การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้าย รวมทั้งดำเนินการในกรณีที่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การยืนยันโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๕๒๔/๒๕๕๕ ว่าเป็นที่สาธารณะ จึงให้โจทก์ทั้งหกรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เนื่องจากปลูกสร้างในที่สาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ทั้งหกไม่รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ ๗ และที่ ๘ รื้อถอนอาคารและปักเสากั้นเขตในที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งโจทก์ทั้งหกอ้างว่าทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งแปดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดรายได้ให้แก่โจทก์ทั้งหก และให้ขับไล่จำเลยทั้งแปดหรือบริวารจำเลยทั้งแปดและทรัพย์ใดๆ ที่นำมาวางปักไว้ให้ถอนออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งหกและรื้อถอนเสาปูนพร้อมลวดหนาม และป้ายต่างๆ ที่วางปักติดในบริเวณที่ดินออกทั้งหมด หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งหกมีสิทธิจัดการรื้อถอนสิ่งกีดขวางทั้งหมดได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยทั้งแปดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งปวง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เป็นกรณีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้ จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวที่ได้รับไป โดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจาก ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหาย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายมาศาลและเบิกความเป็นพยานโจทก์ประมาณ 10 นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตร ทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนไปสืบพยานปากผู้เสียหายในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมา พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่มาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้น ที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในการกระทำความผิดเดียวกันนี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์คืนเงินค่าลงทะเบียนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอื่นใดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๔ และมาตรา ๑๙๗ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) มีเจตนารมณ์ในการกำหนดเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยให้ศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ซึ่งต้องวินิจฉัยตามระบบกฎหมายมหาชน ส่วนอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของเอกชน หรือข้อพิพาทที่มีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของเอกชน เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามระบบกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๗๖ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของที่ดิน และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งสองในขณะที่โจทก์ทั้งสองนำที่ดิน ส.ค. ๑ ดังกล่าวขอออกโฉนดที่ดิน โดยให้ลงชื่อในบันทึกข้อความ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ แจ้งว่าเป็นการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงถนนหรือทางส่วนตัวของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งความจริงเป็นการลงชื่ออุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ การหลอกลวงดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและลงชื่อในบันทึกข้อความอันเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม ต่อมา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้นำที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๐๔ ของตนไปออกโฉนดที่ดินและนำรังวัดชี้เอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไปเป็นทางสาธารณะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นิติกรรมอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนรายการทางสาธารณประโยชน์พิพาทอันเกิดจากนิติกรรมการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด ตามบันทึกข้อความ ฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท อันเป็นคำฟ้องที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดและถูกหลอกลวงเป็นสำคัญเพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของตน ลักษณะตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โดยการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ศาลต้องวินิจฉัยเรื่องสิทธิในทรัพย์สินและความสมบูรณ์ของนิติกรรมทางแพ่งอันเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง อันจะเข้ากรณีพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนและการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๗๖ ได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้าน จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๗๖ ของผู้ฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้าน การนำรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๗๖ หรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มา ซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ที่ ๒ นายอำเภอปักธงชัย ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๓๔๖๑ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ โดยที่ดินดังกล่าวแบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๕๘๑ ที่ออกสืบเนื่องจากหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๑๗ โดยผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๓๔๖๑ ออกทับทางสาธารณะหรือที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากมารดา จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิในที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ออกทับทางสาธารณะหรือที่สาธารณประโยชน์ จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบกฎหมาย เนื่องจากทับที่สาธารณประโยชน์ และมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่นำคดีมาฟ้องก็เพื่อให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องอยู่ก่อน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ยืนยันว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 สำหรับหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ แม้รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.10 จำเลยโอนทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์ตามข้อ 1.11 โจทก์เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการส่งมอบทรัพย์ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ โดยระบุว่าผู้ตายยกที่ดินให้กรมการข้าวเมื่อปี ๒๕๑๐ แต่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในสำเนาหนังสือขอยกที่ดินให้ทางราชการ การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและคืนที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและคืนที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเป็นไปตามสำเนาหนังสือของนาย ช. ที่แจ้งความประสงค์ขอยกที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนตามใบจองเลขที่ ๒๖๐ จำนวน ๕ ไร่ พร้อมที่ดินข้างเคียงซึ่งยังมิได้ทำตราจองอีก ๓ ไร่ ให้เป็นสมบัติของกรมการข้าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงนำที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอให้พิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายในโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าอยู่ในเขตที่ดินแปลงสวนป่าปากช่อง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี ตัด รื้อถอนต้นไม้ที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาท กับห้ามรบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินแปลงสวนป่าปากช่องซึ่งทำการปลูกป่ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินสวนป่าปากช่องอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และเขาอ่างหิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๔๗ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๐๙ แต่โฉนดที่พิพาทได้ออกในปี ๒๕๑๙ ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ จึงมิได้รุกล้ำหรือทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สวนป่าปากช่องซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และเขาอ่างหิน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งมีหลักฐานการครอบครอง เมื่อยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้เนื่องจากที่ดินทับซ้อนกับที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวงทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดครอบครองและทำประโยชน์อยู่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน และเป็นผู้มีสิทธิออกโฉนดที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยกันที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม และให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาสาธารณประโยชน์ ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยกันที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดและบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดมิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว แต่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดในที่ดินที่แต่ละคนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดประการสำคัญว่า ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ด เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ภายหลังโจทก์ทราบว่า ที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ โดยความเห็นชอบของจำเลยทั้งสองอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินพิพาทได้ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาท เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ชื่อ "เดิ่นป่าแต้ ๒" โจทก์เข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ โดยความเห็นชอบของจำเลยทั้งสองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การจะพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พช. ๘๒๔ ทับที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พช. ๘๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงขอบเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและคุ้มครองป้องกันการบุกรุกที่ดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พช. ๘๒๔ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดี เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เนื้อที่ ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและนำป้ายชื่อมีข้อความว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกหรือกระทำใดๆ ในดินสาธารณประโยชน์ "หนองตาคลอง" ซึ่งอยู่ระหว่างการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรื้อถอนป้ายประกาศและปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมกับห้ามจำเลยทั้งเจ็ดและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะรื้อถอนป้ายและปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นคนละแปลงกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งเจ็ดปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่และใช้อำนาจตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ส.ค. ๑ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดที่ปักป้ายห้ามโจทก์เข้าไปกระทำการใดในที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ครอบครองที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่บริษัทขนส่ง จำกัด โจทก์ ฟ้องบริษัท ส. จำกัด จำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาบริหารลานจอดรถยนต์ส่วนบุคคล บริเวณด้านหน้าอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่โจทก์ให้สิทธิจำเลยที่ ๑ ในการบริหารพื้นที่จอดรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล บริเวณด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ซึ่งมีลักษณะของการจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของบริษัทเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป อันเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของโจทก์ที่แยกออกได้จากการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมาจากกรมการขนส่งทางบก ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้บริหารลานจอดรถยนต์ส่วนบุคคลจึงมิได้กระทำในฐานะ หน่วยงานทางปกครอง สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่บริษัทเอกชนยื่นฟ้องบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และนาย ส. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยอ้างว่าผิดสัญญาจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์โทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อให้บริการแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนหนังสือค้ำประกันตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดีเต็มจำนวนที่ได้ให้สัญญาไว้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระเงินค่าธรรมเนียมที่ผู้ฟ้องคดีต้องชำระให้แก่ธนาคารหลังจากพ้นระยะเวลาประกันผลงาน กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระเงินซึ่งได้เรียกให้ธนาคารจ่ายให้เป็นค่าเสียหายตามสัญญาคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ก็ต่อเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้วการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ย่อมเป็นการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) กับเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวน ๔๕๘ ตัว เพื่อให้บริการแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาผู้ฟ้องคดีให้ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ดังกล่าว เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาระหว่างเทศบาลนครหาดใหญ่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการจัดหาและติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เทศบาลนครหาดใหญ่ดังกล่าว เห็นได้ว่าการทำสัญญาจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์โทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อให้บริการแก่เทศบาลนครหาดใหญ่ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิใช่การกระทำที่เป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐภายในขอบอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นแต่เพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของบริษัท การทำสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมิใช่กระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองอันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะทำให้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น