คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8908/2560
#617845
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9) ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องมีพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายก็ตาม แต่จำเลยประกอบกิจการค้าห้างขนาดใหญ่ ขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ จำเลยย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในห้างของจำเลยซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการของจำเลยโดยตรง จำเลยต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สินตามสมควร ไม่ปล่อยให้ลูกค้าต้องเป็นผู้ระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยจัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ อันเนื่องมาจากลักษณะของการประกอบกิจการค้าเช่นจำเลยจะพึงต้องปฏิบัติต่อลูกค้า แม้จำเลยไม่ได้สัญญาว่าจะรับดูแลทรัพย์สินหรือรับฝากรถยนต์ของลูกค้าโดยตรง หรือมิได้มีการเรียกเก็บเงินค่าจอดรถก็ตาม ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเคยจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำของจำเลยร่วมอยู่ที่จุดทางเข้าออกของห้าง และแจกบัตรจอดรถให้แก่ผู้ที่นำรถเข้ามาจอด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะหากคนขับรถไม่มีบัตรจอดรถจะต้องมีหลักฐานมาแสดงความเป็นเจ้าของรถและยังต้องเสียค่าปรับจึงจะนำรถออกไปได้ แต่จำเลยกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่ตำแหน่งทางเข้าออกแทน และไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลจุดทางเข้าออกของห้างเพื่อสกัดกั้นมิให้มีการขับรถออกไปจากลานจอดรถของห้างได้โดยสะดวก มีผลเป็นการลดมาตรการป้องกันมิให้รถยนต์ที่ลูกค้านำมาจอดไว้ถูกโจรกรรมและนำออกไปจากพื้นที่ได้โดยง่าย พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยงดเว้นการที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรม เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

ตามสัญญาว่าจ้างบริการรักษาความปลอดภัยระบุว่า จำเลยร่วมตกลงรับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลย โดยมีหน้าที่สอดส่องตรวจตราและสังเกตการณ์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง ลูกจ้าง และบุคคลอื่นที่มาใช้บริการของผู้ว่าจ้างในสถานที่ให้บริการ ซึ่งได้แก่อาคาร สถานที่ และอาณาบริเวณของอาคารให้มีความปลอดภัย จำเลยร่วมผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลสถานที่จอดรถให้มีความปลอดภัยตามสมควร รวมถึงมีหน้าที่ป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมไปเช่นเดียวกับจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้สั่งยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำของจำเลยร่วมอยู่ที่จุดทางเข้าออกของห้างและแจกบัตรจอดรถให้แก่ผู้ที่นำรถเข้ามาจอดโดยเพียงแต่ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่บริเวณทางเข้าออกแทนก่อนเกิดเหตุ ซึ่งมีผลเป็นการลดมาตรการป้องกันมิให้รถยนต์ที่ลูกค้านำมาจอดไว้ถูกโจรกรรมไป การที่จำเลยสั่งให้จำเลยร่วมจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพียง 5 คนประจำตามจุดที่จำเลยกำหนดเพื่อดูแลพื้นที่ลานจอดรถยนต์ขนาด 1,096 คัน ซึ่งเป็นพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่และมีการแบ่งพื้นที่จอดรถเป็นหลายส่วนรอบอาคารของห้าง การสอดส่องตรวจตราดูแลย่อมกระทำได้ไม่ทั่วถึง และไม่เพียงพอต่อการป้องกันมิให้เกิดการโจรกรรมรถยนต์ของลูกค้าไป เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งบกพร่องอย่างไร และไม่ปรากฏว่าเหตุโจรกรรมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้อยู่ในความรู้เห็นของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วม การที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกโจรกรรมจึงไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฟ 2570 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนรถยนต์คันดังกล่าวได้ให้ชำระเงินจำนวน 590,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทมาร์แชล การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมชดใช้เงิน 590,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฟ 2570 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวศิน ผู้เอาประกันภัย มีระยะเวลาประกันภัย 1 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 โดยโจทก์ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายในวงเงิน 590,000 บาท จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ใช้ชื่อ ห้างเทสโก้โลตัส มีสาขาหลายแห่ง รวมทั้งสาขาศาลายาด้วย ในการประกอบกิจการดังกล่าวจำเลยจัดให้มีสถานที่จอดรถยนต์แก่ลูกค้าหรือผู้ใช้ บริการ โดยมิได้เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ และจำเลยมีกล้องวิดีโอโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกการเข้าออกของรถยนต์ จำเลยร่วมประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบุคคลอื่น จำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมให้บริการรักษาความปลอดภัยที่สาขาศาลายาด้วย ในการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวจำเลยร่วมจะจัดพนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยภายในห้างและรอบ ๆ บริเวณลานจอดรถยนต์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.30 นาฬิกา นางธนธรณ์ ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย เข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถยนต์ของห้างเทสโก้โลตัส สาขาศาลายา แล้วเข้าไปซื้อสินค้าภายในห้าง เมื่อนางธนธรณ์ซื้อสินค้าเสร็จจึงกลับไปที่รถ พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โดยไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนางธนธรณ์ หลังเกิดเหตุนางธนธรณ์และนายลัทธพล สามี ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้ว และนายลัทธพลแจ้งให้โจทก์ทราบ ต่อมาโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายให้แก่นายลัทธพลในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 590,000 บาท

ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยร่วมหรือพนักงานของจำเลยร่วมกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามสัญญาว่าจ้างบริการรักษาความปลอดภัย แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมหรือพนักงานของจำเลยร่วมกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ต้องสูญหายไปนั้น เห็นว่า ในประเด็นข้อนี้จำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยร่วมหรือพนักงานของจำเลยร่วมกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามสัญญาว่าจ้างบริการรักษาความปลอดภัย และตามสัญญาดังกล่าวก็ไม่ปรากฏเงื่อนไขความรับผิดให้จำเลยร่วมต้องรับผิดเฉพาะในกรณีที่จำเลยร่วมหรือพนักงานของจำเลยร่วมกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยจัดสถานที่จอดรถให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรถยนต์ของลูกค้ามิให้สูญหาย และจำเลยไม่ได้สัญญาว่าจะรับดูแลทรัพย์สินหรือรับฝากรถยนต์ของลูกค้า การที่จำเลยยกเลิกการให้พนักงานของจำเลยร่วมแจกบัตรแก่ผู้ที่นำรถยนต์เข้ามาจอดและรับบัตรคืน ไม่ถือว่าจำเลยและจำเลยร่วมละเว้นหรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายหรือตามสัญญา จำเลยร่วมจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8(9) ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องมีพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายก็ตาม แต่จำเลยประกอบกิจการค้าห้างขนาดใหญ่ ขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ จำเลยย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในห้างของจำเลยซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการของจำเลยโดยตรง จำเลยต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สินตามสมควร ไม่ปล่อยให้ลูกค้าต้องเป็นผู้ระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยจัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ อันเนื่องมาจากลักษณะของการประกอบกิจการค้าเช่นจำเลยจะพึงต้องปฏิบัติต่อลูกค้า แม้จำเลยไม่ได้สัญญาว่าจะรับดูแลทรัพย์สินหรือรับฝากรถยนต์ของลูกค้าโดยตรง หรือมิได้มีการเรียกเก็บเงินค่าจอดรถก็ตาม ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเคยจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำของจำเลยร่วมอยู่ที่จุดทางเข้าออกของห้าง และแจกบัตรจอดรถให้แก่ผู้ที่นำรถเข้ามาจอด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะหากคนขับรถไม่มีบัตรจอดรถจะต้องมีหลักฐานมาแสดงความเป็นเจ้าของรถและยังต้องเสียค่าปรับจึงจะนำรถออกไปได้ แต่จำเลยกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่ตำแหน่งทางเข้าออกแทน และไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลจุดทางเข้าออกของห้างเพื่อสกัดกั้นมิให้มีการขับรถออกไปจากลานจอดรถของห้างได้โดยสะดวก มีผลเป็นการลดมาตรการป้องกันมิให้รถยนต์ที่ลูกค้านำมาจอดไว้ถูกโจรกรรมและนำออกไปจากพื้นที่ได้โดยง่าย พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยงดเว้นการที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรม เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ฎีกาของจำเลยร่วมที่อ้างเหตุว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยจัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์หรือไม่นั้น ปรากฏตามสัญญาว่าจ้างบริการรักษาความปลอดภัยว่าจำเลยร่วมตกลงรับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลย โดยมีหน้าที่สอดส่องตรวจตราและสังเกตการณ์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง ลูกจ้าง และบุคคลอื่นที่มาใช้บริการของผู้ว่าจ้างในสถานที่ให้บริการ ซึ่งได้แก่อาคาร สถานที่ และอาณาบริเวณของอาคารให้มีความปลอดภัย จำเลยร่วมผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลสถานที่จอดรถให้มีความปลอดภัยตามสมควร รวมถึงมีหน้าที่ป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมไปเช่นเดียวกับจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้สั่งยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำของจำเลยร่วมอยู่ที่จุดทางเข้าออกของห้างและแจกบัตรจอดรถให้แก่ผู้ที่นำรถเข้ามาจอดโดยเพียงแต่ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่บริเวณทางเข้าออกแทนก่อนเกิดเหตุ ซึ่งมีผลเป็นการลดมาตรการป้องกันมิให้รถยนต์ที่ลูกค้านำมาจอดไว้ถูกโจรกรรมไป การที่จำเลยสั่งให้จำเลยร่วมจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพียง 5 คน ประจำตามจุดที่จำเลยกำหนดเพื่อดูแลพื้นที่ลานจอดรถยนต์ขนาด 1,096 คัน ซึ่งเป็นพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่และมีการแบ่งพื้นที่จอดรถเป็นหลายส่วนรอบอาคารของห้าง การสอดส่องตรวจตราดูแลย่อมกระทำได้ไม่ทั่วถึง และไม่เพียงพอต่อการป้องกันมิให้เกิดการโจรกรรมรถยนต์ของลูกค้าไป เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งบกพร่องอย่างไร และไม่ปรากฏว่าเหตุโจรกรรมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้อยู่ในความรู้เห็นของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วม การที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกโจรกรรมจึงไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมาย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยร่วมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทมาร์แชล การ์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางเอมอร แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ทวี ประจวบลาภ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8906/2560
#617846
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า ช. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งบ้านเลขที่ 110/1 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ต่อมา ช. รื้อบ้านหลังดังกล่าวและปลูกสร้างเป็นอาคาร 2 หลัง แทนหลังเดิมและขอเลขที่บ้านเป็น 3 หลัง ให้ ส. ภริยาและบุตร 4 คน พักอาศัยอยู่ร่วมกันในที่ดินแปลงเดิม แบ่งเป็นบ้านเลขที่ 110/1 ให้ ส. ป. และ ก. พักอาศัย บ้านเลขที่ 110/4 ให้โจทก์ที่ 2 พักอาศัยและบ้านเลขที่ 110/5 ให้ ณ. พักอาศัย แสดงให้เห็นเจตนาและความประสงค์ให้บุตรและภริยาได้พักอาศัยเป็นสัดส่วน ช. โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ ป. และ ก. โดยเสน่หา แต่โจทก์ที่ 2 ยังคงพักอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดไม่ได้ปล่อยให้ ป. และ ก. ครอบครองเพียงฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ที่ 2 แต่งงานกับโจทก์ที่ 1 แล้วย้ายไปพักอาศัยที่อื่น ก็นำบ้านหลังดังกล่าวให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของและครอบครองบ้านเลขที่ 110/4 เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนการยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ต้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นนั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน โดยต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ ถ้ายื่นภายหลังนั้นต้องแสดงเหตุให้เป็นที่พอใจของศาลว่าไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นได้แต่ต้องยื่นก่อนมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 6 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีพร้อมกับคำให้การได้โดยจำเลยที่ 6 แสดงเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 6 ไม่สามารถยื่นคำร้องได้เนื่องจากจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันขอตรวจสอบความเสียหายและเจรจากับโจทก์ทั้งสองก่อน จนกระทั่งจำเลยร่วมปฏิเสธไม่รับผิด จำเลยที่ 6 จึงยื่นคำร้องขอหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีภายหลังจากที่จำเลยที่ 6 ยื่นคำให้การแล้ว แต่เป็นระยะเวลาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และศาลชั้นต้นอนุญาตให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี คำร้องขอหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีของจำเลยที่ 6 จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันขนย้ายดินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16904 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จนมีความสูงของพื้นดินระดับเดียวกับพื้นบ้านของโจทก์ทั้งสองตลอดทั้งแปลงหรือลดต่ำจากปัจจุบัน 2.30 เมตร ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 70,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท ค่ายาปีละ 400,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะซ่อมแซมบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด ผู้รับประกันภัยการก่อสร้างเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 6 กับจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 6 กับจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 6 กับจำเลยร่วม ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 6 และจำเลยร่วมด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันตามประเพณีตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชาตรี กับนางสุปราณี มีพี่น้องรวม 4 คน ประกอบด้วย โจทก์ที่ 2 นายประชิตพล นางกุนทรี และนางสาวณัฏฐินี เมื่อนายชาตรีถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 2 และนางสาวณัฏฐินีเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล บ้านเลขที่ 110/4 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร นายชาตรีบิดาของโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายประชิตพลกับนางกุนทรีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม โดยได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากนายชาตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2529 โจทก์ที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าบ้านของบ้านเลขที่ 110/4 ส่วนนายชาตรีมีชื่อเป็นผู้อาศัย บนที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 นอกจากมีบ้านเลขที่ 110/4 ปลูกอยู่แล้ว ยังมีบ้านเลขที่ 110/1 และ 110/5 ปลูกอยู่ในรั้วเดียวกัน โดยบ้านเลขที่ 110/4 กับ 110/5 เป็นบ้านแฝด จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11700 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16904 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะจัดสวนในที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นบริเวณเดียวกัน จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ออกแบบการจัดสวนและสิ่งปลูกสร้าง โดยจำเลยที่ 3 ออกแบบสถาปัตยกรรมของบ่อเลี้ยงปลา ศาลาอเนกประสงค์ และป้อมยาม จำเลยที่ 4 ออกแบบโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและระบบกำแพงกันดิน จำเลยที่ 5 ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม จากนั้นจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 6 ดำเนินการก่อสร้างตามแบบแปลนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ก่อนดำเนินการก่อสร้างจำเลยที่ 6 ส่งตัวแทนเข้าไปตรวจสอบสภาพพื้นที่รวมทั้งบ้านของโจทก์ทั้งสองโดยถ่ายภาพไว้ จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างโดยการปรับพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้าง จัดทำกำแพงกันดินเพื่อป้องกันการเลื่อนไถลหรือการเคลื่อนตัวของดินในชั้นใต้ดิน โดยกำแพงกันดินที่กำหนดขึ้นตามแบบของจำเลยที่ 4 เป็นกำแพงฐานรากยื่นหรือระบบกำแพงกันดินฐานรากตีนเป็ด การถมดินในช่วงแรกระดับความสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร หลังจากถมดินดังกล่าวเสร็จโจทก์ที่ 1 แจ้งแก่จำเลยที่ 6 ว่าบริเวณช่องว่างระหว่างกำแพงผนังห้องครัว รั้วของโจทก์ทั้งสอง รั้วของจำเลยที่ 1 และกำแพงกันดินมีน้ำซึมเข้ามา จำเลยที่ 6 ก่ออิฐปิดบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ซึมเข้ามา หลังจากนั้นมีการแก้ไขอีกครั้งโดยการรื้ออิฐดังกล่าวออกและใช้แผ่นสังกะสีครอบไว้แทน ต่อมามีการถมดินเพิ่มเติมจากช่วงแรกจนมีระดับความสูงจากพื้นดินประมาณ 2.30 เมตร โจทก์ที่ 1 แจ้งว่ามีรอยแตกร้าวบริเวณห้องครัวของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 กับฝ่ายจำเลยจึงประชุมโดยมีข้อตกลงให้บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด เข้ามาสำรวจความเสียหาย บริษัทดังกล่าวสำรวจความเสียหายแล้วทำรายงานผลว่า การแตกร้าวบริเวณห้องครัวของโจทก์ทั้งสองมีสาเหตุมาจากการถมดินบริเวณที่ดินของจำเลยที่ 2 เกิดการเลื่อนไถลของดินอ่อนในชั้นใต้ดินเข้ามาดันดินชั้นใต้ดินฝั่งของบ้านโจทก์ทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยร่วมมีว่า คำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ของจำเลยที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยร่วมยื่นคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 6 รู้อยู่แล้วว่าได้ทำสัญญาประกันภัยความรับผิดของตนไว้กับจำเลยร่วม จำเลยที่ 6 ย่อมมีหน้าที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีพร้อมกับการยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 6 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2550 แต่จำเลยที่ 6 เพิ่งยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และจำเลยร่วมได้รับหมายเรียกโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งคดีมีการสืบพยานชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่จำเลยที่ 6 กล่าวอ้างในคำร้องว่าเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องก่อนหน้านั้นได้เพราะบริษัทล็อคตั้น วัฒนา อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยขอตรวจสอบความเสียหายและเจรจากับโจทก์ทั้งสองก่อนจึงไม่ใช่ข้ออ้างอันมีเหตุสมควรตามกฎหมาย ปัญหานี้จำเลยร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยเพราะเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาจำเลยร่วมได้กล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาถึงประเด็นข้อนี้ด้วย คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยร่วม เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ต้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นนั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน โดยต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ ถ้ายื่นภายหลังจากนั้นต้องแสดงเหตุให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นได้แต่ต้องยื่นก่อนมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 6 ทำสัญญาประกันภัยความเสียหายไว้กับบริษัทล็อคตั้น วัฒนา อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะนายหน้าประกันภัยและจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัย โดยเป็นผู้รับประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการก่อสร้างของจำเลยที่ 6 ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 6 ย่อมมีสิทธิและอำนาจฟ้องร้องจำเลยร่วมและบริษัทดังกล่าวเพื่อรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อไล่เบี้ยตามกฎหมาย ตามคำร้องของจำเลยที่ 6 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 6 ในฐานะผู้เอาประกันภัยมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากจำเลยที่ 6 ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองได้ ทั้งตามคำร้องของจำเลยที่ 6 ดังกล่าวยังแสดงเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 6 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีพร้อมกับคำให้การได้เนื่องจากบริษัทล็อคตั้น วัฒนา อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยขอตรวจสอบความเสียหายและเจรจากับโจทก์ทั้งสองก่อน จนกระทั่งจำเลยร่วมและบริษัทดังกล่าวข้างต้นปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชดใช้ความเสียหายตามสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 6 จึงจำต้องยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีภายหลังจากที่จำเลยที่ 6 ยื่นคำให้การแล้ว แต่เป็นระยะเวลาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และศาลชั้นต้นอนุญาตให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี คำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีของจำเลยที่ 6 จึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) คำแก้ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 110/4 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมกระทำละเมิดเป็นเหตุให้บ้านเลขที่ 110/4 และทรัพย์สินได้รับความเสียหายแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ในข้อนี้ โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสองและนายประชิตพล น้องของโจทก์ที่ 2 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมโจทก์ที่ 2 พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 110/4 ต่อมาปี 2537 แต่งงานโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 แล้วไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18/89 และนำบ้านเลขที่ 110/4 ออกให้บุคคลภายนอกเช่า ส่วนบ้านเลขที่ 110/5 และบ้านเลขที่ 110/1 ปลูกในที่ดินแปลงเดียวกัน เดิมมีบ้านเลขที่ 110/1 เพียงหลังเดียวแต่เนื่องจากนายชาตรี มีบุตร 4 คน จึงปลูกบ้านแบ่งเป็น 3 หลัง โดยรื้อบ้านหลังเดิมเลขที่ 110/1 แล้วปลูกสร้างเป็น 2 อาคาร บ้านเลขที่ 110/1 ให้นายประชิตพลและนางกุนทรี พักอาศัย บ้านเลขที่ 110/4 ให้โจทก์ที่ 2 พักอาศัย ส่วนบ้านเลขที่ 110/5 ให้นางสาวณัฏฐินี พักอาศัย ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนายชาตรีโอนเงินให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 40 ล้านบาท โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาใบอนุญาตและแบบแปลนการก่อสร้าง และขอเลขบ้านโดยมีนางสุปราณี มารดาโจทก์ 2 เป็นเจ้าบ้านเนื่องจากขณะนั้นนายประชิตพลกับนางกุนทรียังไม่บรรลุนิติภาวะ ก่อนก่อสร้างบ้านบิดาและมารดาได้จดทะเบียนหย่าแต่ยังอุปการะเลี้ยงดูมาตลอด ระหว่างมีชีวิตนายชาตรีใส่ชื่อบุตรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของด้วยกัน ในปี 2551 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 และนางสาวณัฏฐินีในโฉนดเลขที่ 72398 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายลดค่าธรรมเนียมโดยชำระค่าธรรมเนียมคนละ 250,000บาท ส่วนจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมนำสืบทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 110/4 เนื่องจากนายชาตรีบิดาของโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างและปลูกบ้านเลขที่ 110/4 โดยปลูกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายประชิตพลกับนางกุนทรี และจำเลยที่ 6 มีนายมนูญ นักวิชาการที่ดินชำนาญการเบิกความว่า ถือว่าโจทก์ที่ 2 และนางสาวณัฏฐินีได้กรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในวันที่ 25 ธันวาคม 2551 และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 5 ว่า ก่อนทำบันทึกบ้านเลขที่ 110/1 บ้านเลขที่ 110/4 บ้านเลขที่ 110/5 และที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายประชิตพลกับนางกุนทรีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ขณะทำบันทึกกรรมสิทธิ์รวมทางราชการได้ประกาศลดค่าธรรมเนียมจากอัตราเดิมร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 0.1 เห็นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายชาตรีและมีบ้านเลขที่ 110/1 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ปลูกอยู่เพียงหลังเดียว ต่อมานายชาตรีมีบุตร 4 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ด้วยจึงรื้อบ้านหลังเดิมเลขที่ 110/1 แล้วขออนุญาตปลูกอาคารเป็น 2 หลัง ในที่ดินแปลงเดิมแบ่งเป็นบ้านเลขที่ 110/1 ให้นายประชิตพลและนางสาวกุนทรีพักอาศัย บ้านเลขที่ 110/4 ให้โจทก์ที่ 2 พักอาศัย ส่วนบ้านเลขที่ 110/5 ให้นางสาวณัฏฐินีพักอาศัย ขณะปลูกสร้างบ้านนั้นนายชาตรีกับนางสุปราณีจดทะเบียนหย่า แต่ยังคงอุปการะเลี้ยงดูบุตรและภริยาโดยโอนเงินให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการปลูกสร้างบ้านดังกล่าวจนแล้วเสร็จเพื่อเป็นที่พักอาศัยของบุตรทั้งสี่คนและภริยา โดยบ้านเลขที่ 110/1 มีนางสุปราณีเป็นเจ้าบ้านเนื่องจากขณะนั้นนายประชิตพลกับนางสาวกุนทรียังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงให้เห็นเจตนาและความประสงค์ว่าขณะที่นายชาตรียังมีชีวิตได้รื้อบ้านหลังเดิมและปลูกสร้างบ้านใหม่เป็น 2 หลัง แล้วขอเลขบ้านเป็น 3 หลัง ซึ่งปลูกลงในที่ดินแปลงเดิมก็เพื่อให้บุตรทั้ง 4 คน และภริยาได้พักอาศัยเป็นสัดส่วน แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 ที่ใช้ปลูกบ้านนายชาตรีจะโอนกรรมสิทธิ์ยกให้โดยเสน่หาแก่นายประชิตพลกับนางกุนทรีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมขณะเป็นผู้เยาว์ แต่โจทก์ที่ 2 นายประชิตพล นางกุนทรี นางสาวณัฏฐินี และนางสุปราณียังคงพักอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอด ไม่ได้ปล่อยให้นายประชิตพลกับนางกุนทรีครอบครองเพียงฝ่ายเดียว แม้ช่วงที่โจทก์ที่ 2 แต่งงานกับโจทก์ที่ 1 แล้วไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18/89 ซอยสุขุมวิท 39 ส่วนบ้านเลขที่ 110/4 โจทก์ที่ 2 ให้บุคคลภายนอกเช่า และบ้านเลขที่ 110/5 ขณะที่นางสาวณัฏฐินีไปศึกษาต่อต่างประเทศก็ให้บุคคลภายนอกเช่า ประกอบกับโจทก์ที่ 2 นายประชิตพล นางกุนทรี นางสาวณัฏฐินี และนางสุปราณีไม่เคยโต้แย้งกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับบ้านพักและที่ดินดังกล่าว กับทั้งยินยอมให้โจทก์ที่ 2 และนางสาวณัฏฐินีมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ก็เพราะเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ที่แท้จริงของนายชาตรี และขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รัฐบาลมีนโยบายลดค่าธรรมเนียม ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของนายมนูญ พยานจำเลยที่ 6 จึงเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของและครอบครองบ้านเลขที่ 110/4 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 72398 อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธ์รวม เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วม อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 เมษายน 2550 ) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 5 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันทัด สงวนดีกุล กับพวก
จำเลย — นางวันทนีย์ อิงคตานุวัฒน์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
เกษม เกษมปัญญา
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2560
#617841
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยมีเจตนาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าทางบกจากโรงงานของผู้ผลิตมายังท่าเรือเมืองเจนัว สาธารณรัฐอิตาลี และขนส่งสินค้าทางทะเลจากท่าเรือเมืองเจนัวมายังประเทศไทย อันมีลักษณะเป็นการขนส่งสินค้าโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันสองรูปแบบภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว และจำเลยที่ 1 ตกลงรับดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ออกใบตราส่งต่อเนื่องให้แก่ผู้ตราส่ง ก็เป็นเรื่องการละเว้นไม่ปฏิบัติตามที่ พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 10 กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งหากผู้ตราส่งเสียหายอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันต่อไป และแม้ใบตราส่งจะไม่ได้ระบุว่าเป็นใบตราส่งต่อเนื่องก็เป็นเรื่องหลักฐานแห่งนิติสัมพันธ์ในการรับขนของไม่มีผลกระทบถึงสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ผู้เอาประกันภัยมีเจตนาว่าจ้างจำเลยที่ 1

โจทก์กล่าวอ้างว่าสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไประหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสี่ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ผลิตส่งสินค้าที่ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องครบถ้วนตามจำนวนและสินค้าสูญหายก่อนที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องจะส่งมอบสินค้าตามคำฟ้อง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าสินค้าดังกล่าวสูญหายไประหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสี่ โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่รับผิดได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 4 ม. 7 ม. 10 ม. 20 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอสดีวี โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8878/2560
#617366
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในการกระทำความผิดต่อร่างกาย จิตใจ เสื่อมเสียเสรีภาพและชื่อเสียง เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้รับความเสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโจทก์ร่วม มีความหมายเท่ากับความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ร่วมถูกกระทบกระเทือนทำนองเดียวกับเสรีภาพของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหาย แต่ได้เขียนคำร้องในฐานะประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายถ่องแท้ จึงเขียนทำนองเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนโจทก์ร่วม ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้แก้ไขคำร้องให้ชัดเจนตามมาตรา 44/1 วรรคสอง จะถือเป็นความผิดของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ ทั้งปัญหาตามมาตรา 44/1 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกำหนด ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 310 ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อความเสื่อมเสียเสรีภาพ และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง เป็นเงิน 70,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีชายคนร้าย 1 คน พรากโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 15 ปีเศษ ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้ปกครองดูแล โดยโจทก์ร่วมไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร และพาโจทก์ร่วมไปเพื่อการอนาจาร แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมไว้ภายในบ้านหรือขนำที่เกิดเหตุ โดยปิดประตูขังโจทก์ร่วมไม่ให้ออกจากบ้านหรือขนำ และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยใช้อวัยวะเพศของคนร้ายสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมเพื่อสนองความใคร่ 2 ครั้ง โดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วม ไม่พบบาดแผลใดๆ ตรวจภายในพบรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจารี แผลหายแล้ว ไม่พบตัวอสุจิในช่องคลอด แพทย์ผู้ตรวจลงความเห็นว่า ไม่พบหลักฐานว่าเพิ่งผ่านการร่วมประเวณี ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 กับนางจิราพร เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2536 ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์และสำเนาทะเบียนบ้าน แต่ขณะโจทก์ร่วมอายุประมาณ 13 ปี นางจิราพรถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 2 มีนางยุพา เป็นภริยาคนใหม่ โจทก์ร่วมจึงพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนางยุพามารดาเลี้ยงที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของนางหนูวรรณ มารดาของผู้เสียหายที่ 2

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมในชั้นพิจารณา คำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วม ร่องรอยการตรวจช่องคลอดของโจทก์ร่วม ประกอบกับพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมไปจากผู้เสียหายที่ 2 และขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยพาโจทก์ร่วมไปเพื่อการอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนกระทำชำเราตามฟ้องจริง ส่วนปัญหาที่ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยระบุในคำร้องว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในการกระทำความผิดต่อร่างกาย จิตใจ เสื่อมเสียเสรีภาพ และชื่อเสียง เป็นจำนวนเงิน 70,000 บาท เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้รับความเสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโจทก์ร่วม มีความหมายเท่ากับความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ร่วมถูกกระทบกระเทือนทำนองเดียวกับเสรีภาพของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหาย แต่ได้เขียนคำร้องในฐานะประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายถ่องแท้ จึงเขียนทำนองเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนโจทก์ร่วม ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้แก้ไขคำร้องให้ชัดเจนตามมาตรา 44/1 วรรคสอง จะถือเป็นความผิดของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ เมื่อพิจารณาคำร้องแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 70,000 บาท คดีนี้แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แต่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 โดยที่มาตรา 44/1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง คำร้องดังกล่าวคงมีเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 ระบุจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องเท่านั้น ซึ่งถือเป็นคำบังคับ ส่วนสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก หากคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้อง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ผู้เสียหายที่ 2 ก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน แต่หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องของพนักงานอัยการก็จะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน และมาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย...ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งมาตรา 44/1 มีความหมายทำนองเดียวกับมาตรา 43 เมื่อพนักงานอัยการฟ้องจำเลยก็มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหาย และหากศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์โดยไม่คำนึงว่าพนักงานอัยการจะอุทธรณ์ฎีกาคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายหรือไม่ ดังนั้น จึงไม่อาจนำกฎหมายวิธีสบัญญัติเรื่องอุทธรณ์ฎีกามาตัดสิทธิของผู้เสียหายที่ 2 ทั้งปัญหาตามมาตรา 44/1 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีในส่วนคดีอาญาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 70,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8767/2560
#619399
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้นหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลใด และวรรคท้ายของมาตราดังกล่าวยังบัญญัติให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเองก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดยะลา) ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนเบื้องต้นแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์ไว้เป็นไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะหน่วยงานของรัฐซึ่งฟ้องได้บรรยายถึงการกระทำโดยการใช้อำนาจทางกฎหมายของจำเลยทั้งสองอันเป็นที่มาของการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) นั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองสงขลา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองสงขลา หากศาลปกครองสงขลาเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสงขลา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองสงขลา หรือจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีที่ศาลปกครองสงขลา แต่ถ้าศาลปกครองสงขลามีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้เป็นไม่รับฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้าสิบสามฟ้องขอบังคับจำเลยทั้งสอง ยกเลิกสัญญาให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือคดีถึงที่สุด ให้จำเลยที่ 1 หยุดคุกคามโจทก์ทุกคนในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ข่มขู่รื้อถอนอาคารบางส่วน และขับไล่ไม่ให้จำหน่ายสินค้าในตลาดซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินบริเวณย่านสถานีรถไฟยะลาที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ความปรากฏแก่ศาลชั้นต้นว่า สภาทนายความมีคำสั่งลบชื่อนายสมนึก ผู้รับมอบอำนาจและเป็นทนายโจทก์ทั้งห้าสิบสามออกจากทะเบียนทนายความตั้งแต่ก่อนโจทก์ทั้งห้าสิบสามฟ้องคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสาม จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ทั้งห้าสิบสามอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าสิบสามฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าสิบสาม ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าสิบสามไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 4 และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งห้าสิบสามยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลปกครองสงขลา ต่อมาศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความที่มาศาล โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 8 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 19 ถึงที่ 21 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ถึงที่ 30 ที่ 32 ที่ 41 ที่ 52 ที่มาศาลรวม 21 คน แถลงต่อศาลชั้นต้นขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ทั้ง 21 คน ที่ขอถอนฟ้องในส่วนที่โจทก์อื่นขอให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลปกครองสงขลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีมีสิทธิที่จะยื่นคำร้อง เมื่อเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองได้ บทบัญญัติดังกล่าวไม่เปิดช่องให้โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ยื่นคำร้องเอง จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลปกครองสงขลาได้ ให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 รวม 32 คน ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะหน่วยงานของรัฐโดยบรรยายถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการใช้อำนาจทางกฎหมายของจำเลยทั้งสอง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกคนถือได้ว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้อง กระทำโดยผิดหลง จึงเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ที่เหลือทั้ง 32 คน ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความคืนค่าขึ้นศาล 18,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้าสิบสาม

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสามให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลใด และวรรคท้ายของมาตราดังกล่าวยังบัญญัติให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนเบื้องต้นแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์ไว้เป็นไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งฟ้องได้บรรยายถึงการกระทำโดยการใช้อำนาจทางกฎหมายของจำเลยทั้งสองอันเป็นที่มาของการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) นั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองสงขลา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองสงขลา หากศาลปกครองสงขลาเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสงขลา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองสงขลา หรือจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีที่ศาลปกครองสงขลา แต่ถ้าศาลปกครองสงขลามีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้เป็นไม่รับฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่สั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 51 และที่ 53 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยะลาทองอยู่ จำกัด กับพวก
จำเลย — เทศบาลนครยะลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นางอัคนา ฉันทจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2560
#618289
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบการจ่ายเงินค่าบริการของโจทก์ระบุว่า ค่าบริการเป็นเงินที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าผู้มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จากยอดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามโจทก์แล้วนำค่าบริการดังกล่าวมาแบ่งจ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคนเท่าๆ กัน เป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การที่ลูกจ้างของโจทก์จะได้รับเงินค่าบริการมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวจากลูกค้าแล้วนำมาจัดแบ่งให้ลูกจ้างเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทำแทนลูกจ้างเพื่อความสะดวกและเพื่อให้กิจการของโจทก์ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แม้โจทก์จะนำเงินค่าบริการที่เก็บจากลูกค้าได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการลูกจ้างของโจทก์ด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้เงินค่าบริการซึ่งเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการแปรสภาพเป็นเงินของโจทก์ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างไปได้ เงินค่าบริการจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่จะต้องนำมาคำนวณจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 209/2556 ลงวันที่ 6 กันยายน 2556 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 209/2556 ลงวันที่ 6 กันยายน 2556

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 มีหนังสือที่ รง 0627/53628 ลงวันที่ 14 กันยายน 2555 แจ้งให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเพิ่มเติม 75,125 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 209/2556 ลงวันที่ 6 กันยายน 2556 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 โจทก์เรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าที่มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จากยอดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามโจทก์ แล้วโจทก์นำเงินค่าบริการดังกล่าวมาแบ่งจ่ายให้ลูกจ้างทุกคนเท่า ๆ กันเป็นประจำทุกเดือน ตาม "ระเบียบการจ่ายเงินค่าบริการ" แล้ววินิจฉัยว่าเงินค่าบริการมิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินค่าบริการเป็นค่าจ้างที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์เรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าที่มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จากยอดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามโจทก์แล้วโจทก์นำค่าบริการดังกล่าวมาแบ่งจ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคนเท่า ๆ กัน เป็นประจำทุกเดือนตามระเบียบการจ่ายเงินค่าบริการ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของโจทก์จะได้รับเงินค่าบริการมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าบริการดังกล่าวจากลูกค้าแล้วนำมาจัดแบ่งให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทำแทนลูกจ้างเพื่อความสะดวกและเพื่อให้กิจการของโจทก์ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แม้โจทก์จะนำเงินค่าบริการที่เก็บจากลูกค้าได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการลูกจ้างของโจทก์ด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้เงินค่าบริการซึ่งเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการแปรสภาพเป็นเงินของโจทก์ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างไปได้ เงินค่าบริการจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่จะต้องนำมารวมคำนวณจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม บี เค การธุรกิจ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายก้องภพ รัตนสุต
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8748/2560
#619383
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าคดีหมายเลขแดงที่ 10521/2542 ของศาลอาญา ซึ่งผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกอีก 1 คน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคดีหมายเลขดำที่ ย.5547/2546 คดีหมายเลขแดงที่ ย.3553/2548 ของศาลอาญา ซึ่งผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและร่วมกันฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าว มิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างในฎีกาหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 46

เมื่อปรากฏว่าคดีที่ ว. กับพวกถูกฟ้องข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษ ว. โดยให้ประหารชีวิต ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 8870/2546 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ ว. แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ลงโทษ ว. โดยให้ประหารชีวิต ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20063/2555 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่า ว. กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 500,000 เม็ด น้ำหนัก 46,284.590 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธ์ได้ 10,685.239 กรัม และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นผงสีส้มจำนวน 1 ซอง น้ำหนัก 2.280 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.739 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ว. จึงเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์การปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารในนามของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 หรือการนำทองคำแท่งไปฝังไว้ในสนามหญ้าหน้าบ้าน อันเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลทั่วไป ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มาตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2546 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อปี 2541 ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขณะถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีในเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้คัดค้านที่ 1 และ ว. ถูกคุมขังอยู่ด้วยกัน จึงมีความสนิทสนมและมีพฤติการณ์ค้าเมทแอมเฟตามีนร่วมกัน ต่อมา ว. พ้นโทษออกมาก่อน แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน 2546 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 โดยกล่าวหาว่าสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฟอกเงิน พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินต่าง ๆ หลายรายการรวมทั้งทรัพย์สินตามคำร้องด้วย ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น ประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ย่อมเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในการจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2546 ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยด้วยจึงหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องแต่อย่างใด

เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องบังคับตามมาตรา 51 ที่แก้ไขใหม่ แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 48 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการยึดและหรือการอายัดทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าว

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 4

ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 48 รายการ คือ เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัลลาดพร้าว บัญชีเลขที่ 068 0 02xxxx ชื่อบัญชีนายผัดแก้ว จำนวนเงิน 344,590.49 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเทสโก้โลตัส สุขาภิบาล 1 บัญชีเลขที่ 045 2 00xxxx ชื่อบัญชีนายผัดแก้ว จำนวนเงิน 24,391.30 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัลชิดลม บัญชีเลขที่ 089 2 000xxxx ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 1,668,480.84 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บัญชีเลขที่ 153 0 80xxxx ชื่อบัญชีนางสาวมัสดา จำนวนเงิน 28,108.85 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเทสโก้โลตัส รามอินทรา บัญชีเลขที่ 065 0 03xxxx ชื่อบัญชีนางสาวมัสดา จำนวนเงิน 18,040.75 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขารามอินทรา กม.8 บัญชีเลขที่ 720 2 41xxx x ชื่อบัญชีนางสาวมัสดา จำนวนเงิน 1,514,538.11 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขารามอินทรา กม.8 บัญชีเลขที่ 720 2 29xxxx ชื่อบัญชีนางสาวอรัญญา จำนวนเงิน 674,953.28 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขารามอินทรา กม.10 บัญชีเลขที่ 074 1 34xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 651,460.87 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลิงนกทา บัญชีเลขที่ 325 1 31xxx x ชื่อบัญชีนางคำเคลือบ จำนวนเงิน 262,251.54 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลิงนกทา บัญชีเลขที่ 325 1 1xxx x ชื่อบัญชีนางคำเคลือบ จำนวนเงิน 145,842.01 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลิงนกทา บัญชีเลขที่ 325 1 29xxx x ชื่อบัญชีนางสาวอรัญญา และหรือนางคำเคลือบ จำนวนเงิน 403,269.38 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขารามอินทรา กม.6 บัญชีเลขที่ 061 3 011xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 1,503,263.70 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขารามอินทรา กม.8 บัญชีเลขที่ 276 1 25xxx x ชื่อบัญชีนางสาวมัสดา จำนวนเงิน 4,602.32 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ บัญชีเลขที่ 125 9 50xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 746,077.37 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก บัญชีเลขที่ 060 2 02xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 1,103,712.78 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรามอินทรา บัญชีเลขที่ 076 2 32xxx x ชื่อบัญชีนางคำเคลือบ จำนวนเงิน 1,109,992.51 บาท เงินฝากบัญชีธนาคารออมสิน สาขามีนบุรี บัญชีเลขที่ 01 0105 20 112xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 24,429.31 บาท สลากออมสินพิเศษธนาคารออมสิน สาขามีนบุรี จำนวน 4 ฉบับ รวม 23,000 หน่วย ทะเบียนเลขที่ 20112xxx-x ชื่อนางสาวทิพย์ประภา จำนวนเงิน 1,150,000 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อนิสสัน รุ่นเซฟฟิโร เลขทะเบียน ภฮ 9409 กรุงเทพมหานคร เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ เลขทะเบียน วต 719 กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของนางสาวทิพย์ประภา ผู้เช่าซื้อ จำนวนเงิน 429,235 บาท เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะสี่ประตูยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน วต 3451 กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของนางสาวทิพย์ประภา ผู้เช่าซื้อ จำนวนเงิน 227,312 บาท เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ รุ่นเอฟบี 133 เลขทะเบียน 80-7729 ยโสธร จำนวนเงิน 325,000 บาท ทองคำแท่ง 28 แท่ง น้ำหนัก 11,111.4 กรัม สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น เงินสดจากการขายทอดตลาดวัว 84 ตัว จำนวน 900,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 126570 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 119/6 ที่ดินโฉนดเลขที่ 196366, 196367 และ 12054 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส. 3 ก.) เลขที่ 368 ห้องชุดเลขที่ 473/77 สร้อยคอทองคำลายเชือกควั่น (ตะกร้อ) พร้อมพระเลี่ยมทองประดับเพชร 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 151.8 กรัม สร้อยคอทองคำลายหวาย-ห่วง (จิตรลดา) พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 75.5 กรัม แหวนทองคำประดับเพชร น้ำหนักประมาณ 12.5 กรัม นาฬิกาข้อมือทองคำฝังเพชรยี่ห้อโรเล็กซ์ สร้อยคอทองคำลายปล้องอ้อยสลับผ่าหวาย น้ำหนักประมาณ 45.5 กรัม สร้อยคอทองคำลายหางกระรอก น้ำหนักประมาณ 75.8 กรัม สร้อยคอทองคำลายปล้องสลับลวดลายน้ำหนักประมาณ 32 กรัม สร้อยคำทองคำห้อยรูปหัวใจใบโพธิ์น้ำหนักประมาณ 15 กรัม สร้อยคอทองคำลายบิดเอี้ยวรอบจี้หัวใจ น้ำหนักประมาณ 21.7 กรัม สร้อยข้อมือทองคำลายผ่าหวายห้อยหัวใจ น้ำหนักประมาณ 45.5 กรัม แหวนทองคำตัวเรือนประดับเพชร 5 แถว น้ำหนักประมาณ 12.5 กรัม ธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐชนิด 100 เหรียญ 31 ฉบับ รวม 3,100 เหรียญ แลกเป็นเงินไทย 128,712 บาท ธนบัตรสกุลยูโรชนิดต่าง ๆ จำนวน 190 เหรียญยูโร แลกเป็นเงินไทย 8,960 บาท ธนบัตรสกุลหยวนจีนชนิด 100 หยวน 100 ฉบับ และชนิดต่าง ๆ 974 หยวน รวม 10,974 หยวน แลกเป็นเงินไทย 47,719 บาท อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ยี่ห้อสมิทแอนด์เวสสัน หมายเลขทะเบียนปืน กท.4502455 จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 11 นัด โทรทัศน์สียี่ห้อโซนี่ ขนาด 34 นิ้ว 1 เครื่อง กล้องวิดีโอดิจิตอล ยี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกอุทธรณ์ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 157,035 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงิน 240,000 บาท ในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ บัญชีเลขที่ 125 9 50xxx x ชื่อบัญชีนางสาวทิพย์ประภา แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และคืนเงินทั้งหมดในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเลิงนกทา บัญชีเลขที่ 325 1 29xxx x ชื่อบัญชีนางสาวอรัญญา และหรือนางคำเคลือบ แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เป็นน้องสาวของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 เป็นมารดาและบิดาของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคนจีนพูดภาษาไทยได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด เป็นของกลางและถูกแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 10521/2542 ของศาลอาญา ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ตามฟ้อง แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ขณะถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเดียวกันกับนายวุฒิพงศ์หรือรัตนชัย หรือแดง ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในแดน 6 และอยู่ร่วมห้องขังเดียวกัน นายวุฒิพงศ์พ้นโทษมาก่อนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2546 นายวุฒิพงศ์กับพวกถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 500,000 เม็ด ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นวันที่ 14 เมษายน 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกจับกุมดำเนินคดีอีกในข้อหาร่วมกับนายวุฒิพงศ์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและฟอกเงิน ตามคดีหมายเลขดำที่ ย.5547/2546 ของศาลอาญา ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 2 ตุลาคม 2547 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประเสริฐ และนางศรีรัตน์ น้องชายและน้องสะใภ้ของนายวุฒิพงศ์และแจ้งข้อหาว่าร่วมกันฟอกเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าคดีหมายเลขแดงที่ 10521/2542 ของศาลอาญา ซึ่งผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกอีก 1 คน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคดีหมายเลขดำที่ ย.5547/2546 คดีหมายเลขแดงที่ ย.3553/2548 ของศาลอาญา ซึ่งผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและร่วมกันฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างในฎีกาหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

เมื่อปรากฏว่าคดีที่นายวุฒิพงศ์กับพวกถูกฟ้องข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษนายวุฒิพงศ์ โดยให้ประหารชีวิต ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 8870/2546 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับนายวุฒิพงศ์ แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ลงโทษนายวุฒิพงศ์ โดยให้ประหารชีวิต ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20063/2555 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่า นายวุฒิพงศ์กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 500,000 เม็ด น้ำหนัก 46,284.590 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธ์ได้ 10,685.239 กรัม และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นผงสีส้มจำนวน 1 ซอง น้ำหนัก 2.280 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.739 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นายวุฒิพงศ์จึงเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์การปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารในนามของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 หรือการนำทองคำแท่งไปฝังไว้ในสนามหญ้าหน้าบ้าน อันเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลทั่วไป ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2546 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อเท็จจริงในคดีที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อปี 2541 ตามคำพิพากษาศาลฎีกามาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ศาลอุทธรณ์กลับหยิบยกข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกจับกุมดำเนินคดีในปี 2546 มาวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อปี 2541 ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขณะถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีในเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้คัดค้านที่ 1 และนายวุฒิพงศ์ถูกคุมขังอยู่ด้วยกัน จึงมีความสนิทสนมและมีพฤติการณ์ค้าเมทแอมเฟตามีนร่วมกัน ต่อมานายวุฒิพงศ์พ้นโทษออกมาก่อน แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน 2546 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 โดยกล่าวหาว่าสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฟอกเงิน พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินต่าง ๆ หลายรายการรวมทั้งทรัพย์สินตามคำร้องด้วย ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น ประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ย่อมเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในการจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2546 ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยด้วยจึงหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่า ทรัพย์สิน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริตหรือไม่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายผัดแก้วหรืออาซาน คำปาหรือคำมา
ผู้คัดค้าน — หรือแซ่เหว่ย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2560
#616696
เปิดฉบับเต็ม

ข้อห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 เป็นกรณีที่มีการอ้างพยานบอกเล่าต่อศาลโดยนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่านั้น คดีนี้โจทก์ร่วมมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รู้เห็นด้วยตนเองโดยตรง ถือเป็นประจักษ์พยาน แต่เบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยมิใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงเป็นกรณีนำสืบคำให้การในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้อย่างไร มิใช่การพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่า อันจะต้องห้ามมิให้รับฟัง เช่นนี้ศาลจึงสามารถรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนนั้นได้ในฐานะคำกล่าวนอกศาลที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมเพื่อหักล้างคำเบิกความในชั้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 และริบลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภิญโญ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 16 เดือน ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหลังทะลุขาหนีบข้างขวา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ พนักงานสอบสวนยึดลูกกระสุนปืนที่ใช้ยิงโจทก์ร่วม 1 ลูก เป็นของกลาง และตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุ จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลากลางคืน โจทก์ร่วมและนางสาววาสนา ซึ่งเป็นภริยาไปเที่ยวผับที่ร้าน กทม จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2552 จึงพากันกลับ ระหว่างเดินไปที่ประตูทางออก มีคนเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมากต้องเดินเบียดเสียดกัน จำเลยซึ่งอยู่ข้างหน้าเบี่ยงตัวหลบให้ภริยาโจทก์ร่วมเดินผ่านไปก่อน โจทก์ร่วมเดินตามแต่ไปกระแทกถูกจำเลยด้านหลัง จำเลยหันมาคว้ามือโจทก์ร่วมพาไปที่โต๊ะด้านหน้าบูธดีเจ ซึ่งมีนายสมพลพี่ชายจำเลยกับพวกนั่งอยู่ นายสมพลลุกขึ้นพูดว่า อะไร อะไร แล้วชกหน้าโจทก์ร่วม พวกจำเลยอีกคนซึ่งรูปร่างผอมเข้ามาช่วยชกต่อยจนโจทก์ร่วมล้มลง แล้วจำเลยกับพวกที่รูปร่างผอมแยกตัวไปยืนหน้าห้องน้ำหญิง ส่วนนายสมพลยืนอยู่ทางด้านขวาของบูธดีเจ โจทก์ร่วมใช้ขวดโซดาขว้างใส่จำเลยซึ่งอยู่ด้านหน้าแต่ไม่ถูก จึงเอี้ยวตัวกลับมาหยิบขวดโซดาที่อยู่บริเวณเคาน์เตอร์น้ำ มีเสียงปืนดังขึ้นจากทางขวาของบูธดีเจ กระสุนปืนยิงมาถูกโจทก์ร่วมบริเวณเอวด้านหลังล้มลงกับพื้น จากนั้นประมาณ 3 ถึง 5 นาที ภริยาโจทก์ร่วมเข้ามาช่วยนำโจทก์ร่วมส่งโรงพยาบาล เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความในทำนองว่าจำเลยมิใช่คนร้ายเพราะขณะเกิดเหตุยืนอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำหญิงซึ่งเป็นคนละทางกับเสียงปืนที่ดังขึ้น อันเป็นการขัดแย้งแตกต่างจากบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา ซึ่งโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้กล่าวหายืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม โดยมีรายละเอียดตั้งแต่โจทก์ร่วมเดินเบียดเสียดกับผู้ที่มาเที่ยวผับไปกระทบถูกจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจ เข้ามาชกต่อยโจทก์ร่วมโดยมีพวกของจำเลยช่วยทำร้าย ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นจำเลยถือวัตถุสีดำคล้ายอาวุธปืนในมือจึงหมุนตัวกลับจะวิ่งหนีไปทางกลุ่มคนที่อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันวิ่งก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมบริเวณกลางหลังทะลุขาหนีบข้างขวาล้มลง คำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมดังกล่าวทำขึ้นทันทีในวันเกิดเหตุโดยมีรายละเอียดเชื่อมโยงตามลำดับเหตุการณ์อย่างสมเหตุสมผล ยากที่โจทก์ร่วมจะตกแต่งเรื่องขึ้นปรักปรำให้ร้ายจำเลย ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่บูธดีเจและพื้นที่ข้างเคียง ทั้งจำเลยไว้ผมสั้นทรงสกินเฮดต่างจากผู้อื่น โจทก์ร่วมย่อมจะเห็นและจำจำเลยได้ ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมยังได้ชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยว่า เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม สนับสนุนให้น่าเชื่อยิ่งขึ้นว่าโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่พบเห็น ส่วนสาเหตุที่เบิกความความแตกต่างกัน โจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นเพราะภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวน ที่พนักงานสอบสวนนำมาให้ดูมีสีคล้ำคล้ายสีผิวของคนร้ายที่ชกต่อยโจทก์ร่วมแล้วแยกไปยืนอยู่ทางด้านขวาของบูธดีเจซึ่งเป็นทิศทางที่ได้ยินเสียงปืน จึงเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังกล่าวมาตลอด แต่ความจริงหลังชกต่อยแล้วจำเลยแยกตัวไปอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำหญิง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ผิดวิสัยของการดูภาพถ่ายคนร้ายที่จะเน้นใบหน้าและลักษณะเด่นเป็นสำคัญ มิใช่ดูเพียงสีผิว ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาและใบต่อคำให้การของผู้กล่าวหาเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนยังสอบปากคำโจทก์ร่วมอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 8 มีนาคม 2552 และวันที่ 4 กันยายน 2552 หากการสอบสวนครั้งแรกโจทก์ร่วมให้การผิดพลาดหรือเข้าใจข้อเท็จจริงใดผิดก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การนั้นได้ แต่โจทก์ร่วมหาได้กระทำไม่ จึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า หลังจากโจทก์ร่วมแจ้งความและให้การกล่าวหาจำเลยแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ฝ่ายจำเลยได้ติดต่อขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายมีการเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 900,000 บาท และวันที่ 24 มีนาคม 2552 ยังมีการทำบันทึกข้อตกลงข้อเท็จจริงในคดีพยายามฆ่าว่า โจทก์ร่วมได้ดูตัวจำเลยใหม่แล้วยืนยันว่าไม่ใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม เนื่องจากขณะถูกยิงโจทก์ร่วมอยู่ในระหว่างชกต่อยกับจำเลย การชี้ภาพถ่ายจำเลยเป็นคนร้ายยิงโจทก์ร่วมเป็นการชี้ตัวผิด ซึ่งโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนไปแล้วว่าไม่ได้ตกลงยินยอมตามข้อเสนอของฝ่ายจำเลยและปฏิเสธว่าไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงข้อเท็จจริงในคดีพยายามฆ่า การที่โจทก์ร่วมมาเบิกความในคดีนี้หลังจากเกิดเหตุนานถึง 5 ปี โดยมีข้อเท็จจริงใหม่แตกต่างไปจากเดิมเช่นนี้ ย่อมจะมีปัจจัยอื่นมาแทรกแซงกดดันให้เบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย เชื่อว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นศาล แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม ซึ่งน่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ประกอบกับนางสาววาสนา ภริยาโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ขณะเข้าไปดูโจทก์ร่วมพบจำเลยกับพวกวิ่งสวนออกมา และโจทก์ร่วมบอกว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงแล้ว ย่อมมีเหตุผลอันหนักแน่นให้รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมได้ ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาเป็นพยานบอกเล่า ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 นั้น เห็นว่า ข้อห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าตามบทมาตราดังกล่าวเป็นกรณีที่มีการอ้างพยานบอกเล่าต่อศาลโดยนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่านั้น คดีนี้โจทก์ร่วมมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รู้เห็นด้วยตนเองโดยตรง ถือเป็นประจักษ์พยาน แต่เบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยมิใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงเป็นกรณีนำสืบคำให้การในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ว่า โจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้อย่างไร มิใช่เป็นการพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่า อันจะต้องห้ามมิให้รับฟัง เช่นนี้ศาลจึงสามารถรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนนั้นได้ในฐานะคำกล่าวนอกศาลที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมเพื่อหักล้างคำเบิกความในชั้นศาล ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ยิงโจทก์ร่วมในตำแหน่งอวัยวะสำคัญและเป็นการยิงเพียงครั้งเดียวนั้น เป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่ามิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผล แต่เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงบริเวณลำตัวของโจทก์ร่วมย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายทำให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้ กรณีถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นายภิญโญ อุ่นแก้ว
จำเลย — นายสมบัติ ธีรภาพพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพรเทพ สุทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8710/2560
#619423
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงเข้าไปชกต่อยและถีบผู้เสียหาย พฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่า อ. พาอาวุธมีดมา จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 (เดิม) เท่านั้น แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีส่วนแพ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่ผู้เสียหายถูกแทงจนได้รับอันตรายแก่กายอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพรนิวัตร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 163,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 60 บาท รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 83,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่ประตูทางเข้าออกของบริษัทปูนซิเมนต์ (ทุ่งสง) จำกัด นายดุสิต ซึ่งทำงานที่บริษัทดังกล่าวขับรถจักรยานยนต์ออกจากบริษัทและขับกลับมาชนประตูทางเข้าออก ผู้เสียหายเข้าไปตักเตือนนายดุสิตมีท่าทีไม่พอใจ หลังจากนั้นมีชายวัยรุ่นสองคนขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เข้ามาเตือนผู้เสียหายทำนองว่าอย่าอวดเบ่งแล้วขับรถออกไป ต่อมาจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายอรรถชัย บุตรชายนายดุสิตนั่งซ้อนท้ายเข้ามาจอดที่หน้าประตูดังกล่าว นายอรรถชัยถามผู้เสียหายว่าชื่อวัตรหรือไม่ ผู้เสียหายปฏิเสธกลัวจะถูกทำร้าย แต่นายอรรถชัยเห็นชื่อผู้เสียหายในบัตรที่ผู้เสียหายคล้องคออยู่ จึงลงจากรถมาชกต่อยผู้เสียหายถูกบริเวณใบหน้า จากนั้นจำเลยก็เข้ามาชกต่อยผู้เสียหาย แล้วนายอรรถชัยใช้มีดแทงผู้เสียหาย 1 ครั้ง ถูกบริเวณใต้รักแร้ข้างขวาทำให้ผู้เสียหายล้มลง จำเลยยังชกต่อยและถีบผู้เสียหายก่อนที่จะหลบหนีไปด้วยกัน ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดยาว 1 เซนติเมตร ที่บริเวณใต้รักแร้ข้างขวาเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายดังฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า แม้จำเลยกับนายอรรถชัยจะนั่งรถจักรยานยนต์มาด้วยกันก่อนเกิดเหตุและขึ้นรถหลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยร่วมรู้เห็นว่านายอรรถชัยพกพามีดไปด้วย หรือได้คบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้มีดแทงผู้เสียหาย ขณะที่นายอรรถชัยลงจากรถไปชกต่อยผู้เสียหายก็ไม่ปรากฏว่านายอรรถชัยถือมีดจะเข้าไปแทงผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยกับนายอรรถชัยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน ทั้งมูลเหตุที่เกิดขึ้นก็สืบเนื่องมาจากนายอรรถชัยไม่พอใจผู้เสียหายที่ไปตักเตือนบิดาตนซึ่งขับรถไปชนประตูทางเข้าออกอันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องเอาชีวิตกัน จำเลยเพียงเข้าไปชกต่อยและถีบผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าดังที่โจทก์ฎีกา คงฟังได้เพียงว่าจำเลยร่วมกับพวกมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่านายอรรถชัยพาอาวุธมีดมา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยเพียงแต่ชกต่อยและถีบผู้เสียหาย ทั้งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการถูกชกต่อยและถีบ คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) เท่านั้น แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) ซึ่งมีโทษในสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษมาอยู่แล้ว ปัญหานี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น ปรากฏว่าจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเพียงร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่ผู้เสียหายถูกแทงจนได้รับอันตรายแก่กายอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นไม่ และพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบ การกระทำของจำเลยแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 3,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดรายได้นั้น เป็นผลที่เกิดจากการที่ผู้เสียหายถูกแทงไม่ใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ แม้คดีส่วนแพ่งผู้เสียหายมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 91 ม. 288 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
ผู้ร้อง — นายพรนิวัตร บุญคุ้ม
จำเลย — นายภัชรพล เกตุแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุภิตย์ เกลี้ยงสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปฏิกรณ์ คงพิพิธ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8695/2560
#619395
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อสินค้าเมล็ดถั่วเหลืองจากผู้ขายในราคาค่าสินค้ารวมค่าระวางขนส่ง ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง ตัวแทนของกัปตันเรือของจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขายที่ประเทศบราซิล โดยมีข้อความระบุว่า ให้ใช้ประกอบสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุกของเรือ เช่นนี้จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุกของเรือ หน้าที่และสิทธิของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5 เมื่อใบตราส่งระบุว่าเป็นการขนส่งจากท่าเรือต้นทางเมืองซานโตส ประเทศบราซิล ถึงท่าเรือปลายทางเกาะสีชัง ประเทศไทย หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงเมื่อมีการส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือเกาะสีชัง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 39 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างให้ดำเนินการขนถ่ายและขนส่งสินค้าจากเกาะสีชังต่อไปยังท่าเรือของผู้เอาประกันภัยที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม การขนส่งทอดนี้จึงเป็นการขนส่งในราชอาณาจักรซึ่งไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 จึงเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้คนละช่วงคนละตอน หน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสองแยกกันอย่างเด็ดขาดและอยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายคนละฉบับ หากมีความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในช่วงการขนส่งที่จำเลยใดครอบครองดูแล จำเลยนั้นก็ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยเพียงลำพัง มิใช่รับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม

ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้สินค้าในความดูแลของจำเลยที่ 1 สูญหาย แม้จำนวนน้ำหนักสินค้าต้นทางที่แน่นอนจะเป็นอย่างที่โจทก์กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างก็มิใช่สาระสำคัญ และต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามจำนวนที่ได้รับมาแก่ผู้เอาประกันภัยถูกต้องครบถ้วนแล้ว พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคสอง มิได้บกพร่องขาดจำนวนแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะนำสืบขั้นตอนการขนถ่ายสินค้าแต่ละช่วงแต่ละตอนประกอบรายงานการกำกับดูแลการขนถ่ายเมื่อเรือลำเลียงของจำเลยที่ 2 มาถึงท่าขนถ่ายสินค้าระบุว่า ตราผนึกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สินค้าอยู่ในสภาพปกติไม่ปรากฏความเสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเมื่อมีการชั่งน้ำหนักของสินค้าทั้งหมดที่โรงงานของผู้เอาประกันภัยสินค้าปรากฏว่าขาดหายไปกว่า 1,000 เมตริกตัน และมีการจับกุมและการตรวจยึดเรือลำเลียงอื่นซึ่งบรรทุกเมล็ดถั่วเหลืองและรถบรรทุกเมล็ดถั่วเหลืองเต็มกระบะอีก 4 คัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า มีการลักลอบขนถ่ายสินค้าของผู้เอาประกันภัยไปจากความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 2 โดยทุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่สูญหายไปดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 5 ม. 39
ชื่อคู่ความ
บริษัทศรีอยุธยา เจอเนอรัล
โจทก์ — ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเค ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8692/2560
#617319
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเป็นการยื่นฟ้องจำเลยและบริวารเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้คัดค้านยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 3567/2555 ให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 จนถึงวันที่ 29 เมษายน 2554 และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทสองแปลงโฉนดเลขที่ 49934 และเลขที่ 49846 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 91 มีชื่อจำเลยและผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายใน 30 วัน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเป็นการยื่นฟ้องจำเลยและบริวารเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้คัดค้านยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 244/1 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติพัฒน์ แสงภักดิ์โยธิน
ผู้ร้อง — นายนรินทร์ ขาวเจริญ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสายทิพย์ จินดานิธิวัชร์
พันตำรวจโทหรือนายเขมชาติ
จำเลย — หรืออัฐพงศ์ ยิ้มพร หรือจินดานิธิวัชร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2560
#618544
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลจังหวัดระยองซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองเรื่องขายทอดตลาดที่ดินระบุว่า เป็นการขายทอดตลาดในคดีของศาลจังหวัดสงขลาหมายเลขแดงที่ 3221/2541 ระหว่าง ธนาคาร น. โจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ระบุว่าเป็นการดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย การที่ผู้ร้องทั้งสองเข้าใจว่าเป็นการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งทั่วไปมิใช่คดีล้มละลายก็เนื่องมาจากประกาศขายทอดตลาดระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายโดยมิได้แจ้งให้ผู้เข้าสู้ราคาทราบว่าเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีล้มละลาย ต่อมาเมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบจากรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันนัดไต่สวนคำร้องของศาลจังหวัดระยองเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องทั้งสองรีบดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนคำร้องต่อศาลจังหวัดระยองและยื่นคำร้องในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 อันเป็นระยะเวลาห่างกันเพียง 9 วัน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้เพิกเฉยปล่อยปละละเลยที่จะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลายื่นคำร้องให้แก่ผู้ร้องทั้งสองและรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไว้วินิจฉัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้ตามคำพิพากษากับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3221/2541 ของศาลจังหวัดสงขลา แล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ศาลจังหวัดสงขลาจึงออกหมายบังคับคดีตามที่เจ้าหนี้เดิมมีคำร้องขอให้ยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1631 ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 83 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ที่จำนองไว้แก่เจ้าหนี้เดิม โดยมอบหมายให้ศาลจังหวัดระยองบังคับคดีแทน วันที่ 11 พฤษภาคม 2543 เจ้าหนี้เดิมจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองยึดที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2545 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายวันที่ 20 มกราคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป วันที่ 13 สิงหาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาท และวันที่ 30 ตุลาคม 2557 ได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยผู้ร้องทั้งสองประมูลซื้อที่ดินได้ในราคา 4,000,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดี เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและคืนเงินมัดจำจำนวน 250,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3221/2541 ของศาลจังหวัดสงขลา วันที่ 30 ตุลาคม 2557 ผู้ร้องทั้งสองประมูลซื้อที่ดินได้ในราคา 4,000,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณาหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบว่า จำเลยที่ 2 เจ้าของที่ดินพิพาทเป็นบุคคลล้มละลาย เนื่องจากผู้ร้องทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทในคดีแพ่งมิใช่ในคดีล้มละลาย ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งในประกาศขายทอดตลาดว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องทั้งสองเพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายในวันนัดไต่สวนคำร้องของศาลจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 จึงไม่เกินกำหนดระยะเวลา 14 วันนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลจังหวัดระยองซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เมื่อประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดี จังหวัดระยอง เรื่องขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ระบุว่า เป็นการขายทอดตลาดในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลาหมายเลขแดงที่ 3221/2541 ระหว่าง ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ และจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ระบุว่า เป็นการดำเนินการแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด การที่ผู้ร้องทั้งสองเข้าใจว่าการซื้อที่ดินพิพาทเป็นการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งทั่วไปมิใช่ในคดีล้มละลายก็เนื่องมาจากประกาศขายทอดตลาดระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายโดยมิได้แจ้งให้ผู้เข้าสู้ราคาทราบว่าเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีล้มละลาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบจากเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันนัดไต่สวนคำร้องของศาลจังหวัดระยองเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องทั้งสองก็รีบดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนคำร้องต่อศาลจังหวัดระยองและยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 อันเป็นระยะเวลาห่างกันเพียง 9 วันเท่านั้น ถือว่าผู้ร้องทั้งสองทราบว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทที่ทำให้ผู้ร้องทั้งสองเสียหายเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ดังนั้นการที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 จึงเป็นการที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนด 14 วัน นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองทราบการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ผู้ร้องทั้งสองจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองประการต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้ว่าศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อมีการสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองมาแล้วเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่า ประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า แต่ความจริงแล้วที่ดินพิพาทมีหลุมลึกประมาณ 20 เมตร เต็มเนื้อที่ และแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้ร้องทั้งสองสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมนั้น เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองมีตัวผู้ร้องที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 โดยระบุสภาพที่ดินพิพาทเป็นที่อยู่อาศัย ขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า ก่อนประมูลซื้อผู้ร้องทั้งสองไปตรวจสอบที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดพบว่าเป็นที่ดินว่างเปล่ามีวัชพืชปกคลุม วันที่ 30 ตุลาคม 2557 ผู้ร้องทั้งสองประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้ในราคา 4,000,000 บาท โดยวางเงินมัดจำจำนวน 250,000 บาท ต่อมาผู้ร้องทั้งสองให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบกับระวางที่ดินอีกครั้งหนึ่งพบว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องทั้งสองประมูลซื้อได้ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองตรวจสอบก่อนเข้าประมูล แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีหลุมลึกประมาณ 20 เมตร เต็มเนื้อที่ ซึ่งแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 ประกอบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แล้ว จะเห็นได้ว่าประกาศขายทอดตลาดระบุสภาพที่ดินพิพาทว่า เป็นที่อยู่อาศัย ขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีข้อความทำนองเดียวกับรายงานเจ้าหน้าที่และรายการยึดที่ดินที่ระบุว่า ที่ดินพิพาทที่จะขายเป็นที่ดินสำหรับอยู่อาศัย ขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า สภาพทิ้งร้างมีวัชพืชขึ้นรก รถยนต์เข้าถึง โดยไม่ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทมีการขุดหน้าดินลึกลงไปแต่อย่างใด ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้อ่านเข้าใจได้ว่าที่ดินพิพาทที่จะขายเป็นที่ดินที่ใช้สำหรับอยู่อาศัย ขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า ประกอบกับรายงานเจ้าหน้าที่และรายการยึดที่ดินพิพาท จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ก่อนวันขายทอดตลาดนานถึง 14 ปี สภาพที่ดินพิพาทย่อมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะต้องตรวจสอบที่ตั้งและสภาพที่ดินพิพาทเสียก่อนว่า ยังคงมีสภาพตามที่ระบุในรายงานเจ้าหน้าที่และรายการยึดที่ดินหรือไม่ และแผนที่สังเขปที่เจ้าหนี้เดิมนำส่งมาถูกต้องหรือไม่ เมื่อผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า ก่อนประมูลซื้อผู้ร้องทั้งสองไปตรวจสอบที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดพบว่าเป็นที่ดินว่างเปล่ามีวัชพืชปกคลุม แต่ต่อมาผู้ร้องทั้งสองตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งพบว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องทั้งสองประมูลซื้อได้ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองตรวจสอบก่อนเข้าประมูล และแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง ซึ่งในส่วนนี้ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้นำพยานมาสืบเพื่อหักล้างพยานผู้ร้องทั้งสองโดยนางสาวลักขณา ทนายความผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความเพียงว่า พยานไม่ทราบว่าแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศขายทอดตลาดถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น พยานที่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พร้อมแจ้งแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศแสดงที่ตั้งทรัพย์ โดยระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นที่อยู่อาศัย ขณะยึดเป็นที่ดินว่างเปล่า ทั้งๆ ที่ที่ดินพิพาทมีการขุดหน้าดินลึกลงไปถึง 20 เมตร ย่อมทำให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินใช้สำหรับอยู่อาศัย ซึ่งนับว่าเป็นข้อสาระสำคัญ เพราะการที่ที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นบ่อลึก ผู้ร้องทั้งสองย่อมไม่อาจใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้ เมื่อแผนที่สังเขปแนบท้ายประกาศแสดงที่ตั้งทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง จะมาถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายไม่ตรงกับความเป็นจริงทำให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ จึงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยไม่ชอบ กรณีจึงมีเหตุที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1631 ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 และให้ผู้คัดค้านที่ 2 คืนเงินมัดจำจำนวน 250,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 (เดิม)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — นางลัดดา แช่มทอง กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแลนด์เวอร์คเอ็นยิเนียริ่งแน็ค
กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8683/2560
#617218
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าลูกหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้ แต่ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.30/2543 ของศาลล้มละลายกลาง เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่นทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยระบุยอดหนี้ของเจ้าหนี้เป็นเงินจำนวน 45,136,004 บาท สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ดังนั้น แม้ต่อมาคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็ตาม แต่ความผูกพันในข้อตกลงต่างๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้สิ้นสุดลง ลูกหนี้และเจ้าหนี้ยังคงผูกพันตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลได้ให้ความเห็นชอบต่อไป

ส่วนหนี้เดิมของเจ้าหนี้นั้น เมื่อตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." ดังนั้น แม้ลูกหนี้จะผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ แต่ความรับผิดของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ยังคงมีอยู่ต่อกันตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่อาจกลับไปใช้มูลหนี้เดิมเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่เจ้าหนี้ได้อีกต่อไป เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากยอดหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 367 ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำนวน 435,459,422.68 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 20110 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และเครื่องจักรจำนวน 713 เครื่อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางเคยมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และเจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้ได้นำหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนภาระหนี้ของเจ้าหนี้คงเหลือ 45,136,004 บาท และลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ภายหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 4,981,300 บาท หนี้ของเจ้าหนี้ยังไม่ขาดอายุความ ไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หักเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จำนวน 2 ครั้ง จึงเห็นควรอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงินจำนวน 75,603,778.90 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 20110 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 33-323-603-0508 ถึง 0755, 0757 ถึง 1128, 1130 ถึง 1135, 1137 ถึง 1201, 1204 ถึง 1216 และ 1218 ถึง 1226 รวม 713 เครื่อง ตามสัญญาจำนองเป็นประกันลำดับสี่ ก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนอง 75,603,778.90 บาท หากยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ลูกหนี้ทำสัญญากู้เงินจำนวน 153,647,878.66 บาท จากเจ้าหนี้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.30/2543 เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 29 วันที่ 5 มกราคม 2544 เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่นทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่เครื่องจักรกับลูกหนี้โดยระบุยอดหนี้ของเจ้าหนี้เป็นเงินจำนวน 45,136,004 บาท เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน (วันที่ 22 ธันวาคม 2550) ภาระหนี้คงค้างของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ดังกล่าวคงเหลือ 45,136,004 บาท และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ลูกหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้ แต่เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่เครื่องจักร ที่เจ้าหนี้ร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่นทำกับลูกหนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.30/2543 ของศาลล้มละลายกลาง โดยระบุยอดหนี้ของเจ้าหนี้เป็นเงินจำนวน 45,136,004 บาท สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่เครื่องจักร ในคดีดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ดังนั้น เมื่อคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แต่ความผูกพันในข้อตกลงต่างๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้สิ้นสุดลง ลูกหนี้และเจ้าหนี้ยังคงผูกพันตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลได้ให้ความเห็นชอบต่อไป ส่วนหนี้เดิมของเจ้าหนี้ นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." ดังนั้น แม้ลูกหนี้จะผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ แต่ความรับผิดของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ยังคงมีอยู่ต่อกันตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจกลับไปใช้มูลหนี้เดิมเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่เจ้าหนี้ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยคำนวณยอดหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากยอดหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองอันดับสี่เครื่องจักร ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทวงศ์ไพฑูรย์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8671/2560
#618537
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2551 ถึงปีภาษี 2554 มีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประเมินภาษีในปีภาษีเดียวกัน เงินภาษีสำหรับการประเมินครึ่งปีและเต็มปีภาษีจึงเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งเมื่อรวมคำนวณเงินภาษีในส่วนของเบี้ยปรับที่พิพาทสำหรับการประเมินครึ่งปีและเต็มปีภาษีเข้าด้วยกันแล้วมีจำนวนเกินกว่า 50,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของเบี้ยปรับ 1,785,750 บาท และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 10 ฉบับ ตามคำฟ้อง โดยให้ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เว็ลธิ แก๊ส เช่าประกอบกิจการสถานีจำหน่ายก๊าซเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ มีกำหนดคราวละ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา โจทก์ได้รับเงินค่าเช่าที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2554 แต่ไม่ได้นำเงินค่าเช่าซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำเลยจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะในส่วนของเบี้ยปรับโดยขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า ชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานประเมินได้ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุจะลดเบี้ยปรับให้อีกจึงให้ยกอุทธรณ์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/1/6/2557 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2557 โจทก์ชำระค่าภาษีครบถ้วนและผ่อนชำระเงินเพิ่มบางส่วน ปีภาษี 2555 และ 2556 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมชำระภาษีเรื่อยมา

สำหรับปัญหาว่าคดีของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) สำหรับปีภาษี 2551 (ครึ่งปี) มีทุนทรัพย์ 16,700 บาท ปีภาษี 2552 (ครึ่งปี) มีทุนทรัพย์ 40,700 บาท ปีภาษี 2553 (ครึ่งปี) มีทุนทรัพย์ 40,700 บาท และปีภาษี 2554 (ครึ่งปี) มีทุนทรัพย์ 40,700 บาท เป็นกรณีที่คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 (เดิม) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2551 ถึงปีภาษี 2554 มีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประเมินภาษีในปีภาษีเดียวกัน จำนวนเงินภาษีของปีภาษี 2551 ถึงปีภาษี 2554 จึงมียอดเงินภาษีของปีภาษี 2551 (ครึ่งปี) ถึงปีภาษี 2554 (ครึ่งปี) ตามลำดับรวมอยู่ด้วย เงินภาษีสำหรับการประเมินครึ่งปีและเต็มปีภาษีจึงเป็นจำนวนเดียวกัน ซึ่งเมื่อรวมคำนวณเงินภาษีในส่วนของเบี้ยปรับที่พิพาทสำหรับการประเมินครึ่งปีและเต็มปีภาษีเข้าด้วยกันแล้วมีจำนวนเกินกว่า 50,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุงดเบี้ยปรับหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เพิ่มเติมหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า โจทก์จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนปี 2550 มีอาชีพขายข้าวแกงและไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาก่อน เมื่อโจทก์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เว็ลธิ แก๊ส เช่าที่ดิน และห้างหุ้นส่วนจำกัด เว็ลธิ แก๊ส ก็ชำระค่าเช่าโดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นประจำทุกเดือน ประกอบกับโจทก์ไม่มีรายได้อื่นอีก อาจทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องภาษีเพียงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งจากหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เว็ลธิ แก๊ส ก็รีบเข้าไปติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและยอมชำระค่าภาษีตามการประเมินจนครบถ้วน เหลือเพียงเงินเพิ่มที่ผ่อนชำระมาโดยตลอด หลังจากปีภาษีพิพาทโจทก์ก็นำเงินได้พึงประเมินจากค่าเช่าดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเรื่อยมา การที่โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งโจทก์ให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยด้วยดี เห็นสมควรงดเบี้ยปรับให้โจทก์ทั้งหมด ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเหลือร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภ.ง.ด.12-02010171-25560624-001-00012 ถึง 00021 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/1/6/2557 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2557 โดยให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ เกิดประดิษฐ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8669/2560
#617212
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 42 แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้... (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องจ่ายไปในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลาดังกล่าว (2) ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าเงินได้พึงประเมินที่จะได้รับสิทธิยกเว้น นอกจากจะเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) แล้ว ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดด้วย ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 178) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยข้อ 2 ของประกาศอธิบดีดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ขายที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยหนังสือรับรองดังกล่าวต้องมีข้อความอย่างน้อยตามที่แนบท้ายประกาศนี้ ซึ่งเอกสารแนบท้ายประกาศอธิบดีดังกล่าว คือ หนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (ที่ใช้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ในปี พ.ศ.2552) แสดงว่า การมีหนังสือรับรองเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ โดยในหนังสือรับรองจะต้องมีข้อความอย่างน้อยตามที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายประกาศ ซึ่งข้อ 4 ของหนังสือรับรองดังกล่าวกำหนดให้กรอกรายการชื่อโครงการ ประกอบกับหมายเหตุท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) ระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ ว่า "เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย...อันจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้" จึงเห็นได้ว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนให้มีการลงทุนมากขึ้นและเพื่อผลักดันให้ประชาชนนำเงินออมที่มีอยู่มาจ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ อันเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการเป็นการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ชื่อโครงการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในหนังสือรับรอง เมื่อหนังสือรับรองที่โจทก์ยื่นต่อเจ้าพนักงานของจำเลยไม่มีชื่อของโครงการและทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส. เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เงินได้ของโจทก์ที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 178)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 178) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2552
กฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2552
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วุฒิธนากุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวีรยุทธ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8658/2560
#621049
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายกับเด็กหญิง ธ. และเด็กชาย อ. บุตรทั้งสองของผู้ตายจะเรียกจากผู้ทำละเมิดเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคน โจทก์ร่วมเป็นย่ามิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของบุตรทั้งสองของผู้ตายอันจะถือได้ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องในนามบุตรของผู้ตายได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ทั้งมารดาของบุตรทั้งสองของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายได้ คงมีสิทธิเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 92, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนพก 1 กระบอก และหัวกระสุนปืน 2 ลูก ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสามหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1677/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสมควรมารดานายธันยากร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและค่ารักษาพยาบาลผู้ตายเป็นเงิน 124,300 บาท และค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมและบุตรผู้ตายสองคน อายุ 9 ปี และ 4 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,124,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น เมื่อลงโทษจำคุกคนละประหารชีวิต แล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และคำให้การรับสารภาพฐานมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้นับโทษจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และนับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1677/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมานั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกจำคุกจนพ้นโทษแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอในส่วนนี้ ริบอาวุธปืนพก 1 กระบอก และหัวกระสุนปืน 2 ลูก ของกลาง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,124,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกคนละ 33 ปี 16 เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บว 5467 ระยอง มีนายอธิพงษ์นั่งที่เบาะหน้า จำเลยที่ 2 และนางสาวจริยาหรือแนนนั่งในแคปเบาะหลัง ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งที่กระบะตอนท้ายเข้าไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หนองกระพ้อ ริมถนนสุขุมวิท หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 3 กระโดดลงจากรถใช้อาวุธปืนพก ขนาด .38 ยิงเข้าไปในรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ศร 8521 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่หน้าอกด้านซ้ายและถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่สะบักขวาทะลุไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ส่วนนายธันยากรที่นั่งเบาะหลังถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 เคยเป็นคนรักกันมาก่อน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายที่ 1 อย่างรุนแรงจนถึงขนาดเป็นสาเหตุที่จะต้องฆ่ากัน แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์สอบถามผู้เสียหายที่ 1 ว่าอยู่ที่ไหนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่เคยเป็นคนรักกันจะสอบถามกันได้ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายโทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 300 บาท เพื่อเติมน้ำมันรถเพราะผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 กับผู้ตายต่างไม่มีเงินที่จะเติมน้ำมันรถและนัดพบกับจำเลยที่ 2 ที่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 นั่งรถกระบะไปกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 นั้น ก็ได้ความจากนายอธิพงษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านได้ความว่า คืนเกิดเหตุพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 จะไปส่งจำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดสระแก้วในวันรุ่งขึ้น คนทั้งหมดรวมทั้งพยานจึงเดินทางไปในรถกระบะด้วยกัน นอกจากนี้นายอธิพงษ์ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า นายอธิพงษ์ทราบว่าสาเหตุคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กันอยู่ อีกทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ทราบดีว่าผู้เสียหายที่ 1 เกี่ยวข้องโดยเป็นทั้งผู้ขายยาเสพติดและผู้เสพยาเสพติดด้วย ดังนี้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับการขายยาเสพติดกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่าผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อเติมน้ำมันรถ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 มากับรถกระบะของจำเลยที่ 1 ก็เพราะจะให้จำเลยที่ 1 ไปส่งที่ศาลจังหวัดสระแก้วเพื่อรายงานตัวเกี่ยวกับคดีเท่านั้น พยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นจริง ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่นั้น ดังที่ได้วินิจฉัยมาตอนต้นแล้วว่าเหตุคดีนี้เชื่อว่าเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับการขายยาเสพติดกัน การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มาพบผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 กับผู้ตายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุก็เพราะผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะของจำเลยที่ 1 ที่กำลังจะพาจำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดสระแก้ว จึงได้ขับรถเข้ามาในที่เกิดเหตุและพบกันดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้มีการวางแผนหรือตระเตรียมการเพื่อฆ่าและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และผู้ตายกับพวกอย่างไรอันเป็นการบ่งชี้ได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีระวางโทษหนักถึงประหารชีวิต เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยฟังว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิใช่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้การรับเพียงว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเท่านั้น มิได้รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ฟังได้แน่ชัดตามที่กล่าวมาในฟ้อง จึงไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายทั้งของโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตาย คือ เด็กหญิง ธ. อายุ 9 ปี และเด็กชาย อ. อายุ 4 ปี รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ตามขอนั้น เห็นว่า สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายกับเด็กหญิง ธ. และเด็กชาย อ. บุตรทั้งสองของผู้ตายจะเรียกจากผู้ทำละเมิดเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคน โจทก์ร่วมเป็นย่ามิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของบุตรทั้งสองของผู้ตายอันจะถือได้ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องในนามบุตรของผู้ตายได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านได้ความว่า มารดาของบุตรทั้งสองของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายได้ คงมีสิทธิเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะเพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตายรวม 1,000,000 บาท โดยมิได้แยกว่าแต่ละคนมีสิทธิได้รับคนละเท่าใด ประกอบกับโจทก์ร่วมสืบพยานในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมมาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะผู้ตายมีชีวิตอยู่ได้ส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตายเดือนละ 6,000 บาท ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายมีอายุ 26 ปี ส่วนโจทก์ร่วมอายุ 65 ปี ก่อนตายผู้ตายประกอบอาชีพทำสวนอยู่กับโจทก์ร่วม แต่ไม่ปรากฏว่ามีรายได้เท่าไหร่ โจทก์ร่วมน่าจะมีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท และที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งมานั้นศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 (เดิม) มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความหนึ่งปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 เมื่อนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 (เดิม) จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรทั้งสองของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทนอื่นแล้วเป็นเงิน 424,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 15
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 15 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8649/2560
#619416
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ ไม่ใช่เป็นบทความผิด แต่เป็นเพียงบทที่ให้อำนาจแก่ศาลในการริบบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ ด้วย เป็นการไม่ชอบ

คดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานยึดสิ่งใดเป็นของกลางอันพึงจะต้องริบตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวดังนั้น จึงไม่มีของกลางที่ศาลจะสั่งให้ริบเสีย แม้โจทก์จะมีคำขอตามมาตรา 74 ทวิ มาท้ายฟ้องด้วยก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องสั่งตามมาตรานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ, 74 ตรี และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง, 74 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง, 74 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาและยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงประกอบฎีกาว่า จำเลยซื้อที่ดินที่เกิดเหตุมาจากนายโสพิศและนางมัณฑนาซึ่งได้รับมรดกมาจากบิดามารดา โดยบิดามารดาได้ที่ดินมาจากนายเม็ดเจ้าของที่ดินเดิม ที่ดินที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นที่โล่ง มีชาวบ้านทำประโยชน์มาแล้วหลายช่วงอายุคน ขณะที่ซื้อเป็นไร่มันสำปะหลัง จำเลยจึงมิได้เป็นผู้บุกรุกหรือแผ้วถางหรือตัดไม้ทำลายป่าแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำรวจ องค์การบริหารส่วนตำบลสวนผึ้งท้องที่ที่เกิดเหตุใช้อุปกรณ์เครื่องมือวัดแผนที่รังวัดที่ดินที่เกิดเหตุแล้ว ได้เนื้อที่เพียง 20 ไร่ 3 งาน 19.25 ตารางวา เหตุที่เจ้าหน้าที่ทหารรังวัดได้ 33 ไร่เศษ เนื่องจากรังวัดขึ้นไปบนภูเขาด้วยเพื่อให้ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลย จำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นการฎีกาในทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันเป็นการขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย ทั้งยังเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นมาใหม่ ไม่ได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้อยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ใช่เป็นบทความผิด แต่เป็นเพียงบทที่ให้อำนาจแก่ศาลในการริบบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 คดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานยึดสิ่งใดเป็นของกลางอันจะพึงต้องริบตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่มีของกลางที่ศาลจะสั่งให้ริบเสีย แม้โจทก์จะมีคำขอตามมาตรา 74 ทวิ มาท้ายฟ้องด้วยก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องสั่งตามมาตรานี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 74 ทวิ ด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาโดยมิได้แก้ให้ถูกต้องนั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — พันตำรวจเอกหรือร้อยตำรวจเอก อารักษ์หรืออธิวัฒน์
หรือธีรเมศร์ ชิณโชติหรือชิณโชติวรสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวสายสนีย์ สายสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8623/2560
#621183
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ย่อมเป็นการตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนทายาททั้งหมด การที่ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ ป. เพียงผู้เดียว ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน ประเด็นแห่งคดีระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสองจึงขึ้นอยู่กับว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ตายทำพินัยกรรม การที่ผู้ร้องคัดค้านมาร้องอ้างการสืบสิทธิผู้สืบสันดานในฐานะทายาทโดยธรรม ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องคัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวอีก อันเป็นประเด็นข้อพิพาทโต้เถียงอย่างเดียวกัน แม้ผู้ร้องคัดค้านไม่เคยเข้าเป็นคู่ความในคดีส่วนที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา แต่เมื่อผู้ร้องคัดค้านร้องคัดค้านในประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องได้ต่อสู้แทนผู้ร้องคัดค้านแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องคัดค้านจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ผู้ร้องเคยส่งสำเนาพินัยกรรมพิพาทไปตรวจพิสูจน์แล้วยื่นเสนอเป็นพยานหลักฐานขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต คำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้าน ผู้ร้องคัดค้านจึงไม่อาจอ้างการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิเชียร ผู้ตาย ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558

วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 นางพูลศรี ผู้ร้องคัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้ร้องคัดค้านกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน โดยคำร้องมีใจความโดยสรุปว่า ผู้ร้องคัดค้านเป็นบุตรของนางทองคำหรือทองพูล น้าของผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายก่อนผู้ตายจึงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแทนที่มารดา เนื่องจากนายประเสริฐ พี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตายซึ่งมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย เนื่องจากปลอมพินัยกรรมของผู้ตาย ทำให้มารดาผู้ร้องคัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับหลังมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของนายประเสริฐ แต่เมื่อพินัยกรรมที่ผู้ตายยกทรัพย์มรดกให้นายประเสริฐเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแทนนายประเสริฐและถือไม่ได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายไปในทางมิชอบ ขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้ร้องคัดค้านกับผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแทน

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องคัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องคัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องคัดค้านมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายวิเชียร ผู้ตายกับนายประเสริฐเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ผู้ร้องเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมา ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยความว่า สำเนาบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสาร มีผลสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายทำขึ้น อันเป็นการตัดทายาทโดยธรรมของผู้ตายมิให้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 (1) ผู้ร้องจึงเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 บัญญัติว่า กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม ทายาทมีสิทธิตามกฎหมายเรียกว่า "ทายาทโดยธรรม" ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมเรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม" และบัญญัติในวรรคสองแห่งมาตรา 1629 ว่า คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม การที่ศาลตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของผู้ตายในฐานะที่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ย่อมเป็นการตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนทายาทโดยธรรมทั้งหมดแล้ว เช่นนี้ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้นายประเสริฐเพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทของนายประเสริฐ ประเด็นแห่งคดีระหว่างผู้ร้องในฐานะผู้เป็นผู้จัดการมรดกแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายกับผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเช่นนี้ การที่ผู้ร้องคัดค้านมาร้องอ้างการสืบสิทธิผู้สืบสันดานในฐานะทายาทโดยธรรม ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องคัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวอีก อันเป็นประเด็นข้อพิพาทโต้เถียงอย่างเดียวกันระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสอง ถือได้ว่าผู้ร้องคัดค้านร้องคัดค้านในประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องได้ต่อสู้แทนผู้ร้องคัดค้านแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องคัดค้านจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ข้อที่ผู้ร้องคัดค้านอ้างว่าการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องกับผู้ร้องคัดค้านแต่ละคน ผู้ร้องคัดค้านไม่เคยเข้าเป็นคู่ความในคดีส่วนที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้วมาก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาชั้นร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้านนั้น ฟังไม่ขึ้น และเมื่อการดำเนินการของผู้ร้องในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในฐานะผู้แทนทายาทโดยธรรมทั้งหมดของผู้ตายซึ่งผูกพันผู้ร้องคัดค้านที่เป็นทายาทสืบสันดานคนหนึ่งดังได้วินิจฉัยมา การที่ผู้ร้องได้มีการส่งสำเนาพินัยกรรมพิพาทไปตรวจพิสูจน์ในภายหลังแล้วยื่นเสนอเป็นพยานหลักฐานต่อศาลฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบพิจารณา แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาตไปแล้วนั้น ย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้าน ผู้ร้องคัดค้านจึงไม่อาจอ้างการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวให้ศาลไต่สวนใหม่ ส่วนฎีกาประการอื่นของผู้ร้องคัดค้านเช่นว่า ผู้ร้องได้มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา ผู้คัดค้านที่ 1 มีการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมิชอบหลายรายการนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งการวินิจฉัยมานั้นเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทั้งหมดของผู้ร้องคัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1603 ม. 1629
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจิตราพร เลาหเศรษฐี
ผู้ร้องคัดค้าน — นางพูลศรี ภู่สว่าง
ผู้คัดค้าน — นายชัยรัตน์ เพชรมณีทวีสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสุธิดา คูหะสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วาสนา หงส์เจริญ
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8570/2560
#622087
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ว่า ผู้ร้องรื้อบ้านให้เช่าของผู้ตายแล้วเอาบ้านไม้ไปโดยทุจริต ทำให้กองมรดกได้รับความเสียหายนั้น ผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนฎีกาที่ว่าผู้ร้องรื้อบ้านของผู้ตายและนำเงินที่ขายได้ไปใช้ส่วนตัวโดยพลการนั้น ผู้คัดค้านทั้งสี่นำสืบว่าผู้ร้องนำเงินจำนวนนี้ไปซ่อมแซมบ้านซึ่งผู้ตายพักอาศัย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บุคคลที่ศาลจะตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมอื่น ๆ ประกอบด้วย พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าผู้ร้องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งมีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก การที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยไม่ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกฝ่ายเดียวจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าสมควรที่จะตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า นอกจากที่ดินที่ระบุหลักฐานโฉนดที่ดินในพินัยกรรมแล้ว ผู้ตายยังมีทรัพย์สินอื่นที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน ซึ่งหากผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์สินดังกล่าวให้ด้วยแล้ว ก็น่าที่จะระบุไว้ในพินัยกรรมให้ชัดเจน นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อความที่ผู้ตายจะตัดทายาทอื่นไม่ให้รับมรดก จึงมีทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและอุทธรณ์ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง ดังนั้น หากศาลเห็นว่าการตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกอีกผู้หนึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกยิ่งขึ้น ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ก็อ้างว่าผู้ร้องใช้การฉ้อฉลแสดงเจตนาหลอกลวงให้ผู้ตายโอนที่ดินให้ผู้ร้อง และร่วมเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนนิติกรรม ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่าผู้ตายถูกจำเลยฉ้อฉลหลอกลวงและพิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ทำให้เชื่อว่าหากผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง การจัดการมรดกก็จะมีข้อขัดแย้งและเป็นอุปสรรคในการจัดการมรดกให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจิราภรณ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องคัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสี่ นายปรีชา นายเชียรชัย นายสารสิทธิ์ (ถึงแก่ความตายแล้ว) เป็นบุตรของนางเง็ก ผู้ตาย กับนายบักเซ้ง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ระบุยกที่ดิน 9 แปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 7902 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9216 แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านทั้งสี่ และนายปรีชา โดยให้แบ่งที่ดินทุกแปลงคนละเท่า ๆ กัน และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก หลังจากนั้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ผู้ตายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7902 ให้แก่ผู้ร้องและผู้ตายขายที่ดิน 2 แปลง ที่ระบุในพินัยกรรมแก่บุคคลภายนอก วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ผู้ตายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9216 ให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ผู้ตายถึงแก่ความตาย

ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ว่า ผู้ร้องรื้อบ้านให้เช่าของผู้ตายในที่ดินโฉนดเลขที่ 19343 แล้วเอาบ้านไม้ไปโดยทุจริต ทำให้กองมรดกได้รับความเสียหาย นั้น ผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนฎีกาที่ว่าผู้ร้องรื้อบ้านเลขที่ 219 ของผู้ตาย และนำเงินที่ขายได้ 70,000 บาท ไปใช้ส่วนตัวโดยพลการ นั้น ผู้คัดค้านทั้งสี่นำสืบว่าผู้ร้องนำเงินจำนวนนี้ไปซ่อมแซมบ้านเลขที่ 385/5 ซึ่งผู้ตายพักอาศัย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ว่า มีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก เพราะผู้ตายได้เงินจากการขายที่ดิน 2 แปลง จำนวน 2,310,000 บาท ผู้ตายไม่ได้มอบให้ผู้ร้องเป็นการส่วนตัว ผู้ร้องอ้างว่าเงินดังกล่าวได้ใช้ไปไม่มีเหลือแล้วโดยผู้ร้องไม่มีหลักฐานการใช้จ่าย การกระทำของผู้ร้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก นอกจากทรัพย์มรดกที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้วผู้ตายยังมีที่ดินโฉนดเลขที่ 9704 และ 9705 และเงินฝากในธนาคารชื่อบัญชีผู้ร้อง ซึ่งผู้ตายไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ทายาทยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยให้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก หรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า บุคคลที่ศาลจะตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมอื่น ๆ ประกอบด้วย สำหรับผู้ร้องนั้น ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ตายพักอาศัยอยู่ตามลำพัง ปี 2554 ผู้ร้องกู้ยืมเงินมาซ่อมแซมบ้านเลขที่ 385/5 ให้ผู้ตายพักอาศัย ผู้ร้องมีอาชีพรับราชการครู ได้ไปดูแลและนำเครื่องใช้จำเป็นพร้อมอาหารไปให้ผู้ตายทุกเช้าก่อนที่ผู้ร้องจะไปทำงานที่โรงเรียน ต้นปี 2558 ผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้ตายไปอยู่บ้านผู้ร้อง ผู้ร้องดูแลผู้ตายอย่างดี รวมทั้งจ้างนางสาวรัตนากร เป็นผู้ดูแลในช่วงที่ผู้ร้องทำงาน ส่วนเวลากลางคืนผู้ร้องดูแลปฏิบัติผู้ตายด้วยตนเอง ผู้ตายไว้วางใจและตั้งใจให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจึงกำหนดไว้ในพินัยกรรม เงินที่ผู้ตายได้จากการขายที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 100 ตารางวา ตารางวาละ 20,000 บาท ผู้ตายสั่งให้ผู้ร้องเบิกมาให้ผู้ตายใช้จ่าย และเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ตายที่เบิกไม่ได้ รวมทั้งผู้ตายคืนเงินค่าซ่อมแซมบ้านเลขที่ 385/5 แก่ผู้ร้อง และนำมาจัดการงานศพของผู้ตาย ซึ่งฝ่ายผู้คัดค้านก็รับว่าผู้ร้องซ่อมแซมบ้านเลขที่ 385/5 ผู้ร้องดูแลผู้ตายและว่าจ้างบุคคลอื่นมาช่วยดูแลผู้ตาย รวมทั้งมีค่ารักษาพยาบาลผู้ตายที่เบิกไม่ได้ และผู้ร้องจัดการงานศพของผู้ตาย โดยไม่เคยได้รับเงินจากผู้คัดค้านทั้งสี่ ที่ผู้คัดค้านทั้งสี่อ้างว่าผู้ร้องไม่มีหลักฐานการใช้จ่าย การกระทำของผู้ร้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก นั้น ผู้คัดค้านทั้งสี่ก็ไม่นำสืบให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นเป็นจำนวนเงินเท่าใด และที่ผู้คัดค้านทั้งสี่อ้างว่าผู้ร้องชกหน้าผู้คัดค้านที่ 1 เพียงเพราะผู้คัดค้านที่ 1 มีเหตุไม่สามารถดูแลผู้ตายในวันที่ผู้ร้องให้ช่วยดูแลผู้ตาย ผู้ร้องกีดกันไม่ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ดูแลผู้ตาย นั้น เห็นว่า ผู้ร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 มาช่วยดูแลผู้ตาย จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องกีดกันไม่ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ดูแลผู้ตาย ทั้งการที่ผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่มาดูแลผู้ตายและผู้ร้องไม่พอใจผู้คัดค้านที่ 1 ที่ไม่ช่วยดูแลผู้ตายซึ่งเป็นมารดาของผู้คัดค้านทั้งสี่และผู้ร้องดังกล่าว ก็ยังไม่พอฟังว่าผู้ร้องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสี่จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าผู้ร้องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งมีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก การที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยไม่ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกฝ่ายเดียวจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าสมควรที่จะตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ นั้น เห็นว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทำไว้มีข้อความสำคัญกำหนดไว้ว่า "ข้อ 1 ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่ความตายไปแล้ว บรรดาทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ข้าพเจ้ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้รับทรัพย์สินตามจำนวนซึ่งกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ คือ ที่ดิน 9 แปลง ตามโฉนดที่ดินที่ระบุไว้ ขอยกให้ นางจิราภรณ์ (ผู้ร้อง) นางประไพพิศ นางวิจิตรา พันตำรวจตรี สิทธิยา นายเดชา (ผู้คัดค้านทั้งสี่) และนายปรีชา ข้อ 2. ข้าพเจ้าขอมอบพินัยกรรมฉบับนี้แก่นายอำเภอท่ายาง และขอตั้งให้นางจิราภรณ์ (ผู้ร้อง) เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าตามพินัยกรรมนี้และให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการ" แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นอกจากที่ดิน 9 แปลง ที่ระบุหลักฐานโฉนดที่ดินในพินัยกรรมแล้ว ผู้ตายยังมีทรัพย์สินอื่นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันเป็นที่ดินอีก 2 แปลง และเงินฝากในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี เพชรบุรี ชื่อบัญชีผู้ร้อง ซึ่งหากผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์สินดังกล่าวให้ด้วยแล้ว ก็น่าที่จะระบุไว้ในพินัยกรรมให้ชัดเจนได้ แม้หากผู้ตายจะจำเลขโฉนดที่ดินไม่ได้ แต่ก็สามารถระบุสถานที่ซึ่งที่ดินตั้งอยู่ได้ นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อความที่ผู้ตายจะตัดทายาทอื่นไม่ให้รับมรดกแต่อย่างใด จึงมีทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและอุทธรณ์ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง ดังนั้น หากศาลเห็นว่าการตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกอีกผู้หนึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกยิ่งขึ้น ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ก็อ้างว่าผู้ร้องใช้การฉ้อฉลแสดงเจตนาหลอกลวงให้ผู้ตายโอนที่ดินให้ผู้ร้อง และร่วมเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามคดีหมายเลขดำที่ 1089/2558 ซึ่งปรากฏต่อมาว่าศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่านางเง็กผู้ตายถูกจำเลยฉ้อฉลหลอกลวง และพิพากษายกฟ้อง ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 385/2559 ท้ายคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้อง ดังนี้ทำให้เชื่อว่าหากผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง การจัดการมรดกก็จะมีข้อขัดแย้งและเป็นอุปสรรคในการจัดการมรดกให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน แต่ผลของคดีไม่เปลี่ยนไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1718
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจิราภรณ์ วัชรภูมิ
ผู้คัดค้าน — นางประไพพิศ วัชรภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปัญญา สุทธิบดี
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8542/2560
#616676
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ประกอบกับเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็เป็นตัวอักษรหลายตัวประกอบกันเป็นคำ จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า

เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์และเครื่องหมายการค้า ปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ คำว่า POWER และ DEKOR คำทั้งสองเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่จำนวน 10 ตัว P, O, W, E, R, D, E, K, O และ R ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ คำว่า และ คำทั้งสองเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คือ E, U, R, O, D, E, K, O และ R คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร 5 ตัว ได้แก่ P, O, W, E และ R ส่วนคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีอักษร 4 ตัว ได้แก่ E, U, R และ O เห็นได้ว่าคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คงมีแต่คำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่มีอักษร 5 ตัว ซึ่งเหมือนกันทั้งห้าตัว ได้แก่ D, E, K, O และ R และแม้ว่าตัวอักษรทั้งหมดของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกันก็ตาม แต่แบบของตัวอักษร (font) เป็นคนละแบบกัน ทั้งเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์ยังใช้เส้นตัวอักษรสีดำมีลักษณะบางกว่าเครื่องหมายการค้า ซึ่งใช้เส้นตัวอักษรสีดำทึบและเข้มกว่า เห็นได้ว่า ลักษณะแบบและขนาดเส้นของตัวอักษรของเครื่องหมายการค้าทั้งสองไม่เหมือนกัน

ในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต้องพิจารณาในภาพรวมที่ปรากฏทั้งเครื่องหมาย เมื่อปรากฏว่า คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกและคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็เป็นตัวอักษรขนาดเดียวกันหลายตัวเรียงติดต่อเป็นแถวอยู่ในระนาบเดียวกัน การเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าทั้งสองในภาพรวมจึงไม่อาจแยกภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งออกไปโดยไม่นำมารวมพิจารณาในการเปรียบเทียบได้และการที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของตนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (1) นั้น ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่มีสิทธิใช้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของตนได้โดยลำพังแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้คำดังกล่าวได้เท่านั้น หามีผลทำให้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต้องถูกแยกออกไปไม่นำมารวมพิจารณาหรือกลายเป็นคำที่มีน้ำหนักในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคล้ายกันหรือไม่น้อยกว่าคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง ดังนี้ การเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่จึงต้องพิจารณาในภาพรวมที่มีคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกและคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองประกอบกันทั้งหมด เมื่อปรากฏว่า คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คือ คำว่า POWER แตกต่างกับคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือ คำว่า อย่างชัดเจน แม้คำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นคำคำเดียวกัน คือ คำว่า DEKOR แต่คำว่า DEKOR หมายถึง DECORATION ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำพวกที่ 19 นิยมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแยกวินิจฉัยเพียงว่าเครื่องหมายของโจทก์คำว่า DEKOR เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วคำว่า DEKOR จึงไม่ชอบด้วยหลักการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่จะต้องพิจารณาภาพรวมทั้งหมด เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดซึ่งมีคำอันเป็นภาคส่วนแรกและภาคส่วนที่สองประกอบกันแล้วก็เห็นได้ว่า ลักษณะอักษรของเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความแตกต่างกัน และในการเรียกขานเครื่องหมายการค้าทั้งสองต้องอ่านออกเสียงทุกคำ โดยไม่อาจเรียกขานโดยอ่านออกเสียงเฉพาะคำว่า DEKOR ซึ่งเป็นคำอันเป็นภาคส่วนที่สองที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่จดทะเบียนได้แล้วมิได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า พาวเวอร์เดคคอร์ โดยไม่อาจเรียกขานว่า เดคคอร์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานได้ว่า ยูโรเดคคอร์ โดยไม่อาจเรียกขานว่า เดคคอร์ เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองแตกต่างกัน แม้จะได้ความว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 19 ซึ่งเป็นสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างอันมีลักษณะอย่างเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงเป็นไปได้ยาก เครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนตามหนังสือที่ พณ. 0704/2113 วันที่ 16 มิถุนายน 2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 293/2556 ให้จำเลยทั้งสิบสองดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 768063 ของโจทก์

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนตามหนังสือที่ พณ 0704/2113 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 293/2556 ลงวันที่ 4 เมษายน 2556 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 768063 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 768063 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 19 รายการสินค้า ไม้ใช้ในการก่อสร้าง แผงวัสดุทำด้วยไม้ ไม้อัด บานประตูที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ปูนยิปซัม ปูนซีเมนต์ กระเบื้องปูพื้นที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ พื้นที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ สิ่งก่อสร้างที่เคลื่อนที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ และวัสดุใช้ในการทำหิน และเครื่องหมายการค้าคำว่า Power Dekor ที่ใช้ร่วมกับรูปช้างประดิษฐ์ ตามคำขอเลขที่ 768064 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 19 รายการสินค้า ไม้ใช้ในการก่อสร้าง แผงวัสดุทำด้วยไม้ ไม้อัด บานประตูที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ ปูนยิปซัม ปูนซีเมนต์ กระเบื้องปูพื้นที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ พื้นที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ สิ่งก่อสร้างที่เคลื่อนที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะ และวัสดุใช้ในการทำหิน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำขอมีข้อบกพร่องตามมาตรา 9 แห่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะไม่ระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง จึงให้โจทก์แก้ไขรายการที่ 10 ให้ชัดเจน กับเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองมีบางส่วนที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 จึงให้โจทก์ยื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า POWER และเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองจะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดด้วยกันตามมาตรา 14 จึงให้โจทก์ยื่นหนังสือเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายชุด ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0704/4299 และ พณ 0704/4300 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2554 ทั้งสองฉบับ โจทก์ได้ดำเนินการตามที่นายทะเบียนแจ้งโดยยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนรายการที่ 10 จากเดิมระบุว่า วัสดุใช้ในการทำหิน เป็นระบุว่า วัสดุใช้ในการทำหินที่ใช้ในการก่อสร้าง กับยื่นหนังสือแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า POWER และยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองเป็นเครื่องหมายชุด หลังจากนั้นนายทะเบียนพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปแล้วรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 768064 ให้โจทก์ตามภาพถ่ายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 340218 ส่วนคำขอเลขที่ 768063 นายทะเบียนมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้โดยวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 คือ คำขอเลขที่ 482905 ทะเบียนเลขที่ ค 174899 ตามภาพถ่ายหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0704/2113 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 โดยเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 482915 ทะเบียนเลขที่ ค 174899 นั้น จดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 19 รายการสินค้า กระดานทำจากเศษไม้ และกระดานทำจากเยื่อไม้ชนิดที่มีการอัดซ้อนเป็นชั้น หรือที่ไม่มีการอัดซ้อนเป็นชั้น แผ่นวัสดุทำจากเยื่อไม้ที่มีการอัดซ้อนเป็นชั้น ชิ้นส่วนประกอบที่ทำด้วยไม้ใช้ในการก่อสร้าง วัสดุใช้ในการรับน้ำหนัก กระดาน คานและวัสดุที่ขึ้นรูปแล้วซึ่งใช้ในการก่อสร้าง โดยสินค้าทั้งหมดทำด้วยเศษไม้หรือเยื่อไม้ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 768063 ของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนคำว่า DEKOR อันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายซึ่งเป็นคำคำเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีคำว่า POWER ประกอบอยู่ด้วย แต่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธไว้แล้วว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า POWER คำดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีคำว่า ประกอบอยู่ด้วย แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า คำดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่าพาวเวอร์เดคคอร์ หรือ เดคคอร์ ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วอาจเรียกขานได้ว่า ยูโรเดคคอร์ หรือ เดคคอร์ นับได้ว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกันจึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และสำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่ง เช่น สำเนาหน้าเว็บไซต์ www.powerdekorgroup.com แสดงประวัติความเป็นมาของโจทก์จำนวน 2 แผ่น เป็นต้น นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย จึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนที่ไม่รับจดทะเบียนให้โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองว่า เครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 768063 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 482915 ทะเบียนเลขที่ ค 174899 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันทำให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสิบสองไม่นำสืบหักล้างว่า คำว่า DEKOR ปรากฏในพจนานุกรม German - English ว่าเป็นคำในภาษาเยอรมันที่มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Decoration และคำว่า DEKOR เป็นคำที่ผู้ประกอบการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในจำพวกที่ 19 นิยมนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ประกอบกับเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็เป็นตัวอักษรหลายตัวประกอบกันเป็นคำ จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์และเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ คำว่า POWER และ DEKOR คำทั้งสองเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่จำนวน 10 ตัว P, O, W, E, R, D, E, K, O และ R ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ คำว่า และ คำทั้งสองเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คือ E, U, R, O, D, E, K, O และ R คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร 5 ตัว ได้แก่ P, O, W, E และ R ส่วนคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีอักษร 4 ตัว ได้แก่ E, U, R และ O จึงเห็นได้ว่าคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คงมีแต่คำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่มีอักษร 5 ตัว ซึ่งเหมือนกันทั้งห้าตัว ได้แก่ D, E, K, O และ R และแม้ว่าตัวอักษรทั้งหมดของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกันก็ตาม แต่แบบของตัวอักษร (font) เป็นคนละแบบกัน อีกทั้งเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์ยังใช้เส้นตัวอักษรสีดำมีลักษณะบางกว่าเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งใช้เส้นตัวอักษรสีดำทึบและเข้มกว่าของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะแบบและขนาดเส้นของตัวอักษรของเครื่องหมายการค้าทั้งสองไม่เหมือนกัน ที่จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ว่า แม้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าทั้งสองจะแตกต่างกัน แต่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างก็ได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกนั้น จึงทำให้คำดังกล่าวซึ่งไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเป็นภาคส่วนที่มีน้ำหนักในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคล้ายกันหรือไม่น้อยกว่าคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองซึ่งถือเป็นภาคส่วนสาระสำคัญหลัก คือ คำว่า DEKOR และ DEKOR ตามลำดับ เมื่อคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของทั้งสองเครื่องหมายการค้าเป็นคำเดียวกันและเป็นคำที่ไม่มีความหมายทั่วไปอย่างเดียวกัน จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองเป็นภาคส่วนที่ปรากฏเป็นสาระสำคัญหลักของเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกัน รวมทั้งอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าทั้งสองโดยเรียกขานในส่วนที่เป็นภาคส่วนสาระสำคัญหลักได้ว่าเดคคอร์ เหมือนกัน จึงนับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีเสียงเรียกขานบางส่วนคล้ายกันนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต้องพิจารณาในภาพรวมที่ปรากฏทั้งเครื่องหมาย เมื่อปรากฏว่า คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกและคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็เป็นตัวอักษรขนาดเดียวกันหลายตัวเรียงติดต่อเป็นแถวอยู่ในระนาบเดียวกัน การเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าทั้งสองในภาพรวมจึงไม่อาจแยกภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งออกไปโดยไม่นำมารวมพิจารณาในการเปรียบเทียบได้และการที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของตนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (1) นั้น ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วไม่มีสิทธิใช้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของตนได้โดยลำพังแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้คำดังกล่าวได้เท่านั้น หามีผลทำให้คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง ต้องถูกแยกออกไปไม่นำมารวมพิจารณาหรือกลายเป็นคำที่มีน้ำหนักในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคล้ายกันหรือ ไม่น้อยกว่าคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังที่จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ดังนี้ การเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่จึงต้องพิจารณาในภาพรวมที่มีคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกและคำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองประกอบกันทั้งหมด เมื่อปรากฏว่า คำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คือ คำว่า POWER แตกต่างกับคำซึ่งเป็นภาคส่วนแรกของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือ คำว่า อย่างชัดเจน แม้คำซึ่งเป็นภาคส่วนที่สองของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นคำคำเดียวกัน คือ คำว่า DEKOR แต่คำว่า DEKOR หมายถึง DECORATION ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำพวกที่ 19 นิยมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแยกวินิจฉัยเพียงว่าเครื่องหมายของโจทก์คำว่า DEKOR เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วคำว่า DEKOR ไม่ชอบด้วยหลักการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่จะต้องพิจารณาภาพรวมทั้งหมด เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดซึ่งมีคำอันเป็นภาคส่วนแรกและภาคส่วนที่สองประกอบกันแล้วก็เห็นได้ว่า ลักษณะอักษรของเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความแตกต่างกัน และในการเรียกขานเครื่องหมายการค้าทั้งสองต้องอ่านออกเสียงทุกคำ โดยไม่อาจเรียกขานโดยอ่านออกเสียงเฉพาะคำว่า DEKOR ซึ่งเป็นคำอันเป็นภาคส่วนที่สองที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่จดทะเบียนได้แล้วมิได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเรียกขานได้ว่า พาวเวอร์เดคคอร์ โดยไม่อาจเรียกขานว่า เดคคอร์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานได้ว่า ยูโร เดคคอร์ โดยไม่อาจเรียกขานว่า เดคคอร์ เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองแตกต่างกัน แม้จะได้ความว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างก็ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 19 เช่นเดียวกัน อีกทั้งสินค้าก็เป็นสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างอันมีลักษณะอย่างเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาเครื่องหมายการค้า POWERDEKOR ของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 482915 เลขที่ ค.174899 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 78063 จึงไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนตามหนังสือที่ พณ 0704/2113 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 กับเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 293/2556 ลงวันที่ 4 เมษายน 2556 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า POWERDEKOR ตามคำขอเลขที่ 768063 ของโจทก์ต่อไปนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 17 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พาวเวอร์ เดคคอร์ กรุ๊ป โก., แอลทีดี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา