คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9809/2560
#617856
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้ใบรับอนุญาต และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเปิดดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมิได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาคนละข้อ และจำเลยให้การรับสารภาพ แต่การทำ มี และใช้เครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมเป็นความผิดในบทมาตราเดียวกัน ดังนั้นการที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมแล้วนำมาใช้ดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันและเวลาเดียวกัน ถือว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบกระสุนปืน เครื่องวิทยุคมนาคม และอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 เดือน ริบของกลาง ริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 20,000 บาท กับฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงบทเดียว ปรับ 4,000 บาท ส่วนฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 60 บาท สถานเดียว รวมปรับ 34,060 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 17,030 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 11 เดือน และปรับ 17,030 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง เป็นความผิดสองกรรมต่างกันซึ่งจะต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.4 และจำเลยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเปิดดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมิได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.5 เป็นความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ มี ใช้... ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม... เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต" แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานมาคนละข้อและจำเลยให้การรับสารภาพ แต่การทำ มี และใช้เครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมเป็นความผิดในบทมาตราเดียวกัน จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมแล้วนำมาใช้ดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันและเวลาเดียวกัน ถือว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเขมทัต วรรณศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายชยนันท์ กิจโอสถ
ศาลอุทธรณ์ — นายชุมพล อรรถเสถียร
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2560
#621047
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเป็นเด็กอายุ 13 ปีเศษ และพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม ที่จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จึงไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." แสดงว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย และมารดาผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 364 และ 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายโดยนางสาว ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางจิตใจ 200,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล 200,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มกราคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2543 เป็นบุตรของนางสาว ส. กับนาย ธ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ และพักอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเกิดเหตุ ส่วนจำเลยพักอาศัยอยู่กับนางสาว ฉ ที่บ้านเช่าของญาตินางสาว ส. อยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุ วันที่ 24 เมษายน 2557 นางสาว ส. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์และผู้ร้องมิได้ฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยพูดคุยกับจำเลยผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก จำเลยใช้ชื่อว่า JUGKREE ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปีนจากระเบียงบ้านชั้นบนเข้ามาในห้องนอน จำเลยผลักผู้เสียหายล้มลงบนเตียงนอนแล้วถอดกางเกงยืดขายาวของผู้เสียหายออก จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายพยายามผลักจำเลยออกแต่สู้แรงจำเลยไม่ได้ ต่อมาผู้เสียหายรู้สึกว่ามีน้ำเลอะที่บริเวณขา คาดว่าจำเลยไม่ได้หลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด จำเลยสวมกางเกงและออกไปทางประตูระเบียง ผู้เสียหายอาบน้ำทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ โดยไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟัง หลังเกิดเหตุจำเลยกล่าวขอโทษผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊กถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ต่อมาในวันที่ 24 เมษายน 2557 ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊กและโทรศัพท์ให้นาย ค. นักเรียนรุ่นพี่ทราบ นาย ค. แจ้งให้มารดานาย ค. ทราบ ต่อมานางสาว ส. ทราบเรื่องจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายถูกส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ และนาย ค. พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กถึงพยานในทำนองว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี ไม่อยากติดต่อกับพยานอีก โดยผู้เสียหายส่งข้อความสนทนาระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยให้พยานดูด้วย มีข้อความว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย พยานโทรศัพท์ไปสอบถามผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พยานฟัง พยานไปบอกนาง น. มารดาพยาน นาง น. โทรศัพท์แจ้งให้มารดาผู้เสียหายทราบ กับโจทก์มีนางสาว ส. เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานทราบเรื่องจากนาง น. แล้ว พยานสอบถามผู้เสียหายในวันนั้น ผู้เสียหายแจ้งว่าถูกจำเลยคนข้างบ้านข่มขืน พยานไปหาจำเลยที่บ้านแล้ว จำเลยบอกว่าไม่ได้ข่มขืนผู้เสียหาย พยานให้จำเลยโทรศัพท์ไปหามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยจึงคุกเข่าลงและยอมรับว่าทำจริง พยานขอบัตรประจำตัวประชนของจำเลยและไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนด้วย นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทหญิง ต. พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรับแจ้งเหตุแล้ว พยานส่งตัวผู้เสียหายให้แพทย์ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ วันรุ่งขึ้นได้แจ้งข้อกล่าวหาจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพยานได้รับแจ้งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายแล้ว ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยนั่งเล่นเกมที่บริเวณชั้นล่างของบ้านพัก จำเลยไม่เคยปีนระเบียงเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายและมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยรู้จักผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่ข้อความตามสำเนาภาพถ่ายไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเป็นเด็กอายุ 13 ปีเศษ กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน ประกอบกับได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายเคยติดต่อสัมพันธ์กับจำเลยที่ใช้ชื่อว่า JUGREE ในสื่อสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊ก ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธว่า ชื่อบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวมิใช่ของจำเลย ทั้งหากเรื่องที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเราไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายคงไม่กล้าที่จะส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กไปให้นาย ค. เพื่อนนักเรียนรุ่นพี่ว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี ไม่อยากติดต่อกับนาย ค. อีก และยังส่งข้อความที่ผู้เสียหายสนทนาทางเฟซบุ๊กว่าผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอับอายขายหน้า เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายเอง ซึ่งนาย ค. ก็เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายส่งข้อความดังกล่าวทางเฟซบุ๊กจริง นาย ค. จึงแจ้งเรื่องให้นางนิภารัตน์มารดานาย ค. ทราบ อันเป็นเหตุให้นาง น. แจ้งให้นางสาว ส. มารดาผู้เสียหายทราบและไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แม้ข้อความสนทนาระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย จะไม่มีข้อความโดยชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็มีข้อความทำนองผู้เสียหายพูดคุยกับจำเลยในลักษณะตัดพ้อต่อว่าเกี่ยวกับการที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายในเชิงชู้สาว จำเลยตอบผู้เสียหายทำนองว่าจำเลยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายเนื่องด้วยความรักในตัวผู้เสียหายมิใช่ความใคร่ จำเลยยอมให้มารดาผู้เสียหายแจ้งตำรวจจับจำเลยก็ได้ จำเลยยอมหมดแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความว่า เมื่อนางสาว ส. เรียกจำเลยมาสอบถาม ในครั้งแรกจำเลยปฏิเสธ เมื่อนางสาว ส. ให้จำเลยโทรศัพท์ไปหามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยจึงคุกเข่าลงและยอมรับว่าทำจริง และมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่นางสาว ส. ยิ่งสนับสนุนให้เชื่อว่าหากจำเลยมิได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายจริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องยอมรับผิดและมอบบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางสาว ส. อันเป็นการผูกพันตนเองเช่นนี้ แม้ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายจะไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิ ไม่พบบาดแผลใหม่บริเวณอวัยวะเพศ ไม่พบหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตรวจภายใน 7 วัน ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายรู้สึกมีน้ำเลอะที่บริเวณขา คาดว่าจำเลยไม่ได้หลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด และหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยแล้ว ผู้เสียหายเข้าไปอาบน้ำโดยทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศมากกว่าปกติ จึงอาจเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถตรวจพบน้ำอสุจิหรือส่วนประกอบของน้ำอสุจิ ทั้ง พลตำรวจตรี พ. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเบิกความว่า ตามปกติการมีเพศสัมพันธ์ไม่จำต้องมีบาดแผลที่อวัยวะเพศ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะละมุนละม่อมโดยสมัครใจยินยอมของผู้เสียหาย มิได้กระทำในลักษณะข่มขืนหรือกระทำอย่างรุนแรง จึงไม่ปรากฏบาดแผลที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายดังที่พลตำรวจตรี พ. พยานโจทก์เบิกความ ที่จำเลยฎีกาอ้างฐานที่อยู่ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยนั่งเล่นเกมอยู่กับนาย ก. และนาย ท. จำเลยไม่ได้เข้าไปในห้องของนางสาว ฉ เพื่อผ่านไปห้องนอนผู้เสียหายซึ่งมีระเบียงชั้นบนติดต่อกัน หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ยอมรับต่อนางสาว ส. ว่า จำเลยทำผิดจริงและมิได้มอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่นางสาว ส. แม้จำเลยจะมีนาย ก. นางสาว ฉ. และนางสาว ด. มาเบิกความเป็นพยาน แต่นาย ก. เป็นคนรู้จักกันกับจำเลย นางสาว ฉ. และนางสาว ด. เป็นญาติจำเลย จึงอาจเบิกความช่วยเหลือเข้าข้างจำเลยก็เป็นได้ จึงไม่น่ารับฟังและไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ทั้งพันตำรวจโทหญิง ต. พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า นางสาว ส.มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพร้อมทั้งมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตรงตามที่นางสาว ส. เบิกความ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับที่จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." แสดงว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้เสียหายจึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย นางสาว ส. ในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้ ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำนวน 200,000 บาท นั้น ก็เป็นการเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
เด็กหญิง พ. โดยนางสาว ส.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายจักรีหรือยอด นาคสนั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลัส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายชวิน อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9193/2560
#622067
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

ส่วนการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกเอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกและพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วนและอำนาจกรรมการ (ที่ถูก หุ้นส่วนผู้จัดการ) ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ คืนกลับไปให้มีสภาพคงเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการคืนกลับสู่สภาพเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันดังกล่าว กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 10 แปลง ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินระหว่างนายยิ่งยงผู้จัดการมรดกของนางยุดากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนกลับสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนกลับสู่ฐานะเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ระหว่างนายยิ่งยง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยุดาหรือยุ่น กับนายยิ่งยงในฐานะส่วนตัว และระหว่างนายยิ่งยงกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ให้ที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของนางยุดา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่ได้โต้เถียงกันว่า นายยิ่งยงหรือชิดจือ กับนางยุดาหรือยุ่น อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือนางอารีนันท์ นายอาคม จำเลยที่ 1 โจทก์และนายเอื้อ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับที่ 4 นายยิ่งยงกับนางยุดาประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง ใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นบุตรคนเดียวที่ช่วยและดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวตลอดมา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 และ 15 มีนาคม 2545 นายยิ่งยงกับจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ นางยุดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายยิ่งยงให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางยุดา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางยุดาได้ดำเนินการโอนที่ดิน 10 แปลง โดยโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้น 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 131 และ 525 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3843 ถึง 3846 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6243, 5948 และ 38647 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้ง 9 แปลง ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเอง แล้วโอนที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมานายยิ่งยงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายอาคม เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 นายอาคมและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยไว้ว่า การยื่นขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ มีผลให้นายอาคมผู้ร้องที่ 2 นางยุดา และนายยิ่งยงพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่มีอำนาจร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ และนายอาคมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเรียกที่ดินที่นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนไปทั้ง 10 แปลง คืนเข้าสู่กองมรดกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยวินิจฉัยไว้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่านางยุดาเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายยิ่งยงบิดาโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยุดาโอนที่ดินมรดกของนางยุดาจำนวน 10 แปลง ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางยุดาในวันเดียวกันนั้นโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 3 แปลง ให้จำเลยที่ 3 จำนวน 7 แปลง การที่โจทก์ฟ้อง แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนางยุดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินมรดกจากจำเลยที่ 1 ทายาทของนางยุดา จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ต่อสู้กับโจทก์ได้ สำหรับคดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้ที่ดินแปลงดังกล่าวกลับสู่กองมรดกของนางยุดา ซึ่งเป็นแปลงหนึ่งในสิบแปลงที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้นข้างต้น ส่วนปัญหาอื่นให้ยกฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการปลอมและใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ กับการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนายอาคม ซึ่งเป็นพี่ชายของโจทก์และพี่ชายของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ และตั้งผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ยื่นคำคัดค้าน โจทก์กับนายอาคมซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งสองในคดีดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นโจทก์ จำเลยที่ 1 กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ได้ยื่นคัดค้านจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้เป็นหุ้นส่วน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ในคดีนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีผลสมบูรณ์ และฟังว่าการจดทะเบียนต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม 2545 และ 26 กันยายน 2549 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โจทก์และนายอาคมมิได้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ไม่มีอำนาจร้องให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อมามีว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 10 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 9 แปลง และที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 อีก 1 แปลง โดยขอให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ได้หรือไม่ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ สำหรับที่ดิน 9 แปลง ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากขาดอายุความมรดก ตามข้อเท็จจริงยุติข้างต้น แม้โจทก์จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ก็เป็นทายาทด้วยคนหนึ่ง การฟ้องในคดีดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคนที่มีสิทธิรับมรดกของนางยุดาด้วยกัน จึงถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง การฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 9 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม จึงเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและเป็นกรณีพิพาทระหว่างทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเกี่ยวกับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จึงเป็นการเรียกคืนทรัพย์สิ่งเดียวกันกับทรัพย์มรดกในคดีก่อนนั่นเอง ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคดีนี้กับคดีก่อนต้องอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 ที่มีการโอนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออนุญาตสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 และเอกสารอื่นซึ่งแนบท้ายคำร้องเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ที่ระบุว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง แล้วโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิมพ์ชื่อผู้รับโอนมรดกลงในสารบัญจดทะเบียนคลาดเคลื่อนโดยเจ้าพนักงานได้ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนโอนมรดกและลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทโอนมรดกแล้ว พบว่าผู้โอนมรดกคือนายยิ่งยง ผู้รับมรดกคือจำเลยที่ 1 และได้ตรวจสอบลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทให้ที่ดิน พบว่าผู้ให้คือจำเลยที่ 1 ผู้รับให้คือจำเลยที่ 2 กรณีเป็นการจดทะเบียนคลาดเคลื่อนเนื่องจากเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดโดยมีหลักฐานชัดแจ้ง เจ้าพนักงานจึงได้แก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยแก้ไขชื่อผู้รับโอนมรดกจากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 และผู้ให้จากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อ้างส่งเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกเอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของนางยุดาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่นางยุดาถึงแก่ความตายโดยโจทก์ได้ไปร่วมงานศพนางยุดาในวันดังกล่าวด้วย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางยุดาจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนางยุดา และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้ามรดก นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางยุดาเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมานี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1755
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
นายอานนท์ สวัสดิ์พาณิชย์ ในฐานะทายาทโดยธรรม
ของนางยุดาหรือยุ่น สวัสดิ์พาณิชย์ และในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยง สวัสดิ์พาณิชย์
จำเลย — นายอดิเรก สวัสดิ์พาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายเพิ่มศักดิ์ สุริยวนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9191/2560
#618534
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าเงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นตามจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 เงินพิพาทจึงถือเป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 มิใช่เงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น เมื่อโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แล้ว การจัดการบริษัท ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นและกรรมการ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ว่าด้วยบริษัทจำกัด

เมื่อโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยในฐานะกรรมการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โดยให้จำเลยปิดบัญชีหรือร่วมกันกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมส่งมอบ

เงินพิพาทหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น จึงไม่ใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมิใช่กรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง อันจะเป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นต้องฟ้องแทน

หรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้ง 41 คน ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินส่วนหนึ่งของค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัดส่วนหุ้นที่จำเลยถืออยู่จำนวน 850 หุ้น คิดเป็นร้อยละประมาณ 2.855 ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในทุกบัญชี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยกับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 8 และนายอดุลย์ร่วมกันปิดบัญชีเงินฝากทั้งหมดทุกบัญชีและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยปิดบัญชีและเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ซึ่งมีอยู่ในนามของจำเลยและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือให้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยนำเช็คเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คเดินทางไปพร้อมกับโจทก์ที่ 8 และนายอดุลย์ (ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ) เพื่อลงนามร่วมกันเบิกถอนเงินสดตามแคชเชียร์เช็คและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือให้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า บัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 159-2-019xx-x และบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 159-2-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 104-0-332xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" บัญชีเงินฝากของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ชื่อบัญชี จำเลยและ/หรือนายเกียรติ หรือนายอุดม ในส่วนของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยส่งมอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เช็คเลขที่ 0200xxx ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้ร่วมกับนายอดุลย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ กับโจทก์ที่ 8 เบิกถอนเงินแล้วนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ให้ยกฟ้อง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 กับจำเลยให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้ง 41 คน และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ให้จำเลยปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 159-1-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" และให้จำเลยส่งมอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0200xxx ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้ง 41 คน โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้ง 41 คน และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อประมาณปี 2522 ผู้ประกอบการค้าในซอยทิพย์วารี ตลาดบ้านหม้อ ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รวมตัวจัดตั้งกลุ่มชื่อ "ชาวบ้านหม้อ (ทิพย์วารี) และจัดตั้งโจทก์ที่ 1 โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้น 11 คน ทุนจดทะเบียน 550,000 บาท ต่อมาปี 2524 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 29,775,000 บาท ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้น 41 คน คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 และจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการตั้งแต่เริ่มตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 105 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และตลาดกลางบ้านหม้อจากกองมรดกของเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ แล้วให้ผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 เช่าช่วงเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย ระหว่างนั้นจำเลย นายอุดม และนายเกียรติ ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินหลายแห่ง ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 159-2-019xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (2) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 159-1-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (3) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 104-0-332xxx ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (4) บัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ชื่อบัญชี "นายจินดา และหรือนายเกียรติ หรือนายอุดม" ต่อมาบัญชีเงินฝากนี้นายอดุลย์ ผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ และโจทก์ที่ 8 ผู้จัดการมรดกของนายอุดมถอนเงินออกคนละ 1 ใน 3 ส่วน แล้วเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารเดียวกัน บัญชีเลขที่ 121-2-138xx-x ชื่อบัญชี "นายอดุลย์" และบัญชีเลขที่ 121-2-138xx-x ชื่อบัญชี "นายวิฑูร" และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ที่ 1 (5) ตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) เมื่อครบกำหนดชำระเงินบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนเป็นธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้ออกแคชเชียร์เช็คเลขที่ 0200xxx ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท สั่งจ่ายนายอุดม หรือนายเกียรติ หรือนายจินดา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินพิพาทตามบัญชีเงินฝากธนาคารและแคชเชียร์เช็คเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 โดยมีชื่อจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมในฐานะตัวแทนหรือไม่ เห็นว่า นางกนกรัตน์ซึ่งทำหน้าที่ด้านการเงินของโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า มีการทำบันทึกการรับเงินจากสมาชิกเป็นสมุดจีนเล่มยาว เมื่อนายสนั่นประธานกรรมการถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นประธานกรรมการแทน พยานส่งมอบบันทึกการรับเงินจากสมาชิกให้แก่จำเลย 13 เล่ม เป็นสมุดบัญชีปี 2524 ถึงปี 2536 ส่วนสมุดบัญชีปี 2537 อยู่ที่พยาน อีกทั้งนายอดุลย์และโจทก์ที่ 8 ต่างเบิกความยืนยันว่า นายเกียรติและนายอุดมซึ่งเป็นบิดาได้สั่งเสีย ก่อนถึงแก่ความตายว่าเงินพิพาทไม่ใช่เงินมรดก แต่เป็นเงินของสมาชิกสะสมไว้ให้ปิดบัญชีแล้วส่งมอบเงินพิพาทแก่โจทก์ที่ 1 แม้พยานทั้งสองได้รับค่าตอบแทนตามมติผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 คนละ 6,000,000 บาท ก็ตาม แต่เงินพิพาทมีจำนวนมากกว่ามาก หากมีการแบ่งเงินพิพาทกับจำเลยตามสิทธิของบิดาพยานทั้งสองซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกันแล้วพยานทั้งสองจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าค่าตอบแทนดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าการได้รับค่าตอบแทนจะเป็นสาเหตุให้พยานทั้งสองเบิกความเข้าข้างโจทก์ทั้ง 41 คน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า พยานทั้งสองจะได้รับผลประโยชน์จากการบริหารกิจการของโจทก์ที่ 1 อีกมากนั้น ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลย ไม่น่าจะเป็นมูลเหตุจูงใจให้พยานทั้งสองเบิกความเข้าข้างโจทก์ทั้ง 41 คน นอกจากนี้ จำเลยยังลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยทราบเรื่องที่โจทก์ที่ 1 จะต้องสร้างอาคารพาณิชย์ใหม่ตามเงื่อนไขที่ผู้ให้เช่ากำหนด โดยผู้ถือหุ้นจะต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายและมีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุน แม้ภาระการพิสูจน์ว่าเงินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 หรือไม่ ตกแก่โจทก์ทั้ง 41 คน ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใดนั้น จำต้องฟังพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 41 คน มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินพิพาทเป็นเงินของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วโจทก์ที่ 1 นำฝากธนาคารและซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 หาใช่ว่าเป็นเงินลงทุนและผลกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มีจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมเป็นหุ้นส่วนดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่ข้อเท็จจริงตามรายงานการประชุมเอกสารที่ว่า มีผู้เช่าอาคารบ้านหม้อประสงค์จะร่วมลงทุนกับโจทก์ที่ 1 เพิ่มขึ้นจึงได้เพิ่มทุนจดทะเบียน และหนังสือรับรองที่ว่า เดิมโจทก์ที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 550,000 บาท ภายหลังเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 29,775,000 บาท แบ่งเป็น 29,775 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท และได้ความจากพยานทั้งสี่ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ทั้ง 41 คน ว่า เงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์และต่อสัญญาเช่ากับกองมรดกของเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ โจทก์ที่ 1 นำเงินพิพาททยอยฝากธนาคารและซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ถือหุ้นมีส่วนในเงินพิพาทเท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือ เช่นแสดงว่าเงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือในบริษัทโจทก์ที่ 1 และดอกผลที่เกิดขึ้น ประกอบกับรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่พิเศษ 2550 ก็มีข้อความระบุว่า เงินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 เงินพิพาทจึงไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น แต่เป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ดังนั้น วิธีการจัดการบริษัทจำกัด ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นและกรรมการ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ว่าด้วยบริษัทจำกัด เมื่อเงินพิพาทไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 แต่เป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ฟ้องร้องจำเลยในฐานะกรรมการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โดยให้จำเลยปิดบัญชีหรือร่วมกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมกับส่งมอบเงินพิพาทหรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงไม่ใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิ และกรณีมิใช่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อจำเลยเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน ตามมาตรา 1167 จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนจึงต้องทำตามหน้าที่โดยปิดบัญชีหรือร่วมกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร และส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมกับส่งมอบเงินพิพาทหรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามความประสงค์ของโจทก์ที่ 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาอนุญาตให้โจทก์ทั้ง 41 คน แก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2555 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3187/2555 หมายเลขแดงที่ 1342/2557 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาในส่วนที่โจทก์ทั้ง 41 คน ขอแก้ไขคำฟ้อง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 กับจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ สำหรับบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ซึ่งอยู่ในนามของจำเลย ให้จำเลยปิดบัญชีและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ส่วนแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0200xxx ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท ให้จำเลยส่งมอบแก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกับนายอดุลย์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ กับโจทก์ที่ 8 เบิกถอนเงินและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 100,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1167 ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหบ้านหม้อ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายจินดา ตั้งจิตต์สัตยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนวชาติ ยมะสมิต
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9163/2560
#621037
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการตัดคำบางคำจากคำภาษาต่างประเทศที่ใช้กันเป็นปกติธรรมดาแบบมีความหมายในสังคมคือคำว่า "AIR CONDITIONER" หรือคำว่า "AIR CONDITIONING" มาประกอบกันเป็นคำเดียว ดังนั้นแม้โจทก์จะได้ดัดแปลงตัวอักษรโรมันตัวโอในคำดังกล่าวให้มีลักษณะแตกต่างจากตัวอักษรที่ประชาชนใช้กันอยู่ทั่วไปในสังคมอยู่แล้วก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย จึงไม่ทำให้คำว่า "" เป็นคำประดิษฐ์แต่อย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่า คำว่า "" มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๓) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์คอน-เอ็มเอฟจี จำกัด
จำเลย — อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — สมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ปริญญา ดีผดุง
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560
#618542
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่องเนื่องจากไม่ครอบคลุมถึงการไต่สวนในส่วนภาษีอากรที่โจทก์ไม่ยื่นรายการ มิใช่เพราะการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกฉบับเดิมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการออกหมายเรียกโจทก์มาตรวจสอบไต่สวนซ้ำกับปีที่เคยออกหมายเรียกไปแล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่อีกครั้ง เพื่อสั่งให้โจทก์นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องการจำหน่ายเงินกำไรมาแสดงได้ตามมาตรา 23

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์พร้อมขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเนื่องมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร แล้ว โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกภายในระยะเวลา 2 ปี และคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกดังกล่าวเป็นเพียงการสั่งการภายในส่วนราชการ ยังไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างกรมสรรพากรและผู้ยื่นรายการที่จะทำให้ผู้ยื่นรายการมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร จึงไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 เกินกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการจึงชอบแล้ว

ส่วนการออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกและออกหมายเรียกใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว แม้จะเป็นการอนุมัติภายหลังจากที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานประเมินก็ได้ยกเลิกการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบตามหมายเรียกเดิมนี้ไปด้วย และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็มีมติให้จำหน่ายคำอุทธรณ์แล้ว ต้องถือเสมือนไม่มีการประเมินที่จะทำให้เสียหายแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินครั้งใหม่ตามหมายเรียกฉบับใหม่ต่อไป การออกหมายเรียกตรวจสอบใหม่ของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 เกินกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการจึงชอบแล้วเช่นกัน

ส่วนกรณีจำหน่ายเงินกำไรนั้น เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกและทำการประเมินตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกรณีไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกตรวจสอบในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

ข้อที่โจทก์หยิบยกอ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเป็นเพียงเหตุผลข้ออื่นและรายละเอียดที่โจทก์กล่าวอ้างเพิ่มเติมจากเดิมเพื่อสนับสนุนคำอุทธรณ์ฉบับเดิม เมื่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพียงพอที่จะเข้าลักษณะเป็นเหตุผลแห่งการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แม้เหตุผลจะแตกต่างจากข้ออ้างของโจทก์ แต่ก็เป็นการโต้แย้งในประเด็นเรื่องเดียวกันซึ่งเหตุผลย่อมแตกต่างกันไป ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยโดยจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว

พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร แก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 7 วรรคหนึ่ง ระบุว่า เงินได้ที่จะต้องเสียภาษีในประเทศไทย จะต้องเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผ่านสถานประกอบการถาวร อีกทั้งจะต้องเก็บจากกำไรเพียงเท่าที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นเท่านั้น โจทก์และกิจการร่วมค้าทำสัญญากับบริษัท ท. เพื่อการวิศวกรรม ออกแบบ และการติดตั้ง เคเบิลใยแก้วในโครงการส่วนขยายโครงข่ายสื่อสัญญาณสำหรับชุดเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งได้ลงนามในสัญญาที่ทำไว้ฉบับเดียวกัน และเมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวเป็นลักษณะของการจ้างทำของจนสำเร็จที่ตกลงให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เห็นชัดแจ้งว่าคู่สัญญามีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายสัมภาระและสัญญาจ้างทำของออกจากกัน แม้การจัดหาเคเบิลใยแก้วเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าผลิตจากโรงงานในต่างประเทศของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การจัดหาเคเบิลใยแก้วของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจรับจ้างทำของในประเทศไทย ค่าเคเบิลใยแก้วจึงเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศไทย และปรากฏจากสัญญาว่า โจทก์มีสำนักงานในประเทศไทย มี บ. ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้แทน สำนักงานโจทก์โดย บ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การเจรจาต่อรองทำสัญญารายพิพาทด้วย จึงเข้าลักษณะที่โจทก์มีสถานประกอบการถาวรประเภท ค) สำนักงาน ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้สาขาโจทก์ในประเทศไทยอันเป็นสถานประกอบการถาวรประเภท ข) สาขา ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าว ยังได้เข้าดำเนินการในส่วนการรับจ้างติดตั้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจตามสัญญาเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผ่านทางสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย กำไรของวิสาหกิจจึงย่อมต้องเสียภาษีในประเทศไทย ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

เจ้าพนักงานประเมินเรียกให้สาขาโจทก์ในประเทศไทยส่งเอกสารเกี่ยวกับต้นทุนสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพื่อตรวจสอบภาษีที่จะต้องเสียในนามโจทก์ แต่โจทก์มิได้ส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับต้นทุนสินค้าเคเบิลใยแก้วให้แก่เจ้าพนักงานประเมิน ย่อมทำให้เจ้าพนักงานตรวจสอบไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทในส่วนการจัดหาเคเบิลใยแก้วได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีเหตุที่จะนำบทบัญญัติมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร ส่วนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาอาจแลกเปลี่ยนข้อสนเทศอันจำเป็นแก่การปฏิบัติการตามอนุสัญญาและตามกฎหมายภายในเกี่ยวกับภาษีอากรตามข้อ 26 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าวก็ไม่เป็นการลบล้างอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่มีอยู่ตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) ไปได้ และแม้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน จะไม่มีข้อบทใดกำหนดให้ประเมินภาษีโดยวิธีการตามมาตรา 71 (1) แต่อนุสัญญาฉบับดังกล่าวก็มิได้มีข้อบทใดกำหนดให้ใช้วิธีการแบ่งผลกำไรทั้งสิ้นของวิสาหกิจไปยังสถานประกอบการถาวรหรือวิธีการคำนวณอย่างอื่นในกรณีที่ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงย่อมนำบทบัญญัติใน ป.รัษฎากร มาใช้บังคับแก่กรณีได้เท่าที่ไม่ขัดกับส่วนอื่นของอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบพิสูจน์ว่ากำไรสุทธิของโจทก์ในความเป็นจริงมีจำนวนน้อยกว่าภาษีที่ประเมินตามมาตรา 71 (1) การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินกำไรสุทธิโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่ง ป.รัษฎากร คือกำไรสุทธิที่คำนวณจากรายได้รายจ่ายจากกิจการทุกส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ๆ มิใช่แยกคำนวณเป็นรายกิจการไป โจทก์จึงชอบที่ต้องจะคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิจากรายได้รายจ่ายของการจัดหาเคเบิลใยแก้วรวมกันไปกับการรับจ้างทำของด้วย และเมื่อรายได้ในส่วนการจัดหาเคเบิลใยแก้วของโจทก์เป็นกรณีที่ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ กรณีก็ย่อมถือได้ว่ารายได้ทั้งหมดของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทนั้นไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิได้ไปด้วย เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับทั้งหมดของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) ซึ่งการประเมินตามมาตรา 71 (1) นี้ ไม่คำนึงว่ารายรับส่วนหนึ่งส่วนใดของรอบระยะเวลาบัญชีจะมีกำไรหรือขาดทุน ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงต้องนำยอดรายรับจากการรับจ้างทำของในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนมารวมเป็นฐานรายรับในการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) ด้วยหาใช่ต้องแยกกิจการรับจ้างทำของออกมาคำนวณรายได้หักด้วยรายจ่ายดังที่โจทก์อ้าง

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 71 (1) ย่อมต้องถือว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโดยคำนวณจากยอดกำไรสุทธิ แต่ต้องเสียโดยคำนวณจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ในอัตราร้อยละ 5 ซึ่งกรณีเช่นนี้เป็นการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงรายจ่ายใด ๆ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจนำรายจ่ายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไป ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าวมาหักจากยอดรายรับได้

โจทก์ต้องคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิจากรายได้รายจ่ายของการจัดหาเคเบิลใยแล้วรวมกันไปกับการรับจ้างทำของด้วย แม้โจทก์จะอ้างว่าการรับจ้างทำของจะมีผลขาดทุนก็ตาม แต่เมื่อรวมกับการจัดหาเคเบิลใยแก้วซึ่งไม่สามารถคำนวณกำไรหรือขาดทุนได้แล้ว กรณีไม่อาจจะรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ไม่มีเงินกำไรในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ท. จึงมิใช่เฉพาะส่วนที่เป็นเงินค่าต้นทุนเคเบิลใยแก้วเท่านั้น แต่เป็นเงินที่เป็นส่วนของเงินกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรรวมอยู่ด้วย โจทก์จึงต้องเสียภาษีในจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายนั้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร

การที่โจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องเนื่องมาจากโจทก์ไม่พิสูจน์ต้นทุนสินค้าและกำไรของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิที่แท้จริงของโจทก์ได้ จึงต้องใช้การประเมินโดยวิธีอื่น แล้วโจทก์ก็อาศัยบทบัญญัติอนุสัญญาภาษีซ้อนมาเป็นข้อโต้แย้งการประเมินเพื่อจะไม่ต้องเสียภาษี อันเป็นลักษณะของการพยายามปกปิดจำนวนเงินกำไรที่แท้จริง และหาทางตีความสัญญารายพิพาทไปในทางที่จะนำบทบัญญัติอนุสัญญาภาษีซ้อนมาใช้อ้างเพื่อประโยชน์แก่ตน นอกจากนี้จำนวนเงินภาษีที่โจทก์ชำระไม่ถูกต้องดังกล่าวก็เป็นจำนวนสูงมาก และยังเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายรอบระยะเวลาบัญชี จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 ม. 19 ม. 23 ม. 65 ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี (14) ม. 66 ม. 68 ทวิ ม. 70 ทวิ ม. 71 (1) ม. 76 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดรากา คอมเทค ฟรานซ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุนทร ทรงฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9149/2560
#618287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 นว บริษัทที่ต้องเสียภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 65 จัตวา (2) ย่อมได้รับเครดิตภาษีสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักร เป็นจำนวนเงินตามอัตราร้อยละที่กำหนดของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียม หรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่จำหน่าย หรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวง ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคสอง (1) และ (2) ด้วย คือ (1) เครดิตภาษีจะมีได้เป็นจำนวนไม่เกินภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร และ (2) เครดิตภาษีจะต้องไม่เกินภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการคำนวณจำนวนเครดิตภาษีตามข้อจำกัดดังกล่าวจะต้องทราบจำนวนภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา (1) เป็นลำดับแรก แล้วนำจำนวนภาษีนี้ไปรวมกับภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) เพื่อเป็นจำนวนตามข้อจำกัดประการแรก และยังจะต้องนำจำนวนภาษีนี้ไปหักจากเงินกำไรส่วนที่เหลือจึงจะคงเหลือเป็นจำนวนภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 จัตวา (2) อันเป็นจำนวนตามข้อจำกัดประการที่สอง หากยังไม่ทราบจำนวนภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเนื่องจากการคำนวณกำไรสุทธิจะต้องรอคำนวณเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 65 อัฏฐ กรณีก็ไม่อาจจะคำนวณข้อจำกัดของเครดิตภาษีตามมาตรา 65 จัตวา ทั้ง (1) และ (2) ให้เป็นที่แน่นอนได้ เครดิตที่เกิดขึ้นย่อมจะกำหนดจำนวนได้แน่นอนก็ต่อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีและมีการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้แล้ว แต่การได้รับเครดิตเพื่อหักออกจากภาษีในกรณีพิพาทนี้เป็นกรณีที่ต้องนำเครดิตไปหักออกจากภาษีเงินได้ของเงินกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยคำว่า "เงินกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้" แล้ว ย่อมแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เป็นกรณีที่ได้มีการชำระภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา (1) เสร็จสิ้นไปขั้นตอนหนึ่งแล้วคงเหลือเป็นเงินกำไรส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิอันนำมาเป็นฐานภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) ต่อไป โดยเงินกำไรส่วนที่เหลือนี้จะต้องเสียภาษีอีกครั้งหนึ่งก็ต่อเมื่อได้จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งก็จะได้รับเครดิตภาษีตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 นว เพื่อนำไปหักออกจากภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ถ้ายังมีเครดิตเหลืออยู่ก็ให้ยกเครดิตส่วนที่เหลือนั้นไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีต่อๆ ไปได้ โจทก์จึงไม่อาจนำเครดิตภาษีมาตรา 65 นว ข้ามขั้นตอนไปหักออกจากค่าภาษีเงินได้การจำหน่ายกำไรออกนอกราชอาณาจักรไปตั้งแต่ก่อนที่จะชำระภาษีจากกำไรสุทธิและมีกำไรเหลือได้ ทั้งคดีนี้ยังมีปัญหากรณีรายได้จากสัญญาร่วมปฏิบัติการและรายจ่ายตามสัญญาบริการของโจทก์ที่ต้องนำมาถือเป็นกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรตามการประเมินด้วย ย่อมเป็นเหตุให้จำนวนเงินกำไรและจำนวนเครดิตภาษีที่โจทก์อ้างว่าคำนวณได้ก่อนยื่นแบบแสดงรายการเกิดความคลาดเคลื่อนและไม่ใช่จำนวนเงินที่แน่นอน การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ใช้เครดิตภาษีได้ต่อเมื่อได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ภ.ง.ป.70) จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 65 จัตวา ม. 65 อัฏฐ ม. 65 นว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สุนทร ทรงฤกษ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9146/2560
#618286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกัน ย่อมมีสิทธิประกอบธุรกิจได้ภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511

ในการนำสินค้าบุหรี่ซิกาแรตเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าแสตมป์ยาสูบและต้องส่งเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 และ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด และตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน ) 210 ฉบับ กับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ก็ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไว้ในเอกสารแนบท้ายแบบแจ้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้า ซึ่ง ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19)..." ดังนั้น แม้ ป.รัษฎากร ตามมาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีอันเป็นราคาศุลกากรที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นราคาใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และ ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้นความรับผิดเกี่ยวกับมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้ราคาศุลกากรลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับราคาศุลกากรซึ่งเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร อีก

คดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2545 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 ซึ่งแบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากรที่โจทก์ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันในลักษณะบุคคลทั้งสองถูกควบคุม โดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่นำเข้าเป็นราคาศุลกากร แต่กฎกระทรวง ฉบับที่ 132 ข้อ 5 กำหนดว่า ในการกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใด ๆ ที่ได้สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 14 กำหนดว่า ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ผู้ซื้อต้องไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายตามที่กำหนดในข้อ 4 เว้นแต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 15 วรรคสอง กำหนดว่า ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอาจมีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้แจ้งผู้นำของเข้าทราบและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัยดังกล่าว และข้อ 6 กำหนดว่า ให้นำความในภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ซึ่งตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุทั่วไป 3. ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่สามารถที่จะยอมรับราคาซื้อขายได้โดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม หน่วยงานบริหารทางศุลกากรควรให้โอกาสผู้นำของเข้าในการจัดหาข้อสนเทศที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม เมื่อปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท 4 ครั้ง จากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ได้ยื่นหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่าราคาที่สำแดงใกล้เคียงกับราคาหักทอนของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันแล้ว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้ จึงเห็นได้ว่าการนำเข้าสินค้าของโจทก์ในคดีนี้มีข้อมูล สถานะการขาย และลักษณะการซื้อขายของโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โจทก์ยังคงสำแดงราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคานั้นมาโดยตลอด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้วไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ตามข้อ 15 วรรคสองของกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับเพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ที่ออกตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ยอมรับราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่โจทก์สำแดงในขณะนำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ และมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจากการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 210 ฉบับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 112/2555/ป9/2555 (3.1) แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จำนวน 180 ฉบับ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในระหว่างเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรและยี่ห้อแอล แอนด์ เอ็ม ตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 841 ฉบับ สำแดงราคาซื้อขายของที่นำเข้า 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน สำหรับบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร และ 7.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน สำหรับบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อแอล แอนด์ เอ็ม ซึ่งใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ที่พิพาทคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของใบขนสินค้าขาเข้า 841 ฉบับ ดังกล่าว โดยระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2545 โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร ชนิดมาร์ลโบโร มาร์ลโบโร ไลท์ มาร์ลโบโร ไลท์ เมนทอล และมาร์ลโบโร เมนทอล มาจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันแต่ความสัมพันธ์ไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์สำแดงราคาต่ำกว่าราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 ที่โจทก์เคยนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย จึงมีหนังสือการสั่งวางประกันเท่ากับราคาตามประกาศดังกล่าว คือ บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร ชนิดมาร์ลโบโร วางประกัน 10.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน มาร์ลโบโร ไลท์ วางประกัน 9.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน มาร์ลโบโร ไลท์ เมนทอล วางประกัน 10.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน และมาร์ลโบโร เมนทอล วางประกัน 10.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน โจทก์ชำระอากรขาเข้า 25,259,682 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 1,591,366.151 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 176,636,519 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 31,845,323.02 บาท ตามที่สำแดง และวางเงินประกันอากรขาเข้า 4,781,182 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 301,167,688 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 6,023,409.42 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) 210 ฉบับ โดยประเมินเท่ากับราคาที่ให้โจทก์วางประกัน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ปฏิเสธราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามวิธีที่ 1 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมีผลต่อราคาซื้อขายและไม่อาจกำหนดราคาโดยวิธีที่ 2 และวิธีที่ 3 ได้ เนื่องจากไม่มีของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน จึงกำหนดราคาศุลกากรโดยวิธีที่ 4 ราคาหักทอน โดยหักกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปในอัตราร้อยละ 12.44 ตามค่ากลางของอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าปี 2545 และหักค่าภาษีอากร ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษียาสูบ เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ อากรศุลกากร ตามอัตรา ที่เป็นอยู่ขณะนำเข้า และภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (คำนวณโดยใช้ยอดการชำระภาษีตามใบเสร็จรับเงินที่ระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์ และชื่อผู้ค้าปลีกโดยโจทก์ ตามข้อมูลที่โจทก์จัดส่งให้ แล้วนำมาเทียบสัดส่วนกับปริมาณขายทั้งปี) ในอัตรา 0.021 บาท ต่อมวน หรือ 21.14 บาท ต่อ 1,000 มวน ราคาศุลกากรที่คำนวณโดยวิธีหักทอนเท่ากับ 9.3001 บาท ต่อซอง หรือ 465.01 บาท ต่อ 1,000 มวน โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เป็นอากรขาเข้า 1,948,299 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 122,780,730 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 2,455,614.50 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า 2,477,991.85 บาท คำนวณถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมิน จำนวน 180 ฉบับ เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าอีก 30 ฉบับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกแบบแจ้งการประเมินเนื่องจากไม่มีภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มอันเนื่องมาจากประเด็นในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องบรรยายฟ้องว่า โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ซึ่งโจทก์ชำระภาษีอากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 1,825,107,675.02 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 25,259,682 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 1,591,366,151 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 176,636,519 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 31,845,323.02 บาท จำเลยที่ 1 ประเมินและออกแบบแจ้งการประเมิน 210 ฉบับ เรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มโดยมิชอบสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ดังกล่าว 2,137,079,934.44 บาท ซึ่งเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้นจากผลของการประเมินไม่ชอบ 311,972,259.42 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 4,781,182 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 301,167,668 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 6,023,409.42 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์กำหนดราคาศุลกากรสินค้าของโจทก์ใหม่แล้ว จำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน 180 ฉบับ เรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มเป็นผลให้โจทก์ชำระภาษีอากรเพิ่มขึ้น 152,581,835.35 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 1,948,299 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 122,780,730 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 2,455,614.50 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า 2,477,991.85 บาท (คำนวณถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ที่โจทก์ชำระค่าภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมิน 180 ฉบับ) และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท ภาษีอากรทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าโจทก์ต้องชำระในคดีพิพาทคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,289,661,769.79 บาท คิดเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ 464,554,094.77 บาท ซึ่งก็คือส่วนต่างระหว่างภาษีที่โจทก์ชำระตามราคาที่โจทก์สำแดงซึ่งเป็นราคาที่ซื้อขายที่ได้ชำระจริงและภาษีอากร ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า โจทก์ต้องชำระเพิ่มรวมถึงเงินเพิ่มอันเป็นผลมาจากการประเมินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวบรรยายชัดเจนว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินเป็นจำนวนเท่าใดอันทำให้ฝ่ายจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องชัดเจนมาโดยตลอด คำฟ้องโจทก์ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแล้ว ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจและคำแปลระบุว่า โจทก์ขอแต่งตั้ง นายทรอยซึ่งเป็นพลเมืองแห่งสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้ถือหนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกา เลขที่ 488932033 ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อทำการในนามของโจทก์ 13 ประการ ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีและแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วง ซึ่งสำเนาหนังสือเดินทางของนายทรอย เจ มีเลขที่หนังสือเดินทางตรงกับนายทรอยที่โจทก์แต่งตั้งให้เป็นผู้รับมอบอำนาจ นายทรอยกับนายทรอย เจ จึงเป็นบุคคลเดียวกัน นายทรอย เจ จึงมีอำนาจมอบอำนาจให้นายสุรศักดิ์และหรือนายภาคภูมิฟ้องคดีนี้ได้ หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกระทรวง การต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับรองความถูกต้องของเอกสารและไม่เป็นเอกสารที่เครือจักรภพแห่งเวอร์จิเนียให้ความเห็นชอบ กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา รับรองเพียงว่าเป็นเอกสารที่อยู่ภายใต้ตราประทับของมลรัฐเวอร์จิเนีย แต่สำหรับเนื้อหาของเอกสารไม่รับรอง โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารที่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์เป็นวิสาหกิจอเมริกันหรือไม่ เห็นว่า หนังสือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นเอกสารที่กรมทะเบียนการค้าในขณะนั้นรับคำขอของโจทก์ที่ขอประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ถ้าฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกัน ก็ย่อมมีสิทธิประกอบธุรกิจได้โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281..." จึงเป็นหนังสือที่กรมทะเบียนการค้ายืนยันการใช้สิทธิภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาของโจทก์ว่า หากโจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกันแล้วย่อมใช้สิทธิภายใต้สนธิสัญญาได้ เมื่อโจทก์นำสืบแล้วว่า โจทก์เป็นวิสาหกิจอเมริกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจที่สงวนไว้ตามสนธิสัญญา และขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือผู้ควบคุมและจัดการเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิประกอบธุรกิจได้โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 และได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบในราชอาณาจักรไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เป็นระยะเวลาเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ดังนั้นเมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องจำเลยออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบภายในระยะเวลา ที่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ เห็นว่า ในการนำสินค้าบุหรี่ซิกาแรตเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าแสตมป์ยาสูบและต้องส่งเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพนั้น ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 และพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด และตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน ) 210 ฉบับ กับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ก็ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไว้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้า ซึ่งตามมาตรา 79/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา... ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่...(ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ." ดังนั้น แม้ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีอันเป็นราคาศุลกากรที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นราคาใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และในมาตรา 83/10 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้นความรับผิดเกี่ยวกับมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้ราคาศุลกากรลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับราคาศุลกากรซึ่งเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า การประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) 210 ฉบับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ที่ออกตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 2 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2543 เป็นต้นไป" มาตรา 3 บัญญัติว่า "คำว่า "ราคาศุลกากร" หรือ "ราคา" แห่งของอย่างใดนั้น...(2) ในกรณีนำของเข้า หมายความว่า ราคาของของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (ก) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (ง) ราคาหักทอน (จ) ราคาคำนวณ (ฉ) ราคาย้อนกลับ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาตาม (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (ฉ) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งมีหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า "เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก จึงมีพันธกรณีที่จะต้องนำความในมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ และโดยที่ความตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้ราคาศุลกากรเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากรสำหรับของนำเข้า ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ให้ใช้ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ประเมินเงินอากรสำหรับของนำเข้า ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 จึงต้องยกเลิกการใช้ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ประเมินเงินอากรสำหรับของนำเข้า โดยให้ใช้ราคาศุลกากรแทน..." และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป ข้อ 3 กำหนดว่า "การกำหนดราคาศุลกากรเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรสำหรับของที่นำเข้า ให้กำหนดโดยใช้ราคาดังต่อไปนี้ตามลำดับ (1) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (2) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (3) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (4) ราคาหักทอน (5) ราคาคำนวณ (6) ราคาย้อนกลับ..." ข้อ 4 กำหนดว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้เป็นความสัมพันธ์ที่อาจมีผลต่อการกำหนดราคาศุลกากร... (6) บุคคลทั้งสองถูกควบคุมโดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม..." คดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2545 การนำเข้าสินค้าของโจทก์จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ซึ่งแบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากรที่โจทก์ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 210 ฉบับ นั้น โจทก์ระบุใน ข้อ 17 ว่า "ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันในลักษณะ (6) บุคคลทั้งสองถูกควบคุมโดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม" และข้อ 18 ว่า "ความสัมพันธ์กันตามข้อ 17 ดังกล่าวไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย" จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่นำเข้าเป็นราคาศุลกากร แต่เมื่อโจทก์กับผู้ขายมีความสัมพันธ์กันแล้ว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 5 กำหนดว่า ในการกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใด ๆ ที่ได้สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่" ข้อ 14 กำหนดว่า "ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ผู้ซื้อต้องไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายตามที่กำหนดในข้อ 4 เว้นแต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 15 หรือเป็นกรณีตามข้อ 16" โดยข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาจากวิธีปฏิบัติทางการค้าของการขายของที่นำเข้าแล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับราคาซื้อขายของนั้นเพื่อใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรได้โดยจะไม่เรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้นำเข้าของก็ได้" และวรรคสองกำหนดว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอาจมีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้แจ้งผู้นำของเข้าทราบและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัยดังกล่าว" และข้อ 6 กำหนดว่า "ให้นำความในภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้" ซึ่งตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุทั่วไป กำหนดลำดับการใช้วิธีการประเมินราคาว่า "1. ข้อ 1 รวมตลอดจนถึงข้อ 7 นิยามถึงวิธีการพิจารณากำหนดราคาศุลกากรของของที่นำเข้าภายใต้บทบัญญัติของความตกลงนี้ วิธีการประเมินราคาได้จัดเรียงไว้ตามลำดับของการใช้งาน วิธีแรกของการประเมินราคาศุลกากรนั้นนิยามไว้ในข้อ 1 และของที่นำเข้าจะได้รับการประเมินราคาตามบทบัญญัติของข้อนี้ได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในข้อนี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วนแล้ว 2. ในกรณีที่ราคาศุลกากรมิอาจพิจารณากำหนดได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อ 1 จะต้องพิจารณากำหนดภายใต้บทบัญญัติของข้อที่เรียงถัดไปตามลำดับจนกว่าจะถึงข้อแรกสุดที่ราคาศุลกากรสามารถพิจารณากำหนดขึ้นได้ เฉพาะในกรณีที่ราคาศุลกากรมิอาจพิจารณากำหนดได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อหนึ่งใดโดยเฉพาะแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถนำเอาบทบัญญัติของข้อที่ถัดไปในลำดับที่จัดเรียงไว้มาใช้ได้ ทั้งนี้ ยกเว้นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในข้อ 4" และหมายเหตุของข้อ 1 ราคาที่ได้ชำระจริงหรือราคาที่พึงต้องชำระ วรรคสอง 2. วรรคสอง (เอ) บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันจะต้องมีการตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้น และให้ยอมรับราคาซื้อขายเป็นราคาศุลกากรได้ โดยมีเงื่อนไขว่าความสัมพันธ์นั้นจะต้องไม่มีอิทธิพลต่อราคา บทบัญญัตินี้มิได้มีเจตจำนงที่จะให้มีการตรวจสอบสภาวการณ์ในทุก ๆ กรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กัน การตรวจสอบเช่นว่าจะกระทำก็ต่อเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับได้ของราคานั้น ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับได้ของราคานั้น หน่วยงานบริหารทางศุลกากรก็ควรจะยอมรับราคาโดยไม่ต้องร้องขอข้อสนเทศเพิ่มเติมจากผู้นำเข้า ตัวอย่างเช่น หน่วยงานบริหารทางศุลกากรอาจจะเคยตรวจสอบความสัมพันธ์นั้นมาก่อนหน้านี้แล้ว หรืออาจจะมีข้อสนเทศเป็นรายละเอียดอยู่แล้วเกี่ยวกับผู้ซื้อและผู้ขาย และอาจจะพอใจจากการตรวจสอบ หรือข้อสนเทศเหล่านั้นแล้วว่า ความสัมพันธ์กันนั้น ไม่มีอิทธิพลต่อราคา 3. ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่สามารถที่จะยอมรับราคาซื้อขายได้โดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม หน่วยงานบริหารทางศุลกากรควรให้โอกาสผู้นำของเข้าในการจัดหาข้อสนเทศที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเช่นว่ามาให้ตามเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ตนสามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้... 4. วรรคสอง (บี) ให้โอกาสแก่ผู้นำของเข้าที่จะแสดงให้เห็นว่า ราคาซื้อขายนั้นมีความใกล้เคียงมากกับราคาทดสอบ ซึ่งหน่วยงานบริหารทางศุลกากรได้เคยยอมรับมาก่อนหน้านั้นแล้ว และดังนั้น ราคาซื้อขายนั้นจึงเป็นที่ยอมรับได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อ 1 ในกรณีที่การทดสอบกรณีหนึ่งใดภายใต้วรรคสอง (บี) ใช้ได้ การตรวจสอบประเด็นอิทธิพลต่อราคาภายใต้บทบัญญัติของวรรคสอง (เอ) ก็ไม่จำเป็น ถ้าหน่วยงานบริหารทางศุลกากรมีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งทำให้เป็นที่พอใจว่าการทดสอบกรณีหนึ่งกรณีใดตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง (บี) ใช้ได้โดยไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเรียกร้องให้ผู้นำของเข้าแสดงให้เห็นอีกว่าราคาซื้อขายนั้นใกล้เคียงกับราคาทดสอบ ในวรรคสอง (บี) คำว่า "ผู้ซื้อที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน" หมายถึง ผู้ซื้อซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น" จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 แม้ไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์มาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัย แล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใช้ราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 เป็นเกณฑ์ประเมินภาษีอากรโดยอ้างว่าเป็นราคาเดียวกับโครงสร้างราคาของโจทก์ ที่เจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นและยึดได้จากสำนักงานของโจทก์ในปี 2542 ก็ตาม แต่การที่กฎหมายกำหนดว่าก่อนที่จะปฏิเสธไม่รับราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งข้อสงสัยให้โจทก์ทราบก็เพื่อให้โอกาสโจทก์ในการชี้แจงเหตุผลว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายนั้นไม่มีผลต่อราคา เมื่อปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท คือ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 โจทก์นำเข้าบุหรี่ซิกาแรตจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับคดีนี้ และการนำเข้าดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่าราคาที่สำแดงใกล้เคียงกับราคาหักทอนของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันแล้ว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ของจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้ และระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 และวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 โจทก์นำเข้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยว่าผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกัน ดังนี้จะเห็นได้ว่าการนำเข้าสินค้าของโจทก์ในคดีนี้มีข้อมูล สถานะการขาย และลักษณะการซื้อขายของโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โจทก์ยังคงสำแดงราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคานั้นมาโดยตลอด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้วไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ตามข้อ 15 วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติอีก ส่วนที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 มากำหนดราคาศุลกากร ก็ปรากฏว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า ให้กำหนดราคาศุลกากรโดยวิธีที่ 4 ราคาหักทอน โดยกำหนดราคาศุลกากรใหม่เป็น 465.01 บาท ต่อ 1000 มวน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ออกแบบแจ้งการประเมินใหม่ตามผลของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ 180 ฉบับ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีผลทำให้การประเมินภาษีอากรโดยใช้ราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรดังกล่าวไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินเนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเหตุสงสัยและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 การออกแบบแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดราคาศุลกากรโดยใช้วิธีหักทอนชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ชี้แจงและยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่ยืนยันว่าราคาที่สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเป็นราคาซื้อขายที่แท้จริง ซึ่งโจทก์ได้ส่งข้อมูลเอกสารต่าง ๆ เช่น ต้นฉบับบัญชีราคาสินค้า เอกสารการสั่งซื้อ เอกสารสัญญาตกลงซื้อขาย เอกสารยืนยันราคาสินค้า เอกสารใบเสนอราคาสินค้า รายละเอียดต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าและวิธีการกำหนดราคาขายต่อหน่วยแก่ผู้ซื้อทอดแรก เอกสารการโอนเงินเพื่อชำระราคาให้แก่ผู้ขาย รายละเอียดในการนำเข้าและมูลค่าสินค้าที่นำเข้า เอกสารการโอนเงินให้แก่ผู้ขาย ตัวอย่างการพิสูจน์การชำระค่าสินค้าล่วงหน้ากับการนำเข้าสินค้าตามเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้า แสดงวิธีการชำระเงินและการนำเข้าสินค้าจากผู้ขาย และสรุปเปรียบเทียบจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้า กับปริมาณและมูลค่าการนำเข้าจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการตรวจสอบความสัมพันธ์กับผู้ขายว่ามีผลต่อราคาซื้อขายหรือไม่ ไม่สามารถใช้การเปรียบเทียบราคานำเข้ากับราคาทดสอบได้ เนื่องจากไม่มีสินค้าที่เป็นของที่เหมือนกันและของที่คล้ายกัน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของการขายด้วยวิธีเดียวกับที่ได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมของการขายของบุหรี่นำเข้า รายกำเนิดสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทำการเปรียบเทียบอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์กับอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าในปี 2545 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับปีที่นำเข้าบุหรี่รายนี้ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า ความสัมพันธ์มีผลต่อราคาซื้อขาย จึงไม่อาจรับราคาซื้อขายตามวิธีที่ 1 ได้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายในการปฏิเสธราคาซื้อขายของที่นำเข้าเพราะเป็นราคาที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมีผลต่อราคา เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 รับกันแล้วว่า ไม่มีราคาซื้อขายของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันจึงไม่อาจกำหนดราคาโดยใช้วิธีที่ 2 และวิธีที่ 3 ได้ ต้องใช้วิธีที่ 4 ราคาหักทอน มากำหนดราคา ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 25 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ราคาหักทอนที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรสำหรับของที่นำเข้าจะต้องเป็นราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าที่ได้ขายไปในราชอาณาจักรในสภาพเดียวกับที่นำเข้า โดยหักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ออก (1) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบำเหน็จตัวแทนที่ได้จ่ายหรือตกลงว่าจะจ่าย หรือกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปตามปกติที่เกี่ยวเนื่องกับการขายของนั้นในราชอาณาจักร อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเทียบเคียงกับของประเภทหรือชนิดเดียวกัน (2) ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งของนั้นที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร (3) ค่าอากรและภาษีอื่น ๆ ที่ต้องชำระในราชอาณาจักร เนื่องจากการนำเข้าหรือการขายของนั้น" วรรคสอง "ในกรณีที่ไม่มีราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน ตามลำดับ ที่ได้ขายไปในราชอาณาจักรในสภาพเดียวกับที่นำเข้าโดยหักค่าใช้จ่ายตาม (1) (2) และ (3) ออกจากราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน แล้วแต่กรณี" วรรคสาม "ราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าตามวรรคหนึ่ง หรือของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันตามวรรคสอง จะต้องเป็นราคาที่ได้ขายไปในปริมาณรวมที่มากที่สุดในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับการนำเข้าของที่นำเข้า ในกรณีที่ไม่มีราคาที่ได้ขายในเวลาดังกล่าว ให้ใช้ราคาที่ได้ขายไปในปริมาณรวมที่มากที่สุดในวันแรกที่ได้มีการขายของที่นำเข้าของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันดังกล่าวซึ่งต้องไม่เกินเก้าสิบวันหลังจากการนำเข้าของนั้น" การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 12.44 โดยรวบรวมข้อมูลอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปปี 2545 ของผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเภทหรือชนิดเดียวกัน (กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน) โดยคัดเลือกผู้ค้าส่งที่ขายสินค้าบุหรี่ที่อยู่ในระดับชื่อเสียง (brand) ใกล้เคียงกันกับสินค้าบุหรี่ของโจทก์ทั้งหมดจำนวน 5 บริษัท มาจัดทำอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปโดยเฉลี่ยของผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าที่มีความเชื่อมั่นร้อยละ 95 อยู่ในช่วงร้อยละ 9.80 ถึง 15.08 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 12.44 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์ 2 อัตรา คือ อัตราร้อยละ 9.36 ตามงบการเงิน และอัตราร้อยละ 18.47 ตามที่โจทก์ร้องขอต่างตกอยู่นอกช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อการคำนวณราคาหักทอน และเห็นว่าค่าที่เหมาะสมของอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป ควรเป็นค่ากลางของช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าในปี 2545 คือ อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปเท่ากับร้อยละ 12.44 นั้น ตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ ในหมายเหตุของข้อ 5 6. มีข้อควรสังเกตว่า "กำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป" ตามที่อ้างถึงในวรรคหนึ่ง ของข้อ 5 นั้น ควรจะนำมารวมกันทั้งหมด ตัวเลขที่นำมาใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ของการหักทอนนี้ ควรพิจารณากำหนดบนมูลฐานของข้อมูลที่ได้จัดหามาให้โดยผู้นำของเข้า หรือในนามของผู้นำของเข้า เว้นเสียแต่ว่า ตัวเลขเหล่านั้นของผู้นำของเข้าไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่ได้รับจากการขายในประเทศที่นำเข้าซึ่งของที่นำเข้าที่เป็นประเภทหรือชนิดเดียวกันนั้น ในกรณีที่ตัวเลขของผู้นำของเข้าไม่สอดคล้องกับตัวเลขเช่นว่าแล้ว ก็อาจใช้จำนวนกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปซึ่งยึดหลักข้อสนเทศที่เกี่ยวข้องอื่นที่นอกเหนือไปจากข้อสนเทศที่จัดหามาให้โดยผู้นำของเข้าหรือในนามของผู้นำของเข้าได้" นอกจากนี้ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ข้อ 2 01 04 06 (2.5) กำหนดว่า การหักทอนกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป ให้ใช้ตัวเลขรวมทั้งหมดสำหรับกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปนั้น ตัวเลขที่นำมาหักทอนให้พิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้นำของเข้าหรือในนามผู้นำของเข้า โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของ "หลักการบัญชีอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป" และจะต้องสอดคล้องกันกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรที่ได้จากแหล่งอื่น เช่น ผู้นำของเข้ารายอื่น ๆ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานบัญชีของภาคเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรืองบประมาณ เช่น กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ไม่ปรากฏว่ากลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำมากำหนดช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปโดยอ้างว่าคัดเลือกผู้ค้าส่ง ที่ขายบุหรี่ที่มีระดับชื่อเสียงใกล้เคียงกับโจทก์นั้นคือบริษัทรายใดและจะเป็นของประเภทหรือชนิดเดียวกันกับโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรหรือไม่ ทั้งยังได้ความจากนางศุภวรรณผู้อำนวยการส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ค้าส่ง 5 ราย ไม่ทราบว่าเป็นบริษัทใดบ้าง โดยตัวเลขที่ปรากฏอยู่เป็นตัวเลขที่สำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากรเป็นผู้จัดทำมาแล้วนำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งนายศิริพงษ์เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 12.44 นั้นมาจากสำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร โดยมีข้อมูลกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 9.80 ถึง 15.08 ซึ่งจะมีที่มาและวิธีคิดอย่างไรไม่ทราบ ในขณะที่อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 18.47 ที่โจทก์ร้องขอนั้น ได้ความจากนายพรธิรักษ์ว่า โจทก์นำอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปจากงบการเงินของโจทก์ปี 2545 ที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ซึ่งเท่ากับร้อยละ 9.36 มาปรับปรุงยอด เนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่โจทก์สำแดง โจทก์ต้องชำระอากรสูงขึ้นตามการประเมิน ราคาที่ประเมินทำให้ต้นทุนขายของโจทก์สูงขึ้นอย่างไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของโจทก์ลดลงและทำให้อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์ลดลงอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงยอดใหม่โดยนำส่วนที่บวกเข้าไปตามปกติสำหรับกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปคือจำนวนภาษีอากรที่ชำระเกินไปมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เงินวางประกันที่โจทก์อ้างว่าเกิดจากการประเมินภาษีอากรเพิ่มขึ้นจำนวน 765,425,783 บาท ที่โจทก์วางไว้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ยังโต้แย้งว่าเป็นภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มจากฐานราคาศุลกากรที่สูงเกินไปทำให้ค่าใช้จ่ายของโจทก์สูงขึ้นและกำไรลดลง เมื่อนำกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปไปหักทอนราคาขายต่อหน่วยทอดแรกในปริมาณรวมมากที่สุดที่ 49.30 บาท ต่อซองแล้ว ทำให้ราคาศุลกากรบุหรี่นำเข้าของโจทก์สูงเกินจริง เมื่อภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มและอัตรากำไรของโจทก์จะเป็นเท่าใดขึ้นอยู่กับราคาศุลกากรบุหรี่นำเข้าของโจทก์อันเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าและภาษีอื่น ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้ และยังไม่ยุติ ดังนั้น เงินวางประกันดังกล่าวจึงมิใช่ค่าใช้จ่ายจำนวนแน่นอนที่โจทก์จะต้องจ่ายตามหลักการบัญชีที่ยอมรับกันทั่วไป ดังนั้น การที่โจทก์นำเงินวางประกัน 765,425,783 บาท หักออกจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรของโจทก์เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.36 บาท เป็นอัตราร้อยละ 18.47 จึงไม่ถูกต้อง เมื่อการนำเข้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียในเวลาใกล้เคียงกัน 3 ครั้งก่อนระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 โจทก์สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน เช่นเดียวกับคดีนี้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขณะนั้นกำหนดราคาศุลกากรโดยใช้วิธีที่ 6 คือ วิธีราคาย้อนกลับ (ราคาหักทอนแบบยืดหยุ่น) และโจทก์ยอมรับให้ใช้อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปที่ร้อยละ 15.05 ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขณะนั้นกำหนด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรกำหนดอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 15.05 สำหรับการหักทอนภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 25 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายใน "ค่าอากรและภาษีอื่น ๆ ที่ต้องชำระในราชอาณาจักร เนื่องจากการนำเข้าหรือการขายของนั้น" และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุของข้อ 5 8. กำหนดว่า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ม. 3
กฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร
ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 ม. 7
สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9145/2560
#619402
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ซึ่งจำเลยคำนวณเงินภาษีและเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระและแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบ เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งว่าวิธีการหักกลบลบหนี้ของจำเลยไม่ถูกต้อง จึงมีประเด็นว่าจำเลยหักกลบลบหนี้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มถูกต้องหรือไม่ และการคิดเงินเพิ่มถูกต้องหรือไม่ แม้การหักกลบลบหนี้เกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีก่อน แต่เมื่อคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งในวิธีการคำนวณภาษีที่ต้องชำระโดยวิธีการหักกลบลบหนี้ว่าไม่ถูกต้องและในส่วนเงินเพิ่มเท่านั้น จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน มีประเด็นต่างกับคดีเดิมและการวินิจฉัยของศาลก็อาศัยเหตุที่แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม ในขณะเดียวกันจำเลยมีคำสั่งให้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยนำไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามการประเมินดังกล่าวบางส่วน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินและยื่นฟ้องคดี คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์ชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวไปก่อน และยื่นหนังสือโต้แย้งว่าการคำนวณเงินเพิ่มไม่ถูกต้องในวันเดียวกัน ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า เงินเพิ่มที่จำเลยเรียกเก็บไว้ถูกต้องตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร แล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมาฟ้องคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขการคำนวณภาษีและเงินเพิ่มตามแบบขอชำระภาษีอากรคงค้าง เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งเตือนให้นำเงินภาษีอากรไปชำระและคำสั่ง ในส่วนการคิดเงินภาษีและเงินเพิ่มและให้คืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่ากรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับชำระค่าภาษีอากรค้าง โดยโต้แย้งกันในเรื่องวิธีการคำนวณภาษีที่ต้องชำระโดยการหักกลบลบหนี้ว่าไม่ถูกต้องและในส่วนเงินเพิ่มเท่านั้น มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับมูลหนี้ภาษีอากรโดยตรง ประกอบกับเมื่อโจทก์ยื่นหนังสือโต้แย้งการคำนวณเงินเพิ่ม จำเลยก็รับวินิจฉัยให้โดยไม่ได้โต้แย้งถึงเรื่องรูปแบบของหนังสือ กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องหนี้ภาษีอากรค้างชำระ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ขอคืนเงินภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามมาตรา 27 ตรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้และขอคืนเงินภาษีจากจำเลยได้

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร มิใช่ดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่อาจนำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าภาษีซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดภาระและเป็นฐานในการคำนวณเงินเพิ่มจึงเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง จำเลยจึงต้องนำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนไปหักชำระค่าภาษีอากรให้หมดก่อนแล้วจึงไปหักในส่วนเงินเพิ่มได้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 วรรคสาม บัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ส่วนการหักกลบลบหนี้หรือการชำระหนี้ภาษีซึ่งอาจทำให้จำนวนเงินภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีต้องเสียหรือนำส่งลดลงนั้น การคำนวณเงินเพิ่มก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนภาษีอากรที่ลดลง เงินเพิ่มที่คำนวณได้จึงต้องไม่เกินต้นเงินภาษีอากรตามการประเมิน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 329 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 27 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9144/2560
#622095
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ส. จากผู้ถือหุ้นเดิม ร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด ราคาหุ้นละ 75 บาท โดยสินทรัพย์ รายได้ ต้นทุน และหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัท ส. เกิดจากรายการบัญชีกับโจทก์ บริษัททั้งสองมีกรรมการส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันและมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกัน จากงบดุลของบริษัท ส. ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ถึงปี 2542 พบว่าบริษัท ส. กู้ยืมเงินจากโจทก์ มีดอกเบี้ยค้างจ่ายจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ส. ทั้งหมดเพียงผู้เดียว ดังนี้

1. ปี 2542 บริษัท ส. จดทะเบียนลดทุนลง 97,000,000 บาท ต่อมาจดทะเบียนเพิ่มทุน 97,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนโดยแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุน

2. ปี 2543 จดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดด้วยการชำระเงินสด 87,000,000 บาท สองเดือนต่อมาได้จดทะเบียนลดทุน 87,000,000 บาท

รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. ที่อนุมัติให้เพิ่มทุนและลดทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันไม่ปรากฏเหตุผลว่าบริษัท ส. มีความจำเป็นในทางการค้าหรือแผนการดำเนินงานทางธุรกิจอย่างไร โจทก์เป็นผู้รับรู้และยินยอมให้บริษัท ส. ดำเนินการดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อราคาหุ้นที่โจทก์ได้ลงทุนไว้ การที่โจทก์ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด การเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. ย่อมเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเฉพาะในส่วนของโจทก์เกือบทั้งจำนวนทำให้ต้นทุนต่อหุ้นของเงินลงทุนในบริษัท ส. ของโจทก์สูงขึ้นจากราคาที่ซื้อมาราคาหุ้นละ 75 บาท เป็นราคาหุ้นละ 520.94 บาท เมื่อรอบระยะเวลาบัญชี 2546 โจทก์ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันในราคาหุ้นละ 151 บาท ทำให้โจทก์ขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในหุ้นดังกล่าว 22,510,855.26 บาท และนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ทั้งที่ภายหลังจากการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวว่า บริษัท ส. มีความสามารถในการทำกำไรหรือมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อย ๆ โจทก์ย่อมต้องหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในอนาคต แต่โจทก์กลับขายหุ้นดังกล่าว อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการลงทุน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะให้ความช่วยเหลือในลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือเพื่อให้เงินซื้อหุ้นเพิ่มที่บริษัท ส. ได้รับจากโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการซึ่งบริษัท ส. จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ส่วนโจทก์ก็เลี่ยงจากการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าแก่บริษัท ส. มาเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพื่อลดหนี้ของบริษัท ส. โดยนำเงินที่ได้เพิ่มทุนไปชำระหนี้ที่โจทก์เคยให้บริษัท ส. กู้ยืม ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง ทั้งยังสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ดังนั้น ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการขายเงินลงทุนในบริษัท ส. ให้บริษัท พ. จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะและเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด 73.1-02016320-25521118-002-00001 หรือที่ กค0722/ภญ/19164 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากรจำนวน 18,764,937.55 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง (12 กันยายน 2556) เป็นระยะเวลา 62 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 11,634,261.28 บาท ดังนั้น รวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 30,399,198.83 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 18,764,937.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 1,281,351.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้นคำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 77 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 986,640.42 บาท ดังนั้นรวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 2,267,991.61 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 1,281,351.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 438,955.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 44 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 193,140 บาท ดังนั้น รวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 632,095.50 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 438,955.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 9,157.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 40 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,662.82 บาท ดังนั้นรวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 12,819.87 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 9,157.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 เฉพาะข้อที่ให้ผู้อุทธรณ์ (โจทก์) ชำระภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บตามการประเมินโดยปรับปรุงกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นจากจำนวน 4,560,000 บาท เป็นจำนวน 5,403,600 บาท เสีย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์และตั้งโจทก์เป็นผู้ทำแผน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2554 ได้ตั้งโจทก์เป็นผู้บริหารแผน ในปี 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด (เดิมชื่อบริษัททีดีเอ็ม จำกัด) 624,994 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 625,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 75 บาท จากราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 46,874,550 บาท ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้มีการเพิ่มทุนและลดทุน ดังนี้ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 เพิ่มทุน 475,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 47,500,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 เพิ่มทุนอีก 200,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดเช่นกัน วันที่ 7 มกราคม 2542 ลดทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท วันที่ 11 ตุลาคม 2542 เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดจ่ายชำระเป็นเงินสด และบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่บริษัทใหญ่คือโจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2543 เพิ่มทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นทั้งหมดจ่ายชำระเป็นเงินสด และบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่บริษัทใหญ่คือโจทก์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ลดทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท และวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ลดทุน 900,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 90,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ขายหุ้นซึ่งลงทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท จำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวม 20,424,093.98 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค 0722/ภญ/19164 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามคำอุทธรณ์ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2552 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินรวมเรียกเก็บ 21,054,684.98 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2556 ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์เจ้าพนักงานประเมินได้นำภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนจากจำเลยมาหักกับหนี้ภาษีที่จำเลยประเมิน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 25 มิถุนายน 2553 และวันที่ 28 ตุลาคม 2553 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 อย่างช้าที่สุด เจ้าพนักงานประเมินสามารถออกหมายเรียกมายังโจทก์ได้ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกลงวันที่ 11 มีนาคม 2552 ส่งมายังโจทก์ โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 จึงเป็นการออกหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นรายการนั้น ปัญหานี้ มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน...ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในการออกหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีและได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกภาษีจากผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร กับได้รับอนุมัติให้ออกหมายเรียกตามแบบขออนุมัติออกหมายเรียกตรวจสอบ และแบบขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียก ที่ กค 0722/ก.02/324 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2552 จากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกส่งไปให้โจทก์ โจทก์ได้รับหมายเรียกดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการภายในกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า มาตรา 19 กำหนดกรอบให้อธิบดีที่จะขยายเวลาในการออกหมายเรียกได้ในทางจำกัดเฉพาะกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดแจ้ง แบบขออนุมัติหมายเรียกตรวจสอบเป็นเพียงเอกสารภายในที่มิได้นำเสนอให้พิจารณาถึงเหตุในการขอขยายเวลาในการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีแต่อย่างใด และแบบขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียก ไม่ปรากฏถึงเหตุตามมาตรา 19 ว่ามีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร การใช้ดุลพินิจของนายมานิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาออกหมายเรียกจึงไม่ชอบ นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในคำฟ้อง และศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยถึงประเด็นนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หมายเรียกเป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องทำเป็นหนังสือโดยจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แต่หมายเรียกดังกล่าวปรากฏข้อความเพียงว่า "ด้วยเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 23, 88/4, 91/21 และมาตรา 123 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ในหมายเรียกดังกล่าว" ซึ่งควรแสดงเหตุแห่งการใช้อำนาจตามมาตรา 19 นั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานประเมินเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง คือ การประเมินภาษีอากร การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ตามความหมายของคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ในอันที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ อีกทั้งหมายเรียกดังกล่าวได้ระบุไว้แล้วว่าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 23, 88/4, 91/21 และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ในหมายเรียกดังกล่าว อันเป็นเหตุที่ระบุถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้พอที่จะให้โจทก์เข้าใจและปฏิบัติตามแล้ว หมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปและตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยปราศจากข้อเท็จจริงและเหตุผลพร้อมทั้งข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่แสดงให้เห็นได้ว่าการใช้อำนาจตามคำสั่งทางปกครองของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้เหตุผล โดยระบุถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจไว้ครบถ้วนแล้วในคำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมใบแนบ 3 ทั้งจำเลยมีนางสาวกัญฐณา เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์มาเบิกความถึงวิธีการคิดคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยในราคาหุ้นละ 60.94 บาท ที่โจทก์สามารถรู้และเข้าใจได้ถึงที่มาของตัวเลขต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นที่นำมาคำนวณให้ชำระภาษีเพิ่มเติม โดยดูได้จากงบการเงิน รายงานการประชุมกรรมการและรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ในรายการที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนที่นำมาคิดคำนวณได้ ซึ่งเป็นเพียงการคำนวณทางคณิตศาสตร์พื้นฐานที่นำเฉพาะเงินซื้อหุ้นและหุ้นเพิ่มทุนของปี 2539 ถึงปี 2540 มาหักด้วยจำนวนเงินที่โจทก์ได้จากการลดทุนในปี 2545 หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลือ ซึ่งโจทก์ก็คิดคำนวณด้วยวิธีเดียวกัน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและใบแนบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ระบุว่า โจทก์มีรายได้ที่แสดงไว้ในแบบ ภ.ง.ด. 50 ต่ำกว่ารายรับที่แสดงไว้ในแบบ ภ.พ. 30 ส่งผลทำให้โจทก์แสดงรายได้ไว้ไม่ครบถ้วน 252,347.36 บาท ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และนำรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นผลขาดทุนที่เกิดจากการขายหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ 22,510,855.26 บาท ซึ่งจากการที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่โจทก์ซื้อมา ทำให้โจทก์มีกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินรายได้ในส่วนนี้ 4,560,000 บาท เมื่อปรับปรุงแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิตามผลการตรวจสอบ 107,532,716.87 บาท ภาษีที่ต้องชำระ 26,883,179.22 บาท พร้อมมีใบแนบระบุรายละเอียดข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อกฎหมาย และเหตุผลในการประเมินโจทก์ไว้ด้วย ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ในข้อ 2 เหตุผลที่วินิจฉัยตามใบแนบ 3 ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2540 โดยเห็นว่าเป็นการเพิ่มทุนโดยสุจริต แต่สำหรับปี 2542 ถึงปี 2544 โจทก์แสดงเจตนาเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาให้ความช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โจทก์จะนำจำนวนเงินให้เปล่าหรือที่ยกหนี้ให้มาถือเป็นรายจ่ายของโจทก์ไม่ได้ การเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงไม่อาจนำผลของการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ได้ ดังนั้น ณ วันที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด เงินลงทุนในหุ้นดังกล่าวมีต้นทุนถัวเฉลี่ยในราคาหุ้นละ 60.94 บาท (24,374,550/399,994) เป็นผลให้โจทก์ไม่มีผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าว ซึ่งที่มาของต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นสามารถเข้าใจได้จากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในตอนต้นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คิดคำนวณต้นทุนการซื้อหุ้นและหุ้นเพิ่มทุนของโจทก์เฉพาะปี 2539 ถึงปี 2540 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มทุนโดยสุจริต ส่วนในการเพิ่มทุนและลดทุนในปี 2542 ถึงปี 2544 เป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่นำผลของการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ด้วย โจทก์สามารถรู้และเข้าใจถึงที่มาของต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นได้จากข้อมูลที่โจทก์มีอยู่ โดยใช้วิธีคำนวณหาต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท จากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในตอนต้นได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่จัดให้มีเหตุผลที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้พิจารณาอย่างเหมาะสมและมีเหตุผลจึงใช้วิธีเพิ่มทุนและบางช่วงเวลามีความจำเป็นต้องลดทุนเพื่อใช้ในการบริหารจัดการในการดำเนินธุรกิจในช่วงปีที่พิพาทเป็นปกติวิสัยในทางการค้าที่สามารถกระทำได้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจของบริษัท หากจะให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินแต่เพียงอย่างเดียวนั้นจะทำให้อัตราส่วนระหว่างหนี้กับผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) มีจำนวนอัตราที่สูงเกินไป ทำให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่อาจทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนได้ โจทก์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2536 การดำเนินงานที่มีนัยสำคัญ โจทก์ต้องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ถือหุ้นและสาธารณชนอยู่เสมอ โจทก์จึงต้องดำเนินการด้วยความสุจริตเยี่ยงผู้ประกอบการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศและใช้บังคับ การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นวิธีการที่ไม่ผิดต่อกฎหมาย โจทก์ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ ภายหลังจากการเพิ่มทุนหรือลดทุนบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ยังดำเนินกิจการมีรายได้จากการประกอบกิจการจากที่มีผลประกอบการขาดทุนจนมีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีให้แก่จำเลย การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต้องพิจารณาถึงเหตุผลในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ หาใช่พิจารณาผลของตัวเลขสุดท้ายแห่งปีแล้วเหมารวมว่าเป็นรายการไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์ไม่ได้หลีกเลี่ยงและอำพรางการกู้ยืมเงินและการชำระหนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด แต่อย่างใด การประเมินว่าการที่โจทก์จ่ายเงินเพื่อซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะและเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มีเจตนาช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยมีลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือและเป็นการยกหนี้ให้ เพื่อลดรายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์และเพิ่มต้นทุนในเงินลงทุนของโจทก์ให้สูงขึ้น ซึ่งหากโจทก์ช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยให้เงินช่วยเหลือหรือยกหนี้ให้ บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต้องนำเงินให้เปล่าหรือจำนวนหนี้ที่โจทก์ยกให้มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของบริษัท โจทก์จะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายของโจทก์ไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) และมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร การเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาพิพาทเป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจนำการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงการประเมินกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นของเจ้าพนักงานประเมินให้ถูกต้องเป็นการชอบแล้ว นั้น โจทก์มีนางสาววรรณพร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายแสงชัย กรรมการโจทก์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประเภทครบวงจรในการออกแบบ สร้าง จัดหา ผลิต และติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น อุตสาหกรรมผลิตน้ำแข็ง ตู้แช่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต อุตสาหกรรมแปรรูปนมและไอศกรีม รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปอาหารเกือบทุกประเภท มีผลประกอบการในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้ ปี 2538 โจทก์มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 22,306,144 บาท ปี 2539 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 32,550,806 บาท ปี 2540 มีผลประกอบการขาดทุน -62,621,517 บาท (ก่อนผลการขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา) เหตุที่ขาดทุนเนื่องจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นระบบลอยตัว ต่อมามีการปรับปรุงผลปรากฏเป็นขาดทุน -128,086,012 บาท ปี 2541 มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ -239,153,774 บาท ปี 2542 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 8,488,630 บาท ปี 2543 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 56,233,867 บาท ปี 2544 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 78,983,632 บาท ปี 2545 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 95,148,458 บาท ปี 2546 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 139,132,761 บาท ปี 2547 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 52,687,759 บาท ช่วงปี 2539 ถึงปี 2542 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้น ซื้อหุ้นเพิ่มทุน และที่ปรากฏการลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีเหตุผลดังนี้ ปี 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จากผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์และบุคคลธรรมดาเนื่องจากช่วงเวลาขณะนั้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้รับสิทธิ (Know How) ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตู้แช่ไอศกรีม (AHT) เป็นเวลา 10 ปี ในการได้รับสิทธิดังกล่าวในทางธุรกิจย่อมเป็นที่คาดหมายในขณะนั้นได้ว่าสามารถทำตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุน 475,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวทั้งหมด คิดเป็นเงินลงทุน 47,500,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าและนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียน เพื่อเสริมกิจการให้มีสภาพคล่อง วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน 200,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงกระบวนการและวิธีการผลิตทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รวมเงินลงทุนทั้ง 3 ครั้ง เป็นเงิน 114,374,550 บาท ปี 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนครั้งแรกวันที่ 7 มกราคม 2552 โดยลดจำนวนหุ้นลง 970,000 หุ้น คิดเป็นทุนที่ลดลง 97,000,000 บาท เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทมีความจำเป็นต้องลดทุนเพราะมีผลขาดทุนสะสมอยู่ 212,168,999 บาท อันเกิดจากผลกระทบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2540 ทำให้ค่าเงินตราสกุลต่าง ๆ มีความผันผวน โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ให้ความยินยอมแก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวคิดเป็นเงินลงทุน 97,000,000 บาท โจทก์ชำระค่าหุ้นเป็นเงินสดตามรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปชำระหนี้กู้ยืม และนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัท วันที่ 14 ตุลาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้เพิ่มทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าวด้วยวิธีการแปลงหนี้เป็นทุน โดยการเพิ่มทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปจ่ายชำระหนี้และนำมาใช้หมุนเวียนเพื่อเพิ่มศักยภาพ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นลง 870,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 87,000,000 บาท เนื่องจากนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัทจำนวน 128,548,039 บาท เพื่อทำให้งบการเงินสะท้อนฐานะการเงินได้ถูกต้อง อันส่งผลให้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีกำไร 94,493 บาท วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นลง 900,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 90,000,000 บาท เนื่องจากมีความจำเป็นต้องชำระเงินคืนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้คืนเป็นเงินสด 10,000,000 บาท ส่วนอีก 80,000,000 บาท ค้างชำระไว้ซึ่งตรงกับการตั้งรายการเจ้าหนี้จากการคืนทุน 80,000,000 บาท ในงบการเงินของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และปรากฏผลว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีกำไร 14,148,493 บาท การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด แต่ละครั้งมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ จำเลยยอมรับมาโดยตลอดถึงวิธีการลดทุนเพื่อตัดผลขาดทุนสะสมลงซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติและวิธีการปกติทางธุรกิจตามหนังสือตอบข้อหารือ เลขที่ กค 0811/91 และเลขที่ กค 0706/3794 การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีวัตถุประสงค์ที่จะลดอัตราส่วนหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้นให้ลดลงเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ให้มีความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนได้ และมีความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจอันเป็นการดำเนินการปกติทั่วไป หาใช่มีเจตนาเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินดังที่เจ้าพนักงานของจำเลยเข้าใจ ส่วนจำเลยมีนางสาวรัชนีพร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี และนางสาวกัญฐณา เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์เบิกความว่า จากการตรวจสอบการเปรียบเทียบรายได้ที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 กับรายรับที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 มีความแตกต่างกัน 252,347.36 บาท โดยรายได้ที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 ต่ำกว่ารายรับที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 ส่งผลทำให้โจทก์แสดงรายได้ไว้ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องนำรายได้ที่ขาดไปรวมคำนวณรายได้เพิ่มเติมตามแบบ ภ.ง.ด. 50 และจากการตรวจสอบพยานเอกสาร งบการเงิน หมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด พบว่า การซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2543 เป็นรายจ่ายที่มีลักษณะของการทำนิติกรรมอำพรางโดยการเลี่ยงที่จะให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ของโจทก์ที่ได้ให้กู้ยืมไปก่อนปี 2539 จากการตรวจสอบดังกล่าว เห็นได้ว่า โจทก์แสดงรายการรายได้รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินรายได้เพิ่มเติม 4,812,347.36 บาท (252,347.36+4,560,000) และตามมาตรา 65 ตรี (13) บวกกับรายจ่ายต้องห้าม 22,510,855.26 บาท เมื่อคำนวณกำไรสุทธิใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมายแล้ว โจทก์จะมีกำไรสุทธิ 107,532,716.87 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 26,883,179.22 บาท หักภาษีที่ชำระไว้แล้ว 20,052,378.56 บาท โจทก์ชำระภาษีไว้ขาดไปและต้องชำระเพิ่มเติม 6,830,800.66 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 22 เป็นเงิน 6,830,800.66 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 27 จำนวน 6,762,492.66 บาท รวม 20,424,093.98 บาท เห็นว่า เมื่อพิจารณารายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์ รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานจำเลยว่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 624,994 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด 625,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 75 บาท เป็นเงิน 46,874,550 บาท ราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท พร้อมทั้งลงทุนเป็นหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด 75,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 47,500,000 บาท เพื่อใช้ในการลงทุนสำหรับโครงการใหม่และเพื่อใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 1/2539 ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นจากการเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด อีก 200,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ต่อไปได้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 4/2540 และจากรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 6/2542 ที่ประชุมมีมติให้ทำการลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นเงิน 97,000,000 บาท และเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุนเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวด้วยการชำระเงินสด 97,000,000 บาท และวันที่ 14 ตุลาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จดทะเบียนเพิ่มทุน 870,000 หุ้น เป็นเงิน 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวโดยวิธีการแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุนดังที่พยานโจทก์เบิกความ และวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จดทะเบียนลดทุนโดยลดจำนวนหุ้น 870,000 หุ้น เพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ประกอบกับงบการเงิน หมายเหตุงบการเงินของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ที่ปรากฏว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะเรียกโจทก์ว่า บริษัทใหญ่ โดยสินทรัพย์ รายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งและหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทเกิดจากรายการบัญชีกับบริษัทโจทก์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกันโดยมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการร่วมกัน และจากงบดุลของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2542 พบว่าบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะบริษัทใหญ่ มีดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ทั้งหมดเพียงผู้เดียว โดยในปี 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนลง 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ทำให้จำนวนทุนลดลง 97,000,000 บาท แต่ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท เช่นเดียวกับในช่วงปลายปี 2543 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ดำเนินการเพิ่มทุนอีก 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท แต่ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ก็ได้ลดทุนในจำนวนเดียวกันกับที่ได้เพิ่มทุนไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว อันมีลักษณะเป็นการลดทุนและเพิ่มทุนในจำนวนเงินที่เท่ากันภายในระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเป็นผู้รับรู้และยินยอมให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ดำเนินการดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อราคาหุ้นที่ตนเองได้ลงทุนไว้ ทั้งไม่ปรากฏเหตุผลในรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ที่อนุมัติให้เพิ่มทุนและลดทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันว่า บริษัทมีความจำเป็นในทางการค้าหรือแผนการดำเนินงานทางธุรกิจอย่างไรที่ทำให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะต้องดำเนินการเพิ่มทุนและลดทุนเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากเอกสารว่า การซื้อหุ้นเพิ่มทุนในปี 2543 จำนวน 87,000,000 บาท งบกระแสเงินสดของโจทก์มีรายการจ่ายเงินสดออก 87,000,000 บาท ส่วนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่มีรายการรับเงินสดจำนวนดังกล่าวเข้าแต่อย่างใด ทั้งที่บริษัททั้งสองมีกรรมการส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันและมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกัน อีกทั้งการที่โจทก์ถือหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด การเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จำนวนหลายครั้ง ย่อมเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเฉพาะในส่วนของโจทก์เกือบทั้งจำนวน อันเป็นเหตุให้ต้นทุนต่อหุ้นของเงินลงทุนในหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ของโจทก์สูงขึ้นตามรายละเอียดการคำนวณมูลค่าเงินลงทุน และยังปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังจากการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีความสามารถในการทำกำไรหรือมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี 2543 มีกำไรสุทธิประจำปี 3,692,038 บาท ปี 2544 มีกำไรสุทธิประจำปี 41,642,532 บาท ปี 2545 มีกำไรสุทธิประจำปี 14,054,000 บาท ปี 2546 มีกำไรสุทธิประจำปี 34,132,293 บาท จนทำให้มูลค่าหุ้นตามบัญชีปี 2545 มีราคาหุ้นละ 137.18 บาท และปี 2546 มีราคาหุ้นละ 222.52 บาท เมื่อบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ซึ่งโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนมีผลประกอบการดีขึ้น โจทก์ย่อมต้องหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในอนาคต แต่โจทก์กลับขายหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จำนวน 60,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไปที่มุ่งแสวงหาผลกำไรจากการลงทุน การที่โจทก์มีเพียงกรรมการของโจทก์มาเบิกความประกอบรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์และรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ว่า โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือให้นำเงินไปหมุนเวียนดำเนินกิจการให้มีสภาพคล่อง นำเงินไปชำระหนี้และอนุมัติให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ลดทุนเพื่อลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีความจำเป็นในทางธุรกิจที่จะต้องเพิ่มทุนและลดทุนจำนวนหลายครั้ง และโจทก์ต้องการลงทุนหรือเพิ่มทุนในกิจการของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ล้วนแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะให้ความช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้รับจากบริษัทโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนโจทก์ก็เลี่ยงจากการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าแก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มาเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อลดหนี้ของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยนำเงินที่ได้เพิ่มทุนไปชำระหนี้ที่โจทก์เคยให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืม ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น ทำให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง และโจทก์ยังสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ทั้งที่ความเป็นจริงเงินที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเป็นเงินที่โจทก์ให้เปล่าหรือยกให้แก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ซึ่งบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร และโจทก์ไม่อาจนำเงินจำนวนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 65 ตรี (13) ได้ ดังนั้น ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการขายเงินลงทุนให้บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ และเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ต่อไปว่า มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานของจำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะประเมินรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นได้ ที่เจ้าพนักงานของจำเลยและศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ใช้ราคาที่โจทก์เคยทำนิติกรรมซื้อขายไว้ในปี 2539 หุ้นละ 75 บาท มาประเมินเป็นราคาทุนในปี 2546 ที่โจทก์ได้ทำการขายหุ้นดังกล่าวไป โดยไม่ได้ใช้ราคาตลาด ณ วันที่ทำการขายหุ้นตามกฎหมาย จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และมิได้เป็นนิติกรรมอำพราง ดังนั้น การที่โจทก์นำเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2545 รวม 298,374,550 บาท หักออกด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนทุน 90,000,000 บาท คงเหลือ 208,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 399,944 หุ้น จึงเท่ากับว่ามูลค่าเงินต้นทุนหุ้นที่ถูกต้องแท้จริงมีราคาหุ้นละ 520.94 บาท ไม่ใช่ราคาหุ้นละ 75 บาท ดังที่เจ้าพนักงานของจำเลยและศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า โจทก์ขายเงินลงทุนในหุ้น 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งโจทก์คำนวณมูลค่าต้นทุนหุ้นโดยนำเงินลงทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2543 มารวมกันแล้วหักด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนในปี 2545 จำนวน 90,000,000 บาท คิดเป็นเงิน 208,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลือ 399,994 หุ้น คิดเป็นต้นทุนเงินลงทุนราคาหุ้นละ 520.94 บาท ทำให้โจทก์บันทึกผลขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในหุ้นดังกล่าว 22,510,855.26 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี แต่ผลขาดทุนเช่นนี้ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินลงทุนในหุ้น 60,000 หุ้น ดังกล่าว มีต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท โดยไม่ได้นำเงินเพิ่มทุนและลดทุนในปี 2542 ถึงปี 2544 ที่เป็นการเพิ่มทุนและลดทุนโดยไม่สุจริตมาคิดคำนวณด้วย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงนำมูลค่าเงินลงทุนในปี 2539 จำนวน 46,874,550 บาท และ 47,500,000 บาท ปี 2540 จำนวน 20,000,000 บาท มารวมกันเป็นเงิน 114,374,550 บาท หักด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนในปี 2545 จำนวน 90,000,000 บาท คงเหลือ 24,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 399,994 หุ้น ทำให้ ณ วันที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด เงินลงทุนในหุ้นดังกล่าวมีต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท หาใช่ราคาหุ้นละ 520.94 บาท ดังที่โจทก์อุทธรณ์ และมิใช่ราคาหุ้นละ 75 บาท ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ดังนั้น การที่โจทก์ขายหุ้นจำนวน 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าต้นทุนถัวเฉลี่ย ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวแต่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้น เป็นเงิน 5,403,600 บาท การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจาก 4,560,000 บาท เป็นจำนวน 5,403,600 บาท ให้ถูกต้อง จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ในประเด็นนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้นำเงินคืนภาษีอากรจากภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับไปหักกลบหนี้กับค่าภาษีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระไว้แล้วเต็มจำนวนค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 25 มิถุนายน 2553 และวันที่ 28 ตุลาคม 2553 และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีให้แก่จำเลยแล้ว การที่เจ้าพนักงานของจำเลยหักกลบลบหนี้ประหนึ่งว่าโจทก์ยังต้องชำระค่าภาษีรวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกโดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ได้ดำเนินการเสียภาษีโดยถูกต้องแล้วจึงไม่ชอบ จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษี 20,512,401 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าภาษีอื่นจากจำเลย ส่วนจำเลยมีสิทธิได้รับชำระภาษีตามการประเมินดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในข้างต้นแล้ว แม้โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินนั้นถึงกำหนดชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
บริษัทพัฒน์กล จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทพัฒน์กล
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารแผน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9126/2560
#619413
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ ปรับ คนละ 50 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรม คนละ 6 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่า 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในส่วนจำเลยที่ 2 ว่ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรม 2 ปี จึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าใช้มีดแทงผู้ตายจริง แต่ไม่มีเจตนาฆ่าและกระทำโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานางบุญมา มารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน ค่าพาหนะในการเดินทางและค่าทำขวัญ รวมเป็นเงิน 1,700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 33.33 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่ต้องไม่เกินกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ จำเลยทั้งสองถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวนมาบ้างแล้ว จึงไม่ต้องชำระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 395,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง แต่ต้องไม่เกินกว่าจำเลยที่ 2 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาโดยจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับนางสาวสุชาดา นายศิลาหรือบอย กับพวก อีกหลายคนไปที่ร้านค้าเลขที่ 206/27 ก ถนนเจษฎาวิถี ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยจำเลยที่ 1 พามีดไม่ทราบขนาดติดตัวไป แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดดังกล่าวแทงนายกฤตตะวัน ผู้ตาย ที่บริเวณบ่าซ้าย หัวไหล่ซ้าย แขนซ้ายด้านหลัง ลำคอข้างซ้าย บ่าซ้ายด้านหลัง รักแร้ซ้ายด้านหลัง และหน้าอกข้างซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ ปรับคนละ 50 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมคนละ 6 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่า 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในส่วนจำเลยที่ 2 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรม 2 ปี จึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือได้รับการรับรองให้ฎีกาจากอัยการสูงสุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ เป็นเงิน 95,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะ นั้น ผู้ตายในฐานะบุตรมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องในฐานะมารดา โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องหรือไม่ เมื่อผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ตายจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมรถยนต์มีรายได้วันละ 300 บาท หากไม่เสียชีวิตผู้ตายน่าจะอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องได้ประมาณเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงอายุของผู้ร้องซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 37 ปี เชื่อว่าผู้ร้องมีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ดังที่นำสืบ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้ผู้ร้อง 300,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไปว่า ผู้ร้องมีโอกาสได้รับการอุปการะไม่น้อยกว่า 30 ปี ก็เป็นเพียงการอนุมานจากอายุของผู้ร้อง แต่ก็ไม่ได้กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นรายปี และยังคงกำหนดให้เป็นจำนวนเงินที่ไม่เกินกว่าคำขอและทางนำสืบของผู้ร้อง ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาในคดีส่วนแพ่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — นาง บ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9121/2560
#621188
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า การออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมถูกต้องครบถ้วนแล้ว อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยสิทธิในการร้องขอ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เรื่องที่จำเลยอ้างว่าหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นออกให้ตามคำขอของโจทก์ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่บัญญัติให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม (เดิม)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงลักษณ์ บรัคเกต
จำเลย — นายสัมพันธ์ ชมภูวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธนะ สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2560
#616681
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยครรภ์โจทก์ที่ 1 ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรอง การตรวจอัลตราซาวด์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหาความผิดปกติของทารกแบ่งได้เป็น 3 ระดับ การตรวจระดับ 1 เป็นการตรวจคัดกรองอย่างง่ายดูจำนวนทารก การมีชีวิตของทารก การประมาณอายุครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ส่วนนำของทารก ตำแหน่งทารก และความพิการบางอย่างที่สามารถเห็นได้ง่าย จำเลยที่ 3 ให้ความเห็นในการตรวจว่า ทารกมีชีวิต เพศชาย บุตรในครรภ์ 1 คน รกอยู่ด้านหลังของมดลูกปริมาณน้ำคร่ำปกติ ลักษณะลำตัว ตับ กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำคอ และกระดูกสันหลังปกติ ความยาวของกระดูกต้นขา 21 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 16.3 สัปดาห์ การเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงให้เห็นว่าในการตรวจอัลตราซาวด์สามารถเห็นอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของทารกในครรภ์ได้ หากจำเลยที่ 3 ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติหรือความพิการของทารกในครรภ์ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่ายังไม่สามารถตรวจพบความพิการในส่วนแขนและขาของทารกได้เพราะยังมองเห็นไม่ครบถ้วน การที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งๆที่สภาพร่างกายทารกมีความพิการรุนแรง ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เสียโอกาสในการตัดสินใจว่าจะหาทางแก้ไขเยียวยาหรือดำเนินการเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และหากโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ย่อมมีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 มากกว่าที่จะรู้ถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยกะทันหันกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 อย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนด้วยภาษาที่โจทก์ที่ 1 จะเข้าใจได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจอันเป็นความเสียหายแก่อนามัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 แพทย์เจ้าของไข้ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ด้วย

แม้โจทก์ที่ 2 พิการรุนแรงเรื่องจากมีความผิดปกติในขณะที่โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสาม และจำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของโจทก์ที่ 2 เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ กรณีของโจทก์ที่ 2 แม้ตรวจพบความพิการก็ไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขในระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ได้ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่า หากจำเลยที่ 3 พบความพิการของโจทก์ที่ 2 แล้วจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความพิการนั้น ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายหรือพิการมากขึ้น แต่กลับได้ความว่า หากพบความพิการของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จะปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ความพิการทางร่างกายของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 390,966,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาล รับรักษาคนไข้และผู้ป่วยเจ็บ โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์โจทก์ที่ 2 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ที่ 1 ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ 2 นัดตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ทุก ๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ และนัดถี่ขึ้นเมื่อใกล้กำหนดคลอด ในแต่ละครั้งที่โจทก์ที่ 1 ไปตรวจครรภ์ จำเลยที่ 2 จะสั่งจ่ายยาให้แก่โจทก์ที่ 1 การตรวจครรภ์จำเลยที่ 2 จะฟังการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ ตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์ที่ 1 เมื่อครรภ์มีอายุ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ตรวจแล้วไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่าทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 นัดโจทก์ที่ 1 ไปผ่าตัดทำคลอดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 คลอดโจทก์ที่ 2 ออกมา ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 มีร่างกายพิการรุนแรง แขนข้างขวามีแค่ข้อศอก ไม่มีขาขวา ขาข้างซ้ายไม่สามารถเหยียดตรงได้ นิ้วเท้าซ้ายมีไม่ครบ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดข้อหาละเมิด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แต่ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามก่อนว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิดหรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคือ โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจดูทารกที่ปรากฏในจอภาพอย่างละเอียดว่ามีลักษณะผิดปกติตามร่างกายหรือไม่ และไม่แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบรายละเอียดของภาพแต่อย่างใด กลับแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ถูกต้องตามมาตรฐานทุกประการ การตรวจโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทารกในครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพของโจทก์ที่ 1 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย... ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ช่วงที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ โจทก์ที่ 1 มีอายุครรภ์ประมาณ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 3 ใช้เวลาตรวจประมาณ 5 ถึง 10 นาที ก็แจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี โจทก์ที่ 1 จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีความผิดปกติใดๆ โจทก์ที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ดูภาพอัลตราซาวด์ในจอคอมพิวเตอร์และบอกว่าทารกสมบูรณ์ดี ภายหลังจากวันนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้แนะนำให้ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์อีก จำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขารังสีวินิจฉัย ก่อนทำอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ทบทวนประวัติการฝากครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความผิดปกติใดๆ และไม่มีข้อบ่งชี้เป็นพิเศษ จำเลยที่ 3 จึงตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในลักษณะตรวจคัดกรองทั่วไป เพื่อดูว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งพบว่าทารกมีการเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ปกติสอดคล้องกับอายุครรภ์ การตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ได้กระทำตามมาตรฐานวิชาชีพ วัตถุประสงค์ในการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในกรณีของโจทก์ที่ 1 คือดูว่าทารกจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ มีความพิการของอวัยวะที่จะมีผลต่อชีวิตหรือไม่ เช่น สมอง กระดูกสันหลัง หัวใจ ท้อง ไต กระเพาะปัสสาวะ ส่วนกระดูกต้นขา หากปกติดีไม่ต้องวัดส่วนที่เหลือ การตรวจอัลตราซาวด์อาจไม่เห็นอวัยวะทุกส่วนขึ้นอยู่กับท่าและการเคลื่อนไหวของทารก แต่หากเป็นอวัยวะสำคัญต้องตรวจให้พบตามมาตรฐานแพทย์ต้องทำการตรวจจนพบ สำหรับกระดูกต้นขาของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 ก็ตรวจพบและสามารถวัดความยาวได้ และมีนายแพทย์ดำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยามาเป็นพยานเบิกความว่า การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ขณะอายุครรภ์ 17 ถึง 22 สัปดาห์ เพื่อดูว่าทารกมีชีวิต 1 หรือ 2 คน แฝดหรือไม่ ท่าของทารกเป็นอย่างไร ตำแหน่งของรก ปริมาณน้ำคร่ำ และดูความพิการของทารกที่ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ หรือมีชีวิตรอดแต่ไม่ดีก็จะคุยเรื่องทำแท้ง เป็นการตรวจตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรองระยะครรภ์ 17 สัปดาห์ กรณีของโจทก์ที่ 1 หากพบความพิการก็ไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ นอกจากนั้น มีแพทย์หญิงจิราพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่า การตรวจอัลตราซาวด์ของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 เปรียบเทียบกับมาตรฐานของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยและของประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าครบมาตรฐานเบื้องต้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามมีนายแพทย์ดำรง และแพทย์หญิงจิราพรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยเป็นพยานเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยครรภ์โจทก์ที่ 1 ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรองระยะครรภ์ 17 ถึง 18 สัปดาห์ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งระบุว่า "การตรวจอัลตราซาวด์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ตามมาตรฐานที่สมาคมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ (ไทย) ให้ความเห็น โดยอ้างอิงมาตรฐานที่ใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และการตรวจระดับ 1 เป็นการตรวจคัดกรองอย่างง่ายโดยแพทย์ที่มีความรู้ทางอัลตราซาวด์ทั่วไปสามารถตรวจได้ กล่าวคือ ดูจำนวนทารก การมีชีวิตของทารก การประมาณอายุครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ส่วนนำของทารก ตำแหน่งทารก และความพิการบางอย่างที่สามารถเห็นได้ง่าย" ซึ่งแสดงว่าการตรวจระดับ 1 ได้ตรวจเพียงเพื่อให้ทราบถึงการมีชีวิตของทารกเท่านั้น แต่ต้องการตรวจเพื่อให้ทราบถึงความพิการบางอย่างของทารกที่สามารถเห็นได้ง่ายด้วย ประกอบตามใบรายงานผลการตรวจครรภ์ ระบุว่า จำเลยที่ 3 ให้ความเห็นในการตรวจว่า "ทารกมีชีวิต เพศชาย บุตรในครรภ์ 1 คน รกอยู่ด้านหลังของมดลูก ปริมาณน้ำคร่ำปกติ ลักษณะลำตัว ตับ กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำคอ และกระดูกสันหลังของทารกปกติ ความหนาของผนังคอ 2 และ 2.3 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 17.8 สัปดาห์ เส้นรอบท้องยาว 122.8 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ ความยาวของกระดูกต้นขา 21 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 16.3 สัปดาห์ การเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติ" ย่อมแสดงให้เห็นว่า ในการตรวจอัลตราซาวด์สามารถเห็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของทารกในครรภ์ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า อวัยวะต่าง ๆ ของทารก 17 สัปดาห์ น่าจะมีครบทุกส่วนแล้ว และอวัยวะเพศชายของทารกซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแขนหรือขา โดยปกติย่อมมีขนาดเล็กกว่ามาก จำเลยที่ 3 ก็ยังสามารถพบเห็นได้ แขนและขาทั้งสองข้างของทารกจึงเป็นอวัยวะส่วนที่สามารถตรวจและพบเห็นได้ง่าย หากจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอตามวิสัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ก็เชื่อว่าจะพบความพิการรุนแรงส่วนแขนและขาของโจทก์ที่ 2 ได้ ในขณะยังเป็นทารกในครรภ์ของโจทก์ที่ 1 นอกจากนั้น โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ขอรับการตรวจรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจ การรักษาจากจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน หากจำเลยที่ 3 ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติหรือความพิการของทารกในครรภ์ ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจให้โจทก์ที่ 1 ทราบด้วยว่า ยังไม่สามารถตรวจพบความพิการในส่วนแขนและขาของทารกได้ เพราะยังมองเห็นไม่ครบถ้วนและควรที่จะทำการตรวจซ้ำให้ได้ความแน่ชัดว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่ การที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายทารกมีความพิการรุนแรงนั้น ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เข้าใจผิดและคาดหวังว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายปกติเช่นคนทั่วไป จึงมิได้ขอให้มีการตรวจวินิจฉัยครรภ์ซ้ำอีก ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เสียโอกาสในการตัดสินใจว่าจะหาทางแก้ไข เยียวยา หรือดำเนินการเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และหากโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนจากจำเลยที่ 3 เสียตั้งแต่แรก และทราบว่าความพิการของทารกไม่อาจแก้ไขได้ดังที่จำเลยทั้งสามนำสืบ โจทก์ที่ 1 ก็ย่อมมีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 อันจะเกิดผลดีแก่สภาพจิตใจของโจทก์ที่ 1 มากกว่าที่จะรู้ถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยกะทันหันอันเป็นเหตุให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 อย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนด้วยภาษาที่โจทก์ที่ 1 จะเข้าใจได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจ อันเป็นความเสียหายแก่อนามัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 แพทย์เจ้าของไข้ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ด้วย ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แนะนำให้โจทก์ที่ 1 ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เพิ่มเติม แต่โจทก์ที่ 1 ปฏิเสธนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งไม่มีการระบุไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการตรวจ ดังเช่นที่จำเลยที่ 2 เคยบันทึกไว้ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ต้องการตรวจทริปเปิลมาร์คเกอร์ อันเป็นการตรวจเพื่อคัดกรองภาวะผิดปกติของไขสันหลังและภาวะปัญญาอ่อนของทารก ซึ่งหากจำเลยที่ 2 แนะนำว่าควรตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เพิ่มเติมและแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า การตรวจอัลตราซาวด์ครั้งแรกยังไม่สามารถบอกได้ว่าทารกพิการหรือไม่ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ที่ 1 จะปฏิเสธการตรวจตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 พิการรุนแรงเนื่องจากมีความผิดปกติในขณะโจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสามและจำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความผิดปกติอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของโจทก์ที่ 2 เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม คงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอจึงตรวจไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น นอกจากนั้น ยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์กำแหง ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาว่า กรณีของโจทก์ที่ 2 แม้ตรวจพบความพิการดังกล่าวก็ไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขในระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ได้ ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หากจำเลยที่ 3 ตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 และแจ้งให้ทราบแล้ว โจทก์ที่ 1 จะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความพิการและมิได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบนั้นทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายหรือพิการมากยิ่งขึ้น แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า หากตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ที่ 1 ก็จะปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หากทราบก่อนว่าโจทก์ที่ 2 พิการก็จะได้ปรึกษาแพทย์ทั้งในและต่างประเทศนั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่าจะปรึกษาอย่างไรและจะแก้ไขความพิการของโจทก์ที่ 2 ขณะอยู่ในครรภ์ได้หรือไม่เพียงใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าความพิการทางร่างกายของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของทารกในครรภ์ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 คาดหวังว่าโจทก์ที่ 2 จะมีสภาพร่างกายสมบูรณ์เช่นคนปกติทั่วไปทำให้ไม่มีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ย่อมรู้สึกว่าไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดหาหนทางเยียวยาแก้ไขหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ในขณะเป็นทารกอยู่ในครรภ์ ย่อมจะเกิดผลกระทบ กระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นมารดาอย่างรุนแรงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่อนามัย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดรายได้เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเนื่องจากต้องดูแลโจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นมาดูแลโจทก์ที่ 2 กับต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 2 เสียค่าอุปกรณ์และอวัยวะเทียมของโจทก์ที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามทางพิจารณาได้ความว่า หากมีการตรวจพบความพิการของทารกในครรภ์ หนทางที่เป็นไปได้คือการยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้ง แต่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า กรณีของโจทก์ที่ 1 ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2548 ข้อ 5 (2) วรรคสอง ที่กำหนดว่า "การยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ในกรณีที่หญิงนั้นมีความเครียดอย่างรุนแรง เนื่องจากพบว่าทารกในครรภ์มีหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความพิการอย่างรุนแรง.... ซึ่งจะต้องได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ใช่ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์..." แต่โจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า หากจำเลยที่ 3 ตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 ขณะอยู่ในครรภ์จะมีผลกระทบต่อจิตใจของโจทก์ที่ 1 ถึงขนาดมีความเครียดอย่างรุนแรงอันจะเข้าเงื่อนไขที่แพทย์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ และการแก้ไขปัญหาโดยขอให้แพทย์ยุติการตั้งครรภ์เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ที่ 1 ซึ่งไม่แน่ว่าจะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งหากโจทก์ที่ 1 ทราบถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 ก่อน ก็ยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ที่ 1 จะตัดสินใจเลือกใช้แนวทางการทำแท้งในการแก้ปัญหาความพิการของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ดังนั้น ค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า หากโจทก์ที่ 1 ใช้วิธีการแก้ปัญหาความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยวิธีการขอให้แพทย์ยุติการตั้งครรภ์ โจทก์ที่ 1 ก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 ต่อไป ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงมิใช่ความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงมาจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม อีกทั้งยังเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามประการอื่น ๆ นอกจากนี้ล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่ทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป. กับพวก
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด
(มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9017/2560
#618541
เปิดฉบับเต็ม

การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ จากการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทจำกัด ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 มาตรา 5 สัตตรส และมาตรา 6 นั้น บริษัทจำกัด ผู้รับโอนต้องปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 (2) ที่กำหนดให้บริษัทจำกัด ผู้รับโอน แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้นทั้งของบริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอนต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนด (แบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4) และแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 15/2546 เรื่อง การตรวจการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด ข้อ 1 (2.4) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าได้มีการยื่นแบบ ค.อ.1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนกิจการ ซึ่งตามแบบ ค.อ.1 ได้ระบุถึงเอกสารประกอบการพิจารณาอันรวมถึงหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข เรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้น ข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกันนี้ ระบุว่า "กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" อันเป็นการให้เวลาแก่บริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกเมื่อใดก็ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น แต่เมื่อบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วเมื่อใด ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์บริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง โดยการเลิกบริษัทนั้นตามกำหนดเวลาในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน

การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นแบบ ค.อ.1 ไว้ตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนและจดทะเบียนเพิ่มทุนของผู้รับโอน แต่มิได้แจ้งรายการเพิ่มทุนของผู้รับโอนพร้อมทั้งส่งหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุน และไม่ได้แจ้งรายการเลิกบริษัทผู้โอนพร้อมทั้งส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท กรณีถือได้ว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ของโจทก์มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งแจ้งไม่ยกเว้นรัษฎากรแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนคำสั่งของสรรพากรเขตพื้นที่ 5 ของจำเลยตามหนังสือสรรพากรเขตพื้นที่ 5 ที่ กค. 0705.05 (ก.08)/7965 ลงวันที่ 13 กันยายน 2555 เรื่อง แจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 1 ตามหนังสือที่ กค 0705.72.1/4712 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันรายโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553 บริษัททูริสโม เอเซีย จำกัด ทำสัญญาเพื่อการโอนและการขายธุรกิจทั้งหมดให้แก่บริษัทแปซิฟิค เวิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด (ชื่อเดิมของโจทก์) โดยตกลงโอนธุรกิจ ณ วันโอน คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ในราคา 330,187,597 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นแบบสำหรับการแจ้งรายการกรณีการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน เพื่อยกเว้นรัษฎากร ตามแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ของจำเลย ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 มีหนังสือถึงโจทก์ลงวันที่ 13 กันยายน 2555 แจ้งโจทก์ว่าการโอนกิจการทั้งหมดแก่กันไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 330) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 341) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 357) พ.ศ.2542 สำหรับรายรับ เงินได้ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และให้โจทก์นำเงินภาษีที่ต้องชำระ แต่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร ไปชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในวันที่ 15 กันยายน 2555 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นรัษฏากรดังกล่าว ต่อมาสรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือ ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งว่า หลังจากโอนกิจการระหว่างบริษัทผู้รับโอนกับบริษัทผู้โอนแล้ว ยังมีการจ่ายค่าบริการและค่าตั๋วเครื่องบินผ่านบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้โอน แต่บริษัทผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้บริการยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีขายให้ถูกต้อง นอกจากนั้นลูกค้าจ่ายค่าบริการของเดือนภาษีมีนาคม 2554 และเดือนภาษีเมษายน 2554 ผ่านบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้โอน แต่บริษัทผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้ให้บริการได้ออกใบกำกับภาษีขายในเดือนภาษีมิถุนายน 2554 ซึ่งไม่ตรงกับจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 78 หรือมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเป็นผู้ให้บริการจึงมีหน้าที่ต้องนำมูลค่าทั้งหมดของรายรับที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ยื่นแบบแทนบริษัทผู้โอน หรือนำบทบัญญัติกรณีบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับ ส่วนแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 ซึ่งเป็นแบบแจ้งเพื่อขอรับสิทธิยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้ของผู้ถือหุ้นสำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนกิจการทั้งหมด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ซึ่งต้องพิจารณาและวินิจฉัยตามแบบแจ้งว่าผู้ยื่นได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 มีหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่ผู้รับโอน เป็นการพิจารณาสั่งการตามแบบจึงถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือแจ้งการไม่ได้สิทธิการยกเว้นภาษีอากร จากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ฉบับพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้... (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก" ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันฉบับพิพาทมีข้อความว่า "การควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 330) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 341) พ.ศ.2541 และ (ฉบับที่ 357) พ.ศ.2542 สำหรับรายรับ เงินได้ หรือการกระทำตราสาร ที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันดังกล่าว" และก่อนออกหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ฉบับพิพาท เจ้าพนักงานประเมินได้เชิญพบโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้ผู้แทนไปให้การตามประเด็นการตรวจสอบหลายครั้ง โดยเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ต้องยื่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้โอนจดทะเบียนเลิกกิจการ และนางสาวนภาภรณ์เสนอรายงานผลการตรวจสอบว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีอากร เนื่องจากเหตุผลเรื่องที่โจทก์มิได้ยื่นแบบ ค.อ.1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอนและบริษัทรับโอน ประกอบกับผู้โอนยังคงมีทรัพย์สินและหนี้สินเหลืออยู่ ณ วันที่แจ้งเลิก จึงไม่ใช่เป็นการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ซึ่งสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ลงนามเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 จึงถือเป็นเหตุผลของสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งด้วย ต่อมาได้เชิญพบโจทก์เพื่อแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มารับทราบผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 เมื่อตามบันทึกคำให้การดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงในการตรวจสอบโดยละเอียดทั้งเรื่องระยะเวลาที่โจทก์ยื่นแบบและส่งมอบเอกสารการจดทะเบียนการเพิ่มทุน รวมทั้งข้อมูลที่ผู้โอนมีทรัพย์สินหนี้สินหลายรายการ ตลอดจนคำชี้แจงของโจทก์และผลการตรวจสอบแต่ละกรณี อันเป็นเหตุผลที่ใช้ในการออกคำสั่งพิพาท ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าเหตุผลแห่งการออกคำสั่งพิพาทเป็นที่รู้กันอยู่แล้วแก่โจทก์ จึงไม่จำต้องระบุในหนังสือแจ้งการประเมินถึงรายละเอียดและเหตุผลอีก กรณีต้องด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หาใช่จะต้องรู้แก่บุคคลอื่นเป็นการทั่วไปด้วยดังที่โจทก์อ้างไม่ ดังนั้นหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันฉบับพิพาทจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของจำเลยที่แจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 มาตรา 5 สัตตรส (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นอากรแสตมป์ ตามหมวด 6 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร แก่ ...(31) ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนหรือบริษัทจำกัด เฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" และประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี (17) คือเงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง และตามข้อ 2 (50) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) กำหนดเงินได้ที่ได้รับยกเว้นคือ "ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน" ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 กำหนดว่า "การควบเข้ากันหรือการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด จะต้องมีลักษณะและหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ต้องเป็นการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด และบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย (2) ให้บริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด อันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วยควบเข้ากันนั้น และบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดผู้รับโอน แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้น ทั้งของต่างบริษัทที่ควบเข้ากัน บริษัทที่ตั้งใหม่ บริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอน ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่ กรณีควบ หรือนับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอน ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด อันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วย ควบเข้ากัน และบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดผู้รับโอน แล้วแต่กรณี (3) บริษัทที่ควบเข้ากัน และบริษัทผู้โอนหรือผู้รับโอนจะต้องไม่เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างของกรมสรรพากร ณ วันที่ควบหรือวันที่โอน เว้นแต่ได้จัดให้มีธนาคารหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรค้างและค่าใช้จ่ายในการบังคับหนี้ดังกล่าวแล้ว (4) กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ได้กำหนดแบบสำหรับการแจ้งรายการคือแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 นอกจากนี้อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 14/2546 เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ จากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ซึ่งตามข้อ 3 (6) ระบุว่า ต้องยื่นหนังสือหนังสือบริคณห์สนธิ ฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบัน (ถ้ามี) และข้อ 3 (7) ว่า ต้องยื่นหนังสือรับรองแสดงการเลิกกิจการจากกระทรวงพาณิชย์ของบริษัทผู้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทอื่น ทั้งได้ออกแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 15/2546 เรื่อง การตรวจการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด ซึ่งข้อ 1 (2.4) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ได้มีการยื่นแบบ ค.อ. 1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่กรณีควบเข้ากัน หรือนับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนกิจการ ดังนี้ จากบทบัญญัติตามพระราชกฤษฎีกาประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรทั้งสองฉบับดังกล่าวแสดงว่า บริษัทผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นของบริษัทผู้โอนต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกอันเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอน ส่วนบริษัทผู้รับโอนถ้ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนหุ้น บริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของผู้โอนและผู้รับโอนดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนเพื่อโอนกิจการให้แก่กันอย่างแท้จริงอันเป็นเหตุที่จะได้รับยกเว้นรัษฎากร ลำพังขั้นตอนการทำสัญญาโอนกิจการกันอย่างเดียวยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะยกเว้นรัษฎากรที่จะต้องยื่นแบบแจ้งดังกล่าว ทั้งการแจ้งทะเบียนหุ้นของฝ่ายบริษัทผู้รับโอนนี้หมายถึงหุ้นของโจทก์เอง มิใช่หมายถึงหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่อันจะเป็นเหตุให้โจทก์นำมาอ้างได้ว่าไม่มีทะเบียนหุ้นบริษัทใหม่ที่จะแจ้งได้ นอกจากนั้น การที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 (2) กำหนดให้บริษัทจำกัดผู้รับโอนแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้นทั้งของบริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอน ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอน ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า การยื่นแบบจะต้องเริ่มต้นจากการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนหุ้นก่อน หากยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีทางสิ้นสุดกำหนดเวลายื่นแบบได้ โดยเฉพาะตามแบบ ค.อ. 1 ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดก็ระบุถึงเอกสารประกอบการพิจารณาอันรวมถึงหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบันตามข้อ 4.2 ไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งการที่จะยื่นแบบ ค.อ. 1 พร้อมกับส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนในเวลาเดียวกันให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้นั้น ตามธรรมดาย่อมเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าจะต้องจดทะเบียนการเพิ่มทุนเสียก่อน แล้วจึงนำรายการที่จดทะเบียนนั้นมากรอกในแบบ ค.อ. 1 พร้อมกับส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนได้ อันสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของจำเลย ส่วนที่แนวปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 14/2546 ข้อ 3 (6) ระบุให้ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ ฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอน (ถ้ามี) นั้น เป็นการเปิดโอกาสแก่บริษัทผู้รับโอนที่จะเลือกจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือไม่ก็ได้ กล่าวคือ หากไม่จดทะเบียนเพิ่มทุนก็ไม่มีหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนที่จะนำมายื่นได้อยู่แล้ว แต่หากผู้รับโอนเลือกเอาในทางจดทะเบียนเพิ่มทุนก็มีหน้าที่ต้องยื่นหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนด้วย หาใช่จะแปลว่าเมื่อจดทะเบียนการเพิ่มทุนแล้วจะเลือกไม่ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเรื่องเพิ่มทุนก็ได้ดังที่โจทก์อ้าง เพราะมิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่สามารถตรวจสอบตามแนวปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก.15/2546 ได้ว่ามีการยื่นแบบ ค.อ. 1 ภายในกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัททูริสโม เอเซีย จำกัด ผู้โอนทำสัญญาเพื่อการโอนและการขายธุรกิจทั้งหมดให้แก่โจทก์ฉบับ ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2553 โดยตกลงโอนธุรกิจให้แก่โจทก์ ณ วันโอนคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ในราคา 330,187,597 บาท และในวันที่ 14 ตุลาคม 2553 โจทก์จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัททูริสโมเอเชีย จำกัด และมีมติพิเศษเพิ่มทุนขึ้นอีก 350,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียน 24,100,000 บาท พร้อมกับมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิในเรื่องเพิ่มทุนในคราวเดียวกัน และหุ้นเพิ่มทุนนี้ก็จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นโจทก์เฉพาะแต่ผู้ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้โอน เท่านั้น ประกอบกับนายเอกสิทธิ์กรรมการโจทก์เองเบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ว่า การจ่ายเงินให้แก่ ผู้โอนกิจการเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเพิ่มทุน ข้อเท็จจริงจึงบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เพิ่มทุนเพื่อรองรับการรับโอนกิจการดังกล่าว ที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ว่าไม่ใช่การเพิ่มทุนเพื่อรับโอนกิจการจึงฟังไม่ขึ้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นหลังเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนการเพิ่มทุนในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แต่ปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนต่อจำเลยทางโทรสารเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการส่งเมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุนของโจทก์แล้วนานถึงเกือบ 1 ปี ส่วนที่โจทก์อ้างอีกว่า โจทก์เพิ่งจดทะเบียนการเพิ่มทุน หลังจากยื่นแบบ ค.อ. 1 แล้ว เป็นเหตุทำให้ไม่มีหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องเพิ่มทุนที่จะส่งในขณะยื่นแบบ ค.อ.1 ได้นั้น กรณีไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องใดที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนการเพิ่มทุนก่อนยื่นแบบ ค.อ .1 ซึ่งจะทำให้ส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนได้ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่อาจส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายในกำหนดจึงเป็นผลมาจากการกระทำอันบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะนำมาเป็นเหตุอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรหาได้ไม่ สำหรับแบบ ค.อ.1 ฉบับที่โจทก์เคยยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 นั้นมิได้แจ้งเรื่องเพิ่มทุน กรณีต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นที่เปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอนตามข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 นอกจากนั้น แม้ตามข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกันนี้ ระบุว่า "กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" อันเป็นการให้เวลาแก่บริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกเมื่อใดก็ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้นดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่เมื่อบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วเมื่อใด ก็เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงโดยการเลิกบริษัทนั้นตามกำหนดเวลาในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับแบบ ค.อ.1 ที่ระบุให้ยื่นหนังสือรับรองการเลิกกิจการจากกระทรวงพาณิชย์ของบริษัทผู้โอนกิจการตามข้อ 4.3 ไปด้วย เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าได้โอนกิจการให้แก่กันแล้วจริง การที่โจทก์กลับยื่นแบบ ค.อ. 1 ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนเช่นนี้ จึงไม่แน่ว่าจะมีการโอนกิจการกันแท้จริงเมื่อใด ทั้งเมื่อต่อมาบริษัทผู้โอนจดทะเบียนเลิกบริษัทตามข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรในวันที่ 26 เมษายน 2554 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ยื่นหนังสือรับรองการเลิกบริษัทผู้โอนต่อจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทดังกล่าวตามข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน แต่โจทก์หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ โดยโจทก์เพิ่งจะส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัท ต่อจำเลยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการยื่นหนังสือรับรองการเลิกบริษัทเมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกแล้ว จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นแบบ ค.อ.1 ไว้ตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนและจดทะเบียนเพิ่มทุนของผู้รับโอน แต่มิได้แจ้งรายการเพิ่มทุนของผู้รับโอนพร้อมทั้งส่งหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุน และไม่ได้แจ้งรายการเลิกบริษัทผู้โอนพร้อมทั้งส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท กรณีถือได้ว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ของโจทก์มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ดังนั้น คำสั่งแจ้งไม่ยกเว้นรัษฎากรแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3
พ.ร.ฎ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 ม. 5 สัตตรส ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโฮเต็ลเบดส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2560
#617362
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของจำเลยทั้งสองกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเครื่องหมายการค้า แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดเล็กอยู่เหนืออักษรโรมันคำว่า "genufood" และด้านล่างเป็นอักษรจีน ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและปลายเส้นรอบวงทั้งด้านบนและด้านล่างไม่ติดกัน ตรงกลางมีอักษรโรมันคำว่า "genufood" แม้จะมีอักษรโรมันเป็นคำเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างกัน ทั้งจำเลยทั้งสองยังใช้กับสินค้าสบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินซึ่งเป็นคนละจำพวกและรายการสินค้ากับสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืชใช้บำรุงร่างกายตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองจึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และเมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 109 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ด้วย

องค์ประกอบความผิดของ ป.อ. มาตรา 272 (1) จะต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ และมาตรา 275 เป็นการจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272 (1) โดยจะต้องเป็นการนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูปรอยประดิษฐ์ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คือ และ กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยทั้งสอง จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) เมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 272 (1) แม้จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) อีกเช่นกัน

เครื่องหมายการค้าบนวัตถุพยานคือคำว่า "genufood" และมีคำว่า "VICTOR" กับเครื่องหมายคล้ายรวงข้าวประกอบ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายการค้า ในการโฆษณาขายสินค้าซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "genugood" และมีคำว่า "VICTOR" เป็นการทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าตามวัตถุพยานจึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 272, 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110, 116 ให้จำเลยทั้งสองระงับหรือละเว้นการใช้เครื่องหมายการค้า

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1), 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1), 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานร่วมกันเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,0000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท รวมทุกกระทงความผิดเป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 402,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 402,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 เครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนที่ ค321642 และเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค333776 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าอาหารเสริมจากธัญพืชไม่ใช้ในทางการแพทย์และได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ในวันเวลาและสถานที่ตามฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันทำเครื่องหมายการค้าใช้กับผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินและใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ปรากฏบนสินค้าผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกิน กับทำเครื่องหมายการค้าคำว่า "genufood victor" ใช้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสาหร่ายสไปรูลิน่า จมูกข้าวสาลี งาดำและรำข้าว และจำเลยทั้งสองโฆษณาขายสินค้าดังกล่าวทางเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ข้อหาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 นั้น ได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในการทางแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 เครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้กับสินค้าทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค321642 และเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนที่ ค333776 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 มีภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดเล็กอยู่เหนืออักษรโรมันคำว่า "genufood" และด้านล่างเป็นอักษรจีน ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและปลายเส้นรอบวงทั้งด้านบนและด้านล่างไม่ติดกัน ตรงกลางมีอักษรโรมันคำว่า "genufood" แม้จะมีอักษรโรมันเป็นคำเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างกัน ทั้งจำเลยทั้งสองยังใช้กับสินค้าสบู่สมุนไพรผสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินเป็นคนละจำพวกและรายการสินค้ากับสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกายตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองจึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และเมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 109 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) หรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบความผิดของมาตรา 272 (1) จะต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ และมาตรา 275 เป็นการจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272 (1) โดยจะต้องเป็นการนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูป รอยประดิษฐ์ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คือตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค321642 และตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค333776 กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 272 (1) แม้จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) อีกเช่นกัน ปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับสินค้าตามวัตถุพยานที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทำมาจากธัญพืชใช้บำรุงร่างกายนั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าบนวัตถุพยานคือคำว่า "genufood" และมีคำว่า "VICTOR" กับเครื่องหมายคล้ายรวงข้าวประกอบ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายการค้าในการโฆษณาขายสินค้าซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "genugood" และมีคำว่า "VICTOR" เป็นการทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้า จึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 192 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบสไฟว์ อินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — บริษัทเจนิวฟู้ด เอนไซม์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิช
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2560
#618540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาโอนกิจการโจทก์ทั้งหมดให้แก่บริษัท บ. ตามราคาตลาด ณ วันโอนกิจการ เป็นเงิน 998,000,000 บาท โดยโจทก์ตีราคาสินทรัพย์ ณ วันโอนกิจการ 1,081,368,626.10 บาท เมื่อหักมูลค่าหนี้สินทั้งหมดแล้วคงเหลือเป็นราคาทรัพย์สินสุทธิ 293,300,378.95 บาท ส่วนที่สูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าว เป็นเงินจำนวน 704,699,621.05 บาท ย่อมควรถือว่าเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ได้กำไรจากการขายทรัพย์สินสูงกว่ามูลค่าราคาตลาดทรัพย์สินสุทธิ แม้โจทก์จะอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าความนิยมที่โจทก์ตีราคาตลาดอันมีผลให้ไม่ต้องนำเงินจำนวนนี้มารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค) ประกอบ (ข) แต่ตามรายงานการประเมินราคาตลาดที่ยุติธรรมไม่ปรากฏรายละเอียดว่าผู้ประเมินราคาได้ประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นค่าความนิยมของโจทก์ไว้ และโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่า เหตุใดจึงถือเอาจำนวนเงินดังกล่าวเป็นการประเมินราคาตลาดทรัพย์สินของโจทก์ นอกจากนี้ในรายงานและงบการเงินของโจทก์ก็แสดงในส่วนรายได้ว่า กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์สุทธิตามสัญญาขายและโอนธุรกิจเป็นเงิน 704,699,621 บาท ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้บันทึกในบัญชีว่าค่าความนิยมเป็นทรัพย์สินของบริษัท ส่วนบริษัท บ. ผู้ซื้อกิจการโจทก์ก็บันทึกค่าความนิยมไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 74 (1) (ค) บัญญัติว่าในการตีราคาทรัพย์สินในกรณีที่มีการโอนกิจการระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วยกัน...ให้นำความใน (ข) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งข้อความตามมาตรา 74 (1) (ข) ที่ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้น ก็เห็นได้ว่า ทรัพย์สินที่จะตีราคาตลาดเป็นทรัพย์สินที่มีราคาปรากฏในบัญชีบริษัทเดิมอยู่แล้ว เมื่อบริษัทเดิมเพียงแต่เข้าควบรวมกันจนเกิดเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมา บริษัทใหม่จึงต้องถือราคาตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิมในวันที่ควบเข้ากันนั้น ซึ่งกรณีของโจทก์ที่ขายกิจการให้แก่บริษัท บ. ค่าความนิยมที่โจทก์กล่าวอ้างไม่อาจรับรู้เป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้มาแต่ต้นและบริษัท บ. ก็ไม่อาจถือราคาค่าความนิยมตามที่ปรากฏในบัญชีของโจทก์ได้ จึงไม่ใช่กรณีที่จะปฏิบัติในการตีราคาตลาดเพื่อประโยชน์ในการไม่นำมารวมคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 74 (1) (ข) (ค) จึงย่อมถือว่าเงินจำนวน 704,699,621.05 บาท เป็นรายได้เนื่องจากกิจการของโจทก์ผู้โอน อันเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำกำไรจากการขายทรัพย์สินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 74 (1) ม. 74 (ข) ม. 74 (ค)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 4 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชริง (กรุงเทพฯ) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2560
#618539
เปิดฉบับเต็ม

การขายสินค้าถ้ามีการส่งมอบสินค้าพร้อมออกใบกำกับภาษี ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นโดยไม่คำนึงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือไม่ ส่วนการให้บริการถ้ามีการออกใบกำกับภาษีพร้อมชำระค่าบริการ ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการย่อมนำใบกำกับภาษีไปใช้สำหรับการขอคืนภาษีซื้อหรือเครดิตภาษีในเดือนภาษีนั้นได้ ในทางกลับกันผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ออกใบกำกับภาษีต้องมีหน้าที่นำภาษีขายไปเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น และในทางบัญชีสินค้าคงเหลือของผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องมีการตัดยอดสินค้าหรือสิ่งของที่นำไปขายหรือให้บริการจำนวนนั้น ๆ ออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือให้ตรงกับยอดสินค้าหรือสิ่งของคงเหลือที่มีอยู่จริงทำให้เกิดระบบการสอบยันทางภาษีได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในทางเอกสารสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเสียภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดว่าโจทก์สาขาในประเทศไทยได้ออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายให้แก่บริษัท ท. พร้อมได้รับชำระราคาแล้ว จึงฟังได้ว่ามีการชำระราคาและออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายแล้ว

เมื่อโจทก์เป็นผู้นำเข้าเคเบิ้ลใยแก้วและได้รับชำระเงินแล้ว เหตุที่อ้างว่ายังไม่ส่งมอบจึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า เคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายยังไม่มีการส่งมอบให้แก่บริษัท ท. เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่า เคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายได้ส่งมอบให้แก่บริษัท ท. โดยมีการชำระราคาและออกใบกำกับภาษีแล้ว และใบกำกับภาษีดังกล่าวต้องใช้กับเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายจำนวนนั้นเท่านั้น และก่อให้เกิดการเริ่มต้นการนำใบกำกับภาษีนั้นไปใช้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากต่อมาเคเบิ้ลใยแก้วดังกล่าวเกิดความเสียหายซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบเปลี่ยนของใหม่ให้และโจทก์ได้เปลี่ยนเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ทดแทนของเดิมและได้รับเคเบิ้ลใยแก้วที่เสียหายกลับคืนมา โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้สำหรับเคเบิ้ลใยแก้วตามจำนวนที่เสียหายและนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ประกอบมาตรา 82/10 แห่ง ป.รัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542 ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันในทางเอกสารต่อเจ้าพนักงานที่ไปตรวจสอบได้ว่าเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนนั้นได้มีความชำรุดบกพร่องจริงหรือไม่ในจำนวนเท่าใด ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อมีการนำเคเบิ้ลใยแก้วใหม่มาทดแทนในส่วนที่โจทก์อ้างว่าเสียหายก็ต้องมีการออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทนเพื่อให้ตรงกับการเสียภาษีซื้อจากการนำเข้าสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ดังกล่าว และนำไปตัดยอดจากบัญชีสินค้าคงเหลือสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ข้างต้น เพื่อให้ระบบบัญชี ใบกำกับภาษี และการเสียภาษีสอดคล้องตรงกันทั้งหมดสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ที่นำมาทดแทน อันทำให้ถูกต้องตามระบบบัญชีและมีเอกสารสามารถตรวจสอบในทางภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเลขที่ ภ.พ. 73.1 - 02008390 - 25501126 - 005 - 00058 ถึง 00070 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/008/2556 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 หากศาลพิจารณาว่าโจทก์มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินดังกล่าว ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ. 73.1 - 02008390 - 25501126 - 005 - 00058 ถึง 00070 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ของจำเลย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/008/2556 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีชื่อเดิมว่า อัลคาเทล เคเบิ้ล ฟรานซ์ มีสาขาในประเทศไทยที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 โจทก์กับบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และอัลคาเทล คอนแทรคติ้ง ที่รวมตัวกันได้ทำสัญญาโครงการส่วนขยายของโครงข่ายสื่อรับสัญญาณ (Contract No.TOT 3/2000 (TNEP-OP)) ต่อไปจะเรียกว่า สัญญา TNEP - OP กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งปัจจุบันแปรสภาพเป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 รวม 13 ฉบับ ไปยังโจทก์ แจ้งให้ชำระเบี้ยปรับอันเนื่องมาจากการไม่ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2546 เดือนพฤษภาคม 2546 เดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนเมษายน 2547 เดือนสิงหาคม 2547 และเดือนกันยายน 2547 รวมเบี้ยปรับ 113,792,280.20 บาท โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์และคำอุทธรณ์แก้ไขเพิ่มเติมคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2556

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทนเคเบิ้ลใยแก้วที่เสียหายตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 13 ฉบับหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี..." และมาตรา 78/1 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น..." จากบทบัญญัติดังกล่าว การขายสินค้าถ้ามีการส่งมอบสินค้าพร้อมออกใบกำกับภาษี ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือไม่ ส่วนการให้บริการถ้ามีการออกใบกำกับภาษีพร้อมชำระค่าบริการ ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการย่อมนำใบกำกับภาษีไปใช้สำหรับการขอคืนภาษีซื้อหรือเครดิตภาษีในเดือนภาษีนั้นได้ ในทางกลับกันผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ออกใบกำกับภาษีต้องมีหน้าที่นำภาษีขายไปเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น และในทางบัญชีสินค้าคงเหลือของผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องมีการตัดยอดสินค้าหรือสิ่งของที่นำไปขายหรือให้บริการจำนวนนั้น ๆ ออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือให้ตรงกับยอดสินค้าหรือสิ่งของคงเหลือที่มีอยู่จริงทำให้เกิดระบบการสอบยันทางภาษีได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในทางเอกสารสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเสียภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดว่าโจทก์สาขาในประเทศไทยได้ออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พร้อมได้รับชำระราคาแล้ว ประกอบกับคำเบิกความของนายเบนจามินพยานโจทก์ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการสำนัก สาขาของโจทก์ในประเทศไทยขณะเกิดกรณีพิพาท ตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เคเบิ้ลใยแก้วดังกล่าวคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตรวจลงนามรับสินค้าในใบ Delivery Order ของโจทก์ โจทก์จะนำเอกสารดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน เมื่อได้รับเงินแล้วโจทก์ก็จะออกใบกำกับภาษี จึงฟังได้ว่ามีการชำระราคาและออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายแล้ว

ส่วนประเด็นการส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายนั้นเมื่อพิจารณาจากคำฟ้องที่โจทก์อ้างว่า เคเบิ้ลใยแก้วที่นำเข้าจะถูกเก็บรักษาในคลังสินค้าของผู้รับเหมาช่วงของโจทก์รอการติดตั้งยังไม่มีการส่งมอบจนกว่าจะออกหนังสือรับรองการตรวจรับขั้นสุดท้าย ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วถึงสถานที่ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กำหนด เมื่อบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตรวจรับสินค้าและโจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีของสินค้านั้น ถือว่าส่งมอบการครอบครองแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าซึ่งเป็นเคเบิ้ลใยแก้วแก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แล้วหรือไม่ เมื่อเคเบิ้ลใยแก้วโจทก์เป็นผู้นำเข้าและได้รับชำระเงินแล้ว เหตุที่อ้างว่ายังไม่ส่งมอบจึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า เคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายยังไม่มีการส่งมอบให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ประเด็นนี้โจทก์มีเพียงนายเบนจามิน อดีตพนักงานของโจทก์ มาเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวว่า การส่งเคเบิ้ลใยแก้วไปเก็บรักษาไว้ ณ คลังสินค้าของผู้รับเหมาช่วงไม่ถือว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากการโอนกรรมสิทธิ์ต้องเป็นไปตามสัญญาต่อเมื่อมีการติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ตรวจรับงาน และออกเอกสารตรวจรับขั้นสุดท้ายเท่านั้น ไม่เคยมีการแสดงเจตนาจะโอนและรับโอนกรรมสิทธิ์ ยังไม่มีการคัดแยกหรือบ่งตัวทรัพย์ และกรณีดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีการส่งมอบเพราะโจทก์ยังไม่ได้สละสิทธิการยึดถือเคเบิ้ลใยแก้ว จึงยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาเคเบิ้ลใยแก้วให้อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุดบกพร่อง เห็นว่า จำเลยนำเอกสาร Delivery Order มาซักค้านนายเบนจามินตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า "...We have already delivered the Optical Fiber Equipment for the Route to the warehouse of TOT CPCL (in Thailand) as follow..." ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นคลังสินค้าของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และคำว่า Delivery Order ตามเงื่อนไขทั่วไปของสัญญา - จีซีซี ข้อ 21.5 โจทก์แปลว่า ใบส่งมอบสินค้าทั้งโจทก์อ้างว่าผู้รับเหมาช่วงเป็นของโจทก์และโกดังคลังสินค้าที่เก็บเคเบิ้ลใยแก้วเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ส่งมอบมายืนยันสนับสนุนว่าเป็นสถานที่ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ และไม่มีผู้รับเหมาช่วงหรือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มายืนยันข้ออ้างตามที่เบิกความว่าไม่มีการส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายเข้าไปในพื้นที่ติดตั้งของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ประกอบกับนายเบนจามินกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า ในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้งเข้ามาในประเทศไทยจะต้องมีการคัดแยกเพื่อส่งต่อไปยังสถานที่ติดตั้งแต่ละแห่ง โดยใบ Delivery Order เป็นหลักฐานที่ออกให้เพื่อแสดงว่า สินค้าแต่ละส่วนได้ถูกส่งไปยังสถานที่ใด โดยจะระบุเฉพาะปริมาณและเป็นขั้นตอนหนึ่งของการตรวจรับสินค้า ซึ่งในการตรวจรับดังกล่าวจะมีคณะกรรมการจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ลงนามและรับรองในใบ Delivery Order ดังกล่าว หลังจากมีการออกใบ Delivery Order แล้ว โจทก์ก็จะนำเอกสารดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้นโจทก์จะออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สอดคล้องตรงกับเอกสารซึ่งเป็นคำให้การของนายเดนิสผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ให้การต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่า สาขาโจทก์จะส่งเคเบิ้ลใยแก้วไปยังสถานที่ติดตั้งของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และรอบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตรวจรับสินค้า แสดงให้เห็นว่า ทุกครั้งที่มีการนำเข้าเคเบิ้ลใยแก้วจะต้องมีการคัดแยกและนำไปยังสถานที่ติดตั้งของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะมีคณะกรรมการจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มาตรวจรับสินค้า ลงนามและรับรองในใบ Delivery Order โจทก์จะนำใบ Delivery Order ไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้นโจทก์จะออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากยังไม่มีการส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายก็คงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มาตรวจรับสินค้า ลงนามและรับรองในใบ Delivery Order และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็คงไม่ต้องชำระเงินสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายจำนวนนั้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่ายังมีหน้าที่ดูแลรักษาเคเบิ้ลใยแก้วนั้นก็เป็นเรื่องของสิทธิหน้าที่ตามที่ระบุในสัญญาของคู่สัญญาไม่เกี่ยวกับความรับผิดทางภาษีต่อรัฐ เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่า เคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายได้ส่งมอบให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยมีการชำระราคาและออกใบกำกับภาษีแล้ว และใบกำกับภาษีดังกล่าวต้องใช้กับเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายจำนวนนั้นเท่านั้น และก่อให้เกิดการเริ่มต้นการนำใบกำกับภาษีนั้นไปใช้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นเมื่อใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นเอกสารสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการ โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าการออกใบกำกับภาษีเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินตามสัญญาประการเดียวโดยไม่รับรู้การใช้ใบกำกับภาษีในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ เมื่อวินิจฉัยมาเช่นนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าสัญญา TOT 3/2000 TNEP - OP เป็นสัญญาซื้อขายและหรือเป็นสัญญาจ้างทำของดังที่ศาลภาษีอากรกลางยกขึ้นวินิจฉัยและจำเลยอุทธรณ์อีก ดังนั้น เมื่อความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายตามจำนวนที่ได้ออกใบกำกับภาษีเกิดขึ้นแล้ว หากต่อมาเคเบิ้ลใยแก้วดังกล่าวเกิดความเสียหายซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบเปลี่ยนของใหม่ให้และโจทก์ได้เปลี่ยนเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ทดแทนของเดิมและได้รับเคเบิ้ลใยแก้วที่เสียหายกลับคืนมา โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้สำหรับเคเบิ้ลใยแก้วตามจำนวนที่เสียหายและนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ประกอบมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542 ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันในทางเอกสารต่อเจ้าพนักงานที่ไปตรวจสอบได้ว่าเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนนั้นได้มีความชำรุดบกพร่องจริงหรือไม่ในจำนวนเท่าใด ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อมีการนำเคเบิ้ลใยแก้วใหม่มาทดแทนในส่วนที่โจทก์อ้างว่าเสียหายก็ต้องมีการออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทนเพื่อให้ตรงกับการเสียภาษีซื้อจากการนำเข้าสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ดังกล่าว และนำไปตัดยอดจากบัญชีสินค้าคงเหลือสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ข้างต้น เพื่อให้ระบบบัญชี ใบกำกับภาษี และการเสียภาษีสอดคล้องตรงกันทั้งหมดสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ที่นำมาทดแทน อันทำให้ถูกต้องตามระบบบัญชีและมีเอกสารสามารถตรวจสอบในทางภาษีได้ ทั้งเกิดประโยชน์แก่โจทก์ที่จะไม่เกิดความสับสนปนกันจนไม่อาจจะตรวจสอบความแน่ชัดได้ว่าเคเบิ้ลใยแก้วใดทดแทนเคเบิ้ลใยแก้วใดในจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์รับว่านำเข้าเคเบิ้ลใยแก้วใหม่มาทดแทนเคเบิ้ลใยแก้วที่อ้างว่าเสียหายแล้ว จำเลยก็ให้การยอมรับ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ทดแทนเคเบิ้ลใยแก้วเดิมที่อ้างว่าเสียหายซึ่งมีการออกใบกำกับภาษีไปก่อนแล้วและถือว่ามีการชำระราคาไปก่อนหน้านั้น กรณีจึงเกิดความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทนข้างต้น โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่เมื่อมีการส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วจำนวนใหม่ข้างต้นโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ และข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เข้ากรณีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งวิธีการคำนวณจำนวนภาษีและวันที่นำเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทนกับความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 13 ฉบับ ว่าไม่ตรงกันหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีโจทก์ไม่จัดทำใบกำกับภาษีจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนประเด็นว่ามีเหตุให้ลดหรืองดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ แต่เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานจนเสร็จแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า แม้โจทก์ละเลยไม่ออกใบกำกับภาษีสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ที่นำมาทดแทน แต่เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าเคเบิ้ลใยแก้วที่โจทก์อ้างว่าเสียหายไม่ได้เกิดความเสียหายจริง ทั้งคำให้การของจำเลยยังยอมรับว่าในปี 2546 พอถือได้ว่าตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 โจทก์นำเข้าเคเบิ้ลใยแก้วมาเพื่อทดแทนที่เสียหายจำนวน 578,849,678.34 บาท และในปี 2547 มีการนำเข้าเคเบิ้ลใยแก้วมาเพื่อทดแทนจำนวน 233,952,562 บาท ซึ่งหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจริงและมีการออกใบลดหนี้กับมีการออกใบกำกับภาษีเคเบิ้ลใยแก้วใหม่ทดแทนที่เสียหายในจำนวนที่เท่ากันก็จะไม่มีความแตกต่างในภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์มีเครดิตภาษีมากกว่าภาระภาษีทั้ง 13 เดือนภาษีตามการประเมิน กรณีจึงเป็นเรื่องความบกพร่องในการออกเอกสารสำคัญตามกฎหมายมิใช่เรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีเห็นควรงดเบี้ยปรับทั้งหมด

พิพากษากลับเป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ. 73.1 - 02008390 - 25501126 - 005 - 00058 ถึง 00070 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/008/2556 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 เฉพาะเบี้ยปรับโดยให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมในทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) ม. 78 (1) ม. 78/1 ม. 82/10 ม. 86/10 ม. 89 (4) ม. 89 (5)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดรากา คอมเทค ฟรานซ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สุนทร ทรงฤกษ์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2560
#618538
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) จะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าธรรมเนียมอื่นและค่าใช้จ่ายอื่น ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กของโจทก์จึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 9 (3)

ศาสนสมบัติที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (4) จะต้องใช้เฉพาะในศาสนกิจเท่านั้นไม่อาจใช้ในการอื่นได้ โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กของโจทก์ได้สอนความรู้ทางวิชาการด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะด้านศาสนกิจเพียงอย่างเดียว โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 9 (4)

โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2547 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ซึ่งตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นแบบพิมพ์แสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (1) ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 คือนับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ในแต่ละปี พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 แม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวมาแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 81/2555 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลดังกล่าวพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน เนื่องจากใบแจ้งรายการประเมินขาดรายละเอียด เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้วก็ตาม ก็เห็นได้ว่า ศาลภาษีอากรกลางมิได้พิพากษาเพิกถอนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด และแม้การประเมินภาษีโรงเรือนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จะไม่ได้จัดให้มีเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว ก็มีผลให้จำเลยที่ 1 สามารถจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังได้ โดยไม่มีข้อจำกัดที่ต้องกระทำก่อนจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังย่อมมีผลให้ถือว่า การประเมินครั้งแรกที่แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 ที่ขาดเหตุผลมาแต่เดิมนั้นไม่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ ถือได้ว่าการประเมินดังกล่าวสมบูรณ์มาแต่เดิมแล้ว การนับระยะเวลาในการประเมินย้อนหลังไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (1) จึงนับจากวันที่ประเมินภาษีครั้งแรก ทั้งระยะเวลาย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่เป็นกรอบเวลาในการใช้อำนาจในการประเมินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่อายุความ การประเมินภาษีสำหรับปีภาษี 2538 จึงเกินกำหนด 10 ปี แล้ว ส่วนปีภาษี 2539 ถึงปีภาษี 2547 นั้น ไม่เกินกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (1) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินย้อนหลังได้

มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตรา ก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อน

เมื่อศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 81/2555 แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งรายการประเมินมายังโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556 และต่อมาได้มีการแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 เมื่อคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวมิได้เพิกถอนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครอง และมีผลให้จำเลยที่ 1 สามารถจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังได้ โดยไม่มีข้อจำกัดที่ต้องกระทำก่อนจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว ใบแนบใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) เพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นการจัดให้มีเหตุผลในภายหลังโดยกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 41 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.8) จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แล้ว

การกำหนดค่ารายปีต้องเป็นไปตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อโรงเรือนของโจทก์เป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมประเมินค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 70/32 ซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนเช่นเดียวกับโรงเรือนของโจทก์และอยู่ในทำเลที่ใกล้เคียงกับโจทก์ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 9 (3) ม. 9 (4) ม. 18 ม. 19 ม. 23 ม. 24 ม. 24 ทวิ วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวีรยุทธ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8937/2560
#617847
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท ซ. หยุดทำการเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายผู้ร้องที่ 1 กับฝ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ หากแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชี และไม่เกิดประโยชน์แก่บริษัท ซ. การที่ศาลล่างทั้งสองแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนผู้คัดค้านที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด โดยให้นายธีรยุทธ เป็นผู้ชำระบัญชี

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด โดยให้นายดำรงศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) ประกอบมาตรา 1251 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท แบ่งเป็น 40,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ถือหุ้นคนละ 12,000 หุ้น ผู้ร้องที่ 3 ถือหุ้น 3,970 หุ้น รวมเป็นจำนวน 27,970 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้น 12,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้นคนละ 10 หุ้น รวมเป็นจำนวน 12,030 หุ้น โดยผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 บริษัทซับซิสท์ จำกัด ทำสัญญากิจการร่วมค้ากับบริษัทเฟสโต้ จำกัด เพื่อขายและติดตั้งระบบเครื่องสำรองไฟฟ้าให้แก่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากทำงานแล้วเสร็จ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 193,074,894 บาท ชำระค่าสินค้าให้กิจการร่วมค้า เฟสโต้ - ซับซิสท์ และมีการนำเช็คเข้าบัญชีของกิจการร่วมค้าดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บเงิน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 บริษัทซับซิสท์ จำกัด ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และให้นายภพชัย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องที่ 1 ตรวจพบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้ร้องที่ 1 ใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีกิจการร่วมค้า เฟสโต้ - ซับซิสท์ ไปทั้งหมด และใช้ยื่นคำขอจดทะเบียนลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องที่ 1 จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องและแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครให้ระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการใหม่ ต่อมานายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครไม่รับจดทะเบียนดังกล่าวและแก้ไขรายการให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังเดิม หลังจากนั้นผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัทไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกันเพื่อทำกิจการของบริษัทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านทั้งสี่นำสืบว่า ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทซับซิสท์ จำกัด มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกันเพื่อทำกิจการใดๆ ของบริษัทซับซิสท์ จำกัด ถึงขั้นต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาต่อกัน ทำให้บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 เป็นต้นมานับถึงวันที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ในวันที่ 24 ตุลาคม 2555 แล้ว เป็นเวลานานถึง 4 ปี เศษ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามค้านรับว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการตั้งแต่มีข้อพิพาทเรื่องการปลอมเอกสาร มีเพียงการติดตามหนี้สินที่มีสิทธิได้รับเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) ซึ่งเป็นเหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดได้ และเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถที่จะร่วมมือทำธุรกิจด้วยกันได้ โดยผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทต่างก็ไม่พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกรรมการด้วยการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นโดยถูกต้องหรือด้วยวิธีการอื่นใดเพื่อให้บริษัทสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทยังมีลู่ทางในการประกอบธุรกิจให้ได้ผลกำไร กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด ตามมาตรา 1237 (2) และไม่ว่าผู้ร้องที่ 1 จะเป็นฝ่ายไม่ยอมให้ความร่วมมือกับผู้คัดค้านที่ 1 ในการบริหารกิจการของบริษัทตามที่ผู้คัดค้านทั้งสี่อ้างในฎีกาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายผู้ร้องที่ 1 กับฝ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ หากแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชี และไม่เกิดประโยชน์แก่บริษัทซับซิสท์ จำกัด การที่ศาลล่างทั้งสองแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนผู้คัดค้านที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทซับซิสท์ จำกัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1251
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเต็มชัย จิวะกุล กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายดำรงศักดิ์ ทองมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุพิชฌาย์ รีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8913/2560
#618285
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การข้อ 1 โดยบรรยายว่า จำเลยทั้งสามขอให้การตัดฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า ในปี 2548 ถึงปี 2549 โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าร่วมหุ้นกันทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ร่วมหุ้นกันนั้น การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงทำธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด ดังนั้น จะถือว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 มิได้ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบธุรกิจในลักษณะและประเภทเดียวกันหรือมีสภาพดุจเดียวกันแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าแข่งเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่มีข้อความใดยอมรับว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้อง หากแต่เป็นการอ้างเนื้อความตามคำฟ้องมาเพื่อให้การต่อสู้คดีในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อแรกทำนองว่าหากเป็นดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ต้องเรียกร้องผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1038 จะฟ้องให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในข้อ 3 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธอย่างชัดแจ้งว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างประกอบอาชีพมีธุรกิจเป็นส่วนตัวไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดนับแต่วันที่ศาลพิพากษาเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า ทิพย์อำนวย ปัจจุบันมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเสียก่อนว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามให้การไว้อย่างชัดแจ้งในข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงร่วมหุ้นกับโจทก์ในการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อประสงค์จะแบ่งกำไรกัน โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างประกอบอาชีพของตนเอง กิจการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้และวินิจฉัยถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงหาเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการค้าแข่งกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น นั้น สำหรับเรื่องความเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การข้อ 1 โดยบรรยายว่า จำเลยทั้งสามขอให้การตัดฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องมาในทำนองว่า ในปี 2548 ถึงปี 2549 โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าร่วมหุ้นกันทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ร่วมหุ้นกันนั้น การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงทำธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดซึ่งรวมกันเข้าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ดังนั้นจะถือว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 มิได้ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจในลักษณะและประเภทเดียวกันหรือมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องเพียงเพื่อเอาผลกำไรหรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าแข่งเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ คำให้การของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ไม่มีข้อความใดที่จำเลยทั้งสามยอมรับว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้อง หากแต่เป็นการอ้างเนื้อความตามคำฟ้องมาเพื่อให้การต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อแรกทำนองว่า หากเป็นดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ต้องฟ้องเรียกร้องผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1038 จะฟ้องให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในข้อ 3 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธอย่างชัดแจ้งว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างประกอบอาชีพมีธุรกิจเป็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นธุรกิจส่วนตัวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกี่ยวกับโจทก์เช่นนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นดังกล่าว แล้วรับฟังตามคำฟ้องว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น และเนื่องจากปัญหาว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาที่โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์ไว้และศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานถึงความเป็นมาของการประกอบธุรกิจหรือกิจการในครอบครัวคนจีนหรือกงสี เริ่มตั้งแต่โจทก์แต่งงานแบ่งทรัพย์สินและรายได้จากกงสีของครอบครัวสามีโจทก์ รวมกับเงินที่บิดาโจทก์ให้มาได้เกือบ 1,000,000 บาท มาตั้งเป็นกงสีของตนเองนับแต่นั้นมา และโจทก์เลี้ยงดูน้องๆ อีก 4 คน ซึ่งรวมจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์มีฐานะมั่นคงสามารถช่วยเหลือน้อง ๆ ได้ ก่อนที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 จะเริ่มตกลงร่วมหุ้นกันทำธุรกิจต่าง ๆ ตามลำดับ และจำเลยที่ 2 ไม่แบ่งผลกำไรในกิจการต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ ซึ่งท้ายที่สุดเงินส่วนดังกล่าวได้นำมาเป็นเงินทุนส่วนหนึ่งของโจทก์ใช้ในการลงทุนร่วมทำธุรกิจต่อ ๆ ไปกับจำเลยที่ 2 จนมาถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้ง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม การร่วมหุ้นกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน เป็นการตั้งขึ้นเพื่อสร้างธุรกิจร่วมกันระหว่างญาติพี่น้องที่ต้องเลี้ยงดูช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้ธุรกิจสามารถเลี้ยงครอบครัวในลักษณะกงสี แต่จำเลยที่ 2 นำเอากิจการดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เป็นการเอากิจการที่มีอยู่เดิมไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ มิใช่จำเลยที่ 2 ทำธุรกิจใหม่หรือเข้าหุ้นใหม่กับบุคคลอื่น นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าประมาณปี 2548 ถึงปี 2549 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงร่วมกันทำธุรกิจผลิตลูกชิ้นหมูและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อประสงค์จะแบ่งปันผลกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ลงหุ้นร่วมกัน โดยโจทก์มีหน้าที่คิดคำนวณหาปริมาณสัดส่วนที่เหมาะสมของวัตถุดิบที่จะนำมาทำเป็นลูกชิ้นและดูแลการผลิตลูกชิ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ฝ่ายขาย ทำการขยายตลาดและขยายร้านค้า ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 2 แอบนำธุรกิจผลิตลูกชิ้นหมูและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้แจ้งหรือบอกกล่าวให้โจทก์ทราบและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในฐานะหุ้นส่วน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงกับโจทก์เพื่อร่วมหุ้นกันทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นปิ้งตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างโดยโจทก์อ้างตนเองกับนางสาวนริสา และนางสาวนรารัตน์ บุตรของโจทก์เป็นพยานเบิกความถึงการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นบุตรคนโตเกิดในครอบครัวคนจีน มีชื่อเล่นว่า "ติ๋ม" โจทก์เคยร่วมกับจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการร้านขายรองเท้าแฟชั่น โดยมีนางสาวนริสาช่วยจำเลยที่ 2 ในการประกอบกิจการ โจทก์ได้โอนเงินลงทุนจำนวน 1,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบัญชีของจำเลยที่ 3 แต่กิจการขายรองเท้าแฟชั่นขาดทุน โจทก์กับนางสาวนริสาจึงปรึกษากันว่าจะประกอบกิจการร้านขายขนมเครปญี่ปุ่น โดยให้จำเลยที่ 2 และนางสาวนริสาขายลดสต็อกรองเท้าแฟชั่นเพื่อปิดกิจการ และนำเงินที่ได้ไปลงทุนเปิดร้านขายขนมเครปที่จังหวัดเชียงใหม่โดยใช้ชื่อว่า "มิสเตอร์เครป" ต่อมาจำเลยที่ 2 แยกไปเปิดร้านขายขนมเครปของตนเองอีกร้านหนึ่ง โดยโจทก์สอนสูตรการทำขนมเครปให้ จำเลยที่ 2 นำสูตรการทำขนมเครปของโจทก์ไปขายให้บุคคลอื่นทำให้ยอดขายตก โจทก์จึงย้ายไปประกอบกิจการร้านขายขนมเครปที่ภาคอีสานปรากฏว่ากิจการไม่ดี โจทก์กับนางสาวนริสาจึงเปลี่ยนมาประกอบกิจการขายไอศกรีม โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมลงทุนด้วย โจทก์สอนสูตรการทำของเชื่อมให้จำเลยที่ 2 โจทก์จะได้รับส่วนแบ่งกำไร 1 ใน 3 การประกอบกิจการดังกล่าวต้องใช้รถยนต์กระบะ โจทก์ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 65,000 บาท ใช้ชื่อทางการค้าว่า ทิพย์สุคนธ์ เมื่อโจทก์เห็นว่าธุรกิจอยู่ตัว โจทก์จึงเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำสูตรมะนาวตามที่เคยตั้งใจมานาน โดยนำไอศกรีมทิพย์สุคนธ์มาขายด้วยและทดลองทำลูกชิ้นหมูแต่ยังไม่สำเร็จ ต่อมาโจทก์ปรึกษากับจำเลยที่ 2 ว่าธุรกิจไอศกรีมเริ่มอยู่ตัวอยากทำธุรกิจเพิ่มและเล่าเรื่องที่ทดลองทำลูกชิ้นหมูแต่ยังไม่สำเร็จให้จำเลยที่ 2 ฟัง จำเลยที่ 2 สนใจจึงปรึกษาโจทก์ว่าจะทำธุรกิจลูกชิ้นหมูปิ้งขาย โจทก์บอกว่ามีสูตรน้ำจิ้มปลาหมึกย่างน่าจะนำมาจิ้มกับลูกชิ้นปิ้งได้ จึงปรึกษากันว่าช่วงแรกจะรับลูกชิ้นหมูของบุคคลอื่นมาปิ้งขายก่อน โดยโจทก์เป็นผู้ทำน้ำจิ้ม โจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกลงขายกิจการไอศกรีมทิพย์สุคนธ์ให้แก่นางนงลักษณ์ ไปในราคา 2,000,000 บาท ประมาณปี 2548 หรือปี 2549 โจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเริ่มทำธุรกิจลูกชิ้นหมูปิ้งด้วยกัน โดยนำเงินที่ขายกิจการไอศกรีมจำนวน 2,000,000 บาท กับเงินส่วนแบ่งของโจทก์จากการขายขนมเครปที่ยังอยู่ที่จำเลยที่ 2 อีก 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินของโจทก์ 3,000,000 บาท ของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท มาลงหุ้นทำธุรกิจลูกชิ้นหมู โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า ลูกชิ้นทิพย์ เบิกความอีกตอนหนึ่งว่า เริ่มแรกสั่งลูกชิ้นหมูของบุคคลอื่นมาขาย และระหว่างนั้นโจทก์ นางสาวนริสา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันทดลองทำลูกชิ้นหมูเองด้วย โจทก์ร่วมหุ้นกับจำเลยที่ 2 เพียงสองคน โดยโจทก์ยังคงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่เดิมและเข้ามาดูกิจการเป็นระยะๆ ในการขายลูกชิ้นปิ้งมีการเช่าตึกแถวเลขที่ 12/12 ทำเป็นโรงงานผลิตลูกชิ้น ตอนแรกเมื่อคิดสูตรลูกชิ้นสำเร็จก็เริ่มสั่งเครื่องจักรเล็ก ๆ มีเครื่องตีเนื้อหมู เครื่องปั้นลูกชิ้น โจทก์เป็นผู้ควบคุมการผลิต เมื่อขายลูกชิ้นปิ้งได้กำไรก็เอาเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักรมาเพิ่ม ซื้อตึกแถวด้านข้างเพื่อขยายพื้นที่ของโรงงานเป็น 5 ห้อง ซื้อที่ดินด้านหลังตึกแถวเพิ่มขึ้น ต่อมาประมาณต้นปี 2550 มียอดขายประมาณเดือนละ 5,000,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท เนื่องจากขยายกิจการโรงงานไปเรื่อยๆจึงยังไม่ได้แบ่งปันผลกำไรแก่กัน โจทก์ นางสาวนริสา และจำเลยที่ 2 ตกลงร่วมกันที่จะแปรสภาพจากห้างหุ้นส่วนสามัญเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะขยายกิจการเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า จึงร่วมกันตั้งชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ทิพย์อำนวย กำหนดว่าจะจดทะเบียนด้วยทุนจำนวน 600,000 บาท แบ่งเป็นคนละ 300,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้นำนางนงลักษณ์มาเป็นพยานเบิกความเพื่อยืนยันสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์มีส่วนแบ่ง 1,000,000 บาท จากการขายกิจการไอศกรีมดังกล่าวจริง ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นที่มีน้ำหนักน่ารับฟังว่าโจทก์มีส่วนแบ่งจากการขายเครปที่ยังอยู่ที่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท โจทก์อ้างว่ามีน้อง 5 คน มีบางคนที่ทราบข้อตกลงเรื่องการทำกิจการลูกชิ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แต่ก็ไม่ได้นำน้องคนที่ทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวมาเบิกความ ไม่ปรากฏที่มาหรือเหตุผลที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงจะจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 โดยกำหนดว่าลงหุ้นคนละ 300,000 บาท ทั้งๆ ที่อ้างว่าลงหุ้นไป 3,000,000 บาท และโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียว กันกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ไปร่วมงานวันเปิดทำการกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งและไม่ได้เชิญให้ไปร่วมงานทั้ง ๆ ที่ก็อ้างว่าเข้ามาดูกิจการเป็นระยะๆ และที่ทำการของจำเลยที่ 1 ก็อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับร้านขายก๋วยเตี๋ยวของโจทก์สามารถเดินถึงกันได้ นอกจากนี้ที่อ้างว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจำเลยที่ 1 และที่ตั้งโรงงานเป็นเงินที่ร่วมลงทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มาแต่ต้น โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ แต่กลับไม่ทราบว่าใส่ชื่อใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะนำเงินจำนวนเท่าใดไปซื้อที่ดินที่ตั้งโรงงาน จำเลยที่ 2 ไม่เคยนำเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินมาให้ดู โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ไม่ทราบไม่ตรวจสอบ ทั้ง ๆ ที่ก็อ้างว่าก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยประพฤติผิดข้อตกลงนำสูตรเครปไปขายกับซื้อบ้านพร้อมที่ดินที่จังหวัดเชียงใหม่แต่กลับใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยรับปากว่าจะโอนคืนให้ในภายหลัง ทำให้โจทก์ต้องเสียใจรวมถึงไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาลงทุนทำกิจการหรือไม่ อันเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของผู้เป็นหุ้นส่วนในกิจการที่มีหุ้นส่วนกันอยู่เพียง 2 คน ซึ่งต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำธุรกิจขายขนมเครปร่วมกับโจทก์ เงิน 100,000 บาท และ 65,000 บาท เป็นเงินยืมและคืนระหว่างกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำธุรกิจไอศกรีมโดยซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 2 คูหา ใช้เป็นโรงงานผลิต ตามสำเนาสัญญาซื้อขายที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อตึกแถวสามชั้นเลขที่ 93/70 และเลขที่ 93/71 ในราคา 2,000,000 บาท ปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงว่า ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง และได้จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด พรอำนวยทรัพย์ เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไอศกรีม ใช้ชื่อทางการค้าว่า ไอศกรีมทิพย์สุคนธ์ ตามหนังสือรับรองซึ่งระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 สำนักแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 93/70-71 หมู่ที่ 1 ซอยเพชรเกษม 63 (วัดม่วง) ถนนเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ผู้เป็นหุ้นส่วนมี 3 คน คือจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนางนงลักษณ์วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนข้อ 23 คือประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าไอศกรีมทุกชนิด นอกจากนี้ยังซื้อลูกชิ้นจากบุคคลอื่นมาขายใช้ชื่อทางการค้าว่า ลูกชิ้นทิพย์ ต่อมาปลายปี 2549 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 12/23 - 24 ถนนพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ในปัจจุบัน เพื่อทดลองผลิตลูกชิ้นเอง โดยขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ ตามสำเนาสัญญาซื้อขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวก็ปรากฏแต่ชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ซื้อและผู้จำนอง และเบิกความถึงการซื้อเครื่องจักรและที่ดินเพิ่ม โดยยืนยันโจทก์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ส่วนสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นได้มาจากนางลัดดา ซึ่งไปขอสูตรมาจากญาติอีกทอดหนึ่ง แล้วทำการดัดแปลงจนเป็นที่พอใจ ต่อมาประมาณปี 2550 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขายกิจการไอศกรีมให้นางนงลักษณ์เนื่องจากต้องการประกอบธุรกิจลูกชิ้นทิพย์เพียงอย่างเดียว โดยจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ขึ้นกลางปี 2550 เบิกความถึงการชักชวนนางสาวนรารัตน์เข้ามาทำงานเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการเงินเมื่อประมาณต้นปี 2552 และรับนางสาวนริสาเข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2552 โดยทั้งสองคนจะรับเงินเดือนและค่าคอมมิชชั่นในอัตราร้อยละ 0.21 และ 0.22 ของยอดขาย ตามลำดับ ในฐานะเป็นพนักงานไม่ใช่ในฐานะหุ้นส่วน ซึ่งค่าคอมมิชชั่นนี้พนักงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดคนอื่นก็จะได้รับในอัตราที่แตกต่างกันไปโดยเป็นการให้ในฐานะที่เป็นพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเพิ่มยอดขายไม่ใช่ฐานะหุ้นส่วน และการยกพื้นที่การขายและให้ยืมอุปกรณ์ในการขายลูกชิ้นทิพย์ให้แก่นางสาวนริสา 3 แห่ง พี่น้องของจำเลยที่ 2 คนอื่นก็ได้รับสิทธิดังกล่าวเช่นกัน และเบิกความถึงหนังสือมอบอำนาจว่าเคยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่มีการกรอกข้อความไว้คล้ายเอกสารดังกล่าว โดยมอบให้แก่นางสาวนริสาให้พนักงานฝ่ายการตลาดใช้ติดต่อทำสัญญาเช่าพื้นที่ขายหน้าร้าน ไม่ใช่แบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจในการยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โดยจำเลยทั้งสามมีนายภัทรพงษ์พันธ์ ซึ่งเป็นน้องของโจทก์และจำเลยที่ 2 นางอาลิสา ซึ่งเป็นน้องของโจทก์และเป็นพี่ของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในกิจการลูกชิ้นหมูปิ้งกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นายภัทรพงษ์พันธ์ นางอาลิสา และพี่น้องคนอื่นได้รับสิทธิพื้นที่การขายรวมทั้งเคาน์เตอร์และอุปกรณ์การขายจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ให้ความช่วยเหลือพี่น้องทุกคนเหมือนกัน และจำเลยที่ 2 ยังเคยออกเงินในการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้แก่พี่น้องเกือบทุกคนยกเว้นนายอุดม และยังมีนางลัดดาเป็นพยานเบิกความถึงที่มาของสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นว่า ได้มาจากนางเพ็ญแม่ค้าลูกชิ้นปิ้งซึ่งตนเองเคยจดสูตรไว้และนำน้ำจิ้มของนางเพ็ญมาให้จำเลยที่ 2 ชิมซึ่งจำเลยที่ 2 ชิมและพอใจ และข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้แก่พี่น้องเกือบทุกคนยกเว้นนายอุดมเนื่องจากนายอุดมสุขภาพไม่แข็งแรง จึงไม่ได้รับทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และมีนายชาคริต ซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า นายชาคริตได้รับเงินเดือนและค่าคอมมิชชั่นอัตราร้อยละ 1 ของยอดขายต่อเดือน จากจำเลยที่ 1 รวมถึงพนักงานคนอื่นด้วยตามอัตราที่จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้กำหนด เช่นนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันประกอบธุรกิจผลิตลูกชิ้นหมูและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์นั้นพิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เช่นนี้ปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนารีรัตน์ เจริญผล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทิพย์อำนวย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา