระทำการดังที่จำเลยกล่าวหาก็ได้ ดังนั้น ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกระบวนการดำเนินการทางวินัยตามลำดับขั้นตอน และการลงโทษตามโทษานุโทษแห่งความผิดวินัยที่นักศึกษาได้กระทำไป กับมีกระบวนอุทธรณ์และวิธีพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้สิทธิแก่นักศึกษาผู้ถูกลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การลงโทษต่อสภามหาวิทยาลัยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 10 ได้อีกด้วย จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจคำตอบสามารเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา เพราะการวัดผลเป็นการประเมินผลการสอบของนักศึกษา อาจารย์ผู้สอนย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการที่จะพิจารณาให้คะแนนดิบ แต่ก่อนตัดเกรดเป็นตัวอักษร หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จึงกำหนดหมายเหตุให้อาจารย์ผู้สอนสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ แต่ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเช่นว่านี้ ย่อมมีขอบเขตเพียงข้อพิจารณาจากผลการสอบของนักศึกษาเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบของนักศึกษาเท่านั้น อาจารย์ผู้สอนหามีอำนาจนำพฤติการณ์ก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และการใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน อันเป็นความผิดทางวินัยของนักศึกษาตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ มาใช้เป็นข้อพิจารณาประกอบดุลพินิจเพื่อเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ และข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา จำเลยก็ได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 ตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย อีกทั้งจำเลยได้ตอบโจทก์ร่วมที่ขออนุญาตศาลถาม ยอมรับว่า จำเลยได้ทำบันทึกข้อความที่ ศธ.0518.02/พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ เช่นว่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหากด้วย อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่า จำเลยทราบดีอยู่แล้วเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยนักศึกษาแก่โจทก์ร่วมว่าจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯอย่างไร แต่จำเลยกลับนำข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยซึ่งโจทก์ร่วมยังโต้แย้งอยู่ดังกล่าว มาใช้เป็นข้อพิจารณาเพื่อใช้ดุลพินิจหักคะแนนดิบโจทก์ร่วมอีก จึงเป็นการลุแก่อำนาจใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตที่หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ให้อำนาจไว้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อนแล้วว่า เมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ซึ่งเป็นผลให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นตามฟ้องโจทก์จริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้แน่แท้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลยด้วย แต่เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่ได้วินิจฉัยมาก็อยู่ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ดังนั้น โดยผลของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ด้วย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1 ได้ นั้น เห็นว่า การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกระทงหนึ่ง นั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม โดยหักคะแนนดิบของโจทก์ร่วมโดยไม่ชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ซึ่งเป็นเจตนากระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำกรรมแรก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะปรานีรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดอาญาใดๆ มาก่อน อีกทั้งหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งมีหมายเหตุระบุข้อความว่าให้อาจารย์แต่ละวิชาสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ โดยมิได้ระบุขอบเขตการใช้ดุลพินิจโดยชัดแจ้ง เป็นเหตุให้ต่อมาภายหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 ตัดข้อความที่ระบุว่าให้อาจารย์ผู้สอนมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบออก อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ยอมรับถึงความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรปรานี ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการกำหนดโทษ สำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำทั้งสองกระทง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่รอการลงโทษให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกรรมหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ให้รอการกำหนดโทษไว้ทั้งสองกระทง มีกำหนดกระทงละ 3 ปี กับให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 1 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการกำหนดโทษไว้ ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดๆ อันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยวัฒน์ ธนวัฒนตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2561
#621360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีนับตั้งแต่วันนำของเข้า และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีจะเกินสิบปี แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย ส่งให้จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและจำเลยได้รับแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์และจำเลยได้รับแล้วมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 จึงเป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว และต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 และพิกัดประเภทที่ 9403.20.00 ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ตามมาตรา 112 จัตวา แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระได้เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบสินค้าขาเข้าโดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอากรขาเข้าพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า จำนวน 9,735,818.69 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 13 ฉบับ รวมจำนวน 4,446,198 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามฟ้องของโจทก์แล้ว จำเลยขอให้ศาลงดหรือลดเงินเพิ่มจากฟ้องของโจทก์ด้วย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,906,007 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงคลังและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าประเภทนำเข้า จำหน่ายและติดตั้งเครื่องเก็บเอกสารและอุปกรณ์ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 จำเลยนำเข้าสินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ จากราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 11 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยสำแดงพิกัด 8479.890 อัตราอากรร้อยละ 1 ของราคาสินค้าที่นำเข้า และนำเข้าสินค้าชั้นวางของอัตโนมัติ จากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 2 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์โดยสำแดงพิกัด 7308.90.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคาสินค้าที่นำเข้า และจำเลยได้ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เข้าตรวจสอบหลังตรวจปล่อย ณ สำนักงานของจำเลย และยึดแค็ตตาล็อกแสดงรายละเอียดสินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ รุ่น SHUTTLE XP และรุ่น VERTICAL CAROUSEL ที่จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าไว้ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 14 ฉบับ ซึ่งใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 13 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าว จากการตรวจสอบเอกสารที่ตรวจยึดมา พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่า สินค้าที่จำเลยนำเข้าดังกล่าว สำแดงประเภทพิกัดและอัตราอากรไม่ถูกต้อง เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นตู้สำหรับเก็บสิ่งของ ต้องจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 หรือ 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามช่วงเวลาที่นำสินค้าเข้ามา ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ที่ทำด้วยโลหะ เป็นเหตุให้จำเลยชำระอากรขาเข้าขาดไปจำนวน 4,446,198 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปจำนวน 311,235 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงประเมินและแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ขาดรวมทั้งให้จำเลยรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องชำระนับแต่วันที่ได้รับมอบสินค้า และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่น แบบแสดงรายการจนถึงวันชำระเสร็จแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยอุทธรณ์การประเมินในส่วนอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และยื่นอุทธรณ์การประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และให้สินค้าที่นำเข้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานโดยคอมพิวเตอร์ จัดเข้าประเภทพิกัด 9403.20 และประเภทพิกัด 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามแต่ละช่วงเวลาที่นำเข้าตามลำดับ ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ส่วนการอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่กรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" เห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกร้องเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรใดๆ ให้มีอายุความสิบปี นับจากวันที่นำเข้าประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรไม่ต้องด้วยมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี..." การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งมาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" ดังนี้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้ากรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีก็มิใช่เริ่มนับตั้งแต่เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดตามที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ตรวจพบว่าจำเลยนำเข้าโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มอากรเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ไม่ใช่ในกรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่นำของเข้าดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่โจทก์ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับราคาแห่งของใดๆ นั้น ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้นไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยทราบ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้... (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 จะเกินสิบปีแล้ว แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทแก่จำเลยรวม 13 ฉบับ ส่งให้จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากรและหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าการแจ้งการประเมินอากรขาเข้าของโจทก์ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีจำเลยไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น จำนวนภาษีตามการประเมินยุติหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ทวาทศ" เห็นได้ว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ และการใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส เป็นสิทธิของผู้เสียภาษี เมื่อผู้เสียภาษีไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ดังกล่าวถือว่าพอใจในการประเมินของเจ้าพนักงานหรือพอใจในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แล้วแต่กรณี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จึงต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 และพิกัดประเภทที่ 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามวันที่นำเข้า ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะตามการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสิบสามฉบับแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสินค้าพิพาทมีลักษณะมีปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าดังกล่าวสำหรับการนำเข้าของจำเลยแต่ละคราวและของผู้นำเข้ารายอื่น พฤติการณ์ที่จำเลยสำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้าพิพาทในการนำเข้าเกือบทุกครั้งเหมือนกับที่ผู้นำเข้ารายอื่นซึ่งเคยนำเข้าสินค้ารายการเดียวกับสินค้าพิพาทได้สำแดงมาก่อน เว้นแต่การนำเข้าสินค้าพิพาทในสองครั้งหลังที่สำแดงประเภทพิกัดตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เคยแจ้งแก่จำเลยในการดำเนินคดีอาญาก่อนหน้านี้ เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง ซึ่งมีการนำเข้าก่อนที่จำเลยจะถูกดำเนินคดีจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.890 และสินค้าพิพาทที่นำเข้าภายหลังจำเลยถูกดำเนินคดีดังกล่าวต้องสำแดงประเภทพิกัด 7308.90.90 เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระอากรขาเข้าขาดตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้ารายพิพาททั้งสิบสามฉบับ ทั้งนี้รวมถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 4,446,198 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (5) ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 10 ทวิ ม. 102 ตรี ม. 112 จัตวา ม. 112 อัฏฐารส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเวอร์ติคัล สทอริจ ซีสเท็มส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา