คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3958/2561
#623442
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ฟ้องคดีล้มละลาย บ. แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ กลับรายงานเท็จต่อโจทก์ ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่ามีการฟ้องคดีล้มละลาย บ. แล้ว เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างและละเมิดต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ดำเนินการฟ้อง บ. ภายในอายุความ แม้ปรากฏว่า บ. ไม่มีทรัพย์สินใดให้บังคับคดีในคดีแพ่งก็ตาม แต่ในคดีล้มละลายมีกระบวนการพิจารณาแตกต่างไปจากการบังคับคดีแพ่งทั่วไป เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยให้ลูกหนี้แสดงรายการหรือรายละเอียดของทรัพย์สินที่มีอยู่รวมทั้งสิทธิต่างๆ ในการที่จะได้มาซึ่งเงินและทรัพย์สินจากบุคคลภายนอกรวมทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถใช้สิทธิในการตรวจสอบสินทรัพย์ของ บ. ได้ จึงอาจทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะได้รับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีล้มละลาย บ. จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ศาลแขวงเชียงใหม่พิพากษาให้ บ. ใช้เงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2543 การนำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้ บ. เป็นบุคคลล้มละลาย อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12 แต่โจทก์กลับปล่อยระยะเวลาไว้นาน จึงมีมติให้ฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือนเศษ คดีจะขาดอายุความ ย่อมถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ดังนั้นหนี้อันต้องใช้สินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 442

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวด้วย แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ส่วนจำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนเข้าทำสัญญาค้ำประกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/32 ม. 223 ม. 420 ม. 442
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด
จำเลย — นางสาวจิรชยา สุขสาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3929/2561
#623430
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแรกที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 จากนั้นได้วินิจฉัยในประเด็นที่สองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระและต้องคืนเงินประกันผลงานตามฟ้องแก่โจทก์ เพียงแต่คำพิพากษาระบุในคำวินิจฉัยในประเด็นที่สองต่อไปว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำนอกขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นการส่วนตัว จากนั้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด และยกฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยในคำพิพากษาตามประเด็นข้อพิพาทข้อที่หนึ่งและข้อที่สอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อเนื่องมีเหตุผลชัดแจ้งและสรุปรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระเงินที่ค้างชำระกับต้องคืนเงินประกันผลงานตามฟ้องแก่โจทก์ การที่คำพิพากษาได้พิมพ์ระบุจำเลยที่ 1 และที่ 2 สลับกันในตอนหลังและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยตอนต้น เชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์คำพิพากษาตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นทราบและขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ได้พิพากษาเห็นสมควรย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาข้อผิดพลาดดังกล่าวได้ โดยหาจำต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบเพื่อคัดค้านไม่ ทั้งการแก้ไขดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ทราบ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทริทธิ์ คอน จำกัด
จำเลย — บริษัทเอเชี่ยน โปร-บิวเดอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอภิชาติ เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วุฒินัย วงศ์ฟัก
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2561
#624991
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุผลสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ผู้คัดค้านลงข้อความและรูปภาพในเฟสบุ๊คว่า "นี้หรือรถที่ใช้ขนเงินเป็นล้าน...กูละเชื่อ" ข้อความและรูปภาพดังกล่าวมีลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้ร้องใช้รถที่มีสภาพไม่เหมาะสม ไม่มีความปลอดภัยในการขนส่งทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าเป็นปกติประจำทั่วไป ซึ่งผู้คัดค้านเคยแถลงรับข้อเท็จจริงว่ารถคันที่ผู้คัดค้านใช้ในวันเกิดเหตุผู้คัดค้านไม่ได้ใช้ประจำ เพียงแต่หากวันไหนไม่มีรถคันอื่นให้ใช้จึงจะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้คัดค้านลงข้อความและรูปภาพ ผู้คัดค้านทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ร้องไม่ได้ให้ผู้คัดค้านใช้รถคันดังกล่าวขนส่งทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าเป็นปกติประจำทั่วไป เพียงแต่ให้ผู้คัดค้านใช้เป็นรถสำรองเท่านั้น การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการลงข้อความและรูปภาพในลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริตของผู้คัดค้าน ย่อมทำให้ผู้ร้องซึ่งประกอบธุรกิจขนส่งทรัพย์สินที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและไว้วางใจเป็นสำคัญขาดความน่าเชื่อถือและไว้วางใจอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้และถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ร้อง กรณีมีเหตุผลสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทจี4เอส แคช โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายอรรถกร คล้ายคลึง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงาน (นนทบุรี) — ยุครธร พานิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2561
#623438
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าเมื่อลูกจ้างได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานอีก แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึง มาตรา 125 เป็นกระบวนการทางเลือกซึ่งเมื่อลูกจ้างเลือกดำเนินการโดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว ดังนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่ง โจทก์ต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แต่โจทก์ยื่นฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งแม้จะอ้างคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมาด้วย แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามากกว่าที่ได้รับตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แสดงว่าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำฟ้องโจทก์จึงมิใช่การฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เช่นนี้ สภาพคำฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องโดยอาศัยสิทธิเดิม ทั้งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอาศัยสิทธิเดียวกับที่ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในเงินดังกล่าวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจนโจทก์เกษียณอายุ 55 ปี เป็นเวลา 86 เดือน เป็นเงิน 13,277,823 บาท ค่าตำแหน่ง 860,000 บาท เบี้ยกันดาร 111,800 บาท ค่าน้ำมันรถ 2,150,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 344,000 บาท เงินโบนัส 2,165,377 บาท เงินบำเหน็จ 1,830,790 บาท ค่าชดเชย 1,830,790 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 366,158 บาท และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้าง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้รวมเป็นเงิน 25,936,738 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายที่หมิ่นประมาทโจทก์ 3,000,000 บาท ปิดประกาศขอโทษโจทก์ที่โรงงานจำเลยและโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 7 วัน และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่โรงงานผลิตสินค้าจังหวัดระยองตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 ตำแหน่งสุดท้ายผู้จัดการอาวุโส มีหน้าที่ดูแลแผนกกิจการทั่วไปและงานรับส่งพนักงาน ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ไม่ใส่ใจและละทิ้งงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง เพื่อให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินอื่น ๆ พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,830,790 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 286,823.71 บาท แก่โจทก์ ส่วนเงินอื่นๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาให้โจทก์นำคดีไปฟ้องเอง เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว ต้องนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้ศาลแรงงานเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในกำหนด กลับฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและฟ้องเกินสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เดิมจำเลยทำสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 ให้จัดหารถรับส่งพนักงานของจำเลย เสียค่าใช้จ่ายในการจัดหารถประมาณเดือนละเจ็ดล้านบาท ต่อมาเดือนมีนาคม 2557 โจทก์เจรจาต่อรองกับห้างหุ้นส่วนจำกัด วีเอส 2005 เหลือค่าใช้จ่ายเดือนละห้าล้านห้าแสนบาท แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ริเริ่มด้วยตนเองในการไปเจรจาเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของจำเลย กลับปรากฏว่าผู้บริหารของจำเลยเป็นผู้ให้โจทก์ไปเจรจา จึงสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงได้ ต่อมาจำเลยยกเลิกสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 และทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่ซึ่งราคาลดลงจากเดิมกว่าครึ่งหนึ่ง ในระหว่างที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลการจัดรถรับส่งพนักงานจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 เป็นจำนวนปีละกว่าสิบล้านบาท เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยคิดว่าโจทก์ทุจริตหรือจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แต่ไม่พบหลักฐานการทุจริตของโจทก์ การเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุสำคัญทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยเป็นคดีนี้อีกหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานนอกเหนือจากการใช้สิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงาน เมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว พนักงานตรวจแรงงานจะทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งตามมาตรา 124 หากลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจะต้องนำคดีไปสู่ศาลโดยต้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้จะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าเมื่อลูกจ้างได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานอีก แต่บทบัญญัติมาตรา 123 ถึงมาตรา 125 เป็นกระบวนการทางเลือกอีกทางหนึ่งซึ่งเมื่อลูกจ้างเลือกดำเนินการโดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว โดยใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ในฐานะลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน จนกระทั่งพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 40/2558 เรื่อง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ย ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชย 1,830,790 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 286,823.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่ง โจทก์ต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว แต่โจทก์ยื่นฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้โจทก์จะอ้างคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาด้วย แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 366,158 บาท ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าที่ได้รับตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน แสดงว่าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำฟ้องโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 125 เช่นนี้ สภาพของคำฟ้องโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิเดิม ทั้งยังได้ความว่าจำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวด้วยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อให้จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยอาศัยสิทธิเดียวกันกับที่ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในเงินดังกล่าวแล้วได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อไปว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมจำเลยเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวีเอส 2005 ในการจัดหารถรับส่งพนักงานของจำเลยประมาณเดือนละเจ็ดล้านบาท ต่อมาโจทก์เจรจาต่อรองเหลือเดือนละห้าล้านห้าแสนบาท แต่ปรากฏว่าผู้บริหารของจำเลยเป็นผู้ริเริ่มให้โจทก์ไปเจรจา ต่อมาจำเลยยกเลิกสัญญาเดิมและทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่โดยราคาลดลงจากเดิมกว่าครึ่งหนึ่ง จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลจากความไม่ใส่ใจและละทิ้งงานของโจทก์ อันเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) การที่จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหารถให้แก่พนักงานในระหว่างโจทก์มีหน้าที่ดูแลรับส่งพนักงานปีละกว่าสิบล้านบาท เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยจึงมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว แต่จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 ที่รับฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ไม่ใส่ใจงานและละทิ้งงาน รวมทั้งโจทก์ทำให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายจัดรถรับส่งพนักงานเป็นเงินจำนวนมากเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฤกษ์ประสิทธิ์ พ่วงลาภหลาย
จำเลย — บริษัทแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย ) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายชาตรี พงษ์อาภา
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740 -ที่ 3751/2561
#623780
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสิบสองลงลายมือชื่อในหนังสือการยกเลิกการจ้างซึ่งระบุว่า จำเลยขอยกเลิกสัญญาจ้างและตกลงจ่ายเงินค่าบอกกล่าว 1 งวดการจ้างกับค่าชดเชย และโจทก์บางคนยังได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีอายุงานครบ 20 ปี ในตอนท้ายของหนังสือดังกล่าวระบุข้อความว่า โจทก์ทั้งสิบสองขอสละสิทธิเรียกร้องใด ๆ อันอาจมีอีกต่อไปทั้งสิ้น ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสิบสองลงลายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสอง แต่โจทก์ทั้งสิบสองมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะรับเงินตามสัญญา และสละสิทธิเรียกร้องอื่นใดอันอาจมีต่อไปหรือไม่รับเงินดังกล่าวแล้วไปฟ้องเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่โจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิตามกฎหมายในภายหลังได้ เมื่อกฎหมายแรงงานก็ไม่ได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ใช่เงินที่นายจ้างต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสิบสองกับจำเลยทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ทั้งสิบสอง ดังนั้น โจทก์ทั้งสิบสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรรณลพ แสงทอง กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีทติ้ง อินดัสตรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2561
#624563
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 18,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 2 ปี และปรับไม่เกินกระทงละ 40,000 บาท จึงห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 300 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 60 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 18,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 2 ปี และปรับไม่เกินกระทงละ 40,000 บาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวิชิต จำลองกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2561
#624893
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่มาแสดงตน เช่นนี้ การที่ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก จำเลยให้การรับสารภาพและได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกันแล้วเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ครั้งถึงวันนัดฟังคำพิพากษาโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ปี 6 เดือน ให้โจทก์ฟัง และให้ออกหมายจับจำเลยมาปฏิบัติตามผลของคำพิพากษา หลังจากนั้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เรื่อยมาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จนกระทั่งทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นครั้งสุดท้าย ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ตามคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 6 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 กรณีตามคำร้องของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ยกคำร้อง

ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ทนายจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ทนายจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่มาแสดงตน เช่นนี้ การที่ทนายจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายชัชวาลย์ ไวนิยมพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาววรทิพย์ นิมิตชัยธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อารยา วิชิตชลชัย
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3727/2561
#623450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของ ช. ผู้อนุบาลตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ให้จำเลยทั้งสามรับผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 350 โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ ม. เป็นผู้ฟ้องคดีแทนในขณะที่โจทก์ยังเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ ช. เป็นการกระทำโดยโจทก์ไม่มีอำนาจ ต้องให้ ช. ผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน กรณีหาใช่เป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์และจำต้องแก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังที่โจทก์อ้าง เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของนางชื่น ผู้อนุบาล ตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23/2556 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณ พี่สาวโจทก์ฟ้องคดีแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายจึงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณ พี่สาวโจทก์ฟ้องคดีแทนได้ แม้โจทก์เป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่เป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณฟ้องคดีนี้ซึ่งลงวันที่ 21 มกราคม 2559 โจทก์ยังเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนางชื่น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวมะลิวรรณดำเนินคดีแทนนั้น เป็นการกระทำโดยโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ ต้องให้นางชื่นผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน กรณีหาใช่เป็นเรื่องของการบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ และจำต้องแก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรดังที่โจทก์อ้าง เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 350
ป.พ.พ. ม. 28
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (1) ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี จารุอรอุไร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2561
#623447
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 14 ปี และปรับ 750,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 18 ปี 8 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยจำเลยอาสาเป็นสายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ารายอื่นจนสามารถจับกุมนางสาวลาวันล์หรือหมวย ได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีน 980 เม็ด และพนักงานสอบสวนได้ยื่นสำเนาบันทึกการจับกุมไว้ในชั้นขอฝากขังผู้ต้องหา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ขอให้ลดโทษแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่สืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางสาวพรเพ็ญหรือหน่อย พุทธรักขิโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายเคารพ คุณธรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3708 -ที่ 3709/2561
#626043
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติไว้ เพื่อแก้ข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนตามมาตรา 48 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อพันตำรวจเอก ย. ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ การประชุมและมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอเป็นใจความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด และจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการขอกำหนดสถานะบุคคลและลงรายการสัญชาติไทยของบุคคลบนพื้นที่สูงของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง จำนวน 5,013 คน ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนตุลาคม 2548 มีการพิสูจน์สอบสวนที่ขัดต่อระเบียบของสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 และมีการทุจริตการออกบัตรประจำตัวประชาชนไปแล้วประมาณ 1,900 ราย พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกันในคดีอาญาที่ 382/2548 พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มีทรัพย์สินในชื่อผู้คัดค้านทั้งสองรวม 5 รายการ มีมูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101527 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน ราคาประเมิน 2,950,000 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่แตงจับกุมนายสะล่า นายจำรัส และนายไพศาล ในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมามีหลักฐานพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานสอบสวนจึงได้รับคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 อำเภอแม่แตง ในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ของตนทำการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เมื่อสุ่มฐานข้อมูลในการออกบัตรประจำตัวประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง พบว่ามีการเพิ่มชื่อบุคคลจำนวนมากเข้าในทะเบียนบ้านและมีการออกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งอนุมัติโดยผู้คัดค้านที่ 1 ตำแหน่งนายอำเภอแม่แตง อันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อมูลประชากรในท้องถิ่นที่เป็นฐานข้อมูลของฝ่ายสาธารณสุข พบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกบัตรประจำตัวประชาชน คือ นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 นายอุทิศ นายอุทัย ปลัดอำเภอแม่แตง และผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกัน พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) จึงขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 มีมติมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฝ่ายปฏิบัติการ) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและคดี และพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2549 และคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม. 2/2549 ลงวันที่ 18 มกราคม 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ตรวจสอบแล้วกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก คือ 1. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 2. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 3. ที่ดินพร้อมตึกแถว อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท 4. รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีทรัพย์สินเพิ่มเติม 1 รายการ คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน มูลค่าประมาณ 2,950,000 บาท กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.4/2550) และแจ้งคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบ ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 5 รายการ มูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า การประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน กับการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย.121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน และต่อมามีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินนั้นไม่ชอบ เนื่องจากการประชุมดังกล่าวมีเพียงพันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาการแทน (ที่ถูก รักษาราชการแทน) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นประธานในการประชุม การประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง นั้น เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมโดยไม่ได้อ้างว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการได้ จึงเป็นการฎีกาโต้แย้งว่า รองเลขาธิการดังกล่าวไม่อาจเป็นคณะกรรมการธุรกรรมนั่นเอง ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ใดได้เป็นกรณีที่กระทบถึงสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลซึ่งจะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจ ปัญหาที่ว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หาใช่เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนการที่พันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ..." วรรคสอง บัญญัติว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม" เห็นได้ชัดว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้มีไว้เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 ว่า พันตำรวจเอก ยุทธบูล ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ ซึ่งการประชุมนั้นมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.104/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน ส่วนการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 และมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.121/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน นั้น พันตำรวจเอก ยุทธบูล ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้นการประชุมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 29 ม. 33 ม. 49
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 46 ม. 48
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายประเสริฐ อินดี โดยนางพรรณราย
ผู้คัดค้าน — หรือกันต์ฤทัยหรืออภิณห์พร อินดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2561
#623427
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาไว้ในข้อ 13 มีสาระสำคัญว่า จำเลยมีสิทธิริบค่าจ้างที่โจทก์ดำเนินการไปแล้วแต่จำเลยยังไม่ชำระ รวมทั้งหลักประกันใดๆ ที่โจทก์มอบไว้แก่จำเลยตามสัญญา เพื่อนำมาหักชำระเป็นค่าปรับ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อไป หรือค่าเสียหายในการแก้ไขงานในระยะเวลารับประกันผลงาน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างที่โจทก์นำมาในสถานที่ก่อสร้าง โจทก์ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเพื่อหักใช้หนี้ใด ๆ ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ทันทีซึ่งเป็นข้อตกลงที่แตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างโจทก์ จำเลย ผลก็คือโจทก์จะบังคับให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้วใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 391 วรรคสาม ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,632,301.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,724,726.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น 1 หลัง เป็นเงินค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 45,761,010 บาท กำหนดเวลาสร้างเสร็จ 10 เดือน ครบกำหนดวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 แบ่งงานออกเป็น 25 งวด ชำระค่าจ้างตามงวดงานภายใน 15 วัน ถัดจากวันที่จำเลยได้รับใบแจ้งเบิกจ่ายพร้อมรายละเอียดของงาน เอกสารประกอบต่าง ๆ ในการจ้างเบิกแต่ละงวดที่ผ่านการตรวจสอบจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว โจทก์ตกลงให้จำเลยหักเงินค่าจ้างแต่ละงวดในอัตราร้อยละ 5 เพื่อเป็นประกันผลงาน จำเลยตกลงคืนให้โจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 365 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้าย โจทก์ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ 18 งวด จำเลยชำระค่าจ้างโดยหักเงินประกันผลงานไว้ 1,459,116.69 บาท ต่อมาครบกำหนดแล้ว โจทก์ก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โจทก์จำเลยตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 และต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2557 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 19 และขอเบิกค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,496,855.47 บาท จำเลยยังไม่ชำระให้และโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 20 เสร็จบางส่วน และจำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้เช่นกัน วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยยึดวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างของโจทก์ที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดงานที่ 19 และ 20 และค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างที่จำเลยยึดไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งหรือคัดค้านฟังได้ว่า โจทก์ผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนด จำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยชอบ ซึ่งตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาไว้ในข้อ 13 มีสาระสำคัญว่า จำเลยมีสิทธิริบค่าจ้างที่โจทก์ดำเนินการไปแล้วแต่จำเลยยังไม่ชำระ รวมทั้งหลักประกันใด ๆ ที่โจทก์มอบไว้แก่จำเลยตามสัญญา เพื่อนำมาหักชำระเป็นค่าปรับ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อไป หรือค่าเสียหายในการแก้ไขงานในระยะเวลารับประกันผลงาน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างที่โจทก์นำมาในสถานที่ก่อสร้าง โจทก์ยินยอมให้จำเลยยึดทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเพื่อหักใช้หนี้ใด ๆ ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ทันทีซึ่งเป็นข้อตกลงที่แตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 จึงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างโจทก์ จำเลย ผลก็คือโจทก์จะบังคับให้จำเลยยอมรับเอางานที่เสร็จบางส่วนงวดที่ 19 และ 20 อันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แล้วใช้เงินค่าจ้างให้ตามส่วนของงานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 391 วรรคสาม ไม่ได้ ดังนี้ โจทก์จะเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับงวดงานดังกล่าวหรือแม้กระทั่งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างได้ต่อเมื่อจำเลยสละหรือละซึ่งประโยชน์จากข้อตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวมาแล้วโดยยอมรับเอาการงานที่โจทก์ทำให้แม้จะไม่แล้วเสร็จแต่ละงวดงานก็ตาม หรือยอมรับเอาวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและจะชำระราคาให้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 19 แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 และขอเบิกจ่ายค่าก่อสร้างจำนวน 1,496,855.47 บาท ตามหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายค่าก่อสร้าง ซึ่งนายวงศ์ศักดิ์ ผู้จัดการโจทก์เขียนข้อความว่า ทาง หจก.วชิระรุ่งเรืองกิจ ขอความอนุเคราะห์งานงวดที่ 19 ตอนนี้งานเสร็จไป 80% เพราะงานบางตัวติดงานส่วนอื่น ทาง หจก. วชิระรุ่งเรืองกิจขอเอางานปูกระเบื้องห้องน้ำชั้น 2 ถึง 6 มาชดเชย เพื่อนำเงินมาซื้อของทำงานส่วนอื่น ๆ เพื่อให้โครงการจบตามกำหนด นายคมศักดิ์ ที่ปรึกษาควบคุมฝ่ายก่อสร้างจำเลยก็ระบุในหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายค่าก่อสร้างว่า งานติดตั้งฝ้า เพดาน ยังไม่แล้วเสร็จ ผรม. ขอความอนุเคราะห์รอผลการพิจารณาความตั้งใจและท่าทีของ ผรม.ในการทำงานลงวันที่ 26 เมษายน 2557 ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับบันทึกของผู้จัดการโจทก์ข้างต้นแล้ว นายชยพล กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย และนายคมศักดิ์ ยังเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายคมศักดิ์ไปตรวจสอบสถานที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบว่า งานงวดที่ 19 โจทก์ก่อสร้างไปแล้วเสร็จประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า งานงวดดังกล่าวโจทก์ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ นายคมศักดิ์เห็นดังนั้นจึงไม่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ตรวจสอบ และระบุความเห็นด้วยว่างานฝ้าเพดาน ยังไม่แล้วเสร็จดังกล่าวมาแล้ว ที่ฝ่ายโจทก์โดยนายวงศ์ศักดิ์ เบิกความทำนองว่า จำเลยไม่จ่ายค่าก่อสร้างงวดที่ 19 ให้เพราะจำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อโจทก์ทวงหลายครั้ง นายคมศักดิ์แจ้งว่าจะชำระให้ก่อน 1,000,000 บาท แต่ก็ไม่ชำระให้นั้น เป็นคำเบิกความที่เลื่อนลอย และขัดกับบันทึกข้อความที่นายวงศ์ศักดิ์ และนายคมศักดิ์บันทึกตอบโต้กันดังกล่าวมาแล้ว ส่วนงานงวดที่ 20 โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบงานเลย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้สละหรือละประโยชน์ตามข้อตกลงเลิกสัญญารับเหมาโดยยอมรับงานก่อสร้างแล้วจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่อย่างใด ส่วนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างก็เช่นกัน นายวงศ์ศักดิ์เบิกความเพียงว่า ได้ร่วมกับนายคมศักดิ์ตัวแทนของจำเลยตรวจสอบวัสดุก่อสร้างที่ยังคงเหลือ 72 รายการ เช่น กระเบื้องแกรนิต นั่งร้านเหล็ก ฯลฯ คิดเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,336,001.76 บาท และไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมรับไว้และจะชำระราคาให้แต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 19 และ 20 กับค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วชิระ รุ่งเรืองกิจคอนสตรัคชั่น
จำเลย — บริษัทอนานันต์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายอภิชัย จันทภาโส
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659 -ที่ 3675/2561
#626224
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อการผลิตรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มีกระบวนการตั้งแต่การขึ้นรูปตัวถังรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ การประกอบรถยนต์ เช่น การประกอบตัวถังรถยนต์ การประกอบเครื่องยนต์ไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายจนเป็นรถยนต์สำเร็จรูป จากนั้นทำการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานรถยนต์ของจำเลยที่ 1 รวมถึงการจัดเก็บรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเพื่อรอการขนส่งไปจัดจำหน่ายต่อไปซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต การที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำหน้าที่ล้างรถ เคลือบฟิล์มกันกระแทก ขับรถเข้าเก็บไว้ในโกดังสินค้า ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ด้วยสายตาและบันทึกการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ตามตารางสรุปรายละเอียดลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด การทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด จึงถือเป็นขั้นตอนอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตรถยนต์ซึ่งอยู่ในความหมายของมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงทำงานในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติแตกต่างจากลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ทั้งสิบเจ็ดหรือไม่ อย่างไร จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 229/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 234/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 238/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 241/2558 ของศาลแรงงานภาค 1 โดยเรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 16 กับเรียกโจทก์ในคดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 17 ถึงที่ 21 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 16 ยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามจำนวนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 จัดให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานส่งมอบรถยนต์ใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่พนักงานเคลือบฟิล์ม โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทำหน้าที่พนักงานขับรถที่ทำการตรวจสอบคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปจอด ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ โจทก์ที่ 8 และที่ 18 ถึงที่ 20 ทำหน้าที่พนักงานล้างรถหลังจากที่คนขับรถจอดรถและลงจากรถและให้พนักงานตรวจสอบหลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำและใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ โจทก์ที่ 10 ถึงที่ 12 ทำหน้าที่พนักงานล้างรถหลังจากพนักงานตรวจสอบจุด RE - PDI และพนักงานขับรถขับเข้าช่องทำความสะอาดแล้วโจทก์ที่ 10 ถึงที่ 12 จะทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่การตรวจสอบคุณภาพ โจทก์ที่ 7 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 17 ทำหน้าที่พนักงานตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ประกอบเสร็จแล้ว และโจทก์ที่ 21 ทำหน้าที่พนักงานบันทึกข้อมูล ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์เป็นขั้นตอนสุดท้าย เห็นได้ว่าลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นขั้นตอนในช่วงเวลาหลังจากที่มีการประกอบตัวถังและอุปกรณ์รถยนต์ เมื่อจำเลยที่ 1 ผลิตรถยนต์สำเร็จแล้ว โดยเป็นการเคลือบฟิล์มกันกระแทก การขับรถเข้าเก็บในโกดังสินค้า การตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์ที่มีการประกอบเสร็จสิ้นแล้ว การล้างรถและทำความสะอาดรถยนต์ที่ประกอบเสร็จสิ้น รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพภายนอกของรถยนต์ในขั้นตอนสุดท้าย ลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตในธุรกิจของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการประกอบกิจการอุตสาหกรรมรถยนต์ อุปกรณ์รถยนต์รวมทั้งอะไหล่ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการติดเคลือบฟิล์มกันกระแทกรถยนต์ การทำความสะอาดรถยนต์และการขับรถยนต์ที่ประกอบเสร็จสิ้นแล้วไปจอดไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่มาทำงานในสำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในเรื่องดังกล่าวที่จะให้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสิบเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการค้างจ่ายจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด อีกต่อไป สำหรับค่าจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ทั้งสิบเจ็ดรับว่าจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าจ้าง สิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้ตามฟ้องครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 อีก

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 มิได้บัญญัติเพียงว่า ลูกจ้างต้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตของผู้ประกอบกิจการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในธุรกิจของผู้ประกอบกิจการด้วย ลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดถือว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในธุรกิจของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงถือว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อการผลิตรถยนต์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีกระบวนการตั้งแต่การขึ้นรูปตัวถังรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์รถยนต์ การประกอบรถยนต์ เช่น การประกอบตัวถังรถยนต์ การประกอบเครื่องยนต์ ไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายจนเป็นรถยนต์สำเร็จรูป จากนั้นทำการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานรถยนต์ของโจทก์ รวมถึงการจัดเก็บรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเพื่อรอการขนส่งไปจัดจำหน่ายต่อไปซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต การที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำหน้าที่การล้างรถ เคลือบฟิล์มกันกระแทก ขับรถเข้าเก็บไว้ในโกดังสินค้า ทำการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ด้วยสายตาและบันทึกการตรวจสอบคุณภาพภายนอกรถยนต์ตามตารางสรุปรายละเอียดลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดท้ายคำแถลงการณ์เปิดคดีของจำเลยทั้งสอง การทำงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด จึงถือเป็นขั้นตอนอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตรถยนต์ซึ่งอยู่ในความหมายของมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงทำงานในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดในส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติแตกต่างจากลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ทั้งสิบเจ็ดหรือไม่อย่างไร จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเสียก่อน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นลักษณะงานของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเมื่อเปรียบเทียบกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ว่ามีลักษณะเดียวกันหรือไม่และได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653 -ที่ 3654/2561
#663646
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุว่าการกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) (3) เมื่อโจทก์ระบุว่าจำเลยร่วมกระทำผิดตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าว การลงโทษจำเลยร่วมจึงต้องใช้ข้อบังคับการทำงานอันเดียวกันซึ่งมีระบุถึงโทษทางวินัยไว้แล้วมาใช้บังคับแก่จำเลยร่วมตามข้อ 23 ซึ่งกำหนดโทษไว้ 5 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์จะนำโทษตัดเงินเดือน ตามระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8.4 ซึ่งระบุให้ใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยมาใช้หาได้ไม่ เนื่องจากเป็นการลงโทษโดยนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจอนุโลมนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้บังคับแก่กันได้ หากให้โจทก์เลือกปฏิบัติเช่นนี้ได้จะเป็นผลเสียต่อความเป็นธรรมในการลงโทษผู้กระทำความผิดวินัย เพราะโจทก์สามารถหลบเลี่ยงหรือเลือกปฏิบัติในการลงโทษพนักงานคนใดตามความประสงค์ของโจทก์โดยการนำโทษเบามาลงกับการกระทำความผิดร้ายแรงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ตัดไปคืนให้จำเลยร่วมตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย และเรียกนาย ด. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ว่าจำเลยร่วม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 55/2557 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 และคำสั่งของจำเลยที่ 64/2557 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้นาย ด. เข้ามาในคดีโดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

จำเลยร่วมให้การด้วยวาจาปฏิเสธฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมเป็นลูกจ้างของโจทก์โดยเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 93,545 บาท จำเลยร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) และ (3) ซึ่งมีโทษทางวินัยเพียง 5 ประเภท ตามข้อ 23 คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ แต่โจทก์กลับลงโทษจำเลยร่วมตามระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8 ซึ่งระบุถึงโทษทางวินัยมี 6 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก ตัดเงินเดือน พักงาน และภาคทัณฑ์ ซึ่งโทษดังกล่าวใช้สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยเท่านั้น กล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 โจทก์มีหนังสือลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยร่วม 10 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนด 1 เดือน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เป็นเงิน 9,355 บาท ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2557 โจทก์มีหนังสือแจ้งลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยร่วมเพิ่ม โดยให้เพิ่มโทษเป็นลงโทษตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นโจทก์จึงตัดเงินเดือนจำเลยร่วมในเดือนสิงหาคม 2557 เป็นเงิน 14,032 บาท วันที่ 8 กันยายน 2557 โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วม โจทก์ตัดเงินเดือนจำเลยร่วมในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 อีก 23,386 บาท จำเลยร่วมจึงได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ 55/2557 และที่ 64/2557 ให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างสำหรับการทำงานของจำเลยร่วมในวันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นเงิน 9,355 บาท ค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 เป็นเงิน 14,032 บาท และค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2557 เป็นเงิน 23,386 บาท เนื่องจากการลงโทษดังกล่าวไม่เหมาะสมกับความผิด ตามระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 9 เพราะจำเลยร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โทษที่จะลงได้คือ ไล่ออก ปลดออก และให้ออกเท่านั้น คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์เอง และการที่โจทก์หักค่าจ้างหรือตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมไม่ได้ยินยอมด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 ทั้งมิใช่กรณีที่นายจ้างหักค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักค่าจ้างของจำเลยร่วมได้

คดีมีปัญหาตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 มิได้ระบุโทษตัดเงินเดือนเอาไว้ แต่ระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8 ระบุโทษ ตัดเงินเดือน เอาไว้ มิใช่กรณีขัดหรือแย้งกันของระเบียบทั้งสองตามความในข้อ 3 และข้อ 42 (3) ของระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่ระเบียบโจทก์ว่าด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาการบริหารจัดการภายในองค์กรโจทก์ทั้งหมดโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 42 (2) นำโทษ ตัดเงินเดือน ที่ระบุไว้ในระเบียบโจทก์ว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 พ.ศ.2543 ที่เป็นคุณแก่พนักงานมากกว่ามาบังคับใช้ได้ เห็นว่า ตามหนังสือเรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน โจทก์ระบุว่าการกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) (3) เมื่อโจทก์ระบุว่าจำเลยร่วมกระทำผิดตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าว การลงโทษจำเลยร่วมจึงต้องใช้ข้อบังคับการทำงานอันเดียวกันซึ่งมีระบุถึงเรื่องโทษทางวินัยไว้แล้วมาบังคับแก่จำเลยร่วมตามข้อ 23 ซึ่งกำหนดโทษไว้ 5 ประเภท คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก พักงาน และตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์จะนำโทษตัดเงินเดือน ตามระเบียบว่าด้วยการเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ ค่าชดเชย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2543 ข้อ 8.4 ซึ่งระบุให้ใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยมาใช้หาได้ไม่ เนื่องจากเป็นการลงโทษโดยนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้ ทั้งระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 42 (3) ระบุว่า กฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใดขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอนุโลมนำระเบียบฉบับอื่นมาใช้บังคับแก่กันได้ หากให้โจทก์เลือกปฏิบัติเช่นนี้ได้จะเป็นผลเสียต่อความเป็นธรรมในการลงโทษผู้กระทำความผิดวินัยเพราะโจทก์สามารถหลบเลี่ยงหรือเลือกปฏิบัติในการลงโทษพนักงานคนใดตามความประสงค์ของโจทก์โดยการนำโทษเบามาลงกับการกระทำความผิดร้ายแรงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจตัดเงินเดือนของจำเลยร่วม ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ตัดไปคืนให้จำเลยร่วมตามคำสั่งของจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์เองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76 ม. 77
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ ก.
จำเลย — นางสาว ส. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลยร่วม — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
-
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561
#624989
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่นั้น ตามมาตรา 44 และ 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่ใช่เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 (1) (ก) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น น. สรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งจึงมีอำนาจวินิจฉัยและมีคำสั่งทางปกครองได้

การจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัท อ. เพื่อประกันความเสี่ยงในการขายลดลูกหนี้การค้าของบริษัทในเครือทั้งสามเพื่อบริการด้านงานสินเชื่อตามสัญญา แม้เป็นค่าใช้จ่ายเนื่องจากการปฏิบัติตามสัญญา แต่การที่โจทก์จ่ายเบี้ยประกันภัยแทนบริษัทในเครือทั้งสาม โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหน้าที่หรือความจำเป็นอย่างไรที่ต้องไปจ่ายแทนบริษัทในเครือทั้งสาม และค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายไป ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ตกแก่บริษัทในเครือของโจทก์ โจทก์ได้รับเพียงค่าตอบแทนจากการให้บริการจัดการธุรกิจตามสัญญาเป็นรายปีในอัตราร้อยละ 2 ของยอดขายสุทธิเท่านั้น ดังนั้น เงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์จ่ายให้บริษัท อ. เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงจากการนำลูกหนี้การค้าของบริษัทในเครือทั้งสามไปขายลดให้ธนาคาร จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่ง ป.รัษฎากร

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (1) ม. 30 (ก) ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี (13)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
บริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561
#623432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับเงินจากบริษัท ฮ. เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้ทำสัญญากับบริษัท ฮ. ผู้เช่าใหม่ ถือเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์และมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า อันเป็นค่าบริการอย่างหนึ่งที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนมกราคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 งดหรือลดเบี้ยปรับ และงดเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ 73.1 - 02018060 - 25560422 - 005 - 00188 ถึง 00189 ลงวันที่ 22 เมษายน 2556 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/2/11/2558 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 โดยให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร คงให้โจทก์เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับน้ำประปา ไฟฟ้า บริการส่วนกลาง เก็บขยะ และทำความสะอาด และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2544 จำเลยเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรฝ่ายสรรพากร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1193 และ 80491 จากพันตำรวจเอกสุพจน์ ระยะเวลาการเช่า 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2559 ตกลงค่าเช่ารวม 18,000,000 บาท เพื่อนำที่ดินไปพัฒนา ก่อสร้างอาคารหรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าให้สิ่งปลูกสร้างของผู้เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทันที หรือผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่ารื้อถอนออกไป และให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้ แล้วนำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2547 พันตำรวจเอกสุพจน์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้เช่าที่ดินดังกล่าว และบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้มีความประสงค์จะขอเช่าที่ดินดังกล่าวจากพันตำรวจเอกสุพจน์เพื่อประกอบกิจการ รวม 3 ฝ่าย ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 โจทก์ได้รับเงินจำนวน 40,000,000 บาท วันที่ 26 เมษายน 2548 โจทก์และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกการส่งมอบที่ดิน ระบุว่า โจทก์บอกเลิกการเช่ากับผู้เช่าและ/หรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ดำเนินการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามบันทึกข้อตกลงแล้วเสร็จยกเว้นในส่วนของศาลพระพรหม และได้ขนย้ายทรัพย์สิน/บริวาร และเศษวัสดุออกไปจากที่ดินเสร็จเรียบร้อย และจะดำเนินการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน และในวันดังกล่าวโจทก์ได้รับเงินรวม 50,000,000 บาท จากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินจึงได้แจ้งการประเมินไปยังโจทก์ โดยเห็นว่าการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1 (8) และ (9) โจทก์ในฐานะผู้โอนสิทธิการเช่ามีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 โดยโจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่า ตามมาตรา 89 (4) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2548 เป็นค่าภาษี 2,800,000 บาท เบี้ยปรับ 2,800,000 บาท เงินเพิ่ม 2,800,000 บาท รวม 8,400,000 บาท และสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2548 เป็นค่าภาษี 3,500,000 บาท เบี้ยปรับ 3,500,000 บาท เงินเพิ่ม 3,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,500,000 บาท โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 โจทก์อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินได้จัดทำหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์ว่า การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินที่ได้ประกอบกิจการให้เช่าตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 เมื่อโจทก์โอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น กรณีดังกล่าวถือเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (10) จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และส่งสำเนาหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 22 เมษายน 2556 พร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มเติมเหตุผลดังกล่าวไปยังโจทก์ โจทก์ได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นข้อตกลงที่โจทก์ได้กระทำการใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการทำสัญญาเช่าโดยกำหนดอายุสัญญาเช่าขึ้นมาใหม่นั้น เป็นเรื่องระหว่างพันตำรวจเอกสุพจน์ กับบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่จะตกลงกัน ซึ่งมิได้เกี่ยวกับการได้รับเงินค่าตอบแทนจากการยกเลิกสัญญาเช่า โจทก์ยังต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และ 77/2 และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏยังไม่มีพฤติการณ์และไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันที่จะได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ ส่วนประเด็นของดหรือลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี เจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณา ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 90,000,000 บาท อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสด และให้บริการเกี่ยวกับน้ำประปา ไฟฟ้า บริการส่วนกลาง เก็บขยะ และทำความสะอาด ซึ่งการให้บริการเกี่ยวกับขายปลีกน้ำประปา ไฟฟ้า บริการทำความสะอาด และรักษาความปลอดภัย โดยโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตั้งแต่ก่อนทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ต่อมาโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินโดยในบันทึกดังกล่าว ข้อ 1 และ ข้อ 4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ตกลงดำเนินการบอกเลิกการเช่ากับผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินทั้งหมด และรื้อถอนบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดยกเว้นอาคารตามสัญญาเช่าพื้นที่ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ทำบันทึกฉบับนี้ โดยโจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน ตกลงให้สัญญาเช่าที่ดินเป็นอันเลิกกันเมื่อโจทก์ดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 150 วัน นับแต่วันที่ทำบันทึกฉบับนี้ และในการเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์และเจ้าของที่ดินตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเช่า ค่าเสียหายหรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกัน และข้อ 6 ระบุว่า เพื่อเป็นการตอบแทนแก่โจทก์ในการดำเนินการตามข้อ 1 และการเลิกการเช่าตามข้อ 4 บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท จากข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน ทั้งสองฝ่าย ตกลงให้สัญญาเช่าที่ดินเป็นอันเลิกกันด้วยความสมัครใจ โดยมิใช่เกิดจากการผิดสัญญา ทั้งมีข้อตกลงเพิ่มเติมด้วยว่า ในการเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์และเจ้าของที่ดินตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเช่า ค่าเสียหายหรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกัน ประกอบกับในสัญญาข้อ 6 ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ใช่คู่สัญญาเดิมในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน จึงไม่อาจถือเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายได้ อีกทั้งในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ข้อ 5 ยังระบุด้วยว่า เจ้าของที่ดินและบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงว่าเมื่อเจ้าของที่ดินเลิกการเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินแล้ว เจ้าของที่ดินตกลงจะให้บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เช่าที่ดินมีกำหนดระยะเวลานับแต่วันจดทะเบียนการเช่าที่ดินเป็นต้นไปถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2577 อันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 90,000,000 บาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนที่บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินและจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

ส่วนที่โจทก์ยอมรับว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินจริง ลำพังเพียงพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ ฝ่ายเดียวที่อ้างว่าข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง โดยไม่มีพันตำรวจเอกสุพจน์ เจ้าของที่ดิน และบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาอีกฝ่ายมายืนยันตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังแตกต่างจากข้อความที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ค่าตอบแทนจำนวน 90,000,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าก่อนการทำบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวเนื่องจากการประกอบกิจการในที่ดินดังกล่าวที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาก่อน การที่โจทก์ได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 90,000,000 บาท จากบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้ทำสัญญากับบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้เช่าใหม่ จึงถือเป็นการกระทำใด ๆ ของโจทก์อันอาจหาประโยชน์และมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า อันเป็นค่าบริการอย่างหนึ่งที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10) ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่โจทก์อ้างว่าข้อตกลงการเลิกสัญญาของโจทก์ตามบันทึกเพื่อมีสิทธิในที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางจึงเป็นไปเพื่อบิดเบือนข้อกฎหมายให้เข้าทำนองเป็นค่าเสียหายเพื่อไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงเพื่อมีสิทธิในที่ดิน ที่ระบุอย่างชัดเจนในข้อ 1 และข้อ 4 ถึงข้อ 6 ว่า บริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนโจทก์ในการดำเนินการจัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในที่ดินออกไปจากที่ดินและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงตอบแทนในการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และเจ้าของที่ดิน เพื่อจะได้เปลี่ยนผู้เช่าใหม่จากโจทก์เป็นบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) แตกต่างจากข้ออ้างของโจทก์อย่างชัดเจน ประกอบกับทางนำสืบของจำเลยปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงให้โจทก์เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ถือว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว และด้วยเหตุผลดังกล่าวถือว่าไม่มีเหตุสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 77/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ. พี. พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2561
#628972
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิม ก. ซึ่งเป็นสามีฟ้องหย่าโจทก์ ซึ่งเป็นภริยา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์และ ก. หย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมา ก. นำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ" ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การที่ ก. โจทก์ และทนายโจทก์ไม่แถลงคัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า คู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดี หาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจ มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ไม่ และกรณีเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ทั้งคดีหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคล เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นและวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือเป็นการเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดถูกเพิกถอน การที่ ก. ไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่าง ก. กับโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับ ก. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. กับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่ ก. มีคู่สมรสอยู่ จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับ ก. ไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและมีผลผูกพันบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัด ตามทะเบียนสมรสสำนักทะเบียนอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนที่ 367/29278 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนายกำจัดจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีที่นายกำจัดเป็นโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์ พิพากษาให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกันปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดนำคำพิพากษาดังกล่าวไปให้นายทะเบียนอำเภอกันทรารมย์ บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนการหย่า ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 นายกำจัดและจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันปรากฏตามสำเนาทะเบียนการหย่า และข้อมูลทะเบียนครอบครัว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ในคดีที่นายกำจัดฟ้องหย่าโจทก์ ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 นายกำจัดโจทก์ในคดีดังกล่าว แถลงไม่คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดีของฝ่ายจำเลยและไม่คัดค้านคำขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควรประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 นายกำจัดถึงแก่ความตายปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และสำเนามรณบัตร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลทำให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่ตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า นายกำจัดนำคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้น ยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่นายกำจัดนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา และมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในเรื่องการพิจารณาคดีใหม่จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะถึงที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นายกำจัดและโจทก์หย่าขาดจากกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ ดังนั้น ในขณะที่นายกำจัดจดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงมิใช่ทำการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นอกจากนี้หากคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีผลเพิกถอนคำพิพากษาที่ให้นายกำจัดกับโจทก์หย่าขาดจากกัน ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม และเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายในเวลาดังกล่าว การที่จะเพิกถอนการสมรสระหว่างนายกำจัดกับจำเลยในคดีนี้ ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้เช่นกันและยังเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการสมรสโดยสุจริตและศาลในคดีดังกล่าวก็มิได้มีคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรโดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 เอกสารท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขาดนัดพิจารณามิได้เป็นไปโดยจงใจและมีเหตุอันสมควร ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้งดไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ชี้ให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ถึงข้อความในคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแล้วว่า ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะและในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าก็ได้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งการที่นายกำจัด โจทก์ และทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยในคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าคู่ความในคดีนั้นประสงค์จะให้คดีแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดีหาใช่โดยการได้เปรียบกันด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความในคดีแพ่งสามารถกระทำได้โดยชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามคำแถลงของโจทก์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ นอกจากนี้คดีฟ้องหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ก็เป็นคดีเกี่ยวด้วยสถานะของบุคคลเมื่อนายกำจัดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีดังกล่าวในภายหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีนั้นแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 208/2555 และวิธีการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดถูกเพิกถอนแล้ว การที่นายกำจัดไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย สถานะของบุคคลระหว่างนายกำจัดกับโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นสามีภริยากัน เมื่อจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับนายกำจัดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นเวลาหลังจากมีการเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างนายกำจัดกับโจทก์แล้ว จึงเป็นการสมรสในขณะที่นายกำจัดมีคู่สมรสอยู่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 จำเลยไม่อาจอ้างความสุจริตได้ การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดไม่มีผลเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งผลแห่งการที่เพิกถอนคำพิพากษาโดยคู่ความขาดนัดดังกล่าว ก็ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นเกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลและยังมีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยบุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับนายกำจัดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา วรรคสอง ม. 199 เบญจ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาง ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
บุญมี ฐิตะศิริ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2561
#642382
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบกับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมีสิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัท ซึ่งมีผลทันที ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ในใบลาออกอันจะถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเงิน 56,000 บาท ค่าชดเชย 90 วัน เป็นเงิน 168,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 13 วัน เป็นเงิน 80,266.58 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4 วัน เป็นเงิน 7,466.64 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยประกาศหรือแจ้งเป็นหนังสือไปยังลูกจ้างและลูกค้าของจำเลยว่าหนังสือเลิกจ้างเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถูกกลั่นแกล้ง และให้ออกหนังสือรับรองประวัติการทำงานแก่โจทก์ว่าทำงานดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยถูกพักงาน หรือลงโทษใด ๆ หากไม่ปฏิบัติให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,799.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย โดยให้มีผลในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 จำเลยอนุญาต ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์รวมทั้งบุคคลอื่นอีกหลายคน จำเลยจ่ายค่าจ้างของเดือนกรกฎาคม 2555 ให้แก่โจทก์ครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวและไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย แม้จะบอกเลิกสัญญาไม่ครบกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และโจทก์ไม่ได้ทำงานตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 แต่โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยในเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งตรงตามความประสงค์ของโจทก์ ส่วนที่จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์และบุคคลต่าง ๆ ไม่มีผลเนื่องจากโจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว จึงเริ่มมีผลนับแต่วันที่บอกกล่าว คือ วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ซึ่งโจทก์ไม่อาจถอนได้ ไม่ว่าโจทก์บอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของการบอกเลิกสัญญา อีกทั้งในวันฟ้องก็ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ถือได้ว่าจำเลยไม่สามารถเลิกสัญญาจ้างโจทก์ได้อันเป็นกรณีจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่เป็นกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1.5 วัน คิดเป็นเงิน 2,799.99 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์ก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออก ถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผลบังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 การขอลาออกของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นบังคับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด ประกอบกับการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจะเลิกกันก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุไว้ในใบลาออก คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หรือวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แล้วแต่กรณี มิใช่เกิดผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างแรงงานในวันที่โจทก์ยื่นใบลาออก ระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้นโจทก์และจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์และมีสิทธิหน้าที่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่จนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อจำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 โดยมีข้อความว่าโจทก์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของบริษัท ซึ่งมีผลทันที อันเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่สุจริตและพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณ ถือว่าจำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่ มิใช่จำเลยใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของโจทก์ในใบลาออกแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างเองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยต่อไปอีก แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 191 วรรคหนึ่ง ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3595/2561
#623443
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือ บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ จึงมีความหมายชัดแจ้งแล้วว่าบุตรที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจะต้องเป็นบุตรที่มีอายุต่ำกว่าอายุสิบแปดปีเสียก่อน และหากบุตรซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้นได้รับค่าทดแทนแล้ว ต่อมามีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีก็จะได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดเวลาที่ยังศึกษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 134/2558 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนางสาวพรรณศิริ เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายค่ำ ผู้ตาย มีอายุเกิน 18 ปี และไม่ได้ศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นมารดานายค่ำ ส่วนนางสาวพรรณศิริ อายุ 21 ปีเศษ เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายค่ำ นายค่ำถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 เนื่องจากการทำงาน จำเลยวินิจฉัยว่า โจทก์และนางสาวพรรณศิริมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง...(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่" เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง นางสาวพรรณศิริเป็นบุตรตามความเป็นจริงของนายค่ำ ส่วนการศึกษา กฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะให้บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ได้รับการศึกษาต่อเนื่องจนจบชั้นปริญญาตรี จึงกำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน แสดงว่าในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรีจึงจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน แต่นางสาวพรรณศิริสมัครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชั้นปริญญาตรีภาค 1 ปีการศึกษา 2556 ส่วนภาคเรียนที่ 2 ไม่มีการลงทะเบียนเรียนแต่อย่างใด ถือว่านางสาวพรรณศิริขาดสถานภาพการเป็นนักศึกษาแล้ว ตามระเบียบการรับสมัครเข้าเป็นนักศึกษาและแผนกำหนดการศึกษาชั้นปริญญาตรีส่วนกลาง พ.ศ.2558 แสดงว่าขณะที่นายค่ำประสบอันตรายถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริไม่ได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ที่จำเลยอ้างว่านางสาวพรรณศิริเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชั้นปีที่ 2 และศึกษาต่อเนื่องมาตลอดตามลำดับนั้น และใบรับรองการเป็นนักศึกษาเป็นกรณีที่นางสาวพรรณศิริสมัครเป็นนักศึกษาใหม่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่นายค่ำถึงแก่ความตาย นางสาวพรรณศิริจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 134/2558

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะนายค่ำถึงแก่ความตายนางสาวพรรณศิริยังคงศึกษาต่อเนื่องเรื่อยมาในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือ บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปี และยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ จึงมีความหมายชัดแจ้งแล้วว่าบุตรที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจะต้องเป็นบุตรที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเสียก่อน และหากบุตรซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้นได้รับค่าทดแทนแล้ว ต่อมามีอายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีก็จะได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดเวลาที่ยังศึกษา เมื่อปรากฏว่าขณะนายค่ำลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายนั้น นางสาวพรรณศิริมีอายุ 21 ปีเศษ นางสาวพรรณศิริจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) มิใช่เป็นกรณีกฎหมายไม่ได้บัญญัติโดยชัดแจ้งดังที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์ จันทร์หอม
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2561
#623429
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของ ฟ. ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดย ส.เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมา ส. ได้มาเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่ ส. เป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่า ส. น่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่ ส. ไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทคดีหมายเลขแดงที่ 251/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 และ มาตรา 40 (1) (ง) (จ) และ (2) (ข) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่จำนวน 84,420,852.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 80,061,347.68 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ตามสัดส่วนที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบสี่

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอถอนคำคัดค้านข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.1.13

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสิบสี่ทำสัญญาประกันภัยประเภทความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับผู้คัดค้าน 5 ฉบับ มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งสิบสี่ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและธุรกิจหยุดชะงัก ผู้ร้องทั้งสิบสี่เรียกให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วผู้คัดค้านปฏิเสธ ผู้ร้องทั้งสิบสี่จึงเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสิบสี่แต่งตั้งนายณัฐจักร เป็นอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านแต่งตั้งนายสวิน เป็นอนุญาโตตุลาการ นายณัฐจักรกับนายสวินเสนอนายสิทธิโชค เป็นอนุญาโตตุลาการคนที่ 3 และตกลงให้นายสิทธิโชคเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสิบสี่ โดยนายณัฐจักรอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ประการแรกว่า องค์ประกอบและกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า ก่อนที่นายสิทธิโชคจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ นายสิทธิโชคได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ผบ.426/2554 หมายเลขแดงที่ ผบ.544/2555 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างบริษัททรู ฟิตเนส จำกัด โจทก์ บริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งโจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย นายสิทธิโชคในฐานะทนายความจำเลยทำคำให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการก่อการร้าย หรือการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ชั้นพิจารณานายสิทธิโชคก็นำสืบพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี นายสิทธิโชคยื่นอุทธรณ์โดยอ้างข้อต่อสู้เดิม นายสิทธิโชคจึงไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระเป็นผู้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการเป็นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ และไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ทราบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ..." และวรรคสองบัญญัติว่า "บุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน และนับแต่เวลาที่ได้รับการตั้งและตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นต่อคู่พิพาทโดยไม่ชักช้าเว้นแต่จะได้แจ้งให้คู่พิพาทรู้ล่วงหน้าแล้ว" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งว่า ต้องเปิดเผยถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระนับแต่เวลาที่ได้รับเป็นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วย โดยมิได้กำหนดให้คู่พิพาทต้องร้องขอให้เปิดเผย หน้าที่นี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่ต้องการความโปร่งใสและบรรยากาศที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มิใช่เรื่องที่ผู้ร้องทั้งสิบสี่ต้องคัดค้านตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อ 21 วรรคสาม ของระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2551 เพราะจะมีการคัดค้านได้ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงของความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสิทธิโชค ประธานอนุญาโตตุลาการเคยเป็นทนายความของบริษัทฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย และรับประกันภัยความเสียหายทรัพย์สินในเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ โดยนายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว ให้การต่อสู้คดีในทำนองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ซึ่งมีผลให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมานายสิทธิโชคได้มาเป็นประธานอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ย่อมมีแนวความคิดเห็นทำนองเดียวกับคดีที่ตนเคยเป็นทนายความในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการหรือความสงสัยต่อความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงตั้งแต่เข้าเป็นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนตลอดเวลาที่ยังคงดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการด้วยการที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่อาจทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสคัดค้านเสียตั้งแต่แรก นอกจากนี้การที่นายสิทธิโชครับเป็นทนายความจำเลยในคดีดังกล่าว แม้จำเลยในคดีดังกล่าวกับผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคนละบริษัทกัน แต่เหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ถือว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีเกี่ยวข้องกัน ผู้คัดค้านย่อมคาดหวังว่านายสิทธิโชคน่าจะมีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกับคดีดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้าน การที่นายสิทธิโชคไม่เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระหรือเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนตามมาตรา 19 จึงทำให้องค์ประกอบและกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 (1) (จ) ย่อมส่งผลให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ฟังขึ้น ปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสิบสี่ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 20 ม. 40 (1) ม. 40 (จ) ม. 40 (2) ม. 40 (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อลิอันซ์ ซี. พี. ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสกุณ สวนปาน
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2561
#623778
เปิดฉบับเต็ม

รั้วพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วซึ่งบริษัท ว. สร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้านขายตั้งแต่ปี 2532 อันเป็นการให้มีสาธารณูปโภคตามนัยข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทำให้รั้วพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด รั้วพิพาทจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 เมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคจากบริษัท ว. มาดำเนินการ รั้วพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการรื้อประตูเชื่อมระหว่างที่ดินแปลงที่ เอ 60 กับที่ดินภายนอกหมู่บ้าน ดำเนินการปิดรั้วหมู่บ้านและก่อสร้างรั้วหมู่บ้านให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้โจทก์มีอำนาจหาบุคคลอื่นมาดำเนินการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อประตูเชื่อมระหว่างที่ดินแปลงที่ เอ 60 โฉนดที่ดินเลขที่ 51960 กับที่ดินภายนอกหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค และดำเนินการปิดรั้วหมู่บ้านให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปิดรั้วหมู่บ้านให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปิดรั้วหมู่บ้าน ให้โจทก์เข้าดำเนินการเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด เป็นผู้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค และเป็นผู้ก่อสร้างรั้วอิฐบล๊อกที่พิพาทสูง 4 เมตร รอบหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค เมื่อปี 2532 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงที่ เอ 60 โฉนดที่ดินเลขที่ 51960 ของหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค ซึ่งมีรั้วหมู่บ้านอยู่ที่แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออก ในปี 2546 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8394 ของหมู่บ้านจัดสรรกฤติยาซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรั้วของหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์คคั่นอยู่ ต่อมาปี 2553 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวแล้วจำเลยทั้งสองจัดการรื้อรั้วของหมู่บ้านภายในที่ดินดังกล่าวออกเป็นความกว้างประมาณ 4 เมตร เพื่อให้เป็นทางเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 8394 ซึ่งอยู่ติดกัน โจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อปี 2550 แล้วรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้าน เพื่อไปจัดการและบำรุงรักษา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่า การประชุมคณะกรรมการโจทก์ซึ่งมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เป็นการขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดอย่างถูกต้องแล้วว่า การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรั้วพิพาทและมีหน้าที่บำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นได้ทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง มติที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์จะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์และคณะกรรมการต้องรับผิดชอบต่อที่ประชุมของมวลสมาชิก หาใช่ข้อที่จะทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่โดยบริบูรณ์ต้องเสื่อมเสียไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยนั้นหมายถึงอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อ 2.2.4 และข้อ 2.2.5 ที่ว่า การประชุมคณะกรรมการของโจทก์ในครั้งที่ 4/2556 เป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เพราะกรรมการบางคนขาดคุณสมบัติจึงไม่ถือว่าครบองค์ประชุม ซึ่งเหตุดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่ว่ามติของคณะกรรมการโจทก์จะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาท เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า รั้วพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 หาใช่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิรื้อทำลายรั้วพิพาท เห็นว่า รั้วพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วซึ่งบริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด สร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้านขายตั้งแต่ปี 2532 เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและบ้านภายในโครงการจัดสรร อันเป็นการให้มีสาธารณูปโภคตามนัยข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด รั้วพิพาทจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 มิฉะนั้นบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งควบคุมดูแลการจัดสรรที่ดินโดยเฉพาะก็จะไม่มีผลบังคับใช้ หากแต่ถือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน บุคคลจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกจากที่ได้รับอนุญาตแล้วมิได้ รวมทั้งผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายหนึ่งรายใดก็ไม่อาจกระทำได้เช่นกัน ต่อมาเมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคจากบริษัทวินด์มิลล์พาร์ค จำกัด มาดำเนินการ รั้วพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า รั้วพิพาทเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 51960 ของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยทั้งสองรื้อทำลายรั้วพิพาทของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองรื้อรั้วพิพาทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 หากเป็นมูลละเมิด โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 เกินกว่า 10 ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านอกจากการรื้อทำลายรั้วพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองยังก่อสร้างซุ้มประตู ประตูเหล็กในตำแหน่งรั้วพิพาทแล้วใช้เป็นทางผ่านเข้าออกตลอดมา อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในการใช้ประโยชน์ บำรุงรักษารั้วพิพาทเพื่อใช้เป็นสาธารณูปโภคในการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการทุกรายต่อเนื่องเรื่อยมาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่า คดีไม่ขาดอายุความ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรวินด์มิลล์พาร์ค
จำเลย — นางสุวนิษฐ์ ปทุมเทวาภิบาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุรชาติ วรศรัณย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา