คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9988/2560
#618283
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 24/2552 เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ ข้อ 5.2.1 กำหนดให้สินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) กำหนดให้สินทรัพย์ที่ลูกหนี้ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย ยกเว้นลูกหนี้ที่จัดชั้นสูญหรือสงสัยจะสูญแล้ว สำหรับสินทรัพย์ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีมีวงเงินและครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดสัญญา ให้จัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบัญชีเงินกู้ว่า วันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงิน 45,465,894.73 บาท ดอกเบี้ย 292,031.04 บาท และในวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นเดือนที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ค้างชำระต้นเงิน 45,077,068.42 บาท ดอกเบี้ย 649,385.86 บาท การนับระยะเวลาหนี้ค้างชำระตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย แต่ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน ทั้งเป็นกรณีมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ ตามข้อ 5.2.3 (2) วรรคท้าย ยังให้นับระยะเวลาการค้างชำระรวมกับระยะเวลาการค้างชำระก่อนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วพิจารณาจัดชั้นตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นดังกล่าวด้วย ส่วนทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันมีมูลค่าเพียงใด ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดให้นำมาพิจารณาในการจัดชั้นสินทรัพย์ แต่ให้นำมาพิจารณาเพื่อการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเมื่อจัดชั้นสินทรัพย์แล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์หนี้กู้ยืมเงินให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สำหรับสินทรัพย์หนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏว่า ในวันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญา โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระ 1,999,750.54 บาท หลังจากนั้นมีการโอนเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 และมีหนี้ค้างชำระในวันสิ้นเดือนดังกล่าว 2,052,861.12 บาท แม้เห็นได้ว่านับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ย้อนหลังขึ้นไปยังมีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินกว่า 6 เดือน ไม่อาจจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ได้ก็ตาม แต่ในการจัดชั้นสินทรัพย์นั้น ข้อ 5.2.2 วรรคแรก ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์เป็นรายบัญชี โดยคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องของกระแสเงินสดรับของแต่ละบัญชี ซึ่งหากกระแสเงินสดของลูกหนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน ก็อาจต้องจัดชั้นไว้ด้วยกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันเพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจโรงแรมของโจทก์ ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 12 และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 6 โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไปลงรายการในบัญชีกระแสรายวันและถือเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กระแสเงินของแต่ละบัญชีจึงมีความเกี่ยวเนื่องกันและชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์ไว้ด้วยกันได้ การที่จำเลยที่ 1 จัดชั้นหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจึงเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชอบที่จะรับโอนไว้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 แต่กลับฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฯ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง

โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทางเลือกอื่นในการบังคับชำระหนี้ โดยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายและไม่ควรเลือกใช้ช่องทางตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีไม่ได้ ตามคำฟ้องย่อมไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ฟ้องคดีได้หรือไม่ แม้โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิเรียกร้องและหลักประกันระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นก่อนหรือในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 กลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส. 3 ก เลขที่ 1441 และ 1442 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลปรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 คิดเกินต่อโจทก์จากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลงเหลืออัตราเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยที่ 1 ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รับซื้อหรือ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินรวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 47,500,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 วงเงิน 2,000,000 บาท โดยมีนายนพดลหุ้นส่วนผู้จัดการและนางเรณูผู้เป็นหุ้นส่วนของโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินกับอาคารเป็นประกัน แต่โจทก์ไม่สามารถชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา วันที่ 22 มกราคม 2553 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน วันที่ 4 สิงหาคม 2553 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินอีกฉบับหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระเฉพาะดอกเบี้ยต่อไปได้อีก 6 เดือน จนถึงเดือนธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 47,000,000 บาทเศษ และจะแบ่งชำระหนี้เป็นงวด ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ปี 2554 โจทก์มีหนังสือขอความอนุเคราะห์จากจำเลยที่ 1 อีกโดยจะขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน แต่จำเลยที่ 1 ไม่อนุมัติ จนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้คงวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 และโจทก์ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2555 ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อีก แต่จำเลยที่ 1 ไม่อนุมัติ โจทก์ยังเป็นหนี้ค้างชำระและเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีค้างชำระ จำเลยที่ 1 มีหนังสือทวงถามโจทก์ให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์รวมทั้งหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้มีผลตามกฎหมายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าโอนงวดสุดท้ายแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์เคยมีหนังสือเสนอเงื่อนไขขอประนอมหนี้กับจำเลยที่ 2 แต่ต่อมากลับเพิกเฉย วันที่ 25 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยเพื่อบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาประการแรกว่า ที่ดินและอาคารอันเป็นทรัพย์จำนองมีราคาสูงกว่าหนี้และพอชำระหนี้ โจทก์ชำระหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 นับแต่วันชำระหนี้กู้ยืมเงินครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยทั้งสองยังไม่เกินกว่า 6 เดือน ส่วนหนี้เบิกเงินเกินบัญชีก็ไม่ใช่หนี้ที่ไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เกินกว่า 6 เดือน จึงไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และไม่เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำเลยที่ 2 จะรับโอนจากจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 24/2552 เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ ข้อ 5.2.1 กำหนดให้สินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) กำหนดให้สินทรัพย์ที่ลูกหนี้ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย ยกเว้นลูกหนี้ที่จัดชั้นสูญหรือสงสัยจะสูญแล้ว สำหรับสินทรัพย์ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีมีวงเงินและครบกำหนดสัญญาแล้วไม่มีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดสัญญา ให้จัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงิน 45,465,894.73 บาท ดอกเบี้ย 292,031.04 บาท และในวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นเดือนที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ยังคงค้างชำระต้นเงิน 45,077,068.42 บาท ดอกเบี้ย 649,385.86 บาท การนับระยะเวลาหนี้ค้างชำระตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.1) มิใช่เริ่มนับ

ตั้งแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย แต่ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 6 เดือน แล้ว ทั้งเป็นกรณีมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ ตามข้อ 5.2.3 (2) วรรคท้าย ยังให้นับระยะเวลาการค้างชำระรวมกับระยะเวลาการค้างชำระก่อนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วพิจารณาจัดชั้นตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นดังกล่าวด้วย ส่วนทรัพย์ที่จำนองเป็นหลักประกันมีมูลค่าเพียงใด ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดให้นำมาพิจารณาในการจัดชั้นสินทรัพย์ แต่ให้นำมาพิจารณาเพื่อการกันเงินสำรองของสถาบันการเงินเมื่อจัดชั้นสินทรัพย์แล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์หนี้กู้ยืมเงินให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สำหรับสินทรัพย์หนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ท้ายคำให้การของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า ในวันสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญา โจทก์เป็นหนี้ค้างชำระ 1,999,750.54 บาท หลังจากนั้นมีการโอนเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 และมีหนี้ค้างชำระในวันสิ้นเดือนดังกล่าว 2,052,861.12 บาท แม้เห็นได้ว่านับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ย้อนหลังขึ้นไปยังมีเม็ดเงินนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินกว่า 6 เดือน ไม่อาจจัดชั้นให้เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 31/2551 ข้อ 5.2.2 (3) (3.2) ได้ก็ตาม แต่ในการจัดชั้นสินทรัพย์นั้น ข้อ 5.2.2 วรรคแรก ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์เป็นรายบัญชี โดยคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องของกระแสเงินสดรับของแต่ละบัญชี ซึ่งหากกระแสเงินสดของลูกหนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน ก็อาจต้องจัดชั้นไว้ด้วยกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันเพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจโรงแรมของโจทก์ ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 12 และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 6 โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเงินที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไปลงรายการในบัญชีกระแสรายวันและถือเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กระแสเงินของแต่ละบัญชีจึงมีความเกี่ยวเนื่องกันและชอบที่จะจัดชั้นสินทรัพย์ไว้ด้วยกันได้ การที่จำเลยที่ 1 จัดชั้นหนี้กู้ยืมเงินและหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย จึงเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชอบที่จะรับโอนไว้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้

ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 บีบบังคับกดดันให้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่ให้โจทก์ชำระหนี้ภายใน 2 เดือน หากโจทก์ไม่ยอมลงชื่อ จำเลยที่ 1 ก็จะไม่อนุมัติให้โจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันต่อไป ทำให้โจทก์รับภาระเพิ่มขึ้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (5) นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ แต่กลับฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1 ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฯ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า หากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องคดี จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทางเลือกอื่นในการบังคับชำระหนี้ โดยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย และไม่ควรเลือกใช้ช่องทางตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ฟ้องคดีไม่ได้ ตามคำฟ้องย่อมไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ฟ้องคดีได้หรือไม่ แม้โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาโดยให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 (เดิม)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 (5)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมุยไอร์แลนด์ บีชรีสอร์ท
โจทก์ — แอนด์ โฮเทล
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน ) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จิระบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9981/2560
#622086
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถือว่าเป็นคำสั่งอายัดของศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) การที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งอายัดย่อมมีผลบังคับทันทีในวันดังกล่าว แม้จำเลยจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้หักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท ก. ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งอายัดดังกล่าว

สำหรับประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 นั้น สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะนายจ้างของจำเลยในการหักเงินค่าจ้างหรือเงินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ถือเป็นสิทธิอันเกิดจากความยินยอมของจำเลยตามหนังสือให้ความยินยอมที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ หาใช่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิของจำเลยไม่ แม้จะระบุลำดับในการหักเงินชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ไว้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ หนี้ใดจะเป็นหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อสหกรณ์เป็นเพียงหนี้กู้ยืมเงินไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิหักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยส่งให้แก่สหกรณ์ภายหลังจากได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ตามคำสั่งอายัดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์หรือมีคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด เป็นผู้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยที่ได้รับจากผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแทนผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 โดยให้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามจำนวนที่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล หากไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ถูกอายัดต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยเป็นพนักงานของผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปยังผู้คัดค้านให้ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งข้อขัดข้องในการส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า ผู้คัดค้านได้รับหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจำเลยได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ไม่สามารถอายัดเงินนำส่งได้ จำเลยมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนจากผู้คัดค้านทั้งสิ้น 872,115 บาท เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ผู้คัดค้านได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกและทำสัญญากู้เงินไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว โดยจำเลยทำหนังสือให้ความยินยอมว่าให้ผู้คัดค้านหักเงินได้รายเดือนของจำเลยตามจำนวนงวดการชำระหนี้เพื่อส่งต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว และหากจำเลยประสงค์จะลาออกจากงาน จำเลยจะแจ้งเป็นหนังสือและจัดการชำระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน หรือเมื่อจำเลยได้ลงชื่อรับเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม บำเหน็จ บำนาญ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินอื่นใดในหลักฐานที่ผู้คัดค้านหรือหน่วยงานต้นสังกัดจะจ่าย จำเลยยินยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินดังกล่าวหักเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยส่งชำระหนี้ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถือว่าเป็นคำสั่งอายัดของศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) การที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งอายัดย่อมมีผลบังคับทันทีในวันดังกล่าว แม้จำเลยจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้หักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งอายัดดังกล่าว ที่ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า การที่ผู้คัดค้านไม่ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 นั้น เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 ระบุว่า "ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ

(1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้

(2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตามข้อบังคับของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหรือเพื่อชำระเงินอันอื่นอันเป็นสวัสดิการที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจัดให้เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(4) เป็นเงินประกันความเสียหายหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับความยินยอมจากลูกจ้าง

(5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ทั้งนี้ เว้นแต่ ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 บัญญัติว่า "เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นใดที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไปให้หน่วยงานนั้นหักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน

การแสดงเจตนายินยอมตามวรรคหนึ่ง มิอาจถอนคืนได้ เว้นแต่สหกรณ์ให้ความยินยอม

การหักเงินตามวรรคหนึ่ง ต้องหักให้สหกรณ์เป็นลำดับแรก ถัดจากหนี้ภาษีอากรและการหักเงินเข้ากองทุนที่สมาชิกต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม" ตามประกาศและพระราชบัญญัติดังกล่าว สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะนายจ้างของจำเลยในการหักเงินค่าจ้างหรือเงินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นสิทธิอันเกิดจากความยินยอมของจำเลยตามหนังสือให้ความยินยอมที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ หาใช่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิของจำเลยไม่ แม้จะระบุลำดับในการหักเงินชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ไว้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ หนี้ใดจะเป็นหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อสหกรณ์เป็นเพียงหนี้กู้ยืมเงินไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิหักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยส่งให้แก่สหกรณ์ภายหลังจากได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 311 วรรคสอง (เดิม)
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรัตน์ ฉันทาวิวัฒน์
ผู้คัดค้าน — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวัลลภ จันทร์ทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9882/2560
#618535
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยบรรยายว่า จำเลยใช้ทางพิพาทมาตลอด กว้าง 11 เมตร ยาวจากที่ดินจำเลยไปจดถนนกรุงธนบุรี ยาว 38 เมตร เป็นทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถ และขนถ่ายสินค้าถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี ตามแผนผังท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม ส่วนโจทก์แก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงไม่ใช่ภาระจำยอมของที่ดินจำเลย จำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 ถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยหาได้ใช้ทางดังกล่าวตลอดมาตามที่จำเลยให้การ ทางออกสู่ทางสาธารณะที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลง กว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร เท่านั้น หาได้กว้าง 11 เมตร ตามที่จำเลยฟ้องแย้ง จำเลยอ้างการใช้ทางเต็มพื้นที่ตามเอกสารท้ายคำให้การจึงไม่ชอบ เห็นได้ว่าโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเฉพาะเรื่องจำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อออกสู่ทางสาธารณะเพียงบางส่วน มิใช่เต็มพื้นที่ที่ดินโจทก์ และใช้มายังไม่ถึง 10 ปี แต่โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งเรื่องจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้า จึงถือว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้าในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ด้วย

การที่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 มาตั้งแต่ปี 2528 แม้ได้ขายให้ ว. ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ ว. ขายให้ผู้อื่นแล้วจำเลยซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นนั้น จึงต้องนับระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่ปี 2528 หาใช่นับแต่ปี 2553 ที่จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อนับระยะเวลาจากปี 2528 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 22 สิงหาคม 2557 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จำเลยจึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางพิพาทเฉพาะเพื่อใช้เดินและเป็นทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

ป.พ.พ. มาตรา 1387 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ภาระจำยอมนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น การที่จำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อจอดรถยนต์และขนถ่ายสินค้านั้นเป็นไปเพื่อความสะดวกของจำเลยกับบริวาร และเพื่อการประกอบอาชีพหาประโยชน์ทางการค้าของจำเลย มิใช่เพื่ออสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยแต่อย่างใด ทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ของโจทก์ด้วย แม้จำเลยและบริวารจะใช้ทางพิพาทเพื่อการดังกล่าวมานานเพียงใดก็ไม่ได้ภาระจำยอม เพราะ ป.พ.พ. ว่าด้วยเรื่องภาระจำยอมมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ภารยทรัพย์ของผู้อื่นเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและห้ามจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 11 เมตร ยาว 38 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 846 และ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมโดยไม่มีค่าตอบแทน หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ห้ามมิให้โจทก์ปิดกั้นรบกวนการใช้ภาระจำยอมของจำเลยเพื่อเป็นทางเดินและยานพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ รวมถึงการใช้เป็นที่จอดรถและการใดเพื่อประโยชน์อันเป็นปกติทางการค้า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี และที่ดินบางส่วนกว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 5.6 เมตร ของที่ดินโฉนดเลขที่ 846 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี บริเวณแนวเส้นสีเหลืองตกเป็นภาระจำยอมทางเดินและยานพาหนะผ่านเข้าออกแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี ให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมโดยไม่มีค่าตอบแทน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ทั้งแปลงและในที่ดินโฉนดเลขที่ 846 กว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 5.6 เมตร ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร (จังหวัดธนบุรี) ของโจทก์ บริเวณเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถยนต์และที่ขนถ่ายสินค้าแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร (จังหวัดธนบุรี) ของจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยกรุงธนบุรี 10 โดยถนนซอยช่วงแรกจากปากซอยเข้ามาเป็นที่ดินโจทก์ทั้งแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ส่วนถนนซอยช่วงหลังซึ่งอยู่ติดกันเป็นบางส่วนของที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ตำแหน่งของที่ดินโจทก์ ที่ดินจำเลย และทางพิพาทซึ่งก็คือถนนซอยที่ระบายเป็นสีเหลืองในแผนที่พิพาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ของโจทก์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2527 เจ้าของที่ดินเดิมในขณะนั้นคือนางสุกัญญาได้จดทะเบียนที่ดินทั้งแปลงให้เป็นภาระจำยอมทางเดินและยานพาหนะเข้าออกแก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20650 ถึง 20655 ของนายอนันต์โดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาปี 2528 จำเลยกับพวกซื้อที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20655, 20654 และที่ดินที่มิใช่สามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านทาวน์เฮ้าส์ ต่อมาปี 2531 จำเลยและพวกขายที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 20654 และ 20655 แก่บริษัทเอช.เอช.เค อินเตอร์เทรด จำกัด ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2534 จำเลยขายที่ดินที่มิใช่สามยทรัพย์พร้อมบ้านทาวน์เฮ้าส์คือโฉนดเลขที่ 20644 ในคดีนี้ ให้แก่น้องสะใภ้คือนางสาววรรณี หลังจากนั้นนางสาววรรณีนำไปจำนองต่อธนาคารซิตี้แบงก์ ขึ้นเงินจำนอง ไถ่ถอนจำนอง จำนองใหม่ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด โอนสิทธิจำนองให้แก่กองทุนรวมไทย รีสตรัคเจอริ่ง วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 นางสาววรรณีจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2553 กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย หลังจากนั้นจำเลยกับบริวารอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านเลขที่ 156 ในคดีนี้ และใช้ทางพิพาทเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ดินของฝ่ายโจทก์นั้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2532 เจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์คือนางสุกัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 846 และ 6151 ให้แก่บริษัทชูยศและบุตร จำกัด ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2545 บริษัทชูยศและบุตร จำกัด ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่าบริษัทศรีสุทธิกุล จำกัด และเดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ทางพิพาท 500,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก (ข้อ 1.1) ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นอุทธรณ์ของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นที่จอดรถยนต์ ที่ขนถ่ายสินค้าและจำเลยใช้ทางพิพาทโดยวิสาสะ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า โจทก์ยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนว่าจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินของจำเลย ที่จอดรถยนต์ และที่ขนถ่ายสินค้าโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม และถือว่าโจทก์รับข้อเท็จจริงนี้และเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินของจำเลย ที่จอดรถยนต์ และที่ขนถ่ายสินค้าโดยความสงบและโดยเปิดเผย ตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 84 (3) นั้น เห็นว่า ในคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยบรรยายว่า จำเลยใช้ทางพิพาทมาตลอด กว้าง 11 เมตร ยาวจากที่ดินจำเลยไปจดถนนกรุงธนบุรี ยาว 38 เมตร เป็นทางเดิน ยานพาหนะผ่านเข้าออก ที่จอดรถ และขนถ่ายสินค้าถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี ตามแผนผังที่ตีเส้นประด้วยสีส้ม ใช้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม ส่วนโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงไม่ใช่ภาระจำยอมของที่ดินจำเลยในคดีนี้ จำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยหาได้ใช้ทางดังกล่าวตลอดมาตามที่จำเลยให้การ ทางออกสู่ทางสาธารณะที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลง กว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร เท่านั้น หาได้กว้าง 11 เมตร ตามที่จำเลยฟ้องแย้ง ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 มีเนื้อที่ 72 ตารางวา จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะเต็มเนื้อที่ เพราะทางกว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร ก็เพียงพอแล้ว ไม่เป็นภาระแก่ที่ดินโจทก์เสื่อมราคามากไปจากเดิมที่โจทก์เรียกร้อง เมื่อคำนวณรวมกับที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ที่จำเลยใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะมีเนื้อที่เพียง 29 ตารางวา เท่านั้น จำเลยอ้างการใช้ทางเต็มพื้นที่ตามคำให้การ จึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเฉพาะเรื่องจำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อออกสู่ทางสาธารณะเพียงบางส่วนคือกว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร มิใช่เต็มพื้นที่ที่ดินโจทก์คือกว้าง 11 เมตร ยาว 38 เมตร และใช้มายังไม่ถึง 10 ปี เพราะจำเลยได้ที่ดินมาเมื่อปี 2553 แต่โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งเรื่องจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้า จึงต้องถือว่าโจทก์ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ว่าจำเลยใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่จอดรถและที่ขนถ่ายสินค้าในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกับบริวารได้ภาระจำยอมในทางพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 6151 ของโจทก์ทั้งแปลงอันเป็นทางพิพาทให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยจะได้ทางภาระจำยอมดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ทางพิจารณาโจทก์มีพยานมาเบิกความเพียงปากเดียวคือนายกีรวิชชผู้รับมอบอำนาจโจทก์ แต่นายกีรวิชชก็เบิกความโดยไม่ทราบสาเหตุที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นางสาววรรณีไม่ทราบสาเหตุที่จำเลยซื้อที่ดินมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง คงได้ความไปตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามที่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว โดยนายกีรวิชชไม่ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงระหว่างที่จำเลยขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่นางสาววรรณี จนกระทั่งจำเลยซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งว่าใครเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ มีการใช้ทางพิพาทอย่างไรหรือไม่ ส่วนจำเลยมีพยานมาเบิกความรวม 4 ปาก โดยนำสืบถึงเรื่องการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 156 ของจำเลยตั้งแต่ปี 2528 และการขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่นางสาววรรณีซึ่งเป็นน้องสะใภ้เมื่อปี 2534 โดยอ้างสาเหตุเรื่องเงินทุนการประกอบธุรกิจของจำเลย แต่จำเลยและบริวารยังคงเป็นผู้ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งจำเลยซื้อที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งเมื่อปี 2553 พยานเอกสารที่จำเลยอ้างส่งประกอบการเบิกความทั้งหมดไม่มีลักษณะส่อไปในทางทำหลักฐานขึ้นเพื่อหวังผลในคดีนี้แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาภาพถ่ายของโจทก์ประกอบกับแผนที่พิพาทจะเห็นได้ว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์กึ่งอาคารพาณิชย์ ปลูกติดกัน ถัดจากปากซอยกรุงธนบุรี 10 เป็นแปลงที่ 7 หน้ากว้างแต่ละแปลงประมาณ 5 ถึง 6 เมตร และไม่มีทางออกอื่นสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรีนอกจากทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ไม่ว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 พร้อมบ้านหลังดังกล่าวก็ต้องใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะทั้งสิ้น ช่วงที่ผู้ครอบครองที่ดินแปลงของจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ต้องถือว่าผู้ครอบครองนั้นใช้ทางพิพาทแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงของจำเลยอยู่ดี การใช้ทางพิพาทจึงต้องถือระยะเวลาติดต่อกันอย่างน้อยตั้งแต่ที่มีการออกโฉนดเลขที่ 20644 คือ วันที่ 27 กรกฎาคม 2527 เพราะตามรูปแผนที่พิพาทและการใช้ทางพิพาทเป็นปรปักษ์ต่อที่ดินโจทก์นับแต่นั้น ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับมีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 20655 และ 20645 ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินแปลงอื่นไว้แล้วจนถึงปัจจุบัน การที่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 มาตั้งแต่ปี 2528 แม้ได้ขายให้นางสาววรรณีซึ่งเป็นน้องสะใภ้ นางสาววรรณีขายให้ผู้อื่นแล้วจำเลยซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นนั้นจึงต้องนับระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่ปี 2528 หาใช่นับแต่ปี 2553 ที่จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากกองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อนับระยะเวลาจากปี 2528 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2557) เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จำเลยจึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางพิพาทเฉพาะเพื่อใช้เดินและเป็นทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ทางภาระจำยอมมีขอบเขตเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ทางพิพาทที่ระบายด้วยสีเหลือง เฉพาะส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 ทั้งแปลงนั้น ได้จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมที่ดินทั้งแปลงให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่อื่น แต่มิได้จดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงหาอาจได้ภาระจำยอมเสมอเหมือน กับที่ดินแปลงอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ภาระจำยอมนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น การที่จำเลยใช้ทางพิพาทเพื่อจอดรถยนต์และใช้เป็นที่ขนถ่ายสินค้านั้น เป็นไปเพื่อความสะดวกของจำเลยกับบริวาร และเพื่อการประกอบอาชีพหาประโยชน์ทางการค้าของจำเลยอย่างเห็นได้ชัด มิใช่เพื่ออสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยแต่อย่างใด ทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ของโจทก์ด้วย แม้จำเลยและบริวารจะใช้ทางพิพาทเพื่อการดังกล่าวมานานเพียงใดก็ไม่ได้ภาระจำยอม เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องภาระจำยอมมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ภารยทรัพย์ของผู้อื่นเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ และเนื่องจากการได้ภาระจำยอมเพื่อเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นนั้น ไม่มีเหตุผลความจำเป็นต้องใช้เนื้อที่กว้างจากหน้าที่ดินจำเลยไปจนจดเขตที่ดินของโจทก์ตลอดแนวยาวไปจนถึงปากซอยกรุงธนบุรี 10 จึงเห็นควรกำหนดให้ทางภาระจำยอมที่จำเลยได้นั้นใช้เฉพาะเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ถนนสาธารณะกรุงธนบุรี โดยมีความกว้างจากหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ของจำเลยไปทางทิศเหนือเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 846 เป็นระยะ 3.5 เมตร แล้วลากยาวไปทางทิศตะวันออกผ่านเข้าไปในที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 จนจดปากซอยกรุงธนบุรี 10 ถนนกรุงธนบุรี เป็นระยะทางยาวประมาณ 38 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยได้ภาระจำยอมในทางพิพาทกว้างเพียง 3.5 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร เท่านั้น หาใช่ได้ภาระจำยอมเต็มตามโฉนดที่ดินโจทก์เลขที่ 6151 ทั้งแปลง และบางส่วนของที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 846 จากหน้าโฉนดที่ดินของจำเลยไปทางทิศเหนือจนจดเขตที่ดินโจทก์โฉนดดังกล่าวดังที่จำเลยต่อสู้ไม่ การที่จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินโจทก์ส่วนที่เกินภาระจำยอมดังกล่าวจึงเป็นการละเมิด ต้องใช้ค่าเสียหายนับแต่ทำละเมิด แต่เนื่องจากโจทก์เพิ่งมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ทางพิพาทเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 จึงให้เริ่มคิดค่าเสียหายนับแต่เวลาดังกล่าว จากทางนำสืบจำเลยยอมรับว่า ให้บุตรชายจำเลยใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินโจทก์ จอดรถและใช้เป็นที่ขนถ่ายสินค้า แต่โจทก์ไม่นำสืบปรากฏให้ชัดเจนว่าจำเลยใช้พื้นที่กว้างยาวเพียงใด และใช้ตลอดเวลาหรือไม่เพียงใด ทั้งการจอดรถและการขนถ่ายสินค้าตามความเป็นจริงปกติน่าจะมิได้กระทำตลอดเวลา ทำให้การคิดค่าเสียหายตามวิธีที่โจทก์คำนวณตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์โดยใช้ราคาประเมินที่ดินและค่าเสื่อมราคาของที่ดิน จึงไม่ชอบด้วยเหตุผลเพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์อยู่ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียงเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ข้อฎีกาอื่นของโจทก์ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า บางส่วนของทางพิพาทที่ระบายเป็นสีเหลืองมีอาณาเขตวัดจากหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยไปทางทิศเหนือเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 846 ตำบลบางไส้ไก่ฝั่งเหนือ อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เป็นระยะ 3.5 เมตร แล้วลากไปทางทิศตะวันออกผ่านเข้าไปในที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 6151 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดธนบุรี จนจดปากซอยกรุงธนบุรี 10 ถนนกรุงธนบุรี ตามแนวยาวของทางพิพาทในแผนที่พิพาทดังกล่าว เป็นระยะทางยาวประมาณ 38 เมตร ให้ตกเป็นทางภาระจำยอมใช้เฉพาะเป็นทางเดินและทางพาหนะเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนกรุงธนบุรี แก่ที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 20644 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) จังหวัดกรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.เค.ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิชชา พนาจารย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายเบญจพล อัศวัฒน์วิไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9813 -ที่ 9817/2560
#621179
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมในปี 2548 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นมารดา ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นภริยา และผู้คัดค้านอื่นเป็นญาติพี่น้องจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำกระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 51 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้านที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยสุจริต

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งห้าสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกนายหาญ หรือเณรแอ ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกนางโหนก ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เรียกนายมนัส และนางอนงค์ ผู้คัดค้านในสำนวนที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกนายสมจิตร ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนที่ 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เรียกนางชไมพร ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และเรียกนายวิชิต ผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนที่ 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 7

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งห้าสำนวนขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรวม 78 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,450,727.77 บาท ตามบัญชีรายการทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินเอกสารท้ายคำร้องทั้งห้าฉบับ พร้อมดอกผลของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกตนเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินประเภทเครื่องเรือนของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 39 รายการ รถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ หมายเลขทะเบียน 4446 (ที่ถูก ศณ 4446) กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่า 3,500,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-3-02xxxx จำนวนเงิน 100,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-3-03xxxx จำนวนเงิน 1,628,000 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหมอ ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 370-2-14xxxx จำนวนเงิน 23,447.63 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาพระพุทธบาท ของผู้คัดค้านที่ 2 เลขที่ 585-0-10xxxx จำนวนเงิน 81,618.36 บาท บัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารังสิต ของนางสาวรมณีย์ เลขที่ 165-5-18xxxx จำนวนเงิน 25,411.78 บาท รวม 45 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 5,928,477.77 บาท ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 112357 ถึง 112359 และ 59026 อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 รวม 4 แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13540, 24128, 25652, 24160, 39850, 34874, 23744 และ 2243 อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 46868 อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 38954 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 2 รวม 10 แปลง และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ให้กู้ 10 สัญญา 24 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 9,282,250 บาท เงินสดจากการขายรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผ 1963 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 7 จำนวน 250,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน กง 8816 ลพบุรี ของนางสำเนียง และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ฟอร์ด หมายเลขทะเบียน ต 4353 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 5 และบ้านไม้สักทรงไทย 2 หลัง ของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 5 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,150,000 บาท เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ หมายเลขทะเบียน นข 2004 สระบุรี ของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 790,000 บาท ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี มีชื่อผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มูลค่า 500,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 8315 และ 8316 อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีชื่อผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ราคาแปลงละ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,600,000 บาท รวม 3 รายการ รวมเป็นเงิน 2,300,000 บาท (ที่ถูก 3,100,000 บาท) พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 อุทธรณ์โดยผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ได้รับอนุญาตให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้นางสำเนียง เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และทางนำสืบของคู่ความที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นพี่ชายของผู้คัดค้านที่ 4 เป็นน้องชายของผู้คัดค้านที่ 7 และเป็นพี่เขยของผู้คัดค้านที่ 3 กับที่ 5 โดยผู้คัดค้านที่ 3 เป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 4 ส่วนผู้คัดค้านที่ 5 เป็นสามีของนางสำเนียง ซึ่งเป็นน้องสาวของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี จับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน พร้อมกับนำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของผู้คัดค้านที่ 1 และยึดทรัพย์สินพร้อมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เป็นของกลาง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งเจ็ดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 6 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ว่า ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ ผู้ร้องมีนายนพดล พนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี จับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และยึดทรัพย์สินพร้อมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เป็นของกลาง ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ในการตรวจสอบทรัพย์สิน พยานได้พิจารณาจากบันทึกปากคำของผู้เสียหายที่ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนโดยการโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หลายฉบับว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีเวทย์มนต์สามารถทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ให้คู่รักที่มีปัญหาขัดแย้งกันหรือเลิกร้างกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยเรียกเก็บค่าพิธีกรรม และมีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อมาทำพิธีกรรมต่าง ๆ กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามที่โฆษณาได้ ซึ่งจากการสอบปากคำผู้คัดค้านที่ 1 ให้การว่า ได้เริ่มประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มาตั้งแต่ประมาณปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 รวมระยะเวลาประมาณ 20 ปี เคยมีรายได้จากการประกอบพิธีกรรมสูงสุดถึงวันละ 100,000 บาท ทั้งเคยมอบเงินสดและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 6 ต่อมาพยานสอบปากคำผู้คัดค้านที่ 6 ให้การว่า เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ได้มอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้เก็บรักษา บางส่วนมอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และญาติพี่น้องของผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า นายนพดลเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 6 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะบันทึกเรื่องราวขึ้นเองตามบันทึกคำให้การ เพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 เชื่อได้ว่านายนพดลทำบันทึกคำให้การ ไปตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 6 ให้การเองโดยสมัครใจ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบโต้เถียงว่า เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไม่เคยอธิบายเรื่องคดีให้ฟัง เพียงแต่ส่งเอกสารมาให้ผู้คัดค้านที่ 1 ลงชื่อเท่านั้น คงมีเพียงผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ ปากเดียว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานผู้ร้องในข้อนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2525 จนกระทั่งถูกจับกุมในปี 2548 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นมารดา ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นภริยา และผู้คัดค้านอื่นเป็นญาติพี่น้องจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้กระทำกระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้านที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยสุจริต ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่มีผลบังคับย้อนหลังนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายหาญ รักษาจิตร์ หรือเณรแอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9811/2560
#621180
เปิดฉบับเต็ม

ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ก็เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่คดีอาญา ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 แต่เป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปโดยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความทางแพ่ง กรณีย่อมไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 เนื้อที่ 3 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท เป็นเงิน 12,600,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 2036 เนื้อที่ 1 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,200,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 3. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 473/6 พร้อมสระว่ายน้ำ ราคา 12,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 และ 2036 มีชื่อนายศุภลักษณ์ เป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 เนื้อที่ 52 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 17,000 บาท เป็นเงิน 884,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ 5. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 247/22 ราคา 2,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 ของผู้คัดค้านที่ 2 รวมเป็นเงิน 31,684,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายธีรพล บุตรผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มีนายวีระนนท์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2526 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2536 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายวีระนนท์และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท คือวันที่ 23 สิงหาคม 2519 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2529 และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2520 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2529 ผู้คัดค้านที่ 2 น้องชายวีระนนท์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการของบริษัทจนถึงปี 2536 ก่อนโอนกิจการให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2536 และวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมตำรวจและผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ กล่าวโทษนายวีระนนท์ ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวก เนื่องจากตรวจสอบพบว่ากรรมการบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด กระทำทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ด้วยการปลอมตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 25 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันของบริษัทอื่น 4 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 1 บริษัท และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวด้วยการออกเช็คของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ไปเข้าบัญชีของนายวีระนนท์และผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี, 75 จัตวา, 75 สัตต, 75 อัฏฐ, 75 ทศ, 75 เอกาทศ และ 75 ทวาทศ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 238, 296 และ 312 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266 และ 268

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ว่าทรัพย์สินตามคำร้องนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ โดยมิพักต้องคำนึงว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นถูกฟ้องคดีอาญาหรือไม่ และได้กระทำความผิดตามมูลฐานหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานผู้ร้องว่า มีการปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงิน และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินของบริษัทไป จนเป็นเหตุให้บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำโดยทุจริตตามคำร้อง คงโต้แย้งแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (4)

หากบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่นายวีระนนท์ ในฐานะผู้บริหาร และผู้คัดค้านที่ 1 ต้องทำหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 ยอมรับว่าผู้บริหารเดิมกระทำความเสียหาย และต้องชำระเงินแก่บริษัทเป็นเงิน 3,923,474,840.20 บาท พร้อมดอกเบี้ย 240,842,661.01 บาท และบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด โดยนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 ขอรับความช่วยเหลือมายังกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยยอมรับว่าผู้บริหารเดิมได้กระทำความเสียหายแก่บริษัท และยอมรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้โต้แย้งการทำเอกสารยอมรับผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ไม่ว่าการยอมรับผิดของนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 จะเกิดจากการกู้ยืมเงินในกลุ่มบริษัทใดก็ตาม เมื่อนายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 ทำหนังสือยอมรับผิดชอบดังกล่าวในวันที่ 15 มีนาคม 2536 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินตามเช็คเข้าบัญชีของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด แล้ว แสดงว่าในวันที่ 15 มีนาคม 2536 บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ยังคงได้รับความเสียหายจากการกระทำโดยทุจริตในการดำเนินงานของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายวีระนนท์ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทในขณะเกิดเหตุทุจริตตามความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายนายวีระนนท์และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัทในช่วงเวลาที่มีการกระทำโดยทุจริต ผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายวีระนนท์ ผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ทรัพย์สินตามคำร้องที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1071, 2036 และตึกเลขที่ 473/6 ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าได้มาเมื่อปี 2537 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้นางยุพเรศเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ส่วนนายวีระนนท์ให้นายศุภลักษณ์ซึ่งทำงานเป็นคนขับรถให้นายวีระนนท์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า นายวีระนนท์และผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ส่อแสดงว่าเป็นการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สุจริต เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ไม่นำสืบถึงที่มาของเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต พยานผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 4 และที่ 5 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 และตึกเลขที่ 247/22 ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวนั้น ส่วนที่มาของที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 นั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 12221 ว่า เดิมนายวีระนนท์ซื้อที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2521 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2535 นายวีระนนท์ยกที่ดินให้นายมงคล ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2535 นายมงคลยกที่ดินให้ผู้คัดค้านที่ 2 แล้วผู้คัดค้านที่ 2 ขายที่ดินให้ผู้อื่น แสดงว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เป็นของนายวีระนนท์ และเป็นทรัพย์สินที่ได้มาขณะเป็นผู้บริหารของบริษัท เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่นำสืบว่า ที่มาของเงินที่นายวีระนนท์ใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 ได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เปลี่ยนสภาพไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท และเงิน 1,000,000 บาท เปลี่ยนสภาพไปเป็นทรัพย์สินรายการที่ 4 และที่ 5 ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือหากที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 เดิมเป็นของนายมงคล แต่ให้ใส่ชื่อนายวีระนนท์เป็นเจ้าของแทนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา ผู้คัดค้านที่ 2 ก็มีภาระที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินที่นายมงคลนำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 นั้นได้มาจากแหล่งเงินใดโดยสุจริต เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้นำสืบถึงแหล่งที่มาของเงินที่นายมงคลใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12221 พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไปว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากเห็นสมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง อันเป็นมาตรการของรัฐที่บังคับเอากับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมุ่งต่อเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ตลอดทั้งดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทำให้การปราบปรามการฟอกเงินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่คดีอาญา ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่เป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปโดยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่เป็นการบังคับใช้สิทธิเรียกร้องที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความทางแพ่ง กรณีย่อมไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และนายวีระนนท์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ผู้ร้องต้องไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่อาจฟ้องเป็นคดีนี้ได้และคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 302/2547 ของศาลอาญา นั้น เห็นว่า ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 56 วรรคท้าย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 59 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
คุณหญิงพัชรี รัตตกุลหรือว่องไพฑูรย์
โดยนายธีรพล รัตตกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9809/2560
#617856
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้ใบรับอนุญาต และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเปิดดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมิได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาคนละข้อ และจำเลยให้การรับสารภาพ แต่การทำ มี และใช้เครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมเป็นความผิดในบทมาตราเดียวกัน ดังนั้นการที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมแล้วนำมาใช้ดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันและเวลาเดียวกัน ถือว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบกระสุนปืน เครื่องวิทยุคมนาคม และอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 เดือน ริบของกลาง ริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 20,000 บาท กับฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงบทเดียว ปรับ 4,000 บาท ส่วนฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 60 บาท สถานเดียว รวมปรับ 34,060 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 17,030 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 11 เดือน และปรับ 17,030 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง เป็นความผิดสองกรรมต่างกันซึ่งจะต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.4 และจำเลยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเปิดดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมิได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ 1.5 เป็นความผิดตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ มี ใช้... ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม... เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต" แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานมาคนละข้อและจำเลยให้การรับสารภาพ แต่การทำ มี และใช้เครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมเป็นความผิดในบทมาตราเดียวกัน จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมแล้วนำมาใช้ดักรับเครือข่ายสื่อสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันและเวลาเดียวกัน ถือว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเขมทัต วรรณศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายชยนันท์ กิจโอสถ
ศาลอุทธรณ์ — นายชุมพล อรรถเสถียร
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2560
#621047
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเป็นเด็กอายุ 13 ปีเศษ และพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม ที่จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จึงไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." แสดงว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย และมารดาผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 364 และ 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายโดยนางสาว ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางจิตใจ 200,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล 200,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มกราคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2543 เป็นบุตรของนางสาว ส. กับนาย ธ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ และพักอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเกิดเหตุ ส่วนจำเลยพักอาศัยอยู่กับนางสาว ฉ ที่บ้านเช่าของญาตินางสาว ส. อยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุ วันที่ 24 เมษายน 2557 นางสาว ส. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์และผู้ร้องมิได้ฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยพูดคุยกับจำเลยผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก จำเลยใช้ชื่อว่า JUGKREE ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปีนจากระเบียงบ้านชั้นบนเข้ามาในห้องนอน จำเลยผลักผู้เสียหายล้มลงบนเตียงนอนแล้วถอดกางเกงยืดขายาวของผู้เสียหายออก จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายพยายามผลักจำเลยออกแต่สู้แรงจำเลยไม่ได้ ต่อมาผู้เสียหายรู้สึกว่ามีน้ำเลอะที่บริเวณขา คาดว่าจำเลยไม่ได้หลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด จำเลยสวมกางเกงและออกไปทางประตูระเบียง ผู้เสียหายอาบน้ำทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ โดยไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟัง หลังเกิดเหตุจำเลยกล่าวขอโทษผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊กถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ต่อมาในวันที่ 24 เมษายน 2557 ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊กและโทรศัพท์ให้นาย ค. นักเรียนรุ่นพี่ทราบ นาย ค. แจ้งให้มารดานาย ค. ทราบ ต่อมานางสาว ส. ทราบเรื่องจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายถูกส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ และนาย ค. พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กถึงพยานในทำนองว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี ไม่อยากติดต่อกับพยานอีก โดยผู้เสียหายส่งข้อความสนทนาระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยให้พยานดูด้วย มีข้อความว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย พยานโทรศัพท์ไปสอบถามผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พยานฟัง พยานไปบอกนาง น. มารดาพยาน นาง น. โทรศัพท์แจ้งให้มารดาผู้เสียหายทราบ กับโจทก์มีนางสาว ส. เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานทราบเรื่องจากนาง น. แล้ว พยานสอบถามผู้เสียหายในวันนั้น ผู้เสียหายแจ้งว่าถูกจำเลยคนข้างบ้านข่มขืน พยานไปหาจำเลยที่บ้านแล้ว จำเลยบอกว่าไม่ได้ข่มขืนผู้เสียหาย พยานให้จำเลยโทรศัพท์ไปหามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยจึงคุกเข่าลงและยอมรับว่าทำจริง พยานขอบัตรประจำตัวประชนของจำเลยและไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนด้วย นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทหญิง ต. พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรับแจ้งเหตุแล้ว พยานส่งตัวผู้เสียหายให้แพทย์ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ วันรุ่งขึ้นได้แจ้งข้อกล่าวหาจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพยานได้รับแจ้งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายแล้ว ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยนั่งเล่นเกมที่บริเวณชั้นล่างของบ้านพัก จำเลยไม่เคยปีนระเบียงเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายและมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยรู้จักผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่ข้อความตามสำเนาภาพถ่ายไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเป็นเด็กอายุ 13 ปีเศษ กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน ประกอบกับได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายเคยติดต่อสัมพันธ์กับจำเลยที่ใช้ชื่อว่า JUGREE ในสื่อสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊ก ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธว่า ชื่อบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวมิใช่ของจำเลย ทั้งหากเรื่องที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเราไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายคงไม่กล้าที่จะส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กไปให้นาย ค. เพื่อนนักเรียนรุ่นพี่ว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี ไม่อยากติดต่อกับนาย ค. อีก และยังส่งข้อความที่ผู้เสียหายสนทนาทางเฟซบุ๊กว่าผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอับอายขายหน้า เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายเอง ซึ่งนาย ค. ก็เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายส่งข้อความดังกล่าวทางเฟซบุ๊กจริง นาย ค. จึงแจ้งเรื่องให้นางนิภารัตน์มารดานาย ค. ทราบ อันเป็นเหตุให้นาง น. แจ้งให้นางสาว ส. มารดาผู้เสียหายทราบและไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แม้ข้อความสนทนาระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย จะไม่มีข้อความโดยชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็มีข้อความทำนองผู้เสียหายพูดคุยกับจำเลยในลักษณะตัดพ้อต่อว่าเกี่ยวกับการที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายในเชิงชู้สาว จำเลยตอบผู้เสียหายทำนองว่าจำเลยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายเนื่องด้วยความรักในตัวผู้เสียหายมิใช่ความใคร่ จำเลยยอมให้มารดาผู้เสียหายแจ้งตำรวจจับจำเลยก็ได้ จำเลยยอมหมดแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความว่า เมื่อนางสาว ส. เรียกจำเลยมาสอบถาม ในครั้งแรกจำเลยปฏิเสธ เมื่อนางสาว ส. ให้จำเลยโทรศัพท์ไปหามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยจึงคุกเข่าลงและยอมรับว่าทำจริง และมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่นางสาว ส. ยิ่งสนับสนุนให้เชื่อว่าหากจำเลยมิได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายจริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องยอมรับผิดและมอบบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางสาว ส. อันเป็นการผูกพันตนเองเช่นนี้ แม้ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายจะไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิ ไม่พบบาดแผลใหม่บริเวณอวัยวะเพศ ไม่พบหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตรวจภายใน 7 วัน ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายรู้สึกมีน้ำเลอะที่บริเวณขา คาดว่าจำเลยไม่ได้หลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด และหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยแล้ว ผู้เสียหายเข้าไปอาบน้ำโดยทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศมากกว่าปกติ จึงอาจเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถตรวจพบน้ำอสุจิหรือส่วนประกอบของน้ำอสุจิ ทั้ง พลตำรวจตรี พ. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเบิกความว่า ตามปกติการมีเพศสัมพันธ์ไม่จำต้องมีบาดแผลที่อวัยวะเพศ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะละมุนละม่อมโดยสมัครใจยินยอมของผู้เสียหาย มิได้กระทำในลักษณะข่มขืนหรือกระทำอย่างรุนแรง จึงไม่ปรากฏบาดแผลที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายดังที่พลตำรวจตรี พ. พยานโจทก์เบิกความ ที่จำเลยฎีกาอ้างฐานที่อยู่ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยนั่งเล่นเกมอยู่กับนาย ก. และนาย ท. จำเลยไม่ได้เข้าไปในห้องของนางสาว ฉ เพื่อผ่านไปห้องนอนผู้เสียหายซึ่งมีระเบียงชั้นบนติดต่อกัน หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ยอมรับต่อนางสาว ส. ว่า จำเลยทำผิดจริงและมิได้มอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่นางสาว ส. แม้จำเลยจะมีนาย ก. นางสาว ฉ. และนางสาว ด. มาเบิกความเป็นพยาน แต่นาย ก. เป็นคนรู้จักกันกับจำเลย นางสาว ฉ. และนางสาว ด. เป็นญาติจำเลย จึงอาจเบิกความช่วยเหลือเข้าข้างจำเลยก็เป็นได้ จึงไม่น่ารับฟังและไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ทั้งพันตำรวจโทหญิง ต. พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า นางสาว ส.มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพร้อมทั้งมอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตรงตามที่นางสาว ส. เบิกความ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับที่จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." แสดงว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายยินยอม การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้เสียหายจึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย นางสาว ส. ในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายได้ ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำนวน 200,000 บาท นั้น ก็เป็นการเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
เด็กหญิง พ. โดยนางสาว ส.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายจักรีหรือยอด นาคสนั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลัส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายชวิน อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9193/2560
#622067
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

ส่วนการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกเอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของเจ้ามรดก โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกและพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วนและอำนาจกรรมการ (ที่ถูก หุ้นส่วนผู้จัดการ) ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ คืนกลับไปให้มีสภาพคงเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการคืนกลับสู่สภาพเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันดังกล่าว กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 10 แปลง ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินระหว่างนายยิ่งยงผู้จัดการมรดกของนางยุดากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนกลับสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนกลับสู่ฐานะเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ระหว่างนายยิ่งยง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยุดาหรือยุ่น กับนายยิ่งยงในฐานะส่วนตัว และระหว่างนายยิ่งยงกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ให้ที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของนางยุดา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่ได้โต้เถียงกันว่า นายยิ่งยงหรือชิดจือ กับนางยุดาหรือยุ่น อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือนางอารีนันท์ นายอาคม จำเลยที่ 1 โจทก์และนายเอื้อ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับที่ 4 นายยิ่งยงกับนางยุดาประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง ใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นบุตรคนเดียวที่ช่วยและดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวตลอดมา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 และ 15 มีนาคม 2545 นายยิ่งยงกับจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ นางยุดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายยิ่งยงให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางยุดา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางยุดาได้ดำเนินการโอนที่ดิน 10 แปลง โดยโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้น 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 131 และ 525 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3843 ถึง 3846 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6243, 5948 และ 38647 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้ง 9 แปลง ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเอง แล้วโอนที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมานายยิ่งยงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายอาคม เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 นายอาคมและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยไว้ว่า การยื่นขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ มีผลให้นายอาคมผู้ร้องที่ 2 นางยุดา และนายยิ่งยงพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่มีอำนาจร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ และนายอาคมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเรียกที่ดินที่นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนไปทั้ง 10 แปลง คืนเข้าสู่กองมรดกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยวินิจฉัยไว้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่านางยุดาเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายยิ่งยงบิดาโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยุดาโอนที่ดินมรดกของนางยุดาจำนวน 10 แปลง ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางยุดาในวันเดียวกันนั้นโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 3 แปลง ให้จำเลยที่ 3 จำนวน 7 แปลง การที่โจทก์ฟ้อง แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนางยุดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินมรดกจากจำเลยที่ 1 ทายาทของนางยุดา จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ต่อสู้กับโจทก์ได้ สำหรับคดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้ที่ดินแปลงดังกล่าวกลับสู่กองมรดกของนางยุดา ซึ่งเป็นแปลงหนึ่งในสิบแปลงที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้นข้างต้น ส่วนปัญหาอื่นให้ยกฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการปลอมและใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ กับการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนายอาคม ซึ่งเป็นพี่ชายของโจทก์และพี่ชายของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ และตั้งผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ยื่นคำคัดค้าน โจทก์กับนายอาคมซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งสองในคดีดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นโจทก์ จำเลยที่ 1 กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ได้ยื่นคัดค้านจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้เป็นหุ้นส่วน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ในคดีนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีผลสมบูรณ์ และฟังว่าการจดทะเบียนต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม 2545 และ 26 กันยายน 2549 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โจทก์และนายอาคมมิได้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ไม่มีอำนาจร้องให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อมามีว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 10 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 9 แปลง และที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 อีก 1 แปลง โดยขอให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ได้หรือไม่ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ สำหรับที่ดิน 9 แปลง ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากขาดอายุความมรดก ตามข้อเท็จจริงยุติข้างต้น แม้โจทก์จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ก็เป็นทายาทด้วยคนหนึ่ง การฟ้องในคดีดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคนที่มีสิทธิรับมรดกของนางยุดาด้วยกัน จึงถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง การฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 9 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม จึงเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและเป็นกรณีพิพาทระหว่างทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเกี่ยวกับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จึงเป็นการเรียกคืนทรัพย์สิ่งเดียวกันกับทรัพย์มรดกในคดีก่อนนั่นเอง ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคดีนี้กับคดีก่อนต้องอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 ที่มีการโอนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออนุญาตสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 และเอกสารอื่นซึ่งแนบท้ายคำร้องเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ที่ระบุว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง แล้วโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิมพ์ชื่อผู้รับโอนมรดกลงในสารบัญจดทะเบียนคลาดเคลื่อนโดยเจ้าพนักงานได้ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนโอนมรดกและลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทโอนมรดกแล้ว พบว่าผู้โอนมรดกคือนายยิ่งยง ผู้รับมรดกคือจำเลยที่ 1 และได้ตรวจสอบลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทให้ที่ดิน พบว่าผู้ให้คือจำเลยที่ 1 ผู้รับให้คือจำเลยที่ 2 กรณีเป็นการจดทะเบียนคลาดเคลื่อนเนื่องจากเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดโดยมีหลักฐานชัดแจ้ง เจ้าพนักงานจึงได้แก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยแก้ไขชื่อผู้รับโอนมรดกจากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 และผู้ให้จากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อ้างส่งเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกเอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของนางยุดาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่นางยุดาถึงแก่ความตายโดยโจทก์ได้ไปร่วมงานศพนางยุดาในวันดังกล่าวด้วย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางยุดาจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนางยุดา และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้ามรดก นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางยุดาเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมานี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1755
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
นายอานนท์ สวัสดิ์พาณิชย์ ในฐานะทายาทโดยธรรม
ของนางยุดาหรือยุ่น สวัสดิ์พาณิชย์ และในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายยิ่งยง สวัสดิ์พาณิชย์
จำเลย — นายอดิเรก สวัสดิ์พาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายเพิ่มศักดิ์ สุริยวนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9191/2560
#618534
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าเงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นตามจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 เงินพิพาทจึงถือเป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 มิใช่เงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น เมื่อโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แล้ว การจัดการบริษัท ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นและกรรมการ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ว่าด้วยบริษัทจำกัด

เมื่อโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยในฐานะกรรมการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โดยให้จำเลยปิดบัญชีหรือร่วมกันกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมส่งมอบ

เงินพิพาทหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น จึงไม่ใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมิใช่กรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง อันจะเป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นต้องฟ้องแทน

หรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้ง 41 คน ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินส่วนหนึ่งของค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัดส่วนหุ้นที่จำเลยถืออยู่จำนวน 850 หุ้น คิดเป็นร้อยละประมาณ 2.855 ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในทุกบัญชี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยกับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 8 และนายอดุลย์ร่วมกันปิดบัญชีเงินฝากทั้งหมดทุกบัญชีและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยปิดบัญชีและเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ซึ่งมีอยู่ในนามของจำเลยและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือให้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยนำเช็คเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คเดินทางไปพร้อมกับโจทก์ที่ 8 และนายอดุลย์ (ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ) เพื่อลงนามร่วมกันเบิกถอนเงินสดตามแคชเชียร์เช็คและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือให้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า บัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 159-2-019xx-x และบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 159-2-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 104-0-332xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" บัญชีเงินฝากของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ชื่อบัญชี จำเลยและ/หรือนายเกียรติ หรือนายอุดม ในส่วนของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยส่งมอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เช็คเลขที่ 0200xxx ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้ร่วมกับนายอดุลย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ กับโจทก์ที่ 8 เบิกถอนเงินแล้วนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ให้ยกฟ้อง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 กับจำเลยให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้ง 41 คน และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ให้จำเลยปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 159-1-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" และให้จำเลยส่งมอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0200xxx ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้ง 41 คน โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้ง 41 คน และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อประมาณปี 2522 ผู้ประกอบการค้าในซอยทิพย์วารี ตลาดบ้านหม้อ ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รวมตัวจัดตั้งกลุ่มชื่อ "ชาวบ้านหม้อ (ทิพย์วารี) และจัดตั้งโจทก์ที่ 1 โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้น 11 คน ทุนจดทะเบียน 550,000 บาท ต่อมาปี 2524 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 29,775,000 บาท ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้น 41 คน คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 และจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการตั้งแต่เริ่มตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 105 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และตลาดกลางบ้านหม้อจากกองมรดกของเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ แล้วให้ผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 เช่าช่วงเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย ระหว่างนั้นจำเลย นายอุดม และนายเกียรติ ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินหลายแห่ง ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 159-2-019xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (2) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเสาชิงช้า ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 159-1-036xx-x ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (3) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 104-0-332xxx ชื่อบัญชี "ทิพย์วารี" (4) บัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี ประเภทเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ชื่อบัญชี "นายจินดา และหรือนายเกียรติ หรือนายอุดม" ต่อมาบัญชีเงินฝากนี้นายอดุลย์ ผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ และโจทก์ที่ 8 ผู้จัดการมรดกของนายอุดมถอนเงินออกคนละ 1 ใน 3 ส่วน แล้วเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารเดียวกัน บัญชีเลขที่ 121-2-138xx-x ชื่อบัญชี "นายอดุลย์" และบัญชีเลขที่ 121-2-138xx-x ชื่อบัญชี "นายวิฑูร" และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ที่ 1 (5) ตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) เมื่อครบกำหนดชำระเงินบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนเป็นธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้ออกแคชเชียร์เช็คเลขที่ 0200xxx ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท สั่งจ่ายนายอุดม หรือนายเกียรติ หรือนายจินดา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินพิพาทตามบัญชีเงินฝากธนาคารและแคชเชียร์เช็คเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 โดยมีชื่อจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมในฐานะตัวแทนหรือไม่ เห็นว่า นางกนกรัตน์ซึ่งทำหน้าที่ด้านการเงินของโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า มีการทำบันทึกการรับเงินจากสมาชิกเป็นสมุดจีนเล่มยาว เมื่อนายสนั่นประธานกรรมการถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นประธานกรรมการแทน พยานส่งมอบบันทึกการรับเงินจากสมาชิกให้แก่จำเลย 13 เล่ม เป็นสมุดบัญชีปี 2524 ถึงปี 2536 ส่วนสมุดบัญชีปี 2537 อยู่ที่พยาน อีกทั้งนายอดุลย์และโจทก์ที่ 8 ต่างเบิกความยืนยันว่า นายเกียรติและนายอุดมซึ่งเป็นบิดาได้สั่งเสีย ก่อนถึงแก่ความตายว่าเงินพิพาทไม่ใช่เงินมรดก แต่เป็นเงินของสมาชิกสะสมไว้ให้ปิดบัญชีแล้วส่งมอบเงินพิพาทแก่โจทก์ที่ 1 แม้พยานทั้งสองได้รับค่าตอบแทนตามมติผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ 1 คนละ 6,000,000 บาท ก็ตาม แต่เงินพิพาทมีจำนวนมากกว่ามาก หากมีการแบ่งเงินพิพาทกับจำเลยตามสิทธิของบิดาพยานทั้งสองซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกันแล้วพยานทั้งสองจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าค่าตอบแทนดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าการได้รับค่าตอบแทนจะเป็นสาเหตุให้พยานทั้งสองเบิกความเข้าข้างโจทก์ทั้ง 41 คน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า พยานทั้งสองจะได้รับผลประโยชน์จากการบริหารกิจการของโจทก์ที่ 1 อีกมากนั้น ก็เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลย ไม่น่าจะเป็นมูลเหตุจูงใจให้พยานทั้งสองเบิกความเข้าข้างโจทก์ทั้ง 41 คน นอกจากนี้ จำเลยยังลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยทราบเรื่องที่โจทก์ที่ 1 จะต้องสร้างอาคารพาณิชย์ใหม่ตามเงื่อนไขที่ผู้ให้เช่ากำหนด โดยผู้ถือหุ้นจะต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายและมีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุน แม้ภาระการพิสูจน์ว่าเงินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 หรือไม่ ตกแก่โจทก์ทั้ง 41 คน ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใดนั้น จำต้องฟังพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 41 คน มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินพิพาทเป็นเงินของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วโจทก์ที่ 1 นำฝากธนาคารและซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 หาใช่ว่าเป็นเงินลงทุนและผลกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มีจำเลย นายเกียรติ และนายอุดมเป็นหุ้นส่วนดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่ข้อเท็จจริงตามรายงานการประชุมเอกสารที่ว่า มีผู้เช่าอาคารบ้านหม้อประสงค์จะร่วมลงทุนกับโจทก์ที่ 1 เพิ่มขึ้นจึงได้เพิ่มทุนจดทะเบียน และหนังสือรับรองที่ว่า เดิมโจทก์ที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 550,000 บาท ภายหลังเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 29,775,000 บาท แบ่งเป็น 29,775 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท และได้ความจากพยานทั้งสี่ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ทั้ง 41 คน ว่า เงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์และต่อสัญญาเช่ากับกองมรดกของเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ โจทก์ที่ 1 นำเงินพิพาททยอยฝากธนาคารและซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ถือหุ้นมีส่วนในเงินพิพาทเท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือ เช่นแสดงว่าเงินพิพาทเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือในบริษัทโจทก์ที่ 1 และดอกผลที่เกิดขึ้น ประกอบกับรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่พิเศษ 2550 ก็มีข้อความระบุว่า เงินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 เงินพิพาทจึงไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น แต่เป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ดังนั้น วิธีการจัดการบริษัทจำกัด ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นและกรรมการ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ว่าด้วยบริษัทจำกัด เมื่อเงินพิพาทไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 แต่เป็นเงินทุนของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ฟ้องร้องจำเลยในฐานะกรรมการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โดยให้จำเลยปิดบัญชีหรือร่วมกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมกับส่งมอบเงินพิพาทหรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงไม่ใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิ และกรณีมิใช่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อจำเลยเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน ตามมาตรา 1167 จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนจึงต้องทำตามหน้าที่โดยปิดบัญชีหรือร่วมกับผู้มีอำนาจอื่นปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร และส่งมอบแคชเชียร์เช็คพร้อมกับส่งมอบเงินพิพาทหรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามความประสงค์ของโจทก์ที่ 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาอนุญาตให้โจทก์ทั้ง 41 คน แก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2555 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3187/2555 หมายเลขแดงที่ 1342/2557 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาในส่วนที่โจทก์ทั้ง 41 คน ขอแก้ไขคำฟ้อง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 41 กับจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ สำหรับบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่กั๊กพระยาศรี บัญชีเลขที่ 121-3-041xx-x ซึ่งอยู่ในนามของจำเลย ให้จำเลยปิดบัญชีและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ส่วนแคชเชียร์เช็คของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0200xxx ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำนวนเงิน 5,030,270.05 บาท ให้จำเลยส่งมอบแก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกับนายอดุลย์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกียรติ กับโจทก์ที่ 8 เบิกถอนเงินและนำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 100,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1167 ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหบ้านหม้อ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายจินดา ตั้งจิตต์สัตยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนวชาติ ยมะสมิต
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9163/2560
#621037
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการตัดคำบางคำจากคำภาษาต่างประเทศที่ใช้กันเป็นปกติธรรมดาแบบมีความหมายในสังคมคือคำว่า "AIR CONDITIONER" หรือคำว่า "AIR CONDITIONING" มาประกอบกันเป็นคำเดียว ดังนั้นแม้โจทก์จะได้ดัดแปลงตัวอักษรโรมันตัวโอในคำดังกล่าวให้มีลักษณะแตกต่างจากตัวอักษรที่ประชาชนใช้กันอยู่ทั่วไปในสังคมอยู่แล้วก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย จึงไม่ทำให้คำว่า "" เป็นคำประดิษฐ์แต่อย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่า คำว่า "" มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๓) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์คอน-เอ็มเอฟจี จำกัด
จำเลย — อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — สมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ปริญญา ดีผดุง
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560
#618542
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่องเนื่องจากไม่ครอบคลุมถึงการไต่สวนในส่วนภาษีอากรที่โจทก์ไม่ยื่นรายการ มิใช่เพราะการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกฉบับเดิมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการออกหมายเรียกโจทก์มาตรวจสอบไต่สวนซ้ำกับปีที่เคยออกหมายเรียกไปแล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่อีกครั้ง เพื่อสั่งให้โจทก์นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องการจำหน่ายเงินกำไรมาแสดงได้ตามมาตรา 23

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์พร้อมขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเนื่องมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร แล้ว โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกภายในระยะเวลา 2 ปี และคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกดังกล่าวเป็นเพียงการสั่งการภายในส่วนราชการ ยังไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างกรมสรรพากรและผู้ยื่นรายการที่จะทำให้ผู้ยื่นรายการมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร จึงไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 เกินกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการจึงชอบแล้ว

ส่วนการออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกและออกหมายเรียกใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว แม้จะเป็นการอนุมัติภายหลังจากที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานประเมินก็ได้ยกเลิกการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบตามหมายเรียกเดิมนี้ไปด้วย และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็มีมติให้จำหน่ายคำอุทธรณ์แล้ว ต้องถือเสมือนไม่มีการประเมินที่จะทำให้เสียหายแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินครั้งใหม่ตามหมายเรียกฉบับใหม่ต่อไป การออกหมายเรียกตรวจสอบใหม่ของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 เกินกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการจึงชอบแล้วเช่นกัน

ส่วนกรณีจำหน่ายเงินกำไรนั้น เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกและทำการประเมินตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกรณีไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกตรวจสอบในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

ข้อที่โจทก์หยิบยกอ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเป็นเพียงเหตุผลข้ออื่นและรายละเอียดที่โจทก์กล่าวอ้างเพิ่มเติมจากเดิมเพื่อสนับสนุนคำอุทธรณ์ฉบับเดิม เมื่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพียงพอที่จะเข้าลักษณะเป็นเหตุผลแห่งการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แม้เหตุผลจะแตกต่างจากข้ออ้างของโจทก์ แต่ก็เป็นการโต้แย้งในประเด็นเรื่องเดียวกันซึ่งเหตุผลย่อมแตกต่างกันไป ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยโดยจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว

พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร แก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 7 วรรคหนึ่ง ระบุว่า เงินได้ที่จะต้องเสียภาษีในประเทศไทย จะต้องเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผ่านสถานประกอบการถาวร อีกทั้งจะต้องเก็บจากกำไรเพียงเท่าที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นเท่านั้น โจทก์และกิจการร่วมค้าทำสัญญากับบริษัท ท. เพื่อการวิศวกรรม ออกแบบ และการติดตั้ง เคเบิลใยแก้วในโครงการส่วนขยายโครงข่ายสื่อสัญญาณสำหรับชุดเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งได้ลงนามในสัญญาที่ทำไว้ฉบับเดียวกัน และเมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวเป็นลักษณะของการจ้างทำของจนสำเร็จที่ตกลงให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เห็นชัดแจ้งว่าคู่สัญญามีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายสัมภาระและสัญญาจ้างทำของออกจากกัน แม้การจัดหาเคเบิลใยแก้วเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าผลิตจากโรงงานในต่างประเทศของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การจัดหาเคเบิลใยแก้วของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจรับจ้างทำของในประเทศไทย ค่าเคเบิลใยแก้วจึงเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศไทย และปรากฏจากสัญญาว่า โจทก์มีสำนักงานในประเทศไทย มี บ. ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้แทน สำนักงานโจทก์โดย บ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การเจรจาต่อรองทำสัญญารายพิพาทด้วย จึงเข้าลักษณะที่โจทก์มีสถานประกอบการถาวรประเภท ค) สำนักงาน ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้สาขาโจทก์ในประเทศไทยอันเป็นสถานประกอบการถาวรประเภท ข) สาขา ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าว ยังได้เข้าดำเนินการในส่วนการรับจ้างติดตั้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจตามสัญญาเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผ่านทางสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย กำไรของวิสาหกิจจึงย่อมต้องเสียภาษีในประเทศไทย ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

เจ้าพนักงานประเมินเรียกให้สาขาโจทก์ในประเทศไทยส่งเอกสารเกี่ยวกับต้นทุนสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพื่อตรวจสอบภาษีที่จะต้องเสียในนามโจทก์ แต่โจทก์มิได้ส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับต้นทุนสินค้าเคเบิลใยแก้วให้แก่เจ้าพนักงานประเมิน ย่อมทำให้เจ้าพนักงานตรวจสอบไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทในส่วนการจัดหาเคเบิลใยแก้วได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีเหตุที่จะนำบทบัญญัติมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร ส่วนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาอาจแลกเปลี่ยนข้อสนเทศอันจำเป็นแก่การปฏิบัติการตามอนุสัญญาและตามกฎหมายภายในเกี่ยวกับภาษีอากรตามข้อ 26 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าวก็ไม่เป็นการลบล้างอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่มีอยู่ตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) ไปได้ และแม้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน จะไม่มีข้อบทใดกำหนดให้ประเมินภาษีโดยวิธีการตามมาตรา 71 (1) แต่อนุสัญญาฉบับดังกล่าวก็มิได้มีข้อบทใดกำหนดให้ใช้วิธีการแบ่งผลกำไรทั้งสิ้นของวิสาหกิจไปยังสถานประกอบการถาวรหรือวิธีการคำนวณอย่างอื่นในกรณีที่ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงย่อมนำบทบัญญัติใน ป.รัษฎากร มาใช้บังคับแก่กรณีได้เท่าที่ไม่ขัดกับส่วนอื่นของอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบพิสูจน์ว่ากำไรสุทธิของโจทก์ในความเป็นจริงมีจำนวนน้อยกว่าภาษีที่ประเมินตามมาตรา 71 (1) การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินกำไรสุทธิโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่ง ป.รัษฎากร คือกำไรสุทธิที่คำนวณจากรายได้รายจ่ายจากกิจการทุกส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ๆ มิใช่แยกคำนวณเป็นรายกิจการไป โจทก์จึงชอบที่ต้องจะคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิจากรายได้รายจ่ายของการจัดหาเคเบิลใยแก้วรวมกันไปกับการรับจ้างทำของด้วย และเมื่อรายได้ในส่วนการจัดหาเคเบิลใยแก้วของโจทก์เป็นกรณีที่ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ กรณีก็ย่อมถือได้ว่ารายได้ทั้งหมดของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทนั้นไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิได้ไปด้วย เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับทั้งหมดของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ตามมาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1) ซึ่งการประเมินตามมาตรา 71 (1) นี้ ไม่คำนึงว่ารายรับส่วนหนึ่งส่วนใดของรอบระยะเวลาบัญชีจะมีกำไรหรือขาดทุน ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงต้องนำยอดรายรับจากการรับจ้างทำของในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนมารวมเป็นฐานรายรับในการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) ด้วยหาใช่ต้องแยกกิจการรับจ้างทำของออกมาคำนวณรายได้หักด้วยรายจ่ายดังที่โจทก์อ้าง

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 71 (1) ย่อมต้องถือว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโดยคำนวณจากยอดกำไรสุทธิ แต่ต้องเสียโดยคำนวณจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ในอัตราร้อยละ 5 ซึ่งกรณีเช่นนี้เป็นการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงรายจ่ายใด ๆ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจนำรายจ่ายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไป ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าวมาหักจากยอดรายรับได้

โจทก์ต้องคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิจากรายได้รายจ่ายของการจัดหาเคเบิลใยแล้วรวมกันไปกับการรับจ้างทำของด้วย แม้โจทก์จะอ้างว่าการรับจ้างทำของจะมีผลขาดทุนก็ตาม แต่เมื่อรวมกับการจัดหาเคเบิลใยแก้วซึ่งไม่สามารถคำนวณกำไรหรือขาดทุนได้แล้ว กรณีไม่อาจจะรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ไม่มีเงินกำไรในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ท. จึงมิใช่เฉพาะส่วนที่เป็นเงินค่าต้นทุนเคเบิลใยแก้วเท่านั้น แต่เป็นเงินที่เป็นส่วนของเงินกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรรวมอยู่ด้วย โจทก์จึงต้องเสียภาษีในจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายนั้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร

การที่โจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องเนื่องมาจากโจทก์ไม่พิสูจน์ต้นทุนสินค้าและกำไรของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิที่แท้จริงของโจทก์ได้ จึงต้องใช้การประเมินโดยวิธีอื่น แล้วโจทก์ก็อาศัยบทบัญญัติอนุสัญญาภาษีซ้อนมาเป็นข้อโต้แย้งการประเมินเพื่อจะไม่ต้องเสียภาษี อันเป็นลักษณะของการพยายามปกปิดจำนวนเงินกำไรที่แท้จริง และหาทางตีความสัญญารายพิพาทไปในทางที่จะนำบทบัญญัติอนุสัญญาภาษีซ้อนมาใช้อ้างเพื่อประโยชน์แก่ตน นอกจากนี้จำนวนเงินภาษีที่โจทก์ชำระไม่ถูกต้องดังกล่าวก็เป็นจำนวนสูงมาก และยังเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายรอบระยะเวลาบัญชี จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 ม. 19 ม. 23 ม. 65 ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี (14) ม. 66 ม. 68 ทวิ ม. 70 ทวิ ม. 71 (1) ม. 76 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดรากา คอมเทค ฟรานซ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุนทร ทรงฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9149/2560
#618287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 นว บริษัทที่ต้องเสียภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 65 จัตวา (2) ย่อมได้รับเครดิตภาษีสำหรับปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักร เป็นจำนวนเงินตามอัตราร้อยละที่กำหนดของยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียม หรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่จำหน่าย หรือมูลค่าของปิโตรเลียมที่ส่งชำระเป็นค่าภาคหลวง ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 65 นว วรรคสอง (1) และ (2) ด้วย คือ (1) เครดิตภาษีจะมีได้เป็นจำนวนไม่เกินภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีและภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร และ (2) เครดิตภาษีจะต้องไม่เกินภาษีเงินได้ของเงินกำไรที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะจำนวนที่จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการคำนวณจำนวนเครดิตภาษีตามข้อจำกัดดังกล่าวจะต้องทราบจำนวนภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา (1) เป็นลำดับแรก แล้วนำจำนวนภาษีนี้ไปรวมกับภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) เพื่อเป็นจำนวนตามข้อจำกัดประการแรก และยังจะต้องนำจำนวนภาษีนี้ไปหักจากเงินกำไรส่วนที่เหลือจึงจะคงเหลือเป็นจำนวนภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 จัตวา (2) อันเป็นจำนวนตามข้อจำกัดประการที่สอง หากยังไม่ทราบจำนวนภาษีเงินได้เป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีเนื่องจากการคำนวณกำไรสุทธิจะต้องรอคำนวณเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 65 อัฏฐ กรณีก็ไม่อาจจะคำนวณข้อจำกัดของเครดิตภาษีตามมาตรา 65 จัตวา ทั้ง (1) และ (2) ให้เป็นที่แน่นอนได้ เครดิตที่เกิดขึ้นย่อมจะกำหนดจำนวนได้แน่นอนก็ต่อเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีและมีการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้แล้ว แต่การได้รับเครดิตเพื่อหักออกจากภาษีในกรณีพิพาทนี้เป็นกรณีที่ต้องนำเครดิตไปหักออกจากภาษีเงินได้ของเงินกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยคำว่า "เงินกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้" แล้ว ย่อมแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เป็นกรณีที่ได้มีการชำระภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 จัตวา (1) เสร็จสิ้นไปขั้นตอนหนึ่งแล้วคงเหลือเป็นเงินกำไรส่วนที่เหลือจากการชำระภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิอันนำมาเป็นฐานภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) ต่อไป โดยเงินกำไรส่วนที่เหลือนี้จะต้องเสียภาษีอีกครั้งหนึ่งก็ต่อเมื่อได้จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งก็จะได้รับเครดิตภาษีตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 นว เพื่อนำไปหักออกจากภาษีตามมาตรา 65 จัตวา (2) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ถ้ายังมีเครดิตเหลืออยู่ก็ให้ยกเครดิตส่วนที่เหลือนั้นไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีต่อๆ ไปได้ โจทก์จึงไม่อาจนำเครดิตภาษีมาตรา 65 นว ข้ามขั้นตอนไปหักออกจากค่าภาษีเงินได้การจำหน่ายกำไรออกนอกราชอาณาจักรไปตั้งแต่ก่อนที่จะชำระภาษีจากกำไรสุทธิและมีกำไรเหลือได้ ทั้งคดีนี้ยังมีปัญหากรณีรายได้จากสัญญาร่วมปฏิบัติการและรายจ่ายตามสัญญาบริการของโจทก์ที่ต้องนำมาถือเป็นกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักรตามการประเมินด้วย ย่อมเป็นเหตุให้จำนวนเงินกำไรและจำนวนเครดิตภาษีที่โจทก์อ้างว่าคำนวณได้ก่อนยื่นแบบแสดงรายการเกิดความคลาดเคลื่อนและไม่ใช่จำนวนเงินที่แน่นอน การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ใช้เครดิตภาษีได้ต่อเมื่อได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ภ.ง.ป.70) จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 65 จัตวา ม. 65 อัฏฐ ม. 65 นว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สุนทร ทรงฤกษ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9146/2560
#618286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกัน ย่อมมีสิทธิประกอบธุรกิจได้ภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511

ในการนำสินค้าบุหรี่ซิกาแรตเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าแสตมป์ยาสูบและต้องส่งเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 และ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด และตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน ) 210 ฉบับ กับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ก็ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไว้ในเอกสารแนบท้ายแบบแจ้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้า ซึ่ง ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19)..." ดังนั้น แม้ ป.รัษฎากร ตามมาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีอันเป็นราคาศุลกากรที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นราคาใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และ ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้นความรับผิดเกี่ยวกับมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้ราคาศุลกากรลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับราคาศุลกากรซึ่งเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร อีก

คดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2545 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 ซึ่งแบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากรที่โจทก์ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันในลักษณะบุคคลทั้งสองถูกควบคุม โดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่นำเข้าเป็นราคาศุลกากร แต่กฎกระทรวง ฉบับที่ 132 ข้อ 5 กำหนดว่า ในการกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใด ๆ ที่ได้สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 14 กำหนดว่า ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ผู้ซื้อต้องไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายตามที่กำหนดในข้อ 4 เว้นแต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 15 วรรคสอง กำหนดว่า ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอาจมีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้แจ้งผู้นำของเข้าทราบและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัยดังกล่าว และข้อ 6 กำหนดว่า ให้นำความในภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ซึ่งตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุทั่วไป 3. ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่สามารถที่จะยอมรับราคาซื้อขายได้โดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม หน่วยงานบริหารทางศุลกากรควรให้โอกาสผู้นำของเข้าในการจัดหาข้อสนเทศที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม เมื่อปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท 4 ครั้ง จากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับคดีนี้ และโจทก์ได้ยื่นหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่าราคาที่สำแดงใกล้เคียงกับราคาหักทอนของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันแล้ว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้ จึงเห็นได้ว่าการนำเข้าสินค้าของโจทก์ในคดีนี้มีข้อมูล สถานะการขาย และลักษณะการซื้อขายของโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โจทก์ยังคงสำแดงราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคานั้นมาโดยตลอด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้วไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ตามข้อ 15 วรรคสองของกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับเพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ที่ออกตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ยอมรับราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่โจทก์สำแดงในขณะนำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ และมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจากการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 210 ฉบับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 112/2555/ป9/2555 (3.1) แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จำนวน 180 ฉบับ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในระหว่างเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรและยี่ห้อแอล แอนด์ เอ็ม ตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 841 ฉบับ สำแดงราคาซื้อขายของที่นำเข้า 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน สำหรับบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร และ 7.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน สำหรับบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อแอล แอนด์ เอ็ม ซึ่งใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ที่พิพาทคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของใบขนสินค้าขาเข้า 841 ฉบับ ดังกล่าว โดยระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2545 โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร ชนิดมาร์ลโบโร มาร์ลโบโร ไลท์ มาร์ลโบโร ไลท์ เมนทอล และมาร์ลโบโร เมนทอล มาจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันแต่ความสัมพันธ์ไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์สำแดงราคาต่ำกว่าราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 ที่โจทก์เคยนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย จึงมีหนังสือการสั่งวางประกันเท่ากับราคาตามประกาศดังกล่าว คือ บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร ชนิดมาร์ลโบโร วางประกัน 10.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน มาร์ลโบโร ไลท์ วางประกัน 9.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน มาร์ลโบโร ไลท์ เมนทอล วางประกัน 10.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน และมาร์ลโบโร เมนทอล วางประกัน 10.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน โจทก์ชำระอากรขาเข้า 25,259,682 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 1,591,366.151 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 176,636,519 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 31,845,323.02 บาท ตามที่สำแดง และวางเงินประกันอากรขาเข้า 4,781,182 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 301,167,688 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 6,023,409.42 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) 210 ฉบับ โดยประเมินเท่ากับราคาที่ให้โจทก์วางประกัน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ปฏิเสธราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามวิธีที่ 1 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมีผลต่อราคาซื้อขายและไม่อาจกำหนดราคาโดยวิธีที่ 2 และวิธีที่ 3 ได้ เนื่องจากไม่มีของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน จึงกำหนดราคาศุลกากรโดยวิธีที่ 4 ราคาหักทอน โดยหักกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปในอัตราร้อยละ 12.44 ตามค่ากลางของอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าปี 2545 และหักค่าภาษีอากร ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษียาสูบ เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ อากรศุลกากร ตามอัตรา ที่เป็นอยู่ขณะนำเข้า และภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (คำนวณโดยใช้ยอดการชำระภาษีตามใบเสร็จรับเงินที่ระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์ และชื่อผู้ค้าปลีกโดยโจทก์ ตามข้อมูลที่โจทก์จัดส่งให้ แล้วนำมาเทียบสัดส่วนกับปริมาณขายทั้งปี) ในอัตรา 0.021 บาท ต่อมวน หรือ 21.14 บาท ต่อ 1,000 มวน ราคาศุลกากรที่คำนวณโดยวิธีหักทอนเท่ากับ 9.3001 บาท ต่อซอง หรือ 465.01 บาท ต่อ 1,000 มวน โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เป็นอากรขาเข้า 1,948,299 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 122,780,730 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 2,455,614.50 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า 2,477,991.85 บาท คำนวณถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมิน จำนวน 180 ฉบับ เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าอีก 30 ฉบับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกแบบแจ้งการประเมินเนื่องจากไม่มีภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มอันเนื่องมาจากประเด็นในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องบรรยายฟ้องว่า โจทก์นำเข้าสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ซึ่งโจทก์ชำระภาษีอากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 1,825,107,675.02 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 25,259,682 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 1,591,366,151 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 176,636,519 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 31,845,323.02 บาท จำเลยที่ 1 ประเมินและออกแบบแจ้งการประเมิน 210 ฉบับ เรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มโดยมิชอบสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรตามใบขนสินค้าขาเข้า 210 ฉบับ ดังกล่าว 2,137,079,934.44 บาท ซึ่งเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้นจากผลของการประเมินไม่ชอบ 311,972,259.42 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 4,781,182 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 301,167,668 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 6,023,409.42 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์กำหนดราคาศุลกากรสินค้าของโจทก์ใหม่แล้ว จำเลยที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน 180 ฉบับ เรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มเป็นผลให้โจทก์ชำระภาษีอากรเพิ่มขึ้น 152,581,835.35 บาท แบ่งเป็นอากรขาเข้า 1,948,299 บาท ภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) 122,780,730 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 2,455,614.50 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า 2,477,991.85 บาท (คำนวณถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ที่โจทก์ชำระค่าภาษีอากรตามแบบแจ้งการประเมิน 180 ฉบับ) และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,459,600 บาท ภาษีอากรทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าโจทก์ต้องชำระในคดีพิพาทคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,289,661,769.79 บาท คิดเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ 464,554,094.77 บาท ซึ่งก็คือส่วนต่างระหว่างภาษีที่โจทก์ชำระตามราคาที่โจทก์สำแดงซึ่งเป็นราคาที่ซื้อขายที่ได้ชำระจริงและภาษีอากร ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า โจทก์ต้องชำระเพิ่มรวมถึงเงินเพิ่มอันเป็นผลมาจากการประเมินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวบรรยายชัดเจนว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินเป็นจำนวนเท่าใดอันทำให้ฝ่ายจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องชัดเจนมาโดยตลอด คำฟ้องโจทก์ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแล้ว ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจและคำแปลระบุว่า โจทก์ขอแต่งตั้ง นายทรอยซึ่งเป็นพลเมืองแห่งสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้ถือหนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกา เลขที่ 488932033 ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อทำการในนามของโจทก์ 13 ประการ ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีและแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วง ซึ่งสำเนาหนังสือเดินทางของนายทรอย เจ มีเลขที่หนังสือเดินทางตรงกับนายทรอยที่โจทก์แต่งตั้งให้เป็นผู้รับมอบอำนาจ นายทรอยกับนายทรอย เจ จึงเป็นบุคคลเดียวกัน นายทรอย เจ จึงมีอำนาจมอบอำนาจให้นายสุรศักดิ์และหรือนายภาคภูมิฟ้องคดีนี้ได้ หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกระทรวง การต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับรองความถูกต้องของเอกสารและไม่เป็นเอกสารที่เครือจักรภพแห่งเวอร์จิเนียให้ความเห็นชอบ กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา รับรองเพียงว่าเป็นเอกสารที่อยู่ภายใต้ตราประทับของมลรัฐเวอร์จิเนีย แต่สำหรับเนื้อหาของเอกสารไม่รับรอง โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารที่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์เป็นวิสาหกิจอเมริกันหรือไม่ เห็นว่า หนังสือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นเอกสารที่กรมทะเบียนการค้าในขณะนั้นรับคำขอของโจทก์ที่ขอประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ถ้าฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกัน ก็ย่อมมีสิทธิประกอบธุรกิจได้โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281..." จึงเป็นหนังสือที่กรมทะเบียนการค้ายืนยันการใช้สิทธิภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาของโจทก์ว่า หากโจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกันแล้วย่อมใช้สิทธิภายใต้สนธิสัญญาได้ เมื่อโจทก์นำสืบแล้วว่า โจทก์เป็นวิสาหกิจอเมริกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจที่สงวนไว้ตามสนธิสัญญา และขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นบริษัทหรือวิสาหกิจอเมริกันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือผู้ควบคุมและจัดการเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิประกอบธุรกิจได้โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 และได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบในราชอาณาจักรไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เป็นระยะเวลาเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ดังนั้นเมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องจำเลยออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบภายในระยะเวลา ที่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ เห็นว่า ในการนำสินค้าบุหรี่ซิกาแรตเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าแสตมป์ยาสูบและต้องส่งเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพนั้น ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 และพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด และตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน ) 210 ฉบับ กับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ก็ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไว้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีสรรพสามิต (ค่าแสตมป์ยาสูบ) และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้า ซึ่งตามมาตรา 79/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา... ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่...(ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ." ดังนั้น แม้ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีอันเป็นราคาศุลกากรที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นราคาใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และในมาตรา 83/10 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้นความรับผิดเกี่ยวกับมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้ราคาศุลกากรลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับราคาศุลกากรซึ่งเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า การประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) 210 ฉบับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) 180 ฉบับ ที่ออกตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 มาตรา 2 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2543 เป็นต้นไป" มาตรา 3 บัญญัติว่า "คำว่า "ราคาศุลกากร" หรือ "ราคา" แห่งของอย่างใดนั้น...(2) ในกรณีนำของเข้า หมายความว่า ราคาของของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (ก) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (ง) ราคาหักทอน (จ) ราคาคำนวณ (ฉ) ราคาย้อนกลับ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาตาม (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (ฉ) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งมีหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า "เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก จึงมีพันธกรณีที่จะต้องนำความในมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ และโดยที่ความตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้ราคาศุลกากรเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากรสำหรับของนำเข้า ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ให้ใช้ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ประเมินเงินอากรสำหรับของนำเข้า ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 จึงต้องยกเลิกการใช้ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ประเมินเงินอากรสำหรับของนำเข้า โดยให้ใช้ราคาศุลกากรแทน..." และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป ข้อ 3 กำหนดว่า "การกำหนดราคาศุลกากรเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรสำหรับของที่นำเข้า ให้กำหนดโดยใช้ราคาดังต่อไปนี้ตามลำดับ (1) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (2) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (3) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (4) ราคาหักทอน (5) ราคาคำนวณ (6) ราคาย้อนกลับ..." ข้อ 4 กำหนดว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้เป็นความสัมพันธ์ที่อาจมีผลต่อการกำหนดราคาศุลกากร... (6) บุคคลทั้งสองถูกควบคุมโดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม..." คดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2545 การนำเข้าสินค้าของโจทก์จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ซึ่งแบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากรที่โจทก์ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 210 ฉบับ นั้น โจทก์ระบุใน ข้อ 17 ว่า "ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันในลักษณะ (6) บุคคลทั้งสองถูกควบคุมโดยบุคคลที่สามไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม" และข้อ 18 ว่า "ความสัมพันธ์กันตามข้อ 17 ดังกล่าวไม่มีผลต่อราคาซื้อขาย" จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ใช้ราคาซื้อขายของที่นำเข้าเป็นราคาศุลกากร แต่เมื่อโจทก์กับผู้ขายมีความสัมพันธ์กันแล้ว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 5 กำหนดว่า ในการกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใด ๆ ที่ได้สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่" ข้อ 14 กำหนดว่า "ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ผู้ซื้อต้องไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายตามที่กำหนดในข้อ 4 เว้นแต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามข้อ 15 หรือเป็นกรณีตามข้อ 16" โดยข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาจากวิธีปฏิบัติทางการค้าของการขายของที่นำเข้าแล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับราคาซื้อขายของนั้นเพื่อใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรได้โดยจะไม่เรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้นำเข้าของก็ได้" และวรรคสองกำหนดว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอาจมีผลต่อราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้แจ้งผู้นำของเข้าทราบและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัยดังกล่าว" และข้อ 6 กำหนดว่า "ให้นำความในภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาศุลกากรตามกฎกระทรวงนี้" ซึ่งตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุทั่วไป กำหนดลำดับการใช้วิธีการประเมินราคาว่า "1. ข้อ 1 รวมตลอดจนถึงข้อ 7 นิยามถึงวิธีการพิจารณากำหนดราคาศุลกากรของของที่นำเข้าภายใต้บทบัญญัติของความตกลงนี้ วิธีการประเมินราคาได้จัดเรียงไว้ตามลำดับของการใช้งาน วิธีแรกของการประเมินราคาศุลกากรนั้นนิยามไว้ในข้อ 1 และของที่นำเข้าจะได้รับการประเมินราคาตามบทบัญญัติของข้อนี้ได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในข้อนี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วนแล้ว 2. ในกรณีที่ราคาศุลกากรมิอาจพิจารณากำหนดได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อ 1 จะต้องพิจารณากำหนดภายใต้บทบัญญัติของข้อที่เรียงถัดไปตามลำดับจนกว่าจะถึงข้อแรกสุดที่ราคาศุลกากรสามารถพิจารณากำหนดขึ้นได้ เฉพาะในกรณีที่ราคาศุลกากรมิอาจพิจารณากำหนดได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อหนึ่งใดโดยเฉพาะแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถนำเอาบทบัญญัติของข้อที่ถัดไปในลำดับที่จัดเรียงไว้มาใช้ได้ ทั้งนี้ ยกเว้นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในข้อ 4" และหมายเหตุของข้อ 1 ราคาที่ได้ชำระจริงหรือราคาที่พึงต้องชำระ วรรคสอง 2. วรรคสอง (เอ) บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันจะต้องมีการตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้น และให้ยอมรับราคาซื้อขายเป็นราคาศุลกากรได้ โดยมีเงื่อนไขว่าความสัมพันธ์นั้นจะต้องไม่มีอิทธิพลต่อราคา บทบัญญัตินี้มิได้มีเจตจำนงที่จะให้มีการตรวจสอบสภาวการณ์ในทุก ๆ กรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กัน การตรวจสอบเช่นว่าจะกระทำก็ต่อเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับได้ของราคานั้น ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับได้ของราคานั้น หน่วยงานบริหารทางศุลกากรก็ควรจะยอมรับราคาโดยไม่ต้องร้องขอข้อสนเทศเพิ่มเติมจากผู้นำเข้า ตัวอย่างเช่น หน่วยงานบริหารทางศุลกากรอาจจะเคยตรวจสอบความสัมพันธ์นั้นมาก่อนหน้านี้แล้ว หรืออาจจะมีข้อสนเทศเป็นรายละเอียดอยู่แล้วเกี่ยวกับผู้ซื้อและผู้ขาย และอาจจะพอใจจากการตรวจสอบ หรือข้อสนเทศเหล่านั้นแล้วว่า ความสัมพันธ์กันนั้น ไม่มีอิทธิพลต่อราคา 3. ในกรณีที่หน่วยงานบริหารทางศุลกากรไม่สามารถที่จะยอมรับราคาซื้อขายได้โดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม หน่วยงานบริหารทางศุลกากรควรให้โอกาสผู้นำของเข้าในการจัดหาข้อสนเทศที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเช่นว่ามาให้ตามเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ตนสามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้... 4. วรรคสอง (บี) ให้โอกาสแก่ผู้นำของเข้าที่จะแสดงให้เห็นว่า ราคาซื้อขายนั้นมีความใกล้เคียงมากกับราคาทดสอบ ซึ่งหน่วยงานบริหารทางศุลกากรได้เคยยอมรับมาก่อนหน้านั้นแล้ว และดังนั้น ราคาซื้อขายนั้นจึงเป็นที่ยอมรับได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อ 1 ในกรณีที่การทดสอบกรณีหนึ่งใดภายใต้วรรคสอง (บี) ใช้ได้ การตรวจสอบประเด็นอิทธิพลต่อราคาภายใต้บทบัญญัติของวรรคสอง (เอ) ก็ไม่จำเป็น ถ้าหน่วยงานบริหารทางศุลกากรมีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งทำให้เป็นที่พอใจว่าการทดสอบกรณีหนึ่งกรณีใดตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง (บี) ใช้ได้โดยไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเรียกร้องให้ผู้นำของเข้าแสดงให้เห็นอีกว่าราคาซื้อขายนั้นใกล้เคียงกับราคาทดสอบ ในวรรคสอง (บี) คำว่า "ผู้ซื้อที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน" หมายถึง ผู้ซื้อซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ขายไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น" จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 แม้ไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์มาชี้แจงแสดงเหตุผลหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์เหตุสงสัย แล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ใช้ราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 เป็นเกณฑ์ประเมินภาษีอากรโดยอ้างว่าเป็นราคาเดียวกับโครงสร้างราคาของโจทก์ ที่เจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นและยึดได้จากสำนักงานของโจทก์ในปี 2542 ก็ตาม แต่การที่กฎหมายกำหนดว่าก่อนที่จะปฏิเสธไม่รับราคาซื้อขายของที่นำเข้า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งข้อสงสัยให้โจทก์ทราบก็เพื่อให้โอกาสโจทก์ในการชี้แจงเหตุผลว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายนั้นไม่มีผลต่อราคา เมื่อปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท คือ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 โจทก์นำเข้าบุหรี่ซิกาแรตจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับคดีนี้ และการนำเข้าดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่าราคาที่สำแดงใกล้เคียงกับราคาหักทอนของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันแล้ว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ของจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบสภาวการณ์ที่แวดล้อมการขายนั้นได้ และระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 และวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 โจทก์นำเข้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธการกำหนดราคาศุลกากรตามวิธีที่ 1 เพราะมีเหตุสงสัยว่าผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกัน ดังนี้จะเห็นได้ว่าการนำเข้าสินค้าของโจทก์ในคดีนี้มีข้อมูล สถานะการขาย และลักษณะการซื้อขายของโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โจทก์ยังคงสำแดงราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคานั้นมาโดยตลอด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีข้อสนเทศอย่างเพียงพออยู่แล้วไม่ต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ตามข้อ 15 วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติอีก ส่วนที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 457/2542 มากำหนดราคาศุลกากร ก็ปรากฏว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า ให้กำหนดราคาศุลกากรโดยวิธีที่ 4 ราคาหักทอน โดยกำหนดราคาศุลกากรใหม่เป็น 465.01 บาท ต่อ 1000 มวน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ออกแบบแจ้งการประเมินใหม่ตามผลของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ 180 ฉบับ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีผลทำให้การประเมินภาษีอากรโดยใช้ราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรดังกล่าวไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินเนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเหตุสงสัยและกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้นำของเข้ามาชี้แจงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 การออกแบบแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ประการต่อไปว่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดราคาศุลกากรโดยใช้วิธีหักทอนชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ชี้แจงและยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่ยืนยันว่าราคาที่สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเป็นราคาซื้อขายที่แท้จริง ซึ่งโจทก์ได้ส่งข้อมูลเอกสารต่าง ๆ เช่น ต้นฉบับบัญชีราคาสินค้า เอกสารการสั่งซื้อ เอกสารสัญญาตกลงซื้อขาย เอกสารยืนยันราคาสินค้า เอกสารใบเสนอราคาสินค้า รายละเอียดต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าและวิธีการกำหนดราคาขายต่อหน่วยแก่ผู้ซื้อทอดแรก เอกสารการโอนเงินเพื่อชำระราคาให้แก่ผู้ขาย รายละเอียดในการนำเข้าและมูลค่าสินค้าที่นำเข้า เอกสารการโอนเงินให้แก่ผู้ขาย ตัวอย่างการพิสูจน์การชำระค่าสินค้าล่วงหน้ากับการนำเข้าสินค้าตามเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้า แสดงวิธีการชำระเงินและการนำเข้าสินค้าจากผู้ขาย และสรุปเปรียบเทียบจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้า กับปริมาณและมูลค่าการนำเข้าจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการตรวจสอบความสัมพันธ์กับผู้ขายว่ามีผลต่อราคาซื้อขายหรือไม่ ไม่สามารถใช้การเปรียบเทียบราคานำเข้ากับราคาทดสอบได้ เนื่องจากไม่มีสินค้าที่เป็นของที่เหมือนกันและของที่คล้ายกัน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของการขายด้วยวิธีเดียวกับที่ได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมของการขายของบุหรี่นำเข้า รายกำเนิดสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทำการเปรียบเทียบอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์กับอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าในปี 2545 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับปีที่นำเข้าบุหรี่รายนี้ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า ความสัมพันธ์มีผลต่อราคาซื้อขาย จึงไม่อาจรับราคาซื้อขายตามวิธีที่ 1 ได้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายในการปฏิเสธราคาซื้อขายของที่นำเข้าเพราะเป็นราคาที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมีผลต่อราคา เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 รับกันแล้วว่า ไม่มีราคาซื้อขายของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันจึงไม่อาจกำหนดราคาโดยใช้วิธีที่ 2 และวิธีที่ 3 ได้ ต้องใช้วิธีที่ 4 ราคาหักทอน มากำหนดราคา ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 25 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ราคาหักทอนที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรสำหรับของที่นำเข้าจะต้องเป็นราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าที่ได้ขายไปในราชอาณาจักรในสภาพเดียวกับที่นำเข้า โดยหักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ออก (1) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบำเหน็จตัวแทนที่ได้จ่ายหรือตกลงว่าจะจ่าย หรือกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปตามปกติที่เกี่ยวเนื่องกับการขายของนั้นในราชอาณาจักร อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเทียบเคียงกับของประเภทหรือชนิดเดียวกัน (2) ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งของนั้นที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร (3) ค่าอากรและภาษีอื่น ๆ ที่ต้องชำระในราชอาณาจักร เนื่องจากการนำเข้าหรือการขายของนั้น" วรรคสอง "ในกรณีที่ไม่มีราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน ตามลำดับ ที่ได้ขายไปในราชอาณาจักรในสภาพเดียวกับที่นำเข้าโดยหักค่าใช้จ่ายตาม (1) (2) และ (3) ออกจากราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกัน แล้วแต่กรณี" วรรคสาม "ราคาซื้อขายต่อหน่วยของของที่นำเข้าตามวรรคหนึ่ง หรือของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันตามวรรคสอง จะต้องเป็นราคาที่ได้ขายไปในปริมาณรวมที่มากที่สุดในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับการนำเข้าของที่นำเข้า ในกรณีที่ไม่มีราคาที่ได้ขายในเวลาดังกล่าว ให้ใช้ราคาที่ได้ขายไปในปริมาณรวมที่มากที่สุดในวันแรกที่ได้มีการขายของที่นำเข้าของที่เหมือนกันหรือของที่คล้ายกันดังกล่าวซึ่งต้องไม่เกินเก้าสิบวันหลังจากการนำเข้าของนั้น" การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 12.44 โดยรวบรวมข้อมูลอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปปี 2545 ของผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเภทหรือชนิดเดียวกัน (กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน) โดยคัดเลือกผู้ค้าส่งที่ขายสินค้าบุหรี่ที่อยู่ในระดับชื่อเสียง (brand) ใกล้เคียงกันกับสินค้าบุหรี่ของโจทก์ทั้งหมดจำนวน 5 บริษัท มาจัดทำอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปโดยเฉลี่ยของผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าที่มีความเชื่อมั่นร้อยละ 95 อยู่ในช่วงร้อยละ 9.80 ถึง 15.08 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 12.44 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์ 2 อัตรา คือ อัตราร้อยละ 9.36 ตามงบการเงิน และอัตราร้อยละ 18.47 ตามที่โจทก์ร้องขอต่างตกอยู่นอกช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อการคำนวณราคาหักทอน และเห็นว่าค่าที่เหมาะสมของอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป ควรเป็นค่ากลางของช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าในปี 2545 คือ อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปเท่ากับร้อยละ 12.44 นั้น ตามภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความตามความตกลงในการนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 มาถือปฏิบัติ ในหมายเหตุของข้อ 5 6. มีข้อควรสังเกตว่า "กำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป" ตามที่อ้างถึงในวรรคหนึ่ง ของข้อ 5 นั้น ควรจะนำมารวมกันทั้งหมด ตัวเลขที่นำมาใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ของการหักทอนนี้ ควรพิจารณากำหนดบนมูลฐานของข้อมูลที่ได้จัดหามาให้โดยผู้นำของเข้า หรือในนามของผู้นำของเข้า เว้นเสียแต่ว่า ตัวเลขเหล่านั้นของผู้นำของเข้าไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่ได้รับจากการขายในประเทศที่นำเข้าซึ่งของที่นำเข้าที่เป็นประเภทหรือชนิดเดียวกันนั้น ในกรณีที่ตัวเลขของผู้นำของเข้าไม่สอดคล้องกับตัวเลขเช่นว่าแล้ว ก็อาจใช้จำนวนกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปซึ่งยึดหลักข้อสนเทศที่เกี่ยวข้องอื่นที่นอกเหนือไปจากข้อสนเทศที่จัดหามาให้โดยผู้นำของเข้าหรือในนามของผู้นำของเข้าได้" นอกจากนี้ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ข้อ 2 01 04 06 (2.5) กำหนดว่า การหักทอนกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไป ให้ใช้ตัวเลขรวมทั้งหมดสำหรับกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปนั้น ตัวเลขที่นำมาหักทอนให้พิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้นำของเข้าหรือในนามผู้นำของเข้า โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของ "หลักการบัญชีอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป" และจะต้องสอดคล้องกันกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรที่ได้จากแหล่งอื่น เช่น ผู้นำของเข้ารายอื่น ๆ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานบัญชีของภาคเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรืองบประมาณ เช่น กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 ไม่ปรากฏว่ากลุ่มอุตสาหกรรมผู้ค้าส่งบุหรี่นำเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำมากำหนดช่วงอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปโดยอ้างว่าคัดเลือกผู้ค้าส่ง ที่ขายบุหรี่ที่มีระดับชื่อเสียงใกล้เคียงกับโจทก์นั้นคือบริษัทรายใดและจะเป็นของประเภทหรือชนิดเดียวกันกับโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับข้อมูลสำหรับการขายของประเภทหรือชนิดเดียวกันในราชอาณาจักรหรือไม่ ทั้งยังได้ความจากนางศุภวรรณผู้อำนวยการส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ค้าส่ง 5 ราย ไม่ทราบว่าเป็นบริษัทใดบ้าง โดยตัวเลขที่ปรากฏอยู่เป็นตัวเลขที่สำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากรเป็นผู้จัดทำมาแล้วนำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งนายศิริพงษ์เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 12.44 นั้นมาจากสำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร โดยมีข้อมูลกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 9.80 ถึง 15.08 ซึ่งจะมีที่มาและวิธีคิดอย่างไรไม่ทราบ ในขณะที่อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 18.47 ที่โจทก์ร้องขอนั้น ได้ความจากนายพรธิรักษ์ว่า โจทก์นำอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปจากงบการเงินของโจทก์ปี 2545 ที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ซึ่งเท่ากับร้อยละ 9.36 มาปรับปรุงยอด เนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่โจทก์สำแดง โจทก์ต้องชำระอากรสูงขึ้นตามการประเมิน ราคาที่ประเมินทำให้ต้นทุนขายของโจทก์สูงขึ้นอย่างไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของโจทก์ลดลงและทำให้อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปของโจทก์ลดลงอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงยอดใหม่โดยนำส่วนที่บวกเข้าไปตามปกติสำหรับกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปคือจำนวนภาษีอากรที่ชำระเกินไปมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เงินวางประกันที่โจทก์อ้างว่าเกิดจากการประเมินภาษีอากรเพิ่มขึ้นจำนวน 765,425,783 บาท ที่โจทก์วางไว้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ยังโต้แย้งว่าเป็นภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มจากฐานราคาศุลกากรที่สูงเกินไปทำให้ค่าใช้จ่ายของโจทก์สูงขึ้นและกำไรลดลง เมื่อนำกำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปไปหักทอนราคาขายต่อหน่วยทอดแรกในปริมาณรวมมากที่สุดที่ 49.30 บาท ต่อซองแล้ว ทำให้ราคาศุลกากรบุหรี่นำเข้าของโจทก์สูงเกินจริง เมื่อภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มและอัตรากำไรของโจทก์จะเป็นเท่าใดขึ้นอยู่กับราคาศุลกากรบุหรี่นำเข้าของโจทก์อันเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าและภาษีอื่น ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้ และยังไม่ยุติ ดังนั้น เงินวางประกันดังกล่าวจึงมิใช่ค่าใช้จ่ายจำนวนแน่นอนที่โจทก์จะต้องจ่ายตามหลักการบัญชีที่ยอมรับกันทั่วไป ดังนั้น การที่โจทก์นำเงินวางประกัน 765,425,783 บาท หักออกจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรของโจทก์เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.36 บาท เป็นอัตราร้อยละ 18.47 จึงไม่ถูกต้อง เมื่อการนำเข้าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโรจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียในเวลาใกล้เคียงกัน 3 ครั้งก่อนระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 โจทก์สำแดงราคา 8.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 มวน เช่นเดียวกับคดีนี้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขณะนั้นกำหนดราคาศุลกากรโดยใช้วิธีที่ 6 คือ วิธีราคาย้อนกลับ (ราคาหักทอนแบบยืดหยุ่น) และโจทก์ยอมรับให้ใช้อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปที่ร้อยละ 15.05 ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขณะนั้นกำหนด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรกำหนดอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายทั่วไปร้อยละ 15.05 สำหรับการหักทอนภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ข้อ 25 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายใน "ค่าอากรและภาษีอื่น ๆ ที่ต้องชำระในราชอาณาจักร เนื่องจากการนำเข้าหรือการขายของนั้น" และภาคผนวก 1 หมายเหตุการตีความ หมายเหตุของข้อ 5 8. กำหนดว่า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ม. 3
กฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร
ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 ม. 7
สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9145/2560
#619402
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ซึ่งจำเลยคำนวณเงินภาษีและเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระและแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบ เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งว่าวิธีการหักกลบลบหนี้ของจำเลยไม่ถูกต้อง จึงมีประเด็นว่าจำเลยหักกลบลบหนี้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มถูกต้องหรือไม่ และการคิดเงินเพิ่มถูกต้องหรือไม่ แม้การหักกลบลบหนี้เกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีก่อน แต่เมื่อคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งในวิธีการคำนวณภาษีที่ต้องชำระโดยวิธีการหักกลบลบหนี้ว่าไม่ถูกต้องและในส่วนเงินเพิ่มเท่านั้น จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน มีประเด็นต่างกับคดีเดิมและการวินิจฉัยของศาลก็อาศัยเหตุที่แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม ในขณะเดียวกันจำเลยมีคำสั่งให้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยนำไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามการประเมินดังกล่าวบางส่วน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินและยื่นฟ้องคดี คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์ชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวไปก่อน และยื่นหนังสือโต้แย้งว่าการคำนวณเงินเพิ่มไม่ถูกต้องในวันเดียวกัน ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า เงินเพิ่มที่จำเลยเรียกเก็บไว้ถูกต้องตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร แล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมาฟ้องคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขการคำนวณภาษีและเงินเพิ่มตามแบบขอชำระภาษีอากรคงค้าง เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งเตือนให้นำเงินภาษีอากรไปชำระและคำสั่ง ในส่วนการคิดเงินภาษีและเงินเพิ่มและให้คืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่ากรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับชำระค่าภาษีอากรค้าง โดยโต้แย้งกันในเรื่องวิธีการคำนวณภาษีที่ต้องชำระโดยการหักกลบลบหนี้ว่าไม่ถูกต้องและในส่วนเงินเพิ่มเท่านั้น มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับมูลหนี้ภาษีอากรโดยตรง ประกอบกับเมื่อโจทก์ยื่นหนังสือโต้แย้งการคำนวณเงินเพิ่ม จำเลยก็รับวินิจฉัยให้โดยไม่ได้โต้แย้งถึงเรื่องรูปแบบของหนังสือ กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องหนี้ภาษีอากรค้างชำระ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ขอคืนเงินภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามมาตรา 27 ตรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้และขอคืนเงินภาษีจากจำเลยได้

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร มิใช่ดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่อาจนำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าภาษีซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดภาระและเป็นฐานในการคำนวณเงินเพิ่มจึงเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง จำเลยจึงต้องนำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนไปหักชำระค่าภาษีอากรให้หมดก่อนแล้วจึงไปหักในส่วนเงินเพิ่มได้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 วรรคสาม บัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ส่วนการหักกลบลบหนี้หรือการชำระหนี้ภาษีซึ่งอาจทำให้จำนวนเงินภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีต้องเสียหรือนำส่งลดลงนั้น การคำนวณเงินเพิ่มก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนภาษีอากรที่ลดลง เงินเพิ่มที่คำนวณได้จึงต้องไม่เกินต้นเงินภาษีอากรตามการประเมิน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 329 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 27 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9144/2560
#622095
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ส. จากผู้ถือหุ้นเดิม ร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด ราคาหุ้นละ 75 บาท โดยสินทรัพย์ รายได้ ต้นทุน และหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัท ส. เกิดจากรายการบัญชีกับโจทก์ บริษัททั้งสองมีกรรมการส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันและมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกัน จากงบดุลของบริษัท ส. ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ถึงปี 2542 พบว่าบริษัท ส. กู้ยืมเงินจากโจทก์ มีดอกเบี้ยค้างจ่ายจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ส. ทั้งหมดเพียงผู้เดียว ดังนี้

1. ปี 2542 บริษัท ส. จดทะเบียนลดทุนลง 97,000,000 บาท ต่อมาจดทะเบียนเพิ่มทุน 97,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนโดยแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุน

2. ปี 2543 จดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดด้วยการชำระเงินสด 87,000,000 บาท สองเดือนต่อมาได้จดทะเบียนลดทุน 87,000,000 บาท

รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. ที่อนุมัติให้เพิ่มทุนและลดทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันไม่ปรากฏเหตุผลว่าบริษัท ส. มีความจำเป็นในทางการค้าหรือแผนการดำเนินงานทางธุรกิจอย่างไร โจทก์เป็นผู้รับรู้และยินยอมให้บริษัท ส. ดำเนินการดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อราคาหุ้นที่โจทก์ได้ลงทุนไว้ การที่โจทก์ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด การเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. ย่อมเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเฉพาะในส่วนของโจทก์เกือบทั้งจำนวนทำให้ต้นทุนต่อหุ้นของเงินลงทุนในบริษัท ส. ของโจทก์สูงขึ้นจากราคาที่ซื้อมาราคาหุ้นละ 75 บาท เป็นราคาหุ้นละ 520.94 บาท เมื่อรอบระยะเวลาบัญชี 2546 โจทก์ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันในราคาหุ้นละ 151 บาท ทำให้โจทก์ขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในหุ้นดังกล่าว 22,510,855.26 บาท และนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ทั้งที่ภายหลังจากการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวว่า บริษัท ส. มีความสามารถในการทำกำไรหรือมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อย ๆ โจทก์ย่อมต้องหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในอนาคต แต่โจทก์กลับขายหุ้นดังกล่าว อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการลงทุน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะให้ความช่วยเหลือในลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือเพื่อให้เงินซื้อหุ้นเพิ่มที่บริษัท ส. ได้รับจากโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการซึ่งบริษัท ส. จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ส่วนโจทก์ก็เลี่ยงจากการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าแก่บริษัท ส. มาเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพื่อลดหนี้ของบริษัท ส. โดยนำเงินที่ได้เพิ่มทุนไปชำระหนี้ที่โจทก์เคยให้บริษัท ส. กู้ยืม ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง ทั้งยังสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ดังนั้น ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการขายเงินลงทุนในบริษัท ส. ให้บริษัท พ. จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะและเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด 73.1-02016320-25521118-002-00001 หรือที่ กค0722/ภญ/19164 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากรจำนวน 18,764,937.55 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง (12 กันยายน 2556) เป็นระยะเวลา 62 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 11,634,261.28 บาท ดังนั้น รวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 30,399,198.83 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 18,764,937.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 1,281,351.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้นคำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 77 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 986,640.42 บาท ดังนั้นรวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 2,267,991.61 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 1,281,351.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 438,955.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 44 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 193,140 บาท ดังนั้น รวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 632,095.50 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 438,955.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 9,157.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 40 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,662.82 บาท ดังนั้นรวมต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย 12,819.87 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 9,157.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยจะไม่เกินภาษีที่ได้รับคืน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 เฉพาะข้อที่ให้ผู้อุทธรณ์ (โจทก์) ชำระภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บตามการประเมินโดยปรับปรุงกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นจากจำนวน 4,560,000 บาท เป็นจำนวน 5,403,600 บาท เสีย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์และตั้งโจทก์เป็นผู้ทำแผน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2554 ได้ตั้งโจทก์เป็นผู้บริหารแผน ในปี 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด (เดิมชื่อบริษัททีดีเอ็ม จำกัด) 624,994 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 625,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 75 บาท จากราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 46,874,550 บาท ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้มีการเพิ่มทุนและลดทุน ดังนี้ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 เพิ่มทุน 475,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 47,500,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 เพิ่มทุนอีก 200,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดเช่นกัน วันที่ 7 มกราคม 2542 ลดทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท วันที่ 11 ตุลาคม 2542 เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดจ่ายชำระเป็นเงินสด และบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่บริษัทใหญ่คือโจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2543 เพิ่มทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นทั้งหมดจ่ายชำระเป็นเงินสด และบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่บริษัทใหญ่คือโจทก์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ลดทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท และวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ลดทุน 900,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 90,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ขายหุ้นซึ่งลงทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท จำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวม 20,424,093.98 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค 0722/ภญ/19164 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามคำอุทธรณ์ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2552 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินรวมเรียกเก็บ 21,054,684.98 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/30/2556 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2556 ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์เจ้าพนักงานประเมินได้นำภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนจากจำเลยมาหักกับหนี้ภาษีที่จำเลยประเมิน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 25 มิถุนายน 2553 และวันที่ 28 ตุลาคม 2553 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 อย่างช้าที่สุด เจ้าพนักงานประเมินสามารถออกหมายเรียกมายังโจทก์ได้ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกลงวันที่ 11 มีนาคม 2552 ส่งมายังโจทก์ โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 จึงเป็นการออกหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นรายการนั้น ปัญหานี้ มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน...ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในการออกหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีและได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกภาษีจากผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร กับได้รับอนุมัติให้ออกหมายเรียกตามแบบขออนุมัติออกหมายเรียกตรวจสอบ และแบบขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียก ที่ กค 0722/ก.02/324 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2552 จากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกส่งไปให้โจทก์ โจทก์ได้รับหมายเรียกดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการภายในกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า มาตรา 19 กำหนดกรอบให้อธิบดีที่จะขยายเวลาในการออกหมายเรียกได้ในทางจำกัดเฉพาะกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดแจ้ง แบบขออนุมัติหมายเรียกตรวจสอบเป็นเพียงเอกสารภายในที่มิได้นำเสนอให้พิจารณาถึงเหตุในการขอขยายเวลาในการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีแต่อย่างใด และแบบขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียก ไม่ปรากฏถึงเหตุตามมาตรา 19 ว่ามีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร การใช้ดุลพินิจของนายมานิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรที่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาออกหมายเรียกจึงไม่ชอบ นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในคำฟ้อง และศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยถึงประเด็นนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หมายเรียกเป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องทำเป็นหนังสือโดยจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แต่หมายเรียกดังกล่าวปรากฏข้อความเพียงว่า "ด้วยเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 23, 88/4, 91/21 และมาตรา 123 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ในหมายเรียกดังกล่าว" ซึ่งควรแสดงเหตุแห่งการใช้อำนาจตามมาตรา 19 นั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานประเมินเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง คือ การประเมินภาษีอากร การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ตามความหมายของคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ในอันที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ อีกทั้งหมายเรียกดังกล่าวได้ระบุไว้แล้วว่าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19, 23, 88/4, 91/21 และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ในหมายเรียกดังกล่าว อันเป็นเหตุที่ระบุถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้พอที่จะให้โจทก์เข้าใจและปฏิบัติตามแล้ว หมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปและตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยปราศจากข้อเท็จจริงและเหตุผลพร้อมทั้งข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่แสดงให้เห็นได้ว่าการใช้อำนาจตามคำสั่งทางปกครองของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้เหตุผล โดยระบุถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจไว้ครบถ้วนแล้วในคำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมใบแนบ 3 ทั้งจำเลยมีนางสาวกัญฐณา เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์มาเบิกความถึงวิธีการคิดคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยในราคาหุ้นละ 60.94 บาท ที่โจทก์สามารถรู้และเข้าใจได้ถึงที่มาของตัวเลขต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นที่นำมาคำนวณให้ชำระภาษีเพิ่มเติม โดยดูได้จากงบการเงิน รายงานการประชุมกรรมการและรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ในรายการที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนที่นำมาคิดคำนวณได้ ซึ่งเป็นเพียงการคำนวณทางคณิตศาสตร์พื้นฐานที่นำเฉพาะเงินซื้อหุ้นและหุ้นเพิ่มทุนของปี 2539 ถึงปี 2540 มาหักด้วยจำนวนเงินที่โจทก์ได้จากการลดทุนในปี 2545 หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลือ ซึ่งโจทก์ก็คิดคำนวณด้วยวิธีเดียวกัน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและใบแนบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ระบุว่า โจทก์มีรายได้ที่แสดงไว้ในแบบ ภ.ง.ด. 50 ต่ำกว่ารายรับที่แสดงไว้ในแบบ ภ.พ. 30 ส่งผลทำให้โจทก์แสดงรายได้ไว้ไม่ครบถ้วน 252,347.36 บาท ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และนำรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นผลขาดทุนที่เกิดจากการขายหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ 22,510,855.26 บาท ซึ่งจากการที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่โจทก์ซื้อมา ทำให้โจทก์มีกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินรายได้ในส่วนนี้ 4,560,000 บาท เมื่อปรับปรุงแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิตามผลการตรวจสอบ 107,532,716.87 บาท ภาษีที่ต้องชำระ 26,883,179.22 บาท พร้อมมีใบแนบระบุรายละเอียดข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อกฎหมาย และเหตุผลในการประเมินโจทก์ไว้ด้วย ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ในข้อ 2 เหตุผลที่วินิจฉัยตามใบแนบ 3 ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2540 โดยเห็นว่าเป็นการเพิ่มทุนโดยสุจริต แต่สำหรับปี 2542 ถึงปี 2544 โจทก์แสดงเจตนาเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาให้ความช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โจทก์จะนำจำนวนเงินให้เปล่าหรือที่ยกหนี้ให้มาถือเป็นรายจ่ายของโจทก์ไม่ได้ การเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงไม่อาจนำผลของการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ได้ ดังนั้น ณ วันที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด เงินลงทุนในหุ้นดังกล่าวมีต้นทุนถัวเฉลี่ยในราคาหุ้นละ 60.94 บาท (24,374,550/399,994) เป็นผลให้โจทก์ไม่มีผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าว ซึ่งที่มาของต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นสามารถเข้าใจได้จากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในตอนต้นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คิดคำนวณต้นทุนการซื้อหุ้นและหุ้นเพิ่มทุนของโจทก์เฉพาะปี 2539 ถึงปี 2540 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มทุนโดยสุจริต ส่วนในการเพิ่มทุนและลดทุนในปี 2542 ถึงปี 2544 เป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่นำผลของการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ด้วย โจทก์สามารถรู้และเข้าใจถึงที่มาของต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นได้จากข้อมูลที่โจทก์มีอยู่ โดยใช้วิธีคำนวณหาต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท จากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในตอนต้นได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่จัดให้มีเหตุผลที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้พิจารณาอย่างเหมาะสมและมีเหตุผลจึงใช้วิธีเพิ่มทุนและบางช่วงเวลามีความจำเป็นต้องลดทุนเพื่อใช้ในการบริหารจัดการในการดำเนินธุรกิจในช่วงปีที่พิพาทเป็นปกติวิสัยในทางการค้าที่สามารถกระทำได้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจของบริษัท หากจะให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินแต่เพียงอย่างเดียวนั้นจะทำให้อัตราส่วนระหว่างหนี้กับผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) มีจำนวนอัตราที่สูงเกินไป ทำให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่อาจทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนได้ โจทก์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2536 การดำเนินงานที่มีนัยสำคัญ โจทก์ต้องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ถือหุ้นและสาธารณชนอยู่เสมอ โจทก์จึงต้องดำเนินการด้วยความสุจริตเยี่ยงผู้ประกอบการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศและใช้บังคับ การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นวิธีการที่ไม่ผิดต่อกฎหมาย โจทก์ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ ภายหลังจากการเพิ่มทุนหรือลดทุนบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ยังดำเนินกิจการมีรายได้จากการประกอบกิจการจากที่มีผลประกอบการขาดทุนจนมีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีให้แก่จำเลย การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต้องพิจารณาถึงเหตุผลในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ หาใช่พิจารณาผลของตัวเลขสุดท้ายแห่งปีแล้วเหมารวมว่าเป็นรายการไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์ไม่ได้หลีกเลี่ยงและอำพรางการกู้ยืมเงินและการชำระหนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด แต่อย่างใด การประเมินว่าการที่โจทก์จ่ายเงินเพื่อซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะและเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มีเจตนาช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยมีลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือและเป็นการยกหนี้ให้ เพื่อลดรายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์และเพิ่มต้นทุนในเงินลงทุนของโจทก์ให้สูงขึ้น ซึ่งหากโจทก์ช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยให้เงินช่วยเหลือหรือยกหนี้ให้ บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต้องนำเงินให้เปล่าหรือจำนวนหนี้ที่โจทก์ยกให้มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของบริษัท โจทก์จะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายของโจทก์ไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) และมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร การเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาพิพาทเป็นการกระทำที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจนำการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงการประเมินกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นของเจ้าพนักงานประเมินให้ถูกต้องเป็นการชอบแล้ว นั้น โจทก์มีนางสาววรรณพร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายแสงชัย กรรมการโจทก์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประเภทครบวงจรในการออกแบบ สร้าง จัดหา ผลิต และติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น อุตสาหกรรมผลิตน้ำแข็ง ตู้แช่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต อุตสาหกรรมแปรรูปนมและไอศกรีม รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปอาหารเกือบทุกประเภท มีผลประกอบการในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้ ปี 2538 โจทก์มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 22,306,144 บาท ปี 2539 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 32,550,806 บาท ปี 2540 มีผลประกอบการขาดทุน -62,621,517 บาท (ก่อนผลการขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา) เหตุที่ขาดทุนเนื่องจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นระบบลอยตัว ต่อมามีการปรับปรุงผลปรากฏเป็นขาดทุน -128,086,012 บาท ปี 2541 มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ -239,153,774 บาท ปี 2542 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 8,488,630 บาท ปี 2543 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 56,233,867 บาท ปี 2544 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 78,983,632 บาท ปี 2545 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 95,148,458 บาท ปี 2546 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 139,132,761 บาท ปี 2547 มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 52,687,759 บาท ช่วงปี 2539 ถึงปี 2542 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้น ซื้อหุ้นเพิ่มทุน และที่ปรากฏการลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีเหตุผลดังนี้ ปี 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จากผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์และบุคคลธรรมดาเนื่องจากช่วงเวลาขณะนั้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้รับสิทธิ (Know How) ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตู้แช่ไอศกรีม (AHT) เป็นเวลา 10 ปี ในการได้รับสิทธิดังกล่าวในทางธุรกิจย่อมเป็นที่คาดหมายในขณะนั้นได้ว่าสามารถทำตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุน 475,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวทั้งหมด คิดเป็นเงินลงทุน 47,500,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าและนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียน เพื่อเสริมกิจการให้มีสภาพคล่อง วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน 200,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงกระบวนการและวิธีการผลิตทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รวมเงินลงทุนทั้ง 3 ครั้ง เป็นเงิน 114,374,550 บาท ปี 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนครั้งแรกวันที่ 7 มกราคม 2552 โดยลดจำนวนหุ้นลง 970,000 หุ้น คิดเป็นทุนที่ลดลง 97,000,000 บาท เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทมีความจำเป็นต้องลดทุนเพราะมีผลขาดทุนสะสมอยู่ 212,168,999 บาท อันเกิดจากผลกระทบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2540 ทำให้ค่าเงินตราสกุลต่าง ๆ มีความผันผวน โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ให้ความยินยอมแก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวคิดเป็นเงินลงทุน 97,000,000 บาท โจทก์ชำระค่าหุ้นเป็นเงินสดตามรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปชำระหนี้กู้ยืม และนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัท วันที่ 14 ตุลาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้เพิ่มทุน 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าวด้วยวิธีการแปลงหนี้เป็นทุน โดยการเพิ่มทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปจ่ายชำระหนี้และนำมาใช้หมุนเวียนเพื่อเพิ่มศักยภาพ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นลง 870,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 87,000,000 บาท เนื่องจากนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัทจำนวน 128,548,039 บาท เพื่อทำให้งบการเงินสะท้อนฐานะการเงินได้ถูกต้อง อันส่งผลให้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีกำไร 94,493 บาท วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นลง 900,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 90,000,000 บาท เนื่องจากมีความจำเป็นต้องชำระเงินคืนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้คืนเป็นเงินสด 10,000,000 บาท ส่วนอีก 80,000,000 บาท ค้างชำระไว้ซึ่งตรงกับการตั้งรายการเจ้าหนี้จากการคืนทุน 80,000,000 บาท ในงบการเงินของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และปรากฏผลว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีกำไร 14,148,493 บาท การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด แต่ละครั้งมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ จำเลยยอมรับมาโดยตลอดถึงวิธีการลดทุนเพื่อตัดผลขาดทุนสะสมลงซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติและวิธีการปกติทางธุรกิจตามหนังสือตอบข้อหารือ เลขที่ กค 0811/91 และเลขที่ กค 0706/3794 การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีวัตถุประสงค์ที่จะลดอัตราส่วนหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้นให้ลดลงเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ให้มีความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนได้ และมีความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจอันเป็นการดำเนินการปกติทั่วไป หาใช่มีเจตนาเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินดังที่เจ้าพนักงานของจำเลยเข้าใจ ส่วนจำเลยมีนางสาวรัชนีพร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี และนางสาวกัญฐณา เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์เบิกความว่า จากการตรวจสอบการเปรียบเทียบรายได้ที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 กับรายรับที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 มีความแตกต่างกัน 252,347.36 บาท โดยรายได้ที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 ต่ำกว่ารายรับที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 ส่งผลทำให้โจทก์แสดงรายได้ไว้ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องนำรายได้ที่ขาดไปรวมคำนวณรายได้เพิ่มเติมตามแบบ ภ.ง.ด. 50 และจากการตรวจสอบพยานเอกสาร งบการเงิน หมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด พบว่า การซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2543 เป็นรายจ่ายที่มีลักษณะของการทำนิติกรรมอำพรางโดยการเลี่ยงที่จะให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ของโจทก์ที่ได้ให้กู้ยืมไปก่อนปี 2539 จากการตรวจสอบดังกล่าว เห็นได้ว่า โจทก์แสดงรายการรายได้รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินรายได้เพิ่มเติม 4,812,347.36 บาท (252,347.36+4,560,000) และตามมาตรา 65 ตรี (13) บวกกับรายจ่ายต้องห้าม 22,510,855.26 บาท เมื่อคำนวณกำไรสุทธิใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมายแล้ว โจทก์จะมีกำไรสุทธิ 107,532,716.87 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 26,883,179.22 บาท หักภาษีที่ชำระไว้แล้ว 20,052,378.56 บาท โจทก์ชำระภาษีไว้ขาดไปและต้องชำระเพิ่มเติม 6,830,800.66 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 22 เป็นเงิน 6,830,800.66 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 27 จำนวน 6,762,492.66 บาท รวม 20,424,093.98 บาท เห็นว่า เมื่อพิจารณารายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์ รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานจำเลยว่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 624,994 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด 625,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 75 บาท เป็นเงิน 46,874,550 บาท ราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท พร้อมทั้งลงทุนเป็นหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด 75,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 47,500,000 บาท เพื่อใช้ในการลงทุนสำหรับโครงการใหม่และเพื่อใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 1/2539 ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นจากการเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด อีก 200,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ต่อไปได้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 4/2540 และจากรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์ ครั้งที่ 6/2542 ที่ประชุมมีมติให้ทำการลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เป็นเงิน 97,000,000 บาท และเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุนเพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวด้วยการชำระเงินสด 97,000,000 บาท และวันที่ 14 ตุลาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จดทะเบียนเพิ่มทุน 870,000 หุ้น เป็นเงิน 87,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวโดยวิธีการแปลงหนี้ที่มีกับโจทก์เป็นทุนดังที่พยานโจทก์เบิกความ และวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จดทะเบียนลดทุนโดยลดจำนวนหุ้น 870,000 หุ้น เพื่อนำไปลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท ประกอบกับงบการเงิน หมายเหตุงบการเงินของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ที่ปรากฏว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะเรียกโจทก์ว่า บริษัทใหญ่ โดยสินทรัพย์ รายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งและหนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทเกิดจากรายการบัญชีกับบริษัทโจทก์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกันโดยมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการร่วมกัน และจากงบดุลของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2542 พบว่าบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะบริษัทใหญ่ มีดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ทั้งหมดเพียงผู้เดียว โดยในปี 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ลดทุนลง 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ทำให้จำนวนทุนลดลง 97,000,000 บาท แต่ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพิ่มทุน 970,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 97,000,000 บาท เช่นเดียวกับในช่วงปลายปี 2543 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2543 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้ดำเนินการเพิ่มทุนอีก 870,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 87,000,000 บาท แต่ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ก็ได้ลดทุนในจำนวนเดียวกันกับที่ได้เพิ่มทุนไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว อันมีลักษณะเป็นการลดทุนและเพิ่มทุนในจำนวนเงินที่เท่ากันภายในระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเป็นผู้รับรู้และยินยอมให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ดำเนินการดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อราคาหุ้นที่ตนเองได้ลงทุนไว้ ทั้งไม่ปรากฏเหตุผลในรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ที่อนุมัติให้เพิ่มทุนและลดทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันว่า บริษัทมีความจำเป็นในทางการค้าหรือแผนการดำเนินงานทางธุรกิจอย่างไรที่ทำให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะต้องดำเนินการเพิ่มทุนและลดทุนเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากเอกสารว่า การซื้อหุ้นเพิ่มทุนในปี 2543 จำนวน 87,000,000 บาท งบกระแสเงินสดของโจทก์มีรายการจ่ายเงินสดออก 87,000,000 บาท ส่วนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่มีรายการรับเงินสดจำนวนดังกล่าวเข้าแต่อย่างใด ทั้งที่บริษัททั้งสองมีกรรมการส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันและมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกัน อีกทั้งการที่โจทก์ถือหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด การเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จำนวนหลายครั้ง ย่อมเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเฉพาะในส่วนของโจทก์เกือบทั้งจำนวน อันเป็นเหตุให้ต้นทุนต่อหุ้นของเงินลงทุนในหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ของโจทก์สูงขึ้นตามรายละเอียดการคำนวณมูลค่าเงินลงทุน และยังปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังจากการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีความสามารถในการทำกำไรหรือมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี 2543 มีกำไรสุทธิประจำปี 3,692,038 บาท ปี 2544 มีกำไรสุทธิประจำปี 41,642,532 บาท ปี 2545 มีกำไรสุทธิประจำปี 14,054,000 บาท ปี 2546 มีกำไรสุทธิประจำปี 34,132,293 บาท จนทำให้มูลค่าหุ้นตามบัญชีปี 2545 มีราคาหุ้นละ 137.18 บาท และปี 2546 มีราคาหุ้นละ 222.52 บาท เมื่อบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ซึ่งโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนมีผลประกอบการดีขึ้น โจทก์ย่อมต้องหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในอนาคต แต่โจทก์กลับขายหุ้นในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จำนวน 60,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไปที่มุ่งแสวงหาผลกำไรจากการลงทุน การที่โจทก์มีเพียงกรรมการของโจทก์มาเบิกความประกอบรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์และรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ว่า โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด นำเงินไปลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือให้นำเงินไปหมุนเวียนดำเนินกิจการให้มีสภาพคล่อง นำเงินไปชำระหนี้และอนุมัติให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ลดทุนเพื่อลดผลขาดทุนสะสมของบริษัท จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อว่า บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มีความจำเป็นในทางธุรกิจที่จะต้องเพิ่มทุนและลดทุนจำนวนหลายครั้ง และโจทก์ต้องการลงทุนหรือเพิ่มทุนในกิจการของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ล้วนแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะให้ความช่วยเหลือบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ได้รับจากบริษัทโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนโจทก์ก็เลี่ยงจากการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าแก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด มาเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด เพื่อลดหนี้ของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด โดยนำเงินที่ได้เพิ่มทุนไปชำระหนี้ที่โจทก์เคยให้บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด กู้ยืม ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น ทำให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง และโจทก์ยังสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ทั้งที่ความเป็นจริงเงินที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเป็นเงินที่โจทก์ให้เปล่าหรือยกให้แก่บริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ซึ่งบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร และโจทก์ไม่อาจนำเงินจำนวนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 65 ตรี (13) ได้ ดังนั้น ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการขายเงินลงทุนให้บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ และเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ต่อไปว่า มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานของจำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะประเมินรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นได้ ที่เจ้าพนักงานของจำเลยและศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ใช้ราคาที่โจทก์เคยทำนิติกรรมซื้อขายไว้ในปี 2539 หุ้นละ 75 บาท มาประเมินเป็นราคาทุนในปี 2546 ที่โจทก์ได้ทำการขายหุ้นดังกล่าวไป โดยไม่ได้ใช้ราคาตลาด ณ วันที่ทำการขายหุ้นตามกฎหมาย จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ การเพิ่มทุนและลดทุนของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ไม่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และมิได้เป็นนิติกรรมอำพราง ดังนั้น การที่โจทก์นำเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ในปี 2539 ถึงปี 2545 รวม 298,374,550 บาท หักออกด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนทุน 90,000,000 บาท คงเหลือ 208,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 399,944 หุ้น จึงเท่ากับว่ามูลค่าเงินต้นทุนหุ้นที่ถูกต้องแท้จริงมีราคาหุ้นละ 520.94 บาท ไม่ใช่ราคาหุ้นละ 75 บาท ดังที่เจ้าพนักงานของจำเลยและศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า โจทก์ขายเงินลงทุนในหุ้น 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งโจทก์คำนวณมูลค่าต้นทุนหุ้นโดยนำเงินลงทุนในบริษัทสยามพัฒน์กล จำกัด ตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2543 มารวมกันแล้วหักด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนในปี 2545 จำนวน 90,000,000 บาท คิดเป็นเงิน 208,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลือ 399,994 หุ้น คิดเป็นต้นทุนเงินลงทุนราคาหุ้นละ 520.94 บาท ทำให้โจทก์บันทึกผลขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในหุ้นดังกล่าว 22,510,855.26 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี แต่ผลขาดทุนเช่นนี้ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินลงทุนในหุ้น 60,000 หุ้น ดังกล่าว มีต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท โดยไม่ได้นำเงินเพิ่มทุนและลดทุนในปี 2542 ถึงปี 2544 ที่เป็นการเพิ่มทุนและลดทุนโดยไม่สุจริตมาคิดคำนวณด้วย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงนำมูลค่าเงินลงทุนในปี 2539 จำนวน 46,874,550 บาท และ 47,500,000 บาท ปี 2540 จำนวน 20,000,000 บาท มารวมกันเป็นเงิน 114,374,550 บาท หักด้วยเงินลดทุนที่ได้รับคืนในปี 2545 จำนวน 90,000,000 บาท คงเหลือ 24,374,550 บาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 399,994 หุ้น ทำให้ ณ วันที่โจทก์ขายหุ้นให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด เงินลงทุนในหุ้นดังกล่าวมีต้นทุนถัวเฉลี่ยราคาหุ้นละ 60.94 บาท หาใช่ราคาหุ้นละ 520.94 บาท ดังที่โจทก์อุทธรณ์ และมิใช่ราคาหุ้นละ 75 บาท ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ดังนั้น การที่โจทก์ขายหุ้นจำนวน 60,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 151 บาท ให้แก่บริษัทพัฒน์กล (1984) จำกัด ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าต้นทุนถัวเฉลี่ย ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวแต่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้น เป็นเงิน 5,403,600 บาท การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงกำไรจากการขายเงินลงทุนในหุ้นตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจาก 4,560,000 บาท เป็นจำนวน 5,403,600 บาท ให้ถูกต้อง จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ในประเด็นนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้นำเงินคืนภาษีอากรจากภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับไปหักกลบหนี้กับค่าภาษีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระไว้แล้วเต็มจำนวนค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 25 มิถุนายน 2553 และวันที่ 28 ตุลาคม 2553 และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีให้แก่จำเลยแล้ว การที่เจ้าพนักงานของจำเลยหักกลบลบหนี้ประหนึ่งว่าโจทก์ยังต้องชำระค่าภาษีรวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกโดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ได้ดำเนินการเสียภาษีโดยถูกต้องแล้วจึงไม่ชอบ จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษี 20,512,401 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าภาษีอื่นจากจำเลย ส่วนจำเลยมีสิทธิได้รับชำระภาษีตามการประเมินดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในข้างต้นแล้ว แม้โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินนั้นถึงกำหนดชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
บริษัทพัฒน์กล จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทพัฒน์กล
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารแผน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9126/2560
#619413
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ ปรับ คนละ 50 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรม คนละ 6 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่า 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในส่วนจำเลยที่ 2 ว่ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรม 2 ปี จึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าใช้มีดแทงผู้ตายจริง แต่ไม่มีเจตนาฆ่าและกระทำโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานางบุญมา มารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน ค่าพาหนะในการเดินทางและค่าทำขวัญ รวมเป็นเงิน 1,700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 33.33 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่ต้องไม่เกินกว่าจำเลยทั้งสองมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ จำเลยทั้งสองถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวนมาบ้างแล้ว จึงไม่ต้องชำระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 395,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง แต่ต้องไม่เกินกว่าจำเลยที่ 2 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาโดยจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับนางสาวสุชาดา นายศิลาหรือบอย กับพวก อีกหลายคนไปที่ร้านค้าเลขที่ 206/27 ก ถนนเจษฎาวิถี ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยจำเลยที่ 1 พามีดไม่ทราบขนาดติดตัวไป แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดดังกล่าวแทงนายกฤตตะวัน ผู้ตาย ที่บริเวณบ่าซ้าย หัวไหล่ซ้าย แขนซ้ายด้านหลัง ลำคอข้างซ้าย บ่าซ้ายด้านหลัง รักแร้ซ้ายด้านหลัง และหน้าอกข้างซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ ปรับคนละ 50 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมคนละ 6 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่า 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ในส่วนจำเลยที่ 2 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรม 2 ปี จึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือได้รับการรับรองให้ฎีกาจากอัยการสูงสุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ เป็นเงิน 95,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะ นั้น ผู้ตายในฐานะบุตรมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องในฐานะมารดา โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องหรือไม่ เมื่อผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ตายจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมรถยนต์มีรายได้วันละ 300 บาท หากไม่เสียชีวิตผู้ตายน่าจะอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องได้ประมาณเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงอายุของผู้ร้องซึ่งขณะเกิดเหตุ อายุ 37 ปี เชื่อว่าผู้ร้องมีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ดังที่นำสืบ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้ผู้ร้อง 300,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไปว่า ผู้ร้องมีโอกาสได้รับการอุปการะไม่น้อยกว่า 30 ปี ก็เป็นเพียงการอนุมานจากอายุของผู้ร้อง แต่ก็ไม่ได้กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นรายปี และยังคงกำหนดให้เป็นจำนวนเงินที่ไม่เกินกว่าคำขอและทางนำสืบของผู้ร้อง ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้จึงไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาในคดีส่วนแพ่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — นาง บ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9121/2560
#621188
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า การออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมถูกต้องครบถ้วนแล้ว อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยสิทธิในการร้องขอ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เรื่องที่จำเลยอ้างว่าหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นออกให้ตามคำขอของโจทก์ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่บัญญัติให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม (เดิม)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงลักษณ์ บรัคเกต
จำเลย — นายสัมพันธ์ ชมภูวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธนะ สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2560
#616681
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยครรภ์โจทก์ที่ 1 ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรอง การตรวจอัลตราซาวด์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหาความผิดปกติของทารกแบ่งได้เป็น 3 ระดับ การตรวจระดับ 1 เป็นการตรวจคัดกรองอย่างง่ายดูจำนวนทารก การมีชีวิตของทารก การประมาณอายุครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ส่วนนำของทารก ตำแหน่งทารก และความพิการบางอย่างที่สามารถเห็นได้ง่าย จำเลยที่ 3 ให้ความเห็นในการตรวจว่า ทารกมีชีวิต เพศชาย บุตรในครรภ์ 1 คน รกอยู่ด้านหลังของมดลูกปริมาณน้ำคร่ำปกติ ลักษณะลำตัว ตับ กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำคอ และกระดูกสันหลังปกติ ความยาวของกระดูกต้นขา 21 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 16.3 สัปดาห์ การเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงให้เห็นว่าในการตรวจอัลตราซาวด์สามารถเห็นอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของทารกในครรภ์ได้ หากจำเลยที่ 3 ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติหรือความพิการของทารกในครรภ์ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่ายังไม่สามารถตรวจพบความพิการในส่วนแขนและขาของทารกได้เพราะยังมองเห็นไม่ครบถ้วน การที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งๆที่สภาพร่างกายทารกมีความพิการรุนแรง ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เสียโอกาสในการตัดสินใจว่าจะหาทางแก้ไขเยียวยาหรือดำเนินการเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และหากโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ย่อมมีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 มากกว่าที่จะรู้ถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยกะทันหันกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 อย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนด้วยภาษาที่โจทก์ที่ 1 จะเข้าใจได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจอันเป็นความเสียหายแก่อนามัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 แพทย์เจ้าของไข้ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ด้วย

แม้โจทก์ที่ 2 พิการรุนแรงเรื่องจากมีความผิดปกติในขณะที่โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสาม และจำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของโจทก์ที่ 2 เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ กรณีของโจทก์ที่ 2 แม้ตรวจพบความพิการก็ไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขในระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ได้ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่า หากจำเลยที่ 3 พบความพิการของโจทก์ที่ 2 แล้วจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความพิการนั้น ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายหรือพิการมากขึ้น แต่กลับได้ความว่า หากพบความพิการของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จะปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ความพิการทางร่างกายของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 390,966,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาล รับรักษาคนไข้และผู้ป่วยเจ็บ โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์โจทก์ที่ 2 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ที่ 1 ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ 2 นัดตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ทุก ๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ และนัดถี่ขึ้นเมื่อใกล้กำหนดคลอด ในแต่ละครั้งที่โจทก์ที่ 1 ไปตรวจครรภ์ จำเลยที่ 2 จะสั่งจ่ายยาให้แก่โจทก์ที่ 1 การตรวจครรภ์จำเลยที่ 2 จะฟังการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ ตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์ที่ 1 เมื่อครรภ์มีอายุ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ตรวจแล้วไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่าทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 นัดโจทก์ที่ 1 ไปผ่าตัดทำคลอดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 คลอดโจทก์ที่ 2 ออกมา ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 มีร่างกายพิการรุนแรง แขนข้างขวามีแค่ข้อศอก ไม่มีขาขวา ขาข้างซ้ายไม่สามารถเหยียดตรงได้ นิ้วเท้าซ้ายมีไม่ครบ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดข้อหาละเมิด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แต่ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามก่อนว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิดหรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคือ โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจดูทารกที่ปรากฏในจอภาพอย่างละเอียดว่ามีลักษณะผิดปกติตามร่างกายหรือไม่ และไม่แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบรายละเอียดของภาพแต่อย่างใด กลับแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ถูกต้องตามมาตรฐานทุกประการ การตรวจโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทารกในครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพของโจทก์ที่ 1 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย... ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ช่วงที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ โจทก์ที่ 1 มีอายุครรภ์ประมาณ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 3 ใช้เวลาตรวจประมาณ 5 ถึง 10 นาที ก็แจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี โจทก์ที่ 1 จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีความผิดปกติใดๆ โจทก์ที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ดูภาพอัลตราซาวด์ในจอคอมพิวเตอร์และบอกว่าทารกสมบูรณ์ดี ภายหลังจากวันนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้แนะนำให้ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์อีก จำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขารังสีวินิจฉัย ก่อนทำอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ทบทวนประวัติการฝากครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความผิดปกติใดๆ และไม่มีข้อบ่งชี้เป็นพิเศษ จำเลยที่ 3 จึงตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในลักษณะตรวจคัดกรองทั่วไป เพื่อดูว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งพบว่าทารกมีการเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ปกติสอดคล้องกับอายุครรภ์ การตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ได้กระทำตามมาตรฐานวิชาชีพ วัตถุประสงค์ในการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในกรณีของโจทก์ที่ 1 คือดูว่าทารกจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ มีความพิการของอวัยวะที่จะมีผลต่อชีวิตหรือไม่ เช่น สมอง กระดูกสันหลัง หัวใจ ท้อง ไต กระเพาะปัสสาวะ ส่วนกระดูกต้นขา หากปกติดีไม่ต้องวัดส่วนที่เหลือ การตรวจอัลตราซาวด์อาจไม่เห็นอวัยวะทุกส่วนขึ้นอยู่กับท่าและการเคลื่อนไหวของทารก แต่หากเป็นอวัยวะสำคัญต้องตรวจให้พบตามมาตรฐานแพทย์ต้องทำการตรวจจนพบ สำหรับกระดูกต้นขาของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 ก็ตรวจพบและสามารถวัดความยาวได้ และมีนายแพทย์ดำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยามาเป็นพยานเบิกความว่า การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ขณะอายุครรภ์ 17 ถึง 22 สัปดาห์ เพื่อดูว่าทารกมีชีวิต 1 หรือ 2 คน แฝดหรือไม่ ท่าของทารกเป็นอย่างไร ตำแหน่งของรก ปริมาณน้ำคร่ำ และดูความพิการของทารกที่ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ หรือมีชีวิตรอดแต่ไม่ดีก็จะคุยเรื่องทำแท้ง เป็นการตรวจตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรองระยะครรภ์ 17 สัปดาห์ กรณีของโจทก์ที่ 1 หากพบความพิการก็ไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ นอกจากนั้น มีแพทย์หญิงจิราพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่า การตรวจอัลตราซาวด์ของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 เปรียบเทียบกับมาตรฐานของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยและของประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าครบมาตรฐานเบื้องต้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามมีนายแพทย์ดำรง และแพทย์หญิงจิราพรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยเป็นพยานเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยครรภ์โจทก์ที่ 1 ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรองระยะครรภ์ 17 ถึง 18 สัปดาห์ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งระบุว่า "การตรวจอัลตราซาวด์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ตามมาตรฐานที่สมาคมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ (ไทย) ให้ความเห็น โดยอ้างอิงมาตรฐานที่ใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และการตรวจระดับ 1 เป็นการตรวจคัดกรองอย่างง่ายโดยแพทย์ที่มีความรู้ทางอัลตราซาวด์ทั่วไปสามารถตรวจได้ กล่าวคือ ดูจำนวนทารก การมีชีวิตของทารก การประมาณอายุครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ส่วนนำของทารก ตำแหน่งทารก และความพิการบางอย่างที่สามารถเห็นได้ง่าย" ซึ่งแสดงว่าการตรวจระดับ 1 ได้ตรวจเพียงเพื่อให้ทราบถึงการมีชีวิตของทารกเท่านั้น แต่ต้องการตรวจเพื่อให้ทราบถึงความพิการบางอย่างของทารกที่สามารถเห็นได้ง่ายด้วย ประกอบตามใบรายงานผลการตรวจครรภ์ ระบุว่า จำเลยที่ 3 ให้ความเห็นในการตรวจว่า "ทารกมีชีวิต เพศชาย บุตรในครรภ์ 1 คน รกอยู่ด้านหลังของมดลูก ปริมาณน้ำคร่ำปกติ ลักษณะลำตัว ตับ กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำคอ และกระดูกสันหลังของทารกปกติ ความหนาของผนังคอ 2 และ 2.3 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 17.8 สัปดาห์ เส้นรอบท้องยาว 122.8 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ ความยาวของกระดูกต้นขา 21 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 16.3 สัปดาห์ การเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติ" ย่อมแสดงให้เห็นว่า ในการตรวจอัลตราซาวด์สามารถเห็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของทารกในครรภ์ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า อวัยวะต่าง ๆ ของทารก 17 สัปดาห์ น่าจะมีครบทุกส่วนแล้ว และอวัยวะเพศชายของทารกซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแขนหรือขา โดยปกติย่อมมีขนาดเล็กกว่ามาก จำเลยที่ 3 ก็ยังสามารถพบเห็นได้ แขนและขาทั้งสองข้างของทารกจึงเป็นอวัยวะส่วนที่สามารถตรวจและพบเห็นได้ง่าย หากจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอตามวิสัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ก็เชื่อว่าจะพบความพิการรุนแรงส่วนแขนและขาของโจทก์ที่ 2 ได้ ในขณะยังเป็นทารกในครรภ์ของโจทก์ที่ 1 นอกจากนั้น โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ขอรับการตรวจรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจ การรักษาจากจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน หากจำเลยที่ 3 ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติหรือความพิการของทารกในครรภ์ ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจให้โจทก์ที่ 1 ทราบด้วยว่า ยังไม่สามารถตรวจพบความพิการในส่วนแขนและขาของทารกได้ เพราะยังมองเห็นไม่ครบถ้วนและควรที่จะทำการตรวจซ้ำให้ได้ความแน่ชัดว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่ การที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายทารกมีความพิการรุนแรงนั้น ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เข้าใจผิดและคาดหวังว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายปกติเช่นคนทั่วไป จึงมิได้ขอให้มีการตรวจวินิจฉัยครรภ์ซ้ำอีก ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เสียโอกาสในการตัดสินใจว่าจะหาทางแก้ไข เยียวยา หรือดำเนินการเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และหากโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนจากจำเลยที่ 3 เสียตั้งแต่แรก และทราบว่าความพิการของทารกไม่อาจแก้ไขได้ดังที่จำเลยทั้งสามนำสืบ โจทก์ที่ 1 ก็ย่อมมีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 อันจะเกิดผลดีแก่สภาพจิตใจของโจทก์ที่ 1 มากกว่าที่จะรู้ถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยกะทันหันอันเป็นเหตุให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 อย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนด้วยภาษาที่โจทก์ที่ 1 จะเข้าใจได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจ อันเป็นความเสียหายแก่อนามัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 แพทย์เจ้าของไข้ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ด้วย ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แนะนำให้โจทก์ที่ 1 ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เพิ่มเติม แต่โจทก์ที่ 1 ปฏิเสธนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งไม่มีการระบุไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการตรวจ ดังเช่นที่จำเลยที่ 2 เคยบันทึกไว้ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ต้องการตรวจทริปเปิลมาร์คเกอร์ อันเป็นการตรวจเพื่อคัดกรองภาวะผิดปกติของไขสันหลังและภาวะปัญญาอ่อนของทารก ซึ่งหากจำเลยที่ 2 แนะนำว่าควรตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เพิ่มเติมและแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า การตรวจอัลตราซาวด์ครั้งแรกยังไม่สามารถบอกได้ว่าทารกพิการหรือไม่ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ที่ 1 จะปฏิเสธการตรวจตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 พิการรุนแรงเนื่องจากมีความผิดปกติในขณะโจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสามและจำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความผิดปกติอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของโจทก์ที่ 2 เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม คงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอจึงตรวจไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น นอกจากนั้น ยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์กำแหง ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาว่า กรณีของโจทก์ที่ 2 แม้ตรวจพบความพิการดังกล่าวก็ไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขในระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ได้ ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หากจำเลยที่ 3 ตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 และแจ้งให้ทราบแล้ว โจทก์ที่ 1 จะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความพิการและมิได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบนั้นทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายหรือพิการมากยิ่งขึ้น แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า หากตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ที่ 1 ก็จะปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หากทราบก่อนว่าโจทก์ที่ 2 พิการก็จะได้ปรึกษาแพทย์ทั้งในและต่างประเทศนั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่าจะปรึกษาอย่างไรและจะแก้ไขความพิการของโจทก์ที่ 2 ขณะอยู่ในครรภ์ได้หรือไม่เพียงใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าความพิการทางร่างกายของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของทารกในครรภ์ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 คาดหวังว่าโจทก์ที่ 2 จะมีสภาพร่างกายสมบูรณ์เช่นคนปกติทั่วไปทำให้ไม่มีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ย่อมรู้สึกว่าไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดหาหนทางเยียวยาแก้ไขหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ในขณะเป็นทารกอยู่ในครรภ์ ย่อมจะเกิดผลกระทบ กระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นมารดาอย่างรุนแรงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่อนามัย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดรายได้เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเนื่องจากต้องดูแลโจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นมาดูแลโจทก์ที่ 2 กับต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 2 เสียค่าอุปกรณ์และอวัยวะเทียมของโจทก์ที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามทางพิจารณาได้ความว่า หากมีการตรวจพบความพิการของทารกในครรภ์ หนทางที่เป็นไปได้คือการยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้ง แต่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า กรณีของโจทก์ที่ 1 ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2548 ข้อ 5 (2) วรรคสอง ที่กำหนดว่า "การยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ในกรณีที่หญิงนั้นมีความเครียดอย่างรุนแรง เนื่องจากพบว่าทารกในครรภ์มีหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความพิการอย่างรุนแรง.... ซึ่งจะต้องได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ใช่ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์..." แต่โจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า หากจำเลยที่ 3 ตรวจพบความพิการของโจทก์ที่ 2 ขณะอยู่ในครรภ์จะมีผลกระทบต่อจิตใจของโจทก์ที่ 1 ถึงขนาดมีความเครียดอย่างรุนแรงอันจะเข้าเงื่อนไขที่แพทย์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ และการแก้ไขปัญหาโดยขอให้แพทย์ยุติการตั้งครรภ์เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ที่ 1 ซึ่งไม่แน่ว่าจะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งหากโจทก์ที่ 1 ทราบถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 ก่อน ก็ยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ที่ 1 จะตัดสินใจเลือกใช้แนวทางการทำแท้งในการแก้ปัญหาความพิการของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ดังนั้น ค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า หากโจทก์ที่ 1 ใช้วิธีการแก้ปัญหาความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยวิธีการขอให้แพทย์ยุติการตั้งครรภ์ โจทก์ที่ 1 ก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 ต่อไป ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงมิใช่ความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงมาจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม อีกทั้งยังเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามประการอื่น ๆ นอกจากนี้ล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่ทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป. กับพวก
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด
(มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9017/2560
#618541
เปิดฉบับเต็ม

การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ จากการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทจำกัด ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 มาตรา 5 สัตตรส และมาตรา 6 นั้น บริษัทจำกัด ผู้รับโอนต้องปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 (2) ที่กำหนดให้บริษัทจำกัด ผู้รับโอน แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้นทั้งของบริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอนต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนด (แบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4) และแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 15/2546 เรื่อง การตรวจการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด ข้อ 1 (2.4) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าได้มีการยื่นแบบ ค.อ.1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนกิจการ ซึ่งตามแบบ ค.อ.1 ได้ระบุถึงเอกสารประกอบการพิจารณาอันรวมถึงหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข เรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้น ข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกันนี้ ระบุว่า "กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" อันเป็นการให้เวลาแก่บริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกเมื่อใดก็ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น แต่เมื่อบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วเมื่อใด ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์บริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง โดยการเลิกบริษัทนั้นตามกำหนดเวลาในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน

การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นแบบ ค.อ.1 ไว้ตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนและจดทะเบียนเพิ่มทุนของผู้รับโอน แต่มิได้แจ้งรายการเพิ่มทุนของผู้รับโอนพร้อมทั้งส่งหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุน และไม่ได้แจ้งรายการเลิกบริษัทผู้โอนพร้อมทั้งส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท กรณีถือได้ว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ของโจทก์มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งแจ้งไม่ยกเว้นรัษฎากรแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนคำสั่งของสรรพากรเขตพื้นที่ 5 ของจำเลยตามหนังสือสรรพากรเขตพื้นที่ 5 ที่ กค. 0705.05 (ก.08)/7965 ลงวันที่ 13 กันยายน 2555 เรื่อง แจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 1 ตามหนังสือที่ กค 0705.72.1/4712 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันรายโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553 บริษัททูริสโม เอเซีย จำกัด ทำสัญญาเพื่อการโอนและการขายธุรกิจทั้งหมดให้แก่บริษัทแปซิฟิค เวิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด (ชื่อเดิมของโจทก์) โดยตกลงโอนธุรกิจ ณ วันโอน คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ในราคา 330,187,597 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นแบบสำหรับการแจ้งรายการกรณีการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน เพื่อยกเว้นรัษฎากร ตามแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ของจำเลย ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 มีหนังสือถึงโจทก์ลงวันที่ 13 กันยายน 2555 แจ้งโจทก์ว่าการโอนกิจการทั้งหมดแก่กันไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 330) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 341) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 357) พ.ศ.2542 สำหรับรายรับ เงินได้ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และให้โจทก์นำเงินภาษีที่ต้องชำระ แต่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากร ไปชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในวันที่ 15 กันยายน 2555 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นรัษฏากรดังกล่าว ต่อมาสรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือ ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งว่า หลังจากโอนกิจการระหว่างบริษัทผู้รับโอนกับบริษัทผู้โอนแล้ว ยังมีการจ่ายค่าบริการและค่าตั๋วเครื่องบินผ่านบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้โอน แต่บริษัทผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้บริการยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีขายให้ถูกต้อง นอกจากนั้นลูกค้าจ่ายค่าบริการของเดือนภาษีมีนาคม 2554 และเดือนภาษีเมษายน 2554 ผ่านบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้โอน แต่บริษัทผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้ให้บริการได้ออกใบกำกับภาษีขายในเดือนภาษีมิถุนายน 2554 ซึ่งไม่ตรงกับจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 78 หรือมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเป็นผู้ให้บริการจึงมีหน้าที่ต้องนำมูลค่าทั้งหมดของรายรับที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ยื่นแบบแทนบริษัทผู้โอน หรือนำบทบัญญัติกรณีบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับ ส่วนแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 ซึ่งเป็นแบบแจ้งเพื่อขอรับสิทธิยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้ของผู้ถือหุ้นสำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนกิจการทั้งหมด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ซึ่งต้องพิจารณาและวินิจฉัยตามแบบแจ้งว่าผู้ยื่นได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 มีหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่ผู้รับโอน เป็นการพิจารณาสั่งการตามแบบจึงถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือแจ้งการไม่ได้สิทธิการยกเว้นภาษีอากร จากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ฉบับพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้... (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก" ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันฉบับพิพาทมีข้อความว่า "การควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 330) พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 341) พ.ศ.2541 และ (ฉบับที่ 357) พ.ศ.2542 สำหรับรายรับ เงินได้ หรือการกระทำตราสาร ที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันดังกล่าว" และก่อนออกหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ฉบับพิพาท เจ้าพนักงานประเมินได้เชิญพบโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้ผู้แทนไปให้การตามประเด็นการตรวจสอบหลายครั้ง โดยเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ต้องยื่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้โอนจดทะเบียนเลิกกิจการ และนางสาวนภาภรณ์เสนอรายงานผลการตรวจสอบว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีอากร เนื่องจากเหตุผลเรื่องที่โจทก์มิได้ยื่นแบบ ค.อ.1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอนและบริษัทรับโอน ประกอบกับผู้โอนยังคงมีทรัพย์สินและหนี้สินเหลืออยู่ ณ วันที่แจ้งเลิก จึงไม่ใช่เป็นการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ซึ่งสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ลงนามเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 จึงถือเป็นเหตุผลของสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งด้วย ต่อมาได้เชิญพบโจทก์เพื่อแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มารับทราบผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 เมื่อตามบันทึกคำให้การดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงในการตรวจสอบโดยละเอียดทั้งเรื่องระยะเวลาที่โจทก์ยื่นแบบและส่งมอบเอกสารการจดทะเบียนการเพิ่มทุน รวมทั้งข้อมูลที่ผู้โอนมีทรัพย์สินหนี้สินหลายรายการ ตลอดจนคำชี้แจงของโจทก์และผลการตรวจสอบแต่ละกรณี อันเป็นเหตุผลที่ใช้ในการออกคำสั่งพิพาท ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าเหตุผลแห่งการออกคำสั่งพิพาทเป็นที่รู้กันอยู่แล้วแก่โจทก์ จึงไม่จำต้องระบุในหนังสือแจ้งการประเมินถึงรายละเอียดและเหตุผลอีก กรณีต้องด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หาใช่จะต้องรู้แก่บุคคลอื่นเป็นการทั่วไปด้วยดังที่โจทก์อ้างไม่ ดังนั้นหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันฉบับพิพาทจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของจำเลยที่แจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 มาตรา 5 สัตตรส (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นอากรแสตมป์ ตามหมวด 6 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร แก่ ...(31) ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนหรือบริษัทจำกัด เฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" และประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี (17) คือเงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง และตามข้อ 2 (50) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) กำหนดเงินได้ที่ได้รับยกเว้นคือ "ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน" ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 กำหนดว่า "การควบเข้ากันหรือการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด จะต้องมีลักษณะและหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ต้องเป็นการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด และบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย (2) ให้บริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด อันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วยควบเข้ากันนั้น และบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดผู้รับโอน แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้น ทั้งของต่างบริษัทที่ควบเข้ากัน บริษัทที่ตั้งใหม่ บริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอน ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่ กรณีควบ หรือนับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอน ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด อันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วย ควบเข้ากัน และบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดผู้รับโอน แล้วแต่กรณี (3) บริษัทที่ควบเข้ากัน และบริษัทผู้โอนหรือผู้รับโอนจะต้องไม่เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างของกรมสรรพากร ณ วันที่ควบหรือวันที่โอน เว้นแต่ได้จัดให้มีธนาคารหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรค้างและค่าใช้จ่ายในการบังคับหนี้ดังกล่าวแล้ว (4) กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมด ให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ได้กำหนดแบบสำหรับการแจ้งรายการคือแบบ ค.อ. 1 ถึง ค.อ. 4 นอกจากนี้อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 14/2546 เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ จากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ซึ่งตามข้อ 3 (6) ระบุว่า ต้องยื่นหนังสือหนังสือบริคณห์สนธิ ฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบัน (ถ้ามี) และข้อ 3 (7) ว่า ต้องยื่นหนังสือรับรองแสดงการเลิกกิจการจากกระทรวงพาณิชย์ของบริษัทผู้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทอื่น ทั้งได้ออกแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 15/2546 เรื่อง การตรวจการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด ซึ่งข้อ 1 (2.4) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ได้มีการยื่นแบบ ค.อ. 1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่กรณีควบเข้ากัน หรือนับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอนกิจการ ดังนี้ จากบทบัญญัติตามพระราชกฤษฎีกาประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรทั้งสองฉบับดังกล่าวแสดงว่า บริษัทผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นของบริษัทผู้โอนต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกอันเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอน ส่วนบริษัทผู้รับโอนถ้ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนหุ้น บริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของผู้โอนและผู้รับโอนดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนเพื่อโอนกิจการให้แก่กันอย่างแท้จริงอันเป็นเหตุที่จะได้รับยกเว้นรัษฎากร ลำพังขั้นตอนการทำสัญญาโอนกิจการกันอย่างเดียวยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะยกเว้นรัษฎากรที่จะต้องยื่นแบบแจ้งดังกล่าว ทั้งการแจ้งทะเบียนหุ้นของฝ่ายบริษัทผู้รับโอนนี้หมายถึงหุ้นของโจทก์เอง มิใช่หมายถึงหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่อันจะเป็นเหตุให้โจทก์นำมาอ้างได้ว่าไม่มีทะเบียนหุ้นบริษัทใหม่ที่จะแจ้งได้ นอกจากนั้น การที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ข้อ 2 (2) กำหนดให้บริษัทจำกัดผู้รับโอนแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น ตามทะเบียนหุ้นทั้งของบริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอน ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรณีโอน ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า การยื่นแบบจะต้องเริ่มต้นจากการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนหุ้นก่อน หากยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีทางสิ้นสุดกำหนดเวลายื่นแบบได้ โดยเฉพาะตามแบบ ค.อ. 1 ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดก็ระบุถึงเอกสารประกอบการพิจารณาอันรวมถึงหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอนกิจการฉบับปัจจุบันตามข้อ 4.2 ไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งการที่จะยื่นแบบ ค.อ. 1 พร้อมกับส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนในเวลาเดียวกันให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้นั้น ตามธรรมดาย่อมเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าจะต้องจดทะเบียนการเพิ่มทุนเสียก่อน แล้วจึงนำรายการที่จดทะเบียนนั้นมากรอกในแบบ ค.อ. 1 พร้อมกับส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนได้ อันสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของจำเลย ส่วนที่แนวปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 14/2546 ข้อ 3 (6) ระบุให้ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ ฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนของบริษัทผู้รับโอน (ถ้ามี) นั้น เป็นการเปิดโอกาสแก่บริษัทผู้รับโอนที่จะเลือกจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือไม่ก็ได้ กล่าวคือ หากไม่จดทะเบียนเพิ่มทุนก็ไม่มีหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนที่จะนำมายื่นได้อยู่แล้ว แต่หากผู้รับโอนเลือกเอาในทางจดทะเบียนเพิ่มทุนก็มีหน้าที่ต้องยื่นหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนด้วย หาใช่จะแปลว่าเมื่อจดทะเบียนการเพิ่มทุนแล้วจะเลือกไม่ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเรื่องเพิ่มทุนก็ได้ดังที่โจทก์อ้าง เพราะมิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่สามารถตรวจสอบตามแนวปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก.15/2546 ได้ว่ามีการยื่นแบบ ค.อ. 1 ภายในกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัททูริสโม เอเซีย จำกัด ผู้โอนทำสัญญาเพื่อการโอนและการขายธุรกิจทั้งหมดให้แก่โจทก์ฉบับ ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2553 โดยตกลงโอนธุรกิจให้แก่โจทก์ ณ วันโอนคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ในราคา 330,187,597 บาท และในวันที่ 14 ตุลาคม 2553 โจทก์จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัททูริสโมเอเชีย จำกัด และมีมติพิเศษเพิ่มทุนขึ้นอีก 350,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียน 24,100,000 บาท พร้อมกับมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิในเรื่องเพิ่มทุนในคราวเดียวกัน และหุ้นเพิ่มทุนนี้ก็จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นโจทก์เฉพาะแต่ผู้ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้โอน เท่านั้น ประกอบกับนายเอกสิทธิ์กรรมการโจทก์เองเบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ว่า การจ่ายเงินให้แก่ ผู้โอนกิจการเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเพิ่มทุน ข้อเท็จจริงจึงบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เพิ่มทุนเพื่อรองรับการรับโอนกิจการดังกล่าว ที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ว่าไม่ใช่การเพิ่มทุนเพื่อรับโอนกิจการจึงฟังไม่ขึ้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นหลังเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนการเพิ่มทุนในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แต่ปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนต่อจำเลยทางโทรสารเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการส่งเมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุนของโจทก์แล้วนานถึงเกือบ 1 ปี ส่วนที่โจทก์อ้างอีกว่า โจทก์เพิ่งจดทะเบียนการเพิ่มทุน หลังจากยื่นแบบ ค.อ. 1 แล้ว เป็นเหตุทำให้ไม่มีหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องเพิ่มทุนที่จะส่งในขณะยื่นแบบ ค.อ.1 ได้นั้น กรณีไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องใดที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนการเพิ่มทุนก่อนยื่นแบบ ค.อ .1 ซึ่งจะทำให้ส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนได้ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่อาจส่งมอบหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายในกำหนดจึงเป็นผลมาจากการกระทำอันบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะนำมาเป็นเหตุอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรหาได้ไม่ สำหรับแบบ ค.อ.1 ฉบับที่โจทก์เคยยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 นั้นมิได้แจ้งเรื่องเพิ่มทุน กรณีต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นตามทะเบียนหุ้นที่เปลี่ยนแปลงของบริษัทผู้โอนตามข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 นอกจากนั้น แม้ตามข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกันนี้ ระบุว่า "กรณีการโอนกิจการให้แก่กัน บริษัทผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะบัญชีที่โอนกิจการนั้น" อันเป็นการให้เวลาแก่บริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกเมื่อใดก็ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้นดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่เมื่อบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วเมื่อใด ก็เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับโอนจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงโดยการเลิกบริษัทนั้นตามกำหนดเวลาในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับแบบ ค.อ.1 ที่ระบุให้ยื่นหนังสือรับรองการเลิกกิจการจากกระทรวงพาณิชย์ของบริษัทผู้โอนกิจการตามข้อ 4.3 ไปด้วย เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าได้โอนกิจการให้แก่กันแล้วจริง การที่โจทก์กลับยื่นแบบ ค.อ. 1 ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนเช่นนี้ จึงไม่แน่ว่าจะมีการโอนกิจการกันแท้จริงเมื่อใด ทั้งเมื่อต่อมาบริษัทผู้โอนจดทะเบียนเลิกบริษัทตามข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรในวันที่ 26 เมษายน 2554 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ยื่นหนังสือรับรองการเลิกบริษัทผู้โอนต่อจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทดังกล่าวตามข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับเดียวกัน แต่โจทก์หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ โดยโจทก์เพิ่งจะส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัท ต่อจำเลยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการยื่นหนังสือรับรองการเลิกบริษัทเมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกแล้ว จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นแบบ ค.อ.1 ไว้ตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอนและจดทะเบียนเพิ่มทุนของผู้รับโอน แต่มิได้แจ้งรายการเพิ่มทุนของผู้รับโอนพร้อมทั้งส่งหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขเรื่องเพิ่มทุนภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเพิ่มทุน และไม่ได้แจ้งรายการเลิกบริษัทผู้โอนพร้อมทั้งส่งหนังสือรับรองการเลิกบริษัทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท กรณีถือได้ว่าการยื่นแบบ ค.อ.1 ของโจทก์มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 ดังนั้น คำสั่งแจ้งไม่ยกเว้นรัษฎากรแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งการไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรจากการควบกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3
พ.ร.ฎ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 ม. 5 สัตตรส ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโฮเต็ลเบดส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2560
#617362
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของจำเลยทั้งสองกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเครื่องหมายการค้า แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดเล็กอยู่เหนืออักษรโรมันคำว่า "genufood" และด้านล่างเป็นอักษรจีน ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและปลายเส้นรอบวงทั้งด้านบนและด้านล่างไม่ติดกัน ตรงกลางมีอักษรโรมันคำว่า "genufood" แม้จะมีอักษรโรมันเป็นคำเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างกัน ทั้งจำเลยทั้งสองยังใช้กับสินค้าสบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินซึ่งเป็นคนละจำพวกและรายการสินค้ากับสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืชใช้บำรุงร่างกายตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองจึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และเมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 109 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ด้วย

องค์ประกอบความผิดของ ป.อ. มาตรา 272 (1) จะต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ และมาตรา 275 เป็นการจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272 (1) โดยจะต้องเป็นการนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูปรอยประดิษฐ์ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คือ และ กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยทั้งสอง จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) เมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 272 (1) แม้จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) อีกเช่นกัน

เครื่องหมายการค้าบนวัตถุพยานคือคำว่า "genufood" และมีคำว่า "VICTOR" กับเครื่องหมายคล้ายรวงข้าวประกอบ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายการค้า ในการโฆษณาขายสินค้าซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "genugood" และมีคำว่า "VICTOR" เป็นการทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าตามวัตถุพยานจึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 272, 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110, 116 ให้จำเลยทั้งสองระงับหรือละเว้นการใช้เครื่องหมายการค้า

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1), 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1), 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานร่วมกันเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,0000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท รวมทุกกระทงความผิดเป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 402,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 402,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 เครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนที่ ค321642 และเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค333776 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าอาหารเสริมจากธัญพืชไม่ใช้ในทางการแพทย์และได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ในวันเวลาและสถานที่ตามฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันทำเครื่องหมายการค้าใช้กับผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินและใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ปรากฏบนสินค้าผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรผสมโสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกิน กับทำเครื่องหมายการค้าคำว่า "genufood victor" ใช้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสาหร่ายสไปรูลิน่า จมูกข้าวสาลี งาดำและรำข้าว และจำเลยทั้งสองโฆษณาขายสินค้าดังกล่าวทางเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ข้อหาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 นั้น ได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้ในการทางแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 เครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย (ไม่ได้ใช้กับสินค้าทางการแพทย์) ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค321642 และเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 30 รายการสินค้า อาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกาย ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนที่ ค333776 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 มีภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดเล็กอยู่เหนืออักษรโรมันคำว่า "genufood" และด้านล่างเป็นอักษรจีน ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นภาพวงกลมประดิษฐ์ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและปลายเส้นรอบวงทั้งด้านบนและด้านล่างไม่ติดกัน ตรงกลางมีอักษรโรมันคำว่า "genufood" แม้จะมีอักษรโรมันเป็นคำเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างกัน ทั้งจำเลยทั้งสองยังใช้กับสินค้าสบู่สมุนไพรผสมไข่มุกและกาแฟขจัดปัญหาไขมันส่วนเกินเป็นคนละจำพวกและรายการสินค้ากับสินค้าอาหารเสริมทำมาจากธัญพืช ใช้บำรุงร่างกายตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองจึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และเมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 109 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) หรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบความผิดของมาตรา 272 (1) จะต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ และมาตรา 275 เป็นการจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272 (1) โดยจะต้องเป็นการนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูป รอยประดิษฐ์ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คือตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค111128 ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค321642 และตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค333776 กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 272 (1) แม้จำเลยทั้งสองจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) อีกเช่นกัน ปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับสินค้าตามวัตถุพยานที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทำมาจากธัญพืชใช้บำรุงร่างกายนั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าบนวัตถุพยานคือคำว่า "genufood" และมีคำว่า "VICTOR" กับเครื่องหมายคล้ายรวงข้าวประกอบ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายการค้าในการโฆษณาขายสินค้าซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "genugood" และมีคำว่า "VICTOR" เป็นการทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ใช้หรือทำให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้าของจำเลยทั้งสองและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สินค้า จึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 192 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบสไฟว์ อินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — บริษัทเจนิวฟู้ด เอนไซม์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิช
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา