คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 89/2561
#623771
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๕๗ และ ๑๙๘๕๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดเขตที่ดินเพื่อการปฏิรูปซึ่งรวมที่ดินของโจทก์ไว้ด้วย และร่วมกันนำที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ก.) ให้แก่มารดาจำเลยที่ ๓ และโอนสิทธิการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มาเป็นของจำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ก.) เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางประยูร ชารัมย์
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่1 กับพวกรวม
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2561
#622756
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ที่ ๑ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหกขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และออก น.ส. ๓ ก. แปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๖๔ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก แม้จะมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถอนการคัดค้านการออกเอกสารสิทธิที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และอ้างว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหก โดยเฉพาะข้อที่ขอให้สั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และออก น.ส. ๓ ก. แปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๖๔ ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับการรับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๕ และเลขที่ ๖๔ ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง หรือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางอรษา โปร่งจันทึก ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
สาขาสีคิ้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2561
#623416
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม จำเลยที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างรังวัดเอกชน ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ ในบันทึกถ้อยคำ (แบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์) บันทึกถ้อยคำ (แก้คำขอ) และแผนที่สังเขปว่าโจทก์แบ่งหักที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หลังจากนั้น จำเลยที่ ๒ ได้ทำนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยจำเลยที่ ๓ ได้ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดฉบับใหม่ให้แก่โจทก์มีเนื้อที่เท่าเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่เพิกถอนและออกโฉนดฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมแบ่งหักที่ดินของโจทก์เป็นทางสาธารณะโดยอยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ และผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนรายการจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินพิพาท และออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณะเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ปลอมลายมือชื่อโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งหมายให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิ ในทรัพย์สินของเอกชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นางพิกุล อุตรนคร
จำเลย — นายสาโรช เอกอุ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2561
#622416
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องนายอำเภอพิปูน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอพิปูน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินซึ่งมีสระน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน (สระน้ำบ้านวังวัว) ต่อมาผู้ฟ้องคดี จะจ้างเหมาขุดลอกสระน้ำดังกล่าว นาย ส. คัดค้านว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองสระน้ำโดยแสดงหลักฐาน น.ส. ๓ ซึ่งออกให้โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้เพิกถอนพื้นที่สระน้ำสาธารณประโยชน์ดังกล่าวออกจาก ที่ดินของนาย ส. (ผู้ร้องสอด) เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นสระน้ำสาธารณ ประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน แต่ผู้ร้องสอดโต้แย้งว่าไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นสระน้ำในที่ดินที่ผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม โดยมีหลักฐาน การครอบครองเป็น น.ส. ๓ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ร้องสอด มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาแทนรัฐ แม้ผู้ฟ้องคดี จะฟ้องนายอำเภอพิปูน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอพิปูน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ด้วย โดยขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการเพิกถอนพื้นที่สระน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน (สระน้ำบ้านวังวัว) ออกจากที่ดิน น.ส. ๓ ของผู้ร้องสอด ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ร้องสอดเท่านั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดทุ่งสง
ผู้ฟ้องคดี — เทศบาลตำบลควนกลาง
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอพิปูน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2561
#622129
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท สถานเดียว โดยไม่ลงโทษจำคุก เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93, 102 (3 ทวิ), 111, 127 ทวิ, 151, 161 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท สถานเดียว ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ปรับ 20,000 บาท รวมปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิในการฎีกาของคู่ความจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท สถานเดียว โดยไม่ลงโทษจำคุก เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกไปตามถนนสาธารณะ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่เพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย เมื่อรวมกับโทษปรับ 10,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายไชโย เพ็ชรอำไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวอรฤดี เรืองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 85/2561
#623423
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นางบุญยืน บุญมา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมการปกครอง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2561
#623422
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นางบังอร แก้วลี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมการปกครอง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2561
#623421
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมการปกครอง ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมทรัพยากรน้ำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า อำเภอป่าติ้ว หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๑๑ หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างคือ การขุดลอกหนองหล่มทั้งสองโครงการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นางลมุลศรี แก้วลี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมการปกครอง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2561
#624069
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้าย รวมทั้งดำเนินการในกรณีที่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การยืนยันโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๕๒๔/๒๕๕๕ ว่าเป็นที่สาธารณะ จึงให้โจทก์ทั้งหกรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เนื่องจากปลูกสร้างในที่สาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ทั้งหกไม่รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ ๗ และที่ ๘ รื้อถอนอาคารและปักเสากั้นเขตในที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งโจทก์ทั้งหกอ้างว่าทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งแปดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดรายได้ให้แก่โจทก์ทั้งหก และให้ขับไล่จำเลยทั้งแปดหรือบริวารจำเลยทั้งแปดและทรัพย์ใดๆ ที่นำมาวางปักไว้ให้ถอนออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งหกและรื้อถอนเสาปูนพร้อมลวดหนาม และป้ายต่างๆ ที่วางปักติดในบริเวณที่ดินออกทั้งหมด หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งหกมีสิทธิจัดการรื้อถอนสิ่งกีดขวางทั้งหมดได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยทั้งแปดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งปวง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เป็นกรณีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นายสรายุทธ์ โกยสกุล ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลกมลา ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2561
#622415
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้ จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวที่ได้รับไป โดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจาก ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงสมุทรปราการ
ผู้ฟ้องคดี — กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ผู้ถูกฟ้องคดี — สิบตำรวจตรี วิสุทธิ์ เหมือนหมาย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 80/2561
#618290
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหาย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายมาศาลและเบิกความเป็นพยานโจทก์ประมาณ 10 นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตร ทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนไปสืบพยานปากผู้เสียหายในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมา พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่มาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้น ที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในการกระทำความผิดเดียวกันนี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า นางสาวสุชาสิณี ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนางอำนวย ที่บ้านพักเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตะโหมด วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เวลา 23 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายช่วยนางอำนวยขายน้ำชา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายไปร้านยาดองชื่อร้านคนหนำใต้ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่ขนำในสวนยางพารา จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ แล้วมีคนร้ายหลายคนเข้ามาผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป เมื่อผู้เสียหายกลับถึงบ้านได้เล่าให้นางอำนวยฟังว่าถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา นางอำนวยพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย แพทย์ระบุว่าผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำที่ร่างกาย ที่ช่องคลอดและรูทวารหนักมีบาดแผลฉีกขาด พบสารแอซิดฟอสฟาเตสอันเป็นส่วนประกอบในน้ำอสุจิในช่องคลอด เชื่อว่าผ่านการร่วมประเวณีมา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นคนรักกัน จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีโดยความยินยอมของผู้เสียหายและไม่มีการขู่เข็ญบังคับ หลังจากจำเลยและผู้เสียหายร่วมประเวณีกันแล้ว เหตุการณ์ที่คนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่รู้จักกับกลุ่มคนร้ายนั้น โจทก์มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายซึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543 ว่าเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 เวลา 23.30 ถึง 24.00 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายและบอกจะพาไปเลี้ยงส่ง จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร้านยาดองชื่อร้านคนหนำใต้ โดยมีพวกของจำเลยนั่งอยู่ที่ร้านดังกล่าวก่อนแล้ว 5 ถึง 6 คน จนกระทั่งร้านปิดจำเลยให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บอกว่าจะพาไปส่งบ้าน แต่เมื่อไปถึงหน้าบ้านของนางอำนวย จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปแล้วพาผู้เสียหายเข้าไปยังขนำที่เกิดเหตุ จำเลยบอกรักผู้เสียหายแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นไปบนขนำขอร่วมประเวณี เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยใช้กำลังปลุกปล้ำ ผู้เสียหายต่อสู้ปัดป้องร้องห้ามและขอร้องว่าอย่าทำ แต่จำเลยไม่สนใจและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นมีพวกของจำเลยมาเรียกจำเลยว่า "บ่าวเหอ" จำเลยตอบรับว่า "ฮือ" พวกของจำเลยซึ่งผู้เสียหายไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเรียกให้จำเลยออกไป จำเลยจึงลุกขึ้นแล้วออกไปจากขนำ ผู้เสียหายยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าวิ่งตามจำเลยออกไป พวกของจำเลยผลักผู้เสียหายเข้าไปในขนำ ช่วยกันจับแขนและขาผู้เสียหายแล้วพวกของจำเลยทั้งห้าคน ผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ส่วนผู้เสียหายเดินกลับไปบ้านนางอำนวยและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางอำนวยฟัง นางอำนวยจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และโจทก์มีพันตำรวจเอกชุมพล พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 28 มิถุนายน 2543 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร นางอำนวยพาผู้เสียหายมาแจ้งความ พยานสอบคำให้การผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การดังกล่าว เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหายอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ว่า ในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ผู้เสียหายมาศาลและเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ไปได้ประมาณ 10 นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ 40 วัน ศาลชั้นต้นหารือโจทก์และจำเลยแล้ว ทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าขอให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีและออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายกลับถึงบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้นางอำนวยฟังทันที แล้วจากนั้นไม่นานนางอำนวยพาผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจเอกชุมพล พนักงานสอบสวน ผู้เสียหายให้การถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ระบุยืนยันถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับพวก ตลอดจนสถานที่เกิดเหตุโดยแจ้งชัด และโดยไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลย อีกทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้น ก็ระบุพฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับพวกตรงกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน แม้คดีทั้งสามคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีตามลำดับ ก็มิใช่พิพากษายกฟ้องว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในคดีแรกว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายสรชัยหรือศรชัยหรือสุรชัยหรือชัย และนายสมนึกหรือหรีม ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีดังกล่าวเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีหลังว่า นายนิกรหรือหรีม ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวมิใช่คนร้ายที่ร่วมกระทำความผิด โดยที่จำเลยเบิกความยอมรับว่าพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราในขนำที่เกิดเหตุจริง คงกล่าวอ้างเพียงว่าผู้เสียหายสมัครใจให้จำเลยร่วมประเวณี และกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่รู้จักกับคนร้ายและไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ได้ความจากพันตำรวจเอก ชุมพลเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านพักเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตะโหมดประมาณ 7 กิโลเมตร และปรากฏจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่าขนำที่เกิดเหตุอยู่ในสวนยางพาราเข้าไปตามทางแยกห่างจากถนนประมาณ 150 เมตร ไม่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง ที่เกิดเหตุจึงเป็นที่เปลี่ยวห่างไกลจากชุมชน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนซึ่งดึกมากแล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยบอกว่าจะขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่บ้านแต่กลับพาผู้เสียหายไปยังขนำที่เกิดเหตุ นอกจากกลุ่มบุคคลที่นั่งดื่มสุราอยู่กับจำเลยแล้วย่อมเป็นการยากที่จะมีบุคคลอื่นรู้เห็นว่าจำเลยจะพาผู้เสียหายไปยังขนำที่เกิดเหตุ หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายยังไม่ทันใส่เสื้อผ้าก็มีคนร้ายเข้ามาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อทันที การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ จึงถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/5 ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายวิรุณหรือบ่าว สันอี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเสกสรรค์ ศิลปวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 80/2561
#622414
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์คืนเงินค่าลงทะเบียนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอื่นใดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงดอนเมือง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จำเลย — นายพราหมณ์ นิยะบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2561
#634857
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๔ และมาตรา ๑๙๗ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) มีเจตนารมณ์ในการกำหนดเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยให้ศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ซึ่งต้องวินิจฉัยตามระบบกฎหมายมหาชน ส่วนอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของเอกชน หรือข้อพิพาทที่มีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของเอกชน เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามระบบกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๗๖ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของที่ดิน และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งสองในขณะที่โจทก์ทั้งสองนำที่ดิน ส.ค. ๑ ดังกล่าวขอออกโฉนดที่ดิน โดยให้ลงชื่อในบันทึกข้อความ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ แจ้งว่าเป็นการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงถนนหรือทางส่วนตัวของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งความจริงเป็นการลงชื่ออุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ การหลอกลวงดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและลงชื่อในบันทึกข้อความอันเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม ต่อมา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้นำที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๐๔ ของตนไปออกโฉนดที่ดินและนำรังวัดชี้เอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไปเป็นทางสาธารณะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นิติกรรมอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนรายการทางสาธารณประโยชน์พิพาทอันเกิดจากนิติกรรมการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด ตามบันทึกข้อความ ฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท อันเป็นคำฟ้องที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดและถูกหลอกลวงเป็นสำคัญเพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของตน ลักษณะตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โดยการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ศาลต้องวินิจฉัยเรื่องสิทธิในทรัพย์สินและความสมบูรณ์ของนิติกรรมทางแพ่งอันเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง อันจะเข้ากรณีพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนและการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางชาญ พรมนัส ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — นายสร้อย พิมพ์อักษร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2561
#622413
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๗๖ ได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้าน จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๗๖ ของผู้ฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้าน การนำรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๗๖ หรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๙ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มา ซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายพรศักดิ์ พรหมประสิทธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2561
#622412
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ที่ ๒ นายอำเภอปักธงชัย ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๓๔๖๑ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ โดยที่ดินดังกล่าวแบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๕๘๑ ที่ออกสืบเนื่องจากหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๑๗ โดยผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๓๔๖๑ ออกทับทางสาธารณะหรือที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากมารดา จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิในที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ออกทับทางสาธารณะหรือที่สาธารณประโยชน์ จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบกฎหมาย เนื่องจากทับที่สาธารณประโยชน์ และมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่นำคดีมาฟ้องก็เพื่อให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องอยู่ก่อน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ยืนยันว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นางสายจอง พุฒผักแว่น
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2561
#622098
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 สำหรับหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ แม้รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.10 จำเลยโอนทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์ตามข้อ 1.11 โจทก์เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการส่งมอบทรัพย์ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความว่า

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินดังต่อไปนี้

1.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 45203 จำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน ในส่วนของจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์โดยจำเลยตกลงส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพร้อมเอกสารชุดโอน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2556

1.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 35001 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6,000,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรทั้งสี่

1.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 61485 จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพร้อมเอกสารชุดโอน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2556

1.4 ห้องชุดเลขที่ 172-14/206 อาคารชุดลัดดาคอนโดวิว ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่

1.5 ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว โครงการหมู่บ้านห้วยปราบบึงทอง ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 270,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่

1.6 รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 83 - 7687 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

1.7 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

1.8 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผฉ - 3114 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

1.9 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 9562 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

1.10 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 8037 ชลบุรี (ที่ถูก ผค - 8037) จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

1.11 รถยนต์กระบะ ทะเบียน 1 ธ - 4352 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง

ข้อ 2 โจทก์และจำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่ และค่าใช้จ่ายใด ๆ ต่อเดือน ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าและหนังสือสัญญาหย่า ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2549 อีกต่อไป

ข้อ 3 ทรัพย์สินตามข้อ 1.2, 1.4 และ 1.5 จำเลยมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่

ข้อ 4 หากจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความส่วนที่ศาลสั่งไม่คืนเป็นพับ

ข้อ 6 หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามข้อ 1.1 และข้อ 1.3 ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

ข้อ 7 โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 6

โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดนัดหลายเดือนจนกระทั่งวันที่ 28 มกราคม 2557 จำเลยเพิ่งมอบต้นฉบับชุดโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 45203 และ 61485 แก่โจทก์ และรถยนต์กระบะตามสัญญาข้อ 1.7 และข้อ 1.8 ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี และ ผฉ - 3114 ชลบุรี จำเลยโอนทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของนายนันทิภาคย์ วันที่ 23 และ 22 มกราคม 2557 แต่ไม่มอบการครอบครองรถให้นายนันทิภาคย์ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากนี้จำเลยไม่ปฏิบัติตามยอม ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ตามสัญญายอมข้อ 1.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 35001 ข้อ 1.4 ห้องชุดเลขที่ 172-14/206 ข้อ 1.5 ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว โครงการหมู่บ้านห้วยปราบบึงทอง โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้จำนองแล้วโอนให้บุตรทั้งสี่ของโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ กับขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ข้อ 1.7 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี และข้อ 1.8 รถยนต์กระบะ ผฉ - 3114 ชลบุรี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าของ ส่วนทรัพย์สินตามข้อ 1.6 รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 83 - 7687 ชลบุรี ข้อ 1.9 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 9562 ข้อ 1.10 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผค - 8037 ชลบุรี และข้อ 1.11 รถยนต์กระบะ ทะเบียน 1 ธ - 4352 ชลบุรี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและให้ใช้คำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์และเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้บุตรทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่ง โดยจำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์

โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขอ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้รับคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีใหม่เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้เพียงใด เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์นั้น คือหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่มีทะเบียนการค้าและใบประกอบการขนส่งตามข้อ 1.6 ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยยังไม่อาจปฏิบัติการชำระหนี้เพราะบุตรทั้งสี่ไม่มีทะเบียนการค้าหรือใบประกอบการขนส่ง ส่วนหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่ธนาคารจนเสร็จสิ้นแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ ที่จำนองอยู่แก่ธนาคารดังกล่าวตามข้อ 1.2, 1.4 และ 1.5 ให้แก่บุตรทั้งสี่ ถือว่าเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องกระทำการไถ่ถอนทรัพย์สินซึ่งจำนองให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้แก่บุตรตามคำพิพากษาตามยอม มิใช่หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ ออกหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 สำหรับหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.11 แม้รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.10 จำเลยโอนทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์ตามข้อ 1.11 โจทก์เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการส่งมอบทรัพย์ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยยังคงให้ออกหมายบังคับคดีในส่วนหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.7 ถึง 1.11 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 275 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายประทวน ปราบพาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 73/2561
#622411
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ โดยระบุว่าผู้ตายยกที่ดินให้กรมการข้าวเมื่อปี ๒๕๑๐ แต่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในสำเนาหนังสือขอยกที่ดินให้ทางราชการ การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและคืนที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและคืนที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเป็นไปตามสำเนาหนังสือของนาย ช. ที่แจ้งความประสงค์ขอยกที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนตามใบจองเลขที่ ๒๖๐ จำนวน ๕ ไร่ พร้อมที่ดินข้างเคียงซึ่งยังมิได้ทำตราจองอีก ๓ ไร่ ให้เป็นสมบัติของกรมการข้าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงนำที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางบุญเลี้ยง เปล่งปลั่ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2561
#622410
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอให้พิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายในโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าอยู่ในเขตที่ดินแปลงสวนป่าปากช่อง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี ตัด รื้อถอนต้นไม้ที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาท กับห้ามรบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินแปลงสวนป่าปากช่องซึ่งทำการปลูกป่ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินสวนป่าปากช่องอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และเขาอ่างหิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๔๗ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๐๙ แต่โฉนดที่พิพาทได้ออกในปี ๒๕๑๙ ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ จึงมิได้รุกล้ำหรือทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สวนป่าปากช่องซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และเขาอ่างหิน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นายวิทวัส กลิ่นทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2561
#622409
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งมีหลักฐานการครอบครอง เมื่อยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้เนื่องจากที่ดินทับซ้อนกับที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวงทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดครอบครองและทำประโยชน์อยู่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน และเป็นผู้มีสิทธิออกโฉนดที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยกันที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม และให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาสาธารณประโยชน์ ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยกันที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดและบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดมิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว แต่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดในที่ดินที่แต่ละคนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดประการสำคัญว่า ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ด เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบเจ็ดหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นายจันทร์ พวงไธสง ที่ 1 กับพวกรวม 27 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2561
#622408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ภายหลังโจทก์ทราบว่า ที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ โดยความเห็นชอบของจำเลยทั้งสองอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินพิพาทได้ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาท เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ชื่อ "เดิ่นป่าแต้ ๒" โจทก์เข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ โดยความเห็นชอบของจำเลยทั้งสองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก.๓๕๙๔ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การจะพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นางถาวร จันทร์โท
จำเลย — จังหวัดขอนแก่น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ