คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 108/2561
#622421
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสุดารัตน์ เพิ่มพูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2561
#622420
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวทุเรียน พิทักษ์โยธากุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2561
#622419
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดอนเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิม ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิมก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทางราชการได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินดังกล่าวแล้ว หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวจึงใช้บังคับไม่ได้ ที่พิพาทไม่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งรับคำขอออกโฉนดที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอทั้งแปลงให้เสร็จสิ้นภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ ๒,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องจนกว่าจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ และมอบให้เป็นอำนาจหน้าที่ของทบวงการเมืองคืออำเภออู่ทอง ดำเนินการจัดหาผลประโยชน์แต่ไม่ให้ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของรัฐอีกต่อไป จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ แล้ว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยมีคำขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นเพียงคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอหลักในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางไพเราะ แจ่มแจ้ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2561
#622106
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝาก ป. รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก ป. เพื่อนำไปให้ ต. ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้ ศ. กับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, (1) (4), 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 36 กระทง เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 นางสาวศิริพร กับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจังหวัดลพบุรี สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง จากผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ซึ่งผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวตกลงขายให้ ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโดยลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในฝั่งประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพวกนางสาวศิริพรขณะที่ขนเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องผ่านมาที่จังหวัดนครราชสีมา และสามารถจับกุมนางสาวศิริพรได้ในเวลาต่อมาที่จังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายประกอบ คนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร บัญชีเลขที่ 663-0-11xxx-x ต่อมาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกจะทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ในช่วงเกิดเหตุแรกระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 เฉพาะที่เกี่ยวกับคดีนี้ มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท โดยเงินที่รับโอนมาเป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวศิริพร บัญชีเลขที่ 114-0-05xxx-x รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 120,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 670,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวสุมนทา บัญชีเลขที่ 114-0-24 xxx-x รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 90,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวสุมนทาโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง และสาขาลพบุรี รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 180,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวพรรษา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 630,000 บาท และเป็นเงินที่นางสาวจิรดา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 169,910 บาท เข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และหลังจากที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกันแล้ว ในช่วงเกิดเหตุที่สองระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง เป็นเงิน 3,380,284 บาท และในขณะเดียวกันกับช่วงที่มีการโอนเงินในช่วงเกิดเหตุช่วงที่สามระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ต่อมาจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่านางสาวศิริพรกับพวกมีความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวกในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยมีความผิดฐานฟอกเงิน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิด โดยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร เพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษและผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายอื่นเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ เพื่อนำไปให้ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องแก่นางศิริพรกับพวก ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ อันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและนายประกอบกับนางสาวศิริพรก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีพยาน โดยนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แม้จะเป็นพยานซัดทอดที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านได้ แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เมื่อโจทก์มีพยานเอกสารแสดงว่า ช่วงเกิดเหตุแรก นางสาวศิริพรผู้ค้ายาเสพติดให้โทษได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ รวม 12 ครั้ง ซึ่งก็คงจะเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอย่างที่นางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนนั้นเอง จากนั้นตามพยานเอกสารโจทก์ยังแสดงว่าในขณะเดียวกันกับในช่วงที่มีการโอนเงิน ช่วงเกิดเหตุที่สาม จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้ว หลังจากถอนเงินแล้วตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีก แล้วมาถอนเงินตามธนาคารต่างๆ อีกหลายธนาคาร จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกันพร้อมด้วยของกลางคือ เงินสด 1,226,600 บาท ที่ถอนมาจากธนาคารและบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่นอีก 23 เล่ม ซึ่งก็มีบัญชีเงินฝากนายประกอบรวมอยู่ด้วยกับบัตรเครดิตอีก 58 ใบ โดยซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถด้านหลังที่จำเลยนั่งโดยสารมา เมื่อพบของกลางเป็นจำนวนมากเกินกว่าปกติของบุคคลทั่วไปที่จะพึงมีแล้วยังเอาไปซุกซ่อนอยู่ที่ใต้เบาะรถด้านหลังอีก แสดงว่าต้องการปกปิดเพื่อมิให้บุคคลอื่นล่วงรู้ จึงเป็นพิรุธ อีกทั้งจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากดังกล่าวยังเป็นของบุคคลคนเดียวกันแต่ได้ซอยแบ่งย่อยออกเป็นหลายบัญชีเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และปรากฏว่ามีจำนวนเงินโอนเข้าและถอนออกจากบัญชีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือน ในลักษณะผิดสังเกตเช่นนี้ น่าเชื่อว่า เงินสด บัญชีเงินฝาก และบัตรเครดิต เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนนั้นเอง เมื่อโจทก์มีพยานพฤติการณ์แวดล้อมที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกันและมีคุณค่าเชิงพิสูจน์มาสนับสนุนอยู่เช่นนี้ว่าจำเลยและนายประกอบมีส่วนเกี่ยวพันกับยาเสพติดให้โทษ จึงทำให้คำให้การของนางสาวศิริพรในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตามที่โจทก์นำสืบในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ไม่ปรากฏว่าจำเลยและนายประกอบเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยนางสาวศิริพรเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยและนายประกอบ เมื่อมาพิจารณาประกอบกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบที่จำเลยชวนมาให้เปิดบัญชีเงินฝากด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มเพียงต้องการค่าจ้างเท่านั้น แต่จำเลยพอทราบว่าเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากเป็นเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละครั้งมีการโอนเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน จึงรับฟังได้ว่าที่จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพรนั้น กรณีเป็นเรื่องจำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มมาเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ซึ่งจำเลยและนายประกอบรู้อยู่แล้วว่าเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำไปให้นางติ๋มเท่านั้น โดยจำเลยและนายประกอบไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตอนที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวเลย ดังนั้น ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องก็คงจะเป็นนางติ๋มนั้นเอง เมื่อเป็นดังนี้และพิจารณาประกอบกับที่พันตำรวจเอก ธีระชัยพยานโจทก์เบิกความว่า นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษาและนางสาวจิรดาเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษโดยเป็นพวกเดียวกันกับนางสาวศิริพร จึงรับฟังได้ว่าช่วงเกิดเหตุแรก ที่นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดาโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ 2 ครั้ง 9 ครั้ง และ 3 ครั้ง ตามลำดับ ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเช่นกัน และมีผลให้รับฟังได้ว่า ช่วงเกิดเหตุที่สองที่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกด้วย จากเหตุดังกล่าวที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดและไม่ทราบว่าเป็นการโอนเงินค่าอะไร จึงรับฟังไม่ได้ และที่จำเลยเบิกความว่า เป็นเงินของชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แล้วมาจ้างจำเลยให้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากส่งกลับไปให้บิดามารดาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จำเลยจะมีสมุดรับเงินมาแสดง ก็น่าเชื่อว่าจำเลยทำทั้งสองอย่างคือ รับจ้างถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและรับจ้างถอนเงินทำงานชาวลาวด้วย ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยไม่เข้าใจและฟังไม่ถนัด โดยจำเลยไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นเงินธุรกิจผิดกฎหมายกับไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน เมื่อในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ปรากฏชัดเจนว่ามีทนายความเข้ามาร่วมฟังด้วย จึงดูเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสาร ปรากฏว่าเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนจนได้ความจริงว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีนายประกอบนั้น ก็สืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวศิริพรกับพวกที่ซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องจากนางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่าจะมีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งอื่นอีกก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าในช่วงเกิดเหตุแรกที่นางสาวศิริพรกับพวกคือนางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดา ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องนั้นเอง และเมื่อนางสาวศิริพรพยานโจทก์เบิกความว่า ในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจะแจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ระบุไว้ ดังนั้น บัญชีเงินฝากนายประกอบก็คงเป็นบัญชีที่นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก แจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนั้นเอง จึงถือว่าทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบดังกล่าว ก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว ด้วยเหตุนี้ แม้การโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของนางสาวศิริพรกับพวกในช่วงเกิดเหตุแรก จะเป็นเวลาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง และนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องตกลงชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนหลังจากรับเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย ได้เงินแล้วจะชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนในภายหลัง ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธว่าไม่ใช่เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย น่าเชื่อว่า นางสาวศิริพรให้การไปโดยสับสนหลงผิด โดยการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง นางสาวศิริพรกับพวกคงต้องโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบก่อนแล้วจะมีการคิดหักทอนบัญชีกันกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องที่นางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวส่งมอบให้ในภายหลังเป็นคราวๆ ไป เมื่อเป็นดังนี้ ในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก เงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งก็คือเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่กล่าวมาแล้วว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนางสาวศิริพรกับพวก เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์ นายประกอบเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝากไม่ใช่จำเลย และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันเลยว่า ในการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายประกอบ ลำพังคำให้การจำเลยที่ว่าจำเลยชวนนายประกอบให้มาเปิดบัญชีเงินฝากด้วยกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธก็จะนำมารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวกเมื่อกรณีเป็นเรื่องภายในของนางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก ที่ว่าจ้างให้จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ เพื่อนำไปให้นางติ๋ม ไม่เกี่ยวข้องกับนางสาวศิริพรกับพวกแต่อย่างใด เนื่องจากทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบแล้วก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว อีกทั้งในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ด้วยเหตุนี้ กรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบในความผิดส่วนนี้ ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน เมื่อจำเลยไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่นายประกอบเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในช่วงเกิดเหตุแรกที่มีการรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็ไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกิดเหตุที่สามการที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋ม ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวศิริพรกับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ ส่วนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์เป็นเรื่องนายสีคูณ สามีจำเลยคนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ นายประกอบไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ถอนเงิน และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันว่าในการที่นายสีคูณถอนเงิน จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายสีคูณ ลำพังการเป็นสามีภรรยาจะไปถือว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินตามฟ้อง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินในส่วนนี้ เมื่อการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน 9 ครั้ง เป็นความผิดหลายกรรม จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 9 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในความผิดส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเพียงบางส่วน โดยฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (2) ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นางกาดแก้ว แก้วกองหรือแก้วทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 104/2561
#623795
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสมพงษ์ กึนรัมย์ ที่ 1 กับพวกรม 6 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2561
#623794
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายพรชัย จิรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2561
#621399
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเกิดในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุโขทัยไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

ก่อนเกิดเหตุ ส. ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง มิใช่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ ส. นำไปจำหน่ายก่อน แล้ว ส. จึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยโดย ส. ได้กำไรผลต่างที่นำไปจำหน่ายเกินกว่าราคาต้นทุน เมื่อ ส. ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยแล้ว เมทแอมเฟตามีนของกลางย่อมตกเป็นของ ส. เพียงลำพัง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับ ส. แม้ก่อนที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ ส. เมทแอมเฟตามีนอยู่ในความครอบครองของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลากลางวัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดวันดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะเกินกว่าที่กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องเกี่ยวกับเวลาซึ่งมิถือว่าต่างกันในข้อสำคัญ อย่างไรก็ตามการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ส. ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา พันตำรวจโท สุรกิจ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย จับกุมนางปราณี ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด นางปราณีให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายสุรเดชหรือมาน พันตำรวจโท สุรกิจ จึงให้นางปราณีติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด จากนายสุรเดช ต่อมาเวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายสุรเดชนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาส่งมอบให้นางปราณี พันตำรวจโท สุรกิจ จึงจับกุมนายสุรเดช พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3,918 เม็ด น้ำหนักรวม 377.734 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 81.971 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 5732XXXX ใบรับฝากเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ และรถกระบะหมายเลขทะเบียน บท 844 สุโขทัย เป็นของกลาง ศาลพิพากษาลงโทษนายสุรเดชแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2552 ร้อยตำรวจเอก ทศ จับกุมจำเลยได้กล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุโขทัย ไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายสุรเดชกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้นายสุรเดชนำไปจำหน่ายก่อน เมื่อจำหน่ายได้แล้วจึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลย โดยนายสุรเดชจะได้กำไรผลต่างที่นำไปขายเกินกว่าราคาต้นทุน จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้จะอยู่ห่างไกลกันก็สามารถแบ่งหน้าที่กันทำได้ และหากรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับนายสุรเดช แต่ทางพิจารณาได้ความว่าก่อนที่เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมาอยู่ในความครอบครองของนายสุรเดชนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาก่อน ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคท้ายนั้น เห็นว่า พันตำรวจโท ประยุทธ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายสุรเดชว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายสุรเดชให้การรับสารภาพ ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายสุรเดชให้การเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ความว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2551 นายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประมาณ 4,000 เม็ด โดยก่อนไปรับเมทแอมเฟตามีนนายสุรเดชได้โอนเงินจำนวน 400,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สอด และจำเลยโทรศัพท์บอกนายสุรเดชว่าจะให้คนขับรถบรรทุกแร่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เลยทางแยกไปอำเภอแม่สอดประมาณ 3 กิโลเมตร เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ให้นายสุรเดชไปรอ พร้อมบอกหมายเลขทะเบียนรถด้วย นายสุรเดชจึงขับรถกระบะไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมันดังกล่าว เมื่อรับเมทแอมเฟตามีนแล้วนายสุรเดชนำเมทแอมเฟตามีนไปซ่อนไว้ที่ป่าหญ้าด้านหลังบ้าน ซึ่งตรงกับถ้อยคำที่นายสุรเดชเคยให้การต่อพันตำรวจโท สุรกิจ ผู้จับกุม ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1114/2551 ของศาลชั้นต้น แม้นายสุรเดชเบิกความว่า นายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายชีพก็ตาม แต่นายสุรเดชให้การชั้นจับกุมในวันเดียวกับวันถูกจับกุมและให้การชั้นสอบสวนในวันรุ่งขึ้น นายสุรเดชย่อมไม่มีเวลาไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น เมื่อนายสุรเดชมาเบิกความเป็นพยานโจทก์หลังเกิดเหตุนานประมาณ 1 ปี เชื่อว่านายสุรเดชเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชจึงเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ แม้คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวที่กล่าวถึงการกระทำของจำเลยเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน เมื่อโจทก์มีใบรับฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่นายสุรเดชโอนเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันที่ 16 เมษายน 2551 และบันทึกการใช้โทรศัพท์ของนายสุรเดชของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่นายสุรเดชโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยในวันที่ 15 เมษายน 2551 มาสนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชแล้ว คำให้การชั้นสอบสวนของนายสุรเดชจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นและมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง มิใช่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายสุรเดชนำไปจำหน่ายก่อน แล้วนายสุรเดชจึงโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยโดยนายสุรเดชได้กำไรผลต่างที่นำไปจำหน่ายเกินกว่าราคาต้นทุนดังที่โจทก์ฎีกา ขณะที่พันตำรวจโท สุรกิจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง คงมีเพียงนายสุรเดชที่เป็นผู้ครอบครองเท่านั้น เมื่อนายสุรเดชซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยแล้ว เมทแอมเฟตามีนของกลางย่อมตกเป็นของนายสุรเดชเพียงลำพัง โดยจำเลยมิได้ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับนายสุรเดช แม้ก่อนที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายสุรเดช เมทแอมเฟตามีนของกลางจะอยู่ในความครอบครองของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 เวลากลางวัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดวันดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะเป็นการเกินกว่าที่กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องเกี่ยวกับเวลาซึ่งมิถือว่าต่างกันในข้อสำคัญดังที่โจทก์ฎีกา อย่างไรก็ตามการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายสุรเดช ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายสุรเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายประทีป ศรีสังข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายสันติ เจียรละมุน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 102/2561
#623793
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสำเนียง วิเชียรรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2561
#623792
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสมพิศ ศรีสุข
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2561
#623791
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสมพร จิรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2561
#623790
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสมมาศ พยัคฆ์เดช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2561
#623774
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายยอดชาย กุมรัมย์
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2561
#623773
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายปริญญา พสิษฐสริวิชญ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2561
#623772
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสอน พงษ์ภมร
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2561
#622524
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจาก การรังวัดออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณะและรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม ส.ค. ๑ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ประกอบกับคดีนี้เป็นกลุ่มคดีเดียวกันกับคดีที่คณะกรรมการได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๗/๒๕๖๑ , ๑๖/๒๕๖๑ , ๑๙๙/๒๕๖๐ , ๑๓๕/๒๕๖๐ และ๕๐/๒๕๖๐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นายเนือก เพียรชอบ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2561
#622523
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจาก การรังวัดออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณะและรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม ส.ค. ๑ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ประกอบกับคดีนี้เป็นกลุ่มคดีเดียวกันกับคดีที่คณะกรรมการได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๗/๒๕๖๑ , ๑๖/๒๕๖๑ , ๑๙๙/๒๕๖๐ , ๑๓๕/๒๕๖๐ และ๕๐/๒๕๖๐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาคร เตือนสติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2561
#624187
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาสมเด็จ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๔๙๓/๗๒ (๔๙๘) ได้ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีขอรังวัดไม่ตรงตามตำแหน่งของ น.ส. ๓ ดังกล่าว โดยตำแหน่งที่ขอรังวัดเป็นที่ราชพัสดุมีหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผลการรังวัดปรากฏว่าทับที่ดินที่มีหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และเป็นที่ราชพัสดุ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๑๒๖๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การนำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้ฟ้องคดีมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งประการอื่น นอกจากการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของตนในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ฟ้องคดี — นางปราณี เกณสาคู
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์
สาขาสมเด็จ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2561
#622418
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒ ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ (หนองใหญ่) ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแสดงแนวเขต การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
กฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพรวิลัย ลำพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ 2
ตำบลผไทรินทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2561
#622417
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒ ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ (หนองใหญ่) ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแสดงแนวเขต การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๓๓๐ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
กฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางวัลภา กองทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสำโรงกลาง หมู่ที่ ๒
ตำบลผไทรินทร์ ที่ ๑
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2561
#622758
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแท่น ที่ ๒ นายอำเภอชนบท ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำเสาคอนกรีตมาปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การนำรังวัดตรวจสอบแนวเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการรังวัดปักหลักเขตที่ดินไม่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. ๒๐๒๕ แผ่นที่ ๓๓ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำเสาคอนกรีตที่ปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้น ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพล
ผู้ฟ้องคดี — นายมีชัย เถาพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ