คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 6/2561
#621824
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ส. ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ ๓ นักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษ ที่ ๔ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ ที่ ๕ นาง ม. ที่ ๖ นาย จ. ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับจดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสระหว่างนาย ก. และนาง ส. และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ดำเนินการจดทะเบียนลงชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ส. ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๖ เลขที่ ๖๔๓๙ เลขที่ ๓๓๗๑ และเลขที่ ๑๕๔๒๐๔ เมื่อกรณียังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนาย ก. หรือเป็นสินสมรสระหว่างนาย ก. กับนาง ส. ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง ส. จะมีสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนดังกล่าว ประกอบกับเจตนาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกเกินกว่าส่วนที่ตนจะได้ตามพินัยกรรม โดยอ้างว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งนาง ส. มารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง ข้อพิพาทสำคัญในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสินสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินและการสิ้นสุดแห่งการสมรสและทรัพย์มรดก แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อศาลปกครอง โดยตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เนื้อหาของคดีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอให้จดทะเบียนลงชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ส. ลงในโฉนดที่ดินพิพาท การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นเพียงผลของการที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในทางทรัพย์สินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ เท่านั้น เมื่อกรณีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินและความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวสุกัญญา เวียงเกตุ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายโกวิท เวียงเกตุ และนางสมภักดิ์ เวียงเกตุ ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2561
#621822
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นบริการสาธารณะได้ แต่โดยที่สัญญาที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยจำเลย เป็นการเข้าทำสัญญาในฐานะเอกชนด้วยกันอันมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามระบบกฎหมายเอกชน โดยจำเลยมิได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองที่จะทำให้จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมค่าชดเชย ค่าตอบแทนพิเศษประจำปี และค่าเสียหายอื่นๆ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเขตอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายกิตติพันธุ์ เตชะกิตติโรจน์
จำเลย — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2561
#625396
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อที่อยู่อาศัย เลขที่ ๑-อบ-๑๗๙/๒๕๕๔ และสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อที่อยู่อาศัย เลขที่ ๑-อบ-๑๔/๒๕๕๕ ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่า ทั้งสองฉบับดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้าม จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เกี่ยวข้องหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การทำสัญญาเช่าชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินและไม่มีสิทธิในการเช่าที่ดิน และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า การทำสัญญาเช่าชอบด้วยระเบียบ มิใช่เรื่องสำคัญผิดในตัวบุคคล มูลคดีจึงสืบเนื่องมาจากสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าว กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อที่อยู่อาศัยทั้งสองฉบับ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยทั้งสองฉบับนี้ แม้จะมีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อจัดหาประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเอกชนเท่านั้น มิใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๑ มอบให้จำเลยที่ ๓ หรือที่ ๔ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นายสนธิหรือสนธิ์ แก้วคูณ
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2561
#623779
เปิดฉบับเต็ม

สัญญารถขนส่งสินค้ามีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเวลา 3 ปี โดยอัตราค่าขนส่งยึดตามตารางกำหนดราคาน้ำมันแนบท้ายสัญญา ซึ่งเป็นสาระสำคัญและเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญา การที่จำเลยปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งโดยจัดทำช่วงราคาน้ำมันขึ้นใหม่จากเดิมปรับทุกช่วงราคา 2 บาท ต่อลิตร เป็นปรับทุกช่วงราคา 3.50 บาท ต่อลิตร ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย และข้อตกลงในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงใดให้จำเลยปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งให้แตกต่างจากอัตราค่าขนส่งแนบท้ายสัญญาได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย การที่จำเลยขอยุติสัญญารถขนส่งสินค้าจึงไม่สามารถกระทำได้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 14,027,055.73 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบฝ่ายเดียว

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาถือได้ว่าอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฉบับดังกล่าว เป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน (ค่าเสียหาย) 2,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ (เท่า) ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลชั้นต้นกำหนด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่จำเลยเสียเกินมาเป็นเงิน 2,752 บาท แก่จำเลย กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2558 ของจำเลยจำนวน 200 บาท แก่จำเลยด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ขนสินค้าประเภทแป้งสาลีเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยกำหนดให้ขนส่งสินค้าแป้งสาลีขนาด 22.5 กิโลกรัมต่อถุง คิดค่าจ้างตามระยะทาง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และประเภทของรถบรรทุกที่ใช้ขนส่ง ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2558 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญารถขนส่งสินค้ากับโจทก์ ส่วนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามค่าเสียหายและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ตรวจสำนวนแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องยื่นคำให้การแก้คดี นายเอกนรินทร์ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การจำเลยออกไปถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 โดยอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความและเพิ่งได้รับสำนวนคดีนี้จากผู้บริหารของบริษัทจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของทนายจำเลยแล้วได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ขยายระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การได้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2558 โดยทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อที่ท้ายคำร้องในหน้าแรกว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้อง จึงต้องถือว่าทนายจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยชอบแล้ว ที่ทนายจำเลยเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาหรือจงใจจะไม่ยื่นคำให้การ แต่เกิดจากความผิดหลงและเข้าใจคลาดเคลื่อนของทนายจำเลย เพราะทนายจำเลยไม่ได้มาตรวจสำนวนคดี แต่ได้สอบถามเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นทางโทรศัพท์ (จากเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้น) และได้รับแจ้งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ตามที่ทนายจำเลยระบุในคำร้อง เห็นว่า ทนายจำเลยกล่าวอ้างแบบลอย ๆ ว่าได้โทรศัพท์สอบถามเกี่ยวกับคำสั่งศาล แต่ทนายจำเลยไม่ได้ระบุว่าสอบถามกับเจ้าหน้าที่ศาลผู้ใด หากมีการโทรศัพท์สอบถามจริง ทนายจำเลยต้องสอบถามว่า ติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนใด ต้องสอบถาม ชื่อ-นามสกุล ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น การที่ทนายจำเลยไม่สามารถระบุว่าได้โทรศัพท์ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ศาลคนใด แสดงว่าทนายจำเลยไม่ได้โทรศัพท์สอบถามเรื่องวันนัด การที่ทนายจำเลยไม่ไปตรวจสำนวนศาลเรื่องวันนัดขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าเป็นความผิดของทนายจำเลยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เป็นความผิดของทนายจำเลย มิใช่เป็นความผิดของจำเลย จำเลยไม่น่าจะต้องรับผลจากความผิดพลาดของทนายจำเลย เห็นว่า จำเลยได้ตกลงมอบหมายให้ทนายความจำเลยดำเนินการแทนจำเลย ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ถือว่าทนายจำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยตามกฎหมาย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดร่วมกับทนายจำเลย เมื่อทนายจำเลยผิดพลาดเรื่องวันนัดถือว่าจำเลยต้องผิดพลาดเรื่องดังกล่าวไปด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่จำเลยมีหนังสือขอยุติสัญญารถขนส่งสินค้าไปยังโจทก์เป็นการชอบด้วยข้อสัญญาแล้วหรือไม่ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญารถขนส่งสินค้าดังกล่าวกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการขนส่งสินค้าแป้งสาลีให้จำเลย และจำเลยได้ชำระค่าขนส่งให้โจทก์เรื่อยมาโดยจำเลยได้หักค่าขนส่งเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวม 49 ฉบับ ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2557 จำเลยได้ส่งหนังสือจัดทำตารางกำหนดค่าขนส่งสินค้าขึ้นมาใหม่ ซึ่งแตกต่างจากข้อสัญญาเดิม โดยจำเลยกำหนดช่วงราคาน้ำมัน (ดีเซล) จากเดิมปรับช่วงราคาละ 2 บาทต่อลิตร เปลี่ยนเป็นปรับทุกช่วงราคาละ 3.50 บาทต่อลิตร และปรับค่าขนส่งลดลงจากเดิมด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาที่ทำกันไว้ หากราคาน้ำมัน (ดีเซล) อยู่ที่ราคา 28.50 บาทต่อลิตร โจทก์จะได้รับค่าขนส่ง 7.20 บาท ต่อแป้งสาลี 1 ถุง สำหรับรถบรรทุกสี่ล้อในระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตร แต่ตามหนังสือจัดทำตารางกำหนดค่าขนส่งที่จำเลยจัดทำขึ้นมาใหม่ดังกล่าว โจทก์จะได้รับค่าขนส่งสินค้าแป้งสาลีเพียง 6.40 บาทต่อถุง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมาก โจทก์ได้มีหนังสือทักท้วงไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยกลับมีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2558 ขอยุติสัญญารถขนส่งสินค้ากับโจทก์และไม่ให้โจทก์ขนส่งสินค้าอีกต่อไป จำเลยฎีกาอ้างว่าเมื่อจำเลยทำสำเนาตารางกำหนดค่าขนส่งตามราคาน้ำมันส่งไปให้โจทก์ นายพนัส ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ ลงชื่อยินยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์ เห็นว่า นายพนัส เป็นเพียงผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ คือ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนโจทก์ ดังนั้น การกระทำของนายพนัส จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ต่อมานายพนัสในฐานะผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ ได้มีหนังสือถึงจำเลยเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่าขอให้จำเลยคงอัตราเดิมในสัญญาไปจนถึงวันหมดอายุสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยมีการส่งตัวแทนมาเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้จำเลยจึงได้มีหนังสือขอยุติสัญญา ได้ตรวจดูสัญญารถขนส่งสินค้า เห็นว่า สัญญารถขนส่งสินค้ามีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเวลา 3 ปี โดยอัตราค่าขนส่งยึดตามตารางกำหนดราคาน้ำมันแนบท้ายสัญญา ซึ่งเป็นสาระสำคัญและเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญา การที่ต่อมาจำเลยปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งโดยจัดทำช่วงราคาน้ำมันขึ้นใหม่จากเดิมปรับทุกช่วงราคา 2 บาทต่อลิตร เป็นปรับทุกช่วงราคา 3.50 บาทต่อลิตร ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย และจากข้อตกลงในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงใดให้จำเลยสามารถปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งให้แตกต่างจากอัตราค่าขนส่งแนบท้ายสัญญาได้ เมื่อจำเลยต้องการปรับลดราคาค่าขนส่งแต่โจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย การที่จำเลยขอยุติสัญญารถขนส่งสินค้าจึงไม่สามารถกระทำได้ เมื่อจำเลยขอยุติสัญญาโดยไม่มีสิทธิทำได้ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาแล้วเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญารถขนส่งสินค้าอีกต่อไป โดยขอยุติสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 และมาตรา 391 วรรคสุดท้าย โดยโจทก์ไม่จำต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ขาดรายได้จากการขนส่งสินค้า 20 งวด โดยปกติโจทก์มีรายได้เฉลี่ยงวดละ 701,352.79 บาท รวมเป็นเงิน 14,027,055.73 บาท เห็นว่า แม้สัญญารถขนส่งสินค้า ข้อสัญญาข้อที่ 12 จะระบุว่าผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง 2 ครั้งต่อเดือน ก็ตาม แต่ค่าขนส่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าในแต่ละเดือนที่จำเลยจะมีให้โจทก์ขนส่งว่ามีมากน้อยเพียงใด การที่โจทก์คำนวณค่าเสียหายจากรายได้ในแต่ละเดือนที่โจทก์เคยได้รับจากจำเลยนั้น กรณีดังกล่าวไม่แน่นอนว่าระยะเวลาประมาณ 10 เดือน ที่เหลืออยู่ตามสัญญา หากสัญญาไม่ยุติลง โจทก์จะมีรายได้เช่นนั้นทุกเดือนหรือไม่และจำเลยจะมีสินค้าให้โจทก์ไปส่งทุกเดือนหรือไม่ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่อ้าง ประกอบกับการคิดค่าขนส่งที่โจทก์อ้างโจทก์ยังมิได้คิดถึงค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องนำมาหักจากรายได้ค่าขนส่ง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าจ้างพนักงานขับรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุงรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง เป็นต้น ค่าเสียหายที่โจทก์นำสืบจึงไม่ชัดเจนว่าค่าเสียหายที่แท้จริงมีเพียงใด ส่วนที่จำเลยฎีกาก็ไม่ระบุว่าค่าเสียหายมีเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท สำหรับระยะเวลาขนส่งสินค้าที่เหลือตามสัญญาอีก 10 เดือน รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่ในชั้นฎีกาของจำเลยมีเพียง 1,000,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 20,000 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 22,408 บาท กับค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เกินมารวม 2,508 บาท แก่จำเลย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาสต์ โลจิสติกส์
จำเลย — บริษัทที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐพล อนุเมธางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2561
#617571
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดีทั้งหกยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ส่งไปยังธนาคารและสถาบันทางการเงินให้ตรวจสอบทางลับและรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ต่อมาพนักงานอัยการได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว ประกอบข้อมูลจากที่รวบรวมได้ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งจำนวนสี่คดี เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้มีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเกี่ยวพันกันกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง คำสั่งของทั้งสี่คดีย่อมมีผลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงและคำพิพากษาในคดีนี้ เพื่อให้คำสั่งเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัดที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 2/2561
#617570
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสิบสามยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ - ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๔ - ๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยทั้งแปดโต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลที่รับฟ้อง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง จนกระทั่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๒๕/๒๕๖๐ ว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความโจทก์ทั้งสิบสามยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยและมีคำวินิจฉัยใหม่ว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน โดยให้บันทึกเหตุแห่งความจำเป็นนั้นไว้ด้วย และวรรคสองของมาตราดังกล่าว บัญญัติให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (๓) ให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อคดีนี้คณะกรรมการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๒๕/๒๕๖๐ ว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีนี้ จึงถือเป็นที่สุด ตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางธนภร หมื่นแสน ที่ 1 กับพวกรวม 13 คน
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2561
#617569
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสิบยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ - ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๔ - ๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยทั้งแปดโต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลที่รับฟ้อง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง จนกระทั่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๔/๒๕๖๐ ว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความโจทก์ทั้งสิบยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยและมีคำวินิจฉัยใหม่ว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน โดยให้บันทึกเหตุแห่งความจำเป็นนั้นไว้ด้วย และวรรคสองของมาตราดังกล่าว บัญญัติให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (๓) ให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อคดีนี้คณะกรรมการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๔/๒๕๖๐ ว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีนี้ จึงถือเป็นที่สุด ตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นายวีระชัย เชิดชินโชค กับพวกรวม 10 คน
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10029/2560
#619404
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 ที่ระบุว่า หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดนัดชำระตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าคู่สัญญาฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันทีเต็มตามฟ้อง ซึ่งการบังคับคดีต้องเป็นการบังคับคดีในส่วนที่อีกฝ่ายผิดสัญญา แต่การที่โจทก์ไม่นำบุตรไปให้บิดาโจทก์ดูแล อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยมีสิทธิบังคับคดีเพื่อให้มีการบังคับให้โจทก์ส่งบุตรไปให้บิดาโจทก์ดูแลตามที่ระบุไว้ในสัญญา หาได้หมายความถึงโจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ไม่ เพราะนอกจากจะทำให้โจทก์และจำเลยต้องรับภาระเพิ่มขึ้นแล้ว การผิดสัญญาในข้อที่ไม่ต้องชำระด้วยเงิน กฎหมายกำหนดวิธีการบังคับคดีไว้แล้ว ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีข้อความไม่รัดกุมถือว่าเป็นกรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่โจทก์ เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ซึ่งมีข้อตกลงดังนี้

ข้อ 1 จำเลยตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละ 4,000 บาท

ข้อ 2 โจทก์ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละ 4,000 บาท

ข้อ 3 โดยโจทก์จำเลยตกลงว่าจะชำระเงินตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้กับนางสาว ศ. โดยโอนผ่านบัญชีธนาคารของนางสาว ศ. โดยโจทก์จำเลยตกลงยินยอมให้นางสาว ศ. เป็นผู้ดูแลเบิกค่าใช้จ่ายของบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว โดยตกลงชำระทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระ 1 พฤศจิกายน 2557

ข้อ 4 จำเลยตกลงยินยอมรับเด็กหญิง ณ. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียนภายใน 1 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ข้อ 5 โจทก์จำเลยตกลงว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษา ค่ารักษาพยาบาลบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ซึ่งคงเหลือยอดสุทธิจากการเบิกตามสวัสดิการแล้ว โจทก์จำเลยตกลงจะชำระกันคนละครึ่งตามใบเสร็จรับเงิน

ข้อ 6 โจทก์จำเลยตกลงว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองสามารถชำระเพิ่มขึ้นได้เมื่อบุตรทั้งสองเติบโตและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

ข้อ 7 หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดนัดชำระตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าคู่สัญญาฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันทีเต็มตามฟ้อง กล่าวคือ ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู จำนวนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี

(ต่อ) ข้อ 7 โจทก์ตกลงว่าเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเข้ารับการศึกษา โจทก์จะนำบุตรทั้งสองไปให้บิดาของโจทก์เป็นผู้ดูแลต่อไป

ข้อ 8 โจทก์จำเลยตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ตามข้อ 1 ถึงข้อ 7

ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2558 จำเลยยื่นคำขอว่า ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เด็กหญิง ช. บุตรของโจทก์และจำเลยเข้ารับการศึกษาแล้ว แต่โจทก์ไม่นำเด็กหญิง ช. ไปให้นาย อ. บิดาของโจทก์เป็นผู้ดูแลตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 โจทก์เพิ่งพาเด็กหญิง ช. ย้ายไปอยู่ที่บ้านบิดาของโจทก์หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 9 เดือนถือว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 โจทก์จึงต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองจำนวน 20,000 บาท ขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำขอ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 ที่ระบุว่า หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดนัดชำระตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าคู่สัญญาฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันทีเต็มตามฟ้อง การบังคับคดีต้องเป็นการบังคับคดีในส่วนที่อีกฝ่ายผิดสัญญา สำหรับโจทก์นั้นเป็นกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาไม่นำบุตรไปให้บิดาโจทก์ดูแลทันที แต่โจทก์นำบุตรกลับไปให้บิดาโจทก์ดูแลหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเวลา 9 เดือน เพราะโจทก์เพิ่งทำเรื่องย้ายโรงเรียนที่ทำการสอนไปอยู่ที่ภูมิลำเนาของบิดาโจทก์ การจะบังคับคดีทันทีของจำเลยในส่วนนี้คือ เมื่อโจทก์ไม่นำบุตรไปให้บิดาโจทก์ จำเลยก็มีสิทธิบังคับคดีเพื่อให้มีการบังคับให้โจทก์ส่งบุตรไปให้บิดาโจทก์ดูแลตามที่ระบุไว้ในสัญญาการที่จะมีการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจำนวนเดือนละ 20,000 บาท หมายถึงกรณีที่คู่สัญญาผิดนัดไม่ชำระในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดให้การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อที่ไม่ใช่การชำระด้วยเงินเป็นการผิดนัดที่ทำให้ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้โจทก์และจำเลยต้องรับภาระเพิ่มขึ้นแล้ว การผิดสัญญาในข้อที่ไม่ต้องชำระด้วยเงินนั้น กฎหมายกำหนดวิธีการบังคับคดีไว้แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีข้อความไม่รัดกุมซึ่งเป็นช่องทางที่อาจทำให้แปลความอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อสงสัย จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 กรณีจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่โจทก์ กรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอบังคับคดีแก่โจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ส่งบุตรให้บิดาโจทก์ดูแล จำเลยมิได้ยื่นคำร้องว่าโจทก์ผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ยังไม่ผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู เดือนละ 20,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 1548 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนาง ช.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายปริญญา อุไรวิลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูมิ เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
บุญมี ฐิตะศิริ
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10027/2560
#622099
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ติดจำนองบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองได้ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ไม่อุทธรณ์ เพียงแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีปัญหาว่าจำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกจากจะวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว ยังวินิจฉัยเลยไปว่าต้องนำทรัพย์มรดกมาแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยคนละครึ่งแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท และพิพากษาเลยไปถึงบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการพิพากษาให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ มิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3299 ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3299 เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 2/3 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ที่นายเอื้อนและนางฉายที่จดทะเบียนโอนให้ผู้ตายครอบครองแทนทายาทอื่น โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ตายจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม จำเลยกับพี่น้องและบิดาเลี้ยงของโจทก์ไปร่วมกันแจ้งว่าผู้ตายไม่มีบุตร ให้จำเลยรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท ไถ่จำนองจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารออมสิน ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางฉาย เมื่อนางฉายถึงแก่กรรม นายเอื้อนเป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอออกโฉนดใส่ชื่อผู้ตายแทนพี่น้องทุกคนเพราะนายเอื้อนอ่านหนังสือไม่ออก ผู้ตายจำนองที่ดินพิพาทกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนำเงินมาให้พี่น้องซึ่งเดือดร้อนเรื่องเงิน เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมไม่มีพี่น้องคนใดอยากรับโอนที่ดินพิพาท จำเลยจึงตัดสินใจรับโอนโดยไถ่จำนอง แล้วร่วมกับพี่น้องทุกคนและนายวิระพงศ์ไปสำนักงานที่ดินจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทโดยพี่น้องทุกคนสละมรดก นอกจากนั้นจำเลยมีนายร่วม น้องของนางฉาย นายเอี่ยม นางสมพร นางสมใจ บุตรของนางฉาย และนายวิระพงศ์ สามีใหม่ของผู้ตายเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทพร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของนายเอื้อนกับนางฉาย ต่อมาใส่ชื่อผู้ตายในโฉนดไว้ก่อนระหว่างที่ยังไม่ได้แบ่งให้พี่น้อง เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม พี่น้องประชุมร่วมกันว่าใครรับมรดกชิ้นนี้ต้องจ่ายเงินให้พี่น้องอื่นคนละ 50,000 บาท ไม่มีพี่น้องคนใดต้องการรับมรดก จำเลยจึงตกลงรับไว้ เห็นว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุชื่อนางฉายเป็นเจ้าของ โจทก์อ้างว่าผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดชื่อเจ้าของจึงเปลี่ยนจากนางฉายมาเป็นผู้ตาย แต่ฝ่ายจำเลยมีญาติผู้ใหญ่กับพี่น้องหลายคนมาเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางฉายปลูกบ้านอยู่อาศัยกับนายเอื้อนมาแต่ดั้งเดิม เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมจำเลยยังไปไถ่ถอนจำนองและรับโอนมา พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฉายโดยผู้ตายมีชื่อในโฉนดเพื่อถือแทนทายาทอื่นดังศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ติดจำนองบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนองได้ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ไม่อุทธรณ์ เพียงแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีปัญหาว่าจำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกจากจะวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว ยังวินิจฉัยเลยไปว่าต้องนำทรัพย์มรดกมาแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยคนละครึ่งแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท และพิพากษาเลยไปถึงบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ จึงต้องบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ข.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางเอมอร แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10026/2560
#618269
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า คำให้การจำเลยไม่ชัดแจ้ง คดีไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หมายถึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามรูปคดีคือ หากมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ต้องสืบพยานก็ให้สืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาคดีใหม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานและสืบพยานโจทก์และจำเลยไปแล้วจึงยังมีกระบวนพิจารณาดังกล่าวอยู่ จำเลยไม่อาจอาศัยเหตุการย้อนสำนวนขอยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อจะได้มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอำนาจฟ้องได้ ทั้งคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน จำเลยต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางลัดดาวัลย์ ฟ้องและดำเนินคดีแทน นายชาญ เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทำพินัยกรรมยกที่ดินสินสมรสแก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตน ตกเป็นโมฆะ หลังจากนายชาญถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสองจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินตามพินัยกรรมเป็นของตน ขอให้บังคับเพิกถอนพินัยกรรมและเพิกถอนพินัยกรรมการจดทะเบียนของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องจะเป็นลายมือโจทก์จริงหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่รับรอง โจทก์รู้เห็นยินยอมการทำพินัยกรรมของนายชาญ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแทนโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับประเด็นการมอบอำนาจเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า คำให้การจำเลยทั้งสองมีความบกพร่อง ขอแก้ไขในข้อ 1 บรรทัดที่ 3 จาก "จะเป็นลายมือโจทก์จริงหรือไม่จำเลยทั้งสองไม่ขอรับรอง" เป็น "ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอมไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์"

โจทก์คัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยแล้วว่า คำให้การจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพิ่มประเด็นดังกล่าวได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นสืบพยานจนกระทั่งมีคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาวินิจฉัยคำให้การของจำเลยทั้งสองว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้อง และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หมายถึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปในประเด็นอื่น ๆ ที่เหลืออยู่และทำคำพิพากษาใหม่ มิได้ย้อนสำนวนกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เมื่อคำให้การจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องจนล่วงเลยมาถึงวันสืบพยานซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสองสามารถแก้ไขคำให้การได้แล้ว ทั้งประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องมิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ประกอบกับไม่มีเหตุอันสมควรให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การโดยเพิ่มประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องและมีคำสั่งยกคำร้อง และเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ จึงงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับเฉพาะอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ส่วนคำสั่งงดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายประเด็นเดียวว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน...." คดีนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้สองสถาน แต่ได้นัดสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นแล้วพิพากษาคดี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาคดี โดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 185 วรรคสอง และมาตรา 142 เพราะคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ไม่แจ้งชัดว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ในเรื่องอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงหมายถึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปตามรูปคดีคือ หากมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ต้องสืบพยานก็ให้สืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาคดีใหม่แต่คดีนี้เมื่อจำเลยทั้งสองแถลงสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทอื่น ที่ศาลชั้นต้นจะต้องสืบพยานต่อไปอีก ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ ให้เป็นการเสียเวลาอีก แต่อย่างไรก็ดีเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีแล้ว การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเข้ามาใหม่จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เพราะคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด กล่าวคือต้องนัดสืบพยานใหม่แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไป จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานและสืบพยานโจทก์จำเลยไปแล้วจึงยังมีกระบวนพิจารณาดังกล่าวอยู่ จำเลยทั้งสองไม่อาจอาศัยเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง มาเพื่อขอยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อจะได้มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอำนาจฟ้องต่อสู้คดีได้อีก จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาสืบพยานที่ศาลชั้นต้นดำเนินไปเพิกถอนไปด้วย และถือว่าคดีนี้ไม่มีวันสืบพยาน คู่ความสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องและคำให้การได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหลุย สินไชย
จำเลย — นางวรนภา สินไชย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง — นายอนุวัฒน์ บุญนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10025/2560
#622096
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่คำฟ้องที่โจทก์ได้ถอนฟ้องก็อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นอนุญาต เท่ากับว่าไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน เพราะกฎหมายกำหนดให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนมีการฟ้องร้อง คดีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือเสร็จสิ้นไปโดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ที่โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยละเมิดข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่โจทก์และจำเลยกระทำกันนอกศาลหลังจากมีการถอนฟ้องแล้ว จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่กระทำกันในชั้นศาลและมิใช่เป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากคำพิพากษาถึงที่สุดที่มีอายุความ 10 ปี

ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติว่า โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม และห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม และมาตรา 193/9 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ คดีนี้เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องล่วงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม คดีโจทก์จึงขาดอายุความต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยเป็นโมฆะ นิติกรรมหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามเป็นโมฆะ นิติกรรมหนังสือสัจจะสัญญาลงวันที่ 1 มีนาคม 2552 ที่กรมที่ดินสำนักงานเขตบางกอกน้อย ลงวันที่ 3 มีนาคม 2552 เป็นโมฆะ และการจดทะเบียนหย่าที่เกิดจากนิติกรรมที่มิชอบด้วยกฎหมายระหว่างโจทก์จำเลยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักทะเบียนเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วันที่ 14 ตุลาคม 2546 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่า ณ สำนักงานทะเบียนเขตยานนาวา วันที่ 15 ตุลาคม 2547 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2552 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่า ณ สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2553 ต่อศาลชั้นต้น กล่าวหาว่า จำเลยกระทำการฉ้อฉลต่อโจทก์ ขอให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16873 จากจำเลยมาเป็นของโจทก์ เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 888 จากจำเลยเป็นสินสมรส เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า เลขทะเบียน 43/9269 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ให้เป็นโมฆะ ขอให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 52137 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 1/37 และรถยนต์เบนซ์ หมายเลขทะเบียน 5 ษ - 0118 กรุงเทพมหานคร เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย ขอให้รายได้ในบริษัทเทพฤทธิ์ อินเตอร์เทรด จำกัด จำนวน 20,000,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 คดีถึงที่สุด ในประเด็นเรื่องการหย่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คือ คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นผลมาจากเหตุคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2553 ที่โจทก์ยื่นคำแถลง การละเมิดข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้มีอายุความ 10 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ในข้อนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย โดยตามคำร้องดังกล่าวโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 การถอนฟ้องย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่ว่าคำฟ้องที่โจทก์ได้ถอนฟ้องก็อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นและศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเท่ากับว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2553 ไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน เพราะกฎหมายกำหนดให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนมีการฟ้องร้อง คดีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือเสร็จสิ้นไปโดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 แม้โจทก์จะยื่นคำแถลงว่า จำเลยละเมิดข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ตามเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นมีข้อความระบุว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวได้กระทำกันนอกศาลหลังจากมีการถอนฟ้องแล้ว จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่กระทำกันในชั้นศาลและมิใช่เป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากคำพิพากษาถึงที่สุดที่มีอายุความ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา ปรากฏจากคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2553 ของศาลชั้นต้น และคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าถูกจำเลยทำกลฉ้อฉล เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 โจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างนิติกรรมสัญญาที่กระทำกับจำเลยก่อนหน้านั้น เพื่อให้นิติกรรมสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม และเบิกความว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ได้ทำหนังสือบอกล้างหนังสือสัญญาคดีส่งให้จำเลยโดยชอบแล้วตามหนังสือบอกล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นโมฆียะกรรมเพราะกระทำไปเนื่องจากถูกจำเลยทำกลฉ้อฉลอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติว่า โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม และห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม และมาตรา 193/9 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ล่วงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม คดีโจทก์จึงขาดอายุความต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 176 วรรคสาม ม. 193/9
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตฤณ ดิษฐลำภู
จำเลย — นางนวลนภา เมธะพนธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายทัดชัย บัวสอน
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9996 -ที่ 9997/2560
#621177
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งระงับการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักรให้แก่บริษัท ร. โดยอ้างกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 และบริษัท ร. มีหนังสือขอสำเนากฎกระทรวงดังกล่าวจากจำเลยด้วย เมื่อกรรรมการบริษัท ร. เป็นกรรมการชุดเดียวกับโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่าข้อกฎหมายที่อ้างอิงตามกฎกระทรวงนั้นเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) โดยจำเลยไม่จำต้องระบุในคำสั่งทางปกครองที่แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองอีก

แม้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง พุทธศักราช 2482 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 แต่พระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2490 และประกาศกระทรวงเศรษฐการ เรื่อง การส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2509 ที่ออกตามพระราชบัญญัติที่ถูกยกเลิกยังมีผลใช้บังคับต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ข้าวจึงคงเป็นสินค้าต้องห้ามมิให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเช่นเดิม ซึ่งตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ผู้ใดจะส่งออกหรือนำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ตามมาตรา 7 วรรคสอง และมาตรา 25 กำหนดคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตส่งออก พระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงเศรษฐการดังกล่าวจึงไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ม. 5 (2) ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง ม. 24 ม. 25
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง ม. 37 วรรคสาม (2)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด กับพวก
จำเลย — กรมการค้าต่างประเทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9993 -ที่ 9994/2560
#621178
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากเห็นสมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำผิดฐานฟอกเงิน โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการต่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับเอากับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมุ่งต่อเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุน หรือการช่วยเหลือการกระทำความผิด หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่ายโอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ จึงเป็นการดำเนินคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่เป็นเรื่องโทษทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่เป็นการใช้อำนาจรัฐในการติดตามหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมและทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะในการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมและประโยชน์สาธารณะกรณีมิใช่เป็นการบังคับใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่ง และไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยกำหนดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ผู้ร้องย่อมมีอำนาจขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีขอบเขตเรื่องระยะเวลาในการติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 7 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 7 ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 9 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 9 ผู้คัดค้านที่ 10 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 10 ผู้คัดค้านที่ 11 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 5 ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 11 ผู้คัดค้านที่ 12 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 6 ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 12 ผู้คัดค้านที่ 13 ถึงที่ 15 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 13 ถึงที่ 15 ผู้คัดค้านที่ 16 และที่ 17 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 16 และที่ 17 ผู้คัดค้านที่ 18 ถึงที่ 21 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 18 ถึงที่ 21 ผู้คัดค้านที่ 9 ถึงที่ 12 ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 22 ถึงที่ 25 และผู้คัดค้านที่ 22 ถึงที่ 28 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 26 ถึงที่ 32 ตามลำดับ

คดีสำนวนแรกและสำนวนที่สอง ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด พร้อมดอกผลของทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 20 และที่ 22 ถึงที่ 25 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 21 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัด และคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 21

ผู้คัดค้านที่ 26 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 26

ผู้คัดค้านที่ 27 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิ โดยให้ที่ดินจำนองตกเป็นของแผ่นดินหลังจากชำระหนี้ตามภาระจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 27 ก่อน และให้ผู้คัดค้านที่ 27 หักเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 177 0 36xxxx จำนวน 100,000 บาท ไปชำระเงินที่จ่ายไปตามเช็คในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 177 3 03xxxx และหักเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 117 0 43xxxx จำนวน 1,440,000 บาท ไปชำระเงินที่จ่ายไปตามเช็คในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 177 3 04xxxx ส่วนที่เหลือจึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 28 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และสั่งคืนทรัพย์แก่ผู้คัดค้านที่ 28

ผู้คัดค้านที่ 29 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 29

ผู้คัดค้านที่ 30 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 30

ผู้คัดค้านที่ 31 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลสั่งคุ้มครองสิทธิ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 31 บังคับชำระหนี้จากเงินฝากดังกล่าวหรือหักกลบลบหนี้ได้

ผู้คัดค้านที่ 32 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้านที่ 32 โดยให้ได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่ผู้คัดค้านที่ 32 ชำระหนี้แทนผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 ไป พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 11

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 27 ขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินในสำนวนแรกและในสำนวนที่สอง พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ยกเว้นทรัพย์สินในสำนวนแรก อาวุธปืน เงินฝากธนาคาร เครื่องประดับและอัญมณี กล้องถ่ายรูป และทรัพย์สินในสำนวนที่สองให้คืนแก่เจ้าของ ให้ผู้คัดค้านที่ 31 มีสิทธิหักชำระหนี้บัตรเครดิตจำนวน 55,413.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2545 เป็นต้นไป จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 045 1 05xxx x คำขออื่นของผู้ร้อง และคำร้องของผู้คัดค้านที่ 32 ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 อุทธรณ์ โดยผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 19 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ฎีกา โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 19 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ส่วนผู้คัดค้านที่ 13 ศาลชั้นต้นรับฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ ผู้คัดค้านที่ 13 ไม่อุทธรณ์คำสั่งจึงยุติ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อปี 2530 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายดำรงหรือแบะ นายสมศักดิ์หรือเปี๊ยก และนายประเสริฐ ได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน 21 กระสอบ น้ำหนัก 615,964 กรัม บนเรือประมงชื่อเทพมงคล จากการสืบสวนทราบว่านายประสิทธิ์หรือชาญชัย หรือเหว่ยเซี๊ยะกังหรือไท่เซิง เป็นนายทุนผู้ผลิตส่งไปขายต่างประเทศ ต่อมาปี 2531 จึงจับกุมนายประสิทธิ์ได้ ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนายประสิทธิ์เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายประสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยนายประสิทธิ์ชั่วคราว ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นายประสิทธิ์ไม่มาศาล ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่านายประสิทธิ์มีความผิดตามฟ้องให้ประหารชีวิต นายประสิทธิ์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 336, 399, 275 ห้างหุ้นส่วนสามัญ พลอยแดง และบริษัทออเร้นจ์ คัลเลอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กับยึดและอายัดทรัพย์สินในสำนวนแรกและในสำนวนที่สองเป็นของกลาง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านทั้งสามสิบสองแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานจึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 2 และเป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 11 ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นมารดาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 11 และที่ 13 ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องสะใภ้ของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้คัดค้านที่ 8 เป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 12 เป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 11 ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นลูกผู้พี่ผู้น้องของผู้คัดค้านที่ 11 ผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 14 เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้คัดค้านที่ 11 บริษัทและห้างหุ้นส่วนผู้คัดค้านที่ 16 ถึงที่ 20 และที่ 22 ถึงที่ 25 เป็นนิติบุคคลที่มีผู้คัดค้านข้างต้นเกี่ยวพันเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ และพนักงาน มีการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกันหรือเปิดบัญชีเงินฝากไว้เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของนิติบุคคล มีการเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์แทนกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินในสำนวนแรกและในสำนวนที่สองพร้อมดอกผลตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนทรัพย์สิน อาวุธปืน เงินฝากธนาคาร เครื่องประดับและอัญมณี กล้องถ่ายรูป ในสำนวนแรก และทรัพย์สินในสำนวนที่สองแก่เจ้าของ ให้ผู้คัดค้านที่ 31 มีสิทธิหักชำระหนี้บัตรเครดิตจำนวน 55,413.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 045 1 05xxx x ในสำนวนแรก ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์ที่คืนดังกล่าวและสิทธิหักชำระหนี้บัตรเครดิตของผู้คัดค้านที่ 31 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และผู้คัดค้านที่ 15 ที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 31 ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน

ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 14 และที่ 32 ข้อ 4.7 เห็นว่า เนื้อหาฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 14 และที่ 32 ข้อ 4.7 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 12 ข้อ 4.4 ที่ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 11 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภฐ 789 กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรอันเป็นการอุปการะไม่เกินแก่ฐานานุรูปและเป็นเรื่องของศีลธรรมอันดีที่แม่มีต่อบุตร นั้น ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 12 ไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำคัดค้าน เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 14 ที่ 32 ข้อ 4.7 ที่ 4 และที่ 12 ข้อ 4.4 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องบรรยายให้เห็นแล้วว่า นายประสิทธิ์หรือชาญชัยหรือเต็ง หรือเว่ยเซี๊ยะกัง หรือเหว่ยเซี๊ยะกัง กระทำความผิดเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายยาเสพติดและนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปประกอบธุรกิจบังหน้า โดยให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ดำเนินการ อันมีลักษณะเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเข้าข่ายเป็นการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และรายการการสืบสวนพฤติการณ์ของนายประสิทธิ์รวมทั้งบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านและสถานที่ประกอบธุรกิจหลายแห่งและได้ยึดทรัพย์สินจำนวนมาก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตรวจพบและยึดมาเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่า นายประสิทธิ์ได้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2523 เรื่อยมา จนกระทั่งถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อปี 2531 แต่นายประสิทธิ์หลบหนีไปในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ นายประสิทธิ์ยังคงร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และนายประสิทธิ์ได้ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 11 ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จัดตั้งบริษัทขึ้นประกอบธุรกิจบังหน้าเพื่อทำการฟอกเงิน และผู้คัดค้านที่ 11 ได้ร่วมกับเครือญาติและบุคคลใกล้ชิดจัดตั้งบริษัทและห้างหุ้นส่วนสามัญขึ้นประกอบธุรกิจบังหน้าเพื่อทำการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่า กรณีที่ปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายประสิทธิ์ ซึ่งบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ในส่วนว่าเงินหรือทรัพย์สินใดตามบัญชีทรัพย์สินท้ายคำร้องที่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกได้รับโอนมาจากนายประสิทธิ์ หรือได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นส่วนตนของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกโดยเฉพาะจึงย่อมมีข้อมูลเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งเป็นรายละเอียดที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกสามารถนำสืบพิสูจน์กันในชั้นไต่สวนได้ คำร้องของผู้ร้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยคดีสองคดีซึ่งเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเช่นเดียวกันกับคดีนี้ และการวินิจฉัยบทบัญญัติหมวด 6 ต้องเข้าความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ก่อน จึงเป็นการวินิจฉัยอยู่ในตัวว่าบัญญัติลักษณะของความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ใช้บังคับย้อนหลังได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแล้ว และได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งหลักกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษนั้น เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของหลักนิติธรรม การที่ผู้ร้องใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ย้อนหลังให้เป็นโทษแก่ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกนั้น แม้จะเคยได้รับการรับรองโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น แต่เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงทำให้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 32 ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ อันเป็นบทบัญญัติตามหลักกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ ตามหลักนิติธรรมซึ่งได้บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งใช้บังคับในปัจจุบันเหมือนกัน หาได้ลบล้างหลักนิติธรรมเดิมไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ว่า เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินคดีนี้โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ยื่นคำคัดค้านในประเด็นนี้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่มีอำนาจที่จะตรวจยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้คัดค้าน และไม่มีอำนาจเสนอเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ได้ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเคยหารือข้อกฎหมายต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่เมื่อทราบว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีความเห็นว่าความผิดฐานฟอกเงินเป็นความผิดอาญาซึ่งไม่มีผลย้อนหลัง จึงได้รีบให้ผู้แทนมาชี้แจงยืนยันว่าไม่ประสงค์จะหารือในประเด็นดังกล่าวอีก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ต้องผูกพันหรือต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 กลับฎีกาว่า เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกคำสั่ง 7 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 โดยอ้างว่าเป็นกรณีจำเป็นหรือเร่งด่วนตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกโดยที่ไม่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนจริง เพราะความผิดประธานที่นำมากล่าวอ้างเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2530 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกไม่ได้มีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแต่ประการใด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ให้มีผลย้อนหลัง การตรวจค้นตามหมายค้นไม่ชอบซึ่งเป็นคนละประเด็น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นคำร้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ว่า คำร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากเห็นสมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการต่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับเอากับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมุ่งต่อเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทำให้การปราบปรามการฟอกเงินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่เป็นเรื่องโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่เป็นการใช้อำนาจรัฐในการติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานซึ่งถือเป็นทรัพย์ที่มีตราบาปจากผู้ที่ครอบครองเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนและให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมและทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะในการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมและประโยชน์สาธารณะ กรณีมิใช่เป็นการบังคับใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่ง และไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ผู้ร้องย่อมมีอำนาจขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีขอบเขตเรื่องระยะเวลาในการติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 19 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านที่ 11 ข้อ 4.8 ที่ 16 ข้อ 4.5 ที่ 19 ข้อ 4.6 ในประเด็นนี้ เนื้อหาฎีกาของผู้คัดค้านดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 11 ข้อ 4.8 ที่ 16 ข้อ 4.5 ที่ 19 ข้อ 4.6 ในประเด็นนี้มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นคำร้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 32 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน และให้ยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 14 และที่ 32 ข้อ 4.7 ที่ 4 และที่ 12 ข้อ 4.4 ที่ 11 ข้อ 4.8 ที่ 16 ข้อ 4.5 ที่ 19 ข้อ 4.6 และเมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 14 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา กรณีจึงไม่มีค่าขึ้นศาลที่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางชนิกานต์หรือวารีย์หรืออ้อย กระฎุมพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพร สมบุญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9992/2560
#622091
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อนๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย" อย่างไรก็ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อยกเว้นตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกไว้นั้น ไม่มีกฎหมายสนับสนุนว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย การที่จะเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่นหรือครอบครองไว้เพื่อตนเองย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละคดี เพราะหากถือว่าทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วย อายุความตามมาตรา 1754 ก็ไม่อาจใช้บังคับได้เลย

การที่ ก. เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกพิพาทของผู้ตายตั้งแต่ขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตและภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายอย่างเป็นเจ้าของโดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวตลอดมาแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ไม่เคยฟ้องหรือร้องขอให้พนักงานอัยการยกคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวเอาแก่ ก. ซึ่งเป็นมารดาเพื่อขอแบ่งมรดกพิพาทจาก ก. แต่อย่างใด และเมื่อ ก. แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 ออกเป็น 7 แปลง โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 78021 รวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ยิ่งกว่านั้นในคดีที่ ก. ฟ้องขอให้เพิกถอนคืนการให้ที่ดินแก่โจทก์รวม 5 แปลง ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีชื่อ ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตและ ก. ได้จดทะเบียนยกให้โจทก์นั้น โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าที่ดินทั้งห้าแปลงและที่ดินที่ขายไปเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายและ ก. และเป็นมรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งอันจะตกแก่โจทก์ที่เป็นทายาทและทายาทอื่นด้วย ก. ไม่เคยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายรวมทั้งไม่เคยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอันจะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น นอกจากนี้ตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายของ ศ. ระบุเพียงว่า ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากในธนาคารเท่านั้น และ ศ. ก็เบิกความยืนยันว่า ได้จัดการแบ่งเงินทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นไปแล้ว ผู้ตายไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะจัดการอีก อันเป็นข้อสนับสนุนว่า ก. ครอบครองทรัพย์มรดกพิพาทที่มีชื่อ ก. แต่ผู้เดียวโดย ศ. และทายาทอื่นไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 เกินสิบปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จำเลยเป็นผู้สืบสิทธิ ก. ผู้เป็นทายาทย่อมมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา 1755

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยถูกกำจัดมิให้ได้มรดกของพันเอกกาจ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1335, 78021 และ 7288 หนึ่งในเจ็ดส่วนให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 แปลง เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของพันเอกกาจจำนวนหนึ่งในเจ็ดส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นางกฐิน เป็นบุตรของหลวงแจ่มวิชาสอนและนางผิน ซึ่งประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายยาสีฟันวิเศษนิยม เมื่อหลวงแจ่มวิชาสอนและนางผินถึงแก่ความตาย กิจการดังกล่าวตกแก่บุตรและนางกฐินด้วย โจทก์และจำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพันเอกกาจ กับนางกฐิน ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2482 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ โจทก์ นายหาญ นางนิรมล นางถิระศิริ จำเลย นางศรีประไพ และนายวรกิจ ซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2528 โดยไม่มีผู้สืบสันดาน นางกฐินมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายร้อยแปลงรวมทั้งที่ดินพิพาทคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2498 นางกฐินจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 เนื้อที่ 56 ไร่ 3 งาน 45 ตารางวา จากนายสุรินทร์ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2504 นางกฐินจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7288 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา จากนายศุภโชค วันที่ 17 กันยายน 2532 พันเอกกาจถึงแก่ความตาย วันที่ 2 ธันวาคม 2532 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนางศรีประไพ เป็นผู้จัดการมรดกพันเอกกาจ วันที่ 28 ธันวาคม 2535 นางกฐินจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 ออกไป 7 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 78015 ถึง 78021 คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 เพียง 5 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 78021 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน มีชื่อนางกฐินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งออกโฉนดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 วันที่ 24 ตุลาคม 2550 นางกฐินจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1335, 7288 และ 78021 รวมสามโฉนดให้แก่จำเลย เมื่อปี 2549 นางกฐินฟ้องขอถอนคืนการให้ที่ดินแก่โจทก์รวม 5 แปลง อ้างว่าโจทก์เนรคุณ โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้เนรคุณ ขอให้ยกฟ้อง วันที่ 13 มิถุนายน 2551 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18347/2557 โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง (ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางกฐินถึงแก่ความตาย นางนิรมลและนางศรีประไพเข้าเป็นคู่ความแทน) เมื่อปี 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้มีคำสั่งว่านางกฐินเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้พิทักษ์ นางกฐินกับพวกรวม 6 คน ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ แต่หากศาลสั่งให้นางกฐินเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ให้นางนิรมล (ผู้คัดค้านที่ 3) และจำเลย (ผู้คัดค้านที่ 5) เป็นผู้พิทักษ์ร่วมกัน ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางวินิจฉัยว่า นางกฐินอายุ 94 ปีเศษ แม้สามารถมาเบิกความต่อศาลได้ ได้ยินคำซักถามของทนายความและตอบคำถามของศาลและทนายความได้ แต่นางกฐินมีอายุมากแล้ว สายตามองไม่เห็นทั้งสองข้าง มีโรคประจำตัวหลายโรค และที่สำคัญไม่สามารถที่จะจัดทำการงานหรือกิจการด้วยตนเองตามลำพัง อาการดังกล่าวเข้าลักษณะมีกายพิการไม่สมประกอบ จึงมีคำสั่งให้นางกฐินเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยให้นางนิรมลและจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เบียดบังยักย้ายทรัพย์พิพาทอันเป็นมรดกจึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้มรดก โจทก์ไม่ฎีกาหรือทำคำแก้ฎีกาจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินสมรสระหว่างพันเอกกาจ ผู้ตายกับนางกฐิน หรือเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 เนื้อที่ 56 ไร่ 3 งาน 45 ตารางวา (ขณะพิพาทกันคดีนี้มีเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา) นางกฐินซื้อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2498 จึงเป็นการได้มาก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่บังคับใช้ ต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินและพันเอกกาจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 เดิม แม้ทางนำสืบของจำเลยจะอ้างว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินเป็นของตากับยายและของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลโรงงานวิเศษนิยมให้นางกฐินมาซื้อ แต่ไม่ได้ความว่าเงินที่ให้มาซื้อนั้นเป็นการให้เป็นสินส่วนตัว จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1464 (3) เดิม แต่เป็นสินสมรสตามมาตรา 1466 เดิม เมื่อนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินมา ที่ดินที่ซื้อมาจึงเป็นสินสมรส ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 78021 เนื้อที่ 2 ไร่ 7 งาน เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1335 แม้จะออกโฉนดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ก็ถือว่าเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินและพันเอกกาจในขณะพันเอกกาจถึงแก่ความตาย โดยส่วนของพันเอกกาจย่อมเป็นมรดกของพันเอกกาจ เมื่อพันเอกกาจถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 ตามมาตรา 1625 (1) สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 7288 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา นางกฐินซื้อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2504 จึงเป็นการได้มาก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่บังคับใช้และเป็นการนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินมาย่อมเป็นสินสมรสตามมาตรา 1466 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ฎีกาของจำเลยประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 และ 78021 กับ 7288 ขาดอายุความมรดกหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพันเอกกาจถึงแก่ความตาย ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างนางกฐินและพันเอกกาจซึ่งเป็นคู่สมรสชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ส่วนของพันเอกกาจกึ่งหนึ่งนั้น เมื่อพันเอกกาจไม่ได้ทำพินัยกรรมย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือนางกฐินซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและบุตรอีก 6 คน ที่มีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย ตามมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1629 โดยมีสิทธิได้รับมรดกคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน ซึ่งในการที่ทายาทจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" และวรรคสี่ บัญญัติว่า"ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย" แต่อย่างไรก็ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อยกเว้นตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" แต่การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกไว้นั้นไม่มีกฎหมายสนับสนุนว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วย การที่จะเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาทอื่นหรือครอบครองไว้เพื่อตนเองย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏแต่ละคดีไป ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2535 และ 2220/2552 เพราะหากถือว่าทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วย อายุความตามมาตรา 1754 ก็ไม่อาจใช้บังคับได้เลย โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและนำสืบว่า เมื่อพันเอกกาจถึงแก่ความตาย โจทก์ให้นางกฐินซึ่งเป็นมารดาครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกของพันเอกกาจที่ตกแก่โจทก์หนึ่งในเจ็ดส่วนแทนโจทก์ เห็นว่า โจทก์คงมีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน คำเบิกความของโจทก์ที่ว่าให้นางกฐินซึ่งเป็นมารดาและเป็นทายาทคนหนึ่งครอบครองแทนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยอมรับว่า นางกฐินเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของพันเอกกาจ อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่านางกฐินครอบครองทรัพย์มรดกตั้งแต่ขณะที่พันเอกกาจมีชีวิตและภายหลังพันเอกกาจถึงแก่ความตายอย่างเป็นเจ้าของโดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวตลอดมา นอกจากนี้ขณะที่นางกฐินครอบครองทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ก็ไม่เคยฟ้องหรือร้องขอให้พนักงานอัยการยกคดีขึ้นว่ากล่าวเอาแก่นางกฐินซึ่งเป็นมารดาขอแบ่งมรดกจากนางกฐินแต่ประการใด และเมื่อนางกฐินแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1335 ออกเป็น 7 แปลง โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 78021 รวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ยิ่งกว่านั้นในคดีที่นางกฐินฟ้องขอให้เพิกถอนคืนการให้ที่ดินแก่โจทก์รวม 5 แปลง ตามคดีหมายเลขดำที่ 10289/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 5372/2551 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งที่ดินดังกล่าวก็มีชื่อนางกฐินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขณะที่พันเอกกาจยังมีชีวิตและนางกฐินได้จดทะเบียนยกให้แก่โจทก์นั้น โดยที่ดิน 2 แปลง ยกให้ขณะพันเอกกาจมีชีวิต อีก 3 แปลง ยกให้เมื่อพันเอกกาจถึงแก่ความตายและยังมีที่ดินอื่นที่โจทก์ได้รับยกให้หลายแปลง แต่ขายไปบางแปลงได้เงินมา 400,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับว่า นางกฐินได้ให้การดังกล่าวจริง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งเลยว่าที่ดินทั้งห้าแปลง และที่ดินที่ขายไปเป็นสินสมรสระหว่างพันเอกกาจและนางกฐินและเป็นมรดกของพันเอกกาจกึ่งหนึ่งอันจะตกแก่โจทก์ที่เป็นทายาทและทายาทอื่นด้วย ประกอบกับนางกฐินก็ไม่เคยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกกาจรวมทั้งไม่เคยเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกกาจอันจะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น แม้นางศรีประไพ ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งจะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกกาจและศาลมีคำสั่งตั้งนางศรีประไพเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกกาจก็ตาม แต่นางศรีประไพไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกพิพาททั้งก่อนและหลังที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกซึ่งตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีประไพก็ระบุเพียงว่า พันเอกกาจมีทรัพย์มรดกคือ เงินฝากในธนาคารเท่านั้น และนางศรีประไพก็เบิกความยืนยันว่า ได้จัดการแบ่งเงินทรัพย์มรดกของพันเอกกาจเสร็จสิ้นไปแล้ว พันเอกกาจไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินฝากในธนาคารที่จะจัดการอีก ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า นางกฐินครอบครองทรัพย์มรดกที่มีชื่อนางกฐินแต่ผู้เดียวโดยนางศรีประไพและทายาทอื่นไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง พันเอกกาจถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 เกินกำหนดสิบปี คดีโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จำเลยเป็นผู้สืบสิทธินางกฐินผู้เป็นทายาทย่อมมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 1755 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เพราะจำเลยไม่ใช่ผู้จัดการมรดกและไม่ใช่ผู้รับโอนที่ดินทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดก แต่รับโอนจากนางกฐินที่ไม่ได้ครอบครองแทนทายาทจนสิทธิของทายาทอื่นขาดอายุความแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1335, 78021 และ 7288 ไม่ขาดอายุความมรดกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 วรรคหนึ่ง ม. 1754 ม. 1755
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์
จำเลย — นางพจนีย์ อินทรครรชิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวยุวดี ศรีสัตยาชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9990/2560
#617842
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยและบริษัท ว. ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกันก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2 มีผลใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากตารางการชำระเงินและใบเสร็จรับเงินว่า ภายหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน จำเลยในฐานะผู้จะซื้อได้ชำระเงินดาวน์และชำระราคาห้องชุดพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่บริษัท ว. และบริษัท อ. ไปครบถ้วนแล้ว เช่นนี้จำเลยซึ่งได้ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้บริษัท อ. ในฐานะผู้จะขายจดทะเบียนโอนห้องชุดพิพาทให้แก่ตนได้ ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2

ส่วนที่จำเลยให้การและนำสืบรวมทั้งอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนห้องชุดพิพาทมาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ย่อมเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยอยู่ในฐานะอันจะขอให้จดทะเบียนสิทธิในห้องชุดพิพาทได้ก่อนโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากบริษัท อ. โดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหานี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยรับมอบห้องชุดพิพาทจากบริษัท อ. ตั้งแต่เมื่อปี 2551 และพักอาศัยอยู่ในห้องชุดพิพาทตลอดมา โจทก์ซึ่งเพิ่งมาซื้อห้องชุดพิพาทจากบริษัท อ. เมื่อปี 2554 จึงน่าจะทราบเป็นอย่างดีว่าในห้องชุดพิพาทมีจำเลยพักอาศัยอยู่ การที่โจทก์ยังคงตกลงซื้อห้องชุดพิพาทโดยไม่ได้สอบถามให้ได้ความถึงสาเหตุที่จำเลยเข้าพักอาศัยอยู่ในห้องชุดพิพาท เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทมาโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจยกเรื่องความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อฟ้องขับไล่จำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดของโจทก์ เลขที่ 554/107 ชื่ออาคารชุดอินสไปร์เพลส พระราม 9 อาคารเลขที่ 1 ชั้นที่ 6 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 169454, 181447 ถึง 181449 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และส่งคืนห้องชุดให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายอีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดเลขที่ 554/107 ชื่ออาคารชุดอินสไปร์เพลส พระราม 9 อาคารเลขที่ 1 ชั้น 6 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 169454, 181447 ถึง 181449 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการซื้อ จัดหา เช่า เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง ปรับปรุงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท โจทก์มอบอำนาจให้นายอุทัยเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยมอบอำนาจให้นายทศพลดำเนินคดีแทน บริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดอินสไปร์เพลส พระราม 9 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 169454, 181447 ถึง 181449 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยรับโอนมาจากบริษัทวัชรธร จำกัด ห้องชุดพิพาทเลขที่ 6 เอ - 20 หรือเลขที่ 554/107 อยู่ในอาคารชุดอินสไปร์เพลส พระราม 9 อาคารเลขที่ 1 ชั้น 6 มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยครอบครองโดยพักอาศัยในห้องชุดพิพาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดพิพาท ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 แต่จำเลยยังคงอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยกับบริษัทวัชรธร จำกัด ใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การและนำสืบโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2549 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับบริษัทวัชรธร จำกัด ตกลงชำระเงินดาวน์ให้บริษัทวัชรธร จำกัด เป็นรายงวดรวม 12 งวด เป็นเงิน 135,500 บาท หลังทำสัญญาจำเลยชำระเงินดาวน์ให้แก่บริษัทวัชรธร จำกัด และบริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งรับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายมาจากบริษัทวัชรธร จำกัด ครบถ้วนแล้ว แสดงว่าจำเลยและบริษัทวัชรธร จำกัด ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกันก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2 มีผลใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากตารางการชำระเงินและใบเสร็จรับเงินว่า ภายหลังจากได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันดังกล่าว จำเลยในฐานะผู้จะซื้อได้ชำระเงินดาวน์และชำระราคาห้องชุดพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่บริษัทวัชรธร จำกัด และบริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ไปครบถ้วนแล้ว จำเลยซึ่งได้ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้บริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จะขายจดทะเบียนโอนห้องชุดพิพาทให้แก่ตนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทไม่ทำตามแบบตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2 บัญญัติไว้ จึงใช้บังคับไม่ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การและนำสืบรวมทั้งอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนห้องชุดพิพาทมาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยอยู่ในฐานะอันจะขอให้จดทะเบียนสิทธิในห้องชุดพิพาทได้ก่อนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั่นเอง จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากบริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด โดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับมอบห้องชุดพิพาทจากบริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่เมื่อปี 2551 และได้พักอาศัยอยู่ในห้องชุดพิพาทตลอดมา โจทก์ซึ่งเพิ่งมาซื้อห้องชุดพิพาทจากบริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เมื่อปี 2554 จึงน่าจะทราบเป็นอย่างดีว่าในห้องชุดพิพาทมีจำเลยพักอาศัยอยู่ การที่โจทก์ยังคงตกลงซื้อห้องชุดพิพาทโดยไม่ได้สอบถามให้ได้ความถึงสาเหตุที่จำเลยเข้าพักอาศัยอยู่ในห้องชุดพิพาท เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทมาโดยไม่สุจริต เมื่อฟังได้ดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่อาจยกเรื่องที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทขึ้นเป็นข้ออ้างในการฟ้องขับไล่จำเลยได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ย่อมไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคต จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 200 บาท แก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 6/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — นายนรพล จินันท์เดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงใจ สิงหนาท
ศาลอุทธรณ์ — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9988/2560
#618283
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 24/2552 เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ ข้อ 5.2.1 กำหนดให้สินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) กำหนดให้สินทรัพย์ที่ลูกหนี้ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย ยกเว้นลูกหนี้ที่จัดชั้นสูญหรือสงสัยจะสูญแล้ว สำหรับสินทรัพย์ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีมีวงเงินและครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดสัญญา ให้จัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบัญชีเงินกู้ว่า วันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงิน 45,465,894.73 บาท ดอกเบี้ย 292,031.04 บาท และในวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นเดือนที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ค้างชำระต้นเงิน 45,077,068.42 บาท ดอกเบี้ย 649,385.86 บาท การนับระยะเวลาหนี้ค้างชำระตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย แต่ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน ทั้งเป็นกรณีมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ ตามข้อ 5.2.3 (2) วรรคท้าย ยังให้นับระยะเวลาการค้างชำระรวมกับระยะเวลาการค้างชำระก่อนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วพิจารณาจัดชั้นตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นดังกล่าวด้วย ส่วนทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันมีมูลค่าเพียงใด ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดให้นำมาพิจารณาในการจัดชั้นสินทรัพย์ แต่ให้นำมาพิจารณาเพื่อการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเมื่อจัดชั้นสินทรัพย์แล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์หนี้กู้ยืมเงินให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สำหรับสินทรัพย์หนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏว่า ในวันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญา โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระ 1,999,750.54 บาท หลังจากนั้นมีการโอนเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 และมีหนี้ค้างชำระในวันสิ้นเดือนดังกล่าว 2,052,861.12 บาท แม้เห็นได้ว่านับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ย้อนหลังขึ้นไปยังมีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินกว่า 6 เดือน ไม่อาจจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ได้ก็ตาม แต่ในการจัดชั้นสินทรัพย์นั้น ข้อ 5.2.2 วรรคแรก ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์เป็นรายบัญชี โดยคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องของกระแสเงินสดรับของแต่ละบัญชี ซึ่งหากกระแสเงินสดของลูกหนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน ก็อาจต้องจัดชั้นไว้ด้วยกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันเพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจโรงแรมของโจทก์ ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 12 และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 6 โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไปลงรายการในบัญชีกระแสรายวันและถือเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กระแสเงินของแต่ละบัญชีจึงมีความเกี่ยวเนื่องกันและชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์ไว้ด้วยกันได้ การที่จำเลยที่ 1 จัดชั้นหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจึงเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชอบที่จะรับโอนไว้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 แต่กลับฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฯ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง

โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทางเลือกอื่นในการบังคับชำระหนี้ โดยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายและไม่ควรเลือกใช้ช่องทางตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีไม่ได้ ตามคำฟ้องย่อมไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ฟ้องคดีได้หรือไม่ แม้โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิเรียกร้องและหลักประกันระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นก่อนหรือในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 กลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส. 3 ก เลขที่ 1441 และ 1442 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลปรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 คิดเกินต่อโจทก์จากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลงเหลืออัตราเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยที่ 1 ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รับซื้อหรือ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินรวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 47,500,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 วงเงิน 2,000,000 บาท โดยมีนายนพดลหุ้นส่วนผู้จัดการและนางเรณูผู้เป็นหุ้นส่วนของโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินกับอาคารเป็นประกัน แต่โจทก์ไม่สามารถชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา วันที่ 22 มกราคม 2553 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน วันที่ 4 สิงหาคม 2553 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินอีกฉบับหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระเฉพาะดอกเบี้ยต่อไปได้อีก 6 เดือน จนถึงเดือนธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 47,000,000 บาทเศษ และจะแบ่งชำระหนี้เป็นงวด ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ปี 2554 โจทก์มีหนังสือขอความอนุเคราะห์จากจำเลยที่ 1 อีกโดยจะขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน แต่จำเลยที่ 1 ไม่อนุมัติ จนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้คงวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 และโจทก์ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2555 ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อีก แต่จำเลยที่ 1 ไม่อนุมัติ โจทก์ยังเป็นหนี้ค้างชำระและเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีค้างชำระ จำเลยที่ 1 มีหนังสือทวงถามโจทก์ให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์รวมทั้งหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้มีผลตามกฎหมายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าโอนงวดสุดท้ายแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์เคยมีหนังสือเสนอเงื่อนไขขอประนอมหนี้กับจำเลยที่ 2 แต่ต่อมากลับเพิกเฉย วันที่ 25 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยเพื่อบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาประการแรกว่า ที่ดินและอาคารอันเป็นทรัพย์จำนองมีราคาสูงกว่าหนี้และพอชำระหนี้ โจทก์ชำระหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 นับแต่วันชำระหนี้กู้ยืมเงินครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยทั้งสองยังไม่เกินกว่า 6 เดือน ส่วนหนี้เบิกเงินเกินบัญชีก็ไม่ใช่หนี้ที่ไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เกินกว่า 6 เดือน จึงไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และไม่เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำเลยที่ 2 จะรับโอนจากจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 24/2552 เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ ข้อ 5.2.1 กำหนดให้สินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) กำหนดให้สินทรัพย์ที่ลูกหนี้ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย ยกเว้นลูกหนี้ที่จัดชั้นสูญหรือสงสัยจะสูญแล้ว สำหรับสินทรัพย์ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีมีวงเงินและครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดสัญญา ให้จัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงิน 45,465,894.73 บาท ดอกเบี้ย 292,031.04 บาท และในวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นเดือนที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ยังคงค้างชำระต้นเงิน 45,077,068.42 บาท ดอกเบี้ย 649,385.86 บาท การนับระยะเวลาหนี้ค้างชำระตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) มิใช่เริ่มนับ

ตั้งแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย แต่ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน แล้ว ทั้งเป็นกรณีมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ ตามข้อ 5.2.3 (2) วรรคท้าย ยังให้นับระยะเวลาการค้างชำระรวมกับระยะเวลาการค้างชำระก่อนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วพิจารณาจัดชั้นตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นดังกล่าวด้วย ส่วนทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันมีมูลค่าเพียงใด ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดให้นำมาพิจารณาในการจัดชั้นสินทรัพย์ แต่ให้นำมาพิจารณาเพื่อการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเมื่อจัดชั้นสินทรัพย์แล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์หนี้กู้ยืมเงินให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สำหรับสินทรัพย์หนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ท้ายคำให้การของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า ในวันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญา โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระ 1,999,750.54 บาท หลังจากนั้นมีการโอนเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 และมีหนี้ค้างชำระในวันสิ้นเดือนดังกล่าว 2,052,861.12 บาท แม้เห็นได้ว่านับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ย้อนหลังขึ้นไปยังมีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินกว่า 6 เดือน ไม่อาจจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ได้ก็ตาม แต่ในการจัดชั้นสินทรัพย์นั้น ข้อ 5.2.2 วรรคแรก ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์เป็นรายบัญชี โดยคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องของกระแสเงินสดรับของแต่ละบัญชี ซึ่งหากกระแสเงินสดของลูกหนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน ก็อาจต้องจัดชั้นไว้ด้วยกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันเพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจโรงแรมของโจทก์ ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 12 และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 6 โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไปลงรายการในบัญชีกระแสรายวันและถือเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กระแสเงินของแต่ละบัญชีจึงมีความเกี่ยวเนื่องกันและชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์ไว้ด้วยกันได้ การที่จำเลยที่ 1 จัดชั้นหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย จึงเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชอบที่จะรับโอนไว้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้

ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 บีบบังคับกดดันให้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่ให้โจทก์ชำระหนี้ภายใน 2 เดือน หากโจทก์ไม่ยอมลงชื่อ จำเลยที่ 1 ก็จะไม่อนุมัติให้โจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันต่อไป ทำให้โจทก์รับภาระเพิ่มขึ้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (5) นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ แต่กลับฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฯ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า หากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องคดี จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทางเลือกอื่นในการบังคับชำระหนี้ โดยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย และไม่ควรเลือกใช้ช่องทางตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีไม่ได้ ตามคำฟ้องย่อมไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ฟ้องคดีได้หรือไม่ แม้โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาโดยให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 (เดิม)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 (5)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมุยไอร์แลนด์ บีชรีสอร์ท
โจทก์ — แอนด์ โฮเทล
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน ) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จิระบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9981/2560
#622086
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถือว่าเป็นคำสั่งอายัดของศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) การที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งอายัดย่อมมีผลบังคับทันทีในวันดังกล่าว แม้จำเลยจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้หักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท ก. ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งอายัดดังกล่าว

สำหรับประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 นั้น สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะนายจ้างของจำเลยในการหักเงินค่าจ้างหรือเงินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ถือเป็นสิทธิอันเกิดจากความยินยอมของจำเลยตามหนังสือให้ความยินยอมที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ หาใช่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิของจำเลยไม่ แม้จะระบุลำดับในการหักเงินชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ไว้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ หนี้ใดจะเป็นหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อสหกรณ์เป็นเพียงหนี้กู้ยืมเงินไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิหักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยส่งให้แก่สหกรณ์ภายหลังจากได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ตามคำสั่งอายัดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์หรือมีคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด เป็นผู้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยที่ได้รับจากผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแทนผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 โดยให้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามจำนวนที่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล หากไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ถูกอายัดต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยเป็นพนักงานของผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปยังผู้คัดค้านให้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งข้อขัดข้องในการส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า ผู้คัดค้านได้รับหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจำเลยได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ไม่สามารถอายัดเงินนำส่งได้ จำเลยมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนจากผู้คัดค้านทั้งสิ้น 872,115 บาท เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ผู้คัดค้านได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกและทำสัญญากู้เงินไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว โดยจำเลยทำหนังสือให้ความยินยอมว่าให้ผู้คัดค้านหักเงินได้รายเดือนของจำเลยตามจำนวนงวดการชำระหนี้เพื่อส่งต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว และหากจำเลยประสงค์จะลาออกจากงาน จำเลยจะแจ้งเป็นหนังสือและจัดการชำระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน หรือเมื่อจำเลยได้ลงชื่อรับเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม บำเหน็จ บำนาญ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินอื่นใดในหลักฐานที่ผู้คัดค้านหรือหน่วยงานต้นสังกัดจะจ่าย จำเลยยินยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินดังกล่าวหักเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยส่งชำระหนี้ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถือว่าเป็นคำสั่งอายัดของศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) การที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งอายัดย่อมมีผลบังคับทันทีในวันดังกล่าว แม้จำเลยจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้หักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งอายัดดังกล่าว ที่ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า การที่ผู้คัดค้านไม่ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 นั้น เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 ระบุว่า "ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ

(1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้

(2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตามข้อบังคับของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหรือเพื่อชำระเงินอันอื่นอันเป็นสวัสดิการที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจัดให้เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(4) เป็นเงินประกันความเสียหายหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับความยินยอมจากลูกจ้าง

(5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ทั้งนี้ เว้นแต่ ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 บัญญัติว่า "เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นใดที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไปให้หน่วยงานนั้นหักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน

การแสดงเจตนายินยอมตามวรรคหนึ่ง มิอาจถอนคืนได้ เว้นแต่สหกรณ์ให้ความยินยอม

การหักเงินตามวรรคหนึ่ง ต้องหักให้สหกรณ์เป็นลำดับแรก ถัดจากหนี้ภาษีอากรและการหักเงินเข้ากองทุนที่สมาชิกต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม" ตามประกาศและพระราชบัญญัติดังกล่าว สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะนายจ้างของจำเลยในการหักเงินค่าจ้างหรือเงินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นสิทธิอันเกิดจากความยินยอมของจำเลยตามหนังสือให้ความยินยอมที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ หาใช่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิของจำเลยไม่ แม้จะระบุลำดับในการหักเงินชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ไว้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ หนี้ใดจะเป็นหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อสหกรณ์เป็นเพียงหนี้กู้ยืมเงินไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิหักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยส่งให้แก่สหกรณ์ภายหลังจากได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 311 วรรคสอง (เดิม)
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรัตน์ ฉันทาวิวัฒน์
ผู้คัดค้าน — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวัลลภ จันทร์ทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9882/2560
#618535
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยบรรยายว่า จำเลยใช้ทางพิพาทมาตลอด กว้าง 11 เมตร ยาวจากที่ดินจำเลยไปจดถนนกรุงธนบุรี ยาว 38 เมตร เป็นทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถ และขนถ่ายสินค้าถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี ตามแผนผังท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม ส่วนโจทก์แก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงไม่ใช่ภาระจำยอมของที่ดินจำเลย จำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 ถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยหาได้ใช้ทางดังกล่าวตลอดมาตามที่จำเลยให้การ ทางออกสู่ทางสาธารณะที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลง กว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร เท่านั้น หาได้กว้าง 11 เมตร ตามที่จำเลยฟ้องแย้ง จำเลยอ้างการใช้ทางเต็มพื้นที่ตามเอกสารท้ายคำให้การจึงไม่ชอบ เห็นได้ว่าโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเฉพาะเรื่องจำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อออกสู่ทางสาธารณะเพียงบางส่วน มิใช่เต็มพื้นที่ที่ดินโจทก์ และใช้มายังไม่ถึง 10 ปี แต่โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งเรื่องจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้า จึงถือว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้าในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ด้วย

การที่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 มาตั้งแต่ปี 2528 แม้ได้ขายให้ ว. ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ ว. ขายให้ผู้อื่นแล้วจำเลยซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นนั้น จึงต้องนับระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่ปี 2528 หาใช่นับแต่ปี 2553 ที่จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อนับระยะเวลาจากปี 2528 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 22 สิงหาคม 2557 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จำเลยจึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางพิพาทเฉพาะเพื่อใช้เดินและเป็นทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

ป.พ.พ. มาตรา 1387 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ภาระจำยอมนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น การที่จำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อจอดรถยนต์และขนถ่ายสินค้านั้นเป็นไปเพื่อความสะดวกของจำเลยกับบริวาร และเพื่อการประกอบอาชีพหาประโยชน์ทางการค้าของจำเลย มิใช่เพื่ออสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยแต่อย่างใด ทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ของโจทก์ด้วย แม้จำเลยและบริวารจะใช้ทางพิพาทเพื่อการดังกล่าวมานานเพียงใดก็ไม่ได้ภาระจำยอม เพราะ ป.พ.พ. ว่าด้วยเรื่องภาระจำยอมมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ภารยทรัพย์ของผู้อื่นเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและห้ามจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 11 เมตร ยาว 38 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 846 และ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมโดยไม่มีค่าตอบแทน หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ห้ามมิให้โจทก์ปิดกั้นรบกวนการใช้ภาระจำยอมของจำเลยเพื่อเป็นทางเดินและยานพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ รวมถึงการใช้เป็นที่จอดรถและการใดเพื่อประโยชน์อันเป็นปกติทางการค้า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี และที่ดินบางส่วนกว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 5.6 เมตร ของที่ดินโฉนดเลขที่ 846 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี บริเวณแนวเส้นสีเหลืองตกเป็นภาระจำยอมทางเดินและยานพาหนะผ่านเข้าออกแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี ให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมโดยไม่มีค่าตอบแทน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ทั้งแปลงและในที่ดินโฉนดเลขที่ 846 กว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 5.6 เมตร ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร (จังหวัดธนบุรี) ของโจทก์ บริเวณเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถยนต์และที่ขนถ่ายสินค้าแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร (จังหวัดธนบุรี) ของจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยกรุงธนบุรี 10 โดยถนนซอยช่วงแรกจากปากซอยเข้ามาเป็นที่ดินโจทก์ทั้งแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ส่วนถนนซอยช่วงหลังซึ่งอยู่ติดกันเป็นบางส่วนของที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ตำแหน่งของที่ดินโจทก์ ที่ดินจำเลย และทางพิพาทซึ่งก็คือถนนซอยที่ระบายเป็นสีเหลืองในแผนที่พิพาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ของโจทก์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2527 เจ้าของที่ดินเดิมในขณะนั้นคือนางสุกัญญาได้จดทะเบียนที่ดินทั้งแปลงให้เป็นภาระจำยอมทางเดินและยานพาหนะเข้าออกแก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20650 ถึง 20655 ของนายอนันต์โดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาปี 2528 จำเลยกับพวกซื้อที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20655, 20654 และที่ดินที่มิใช่สามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านทาวน์เฮ้าส์ ต่อมาปี 2531 จำเลยและพวกขายที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20654 และ 20655 แก่บริษัทเอช.เอช.เค อินเตอร์เทรด จำกัด ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2534 จำเลยขายที่ดินที่มิใช่สามยทรัพย์พร้อมบ้านทาวน์เฮ้าส์คือโฉนดเลขที่ 20644 ในคดีนี้ ให้แก่น้องสะใภ้คือนางสาววรรณี หลังจากนั้นนางสาววรรณีนำไปจำนองต่อธนาคารซิตี้แบงก์ ขึ้นเงินจำนอง ไถ่ถอนจำนอง จำนองใหม่ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด โอนสิทธิจำนองให้แก่กองทุนรวมไทย รีสตรัคเจอริ่ง วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 นางสาววรรณีจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2553 กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย หลังจากนั้นจำเลยกับบริวารอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านเลขที่ 156 ในคดีนี้ และใช้ทางพิพาทเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ดินของฝ่ายโจทก์นั้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2532 เจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์คือนางสุกัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 846 และ 6151 ให้แก่บริษัทชูยศและบุตร จำกัด ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2545 บริษัทชูยศและบุตร จำกัด ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่าบริษัทศรีสุทธิกุล จำกัด และเดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ทางพิพาท 500,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก (ข้อ 1.1) ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นอุทธรณ์ของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นที่จอดรถยนต์ ที่ขนถ่ายสินค้าและจำเลยใช้ทางพิพาทโดยวิสาสะ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า โจทก์ยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนว่าจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินของจำเลย ที่จอดรถยนต์ และที่ขนถ่ายสินค้าโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม และถือว่าโจทก์รับข้อเท็จจริงนี้และเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินของจำเลย ที่จอดรถยนต์ และที่ขนถ่ายสินค้าโดยความสงบและโดยเปิดเผย ตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 84 (3) นั้น เห็นว่า ในคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยบรรยายว่า จำเลยใช้ทางพิพาทมาตลอด กว้าง 11 เมตร ยาวจากที่ดินจำเลยไปจดถนนกรุงธนบุรี ยาว 38 เมตร เป็นทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถ และขนถ่ายสินค้าถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี ตามแผนผังที่ตีเส้นประด้วยสีส้ม ใช้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม ส่วนโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงไม่ใช่ภาระจำยอมของที่ดินจำเลยในคดีนี้ จำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยหาได้ใช้ทางดังกล่าวตลอดมาตามที่จำเลยให้การ ทางออกสู่ทางสาธารณะที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลง กว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร เท่านั้น หาได้กว้าง 11 เมตร ตามที่จำเลยฟ้องแย้ง ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 มีเนื้อที่ 72 ตารางวา จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะเต็มเนื้อที่ เพราะทางกว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร ก็เพียงพอแล้ว ไม่เป็นภาระแก่ที่ดินโจทก์เสื่อมราคามากไปจากเดิมที่โจทก์เรียกร้อง เมื่อคำนวณรวมกับที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ที่จำเลยใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะมีเนื้อที่เพียง 29 ตารางวา เท่านั้น จำเลยอ้างการใช้ทางเต็มพื้นที่ตามคำให้การ จึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเฉพาะเรื่องจำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อออกสู่ทางสาธารณะเพียงบางส่วนคือกว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร มิใช่เต็มพื้นที่ที่ดินโจทก์คือกว้าง 11 เมตร ยาว 38 เมตร และใช้มายังไม่ถึง 10 ปี เพราะจำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 แต่โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งเรื่องจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้า จึงต้องถือว่าโจทก์ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ว่าจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้าในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกับบริวารได้ภาระจำยอมในทางพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ของโจทก์ทั้งแปลงอันเป็นทางพิพาทให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยจะได้ทางภาระจำยอมดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ทางพิจารณาโจทก์มีพยานมาเบิกความเพียงปากเดียวคือนายกีรวิชชผู้รับมอบอำนาจโจทก์ แต่นายกีรวิชชก็เบิกความโดยไม่ทราบสาเหตุที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นางสาววรรณีไม่ทราบสาเหตุที่จำเลยซื้อที่ดินมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง คงได้ความไปตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามที่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว โดยนายกีรวิชชไม่ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงระหว่างที่จำเลยขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่นางสาววรรณี จนกระทั่งจำเลยซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งว่าใครเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ มีการใช้ทางพิพาทอย่างไรหรือไม่ ส่วนจำเลยมีพยานมาเบิกความรวม 4 ปาก โดยนำสืบถึงเรื่องการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 156 ของจำเลยตั้งแต่ปี 2528 และการขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่นางสาววรรณีซึ่งเป็นน้องสะใภ้เมื่อปี 2534 โดยอ้างสาเหตุเรื่องเงินทุนการประกอบธุรกิจของจำเลย แต่จำเลยและบริวารยังคงเป็นผู้ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งจำเลยซื้อที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งเมื่อปี 2553 พยานเอกสารที่จำเลยอ้างส่งประกอบการเบิกความทั้งหมดไม่มีลักษณะส่อไปในทางทำหลักฐานขึ้นเพื่อหวังผลในคดีนี้แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาภาพถ่ายของโจทก์ประกอบกับแผนที่พิพาทจะเห็นได้ว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์กึ่งอาคารพาณิชย์ ปลูกติดกัน ถัดจากปากซอยกรุงธนบุรี 10 เป็นแปลงที่ 7 หน้ากว้างแต่ละแปลงประมาณ 5 ถึง 6 เมตร และไม่มีทางออกอื่นสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรีนอกจากทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ไม่ว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านหลังดังกล่าวก็ต้องใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะทั้งสิ้น ช่วงที่ผู้ครอบครองที่ดินแปลงของจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ต้องถือว่าผู้ครอบครองนั้นใช้ทางพิพาทแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงของจำเลยอยู่ดี การใช้ทางพิพาทจึงต้องถือระยะเวลาติดต่อกันอย่างน้อยตั้งแต่ที่มีการออกโฉนดเลขที่ 20644 คือ วันที่ 27 กรกฎาคม 2527 เพราะตามรูปแผนที่พิพาทและการใช้ทางพิพาทเป็นปรปักษ์ต่อที่ดินโจทก์นับแต่นั้น ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับมีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 20655 และ 20645 ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินแปลงอื่นไว้แล้วจนถึงปัจจุบัน การที่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 มาตั้งแต่ปี 2528 แม้ได้ขายให้นางสาววรรณีซึ่งเป็นน้องสะใภ้ นางสาววรรณีขายให้ผู้อื่นแล้วจำเลยซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นนั้นจึงต้องนับระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่ปี 2528 หาใช่นับแต่ปี 2553 ที่จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อนับระยะเวลาจากปี 2528 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2557) เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จำเลยจึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางพิพาทเฉพาะเพื่อใช้เดินและเป็นทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ทางภาระจำยอมมีขอบเขตเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ทางพิพาทที่ระบายด้วยสีเหลือง เฉพาะส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 ทั้งแปลงนั้น ได้จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมที่ดินทั้งแปลงให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่อื่น แต่มิได้จดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงหาอาจได้ภาระจำยอมเสมอเหมือน กับที่ดินแปลงอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ภาระจำยอมนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น การที่จำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อจอดรถยนต์และใช้เป็นที่ขนถ่ายสินค้านั้น เป็นไปเพื่อความสะดวกของจำเลยกับบริวาร และเพื่อการประกอบอาชีพหาประโยชน์ทางการค้าของจำเลยอย่างเห็นได้ชัด มิใช่เพื่ออสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยแต่อย่างใด ทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ของโจทก์ด้วย แม้จำเลยและบริวารจะใช้ทางพิพาทเพื่อการดังกล่าวมานานเพียงใดก็ไม่ได้ภาระจำยอม เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องภาระจำยอมมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ภารยทรัพย์ของผู้อื่นเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ และเนื่องจากการได้ภาระจำยอมเพื่อเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นนั้น ไม่มีเหตุผลความจำเป็นต้องใช้เนื้อที่กว้างจากหน้าที่ดินจำเลยไปจนจดเขตที่ดินของโจทก์ตลอดแนวยาวไปจนถึงปากซอยกรุงธนบุรี 10 จึงเห็นควรกำหนดให้ทางภาระจำยอมที่จำเลยได้นั้นใช้เฉพาะเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะกรุงธนบุรี โดยมีความกว้างจากหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยไปทางทิศเหนือเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 846 เป็นระยะ 3.5 เมตร แล้วลากยาวไปทางทิศตะวันออกผ่านเข้าไปในที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 จนจดปากซอยกรุงธนบุรี 10 ถนนกรุงธนบุรี เป็นระยะทางยาวประมาณ 38 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยได้ภาระจำยอมในทางพิพาทกว้างเพียง 3.5 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร เท่านั้น หาใช่ได้ภาระจำยอมเต็มตามโฉนดที่ดินโจทก์เลขที่ 6151 ทั้งแปลง และบางส่วนของที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 จากหน้าโฉนดที่ดินของจำเลยไปทางทิศเหนือจนจดเขตที่ดินโจทก์โฉนดดังกล่าวดังที่จำเลยต่อสู้ไม่ การที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินภาระจำยอมดังกล่าวจึงเป็นการละเมิด ต้องใช้ค่าเสียหายนับแต่ทำละเมิด แต่เนื่องจากโจทก์เพิ่งมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ทางพิพาทเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 จึงให้เริ่มคิดค่าเสียหายนับแต่เวลาดังกล่าว จากทางนำสืบจำเลยยอมรับว่า ให้บุตรชายจำเลยใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินโจทก์ จอดรถและใช้เป็นที่ขนถ่ายสินค้า แต่โจทก์ไม่นำสืบปรากฏให้ชัดเจนว่าจำเลยใช้พื้นที่กว้างยาวเพียงใด และใช้ตลอดเวลาหรือไม่เพียงใด ทั้งการจอดรถและการขนถ่ายสินค้าตามความเป็นจริงปกติน่าจะมิได้กระทำตลอดเวลา ทำให้การคิดค่าเสียหายตามวิธีที่โจทก์คำนวณตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์โดยใช้ราคาประเมินที่ดินและค่าเสื่อมราคาของที่ดิน จึงไม่ชอบด้วยเหตุผลเพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์อยู่ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียงเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ข้อฎีกาอื่นของโจทก์ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า บางส่วนของทางพิพาทที่ระบายเป็นสีเหลืองมีอาณาเขตวัดจากหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยไปทางทิศเหนือเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ตำบลบางไส้ไก่ฝั่งเหนือ อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เป็นระยะ 3.5 เมตร แล้วลากไปทางทิศตะวันออกผ่านเข้าไปในที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี จนจดปากซอยกรุงธนบุรี 10 ถนนกรุงธนบุรี ตามแนวยาวของทางพิพาทในแผนที่พิพาทดังกล่าว เป็นระยะทางยาวประมาณ 38 เมตร ให้ตกเป็นทางภาระจำยอมใช้เฉพาะเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี แก่ที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดกรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.เค.ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิชชา พนาจารย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายเบญจพล อัศวัฒน์วิไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9813 -ที่ 9817/2560
#621179
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมในปี 2548 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นมารดา ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นภริยา และผู้คัดค้านอื่นเป็นญาติพี่น้องจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำกระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 51 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้านที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยสุจริต

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งห้าสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกนายหาญ หรือเณรแอ ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกนางโหนก ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เรียกนายมนัส และนางอนงค์ ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกนายสมจิตร ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนที่ 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เรียกนางชไมพร ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และเรียกนายวิชิต ผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนที่ 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 7

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งห้าสำนวนขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรวม 78 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,450,727.77 บาท ตามบัญชีรายการทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินเอกสารท้ายคำร้องทั้งห้าฉบับ พร้อมดอกผลของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกตนเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินประเภทเครื่องเรือนของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 39 รายการ รถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ หมายเลขทะเบียน 4446 (ที่ถูก ศณ 4446) กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่า 3,500,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-3-02xxxx จำนวนเงิน 100,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-3-03xxxx จำนวนเงิน 1,628,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-2-14xxxx จำนวนเงิน 23,447.63 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาพระพุทธบาท ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 585-0-10xxxx จำนวนเงิน 81,618.36 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารังสิต ของนางสาวรมณีย์ เลขที่ 165-5-18xxxx จำนวนเงิน 25,411.78 บาท รวม 45 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 5,928,477.77 บาท ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 112357 ถึง 112359 และ 59026 อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 รวม 4 แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13540, 24128, 25652, 24160, 39850, 34874, 23744 และ 2243 อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 46868 อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 38954 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 2 รวม 10 แปลง และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ให้กู้ 10 สัญญา 24 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 9,282,250 บาท เงินสดจากการขายรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผ 1963 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 7 จำนวน 250,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน กง 8816 ลพบุรี ของนางสำเนียง และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ฟอร์ด หมายเลขทะเบียน ต 4353 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 5 และบ้านไม้สักทรงไทย 2 หลัง ของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 5 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,150,000 บาท เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ หมายเลขทะเบียน นข 2004 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 790,000 บาท ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี มีชื่อผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มูลค่า 500,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 8315 และ 8316 อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีชื่อผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ราคาแปลงละ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,600,000 บาท รวม 3 รายการ รวมเป็นเงิน 2,300,000 บาท (ที่ถูก 3,100,000 บาท) พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 อุทธรณ์โดยผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ได้รับอนุญาตให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้นางสำเนียง เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และทางนำสืบของคู่ความที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นพี่ชายของผู้คัดค้านที่ 4 เป็นน้องชายของผู้คัดค้านที่ 7 และเป็นพี่เขยของผู้คัดค้านที่ 3 กับที่ 5 โดยผู้คัดค้านที่ 3 เป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 4 ส่วนผู้คัดค้านที่ 5 เป็นสามีของนางสำเนียง ซึ่งเป็นน้องสาวของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี จับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน พร้อมกับนำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของผู้คัดค้านที่ 1 และยึดทรัพย์สินพร้อมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เป็นของกลาง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งเจ็ดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 6 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ว่า ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ ผู้ร้องมีนายนพดล พนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี จับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และยึดทรัพย์สินพร้อมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เป็นของกลาง ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ในการตรวจสอบทรัพย์สิน พยานได้พิจารณาจากบันทึกปากคำของผู้เสียหายที่ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนโดยการโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หลายฉบับว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีเวทย์มนต์สามารถทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ให้คู่รักที่มีปัญหาขัดแย้งกันหรือเลิกร้างกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยเรียกเก็บค่าพิธีกรรม และมีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อมาทำพิธีกรรมต่าง ๆ กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาได้ ซึ่งจากการสอบปากคำผู้คัดค้านที่ 1 ให้การว่า ได้เริ่มประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มาตั้งแต่ประมาณปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 รวมระยะเวลาประมาณ 20 ปี เคยมีรายได้จากการประกอบพิธีกรรมสูงสุดถึงวันละ 100,000 บาท ทั้งเคยมอบเงินสดและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 6 ต่อมาพยานสอบปากคำผู้คัดค้านที่ 6 ให้การว่า เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ได้มอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้เก็บรักษา บางส่วนมอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และญาติพี่น้องของผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า นายนพดลเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 6 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะบันทึกเรื่องราวขึ้นเองตามบันทึกคำให้การ เพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 เชื่อได้ว่านายนพดลทำบันทึกคำให้การ ไปตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 6 ให้การเองโดยสมัครใจ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบโต้เถียงว่า เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไม่เคยอธิบายเรื่องคดีให้ฟัง เพียงแต่ส่งเอกสารมาให้ผู้คัดค้านที่ 1 ลงชื่อเท่านั้น คงมีเพียงผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ ปากเดียว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานผู้ร้องในข้อนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมในปี 2548 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นมารดา ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นภริยา และผู้คัดค้านอื่นเป็นญาติพี่น้องจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำกระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้านที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยสุจริต ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่มีผลบังคับย้อนหลังนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายหาญ รักษาจิตร์ หรือเณรแอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9811/2560
#621180
เปิดฉบับเต็ม

ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ก็เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่คดีอาญา ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 แต่เป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปโดยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความทางแพ่ง กรณีย่อมไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 เนื้อที่ 3 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท เป็นเงิน 12,600,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 2036 เนื้อที่ 1 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,200,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 3. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 473/6 พร้อมสระว่ายน้ำ ราคา 12,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 และ 2036 มีชื่อนายศุภลักษณ์ เป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 เนื้อที่ 52 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 17,000 บาท เป็นเงิน 884,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ 5. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 247/22 ราคา 2,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 ของผู้คัดค้านที่ 2 รวมเป็นเงิน 31,684,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายธีรพล บุตรผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มีนายวีระนนท์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2526 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2536 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายวีระนนท์และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท คือวันที่ 23 สิงหาคม 2519 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2529 และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2520 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2529 ผู้คัดค้านที่ 2 น้องชายวีระนนท์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการของบริษัทจนถึงปี 2536 ก่อนโอนกิจการให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2536 และวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมตำรวจและผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ กล่าวโทษนายวีระนนท์ ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวก เนื่องจากตรวจสอบพบว่ากรรมการบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด กระทำทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ด้วยการปลอมตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 25 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันของบริษัทอื่น 4 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 1 บริษัท และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวด้วยการออกเช็คของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ไปเข้าบัญชีของนายวีระนนท์และผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี, 75 จัตวา, 75 สัตต, 75 อัฏฐ, 75 ทศ, 75 เอกาทศ และ 75 ทวาทศ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 238, 296 และ 312 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266 และ 268

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ว่าทรัพย์สินตามคำร้องนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ โดยมิพักต้องคำนึงว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นถูกฟ้องคดีอาญาหรือไม่ และได้กระทำความผิดตามมูลฐานหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานผู้ร้องว่า มีการปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงิน และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินของบริษัทไป จนเป็นเหตุให้บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำโดยทุจริตตามคำร้อง คงโต้แย้งแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (4)

หากบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่นายวีระนนท์ ในฐานะผู้บริหาร และผู้คัดค้านที่ 1 ต้องทำหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 ยอมรับว่าผู้บริหารเดิมกระทำความเสียหาย และต้องชำระเงินแก่บริษัทเป็นเงิน 3,923,474,840.20 บาท พร้อมดอกเบี้ย 240,842,661.01 บาท และบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด โดยนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 ขอรับความช่วยเหลือมายังกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยยอมรับว่าผู้บริหารเดิมได้กระทำความเสียหายแก่บริษัท และยอมรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้โต้แย้งการทำเอกสารยอมรับผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ไม่ว่าการยอมรับผิดของนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 จะเกิดจากการกู้ยืมเงินในกลุ่มบริษัทใดก็ตาม เมื่อนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 ทำหนังสือยอมรับผิดชอบดังกล่าวในวันที่ 15 มีนาคม 2536 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินตามเช็คเข้าบัญชีของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด แล้ว แสดงว่าในวันที่ 15 มีนาคม 2536 บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ยังคงได้รับความเสียหายจากการกระทำโดยทุจริตในการดำเนินงานของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายวีระนนท์ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทในขณะเกิดเหตุทุจริตตามความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายนายวีระนนท์และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัทในช่วงเวลาที่มีการกระทำโดยทุจริต ผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายวีระนนท์ ผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ทรัพย์สินตามคำร้องที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1071, 2036 และตึกเลขที่ 473/6 ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าได้มาเมื่อปี 2537 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้นางยุพเรศเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ส่วนนายวีระนนท์ให้นายศุภลักษณ์ซึ่งทำงานเป็นคนขับรถให้นายวีระนนท์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า นายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ส่อแสดงว่าเป็นการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สุจริต เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ไม่นำสืบถึงที่มาของเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต พยานผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 4 และที่ 5 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 และตึกเลขที่ 247/22 ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวนั้น ส่วนที่มาของที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 นั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 12221 ว่า เดิมนายวีระนนท์ซื้อที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2521 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2535 นายวีระนนท์ยกที่ดินให้นายมงคล ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2535 นายมงคลยกที่ดินให้ผู้คัดค้านที่ 2 แล้วผู้คัดค้านที่ 2 ขายที่ดินให้ผู้อื่น แสดงว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เป็นของนายวีระนนท์ และเป็นทรัพย์สินที่ได้มาขณะเป็นผู้บริหารของบริษัท เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่นำสืบว่า ที่มาของเงินที่นายวีระนนท์ใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 ได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เปลี่ยนสภาพไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท และเงิน 1,000,000 บาท เปลี่ยนสภาพไปเป็นทรัพย์สินรายการที่ 4 และที่ 5 ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือหากที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เดิมเป็นของนายมงคล แต่ให้ใส่ชื่อนายวีระนนท์เป็นเจ้าของแทนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา ผู้คัดค้านที่ 2 ก็มีภาระที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินที่นายมงคลนำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 นั้นได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้นำสืบถึงแหล่งที่มาของเงินที่นายมงคลใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไปว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากเห็นสมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง อันเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับเอากับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมุ่งต่อเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทำให้การปราบปรามการฟอกเงินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่คดีอาญา ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่เป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปโดยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่เป็นการบังคับใช้สิทธิเรียกร้องที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความทางแพ่ง กรณีย่อมไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และนายวีระนนท์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ผู้ร้องต้องไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่อาจฟ้องเป็นคดีนี้ได้และคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 302/2547 ของศาลอาญา นั้น เห็นว่า ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 56 วรรคท้าย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 59 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
คุณหญิงพัชรี รัตตกุลหรือว่องไพฑูรย์
โดยนายธีรพล รัตตกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา