คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8539/2560
#619396
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความอาจมีคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วได้ ประกอบกับคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้นมีผู้พิพากษาสมทบซึ่งลงชื่อเป็นองค์คณะได้ทำความเห็นแย้งว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศสหราชอาณาจักรตามคำร้องขอของผู้ร้อง ซึ่งความเห็นแย้งที่ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศนี้ก็เป็นไปในทำนองเดียวกับคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558 โดยไม่ว่าจะพิจารณาจากความหมายในข้อความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตราต่าง ๆ หรือความสอดคล้องของบทกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าวกับอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศหรืออนุสัญญานิวยอร์กตามพันธกรณีที่ประเทศยอมรับ ล้วนแต่เป็นกรณีที่จะต้องถือว่าศาลไทยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศ

ดังนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร อันเป็นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศแต่อย่างใด การที่ศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว รวมตลอดถึงการมีคำสั่งและออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องล้วนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยปราศจากอำนาจ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องพิพากษายกคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลดังกล่าวทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนในประเทศไทย ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ก่อนวันที่ 11 ธันวาคม 2555 อันเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ประมาณ 1 เดือน ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด (The International Cotton Association Limited) เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านในสัญญาซื้อขายสินค้า ที่ผู้คัดค้านขายฝ้ายดิบให้แก่ผู้ร้องรวม 4 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 วันที่ 15 ตุลาคม 2553 วันที่ 19 กันยายน 2554 และวันที่ 21 มีนาคม 2554 และมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินแก่ผู้คัดค้านตามสัญญาซื้อขายสินค้าทั้งสี่ฉบับข้างต้น รวมกับค่าใช้จ่ายในการทำคำชี้ขาดคิดคำนวณเป็นเงินไทยจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอนี้แล้วเป็นเงินจำนวน 77,104,919.50 บาท ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ร้องไม่ทราบมาก่อนว่ามีการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เพราะไม่มีการแจ้งให้ผู้ร้องทราบล่วงหน้า ผู้ร้องจึงไม่ได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องและไม่ได้ต่อสู้คัดค้านในการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ทั้งอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจทำคำชี้ขาด เนื่องจากสัญญาทั้งสี่ฉบับดังกล่าวขาดสิ่งตอบแทน (Consideration) และองค์ประกอบของการก่อให้เกิดสัญญาตามกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เพราะผู้คัดค้านเรียกร้องค่าเสียหายโดยไม่ได้ขอให้ผู้ร้องรับมอบฝ้ายดิบ สัญญาจึงไม่มีผลผูกพัน และโดยเฉพาะฝ่ายผู้คัดค้านคดีนี้ซึ่งเป็นผู้ขายได้อาศัยช่วงสถานการณ์ที่ตลาดฝ้ายกำลังผันผวนหลอกลวงผู้ร้องโดยอ้างว่า ฝ้ายดิบจะขาดแคลนอย่างมากและมีราคาสูงมากเป็นเวลานาน หากผู้ร้องไม่สั่งซื้อฝ้ายดิบตุนเอาไว้ จะทำให้ผู้ร้องขาดแคลนฝ้ายดิบป้อนโรงงานผลิตและปั่นด้ายของผู้ร้องจนอาจต้องปิดโรงงาน ประกอบกับผู้คัดค้านได้เคยเลื่อนการส่งมอบฝ้ายดิบมาแล้วจนผู้ร้องหลงเชื่อว่าข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นความจริงและยินยอมเข้าทำสัญญาซื้อขายฝ้ายดิบล่วงหน้าไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ผู้ร้องไม่เคยตกลงซื้อฝ้ายดิบล่วงหน้าเป็นจำนวนมากกับผู้ขายรายใดมาก่อน ต่อมาภายหลังผู้ร้องได้ทราบความว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่ผู้คัดค้านได้ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยความจริงแล้วตลาดฝ้ายดิบมีราคาผันผวนเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีสาเหตุจากการเก็งกำไรและอุทกภัยในบางท้องที่ซึ่งผลิตฝ้าย เมื่อพ้นสถานการณ์ดังกล่าวแล้วราคาฝ้ายดิบจะต่ำลงมาอยู่ในสภาวะปกติ ผู้คัดค้านอยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี และทราบเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งผู้คัดค้านอาศัยความได้เปรียบในช่องทางการทำสัญญาสำเร็จรูปโดยอาศัยเงื่อนไขที่ผู้ร้องไม่เคยทราบมาก่อน เพราะไม่มีข้อความระบุไว้ในสัญญาที่มีการลงนามกันว่าผู้ขายสามารถเรียกค่าเสียหายจากส่วนต่างราคาฝ้ายตามสัญญากับราคาตลาดโดยที่ผู้ขายไม่ต้องส่งมอบฝ้ายแต่อย่างใด ทั้งไม่เคยทราบมาก่อนว่ากรณีมีปัญหาข้อพิพาทจะต้องเสนอข้อพิพาทนั้นให้อนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัดเป็นผู้มีอำนาจทำคำชี้ขาด สัญญาที่ผู้คัดค้านอ้างตามคำชี้ขาดจึงไม่ได้เป็นไปตามเจตนาของผู้ร้อง อันเป็นช่องทางที่ผู้คัดค้านใช้เป็นช่องทางเอาเปรียบผู้ร้องโดยไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ผู้ร้องเพิ่งมาทราบในภายหลังตามคำชี้ขาดว่า ราคาฝ้ายที่กำหนดตามสัญญาที่ผู้ร้องต้องชำระมีราคาสูงอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับราคาตลาดฝ้ายในวันที่ถึงกำหนดส่งมอบหรือบรรทุกลงเรือซึ่งมีราคาต่ำลงอย่างมากทำให้ส่วนต่างราคาห่างกันมาก ตอนซื้อผู้คัดค้านกำหนดน้ำหนักฝ้ายเป็นหน่วยเมตริกตันหรือกิโลกรัม แต่ตอนคิดมูลค่าราคาฝ้ายส่วนต่างกลับคำนวณเป็นราคาต่อปอนด์ เมื่อเทียบกันแล้ว 1 กิโลกรัม จะเท่ากับ 2.2 ปอนด์ ผู้คัดค้านยิ่งได้เปรียบและคิดค่าเสียหายเป็นหลายเท่า ดังนั้นหากจะยึดหลักสัญญาต้องเป็นสัญญาเพื่อบังคับให้ผู้ซื้อต้องชำระค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวดังที่อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดย่อมจะไม่ยุติธรรมแก่ผู้ซื้ออย่างยิ่ง การทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นไปตามหลักสุจริตและยุติธรรมตามที่กำหนดไว้ในกฏข้อบังคับของสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด เมื่อสถานการณ์ตลาดฝ้ายผันผวนอย่างรุนแรงไม่เหมือนเดิมในขณะทำสัญญากับในขณะที่ถึงเวลาต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซึ่งผู้ร้องไม่อาจคาดเห็นได้จึงไม่ควรให้ใครได้รับประโยชน์จากความได้เปรียบจากสถานการณ์ดังกล่าวและไม่ควรให้สัญญามีผลบังคับดังกล่าว การชำระหนี้จึงตกเป็นอันพ้นวิสัย (ตามหลัก Frustrations) ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรที่ให้ผู้ร้องต้องขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อรับมอบฝ้ายตามสัญญาเพราะจะยิ่งทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบผู้ร้องอย่างมาก หากให้ผู้ร้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวจะทำให้ผู้ร้องต้องนำฝ้ายดิบในราคาแพงไปผลิตและปั่นด้ายมาขายในราคาถูกจนต้องขาดทุน นอกจากนี้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนต่างระหว่างมูลค่าราคาตามสัญญาและมูลค่าราคาตลาดในวันที่ปิดสัญญานั้นไม่มีกำหนดไว้ในสัญญา ทั้งการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวก็เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และประเทศไทยไม่เคยให้สัตยาบันการทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัดดังกล่าวข้างต้น จึงไม่อาจนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนี้มาบังคับได้ ขอให้พิพากษาหรือสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทระหว่างบริษัทโตโยชิมา แอนด์ โค จำกัด (TOYOSHIMA & CO LTD) และบริษัทชุมแสง เท็กซ์ไทล์ จำกัด ฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 ทั้งหมด ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 อ้างว่า ผู้คัดค้านมิได้จงใจที่จะไม่ยื่นคำคัดค้านหรือไม่เข้ามาต่อสู้คดีนี้ แต่ผู้คัดค้านมิได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและไม่ทราบวันนัดพิจารณา หากได้รับหมายและทราบวันนัดพิจารณา ผู้คัดค้านจะเข้ามาต่อสู้คดีนี้เนื่องจากผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 เป็นคดีหมายเลขดำที่ กค.280/2556 ของศาลดังกล่าว มีการส่งสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวและสำเนาคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อสู้คดีดังกล่าวแต่มิได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านดังกล่าวเลยว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไว้แล้ว คดีที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งผู้ร้องยื่นคำคัดค้านไว้มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกันกับคดีนี้ ในคดีที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องได้แสดงความประสงค์ให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันโดยศูนย์ไกล่เกลี่ย ระหว่างการไกล่เกลี่ย ผู้ร้องไม่เคยแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้ และคดียังอยู่ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้อง จนกระทั่งวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 ซึ่งคดีของผู้คัดค้านที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันยังอยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ย การกระทำของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านมีบริษัทโกลเด้น คอตตอน จำกัด เป็นตัวแทนในราชอาณาจักรสำหรับการประกอบกิจการขายฝ้ายดิบตามสัญญาที่ผู้คัดค้านทำกับผู้ร้อง ซึ่งมีการระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในสัญญาซื้อขายสินค้าฝ้ายดิบที่ผู้คัดค้านทำกับผู้ร้องแล้ว ทั้งผู้ร้องทราบดีว่าผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันแล้ว และผู้คัดค้านได้แต่งตั้งทนายความไว้ในคดีดังกล่าว หากผู้ร้องดำเนินคดีโดยสุจริตจริง ชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแก่ผู้คัดค้านโดยส่งให้แก่บริษัทโกลเด้น คอตตอน จำกัด หรือทนายความผู้คัดค้านแทนการขอให้ศาลปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลและประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมายเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ศาลดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอโดยผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้รับแจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้าน ณ ภูมิลำเนานอกราชอาณาจักร การยื่นเสนอข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายสินค้าฝ้ายดิบทั้งสี่ฉบับต่อคณะอนุญาโตตุลาการของสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ณ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ การพิจารณาคดีของคณะอนุญาโตตุลาการ และการทำชี้ขาดนั้นกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2557 ทนายผู้คัดค้านตรวจสอบข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงทราบว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2555 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 และศาลดังกล่าวมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 แล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2557

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่จะต้องมีการบังคับตามคำพิพากษาโดยการยึดทรัพย์หรือมีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น คดีนี้ไม่มีการบังคับแก่ผู้คัดค้านแต่อย่างใด ไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 จึงให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อีกฉบับหนึ่งตามคำร้องขอลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยมีข้ออ้างทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้นจากคำขอฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ว่า ผู้ร้องนำคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 ที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 ดังกล่าวไปใช้อ้างในคดีที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อผู้ร้องคดีนี้ เพื่อให้ศาลในคดีดังกล่าวชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นให้ยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว อันเป็นการดำเนินการเพื่อบังคับตามคำสั่งดังกล่าวซึ่งถือได้ว่ามีการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านโดยวิธีอื่นแล้ว ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า คำร้องขอของผู้ร้องที่ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร อันเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศนั้น ผู้ร้องระบุชื่อบริษัทโตโยชิมา แอนด์ โค จำกัด เป็นผู้คัดค้าน และบรรยายคำร้องขอเกี่ยวกับการกระทำของผู้คัดค้านไว้ในคำร้องขอมาแต่ต้น และในคำร้องขอของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 นั้น นอกจากผู้คัดค้านจะอ้างถึงเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ทราบมาก่อนว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังอ้างถึงการที่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางบังคับให้ผู้ร้องชำระเงินแก่ผู้คัดค้านตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัดดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 เป็นคดีหมายเลขดำที่ กค.280/2556 ของศาลดังกล่าว และต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2557 ผู้ร้องคดีนี้ในฐานะเป็นผู้คัดค้านคดีดังกล่าวยื่นคำคัดค้าน แต่ไม่ได้บอกกล่าวว่าตนได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเดียวกันนี้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันไว้แล้ว และต่อมาศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลดังกล่าวได้ไกล่เกลี่ยคู่ความในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 โดยมีกรรมการ เจ้าหน้าที่ และทนายความผู้ร้องในคดีนี้เข้าร่วมการไกล่เกลี่ย แต่ฝ่ายผู้ร้องก็ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านในคดีนี้ทราบถึงการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ทั้งที่ในวันดังกล่าวยังไม่ได้มีการไต่สวนคำร้องขอในคดีนี้ และการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านคดีนี้ในที่สุดผู้ร้องกลับขอให้ศาลปิดประกาศหน้าศาลและประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมาย หลังจากที่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านนอกราชอาณาจักรนั้นได้ล่วงพ้นกำหนด 180 วัน ไปแล้ว แต่ยังมิได้รับแจ้งผลการส่ง อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และต่อมาผู้ร้องคดีนี้ในฐานะผู้คัดค้านคดีดังกล่าวก็ยื่นคำสั่งศาลที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ต่อศาลในคดีหมายเลขดำที่ กค.280/2556 เพื่อขอให้ศาลในคดีดังกล่าวมีคำสั่งยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องคดีนี้ได้ดำเนินการขอให้ศาลบังคับตามคำสั่งศาลที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว ทั้งผู้คัดค้านคดีนี้ยังอ้างอีกว่า ศาลในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเท่านั้นที่เป็นศาลที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ซึ่งทำในต่างประเทศคือประเทศสหราชอาณาจักร อันถือได้ว่าเป็นข้อกล่าวอ้างว่าศาลดังกล่าวพิจารณาและมีคำสั่งในคดีนี้โดยปราศจากอำนาจซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบด้วย แต่ศาลดังกล่าวมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความอาจมีคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วได้ ประกอบกับคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้นมีนายธวัชชัย ผู้พิพากษาสมทบซึ่งลงชื่อเป็นองค์คณะในคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ได้ทำความเห็นแย้งว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศสหราชอาณาจักรตามคำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้ โดยตามความเห็นแย้งดังกล่าวได้กล่าวถึงอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ (Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards) หรืออนุสัญญานิวยอร์ก (New York Convention) กฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) หรือกฎหมายแม่แบบ (Model Law) บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และเหตุผลไว้ดังนี้ "การที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติให้อำนาจศาลตรวจสอบคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ 2 กรณี กรณีแรกตามมาตรา 40 เป็นการตรวจสอบคำชี้ขาดกรณีที่ผู้แพ้คดีร้องคัดค้านคำชี้ขาด และกรณีที่สองตามมาตรา 43 และมาตรา 44 เป็นกรณีผู้แพ้คดีร้องคัดค้านการบังคับตามคำชี้ขาด ซึ่งอำนาจศาลในการตรวจสอบคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้งสองกรณีดังกล่าวเป็นไปตามอนุสัญญานิวยอร์ก มาตรา 5 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติกำหนดเหตุแห่งการที่ศาลประเทศภาคีอาจปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ โดยมาตรา 5 (1) (อี) บัญญัติว่า ศาลประเทศภาคีอาจปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้ หากผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่า "คำชี้ขาดยังไม่มีผลผูกพันคู่พิพาท หรือได้ถูกเพิกถอนหรือระงับใช้เสียโดยศาลที่มีเขตอำนาจหรือภายใต้กฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาด" หมายความว่า หากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการใดถูกศาลของประเทศที่ทำคำชี้ขาดเพิกถอนแล้ว คำชี้ขาดนั้นอาจไม่สามารถนำไปบังคับประเทศภาคีสมาชิกอื่น ๆ ของอนุสัญญานิวยอร์กได้

แม้อนุสัญญานิวยอร์กบัญญัติให้อำนาจศาลประเทศที่ทำคำชี้ขาดเพิกถอนคำชี้ขาดได้ก็ตาม แต่กลับไม่ได้บัญญัติเหตุที่ศาลสามารถเพิกถอนคำชี้ขาดไว้ดังเช่นกรณีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ทำให้การเพิกถอนคำชี้ขาดเป็นไปตามกฎหมายอนุญาโตตุลาการของประเทศที่ทำคำชี้ขาดซึ่งอาจกำหนดเหตุไว้แตกต่างจากอนุสัญญานิวยอร์ก มาตรา 5 ได้ ทำให้อำนาจการตรวจสอบของศาลประเทศที่ทำคำชี้ขาดอาจมีมากกว่าอำนาจของศาลประเทศที่บังคับตามคำชี้ขาด

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการยกร่างกฎหมายแม่แบบ มีการพยายามทำให้อำนาจการตรวจสอบคำชี้ขาดของประเทศที่ทำคำชี้ขาดและประเทศที่บังคับตามคำชี้ขาดมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด ด้วยเหตุนี้กฎหมายแม่แบบจึงได้จำกัดเหตุแห่งการเพิกถอนตามมาตรา 34 ไว้ให้เหมือนกับเหตุที่ศาลอาจปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดต่างประเทศตามอนุสัญญานิวยอร์ก มาตรา 5 อย่างไรก็ตามกฎหมายแม่แบบยังคงหลักการของอนุสัญญานิวยอร์กที่ให้อำนาจการเพิกถอนคำชี้ขาดแก่ประเทศที่ทำคำชี้ขาด

เนื่องจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 นำกฎหมายแม่แบบเป็นหลักในการยกร่าง จึงได้กำหนดเหตุแห่งการเพิกถอนตามมาตรา 40 ไว้ ลักษณะใกล้เคียงกับเหตุแห่งการปฏิเสธการบังคับคำชี้ขาดตามมาตรา 43 และมาตรา 44 อย่างไรก็ตามบทบัญญัติดังกล่าวยังคงหลักการของอนุสัญญานิวยอร์กที่ให้อำนาจเฉพาะ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา 40 แม้กำหนดเหตุไว้เช่นเดียวกับมาตรา 43 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่เหตุเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน การที่มาตรา 40 บัญญัติให้ใช้กฎหมายไทยบังคับกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันนั้น เป็นเพราะคำชี้ขาดที่ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนั้นเป็นคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการที่ดำเนินการในประเทศไทย ดังนั้นหากนำเหตุดังกล่าวไปเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำในประเทศอื่น เท่ากับว่าศาลใช้กฎหมายไทยตรวจสอบคำชี้ขาดที่ทำในประเทศอื่น ซึ่งไม่ถูกต้อง มิฉะนั้นผู้แพ้คดีอาจร้องขอให้ศาลของประเทศที่ทำคำชี้ขาดและศาลไทยเพิกถอนคำชี้ขาดในขณะเดียวกันได้ อันอาจนำไปสู่ผลที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ศาลประเทศทำคำชี้ขาดไม่เพิกถอนคำชี้ขาด แต่ศาลไทยเพิกถอนคำชี้ขาด เช่นนี้จะมีผลทำให้คำชี้ขาดนั้นบังคับในประเทศไทยได้หรือไม่ กรณีดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นในระบบของอนุสัญญานิวยอร์ก

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 40 วรรคสอง อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่าศาลไทยมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำในต่างประเทศได้ เนื่องจากบัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ..." และมาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้" ศาลต่าง ๆ ที่บัญญัติในมาตรา 9 เป็นศาลไทยทั้งสิ้น ทำให้อาจแปลความว่าศาลไทยมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำในต่างประเทศได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง การแปลความคำว่า "ศาลที่มีเขตอำนาจ" กรณีนี้จึงต้องแปลความภายใต้กรอบของอนุสัญญานิวยอร์กที่ว่า ศาลที่มีอำนาจเพิกถอนได้แก่ศาลของประเทศที่ทำคำชี้ขาดเท่านั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำในประเทศสหราชอาณาจักรตามคำร้องขอของผู้ร้อง" ซึ่งความเห็นแย้งที่ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศนี้ก็เป็นไปในทำนองเดียวกับคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558 ระหว่าง ฮึบเพเด้น แอนด์ โค. (จีเอ็มบีเอช แอนด์ โค.) เคจี ผู้ร้อง บริษัทเอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้คัดค้าน ซึ่งมีคำวินิจฉัยที่สำคัญว่า การร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต้องร้องขอต่อศาลในประเทศที่ทำคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้กระทำขึ้นเท่านั้น ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 5 (1) (อี) ในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศหรืออนุสัญญานิวยอร์ก ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ที่บัญญัติว่า "อาจมีการปฏิเสธไม่ยอมรับและบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ หากคู่พิพาทฝ่ายที่จะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่าคำชี้ขาดนั้นได้ถูกเพิกถอนแล้วโดยเจ้าหน้าที่หรือองค์กรผู้มีอำนาจของประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือของประเทศที่คำชี้ขาดได้ทำขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศนั้น" ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่า การเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่หรือองค์กรที่มีอำนาจในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด ซึ่งโดยปกติก็คือศาล นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ว่า "เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอนุญาโตตุลาการของประเทศอื่นด้วย สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเสียใหม่ โดยนำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างกว้างขวางมาเป็นหลักเพื่อการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้กระบวนการทางอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ระหว่างประเทศให้แพร่หลายยิ่งขึ้น อันจะเป็นการลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลอีกทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" ซึ่งในกฎหมายแม่แบบ (หรือกฎหมายต้นแบบ) ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ หรือ "UNCITRAL Model Laws" มีบทบัญญัติเรื่องการคัดค้านคำชี้ขาดโดยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยตรง โดยบัญญัติอยู่ใน "Article 34" ซึ่งได้กำหนดเหตุต่างๆที่ศาลอาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้ บทบัญญัติในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีที่มาจากการแปล "Article 34" ของกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ดังกล่าว และใน "Article 36 (1) (v)" ของกฎหมายแม่แบบดังกล่าวได้บัญญัติถึงเหตุที่ศาลอาจปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในกรณีที่คำชี้ขาดนั้นได้ถูกเพิกถอนแล้วในประเทศที่ได้ทำคำชี้ขาดหรือในประเทศที่คำชี้ขาดได้ทำขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศนั้น ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ "UNCITRAL" ได้ทำคำอธิบายกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ในเรื่องนี้ไว้ว่า "แม้เหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม "Article 34 (2)" กับเหตุแห่งการปฏิเสธไม่ยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม "Article 36 (1)" จะเหมือนกันเกือบทั้งหมด แต่ก็มีข้อแตกต่างในทางปฏิบัติ กล่าวคือ การร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม "Article 34 (2)" อาจยื่นได้เฉพาะต่อศาลในประเทศที่ทำคำชี้ขาดเท่านั้น ในขณะที่การร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอาจยื่นต่อศาลในประเทศใดก็ได้ จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" "Article 34" ซึ่งเป็นที่มาของบทบัญญัติมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และ "Article 36" แห่งกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการ "UNCITRAL" ดังกล่าวกับบทบัญญัติใน "Article V (1) (e)" แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 นั้น เฉพาะศาลที่มีการดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาลเท่านั้นที่อาจพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคสอง บัญญัติถึงกรณีที่ศาลไทยที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศให้ต่อเมื่อเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในบังคับแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่ประเทศไทยยอมตนเข้าผูกพันเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงพันธกรณีที่ประเทศไทยต้องถือตาม และพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่บัญญัติให้สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าวดังเช่นที่ปรากฏรายละเอียดในความเห็นแย้งและคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น และเมื่อพิจารณาความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องการขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และมาตรา 41 ถึงมาตรา 44 อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องการขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้เป็นเหตุที่เหมือนกันเกือบทั้งหมด กล่าวคือ

มาตรา 40 การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้

คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด หรือชี้ขาดเพิ่มเติม นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความคำชี้ขาดหรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมแล้ว

ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า

(ก) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้น

(ข) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายไทยในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว

(ค) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการได้เพราะเหตุประการอื่น

(ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้าคำชี้ขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคำชี้ขาดส่วนที่วินิจฉัยในขอบเขตแล้ว ศาลอาจเพิกถอนเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือข้อตกลงนั้นก็ได้ หรือ

(จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น องค์ประกอบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้

(2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า

(ก) คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย หรือ

(ข) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ซึ่งย่อมเห็นได้ว่า เหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดตามข้อ 1 (ก) (ค) (ง) เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุในการที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในมาตรา 43 (1) (3) (4) และเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 ข้อ 2 (ก) (ข) ก็ตรงกับเหตุแห่งการที่ศาลจะปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดในมาตรา 44 ซึ่งเมื่อเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 เหมือนกับเหตุแห่งการที่ศาลจะทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 43 และมาตรา 44 ดังกล่าวแล้ว หากฝ่ายนิติบัญญัติต้องการจะออกกฎหมายให้การเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 และการที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 41 มีผลให้กระทำได้ทั้งคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย และคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศ ก็ต้องบัญญัติถึงคำชี้ขาดที่ทำในประเทศหรือต่างประเทศไว้ให้เหมือนกัน แต่กลับปรากฏเพียงมาตรา 43 เท่านั้น ที่บัญญัติถึงการที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไว้ว่า "ไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด" ซึ่งหมายถึงไม่ว่าจะเป็นคำชี้ขาดที่กระทำขึ้นในประเทศไทยหรือในต่างประเทศก็ตาม ส่วนกรณีการขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 ไม่มีข้อความบัญญัติถึงคำชี้ขาดว่า ไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะกระทำในประเทศใด ดังเช่นที่ปรากฏความตามมาตรา 41 ดังกล่าว อันแสดงถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนที่แสดงว่ากรณีการขอให้ศาลไทยเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลไทยที่จะมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่กระทำในต่างประเทศ แต่ให้ศาลไทยมีอำนาจเพียงการทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ทั้งที่ทำในประเทศไทยและในต่างประเทศ และในส่วนเหตุแห่งการขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 (1) (ข) ที่บัญญัติถึงเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาด ในกรณีว่า "สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายไทยในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว" ส่วนเหตุแห่งการที่ศาลจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดตาม มาตรา 43 (2) ในกรณีที่ว่า "สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดนั้น ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว" ซึ่งข้อแตกต่างในกรณีเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 (1) (ข) ที่ให้ใช้กฎหมายไทยในกรณีไม่มีข้อตกลงกันไว้ดังกล่าวข้างต้นก็สอดคล้องกับกรณีที่ศาลไทยจะมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้เฉพาะคำชี้ขาดที่ได้กระทำขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น และกรณีที่มาตรา 43 (2) ใช้ข้อความให้ใช้กฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงกันไว้ก็สอดคล้องกับกรณีที่ศาลไทยจะทำคำสั่งปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำได้ทั้งคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ นอกจากนี้ในส่วนเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 (1) (จ) ที่บัญญัติว่า "องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น องค์ประกอบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้" ส่วนเหตุแห่งการที่ศาลไทยจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 43 (5) ที่บัญญัติว่า "องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือมิได้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้" ซึ่งข้อแตกต่างในกรณีเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 (1) (จ) คือเหตุในกรณีที่องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นนั้น ก็สอดคล้องกับกรณีที่ศาลไทยจะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้เฉพาะคำชี้ขาดที่ได้กระทำในประเทศไทย ส่วนกรณีเหตุที่ศาลไทยจะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 (5) ที่ว่า องค์ประกอบหรือกระบวนพิจารณามิได้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้ ก็สอดคล้องกับกรณีที่ศาลไทยมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำในประเทศไทยหรือในต่างประเทศอีกเช่นกัน จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาเห็นได้ว่าข้อความในเรื่องอำนาจศาลไทยในการสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ไม่มีข้อความให้ศาลไทยมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศและข้อความในเรื่องเหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 และข้อความในเรื่องอำนาจศาลไทยในการทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่มีข้อความระบุชัดว่าให้ศาลไทยมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะทำในประเทศใด และข้อความในเรื่องเหตุแห่งการที่ศาลไทยจะทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ล้วนมีความหมายที่สรุปได้ว่าศาลไทยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้เฉพาะคำชี้ขาดที่ได้กระทำในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ได้กระทำในต่างประเทศได้แต่อย่างใด ดังนั้นไม่ว่าจะพิจารณาจากความหมายในข้อความตามบทกฎหมายมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วก็ดี หรือจะพิจารณาถึงความสอดคล้องของบทกฎหมายมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวกับอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศหรืออนุสัญญานิวยอร์ก ตามพันธกรณีที่ประเทศไทยยอมรับก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นกรณีที่จะต้องถือว่าศาลไทยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด เมืองลิเวอร์พูล ประเทศสหราชอาณาจักร อันเป็นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศแต่อย่างใด การที่ศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่างประเทศพิจารณาต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงการมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว รวมตลอดถึงการมีคำสั่งและออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องล้วนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยปราศจากอำนาจ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อได้ความดังกล่าวมานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องพิพากษายกคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลดังกล่าวทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 โดยกรณีตามปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ว่าผู้คัดค้านจะมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ หรือผู้คัดค้านได้ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเหตุแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีสิทธิอุทธรณ์ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่างประเทศสำหรับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านฉบับประทับตราสมาคมฝ้ายนานาชาติจำกัด ลงวันที่ 12 กันยายน 2555 ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลดังกล่าวตั้งแต่การสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาและกระบวนพิจารณาต่อมาทั้งหมดจนถึงก่อนการมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว รวมทั้งคำสั่งและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด และมีคำสั่งใหม่ในชั้นตรวจรับคำร้องขอเป็นว่า ไม่รับคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศของผู้ร้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลที่ผู้ร้องชำระต่อศาลดังกล่าวทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 225
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทชุมแสง เท็กซ์ไทล์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทโตโยชิมา แอนด์ โค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสืบศักดิ์ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8532/2560
#619385
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้จำเลยรับสภาพหนี้มิได้มีเจตนาให้เป็นสัญญาตามแบบ ไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมเงินได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แม้โจทก์จะฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินรวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงจำนวน 145,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 220,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสัญญาทั้ง 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 250,000 บาท จำเลยชำระต้นเงินบางส่วนเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่อาจเรียกคืนหรือขอให้นำไปหักจากต้นเงินได้ แต่เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2558) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ รวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 65,000 บาท กับโจทก์ ส่วนสัญญากู้ยืมเงินอีกสองฉบับ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงต้องนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์อ้างสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แต่สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 และที่ 3 รวมจำนวน 145,000 บาท คงรับผิดตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 เพียง 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้จำเลยรับสภาพหนี้มิได้มีเจตนาให้เป็นสัญญาตามแบบ ไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมเงินได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และแม้โจทก์จะฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินรวมจำนวน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ 1 จำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงจำนวน 145,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัศมี วงศ์พิทักษ์
นางปรียาลักษณ์ สำเร็จกิจ
จำเลย — หรือภัชรีย์ โพธิ์ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายนฤพาน สุรำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8479/2560
#619418
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ช. ได้เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนขยายผลจากการจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยจัดกำลังเฝ้าสะกดรอยติดตาม น. ที่ใช้รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บย 5560 เชียงราย จนมีการจับกุม ช. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด ในรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งข้อความที่จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึง ช. หรือ น. และไม่เป็นเหตุให้ทำการจับกุมตัว ช. ได้ โดยข้อมูลเกี่ยวกับ น. ได้ความจากพลตำรวจตรี ภ. เบิกความตอบโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2555 พยานรับแจ้งจากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดว่า จะมีกลุ่มคนชนเผ่าม้ง เป็นกลุ่มของ น. ลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจมีข้อมูลอยู่ก่อนแล้วว่า น. มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงจัดกำลังเฝ้าสะกดรอยติดตามจนสามารถจับกุม ช. ได้ ทั้งยังได้ความจากพลตำรวจตรี ภ. เบิกความตอบโจทก์อีกว่า เกี่ยวกับคดีนี้ไม่สามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดคนอื่นในคดีนี้ได้อีก ฉะนั้นการที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นเพียงความเข้าใจของพยานโจทก์ทั้งสองเอง แต่ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2550 จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3125/2550 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 พ้นโทษในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 ได้กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 5,000,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับคนละ 2,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2555 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการจับกุมจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดตนรับมาจากชายไม่ทราบชื่อ ว่าจ้างให้นำไปมอบแก่ผู้รับที่บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโกโลตัส สาขาตลาดแม่มาลัย จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดใส่ในรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว ซึ่งเป็นของนางสาวนงลักษณ์ภรรยาของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ก่อนถูกจับกุมมีนายอะเบว่าจ้างให้ตนเองขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ห้างสรรพสินค้าเทสโกโลตัส สาขาตลาดแม่มาลัย และตามบันทึกการจับกุมนายชัชวาล ได้ระบุพฤติการณ์แห่งคดีไว้ว่า "สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมของกลางในคดีนี้ จากการสืบสวนขยายผลการจับกุม พบว่ากลุ่มของนางสาวนงลักษณ์ ภรรยาของจำเลยที่ 1 มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บย 5560 เชียงราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว จึงจัดกำลังเฝ้าสะกดรอยติดตาม... ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2555 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา พบรถยนต์คันดังกล่าว ขับออกจากบ้านเลขที่ 411/140 หมู่ที่ 5 หมู่บ้านนันทธราธานี เขตอำเภอสันทราย... เข้าไปยังหมู่บ้านคนชนเผ่ากระเหรี่ยงและม้ง ที่ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่... เป็นพื้นที่ส่งมอบยาเสพติดของเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งเคยสะกดรอยติดตามมาแล้วจำนวน 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถจับกุมได้... ต่อมาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง พบรถคันดังกล่าวขับออกมาจากหมู่บ้านมุ่งหน้าเข้าอำเภอเมืองเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว... จนกระทั่งเวลาประมาณ 10 นาฬิกา สามารถสกัดรถคันดังกล่าวได้ที่บริเวณถนนสายเชียงใหม่ - ฮอด... พบคนขับชื่อนายชัชวาลมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของนางสาวนงลักษณ์... ผลการตรวจค้นภายในรถยนต์... มีเงินสดประมาณ 7,302,000 บาท... เมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด และมีกระดาษสีขาวเขียนข้อความว่า ของตัวอย่าง..." ดังนี้แสดงว่าการที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชัชวาลได้เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนขยายผลจากการจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยจัดกำลังเฝ้าสะกดรอยติดตามนางสาวนงลักษณ์ที่ใช้รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บย 5560 เชียงราย จนมีการจับกุมนายชัชวาลได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 50 เม็ด ในรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งข้อความที่จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงนายชัชวาลหรือนางสาวนงลักษณ์และไม่เป็นเหตุให้ทำการจับกุมตัวนายชัชวาลได้ โดยข้อมูลเกี่ยวกับนางสาวนงลักษณ์ได้ความจากพลตำรวจตรี ภาณุเดชเบิกความตอบโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2555 พยานรับแจ้งจากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดว่า จะมีกลุ่มคนชนเผ่าม้ง เป็นกลุ่มของนางสาวนงลักษณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจมีข้อมูลอยู่ก่อนแล้วว่านางสาวนงลักษณ์มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงจัดกำลังเฝ้าสะกดรอยติดตามจนสามารถจับกุมนายชัชวาลได้ ทั้งยังได้ความจากพลตำรวจตรี ภาณุเดชเบิกความตอบโจทก์อีกว่า เกี่ยวกับคดีนี้ไม่สามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดคนอื่นในคดีนี้ได้อีก ฉะนั้นการที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นเพียงความเข้าใจของพยานโจทก์ทั้งสองเอง แต่ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ส่วนฎีกาของโจทก์ในปัญหาอื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ท้าวพูวันหรือนายพูวัน สอนดารา
จำเลย — หรือสวนดารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวพัฒนา ชูสอน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8443/2560
#622090
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือขอยืมวงเงินตั๋วอาวัล เอกสารหมาย จ.4 บริษัท ส. ขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลจากบริษัท สช. เป็นเงิน 9,518,738 บาท ซึ่งขณะนั้นกรรมการของบริษัท ส. มี 4 คน รวมโจทก์กับจำเลย ซึ่งหากต้องเฉลี่ยรับผิดในความเสียหายแล้วจะตกคนละ 2,379,684.50 บาท แต่ในเอกสารหมาย จ.4 ลงชื่อผู้ให้สัญญาเพียง 3 คน โดยไม่รวมจำเลยอยู่ด้วย ดังนั้น ความรับผิดของผู้ให้สัญญาแต่ละคนจะตกคนละ 3,172,912.67 บาท ซึ่งจำนวนเงินทั้งสองยอดดังกล่าวไม่ตรงกับจำนวนความรับผิดของโจทก์ จำนวน 2,139,184 บาท ตามที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง ซึ่งโจทก์อ้างว่าต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวลอย ๆ โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงแตกต่างกันเช่นนั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าการมอบเช็คให้จำเลยได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นการสั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันดังที่โจทก์อ้าง ทั้ง ๆ ที่เช็คมีจำนวนเงินสูงถึง 2,139,184 บาท และเป็นเช็คที่ออกในนามโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คเพื่อค้ำประกันการขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลที่มีการชำระเงินแล้วตามฟ้อง จำเลยย่อมเป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าว และนำไปสลักหลังมอบให้บุคคลอื่นได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,168,005.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์สั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง จำนวนเงิน 2,139,184 บาท มอบให้จำเลย ต่อมาจำเลยสลักหลังเช็คดังกล่าวมอบให้นายวิรัตน์ นายวิรัตน์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้จึงฟ้องโจทก์ในฐานะผู้สั่งจ่ายและจำเลยในฐานะผู้สลักหลัง คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คดังกล่าว และโจทก์ถูกบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 บริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด ซึ่งโจทก์และจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนอยู่ด้วย ได้ขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลของบริษัทสามชัยอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเพื่อใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง โดยบริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด ทำหนังสือเอกสารหมาย จ.4 มอบให้จำเลยไว้ สำหรับส่วนที่โจทก์ต้องรับผิดนั้นเป็นเงิน 2,139,184 บาท จำเลยให้โจทก์สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องจำนวน 2,139,184 บาท มอบให้จำเลยเป็นการค้ำประกันกรณีเกิดความเสียหายขึ้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาประมาณปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 บริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด ชำระหนี้ตามตั๋วอาวัล รวมเป็นเงิน 9,518,738 บาท ให้บริษัทสามชัยอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำกัด แล้ว โดยไม่เกิดความเสียหายใด ๆ จำเลยจึงต้องคืนเช็คตามฟ้องแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนให้ และเมื่อเดือนเมษายน 2542 จำเลยนำเช็คตามฟ้องไปสลักหลังมอบให้แก่นายวิรัตน์ไปดังกล่าวข้างต้น ส่วนจำเลยไม่สืบพยาน เห็นว่า ตามหนังสือขอยืมวงเงินตั๋วอาวัล เอกสารหมาย จ.4 บริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด ขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลจากบริษัทสามชัยอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำกัด เป็นเงิน 9,518,738 บาท ซึ่งขณะนั้นกรรมการของบริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด มี 4 คน รวมโจทก์กับจำเลย ซึ่งหากต้องเฉลี่ยรับผิดในความเสียหายแล้วจะตกคนละ 2,379,684.50 บาท แต่ในเอกสารหมาย จ.4 ลงชื่อผู้ให้สัญญาเพียง 3 คน โดยไม่รวมจำเลยอยู่ด้วย ดังนั้น ความรับผิดของผู้ให้สัญญาแต่ละคนจะตกคนละ 3,172,912.67 บาท ซึ่งจำนวนเงินทั้งสองยอดดังกล่าวล้วนแต่ไม่ตรงกับจำนวนความรับผิดของโจทก์ จำนวน 2,139,184 บาท ตามที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง ซึ่งโจทก์อ้างว่าต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวลอย ๆ โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงแตกต่างกันเช่นนั้น นอกจากนี้ โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 จำเลยเรียกประชุมกรรมการบริษัทสามชัยบ้านและที่ดิน จำกัด เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ขณะนั้นบริษัทมีหนี้เท่าใด โจทก์เห็นว่าไม่มีรายละเอียดว่าเพราะเหตุใดจึงมีหนี้ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 ที่นำมาให้ลงชื่อและเห็นว่าไม่ได้มีหนี้สูงถึงขนาดนั้น จึงไม่ลงชื่อในเอกสารดังกล่าว และเบิกความต่อไปว่า เอกสารหมาย ล.3 มีข้อความว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่จำเลย ทั้งนี้ หากเช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันในการขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลตามเอกสารหมาย จ.4 และมีการจ่ายเงินตามวงเงินตั๋วอาวัลครบถ้วน ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 ซึ่งน่าจะเป็นเวลาก่อนการประชุม ดังที่โจทก์อ้างแล้ว โจทก์ก็ควรโต้แย้งเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งถึงเรื่องดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย ทั้งไม่ปรากฏว่าการมอบเช็คให้จำเลยได้มีการบันทึกกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นการสั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันดังที่โจทก์อ้าง ทั้ง ๆ ที่เช็คดังกล่าวมีจำนวนเงินสูงถึง 2,139,184 บาท และเป็นเช็คที่ออกในนามของโจทก์ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าอาจมีผลผูกพันโจทก์ได้ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยอีกประการหนึ่งเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คเพื่อค้ำประกันการขอยืมวงเงินตั๋วอาวัลที่มีการชำระเงินแล้วตามฟ้อง จำเลยย่อมเป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าว และนำไปสลักหลังมอบให้บุคคลอื่นได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์อีก เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 905 ม. 914 ม. 916
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรศักดิ์ จะตุรวิทย์
จำเลย — นายอภิวัฒน์ เปี่ยมกุลวนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจามร โสมานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2560
#635829
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ผู้ซึ่งรับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่ สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ที่ดินกระทำโดยทุจริตในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงพิพาท ดังนั้นเมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยไม่ชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบสี่ให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิด กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองศาลเป็นพับ แต่มิได้พิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่อุทธรณ์ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 17,532,881.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,357,207 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มีนาคม 2544) เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงิน 222,092.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดชำระเงิน 53,593.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดชำระเงิน 160,781.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 9 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 321,526.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดชำระเงิน 32,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดชำระเงิน 109,331.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 102,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดชำระเงิน 375,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 15 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 16 ร่วมรับผิดชำระเงิน 428,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดชำระเงิน 267,968.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 18 ร่วมรับผิดชำระเงิน 21,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันวันฟ้องเป็นต้นไปให้จำเลยที่ 19 ร่วมรับผิดชำระเงิน 375,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 20 ร่วมรับผิดชำระเงิน 96,468.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 21 ร่วมรับผิดชำระเงิน 42,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 22 ร่วมรับผิดชำระเงิน 53,593.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 23 ร่วมรับผิดชำระเงิน 482,343.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 24 ร่วมรับผิดชำระเงิน 32,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 และที่ 21 ถึง 24 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสลับเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 20 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 18 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายชนะชัย นายพันธุ์และนายบุญเทียบ ทายาทของจำเลยที่ 18 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 17,532,881.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,357,207 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มีนาคม 2544) เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงิน 226,092.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดชำระเงิน 53,593.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดชำระเงิน 160,781.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 9 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 321,562.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดชำระเงิน 32,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดชำระเงิน 109,331.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 102,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดชำระเงิน 375,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 15 ร่วมรับผิดชำระเงิน 214,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 16 ร่วมรับผิดชำระเงิน 428,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดชำระเงิน 267,968.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 18 ร่วมรับผิดชำระเงิน 21,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 19 ร่วมรับผิดชำระเงิน 375,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 20 ร่วมรับผิดชำระเงิน 36,468.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 21 ร่วมรับผิดชำระเงิน 42,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 22 ร่วมรับผิดชำระเงิน 53,593.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 23 ร่วมรับผิดชำระเงิน 482,343.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 24 ร่วมรับผิดชำระเงิน 32,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงิน 327,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบสี่และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 60,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 และที่ 24 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 และที่ 24 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา และจำเลยที่ 12 ที่ 21 และที่ 24 อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 23 ฎีกา โดยจำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 23 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา และจำเลยที่ 7 และที่ 13 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 23 ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ในปี 2521 ทางราชการได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เขตที่ดินในท้องที่อำเภอโพนพิสัย (ขณะนั้นอำเภอปากคาดยังอยู่ในเขต) เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในเขตท้องที่อำเภอโพนพิสัย และอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 สำหรับที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ รัฐจะจัดให้ราษฎรเข้าครอบครองและทำประโยชน์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินกำหนดหรือจะสามารถออกเอกสารสิทธิได้ต้องมีหลักฐานทางที่ดินเท่านั้น เช่น หนังสือแสดงสิทธิครอบครอบ (ส.ค.1) หลักฐานการแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน (ส.ค.2) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก.) หรือใบจอง ถ้าไม่มีเอกสารหลักฐานที่ดินดังกล่าวมาข้างต้นจะไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ถ้าผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่มีหลักฐานทางที่ดิน ก็ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ จำเลยที่ 2 ได้แจ้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวให้สำนักงานที่ดินอำเภอและกิ่งอำเภอทราบและถือปฏิบัติ ได้ความจากคำเบิกความของนายสำรวย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายสุรชัยว่า โจทก์เป็นบริษัทในเครือบริษัทสุราทิพย์ จำกัด บริษัทดังกล่าวมีการซื้อที่ดินแปลงใหญ่หลายแปลงในหลายจังหวัด แต่ละแปลงมีเนื้อที่นับพันไร่ โดยมีบริษัทที.ซี.ซี.โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีนักกฎหมายเป็นพนักงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน มีหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย การทำนิติกรรมและสัญญาต่าง ๆ ของบริษัทในเครือบริษัทสุราทิพย์ จำกัด ก่อนที่จะมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินพิพาททั้งหมด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2537 โจทก์ได้ทำสัญญากับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยสัญญาดังกล่าวระบุให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมที่ดินจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินผืนใหญ่ในตำบลปากคาดและตำบลนากั้ง อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ประมาณ 5,700 ไร่ ตามภาพถ่าย น.ส.3 น.ส.3 ก. ภ.บ.ท.5 และ ภ.บ.ท.6 จำนวน 210 ฉบับ โดยที่ดินที่เป็น ภ.บ.ท.5 หรือ ภ.บ.ท.6 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะต้องดำเนินการให้ทางราชการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเสียก่อนจึงจะจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยสัญญาในข้อ 2.5 ระบุว่า สำหรับที่ดินที่เป็น ภ.บ.ท.5 หรือ ภ.บ.ท.6 หรือเอกสารแสดงการครอบครองอื่นใด จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องดำเนินการให้ทางราชการออกเป็นเอกสารสิทธิ น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. หรือโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นภายในเวลาก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โอนขายให้แก่โจทก์ ซึ่งตามแผนที่ท้ายสัญญาได้ระบุตำแหน่งบริเวณที่ต้องการจะซื้อมีความชัดเจนตรงกันกับบริเวณที่ดินที่ระบุในแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอโพนพิสัย และอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าแผนที่ตามสัญญารับทำการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ในการที่โจทก์จะตัดสินใจซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนเนื้อที่มากหลายพันไร่ และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อจัดซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 40,000 บาท ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินจะต้องออกไปตรวจสอบยังบริเวณพื้นที่ที่จะซื้อที่ดินก่อนว่ามีสภาพอย่างไร เป็นพื้นที่เป็นป่า ที่รกร้างว่างเปล่า หรือได้ทำประโยชน์อย่างไร เป็นที่ดินของรัฐหรือไม่ ซึ่งโจทก์ได้ส่งนายสุรชัยไปสำรวจที่ดินที่จะซื้อก่อนทำสัญญากับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยได้ความจากคำเบิกความของนายสุรชัยตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ในการไปสำรวจที่ดินพิพาทในคดีนี้นั้น นายสุรชัยได้ตรวจสอบว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ด้วย ในเมื่อที่ดินที่เสนอขายซึ่งถูกเพิกถอนดังกล่าวทั้งหมดขณะทำสัญญายังเป็นที่ดินมือเปล่าและไม่ได้มีหลักฐานแสดงว่าได้มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแม้แต่แปลงเดียวซึ่งโจทก์ทราบดี แต่ต้องการที่จะซื้อทั้งที่โจทก์ทราบมาแต่ต้นว่าที่ดินที่ได้ทำสัญญาไม่มีหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน มีเพียงหลักฐาน ภ.บ.ท.5 หรือ ภ.บ.ท.6 ซึ่งไม่ใช่เป็นหลักฐานที่แสดงว่าผู้แจ้งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด แต่โจทก์ยังมีความต้องการจะซื้อและที่ดินที่ประสงค์จะซื้อทั้งหมดเป็นที่ดินแปลงใหญ่ มีเนื้อที่เป็นจำนวนมากหลายพันไร่ โจทก์ควรจะพินิจพิเคราะห์ตรวจสอบโดยถี่ถ้วนว่าเป็นที่สงวนหวงห้ามหรือไม่ แต่โจทก์ไม่คำนึงถึงที่ดินที่จะซื้อว่าเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิในที่ดินมาก่อนหรือไม่ โดยกำหนดตำแหน่งบริเวณที่จะซื้อว่าติดกับแม่น้ำโขง โจทก์มีบริษัทที.ซี.ซี.โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีนักกฎหมายเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน เป็นผู้มีความชำนาญการเกี่ยวกับที่ดิน ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ ข้อห้ามตามกฎหมาย ย่อมต้องรู้กฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิของที่ดิน ดังจะเห็นได้จากสัญญารับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่ ข้อ 5 ระบุว่า ส่วนที่ดินที่อยู่ในกำหนดระยะเวลาต้องห้ามโอน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องดำเนินการจัดให้โจทก์ได้เช่าและทำประโยชน์ได้ทุกแปลงภายใน 210 วัน นับแต่วันทำสัญญานี้ โดยจัดให้เจ้าของที่ดินทุกแปลงดังกล่าวทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่าแก่ผู้รับซื้อเป็นเวลา 30 ปี ในอัตราค่าเช่าไร่ละ 25 บาท ต่อปี เมื่อครบกำหนดระยะเช่าครั้งแรกให้จดทะเบียนการเช่าต่ออีก 30 ปี ในอัตราและเงื่อนไขการเช่าเช่นเดิม ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมและภาษีในการจดทะเบียนเช่า 30 ปี แรกจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตกลงรับเป็นผู้ชำระทั้งสิ้น และข้อ 6 ระบุว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับรองและผูกพันว่าจะทำการจดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนที่อยู่ในระยะห้ามโอนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในเงื่อนไขที่ระบุตามสัญญานี้ โดยกำหนดทำการจดทะเบียนโอนแต่ละแปลงให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดต้องห้ามโอนของแต่ละแปลง ทั้งนี้การจดทะเบียนโอนแปลงสุดท้ายต้องไม่เกินวันที่ 16 มกราคม 2547 ดังมีรายละเอียดที่ดินที่อยู่ในระยะต้องห้ามโอนแนบท้ายและถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งสัญญานี้ ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์โดยชัดแจ้งว่าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่มีการกำหนดห้ามทำการจดทะเบียนโอนที่ดินบางแปลงภายในกำหนด 10 ปี เพื่อให้โจทก์สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินผืนใหญ่ ดังนั้น โจทก์ย่อมทราบว่าพื้นที่ใดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้และพื้นที่ใดที่ไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ได้ และย่อมจะต้องทราบว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปไม่อยู่ในวิสัยที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอโพนพิสัย และอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 95 ตอนที่ 107 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2521 การที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้ถึงบริเวณพื้นที่ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จัดหาที่ดินผืนใหญ่ให้แก่โจทก์ในปี 2537 กว่า 10 ปี การที่โจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทำสัญญารับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่ โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดำเนินการให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินที่มีหลักฐานเป็น ภ.บ.ท.5 หรือ ภ.บ.ท.6 นั้น ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้ออ้างอำพรางว่าโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิอันไม่ชอบ หากจำเลยที่ 2 เพิกถอนเอกสารสิทธิ โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชอบ อันเป็นวิธีการที่จะทำให้โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเลย เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมประกอบแล้วเชื่อว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ผู้ซึ่งรับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ที่ดินกระทำโดยทุจริตในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงพิพาท ดังนั้นเมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยไม่ชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนของจำเลยทั้งยี่สิบสี่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของฝ่ายจำเลยในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบสี่ให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิด กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 22 และที่ 24 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ แต่มิได้พิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่อุทธรณ์ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งยี่สิบสี่เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 167 วรรคหนึ่ง ม. 245 (1) ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ผ.
จำเลย — กรมการปกครอง กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปาริชาติ พันธุ์พานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8347 -ที่ 8401/2560
#643651
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินกระทำการประมาทเลินเล่อ โดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ซึ่งเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดหรือไม่

โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ซึ่งรับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่ให้โจทก์ สนับสนุนให้จำเลยที่ 3 เจ้าหน้าที่ที่ดินกระทำโดยทุจริตในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงพิพาท ซึ่งเมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ได้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่สิบเก้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสิบห้าสำนวนศาลสั่งรวมการพิจารณา เพื่อความสะดวกให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ทุกสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เรียกจำเลยที่ 8 สำนวนแรกถึงสำนวนที่ 4 ว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ตามลำดับ สำนวนที่ 5 และที่ 33 ว่าจำเลยที่ 12 สำนวนที่ 6 และที่ 42 ว่าจำเลยที่ 13 สำนวนที่ 7 และที่ 9 ว่าจำเลยที่ 14 สำนวนที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 13 ว่าจำเลยที่ 15 ถึงที่ 19 ตามลำดับ สำนวนที่ 14 และที่ 15 ว่าจำเลยที่ 20 สำนวนที่ 16 และที่ 17 ว่าจำเลยที่ 21 สำนวนที่ 18 และที่ 19 ว่าจำเลยที่ 22 และที่ 23 ตามลำดับสำนวนที่ 20 ที่ 21 และที่ 51 ว่าจำเลยที่ 24 สำนวนที่ 22 และที่ 23 ว่าจำเลยที่ 25 และที่ 26 ตามลำดับ สำนวนที่ 24 และที่ 31 ว่าจำเลยที่ 27 สำนวนที่ 25 ถึงที่ 28 ว่าจำเลยที่ 28 ถึงที่ 31 ตามลำดับ สำนวนที่ 29 และที่ 48 ว่าจำเลยที่ 32 สำนวนที่ 30 และที่ 37 ว่าจำเลยที่ 33 สำนวนที่ 32 และที่ 38 ว่าจำเลยที่ 34 สำนวนที่ 34 และที่ 53 ว่าจำเลยที่ 35 สำนวนที่ 35 และที่ 36 ว่าจำเลยที่ 36 และที่ 37 ตามลำดับ สำนวนที่ 39 ถึงที่ 41 ว่าจำเลยที่ 38 ถึงที่ 40 ตามลำดับ สำนวนที่ 43 ถึงที่ 47 ว่าจำเลยที่ 41 ถึงที่ 45 ตามลำดับ สำนวนที่ 49 ว่าจำเลยที่ 46 สำนวนที่ 50 และที่ 55 ว่าจำเลยที่ 47 สำนวนที่ 52 ว่าจำเลยที่ 48 และสำนวนที่ 54 ว่าจำเลยที่ 49

คดีทั้งห้าสิบห้าสำนวนดังกล่าวโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์หากไม่สามารถเพิกถอนได้ สำนวนแรกขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 1,188,486.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,018,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 833,096.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 713,700 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 10 ร่วมกันชำระเงิน 931,848.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 798,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 11 ร่วมกันชำระเงิน 1,211,648.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,038,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 5 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 12 ร่วมกันชำระเงิน 1,272,347.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,090,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 6 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 13 ร่วมกันชำระเงิน 645,044.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 552,600 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 7 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 14 ร่วมกันชำระเงิน 809,400.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 693,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 8 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 15 ร่วมกันชำระเงิน 1,046,126.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 896,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 9 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 14 ร่วมกันชำระเงิน 1,002,887.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 859,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 10 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 16 ร่วมกันชำระเงิน 207,777.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 178,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 11 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 17 ร่วมกันชำระเงิน 1,258,456.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,078,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 12 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 18 ร่วมกันชำระเงิน 691,503.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 592,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 13 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 19 ร่วมกันชำระเงิน 875,082.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 749,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 14 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 20 ร่วมกันชำระเงิน 161,086.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 138,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 15 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 20 ร่วมกันชำระเงิน 737,728.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 632,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 16 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 21 ร่วมกันชำระเงิน 979,357.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 839,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 17 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 21 ร่วมกันชำระเงิน 465,632.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 398,900 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 18 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 22 ร่วมกันชำระเงิน 763,262.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 739,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 19 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 23 ร่วมกันชำระเงิน 1,166,591.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 20 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 24 ร่วมกันชำระเงิน 1,112,544.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 953,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 21 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 24 ร่วมกันชำระเงิน 530,183.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 454,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 22 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 25 ร่วมกันชำระเงิน 902,629.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 773,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 23 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 26 ร่วมกันชำระเงิน 835,197.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 715,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 24 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 27 ร่วมกันชำระเงิน 1,260,324.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,079,700 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 25 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 28 ร่วมกันชำระเงิน 325,907.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 279,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 26 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 29 ร่วมกันชำระเงิน 412,053.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 353,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 27 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 30 ร่วมกันชำระเงิน 1,252,270.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,072,270.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,072,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 28 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 31 ร่วมกันชำระเงิน 1,352,307.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,158,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 29 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 32 ร่วมกันชำระเงิน 988,588.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 847,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 30 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 33 ร่วมกันชำระเงิน 1,259,741.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,029,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 31 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 27 ร่วมกันชำระเงิน 1,260,208.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,079,600 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 32 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 34 ร่วมกันชำระเงิน 838,465.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 718,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 33 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 12 ร่วมกันชำระเงิน 466,099.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 399,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 34 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 35 ร่วมกันชำระเงิน 1,019,279.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 873,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 35 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 36 ร่วมกันชำระเงิน 1,019,512.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 873,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 36 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 37 ร่วมกันชำระเงิน 1,089,083.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 933,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 37 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 33 ร่วมกันชำระเงิน 766,543.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 656,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 38 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 34 ร่วมกันชำระเงิน 903,121.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 773,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 39 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 38 ร่วมกันชำระเงิน 833,021.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 713,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 40 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 39 ร่วมกันชำระเงิน 553,089 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 473,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 41 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 40 ร่วมกันชำระเงิน 1,025,796.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 878,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 42 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 13 ร่วมกันชำระเงิน 524,581.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 449,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 43 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 41 ร่วมกันชำระเงิน 1,255,724.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,074,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 44 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 42 ร่วมกันชำระเงิน 1,565,216.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,339,700 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 45 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 43 ร่วมกันชำระเงิน 713,837.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 612,700 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 46 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 44 ร่วมกันชำระเงิน 324,796.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 278,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 47 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 45 ร่วมกันชำระเงิน 536,615.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 459,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 48 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 32 ร่วมกันชำระเงิน 817,249.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 699,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 49 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 46 ร่วมกันชำระเงิน 174,549 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 149,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 50 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 47 ร่วมกันชำระเงิน 973,513.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 833,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 51 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 24 ร่วมกันชำระเงิน 745,513.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 638,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 52 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 48 ร่วมกันชำระเงิน 1,113,421.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 953,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 53 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 35 ร่วมกันชำระเงิน 900,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 771,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 54 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 49 ร่วมกันชำระเงิน 1,228,152 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,051,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนที่ 55 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และ ที่ 47 ร่วมกันชำระเงิน 807,668.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 691,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 4 ในสำนวนที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 28 ถึงที่ 48 ที่ 50 และที่ 52 ถึงที่ 55 จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในสำนวนที่ 20 ที่ 30 ถึงที่ 33 ที่ 41 ที่ 46 ที่ 49 ถึงที่ 51 ที่ 53 ที่ 55 กับจำเลยที่ 5 ในสำนวนที่ 29 ที่ 35 ที่ 38 ถึงที่ 40 ที่ 43 และที่ 48 จำเลยที่ 10 ที่ 11 จำเลยที่ 12 ในสำนวนที่ 33 จำเลยที่ 13 ในสำนวนที่ 42 จำเลยที่ 17 ถึงที่ 19 จำเลยที่ 20 ในสำนวนที่ 14 จำเลยที่ 21 ในสำนวนที่ 16 จำเลยที่ 23 จำเลยที่ 24 ในสำนวนที่ 20 และที่ 51 จำเลยที่ 25 ที่ 26 จำเลยที่ 27 ในสำนวนที่ 31 จำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 จำเลยที่ 34 ในสำนวนที่ 38 จำเลยที่ 35 ถึงที่ 49 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกถึงสำนวนที่ 17 ที่ 20 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 49 และที่ 51 จำเลยที่ 5 ในสำนวนแรกถึงสำนวนที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 28 ที่ 34 ที่ 36 ที่ 37 ที่ 42 ที่ 44 ที่ 45 ที่ 47 ที่ 52 และที่ 54 จำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกถึงสำนวนที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 29 ที่ 34 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 48 และที่ 54 จำเลยที่ 7 จำเลยที่ 8 และที่ 9 จำเลยที่ 12 ในสำนวนที่ 5 จำเลยที่ 13 ในสำนวนที่ 6 จำเลยที่ 14 ถึงที่ 16 จำเลยที่ 20 ในสำนวนที่ 15 จำเลยที่ 21 ในสำนวนที่ 17 จำเลยที่ 22 จำเลยที่ 24 ในสำนวนที่ 21 จำเลยที่ 27 ในสำนวนที่ 24 และจำเลยที่ 34 ในสำนวนที่ 32 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 20 ที่ 43 ที่ 46 และที่ 49 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอให้เรียกนายพุทธพงศ์ และนายธนากร เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 นางคำจวน และนางมะลิ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 7 นายวชิรพงศ์ นายสุรศักดิ์ และนายสุวินัย เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 20 นางดอกไม้ และนางสาวสรีรัตน์ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 43 นางสาวทองปาน และนางสาวเบญจมาศ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 46 นางนวนจันทร์ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 49 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 1,018,500 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 713,700 บาท จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 798,300 บาท จำเลยที่ 11 ชำระเงิน 1,038,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 12 ชำระเงิน 1,489,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,090,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 399,300 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 13 ชำระเงิน 1,001,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 552,600 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 449,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 14 ชำระเงิน 1,552,900 บาท จำเลยที่ 15 ชำระเงิน 896,200 บาท จำเลยที่ 16 ชำระเงิน 178,000 บาท จำเลยที่ 17 ชำระเงิน 1,078,100 บาท จำเลยที่ 18 ชำระเงิน 592,400 บาท จำเลยที่ 19 ชำระเงิน 749,400 บาท จำเลยที่ 20 ชำระเงิน 770,000 บาท จำเลยที่ 21 ชำระเงิน 1,237,900 บาท จำเลยที่ 22 ชำระเงิน 739,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 23 ชำระเงิน 999,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 24 ชำระเงิน 2,045,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,407,300 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 638,100 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 25 ชำระเงิน 773,300 บาท จำเลยที่ 26 ชำระเงิน 715,500 บาท จำเลยที่ 27 ชำระเงิน 2,159,300 บาท จำเลยที่ 28 ชำระเงิน 279,200 บาท จำเลยที่ 29 ชำระเงิน 353,000 บาท จำเลยที่ 30 ชำระเงิน 1,072,800 บาท จำเลยที่ 31 ชำระเงิน 1,158,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 32 ชำระเงิน 1,546,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 847,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 699,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 33 ชำระเงิน 1,735,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,072,200 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 656,100 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 34 ชำระเงิน 1,491,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 718,300 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 773,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 35 ชำระเงิน 1,644,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 873,200 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) และต้นเงิน 771,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 36 ชำระเงิน 873,400 บาท จำเลยที่ 37 ชำระเงิน 933,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 38 ชำระเงิน 713,000 บาท จำเลยที่ 39 ชำระเงิน 473,400 บาท จำเลยที่ 40 ชำระเงิน 878,000 บาท จำเลยที่ 41 ชำระเงิน 1,074,800 บาท จำเลยที่ 42 ชำระเงิน 1,339,700 บาท จำเลยที่ 43 ชำระเงิน 612,700 บาท จำเลยที่ 44 ชำระเงิน 278,000 บาท จำเลยที่ 45 ชำระเงิน 459,300 บาท จำเลยที่ 46 ชำระเงิน 149,400 บาท จำเลยที่ 47 ชำระเงิน 1,524,400 บาท จำเลยที่ 48 ชำระเงิน 953,000 บาท จำเลยที่ 49 ชำระเงิน 1,051,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2540) จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 ใช้ค่าขึ้นศาลในสำนวนที่ตนถูกฟ้อง กับให้จำเลยที่ 16 และที่ 46 ใช้ค่าทนายความคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 28 และที่ 44 ใช้ค่าทนายความคนละ 2,000 บาท จำเลยที่ 29 ใช้ค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 39 และที่ 45 ใช้ค่าทนายความคนละ 4,000 บาท จำเลยที่ 18 และที่ 43 ใช้ค่าทนายความคนละ 5,000 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 9 ที่ 10 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 22 ที่ 25 ที่ 26 และที่ 38 ใช้ค่าทนายความคนละ 7,000 บาท จำเลยที่ 15 ที่ 36 และที่ 40 ใช้ค่าทนายความคนละ 8,000 บาท จำเลยที่ 23 ที่ 37 และที่ 48 ใช้ค่าทนายความคนละ 9,000 บาท จำเลยที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 17 ที่ 30 ที่ 41 และที่ 49 ใช้ค่าทนายความคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 31 ที่ 21 และที่ 42 ใช้ค่าทนายความคนละ 11,000 บาท 12,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 12 และที่ 34 ใช้ค่าทนายความคนละ 14,000 บาท จำเลยที่ 14 ที่ 32 และที่ 47 ใช้ค่าทนายความคนละ 15,000 บาท จำเลยที่ 35 ที่ 33 ที่ 24 และที่ 27 ใช้ค่าทนายความ 16,000 บาท 17,000 บาท 20,000 บาท และ 21,000 บาท ตามลำดับแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ หนี้ดังกล่าวให้จำเลยที่ 20 ที่ 43 ที่ 46 และที่ 49 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของนายเสถียร นายสมศักดิ์ นายทองสา และนายสุบัน ที่ตกทอดได้แก่ตนตามลำดับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 20 ที่ 23 ถึงที่ 29 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 40 ถึงที่ 44 และที่ 46 ถึงที่ 49 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 30 และที่ 31 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

โจทก์ จำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 และที่ 29 ถึงที่ 31 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 31 และที่ 44 ถึงแก่ความตาย นายคำฮ้อย และนางสาวสุมาลี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 31 และที่ 44 ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 ใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 13 ที่ 29 ที่ 37 และที่ 41 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาววีรยา บุตรของจำเลยที่ 29 นางปัญญา ภริยาของจำเลยที่ 37 และนายสุรศักดิ์ บุตรของจำเลยที่ 41 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ส่วนจำเลยที่ 13 นั้น เมื่อไม่มีบุคคลใดมีคำขอและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอให้บุคคลใดเข้ามาเป็นคู่ความแทน ประกอบกับโจทก์ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 13 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 13 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหน่วยราชการประเภทกรม มีอำนาจหน้าที่ออกเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน จำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการตำแหน่งพนักงานที่ดินอำเภอ และผู้ช่วยพนักงานที่ดินอำเภอประจำกิ่งอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย ตามลำดับ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 เป็นราษฎรที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกิ่งอำเภอบุ่งคล้า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 มีการยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน (น.ส.1 ข.) จำนวน 100 แปลง ซึ่งรวมทั้งในนามจำเลยที่ 8 ถึงที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 26 ที่ 29 ถึงที่ 41 ที่ 43 และที่ 46 ถึงที่ 49 ประสงค์จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบุ่งคล้า กิ่งอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 มีการยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทำนองเดียวกันจำนวน 39 แปลง ซึ่งรวมทั้งในนามจำเลยที่ 23 ที่ 24 ที่ 27 ที่ 28 ที่ 34 และที่ 44 รวมเฉพาะของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน 55 แปลง รายละ 1 แปลง 30 ราย รายละ 2 แปลง 11 ราย และรายละ 3 แปลง 1 ราย โดยยื่นคำขอในวันที่ 8 กันยายน 2537 จำนวน 46 แปลง ยื่นคำขอในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 9 แปลง มีการรังวัดเขตพื้นที่ที่ดิน สอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยจำเลยที่ 4 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวน เสนอข้อเท็จจริงต่อจำเลยที่ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่ทำความเห็นเสนอจำเลยที่ 2 เพื่อเสนอจังหวัดหนองคายให้อนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่ผู้ยื่นคำขอ ภายหลังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายอนุมัติให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ยื่นคำขอ จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอบุ่งคล้าได้ลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองในที่ดินทั้ง 55 แปลง ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2538 รวมเป็นเนื้อที่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหมด 2,051 ไร่ 2 งาน 136 ตารางวา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 กรรมการบริษัทโจทก์ประชุมมีมติให้ซื้อที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และที่ดินแปลงอื่นด้วย รวม 98 แปลง เนื้อที่รวม 2,941 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ในราคาไร่ละ 20,000 บาท และมีการโอนทางทะเบียนในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ภายหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองถูกเพิกถอนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 เนื่องจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกลงโทษทางวินัย ภาคทัณฑ์ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีแก่ราชการ จำเลยที่ 3 ถูกลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และจำเลยที่ 4 ถูกดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การซื้อที่ดินของโจทก์มีจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นนายหน้าผู้ประสานงาน สำหรับที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งรัฐจะจัดให้ราษฎรเข้าครอบครองและทำประโยชน์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินกำหนด ซึ่งถ้าหากผู้ครอบครองไม่มีหลักฐานทางที่ดินจะไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ ต่อมาเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกรมที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอ้างว่าไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้ได้ เช่น ออกเป็น น.ส.3 น.ส.3 ก. หรือโฉนดที่ดิน เมื่อปี 2535 คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่ใดแล้ว และในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าไปดำเนินการแล้วหรือยังไม่ได้ดำเนินการก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ราษฎรที่ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับไม่ได้ ถ้าราษฎรดังกล่าวไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หรือมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไว้ก่อนมีการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต่อมากรมที่ดินได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแต่อยู่นอกเขตดำเนินการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ราษฎรที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ได้หรือไม่ วันที่ 29 มีนาคม 2537 คณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งให้กรมที่ดินทราบว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาทบทวนปัญหาดังกล่าวแล้ว มีความเห็นยืนตามความเห็นเดิม

ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นข้าราชการจึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ฎีกาแต่เพียงว่า จากรายงานการสอบสวน จะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำอันประมาทเลินเล่อ โดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดเป็นการส่วนตัวในผลแห่งละเมิด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดโจทก์หรือไม่

เห็นสมควรวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อต้นปี 2537 โจทก์ได้รับมอบหมายให้จัดซื้อที่ดินผืนใหญ่มีเนื้อที่ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นผืนเดียวกันในเขตกิ่งอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย โดยมีบริษัทที.ซี.ซี.โฮลดิ้ง จำกัด เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อที่ดิน มีหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย การทำนิติกรรมและสัญญาต่าง ๆ ต่อมากลางปี 2537 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เสนอรับจัดหาที่ดินผืนใหญ่ให้โจทก์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิรวมทั้งที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยนำระวางภาพถ่าย รว.9 และภาพถ่ายระวางแผนที่ที่ดินที่เสนอขายมอบให้โจทก์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งแผนที่รูปที่ดินตำแหน่งบริเวณที่ต้องการจะซื้อตรงกันกับบริเวณที่ดินที่ระบุในแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่กิ่งอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2535 หลังจากนั้นโจทก์ส่งพนักงานไปตรวจสอบพื้นที่ แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ทำสัญญารับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่ โดยโจทก์รับซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 20,000 บาท โดยสัญญาระบุว่า สำหรับที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิหรือเอกสารแสดงการครอบครองอื่นใดซึ่งรวมทั้งที่ดินของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 ที่พิพาทคดีนี้ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ต้องดำเนินการให้ทางราชการออกเป็นเอกสารสิทธิ น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. หรือโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นภายในเวลาก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โอนขายให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จัดให้ผู้ครอบครองที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์รวมทั้งจำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน (น.ส.1 ข.) ในวันที่ 8 กันยายน 2537 จำนวน 100 แปลง และในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 39 แปลง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ และดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แต่จำเลยที่ 3 กระทำโดยมีเจตนาหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ หรือปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงในการเสนอเรื่องต่อผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับเรื่องที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หรือมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไว้ก่อนมีการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 8 ถึงที่ 49 โดยมิชอบ โจทก์ซึ่งมีบริษัทที่ปรึกษากฎหมายเป็นผู้ดูแลในการจัดซื้อที่ดินย่อมทราบว่าพื้นที่ใดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้และพื้นที่ใดที่ไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ได้ และย่อมจะต้องทราบว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปไม่อยู่ในวิสัยที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อปี 2535 โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 109 ตอนที่ 126 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2535 การที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้ถึงบริเวณพื้นที่ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมประกอบแล้วน่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ผู้ซึ่งรับทำการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่สนับสนุนให้จำเลยที่ 3 เจ้าหน้าที่ที่ดินกระทำโดยทุจริตในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงพิพาท ดังนั้นเมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยไม่ชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ได้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่สิบเก้าในมูลคดีเรื่องละเมิดและนายหน้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของฝ่ายโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249 (เดิม)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2560
#622085
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นพี่ชาย บิดา และสามีของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ได้

เจ้าของที่แท้จริงในทรัพย์สินเท่านั้นที่มีอำนาจยื่นคำคัดค้านเพื่อขอคืนทรัพย์สิน ผู้ครอบครองทรัพย์สินแม้ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของทรัพย์สินก็ไม่อาจยื่นคำคัดค้านได้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 เป็นเพียงผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝาก ส่วนเงินในบัญชีเงินฝากเป็นของผู้คัดค้านที่ 6 ผู้คัดค้านที่ 5 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ในส่วนมาตรการดำเนินคดีต่อทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล แต่เป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะให้ดำเนินการทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีเหตุผลมาจากหลักการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ และหลักการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของรัฐ ทำให้สามารถดำเนินคดีทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดได้ โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงใช้บังคับย้อนหลังได้ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546

ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาระหว่างกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้

ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 6 ไม่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 6 ต้องแสดงให้เห็นว่าได้รับโอนเงินจากผู้คัดค้านที่ 3 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1327 วรรคหนึ่ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 32
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคหนึ่ง (2) ม. 51 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสมชัย คะนึ่งวนิชกุลหรือคะนึงวนิชกุล
ผู้คัดค้าน — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8345/2560
#621176
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลและศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน แม้ว่าการร้องขอดังกล่าวจะสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญามูลฐาน กล่าวคือ ต้องเกิดการกระทำความผิดมูลฐานขึ้น แต่มาตรการทางแพ่งก็ไม่ผูกติดกับคดีอาญา แยกออกจากกันต่างหาก โดยความผิดและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานเพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น แม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ไม่ได้ถูกฟ้องและได้ทรัพย์สินนั้นมาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน (ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดอยู่ก่อนแล้ว) ก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ใช้มาตรการให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ และมาตรการดังกล่าวก็มิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติให้มีคณะกรรมการธุรกรรมประกอบด้วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นประธานกรรมการและผู้ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแต่งตั้งจำนวน 4 คน เป็นกรรมการ และมาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งมาตรา 33 บัญญัติให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมด้วย บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ดังนั้น เมื่อองค์ประกอบของคณะกรรมการธุรกรรมตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง มีเพียงประธานกรรมการและกรรมการ หาได้มีรองประธานกรรมการด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทบัญญัติว่าในกรณีที่ประธานกรรมการหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ให้รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นประธานที่ประชุมแทนแต่อย่างใด การที่พลตำรวจตรี พ. เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการธุรกรรมหมดวาระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และกรรมการซึ่งมาประชุมมีมติเลือก จ. กรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม จึงเป็นการปฏิบัติชอบด้วยมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ใช้บังคับในขณะนั้นแล้ว การประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมและมติที่ประชุมครั้งที่ 32/2548 รวมทั้งคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งออกตามมติดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ในคำคัดค้านเพิ่มเติมของผู้คัดค้านทั้งสามปรากฏข้อต่อสู้เพียงว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และผู้คัดค้านที่ 3 มิได้รับโอนทรัพย์สินใดมาจากจำเลยในคดีอาญา ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งได้มาโดยสุจริต มิได้ต่อสู้เลยว่าในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามไว้ชั่วคราวตามที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติและคำสั่งไม่มีการพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างไร และไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินนั้น คณะกรรมการธุรกรรมจึงไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอคดีนี้ ที่ผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบจึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นในคำคัดค้าน และการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 85, 142 วรรคหนึ่ง, 185 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ส่วนข้อต่อสู้ตามคำคัดค้านเพิ่มเติมข้างต้น ผู้ร้องได้บรรยายมาในคำร้องแล้วว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากของธนาคารต่าง ๆ ของผู้คัดค้านทั้งสามเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะได้วินิจฉัยในปัญหาประการต่อไปว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ถูกคณะกรรมการธุรกรรมหรือศาลสั่งยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยา ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตร ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสอง (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับในขณะยื่นคำร้อง ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินตามคำร้อง ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ในลำดับที่ 3 ถึงที่ 7 และที่ 16 ถึงที่ 18 ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของรวม ในลำดับที่ 2 ที่ 8 และที่ 19 และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ในลำดับที่ 9 ถึงที่ 14 ที่ 20 ถึงที่ 26 ที่ 28 และที่ 29 พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) (2)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 50 (2) ม. 51 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมชาย คุณปลื้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2560
#618271
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทย และสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดน บังคับกับสัญญาฉบับนี้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันอันเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 รวมทั้งที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว ไม่ใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้โดยไม่ต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 2,481,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนา 200,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินทางอนุญาโตตุลาการก่อน

วันนัดพิจารณาศาลไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลำเนาอยู่ประเทศจีน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายไทยโดยเป็นบริษัทลูกของบริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี จำกัด ที่จดทะเบียนตามกฎหมายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทดังกล่าวมีกองทุนของประเทศสวีเดนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับแรกตามเอกสารหมาย จ.1 และฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยสัญญาจ้างแรงานตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เริ่มงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เริ่มทำงานวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนและจัดซื้อการขนส่งทางทะเล ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อที่ 8 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ ส่วนสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 9 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดนว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ วันที่ 3 เมษายน 2556 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ตามหนังสือสัญญาเลิกจ้าง โดยโจทก์รับทราบการบอกเลิกจ้างวันที่ 25 เมษายน 2556 และทำงานเป็นวันสุดท้าย จำเลยยังคงจ่ายค่าจ้างและเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านและนำส่งเงินประกันสังคมให้โจทก์ และคู่ความทั้งสองฝ่ายยังไม่ผ่านกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการมาก่อน แล้ววินิจฉัยว่าแม้จะเป็นใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีมูลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยตกลงกันตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์อันก่อให้เกิดข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องรับได้การชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงเสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดและไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงไม่อาจเสนอคดีต่อศาลได้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานต่อกันโดยมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ โดยตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุใจความว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ และสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุใจความว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน ว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้วอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ที่บัญญัติกำหนดให้นายจ้างชำระค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง และขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่บัญญัติกำหนดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างและที่ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่การฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานได้โดยไม่ต้องเสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อการวินิจฉัยชี้ขาดก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการไม่มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาหรือไม่ เพียงใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพอล โรเบิร์ต รัสเซล
จำเลย — บริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนราพงษ์ จิรมณีงาม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560
#619408
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไป เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ ส. ใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของ ส. ที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบบ้านเลขที่ 100/15 และ 100/18 หมู่ที่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมโฉนดที่ดินเลขที่ 47731 และโฉนดที่ดินเลขที่ 168290 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้จำเลยชำระเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีเนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 เลขที่ดิน 504 ตำบลบางบัวทอง (หนองเชียงโคต) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 59 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100/15 หมู่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว โดยปลอดภาระจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่อาจดำเนินการได้ไม่ว่าเพราะกรณีใด ๆ ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เงินเสร็จ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยโจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสวง กับนางบุญกอง นายสวงบิดาโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2549 บุคคลทั้งสองได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันและทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า โดยในข้อ 3 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 100/15 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชายคือนายสวง ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47731 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาจากนายวิรัช เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 บนที่ดินพิพาทมีบ้านเดี่ยวสองชั้นตั้งอยู่ 2 หลัง แต่เลขที่เดียวกัน คือ บ้านเลขที่ 100/15 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 จำเลยขอเลขที่บ้านสำหรับบ้านอีกหลังหนึ่งเป็นบ้านเลขที่ 100/18 หลังจากนั้นนายสวงถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2552 ก่อนตายนายสวงได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ 23 มีนาคม 2551 ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 1,500,000 บาท วันที่ 22 ตุลาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง โดยที่ดินอีกแปลงหนึ่งคือโฉนดเลขที่ 168290 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีบ้านเลขที่ 100/18 ตั้งอยู่และอยู่ทางทิศเหนือติดทางสาธารณะ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 100/15 ตั้งอยู่และอยู่ทางทิศใต้ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวง และมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของโจทก์ซึ่งยื่นคำร้องคัดค้านเข้าไปในคดีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกว่ากระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกของนายสวงต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรีกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเดี่ยว 2 หลัง เป็นทรัพย์มรดกของนายสวงที่ตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า นายสวงกับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2533 และจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยได้ช่วยกันทำมาหากินและร่วมกันซื้อที่ดินพิพาท รวมทั้งร่วมกันปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดิน 2 หลัง จำเลยกับนายสวงจึงเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เมื่อจำเลยกับนายสวงจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกการหย่าโดยจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ให้นายสวง จำเลยจึงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนนายสวง เมื่อนายสวงถึงแก่ความตายจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายสวงซึ่งตกทอดแก่โจทก์ จำเลยฎีกาและนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยซื้อ ที่ดินพิพาทก่อนจดทะเบียนสมรสกับนายสวง ซื้อด้วยเงินรายได้จากการทำโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่จำเลยลงทุนด้วยเงินที่จำเลยเก็บออมไว้จำนวนหนึ่ง จากการที่จำเลยเคยเดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 75882 และ 76883 ไว้เป็นหลักประกันเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2535 และที่ดินโฉนดเลขที่ 75875 จดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเดี่ยว 2 หลัง จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเปิดโรงงานเย็บผ้ามาก่อนที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสวง จำเลยว่าจ้างรถรับจ้างเพื่อรับส่งเสื้อผ้า จึงรู้จักกับนายสวงซึ่งมีอาชีพขับรถรับจ้างตั้งแต่ปี 2533 และอยู่กินฉันสามีภริยาเมื่อปี 2534 จำเลยกับนายสวงย้ายภูมิลำเนาและย้ายโรงงานมาอยู่ที่อำเภอบางบัวทองเมื่อปี 2537 ได้ร่วมกันบริหารโรงงานโดยแบ่งงานกันทำ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2545 และต่อมาได้ร่วมกับนายสวงปลูกบ้าน 2 หลังบนที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ขณะซื้อที่ดินพิพาทและปลูกบ้าน 2 หลัง จำเลยกับนายสวงได้ช่วยกันประกอบกิจการโรงงานเย็บผ้าแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้น ที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน 2 หลัง จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับนายสวงทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยกับนายสวงจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยและนายสวงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ให้ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 (5) ข้อนี้จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าโดยตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ให้แก่นายสวงบิดาโจทก์ แต่กระทำไปเพราะโมโหและประชดประชันที่นายสวงไปติดพันหญิงอื่น จำเลยไม่มีเจตนาที่จะหย่าและยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวให้แก่นายสวงแต่อย่างใด อีกทั้งนายสวงไม่มีเจตนาที่จะรับ เพราะนายสวงรู้ว่าตนเองมีความผิดที่ไปคบหาหญิงอื่น จึงไม่ไปแจ้งโอนหรือจดทะเบียนในที่ดินและบ้านจนกระทั่งนายสวงถึงแก่ความตาย และในชั้นพิจารณาก็ได้ความว่าหลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยกับนายสวงก็ยังอยู่กินฉันสามีภริยากันต่อไป และจำเลยยังเป็นผู้ดูแลนายสวงที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนนายสวง ถึงแก่ความตาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบสอดคล้องกับข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวว่า ภายหลังจากที่จำเลยกับนายสวงจดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับนายสวงยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแลนายสวงเมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งนายสวงถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับนายสวงกระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไปเพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่นายสวงจึงใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของนายสวงที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้ ประกอบกับโจทก์มิใช่บุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท เป็นทรัพย์สินที่นายสวงกับจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยกับนายสวงจึงมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง เมื่อนายสวงถึงแก่ความตาย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมของนายสวงจึงเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่จำเลยผู้เป็นภริยาและโจทก์ผู้เป็นบุตรซึ่งมีสิทธิรับมรดกของนายสวงคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้หลังจากนายสวงตายไปแล้ว หนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับนายสวง กองมรดกของนายสวงจึงไม่ต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นสมควรให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 เนื้อที่ 59 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโดยปลอดภาระจำนองนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหมด แต่ได้ความว่าโจทก์มีสิทธิเพียงหนึ่งในสี่ส่วน จำเลยจึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนของที่ดินทั้งสองแปลงโดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยไม่อาจดำเนินการได้ไม่ว่าเพราะกรณีใด ๆ ให้โจทก์กับจำเลยตีราคาทรัพย์พิพาท แล้วให้จำเลยใช้ราคาแทนแก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน แต่ทั้งนี้ให้โจทก์ได้รับไม่เกิน 750,000 บาท ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 และเลขที่ 168290 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยปลอดภาระจำนองให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเอง เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ทั้งนี้ให้ไม่เกินจำนวน 750,000 บาท ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 1531 ม. 1532 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางสาวพรทิพย์ ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2560
#616678
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 175 ไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี เป็นการใช้สิทธิขอถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคหนึ่ง ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ 2 ก่อน แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นคำคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ แต่คำคัดค้านมิใช่คำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือยกเลิกคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธานหรือเลขาธิการสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะกรรมและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) และ (3) มาพร้อมคำฟ้อง

ระหว่างไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 อ้างว่า เพื่อให้การไต่สวนและการพิจารณาดำเนินต่อไป มีประเด็นน้อยลง และลดความยุ่งยากในการพิจารณาคดี จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ต้องสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการถอนฟ้องให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะถอนฟ้องเมื่อไม่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เพียงแต่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขว่า ในกรณีโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ห้ามมิให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนเท่านั้น และการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องก็ได้ตามที่เห็นสมควร แม้จำเลยจะคัดค้านก็ตาม ทั้งนี้ โดยศาลต้องพิจารณาถึงความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์และความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในทางพิจารณาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี อันถือเป็นการใช้สิทธิขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้ด้วยการยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล และศาลก็มีอำนาจสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องฟังจำเลยที่ 2 ก่อน แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะยื่นคำคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ ตั้งประเด็นต่อสู้คดีไว้ในคำคัดค้านก็ตาม เนื่องจากคำคัดค้านดังกล่าวมิใช่คำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำพิพากษาฎีกาซึ่งจำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมีรูปเรื่องและข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ไม่อาจนำมารับฟัง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาติ ศิลปอาชา กับพวก
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายสาโรช ทาสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8318/2560
#622123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตาม ป.อ. มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 ลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 อ. ก. ว. เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้น คนนี้ โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน ซึ่งเหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมาก วิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานแต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์โดยเบิกความเท่าที่ตนเห็นไม่มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหาย หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยอื่น ก็ไม่น่าจะวิ่งตามไป แม้จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า พวกอาจทำร้ายผู้อื่นได้ และหลบหนีไปด้วยกัน จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกในการฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1

เมื่อจำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 6 ถอนฎีกา จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1

ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371 กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น และให้ริบของกลาง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 150,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 7 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ปรับคนละ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยคนนั้นไปควบคุมที่ศูนย์ฝึกและอบรมข้างต้น มีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถ้าขณะคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้ว จำเลยยังไม่ได้ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมหรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมแล้วแต่ไม่ครบกำหนดขั้นสูง ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น สำหรับข้อหาที่ไม่ลงโทษจำเลยคนใดให้ยก ริบอาวุธมีด 2 เล่ม และปลายอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดให้จ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับจำเลยอื่นให้ยก

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 295, 371, 391 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุกคนละ 6 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 15 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 คนละ 13 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 50 บาท เฉพาะจำเลยที่ 3 จำคุก 13 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 50 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 4 ปี ขั้นสูงคนละ 5 ปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 สำหรับจำเลยที่ 8 ไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีฎีกาของจำเลยที่ 8 ยกคำร้อง คดีจึงเหลือการพิจารณาเพียงเฉพาะจำเลยที่ 5

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. กับนักเรียนเทคโนโลยี ด. มักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ขณะเกิดเหตุ ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. เป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ป. ส่วนจำเลยทั้งแปดเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ด. ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธมีดฟัน แทง และใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายทั้งสี่ โดยคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันและแทงผู้ตายบริเวณหลัง มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกขวา ข้อมือขวา และแผ่นหลังยาว 1 ถึง 7 เซนติเมตร ปอดทั้งสองข้างฉีกขาดจากบาดแผลถูกแทงบริเวณแผ่นหลัง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลถูกของมีคมขนาดแผลยาว 4 เซนติเมตร บริเวณต้นแขนซ้ายลึกเข้าใต้ชั้นผิวหนัง บาดแผลยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังด้านขวา ลึกเข้าช่องอกและถูกปอดขวากลีบล่าง เลือดออกในช่องอกขวา แพทย์เจาะช่องอกเพื่อใส่ท่อระบายเลือดใช้เวลารักษานานประมาณหกสัปดาห์ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ใบหูขวา ยาว 2 เซนติเมตร ลึก 0.2 เซนติเมตร ใบหูไม่ขาด แผลฉีกขาดที่กกหูข้างขวา ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยขีดยาวที่ข้างใบหูขวา ยาว 5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า บาดแผลเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งมีคมใช้เวลารักษาแผลประมาณ 6 ถึง 8 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ต้นแขนขวายาว 3.5 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร รอยแดงต้นแขนขวา ยาว 13 เซนติเมตร รอยปริที่สะบักหลังด้านขวา ยาว 3 เซนติเมตร ลึก 0.1 เซนติเมตร และใกล้กันมีรอยแดง ยาว 4 เซนติเมตร แผลฉีกขาดสะบักหลังซ้าย ยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าแผลฉีกขาดเกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ส่วนแผลอื่น ๆ เกิดจากการกระแทกเสียดสีกับของแข็งไม่มีคม ใช้เวลารักษาแผลประมาณ 7 ถึง 9 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน

สำหรับความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ฐานนี้ตามฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นาย อ. นางสาว ก. และนาย ว. พยานโจทก์เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้นบ้าง จำเลยคนนี้บ้าง โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน สำหรับจำเลยที่ 5 มีผู้เสียหายที่ 3 เห็นถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้าย เห็นว่า เหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมากและวิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง เห็นคนร้ายคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง แต่ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนเบิกความเท่าที่ตนเห็น กระนั้นพยานโจทก์หลายปากก็ยืนยันจำเลยบางคนตรงกัน ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับเหตุการณ์เช่นนั้น ไม่ได้มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย ร้อยตำรวจเอกพงศ์ปวุฒิ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็ยืนยันว่าเห็นนักเรียนกลุ่มที่หลบหนีขึ้นรถแท็กซี่จึงติดตามไปไม่คลาดสายตา แล้วเรียกให้รถแท็กซี่หยุดตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ทันที โดยผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ทั้งผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยโดยเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ด. เหมือนกลุ่มจำเลยอื่นและวิ่งตามพวกไปเพื่อจะเข้าทำร้ายกลุ่มของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนเทคโนโลยี ป. โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหายด้วยและจำเลยที่ 5 ได้พกพาอาวุธในลักษณะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ทั้งอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกันและกันได้ หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยคนอื่นแล้ว ก็น่าที่จะไม่วิ่งตามไป แต่หาได้กระทำไม่ ถึงแม้ว่าในที่สุดจำเลยที่ 5 จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าพวกอาจมีการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้และจำเลยที่ 5 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยคนอื่นบนรถแท็กซี่เนื่องจากหลบหนีไปด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกันกับพวกในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คือชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต แม้จะใกล้กันมากก็ตามมิได้พกอาวุธ แต่ทราบจากพนักงานขายของในโรงหนังเมเจอร์รังสิตว่ามีนักเรียนตีกันนั้น ก็ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 5 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ไม่ได้ไปที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตหรือโรงหนังเมเจอร์รังสิตเลย ซึ่งเป็นการอ้างฐานที่อยู่ และหากไม่ได้เข้าเป็นตัวการร่วมด้วยก็คงไม่ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยอื่นที่ร่วมกระทำผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหนักแน่นมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษและเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยเห็นสมควรเปลี่ยนกำหนดระยะเวลาในการส่งตัวไปจำคุกต่อตามมาตรา 142 วรรคท้ายใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถอนฎีกาจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามลำดับ ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายและแก่ผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ จึงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 5 อายุครบยี่สิบสี่ปีแล้วแต่ยังได้รับการฝึกอบรมไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำ ให้ส่งตัวไปจำคุกต่อจนกว่าจะครบกำหนดฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลือ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ด้วย ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 และที่ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288 ม. 295 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดปทุมธานี
ผู้ร้อง — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นางเปี่ยมพร้อม สุขภิมนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245/2560
#617217
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วยทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ทั้งลักษณะธรรมชาติของเงินค่าบริการนี้มีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เมื่อเงินค่าบริการนี้มิได้จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงมิได้เป็นค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 จำนวน 2 ฉบับ คือคำสั่งที่ รง 0619/56621 และคำสั่งที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสมทบเพิ่มเติมที่ได้รับไว้ 2,138,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม จำเลยที่ 1 ที่ รง 0619/56621 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 คำสั่งที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 2,138,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 2 มิถุนายน 2558) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อว่าโรงแรมเซ็นจูรี่โฮเต็ล จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานประกันสังคม จำเลยที่ 2 เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 โดยสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือที่ รง 0619/56621 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2553 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2553 จำนวน 1,064,850 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน และหนังสือที่ รง 0619/56622 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2554 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 จำนวนเงิน 1,075,134 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อมาสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือที่ รง 0619/65864 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2556 แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างประจำปี 2553 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2553 จำนวนเงิน 1,063,366 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 2 โดยวางเงินจำนวน 2,138,500 บาท จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1899/2556 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ยกอุทธรณ์ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ที่กรมสรรพากรเห็นว่าค่าบริการถือเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการทำงานก็เป็นความเห็นของกรมสรรพากร ไม่ใช่กฎหมาย ดังนั้นเงินค่าบริการจึงมิใช่เงินของโจทก์ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานและไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าบริการดังกล่าวมาคิดคำนวณเพื่อจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เงินค่าบริการเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมหรือไม่ เห็นว่า ค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์เป็นคนกลางในการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าเพื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ทั้งลักษณะธรรมชาติของเงินค่าบริการนี้มีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เงินค่าบริการนี้จึงมิได้จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8694/2550 ระหว่าง นายอนิรุธ โจทก์ บริษัทเดอะ เอวาซอน ภูเก็ต จำกัด จำเลย ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นจูรี่โฮเต็ล จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายโชค วิจิตรสาระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8209 -ที่ 8219/2560
#617216
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้างมีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 47 คือดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี มาตรา 48 บัญญัติว่า นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งใน (1) ถึง (7) โดยมาตรา 48 (7) กรรมการลูกจ้างพ้นตำแหน่งเมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ ส่วนมาตรา 49 ที่บัญญัติว่า ให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ เมื่อ (1) จำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีอยู่เดิมนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะเมื่อเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 49 (1) ถึง (4) จึงมิใช่เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์กำหนดหลักเกณฑ์การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้าง ดังนั้นแม้จะเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 49 (1) คือจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีอยู่เดิม กรรมการลูกจ้างก็ไม่ได้พ้นตำแหน่งกรรมการลูกจ้างไปทันทีดังที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัย แต่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะได้ตามมาตรา 49 (1) เนื่องจากจำนวนคณะกรรมการลูกจ้างอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วนของลูกจ้างทั้งหมดตามมาตรา 46 เมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ กรรมการลูกจ้างเดิมย่อมพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 (7) เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะตามมาตรา 48 (7) โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างตามกฎหมาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดในขณะโจทก์ทั้งสิบเอ็ดยังเป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 52

เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดให้มีผลทันทีซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 จำเลยต้องรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราค่าจ้างเดิมและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามสภาพการจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสมือนมิได้มีการเลิกจ้าง และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในอัตราเดิมตั้งแต่งวดการจ่ายค่าจ้างเดือนธันวาคม 2556 จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแต่ละงวดจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเสร็จ

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเช่นเดียวกับลูกจ้างรายอื่นเพราะประสบภัยพิบัติน้ำท่วมและประสบปัญหาด้านการเงินโดยเข้าใจว่าจำเลยมีอำนาจเลิกจ้างได้ตามกฎหมายและเป็นกรณีที่จำเลยมีเหตุที่จะไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้าง ทุกระยะเวลา 7 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เมื่อศาลฎีกาเห็นควรให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามสภาพการจ้าง หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมเสมือนมิได้มีการเลิกจ้างแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายอื่นที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างว่าได้รับเนื่องจากถูกเลิกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

เมื่อศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2548 เพื่อรอฟังผลคดีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างกรณีถูกกล่าวหาว่าขาดงานและละทิ้งหน้าที่การงานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ตลอดมาครบถ้วน เมื่อโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจำเลยให้รอฟังผลการพิจารณาคดีถึงที่สุด คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ต้องเข้าทำงานยังไม่ถือเป็นการขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติหน้าที่กรรมการลูกจ้างของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ทั้งโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างอยู่ ยังไม่ถือว่าได้รับความเสียหายที่เป็นตัวเงิน เมื่อโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ได้ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตามระเบียบของจำเลยที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ เป็นเงินค่ากะและเงินรางวัลความเพียร ส่วนค่าใช้จ่ายเดินทางจากบ้านมาที่ทำงานเพื่อลงลายมือชื่อทำงานเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 จะต้องรับผิดชอบจ่ายเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ได้รับความเสียหาย

อนึ่ง โจทก์ที่ 11 บรรยายฟ้องว่ามีค่าจ้าง 11,117 บาท แต่มีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในอัตรา 10,854 บาท เมื่อจำเลยรับว่าโจทก์ที่ 11 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้องเดือนละ 11,117 บาท เพื่อความเป็นธรรมจึงให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 11,117 บาท แก่โจทก์ที่ 11 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 และให้เรียกจำเลยในทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการพิจารณาปรับเพิ่มตามสภาพการจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสมือนไม่มีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและเพื่อปฏิบัติหน้าที่กรรมการลูกจ้างตามกฎหมายเช่นเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทุกเดือนตามอัตราค่าจ้างในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างในแต่ละงวดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในแต่ละงวดในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินค่าจ้างที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในแต่ละงวดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเสร็จสิ้น ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากกรณีที่ถูกเลิกจ้างทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทนการทำงานและสวัสดิการและค่าเสียหายจากการละเมิดหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่กรรมการลูกจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 กลับเข้าทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 มาลงชื่อ ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยทุกวัน ทำให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากบ้านมาที่ทำงาน ขอค่าใช้จ่ายค่าเดินทางมาที่ทำงานแก่โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 104,800 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 537,600 บาท ค่ากะเป็นเงินคนละ 82,350 บาท ค่ารางวัลความเพียรปี 2548 ถึงปี 2555 ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยที่ไม่เป็นตัวเงินจากกรณีละเมิดสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ในฐานะกรรมการลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นเงินคนละ 457,500 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจผลิตยางนอก ยางใน มีลูกจ้าง 920 คน โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 จำเลยประสบภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเหตุให้เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องใช้ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถดำเนินกระบวนการผลิตได้อีกต่อไป และจำเลยประสบปัญหาทางการเงินจำเป็นต้องลดภาระค่าใช้จ่าย จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้าง 530 คน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจำเลยคงเหลือลูกจ้างเพียง 350 คน จำเลยยังคงประสบปัญหาทางการเงินและยังคงเลิกจ้างลูกจ้างตลอดมา สหภาพแรงงานนากาชิมามีหนังสือลงวันที่ 9 มกราคม 2555 แต่งตั้งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นกรรมการลูกจ้าง วันที่ 9 ตุลาคม 2555 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีหนังสือแจ้งรับทราบการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ด เนื่องจากจำเลยประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2554 และประสบปัญหาด้านการเงินแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 530 คน จากจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่เดิมทั้งหมด 920 คน โดยให้มีผลสิ้นสุดสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2555 หลังจากวันนั้นลูกจ้างจำเลยเหลือเพียง 350 คน การเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยทำให้จำนวนลูกจ้างลดลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม จึงเป็นเหตุให้สถานะการเป็นกรรมการลูกจ้างของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายในทันทีตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 49 (1) และมิได้มีบทบัญญัติกฎหมายให้คณะกรรมการลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาการคณะกรรมการลูกจ้างต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างชุดใหม่ และมิได้มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลทะเบียนลูกจ้างให้ลูกจ้างหรือกรรมการลูกจ้างทราบ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีสาเหตุจากการประสบปัญหาด้านการเงินและปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยไม่จำต้องยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตจากศาลแรงงานเพื่อเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ด เพราะเหตุที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสิ้นสภาพการเป็นกรรมการลูกจ้างแล้วนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2555 จำเลยไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงาน ไม่ต้องชำระค่าจ้างและเงินเพิ่ม กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างของจำเลย ฟ้องของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 เรียกค่าเสียหายกรณีจำเลยไม่ให้กลับเข้าทำงานมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ฟ้องของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 จึงไม่ขาดอายุความ ขณะที่จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงาน แต่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้ตลอดมาครบถ้วน คำสั่งของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่อยู่ในเงื่อนไขและระเบียบที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เงินโบนัสและค่าเสียหายที่ไม่ได้รับเงินโบนัส ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่จำต้องพิจารณาเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดในขณะที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดยังเป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ว่า กรรมการลูกจ้างพ้นตำแหน่งต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 48 (7) คือมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ มิใช่จะพ้นตำแหน่งกรรมการลูกจ้างทันทีเมื่อจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีอยู่เดิมตามมาตรา 49 (1) ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัย โจทก์ทั้งสิบเอ็ดยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างอยู่ จำเลยไม่อาจเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานตามมาตรา 52 ได้ ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้างมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 47 คือดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี มาตรา 48 บัญญัติว่า นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งใน (1) ถึง (7) โดยมาตรา 48 (7) กรรมการลูกจ้างพ้นตำแหน่งเมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ ส่วนมาตรา 49 ที่บัญญัติว่า ให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ เมื่อ (1) จำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีอยู่เดิมนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะเมื่อเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 49 (1) ถึง (4) จึงมิใช่เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์กำหนดหลักเกณฑ์การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้าง ดังนั้นแม้จะเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 49 (1) คือจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีอยู่เดิม กรรมการลูกจ้างก็ไม่ได้พ้นตำแหน่งกรรมการลูกจ้างไปทันทีดังที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัย แต่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะได้ตามมาตรา 49 (1) เนื่องจากจำนวนคณะกรรมการลูกจ้างอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วนของลูกจ้างทั้งหมดตามมาตรา 46 เมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ กรรมการลูกจ้างเดิมย่อมพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 (7) เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะตามมาตรา 48 (7) โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างตามกฎหมาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดในขณะโจทก์ทั้งสิบเอ็ดยังเป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดพ้นจากตำแหน่งกรรมการลูกจ้างไปทันทีนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2555 อันเป็นวันที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้าง 530 คน จากจำนวนเดิมทั้งหมด 920 คน ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนายสุชาติ พยานจำเลยซึ่งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่คัดค้าน รับฟังได้ว่า นอกจากการเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวแล้วมีลูกจ้างอีกจำนวนหนึ่งได้ลาออกไปด้วยความสมัครใจจึงคงเหลือลูกจ้างเพียง 350 คน นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดให้มีผลทันทีซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 จำเลยต้องรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราค่าจ้างเดิมและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามสภาพการจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสมือนมิได้มีการเลิกจ้าง และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในอัตราเดิมตั้งแต่งวดการจ่ายค่าจ้างเดือนธันวาคม 2556 จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแต่ละงวดจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเสร็จ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเช่นเดียวกับลูกจ้างรายอื่นเพราะประสบภัยพิบัติน้ำท่วมและประสบปัญหาด้านการเงินโดยเข้าใจว่าจำเลยมีอำนาจเลิกจ้างได้ตามกฎหมายและเป็นกรณีที่จำเลยมีเหตุที่จะไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้าง ทุกระยะเวลา 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เมื่อศาลฎีกาเห็นควรให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามสภาพการจ้าง หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมเสมือนมิได้มีการเลิกจ้างแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายอื่นที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างว่าได้รับเนื่องจากถูกเลิกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

ที่โจทก์ที่ 10 และที่ 11 อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์ที่ 10 และที่ 11 มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีจำเลยไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2555 โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการลูกจ้าง ทำให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทนการทำงานและสวัสดิการต่าง ๆ ทำให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ได้รับความเสียหายนั้น เมื่อศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2548 เพื่อรอฟังผลคดีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง เนื่องจากโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ถูกกล่าวหาว่าขาดงานและละทิ้งหน้าที่การงานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่มีคำสั่งอนุญาตให้ลงโทษโจทก์ที่ 10 และที่ 11 กรณีละทิ้งหน้าที่ด้วยการเตือนเป็นหนังสือ แม้จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว แต่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ตลอดมาครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง ไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนี้ถือได้ว่าศาลแรงงานภาค 1 ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีจำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เข้าทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจำเลยให้รอฟังผลการพิจารณาคดีถึงที่สุด คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ต้องเข้าทำงานยังไม่ถือเป็นการขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติหน้าที่กรรมการลูกจ้างของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ทั้งโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างอยู่ ยังไม่ถือว่าได้รับความเสียหายที่เป็นตัวเงิน เมื่อโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ไม่ได้ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตามระเบียบของจำเลยที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ เป็นเงินค่ากะและเงินรางวัลความเพียร ส่วนค่าใช้จ่ายเดินทางจากบ้านมาที่ทำงานเพื่อลงลายมือชื่อทำงานเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 จะต้องรับผิดชอบจ่ายเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ได้รับความเสียหาย ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 10 และที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ที่ 11 บรรยายฟ้องว่ามีค่าจ้าง 11,117 บาท แต่มีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในอัตรา 10,854 บาท เมื่อจำเลยรับว่าโจทก์ที่ 11 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้องเดือนละ 11,117 บาท เพื่อความเป็นธรรมจึงให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 11,117 บาท แก่โจทก์ที่ 11 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม หรือไม่ต่ำกว่าเดิม ในอัตราค่าจ้างเดิมและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามสภาพการจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสมือนมิได้มีการเลิกจ้าง และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทุกเดือน โจทก์ที่ 1 เดือนละ 9,713 บาท โจทก์ที่ 2 เดือนละ 7,200 บาท โจทก์ที่ 3 เดือนละ 12,698 บาท โจทก์ที่ 4 เดือนละ 9,697 บาท โจทก์ที่ 5 เดือนละ 10,379 บาท โจทก์ที่ 6 เดือนละ 9,000 บาท โจทก์ที่ 7 เดือนละ 9,000 บาท โจทก์ที่ 8 เดือนละ 9,000 บาท โจทก์ที่ 9 เดือนละ 9,000 บาท โจทก์ที่ 10 เดือนละ 10,854 บาท และโจทก์ที่ 11 เดือนละ 11,117 บาท ตั้งแต่การจ่ายค่าจ้างงวดเดือนธันวาคม 2556 จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดในแต่ละงวดนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างในแต่ละงวดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเสร็จ ให้ยกคำขออื่นนอกจากนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 46 ม. 47 ม. 48 ม. 49 ม. 52
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัญญา เข็มนาค กับพวก
จำเลย — บริษัทนากาชิมารับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางสาวหฤทัย ประพุทธนิติสาร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8203/2560
#617363
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปตามบริบทเฉพาะในส่วนของการจัดการการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรฐานของดุลพินิจก็เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังเช่นกรณีมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หากภายหลังมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้น และผลของการพิจารณาชี้ขาดก็เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่เมื่อมีการนำคดีมาฟ้องที่ศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในบริบทของกระบวนพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ไม่มีกฎหมายใดกำหนดบังคับให้ศาลยุติธรรมจะต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา มาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลยุติธรรมก็แตกต่างจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉะนั้นศาลยุติธรรมย่อมมีคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 334,931.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 194,124.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หมายเลข 1 ในวันเลือกตั้งวันที่ 18 กรกฎาคม 2547 จำเลยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง ด้วยคะแนนอันดับที่ 1 ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักฐานและพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองด้วยวิธีการให้ทรัพย์สิน (สุรา) แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 1 ปี พร้อมทั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2548 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยกับพวก หลังจากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากที่ต้องมีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่จำนวน 194,124.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยเพิกเฉย สำหรับการดำเนินคดีอาญา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกในข้อหาร่วมกันให้ทรัพย์สิน (สุรา) เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ศาลพิพากษาให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 148/2550 ของศาลชั้นต้น และหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บทบัญญัติในมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่ศาลยุติธรรมจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชี้ขาดมาแล้วหรือไม่ เห็นว่า การใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปตามบริบทเฉพาะในส่วนของการจัดการการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรฐานของดุลพินิจก็เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังเช่นกรณีนี้มาตรา 97 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หากภายหลังมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้น และผลของการพิจารณาชี้ขาดก็เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่เมื่อมีการนำคดีมาฟ้องที่ศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในบริบทของกระบวนพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ไม่มีกฎหมายใดกำหนดบังคับให้ศาลยุติธรรมจะต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา มาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลยุติธรรมก็แตกต่างจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉะนั้นศาลยุติธรรมย่อมมีคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับคดีนี้จากทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการกระทำของจำเลยตามข้ออ้างแต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อมีการนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ศาลก็พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ข้อเท็จจริงไม่สามารถปรับใช้กับคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 97 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายเสาแก้ว สายเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายฉัตรชัย ตั้งคณานุกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2560
#616598
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้

จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนหรือชำระเงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา แต่ไม่ได้ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 146 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 282 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 146 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 146 กระทง เป็นจำคุก 146 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 73 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่ ในเรื่องนี้แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปหักจากต้นเงินทั้งหมดโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง ทั้งที่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป รวม 146 ครั้ง เป็นเงิน 736,289 บาท และขอให้จำเลยคืนหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเหตุละเมิดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรืออย่างน้อยเหตุละเมิดเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเมื่อมีการกระทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่เกิดเหตุละเมิดครั้งสุดท้ายแล้ว จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ส่วนเงินจำนวน 250,000 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์นั้น ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าชำระให้แก่โจทก์เมื่อใด แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้ว 250,000 บาท โจทก์มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระไปหักดอกเบี้ยก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินและคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินคงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้เงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำนวน 250,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 352
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 329
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 44/1
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรพิริยะทัวร์
จำเลย — นางสาวขนิษฐา ก๋าเมืองลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8156/2560
#616677
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ การแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว หาใช่เหตุที่จะไม่นำส่วนที่ได้แสดงปฏิเสธมาพิจารณาในภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นด้วย หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำดังเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า " และ " ของผู้คัดค้าน นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าและต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าแล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนมีอักษรโรมัน "M" "X" อยู่หน้าอักษรโรมัน "N" "E" และ "C" โดยมีขนาดและลักษณะตัวอักษรเท่ากันทั้งหมด อักษรโรมัน "N E C" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่ได้มีลักษณะเด่นกว่าอักษร "M X" เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านบางเครื่องหมายยังอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันสามารถแยกแยะได้โดยง่ายโดยเครื่องหมายของโจทก์มีอักษร "MX" อยู่ด้านหน้าย่อมเป็นจุดแรกที่ทำให้สาธารณชนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างกัน เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี หรือ เอ็ม เอกซ์ เนค" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็น อี ซี" หรือ "เนค" แตกต่างกันอย่างชัดเจน ประกอบกับว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้กับสินค้าโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านใช้กับสินค้าเครื่องมือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ดิจิทัล เครื่องมือส่งข้อมูลแบบแพ็คเก๊ทสวิทชิ่ง ฯลฯ เป็นต้น แม้สินค้าบางส่วนจะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน แต่สินค้าของโจทก์และของผู้คัดค้านต่างเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงกับมีราคาสูง และเป็นสินค้าคงทน ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้ย่อมเป็นบุคคลเฉพาะกลุ่มที่ย่อมต้องศึกษาคุณสมบัติตลอดจนคุณภาพของสินค้ามาก่อนในการที่จะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านได้โดยง่ายและยากที่จะสับสนในตัวสินค้าของโจทก์กับของผู้คัดค้าน เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและมีลักษณะบ่งเฉพาะไม่มีอักษรต้องห้ามอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์โดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่มีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 700303

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 563/2556 และให้ถือตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านและให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวเซี่ยว เป็นผู้ดำเนินคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า "" อ่านว่า "เอ็ม เอกซ์ เนค" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ หูฟังชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หูฟังสวมศีรษะชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับโทรศัพท์มือถือ เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ สายหิ้วโทรศัพท์มือถือ แท่นวางโทรศัพท์มือถือ เสาอากาศสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หน้ากากโทรศัพท์มือถือ และอแดปเตอร์สำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ เป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 มีการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 บริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อ้างเหตุว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนนั้นคล้ายกับเครื่องหมายการค้า " และ " ของผู้คัดค้านรวม 4 เครื่องหมาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้คัดค้านได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วตามทะเบียนเลขที่ ค92503, ค67854, ค19081 และ ค139924 ทั้งยังเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เพราะลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมายื่นขอจดทะเบียน โจทก์ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านดังกล่าวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีส่วนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน และเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านไม่ใช่เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งโจทก์ไม่ได้อาศัยความมีชื่อเสียงแพร่หลายในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านเพื่อมายื่นขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และ (10) นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ถือเป็นคำประดิษฐ์ ซึ่งมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ เมื่อสาธารณชนพบเห็นย่อมจดจำได้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านและให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 700303 ของโจทก์ต่อไป เพราะเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีลักษณะการเขียนที่แตกต่างกัน มีการวางรูปลักษณะและองค์ประกอบอื่นแตกต่างกันไป ทั้งยังมีเสียงเรียกขานแตกต่างกัน นอกจากนี้ผู้คัดค้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนนานถึง 49 ปี โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมเกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน และรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากเมื่อพิจารณาว่าโจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "MX" เป็นของตนแต่ผู้เดียว ตัวอักษรดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าทั้งสี่เครื่องหมายที่ผู้คัดค้านได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า " และ " ของผู้คัดค้านที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า การพิจารณาความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาภาคส่วนที่ปรากฏเป็นภาคส่วนหลักของเครื่องหมายการค้าว่ามีความคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์ยื่นหนังสือแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "M" และ "X" สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเหลืออักษรโรมัน "N" "E" และ "C" คล้ายเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน เมื่อพิจารณาเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าโจทก์ตามคำอ่านแปลระบุว่า เอ็ม เอกซ์ เนค หรืออาจเรียกขานตามอักษรโรมันว่า เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านเรียกขานว่า เนค หรือเรียกขานตามอักษรโรมันว่า เอ็น อี ซี ทำให้เข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกเดียวกันและสินค้ามีโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของผู้คัดค้าน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ ส่วนการแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว หาใช่เหตุที่จะไม่นำส่วนที่ได้แสดงปฏิเสธมาพิจารณาในภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นด้วย เพราะการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายที่ปรากฏต่อสาธารณชนว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้าหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำดังเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า " และ " ของผู้คัดค้าน นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และที่สำคัญต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนมีอักษรโรมัน "M" "X" อยู่หน้าอักษรโรมัน "N" "E" และ "C" โดยมีขนาดและลักษณะตัวอักษรเท่ากันทั้งหมด อักษรโรมัน "N E C" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่ได้มีลักษณะเด่นกว่าอักษร "M X" นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านบางเครื่องหมายยังอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันสามารถแยกแยะได้โดยง่ายโดยเครื่องหมายของโจทก์มีอักษร "MX" อยู่ด้านหน้าย่อมเป็นจุดแรกที่ทำให้สาธารณชนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี หรือ เอ็ม เอกซ์ เนค" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็น อี ซี" หรือ "เนค" แตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาประกอบกันว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้กับสินค้าโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่ หูฟังชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หูฟังสวมศีรษะชนิดไม่ต้องใช้สำหรับโทรศัพท์มือถือ เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ สายหิ้วโทรศัพท์มือถือ แท่นวางโทรศัพท์มือถือ เสาอากาศสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หน้ากากโทรศัพท์มือถือ และอแดปเทอร์สำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านใช้กับสินค้า เครื่องมือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ดิจิทัล เครื่องมือส่งข้อมูลแบบแพ็คเก๊ทสวิทชิ่ง เครื่องมือส่งสัญญาณระบบใยแก้วนำแสง เครื่องมือส่งสัญญาณระบบดิจิทัล เครื่องอุปกรณ์เคเบิลใต้น้ำ เครื่องมือระบบเคเบิลทีวี เครื่องมือที่มีระบบการประชุมผ่านทางโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารระบบไมโครเวฟ เครื่องมือสื่อสารระบบดาวเทียม เครื่องมือสื่อสารระบบเลเซอร์ เครื่องมือส่งกระจายเสียงโทรทัศน์และวิทยุ เครื่องมือควบคุมและทำวิถีจรวด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับเครื่องบินและยานอวกาศ ดาวเทียม อุปกรณ์เรด้า และวิทยุการเดินเรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับป้องกันภัย อุปกรณ์วิทยุระบบเคลื่อนที่และพกพา วิทยุติดตามตัว เครื่องโทรสาร เครื่องโทรศัพท์ชนิดกดปุ่ม เครื่องโทรศัพท์ไร้สาย เครื่องส่งโทรศัพท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยขับฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ หน่วยขับแผ่นดิสก์ของคอมพิวเตอร์ แผงแป้นอักขระของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แสดงผลทางจอภาพสำหรับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ เครื่องประมวลคำจอภาพคอมพิวเตอร์ โมเด็มข้อมูล เครื่องเล่นจานแสดงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการออกแบบ การผลิต และงานด้านวิศวกรรม เครื่องบอกลักษณะลายนิ้วมือระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ควบคุมตัวเลขระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แม้สินค้าบางส่วนจะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันแต่สินค้าของโจทก์และของผู้คัดค้านต่างเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงกับมีราคาสูง และเป็นสินค้าคงทน ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้ย่อมเป็นบุคคลเฉพาะกลุ่มที่ย่อมต้องศึกษาคุณสมบัติตลอดจนคุณภาพของสินค้ามาก่อนในการที่จะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ซึ่งย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านได้โดยง่ายและยากที่จะสับสนในตัวสินค้าของโจทก์กับของผู้คัดค้าน เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนจึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและมีลักษณะบ่งเฉพาะไม่มีอักษรต้องห้ามอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์โดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 นั้นเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซู วู จาง หรือนายรัฐพล จางเจริญสุข
จำเลย — นางกุลณี อิศดิศัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560
#619410
เปิดฉบับเต็ม

การที่อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ การที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ อย่างไรก็ตามจำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงแม้จำเลยจะมิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านพักอาศัยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,200,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ทุกปี ซึ่งค่าเล่าเรียนอาจเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ปีละร้อยละ 10 ถึง 15 ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยและบุตรผู้เยาว์ เดือนละประมาณ 150,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป และค่าซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในครอบครัวและรับส่งบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,700,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. ให้แบ่งสินสมรสของโจทก์และจำเลยให้ได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536 และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2541 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 14/2 ต่อมาปี 2547 โจทก์กับจำเลยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โจทก์จำเลยต่างแจ้งความเป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายกัน ต่อมากลางปี 2549 โจทก์ขนย้ายของออกแยกไปอยู่ที่อื่น โดยบุตรผู้เยาว์ยังคงอาศัยอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยเพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 246/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง และฟ้องเพื่อขอให้ศาลระบุเวลาเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ให้ชัดเจน เพราะถูกจำเลยกีดกัน ในคดีหมายเลขแดงที่ 1806/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ในเวลาที่เหมาะสม วันที่ 20 สิงหาคม 2552 จำเลยมีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติให้แก่โจทก์ วันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์แจ้งความว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวบุตรผู้เยาว์ที่คอนโดมิเนียม จากนั้น โจทก์ได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้บุตรผู้เยาว์มาพักอาศัยกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์เข้าตรวจสภาพจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องโจทก์โดยให้บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 สำหรับในประเด็นอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ฎีกาในประเด็นนี้ จึงฟังได้ว่า เมื่อการสมรสได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ได้แก่ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาแล้ว ถือว่าการสมรสสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 20 สำหรับเหตุหย่านั้น โจทก์นำสืบได้ว่ากฎหมายแห่งรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศแห่งสัญชาติของโจทก์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายประเทศแห่งสัญชาติของจำเลยยอมให้หย่าได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น เหตุหย่าจึงให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องขอให้ศาลสยามมีคำพิพากษาให้หย่าได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของการกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความไม่พอใจในพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นสามี และมีความหึงหวง หรือเข้าใจว่าโจทก์ใช้อิทธิพลในการปิดคดีต่าง ๆ แม้ไม่เป็นการหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ยับยั้งการให้สัญชาติของโจทก์นั้น มิได้เป็นเพียงการร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวตนเองหรือให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์ตักเตือนความประพฤติแต่อย่างใด ตามที่จำเลยอ้าง และท้ายที่สุดก็ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาติและนำผู้เยาว์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยจำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้ลงชื่อบุตรผู้เยาว์ท้ายหนังสือ โดยอ้างว่าขออนุญาตบุตรผู้เยาว์แล้ว ทั้งที่บุตรผู้เยาว์เบิกความว่า ทราบว่าจำเลยไม่อยากให้โจทก์ได้สัญชาติไทย เคยจะช่วยจำเลย แต่ก็ไม่ได้ช่วย สุดท้ายไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตแก่โจทก์ซึ่งเป็นสามี รวมถึงการแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่า โจทก์ดูแลบุตรผู้เยาว์ไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรผู้เยาว์ จนสถานเอกอัครราชทูตส่งเจ้าหน้าที่ชื่อนาง Sharon มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ แม้จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่เคยไปแจ้งสถานเอกอัครราชทูต ให้กระทำการเช่นนั้น จำเลยมีหนทางอื่นที่จะทำได้ เช่น ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ไม่เคยให้การหรือนำสืบไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งขัดต่อเหตุผลว่า หากจำเลยมิได้ทำ เหตุใดสถานเอกอัครราชทูตจึงส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ เหตุใดเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำหนังสือชี้แจงจ่าหน้าซองถึงจำเลย คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้แจ้งให้ตรวจสอบเอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำตามอำเภอใจ ปราศจากความไตร่ตรองถึงความเหมาะสมทั้งที่จำเลยเองก็มีการศึกษาที่ดี ไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการทำลายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะ และที่สำคัญคือสิทธิที่โจทก์พึงได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ อิสระในการใช้ชีวิต ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการคุกคามโจทก์อย่างต่อเนื่องและหลายครั้ง โดยปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นปฎิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุหย่าระหว่างโจทก์จำเลยนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าอื่นตามฟ้องดังคำแก้ฎีกาของโจทก์อีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงจากกรมบังคับคดีและทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โดยตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำงานอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อเองตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประมูล ทำสัญญา กู้เงิน หักเงินเดือน จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงอ้างว่า นางอำไพให้เงินก้อนมาไถ่ถอนจำนองตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ไม่ยอมออกจากบ้าน และไม่ชำระค่าใช้จ่ายในบ้านทำให้จำเลยต้องนำเงินมารดาไปใช้จ่ายในบ้านก่อนนั้น ฟังดูเลื่อนลอยว่า เหตุใดจำเลยจึงไม่นำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนจำนองปิดบัญชี กลับนำไปใช้อย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอจะเสียค่าใช้จ่ายในบ้าน และยอมเสียดอกเบี้ยไปเพื่อเหตุใด อีกทั้งจำเลยเพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้แก่นางอำไพภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสในคดีนี้จึงเป็นพิรุธ ทั้งการที่อ้างว่านางอำไพต้องการที่ดินดังกล่าวไปก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเนื่องจากมีโรงงานอยู่ใกล้ที่ดินนี้ แต่สุดท้ายหลังจากซื้อแล้วนางอำไพก็ไม่ได้ก่อสร้างโกดังแต่อย่างใด โดยจำเลยเบิกความอ้างว่า นางอำไพเพิ่งทราบภายหลังจากไปตรวจสอบที่ดินว่า เป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงไม่สร้างโกดังสินค้า ซึ่งขัดต่อเหตุผล ว่าเหตุใดนางอำไพซึ่งมีธุรกิจการค้า มีโรงงานผลิตสินค้าประเภทอะลูมิเนียม มีบัญชีเงินฝากและที่ดินมากมาย จึงไม่ซื้อที่ดินเองและไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีก่อนว่าเป็นที่ดินมีสภาพเช่นไร ต่างจากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เป็นเงินของนางอำไพเป็นผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วยเงินตนเอง เมื่อที่ดินทั้งสี่แปลงได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx สาขากรุงเทพ ที่เป็นชื่อบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7 บัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชีของจำเลย กับบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) 1 บัญชีของโจทก์ เป็นสินสมรส และขอแบ่งสินสมรสดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครอง ไม่ได้โต้แย้งว่าบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า เงินฝากดังกล่าวซึ่งรวมเงินฝากในธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เป็นสินสมรส ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งสินสมรสในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" เมื่อความปรากฏว่านางสาว อ. บุตรของโจทก์จำเลย เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 เมื่อนับถึงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาว อ. อายุ 20 ปีเศษแล้ว ซึ่งบรรลุนิติภาวะ และพ้นสภาพแห่งความเป็นผู้เยาว์ และไม่จำต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1580 ดังนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า อำนาจปกครองควรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ดังที่จำเลยฎีกา ยกฎีกาของจำเลยประการนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งถึงบรรลุนิติภาวะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ คดีนี้เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังจากการหย่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องและจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนมีนาคม 2553 แต่ฎีกาของจำเลยกลับขอให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนสิงหาคม 2549 ย้อนขึ้นไปนับแต่เดือนที่โจทก์ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเลยเรียกรวมกันมามีค่าใช้จ่ายในส่วนของบุตรผู้เยาว์รวมมาด้วยหลายรายการ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ จึงไม่จำต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์ต้องชำระอีกแล้วนั้น จึงเหลือค่าใช้จ่ายไม่กี่รายการที่ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ก็ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้จำเลยมาตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่รวมของผู้เยาว์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะจ่ายได้ เพราะจำเลยมีกิจการของครอบครัวเดิม มีเงินเก็บ มีรายได้จากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จนเกษียณ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ฐานะของจำเลยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ กรณีจึงเห็นควรไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งว่า เงินฝากในธนาคารที่มีชื่อโจทก์จำเลยตามฟ้องรวม 9 บัญชี กับที่ดินมีโฉนด 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากนี้ได้ความจากพยานหลักฐานว่า การรับเงินเดือนของโจทก์มีการให้จ่ายเงินในต่างประเทศบางส่วน และมีการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เลขที่ 101 287 xxx x เลขที่ 101 563 xxx x เลขที่ 101727 xxx x เลขที่ 196 210 xxx x เลขที่ 225 029 xxx x เลขที่ 225 200 xxx x และเลขที่ 198 451 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 588 100 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526 ม. 1564 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายอมร วีรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8150/2560
#618532
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเท่านั้น เมื่อรถยนต์ตามคำร้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับ ร. ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 กับ ร. มีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง แม้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของ ร. ก็ยื่นคำร้องคัดค้านได้เฉพาะทรัพย์สินในส่วนของตน ไม่อาจยื่นคำร้องคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินในส่วนของ ร. และไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินในส่วนของ ร. ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอสีคิ้ว ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรือนจำกลางคลองไผ่ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไปพบและพูดคุยกับนักโทษชาย ม. ซึ่งเป็นนักโทษในคดียาเสพติดที่เรือนจำกลางคลองไผ่โดยผิดระเบียบ จึงไม่มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมและแม้ส่อว่าอาจมีข้อพิรุธ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการอื่นใดที่จะถือว่าเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักโทษชาย ม. มาก่อนหน้านั้นอย่างไร ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนักโทษชาย ม. ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ลักลอบส่งโทรศัพท์มือถือไปให้นักโทษชาย ม. เป็นการผิดระเบียบของเรือนจำ และนักโทษชาย ม. นำโทรศัพท์มือถือไปให้นักโทษชาย อ. ซึ่งรู้จักกันมาก่อนและสนิทสนมกัน ใช้ติดต่อจำหน่ายยาเสพติดจากภายในเรือนจำ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมศักดิ์ สาระหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายผดุงศักดิ์ เทศดี
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2560
#616685
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ประเด็นในคดีมีว่าจำเลยยึดทรัพย์โจทก์โดยชอบหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เหลือภายหลังจากการยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระหนี้แล้ว ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

การเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และมาตรา 1022 หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 จึงเป็นเอกสารมหาชน ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่ามิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และใช้บ้านของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ตั้งห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม จำนวน 8,983,982.68 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01008050-25541125-005-00020 ถึง 00022, 00024 ถึง 00027 และ 00029 ถึง 00034 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 189,808.59 บาท จำนวน 244,806.80 บาท จำนวน 210,560 บาท จำนวน 149,388.53 บาท จำนวน 194,148.36 บาท จำนวน 281,196.69 บาท จำนวน 125,510 บาท จำนวน 517,200.50 บาท จำนวน 8,456.43 บาท จำนวน 971.21 บาท จำนวน 67,528.82 บาท จำนวน 109,577.28 บาท และจำนวน 9,569.08 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 8,983,982.68 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.73.1-01008050-25541125-005-00020 ถึง 00022, 00024 ถึง 00027 และ 00029 ถึง 00034 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 189,808.59 บาท ของเงินภาษีจำนวน 244,806.80 บาท ของเงินภาษีจำนวน 210,560 บาท ของเงินภาษีจำนวน 149,388.53 บาท ของเงินภาษีจำนวน 194,148.36 บาท ของเงินภาษีจำนวน 281,196.69 บาท ของเงินภาษีจำนวน 125,510 บาท ของเงินภาษีจำนวน 517,200.50 บาท ของเงินภาษีจำนวน 8,456.43 บาท ของเงินภาษีจำนวน 971.21 บาท ของเงินภาษีจำนวน 67,528.82 บาท ของเงินภาษีจำนวน 109,577.28 บาท และของเงินภาษีจำนวน 9,569.08 บาท ตามลำดับนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นชื่อจำเลยที่ 3 ในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นจำเลยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 และปี 2552 ทั้งมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2551 ส่วนเดือนภาษีอื่นยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยรายได้ที่จำเลยที่ 1 ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้มีจำนวนมากกว่ายอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับจำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบใบกำกับภาษีซื้อให้เจ้าพนักงานตรวจสอบ ถือเป็นภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธินำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการยื่นแบบแสดงภาษีซื้อไว้เกินไป เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนเมษายน เดือนมิถุนายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม 2551 เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2552 รวม 8,555,860.02 บาท จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้นายตรีนดิษฐ์ ยื่นอุทธรณ์การประเมินพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการเสียภาษี โดยจำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์ดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 3 ได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โดยส่งคำวินิจฉัยให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีคำสั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ 14/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 127/2558 ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวม 8,983,982.68 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนที่จำเลยที่ 3 เคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 14/2557 ของศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า คดีหมายเลขดำที่ 14/2557 มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ (จำเลยที่ 3 ในคดีนี้) เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทย กรุ๊ป 2007 ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้ในคดีนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ประเด็นในคดีมีว่า จำเลยยึดทรัพย์โจทก์โดยชอบหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เหลือภายหลังจากการยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระหนี้แล้ว ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าคดีก่อนศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยที่ 3 ไม่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้ว อันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เคยมีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2555 เนื่องจากมีผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 3 ไม่รู้เห็นด้วย และจำเลยที่ 3 ไม่เคยทำนิติกรรมใดๆ ในนามห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในอุทธรณ์การประเมินเนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 3 ขอร้องให้ลงชื่อด้วยความจำเป็นเท่านั้น หลังทราบเหตุจำเลยที่ 3 ได้ให้จำเลยที่ 4 เอาชื่อจำเลยที่ 3 และภริยาออกจากการเป็นหุ้นส่วนแล้ว ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจเสียหายในการทำนิติกรรมกับห้างหุ้นส่วนโดยสำคัญผิดในตัวหุ้นส่วน แต่โจทก์ไม่ได้ทำการค้าใดๆ กับจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์ไม่ได้แจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 3 อีกด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และมาตรา 1022 หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 จึงเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่ามิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 3 นำสืบโดยมีตัวจำเลยที่ 3 เองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 เคยมีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2555 เนื่องจากมีผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 แล้วนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีความประสงค์จะเข้าเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์การประเมินของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 3 ขอร้องให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อด้วยความจำเป็น โดยจำเลยที่ 3 รับราชการทหารประจำอยู่ที่จังหวัดสตูล จำเลยที่ 4 ไม่เคยให้ผลประโยชน์ใดๆ แก่จำเลยที่ 3 หลังทราบเรื่องจำเลยที่ 3 จึงบังคับให้จำเลยที่ 4 เอาชื่อจำเลยที่ 3 และภริยาจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วน และจำเลยที่ 3 มีพันตำรวจโทหญิงจุฑารัตน์ เบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า ลายมือชื่อในเอกสารรายการจดทะเบียนกับตัวอย่างลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ในเอกสารอื่นมีคุณลักษณะและรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงมีความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน นั้น ในข้อนี้เห็นว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจพิสูจน์จะมีความเห็นตามหลักวิชาการก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ซึ่งใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น และอยู่ในดุลพินิจของศาลเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จริง แต่เมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วไม่ปรากฏเหตุประการใดที่จำเลยที่ 4 จะต้องปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 เองโดยที่จำเลยที่ 3 ไม่รู้เห็นด้วย ทั้งจำเลยที่ 4 ยังจดทะเบียนแก้ไขให้นางวีราภรณ์ ภริยาจำเลยที่ 3 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในคราวเดียวกัน ซึ่งไม่ได้ความว่าลายมือชื่อของภริยาจำเลยที่ 3 เป็นลายมือชื่อปลอมด้วย นอกจากนี้หากจำเลยที่ 4 กระทำไปโดยพลการแล้ว จำเลยที่ 4 น่าจะต้องพยายามปกปิดความจริงข้อนี้ไว้ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 กลับจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งสำนักงานไปเป็นที่อยู่ของจำเลยที่ 3 อีกด้วยอันเป็นการง่ายและมีโอกาสสูงที่จำเลยที่ 3 จะทราบความจริงจากเอกสารที่มีผู้ส่งถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือขอเชิญพบจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปตามที่อยู่ที่ได้มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวข้างต้น และนางพัชรีมารดาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับหนังสือไว้แทนเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยส่งไปถึงจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็มีภริยาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับไว้แทนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ทราบเหตุแล้วได้กระทำการอย่างใดพอที่จะแสดงถึงการไม่ยินยอมหรือโต้แย้งว่าไม่ได้รู้เห็นการปลอมลายมือชื่อดังที่ควรจะเป็น แต่หลังจากนั้นข้อเท็จจริงกลับได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำการในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยอุทธรณ์การประเมินกับพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ด้วยตนเองและตามเนื้อหาคำอุทธรณ์ตอนหนึ่งระบุชัดแจ้งว่า เดิมจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการซื้อขายโสตทัศนวัสดุ มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่แรกตั้งห้าง จนถึงปลายปี 2551 จึงได้มีการเปลี่ยนสภาพกิจการเป็นรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งความข้อนี้สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 3 เคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโดยบรรยายคำฟ้องไว้ว่า จำเลยที่ 3 (ในคดีนี้) เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 (ในคดีนี้) และจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้หุ้นส่วนผู้จัดการเดิมรวบรวมเอกสารหลักฐานทางบัญชีและภาษีอากร ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ได้ยอมรับว่าตนเข้าไปทำหน้าที่หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มาก่อนแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งจะมาเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยที่ 4 ขอร้องด้วยความจำเป็นนั้นจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์มีคำสั่งยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 แล้ว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และใช้บ้านของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ตั้งห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 3 ทั้งไม่ยอมให้จำเลยที่ 3 คัดถ่ายเอกสารเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ไปแล้วนั้น ก็เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินและแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะเคยมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าว แต่ก็มิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งเป็นหนี้ของห้างได้โดยไม่ต้องแจ้งการประเมินและแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ก่อน จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1021 ม. 1022 ม. 1077 (2)
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยกรุ๊ป 2007 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา