คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เพื่อเรียกคืนเงินค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้สำรองจ่ายไป อันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งแจ้งสิ้นสุดการคุ้มครองผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะพยานในคดีอาญา ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรีที่เห็นว่ายังมีความจำเป็นจะต้องให้ความคุ้มครองผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะพยานในคดีอาญาต่อไป เห็นว่า การคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นเพียงมาตรการของรัฐในการคุ้มครองพยานในคดีอาญาให้มีความปลอดภัย มีการปฏิบัติที่เหมาะสม และได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ความจริงและเกิดประสิทธิภาพต่อกระบวนการยุติธรรม ดังที่ระบุไว้ในเหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ ซึ่งการเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือสำนักงานคุ้มครองพยาน อาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นสมควร หรือตามที่พยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอก็ได้ จึงเห็นได้ว่าการใช้มาตรการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัตินี้ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพหรือสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันจะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนิยามมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่เป็นเพียงมาตรการของรัฐในการที่จะจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นสมควรหรือตามความจำเป็น ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้สิ้นสุดการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัตินี้ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง ประกอบกับมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติว่า ในกรณีผู้ที่ได้รับคำสั่งตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๙ อันมิใช่คำสั่งของศาล ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้น โดยยื่นเป็นคำร้องต่อศาลยุติธรรมชั้นต้นซึ่งมิใช่ศาลแขวงและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาหรือศาลทหารชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น หรือที่บุคคลเหล่านั้นมีที่อยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง อันแสดงให้เห็นว่า คำสั่งให้คุ้มครองพยาน คำสั่งให้สิ้นสุดการคุ้มครองพยาน และคำสั่งอื่น ๆ ที่สั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง และกฎหมายประสงค์ที่จะให้ศาลยุติธรรมหรือศาลทหารแล้วแต่กรณีเป็นศาลที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น ปัญหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้สิ้นสุดการคุ้มครองพยานคืนแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงต้องพิจารณาคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้สิ้นสุดการคุ้มครองพยานว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ยื่น คำร้องต่อศาลยุติธรรมชั้นต้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องการไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บริษัท ก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริษัท ข. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างและผู้รับจ้างช่วง ก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน นำเครื่องจักรหนักจำนวนมากมาตั้งปิดหน้าร้านของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่อาจใช้ประโยชน์จากหน้าร้านได้ และการทำงานของเครื่องจักรทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียสุขภาพอนามัย กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทตามฟ้องเป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นการจำกัดประเภทคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเฉพาะการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานทางปกครองที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิด โดยวางเครื่องจักรหนักปิดหน้าร้านค้าของผู้ฟ้องคดีและเครื่องจักรทำงานเสียงดัง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสุขภาพ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑๐ เป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อเหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ถึงที่ ๙ ได้ก่อสร้างศาลาประชาคม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ได้ก่อสร้างลานกีฬาคอนกรีต และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ และที่ ๘ ได้ก่อสร้างศูนย์น้ำดื่มชุมชน และปั๊มน้ำมันหยอดเหรียญชุมชน ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิด อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ และที่ ๑๐ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ถึงที่ ๙ ก่อสร้างศาลาประชาคม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ได้ก่อสร้างลานกีฬาคอนกรีต และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ และที่ ๘ ได้ก่อสร้างศูนย์น้ำดื่มชุมชน และปั๊มน้ำมันหยอดเหรียญชุมชนก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ แล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ มีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินที่พิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอโขงเจียม ที่ ๑ กำนันตำบลโขงเจียม ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาพิบูลมังสาหาร ที่ ๔ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกอาศัยหรือมีอาชีพประมงบริเวณใต้แม่น้ำมูลได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่บริษัท ซ. ผู้ร้องสอด ถมร่องน้ำสาธารณประโยชน์และนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณะแต่ระบุเป็นเนื้อที่ส่วนหนึ่งของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๗๗ ไปขอออกโฉนดที่ดิน จึงเป็นการออก น.ส.๓ ทับทางสาธารณะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๗๗ ในส่วนที่ออกทับทางสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าฟื้นฟูร่องน้ำสาธารณประโยชน์ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และให้ระบุแนวร่องน้ำสาธารณประโยชน์ลงในระวางแผนที่ของหน่วยงานราชการ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอน น.ส.๓ เลขที่ ๗๗ ของผู้ร้องสอด เนื่องจากอ้างว่าเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับทางสาธารณประโยชน์บางส่วน ซึ่งเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะมิใช่ที่ดินของผู้ร้องสอด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ที่พิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์แต่เป็นสิทธิครอบครองของผู้ร้องสอด การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๗๗ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ทั้งผู้ร้องสอดให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องสอด ซึ่งผู้ร้องสอดได้ฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกและคดีแพ่งข้อหาละเมิดขับไล่ ดังนี้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกกล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการให้การช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการที่เกี่ยวโยงกับการช่วยเหลือทางการเงินในการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจแก่รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน... อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) พิพาทเป็นสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจ้างผู้ฟ้องคดี ให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารกิจการขององค์การมหาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย มติของคณะรัฐมนตรี วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย มติและประกาศของคณะกรรมการ จึงเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคล มาปฏิบัติงานเป็นผู้บริหารสูงสุดเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงาน อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรลุผล มีลักษณะเป็นการมุ่งผลสำเร็จของงานมากกว่าการจ้างแรงงาน และ เป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 14 บัญญัติให้คดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว และคดีที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. (คณะกรรมการคดีพิเศษ) เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตามบัญชีท้ายประกาศ กคพ. ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2547) เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษฯ ข้อ 3 กำหนดว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 147 มาตรา 161 มาตรา 162 มาตรา 165 และมาตรา 167 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าหรือปริมาณของสินค้าหรือบริการที่คำนวณเป็นเงินตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป ให้จัดเป็นคดีพิเศษ เมื่อคดีนี้มีมูลความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 164 มาตรา 165 และมีมูลค่าของบริการคำนวณเป็นเงินเกินกว่าสิบล้านบาทจึงจัดเป็นคดีพิเศษอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่จำต้องพิจารณาว่าจะต้องนำคดีนี้ไปขออนุมัติต่อ กคพ. ให้เป็นคดีพิเศษก่อนหรือไม่
โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยเป็นข้อ ๆ โดยบรรยายถึงการกระทำของจำเลยในแต่ละรอบปี และสรุปจำนวนเงินภาษีที่จำเลยกับพวกมิได้ชำระในแต่ละปี มิได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยในแต่ละเดือนว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไร จำนวนเงินภาษีที่มิได้ชำระในแต่ละเดือนเป็นเท่าไร ตามคำฟ้องโจทก์มิได้มีเจตนาให้ลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละเดือน คงประสงค์ให้ลงโทษในความผิดแต่ละปีตามคำฟ้องแต่ละข้อ จำเลยคงมีความผิดตามคำฟ้องรวม 4 กรรม เท่านั้น
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี คดีนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๑ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่างๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการจัดให้มีการควบคุม ดูแลความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ไม่จัดให้มีพนักงานมาดำเนินการกั้นทางรถไฟ กรณีไม่เปิดใช้งานเครื่องกั้นอัตโนมัติ และไม่ดูแลรักษาแนวเขตทางรถไฟปล่อยให้มีต้นไม้วัชพืชปกคลุม และติดตั้งตู้ควบคุมเครื่องกั้นทางรถไฟใกล้กับรางรถไฟบดบังทัศนียภาพการมองเห็น ทำให้ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งขับรถโดยสารไม่ประจำทางมาตามถนน ขณะเกิดเหตุไม่ทราบว่ามีรถไฟกำลังแล่นมา เป็นเหตุให้รถไฟที่จำเลยที่ ๒ ขับมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้ จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
คดีนี้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเอกชนทั้งสามเป็นจำเลยอ้างว่า จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมว่าด้วยการทดสอบสมรรถนะเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยจำเลยทั้งสามส่งมอบรถโดยสารเกินกำหนดระยะเวลาในสภาพเสียหายไม่อาจเดินรถได้ตามปกติและไม่มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ตามข้อตกลงร่วม เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญาที่พิพาทคือการส่งมอบรถยนต์โดยสารปรับอากาศซึ่งจำเลยทั้งสามต้องทำการเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) อันกระทำเพื่อให้การปฏิบัติงานของโจทก์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้จำเลยทั้งสามเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ร้องสอดที่ ๑ และยินยอมให้ผู้ร้องสอดที่ ๑ ทำนาในที่ดินแปลงพิพาทแทนดอกเบี้ยเพื่อเป็นการต่างตอบแทน เมื่อบิดาของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะทายาทโดยธรรมมีความประสงค์จะไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืน แต่ผู้ร้องสอดที่ ๑ แจ้งว่าบิดาของผู้ฟ้องคดีได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ ๑ แล้ว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ออก ส.ป.ก.๔ - ๐๑ ข เลขที่ ๑๔๔๗๘ ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ ๒ ทับที่ดินพิพาท อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข เลขที่ ๑๔๔๗๘ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ ๑ ให้การว่า ผู้ร้องสอดที่ ๑ เป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาจากการบิดาของผู้ฟ้องคดีโดยการซื้อขายและได้ครอบครองเพื่อตนเองโดยสุจริต จึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดที่ ๒ ให้การว่า ผู้ร้องสอดที่ ๑ ได้โอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ ๒ เพื่อเป็นการต่างตอบแทนที่ผู้ร้องสอดที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกแทนผู้ร้องสอดที่ ๑ โดยมิได้มีการรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นแต่อย่างใด เห็นว่า แม้คดี มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ที่ว่า ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้องสอดที่ ๒ ใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเองและหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์และบิดาของจำเลยที่ ๒ ร่วมกันซื้อที่ดินว่างเปล่า เนื้อที่ประมาณ ๒๔๐ ไร่ แบ่งกันครอบครอง เป็นสัดส่วนและทำประโยชน์ในที่ดิน ต่อมา จำเลยที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือส.ป.ก. ๔ - ๐๑ แปลงที่ ๕ เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ที่มีชื่อจำเลยที่ ๒ ถือสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลย ที่ ๒ รบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สิทธิการเข้าทำประโยชน์เป็นของจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตและครอบครองแทน มีการโอนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ เห็นว่า มูลเหตุที่ฟ้องคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่บิดาของจำเลยที่ ๒ ทับซ้อนที่ดินที่โจทก์ได้รับอนุญาต ซึ่งที่ดินที่โจทก์และจำเลยที่ ๒ ต่างอ้างว่าตนเองมีสิทธิล้วนเป็นที่ดินของรัฐที่เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใดๆ ขึ้นต่อสู้รัฐได้ การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในคดีนี้ต้องเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ดำเนินการ และการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ) ให้แก่บิดาจำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอหนองเรือ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนทัน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ต่อเนื่องมาจากมารดาซึ่งเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๖๓ ต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกคอกหลวง ซึ่งประกาศหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์เป็นโคกเลี้ยงสัตว์ และได้รังวัดออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้อ้างสิทธิในที่ดินดังกล่าวในภายหลัง ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ จึงไม่ต้องเพิกถอน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้าน ที่ ๑ ปลัดอำเภอ ที่ ๒ นายอำเภอ ที่ ๓ และผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดิน โฉนดเลขที่ ๘๗๑๓ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการปรับปรุงอาคารศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ ๕ ล้านบาท) รุกล้ำที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างรุกล้ำออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ และปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิม เห็นว่า เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ที่ปรับปรุงอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาท ตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึง มีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ การปรับปรุงอาคารของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ แต่หากที่ดินพิพาท ตกเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกัน ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ต้องเสียสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐาน และได้นำรังวัดทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้านแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับสอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีพิจารณาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบให้ออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสิงห์บุรีตรวจสอบกำหนดขอบเขตและเนื้อที่วัดร้างให้มีความแน่นอนเพื่อมิให้เกิดปัญหาโต้แย้งสิทธิระหว่างประชาชนและวัด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมีโฉนดและที่ดินแปลงพิพาทมาจากบุตรของผู้เช่าที่ดินเดิมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเสียชีวิตแล้ว สัญญาเช่าจึงระงับ การที่บุตรของผู้เช่าที่ดินนำที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มาขายให้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การโอนที่ดินของวัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ต้องตราเป็นกฎหมาย บุคคลใดจะกล่าวอ้างหรือยกอายุความขึ้นต่อสู้วัดหาได้ไม่การสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินและมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ จากจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แต่จำเลยที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ไปขอออกโฉนดที่ดินโดยจำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๒๐๖ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งรวมที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์เข้าไปด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๕๒๐๖ ออกทับซ้อนกับที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ ๑ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๕๔๒๐๖ เป็นโมฆะ และให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๒๐๖ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๒๐๖ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับซ้อนกับที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และพนักงานเจ้าหน้าที่สังกัดกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองพื้นที่ทำการเกษตร แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๗ เดินสำรวจออกโฉนดและแจกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บางส่วน และทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท รวมถึงสั่งการให้นิติกรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นโมฆะ ให้บุคคลหรือผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินตามฟ้องรวมถึงบริวารออกจากการครอบครองที่ดินและไม่ให้เข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ได้เรียงหินยาแนวตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะที่ดินและได้กระทำในเขตที่ดินของตนเอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยอ้างว่ารุกล้ำลำคลอง (คลองโยง) ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าวและอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทำแนวป้องกันน้ำเซาะดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อป้องกันทรัพย์สินเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ได้กระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อดูแลรักษาทางน้ำธรรมชาติคลองโยง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างรุกล้ำลำคลอง (คลองโยง) อันเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย... คดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบล ค. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ค. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องที่กล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดโดยการทำถนนและปักเสาพาดสายไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะโดยหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำถนน และปักเสาพาดสายไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทหรืออนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าไปปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐจำเลยที่ ๒ โดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ขุดลอกคลองน้ำและถมดินทำเป็นถนนรุกล้ำที่ดินโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ คัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุแห่งการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่การขุดลอกคลองโนนกุ่ม ขุดคูน้ำ ทำถนนและถมที่ดินเป็นเนินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ คัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ก็เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยที่ ๒ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะส่วนโจทก์ยืนยันว่าเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๗๗๒๗ ของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้กรมชลประทานจำเลยที่ ๕ เป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น โดยในส่วนของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของฝ่ายปกครองไว้แต่ฝ่ายปกครองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น แม้ข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ กำหนดให้จำเลยที่ ๕ มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เพียงพอและจัดน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภทตลอดจนป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำโดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทานก็ตาม แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์อ้างว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ ๒ ผู้รับจ้างจำเลยที่ ๕ ขุดรื้อคันดินกั้นน้ำออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนให้โจทก์หรือผู้ใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำทราบล่วงหน้า ทำให้น้ำเน่าเสียท่วมขังจากลำห้วยใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำพองจนขุ่นและสกปรก มีค่าแอมโมเนีย - ไนโตรเจน สูงเกินมาตรฐาน เป็นเหตุให้ปลาของโจทก์ซึ่งเพาะเลี้ยงในกระชังตายทั้งหมด โดยมีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ เป็นผู้สั่งการ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โดยโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ ๕ ละเลยไม่ดำเนินการตามภารกิจตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น การกระทำตามที่ปรากฏในฟ้องจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนและจำเลยที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน และการที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่ง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม