คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7799 -ที่ 7800/2560
#616581
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่กรณีนี้รวมถึงหมวด 3 ว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งในมาตรา 150 แห่ง ป.วิ.พ. บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินทั้งเก้าแปลงตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้คืนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้คัดค้านต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 ข้างต้น เพราะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ยกเว้นให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้รับการยกเว้นด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ใน ป.วิ.อ. เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แพ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว คือให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศโฆษณาตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านทั้งสองสำนวนขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่ให้ยึด และหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 29937 ถึง 29939 และที่ดินโฉนดเลขที่ 38664 ถึง 38668 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 2 หลัง ตั้งอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เลขที่ 668/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 89.1 ตารางวา มีชื่อนางวิไลรัตน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นางวิไลรัตน์จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี ไว้กับนางพรผกา เมื่อครบกำหนดขายฝากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอน วันที่ 9 มิถุนายน 2543 นางพรผกาจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับนายเศรษฐนันท์ หลังจากนั้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 นายเศรษฐนันท์ จดทะเบียนแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกไปอีก 3 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 29937, 29938 และ 29939 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม 2545 นายเศรษฐนันท์จดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลง ดังกล่าวข้างต้นให้แก่ผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ผู้คัดค้านจดทะเบียนรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2134, 29937, 29938 และ 29939 รวม 4 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 และในวันเดียวกัน ผู้คัดค้านจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2134 ฉบับใหม่ออกไปอีก 8 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 29937, 29938, 29939, 38664, 38665, 38666, 38667 และ 38668 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงโดยสุจริตมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านชั้นสอบสวนของสำนักงาน ปปง. และในศาลชั้นต้นทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา ส่วนหนึ่งผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. เช่นกัน เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งเก้าแปลงซึ่งรับโอนมาจากนายเศรษฐนันท์ กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว แต่ในทางไต่สวนในส่วนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านคงอ้างเพียงเอกสารเป็นพยาน โดยมิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีข้อพิรุธ กล่าวคือ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า เงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 800,000 บาท เป็นการหักกลบลบหนี้ค่าจ้างทำฎีกา นั้น ตามคำร้องคัดค้านที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสำนักงาน ปปง. (สำนวนแรก) ผู้คัดค้านระบุว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 ผู้คัดค้านบังเอิญรู้จักกับนายเศรษฐนันท์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นประมาณสองเดือนนายเศรษฐนันท์มาว่าจ้างให้ผู้คัดค้านเป็นที่ปรึกษาให้แก่นายเศรษฐนันท์และหลานสาวกับให้ติดตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 800,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดนัดนายเศรษฐนันท์ไม่อาจรวบรวมเงินมาชำระได้ นายเศรษฐนันท์จึงเสนอขายที่ดินตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยยอมให้ผู้คัดค้านหักเงินค่าจ้างเหมาจ่ายจำนวน 800,000 บาท จึงเหลือราคาที่ดินที่จะต้องจ่ายอีกจำนวน 2,200,000 บาท ผู้คัดค้านรวบรวมเงินจากการขายวัวจำนวน 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท กู้ยืมจากเพื่อนและน้องสาว กับเงินสดส่วนตัว ซึ่งได้ชำระให้แก่นายเศรษฐนันท์หลังจากได้จดทะเบียนขายที่ดินแล้ว นั้น ปรากฏว่าสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1338/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ผู้คัดค้านอ้างว่านายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านติดตามนั้น คดีดังกล่าวศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้มีคำพิพากษาแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2545 ก่อนที่ผู้คัดค้านจะซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เป็นเวลากว่า 5 เดือน น่าเชื่อว่านางอ่วง จำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องว่าจ้างทนายความให้ดำเนินการใดอีก ข้อเท็จจริงเพิ่งปรากฏว่าผู้คัดค้านได้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 หลังจากที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินถึง 2 ปี เศษ โดยที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างลอย ๆ ว่านางอ่วงเป็นน้าสาวของนายเศรษฐนันท์ แต่ผู้คัดค้านมิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าเหตุใดนายเศรษฐนันท์ต้องว่าจ้างผู้คัดค้านให้จัดทำฎีกาให้แก่นางอ่วงในราคาค่าจ้างว่าความสูงถึงเพียงนั้น และยังเป็นการยอมให้หักกลบลบหนี้กันหรือถือเป็นการจ่ายค่าจ้างว่าความล่วงหน้านานถึง 2 ปี เศษ อันมีข้อพิรุธ ไม่สมด้วยเหตุผล ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านขายวัวของตนเองไป 95 ตัว เป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยมีนายแหวน นายวินัย และนายสุชาติ ได้เคยให้การไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการกู้ยืม โดยมีนายชัยฤทธิ์ นายสมชาย และนางอภิญา ได้เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปป.ง เช่นกัน นั้น ผู้คัดค้านก็มิได้นำพยานบุคคลดังกล่าวที่เคยให้ถ้อยคำไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. มาเป็นพยานเบิกความในชั้นศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานทางราชการว่า มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งเก้าแปลง ในราคาเพียง 1,500,000 บาท แต่ผู้คัดค้านอ้างว่า ซื้อที่ดินจากนายเศรษฐนันท์ในราคา 3,000,000 บาท โดยบางส่วนหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างจัดทำฎีกา และบางส่วนชำระเป็นเงินสด ซึ่งแตกต่างกัน ผู้คัดค้านก็มิได้จัดทำบันทึกให้นายเศรษฐนันท์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าได้รับเงินค่าที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ทั้งที่ผู้คัดค้านมีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งควรที่จะได้กระทำการรักษาประโยชน์ของตนโดยรอบคอบ เนื่องจากมูลค่าที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงและการชำระค่าที่ดินมีการชำระกันหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านเองก็ไม่มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าได้รับโอนที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของนางพรผกาว่า นายเศรษฐนันท์เคยให้เงิน 6,000,000 บาท แก่นางพรผกาเพื่อไปรับซื้อฝากที่ดินทั้งเก้าแปลง มีกำหนดหนึ่งปีจากนางวิไลรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม โดยนางพรผกาเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนายเศรษฐนันท์ หลังจากนางวิไลรัตน์ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดหนึ่งปี นางพรผกาจึงจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลง คืนให้แก่นายเศรษฐนันท์ และยังได้ความจากคำเบิกความของนางโสภาว่า นายเศรษฐนันท์ว่าจ้างให้นางโสภาและสามีช่วยดูแลบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าว โดยนายเศรษฐนันท์จะโอนเงินค่าจ้างให้แก่นางโสภาและสามีทางบัญชีเงินฝากของนางโสภา ปรากฏว่าในระหว่างปี 2545 ถึง 2547 นายเศรษฐนันท์ได้โอนเงินไปให้นางโสภาเป็นค่าว่าจ้างดูแลบ้านตามสำเนาสมุดคู่ฝาก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลังจากนายเศรษฐนันท์จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2545 แล้ว ผู้คัดค้านมิได้เข้าครอบครองเพื่อทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด แต่นายเศรษฐนันท์ให้ผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อมิให้ถูกติดตามยึดทรัพย์ได้ โดยนายเศรษฐนันท์ยังคงครอบครองที่ดินทั้งเก้าแปลง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้รับโอนที่ดินทั้งเก้าแปลงมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเศรษฐนันท์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เพราะผู้คัดค้านต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน จึงเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้รวมถึงหมวด 3 ว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งในมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินทั้งเก้าแปลงตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้คืนที่ดินทั้งเก้าแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้คัดค้านต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ข้างต้น เพราะพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ยกเว้นให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้รับการยกเว้นด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างส่งเอกสารเพิ่มเติม คือ สำเนาคำสั่งพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับคดีนี้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 59 วรรคหนึ่ง ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายอำนาจ ยืนยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7798/2560
#616587
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาฎีกาของผู้ร้องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียดซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจือ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก (มีพินัยกรรม) ของนางเจือ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจือ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายธงชัย ทนายความผู้จัดทำพินัยกรรม นายชลอ และนายณรงค์ศักดิ์ พยานในพินัยกรรมเบิกความยืนยันว่าในวันทำพินัยกรรม นางเจือมาที่สำนักงานของนายธงชัยเพียงผู้เดียวและถือโฉนดที่ดินมาด้วย ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่านางเจือได้ไปทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2541 ที่สำนักงานของนายธงชัยจริงแต่เพียงผู้เดียว โดยนายสนั่นไม่ได้รับรู้ด้วยแต่อย่างใด ส่วนลายพิมพ์นิ้วมือของนางเจือในพินัยกรรมที่เป็นข้างขวาก็มิใช่ข้อพิรุธ เนื่องจากโดยปกติบุคคลทั่วไปโดยส่วนใหญ่จะถนัดข้างขวาอยู่แล้ว และสำหรับการทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดินกลับปรากฏว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายของนางเจือก็มิใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากอาจจะเป็นระเบียบของสำนักงานที่ดินที่จะมีตรายางประจำไว้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเขียนได้จะต้องใช้ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินในส่วนของนางเจือนั้นเดิมแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7422 ซึ่งเป็นของนายฟื้น สามีของนางเจือ ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว จึงถือว่านางเจือได้รับมรดกมาจากนายฟื้นและทายาททุกคนซึ่งรวมถึงผู้ร้องและนายสนั่นต่างได้รับมรดกเป็นที่ดินของนายฟื้นทุกคนแล้ว ส่วนนางเจือมีเพียงที่ดินโฉนดเลขที่ 264626 ที่มีชื่อร่วมกับนายสนั่นเท่านั้นและข้อเท็จจริงยังปรากฏด้วยว่านายสนั่นเป็นบุตรชายคนเล็กสุดของนางเจือและอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับนางเจือทั้งยังเป็นผู้ดูแลนางเจือมาตลอดจนกระทั่งนางเจือถึงแก่ความตาย จึงน่าเชื่อว่านางเจือน่าจะยกที่ดินให้แก่นายสนั่นเพียงผู้เดียว นายสนั่นจึงเป็นทายาทตามพินัยกรรมทรัพย์มรดกของนางเจือแต่เมื่อภายหลังนายสนั่นถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นจึงตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและบุตรของนายสนั่นกับผู้คัดค้านทั้งสองคนจึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจือ ส่วนผู้ร้องมิใช่ทายาทตามพินัยกรรมผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องจัดการมรดก จึงมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายธงชัย นายชลอ และนายณรงค์ศักดิ์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่านางเจือทำพินัยกรรมด้วยตนเองจริง พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา เห็นว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ขณะทำพินัยกรรม นางเจือมีอายุ 84 ปี อยู่ในช่วงชราภาพ ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถไปไหนมาไหนแต่เพียงลำพัง จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางเจือจะเดินทางไปที่สำนักงานของนายธงชัยแต่เพียงลำพัง คำเบิกความของนายธงชัย นายชลอ และนายณรงค์ศักดิ์มีข้อพิรุธขัดแย้งกันเอง จึงรับฟังไม่ได้ว่านางเจือได้ทำพินัยกรรมจริงนั้น เนื้อหาฎีกาของผู้ร้องดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียดซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิเชียร รอดเพราะทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางยุภาพร รอดเพราะทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2560
#617850
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยอ้างเหตุโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่อง อ. เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอายจึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2526 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 29/1 ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต และบ้านเลขที่ 59/9 ซึ่งประกอบกิจการชื่อร้านขนมจีน ข.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการของครอบครัว โดยโจทก์ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต ส่วนจำเลยประกอบกิจการร้านขนมจีน ข. แต่ยังคงประกอบกิจการร่วมกันและไปมาหาสู่กัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยก็ยังคงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนโดยฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่องนางอุมา เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอาย จึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่แยกกันอยู่เพราะมีเหตุผลที่โจทก์ยกย่องนางอุมาเป็นภริยาทำให้จำเลยอับอาย จึงมิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศเอก (พิเศษ) อ.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) — นายธีรวัฒน์ แก่นเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7789/2560
#616593
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเอง และปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา ที่ดินทั้งสองแปลงย่อมเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) เมื่อจำเลยที่ 1 นำที่ดินสินสมรสไปขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) และจำเลยที่ 2 ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม การขายฝากนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19654 และ 2508 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์และห้ามเกี่ยวข้องหรือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ใหม่ โดยแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ยกอุทธรณ์ของโจทก์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19654 และ 2508 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยทั้งสองเสีย ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้แก่โจทก์ และห้ามจำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างสมรสมีทรัพย์สินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 19654 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 19654 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 8 มีนาคม 2554 จดทะเบียนขยายระยะเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 1 ปี และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 อีก ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และ 19654 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากไว้โดยสุจริตหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 นำสินสมรสไปขายฝากหลายรายการ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โดยไม่ได้บันทึกเรื่องทรัพย์สินไว้เพราะยังไม่ทราบรายละเอียด ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 โจทก์ประสงค์จะแบ่งสินสมรสจึงทราบว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝาก ขณะทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นพนักงานที่ดินอยู่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน นายภูษิต เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน เบิกความว่า การทำสัญญาขายฝากครั้งนี้ คู่สมรสของผู้ขายฝากไม่ได้ให้ถ้อยคำยินยอมโดยผู้ซื้อฝากทราบว่าผู้ขายฝากมีคู่สมรสและคู่สมรสไม่ได้มาให้ความยินยอม ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีอาชีพรับซื้อฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 นำที่ดินมาขายฝาก 9 แปลง จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 แต่สอบถามจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาเอง โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ตามบันทึกด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อให้ถ้อยคำไว้เองว่า การจดทะเบียนนิติกรรมรายนี้คู่สมรสของฝ่ายผู้ขายฝากไม่ได้ให้ถ้อยคำยินยอม การจดทะเบียนนิติกรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน และอาจเกิดผลเสียหายได้ ข้าพเจ้าทั้งสองฝ่ายยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนได้ หากเกิดการเสียหายขึ้นภายหลัง ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้นไม่เกี่ยวแก่พนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาขายฝากฉบับที่จำเลยที่ 2 เก็บรักษาไว้ตามเอกสารแนบท้ายฎีกา ไม่มีข้อความเกี่ยวกับการให้ความยินยอมของคู่สมรสเหมือนกับที่ปรากฏในเอกสารสำเนาสัญญาขายฝาก ซึ่งเมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาขายฝาก เป็นฉบับที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองความถูกต้องแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวหรือปฏิเสธว่า ลายมือชื่อที่ลงรับทราบข้อความดังกล่าวในช่องผู้รับซื้อฝากมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับเองว่า ทราบว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 แสดงว่าขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งสองแปลงมาขายฝาก จำเลยที่ 2 อ้างต่อสู้เพียงว่า สอบถามจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 บอกว่าซื้อเอง โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี แม้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเองและปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา ที่ดินทั้งสองแปลงย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อจำเลยที่ 1 นำที่ดินสินสมรสไปขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) และจำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1476 (1) ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น — นางสาวดวงรักษ์ ตรงเมธีรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2560
#622097
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทรวม 6 แปลง เป็นการยึดเกินกว่าหนี้ที่มีอยู่ย่อมเป็นการไม่ชอบ ขอให้ถอนการยึด จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาและไม่มีการเจรจาตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ก่อน ขอให้ถอนการยึด ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ให้บังคับคดีต่อไป และวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลและเป็นการยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า เห็นสมควรให้วางเงินต่อศาลคนละ 5,000,000 บาท เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่า การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวไม่มีมูลและเป็นการยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า เวลาผ่านไป 7 ปี โจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากการขายที่ดิน ทำให้ไม่อาจนำเงินไปลงทุนหากำไร นำไปฝากหรือให้กู้ยืมได้ดอกเบี้ย ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,590,000 บาท ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่า ยกหรือยืนหรือกลับหรือแก้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แต่ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในส่วนนี้ว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหก (เดิม) แต่แรก และเพิ่งจะมาใช้สิทธิตามมาตรา 296 วรรคหก (เดิม) ภายหลัง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ชอบแล้ว พอแปลได้ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ กรณีถือว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ผิดหลงเล็กน้อยหรือผิดพลาดเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และการยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าว ไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองและวรรคหก (เดิม) ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) เพราะคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คัดค้านการขายทอดตลาด แม้จำเลยทั้งสี่จะเคยยื่นคัดค้านการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ก็ไม่ได้ร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 30 วัน ดังนั้น หากโจทก์เห็นว่ามีความเสียหายก็ชอบที่โจทก์จะไปยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 และ 11358 จากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นจำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 กึ่งหนึ่ง พร้อมอาคารเลขที่ 80 เฉพาะบนที่ดินหนึ่งในสี่ หุ้นที่ผู้ตายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ต. จำเลยที่ 2 จำนวน 37.8 หุ้น และหุ้นในบริษัท ร. จำเลยที่ 4 จำนวน 3 หุ้น แก่โจทก์ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้นำทรัพย์ทั้งหมดดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 และอาคารเลขที่ 80 บนที่ดินในส่วนของโจทก์ เป็นเงิน 12,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์ต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะแบ่งที่ดินและอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ ยกคำร้องสอด ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้ร้องสอดในศาลชั้นต้นเป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 พร้อมอาคารเลขที่ 80 และที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมอีก 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 238924, 163124, 170721, 24279, 24280 และ 139522

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ขอให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 238924, 163124, 170721, 24279, 24280 และ 139522 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ขอให้ถอนการยึดและงดการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 และ 12806

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีที่ดินทั้ง 8 แปลง ต่อไป และการยื่นคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีพยานหลักฐานแสดงว่าไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้า เห็นสมควรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 วางเงินต่อศาลคนละ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท ตามลำดับ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ลงวันที่ 8 เมษายน 2558

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 เมษายน 2558 ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 4,590,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2558

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 11 กันยายน 2558

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามฉบับแล้ว พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความสำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดในส่วนอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียม (ค่าทนายความ 3,000 บาท) ซึ่งต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และ 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำเงินค่าทนายความ 3,000 บาท มาวางศาลพร้อมฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนนี้มาย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีสำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 นั้น เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ไม่วางเงินค่าธรรมเนียม (ค่าทนายความ 3,000 บาท) ซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณา เพราะไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดที่ดินและงดการบังคับคดีตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 แล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,590,000 บาท หรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่า ยกหรือยืนหรือกลับหรือแก้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แต่ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในส่วนนี้ว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหก (เดิม) แต่แรก และเพิ่งจะมาใช้สิทธิตามมาตรา 296 วรรคหก (เดิม) ภายหลัง... ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ดังนี้พอแปลได้ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ กรณีถือว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ผิดหลงเล็กน้อยหรือผิดพลาดเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ในส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น ตามคำร้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุการยื่นคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เห็นว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และวรรคหก (เดิม) ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เพราะคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 มิใช่คัดค้านการขายทอดตลาด แม้จำเลยทั้งสี่จะเคยยื่นคัดค้านการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15794/2557 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2557 โจทก์ก็มิได้ร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 30 วัน ดังนั้น หากโจทก์เห็นว่ามีความเสียหายก็ชอบที่โจทก์ไปยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีใหม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2558 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้จำหน่ายฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และพิพากษายืน สำหรับฎีกาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง ม. 242 ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคหก (เดิม) ม. 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
นาง ช. โดยนาง ส. ผู้อนุบาล
โจทก์ — และนาง ร. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้องขัดทรัพย์ — นาง อ.
นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ.
จำเลย — และในฐานะส่วนตัว กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางชริยา เด่นนินนาท
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7787/2560
#619407
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องขอขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้ผู้ร้องขัดทรัพย์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา ผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียม (ค่าทนายความดังกล่าว) ซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 และประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินค่าทนายความ 3,000 บาท มาวางศาลพร้อมฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 และ 11358 จากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 กึ่งหนึ่ง พร้อมอาคารเลขที่ 80 เฉพาะบนที่ดินหนึ่งในสี่ หุ้นที่ผู้ตายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 37.8 หุ้น และหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 4 จำนวน 3 หุ้น แก่โจทก์ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์ทั้งหมดดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์ของโจทก์เป็นเงิน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์ต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะแบ่งที่ดินและอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ ยกคำร้องสอด ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้ร้องสอดในศาลชั้นต้นเป็นพับและค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11358 พร้อมอาคารเลขที่ 80 และที่ดินโฉนดเลขที่ 12806 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมอีก 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 238924, 163124, 170721, 24279, 24280 และ 139522

ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องขอขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้ผู้ร้องขัดทรัพย์ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ)

ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องขัดทรัพย์ใช้ค่าทนายความ 3,000 บาท แทนโจทก์ เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา ผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียม (ค่าทนายความดังกล่าว) ซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 และประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินค่าทนายความ 3,000 บาท มาวางศาลพร้อมฎีกาจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาผู้ร้องขัดทรัพย์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา (ที่ชำระมาเพียง 200 บาท) ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 247
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
นางชมา ชเนศร์ โดยนางสรัสวดี หังสสูต ผู้อนุบาล
โจทก์ — และนางสุรัชนี วัฒนะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้องขัดทรัพย์ — นางอุไรศรี งามเจริญ
นายศรัณยู ชเนศร์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายพูลชัย ชเนศร์ และในฐานะส่วนตัว กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางอุไรศรี งามเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุรางค์รัตน์ โอฬารสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7782/2560
#616686
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงการหย่าและการจัดการแบ่งทรัพย์สินตามสัญญา ข้อ 2.3 ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา ข้อ 2.3 ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา ข้อ 2.1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัท ท. จำกัด ตามสัญญา ข้อ 2.5 และไม่เข้าทำงานที่คลินิกของจำเลยโดยนัดคนไข้ไปรับการรักษาต่อที่คลินิกของโจทก์ ตามสัญญา ข้อ 5 ซึ่งตามสัญญา ข้อ 5 ระบุว่า โจทก์จะเข้าทำงานด้านทันตกรรม (งานจัดฟัน) ในคลินิกของจำเลยเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันทำบันทึกข้อตกลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์นัดคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) ของจำเลยไปรับการรักษาต่อที่คลินิกของโจทก์จริง จำนวนคนไข้ที่จะรับการรักษาต่อก็ไม่มีหรือมีน้อยลง ทำให้โจทก์ไม่ต้องมาทำงานหรือทำงานน้อยลงจากที่กำหนดในสัญญา ย่อมทำให้ส่วนแบ่งรายได้ด้านทันตกรรม (งานจัดฟัน) ของจำเลยย่อมลดลง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยมีรายได้จากส่วนแบ่งตามสัญญา ข้อ 5 น้อยลงหรือไม่ได้เลยหากไม่มีคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) มาใช้บริการต่อที่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้จึงมีมูลแห่งคดีเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมว่าฝ่ายใดผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงการหย่าและจัดการแบ่งทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แม้การกระทำละเมิดมิใช่คดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัวก็ตาม แต่มูลความแห่งคดีเรื่องละเมิดเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกับฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา ข้อ 5 จำเลยจึงฟ้องแย้งในส่วนละเมิดนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5927 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 132 ตารางวา พร้อมอาคารเลขที่ 583 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ โดยชำระค่าธรรมเนียม ภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนดังกล่าวกึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าธรรมเนียมภาษีและค่าใช้จ่าย นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินแทนไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินคืนให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47204 ตำบลศาลาธรรมสพน์ (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 62 ตารางวา พร้อมบ้านเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้จำเลย และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีกึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ชำระค่าเก้าอี้ทันตกรรมกับเครื่องปั๊มลมสำหรับทันตกรรมแบบไม่ใช้น้ำมันแก่จำเลยเป็นเงิน 890,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,890,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5927 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารเลขที่ 583 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ พร้อมชำระค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก คือค่าธรรมเนียม) ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 47204 ตำบลศาลาธรรมสพน์ (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยพร้อมชำระค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษีกึ่งหนึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขอตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เดิมโจทก์มีชื่อตัวว่า ห. จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 วันที่ 13 มกราคม 2552 โจทก์เปลี่ยนชื่อตัวเป็น ท. จำเลยเดิมชื่อตัวว่า ก. ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เปลี่ยนชื่อตัวเป็น ธ. และเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 ได้เปลี่ยนชื่อตัวกลับมาใช้ชื่อตัวเดิมคือ ก. โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพทันตแพทย์ โดยโจทก์เป็นทันตแพทย์จัดฟัน ส่วนจำเลยเป็นทันตแพทย์ทั่วไป เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 โจทก์และจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัท ท. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้บริการรักษาทางทันตกรรมโดยร่วมกันตั้งคลินิก ท. ที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นแห่งแรก หลังจากนั้นประมาณ 1 ถึง 2 ปี เปิดสาขาห่างจากคลินิกแห่งแรกประมาณ 300 เมตร ชื่อคลินิก ท. เป็นสถานประกอบการ มีจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลที่คลินิก ท. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 28 กรกฎาคม 2549 บริษัท ท. ได้ซื้อเก้าอี้ทันตกรรม ยี่ห้อกัลลิเวอร์มิลเลนเนียม 3 ตัว ราคาตัวละ 800,000 บาท และเครื่องปั๊มลมสำหรับทันตกรรมแบบไม่ใช้น้ำมัน 2 ชุด ราคาชุดละ 90,000 บาท 1 ตัว และเครื่องปั๊มลม 1 ชุด ที่พิพาทกันในคดีนี้รวมอยู่ในเก้าอี้ทันตกรรมและเครื่องปั๊มลมที่ซื้อมาดังกล่าว หลังจากเปิดคลินิก ท. ได้ 1 ปี ก็ปิดคลินิก ท. ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2552 โจทก์และจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้บริการรักษาทันตกรรมโดยร่วมกันตั้งคลินิก อ. เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร มีโจทก์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการที่สถานพยาบาลคลินิก อ. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 และวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ทนายความของจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์อ้างว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น จำเลยประสงค์จะหย่าและแบ่งทรัพย์สิน วันที่ 21 ตุลาคม 2554 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน ใบสำคัญการหย่า และสำเนาทะเบียนการหย่า โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน ตามบันทึกตกลงการหย่าและจัดการแบ่งทรัพย์สิน โดยสัญญาข้อ 5 ที่ว่าโจทก์จะไปทำงานที่คลินิก ท. เกิดจากโจทก์เป็นผู้เสนอเพื่อเป็นการต่อรองในการให้โจทก์ได้คลินิก อ. และไม่ต้องชำระเงินบางส่วนที่จำเลยเรียกร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5927 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารเลขที่ 583 ส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47204 อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านที่เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลย คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการที่โจทก์นัดคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) ของคลินิก ท. ของจำเลยให้ไปรับการรักษาต่อที่คลินิก อ. ของโจทก์เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ และชอบที่จะเสนอฟ้องแย้งส่วนนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงการหย่าและการจัดการแบ่งทรัพย์สินตามสำเนาที่แนบมาพร้อมฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องโดยไม่ยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาข้อ 2.3 ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาข้อ 2.3 ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาข้อ 2.1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัท ท. คือ เก้าอี้ทันตกรรม ยี่ห้อกัลลิเวอร์มิลเลนเนียม 1 ตัว และเครื่องปั๊มลมสำหรับทันตกรรมแบบไม่ใช้น้ำมัน 1 ชุด ตามสัญญาข้อ 2.5 และไม่เข้าทำงานที่คลินิก ท. ของจำเลยโดยนัดคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) ไปรับการรักษาต่อที่คลินิก อ. ของโจทก์ ตามสัญญาข้อ 5 ทำให้จำเลยขาดส่วนแบ่งรายได้จากคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) เห็นว่า ตามสัญญาข้อ 5 ระบุว่า โจทก์จะเข้าทำงานด้านทันตกรรม (งานจัดฟัน) ในคลินิก ท. ของจำเลยเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันทำบันทึกข้อตกลงตามที่กำหนดโดยบริษัท ท. อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติเช่นเดียวกับก่อนที่จะมีการหย่าและตกลงแบ่งรายได้ 3 ใน 10 ส่วน ให้แก่คลินิก ท. และเมื่อรายได้ 2 ใน 10 ส่วนที่โจทก์ได้รับจาก 7 ใน 10 ส่วน มีจำนวนครบ 1,000,000 บาท โจทก์จะแบ่งรายได้จากเดิมเป็น 5 ใน 10 ส่วนจนครบกำหนดเวลา ดังนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์นัดคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) ของจำเลยให้ไปรับการรักษาต่อที่คลินิก อ. ของโจทก์จริง จำนวนคนไข้ที่จะรับการรักษาต่อก็ไม่มีหรือมีน้อยลงทำให้โจทก์ไม่ต้องมาทำงานหรือทำงานน้อยลงจากที่กำหนดในสัญญา ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าส่วนแบ่งรายได้ด้านทันตกรรม (งานจัดฟัน) ของจำเลยย่อมลดลง จึงเป็นการที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยมีรายได้จากส่วนแบ่งตามสัญญาข้อ 5 น้อยลงหรือไม่ได้เลยหากไม่มีคนไข้ทันตกรรม (งานจัดฟัน) ที่มาใช้บริการต่อทำให้จำเลยเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้จึงมีมูลแห่งคดีเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมว่า ฝ่ายใดผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงการหย่าและจัดการแบ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม แม้การกระทำละเมิดมิใช่คดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัวก็ตาม แต่มูลความแห่งคดีเรื่องละเมิดเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกับฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาข้อ 5 กรณีต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 จำเลยจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องแย้งในส่วนละเมิดต่อศาลชั้นต้นได้ ฎีกาของจำเลยประการแรกฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลย 1,577,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 27 ธันวาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนค่าเสียหายเท่าที่จำเลยชนะคดีในส่วนนี้แทนจำเลยทั้งสามศาล โดยกำหนด ค่าทนายความในส่วนนี้ทั้งสามศาล 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวดนยา ตังธนกานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7777/2560
#617844
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฉบับที่สองของจำเลยโดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาทกับให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์พร้อมขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วนจำนวน 20,000 บาท แล้วยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและกำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ส่วนที่เหลือมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่งหากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วนจำนวน 50,000 บาท มาวางศาลและขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2559 เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลืออีก

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฉบับที่สองของจำเลยโดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นขั้นตอนเกี่ยวกับการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั่นเอง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย เนื่องจากเป็นการขออนุญาตยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงไม่มีค่าขึ้นศาลที่จะสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156/1 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็ม ที โฮม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7765/2560
#616682
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดว่า จำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ( น.ส. 3 ) เลขที่ 313 จำนวน 20 ไร่ ของโจทก์กับพวกโดยไม่มีสิทธิ ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 นอกจากจะขอให้จำเลยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 313 ให้โจทก์แล้วยังขอให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ด้วย การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ในเรื่องการได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างใด และศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการสืบพยานตามข้อต่อสู้ของรูปคดี หาใช่เป็นการสืบพยานหรือรับฟังพยานนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 หมู่ที่ 3 (5) ตำบลขอนหาด (ท่าเสม็ด) อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช คืนแก่โจทก์และให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินแก่โจทก์โดยสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยใช้เงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์หยุดการกระทำการใดที่เป็นการคัดค้านการขอแบ่งการได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา 1367 เฉพาะส่วนที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์หยุดกระทำการใดที่เป็นการคัดค้านการขอแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 หมู่ที่ 3 (5) ตำบลขอนหาด (ท่าเสม็ด) อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เฉพาะส่วนเนื้อที่ 20 ไร่ ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนของคำฟ้องและฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 หมู่ที่ 3 (5) ตำบลขอนหาด (ท่าเสม็ด) อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ 170 ไร่ มีชื่อโจทก์กับพี่น้องรวม 5 คน เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง จำเลยได้เข้าไปครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองประโยชน์ดังกล่าวเนื้อที่ 20 ไร่ ต่อจากนายผ่อง สามีจำเลย และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 อยู่ในความครอบครองของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 ซึ่งจำเลยยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายคืนให้โจทก์ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดว่า จำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 313 จำนวน 20 ไร่ ของโจทก์กับพวกโดยไม่มีสิทธิ ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 นอกจากจะขอให้จำเลยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 313 ให้โจทก์แล้วยังขอให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ในเรื่องการได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่า มีที่มาที่ไปเป็นอย่างใด และศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการสืบพยานตามข้อโต้แย้งของรูปคดี หาใช่เป็นการสืบพยานหรือรับฟังพยานนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์อ้างไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นอื่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ แก้วน้อย
จำเลย — นางแดง สุขสม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุเนติ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7758 -ที่ 7759/2560
#619414
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เดือน และลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามมาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี หากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลาให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัสและมีผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินสองปีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินกำหนดที่ว่า ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีเจตนาร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้มาโดยไม่มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาทำความเห็นแย้งหรือรับรองให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 59, 80, 83, 90, 91, 288, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 216/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกัญญ์วรา มารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของนายศุภกิตติ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาวกัญญ์วรายื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ชดใช้ค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลรวม 1,000,000 บาท ต่อมาขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ต่อมาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การในส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่า มิได้ทำละเมิดต่อผู้ร้อง ไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ให้การในส่วนแพ่งว่า ผู้ร้องมิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีอายุระหว่าง 15 ปีเศษ ถึง 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 20 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 9 เดือน 10 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี นับแต่วันพิพากษา โดยให้หักวันควบคุมให้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 อายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลา ให้ส่งไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ส่วนจำเลยที่ 13 ปัจจุบันอายุ 18 ปีเศษ และถูกพิพากษาจำคุกในคดีอื่น ดังนั้น การเปลี่ยนโทษและการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 จึงไม่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 13 ให้นับระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากระยะเวลาฝึกอบรมในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2558 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 118,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 358 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีผู้ได้รับอันตรายแก่กาย และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 คนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 12 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดระยะเวลาดังกล่าว โดยกำหนดให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งในปีแรก 4 เดือนต่อครั้ง ในปีที่ 2 และ 6 เดือนต่อครั้ง ในปีที่ 3 กำหนดเงื่อนไขสำคัญคือให้เรียนให้จบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงตามที่กำลังศึกษาอยู่ขณะกระทำความผิดและขณะที่อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้นำหลักฐานการเรียนหรือหลักฐานการประกอบอาชีพที่เป็นกิจจะลักษณะมาแสดงต่อพนักงานคุมประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 และผู้ปกครองเข้ารับการอบรมทักษะการอมรมดูแลบุตรวัยรุ่น ให้พนักงานคุมประพฤติจัดให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ไปรับการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพเชิงบวก ทักษะการใช้ชีวิตและสังคมและรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ในเรื่องที่เป็นผลต่อเนื่องจากกรณีนักศึกษาต่างสถาบันตีกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 เห็นสมควร ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด และให้พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นทราบความคืบหน้าการปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นระยะ หากครบกำหนด 3 ปีที่รอการลงโทษแต่จำเลยคนใดยังเรียนไม่จบการศึกษาตามเงื่อนไข ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนและยกคำขอให้นับระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่จำเลยที่ 4 กับพวกซึ่งเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์รอรถยนต์โดยสารอยู่ที่ศาลาพักผู้โดยสารใกล้สัญญาณไฟจราจรสามแยกบางปะกงนอก นายสมชาย ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10 - 3716 ชลบุรี มาถึงศาลาพักผู้โดยสารมีผู้โดยสารคือนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกประมาณ 20 คน กับนักศึกษาโรงเรียนสุขบทและประชาชนทั่วไปรวมประมาณ 50 คน ทั้งยืนและนั่งเต็มคันรถได้ชะลอรถเพื่อจอดก็มีจำเลยที่ 4 กับพวกกรูกันไปที่รถยนต์โดยสาร จำเลยที่ 4 ได้ชกนายเจษฎางค์ นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกซึ่งยืนอยู่บนรถยนต์โดยสารแล้วจำเลยที่ 4 จะขึ้นไปบนรถก็ถูกนายเจษฎางค์ถีบจำเลยที่ 4 ไม่ให้ขึ้นรถ นายสมชายจึงขับรถยนต์โดยสารออกไปโดยไม่จอด นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไปประมาณ 10 กว่าคัน เมื่อรถยนต์โดยสารวิ่งไปถึงวัดใหม่สงเคราะห์ราษฎร์หรือวัดผีขุด มีกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ขับรถจักรยานยนต์มีคนนั่งซ้อนท้าย 2 ถึง 3 คน ตามมาสมทบอีกประมาณ 5 ถึง 6 คัน และก่อนที่รถยนต์โดยสารจะวิ่งไปถึงฝั่งตรงข้ามป้อมตำรวจ นายสุรศักดิ์ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ประกบด้านข้างได้โยนไม้ใส่ใต้ท้องรถยนต์โดยสารถูกหม้อน้ำแตกกับใช้มีดดาบฟันกระจกด้านข้างคนขับแตกและใช้มีดฟันยางรถยนต์จนยางแตก และมีคนร้ายที่ไม่ได้แต่งกายนักศึกษาสวมหมวกนิรภัยซึ่งซ้อนรถจักรยานยนต์ได้ชูอาวุธปืนและมีเสียงปืนดัง 1 นัด กระสุนปืนถูกกระจกรถยนต์โดยสารทางด้านหลังแตกแต่ไม่ทะลุตามผลการตรวจวิถีกระสุน รถยนต์โดยสารวิ่งไปเครื่องดับและหยุดอยู่ตรงข้ามป้อมยามตำรวจ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์เข้าไปทำร้ายผู้โดยสารและทำลายรถยนต์โดยสาร เจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ป้อมตำรวจเข้ามาห้ามนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์จึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ระหว่างทางที่นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ขับรถจักรยานยนต์มานั้นได้ใช้ก้อนหินและสิ่งของขว้างใส่รถยนต์โดยสารเป็นระยะ ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากขวาบนขนาด 10 เซนติเมตร เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบเลือดออกชั้นเยื่อหุ้มสมองใต้สมอง และมีกระโหลกแตก ต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่คิ้วด้านซ้ายเป็นแผลเย็บ 4 เข็ม ผู้ร้องได้รับค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 88,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 และที่ 12 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และในส่วนคดีแพ่งสำหรับจำเลยที่ 13 ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องและจำเลยที่ 13 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 13 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เดือน และลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามมาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 11 ปี 1 เดือน 10 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 5 ปี หากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังฝึกอบรมไม่ครบตามกำหนดเวลาให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนดตามระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัสและมีผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินสองปีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 ไม่เกินกำหนดที่ว่าต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีเจตนาร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้มาโดยไม่มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาทำความเห็นแย้งหรือรับรองให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 คงมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 13 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงไม่ใช่จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 13 ไม่ได้ร่วมมีและพาอาวุธปืน เหตุคดีนี้เกิดขึ้นกะทันหันไม่มีการคบคิดมาก่อนดังที่วินิจฉัยมาในปัญหาประการแรก โดยต่างคนต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามรถยนต์โดยสารและใช้ก้อนหินขว้างใส่รถยนต์โดยสารเป็นระยะจนกระจกรถยนต์โดยสารแตก ก้อนหินไปถูกผู้โดยสาร โจทก์คงมีนางสมคิด พนักงานเก็บค่าโดยสารเพียงปากเดียวที่เห็นจำเลยที่ 13 ใช้ก้อนหินขว้างใส่รถยนต์โดยสารตอนที่รถยนต์โดยสารเครื่องดับ แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าก้อนหินที่จำเลยที่ 13 ขว้างนั้นมีขนาดเท่าใดและทะลุเข้าไปในรถโดยสารหรือไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 13 จึงไม่ใช่การไตร่ตรองไว้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 13 มีเจตนาฆ่าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้ง นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 13 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในปัญหาประการที่สองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 13 ประการที่สองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 75 ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 289 (4) ม. 295 ม. 297 (8)
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวไพพร อัมพรกลิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7730/2560
#622104
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยที่ พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนมิใช่ฟ้องเรียกในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 การเรียกร้องในกรณีนี้เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

เหตุที่กระทรวงการคลังและโจทก์มีระเบียบให้โจทก์จ่ายภาษีเงินได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานก็เพื่อบรรเทาภาระที่จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนนี้ ประกอบกับโจทก์ได้หารือไปยังกรมสรรพากรแล้วก็ได้รับคำยืนยันว่าจำเลยไม่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว หากจำเลยไม่ต้องรับภาระจ่ายเงินภาษีเงินได้จำนวนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ลักษณะการจ่ายเงินเช่นนี้มิใช่เพื่อจูงใจให้จำเลยลาออกเพราะจำเลยมีผลประโยชน์ในส่วนอื่นที่จะได้รับจากการลาออกอยู่แล้ว เงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้จำเลยกับเงินภาษีเงินได้ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรคืนให้จำเลยจึงเป็นเงินประเภทเดียวกันซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับซ้ำซ้อนกันถึงสองครั้ง จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยโจทก์มีสิทธิคิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทวงถาม มิใช่ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากก่อนทวงถามยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,553,763.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,382,216.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า จำเลยเคยเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้บริหารส่วน กลุ่มตรวจสอบพิเศษ ฝ่ายตรวจสอบ 1 สายกำกับสถาบันการเงิน และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ปี 2544 โจทก์เคยจัดให้มีโครงการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันสำหรับปี 2545 และ 2546 หลังจากนั้นคณะกรรมการโจทก์โดยความเห็นชอบในที่ประชุมว่าควรมีโครงการดังกล่าวในปี 2550 จำเลยมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดในโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จำเลยจึงยื่นใบลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 โจทก์อนุญาตตามที่ขอมีผลให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งหน้าที่พนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ต่อมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ได้จ่ายเงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ ผลประโยชน์เงินประเดิม ผลประโยชน์เงินสะสมและผลประโยชน์เงินสมทบ รวมเป็นเงิน 11,615,720.13 บาท ให้แก่จำเลย โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด คำนวณภาษี หัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของเงินกองทุนดังกล่าวและนำส่งกรมสรรพากรเป็นเงิน 1,382,216.99 บาท ซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรก คงเหลือเงินหลังหักภาษีจำนวนเงิน 10,233,503.14 บาท โจทก์จ่ายเงินภาษีเงินได้ทอดแรกจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลย 1,382,216.99 บาท กับเงินเพิ่มพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามโครงการ 3,777,520 บาท ตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) รวมเป็นเงินทั้งหมดที่จำเลยได้รับในปี 2550 จำนวน 15,206,531.52 บาท หักค่าใช้จ่ายตามประมวลรัษฎากร 7,715,265.76 บาท คงเหลือเงินได้พึงประเมิน 7,491,265.76 บาท คิดเป็นภาษีทั้งสิ้น 2,336,768.33 บาท จำเลยถูกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว หักภาษีนำส่งกรมสรรพากรแล้ว 1,382,216.99 บาท คงเหลือภาษีที่จำเลยต้องชำระอีก 954,551.34 บาท โจทก์หักภาษีส่วนที่จำเลยต้องชำระอีกดังกล่าวส่งกรมสรรพากร คงเหลือเงินที่จำเลยได้รับ 4,205,185.65 บาท โจทก์จ่ายให้จำเลยโดยโอนเข้าบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ของจำเลยแล้ว จำเลยได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางให้คืนเงินภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2555 โดยมีคำวินิจฉัยว่าถือได้ว่าจำเลย (โจทก์ในคดีดังกล่าว) ออกจากงานเพราะสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อขณะออกจากงานจำเลยมีอายุ 57 ปี และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินได้ที่จำเลยได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กรมสรรพากรคืนเงิน 1,382,216.99 บาท ให้จำเลย เหตุที่โจทก์จ่ายเงินภาษีเงินได้ทอดแรกของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยนั้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 โจทก์มีหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรว่าพนักงานที่ออกจากงานก่อนเกษียณอายุตามโครงการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินดังกล่าวหรือไม่ กรมสรรพากรแจ้งว่าไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรก 1,382,216.99 บาท พร้อมดอกเบี้ย ไปยังจำเลย โดยให้ชำระคืนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2556 ครบกำหนดวันที่ 1 กันยายน 2556 จำเลยเพิกเฉย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เงินที่จำเลยฟ้องเรียกคืนจากกรมสรรพากรคือเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ได้คำนวณเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร 1,382,216.99 บาท ส่วนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยนั้นเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานเข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร ถือเป็นเงินได้ของจำเลยซึ่งโจทก์ได้คำนวณเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก่อนโอนเข้าบัญชีของจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ตั้งประเด็นมาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกในฐานติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ มิใช่ฐานลาภมิควรได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามที่จำเลยอ้างต่อสู้ และจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงิน 1,382,216.99 บาท โดยอาศัยระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย และเป็นการจ่ายเงินให้จำเลยตามอำเภอใจและเด็ดขาดไปแล้วซึ่งรู้ว่าจ่ายให้ใคร เท่าไร และเมื่อไร มิใช่เรื่องการเรียกทรัพย์คืนแต่เป็นเรื่องลาภมิควรได้ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 เมื่อโจทก์ทราบเรื่องว่าเงินที่จำเลยได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นการเสียภาษีหรือไม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ต้องฟ้องภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 หรืออย่างช้าควรใช้สิทธินับแต่วันที่จำเลยนำคำสั่งเรียกพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ต้องฟ้องภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เงิน 1,382,216.99 บาท เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจึงมิใช่ฟ้องเรียกในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ดังที่จำเลยอ้าง การเรียกร้องเงินที่โจทก์จ่ายไปในกรณีนี้เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่กระทรวงการคลังและโจทก์มีระเบียบให้โจทก์จ่ายภาษีเงินได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานก็เพื่อบรรเทาภาระที่จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนนี้ ประกอบกับโจทก์ได้หารือไปยังกรมสรรพากรแล้วก็ได้รับคำยืนยันว่าจำเลยไม่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวหากจำเลยไม่ต้องรับภาระจ่ายภาษีเงินได้จำนวนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ลักษณะการจ่ายเงินเช่นนี้มิใช่เพื่อจูงใจให้จำเลยลาออกเพราะจำเลยมีผลประโยชน์ในส่วนอื่นที่จะได้รับจากการลาออกถึงสิบห้าล้านบาทเศษอยู่แล้ว เงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้จำเลยกับเงินภาษีเงินได้ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรคืนให้จำเลยจึงเป็นเงินประเภทเดียวกันซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับซ้ำซ้อนกันถึงสองครั้ง จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยโจทก์มีสิทธิคิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทวงถาม มิใช่ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่โจทก์ขอ เนื่องจากก่อนทวงถามยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลยหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,382,216.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 419 ม. 575 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายสุภักดิ์ ภูรยานนทชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางบุษบัน ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560
#616687
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทไปให้พ้นจากอำนาจศาลหรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใดๆ หรืออาจจะออกคำบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโต้แย้งว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 261 วรรคสาม (เดิม) กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนเมื่อสมรสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 ระหว่างสมรสโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้ออาคารและกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ และบริหารกิจการร่วมกันตลอดมาทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส หลังจากโจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 แล้วยังไม่ได้แบ่งสินสมรสดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวม เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ขายกิจการร้านอาหารพร้อมอาคารและทรัพย์สินภายในร้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 25,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องนิติกรรมดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสิทธิในส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ดูแลกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ จำเลยที่ 1 ไม่เคยแบ่งผลกำไรให้แก่โจทก์ ซึ่งในแต่ละวันจำเลยที่ 1 มีผลกำไรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายกิจการพร้อมอาคารและทรัพย์สินในร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 12,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารให้แก่โจทก์อัตราวันละ 25,000 บาท เป็นเวลา 14 ปี นับถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 63,875,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกให้ชดใช้เพียง 37,500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายวันละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้โจทก์มีสิทธิดำเนินกิจการร้านอาหารดังกล่าวกับจำเลยทั้งสองเพื่อควบคุมดูแลกิจการและการเงิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันฟ้อง วันที่ 2 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นพฤติการณ์ที่จะเบียดบังยักย้ายเงินเพื่อผลประโยชน์ของจำลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่โจทก์จะบังคับได้ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรวันละ 25,000 บาท มาวางต่อศาลก่อนมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลจังหวัดพัทยาไต่สวนแล้วในวันนัดไกล่เกลี่ยหรือชี้สองสถาน เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงให้ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด และให้งดการอ่านคำสั่งวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดพัทยาจึงมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลชั้นต้น

วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการจ่ายเงินจำนวน 22,000,000 บาท ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ระงับการจ่ายเงินเพียง 12,500,000 บาท เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ขอรับเงินส่วนที่เหลือมาชำระหนี้ค่าซื้อร้านอาหารพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1

ก่อนถึงวันนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 รายงานศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนการวางทรัพย์จำนวน 22,000,000 บาท จึงขอหารือว่า เจ้าพนักงานวางทรัพย์จะจ่ายเงินคืนให้จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ว่าให้งดการจ่ายเงินที่วางทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งระงับการจ่ายเงินที่วางทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งเมื่อไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 จำนวน 12,500,000 บาท จากจำนวน 22,000,000 บาท จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (ที่ถูก ต้องยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2556) และมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งงดการจ่ายเงินที่วางทรัพย์ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาและเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้ว คำสั่งเดิมเป็นอันตกไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ยกคำร้อง

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพร้อมบ้านพักกับนางนภาพร มีกำหนด 36 เดือน อัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ พร้อมอาคารและทรัพย์สินภายในร้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 25,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินมัดจำ จำนวน 3,000,000 บาท ในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลืออีก 22,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 และจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบอาคารและทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 วันที่ 8 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมัดจำจำนวน 3,000,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา เพื่อคืนให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 25 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา เพื่อให้จำเลยที่ 1 มารับไป ซึ่งเจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ได้มีหนังสือลงวันที่ 26 มิถุนายน 2555 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 2 ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ปรากฏตามสำเนาคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 959/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ศาลจังหวัดพัทยา พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวรับชำระเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา และส่งมอบร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ พร้อมทรัพย์สินในสภาพพร้อมประกอบกิจการร้านอาหารทะเล กับชำระเงินในอัตราวันละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบร้านอาหารพิพาทพร้อมทรัพย์สินแก่โจทก์ วันที่ 2 กันยายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายกิจการร้านอาหารพิพาทพร้อมอาคารและทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา วันที่ 4 และ 24 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีโจทก์ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 ศาลจังหวัดพัทยาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 959/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 1596/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวฟังโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1596/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งมอบการครอบครองร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 และจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงิน ส่วนที่เหลือจำนวน 22,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ประสงค์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และขอให้ศาลจังหวัดพัทยาส่งคำร้องและสัญญาประนีประนอมยอมความไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอม ปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 วันที่ 5 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ระงับการจ่ายเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 วางไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยี่นคำร้องขอรับเงินจำนวน 22,000,000 บาท คืนจากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ระงับการจ่ายเงินจำนวน 12,500,000 บาท และให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของโจทก์ ลงวันที่ 2 กันยายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 และมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรจากการประกอบกิจการร้านอาหารพิพาทมาวางศาลวันละ 25,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 2 กันยายน 2556 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายกิจการร้านอาหารพิพาทพร้อมอาคารและทรัพย์สินต่างๆ ภายในร้านระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า กิจการร้านอาหารดังกล่าวเป็นสินสมรส โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อมาจากนางนภาพรเมื่อเดือนมีนาคม 2546 ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ และโจทก์ยังยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณามาพร้อมคำฟ้องซึ่งในระหว่างการไต่สวนคำร้อง โจทก์ก็ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 ต่อศาลชั้นต้นอีก ซึ่งทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่างมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินจำนวน 2,500,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 วางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานที่แสดงการซื้อกิจการร้านอาหารพิพาทจากเจ้าของเดิม ซึ่งเป็นการซื้อมาในระหว่างสมรส ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพียงขอเพิกถอนสัญญาซื้อขายกิจการร้านอาหารระหว่างจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ปลายปี 2556 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ให้การต่อสู้คดีโจทก์ แต่ครั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องคดีแพ่งระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 1 จำเลยที่ 2 กลับไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่จำเลยทั้งสองกลับทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 โดยจำเลยที่ 1 ยอมส่งมอบกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่ากิจการร้านอาหารพิพาทจำนวน 22,000,000 บาท ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทไปให้พ้นจากอำนาจศาลหรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใดๆ หรืออาจจะออกคำบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ก) (ที่ถูก ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6) เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโต้แย้งว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม (เดิม) กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ซื้อกิจการร้านอาหารพิพาทมาจากนางนภาพรในราคา 12,000,000 บาท เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 ซึ่งขณะนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่โดยโจทก์อ้างบันทึกลงวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ของพันตำรวจเอกสนั่น ซึ่งโจทก์เบิกความว่า พันตำรวจเอกสนั่น และนางนภาพรเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของรวมในกิจการร้านอาหารพิพาทซึ่งในบันทึกดังกล่าว มีข้อความรับรองของพันตำรวจเอกสนั่นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อกิจการร้านอาหารจากพันตำรวจเอกสนั่นและนางนภาพรเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 และร่วมกันบริหารกิจการร้านอาหารร่วมกันตลอดมา แต่โจทก์ก็มิได้นำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลชั้นต้น เพื่อยืนยันถึงข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในบันทึก เมื่อเป็นเช่นนี้พยานหลักฐานในส่วนนี้ที่โจทก์นำสืบจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ประกอบกับพฤติการณ์ที่โจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2546 แต่โจทก์เพิ่งฟ้องขอแบ่งสินสมรสกิจการร้านอาหารพิพาทเมื่อปี 2556 อันเป็นเวลาหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้วถึง 10 ปี ทั้งโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 25,000 บาท โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่โจทก์เลยตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 ปี คิดเป็นเงิน 127,750,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกเพียงกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 63,875,000 บาท แต่ในชั้นไต่สวนคำร้องโจทก์กลับเบิกความยืนยันว่า โจทก์เข้าไปดูแลกิจการของร้านอาหารพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2556) นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การต่อสู้คดีว่า กิจการของร้านอาหารพิพาทเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และญาติพี่น้องโดยจำเลยที่ 1 และญาติซื้อกิจการดังกล่าวในปี 2547 หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว จึงมิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งสินสมรสกันไปแล้วโดยโจทก์ได้รับสินสมรสในส่วนกิจการร้านเคซีวงกบ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 12,000,000 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ในชั้นไต่สวนคำร้องโดยรับว่า ที่ดิน 2 แปลงซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสินสมรสซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีโรงงานทำและผลิตวงกบประตูและหน้าต่างตั้งอยู่ ซึ่งทำรายได้มากกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี หลังจากหย่าขาดจากกันแล้ว โจทก์ไม่เคยแบ่งรายได้ให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์พักอาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงนี้ คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวจึงสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ถึงรูปคดีแล้ว จึงเห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรจากการประกอบกิจการร้านอาหารพิพาทมาวางศาลวันละ 25,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (1) ม. 255 (1) (ก) ม. 261 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายประทวน ปราบพาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูมิ เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
บุญมี ฐิตะศิริ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7645/2560
#618519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่ระหว่างการพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 แล้ว และต่อมาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมิได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต จำเลยที่ 1 จึงมิได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม โดยอ้างว่าโจทก์เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มิได้คัดค้าน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีคำสั่งอนุญาตโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าสินทรัพย์ที่รับโอนกันในคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 เมื่อครั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ และคดีถึงที่สุด เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โดยกล่าวอ้างและยืนยันในชั้นไต่สวนว่าสินทรัพย์ที่ได้รับโอนมานั้นเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่จำเลยที่ 5 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังว่าสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3

แม้ผู้ร้องจะแต่งตั้งให้บริษัท อ. เป็นตัวแทนเรียกเก็บและเรียกชำระหนี้แทนและมิได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 5 ก็ตาม ก็ไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ในการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด คงมีผลเพียงว่าผู้รับโอนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 5 ไม่ได้เท่านั้น

แม้ผู้ร้องเคยฟ้องจำเลยที่ 5 เป็นลูกหนี้เพื่อขอให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่การพิจารณาคดีล้มละลายประเด็นแห่งคดีคือการมุ่งพิสูจน์ว่าลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือไม่ คดีนี้เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งผู้ร้องจำต้องดำเนินการในทุกคดีเพราะเป็นการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายดังกล่าว และมูลหนี้หรือเหตุที่พิพาทในแต่ละคดีเป็นคนละเหตุกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้จึงไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 165,363,456.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 117,943,526.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งห้าให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรีจำกัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ชั่วคราว และอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

จำเลยที่ 1 และ ที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม

จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นการชั่วคราว ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ก่อนพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 5 เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ในระหว่างพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 แล้ว และต่อมามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมิได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่ประการใด เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จึงมิได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ว่า คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม ตามคำร้องลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โดยอ้างว่าโจทก์เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 อันเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 ซึ่งตามมาตรา 3 ดังกล่าว คำว่า "การบริหารสินทรัพย์" หมายความว่า เป็นการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน และ "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" หมายความว่า สินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มิได้คัดค้านคำร้องขอเข้าสวมสิทธิดังกล่าวและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 คำสั่งดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าสินทรัพย์ที่รับโอนกันในคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 ครั้นเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ และคดีถึงที่สุด เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมในสินทรัพย์เดียวกันในคดีนี้ตามสัญญาการโอนกิจการ ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าว เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิโดยกล่าวอ้างและยืนยันในชั้นไต่สวนว่า สินทรัพย์ที่ผู้ร้องรับโอนมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด นั้น เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่จำเลยที่ 5 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมจนถึงวันที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งในคดีนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้จัดการให้มีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้รับชำระหนี้บ้างแล้วหรือไม่ อย่างไร หรือปรากฏข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปจากเดิม จึงต้องรับฟังว่าสินทรัพย์ที่มีการโอนกันระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า การบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ไม่ชอบด้วยมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะแต่งตั้งให้บริษัทเอแคป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและเรียกชำระหนี้แทนโดยบริษัทดังกล่าวมิได้เป็นผู้รับชำระหนี้เดิม และผู้ร้องจะมิได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 5 ก็ตาม ก็ไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ในการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด แต่คงมีผลเพียงว่าผู้รับโอนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 5 ไม่ได้เท่านั้น

ส่วนที่จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า การยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับการพิจารณาในคดีล้มละลายที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 5 เป็นลูกหนี้ที่ 1 เพื่อขอให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาให้จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิในคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว และยังเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย เห็นว่า การพิจารณาคดีล้มละลายดังกล่าวประเด็นแห่งคดีคือการมุ่งพิสูจน์ว่าลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งคือจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เป็นหนี้โจทก์เดิมที่มีการโอนทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องไปยังเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ซึ่งคือผู้ร้องในคดีนี้ จนลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 5) เป็นผู้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือไม่ อันต้องตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว อันเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งผู้ร้องจำต้องดำเนินการในทุกคดีเพราะเป็นการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายดังกล่าว และมูลแห่งหนี้หรือเหตุที่พิพาทในแต่ละคดีเป็นคนละเหตุกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตามบทบัญญัติในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท
โจทก์ — บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
ผู้ร้อง — บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
บริษัท ไทยเอนจิน เมนูแฟ็คเจอริ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7641/2560
#619409
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ (วันที่ 14 ธันวาคม 2558) และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (วันที่ 1 ตุลาคม 2559) จึงต้องนำกฎหมายที่มีผลบังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องมาใช้บังคับแก่กรณี พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่นไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสอง บัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยาน แต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว" เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การโดยตั้งประเด็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดก่อนวันนัดสืบพยาน และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนมีคำพิพากษา แล้วศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะปัญหาดังกล่าวเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาที่จะวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งแต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดจนล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการให้เงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 รวม 12 ครั้ง โดยให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 428,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 100356 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 2,328,000 บาท กลับเข้าสู่กองสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,328,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินกันฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2540 มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนซึ่งเกิดเมื่อปี 2544 ต่อมา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 บัญชีเลขที่ 711-1-03XXX-X จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพระรามที่ 3 บัญชีเลขที่ 748-2-53XXX-X จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 2 รวม 9 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 428,000 บาท วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเสนอซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 100356 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,000,000 บาท ได้วางเงินจอง 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยวางเงินสด 180,000 บาท ให้แก่ผู้จะขาย วันที่ 19 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 จำนวน 1,900,000 บาท จากในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 2 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 1,830,000 บาท เพื่อไปซื้อเช็คเงินสดธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน รวม 3 ฉบับ และในวันที่ 27 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 100356 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ (วันที่ 14 ธันวาคม 2558) และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (วันที่ 1 ตุลาคม 2559) จึงต้องนำกฎหมายที่มีผลบังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องมาใช้บังคับแก่กรณี พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่นไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุดและวรรคสอง บัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยาน แต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว" คดีนี้ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การโดยตั้งประเด็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดก่อนวันนัดสืบพยาน และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนมีคำพิพากษา แล้วศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะปัญหาดังกล่าวเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาที่จะวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้ง แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดจนล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เงิน 12 จำนวน และเงินที่ใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 เลขที่ 711-1-03XXX-X เงิน 12 จำนวน และเงินที่ชำระค่าเช่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 ล้วนเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวหลังจากที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อสู้เพียงว่าเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เปิดบัญชีตั้งแต่ปี 2544 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 90963 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานคร แล้วระหว่างปี 2544 ถึง 2558 จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 2 เพื่อค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 711-1-03XXX-X ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.สิริพัฒนา (2000) มีจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน การจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90963 ก็เพื่อค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจเท่านั้น แสดงว่า เงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 711-1-03XXX-X มาจากเงินกู้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและเงินจากการประกอบธุรกิจร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ การจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90963 เป็นเพียงการค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เงินในบัญชีเงินฝากไม่ใช่เงินที่ได้จากการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินดังกล่าว แม้ที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง เงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 711-1-03XXX-X ย่อมเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องโจทก์ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมให้โดยเสน่หาตามฟ้อง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ให้เงิน 12 จำนวน และเงินที่นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์คู่สมรส กรณีไม่ใช่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศลเพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (5) โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ตามมาตรา 1480 เมื่อนิติกรรมการให้โดยเสน่หาถูกเพิกถอนแล้ว เงินทั้ง 12 จำนวน และเงินที่ใช้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 ต้องกลับคืนสู่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เต็มจำนวน อย่างไรก็ดี การจัดการสินสมรสที่ถูกเพิกถอนคือนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่จำเลยที่ 1 ให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 ไม่ใช่นิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยที่ 2 ดังนั้น ทรัพย์สินที่จะต้องกลับคืนมาเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คือ เงินที่ใช้ชำระค่าที่ดิน ไม่ใช่ตัวที่ดิน แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 100356 คืนแก่โจทก์ แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปให้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินและมีคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการคืนที่ดินดังกล่าวได้ ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินคืน คดีนี้เมื่อนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้าของเดิมกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกเพิกถอนด้วย กรณีจึงไม่สามารถโอนที่ดินแก่โจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ย่อมไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาอื่นที่จำเลยที่ 2 ฎีกามาด้วยนั้น เป็นข้อปลีกย่อยไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินได้ จึงต้องพิพากษายกคำขอในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นไม่พิพากษายกคำขอในส่วนนี้ เป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้แก้ไข เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้สั่งไว้จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้โอนที่ดิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นายบรรพต วิภูภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2560
#618543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจาก พ. แล้วยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสัญญาให้โดยเสน่หาแล้ว ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4157 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีก

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 ระหว่างนางกรรณิกา ผู้ขายจำเลยที่ 1 กับนายสมจิตต์ ผู้ซื้อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เสีย ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4157 ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4157 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากนายสมพงษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ถูกนำไปขายฝากแก่นายพรเลิศ มีกำหนด 1 ปี วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 มีการไถ่ถอนการขายฝากแล้วโอนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝาก ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากจากนายพรเลิศ และให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าปลอมอย่างไรเป็นการปลอมลายมือชื่อโจทก์ ปลอมเนื้อความ หรือปลอมทั้งฉบับ แม้ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ลายมือชื่อโจทก์ในช่วงเกิดเหตุเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้ยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยเปลี่ยนลายมือชื่อตลอดมาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีมอบอำนาจเจ้าพนักงานที่ดินต้องตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างละเอียดรอบคอบ นายวิรพล เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพยานโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า เจ้าพนักงานตรวจสอบลายมือชื่อและเอกสารประกอบแล้วน่าเชื่อว่า มีการมอบอำนาจจริง ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำนายกงจักร เจ้าพนักงานที่ดินผู้ดำเนินการตรวจสอบมาเบิกความยืนยันข้ออ้าง เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง แต่ไม่นำสืบให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ถือว่าโจทก์นำสืบประเด็นนี้ไม่สมตามคำฟ้องจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศและให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรม การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยข้างต้นว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งนอกจากมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนายพรเลิศแล้ว ยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสัญญาให้โดยเสน่หา ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ดังนั้น สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ แม้โจทก์ไม่ยินยอมก็ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โดยเสน่หาที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (3) ม. 1473
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมจิต แสนเมือง
จำเลย — นางกรรณิกา แสนเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2560
#618268
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยซื้อที่ดินพิพาทจาก อ. ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว อ. จึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของ ส. กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 544 ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 8,578 บาท แก่จำเลยทั้งสองคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเกษม ต่อมานายเกษมถึงแก่ความตาย นายดินแฝง ซึ่งเป็นบุตรของนายเกษม รับโอนมรดกที่ดินพิพาทแล้วโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ครั้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความไว้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายอินแฝง ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว นายอินแฝงจึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของนายสด กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน — นายภาคภูมิ พองชัยภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7616/2560
#617361
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเอง โจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้น มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดทั้งสองเป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลดังกล่าวออกจากสารบบความจึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุก..." แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31, 69 และ 70 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เมื่อปรากฏว่าได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าว โดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ขาดองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์มีสัญชาติไทยอายุ 25 ปี เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่าย โดยเป็นผู้สร้างสรรค์และได้นำภาพถ่ายดังกล่าวลงโฆษณาขายสินค้าทางคอมพิวเตอร์ในเว็บไซต์ "www.425degree.com" แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเองโจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้นมีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่โจทก์เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง 50 ปี นับแต่โจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางงดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดดังกล่าวขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 นั้น ตามฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยกระทำต่องานใดที่ได้ทำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2) (3) หรือ (4) แก่งานนั้นเพื่อหากำไร ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ได้

อนึ่ง สำหรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าศาลได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวโดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ด้วย" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์กับเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์เป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องรับพิจารณาพิพากษาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป แต่ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวแต่กลับมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวออกจากสารบบความ จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 เป็นการที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ว่า จำเลยได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยวิธีการคัดลอกงานภาพถ่ายและข้อความหรือในส่วนอันเป็นสาระสำคัญทางหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ไปลงหน้าเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊กของจำเลยที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อขายสินค้าประเภทเดียวกันกับสินค้าที่โจทก์ลงโฆษณาขายในเว็บไซต์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 และความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนมูลฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 35
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 (1) ม. 21 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งวิทย์ เอื้อวิวัฒน์สกุล
จำเลย — นายชูชีพ โพธิรัชต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวญาณาภัค มันตารัตน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2560
#616586
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทคดีนี้กับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ถูกแบ่งแยกไว้เพื่อให้ที่ดินแปลงจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่สาธารณะโดยเจ้าของที่ดินจัดสรรได้ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาก่อนจำเลยทำประตูและรั้วปิดกั้นทางพิพาท เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของมีเจตนาแบ่งแยกให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรและมีการใช้ประโยชน์เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จำเลยจะทำประตูกั้นทาง ถนนซอยตามโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรที่อยู่ข้างเคียงโดยอายุความแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภาระจำยอมด้วยซึ่งความเป็นภารยทรัพย์นี้ ย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ในเวลาต่อมาแต่อย่างใด ขณะ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ส. ได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาเกิน 10 ปี แสดงว่า ส. ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของตน ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ด้วย โจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 อันเป็นสามยทรัพย์มาจาก ส. ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย โจทก์จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางพิพาทอันเป็นภาระจำยอม การที่จำเลยทำประตูเลื่อนปิดเปิดและกำแพงรั้วสังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยเปิดที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และที่ดินทางพิพาทบริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์มาตามคำสั่งศาลเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางพิพาทไว้ กับห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท จนกว่าจะเปิดทางพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 บริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาล ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2554 ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 7784 และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ ทั้งห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ในส่วนที่อื่นที่ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นนั้น เนื่องจากที่ดินในส่วนอื่นเป็นของนางวิไล เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนางวิไลต่อศาลจึงไม่อาจพิพากษาในส่วนนี้ได้ ให้ยกคำขอดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยาน และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร บริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาล ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2554 ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ ทั้งห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน 4,500 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่อื่นที่ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นนั้น เนื่องจากที่ดินในส่วนอื่นเป็นของนางวิไลเมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนางวิไลต่อศาลจึงไม่อาจพิพากษาในส่วนนี้ได้ ให้ยกคำขอดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นของนายจำนงค์ ต่อมานายจำนงค์ได้แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นโฉนดเลขที่ 7782 ถึง 7784 โดยโฉนดที่ดินเลขที่ 7782 และ 7783 อยู่ติดกับลำกระโดงสาธารณประโยชน์ นายจำนงค์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ให้นายสมปองพี่ชายจำเลย วันที่ 22 กันยายน 2553 โจทก์กับพวกซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตามคำสั่งศาลจากนายสมปอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 7782 ถึง 7784 นั้น นายจำนงค์ขายให้นางวิไล ต่อมานางวิไลได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 23157 ถึง 23160 เพื่อจัดสรรขายโดยนางวิไลได้สร้างถนนเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์ผ่านหน้าที่ดินทั้งสี่แปลงเพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกออกเป็นสี่โฉนดดังกล่าว วันที่ 22 สิงหาคม 2521 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 พร้อมบ้านเลขที่ 394/3 จากนางวิไล แล้วสร้างกำแพงรั้วสังกะสีและประตูเลื่อนปิดเปิดขวางทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์บริเวณหน้าที่ดินจำเลย ต่อมาจำเลยร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เฉพาะส่วนที่อยู่หน้าที่ดินจำเลยเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามคำร้องขอ หลังจากนั้นจำเลยได้ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่นายรัตนโชติ กับนางสาวอัฑฒนี เจ้าของที่ดินแปลงที่นางวิไลจัดสรรขายคัดค้านและขอให้ถนนพิพาทเป็นทางที่ใช้ร่วมกัน คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยรื้อกำแพงรั้วสังกะสีและเปิดประตูเลื่อนที่ปิดกั้นทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทคดีนี้กับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ถูกแบ่งแยกไว้เพื่อให้ที่ดินแปลงจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่สาธารณะโดยเจ้าของที่ดินจัดสรรได้ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาก่อนจำเลยทำประตูและรั้วปิดกั้นทางพิพาท เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของมีเจตนาแบ่งแยกให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรและมีการใช้ประโยชน์เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จำเลยจะทำประตูกั้นทาง ถนนซอยตามโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรที่อยู่ข้างเคียงโดยอายุความแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภาระจำยอมด้วยซึ่งความเป็นภารยทรัพย์นี้ ย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ในเวลาต่อมาแต่อย่างใด ขณะนายสมปองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 นายสมปองได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาเกิน 10 ปี แสดงว่านายสมปองได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของตน ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ด้วย โจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 อันเป็นสามยทรัพย์มาจากนายสมปอง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย โจทก์จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางพิพาทอันเป็นภาระจำยอม การที่จำเลยทำประตูเลื่อนปิดเปิดและกำแพงรั้วสังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยเปิดที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้

พิพากษากลับว่า ให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ทั้งแปลง ตกอยู่ในภาระจำยอมเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ทั้งห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอนงค์อร แท่งทอง
จำเลย — นางสาวลัดดา เพ็ญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7590/2560
#615935
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท เมื่อความผิดในมาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องได้ โดยไม่ต้องนำสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 289, 335 ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83, 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 26 ปี ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท เมื่อความผิดในมาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องได้ โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทนปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางสาวสุภาพรหรืออ๋อย กงแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายภูชิชย์ จิตรบุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571/2560
#616603
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี คดีนี้ ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธมีดพร้าของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางวาส ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจไม่ได้ตั้งแต่วันทำละเมิดเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 นำสืบว่าใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 จริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 50 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะในส่วนค่าทนายความแทนผู้ร้องเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และมาตรา 288, 81 ประกอบมาตรา 60 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 10 เดือน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงจำเลยที่ 2 กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 2 มีบาดแผลทางเข้าบริเวณอกขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.7 เซนติเมตร ทำให้มีลมรั่วใต้ผิวหนัง กระสุนปืนลูกปรายฝังใต้ผิวหนังบริเวณอกขวา 1 ลูก และกระสุนปืนลูกปรายทางเข้าบริเวณต้นแขนซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.9 เซนติเมตร กระสุนปืนลูกปรายฝังบริเวณต้นแขนซ้าย 1 ลูก ใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ การบาดเจ็บดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และกระสุนถูกผู้เสียหายมีบาดแผลทางเข้าเม็ดลูกปรายของกระสุนปืนลูกซองบริเวณคอด้านซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร กระสุนฝังใน ใช้เวลารักษา 14 วัน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่แขนขวา 8 เซนติเมตร ระยะเวลารักษาประมาณ 10 วัน ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 2 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพความผิดฐานดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือจำเลยที่ 2 กระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 พูดคุยกับจำเลยที่ 2 นางสุจินต์และผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 2 และนางสุจินต์เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นและมีส่วนเกี่ยวข้องพาคนมาทำพิธีขอหวยที่ต้นตะเคียนของผู้เสียหาย จึงแสดงความไม่พอใจจำเลยที่ 1 และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่พอใจจำเลยที่ 2 เช่นกัน อันเป็นสาเหตุให้มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันจนกระทั่งจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้มีดพร้าเป็นอาวุธฟันแขนขวาจำเลยที่ 1 ตอบโต้กันทันที จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทแล้วต่อสู้ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และแม้จำเลยที่ 2 มีความไม่พอใจจำเลยที่ 1 ที่ตวาดนางสุจินต์ภริยาของตน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 สมัครใจที่จะไปต่อสู้กับจำเลยที่ 1 เองก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะเช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทกฎหมายการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81, 60 ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 เพราะอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธร้ายแรงตามสภาพนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 2 จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์หรือโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้มาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำขอของผู้เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี ดังนั้น คดีนี้ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225 ม. 253 ม. 258
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นางวาส พราหมพูน
จำเลย — นายปิยะพันธ์หรือคิง เดชเกิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายประภาส บุญโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา