คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2560
#618268
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยซื้อที่ดินพิพาทจาก อ. ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว อ. จึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของ ส. กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 544 ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 8,578 บาท แก่จำเลยทั้งสองคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเกษม ต่อมานายเกษมถึงแก่ความตาย นายดินแฝง ซึ่งเป็นบุตรของนายเกษม รับโอนมรดกที่ดินพิพาทแล้วโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ครั้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความไว้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายอินแฝง ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว นายอินแฝงจึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของนายสด กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน — นายภาคภูมิ พองชัยภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7616/2560
#617361
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเอง โจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้น มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดทั้งสองเป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลดังกล่าวออกจากสารบบความจึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุก..." แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31, 69 และ 70 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เมื่อปรากฏว่าได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าว โดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ขาดองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์มีสัญชาติไทยอายุ 25 ปี เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่าย โดยเป็นผู้สร้างสรรค์และได้นำภาพถ่ายดังกล่าวลงโฆษณาขายสินค้าทางคอมพิวเตอร์ในเว็บไซต์ "www.425degree.com" แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเองโจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้นมีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่โจทก์เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง 50 ปี นับแต่โจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางงดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดดังกล่าวขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 นั้น ตามฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยกระทำต่องานใดที่ได้ทำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2) (3) หรือ (4) แก่งานนั้นเพื่อหากำไร ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ได้

อนึ่ง สำหรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าศาลได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวโดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ด้วย" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์กับเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์เป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องรับพิจารณาพิพากษาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป แต่ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวแต่กลับมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวออกจากสารบบความ จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 เป็นการที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ว่า จำเลยได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยวิธีการคัดลอกงานภาพถ่ายและข้อความหรือในส่วนอันเป็นสาระสำคัญทางหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ไปลงหน้าเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊กของจำเลยที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อขายสินค้าประเภทเดียวกันกับสินค้าที่โจทก์ลงโฆษณาขายในเว็บไซต์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 และความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนมูลฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 35
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 (1) ม. 21 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งวิทย์ เอื้อวิวัฒน์สกุล
จำเลย — นายชูชีพ โพธิรัชต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวญาณาภัค มันตารัตน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2560
#616586
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทคดีนี้กับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ถูกแบ่งแยกไว้เพื่อให้ที่ดินแปลงจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่สาธารณะโดยเจ้าของที่ดินจัดสรรได้ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาก่อนจำเลยทำประตูและรั้วปิดกั้นทางพิพาท เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของมีเจตนาแบ่งแยกให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรและมีการใช้ประโยชน์เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จำเลยจะทำประตูกั้นทาง ถนนซอยตามโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรที่อยู่ข้างเคียงโดยอายุความแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภาระจำยอมด้วยซึ่งความเป็นภารยทรัพย์นี้ ย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ในเวลาต่อมาแต่อย่างใด ขณะ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ส. ได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาเกิน 10 ปี แสดงว่า ส. ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของตน ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ด้วย โจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 อันเป็นสามยทรัพย์มาจาก ส. ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย โจทก์จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางพิพาทอันเป็นภาระจำยอม การที่จำเลยทำประตูเลื่อนปิดเปิดและกำแพงรั้วสังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยเปิดที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และที่ดินทางพิพาทบริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์มาตามคำสั่งศาลเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางพิพาทไว้ กับห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท จนกว่าจะเปิดทางพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 บริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาล ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2554 ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 7784 และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ ทั้งห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ในส่วนที่อื่นที่ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นนั้น เนื่องจากที่ดินในส่วนอื่นเป็นของนางวิไล เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนางวิไลต่อศาลจึงไม่อาจพิพากษาในส่วนนี้ได้ ให้ยกคำขอดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยาน และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร บริเวณหน้าที่ดินของจำเลยซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาล ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2554 ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ ทั้งห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน 4,500 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3815 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่อื่นที่ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นนั้น เนื่องจากที่ดินในส่วนอื่นเป็นของนางวิไลเมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนางวิไลต่อศาลจึงไม่อาจพิพากษาในส่วนนี้ได้ ให้ยกคำขอดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและรื้อกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นของนายจำนงค์ ต่อมานายจำนงค์ได้แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นโฉนดเลขที่ 7782 ถึง 7784 โดยโฉนดที่ดินเลขที่ 7782 และ 7783 อยู่ติดกับลำกระโดงสาธารณประโยชน์ นายจำนงค์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ให้นายสมปองพี่ชายจำเลย วันที่ 22 กันยายน 2553 โจทก์กับพวกซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตามคำสั่งศาลจากนายสมปอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 7782 ถึง 7784 นั้น นายจำนงค์ขายให้นางวิไล ต่อมานางวิไลได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 23157 ถึง 23160 เพื่อจัดสรรขายโดยนางวิไลได้สร้างถนนเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์ผ่านหน้าที่ดินทั้งสี่แปลงเพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกออกเป็นสี่โฉนดดังกล่าว วันที่ 22 สิงหาคม 2521 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 พร้อมบ้านเลขที่ 394/3 จากนางวิไล แล้วสร้างกำแพงรั้วสังกะสีและประตูเลื่อนปิดเปิดขวางทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์บริเวณหน้าที่ดินจำเลย ต่อมาจำเลยร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เฉพาะส่วนที่อยู่หน้าที่ดินจำเลยเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามคำร้องขอ หลังจากนั้นจำเลยได้ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่นายรัตนโชติ กับนางสาวอัฑฒนี เจ้าของที่ดินแปลงที่นางวิไลจัดสรรขายคัดค้านและขอให้ถนนพิพาทเป็นทางที่ใช้ร่วมกัน คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยรื้อกำแพงรั้วสังกะสีและเปิดประตูเลื่อนที่ปิดกั้นทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทคดีนี้กับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3824/2558 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3815 เนื้อที่ 66 ตารางวา ถูกแบ่งแยกไว้เพื่อให้ที่ดินแปลงจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่สาธารณะโดยเจ้าของที่ดินจัดสรรได้ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาก่อนจำเลยทำประตูและรั้วปิดกั้นทางพิพาท เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 เป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของมีเจตนาแบ่งแยกให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรและมีการใช้ประโยชน์เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จำเลยจะทำประตูกั้นทาง ถนนซอยตามโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงจัดสรรที่อยู่ข้างเคียงโดยอายุความแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภาระจำยอมด้วยซึ่งความเป็นภารยทรัพย์นี้ ย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินภารยทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ในเวลาต่อมาแต่อย่างใด ขณะนายสมปองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 นายสมปองได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมาเกิน 10 ปี แสดงว่านายสมปองได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของตน ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามที่ดินโฉนดเลขที่ 3815 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ด้วย โจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 อันเป็นสามยทรัพย์มาจากนายสมปอง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย โจทก์จึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางพิพาทอันเป็นภาระจำยอม การที่จำเลยทำประตูเลื่อนปิดเปิดและกำแพงรั้วสังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยเปิดที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้

พิพากษากลับว่า ให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ทั้งแปลง ตกอยู่ในภาระจำยอมเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7784 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยเปิดประตูเลื่อนและกำแพงรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางไว้ทั้งห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางการใช้ทางพิพาทโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอนงค์อร แท่งทอง
จำเลย — นางสาวลัดดา เพ็ญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7590/2560
#615935
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท เมื่อความผิดในมาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องได้ โดยไม่ต้องนำสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 289, 335 ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83, 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 26 ปี ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท เมื่อความผิดในมาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องได้ โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทนปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) (7) (8) วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางสาวสุภาพรหรืออ๋อย กงแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายภูชิชย์ จิตรบุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571/2560
#616603
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี คดีนี้ ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธมีดพร้าของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางวาส ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจไม่ได้ตั้งแต่วันทำละเมิดเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 นำสืบว่าใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 จริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 50 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะในส่วนค่าทนายความแทนผู้ร้องเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และมาตรา 288, 81 ประกอบมาตรา 60 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 10 เดือน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงจำเลยที่ 2 กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 2 มีบาดแผลทางเข้าบริเวณอกขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.7 เซนติเมตร ทำให้มีลมรั่วใต้ผิวหนัง กระสุนปืนลูกปรายฝังใต้ผิวหนังบริเวณอกขวา 1 ลูก และกระสุนปืนลูกปรายทางเข้าบริเวณต้นแขนซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.9 เซนติเมตร กระสุนปืนลูกปรายฝังบริเวณต้นแขนซ้าย 1 ลูก ใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ การบาดเจ็บดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และกระสุนถูกผู้เสียหายมีบาดแผลทางเข้าเม็ดลูกปรายของกระสุนปืนลูกซองบริเวณคอด้านซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร กระสุนฝังใน ใช้เวลารักษา 14 วัน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่แขนขวา 8 เซนติเมตร ระยะเวลารักษาประมาณ 10 วัน ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 2 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพความผิดฐานดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือจำเลยที่ 2 กระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 พูดคุยกับจำเลยที่ 2 นางสุจินต์และผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 2 และนางสุจินต์เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นและมีส่วนเกี่ยวข้องพาคนมาทำพิธีขอหวยที่ต้นตะเคียนของผู้เสียหาย จึงแสดงความไม่พอใจจำเลยที่ 1 และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่พอใจจำเลยที่ 2 เช่นกัน อันเป็นสาเหตุให้มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันจนกระทั่งจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้มีดพร้าเป็นอาวุธฟันแขนขวาจำเลยที่ 1 ตอบโต้กันทันที จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทแล้วต่อสู้ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และแม้จำเลยที่ 2 มีความไม่พอใจจำเลยที่ 1 ที่ตวาดนางสุจินต์ภริยาของตน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 สมัครใจที่จะไปต่อสู้กับจำเลยที่ 1 เองก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะเช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทกฎหมายการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81, 60 ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 เพราะอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธร้ายแรงตามสภาพนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 2 จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์หรือโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้มาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำขอของผู้เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี ดังนั้น คดีนี้ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225 ม. 253 ม. 258
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นางวาส พราหมพูน
จำเลย — นายปิยะพันธ์หรือคิง เดชเกิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายประภาส บุญโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560
#619412
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2556 โจทก์มีอาการป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไขมันในเลือดสูง ไม่มีแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดือนธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 เริ่มทยอยขนของออกจากบ้าน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขนของออกจากบ้านไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 แล้วไม่กลับมาเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกขับไล่ออกจากบ้านและถูกข่มขู่จะทำร้ายดังที่กล่าวอ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ออกจากบ้านไปนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2558) เกินกว่า 1 ปี จึงเป็นการจงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นฎีกาในปัญหานี้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ทิ้งร้างโจทก์แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ไม่ได้กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุทิ้งร้างไปเกิน 1 ปีเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาจำเลยที่ 2 มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้แบ่งสินสมรสให้โจทก์คิดเป็นเงิน 1,139,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินทดแทนจากการเป็นชู้แก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้แบ่งทรัพย์สินคือ ที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจ 32/45 จำนวน 1 แปลง รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 1305 สระบุรี 1 คัน รถยนต์บรรทุกสี่ล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5249 ลพบุรี 1 คัน รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 23 แรง พร้อมเครื่องพ่นยาและปุ๋ย 1 คัน รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 25 แรง ขับเคลื่อนสี่ล้อ 1 คัน เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์พืช 1 เครื่อง เครื่องพ่นปุ๋ย 1 เครื่อง รถไถ ยี่ห้อคูโบต้า 24 แรง 2 เพลา พร้อมตัวพ่วง 1 เครื่อง รถไถ ยี่ห้อคูโบต้า 12 แรง 1 เพลา 1 คัน เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 1 เครื่อง เครื่องสีข้าวโพด 1 เครื่อง ส่วนพ่วงหรือเทรลเลอร์ 1 คัน เครื่องโม่ใช้ผสมยา ปุ๋ย เมล็ดข้าวโพด 1 เครื่อง ผานรถไถ 1 อัน อาวุธปืนพก ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ ขคน ลพบุรี 311 จำนวน 1 คัน ให้แก่โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง กับให้แบ่งทองคำหนัก 5 บาท ให้แก่โจทก์กับจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนละ 1 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าทนายความส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับทองคำหนัก 5 บาท (ตามคำฟ้องข้อ 3.19) เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2522 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวหฤทัย ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยที่ 2 เคยมีสามี แต่สามีได้ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2548 ต่อมาปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่มีเหตุหย่าตามฟ้องส่วนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอแบ่งรถแบ็กโฮ ตามข้อ 3.13 และค่าทดแทนกับคำขอให้ชำระหนี้กองทุนกู้ยืมประจำหมู่บ้าน ตามข้อ 3.18 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคำขอแบ่งทองคำหนัก 5 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ยกคำขอในส่วนนี้ด้วย คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุหย่าเพราะจำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปีหรือไม่ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2556 โจทก์มีอาการป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไขมันในเลือดสูง ไม่มีแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดือนธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 เริ่มทยอยขนของออกจากบ้าน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขนของออกจากบ้านไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 แล้วไม่กลับมาเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกขับไล่ออกจากบ้านและถูกข่มขู่จะทำร้ายดังที่กล่าวอ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ออกจากบ้านไปนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2558) เกินกว่า 1 ปี จึงเป็นการจงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ที่ศาลล่างพิพากษาด้วยเหตุหย่าตามปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นฎีกาในปัญหานี้ด้วย แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ ไม่ได้กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุจงใจทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.4 ข้อ 3.6 ถึง 3.12 และข้อ 3.14 ถึง 3.17 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.4 ข้อ 3.6 ถึง 3.12 และข้อ 3.14 ถึง 3.17 เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน ไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงยอมรับว่า รถไถยี่ห้อคูโบต้าเป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 ส่วนทรัพย์สินอื่นจำเลยทั้งสองเบิกความลอยๆ ว่าเกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันทำมาหาได้ด้วยกันหลายรายการโดยไม่มีพยานสนับสนุน ส่วนที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความขัดกันในเรื่องจำนวนเงินว่าออกฝ่ายละเท่าใด เป็นเงินของจำเลยที่ 2 หรือของสามีจำเลยที่ 2 วันที่ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายก็เป็นวันเวลาที่สามีของจำเลยที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่วันเวลาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 1305 สระบุรี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ ศาลฎีกาตรวจดูเอกสารดังกล่าวปรากฏว่า ผู้ทำสัญญาเช่าซื้อคือโจทก์หาใช่จำเลยที่ 1 ไม่ ยิ่งกว่านี้จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ด้วยว่ารถไถยี่ห้อฮิโนโมโต 23 แรงพร้อมเครื่องพ่นยาและปุ๋ยได้มาระหว่างอยู่กินกันกับโจทก์ อาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก (ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.16) เป็นของจำเลยที่ 1 ได้มาก่อนปี 2550 แสดงว่า ทรัพย์สินทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินด้วยกัน ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาอยู่กินด้วยกันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกันขณะอยู่กินเป็นสามีภริยารวมกันสามคน เมื่อจำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยทั้งสองนำสืบรับฟังไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในปัญหาประการที่สองนี้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในปัญหาประการที่สองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีอยู่จริงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 คือ รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 25 แรง ขับเคลื่อนสี่ล้อ ได้มาก่อนปี 2550 โดยมีภาพถ่ายมาแสดง คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยทั้งสองให้การแก้ฟ้องว่า ไม่มีทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 แต่จำเลยที่ 1 กลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.5 ได้มาหลังปี 2550 หลังจากที่จำเลยที่ 2 มาอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 แล้ว จึงขัดกับคำให้การจำเลยทั้งสองให้การแก้ฟ้องที่ยื่นต่อศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เบิกความถึงทรัพย์สินส่วนนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีอยู่จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระบุรี — นายณัฐพงศ์ สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์นะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7530/2560
#615934
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุสิบห้าปีเศษ ลดมาตราส่วนให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบระยะเวลาฝึกอบรมขั้นสูง เหลือระยะเวลาเท่าไร ก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษ และแก้ไขระยะเวลาฝึกอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษจำเลยไม่เกินห้าปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำเลยเกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นสูง เหลือระยะเวลาเท่าไรก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อีกหนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นสูง เหลือระยะเวลาเท่าไรก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษ และแก้ไขระยะเวลาฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายพีระพงศ์หรือตอง รักการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายขจร เลิศกุลพาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมานิตย์ สุขอนันต์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7528/2560
#615933
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 (เดิม) พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิวรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 และลดมาตราส่วนให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 75 คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142(1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี หากจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบระยะเวลาฝึกอบรม เหลือระยะเวลาเท่าใด ก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม และจากนั้นส่งตัวจำเลยไปจำคุกยังเรือนจำเช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยจึงไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพงศธร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหายได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปทำแผลรวม 3,750 บาท ค่าโทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟนที่สูญหาย 10,000 บาท และค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, (ที่ถูก ประกอบมาตรา 80), 371 (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เพราะมิได้ลดโทษจากโทษจำคุกตลอดชีวิต) ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการกระทำอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมเหลือระยะเวลาเท่าใด ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 80), 371 (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุก รวม 6 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรม เหลือระยะเวลาเท่าใดก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมและจากนั้นส่งตัวไปจำคุกยังเรือนจำเช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่ามิได้กระทำความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ร้อง — นายพงศธร ทองนอก
จำเลย — นายอภิสิทธิ์ ชูถนอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุจินต์ นกงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7493/2560
#616599
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ซึ่งคำว่า "กำหนดนัด" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนหรือกำหนดนัดพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งมิใช่วันนัดพิจารณาคดี กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลจะยกฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยและทนายจำเลยมาศาล โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ จำเลยยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า วันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ มิใช่วันกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นจะถือเป็นเหตุยกฟ้องโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 หาได้ไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอพิจารณาใหม่ของโจทก์ และมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ตลอดจนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมานับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 มิถุนายน 2559 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ซึ่งคำว่า "กำหนดนัด" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง กำหนดนัดไต่สวนหรือกำหนดนัดพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งมิใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดสืบพยานโจทก์ แต่เป็นวันที่โจทก์มาศาลเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และฟังกำหนดวันนัดพิจารณาคดี กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลจะยกฟ้องได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 มิถุนายน 2559 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 วรรคหนึ่ง ม. 181
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวรจักร์ยนต์ จำกัด
จำเลย — นายยุทธพงศ์ ประเทืองธนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7480/2560
#617364
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน..." อันเป็นบทกำหนดระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ที่ทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับการทำงานปีแรกได้เมื่อทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี ลูกจ้างจะเกิดสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนของระยะเวลาการทำงานได้เมื่อนายจ้างกำหนดหรือตกลงให้ตามมาตรา 30 วรรคสี่ แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด แต่เมื่อโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ยังไม่ครบหนึ่งปีในปีแรกของการทำงาน ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำหนดหรือตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีโดยให้คำนวณตามส่วนของระยะเวลาการทำงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่เกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จึงไม่มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 ที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 3/2558 ลงวันที่ 8 มกราคม 2558 และบังคับให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10,083.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดหาวัตถุดิบ อัตราค่าจ้างเดือนละ 55,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของทุกเดือน โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 2 ติดต่อกันจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 รวมเป็นเวลาทำงานกับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 11 เดือน 3 วัน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันเดียวกัน โดยระบุสาเหตุเลิกจ้างว่าจำเลยที่ 2 มีการปรับโครงสร้างบริหารงานใหม่เพื่อให้สอดรับกับนโยบายด้านการขยายตลาดไปต่างประเทศ ทำให้ต้องมีการยุบตำแหน่งงานของลูกจ้างตามโครงสร้างการบริหารงานใหม่ จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเกี่ยวกับสิทธิในการหยุดพักผ่อนประจำปีว่า พนักงานซึ่งทำงานครบ 1 ปี จึงจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน ตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 ข้อ 5.1.3.1 จำเลยที่ 2 ปิดประกาศกฎระเบียบข้อบังคับดังกล่าวให้ลูกจ้างรับทราบทั่วกันแล้ว ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่า จำเลยที่ 2 ค้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10,083.33 บาท จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 3/2558 ลงวันที่ 8 มกราคม 2558 โจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2558 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 2 ยังไม่ครบหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี แม้จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 แต่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างและจะได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 และตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน..." อันเป็นบทกำหนดระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ที่ทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับการทำงานปีแรกได้เมื่อทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี ลูกจ้างจะเกิดสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนของระยะเวลาการทำงานได้เมื่อนายจ้างกำหนดหรือตกลงให้ตามมาตรา 30 วรรคสี่ แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด แต่เมื่อโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ยังไม่ครบหนึ่งปีในปีแรกของการทำงาน ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำหนดหรือตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีโดยให้คำนวณตามส่วนของระยะเวลาการทำงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่เกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จึงไม่มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 ที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 คำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ไม่ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้องแก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกร โรจนะญาธร
นางสาววัชรี ขวัญดำ ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางนฤมล รัตนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7460/2560
#617854
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 นำบัตรสินเชื่อเกษตรกรของผู้เสียหายไปใช้ซื้อสินค้า เมื่อขายสินค้าได้ จำเลยที่ 1 จะมอบเงินสดให้แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าแล้วแต่เรียกเก็บเงินไม่ได้ จึงไม่สามารถนำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงกัน ทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 188, 335, 269/5, 269/6, 269/7 นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1863-1869/2559 และ 1871/2559 ของศาลชั้นต้น กับบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4399/2558 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยทั้งสองในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (7) วรรคแรก, 269/5, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 8,000 บาท ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้และฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 28,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ และจำเลยทั้งสอง) เห็นสมควร เป็นเวลาคนละ 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมโทษกับความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน และปรับ 14,000 บาท ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2108-2109/2559 และ 2111-2114/2559 ของศาลชั้นต้น ให้ยกคำขอให้บวกโทษเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้บวกโทษไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2108/2559 ของศาลชั้นต้น และยกคำขอให้นับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1865/2559 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองและโจทก์มิได้อุทธรณ์คดีดังกล่าว กับยกคำขอให้นับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1871/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2116/2559 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้มีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผู้เสียหายเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 และมีข้อตกลงกันว่าผู้เสียหายมอบบัตรสินเชื่อเกษตรกรให้จำเลยที่ 1 นำไปซื้อสินค้าทางการเกษตรมาจำหน่ายที่ร้านของจำเลยที่ 1 เมื่อจำหน่ายได้ผู้เสียหายจะได้รับเงินสดนำไปใช้จ่าย แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าแล้ว แต่เรียกเก็บเงินไม่ได้จึงไม่สามารถคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้ ทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 นำบัตรสินเชื่อเกษตรกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออกให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ไปซื้อสินค้าโดยมิชอบ เป็นเงินสูงถึง 49,995 บาท ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งยังปรากฏว่ามีผู้เสียหายที่ถูกจำเลยที่ 1 กระทำและได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายราย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายแล้ว ก็เป็นแต่เพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 188 และมาตรา 15 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายมนเธียร ภิบาลจอมมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางสาวโกมลลดา ไกรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
วุฒินัย วงศ์ฟัก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7433/2560
#617365
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้ความหมายของสัญญาจ้างไว้ในทำนองเดียวกันว่า สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ และ ป.พ.พ. มาตรา 583 บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว ลูกจ้าง คือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างโดยอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง อันหมายความว่า ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่งและต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนนายจ้างสามารถลงโทษได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีโจทก์ในแต่ละครั้งมีลักษณะแตกต่างจากการจ่ายเงินเดือน และโจทก์ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยหรือผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจขายตรงเกี่ยวกับเครื่องสำอาง อาหารเสริม ธุรกิจสอนภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส และทำโครงการดรุณเศรษฐี โครงการเกษียณก่อนเกษียณ จำเลยจ่ายเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีธนาคารให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า สมุดเงินฝากของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ครั้งละ 30,000 บาท แต่มิได้โอนเข้าเป็นประจำทุกเดือนและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากการจ่ายเงินเดือน แสดงว่าไม่ใช่เงินเดือน พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟัง โจทก์ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยหรือผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย และไม่ปรากฏเวลาเข้าออกงานที่แน่นอนดังเช่นลูกจ้างทั่วไป ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้ความหมายของสัญญาจ้างไว้ในทำนองเดียวกันว่า สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว ลูกจ้าง คือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างโดยอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง อันหมายความว่า ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่งและต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนนายจ้างสามารถลงโทษได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีโจทก์ในแต่ละครั้งมีลักษณะแตกต่างจากการจ่ายเงินเดือน แสดงว่าไม่ใช่เงินเดือน และโจทก์ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยหรือผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย เช่นนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ แสงพายัพ
จำเลย — บริษัทเอส.ดับบลิว. เบทเตอร์ไลฟ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชัย ลิมป์วพรรณ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2560
#616985
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การวินิจฉัยว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 มิได้บัญญัติว่า ถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ และไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับค่าชดเชยมาใช้บังคับแก่กรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นนายจ้างย่อมยกเหตุเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อต่อสู้คดีกับลูกจ้างที่ฟ้องว่านายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ แม้นายจ้างมิได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 3,348,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมซ่อมบำรุงและฝ่ายวิศวกรรมระบบทำความเย็น โจทก์เรียกร้องค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นการตอบแทนจากนายอาลี ผู้ประมูลงานก่อสร้างอาคารห้องเย็นของจำเลย แต่นายอาลีไม่จ่ายเงินให้โจทก์ ถือว่าโจทก์ประพฤติตนไม่ซื่อตรงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยหยิบยกเหตุเลิกจ้างที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การวินิจฉัยว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 มิได้บัญญัติว่า ถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ และไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับค่าชดเชยมาใช้บังคับแก่กรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นนายจ้างย่อมยกเหตุเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อต่อสู้คดีกับลูกจ้างที่ฟ้องว่านายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ แม้นายจ้างมิได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย วัฒพรหม
จำเลย — บริษัทไฮไท ซีฟู้ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายพิเชฐ โพธิวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7404/2560
#616594
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยและ ส. มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่คนในหมู่บ้าน และได้วางแผนล่อซื้อให้สายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ศาลาที่พักที่เกิดเหตุ แต่เมื่อสายลับส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยกับพวก กลับพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขที่สายลับโทรติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางที่ ว. ภริยาของ ส. ไม่ได้พบที่จำเลย และสายลับติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับ ส. ไม่ใช่ติดต่อกับจำเลยโดยตรง เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามปากเบิกความขัดแย้งกันเรื่องจำเลย หรือ ส. ผู้ใดเป็นคนส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งที่ต่างอ้างว่าซุ่มดูอยู่ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนไม่มีกำแพงหรือสิ่งใดบดบัง คำเบิกความจึงไม่น่าเชื่อถือ โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย โจทก์ฎีกาว่าบันทึกคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของ ว. ระบุสอดคล้องกันว่า จำเลยร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้คำรับสารภาพชั้นจับกุม กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุม ไม่ได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นก็ตาม แต่บันทึกคำให้การชั้นจับกุมก็ดี ชั้นสอบสวนก็ดี ล้วนเป็นพยานบอกเล่า ซึ่ง ว. เบิกความปฏิเสธว่า ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่าน ส่วนคำให้การชั้นสอบสวน ตนก็ไม่ได้ให้การเช่นนั้น จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์หรือร่วมรู้เห็นในการมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดพยานโจทก์เท่าที่นำสืบมามีข้อสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมนางสาววริดา พร้อมยึดได้กระเป๋าสะพายสีน้ำตาล ธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ เป็นเงิน 500 บาท ที่สายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 091-305xxxx ของนายสุนันท์ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 125 สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน ที่จำเลยขับขี่วันเกิดเหตุ เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทเอกชัย ดาบตำรวจสุรัตน์ และดาบตำรวจสมจิตร เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเวียงแหง เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุพยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยและนายสุนันท์ มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่คนในหมู่บ้านจึงได้วางแผนเพื่อล่อซื้อ โดยพยานโจทก์ทั้งสามปากกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมอีกจำนวนหนึ่งไปซุ่มดูเหตุการณ์รอบบริเวณป่าช้าใกล้ศาลาที่พักที่เกิดเหตุตั้งแต่เวลา 19 นาฬิกาของวันเกิดเหตุจนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ได้ให้สายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยกับพวก เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว จึงส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยกับพวก แต่ได้ความจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมว่าการติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น สายลับติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับนายสุนันท์ ไม่ได้ติดต่อกับจำเลยโดยตรง หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขที่สายลับโทรติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางที่นางสาววริดา ภริยาของนายสุนันท์ ไม่ได้พบที่จำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับผู้ที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับซึ่งพยานโจทก์ร้อยตำรวจโทเอกชัยเบิกความว่านายสุนันท์เป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับ แต่ดาบตำรวจสมจิตรเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับ ส่วนดาบตำรวจสุรัตน์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าใครเป็นผู้ส่งมอบ ทั้งที่พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างอ้างว่าซุ่มดูอยู่ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนเนื่องจากมีไฟถนนส่องสว่าง ซึ่งปรากฏภาพของศาลา ที่เกิดเหตุเปิดโล่งไม่มีกำแพงและมีเสาไฟสาธารณะอยู่ฝั่งตรงข้ามและจากจุดที่ซุ่มดูไม่มีสิ่งใดบดบังอยู่จึงเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากจึงไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลย พยานโจทก์ทั้งสามปากเพียงได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยและนายสุนันท์มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษแก่คนในหมู่บ้านนั้น ก็เป็นเพียงได้รับคำบอกเล่ามาจากผู้อื่น การที่พยานโจทก์เบิกความว่าเห็นว่าจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุนั้นก็ได้ความว่าบริเวณนี้เกิดเหตุเป็นศาลาที่พักสำหรับประชาชนทั่วไป ร้อยตำรวจโทเอกชัยก็เบิกความว่าขณะพยานซุ่มดูเหตุการณ์ตั้งแต่เวลา 19 นาฬิกา ก็มีบุคคลเดินเข้าออกศาลาที่พักตลอดเวลารวมทั้งจำเลย นายสุนันท์และนางสาววริดาและเบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า ศาลาที่เกิดเหตุปกติเป็นที่ที่นักฟุตบอลจะมานั่งพักเวลาเล่นฟุตบอลเสร็จซึ่งจำเลยและนายนภดล เพื่อนของจำเลยก็เบิกความว่าวันเกิดเหตุหลังจากจำเลยกับเพื่อนเล่นฟุตบอลเสร็จแล้วได้มานั่งพักที่ศาลาที่เกิดเหตุเพื่อนของจำเลยกลับก่อน จำเลยกลับทีหลัง ลำพังพฤติการณ์ที่จำเลยอยู่ที่ศาลาที่เกิดเหตุกับนายสุนันท์และนางสาววริดาในขณะเกิดเหตุจึงยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า บันทึกคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของนางสาววริดาระบุสอดคล้องกันว่า จำเลยร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยนั้น เห็นว่า แม้คำรับสารภาพในชั้นจับกุมกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุม ไม่ได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นก็ตาม แต่บันทึกคำให้การชั้นจับกุมก็ดี ชั้นสอบสวนก็ดี ล้วนเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งนางสาววริดาได้เบิกความปฏิเสธว่าลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่าน ส่วนบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนตนก็ไม่ได้ให้การเช่นนั้น จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์หรือร่วมรู้เห็นในการมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายวิเชียร จะอู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนิชญา ปราณีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7403/2560
#616167
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายมิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ อันจะใช้สิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวได้ คดีส่วนอาญาย่อมยุติและถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์จึงถือได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับพวก แม้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจะมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท และไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ข้อเท็จจริงในส่วนคดีแพ่งจึงต้องฟังว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ตายอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายถวัลย์บิดาของนายวชิระ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 26 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงนายวชิระ ผู้ตาย ที่ศีรษะ หน้าอก และแขนหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในคดีส่วนแพ่งประการเดียวว่า จำเลยร่วมกระทำละเมิดต่อผู้ตาย และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้ในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้ฎีกา ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายมิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ อันจะใช้สิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวได้ คดีส่วนอาญาย่อมเป็นอันยุติและถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จึงถือได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับพวกของจำเลย แม้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจะมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท และไม่ต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า จำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิด ดังนั้นในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลก็จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ข้อเท็จจริงในส่วนคดีแพ่งจึงต้องฟังว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ตายอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 248 (เดิม)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — นายถวัลย์ สังขริม
จำเลย — นายอนุรักษ์หรือหน่อง อินทร์ประสงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงคราม — นายประชานาถ ทาบรรหาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7378/2560
#616601
เปิดฉบับเต็ม

ก. ผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสองมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสอง คำเบิกความของ ก. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานย่อมมิใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่ ก. เบิกความแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนเป็นการเบิกความกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องรอย ทั้งข้อเท็จจริงบางส่วนยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของ ก. ด้วย จึงมีเหตุผลเชื่อว่า ก. เบิกความช่วยเหลือจำเลยทั้งสองมากกว่าที่จะเบิกความไปตามที่เป็นจริง เชื่อว่า ก. ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของ ร้อยตำรวจโท ศ. ผู้ร่วมจับกุม ที่ยืนยันว่า ก. โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง โดยให้ ก. โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และนัดรับมอบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์มายังบ้านที่เกิดเหตุ แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ก่อนที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ก. การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ร้อยตำรวจโท ศ. และ ร้อยตำรวจโท พ. ผู้ร่วมจับกุมตรวจค้นพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ภายในห้องของบ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นกุญแจให้ไขตู้เสื้อผ้าที่ปิดล็อกก็พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และตามบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นสามีภริยากันและเป็นผู้เช่าบ้านที่เกิดเหตุจริง จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1736/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 700,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2534) มาตรา 7 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 9 ปี และปรับ 525,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 300,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 825,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1736/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทศักดิ์ชาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อผุด ร้อยตำรวจโทพิเชษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย กับพวก ไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 80/2 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เกิดเหตุ พบนายกอเซ็ม และนางสาวกาญจนา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1822/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนั้นจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุจากการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด รวม 471 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ซอง น้ำหนัก 43.280 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9.198 กรัม สมุดบัญชีเงินฝาก 2 เล่ม และอุปกรณ์การเสพยาเสพติด 1 ชุด กับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขโทรศัพท์ 08 4822 5xxx ของจำเลยที่ 2 ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ร้อยตำรวจโทศักดิ์ชายกับพวกจึงจับกุมนายกอเซ็ม นางสาวกาญจนา และจำเลยทั้งสอง แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าคำเบิกความหรือคำให้การชั้นสอบสวนของนายกิตติศักดิ์อย่างใดเป็นความจริง นายกิตติศักดิ์เบิกความว่า พยานให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่าจะช่วยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามพยานว่าสามารถนำเจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อยาเสพติดเพิ่มเติมได้หรือไม่ พยานตอบตกลง และได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่นายกอเซ็ม แต่ขณะนั้นเสียงปลายสายที่รับโทรศัพท์เป็นจำเลยที่ 1 พยานแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า จะไปเอางาน จำนวน 50 เม็ด ตกลงราคาซื้อขาย 15,000 บาท จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้โอนชำระเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยส่งข้อความรายละเอียดหมายเลขบัญชีที่จะให้โอนทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ตกลงนัดหมายรับมอบยาเสพติดที่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของนายกอเซ็ม แต่ไม่ได้นัดหมายเวลาที่จะไปรับมอบยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมพยานไปที่บ้านที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ช่วงระหว่างเวลา 12 ถึง 18 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุมีการโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เป็นระยะ บางครั้งก็มีเสียงผู้หญิงที่ปลายสาย พยานยืนยันว่าได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ หมายเลขโทรศัพท์ที่พยานติดต่อไปเพื่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน คือ หมายเลข 08 4822 5xxx ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 โดยพยานบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของนางมะ และมีรูปภาพของจำเลยที่ 2 ด้วย โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่พยานใช้ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติดไม่ใช่ตามภาพถ่าย แต่พยานยืนยันว่าได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7268 8xxx ในการติดต่อสั่งซื้อยาเสพติด ที่พยานเบิกความในชั้นพิจารณาแตกต่างจากชั้นสอบสวน พยานยืนยันตามคำเบิกความ ซึ่งคำเบิกความของนายกิตติศักดิ์ดังกล่าวเป็นการเบิกความกลับไปกลับมามีลักษณะไม่อยู่กับร่องกับรอย ทั้งข้อเท็จจริงบางส่วนยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายกิตติศักดิ์ด้วย จึงมีเหตุผลเชื่อว่านายกิตติศักดิ์เบิกความช่วยเหลือจำเลยทั้งสองมากกว่าที่จะเป็นการเบิกความไปตามที่เป็นจริง ที่นายกิตติศักดิ์อ้างว่าพนักงานสอบสวนยื่นข้อเสนอว่าหากล่อซื้อยาเสพติดได้เพิ่มเติมจะไม่ดำเนินคดีแก่พยานนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของนายกิตติศักดิ์ว่าปัจจุบันนายกิตติศักดิ์ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุยในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืน ข้ออ้างของนายกิตติศักดิ์จึงเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย เมื่อนายกิตติศักดิ์เบิกความว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญหรือใช้กำลังทำร้ายร่างกายนายกิตติศักดิ์ จึงเชื่อได้ว่านายกิตติศักดิ์ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ แม้นายกิตติศักดิ์ให้การชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุนานประมาณ 4 เดือน ก็ไม่ทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของนายกิตติศักดิ์รับฟังไม่ได้ คำให้การชั้นสอบสวนของนายกิตติศักดิ์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของร้อยตำรวจโทศักดิ์ชายผู้ร่วมจับกุม ที่ยืนยันว่านายกิตติศักดิ์โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง โดยให้นายกิตติศักดิ์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และนัดรับมอบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อนายกิตติศักดิ์ยังไม่โอนเงินโดยแจ้งว่าจะนำเงินไปให้ที่บ้านที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองก็ตกลง ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์มายังบ้านที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า นายกิตติศักดิ์โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด ราคา 15,000 บาท จากจำเลยทั้งสอง นัดรับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยครั้งแรกให้นายกิตติศักดิ์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ต่อมานัดชำระเงินที่บ้านที่เกิดเหตุ แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ก่อนที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายกิตติศักดิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นร้อยตำรวจโทศักดิ์ชาย และร้อยตำรวจโทพิเชษฐ์ผู้ร่วมจับกุม เบิกความได้ความว่าพยานกับพวกตรวจค้น พบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 2 เล่มเล่มหนึ่งชื่อบัญชีนายทวีศักดิ์ ส่วนอีกเล่มหนึ่งชื่อบัญชีนางสาวฮารีมะ อยู่ภายในห้องนอนอีกห้องหนึ่ง แม้โจทก์ไม่มีภาพถ่ายสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาแสดง แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทศักดิ์ชายว่า ขณะซุ่มดูเหตุการณ์ที่บ้านที่เกิดเหตุเห็นวัยรุ่นหลายคนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุและเห็นอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนวางอยู่ที่ชั้นวางของ พยานจึงแสดงตนเพื่อขอตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเนื่องจากสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ดังนี้ การที่พยานโจทก์ทั้งสองเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุจึงสืบเนื่องมาจากสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ย่อมไม่มีข้อระแวงให้สงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะกล่าวอ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากที่ค้นพบในบ้านที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองค้นพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ภายในห้องของบ้านที่เกิดเหตุจริง พยานโจทก์ทั้งสองยังเบิกความอีกว่า การตรวจค้นตู้เสื้อผ้าที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งปิดล็อกนั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นกุญแจให้ไขล็อกตู้เสื้อผ้า เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นในการตรวจค้นตู้เสื้อผ้า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ การที่ข้อเท็จจริงตามที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไม่ปรากฏในบันทึกการตรวจค้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสอง กับไม่มีภาพถ่ายขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นกุญแจตู้เสื้อผ้าให้เจ้าพนักงานตำรวจ ก็น่าจะเป็นความบกพร่องของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมและพยานโจทก์ทั้งสองเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทั้งสองจนทำให้สงสัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้ให้กุญแจไขตู้เสื้อผ้าที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองนัดหมายให้นายกิตติศักดิ์มารับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ ตรวจค้น พบสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ภายในห้องนอนของบ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ให้กุญแจเปิดตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ ประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ระบุว่าจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นสามีภริยากันและเป็นผู้เช่าบ้านที่เกิดเหตุจริง โดยอยู่ร่วมกันมาได้ประมาณ 1 เดือน แล้วจำเลยทั้งสองนอนพักในห้องนอนอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน ส่วนห้องพักอีกห้องหนึ่งที่ค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น นานๆ ครั้ง นายกอเซ็มและนางสาวกาญจนา น้องภริยาจะมาพัก แม้เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดทำขึ้น แต่จำเลยทั้งสองก็ลงลายมือชื่อไว้ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองทราบข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การต่อพยานโจทก์ทั้งสองตามความจริง คำให้การดังกล่าวซึ่งเป็นพยานบอกเล่าจึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ มิใช่เพียงมาเยี่ยมนายกอเซ็มและนางสาวกาญจนาเท่านั้น แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบคำให้การเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุหรือนำเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้เช่าบ้านที่เกิดเหตุจริง ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักลดน้อยลง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุในฐานะผู้เช่า เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางภายในบ้านที่เกิดเหตุสอดคล้องเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองนัดหมายนายกิตติศักดิ์มารับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุแล้ว จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นายทวีศักดิ์หรือแดง สุกรีมหรือสุกริม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นางสาววณิศรา อุปัติศฤงค์
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2560
#617843
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาลฎีกาว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว หักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท โดยคู่ความมิได้คัดค้านราคาประเมินดังกล่าว คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่ฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท อันทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงคดีเสร็จการพิจารณาและพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ตามมาก็ไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) เห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทคือที่ดินราชพัสดุตามทะเบียนราชพัสดุที่ อด.2513 โฉนดเลขที่ น.ส.ล.15247 ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 25 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยขอศาลออกหมายเรียกหรือหมายจับโจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารซึ่งอาศัยทำกินในที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2099/2549 ของศาลจังหวัดอุดรธานีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใด สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นประเด็นหลักของคดี เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยต่างโต้เถียงกันว่ามีสิทธิการเช่า และอาจมีราคาที่คำนวณเป็นเงินได้จำนวนมาก เพราะสามารถใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินเป็นจำนวนเงินนับล้านบาทได้ และคิดค่าเสียหายจากการไม่จดทะเบียนโอนคืนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินนับแสนบาท แต่ศาลชั้นต้นมิได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามราคาทุนทรัพย์ของสิทธิการเช่าและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินนั้น คงเรียกเก็บเฉพาะราคาทุนทรัพย์ในส่วนค่าเสียหาย 300,000 บาท เท่านั้น จึงคืนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวแล้วเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ครบถ้วนเสียก่อน เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว

ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุดรธานีให้ประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยแถลงขอต่อศาล สำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุดรธานีประเมินราคาแล้วมีหนังสือแจ้งว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท ศาลชั้นต้นแจ้งการประเมินราคาดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยทราบแล้วในวันนัดพร้อม ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่ขาดภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เมื่อรวมทุนทรัพย์หลังจากมีการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว จะมีทุนทรัพย์สูงถึง 1,723,606.33 บาท เกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล่างทั้งสอง ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 1 วางต่อศาลให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามที่ศาลฎีกาจะเห็นสมควร เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาลฎีกาว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท โดยคู่ความมิได้คัดค้านราคาประเมินดังกล่าว คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่ฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท อันทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงคดีเสร็จการพิจารณาและพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ตามมาก็ไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) เห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้องเป็นต้นไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พร้อมทั้งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ทั้งสองและเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด ยกอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้แก่โจทก์ที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นฟ้องคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเที่ยง ผางค้อน้อย กับพวก
จำเลย — นางจิว ศรีสิทธิประภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายวิจิตร มุละดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสันทัด สุจริต
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560
#617213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว

เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่

แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4) ม. 1547 ม. 1557 ม. 1564 ม. 1598/38 ม. 1598/39
ชื่อคู่ความ
เด็กชาย ก. โดยนางสาว น.
โจทก์ — มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายธัญเดช อิ่มวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉภาณุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7343/2560
#617360
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 กำหนดเงื่อนไขวิธีการได้มาซึ่งอนุสิทธิบัตร การปฏิเสธคำขอรับอนุสิทธิบัตร และการให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ไว้ในหมวด 3 ทวิ ซึ่งมีเงื่อนไขแยกต่างหากจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในหมวด 2 โดยมีขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาและการตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรโดยฝ่ายพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่าในกระบวนการพิจารณาและการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และให้ความคุ้มครองในสิทธิตามอนุสิทธิบัตรซึ่งมีระยะเวลาที่สั้นกว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์

อย่างไรก็ตาม ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และการออกอนุสิทธิบัตร บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ดังกล่าวมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ก็ได้ ตามมาตรา 65 ฉ การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมจำเลยที่ 1 กรณีที่อธิบดีของจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตามมาตรา 72 ส่วนการอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรให้อุทธรณ์ต่อศาล คู่กรณีฝ่ายใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 74 หรืออีกวิธีทางหนึ่งได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการสามารถฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ หากอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์เพราะขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ รวมถึงคำขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9, 10, 11 หรือ 14 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 นว

กระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรทั้งสองวิธีดังกล่าวเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือก และไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และ 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันระหว่างคู่กรณีเดียวกันซ้ำซ้อน

เมื่อโจทก์ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ว่ามีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ และอธิบดีของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอตรวจสอบดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 อันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 65 นว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ที่ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ที่ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ทันทีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 กับมีคำสั่งยกเลิกคำขอจดทะเบียนการอนุญาตให้ใช้สิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนไว้กับจำเลยที่ 1 ทุกฉบับ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุล โจทก์เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์สำหรับเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 โจทก์ผลิตเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดหยอดเหรียญและสอดธนบัตรตามอนุสิทธิบัตรขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า บริษัทพัชร เฟิร์ส ออยส์ จำกัด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์สำหรับตู้จำหน่ายน้ำมันด้วยการหยอดเหรียญหรือสอดเข้าของธนบัตรตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 โดยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อทางการค้าว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เซฟ ออยล์ หรือแชมป์ออยล์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ของจำเลยที่ 2 ว่ามีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 หรือไม่

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง การกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรนั้นบุคคลใดก็มีสิทธิกล่าวอ้างได้ แต่เฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้นที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ เมื่อการประดิษฐ์ของจำเลยที่ 2 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 มีลักษณะเช่นเดียวหรือให้ผลทำนองเดียวกับการประดิษฐ์เครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง เห็นว่า ในเรื่องอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 กำหนดเงื่อนไขในวิธีการได้มาซึ่งอนุสิทธิบัตร การปฏิเสธคำขอรับอนุสิทธิบัตรและการให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ไว้ในหมวด 3 ทวิ ซึ่งมีเงื่อนไขในกระบวนการพิจารณาคำขอรับอนุสิทธิบัตรแยกต่างหากจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์บัญญัติไว้ในหมวด 2 โดยมีขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาและการตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรโดยฝ่ายพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่าในกระบวนการพิจารณาและตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และให้ความคุ้มครองในสิทธิตามอนุสิทธิบัตรซึ่งมีระยะเวลาที่สั้นกว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้วยการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรให้ถูกต้องตามมาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 17 และตรวจสอบว่าการประดิษฐ์นั้นได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9 และทำรายงานการตรวจสอบนั้นเสนอต่ออธิบดีกรมจำเลยที่ 1 เพื่อรับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตรให้และประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตรตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 65 เบญจ ต่างจากการออกสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ต้องมีประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรยื่นคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์นั้น และเพื่อให้บุคคลผู้ที่เห็นว่าตนมีสิทธิรับสิทธิบัตรดีกว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรหรือเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 28 ถึงมาตรา 31 อย่างไรก็ตามภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และการออกอนุสิทธิบัตร บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ก็ได้ ตามมาตรา 65 ฉ การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมจำเลยที่ 1 กรณีที่อธิบดีของจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตามมาตรา 72 ส่วนการอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรให้อุทธรณ์ต่อศาล คู่กรณีฝ่ายใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามมาตรา 74 หรืออีกวิธีทางหนึ่งได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการสามารถฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ หากอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์เพราะขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ รวมถึงคำขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9, 10, 11 หรือ 14 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 นว ซึ่งกระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรทั้งสองวิธีดังกล่าวเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือกใช้สิทธิและไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และ 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องร้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันระหว่างคู่กรณีเดียวกันซ้ำซ้อน เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ของจำเลยที่ 2 ว่ามีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ และอธิบดีของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอตรวจสอบดังกล่าว กระบวนการตามกฎหมายที่โจทก์เลือกดำเนินการยังไม่สิ้นสุด โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6183 ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 65 นว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 ฉ ม. 65 นว ม. 72 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิ์ชานน ธนินเปรมอนันต์ หรือนายนิธิศ ลิ้มสกุล
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7323/2560
#616684
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร แก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ" ดังนั้น หากข้อตกลงตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันฯ ขัดแย้งกับบทบัญญัติใน ป.รัษฎากร จะต้องถือตามความตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร และความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันฯ ข้อ 7 (3) ระบุว่า "ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวร ให้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรนั้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" ข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า นอกจากค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของวิสาหกิจทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะสถานประกอบการถาวรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะและค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในประเทศไทยซึ่งสถานประกอบการถาวรของโจทก์ตั้งอยู่หรือที่อื่นมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้

แต่ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันฯ ฯ ข้อ 7 (3) ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ว่าค่าใช้จ่ายที่ปันส่วนมาจากต่างประเทศต้องคำนวณโดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์และพยานหลักฐานใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โจทก์มีค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิสำหรับสาขาในประเทศไทย 223,525,955.62 บาท โจทก์จึงต้องมีภาระการพิสูจน์ว่า จำนวนรายจ่ายที่ปันส่วนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคมีจำนวนที่เหมาะสมไม่เกินสมควร เป็นไปเพื่อความจำเป็นของกิจการสาขาในประเทศไทยเพียงใด แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิธีการที่โจทก์นำมาใช้มีความเหมาะสม เป็นไปเพื่อความจำเป็นของกิจการสาขาในประเทศไทยเพียงใด จึงนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้

กรณีจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น..." และวรรคสอง "การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ..." เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายปันส่วนจำนวน 223,525,955.62 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ และโจทก์ไม่โต้แย้งว่าได้จ่ายเงินดังกล่าวออกไปต่างประเทศจริงในปี 2541 จำนวน 25,482,207.62 บาท ที่เหลือจำนวน 198,043,748 บาท โจทก์บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โดยตั้งสำนักงานในต่างประเทศเป็นเจ้าหนี้แล้วจ่ายเงินดังกล่าวทั้งหมดออกไปต่างประเทศจริงในปี 2542 จึงถือว่าเงิน 223,525,955.62 บาท เป็นเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน เลขที่ ภงด.13-01002071-25480531-001-00001 เลขที่ ภงด.74.1-1-01002071-25480531-002-00002 เลขที่ กค.0724/ก.03/010793 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/44/2555 เลขที่ ภญ.(อธ.3)/45/2555 เลขที่ ภญ.(อธ.3)/47/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 และให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 55,967,769.93 บาท พร้อมดอกเบี้ย 55,967,769.93 บาท รวม 111,935,539.86 บาท กับให้ลดหรืองดเบี้ยปรับ 44,705,191.12 บาท และเงินเพิ่ม 22,924,853.04 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด 74.1-01002071-25480531-002-00002 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/45/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค 0724/ก.03/010793 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 เฉพาะที่ว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 36,966,722.54 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/47/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 กับให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 55,967,769.93 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต สำนักงานภูมิภาค (เอเซียแปซิฟิก) ตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการสาขาที่ประเทศไทย และเป็นสถานประกอบการถาวรตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนจากเงินได้และจากทุน โดยประกอบธุรกิจบริการ การธนาคารพาณิชย์ การค้าหลักทรัพย์ อันเป็นตราสารแห่งหนี้ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้ แบ่งกิจการเป็น 2 ส่วน คือกิจการธนาคารพาณิชย์และกิจการวิเทศธนกิจ มีนายสุรนิตย์และนายจิตต์บุญเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย ประเทศไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันได้ทำความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 (รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541) เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ สาขาประเทศไทย รอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และมีหนังสือแจ้งการประเมิน ดังนี้ ฉบับที่ 1 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ ภงด. 13-01002071-25480531-001-00001 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ฉบับที่ 2 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด. 74.1-01002071-25480531-002-00002 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโจทก์มีค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี บันทึกเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในกิจการธนาคารพาณิชย์ 186,559,233.08 บาท และกิจการวิเทศธนกิจ 36,966,722.54 บาท รวม 223,525,955.62 บาท โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่โจทก์จ่ายให้แก่สำนักงานใหญ่นั้นโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยทั้งจำนวน จึงถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์มีการจ่ายให้สำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 จำนวน 25,482,207.62 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 โดยตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเป็นเจ้าหนี้ 198,043,748 บาท จึงถือว่าโจทก์ได้จำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศแล้วตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องรับผิดโดยต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องหักนำส่ง 22,352,595.56 บาท พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 26 จำนวน 44,705,191.12 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 22,352,595.56 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 89,410,382.24 บาท ฉบับที่ 3 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค 0724/ก.03/010793 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ว่าตามแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ในส่วนกิจการวิเทศธนกิจมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 138,741,677.53 บาท แต่จากการตรวจสอบพบว่าโจทก์บันทึกค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่เป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทย จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 36,966,722.54 บาท และโจทก์คำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถือเป็นรายจ่ายเกินไป 175,226.70 บาท และนำค่าเสื่อมราคารถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ 23,654,45 บาท ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อทำการปรับปรุงกำไรขาดทุนสุทธิแล้ว โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 101,576,073.84 บาท ฉบับที่ 4 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด. 74.1-01002071-5480531-002-00003 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร รวมภาษีและเงินเพิ่ม 417,919 บาท ฉบับที่ 5 หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 01002071/02/0164 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ให้กิจการวิเทศธนกิจของโจทก์ได้รับคืนเงินภาษี 288,228.51 บาท ฉบับที่ 6 หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 01002071/02/0163 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ให้กิจการธนาคารพาณิชย์สาขาของโจทก์ได้รับคืนเงินภาษี 97,647,754.03 บาท ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จากที่ชำระไว้เกิน 153,916,587.21 บาท เนื่องจากการตรวจสอบพบว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่ 186,559,233.08 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยทั้งจำนวน จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์คำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินเป็นรายจ่ายเกินไป 884,185.03 บาท และบันทึกค่าเสื่อมราคารถยนต์เป็นรายจ่ายเกินไปเป็น 119,359.15 บาท เดิมแสดงผลกำไรสุทธิจำนวน 171,362,209.18 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรขาดทุนสุทธิแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิ 358,924,986.44 บาท คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ 107,677,495.93 บาท หักภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ได้ชำระแล้วตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 194,629,921.68 บาท และมีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์นำมาถือเป็นเครดิตภาษี 10,695,328.28 บาท รวมเป็นภาษีที่โจทก์ชำระไว้แล้ว 205,325,249.96 บาท โจทก์จึงมีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระไว้เกิน 97,647,754.03 บาท ในที่สุดจำเลยได้คืนเงิน 97,647,754.03 บาท ให้แก่โจทก์ แต่ปฏิเสธไม่คืนเงิน 56,268,833.18 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนี้ กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/44/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/45/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของกิจการวิเทศธนกิจของโจทก์ เลขที่ กค 0724/ก.03/010793 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และอุทธรณ์คัดค้านตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 01002071/02/0163 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/47/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่คัดค้านตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของกิจการวิเทศธนกิจของโจทก์ และมีคำวินิจฉัยในส่วนที่คัดค้านตามหนังแจ้งคืนเงินภาษีอากรว่าประเด็นดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ส่วนกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/46/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้ปลดภาษี โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ แต่กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง และกรณีการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะประเด็นการประเมินค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินสูงไปโจทก์ไม่ติดใจจึงเป็นอันยุติไป โจทก์จึงติดใจขอคืนภาษีเพียง 55,967,769.63 บาท

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์จะนำรายจ่าย 223,525,955.62 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ที่สถานประกอบการถาวรของโจทก์ในประเทศไทยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่สาธารณรัฐสิงคโปร์มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ" ดังนั้น หากข้อตกลงตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนขัดแย้งกับบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร จะต้องถือตามความตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร ปรากฏว่าความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันดังกล่าว ข้อ 7 (3) ระบุว่า "ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวร ให้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรนั้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" ข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า นอกจากค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของวิสาหกิจทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะสถานประกอบการถาวรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากตีความว่าแม้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรเท่านั้นแล้ว ข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนก็ไม่จำต้องมีขึ้น เพราะรายจ่ายใดที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (14) อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมีความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ข้อ 7 (3) ดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะและค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในประเทศไทยซึ่งสถานประกอบการถาวรของโจทก์ตั้งอยู่หรือที่อื่นมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.13/2529 ที่วางแนวทางให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือปฏิบัติตามความในข้อ 2 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ว่า การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ไม่กระทบกระเทือนถึงวิธีการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนฯ ที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ ข้ออ้างที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์นำค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายโดยอ้างว่าโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การนำค่าใช้จ่ายมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยได้ โจทก์ต้องนำส่งเอกสารที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ารายจ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคใช้วิธีการคำนวณเฉลี่ยรายจ่ายตามเกณฑ์ที่เหมาะสมถูกต้องเป็นธรรมโดยสม่ำเสมอ และเป็นไปตามสัดส่วนของจำนวนสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างไร หนังสือรับรองของสำนักงานตรวจบัญชีที่โจทก์ส่งมอบให้เจ้าพนักงานของจำเลยในชั้นตรวจสอบไม่ใช่หนังสือที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ของต่างประเทศที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตรวจสอบบัญชีดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งโดยโจทก์และเป็นการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองทั่วไป ไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าใช้วิธีการคำนวณเฉลี่ยรายจ่ายตามเกณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้องเป็นธรรมโดยสม่ำเสมอ จึงไม่สามารถพิจารณาให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของสำนักงานสาขาในประเทศไทยได้ ในชั้นพิจารณาของศาลโจทก์ส่งเอกสารเพื่อแสดงรายจ่ายปันส่วนมายังสาขาในประเทศไทยแต่ไม่มีคำอธิบายของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถบอกที่มาของเอกสาร ค่าใช้จ่ายที่โจทก์นำสืบแต่ละรายการไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิจารณาให้เป็นรายจ่ายได้ การเฉลี่ยค่าใช้จ่ายมายังสาขาในประเทศไทยไม่ได้แสดงเปรียบเทียบการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายไปยังสาขาทั่วโลกว่ามีหลักเกณฑ์แตกต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ข้อ 7 (3) ระบุเพียงว่า "ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวร ให้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรนั้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" โดยไม่ได้วางหลักเกณฑ์ว่าค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปที่ปันส่วนมาจากต่างประเทศต้องคำนวณโดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์และพยานหลักฐานใด ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โจทก์มีค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคจำนวนมากถึง 223,525,955.62 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิสำหรับสาขาในประเทศไทยในกิจการธนาคารพาณิชย์ 186,559,233.08 บาท และกิจการวิเทศธนกิจ 36,966,722.54 บาท โดยการคำนวณเป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับคดีเดิมตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1229/2551 แต่เมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ในคดีเดิมตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1229/2551 ที่โจทก์กล่าวอ้างปรากฏว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 โจทก์อ้างรายจ่ายปันส่วนในทำนองเดียวกันเพียง 19,924,063.87 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โจทก์อ้างรายจ่ายปันส่วนในทำนองเดียวกันเพียง 28,006,115.86 บาท โดยมีข้อเท็จจริงในคดีเดิมว่าค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่เป็นจำนวนไม่ถึงร้อยละ 1 ซึ่งน้อยมาก แต่ในคดีนี้ค่าใช้จ่ายปันส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ที่โจทก์อ้างมีจำนวนสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ประมาณ 200,000,000 บาท และมีจำนวนสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ประมาณ 195,000,000 บาท หากเทียบเป็นอัตราส่วนร้อยละแล้ว ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 มีค่าใช้จ่ายปันส่วนสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ประมาณร้อยละ 1,100 หรือกว่า 11 เท่า และมีค่าใช้จ่ายปันส่วนสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ประมาณร้อยละ 800 หรือเกือบ 8 เท่า นับว่าเป็นจำนวนที่สูงกว่ากันมาก ซึ่งการที่โจทก์มีสาขาทั่วโลกจำนวนมากแต่ละสาขาของโจทก์ในแต่ละประเทศย่อมมีผลประกอบการแตกต่างกัน ความรับผิดในทางภาษีของแต่ละประเทศก็ย่อมแตกต่างกัน หากการนำค่าใช้จ่ายปันส่วนไปใช้ในแต่ละสาขาทั่วโลกมาจากวิธีการคำนวณและเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมเกินสมควรก็จะเป็นช่องทางให้โจทก์นำค่าใช้จ่ายปันส่วนดังกล่าวไปใช้ในแต่ละสาขาทั่วโลกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งพยานโจทก์ปาก ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธเบิกความตอบทนายโจทก์ว่า ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายปันส่วนเกี่ยวกับการให้บริการของต้นทุนนั้นจะต้องพิจารณา 3 ด้าน ด้านที่หนึ่ง ต้องดูก่อนว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องจ่ายซึ่งจะต้องพิจารณาความเสี่ยงประกอบไปด้วย ด้านที่สอง ต้องดูว่ามีการจ่ายจริงหรือดูว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายจริง ด้านที่สาม ดูจำนวนที่จ่ายว่ามีความเหมาะสม ดังนั้น โจทก์จึงต้องมีภาระการพิสูจน์ว่า จำนวนรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ที่ปันส่วนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคมาจากวิธีการคำนวณเฉลี่ยและมีจำนวนที่เหมาะสมไม่เกินสมควรหรือไม่ หรือเป็นไปเพื่อความจำเป็นของกิจการสาขาในประเทศไทยเพียงใด ซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ พยานโจทก์นายจิตต์บุญผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทยของโจทก์ได้เบิกความว่า ข้อ 7 (3) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ได้ลอกเอาถ้อยคำตามข้อ 7 (3) ของต้นแบบอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับแรกที่องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ที่ทำขึ้นในปี 2506 ซึ่งหมายเหตุข้อ 13 ท้ายต้นแบบดังกล่าว ได้อธิบายการจัดสรรค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการทั่วไปให้แก่สำนักงานสาขา เช่น กรณีของโจทก์ โดยระบุว่า ข้อ 7 (3) มีเจตนารมณ์เป็นการเฉพาะเพื่อ "ให้สถานประกอบการถาวรสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในกรณีที่รายจ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวร ทั้งนี้ ไม่ว่ารายจ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม" และกล่าวต่อไปว่า "เป็นที่ชัดเจนว่าในบางกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องประมาณการ หรือคำนวณรายจ่ายดังกล่าว โดยวิธีการอันเป็นประเพณีนิยม ตัวอย่างเช่น กรณีค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ซึ่งจ่ายไปโดยสำนักงานใหญ่ของวิสาหกิจนั้น จะเป็นการเหมาะสมหากนำมาเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้หรือกำไรของสถานประกอบการถาวรต่อทั้งวิสาหกิจ และพยานโจทก์ปากนายโทมัสพนักงานโจทก์ สำนักงานใหญ่ และนายพอลพนักงานโจทก์ สำนักงานภูมิภาค ได้เบิกความว่า ค่าใช้จ่ายของสำนักงานใหญ่อาศัยหลักการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉลี่ยรายจ่ายตามปริมาณงานที่แต่ละแผนกทำให้แก่แต่ละสาขาทั่วโลกตามระยะเวลาที่ใช้ (working capacity หรือ time spent basis) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายโดยตรงเกี่ยวกับบุคลากรคือ ยอดรวมของค่าใช้จ่ายโดยตรงสำหรับบุคลากรของสำนักงานใหญ่ที่ถูกจัดสรรปันส่วนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละหน่วย หน่วยงานเหล่านั้นหรือที่เรียกว่าแผนก/ฝ่าย จะระบุตามลำดับว่าทำงานไปแล้วเท่าใด โดยคิดเป็นอัตราร้อยละของยอดรวมของขีดความสามารถในการทำงานของแต่ละแผนก/ฝ่าย คือเวลาที่ได้ใช้ไปสำหรับงานซึ่งได้ดำเนินการไปเพื่อช่วยสนับสนุนหน่วยงานต่างชาติต่าง ๆ ตามลำดับ รวมถึงสาขาประเทศไทยด้วย ผลลัพธ์คือฐานค่าใช้จ่ายตรงที่สามารถนำไปจัดสรรปันส่วนได้ ค่าใช้จ่ายทางอ้อมของพนักงาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎหมาย และตามประเพณีปฏิบัติ และค่าใช้จ่ายด้านสังคม เป็นต้น ค่าใช้จ่ายประเภทนี้จะไม่สามารถเฉลี่ยให้แก่แต่ละแผนกของสำนักงานใหญ่โดยเหตุแห่งลักษณะที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยอ้อมจะเรียกเก็บเป็นอัตราร้อยละ และเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยตรง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยตรง ตามเกณฑ์ดังนี้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานของสำนักงานใหญ่ทั้งหมดลบด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานของสำนักงานใหญ่โดยตรงคูณ 100 แล้วหารด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานของสำนักงานใหญ่โดยตรง อัตราร้อยละดังกล่าวจะเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยตรงที่เฉลี่ยให้แก่แต่ละสาขาเพื่อที่จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าใช้จ่ายที่เฉลี่ยทั้งหมดของต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยตรงและโดยอ้อมของสำนักงานใหญ่ และโดยเหตุที่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยอ้อมมีสภาพเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นควบคู่กับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยตรง ดังนั้น สำนักงานใหญ่จึงเฉลี่ยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยอ้อมในอัตราเดียวกับค่าใช้จ่ายโดยตรงในแต่ละแผนก และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ การคำนวณเป็นวิธีการตามค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยอ้อม สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้บริการของศูนย์บริหารและแนะนำ (MLC) ซึ่งบริหารจัดการและประสานงานสำหรับธุรกิจการธนาคารเพื่อการลงทุนทั่วโลก อาศัยหลักการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของระยะเวลาที่ให้บริการแก่สาขาตามสัญญา สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ E-mail รวมถึงต้นทุนในการให้บริการทางด้านระบบทางเทคนิคสำหรับการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ค่าใช้จ่ายปันส่วนขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้ใช้ตามความเป็นจริง สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ SAP ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับทรัพยากรขององค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาใช้ในการบริหารจัดการ และเกี่ยวกับระบบบัญชีที่เฉลี่ยให้แก่สาขาที่เกี่ยวข้องทั่วโลกที่ใช้ระบบนี้ อาศัยหลักเกณฑ์ตามที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ระบบตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ องค์ประกอบพื้นฐาน : ถ่วงน้ำหนักด้วยปัจจัยร้อยละ 60 จำนวนของศูนย์ต้นทุน : ถ่วงน้ำหนักด้วยปัจจัยร้อยละ 20 ปริมาณค่าใช้จ่าย : ถ่วงน้ำหนักด้วยปัจจัยร้อยละ 20 ส่วนค่าใช้จ่ายของสำนักงานภูมิภาคอาศัยหลักการเฉลี่ยตามระยะเวลาที่ใช้ (time spent basis) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในส่วนของ General Services คิดเป็นอัตราส่วนสำหรับภูมิภาคนี้ที่ได้รับการปันส่วนมาที่สาขาในประเทศไทยร้อยละ 5.74 ค่าใช้จ่ายในส่วนของ Global Charges คิดเป็นอัตราส่วนสำหรับภูมิภาคนี้ที่ได้รับการปันส่วนมาที่สาขาในประเทศไทยร้อยละ 0.55 ค่าใช้จ่ายในส่วนของ IT Applications คิดเป็นอัตราส่วนสำหรับภูมิภาคนี้ที่ได้รับการปันส่วนมาที่สาขาในประเทศไทยร้อยละ 3.59 ค่าใช้จ่ายในส่วนของ IT Infrastructure คิดเป็นอัตราส่วนสำหรับภูมิภาคนี้ที่ได้รับการปันส่วนมาที่สาขาในประเทศไทยร้อยละ 5.07 รวมค่าใช้จ่ายจากสำนักงานภูมิภาคคิดเป็นอัตราส่วนสำหรับภูมิภาคนี้ที่ได้รับการปันส่วนมาที่สาขาในประเทศไทยร้อยละ 5.02 และอธิบายถึงภาพรวมของงานแต่ละแผนกแล้วคำนวณจัดสรรรายจ่ายเป็นจำนวนเงินเทียบสัดส่วนเป็นอัตราร้อยละในแต่ละรายการเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าเพราะเหตุใดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการจึงใช้วิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน และเพราะเหตุใดจึงไม่คำนวณตามวิธีคำนวณตามสัดส่วนรายได้หรือกำไรของสถานประกอบการถาวรต่อทั้งวิสาหกิจ ตามหมายเหตุข้อ 13 ท้ายต้นแบบอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับแรกที่องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ทำขึ้นในปี 2506 ตามที่นายจิตต์บุญได้เบิกความ หรือวิธีการของโจทก์ในแต่ละรายการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่าวิธีการดังกล่าวอย่างไร และแม้พยานโจทก์ปากนายฟิลลิปซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ตรวจงบการเงินของสำนักงานภูมิภาค ได้เบิกความว่ามีหลักการคำนวณหลายรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ในการจัดสรรค่าใช้จ่ายที่เป็นที่ยอมรับของหน่วยภาษี เช่น หลักเวลาที่ใช้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการคำนวณที่ใช้ในคดีนี้ หลักค่าใช้จ่ายโดยค่าใช้จ่ายเป็นของส่วนงานใดก็จัดสรรไปยังหน่วยงานนั้น และหลักรายได้โดยค่าใช้จ่ายจะถูกจัดสรรบนพื้นฐานของรายได้ของส่วนงานที่ได้รับการจัดสรร และ ดร.ทอม หรือโทมัสผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเบิกความว่า เป็นรายงานเกี่ยวกับการแบ่งสรรรายจ่ายการบริหารและการให้บริการส่วนกลางได้ตั้งข้อสังเกตในวรรค 45 ว่า วิธีคิดรายจ่ายค่าบริหารและการให้บริการส่วนกลางดังต่อไปนี้เป็นที่นิยมในหมู่วิสาหกิจข้ามชาติมากที่สุด ก) คิดค่าใช้จ่ายทางตรงสำหรับการให้บริการเป็นการเฉพาะ ข) แบ่งสรรค่าปันส่วนค่าใช้จ่ายให้วิสาหกิจในเครือตามสัดส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการให้บริการนั้นโดยประมาณ - แบ่งปันรายจ่าย ค) ให้แต่ละส่วนของวิสาหกิจจ่ายค่าตอบแทนการให้บริการของกลุ่มตามสัดส่วนทางธุรกิจของวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ตามยอดรายรับ เรียกว่า การให้ต้นทุน หรือ เกณฑ์ตายตัว ง) การรวมผลกำไรกับราคาสินค้าที่บริษัทผู้มีรายจ่ายส่วนกลางขายให้วิสาหกิจในเครือ แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าวิธีการของโจทก์เป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกว่าวิธีการอื่น ๆ อย่างไร เมื่อโจทก์อ้างว่าวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายปันส่วนของโจทก์อาศัยคำนวณตามวิธีการต่าง ๆ ตามแต่ละรายการ และสาขาในประเทศไทยของโจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับไม่นำสืบถึงผลประโยชน์ที่คำนวณเป็นปริมาณงานหรือมูลค่างานโดยประมาณการในรูปแบบการให้บริการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจของสาขาในประเทศไทยที่ได้รับจากค่าใช้จ่ายปันส่วนตามวิธีการต่าง ๆ ในแต่ละรายการว่ามีมากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายปันส่วน ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปตามวิธีการต่าง ๆ ของโจทก์อันมีผลต่อจำนวนของรายจ่ายที่จ่ายไปมีสัดส่วนสมเหตุสมผลกับผลประโยชน์ที่คำนวณเป็นปริมาณงานหรือมูลค่างานในรูปแบบการให้บริการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจที่สาขาประเทศไทยได้รับมาจริงหรือไม่ ส่วนเอกสารที่โจทก์นำสืบถึงการคำนวณรายจ่ายปันส่วนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้หลักตามระยะเวลา (working capacity หรือ time spent basis) แม้จะแสดงวิธีการจัดสรรรายจ่ายต่าง ๆ ในแผนกงานต่าง ๆ คำนวณเป็นจำนวนเงิน แล้วเทียบในอัตราร้อยละ แต่ไม่มีการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปกับผลประโยชน์ที่คำนวณเป็นปริมาณงานหรือมูลค่างานในรูปแบบการให้บริการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจที่สาขาประเทศไทยได้รับมาจริง การที่โจทก์นำสืบแต่เพียงด้านเดียวว่าสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคเฉลี่ยรายจ่ายตามวิธีการต่าง ๆ ของโจทก์ในแต่ละรายการแล้วคำนวณจำนวนค่าใช้จ่ายโดยเทียบสัดส่วนเป็นอัตราร้อยละ จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิธีการที่โจทก์นำมาใช้ในการคำนวณค่าใช้จ่ายปันส่วนและจำนวนค่าใช้จ่ายปันส่วนมีความเหมาะสมและเกินสมควรหรือไม่ หรือเป็นไปเพื่อความจำเป็นของกิจการสาขาในประเทศไทยเพียงใด ส่วนที่พยานโจทก์ปาก นายฟิลลิปซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ตรวจงบการเงินของสำนักงานภูมิภาคเบิกความว่า ได้ตรวจสอบตามมาตรฐานวิชาชีพ และตอบทนายจำเลยถามติงว่า การตรวจสอบบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ของสำนักงานภูมิภาคใช้หลักเกณฑ์การตรวจสอบของสำนักงานภูมิภาคในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า เมื่อใช้หลักเกณฑ์เดียวกันและได้ตรวจสอบตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วเพราะสาเหตุใดในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จึงมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ประมาณร้อยละ 1,100 หรือกว่า 11 เท่า และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ประมาณร้อยละ 800 หรือเกือบ 8 เท่า ทั้งที่ระยะเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี หรือสัดส่วนค่าใช้จ่ายปันส่วนสำหรับสาขาประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 เทียบกับค่าใช้จ่ายสาขาโดยรวมทั่วโลกแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นหรือน้อยลงกว่าในคดีเดิมตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1229/2551 เพียงใด อีกทั้งโจทก์ไม่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งตรวจสอบงบการเงินของสาขาประเทศไทยมาเบิกความรับรองและอธิบายรายละเอียดในการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินว่า จำนวนรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ที่เฉลี่ยจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคมาจากวิธีการคำนวณ และมีจำนวนที่เหมาะสมเกินสมควรหรือไม่ และในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งตรวจสอบงบการเงินของสาขาประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดในส่วนนี้ไว้แต่อย่างใด นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายปันส่วนที่โจทก์อ้างส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและการบริการของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โจทก์ส่งค่าใช้จ่ายปันส่วนออกไปจากประเทศไทยเพียงจำนวน 25,482,207.62 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 198,043,748 บาท โจทก์กลับบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีเหตุผลอย่างไรถึงกระทำเช่นนั้น และอย่างไรก็ตามโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีสาขาทั่วโลกเท่าใด ในแต่ละประเทศมีกี่สาขา เทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายปันส่วนแล้วมีความเหมาะสมกับรายได้หรือกำไรของทั้งกิจการทั่วโลกของโจทก์ หรือมีความเหมาะสมด้วยประการอื่นอย่างไร ดังนั้น เมื่อกรณีเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำนวนค่าใช้จ่ายปันส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ในคดีนี้ มีจำนวนที่แตกต่างจากในคดีเดิมเป็นจำนวนมากทั้งที่โจทก์อ้างหลักเกณฑ์เดียวกัน ลำพังเพียงรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ตรวจสอบงบการเงินของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคและคำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนพยานปากอื่นของโจทก์ก็ไม่ใช่พยานที่จะยืนยันถึงความเหมาะสมของวิธีการคำนวณและจำนวนค่าใช้จ่ายปันส่วน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายปันส่วนจำนวน 223,525,955.62 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ ต้องบวกกลับเพื่อคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิใหม่ ดังนั้น หนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในกิจการวิเทศธนกิจ และหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากรจำนวน 56,268,833.18 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ชอบหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ..." ดังนั้น การจำหน่ายเงินกำไรยังหมายความรวมถึง เงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายปันส่วนจำนวน 223,525,955.62 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ และโจทก์ไม่โต้แย้งว่าได้จ่ายเงินดังกล่าวออกไปต่างประเทศจริงในปี 2541 จำนวน 25,482,207.62 บาท ที่เหลือจำนวน 198,043,748 บาท โจทก์บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โดยตั้งสำนักงานในต่างประเทศเป็นเจ้าหนี้แล้วจ่ายเงินดังกล่าวทั้งหมดออกไปต่างประเทศจริงในปี 2542 เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวไม่อาจถือเป็นรายจ่ายย่อมต้องบวกกลับไปเพื่อคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ แต่ในที่สุดโจทก์กลับจำหน่ายเงินดังกล่าวทั้งหมดออกไปต่างประเทศ จึงต้องถือว่าเงินจำนวน 223,525,955.62 บาท ดังกล่าวเป็นเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ ส่วนประเด็นของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้น เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่ารายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ที่เฉลี่ยจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคมาจากวิธีการคำนวณเฉลี่ยและมีจำนวนที่เหมาะสมเกินสมควรหรือไม่ หรือเป็นไปเพื่อความจำเป็นของกิจการสาขาในประเทศไทยเพียงใด และไม่นำสืบให้เห็นว่าเพราะสาเหตุใดรายจ่ายปันส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ดังกล่าว จึงสูงกว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ถึงประมาณร้อยละ 1,100 และร้อยละ 800 ตามลำดับ ทั้งที่เวลาผ่านไปไม่กี่ปี และมีเหตุผลอย่างไรที่ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 โจทก์ส่งค่าใช้จ่ายปันส่วนออกไปจากประเทศไทยจริงเพียงจำนวน 25,482,207.62 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 198,043,748 บาท โจทก์กลับบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 แล้วจ่ายออกไปจากประเทศไทยจริงในปี 2542 ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ด้วยเหตุผลข้างต้น หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จึงชอบแล้ว จำเลยไม่จำต้องคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์กรณีจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และกรณีแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ โดยให้คืนเงินภาษีอากรมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อที่ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด. 74.1-01002071-25480531-002-00002 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ (อธ.3)/45/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 และตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0724/ก.03/010793 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.3)/47/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (14) ม. 70 ทวิ
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารดอยซ์แบงก์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา