คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2561
#630863
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจาก ป.อ. มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยไม่แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 92, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1971/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสาวอนงค์ มารดาของนายยงยุทธ ผู้ตายและนางสาวอภิญญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาตเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิต และให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ตายก่อนตาย ค่าจ้างรถยนต์ส่งศพ ค่าโลงศพและชุดรับศพ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้ ค่าพาหนะ และค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 18 ปี รวมเป็นเงิน 1,883,782 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าพาหนะ และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ค่าเสื่อมสภาพร่างกายไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เสียโฉมติดตัว รวมเป็นเงิน 1,019,803 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 69, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 900 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นปรับ 1,200 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี และปรับ 900 บาท บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1971/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 7 ปี และปรับ 900 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และปรับ 1,200 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 556,782 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 319,803 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี เข้ากับโทษคดีนี้ของจำเลยที่ 1 รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสามรวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี และปรับ 900 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี และปรับ 1,200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้มีดพกปลายแหลมเป็นอาวุธฟันและแทงนายยงยุทธ ผู้ตาย และร่วมกันใช้มีดพกปลายแหลมกับมีดปังตอเป็นอาวุธฟันและแทงนางสาวอภิญญา โจทก์ร่วมที่ 2 หลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดไว้ป้องกันตัว มีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกขึ้นฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายถูกแทงที่ด้านหน้าจนลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นแล้ว กับเมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีมีดปังตออยู่ในมือแล้ว ถือว่าภยันตรายที่เกิดจากการต่อสู้ของผู้ตายและมีดปังตอของโจทก์ที่ 2 สิ้นไปแล้ว ไม่มีภยันตรายใดที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำเพื่อป้องก้นตัว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้านหลังนั้น ปรากฏจากเอกสารว่า ด้านหลังผู้ตายมีบาดแผล 4 แห่ง ลึกถึงอวัยวะภายใน 2 แห่ง แสดงว่าเป็นการแทงโดยแรงอย่างตั้งใจ มิใช่การเหวี่ยงไปมาดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายสมเจตนา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา และไม่เป็นการป้องกันอันพอสมควรแก่เหตุดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฉะนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมาซึ่งเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยไม่แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว 900 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายเมฆินทร์ วงศ์พระลับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121 -ที่ 4124/2561
#623782
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับมีสาระสำคัญว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไป ต่อมาโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขตามข้อบังคับดังกล่าวและตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมแล้วมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่แสดงเจตนาต่อจำเลยยินยอมสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม เมื่อสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ที่จะได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานนั้น เป็นสิทธิที่เกิดจากระเบียบข้อบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้อง จึงสามารถตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เมื่อเงินค่าชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานได้ถูกนำไปรวมเป็นเงินสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. แล้ว จึงต้องถือว่าค่าชดเชยตามระเบียบเดิมนั้นสิ้นสภาพไป และเงินสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มีลักษณะแตกต่างจากค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสี่จะได้รับเงินสมทบและเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท อ. แล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 383,060 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 383,060 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 884,230.16 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งผู้นำหน่วยย่อย 21,300 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 334,420 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 311,900 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 830,251 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งผู้นำหน่วย 12,000 บาท เงินประจำตำแหน่งหัวหน้างาน K 1 เป็นเงิน 11,700 บาท เงินประจำตำแหน่งหัวหน้างาน K 2 เป็นเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 317,290 บาท จ่ายค่าชดเชยจากการเกษียณอายุ 304,840 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 718,914.30 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งพนักงาน 13,500 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 300 วัน เป็นเงิน 446,480 บาท เงินชดเชยจากการเกษียณอายุ 446,480 บาท เงินชดเชยตามอายุงาน 952,490.60 บาท เงินชดเชยเงินประจำตำแหน่ง E 2 เป็นเงิน 6,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง E 3 เป็นเงิน 11,000 บาท เงินประจำตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำนวยความสะดวกการผลิต 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างโจทก์แต่ละรายในทุก ๆ 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 383,060 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 311,900 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 304,840 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 446,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 วันที่ 1 มีนาคม 2558 วันที่ 1 มกราคม 2558 และวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้เถียงกันว่าโจทก์ทั้งสี่เคยเป็นลูกจ้างจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 ทำงานตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2524 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายผู้นำหน่วยย่อยแผนกปรับปรุงงาน (1) ฝ่ายประกอบขั้นสุดท้าย 2 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 38,306 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 2 ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2558 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายหัวหน้าคนงานไลน์ตกแต่งรถเล็ก (6) กลุ่มงานประกอบขั้นสุดท้าย ได้รับเงินเดือน เดือนละ 33,442 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 3 ทำงานตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2524 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2558 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานซ่อมทั่วไป (2) กลุ่มงานประกอบขั้นสุดท้าย ได้รับเงินเดือน เดือนละ 31,729 บาท และเงินประจำตำแหน่ง โจทก์ที่ 4 ทำงานตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2526 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ซึ่งครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำนวยความสะดวกการผลิต กลุ่มงานอำนวยการผลิต ได้รับเงินเดือน เดือนละ 44,648 บาท และเงินประจำตำแหน่งเดิมจำเลยมีระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งภายหลังได้มีการปรับปรุงเป็นข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วฉบับใหม่ และใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2540 ขณะโจทก์ทั้งสี่ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับเงินสมทบ (ส่วนของนายจ้าง) และผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมเป็นเงิน 678,258 บาท 477,829 บาท 582,714 บาท และ 792,490 บาท ตามลำดับ และจำเลยจ่ายเพิ่มส่วนต่างให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 550,642 บาท 360,271 บาท 453,586 บาท และ 534,910 บาท ตามลำดับ แล้ววินิจฉัยว่า ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 80 ระบุว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอันระงับไป โจทก์ทั้งสี่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว การแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งสี่ และจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยโจทก์ทั้งสี่ตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน จึงไม่อาจฟ้องเรียกเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมที่ตนสละแล้ว รวมถึงเงินชดเชยตามอายุงาน และเงินประจำตำแหน่งซึ่งเป็นบรรดาเงินต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานที่ใช้ก่อนการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว การจ่ายเงินชดเชยตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมีลักษณะแตกต่างกัน โดยแตกต่างกันในวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเงินถือว่าเงินสมทบที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แม้ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสูงกว่าที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือหากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยกว่าที่เคยมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานจำเลยจะจ่ายเงินส่วนต่างเพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินเท่ากับที่มีสิทธิเดิม ก็ไม่มีผลทำให้เงินสมทบกลับกลายเป็นค่าชดเชยได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจะอ้างข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อ 80 ว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนแล้ว ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไปมายกเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หาได้ไม่ เมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสี่ลงลายมือชื่อในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการแสดงเจตนาต่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้แสดงเจตนาต่อจำเลย ไม่มีผลผูกพันจำเลย การแสดงเจตนาสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม ตามใบสมัคร ข้อ 3 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ อีกทั้งการสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามข้อ 3 ดังกล่าวยังขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในการตราพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่สามารถใช้บังคับได้ โจทก์ทั้งสี่จำยอมลงลายมือชื่อในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อประกาศที่ 22/2540 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2540 มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า "เมื่อพนักงานปัจจุบัน (เข้าทำงานก่อนวันที่ 1 เมษายน 2541) สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนฯ และสมาชิกภาพมีผลบังคับใช้แล้ว ให้ถือว่าสิทธิในการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันระงับไป แต่จะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนฯ แทน โดยบริษัทฯ ให้หลักประกันแก่พนักงานว่า จำนวนเงินสมทบของบริษัทฯ ที่จ่ายเข้ากองทุนให้แก่พนักงานเมื่อรวมกับส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิทธิที่พนักงานจะได้รับจากระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน..." ประกาศดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระเบียบของจำเลยว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ซึ่งจำเลยจะเปลี่ยนแปลงโดยลำพังไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน อันได้แก่ เงินชดเชยเมื่อเกษียณอายุเท่ากับเงินเดือนสุดท้าย 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงาน และเงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยในกรณีเกษียณอายุคือเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 6 เดือน ซึ่งภายหลังปรับปรุงเป็น 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงานและเงินชดเชยเงินประจำตำแหน่งตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ข้อ 1 และข้อ 2 ท้ายข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และได้ปรับปรุงข้อบังคับที่ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 80 มีสาระสำคัญว่าเมื่อลูกจ้างได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุน ให้ถือว่าสิทธิการรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานภายใต้ระเบียบเดิมของบริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอันระงับไป ต่อมาโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทราบเงื่อนไขตามข้อบังคับดังกล่าวและตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมแล้วมาใช้สิทธิตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วแทน เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยความสมัครใจ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะจัดตั้งขึ้นได้โดยความตกลงกันของนายจ้างและลูกจ้างตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่และภายหลังจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วจำเลยก็ยังมีหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้แก่ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่อยู่อีก การที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยตกลงสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่แสดงเจตนาต่อจำเลยยินยอมสละสิทธิรับเงินชดเชยเมื่อออกจากงานตามระเบียบข้อบังคับเดิม เมื่อสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ที่จะได้รบเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานนั้น เป็นสิทธิที่เกิดจากระเบียบข้อบังคับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้อง จึงสามารถตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ตกลงยินยอมในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสี่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยยอมรับและเข้าใจข้อตกลงให้เปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับเดิมเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสี่เกษียณอายุจะได้รับเงินสองส่วน คือ งานที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินที่จ่ายจากจำเลย โดยจำเลยจะคำนวณเงินที่โจทก์ทั้งสี่เคยมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานฉบับเดิมแล้วนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่จำเลยนำส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากจำนวนเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบมีจำนวนน้อยกว่าสิทธิที่ลูกจ้างเคยได้รับตามข้อบังคับว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานฉบับเดิม จำเลยจะจ่ายเงินส่วนต่างแก่ลูกจ้างเพื่อให้จำนวนเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมีจำนวนเท่าเดิมกับสิทธิเดิมที่ลูกจ้างเคยได้รับอันจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามข้อบังคับ ข้อ 52 อีกทั้งการคำนวณเงินชดเชยกรณีเกษียณอายุกับการคำนวณค่าชดเชยตามกฎหมายมีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงถือว่าเงินส่วนต่างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายอีกนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างต่อเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างเท่านั้น และมาตรา 118 (1) ถึง (5) กำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างผันแปรตามระยะเวลาทำงาน แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ได้ห้ามนายจ้างที่จะออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยรวมไปกับเงินประเภทอื่น ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่แล้วนั้นถือว่าเป็นค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นสำคัญ เดิมจำเลยออกระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยเมื่อออกจากงานสำหรับพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ในกรณีลูกจ้างเกษียณอายุมีสิทธิได้รับเงินชดเชย คือ เงินเดือนประจำ 10 เดือน เงินชดเชยตามอายุงานโดยคำนวณจากอายุงานนับเป็นเดือน ลบ 120 คูณฐานเงินเดือน หาร 12 และเงินประจำตำแหน่ง ต่อมาจำเลยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ (ประเทศไทย) จำกัด และปรับปรุงใหม่ โดยข้อบังคับดังกล่าวข้อ 52 และข้อ 52.1 กำหนดให้สมาชิกที่เข้าทำงานกับนายจ้างก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 และสิ้นสมาชิกภาพเนื่องจากครบเกษียณอายุ เสียชีวิต ถูกให้ออกจากงานโดยไม่มีความผิด ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือลาออกจากงาน โดยมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีสิทธิได้รับเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบดังต่อไปนี้ ในกรณีเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบมีจำนวนน้อยกว่าเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ให้กองทุนจ่ายเงินสมทบพร้อมทั้งส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์ของเงินสมทบเต็มจำนวน และนายจ้างจ่ายเงินผลต่างระหว่างเงินสองจำนวนนี้เต็มจำนวนให้แก่สมาชิก หรือในกรณีที่เงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบมีจำนวนมากกว่าเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน ให้สมาชิกได้รับเงินสมทบและส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์สุทธิของเงินสมทบเต็มจำนวน ข้อบังคับดังกล่าวทำให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้น ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย การที่โจทก์ทั้งสี่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว จำเลยได้นำเงินค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่อง เงินชดเชยเมื่อออกจากงานมาสมทบที่นายจ้างจ่ายประเดิมครั้งแรก ข้อ 46 (ข) เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายประเดิมครั้งแรก ซึ่งส่งผลให้ค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวสิ้นสุดลงและเปลี่ยนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายจ้าง และเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบจะจ่ายแก่สมาชิกที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุครบเกษียณอายุ เสียชีวิต และลาออกโดยมีอายุงาน 10 ปี ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง แม้โจทก์ทั้งสี่จะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 5
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2561
#623441
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้ามีหน้าที่จัดทำเอกสารใบควบคุมการส่งสินค้าเพื่อจ่ายสินค้า ออกจากคลังสินค้าและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ก่อนนำสินค้าขึ้นรถขนส่งจะต้องมีการตรวจสอบรายการสินค้าให้ครบถ้วนเสียก่อน การที่โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนครั้งแรกโดยไม่ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาโดยให้บริษัทขนส่งรับสินค้าขึ้นรถขนส่งโดยไม่มีลายมือชื่อรับสินค้าของเจ้าหน้าที่ของรถขนส่ง และกระทำผิดครั้งสุดท้ายโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำสินค้าขึ้นรถขนส่งทั้งที่ยังไม่มีใบควบคุมการส่งสินค้าและไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนสินค้านั้น ล้วนเป็นการกระทำผิดในหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับการจัดทำใบควบคุมการส่งสินค้าและตรวจสอบการส่งสินค้าให้ถูกต้องครบถ้วนถือได้ว่าโจทก์กระทำความผิดทั้งสองครั้งในเรื่องเดียวกัน เมื่อจำเลยเคยมีหนังสือเตือนโจทก์มาก่อนแล้วโจทก์กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีกภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และที่โจทก์กระทำผิดครั้งสุดท้ายเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และกรณีดังกล่าวมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยพงศ์ คงทอง
จำเลย — บริษัทเชียร์ เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561
#623439
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวคือ นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตั้งแต่ปี 2556 แต่มีพนักงานของจำเลยเพียง 3 คนที่ลาออก ไม่ปรากฏว่าจำเลยยุบหน่วยงานหรือลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย และตามสำเนางบกำไรขาดทุนในปี 2558 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยก็มีผลประกอบกิจการได้กำไร การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 มกราคม 2558 ก่อนจำเลยมีผลประกอบกิจการได้กำไรเพียง 2 เดือนเศษ แสดงว่าการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้จำเลยกลับมามีกำไร เหตุในการเลิกจ้างจึงเป็นนโยบายของนายจ้างที่ประสงค์จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนขององค์กรลงเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าก่อนการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีวิธีการ ขั้นตอนในการลดภาระค่าใช้จ่าย หรือมีวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างไร การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงยังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

หนังสือเอกสารไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีข้อความเพียงว่าการชำระเงินครั้งนี้เป็นการชำระเงินครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งหมดตามสัญญาจ้างงาน ซึ่งมีความหมายเพียงว่าโจทก์ยอมรับว่าได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้างด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และได้พิจารณาต่อไปว่าในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้งานใหม่ทำแล้ว จึงพิจารณาต่อไปถึงเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้รับ เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แทน ตามบทบัญญัติมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายว่าภายหลังเลิกจ้างจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นยอดเงินรวมหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 4,439,773.45 บาท ปัจจุบันนี้โจทก์ได้งานใหม่แล้ว จำนวนเงินภายหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เนื่องจากเหตุเลิกจ้างนั้นเป็นจำนวนถึง 11.9 เท่า ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีก โดยที่จำนวนเงินที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการพิจารณานั้นมีทั้งค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานรวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 372,231 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2558 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสือโดยจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีค่าชดเชย ค่าโทรศัพท์ประจำเดือนมกราคม 2558 ให้แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อหักเงินประกันสังคมภาษี ณ ที่จ่าย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว คงเหลือ 4,069,398 บาท และเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 จำเลยจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก 370,375.45 บาท แล้ววินิจฉัยว่า ผลประกอบการของจำเลยในปี 2556 มีผลกำไร ในปี 2557 มีผลขาดทุน แต่จำเลยสามารถดำเนินการอยู่ได้จนกระทั่งในปี 2558 จำเลยจึงมีกำไร แสดงว่าปริมาณงานโครงการต่าง ๆ ของจำเลยมิได้ลดลงจนประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสาร แต่หนังสือไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่เมื่อคำนึงถึงอายุของโจทก์ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชย ประกอบกับโจทก์ได้รับเงินจากจำเลย 4,439,773.45 บาท คิดเป็นเงิน 11.9 เท่าของเงินเดือนสุดท้าย ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ และปัจจุบันโจทก์ได้งานทำแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยต้องปรับโครงสร้างของบริษัทจำเลยเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปริมาณงานในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยลดลง จึงต้องลดขนาดของแผนกที่เกี่ยวข้องรวมถึงตำแหน่งงานหลายตำแหน่ง ซึ่งรวมทั้งตำแหน่งงานของโจทก์ด้วย ในปี 2558 จำเลยกลับมามีกำไรเพราะจำเลยปรับโครงสร้างและยุบตำแหน่งงานมาตั้งแต่ปี 2556 มิฉะนั้นจำเลยต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างแน่นอน โจทก์ทราบถึงสภาวะการเงินและการปรับโครงสร้างของบริษัทจำเลยเป็นอย่างดีโดยโจทก์เป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเลิกจ้างลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2557 นั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวคือ นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ตามสำเนาหนังสือยินยอม ได้ความว่ามีพนักงานของจำเลยเพียง 3 คนที่ลาออก คือ ผู้จัดการโครงการผู้ช่วยงานธุรการโครงการ และสมุห์บัญชี อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยยุบหน่วยงานหรือลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย และตามสำเนางบกำไรขาดทุน ในปี 2558 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยก็มีผลประกอบกิจการได้กำไร การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 มกราคม 2558 ก่อนจำเลยมีผลประกอบกิจการได้กำไรเพียง 2 เดือนเศษ แสดงว่าการเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้จำเลยกลับมามีกำไร เหตุในการเลิกจ้างจึงเป็นนโยบายของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่ประสงค์จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนขององค์กรลงเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าก่อนการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีวิธีการ ขั้นตอนในการลดภาระค่าใช้จ่าย หรือมีวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างไร การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงยังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสารตกลงว่าเงินที่โจทก์ได้รับตามหนังสือดังกล่าวเป็นเงินงวดสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งหมดนั้น มีความหมายว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า หนังสือเอกสารไม่มีข้อความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีข้อความเพียงว่าการชำระเงินครั้งนี้เป็นการชำระเงินครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งหมดตามสัญญาจ้างงาน ซึ่งมีความหมายเพียงว่าโจทก์ยอมรับว่าได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้างด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนั้นบางส่วนมิได้จ่ายเพราะเหตุเลิกจ้าง เช่น ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่ารักษาพยาบาล ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ และบางส่วนจ่ายเพราะเหตุเลิกจ้าง ได้แก่ ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์อายุมาก หางานอยู่หลายเดือน และมีภาระผ่อนชำระหนี้ค่าบ้าน ต้องเลี้ยงดูบุพการีและบุตร ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,500,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และได้พิจารณาต่อไปว่าในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้งานใหม่ทำแล้ว จึงพิจารณาต่อไปถึงเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้รับ เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แทน ตามบทบัญญัติมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายว่าภายหลังเลิกจ้างจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นยอดเงินรวมหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 4,439,773.45 บาท ปัจจุบันนี้โจทก์ได้งานใหม่แล้ว จำนวนเงินภายหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เนื่องจากเหตุเลิกจ้างนั้นเป็นจำนวนถึง 11.9 เท่า ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีก โดยที่จำนวนเงินที่ศาลแรงงานกลางนำมาประกอบการพิจารณานั้น มีทั้งค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานรวมอยู่ด้วย ทั้งคู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่ว่าเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 จำนวน 370,375.45 บาท เป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้วจากการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติม ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางอันเป็นข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานขอลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ตามนัยที่กล่าวข้างต้น แล้วมีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นดังกล่าวตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีรัตน์ ทิมพิทยา
บริษัทเอชเคอาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสันต์ รางชางกูร
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4067/2561
#626054
เปิดฉบับเต็ม

แม้การคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอ้างอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แต่การออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่เกิดจากข้อตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปก่อน และการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญา เป็นการกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งจากการที่ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หากศาลเห็นว่ากำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงให้เหมาะสมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 29,139,218.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 19,817,656.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 5,078,626.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 11,513,509.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,534,571.13 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 7,978,938.85 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 32,290.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัย 33,451.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่ชำระนับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 831,500.55 บาท กับเงินฝากเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 7,000 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 4,997,214.68 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรก ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคารนับตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 3,789,852.06 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 7,989,035 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สาม ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคาร นับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 323,595.71 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 3,519,995.31 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 65,744.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมชำระค่าเบี้ยประกันภัย โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 18,000,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายรณชัย ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายรณชัย เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะ และอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้รับอนุญาตและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารในวงเงิน 4,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แบบทบต้นตามประเพณีของธนาคาร โดยหักทอนทางบัญชีทุกเดือน และครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือน หากครบกำหนดและไม่มีการต่ออายุสัญญาให้ถือว่ามีการต่ออายุสัญญาต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไป ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี 5,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญากู้เงินกับธนาคารอีกรวมสามฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินแล้ว 7,989,035 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 84 เดือน ฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 120 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ฉบับที่สาม เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินแล้ว 2,519,995.31 บาท ตกลงชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 84 เดือน และยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคาร (ขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าทำสัญญาค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 18,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 26,000,000 บาท และค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 22,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ในวงเงิน 18,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยังต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบ นอกจากนั้นยังมีข้อตกลงให้ผู้จำนองต้องทำประกันภัยทรัพย์ที่จำนอง โดยผู้จำนองต้องเป็นผู้เสียค่าเบี้ยประกันภัย และหากผู้รับจำนองเสียค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อน ผู้จำนองยินยอมชดใช้คืนให้แก่ผู้รับจำนอง หลังทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีโดยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหลายครั้งหลายหน ครั้งสุดท้ายถอนเงิน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเป็นเงิน 4,997,214.68 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีคงมีรายการคิดดอกเบี้ยและการชำระเงินเท่านั้น และหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินกู้ไปจากธนาคารแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้คืนไม่เป็นไปตามสัญญา โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ผิดนัดชำระหนี้วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 และชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สามครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2541 ผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 นอกจากนั้น ธนาคารได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 รวมสองครั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นเงิน 32,290.50 บาท และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นเงิน 33,451.41 บาท สำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินดังกล่าวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่มีประกาศของธนาคารให้เรียกเก็บได้ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคารทำสัญญาโอนสินทรัพย์หลายรายการรวมทั้งหนี้สินที่มีต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รวมทั้งหลักประกันให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งการรับโอน พร้อมทั้งทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทราบถึงการโอนทรัพย์แล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่ปรากฏว่ามีการปิดอากรแสตมป์ ซึ่งโจทก์นำสืบอ้างว่าสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องได้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแล้วแต่หลักฐานได้สูญหายไป แต่โจทก์มาดำเนินการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องและฝ่ายจำเลยถามค้านเรื่องการเสียอากรแสตมป์ดังกล่าวแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าไม่สุจริต สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นตราสารที่ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งห้าไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องหรือไม่อาจบังคับได้แต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าให้การรับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวตามฟ้อง การวินิจฉัยคดีในการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานเพราะรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยทั้งห้าแล้ว จึงไม่มีกรณีอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ห้ามรับฟังตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นโมฆะตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจหรือไม่ และโจทก์ต้องคืนดอกเบี้ยดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้วงเงินกู้เป็นจำนวนมาก ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสนใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนธุรกิจที่สำคัญ จึงเป็นปกติที่ผู้ทำธุรกิจต้องรู้ว่าการกู้ยืมแต่ละครั้งต้องเสียดอกเบี้ยเท่าใด ดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าการชำระดอกเบี้ยแก่ธนาคารเป็นไปตามความสมัครใจโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืน นั้น ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยความว่า ธนาคารผู้ให้กู้เงินตามสัญญาเป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารในเรื่องดอกเบี้ย จึงจำเป็นต้องทราบถึงรายละเอียดและหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ประกอบการค้าขายโดยสภาพและตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเหตุที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้วธนาคารนำไปจัดการหักชำระหนี้ต่าง ๆ ตามที่ธนาคารคิดคำนวณขึ้นมาเอง ประกอบกับธนาคารเป็นสถาบันการเงินอันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจและเชื่อว่าธนาคารได้คิดดอกเบี้ยโดยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ธนาคารจึงไม่มีสิทธินำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปหักจากดอกเบี้ยที่ธนาคารไม่มีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงต้องนำเงินที่ได้รับชำระทั้งหมดไปชำระต้นเงินนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ดอกเบี้ยซึ่งเป็นโมฆะตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจึงไม่ใช่การชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับต้องคืนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 โดยนำไปชำระต้นเงินแทน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อใด และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกใช้เงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีอีกต่อไป และถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ซึ่งนับแต่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงธนาคารได้มีประกาศของธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดหลายช่วงหลายอัตรา ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว นั้น ปรากฏตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาตามสัญญา 12 เดือน และข้อ 4 ระบุว่า เมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไป จากข้อสัญญาดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลา 12 เดือน ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับธนาคารต่อมาอีก จึงถือว่าธนาคารตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน และปรากฏตามเอกสารอีกว่าจำเลยที่ 1 เบิกใช้เงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 โดยจำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นเงิน 4,997,214.68 บาท เกือบเต็มวงเงิน 5,000,0000 บาท ตามสัญญาแล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เบิกใช้เงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยและรายการที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี และไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีต่อไปอีก พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าทั้งธนาคารและจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาที่จะไม่เดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไป จึงต้องถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันหักทอนบัญชีในเดือนที่จำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจากบัญชีครั้งสุดท้าย คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในปัญหาส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราใด นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่ธนาคารมีสิทธิจะคิดจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ตกเป็นโมฆะมาแต่ต้น ธนาคารจึงไม่อาจนำข้อสัญญาในเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมาใช้บังคับได้ แต่เมื่อเป็นหนี้เงินธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในปัญหาส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ธนาคารคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ได้ตั้งแต่เมื่อใดและเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงในเรื่องการออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ข้อ 3 และข้อ 8 ระบุให้ธนาคารมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ซึ่งธนาคารออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 และวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ถือได้ว่าวันที่ธนาคารออกเงินทดรองดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระและเป็นวันผิดนัด ธนาคารจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในส่วนนี้อัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองดังกล่าวมานั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว นั้น ปรากฏตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ในข้อที่ 3 และข้อที่ 8 กำหนดว่า หากผู้รับจำนองต้องเสียเบี้ยประกันภัยไปเท่าใด ผู้จำนองยินยอมชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคาร (ขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) เห็นว่า แม้การคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาดังกล่าวจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอ้างอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แต่การออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่เกิดจากข้อตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปก่อน และการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญา เป็นการกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งจากการที่ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หากศาลเห็นว่ากำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงให้เหมาะสมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง และเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของธนาคารเจ้าหนี้ทุกอย่างแล้ว เห็นควรกำหนดให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยของเงินที่ได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างที่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในการชำระหนี้ดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ จึงให้นำเงิน (ดอกเบี้ย) ที่ธนาคารนำไปรวมเป็นต้นเงินตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 912,911.93 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 5,078,626.06 บาท ซึ่งเป็นยอดคงเหลือในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อเหลือต้นเงินเท่าใดให้ชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แต่ปรากฏตามเอกสารอีกว่า หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ยังได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารในวันที่ 5 มกราคม 2541 เป็นเงิน 7,000 บาท และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 เป็นเงิน 6,206 บาท ดังนั้นจึงให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละวันดังกล่าวไปหักยอดหนี้ตามวันที่มีการชำระโดยให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินด้วย นอกจากนี้ในส่วนสัญญากู้เงินฉบับที่สองและที่สามซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าธนาคารไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัด ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปชำระต้นเงินตามสัญญาแต่ละฉบับ สำหรับสัญญากู้เงินฉบับที่สอง ที่นำไปชำระตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 รวมเป็นเงิน 250,895.71 บาท ไปหักจากต้นเงินกู้ 1,000,000 บาท แต่ปรากฏตามอีกว่า ยังมีรายการฝากเงินด้วยการโอนเงินก่อนผิดนัดอีก 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 468.85 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 5,000 บาท วันที่ 19 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 2,700 บาท และวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 1,200 บาท รวมเป็นเงิน 9,368.85 บาท ซึ่งยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงิน ส่วนสัญญากู้เงินฉบับที่สาม ที่นำไปชำระตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 รวมเป็นเงิน 72,700 บาท ไปหักจากต้นเงินกู้ 2,519,995.31 บาท แต่ปรากฏตามเอกสารอีกว่า มีรายการฝากเงินเข้าบัญชีด้วยการโอนเงินก่อนผิดนัดรวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 309.54 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 10,000 บาท และวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 2,950 บาท รวมเป็นเงิน 13,259.54 บาท ซึ่งยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงินอีกเช่นกัน ดังนั้น ต้นเงินกู้ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก่อนคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยจึงยังไม่ถูกต้อง เห็นควรให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระและยังไม่ได้นำไปหักจากต้นเงินไปหักจากต้นเงินตามสัญญากู้เงินแต่ละฉบับเสียด้วย คงเหลือเท่าใดจึงเป็นต้นเงินที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่ธนาคารไปรวมเป็นต้นเงินตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 912,911.93 บาท ไปหักจากต้นเงิน 5,078,626.06 บาท เหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ธนาคารในวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 7,000 บาท และในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 จำนวน 6,206 บาท ในแต่ละวันดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สอง ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้โดยนำฝากเข้าบัญชีอีก 9,368.85 บาท รวมเข้ากับเงิน 250,895.71 บาท ที่ต้องนำไปหักจากต้นเงินรวมเป็นเงิน 260,264.56 บาท แล้วนำไปหักจากต้นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สาม ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้โดยการโอนเงินฝากเข้าบัญชีอีก 72,700 บาท รวมเข้ากับเงิน 13,259.54 บาท ที่ต้องนำไปหักจากต้นเงินรวมเป็นเงิน 85,959.54 บาท แล้วนำไปหักจากต้นเงิน 2,519,995.31 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 32,290.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 33,451.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ. โดยบริษัท ร. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ทวี ประจวบลาภ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4065/2561
#624892
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 และเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบจะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์อ้างว่าใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโดยมีคำขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกเป็นโมฆะ หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง นั้น ในการเพิกถอนนิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการมิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว บริษัท ท. ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ขอให้หมายเรียกบริษัท ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และมาตรา 57 (3) (ข) นั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัท จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกบริษัท ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อทำการขีดฆ่าทำลายรายการหุ้นของจำเลยที่ 3 ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เกิดขึ้นภายหลังทุกฉบับ และมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทปรับลดจำนวนหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ของผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2 ถึงที่ 5 เฉพาะจำนวนหุ้นที่เกิดขึ้นโดยมิชอบเพราะมิได้ชำระค่าหุ้นกันจริง โดยให้คงเหลือจำนวนหุ้นเดิมไว้ในบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับดังกล่าวและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับอื่นต่อมาทุกฉบับ เพิกถอนบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 โดยมีคำสั่งไปยังกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้รับโอนบรรดาทรัพย์สิน สมุดบัญชีและเอกสารทั้งหมดจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งได้ยุบเลิกไปแล้ว และมีคำสั่งไปยังจำเลยทั้งสามกับผู้เกี่ยวข้องกับนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของกระทรวงการคลัง จำเลยทั้งสามและผู้เกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะแล้ว บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด จะต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนด้วยเช่นกัน กรณีมีความจำเป็นที่จะต้องให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เพื่อให้โจทก์สามารถไล่เบี้ยและบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ต่อไปและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้หมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ซึ่งมีจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ที่ประชุมใหญ่มีมติยืนยันตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2546 เพื่อให้เป็นมติพิเศษตามกฎหมาย ให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด จาก 30,000,000 บาท เป็น 60,000,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้แสดงความประสงค์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1,875,000 หุ้น โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 15,000,000 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าว วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด นำมติพิเศษดังกล่าวไปจดทะเบียนโดยทำหนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 เป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนมติพิเศษต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท วันที่ 8 กันยายน 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ และวันที่ 8 ตุลาคม 2546 บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด นำเช็คที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 ไปเรียกเก็บเงิน

ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ประการหนึ่ง และเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ที่โจทก์อ้างว่าใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 1169 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเท่านั้น แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด โดยมีคำขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ตกเป็นโมฆะ กับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง นั้น ในการเพิกถอนนิติกรรมซึ่งได้กระทำโดยจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด มิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด คงมีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด บางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จึงหาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด โดยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้เสียเองหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้เช่นกัน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามคำร้องสอดของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องสอดของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 และฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2558 โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และมาตรา 57 (3) (ข) ตามลำดับ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ว่าโจทก์ยื่นคำร้องสอดเพื่อขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57 (3) (ข) มาตั้งแต่แรก มิใช่คำร้องสอดที่ยื่นเข้ามาตามมาตรา 57 (3) (ก) ดังนี้ เมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด ในการนี้เสียเองดังที่วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด รับผิดตามคำขอของโจทก์ได้ กรณีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทั้งมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาในคดี จึงไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ที่จะเรียกบริษัทไทยพับลิคพอร์ต จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ตามคำร้องสอดของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของโจทก์ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกองชัย คุ้มศิริ
จำเลย — นายเรืองศักดิ์ เชาวรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมภพ เดชทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
ทวี ประจวบลาภ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2561
#626955
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เยาว์ อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่โจทก์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโจทก์ และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 (12) เมื่อได้ความว่า ฉ. ยายของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายของโจทก์โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทก์มีจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่ ฉ. ซึ่งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามลำพัง จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางภาวนา และนายเกตุ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 60,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 มาสอบถามว่าจะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงประกอบคำร้องว่า การดำเนินคดีไม่เป็นประโยชน์เพราะโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุโจทก์อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 2699 ฉะเชิงเทรา มีจำเลยที่ 2 รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกดังกล่าวไว้ริมถนนศาลาแดง 7 อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กตฉ ฉะเชิงเทรา 974 มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 558/2550 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ในส่วนของจำเลยที่ 1 ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทโดยจอดรถในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างอื่นใดให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 โจทก์กระแทกท้ายรถบรรทุก แล้วตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทด้วยเนื่องจากโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และขับรถด้วยความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็ถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะการกระทำโดยประมาทหรือไม่จะต้องพิจารณาว่า โจทก์กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และโจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงมิใช่การกระทำโดยประมาท และแม้โจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อพิจารณาบริเวณที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นที่จอดรถบรรทุกแล้ว จะเห็นได้ว่าถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง สองข้างทางเป็นไร่นาและสวนสลับกับต้นไม้ใหญ่ ถนนที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน การที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วดังกล่าวตามพฤติการณ์เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่านดังที่อ้างมาในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกในบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้า หรือแสงสว่างอื่นในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่จัดให้มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างเพื่อให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นการยากที่โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามมาในช่องเดินรถดังกล่าวจะมองเห็น และขับหลบหลีกหรือห้ามล้อไม่ให้ชนกับรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดอยู่ได้ทัน เหตุจึงมิได้เกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปว่า สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ และนางเฉลา ยายของโจทก์ตกลงค่าเสียหายกัน และจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางเฉลาตามข้อตกลงแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำเหตุละเมิดมาฟ้องจำเลยที่ ๑ อีก นั้น เห็นว่า เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เยาว์ อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่โจทก์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโจทก์ และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๖ และมาตรา ๑๕๗๔ (๑๒) เมื่อได้ความว่านางเฉลายายของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทก์มีจำเลยร่วมที่ ๑ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่นางเฉลาซึ่งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ ตามลำพัง จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 50,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้ทุพพลภาพหรือเสียโฉม โจทก์เข้าศึกษาที่สถานศึกษาตามเอกสารดังกล่าวหลังจากเกิดเหตุแล้ว โจทก์จึงศึกษาเล่าเรียนได้ตามปกติ โจทก์หยุดเรียนไปเองโดยไม่ได้เกิดจากเหตุละเมิด นั้น เห็นว่า เอกสารใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพของวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา โดยรับรองว่าในวันที่ออกใบรับรองดังกล่าวโจทก์มีสภาพการเป็นนักเรียน ไม่ได้แสดงว่าโจทก์เข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทราตั้งแต่เมื่อใด หรือโจทก์มีความสามารถเข้าเรียนได้ตามปกติเช่นเดียวกับบุคคลอื่น จึงฟังไม่ได้ว่าหลังเกิดเหตุแล้ว โจทก์มาสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา เมื่อเหตุการณ์ทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง ร่างกายของโจทก์ไม่ปกติมีอาการมือสั่น เชื่อว่าโจทก์ไม่สามารถเรียนหนังสือได้และต้องพักการเรียนเพื่อรักษาพยาบาลอาการป่วยเจ็บ โจทก์จึงไม่ได้หยุดเรียนไปเอง การที่โจทก์ต้องหยุดการเรียนเพราะป่วยเจ็บจึงเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องหยุดการเรียนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับสมองและสูญเสียฟันแท้ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี แล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,800 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1566 ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. โดยนาง ภ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055/2561
#626044
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพร้อมคำแปลมิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อตามกรมธรรม์มิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายก่อน ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพิพาทจึงกำหนดเงื่อนไขการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อการสูญเสียรายได้ มิใช่การสูญเสียกำไร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 37,004,991.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,008,033.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 33,503,033.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในนามโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 16,053,689.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้แก่บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด โจทก์ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยรวม 3 สัญญา สัญญาที่ 1 ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ทุนประกัน 30,000,000 บาท สัญญาที่ 2 ประกันภัยเครื่องจักร ทุนประกัน 162,000,000 บาท สัญญาที่ 3 ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สิน (สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม) ทุนประกัน 218,000,000 บาท ทั้งสามสัญญามีระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าของโจทก์เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต อุปกรณ์บางส่วนระเบิดใช้การไม่ได้ บริษัทเอ็กเซสแอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด บริษัทผู้สำรวจภัยอิสระเข้าไปตรวจสอบพบว่า เหตุระเบิดเกิดที่ตู้สวิตซ์เกียร์หมายเลข 52 - 2 ซึ่งเป็นระบบควบคุมป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจรและผิดปกติ คดีในส่วนความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักรและกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สิน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยรับผิด 165,540 บาท และ 157,456.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามลำดับ โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายจึงจะคำนวณค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยไว้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพร้อมคำแปล ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านว่าแปลผิดหรือไม่ถูกต้อง ระบุการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและความคุ้มครองว่า "การสูญเสียรายได้หรือค่าเช่า ค่าปรับที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยมีสาเหตุมาจากการประกันภัย การเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงความสูญเสียหรือความเสียหายต่อระบบหรืออุปกรณ์เครื่องจักร (โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์)" โดยให้คำจำกัดความว่า "ธุรกิจสะดุดหยุดลง สัญญาการประกัน" ว่า "บริษัทตกลงว่าถ้ามีอาคารหรือทรัพย์สินอื่นไม่ว่าชนิดใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สินนั้นสูญหาย หรือเสียหาย โดยภยันตรายที่ได้ประกันไว้... และธุรกิจที่ดำเนินอยู่โดยบริษัทได้รับการสะดุดหยุดลงเนื่องจากเหตุดังกล่าว หรือได้รับการรบกวน ดังนั้น บริษัทจะจ่ายเงินประกันจำนวนที่สูญหายไปจากการสะดุดหยุดลงนั้น..." แต่ให้บทนิยามคำว่า "กำไรทั้งหมด ภาระความรับผิดชอบการประกันภัยภายใต้รายการนี้จำกัดต่อภาระความรับผิดชอบรวมทั้ง แต่ไม่จำกัดต่อ - ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าธรรมเนียมผู้อำนวยการ ค่าธรรมเนียมการตรวจบัญชี และค่าอาชีพอื่น... เงินกู้จ่ายคืน" คำว่า "อัตราของกำไรทั้งหมด - อัตราของกำไรทั้งหมดที่ได้ในเงินทุนหมุนเวียนระหว่างปีทางการเงินทันทีก่อนวันที่ของความเสียหาย" และระบุเงื่อนไขของการจ่ายเงินชดเชยว่า "ถ้าหากจำนวนเงินที่เอาประกันภัยโดยรายการนี้น้อยกว่าจำนวนเงินที่ได้โดยการใช้อัตรากำไรทั้งหมดต่อเงินทุนหมุนเวียนประจำปี (หรือผลคูณที่เพิ่มขึ้นตามส่วนนั้นซึ่งระยะเวลาเงินชดเชยสูงสุดเกินสิบสองเดือน) จำนวนเงินพึงจ่ายจะลดลงตามส่วน" เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนี้จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า หากธุรกิจที่ดำเนินการอยู่โดยบริษัทได้รับการสะดุดหยุดลงเนื่องจากเหตุที่รับประกันภัยแล้วทำให้โจทก์ต้องสูญเสียรายได้ จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อพิจารณาคำว่า "รายได้" ก็มิได้มีระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นรายได้สุทธิหลังจากหักรายจ่ายทั้งหมดก่อน ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักกำหนดเงื่อนไขชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อการสูญเสียรายได้ มิใช่การสูญเสียกำไร จึงไม่สามารถนำรายได้ไปหักค่าใช้จ่ายแล้วมาคำนวณเพื่อหาค่าความเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่าจำเป็นต้องคำนวณผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายของโจทก์ก่อนจึงจะคำนวณค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์สูญรายได้เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีนายอุกฤษณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่า โจทก์มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 จำนวน 330 วัน เฉลี่ยวันละ 621,389.91 บาท ส่วนจำเลยนำสืบว่า โจทก์มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนในช่วงเวลาเดียวกันโดยเป็นรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย 207,721,126.62 บาท คิดเฉลี่ยจาก 365 วัน จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 569,098.97 บาท โดยจำเลยโต้แย้งแต่เพียงว่าในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 167,096,505.80 บาท แต่เมื่อนำรายได้ที่โจทก์นำสืบคิดเฉลี่ยในรอบสิบสองเดือน (365 วัน) ไม่ใช่ 330 วัน ตามที่โจทก์อ้างแล้วโจทก์จะมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน 561,804.57 บาท ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่าที่จำเลยอ้างซึ่งจะเป็นคุณกับจำเลยมากกว่า ดังนั้น จึงให้นำรายได้ ที่โจทก์นำสืบมาคำนวณค่าสินไหมทดแทนเฉลี่ย 365 วัน โจทก์จึงสูญเสียรายได้เฉลี่ยต่อวัน 561,804.57 บาท ส่วนปัญหาว่า ระยะเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดกี่วัน เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงักขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการหยุดซ่อมแซมระบบหรือเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายอันมีผลกระทบโดยตรงจากระเบิดของตู้สวิตซ์เกียร์ภายในห้องควบคุมการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ความเสียหายที่ต้องซ่อมแซมมีเพียง Current Transformer (หม้อแปลงกระแส) 3 ตัว Volyage Transformer (หม้อแปลงแรงดัน) 3 ตัว และ Circuit Breaker 1 ตัว รวมราคา 665,450 บาท โจทก์สั่งซื้ออุปกรณ์มาจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 17 และ 20 กุมภาพันธ์ 2552 มีระยะเวลาการส่งของ 60 วัน โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 และนำอุปกรณ์มาติดตั้งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2552 และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังความร้อนให้บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด ได้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 โจทก์หยุดผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเวลา 229 วัน แม้โจทก์อ้างว่า หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเสร็จจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนว่าจะใช้การผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันทีหรือไม่ แต่หลังจากโจทก์ดำเนินการติดตั้งแล้ว โจทก์ดำเนินการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้เวลาตรวจสอบเพียง 7 วัน ก็สามารถใช้งานได้ การที่โจทก์ใช้เวลาซ่อมแซมอุปกรณ์นานถึง 229 วัน จึงเกินกว่าความจำเป็นในการหยุดซ่อมแซมระบบหรือเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย แม้ระยะเวลาการชดใช้ตามกรมธรรม์กำหนดไว้ 6 เดือน แต่เมื่อคำนวณระยะเวลาที่โจทก์ตรวจสอบความเสียหาย ระยะเวลาในการดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่เสียหายทดแทน ระยะเวลาสั่งสินค้ามาจากต่างประเทศ 60 วัน หลังจากได้รับใบสั่งซื้อ ระยะเวลาในการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ โจทก์สมควรที่จะใช้ระยะเวลาแก้ไขข้อบกพร่องของอุปกรณ์ที่เสียหายดังกล่าวได้ภายใน 80 วัน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์ต้องดำเนินการซ่อมแซมอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 80 วัน จึงเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดค่าปรับตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักหรือไม่ เห็นว่า ค่าปรับที่โจทก์ต้องจ่ายอันเนื่องจากการผิดสัญญาไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้า/หรือพลังงานความร้อนให้แก่บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด เดือนละ 2,560,000 บาท หรือวันละ 85,333.33 บาท ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงัก ระบุการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนการสูญเสียค่าปรับที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยมีสาเหตุมาจากการประกันภัย การเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงความสูญเสียหรือความเสียหายต่องานระบบหรืออุปกรณ์เครื่องจักร ประกอบกับสัญญาโอนสิทธิโครงการลงทุนผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน ระหว่างโจทก์ ผู้รับโอนกับบริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด มีข้อตกลงระบุให้โจทก์ต้องรับผิดต่อบริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด เมื่อโจทก์ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าและ/หรือพลังงานความร้อนให้บริษัทเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด ได้ และจำเลยรับประกันธุรกิจหยุดชะงักพิพาทเกี่ยวกับสถานีผลิตไฟฟ้าและพลังงงานความร้อนเพื่อขายให้แก่บุคคลภายนอก หากเกิดความเสียหาย ทำให้โจทก์ต้องผูกพันและรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญา และขณะจำเลยตกลงทำสัญญาประกันธุรกิจหยุดชะงัก ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และตามกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงักระบุความรับผิดของจำเลยเกี่ยวกับค่าปรับไว้ด้วย ค่าปรับดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ที่จำเลยยอมรับว่าต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์โดยไม่ต้องคำนึงว่า โจทก์ได้ชำระค่าปรับให้แก่บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ หรือบุคคลภายนอกได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระแล้วหรือไม่ ส่วนการที่บุคคลภายนอกจะได้รับความเสียหายหรือไม่เนื่องจากไปซื้อกระแสไฟฟ้าจากบุคคลอื่น ก็เป็นสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ จำเลยจึงต้องรับผิดค่าปรับต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักด้วย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า ความเสียหายส่วนแรกสามารถนำไปหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักได้หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันธุรกิจหยุดชะงัก ระบุ "ความเสียหายส่วนแรก 7 วัน" โดยไม่ปรากฏว่ามีการระบุข้อความไว้ชัดแจ้งในตารางกรมธรรม์ว่า ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายความเสียหายส่วนแรกเอง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายความเสียหายส่วนแรก 7 วัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ไม่สามารถนำความเสียหายส่วนแรก 7 วัน หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักต่อโจทก์เพียงใดนั้น เมื่อคำนวณค่าสินไหมทดแทน 80 วัน เป็นค่าขาดรายได้เฉลี่ยวันละ 561,804.57 บาท เป็นเงิน 44,944,365.60 บาท และรวมกับค่าปรับเฉลี่ยวันละ 85,333.33 บาท จำนวน 80 วัน คิดเป็นค่าปรับ 6,826,666.40 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด 51,771,032 บาท เมื่อจำนวนเงินเอาประกันภัยจำกัดความรับผิดไว้เพียง 30,000,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 30,000,000 บาท เต็มตามจำนวนเงินเอาประกัน เมื่อรวมกับความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักรและกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยรับผิด 165,540 บาท และ 157,456.50 บาท ตามลำดับแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวม 30,322,996.50 บาท ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 30,322,996.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเนซอล จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561
#622491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมายถึงโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงตามที่ยุติจากคำฟ้องและคำให้การ ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวน และเมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลาออกโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากจำเลย อันมีความหมายว่าโจทก์ลาออกโดยสมัครใจ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ลาออกโดยไม่สมัครใจ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ขอลาออกเพราะถูก ร. ข่มขู่นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ป.พ.พ. มาตรา 386 ไม่ได้กำหนดให้ใช้บังคับแก่สัญญาประเภทใดประเภทหนึ่ง จึงใช้บังคับแก่สัญญาทุกประเภทรวมทั้งสัญญาจ้างแรงงานด้วย การที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการแสดงเจตนาแก่นายจ้าง ลูกจ้างไม่อาจถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญานั้นได้ แต่ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมของนายจ้างและลูกจ้างในการถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของลูกจ้างด้วย โจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แสดงเจตนาถอนการลาออก แต่จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้โจทก์ส่งใบลามาใหม่ พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องโจทก์และจำเลยตกลงให้โจทก์ถอนการลาออกหรือยับยั้งการลาออกของโจทก์ แต่เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยให้โจทก์ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบภายในของจำเลยเพื่ออนุมัติการลาออกของโจทก์ หนังสือลาออกจึงยังมีผลบังคับอยู่ และการที่จำเลยยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จำเลยให้โจทก์ไว้ใช้ในการทำงานคืนจากโจทก์นั้น ก็เป็นเพราะใกล้วันที่หนังสือลาออกของโจทก์จะมีผลแล้ว จึงมิใช่กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาษรรณ พรหมสถิต
จำเลย — บริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐานุตร เล็กสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4032/2561
#624232
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น จำเลยมีประกาศ เรื่อง เงินโบนัสประจำปี 2557 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสว่า "1.2 กำหนดเวลาการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558..." และ "1.4 พนักงานจะต้องมีสถานภาพจนถึงวันที่จ่ายโบนัสประจำปี" โจทก์รับทราบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวตลอดมา การที่จำเลยกำหนดให้มีการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมา และจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้จำเลยต่อไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 จึงเป็นไปตามหลักการบริหารองค์กรโดยทั่วไป ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งมีข้อกำหนดถึงคุณสมบัติของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงใช้บังคับได้และผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสหรือเงินเพิ่มพิเศษประจำปี 2557 เป็นเงิน 187,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2527 และครบเกษียณอายุงานในวันที่ 31 มกราคม 2558 โดยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 46,009 บาท แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ครบหลักเกณฑ์ที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามประกาศของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หลักเกณฑ์การรับเงินโบนัสเป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง มิได้มาจากเจตนาของโจทก์ที่ต้องการพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลย แต่เป็นเพราะจำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้นมาทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินโบนัส และหลักเกณฑ์ดังกล่าวเคลือบคลุมไม่ชัดเจน เรื่องการพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างว่าจะพ้นสภาพลักษณะใด ลาออกหรือเพราะถูกบังคับให้ออก อีกทั้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสข้อ 1.2 ขัดกับข้อ 1.3 ทำให้โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม โจทก์ทำงานให้จำเลยครบ 1 ปี ตามข้อ 1.2 (ที่ถูก 1.3) แต่ต้องถูกกำจัดสิทธิตามข้อ 1.3 (ที่ถูก 1.2) เห็นว่า เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยมีประกาศ เรื่อง เงินโบนัสประจำปี 2557 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสว่า "1.2 กำหนดเวลาการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558..." และ "1.4 พนักงานจะต้องมีสถานภาพจนถึงวันที่จ่ายโบนัสประจำปี" โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวอ้างอิงมาจากประกาศเดิมปี 2556 ของจำเลย ซึ่งโจทก์เองก็รับทราบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวตลอดมา การที่จำเลยกำหนดให้มีการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมา และจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้จำเลยต่อไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2557 ของจำเลยจึงเป็นไปตามหลักการบริหารองค์กรโดยทั่วไป ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งมีข้อกำหนดถึงคุณสมบัติของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงใช้บังคับได้และผูกพันโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสเป็นธรรม จึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภณ อยู่ดี
จำเลย — บริษัทซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561
#624986
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงาน ไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนก โดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย สำหรับค่าชดเชย โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง โดยรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด ให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,000 บาท ค่าจ้างในส่วนของค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่ลดลงและจ่ายไม่ครบ 4,000 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากเสียโอกาสก้าวหน้าทางวิชาชีพ 2,120,000 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่ทำและค่าภาระใช้จ่ายต้องดูแลครอบครัว 600,000 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อนค่าเช่าซื้อรถยนต์ 600,667 บาท ค่าเสียหายจากภาระหนี้สินผ่อนชำระที่อยู่อาศัย 661,050 บาท และค่าเสียหายจากการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ว่าโจทก์ทำงานมานานเท่าใดและลักษณะงานที่ทำเป็นอย่างไร และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ 533,013.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่ลดลงเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 4 เดือน (ของเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2558) เป็นเงิน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ออกใบสำคัญการทำงานที่แสดงว่าโจทก์ได้ทำงานกับจำเลยที่ 1 มานานเท่าใด และงานที่ทำนั้นเป็นอย่างไรแก่โจทก์ด้วย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกทั้งสิ้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองมีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชีแล้วเลื่อนตำแหน่งจนเป็นผู้จัดการแผนกบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท (เงินเดือน 52,000 บาท และค่าตำแหน่ง 1,000 บาท) ต่อมาคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 มีมติยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 และยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี โดยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงินและไม่จ่ายเงินค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีเดือนละ 1,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนเมษายน 2558 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ตามคดีหมายเลขแดงที่ มบ.306/2558 ของศาลแรงงานกลาง ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนโจทก์เรื่องที่โจทก์ปฏิเสธการทำงานในหน้าที่ใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย และวันที่ 13 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนโจทก์เป็นครั้งที่ 2 แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยที่ 1 จึงพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยโจทก์เป็นสมาชิกของกองทุนดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีเป็นค่าตอบแทนในการทำงานของระยะเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้าง การลดค่าตำแหน่งเป็นการลดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 10 แม้จำเลยที่ 1 ยกเลิกตำแหน่งดังกล่าว ก็ไม่อาจลดเงินค่าตำแหน่งได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่ลดลงให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่นั้น โจทก์ยังคงทำงานในหน้าที่เดิมอยู่ จะปฏิเสธไม่ทำงานในหน้าที่เดิมโดยอ้างว่า ถูกลดตำแหน่งและลดเงินค่าตำแหน่งและรอให้ศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนได้ เป็นการอ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันเป็นสภาพการจ้าง ถือว่ากระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานเพื่อแสดงว่าโจทก์ได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำเป็นงานอย่างไรให้แก่โจทก์ สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค มาสเตอร์ พูล ฟันด์ นั้น ซึ่งจดทะเบียนแล้ว จึงเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้จัดการกองทุนตามมาตรา 13 และมีหน้าที่ตามมาตรา 14 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์มีตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งระดับผู้บริหาร การที่จำเลยที่ 1 ยุบแผนกบัญชีและยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงิน ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ต่ำกว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนากลั่นแกล้งโจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่จึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานของบริษัท ข้อ 2 รวมทั้งมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งานเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายบริหารบุคคลของบริษัท ข้อ 2 ก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้าง และไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในระดับหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกในการปฏิบัติงานไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินในแผนกการเงินและบัญชีซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติงานที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานในแผนกโดยต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้จัดการแผนก จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลดค่าจ้างโจทก์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดนั้น เมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 จึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้าง 2 งวด งวดแรก ทุกวันที่ 28 ของเดือน และงวดที่สอง ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในส่วนนี้ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใดไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า สำหรับค่าชดเชยนั้น โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) คิดเป็นเงิน 530,000 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 28 เมษายน 2558 จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือต้องให้ลูกจ้างอยู่ทำงานถึงงวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างให้มีผลทันทีในวันที่ 27 เมษายน 2558 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากอยู่ทำงานจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง คิดเป็นเงิน 33,566.67 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใดจึงเห็นสมควรให้ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดส่วนนี้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เพียงใด เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 33,566.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 582 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคสอง ม. 118 วรรคหนึ่ง (5) ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเยาวลักษณ์ ว่องไว
จำเลย — บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025 -ที่ 4026/2561
#630017
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้างตอบแทนในการทำงานเป็นรายเดือนทุกเดือน ดังนั้นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงต้องเป็นไปตามสัญญาจ้างแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลย และแม้โจทก์ทั้งสองจะทราบเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท ต่อเมื่อปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ได้ 20 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท ในเดือนนั้นก็ตาม แต่เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวมีผลให้โจทก์ทั้งสองที่ทำงานให้แก่จำเลยเพียงแต่การทำงานในเดือนนั้นอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้กลับทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนการทำงานที่ตนได้ลงแรงไปแล้ว อันเป็นการขัดแย้งกับหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างค้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 25,672.67 บาท และ 30,590.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 25,672.67 บาท และ 30,590.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยและเมื่อเงินเดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้าง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินนั้นแก่โจทก์ทั้งสองตลอดไปทุกเดือนเท่าที่โจทก์ทั้งสองยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองต้องปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ 10 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท เป็นเงื่อนไขที่บังคับใช้มาประมาณ 15 ปี โจทก์ทั้งสองก็รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองในเดือนที่โจทก์ทั้งสองทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นค่าจ้างตอบแทนการทำงานเป็นรายเดือนทุกเดือน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงต้องเป็นไปตามสัญญาจ้างแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยและแม้โจทก์ทั้งสองจะทราบเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท ต่อเมื่อปล่อยสินเชื่อจำนวนรถยนต์ได้ 10 คัน หรือวงเงิน 1,500,000 บาท ในเดือนนั้นก็ตาม แต่เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวมีผลให้โจทก์ทั้งสองที่ทำงานให้แก่จำเลยเพียงแต่การทำงานในเดือนนั้นอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนด กลับทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนการทำงานที่ตนได้ลงแรงไปแล้ว อันเป็นการขัดแย้งกับหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติ และขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างค้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิธวิทย์ หิรัณรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4023/2561
#623386
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ตกลงรับเงินจากจำเลย 100,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 งวดที่สองชำระภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ส่วนข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง (867,765.50 บาท) เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการบังคับจำเลยกรณีผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องตีความสัญญาส่วนนี้ไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ดังนั้น คำว่าผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดนั่นเอง จำเลยทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในงวดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ทำรายการครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 โดยเป็นการทำรายการโอนเงินก่อนถึงกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวด ในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 และวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวดนั้น ธนาคารทำการหักเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยทันที พฤติการณ์ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท แบ่งเป็น 2 งวด งวดแรกภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 จำนวน 50,000 บาท งวดที่สองภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 จำนวน 50,000 บาท ด้วยการโอนเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 911 - 0 - 02xxx - x หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีตามจำนวนเงินในคำฟ้อง ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้อง คือ เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 709 - 1 - 04xxx - x เพื่อนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัด อ้างว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาครบถ้วนในเวลาที่ตกลงกันแล้ว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การโอนเงินของจำเลยเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยสมัครใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยโอนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความผ่านบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนด ให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ครั้งที่สองในวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 เนื่องจากเป็นการโอนเงินแบบธรรมดาไม่เร่งด่วน จึงมีเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในวันที่ 14 และวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ตามลำดับ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยโดยนายริชาร์ด กรรมการบริษัทจำเลยเป็นชาวอังกฤษ ไม่สามารถอ่านเขียนฟังภาษาไทยได้ ไม่เคยอ่านรายละเอียดในการใช้บริการเลย และทำการโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตเป็นประจำไม่เคยมีปัญหา ในส่วนภาษาอังกฤษ ไม่มีคำใดแปลว่าการโอนเงินนั้นจะถึงผู้รับภายใน 3 วันทำการ จำเลยไม่มีเจตนาที่จะไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ตกลงรับเงินจากจำเลย 100,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50,000 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 งวดที่สองชำระภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ส่วนข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง (867,765.50 บาท) เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการบังคับจำเลยกรณีผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องตีความสัญญาส่วนนี้ไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ดังนั้น คำว่าผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดนั่นเอง คดีนี้จำเลยทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในงวดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ทำรายการครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2552 กำหนดให้โอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 โดยเป็นการทำรายการโอนเงินก่อนถึงกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวด ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่าในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 และวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแต่ละงวดนั้น ธนาคารทำการหักเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยทันที การที่จำเลยเข้าทำรายการโอนเงินล่วงหน้าในลักษณะดังกล่าวย่อมไม่อาจทำให้คาดหมายได้ว่าจะมีผลทำให้ต้องผิดสัญญาและเสียเบี้ยปรับเป็นเงินอีกกว่า 800,000 บาท จำเลยมิได้มีเจตนาไม่สุจริตเอาเปรียบโจทก์แต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยโดยตลอดแล้วยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการอายัดเงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิทยุ เลขที่บัญชี 709 - 1 - 04xxx - x ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน เจมส์ เพอร์รี่
จำเลย — บริษัทแคลริตี้ ไอที จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2561
#624990
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยพนักงานตรวจแรงงานที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยร่วมลูกจ้าง เพราะจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยและจำเลยร่วมให้การว่าหนังสือเตือนฉบับที่ 1 ไม่เป็นความจริง โดยระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2557 โจทก์มอบหมายงานที่ไม่ให้เวลาแก่จำเลยร่วมพอสมควร เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม 2556 โจทก์มอบหมายงานให้แก่จำเลยร่วมให้ทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 แต่ในระหว่างนั้นในวันที่ 7 และวันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์มอบหมายงานให้แก่จำเลยร่วมทำอีก 2 งาน รวมเป็น 4 งาน ดังนั้น การที่จำเลยใช้ดุลพินิจว่าการมอบหมายงานดังกล่าวแก่จำเลยร่วมไม่เป็นธรรมชอบแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางได้ให้เหตุผลและวินิจฉัยแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะไม่ได้หยิบยกบทกฎหมายขึ้นอ้างในคำวินิจฉัยให้ชัดเจน และการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยจะรวบรัดไปบ้าง แต่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวก็ได้กล่าว หรือแสดงถึงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว

หนังสือเตือนฉบับที่ 1 มีข้อความระบุว่า จำเลยร่วมกระทำผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และการกระทำผิดครั้งหลังก็เป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งมอบหมายงานของโจทก์ตามเอกสารมอบหมายงานให้จำเลยร่วมทำ ที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือเตือนฉบับที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การที่จำเลยร่วมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการลงโทษทางวินัยแก่จำเลยร่วมได้ การที่โจทก์นำหนังสือเตือนฉบับที่ 1 มาใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยอ้างว่าจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือนกับหนังสือเตือนครั้งหลังจึงไม่อาจกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิดซ้ำคำเตือน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสวีไอ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศรายุทธ สุ่มยศ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลยร่วม — นายมิคาเอล แมทซ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคคลธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2561
#623436
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โดยให้มีผลวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล คดีนี้ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือผลประโยชน์อื่นใดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงดังที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่าโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ลาออกโดยให้มีผลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์คาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 อาจตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์และหากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สอบสวนเสร็จจำเลยที่ 1 อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการไล่ออกหรือเลิกจ้างได้ แต่โจทก์ยังคงชิงลาออกเสียก่อนตามที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2558 ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย หลังจากนั้นโจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องอ้างว่าตนได้ลาออกจากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งนี้เท่ากับอ้างเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบเพื่อมาเรียกร้องสิทธิในเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พฤติการณ์ทั้งหลายของโจทก์ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกเพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริตย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ตามฟ้องอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินสมทบเป็นเงิน 155,214.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากเงินที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องเฉพาะกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงิน ออกใบวางบิลและเรียกเก็บเงินจากลูกค้าที่ทำสัญญาประกันกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์มีสิทธิรับเบี้ยประกันจากลูกค้าและให้สิทธิในการเป็นตัวแทนขายประกันด้วย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ก่อนจำเลยที่ 1 อนุมัติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เสนอพิจารณาบทลงโทษตามระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จากการปฏิบัติงานของโจทก์ โดยให้มีผลก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 อันสืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ฝ่ายการเงินตรวจพบรายการผิดปกติจากการปฏิบัติงานในการส่งรายการตัดเบี้ยประกันไม่ถูกต้องตรงรายตัวแทนของการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 จำนวน 175,701.21 บาท และในวันเดียวกันคือวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่า "...ข้าพเจ้าโจทก์ทำงานผิดระเบียบทางการเงินของจำเลยที่ 1 หาหลักฐานตามยอดเงิน 5 รายการ รวมเป็นเงิน 769,011.55 บาท รับเงินแล้วตัดงานไม่ตรงราย นำสลักหลังของ UPD (บริษัทยูพีดีโบรกเกอร์ จำกัด) และรายอื่น ๆ ไปตัดเบี้ยในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และนำเงินบัญชีพักรายอื่นไปตัดเบี้ยไม่ตรงราย จากรายการข้างต้นข้าพเจ้าจะหาหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป หากรายไหนไม่ได้ ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบ..." วันที่ 3 กันยายน 2557 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปรายงานการสอบสวนให้จำเลยที่ 1 ยังปรากฏว่าก่อนโจทก์แสดงเจตนาลาออกนั้นพบว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557 โจทก์รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 15,222 บาท แต่มิได้นำเงินส่งส่วนรับชำระดำเนินการตัดชำระเบี้ยให้ลูกค้าทันที แต่กลับนำเงินจากบัญชีพักของบริษัทไปตัดชำระเบี้ยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 43,876.19 บาท แต่ปรากฏว่าตรวจไม่พบว่าได้นำไปตัดชำระหนี้ให้กรมธรรม์ใด และโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัย แล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งบอกเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเนื่องจากโจทก์มีพฤติกรรมโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบในการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท รวมถึงเป็นการกระทำความผิดทางอาญาต่อบริษัทที่เป็นนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท หมวดที่ 6 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 42.2 (1) (7) (9) และ (18) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 23 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหายักยอกทรัพย์ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้โจทก์นำเงินค่าเสียหายมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เนื่องจากถูกเลิกจ้างดังกล่าวข้างต้น การกระทำของโจทก์เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบในส่วนของนายจ้างที่ได้ชำระตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 6.3.2

มีปัญหาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออก โดยให้มีผลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ก่อนจำเลยที่ 1 อนุมัติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 เสนอพิจารณาบทลงโทษโจทก์ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ให้มีผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ฝ่ายการเงินได้ตรวจพบรายการผิดปกติในการปฏิบัติงานในการส่งรายการตัดเบี้ยประกันไม่ถูกต้องตรงรายตัวแทนของการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 จำนวน 175,701.21 บาท และในวันเดียวกันคือวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่า "ข้าพเจ้าโจทก์ทำงานผิดระเบียบทางการเงินของจำเลยที่ 1 หาหลักฐานตามยอดเงิน 5 รายการ รวมเป็นเงิน 769,011.55 บาท รับเงินแล้วตัดงานไม่ตรงราย นำสลักหลังของ UPD (บริษัทยูพีดีโบรกเกอร์ จำกัด) และรายอื่น ๆ ไปตัดเบี้ยในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และนำเงินบัญชีพักรายอื่นไปตัดเบี้ยไม่ตรงราย จากรายการข้างต้นข้าพเจ้าจะหาหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป หากรายไหนไม่ได้ ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบ..." ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2557 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปรายงานการสอบสวนว่า ก่อนโจทก์แสดงเจตนาลาออกนั้นพบว่าเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557 โจทก์รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงินจำนวน 15,222 บาท แต่มิได้นำเงินส่งส่วนรับชำระดำเนินการตัดชำระเบี้ยให้ลูกค้าทันที แต่กลับนำเงินจากบัญชีพักของบริษัทไปตัดชำระเบี้ยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 รับเงินสดจากพนักงานเก็บเงิน จำนวน 43,876.19 บาท แต่ปรากฏว่าตรวจไม่พบว่าได้นำไปตัดชำระหนี้ให้กรมธรรม์ใด และโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัย แล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งบอกเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มีพฤติกรรมโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบในการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 รวมถึงเป็นการกระทำความผิดทางอาญาต่อจำเลยที่ 1 ที่เป็นนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 6 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 42.2 (1) (7) (9) และ (18) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 โดยให้มีผลวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล สำหรับคดีนี้ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ตรวจพบการกระทำผิดของโจทก์และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือผลประโยชน์อื่นใด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงดังที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่าโจทก์ได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของจำเลยที่ 1 และไม่ได้นำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ทำให้เงินของจำเลยที่ 1 ขาดหายไป เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ลาออกโดยให้มีผลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์คาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 อาจตรวจพบการกระทำความผิดของโจทก์ และหากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สอบสวนเสร็จ จำเลยที่ 1 อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการไล่ออกหรือเลิกจ้างได้ แต่โจทก์ยังคงชิงลาออกเสียก่อนตามที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2558 ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย หลังจากนั้นโจทก์จึงได้นำคดีนี้มาฟ้องอ้างว่าตนได้ลาออกจากการทำงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งนี้เท่ากับอ้างเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ เพื่อมาเรียกร้องสิทธิในเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พฤติการณ์ทั้งหลายของโจทก์ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกเพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริต ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ตามฟ้องอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพัตรา วัฒนพงษ์พิทักษ์
บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวโนติยา ภัทรประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561
#629039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่มีอำนาจ โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดกรณีร้ายแรง ดังนั้นประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาต่อไปว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลแรงงานภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลแรงงานภาค 1 ชอบที่จะยกฟ้องเพื่อให้โจทก์กับจำเลยไปดำเนินการต่อไปดังเช่นลูกจ้างทั่วไป การที่ศาลแรงงานภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงการกระทำของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้องก็เป็นการพิจารณาพิพากษาเกินเลยไปกว่าประเด็นแห่งคดี แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์มิใช่ความผิดกรณีที่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 และเมื่อโจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินภายหลังเลิกจ้างหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการว่ากล่าวกันต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งที่โจทก์ได้ปฏิบัติงานอยู่เดิมและให้จ่ายค่าเสียหาย 97,000 บาท ในระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ 18 ล้อ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,075 บาท เงินรางวัลประจำเดือน เดือนละ 16,000 บาท ค่าเที่ยว เดือนละ 8,000 บาท โดยทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2557 สหภาพแรงงานลินฟ้อกซ์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างของจำเลยที่ศูนย์ปฏิบัติงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้ววินิจฉัยว่า การแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างของจำเลย โจทก์ประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง เข้าเงื่อนไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายใด ๆ

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์มิใช่ความผิดกรณีที่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งที่โจทก์ปฏิบัติงานอยู่และให้จ่ายค่าเสียหาย หรือหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้ขอมา แต่ศาลแรงงานภาค 1 ก็สามารถสั่งเกินคำขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เพื่อความเป็นธรรมโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ได้นั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอาศัยเหตุที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งเดิม และให้จ่ายค่าเสียหายระหว่างที่ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าทำงาน โดยจำเลยให้การว่า สหภาพแรงงานลินฟ้อกซ์แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ โจทก์จึงไม่ใช่กรรมการลูกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำความผิดเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จากข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ และข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 1 ในเรื่องดังกล่าว ข้อเท็จจริงต้องยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 1 ว่า โจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เมื่อโจทก์มิใช่กรรมการลูกจ้างตามข้ออ้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานภาค 1 ก็ชอบที่จะยกฟ้องเพื่อให้โจทก์กับจำเลยไปดำเนินการกันต่อไปดังเช่นลูกจ้างทั่วไป แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะได้วินิจฉัยถึงการกระทำของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง เข้าเงื่อนไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ข้อ 4.3 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้อง ก็เป็นการพิจารณาพิพากษาเกินเลยไปกว่าประเด็นแห่งคดี แม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยมาก็เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และเมื่อโจทก์มิใช่กรรมการลูกจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 สำหรับที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินภายหลังเลิกจ้างหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการว่ากล่าวกันต่อไป ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2561
#623781
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่.." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท และจำเลยทั้งสองจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง 172,620.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าได้ชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส 21,444 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกสินไหมรถยนต์กลาง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,366 บาท แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ออกเช็คแทนจำเลยที่ 1 โดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และพิจารณาอนุมัติค่าสินไหมทดแทนจนเกิดความเสียหาย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ยื่นใบลาออกแต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้อนุมัติเพราะต้องสอบสวนโจทก์ก่อน หลังจากสอบสวนพบว่าโจทก์ทุจริตจึงแจ้งเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเลิกจ้าง โจทก์มิได้ลาออกเอง โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 และผลประโยชน์แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการลาออกของโจทก์มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานทันทีที่โจทก์ยื่นใบลาออกโดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องอนุมัติและโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพลูกจ้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยที่ 1 การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ส่วนปัญหาว่าโจทก์จะมีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบหรือไม่ นั้น เมื่อข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.5 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกพ้นสมาชิกภาพไม่ว่ากรณีใด กองทุนจะจ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งจำนวน ส่วนสิทธิในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบของสมาชิก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายจ้างของสมาชิกนั้นเป็นผู้กำหนดตามที่ระบุในเอกสารแนบท้ายข้อบังคับ" และเอกสารแนบท้ายข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ในส่วนของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฉบับแก้ไขตามมติที่ประชุมใหญ่สมาชิก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2552 ข้อ 3.3 ก็ระบุว่า "การสิ้นสมาชิกภาพ... (3) ออกจากงานไม่ว่าด้วยสาเหตุอื่นใด" เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟังว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงสิ้นสมาชิกภาพแล้ว แต่การที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกองทุน ซึ่งตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 ระบุว่า "ในกรณีต่อไปนี้สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ... ทุจริตต่อหน้าที่..." เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 ตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินเพิ่มพูน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 7.7 อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยา ดาราสว่าง
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2561
#626049
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ผู้รับโอนภายในกำหนด สัญญานี้เป็นอันยกเลิกโดยปริยายทันที เมื่อปรากฏว่าถึงกำหนดชำระงานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง ต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้ชำระเงินในวันที่ครบกำหนดตามใบวางบิล จึงถือว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงถูกยกเลิกไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 และเมื่อภายหลังจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้ว จำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าว มิได้เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับชำระเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 12 กันยายน 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามใบแจ้งหนี้ jws 13-0049 แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 วางบิลใบแจ้งหนี้ Jws 13-0049 จำนวนเงิน 338,588.13 บาท จำเลยที่ 5 ออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 ครบกำหนดชำระวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ปรากฏว่างานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 5 แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขและยกเลิกใบรับวางบิลดังกล่าว จำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องแล้ว จำเลยที่ 5 ตรวจรับมอบงานแล้วออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 กำหนดชำระวันที่ 17 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2557 จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 338,588.13 บาท แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์ 87,034.50 บาท ค้างชำระ 251,553.63 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์อนุมัติวงเงินรับซื้อลูกหนี้การค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ข้อความในสัญญาข้อ 11 ว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างเพื่อขอให้เป็นผู้รับชำระเงินเอง หากจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืน ก็จะมีผลทำให้สัญญาทุกสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยปริยาย หมายถึง ผู้รับโอนยกเลิกการอนุมัติวงเงิน ไม่ได้หมายความถึงยกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง การยกเลิกสัญญาจึงเป็นเพียงยกเลิกอนุมัติวงเงินตามสัญญารับซื้อลูกหนี้การค้า มิได้ยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นสมบูรณ์แล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว จึงต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 รับเงินจากจำเลยที่ 5 เป็นการผิดสัญญาและทำละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้โอนตกลงให้โจทก์ผู้รับโอนเป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 เพื่อหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ ทั้งตามสัญญาข้อ 12 วรรคหนึ่ง ระบุความว่า สัญญานี้จะยกเลิกกันโดยปริยายทันที เมื่อ 1. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่ผู้รับโอนเมื่อครบกำหนด... ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ชำระเงินในวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ตามใบรับวางบิล อันเป็นวันครบกำหนด สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจึงถูกยกเลิกไปตามข้อสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาก็รับกันในคำฟ้องและคำให้การว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายตามข้อ 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งผลของการยกเลิกสัญญาดังกล่าวตามความในข้อ 12 วรรคสอง ระบุความว่า ให้หนี้คงค้างทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ครบกำหนดชำระ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้คงค้างทุกสัญญาและค่าเสียหายแก่โจทก์ อันหมายถึงหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนแก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง กำหนดให้โจทก์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 5 มิได้ชำระเงินในวันครบกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งหมด การที่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้วจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าวมิใช่เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาเหตุผลอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม แย้มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2561
#623387
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาอีกคดีของศาลชั้นต้น

แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 59, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การจะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อกันได้หรือไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงและต้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ศาลชั้นต้นนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ต้องระบุหรือกล่าวไว้ในคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้น ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง ทั้งกรณีไม่อาจถือเอาคำร้องขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 717/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับที่บัญญัติใหม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรัพย์สมุทรค้าข้าว จำกัด
จำเลย — นายชนธัญ แซ่จึง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นางวิไล อรุณเรืองศิริเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2561
#623783
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น" และมาตรา 26/5 บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาให้เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 ไปในคราวเดียวกัน" จึงเป็นกรณีที่มาตรา 26/4 กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแก่รัฐ มิใช่โทษในทางอาญา ส่วนวิธีการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวมาตรา 26/5 กำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญา อันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ที่ให้เพิ่มมาตรา 26/4 และมาตรา 26/5 มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามซึ่งถูกฟ้องว่าร่วมกันทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติแก่กรมป่าไม้ไปในคราวเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จ่ายเงินสินบนนำจับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้เสื่อมเสียหรือเสื่อมสภาพแก่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 เดือน ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 เดือน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น" และมาตรา 26/5 บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาให้เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 ไปในคราวเดียวกัน" จึงเป็นกรณีที่มาตรา 26/4 กำหนดความรับผิดของผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแก่รัฐ มิใช่โทษในทางอาญา ส่วนวิธีการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวมาตรา 26/5 กำหนดให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 เข้ามาพร้อมกับคำฟ้องคดีอาญา อันมีลักษณะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นมีผลใช้บังคับ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามซึ่งถูกฟ้องว่าร่วมกันทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ 190,015.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ไปในคราวเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูติ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
นิพนธ์ ใจสำราญ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา