คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 103/2561
#623794
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายพรชัย จิรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2561
#621399
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเกิดในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุโขทัยไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

ก่อนเกิดเหตุ ส. ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง มิใช่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ ส. นำไปจำหน่ายก่อน แล้ว ส. จึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยโดย ส. ได้กำไรผลต่างที่นำไปจำหน่ายเกินกว่าราคาต้นทุน เมื่อ ส. ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยแล้ว เมทแอมเฟตามีนของกลางย่อมตกเป็นของ ส. เพียงลำพัง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับ ส. แม้ก่อนที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ ส. เมทแอมเฟตามีนอยู่ในความครอบครองของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลากลางวัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดวันดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะเกินกว่าที่กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องเกี่ยวกับเวลาซึ่งมิถือว่าต่างกันในข้อสำคัญ อย่างไรก็ตามการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ส. ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา พันตำรวจโท สุรกิจ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย จับกุมนางปราณี ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด นางปราณีให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายสุรเดชหรือมาน พันตำรวจโท สุรกิจ จึงให้นางปราณีติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด จากนายสุรเดช ต่อมาเวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายสุรเดชนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาส่งมอบให้นางปราณี พันตำรวจโท สุรกิจ จึงจับกุมนายสุรเดช พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3,918 เม็ด น้ำหนักรวม 377.734 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 81.971 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 5732XXXX ใบรับฝากเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ และรถกระบะหมายเลขทะเบียน บท 844 สุโขทัย เป็นของกลาง ศาลพิพากษาลงโทษนายสุรเดชแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2552 ร้อยตำรวจเอก ทศ จับกุมจำเลยได้กล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุโขทัย ไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายสุรเดชกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้นายสุรเดชนำไปจำหน่ายก่อน เมื่อจำหน่ายได้แล้วจึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลย โดยนายสุรเดชจะได้กำไรผลต่างที่นำไปขายเกินกว่าราคาต้นทุน จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้จะอยู่ห่างไกลกันก็สามารถแบ่งหน้าที่กันทำได้ และหากรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับนายสุรเดช แต่ทางพิจารณาได้ความว่าก่อนที่เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมาอยู่ในความครอบครองของนายสุรเดชนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาก่อน ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคท้ายนั้น เห็นว่า พันตำรวจโท ประยุทธ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายสุรเดชว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายสุรเดชให้การรับสารภาพ ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายสุรเดชให้การเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ความว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2551 นายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประมาณ 4,000 เม็ด โดยก่อนไปรับเมทแอมเฟตามีนนายสุรเดชได้โอนเงินจำนวน 400,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สอด และจำเลยโทรศัพท์บอกนายสุรเดชว่าจะให้คนขับรถบรรทุกแร่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เลยทางแยกไปอำเภอแม่สอดประมาณ 3 กิโลเมตร เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ให้นายสุรเดชไปรอ พร้อมบอกหมายเลขทะเบียนรถด้วย นายสุรเดชจึงขับรถกระบะไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมันดังกล่าว เมื่อรับเมทแอมเฟตามีนแล้วนายสุรเดชนำเมทแอมเฟตามีนไปซ่อนไว้ที่ป่าหญ้าด้านหลังบ้าน ซึ่งตรงกับถ้อยคำที่นายสุรเดชเคยให้การต่อพันตำรวจโท สุรกิจ ผู้จับกุม ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น แม้นายสุรเดชเบิกความว่า นายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายชีพก็ตาม แต่นายสุรเดชให้การชั้นจับกุมในวันเดียวกับวันถูกจับกุมและให้การชั้นสอบสวนในวันรุ่งขึ้น นายสุรเดชย่อมไม่มีเวลาไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น เมื่อนายสุรเดชมาเบิกความเป็นพยานโจทก์หลังเกิดเหตุนานประมาณ 1 ปี เชื่อว่านายสุรเดชเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชจึงเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ แม้คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวที่กล่าวถึงการกระทำของจำเลยเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน เมื่อโจทก์มีใบรับฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่นายสุรเดชโอนเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันที่ 16 เมษายน 2551 และบันทึกการใช้โทรศัพท์ของนายสุรเดชของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่นายสุรเดชโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยในวันที่ 15 เมษายน 2551 มาสนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชแล้ว คำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นและมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง มิใช่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายสุรเดชนำไปจำหน่ายก่อน แล้วนายสุรเดชจึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยโดยนายสุรเดชได้กำไรผลต่างที่นำไปจำหน่ายเกินกว่าราคาต้นทุนดังที่โจทก์ฎีกา ขณะที่พันตำรวจโท สุรกิจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง คงมีเพียงนายสุรเดชที่เป็นผู้ครอบครองเท่านั้น เมื่อนายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยแล้ว เมทแอมเฟตามีนของกลางย่อมตกเป็นของนายสุรเดชเพียงลำพัง โดยจำเลยมิได้ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับนายสุรเดช แม้ก่อนที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายสุรเดช เมทแอมเฟตามีนของกลางจะอยู่ในความครอบครองของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลากลางวัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดวันดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะเป็นการเกินกว่าที่กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องเกี่ยวกับเวลาซึ่งมิถือว่าต่างกันในข้อสำคัญดังที่โจทก์ฎีกา อย่างไรก็ตามการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายสุรเดช ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายสุรเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายประทีป ศรีสังข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายสันติ เจียรละมุน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 102/2561
#623793
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสำเนียง วิเชียรรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2561
#623792
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสมพิศ ศรีสุข
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2561
#623791
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสมพร จิรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2561
#623790
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสมมาศ พยัคฆ์เดช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2561
#623774
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายยอดชาย กุมรัมย์
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2561
#623773
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายปริญญา พสิษฐสริวิชญ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2561
#623772
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสอน พงษ์ภมร
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2561
#622524
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจาก การรังวัดออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณะและรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม ส.ค. ๑ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ประกอบกับคดีนี้เป็นกลุ่มคดีเดียวกันกับคดีที่คณะกรรมการได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๗/๒๕๖๑ , ๑๖/๒๕๖๑ , ๑๙๙/๒๕๖๐ , ๑๓๕/๒๕๖๐ และ๕๐/๒๕๖๐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นายเนือก เพียรชอบ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2561
#622523
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจาก การรังวัดออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณะและรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม ส.ค. ๑ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ประกอบกับคดีนี้เป็นกลุ่มคดีเดียวกันกับคดีที่คณะกรรมการได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๗/๒๕๖๑ , ๑๖/๒๕๖๑ , ๑๙๙/๒๕๖๐ , ๑๓๕/๒๕๖๐ และ๕๐/๒๕๖๐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาคร เตือนสติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2561
#624187
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาสมเด็จ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๔๙๓/๗๒ (๔๙๘) ได้ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีขอรังวัดไม่ตรงตามตำแหน่งของ น.ส. ๓ ดังกล่าว โดยตำแหน่งที่ขอรังวัดเป็นที่ราชพัสดุมีหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผลการรังวัดปรากฏว่าทับที่ดินที่มีหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และเป็นที่ราชพัสดุ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๑๒๖๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การนำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้ฟ้องคดีมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งประการอื่น นอกจากการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของตนในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ฟ้องคดี — นางปราณี เกณสาคู
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์
สาขาสมเด็จ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2561
#622418
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒ ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ (หนองใหญ่) ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแสดงแนวเขต การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
กฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพรวิลัย ลำพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ 2
ตำบลผไทรินทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2561
#622417
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒ ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ (หนองใหญ่) ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแสดงแนวเขต การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
กฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางวัลภา กองทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒
ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2561
#622758
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแท่น ที่ ๒ นายอำเภอชนบท ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำเสาคอนกรีตมาปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การนำรังวัดตรวจสอบแนวเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการรังวัดปักหลักเขตที่ดินไม่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ แผ่นที่ ๓๓ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำเสาคอนกรีตที่ปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้น ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพล
ผู้ฟ้องคดี — นายมีชัย เถาพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2561
#623771
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๕๗ และ ๑๙๘๕๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดเขตที่ดินเพื่อการปฏิรูปซึ่งรวมที่ดินของโจทก์ไว้ด้วย และร่วมกันนำที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ก.) ให้แก่มารดาจำเลยที่ ๓ และโอนสิทธิการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มาเป็นของจำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ก.) เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางประยูร ชารัมย์
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่1 กับพวกรวม
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2561
#622756
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ที่ ๑ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหกขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และออก น.ส. ๓ ก. แปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๖๔ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก แม้จะมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถอนการคัดค้านการออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และอ้างว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหก โดยเฉพาะข้อที่ขอให้สั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และออก น.ส. ๓ ก. แปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๖๔ ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับการรับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และเลขที่ ๖๔ ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง หรือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางอรษา โปร่งจันทึก ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
สาขาสีคิ้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2561
#623416
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม จำเลยที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างรังวัดเอกชน ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ ในบันทึกถ้อยคำ (แบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์) บันทึกถ้อยคำ (แก้คำขอ) และแผนที่สังเขปว่าโจทก์แบ่งหักที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หลังจากนั้น จำเลยที่ ๒ ได้ทำนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยจำเลยที่ ๓ ได้ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดฉบับใหม่ให้แก่โจทก์มีเนื้อที่เท่าเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่เพิกถอนและออกโฉนดฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์เป็นทางสาธารณะโดยอยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ และผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนรายการจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินพิพาท และออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณะเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ปลอมลายมือชื่อโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งหมายให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิ ในทรัพย์สินของเอกชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นางพิกุล อุตรนคร
จำเลย — นายสาโรช เอกอุ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2561
#622416
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องนายอำเภอพิปูน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอพิปูน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินซึ่งมีสระน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน (สระน้ำบ้านวังวัว) ต่อมาผู้ฟ้องคดี จะจ้างเหมาขุดลอกสระน้ำดังกล่าว นาย ส. คัดค้านว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองสระน้ำโดยแสดงหลักฐาน น.ส. ๓ ซึ่งออกให้โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้เพิกถอนพื้นที่สระน้ำสาธารณประโยชน์ดังกล่าวออกจาก ที่ดินของนาย ส. (ผู้ร้องสอด) เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นสระน้ำสาธารณ ประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน แต่ผู้ร้องสอดโต้แย้งว่าไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นสระน้ำในที่ดินที่ผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม โดยมีหลักฐาน การครอบครองเป็น น.ส. ๓ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอด มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาแทนรัฐ แม้ผู้ฟ้องคดี จะฟ้องนายอำเภอพิปูน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอพิปูน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ด้วย โดยขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการเพิกถอนพื้นที่สระน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน (สระน้ำบ้านวังวัว) ออกจากที่ดิน น.ส. ๓ ของผู้ร้องสอด ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ร้องสอดเท่านั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดทุ่งสง
ผู้ฟ้องคดี — เทศบาลตำบลควนกลาง
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอพิปูน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2561
#622129
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท สถานเดียว โดยไม่ลงโทษจำคุก เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93, 102 (3 ทวิ), 111, 127 ทวิ, 151, 161 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท สถานเดียว ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ปรับ 20,000 บาท รวมปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิในการฎีกาของคู่ความจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท สถานเดียว โดยไม่ลงโทษจำคุก เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกไปตามถนนสาธารณะ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่เพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย เมื่อรวมกับโทษปรับ 10,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายไชโย เพ็ชรอำไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวอรฤดี เรืองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา