คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 25/2561
#622026
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นข้าราชการ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าอยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่า ที่ดินแปลงนี้น่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเป็นคดีนี้ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยมิได้แจ้งการครอบครอง ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อทำการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านการรังวัดอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีคำขอประการสำคัญ คือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนราธิวาส
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวทัศนีย์ หนูเสน
ผู้ฟ้องคดี — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2561
#622025
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นข้าราชการ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าอยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่า ที่ดินแปลงนี้น่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเป็นคดีนี้ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยมิได้แจ้งการครอบครอง ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อทำการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านการรังวัดอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีคำขอประการสำคัญ คือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนราธิวาส
ผู้ฟ้องคดี — นางละออ ภาลีกัณฑ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — แห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2561
#621855
เปิดฉบับเต็ม

แม้กระบวนการในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจะเป็นกระบวนการพิจารณาทางปกครอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท กรณีจึงยังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่จะเป็นวัตถุแห่งคดีให้ต้องเพิกถอน อันจะเข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นแต่พียงการตระเตรียมการเพื่อจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบสี่อ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะโกตาพิ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีกรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบสี่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
กฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นายสมพาน ชัยหมก ที่ 1 กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาประโคนชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2561
#619141
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง แขวงทางหลวงนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นส่วนราชการ สังกัดกรมทางหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด ซึ่งได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยการสืบสิทธิ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดแบ่งแยกโฉนด กลับถู ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดอ้างว่ารุกล้ำที่สงวนไว้ของกรมทางหลวง ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจทำการรังวัดและแบ่งแยกที่ดินได้ ขอให้พิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเต็มแปลงมิได้รุกล้ำที่ดินของกรมทางหลวงให้ผู้ฟ้องคดีสามารถดำเนินการรังวัดหรือทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินมีโฉนดได้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีจะทำการรังวัดทับซ้อนกับที่ดินสงวนนอกเขตทางหลวง เพื่อประโยชน์แก่ทางหลวงแผ่นดิน กรมทางหลวงครอบครองและได้มาตามประกาศกระทรวงคมนาคม จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าบรรพบุรุษได้ครอบครองที่ดินมาก่อนและตนได้ครอบครองต่อเนื่องมาก็เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน จึงไม่อาจยกเอาคำกล่าวอ้างดังกล่าวรวมทั้งระยะเวลาในการครอบครองมายันกรมทางหลวงได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นางแพงดี สุโพเนิน
ผู้ถูกฟ้องคดี — แขวงทางหลวงนครพนม
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2561
#619140
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา ๑๔ (๑) และ (๒) หรือกรณีตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทหารกองประจำการ ว่าร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาต่อผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นพลเรือน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับผู้เสียหายทั้งสามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา ๑๔ (๑) แม้ระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบว่าจำเลยทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสามมีการทะเลาะวิวาท ก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นพลเรือนเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) (๒) มิเช่นนั้นจะเป็นการให้ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด ซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔
จำเลย — พลทหารต่อศักดิ์ กรุงเจริญ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2561
#621854
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ว่าโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่ารับจ้างก่อสร้างมาจากจำเลยที่ ๑ ในสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลำไยเพื่อการส่งออกและห้องเย็นประกอบอาคารยืดอายุลำไยระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ยอมชำระเงินค่าประกันผลงานทั้งยังส่งสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งมีจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ลงชื่อรับเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าประกันผลงาน ประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้จึงเป็นเพียงการฟ้องเรียกเงินตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลำไยเพื่อการส่งออกและห้องเย็นประกอบอาคารยืดอายุลำไยไม่ กรณีจึงต้องพิจารณาเพียงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารและห้องเย็นประกอบอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่จัดทำขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกัน และกระทำขึ้นด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ ๓ ในฐานะลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้โดยตรงเท่านั้น ทั้งมิได้ระบุให้โจทก์มีอำนาจหรือมีสิทธิหน้าที่ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารและห้องเย็นประกอบอาคาร คงมีสิทธิเพียงแค่ได้รับเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ ๑ พึงมีพึงได้เท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นเพียงคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสุภารัตน์ ปะระมา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.วี.เอส. คอมพิวเตอร์
แอนด์ บีลดิง ที่ ๑
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2561
#621846
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๑ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอปากช่อง ที่ ๓ เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ที่ไม่ติดตั้งสัญญาณใดในขณะติดตั้ง พาดขึง ดึงสายไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะนั้น ได้รับอันตรายสาหัสจากการที่สายไฟที่พาดขึงอยู่บนเสาไฟฟ้าหลุดร่วงหล่นพาดทับคล้องคอโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือ ขณะที่จำเลยที่ ๓ ดำเนินการปรับปรุงย้ายแนวสายไฟฟ้า สายไฟฟ้าที่พาดขึงอยู่บนเสาไฟฟ้าร่วงหล่นลงพาดทับคล้องคอด้านหน้าของโจทก์ ซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาในบริเวณดังกล่าว เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในลักษณะว่า จำเลยทั้งสามไม่จัดให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟหรือสัญญาณในบริเวณที่เกิดเหตุ ก็เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นถึงลักษณะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำละเมิด แต่มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งการละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของฝ่ายปกครองไว้ เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายอภิศักดิ์ จำปาโคกกรวด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2561
#622024
เปิดฉบับเต็ม

การที่แขวงทางหลวงชลบุรีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมทางหลวง จำเลยที่ ๑ ได้คัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์เมื่อโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของตนนั้น เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของแขวงทางหลวงชลบุรีที่ ๑ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำคัดค้าน ซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ เมื่อแขวงทางหลวงชลบุรีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตน โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนไกล่เกลี่ยตาม มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยที่ ๒ ปักเสาไฟฟ้าพาดสายจ่ายไฟฟ้าเข้ามาในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับแขวงการทางชลบุรี ที่ ๑ หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ ๒ ปรับปรุงผิวจราจรและการก่อสร้างทางเท้าและปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ แล้วจะเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ เข้าไปปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางอิง ภาสกรนที
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2561
#619139
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดินที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ นำสำรวจปักหลักเขตและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณะและรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๔๓ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ อ้างว่า ผลการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีปรากฏว่าเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ จึงคัดค้านการรังวัด กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม ส.ค. ๑ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางจุฬาลักษณ์ หลอดทอง
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดินที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2561
#619138
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดินที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน น.ส. ๓ ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๕๐ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดที่ดินโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์บางส่วน ซึ่งได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๔๓ ซึ่งนายส. สามีของผู้ฟ้องคดีเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ อ้างว่า ผลการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีปรากฏว่าได้เนื้อที่มากกว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเนื้อที่ดินที่เกินมานั้นเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงคัดค้านการรังวัด ทั้งผู้ฟ้องคดีต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๔๓ ซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม น.ส. ๓ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางซูฮวย อุไร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดินที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2561
#619137
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทเนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิมและปัจจุบันมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินดังกล่าวแล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งรับคำขอออกโฉนดที่ดินและให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอทั้งแปลงและให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดินและเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ยังมอบให้ทบวงการเมืองจัดหาประโยชน์ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของรัฐอีกต่อไป จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ แล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นเพียงคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอหลักในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายสมบัติ แจ้งเณร
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2561
#619136
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเขตคลองสามวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนด โดยมารดาของผู้ฟ้องคดีซื้อมาจากโครงการจัดสรร จากนั้นมารดาของผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินติดกันซึ่งเป็นที่ดินคงเหลือจากโครงการจัดสรรที่ขายพร้อมกับที่ดินมีโฉนดให้แก่มารดาของผู้ฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกอีกหลายคน พร้อมด้วยทหารนำรถแบ็คโฮเข้ามาทำลายต้นไม้และทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีในที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นที่สาธารณะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้าม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำการใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาในที่ดินบริเวณพิพาท และให้นำรถแบ็คโฮออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เลือกปฏิบัติหรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบในการขุดลอกคลอง และห้ามกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่คงเหลือ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ปลูกสร้างอาคารและเพิงพักชั่วคราวรุกล้ำ และไม่สามารถอ้างการครอบครองขึ้นโต้แย้งเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้ หากมีการซื้อที่ดินพิพาทจริง ผู้ฟ้องคดีกับผู้ขายต้องระบุเนื้อที่ที่แท้จริงลงในสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดินให้ชัดเจน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณะ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายวิวัฒน์ มหานุกูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2561
#624668
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองสร้างสะพานไม้และศาลาที่พักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ร่วมกับผู้มีชื่ออีกหลายคน ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเกิน ๕ ปีติดต่อกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายเชิดพงษ์ เกตุจินดา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2561
#619135
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอลำปลายมาศ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้อนุญาตให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ คนก่อนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์บนที่ดินดังกล่าว โดยได้รับค่าใช้ที่ดิน และตกลงจะรื้อถอนเมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่ง แต่ผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวได้ถึงแก่ความตาย ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ คนต่อมาได้เข้าใช้ประโยชน์สิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นิ่งเฉย รวมทั้งได้ร้องเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒แต่ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระค่าใช้ที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาทมารดาผู้ฟ้องคดีสละการครอบครองเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์และตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ผู้ฟ้องคดีรับโอนที่พิพาทมาย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน และเมื่อมีการสร้างศาลากลางบ้านก็มีการขอซื้อที่ดินจากผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีก็ไม่มีการคัดค้าน ทั้งรับว่าได้รับเงินค่าใช้ที่ดินแล้ว อันเป็นการซื้อขายที่ดินพิพาท ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนายกที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านแล้ว การกระทำของเจ้าหน้าที่สังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิ ทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมภ์
ผู้ฟ้องคดี — นางอ่อง เตียงจันทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ
ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2561
#621048
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยว่า ภายในเวลาที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีรอการลงโทษให้จำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ไม่คุมความประพฤติจำเลยและไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์จึงต้องนำโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และยินยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะทุกครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกได้ ยกคำขอให้บวกโทษ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาแล้ว และศาลให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดอีก โดยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถจักรยานยนต์ในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอีก พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่คุมความประพฤติจำเลยและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า " เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี " ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยว่า ภายในเวลาที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีรอการลงโทษให้จำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับไม่คุมความประพฤติจำเลยและไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์จึงต้องนำโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2557 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายกฤษฎา โพธิ์ท่าม่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายขจร ยิ่งดำนุ่น
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 11/2561
#617573
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากโฉนดที่ดินพิพาท ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษามีสาระสำคัญคือโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างโรงเรียนสอนภาษาจีน จัดสร้างศาลาขงจื๊อ อาคารแพทย์แผนไทยฝังเข็ม พิพิธภัณฑ์มวยจีน เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษาได้ อีกทั้งสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษานั้นเป็นการอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา ๖๐ ปี เพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ ๑ จะยกสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับภาระภาษีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะอันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษาจึงมีลักษณะเช่นเดียวกันกับสัญญาทางแพ่งที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น ไม่มีลักษณะสัญญาที่ให้เข้าร่วมหรือจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดราชบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
โจทก์ — มูลนิธิประชานุเคราะห์ ราชบุรี
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2561
#619134
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น อ้างว่าจำเลยที่ ๕ ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำงานจ้างกิจกรรมงานดิน และกิจกรรมงานเสาเข็มสำหรับงานประตูระบายน้ำห้วยใหญ่ จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๕ สั่งการหรือมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ขุดรื้อคันดินกั้นน้ำออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนให้โจทก์หรือผู้ใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำทราบล่วงหน้า ทำให้น้ำเน่าเสียท่วมขังจากลำห้วยใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำพองจนขุ่นและสกปรก มีค่าแอมโมเนีย - ไนโตรเจน สูงเกินมาตรฐาน เป็นเหตุให้ปลาที่โจทก์เพาะเลี้ยงในกระชังตายทั้งหมด มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หากแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปเท่านั้น คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นายตุลา ตรงเมธีรัตน์
จำเลย — นายคงกระพันธ์ มาตราช ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2561
#619133
เปิดฉบับเต็ม

กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ กำหนดให้มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยเป็นเหตุให้ต้นไม้โค่นล้มขวางถนน ทำให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวต้องบังคับรถหักหลบจนรถเสียหลักตกไปริมทาง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุาการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2561
#617572
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าต่อศาลปกครองกลาง ให้จ่ายค่าชดเชยการเสียสิทธิประโยชน์ในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๕ ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินพิพาท รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ วางท่อประปาขนาดใหญ่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องที่คดีทั้งสามเป็นเหตุให้เนื้อที่ดินในโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหายไปบางส่วนก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นายสถาพร สุนทรวิวัฒนาการ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2561
#621834
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้จะบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดกรณีดำเนินงานตามโครงการก่อสร้างถนนสาย ง๑ ง๒ ง๔ และ ง๕ ผังเมืองรวมเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับผิดจากการกระทำละเมิดในคดีนี้ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงข่ายโทรทัศน์และบริการอินเตอร์เน็ตของผู้ฟ้องคดีเนื่องมาจากนายยอด จำปีทอง ลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้รับจ้างก่อสร้างถนนตามโครงการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน รวบรัดสายไฟเบอร์ออฟติคของผู้ฟ้องคดี จนทำให้ใยแก้วภายในขาดออกจากกัน และกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีหรือไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเตรียมการแก้ไข ดังนั้น มูลละเมิดตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่ง ทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทดิจิตอลเคเบิล เพชรบูรณ์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวงชนบท ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ