คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6505/2560
#618291
เปิดฉบับเต็ม

ใบเสร็จรับเงินของโจทก์ร่วมพิมพ์เป็นเล่มมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของกระดาษขนาด เอ 4 แต่บางกว่า บนหัวกระดาษมีรูปเต่าพร้อมชื่อที่อยู่ของบริษัทพิมพ์ด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม มุมขวาบนระบุเลขที่ของใบเสร็จรับเงิน ซึ่ง 1 ฉบับมี 1 เลขที่ใบเสร็จ ประกอบด้วยกระดาษ 4 แผ่น ใบแรกเป็นสีขาว มีคำที่มุมขวาบนว่า ต้นฉบับ ซึ่งส่งมอบให้ลูกค้าที่ชำระเงิน ใบที่ 2 เป็นสีฟ้า มีคำที่มุมขวาบนว่า สำเนาส่วนนี้ส่งให้สำนักงานบัญชีตอนปลายเดือนเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบที่ 3 เป็นสีเหลืองที่มุมขวาบนมีคำว่า สำเนา ส่วนนี้เก็บไว้ในแฟ้มของลูกค้าแต่ละราย ใบสุดท้ายเป็นสีชมพูมีคำที่มุมขวาบนว่า สำเนา ส่วนนี้ติดเล่มใบเสร็จรับเงินไว้กับต้นขั้ว เมื่อใช้ใบเสร็จรับเงินหมดทั้งเล่มแล้วฝ่ายบัญชีจะคืนเล่มใบเสร็จรับเงินให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 นำไปคืนกรรมการบริษัทโจทก์ร่วม ใบเสร็จรับเงินที่ยังใช้ไม่หมดเล่มจะอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 2 ในการนำเอกสารไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถให้ผู้เช่าซื้อที่สำนักงานขนส่งจะใช้ใบเสร็จรับเงินสีขาวเป็นต้นฉบับที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้ว โดยนำไปถ่ายเอกสารมาให้กรรมการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทนำไปประกอบเอกสารชุดโอน แต่ปรากฏว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้แก่ผู้เช่าซื้อราย ร. พ. จ. ส. ส. ก. ส. ม. ส. และ อ. ตามลำดับ รวม 10 รายนี้ โจทก์ร่วมได้ออกให้แก่ ศ. ส. ธ. พ. ส. และ อ. ไปแล้วตามใบเสร็จรับเงินสีชมพูซึ่งติดต้นขั้วในเล่มใบเสร็จรับเงินที่ ก. กรรมการบริษัทโจทก์ร่วมเก็บไว้ และตามสำเนาใบเสร็จรับเงินสีฟ้าที่ส่งให้สำนักงานบัญชีซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงฉบับที่ออกให้ ส. เลขที่ 4351 ถูกนำไปใช้ออกใบเสร็จรับเงินแก่ พ. ส. และ ส. ฉบับที่ออกให้ ธ. เลขที่ 4451 ถูกนำไปใช้ออกใบเสร็จรับเงินแก่ จ. และ ม. กับฉบับที่ออกให้ พ. เลขที่ 4501 ถูกนำไปใช้ออกใบเสร็จรับเงินแก่ ก. และ ส. จึงเชื่อว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกผู้เช่าซื้อทั้ง 10 ราย ซึ่งพบและถ่ายสำเนามาจากเอกสารชุดโอนรถที่คัดสำเนามาจากสำนักงานขนส่งเป็นเอกสารปลอมมาจากใบเสร็จรับเงินฉบับที่แท้จริงสีชมพูที่ติดอยู่ต้นขั้วในเล่มที่กรรมการบริษัทโจทก์ร่วมเก็บไว้โดยวิธีการถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับใบเสร็จรับเงินสีขาวที่แท้จริงขณะยังไม่กรอกข้อความแล้วนำมากรอกข้อความแสดงการรับเงินจากลูกค้า โดยฉบับที่ออกให้ จ. ส. และ ก. ระบุจำนวนเงินน้อยกว่าที่คนเหล่านี้จ่ายให้ จากนั้นนำไปถ่ายสำเนาอีกครั้งเพื่อนำไปใช้ประกอบเอกสารชุดโอนรถที่สำนักงานขนส่ง เมื่อพิจารณาจากหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทมีหน้าที่เร่งรัดติดตามหนี้เงินค่าเช่าซื้อ จัดทำเอกสารชุดโอนปิดบัญชี และนำเอกสารชุดโอนปิดบัญชีไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถให้แก่ผู้เช่าซื้อที่สำนักงานขนส่ง และตามคำเบิกความของผู้เช่าซื้อในจำนวน 10 รายนั้น บางคนไปที่บริษัทโจทก์ร่วม ที่เต็นท์ขายรถ ที่ศาลแขวงชลบุรี ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ฉะเชิงเทรา พบจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อเพื่อปิดบัญชีแก่จำเลยที่ 1 หรือพบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกให้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 บอกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์รถให้หรือจะได้รับสมุดคู่มือจดทะเบียนภายในกำหนดระยะเวลาที่แจ้ง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการปลอมใบเสร็จรับเงินและใช้ใบเสร็จรับเงินปลอมเหล่านี้ประกอบเอกสารชุดโอนรถ อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วม มีหน้าที่รับเงินจากลูกค้าผู้เช่าซื้อออกใบเสร็จรับเงินรวมทั้งดูแลเล่มใบเสร็จรับเงินของโจทก์ร่วม ในใบเสร็จรับเงินเอกสารปลอมเหล่านี้ล้วนมีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ในช่องเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจและช่องฝ่ายบัญชี ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของตนจริง โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนส่งใบเสร็จรับเงินเหล่านี้มาให้ตนเขียนกรอกข้อความบอกว่าจะเอาไปแนบประกอบเอกสารชุดโอนปิดบัญชีเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถให้ลูกค้า จำเลยที่ 2 รู้ว่าใบเสร็จรับเงินในเล่มที่ตนเก็บรักษาดูแลไว้เป็นของที่แท้จริงของโจทก์ร่วมมีเลขที่ใบเสร็จรับเงินในแต่ละเลขที่ 1 เลขที่ซึ่งมีจำนวน 4 แผ่น แผ่นแรกเป็นต้นฉบับอีก 3 แผ่นเป็นสำเนา การออกใบเสร็จรับเงินต้องออกเรียงตามลำดับเลขที่พร้อมใบเสร็จรับเงิน การที่จำเลยที่ 2 ยอมกรอกข้อความลงในแบบใบเสร็จรับเงินที่ถ่ายสำเนามาทั้งที่รู้อยู่ว่าใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงของโจทก์ร่วมเป็นอย่างไร ใบเสร็จรับเงินที่ตนจะออกต้องเป็นใบเสร็จรับเงินที่ตนดูแลเก็บรักษาและใช้งานอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ออกใบเสร็จรับเงินเหล่านั้นซึ่งเป็นเอกสารถ่ายสำเนาไม่ใช่ของบริษัททั้งที่จำเลยที่ 2 ก็รู้อยู่ว่าใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงเลขที่เดียวกันนั้นตนได้ออกให้ลูกค้าคนอื่นไปแล้วจำเลยที่ 2 จึงมีเจตนาร่วมปลอมใบเสร็จรับเงินเหล่านั้นด้วย อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการนำเอกสารชุดโอนไปจดทะเบียนแม้จะยอมรับว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าจะใช้ในการโอนรถ แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดจากการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 2 มีการกระทำอื่นใดนอกเหนือจากนั้นในการใช้ใบเสร็จรับเงินปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมใช้เอกสารปลอมด้วย

แม้จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานฝ่ายบัญชี มีหน้าที่รับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าผู้เช่าซื้อรถของโจทก์ร่วม และลงลายมือชื่อรับเงินในช่องฝ่ายบัญชีของใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารปลอมในการปิดบัญชีเพื่อใช้ประกอบเอกสารชุดโอนรถที่จำเลยที่ 1 ใช้ทั้ง 10 รายดังกล่าว และแม้โจทก์และโจทก์ร่วมมี ส. จ. ส. ส. และ อ. เบิกความว่า นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระเพื่อปิดบัญชีที่บริษัทโจทก์ร่วมพบพนักงานหญิงคนหนึ่งของบริษัทซึ่งเป็นฝ่ายบัญชีหรือเจ้าหน้าที่การเงินจึงส่งมอบเงินนั้นให้ไปแล้วพนักงานหญิงนั้นออกใบเสร็จรับเงินให้พยาน แต่ในทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงได้ความจากกรรมการบริษัทโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ต้องนำเงินนั้นมาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ในตอนเย็นทุกวันเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปส่งให้กรรมการบริษัทโจทก์ร่วมทุกวัน ซึ่งทางปฏิบัติการทำงานเป็นเช่นนี้โจทก์และโจทก์ร่วมจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่กระทำการตามหน้าที่ดังกล่าวโดยมิได้ส่งมอบเงินแก่จำเลยที่ 1 หรือส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเป็นของตนโดยมิได้นำส่งกรรมการตามหน้าที่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงตามที่วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าเช่าซื้อที่ลูกค้าทั้ง 10 ราย นำมาปิดบัญชี แต่จะรับฟังโดยสันนิษฐานข้อเท็จจริงให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 2 ถึงขนาดว่าเป็นการแบ่งงานกันทำกับจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ และไม่เป็นพยานแวดล้อมกรณีอย่างหนึ่งที่จะนำมารับฟังประกอบกันเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 เพราะการรับเงินจากลูกค้าผู้เช่าซื้อเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 188 ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทฮาชิลีสซิ่ง จำกัด
นายณัฐพลหรืออานุภาพ ศิริสวัสดิ์
จำเลย — หรือรุ่งทวีศิริสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายดำรงค์ บำรุงศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6488/2560
#618522
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีอำนาจที่จะรับคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 เพราะเป็นศาลที่ผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ซึ่งในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนั้น ผู้ร้องยังไม่ทราบว่าคดีจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ จนกระทั่งผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเนื่องจากมีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 (เดิม) แล้วมีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ความปรากฏในภายหลังว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการแก่ผู้คัดค้านต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานสภาอนุญาโตตุลาการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ด้วยเหตุผิดสัญญาซื้อขาย เพราะมีเจตนาไม่ส่งมอบสินค้าให้ครบถ้วนตามสัญญา ผู้ร้องขอให้ผู้คัดค้านส่งมอบเศษเหล็ก ขนาด 30 เซนติเมตร ตามจำนวนที่เหลืออีก 1,164.13 ตัน ภายใน 7 วัน หากไม่ส่งมอบ ให้ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงเพิกเฉย ผู้ร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหาย จำนวน 1,850,819.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านชี้แจงว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา ผู้ร้องต่างหากเป็นฝ่ายผิดสัญญา คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง จำนวน 1,813,114.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นข้อเรียกร้องเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นเห็นสมควรเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9

ต่อมาได้มีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ทก.50/2558 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2558 วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อคดีนี้มิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีและให้ผู้ร้องไปฟ้องคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพราะศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคำร้องขอคดีนี้มาตั้งแต่แรกตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี แล้วให้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใหม่ต่อไป เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 8 จะบัญญัติว่า "เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไว้พิจารณาพิพากษา" แต่ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้" จะเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีอำนาจที่จะรับคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 เนื่องจากเป็นศาลที่ผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ซึ่งในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องยังไม่ทราบว่าคดีจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จนกระทั่งผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเนื่องจากมีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 (เดิม) และเมื่อได้มีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ทก.50/2558 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2558 วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ความปรากฏในภายหลังว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทอินดัส เมทัล จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทแนนด์ ซิสเต็มส์ คอนซัลแทนส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนัส ภักดิ์ภูวดล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวดุษฎี ห์ลีละเมียร
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6447/2560
#616166
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 19 มิได้กำหนดว่า การออกหมายเรียกเกินกว่าสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวภายในสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์เกินกว่าสองปีก็ได้

ดอกเบี้ยเงินฝากที่จะถือเป็นรายได้ปกติธุระจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่มีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน และเฉพาะการฝากเงินประเภทออมทรัพย์ที่ใช้สมุดคู่ฝากในการถอนและไม่ใช้เช็คในการถอนเงินเท่านั้นที่จะได้รับยกเว้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิพาทของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจแก้ไขปรับปรุงรายได้ของโจทก์จากรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นรายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และปรับปรุงผลกำไรขาดทุนสุทธิภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด.73.1-05110010-25550524-002-00013 ถึงเลขที่ 00018 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค 0722/ภญ/10357 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ. 3)/031 ถึง 033/2556 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด.73.1-05110010-25550524-002-00013 ถึง 00018 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/031 และ 032/2556 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ในส่วนของเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าวเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้นตามกฎหมาย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง และเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มีหน้าที่ประเมินและจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและตามกฎหมายอื่นที่กำหนด โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 สำหรับการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนคดีนี้ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ของโจทก์ โดยส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่าโจทก์มีรายได้ดอกเบี้ยจากธนาคารต่างประเทศและธนาคารต่างประเทศในประเทศไทย ประเภทบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) เป็นหลักฐานแทนสมุดคู่ฝากในการฝาก ถอน ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อ 2.4 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึงปี 2547 สำหรับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โจทก์ยื่นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 โจทก์ยื่นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โจทก์ยื่นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 เจ้าพนักงานของจำเลยขออนุมัติออกหมายเรียกและขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549 โดยได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 โจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 โจทก์ให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ถ้อยคำแก่จำเลยและให้จำเลยตรวจสอบสถานประกอบการของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึงปี 2547 และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2547 โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์การประเมิน รวมทั้งขอทุเลาการชำระภาษี ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยรายได้ดอกเบี้ยรับจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำมาประเมินและเรียกเก็บภาษีเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าในต่างประเทศของโจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์โดยนำเงินค่าสินค้าดังกล่าวนำฝากบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่โจทก์เปิดบัญชีไว้ ซึ่งบัญชีเงินฝากดังกล่าวไม่ใช้สมุดคู่ฝาก แต่ใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) ในการฝากถอน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกไต่สวนชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามแบบขออนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกและแบบขออนุมัติออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึงปี 2546 ปรากฏเหตุผลที่เป็นมูลเหตุในการขอขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีก็เนื่องจากผลการตรวจหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ได้รับอนุมัติให้ประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม โจทก์นำรายได้ดอกเบี้ยรับในส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมารวมเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นทำให้กำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีไม่ถูกต้อง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึงปี 2546 โจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับเช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ทำให้กำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีไม่ถูกต้อง และโจทก์ไม่ยินยอมปรับปรุงให้ถูกต้องตามผลการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร จึงขออนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แม้เหตุผลที่เป็นมูลเหตุในการขอขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบดังกล่าวจะเป็นกรณีที่โจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับไม่ถูกต้องเช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 มิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งกรณีการขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกว่า จะต้องกระทำก่อนครบสองปีนับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหรือไม่ การตีความจึงต้องตีไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ กล่าวคือ ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ก่อนมีการแก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย" เมื่อมาตรา 19 มีการแก้ไขให้เจ้าพนักงานประเมินสามารถออกหมายเรียกได้ภายในสองปีนับแต่วันยื่นรายการ แต่อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ยื่นรายการ หากกรณีจะไปตีความว่าเมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้ขอขยายเวลาเมื่อเกินระยะเวลาสองปีจึงสามารถขออนุมัติและอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกได้แม้จะเกินสองปีแล้วจึงขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไข ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ในการขยายหรือย่นระยะเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้พึงกระทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและจะต้องกระทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น และในการตีความกฎหมายต้องตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 คือ ในกรณีที่มีข้อสงสัย การตีความกฎหมายให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณกับคู่กรณี ในกรณีนี้คือโจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายจะเป็นผู้ต้องสูญเสียในมูลหนี้ นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน บัญญัติแต่เพียงว่า "....การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร...อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ.." ตามบทบัญญัติใหม่เป็นการลดระยะเวลาการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์จากห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการเหลือสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ หากเจ้าพนักงานประเมินจะออกหมายเรียก เกินกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ จะต้องปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้กำหนดว่า เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวภายในสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์และออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เกินกว่าสองปีก็ได้ ไม่ถือเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไขให้ออกหมายเรียกได้ภายในสองปี จากเดิมที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินคดีนี้จึงถือว่าชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกไต่สวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ และหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิออกโดยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และรายงานการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 แสดงให้เห็นว่า ดอกเบี้ยเงินฝากที่จะถือเป็นรายได้ปกติธุระจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่มีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน และเฉพาะการฝากเงินประเภทออมทรัพย์ที่ใช้สมุดคู่ฝากในการถอนและไม่ใช้เช็คในการถอนเงินเท่านั้น ดังนั้น จากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติแล้วว่า รายได้ของโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยรับเกิดจากการฝากเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารต่างประเทศที่ลูกค้าโจทก์โอนชำระค่าสินค้า ประกอบกับได้ความจากนางอรุวรรณผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ว่า โจทก์จะไม่มีการโอนเงินทุนหมุนเวียนจากประเทศไทยเข้าบัญชีธนาคารในต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่า ดอกเบี้ยพิพาทในคดีนี้เป็นดอกเบี้ยที่ไม่ได้เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ความเห็นชอบ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่เพียงพอให้ฟังเป็นที่ชัดเจนว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากร เมื่อวินิจฉัยเช่นนั้นแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า เจตนารมณ์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการออมเป็นหลัก มิได้มุ่งประสงค์ในเรื่องรูปแบบของสมุดคู่ฝากแต่อย่างใดและธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าอยู่ทราบว่าผู้ฝากเงินประเภทบัญชีออมทรัพย์สามารถใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝากได้ เงื่อนไขตามข้อตกลงระหว่างกรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็มิได้ห้ามการใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝาก เพียงแต่ห้ามใช้เช็คในการถอนเงิน ต่อมากรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามประกาศกรมสรรพากรและข้อตกลงดังกล่าวโดยตัดคำว่า "สมุดคู่ฝาก" ออกไป กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงได้รับยกเว้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์โดยไม่ต้องมีสมุดคู่ฝาก นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อมาว่า นางเนติมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเบิกความยืนยันว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีรายได้รับจากดอกเบี้ยเงินฝากจากบัญชีประเภทออมทรัพย์จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประกาศกรมสรรพากรและเงื่อนไขตามการประชุมร่วมระหว่างกรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว กรณีของโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝากจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า รายได้ดอกเบี้ยรับจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เป็นรายได้จากการประกอบกิจการอย่างหนึ่ง แต่มิใช่รายได้จากกิจการที่โจทก์ได้รับส่งเสริมการลงทุนและมิใช่จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือรายได้จากการจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น นางเนติมาได้เบิกความสรุปถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/4/2554 ของโจทก์ในคดีเดิมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า เหตุที่รายได้ดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพราะใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝากเท่านั้น แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิพาทของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจแก้ไขปรับปรุงรายได้ของโจทก์จากรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นรายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และปรับปรุงผลกำไรขาดทุนสุทธิภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้องได้ การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 จึงถูกต้องและชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ชอบด้วยกฎหมายมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่ามีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างความเห็นของโจทก์และความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับการใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝาก หากโจทก์ต้องเสียภาษีเป็นเพราะโจทก์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน กลับได้ความจากนางอรุวรรณว่า โจทก์จะไม่มีการโอนเงินทุนหมุนเวียนจากประเทศไทยเข้าบัญชีธนาคารในต่างประเทศ โจทก์จึงทราบดีว่าดอกเบี้ยของโจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และระเบียบที่ได้มีการกำหนดไว้ตามความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 ทำให้ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้ใบแจ้งรายการ (STATEMENT) แทนสมุดคู่ฝากหรือไม่ กรณีจึงไม่ใช่การเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน การที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทไม่ถูกต้องจึงไม่มีเหตุอันสมควรทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป การประเมินเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายและตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ไม่นำรายได้ดอกเบี้ยรับจากการฝากเงินกับธนาคารในต่างประเทศที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากธนาคารหรือสถาบันการเงินไปรวมคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2547 ซึ่งเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และระเบียบที่ได้มีการกำหนดไว้ตามความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 ซึ่งประกาศกรมสรรพากรและระเบียบดังกล่าวได้วางแนวทางเรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นที่ชัดเจนก่อนเกิดกรณีพิพาทมานานหลายปี ทั้งโจทก์ทราบดีว่าดอกเบี้ยของโจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และระเบียบที่ได้มีการกำหนดไว้ตามความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น พฤติการณ์ของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอให้เชื่อว่า โจทก์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนและมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร แม้โจทก์นำสัญญาค้ำประกันจากธนาคารไปวางค้ำประกันต่อจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาชำระภาษีเมื่อคดีถึงที่สุด แต่เพียงเท่านี้ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุผลสมควรและเพียงพอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 67 ตรี
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31
กฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485
ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวนกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6430/2560
#616171
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับ อ. เข้าไปเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายได้เงิน 713,733 บาท จริง ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นดอกผลของทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ต้องแบ่งแก่ทายาททุกคนเท่าๆกัน แต่จำเลยกลับแบ่งให้โจทก์และ จ. ไม่เท่ากัน ส่วนที่เหลือจำเลยกับ อ. ได้ไปเกินกว่าส่วนแบ่งที่ตนควรจะได้รับ เมื่อฝ่ายโจทก์ทวงถาม ฝ่ายจำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้อง พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกย่อมทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเบียดบังเอาเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหาจำเลยไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หาใช่โจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยการที่จำเลยมาฟ้องโจทก์หาว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ของศาลชั้นต้น ทั้งที่รู้แล้วว่าเรื่องที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ จึงเป็นฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 เมื่อจำเลยฟ้องเท็จแล้ว แม้ศาลจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเรืองกับนางอุ่นจิตร ผู้ตาย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน คือ โจทก์ นางอรวรรณ นางจารุพรรณ และจำเลย นายเรืองตายไปก่อนผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 วันที่ 26 มีนาคม 2555 ศาลมีคำสั่งตั้งนางจารุพรรณกับจำเลยร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ทายาทผู้ตายมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดก โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ โจทก์กับนางจารุพรรณฝ่ายหนึ่ง และนางอรวรรณกับจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง วันที่ 4 ตุลาคม 2555 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับนางอรวรรณร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันอันเป็นทรัพย์มรดก ทำให้โจทก์เสียหาย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 25 ตุลาคม 2555 จำเลยฟ้องกลับหาว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 โจทก์และจำเลยกับนางอรวรรณตกลงกันได้โดยจำเลยชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ที่จำเลยฟ้องโจทก์นั้น จำเลยไม่ถอนฟ้อง แต่ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง และโจทก์ยังฟ้องจำเลยว่ายักยอกอีกคดีหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3599/2557 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จดังฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางจารุพรรณเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า สวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตกทอดแก่ทายาท 4 คน คือ โจทก์ นางอรวรรณ นางจารุพรรณ และจำเลย ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2555 จำเลยกับนางอรวรรณเข้าไปเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในสวนไปขายได้เงิน 713,733 บาท ซึ่งต้องแบ่งแก่ทายาทคนละ 178,433 บาท แต่จำเลยแบ่งให้โจทก์ 29,289 บาท ให้นางจารุพรรณ 112,665 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยกับนางอรวรรณร่วมกันยักยอกไว้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยกับนางอรวรรณว่าร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 แต่จำเลยฟ้องกลับว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ซึ่งเป็นความเท็จ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการดูแลสวนปาล์มน้ำมันอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายระบุไว้ว่า โจทก์ นางอรวรรณ นางจารุพรรณ และจำเลยตกลงให้นายเอกบุรุษหรือปอน เป็นผู้จัดการ โดยให้จ่ายค่าจัดการหลังหักค่าใช้จ่ายแก่นายเอกบุรุษจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่จำหน่ายผลปาล์มน้ำมัน ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับในข้อนี้และรับด้วยว่าได้ร่วมกับนางอรวรรณเข้าไปจัดการดูแลสวนปาล์มน้ำมันดังกล่าวจริง โดยไม่ปรากฏว่าที่ประชุมทายาทตกลงให้เข้าไปจัดการแทนนายเอกบุรุษได้ การกระทำของจำเลยกับนางอรวรรณเช่นนี้จึงขัดต่อบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ที่จำเลยนำสืบว่าที่ต้องเข้าไปจัดการดูแลสวนปาล์มน้ำมันเอง เนื่องจากนายเอกบุรุษอ้างว่าค่าตอบแทนน้อยเกินไปไม่คุ้ม และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์กับนางจารุพรรณทราบแล้ว นั้น ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเรื่องนัดประชุมทายาทเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ไม่ได้มีเรื่องนายเอกบุรุษเลิกดูแลสวนปาล์มน้ำมันและให้จำเลยเข้าไปจัดการดูแลแทนแต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า นายเอกบุรุษไม่เคยจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาให้ตรวจสอบ ทำนองว่านายเอกบุรุษจัดการดูแลสวนปาล์มน้ำมันโดยไม่สุจริตนั้น หากเป็นความจริงก็น่าจะต้องแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกับนางจารุพรรณซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยก่อน หรือให้ที่ประชุมทายาทรับทราบเพื่อหาทางแก้ไข แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ กลับร่วมกับนางอรวรรณซึ่งเป็นทายาทฝ่ายเดียวกันเข้าไปจัดการดูแลสวนปาล์มน้ำมันแทนโดยพลการ ส่อแสดงว่าต้องการปกปิดมิให้โจทก์รู้เรื่องนี้ นอกจากนั้นยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนางจารุพรรณว่า จำเลยกับนางอรวรรณนำผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายหลายครั้ง โดยมิได้จัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย จนโจทก์ต้องไปตรวจสอบจากผู้รับซื้อปาล์มน้ำมันจึงทราบว่าในระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2555 จำเลยกับนางอรวรรณนำผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายได้เงิน 713,733 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์มีนางสุวรรณี ผู้รับซื้อปาล์มน้ำมันมาเบิกความรับรองในข้อนี้ด้วย จึงรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2555 จำเลยกับนางอรวรรณเข้าไปเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายได้เงิน 713,733 บาท จริง ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นดอกผลของทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ต้องแบ่งแก่ทายาททุกคน คนละ 178,433.25 บาท แม้จำเลยจะอ้างว่าต้องหักค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าแต่งปาล์ม ค่าปุ๋ย ค่าใส่ปุ๋ยและค่าตัดเก็บ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่า รายได้จากสวนปาล์มน้ำมันหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วจะต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคน คนละส่วนเท่า ๆ กัน แต่จำเลยกลับแบ่งให้โจทก์เพียง 29,289 บาท และให้นางจารุพรรณ 112,665 บาท ซึ่งไม่เท่ากัน ส่วนที่เหลือจำเลยกับนางอรวรรณจึงได้ไปเกินกว่าส่วนแบ่งที่ตนควรจะได้รับ เมื่อฝ่ายโจทก์ทวงถาม ฝ่ายจำเลยกลับไม่ฟังและท้าให้โจทก์ฟ้อง พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเบียดบังเอาเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหาจำเลยไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง หาใช่โจทก์เอาความอันเป็นเท็จแล้วมาแกล้งกล่าวหาจำเลยไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จำเลยมาฟ้องโจทก์หาว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ทั้งที่รู้แล้วว่าเรื่องที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ จึงเป็นฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 เมื่อจำเลยฟ้องเท็จแล้ว แม้ศาลจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากมูลเหตุที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งกันในการจัดการทรัพย์มรดกระหว่างพี่น้อง ทั้งจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอมร วรนุช
จำเลย — นายธรรมนูญหรือจ่าเอกธรรมนูญ วรนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายไพโรจน์ ไพมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6426/2560
#615340
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ติดตัวไปที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่ ณ. พักอาศัยอยู่ พบ ณ. กับ น. และพวกรวมประมาณ 5 ถึง 6 คน ซึ่งไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับจำเลยอย่างไร และทั้งหมดนั่งล้อมวงอยู่ด้วยกันบริเวณด้านหลังของบ้านที่เกิดเหตุ โดยจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง 2 เม็ด ออกมาวางตรงกลางเพื่อจำเลยและทุกคนได้เสพ ถือเป็นการกระทำอันเป็นการแพร่กระจายยาเสพติดให้โทษไปสู่บุคคลอื่น เข้าลักษณะแจกจ่าย ซึ่งอยู่ในความหมายของการจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แล้ว การที่ น. หยิบเอาเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดไว้ แม้ น. และบุคคลอื่นเหล่านั้นจะยังไม่ทันได้เสพก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด โดยไม่ได้รับอนุญาต

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง และเมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แม้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งต้องเรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 26,666.66 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามวันเวลาและเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ จำเลยและเด็กหญิงนาริน กับพวก รวมประมาณ 5 ถึง 6 คน นั่งล้อมวงกันในห้องที่เกิดเหตุ โดยจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด น้ำหนักรวม 1.108 กรัม ไว้ในครอบครอง และจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองออกมาวางกลางวงเพื่อจำเลยและพวกจะได้ร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดดังกล่าว แต่เนื่องจากมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาแสดงตัวเพื่อจับกุม จำเลยและพวกจึงพากันวิ่งหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด กับเงินสด 1,400 บาท และจับเด็กหญิงนารินได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่เด็กหญิงนารินหยิบเอาไว้ก่อนวิ่งหลบหนี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุ 23 ปี มีสามีแล้ว มีบุตร 1 คน จำเลยมีอาชีพรับจ้างกรีดยาง และจำเลยต้องทราบอยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ผู้ใดมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจจับกุมตัวไปดำเนินคดีได้ การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครอง หากจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจำหน่าย หรือแจกจ่ายไปให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด จำเลยก็ไม่สมควรนำเมทแอมเฟตามีนทั้ง 12 เม็ด ติดตัวไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่บ้านอันเป็นเคหสถานของตนเอง เพราะเสี่ยงต่อการถูกตรวจค้นและถูกจับกุม การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด พกติดตัวไปที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่นายณัฐพงษ์ พักอาศัยอยู่ ไปพบกับนายณัฐพงษ์ เด็กหญิงนาริน และพวกรวมประมาณ 5 ถึง 6 คน ซึ่งไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับจำเลยอย่างไร และทั้งหมดนั่งล้อมวงอยู่ด้วยกันบริเวณด้านหลังของบ้านที่เกิดเหตุ โดยจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง 2 เม็ด ออกมาวางตรงกลางเพื่อจำเลยและทุกคนได้เสพ ซึ่งถือเป็นการกระทำอันเป็นการแพร่กระจายยาเสพติดให้โทษไปสู่บุคคลอื่น เข้าลักษณะแจกจ่าย ซึ่งอยู่ในความหมายของการจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แล้ว การที่เด็กหญิงนารินหยิบเอาเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดดังกล่าวไว้ แม้เด็กหญิงนารินและบุคคลอื่นเหล่านั้นจะยังไม่ทันได้เสพก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด โดยไม่ได้รับอนุญาต ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งต้องเรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง และเมื่อจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แม้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งต้องเรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 53,333.33 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 53,333.33 บาท รวมจำคุก 4 ปี 16 เดือน และปรับ 106,666.66 บาท พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดี ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย เป็นจำนวนเล็กน้อย ประกอบกับจำเลยเป็นหญิงซึ่งพ้นจากวัยรุ่นไม่นาน มีบุตรที่ต้องเลี้ยงดู และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ทั้งยังต้องขังในคดีนี้มานานเกือบ 2 ปีแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โดยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละครั้ง เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือในการไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นางสาวระพีพรรณหรือเมย์ ขนาบแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นายสุริน ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6424/2560
#614406
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความใน มาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่ง มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทเป็นคุณมากกว่า มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เดิม ที่ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขใหม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนไว้ในครอบครอง แต่ยังคงปฏิเสธในความผิดฐานนำเข้าเมทแอมเฟตามีนและคีตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ที่ถูก ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปีได้แต่ไม่เกิน 2 ปี (ที่ถูก กรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้แต่ไม่เกิน 2 ปี) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมียาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญาและรายงานผลการตรวจพิสูจน์ไว้ในครอบครอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำของกลางดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายไชยยันต์ คนขับรถรับจ้างที่จำเลยโดยสารมาในคืนเกิดเหตุเบิกความยืนยันว่า ในคืนเกิดเหตุพยานรับจำเลยกับผู้โดยสารชาวมาเลเซียอีกคนหนึ่งมาจากร้านค้าปลอดภาษีฝั่งประเทศมาเลเซีย ห่างจากด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ไม่เกิน 500 เมตร เพื่อไปส่งที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยนั่งด้านหน้าอยู่กับพยาน ผู้โดยสารอีกคนหนึ่งนั้นนั่งด้านหลัง พยานขับรถออกจากร้านค้าดังกล่าวแล้วไปจอดห่างด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดาไม่เกิน 5 เมตร โดยจำเลยและผู้โดยสารอีกคนหนึ่งนั้นไปประทับตราขาเข้าในหนังสือเดินทาง ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนไม่มีคนเข้าออกแล้ว ระหว่างประทับตราหนังสือเดินทาง จำเลยไม่ได้พูดคุยกับบุคคลใด จากนั้นจำเลยเดินมาขึ้นรถ เมื่อออกรถจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วพยานขับรถมุ่งหน้าไปอำเภอหาดใหญ่โดยไม่ได้แวะที่ใดอีก จนพบเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จอดรถเพื่อตรวจค้นที่จุดตรวจคลองแงะ ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าตรวจค้นพยานเห็นจำเลยล้วงเอาของกลางจากกระเป๋าเสื้อไปวางไว้บริเวณประตูรถด้านข้างดังที่พยานชี้ยืนยันไว้ตามภาพถ่าย แม้จะฟังว่าพยานไปให้การแก่พนักงานสอบสวนและนำชี้ภาพถ่ายดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ภายหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานประมาณ 5 เดือน ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพยานเคยรู้จักและมีสาเหตุใด ๆ กับจำเลยมาก่อนที่จะทำให้เชื่อได้ว่าพยานกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยรับฟังได้ว่าพยานนำชี้ตามภาพถ่ายดังกล่าวและเบิกความตามความเป็นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโท คนอง และร้อยตำรวจโท อัฐศิษฏ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความตรงกันว่า ขณะเข้าตรวจค้นพบของกลางอยู่ที่พื้นรถใกล้ประตูฝั่งคนโดยสารด้านหน้า ตามภาพถ่าย เจือสมคำเบิกความของนายไชยยันต์ และเมื่อสอบถามจำเลยผ่านดาบตำรวจอับดุลเลาะ ซึ่งสามารถพูดภาษามาลายูได้ จำเลยก็รับว่าของกลางดังกล่าวเป็นของจำเลยซื้อมาจากประเทศมาเลเซียในราคาเม็ดละ 50 ริงกิต เพื่อนำมาเสพที่อำเภอหาดใหญ่ พยานทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานกระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความตามความจริง แม้พยานทั้งสองจะเป็นพยานบอกเล่า แต่คำเบิกความของพยานก็รับฟังประกอบคำเบิกความของนายไชยยันต์ได้ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวว่า ครั้นออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดาได้ประมาณ 10 นาที ผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลังซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยมอบของกลางให้จำเลยไว้เพื่อเสพ แต่จำเลยก็มิได้ให้การเช่นนั้นไว้เสียตั้งแต่แรกในชั้นสอบสวน คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อ ทั้งตามฎีกาของจำเลยก็กลับอ้างว่าจำเลยซื้อของกลางในฝั่งประเทศไทย คำเบิกความและข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทเป็นคุณมากกว่ามาตรา 65 วรรคหนึ่ง เดิม ที่ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 15 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 666,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายจันทรา เซอกาเรน ตันเกเวลู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นางราณี สุวรรณบุบผา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6414/2560
#615336
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด แต่มาตรา 244/1 ดังกล่าวบัญญัติเพิ่มโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 9 บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และมาตรา 2 บัญญัติว่า พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจริง ในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย จำเลยนำสืบว่า โจทก์ปล่อยเงินกู้แก่พนักงานบริษัท ท. ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน โดยจำเลยทำหน้าที่เก็บเงินจากลูกหนี้ โจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 10 ของเงินกู้ แต่จำเลยต้องมอบเช็คไว้ให้แก่โจทก์ เพื่อไม่ให้จำเลยผิดนัดในการนำเงินที่เก็บจากลูกหนี้มามอบให้โจทก์ เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับลูกหนี้แต่ละรายชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ หากเป็นความจริงดังข้อต่อสู้ของจำเลย การออกเช็คเพื่อไม่ให้จำเลยผิดนัดในการนำเงินที่เก็บจากลูกหนี้มามอบให้แก่โจทก์นั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการออกเช็คเพื่อแลกกับการที่จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปเก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ จากนั้นจำเลยกับโจทก์จึงจะมาคิดหักทอนบัญชีเกี่ยวกับมูลหนี้ หากโจทก์ไม่ได้รับเงินที่จำเลยเก็บจากลูกหนี้ โจทก์ก็จะได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยออกชำระหนี้ ดังนั้นเมื่อจำเลยเก็บเงินจากลูกหนี้แล้ว ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้น จะอ้างว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ เมื่อเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีของโจทก์ยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการชำระเงินซึ่งเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาท จำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สมดังข้ออ้าง จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 792,462.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 750,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท 4 ฉบับ เป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลขที่ 0185855, 0185857 และ 0185858 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 จำนวนเงิน 100,000 บาท 300,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ และเช็คเลขที่ 0185856 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำนวนเงิน 250,000 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำเข้าบัญชีธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินฉบับที่ 1 วันที่ 10 กันยายน 2555 ฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 15 สิงหาคม 2555

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด แต่มาตรา 244/1 ดังกล่าวบัญญัติเพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 9 บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และมาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 คำแก้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจริง ในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย จำเลยนำสืบว่า โจทก์ปล่อยเงินกู้แก่พนักงานบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน โดยจำเลยทำหน้าที่เก็บเงินจากลูกหนี้ โจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 10 ของเงินกู้ แต่จำเลยต้องมอบเช็คไว้ให้แก่โจทก์ เพื่อไม่ให้จำเลยผิดนัดในการนำเงินที่เก็บจากลูกหนี้มามอบให้โจทก์ เช็คพิพาทเลขที่ 0185855, 0185857 และ 0185858 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 จำนวนเงิน 100,000 บาท 300,000 บาท และ 100,000 บาท เป็นกรณีโจทก์ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ชื่อนางศศิเณรีหรือโอ๋ ลูกหนี้ชื่อเพียงใจ ลูกหนี้ชื่อเหมียว ตามลำดับ และเช็คพิพาทเลขที่ 0185856 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำนวน 250,000 บาท เป็นกรณีโจทก์ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ชื่อเพียงใจ ลูกหนี้ดังกล่าวแต่ละรายชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ หากเป็นความจริงดังข้อต่อสู้ของจำเลย การออกเช็คเพื่อไม่ให้จำเลยผิดนัดในการนำเงินที่เก็บจากลูกหนี้มามอบให้โจทก์นั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการออกเช็คเพื่อแลกกับการที่จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปเก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ จากนั้นจำเลยกับโจทก์จึงจะมาคิดหักทอนบัญชีเกี่ยวกับมูลหนี้ดังกล่าว หากโจทก์ไม่ได้รับเงินที่จำเลยเก็บจากลูกหนี้ โจทก์ก็จะได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยออกชำระหนี้ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อจำเลยเก็บเงินจากลูกหนี้แล้ว ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้น จะอ้างว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ ที่จำเลยเบิกความอ้างว่าการชำระต้นเงินชำระผ่านธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยชำระด้วยเงินสดนั้น แม้ตามเอกสารเป็นหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์เบิกความยืนยันว่ารายการชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์เป็นเงินผลประโยชน์ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเอกสารสอดคล้องว่าคือรายการดอกเบี้ย โดยในเดือนพฤษภาคม 2554 ยังมีรายการชำระดอกเบี้ยรายลูกหนี้ชื่อนางศศิเณรีหรือโอ๋ สำหรับหนี้ตามเช็คลงวันที่ 25 ลูกหนี้ชื่อเพียงใจ สำหรับหนี้ตามเช็คลงวันที่ 25 ลูกหนี้ชื่อเหมียว สำหรับหนี้ตามเช็คลงวันที่ 25 และลูกหนี้ชื่อเพียงใจ สำหรับหนี้ตามเช็คลงวันที่ 31 ดังนั้น รายการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ก่อนเดือนพฤษภาคม 2554 จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการชำระต้นเงินตามเช็คพิพาทคดีนี้ ส่วนรายการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 จำนวน 76,500 บาท นั้น จำนวนดังกล่าวไม่ตรงกับต้นเงินของลูกหนี้รายใดเลย และปรากฏว่าเอกสารซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเดือนเมษายน 2554 ระบุจำนวนดังกล่าวไว้ด้วยดินสอ ส่วนรายการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 จำนวน 86,000 บาท และวันที่ 6 มิถุนายน 2554 จำนวน 96,500 บาท แต่ละจำนวนหรือรวมทั้งสองจำนวนไม่ตรงกับต้นเงินของลูกหนี้รายใด และปรากฏว่าเอกสารซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเดือนพฤษภาคม 2554 ระบุจำนวนดังกล่าวไว้ด้วยดินสอ ยิ่งกว่านั้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวรวม 182,500 บาท กลับสอดคล้องกับจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดสำหรับเดือนพฤษภาคม 2554 จึงเจือสมกับที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินผลประโยชน์ ฟังไม่ได้ว่าเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีของโจทก์ดังกล่าวเป็นการชำระต้นเงินตามที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 จำนวน 100,000 บาท นั้น เมื่อยังไม่มีการชำระต้นเงิน จำเลยยังคงต้องเก็บเงินดอกเบี้ยมาส่งแก่โจทก์ จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการชำระเงินซึ่งเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาท จำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สมดังข้ออ้าง จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาเหตุผลอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2555 และของต้นเงิน 650,000 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2556) ต้องไม่เกิน 42,462.32 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 244/1
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอมราพร สุพรรณวรรษา
จำเลย — นายหทัยชนก ปัสนะจะโน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายพรรษวุฒิ ฉิมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2560
#615090
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนี้ ศาลใดศาลหนึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ คดีนี้แม้ขณะทำสัญญาผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ที่เกาะสมุยซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่ง แต่เมื่อผู้คัดค้านมีสำนักงานแห่งใหญ่อันเป็นภูมิลำเนาตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งจึงเป็นศาลที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่บทบัญญัติมาตรา 86 แห่ง ป.ที่ดิน มิได้ห้ามเด็ดขาดกรณีคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิที่จะจำหน่ายที่ดินต่อไปภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 ได้ คนต่างด้าวจึงมีความสามารถในการทำสัญญาเพื่อซื้อที่ดินได้ ทั้งนี้ โดยหาจำเป็นต้องระบุในสัญญาถึงเงื่อนไขหรือวิธีการตลอดจนเจตนาที่จะไปดำเนินการขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสัญญาไม่ ดังนี้ สัญญาที่ผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำกับผู้คัดค้านเพื่อซื้อที่ดินจึงมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาท หมายเลขแดงที่ 1/2558 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ชอบด้วยกฎหมายบังคับให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 3,982,660 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ผู้คัดค้านชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายอื่นและค่าธรรมเนียมตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดที่ผู้ร้องชำระแทนผู้คัดค้านเป็นเงิน 78,000 บาท กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับผู้คัดค้าน เพื่อซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 3181 ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 625 ตารางเมตร ราคา 5,700,000 บาท และผู้ร้องทำสัญญาก่อสร้างบ้านพักกับบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เพื่อก่อสร้างบ้านพักในที่ดินที่ซื้อ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 305 ตารางเมตร ราคา 7,572,200 บาท กำหนดแล้วเสร็จและส่งมอบพร้อมจดทะเบียนโอนในกำหนดเวลาเดียวกันกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคือในเวลาก่อนหรือภายในวันที่ 1 มกราคม 2550 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องชำระเงิน 3,982,660 บาท แก่บริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด แต่บริษัทดังกล่าวไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านพักและผู้คัดค้านไม่ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขีดชื่อบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ออกจากทะเบียนในฐานะบริษัทร้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานสภาอนุญาโตตุลาการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ผู้คัดค้านกับบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ร่วมกันชำระเงินคืนแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ส่วนบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ขาดนัดยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 3,982,660 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายอื่นและค่าธรรมเนียมตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ยกคำขอส่วนของบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ผู้ร้องชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการในส่วนของตนและส่วนของผู้คัดค้านแล้ว ฝ่ายละ 78,000 บาท

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่นั้น เห็นว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามข้อเท็จจริงในสำนวนที่รับฟังตามคำเบิกความของผู้ร้องประกอบเอกสารโดยผู้คัดค้านมีเพียงทนายความเบิกความว่าตนไม่รู้เห็นเหตุการณ์ อนุญาโตตุลาการจึงรับฟังตามพยานหลักฐานผู้ร้องว่า เมื่อผู้ร้องได้รับแผ่นพับโฆษณาและไปดูโครงการแล้วได้รับแจ้งจากพนักงานโครงการว่าผู้คัดค้านเป็นชื่อบริษัทที่บริหารโครงการ ส่วนชื่อบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เป็นชื่อโครงการ ประกอบกับเอกสารโฆษณาหน้าสุดท้ายปรากฏชื่อผู้คัดค้านด้วย ก่อนผู้ร้องลงนามในสัญญา พนักงานแจ้งว่าต้องลงนาม 2 สัญญาเพื่อประโยชน์ด้านบัญชีและภาษีเนื่องจากผู้คัดค้านกับบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีการอธิบายข้อเท็จจริงเบื้องต้นข้อ ก ถึง ง ว่าบริษัททั้งสองมีความเกี่ยวข้องกัน จึงฟังว่าผู้ร้องทำสัญญากับบริษัททั้งสองเพื่อให้บริษัททั้งสองมีความรับผิดชอบร่วมกัน ข้อโต้แย้งของผู้คัดค้านที่ว่าการก่อสร้างยังไม่เสร็จจึงไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขการโอนไม่อาจรับฟังได้เพราะกรณีเป็นเรื่องผู้คัดค้านกับบริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ร่วมกันทำโครงการ เมื่อผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุโครงการไม่คืบหน้า ผู้คัดค้านไม่แบ่งแยกที่ดินตามสัญญาและไม่ส่งมอบที่ดินตามกำหนด จึงถือว่าผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนเรื่องการรับชำระเงินนั้น อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยฟังว่า เมื่อกรณีเป็นการร่วมกันดำเนินโครงการ การชำระเงินแก่บริษัทปาล์ม ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด จึงถือเป็นกรณีผู้คัดค้านได้รับชำระเงินจากผู้ร้องด้วย ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนเงินแก่ผู้ร้อง ดังนี้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบแล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่ายังไม่ผิดสัญญาและยังไม่ได้รับชำระเงินดังกล่าวล้วนเป็นการโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) และ (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนี้ ศาลใดศาลหนึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ คดีนี้แม้ขณะทำสัญญาผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ที่เกาะสมุยซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น แต่เมื่อผู้คัดค้านมีสำนักงานแห่งใหญ่อันเป็นภูมิลำเนาตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่บทบัญญัติมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามเด็ดขาดกรณีคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิที่จะจำหน่ายที่ดินต่อไปภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 ได้ คนต่างด้าวจึงมีความสามารถในการทำสัญญาเพื่อซื้อที่ดินได้ ทั้งนี้ โดยหาจำเป็นต้องระบุในสัญญาถึงเงื่อนไขหรือวิธีการตลอดจนเจตนาที่จะไปดำเนินการขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสัญญาไม่ ดังนี้ สัญญาที่ผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำกับผู้คัดค้านเพื่อซื้อที่ดินจึงมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.ที่ดิน ม. 86
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 9
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายทอม เบอเรน - โซเรนสัน
ผู้คัดค้าน — บริษัทอินเตอร์คอนติเนนตอล เอสเตทส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6411/2560
#616164
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คัดค้านอ้างว่า การรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้น เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแพ่งที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นอ้าง เพื่อโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจ จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจไม่สุจริตและประพฤติไม่ชอบในการดำเนินกระบวนพิจารณา ทั้งมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ทั้งไม่ใช่กรณีผู้คัดค้านเป็นฝ่ายยื่นคำร้องคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (ตามมาตรา 40 (1)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดเวลาทวงถามให้แก่ผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในส่วนนี้ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทำบันทึกความเข้าใจฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 และข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจฉบับที่สอง ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 มีสาระสำคัญว่า ผู้ร้องตกลงชำระเงินประกันให้แก่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะเช่าเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ผู้คัดค้านจะไม่เจรจาหรือเข้าทำสัญญาใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินกับบุคคลที่สามและจะไม่ก่อภาระผูกพันใด ๆ แก่ที่ดินไม่ว่าร้องชำระเงินประกันให้แก่ผู้คัดค้านตามบันทึกความเข้าใจและภาระผูกพันนั้นจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะทำสัญญาเช่าที่ดินกันต่อไป โดยผู้ร้องชำระเงินประกันให้แก่ผู้คัดค้านตามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจแล้ว 8,500,000 บาท ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อกัน ผู้ร้องเรียกเงินประกันคืนจากผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านไม่คืนให้ ผู้ร้องจึงยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้วร่วมกันเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการ 1 คน ต่อมาอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 8,500,000 บาท คืนแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ผู้คัดค้านทราบคำชี้ขาดแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับไปตามคำชี้ขาดนั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นขัดหรือฝ่าฝืนข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากไปวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้คัดค้านไม่ได้ผิดสัญญา แต่ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าแต่เพียงฝ่ายเดียวมายื่นให้ผู้คัดค้านลงนาม ทั้งที่ตามข้อตกลงเดิมต้องร่วมกันร่างและตรวจสอบด้วยกัน และผู้ร้องเปลี่ยนแปลงผู้เช่าเป็นนิติบุคคลอันไม่ใช่ผู้ร้องเอง อีกทั้งผู้ร้องไม่ส่งมอบแผนงานโครงการ และไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยข้อสัญญาและกฎหมายผู้ร้องยังไม่มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้ อนุญาโตตุลาการไม่นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายมาชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบครบถ้วน ไม่หยิบยกพยานปากนายลี ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นพยานคนกลางขึ้นวินิจฉัย ขัดต่อกฎหมายลักษณะพยาน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ 1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน..." อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่เพียงแต่หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจ จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ทั้งที่เป็นอำนาจของอนุญาโตตุลาการที่จะวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามมาตรา 25 แม้จะกล่าวอ้างว่า การรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการเช่นนั้นทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ก็หาได้เป็นกรณีที่เห็นเด่นชัดว่าอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจไม่สุจริตและประพฤติมิชอบแต่อย่างใดไม่ การที่ศาลจะก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบและวินิจฉัยข้อเท็จจริงของข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านนี้อีกย่อมเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของการระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยเนื่องจากอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยแล้วว่า การที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินกันได้นั้นมิใช่ความผิดของฝ่ายใด กรณีจึงไม่มีฝ่ายใดที่จะเสียหายจากการผิดนัด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 8,500,000 บาท นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยแล้วว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำได้ตามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจ และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 8,500,000 บาท เมื่อผู้ร้องทวงถามให้ผู้คัดค้านคืนเงินมัดจำภายใน 15 วัน นับจากวันที่ผู้คัดค้านได้รับหนังสือบอกกล่าวและเรียกให้ชำระเงินคืนแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่คืน จึงถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดเวลาทวงถามให้แก่ผู้ร้อง ที่อนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องจึงเป็นไปตามกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 วรรคสอง ม. 40 (1) ม. 40 (2) ม. 45 วรรคหนึ่ง (1) ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายราอูล มิสรา
ผู้คัดค้าน — นางโสณี มีเพียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรศักดิ์ จันทรคีรี
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6404/2560
#616602
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองประสงค์ให้ร้าน ก. ของจำเลยทั้งสองได้รับงานรับจ้างทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. จึงหลอกลวงนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ที่มีข้อความว่า ธนาคารยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโรงพยาบาล ช. ผู้ว่าจ้าง ในกรณีที่ร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือร้านของจำเลยทั้งสองผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้างมาแสดง แต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง อันเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายและการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทำสัญญาจ้างร้านของจำเลยทั้งสองทำความสะอาดโรงพยาบาล ช. และได้ทรัพย์สินเป็นค่าจ้างจากการทำงาน 108,000 บาท ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว แม้ภายหลังจำเลยทั้งสองจะเข้าทำความสะอาดโรงพยาบาลจริงและได้รับค่าจ้างดังกล่าว ก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำความผิดอาญาของจำเลยทั้งสองที่เกิดขึ้นแล้วกลับกลายเป็นไม่มีความผิด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายกิตติธัช ชัยชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6389/2560
#614657
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 280 นั้น จะต้องได้ความว่าผลของความตายของผู้ถูกกระทำอนาจารเกิดจากการกระทำอนาจาร แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายถูกจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์แซงเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจากการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน ความตายของผู้ตายย่อมมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำอนาจารผู้ตาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 276, 277 ทวิ, 278, 280, 290

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย จ. และนาง ส. บิดามารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ก่อนสืบพยาน โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 94,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 400,000 บาท ค่าขาดแรงงาน 11,400 บาท ค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 20,000 บาท ค่าขาดรายได้ระหว่างไปดูแลผู้ตาย 150,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลผู้ตาย 83,000 บาท รวมเป็นเงิน 858,400 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำผิด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง และค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมาสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 280 (2), 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 611,400 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะที่นางสาว ช. ผู้ตาย อายุ 15 ปีเศษ ขับรถจักรยานยนต์ผ่านหมู่บ้านสกร็อมเพื่อไปหานาย น. มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามและเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลงข้างถนนเป็นเหตุให้ผู้ตายหมดสติ แล้วคนร้ายถอดกางเกงผู้ตายลงมาถึงหัวเข่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายโทรศัพท์บอกให้นาย น. ทราบว่ามีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามมา แล้วผู้ตายส่งเสียงกรีดร้องและเสียงสัญญานโทรศัพท์ของผู้ตายขาดหายไป นาย น. กับพวกจึงออกติดตามหาผู้ตายจนกระทั่งไปพบผู้ตายนอนหมดสติอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ผู้ตายถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้ตายมีบาดแผลถลอกตามลำตัว บาดแผลที่ศีรษะ กะโหลกศีรษะแตกร้าว และมีภาวะแท้งลูกจากยาที่ใช้รักษาอาการทางสมอง ผู้ตายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดมา จนกระทั่งวันที่ 1 มีนาคม 2558 จึงได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน หลังเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสถานที่เกิดเหตุพบใบเสร็จรับเงินค่าขายข้าวเปลือกของบริษัทโรงสีทรัพย์อนันต์ จำกัด ตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ และคืนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมวงดื่มสุราที่บ้านของนาย ส. ที่หมู่บ้านสกร็อม นาย พ. และนาย ก. ซึ่งนั่งร่วมวงดื่มสุรากับจำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะออกไปด้วยกันประมาณ 20 นาที จึงกลับมา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งร่วมวงดื่มสุราอยู่ที่บ้านของนาย ส. ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จึงสอบถามเหตุการณ์จากนาย ก. และนาย พ. ได้ความว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสอง ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านของนาย ส. ไปประมาณ 20 นาที ตอนแรกจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำใบเสร็จรับเงินค่าขายข้าวเปลือก ซึ่งตรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุและภาพจากกล้องวงจรปิดขณะจำเลยนำข้าวเปลือกไปขายที่โรงสีทรัพย์อนันต์ให้จำเลยทั้งสองดู จำเลยทั้งสองจึงยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนาย ส. ตามลำพัง จำเลยที่ 2 จึงชวนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราและเบียดแซงจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง แล้วลงจากรถไปถอดกางเกงผู้ตาย แต่มีรถจักรยานยนต์คันอื่นผ่านมา จำเลยทั้งสองจึงรีบขับรถจักรยานยนต์กลับไปยังกลุ่มเพื่อนที่นั่งดื่มสุรา การให้ถ้อยคำรับสารภาพจึงเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำรับสารภาพแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าคำรับสารภาพดังกล่าวเกิดจากเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ทำร้ายเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เช่นกัน ดังนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุมายืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามและกระทำอนาจารผู้ตาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองนำข้าวเปลือกไปขายที่โรงสีทรัพย์อนันต์ หลังเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสถานที่เกิดเหตุพบใบเสร็จรับเงินค่าขายข้าวเปลือกซึ่งทางโรงสีออกให้แก่จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบกับโจทก์มีนาย ก. และนาย พ. เป็นพยานแวดล้อมเบิกความสอดคล้องกันว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านนาย ส. ไปประมาณ 20 นาที แล้วจึงขับรถกลับมา สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง แม้พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้มีการตรวจพิสูจน์คราบอสุจิและน้ำอสุจิที่พบในช่องคลอดของผู้ตายเป็นของบุคคลใด แต่เมื่อนำเอาคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบกับพยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายรายนี้ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองประการอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่ทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่ต้องวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า และร่วมกันกระทำอนาจารผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 280 (2) อันเป็นบทหนักในความผิดฐานกระทำอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า การกระทำอนาจารอันเป็นความผิดและถูกลงโทษตามมาตรา 280 นั้น จะต้องได้ความว่าผลของความตายของผู้ถูกกระทำอนาจารเกิดจากการกระทำอนาจาร แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า ผู้ตายถูกจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์แซงเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลงจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจากการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน ความตายของผู้ตายย่อมมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำอนาจารผู้ตาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 280 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงเห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 280 (2) และให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278 ม. 280 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายถาวร เกษมะณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6355/2560
#633038
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์เรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนขายฝากที่ดินของโจทก์ร่วมให้ ก. จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ร่วมมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ซึ่งได้แก่การคืนทรัพย์สินอันโจทก์ร่วมต้องเสียไปจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองอันเป็นการกระทำละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์ รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 268

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสมคิด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคสอง มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสาม (ที่ถูก ร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่ง) ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมขึ้นพิจารณาชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์เรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนขายฝากที่ดินของโจทก์ร่วมให้นายเกื้อกูล จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ร่วมมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งได้แก่การคืนทรัพย์สินอันโจทก์ร่วมต้องเสียไปจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองอันเป็นการกระทำละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์ รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า โจทก์ร่วมคงมีสิทธิเรียกคืนได้แต่โฉนดที่ดินเท่านั้น จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 700,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินหาได้ไม่ เพราะไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์ร่วมได้สูญเสียทรัพย์สินที่มีราคาเท่ากับมูลค่าของที่ดิน แม้โฉนดที่ดินสูญเสียไปก็ยังฟ้องเรียกร้องที่ดินกันได้ มิใช่ว่าที่ดินจะสูญไปด้วย ที่ดินยังคงอยู่ โจทก์ร่วมชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในประเด็นนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายมานั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจมอบให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมโฉนดที่ดินเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ร่วมและนำไปดำเนินการจดทะเบียนขายฝากที่ดินของโจทก์ร่วมให้แก่ผู้อื่นเป็นเงิน 200,000 บาท แม้นับว่าโจทก์ร่วมมีส่วนเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมมอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้ แต่จำเลยทั้งสองกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมแล้วนำโฉนดที่ดินดังกล่าวดำเนินการจดทะเบียนขายฝากให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายมุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ผู้อื่นพึงได้รับ แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นหญิงและไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองเข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยทั้งสอง สมควรลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ก่อนลดโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 อันเป็นวันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาง ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายประภาส สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกูลกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6320/2560
#616590
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำแล้วยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จากการประกอบวิชาชีพดังกล่าวประกอบด้วย เนื่องจาก ป.รัษฎากร ให้หักค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนที่แตกต่างกัน เงินได้ตามมาตรา 40 (8) ให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ดังนั้น การที่จะถือว่าเงินได้ที่บริษัท อ. จ่ายให้โจทก์จากการเป็นตัวแทนนายหน้าประกันชีวิตเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) ได้จะต้องเป็นการประกอบธุรกิจที่มีรายจ่ายค่อนข้างสูงและรายจ่ายดังกล่าวต้องเกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการ การเป็นตัวแทนนายหน้าธุรกิจประกันชีวิตของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจะต้องลงทุนเป็นจำนวนมากเพื่อผลสำเร็จของงาน ที่โจทก์นำสืบว่า มีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน ค่าอาหารเครื่องดื่มเลี้ยงรับรอง ค่าน้ำมัน ค่าวัสดุสำนักงาน ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื่อมรถยนต์ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร ค่าไปรษณีย์ และค่าของขวัญต่าง ๆ ค่าจ้างพนักงานก็มีเพียงใบสำคัญรับเงินของผู้ที่อ้างว่าเป็นพนักงานที่ทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ไม่มีหลักฐานการยื่นรายการตามแบบ ภ.ง.ด. 1 ก ค่าอาหารเครื่องดื่มเลี้ยงรับรอง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าของขวัญไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ หากมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายที่ระคนปนกันจนไม่อาจแยกได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวหรือเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ ไม่มีหนังสือรับรองในการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนของบริษัท อ. และบริษัท อ. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) มาโดยตลอด เงินได้ของโจทก์จึงต้องถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2)

ในคดีหมายเลขแดงที่ 150/2552 ของศาลภาษีอากรกลาง เป็นกรณีเจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 21 กรณีผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุผลอันควร ซึ่งศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 21 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมาย หมายเรียกฉบับเดิมจึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ถูกต้องแสดงเงินได้ผิดประเภทและหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง ย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนอีกครั้งตามมาตรา 19 ทั้งการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นการอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับคดีหมายเลขแดงที่ 150/2552 การประเมินภาษีในครั้งหลังซึ่งพิพาทในคดีนี้จึงไม่ได้ออกหมายเรียกและประเมินภาษีตามมาตรา 21 และมีผลให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียวหาใช่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนดังอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใดไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 21 ม. 40 (2) ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ เม่งช่วย
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสงคราม วัฒนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6278/2560
#615577
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ คดีของศาลแพ่งซึ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่ตราบใด ที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งของศาลแพ่งดังกล่าวย่อมมีผลอยู่ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งเป็นต้นไปทรัพย์พิพาทจึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 23,485,302.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 18,878,400.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระรายเดือน หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12858, 12855, 12445, 9026, 9027 และ 5138 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้จนครบ แล้วจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่โจทก์ยึดไว้หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ภายหลังที่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 6537/2546 ของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 41,750,234 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 37,096,133 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2548 ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5138, 9026, 9027, 12445, 12855 และ 12858 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง โดยให้ผู้คัดค้านนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีนี้ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาด 26,100,651.80 บาท กรมบังคับคดีจ่ายให้แก่ผู้คัดค้าน หลังจากนั้นผู้คัดค้านส่งเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดิน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 ของศาลแพ่งจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งของศาลแพ่งที่ให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ในคดีดังกล่าวนั้นย่อมมีผลอยู่ ดังนี้ นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.58/2548 เป็นต้นไป ทรัพย์พิพาทจึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 หลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางมาลี วรลักษกิจ
ผู้คัดค้าน — สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
จำเลย — บริษัทเพชรทองเยาวราชเจมส์ 41 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายตุลยฤทธิ สมนึก
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6242/2560
#613668
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) (เดิม) ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับให้ขับไล่ จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจพิเศษให้พ้นจากการถูกบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 47/2 หมู่ที่ 4 ตำบลเขาบางแกรก อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 3327 ตำบลเขาบางแกรก อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ของโจทก์ ให้จำเลยและบริวารส่งมอบบ้านและที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดิน ให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกบ้านและที่ดิน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยตามคำขอของโจทก์แล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) (เดิม) บัญญัติให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ฉะนั้น ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาใช้สิทธิของตนเหนือทรัพย์สินที่จะมีการบังคับคดี แต่คดีนี้จำเลยผู้ยื่นคำร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับให้ขับไล่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีอำนาจพิเศษให้พ้นจากการถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศให้ขับไล่จำเลยและบริวารไปปิดที่บ้านเลขที่ 42/1 ของจำเลย ไม่ได้ปิดประกาศที่บ้านเลขที่ 47/2 ตามคำฟ้อง การบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นฎีกานอกเหนือไปจากประเด็นในคำร้องของจำเลย และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฤติมา ศรชัย
จำเลย — นายสมควร ศรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางสาวธัญญา ปรมานุศิษฏ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6216/2560
#616692
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เพราะจำเลยทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยังคงเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนโดยใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะ และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อรับขนและรับส่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การโดยไม่เป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับขนเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้รับ โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อกับ ส. และผู้มาส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการติดต่อรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 5,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 7,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 25 ปี และปรับ 2,500,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 2,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 4,002,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นปรับ 6,003,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 4,002,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ปรับ 4,002,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 2,001,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดและบวกโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี จำคุก 6 เดือน แล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 2,001,000 บาท คืนรถกระบะหมายเลขทะเบียน ศง 6367 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 42,000 เม็ด น้ำหนัก 3,783.870 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 714.520 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ศง 6367 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง เป็นของกลาง โดยการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 นายสุนัน พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองไผ่ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้โทรศัพท์ติดต่อว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองไปรับเมทแอมเฟตามีนจากคนลาวที่จังหวัดนครพนม เพื่อนำมาส่งให้แก่ผู้ที่จะมารับที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยให้ใช้รถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นยานพาหนะในการไปรับเมทแอมเฟตามีนและนำมาส่ง จำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างขนเมทแอมเฟตามีนแล้ว 50,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จะได้รับค่าจ้าง 200,000 บาท ต่อเมื่อส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ที่จะมารับแล้ว จำเลยทั้งสองเดินทางด้วยรถกระบะของจำเลยที่ 1 ไปที่จังหวัดนครพนม เมื่อไปถึงผู้ที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 ให้ขับรถไปจอดที่หน้าโรงแรมศรีเทพ จำเลยที่ 2 นำรถไปจอดแล้วกลับขึ้นมารอที่ห้องพักและได้โทรศัพท์ไปหาผู้ที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่ง จึงทราบว่าเมทแอมเฟตามีนถูกนำมาวางไว้ที่กระบะท้ายรถแล้ว จำเลยทั้งสองจึงนำเมทแอมเฟตามีนไปวางไว้ในรถบริเวณที่วางเท้าด้านหลังคนขับแล้วขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 2 เพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีน โดยเมื่อไปถึงจะมีผู้ติดต่อมาให้นำไปให้บริเวณใด แม้คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมข้างต้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เพราะจำเลยทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยังคงเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนโดยใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อรับขนและรับส่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การโดยไม่เป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับขนเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้รับโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อกับนายสุนันและผู้มาส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะของกลาง จึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการติดต่อรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายผดุงศักดิ์ ภูวิชิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6207/2560
#613465
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งระวางโทษประหารชีวิตและความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กรณีโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยก ขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงผ้าหิ้วสีขาวของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2376/2556 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อหาเป็นบุคคลเดินทาง เข้ามาในและออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต เมื่อวางโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ในความผิดฐานนี้ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 เดือน สำหรับฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ คงปรับ 250 บาท สำหรับฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 250 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงผ้าหิ้วสีขาวของกลาง เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 เดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทางชายแดนตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 เวลา 3.20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขจม มหาสารคาม 520 ไปรอจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือบ้านสีกายใต้ ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เมื่อไปถึงท่าเรือดังกล่าวจำเลยที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ไว้แล้วไปยืนอยู่ในแปลงข้าวโพด ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีน 5,124 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 486.620 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.184 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งแบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนในกระเป๋าผ้าสีขาวนั่งเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบ้านสีกายใต้ เมื่อถึงท่าเรือบ้านสีกายใต้จำเลยที่ 1 นำกระเป๋าผ้าสีขาวไปแขวนไว้ที่คันบังคับข้างซ้ายของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 นำมาจอดรอไว้ ร้อยตำรวจโทคมคน ว่าที่ร้อยตำรวจโทวิวัฒน์ และว่าที่ร้อยตำรวจโทอัมพรกับพวก ซึ่งแอบซุ่มอยู่ในบริเวณดังกล่าวจึงเข้าจับกุมจำเลยทั้งสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร และพยานโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมหรือเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปรอจำเลยที่ 1 บริเวณท่าเรือบ้านสีกายใต้ในยามวิกาลโดยลำพัง ซึ่งได้ความจาก คำเบิกความของพันตำรวจโทเทียมชัย พนักงานสอบสวนว่า บริเวณท่าเรือบ้านสีกายใต้ไม่ใช่ด่านเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะริมแม่น้ำโขงยากแก่การเข้ามา ทั้งเมื่อไปถึงท่าเรือบ้านสีกายใต้แล้ว จำเลยที่ 2 ได้จอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ จากนั้นจำเลยที่ 2 เข้าไปยืนอยู่ในแปลงข้าวโพดแทนที่จะรออยู่ที่รถจักรยานยนต์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไปหลบซ่อนเพื่อไม่ให้มีผู้ใดพบเห็น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำอันส่อเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มารอรับจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมสมคบในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดสำเร็จลุล่วงไป จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง เดิม ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต และความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กรณีโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายนั้นมีเป็นจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายเอกวิทย์หรือป๋อง อันทะรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางสาวพิยานุช แป้นอ้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2560
#614063
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ต้องมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ และใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นเท่านั้น

ตามฟ้องไม่ได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ทั้งไม่ได้ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดตามมาตรานี้อีกข้อหนึ่งที่ระบุว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จึงถือว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 91, 151, 157, 161 และ 162

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างนัดตรวจพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 กันยายน 2557 แต่ต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และ 83 (ที่ถูกประกอบมาตรา 86) การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 9,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุก 60 เดือน และปรับ 90,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละคนกระทงละ 4 เดือน และปรับแต่ละคนกระทงละ 6,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุกคนละ 40 เดือน และปรับคนละ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งห้ามีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้จำเลยทั้งห้ากระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งห้าเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวและการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 และ มาตรา 162 (4) ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 30 ปี 40 เดือน ทางพิจารณาจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 40 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี 20 เดือน 200 วัน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ให้ยกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ และข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยที่ 4 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 4 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนพยานหลักฐานจากการพิจารณาและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงได้ความในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกรมชลประทาน ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งนายช่างชลประทาน 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ตรวจสอบพื้นที่ชลประทานในพื้นที่รับผิดชอบ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบการส่งน้ำและอาคารชลประทานตลอดจนการปรับปรุงงานต่าง ๆ รวมทั้งมีหน้าที่จัดการในการจัดหาลูกจ้างชั่วคราวเพื่อขุดลอกซ่อมแซมคลองส่งน้ำและปรับปรุงตกแต่งบริเวณหัวงานให้แก่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ในโครงการที่จะต้องดำเนินการเองตามแผนงานประมาณการประจำปีงบประมาณ 2546 และมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำเอกสารเบิกเงินจากต้นสังกัดให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันทุกเดือนตลอดระยะเวลาการจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยที่ 2 ตำแหน่งช่างฝีมือสนามชั้น 3 มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านพัสดุ จำเลยที่ 3 ตำแหน่งผู้รักษาอาคารชลประทาน มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านช่างกล ไฟฟ้า ประปา ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราว จำเลยที่ 4 ตำแหน่งคนงาน มีหน้าที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาคลองส่งน้ำ ทำความสะอาดอาคารชลประทาน และจำเลยที่ 5 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการประจำ มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านธุรการทั่วไป จัดทำใบสำคัญเบิกจ่ายเกี่ยวกับลูกจ้างชั่วคราวและดำเนินการอื่น ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ในปีงบประมาณ 2546 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย สำนักงานชลประทานที่ 7 อนุมัติโครงการให้ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวเพื่อขุดลอกซ่อมแซมคลองส่งน้ำและตกแต่งบริเวณหัวงานของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 รวม 10 คำสั่ง ตามคำสั่งกรมชลประทานในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันรวบรวมจัดหาสำเนาบัตรประจำตัวประชนชนของชาวบ้านหลายคนตามฟ้องมาใช้ประกอบในการทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราว แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวว่าเป็นผู้สมัครลูกจ้างชั่วคราว แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวรับรองว่าผู้สมัครเป็นผู้มีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงาน จากนั้นจำเลยที่ 1 นำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มีการปลอมลายมือชื่อและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวมารวมกับใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวจริงของแต่ละคำสั่งเสนอนายประจักษ์ หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อยอนุมัติและมีคำสั่งจ้างลูกจ้างชั่วคราว โดยแต่ละคำสั่งจ้างมีระยะเวลาเริ่มต้นทำงานแตกต่างกันไป แล้วจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รวมถึงนายจันลา ซึ่งได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราว ในแต่ละคำสั่ง ปลอมลายมือชื่อของลูกจ้างชั่วคราวตามฟ้องลงในใบแสดงเวลาทำงานของลูกจ้างชั่วคราวทุกวันจนครบกำหนดระยะเวลาทำงานตามคำสั่ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 รวบรวมเอกสารหลักฐานเสนอให้จำเลยที่ 1 รับรองว่าลูกจ้างชั่วคราวตามฟ้องมาปฏิบัติงานตามวันเวลาดังกล่าวในใบแสดงเวลาทำการ ทั้งที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง จากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการขออนุมัติการจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างชั่วคราว จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างชั่วคราวโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีรายชื่อตามฟ้องที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโขงเจียม ทุกเดือนจนครบกำหนดระยะเวลาทำงานตามคำสั่ง จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันนำบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยที่ 1 เก็บและยึดถือไว้ไปเบิกถอนเงินค่าจ้างของลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีการจ้างจริง 30 คน เป็นเงิน 838,844.50 บาท คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานดังกล่าวจำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์ สำหรับความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ส่วนของจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติแล้วในชั้นนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐตามฟ้อง และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 86 ในฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดเพราะจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งจัดทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมโดยเจตนาทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริต เห็นว่า การกระทำจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ และใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้นโดยมิได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นเท่านั้น ซึ่งคำว่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง แต่ตามฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารแบบขออนุมัติจ้างลูกจ้างชั่วคราว แล้วร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนปลอมในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวบางส่วน และได้ทำการรับรองโดยเขียนและลงลายมือชื่อในเอกสารใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มีลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ว่าผู้สมัครมีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติ จึงรับไว้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการรับรองการปฏิบัติงานในตอนต่อมา ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 นั้น ก็เป็นการเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารมุ่งจะพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และมาตรา 162 (4) ซึ่งยุติไปแล้ว นอกจากนี้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ยังมีองค์ประกอบของความผิดอยู่ข้อหนึ่งระบุว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดข้อนี้ไว้ คำฟ้องจึงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์จะเอาผิดและให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ได้เอาอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้นไปใช้หรือไม่ และในลักษณะใดแน่ ซึ่งความผิดข้อหานี้ตามฟ้องเป็นบทที่มีอัตราโทษสูงสุด ควรที่โจทก์ต้องกล่าวให้ชัดเจน กรณีถือว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าวไม่ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยทุจริตหรือไม่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนนี้ฟังขึ้น ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 213

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับจำเลยที่ 5 จัดหาสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาใช้ประกอบในการทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวบางส่วน และร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนปลอมในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราว เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงที่เจ้าของบัตรได้สมัครเป็นลูกจ้างชั่วคราว จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับรองเอกสารใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวว่าผู้สมัครมีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติจึงรับไว้ปฏิบัติงาน แล้วจำเลยที่ 1 นำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมดังกล่าวมารวมกับใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มาสมัครจริง เสนอหัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อยเพื่ออนุมัติและมีคำสั่งจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามบัญชี โดยระหว่างการทำงานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และนายจันลา ซึ่งได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราวในแต่ละคำสั่ง ได้ปลอมลายมือชื่อของลูกจ้างชั่วคราวตามใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมนั้นทุกวันจนครบตามคำสั่ง จากนั้นจำเลยที่ 5 รวบรวมเอกสารหลักฐานเสนอจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ทำการรับรองว่าลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวได้มาทำงานตามใบแสดงเวลาทำงาน ทั้งที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าลูกจ้างชั่วคราวกล่าวนั้นไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง และได้ขออนุมัติจ่ายเงิน เมื่อเจ้าหน้าที่หลงเชื่อจ่ายเงินให้แล้ว จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของลูกจ้างชั่วคราวตามใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมที่จำเลยที่ 1 เก็บไว้ถอนเงินค่าจ้างจากบัญชีไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย มีหน้าที่จัดหาลูกจ้างชั่วคราว ได้นำชื่อและบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลผู้มีชื่อบางส่วนมาทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอม แล้วดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ต่อมาเป็นการสวมรอยรับเงินค่าจ้างไปดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการโดยชัดเจน ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบอย่างไร จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวไป จำเลยที่ 1 รับราชการมานาน ย่อมทราบแล้วว่าการกระทำเป็นการละเมิดย่ำยีต่อกฎระเบียบของทางราชการบ้านเมือง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ เกิดความเสียหายแก่ทางราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมา ยังกระทำไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเมื่อปรากฏว่าการกระทำทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยที่ 1 สวมรอยรับไปโดยไม่มีการจ้างจริง จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าว ข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดผลงานมากมาย ไม่ได้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด และจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตที่จะแสวงหาประโยชน์อื่นใดนอกจากเพื่อให้ราษฎรมีน้ำใช้ในฤดูทำนานั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็อ้างเอามาแต่ข้อที่เป็นประโยชน์แก่ตนและยังขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าไม่มีเจตนาพิเศษดังกล่าว ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นควรปรับบทความผิดและกำหนดโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม โดยให้มีผลตลอดถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 157 และให้ใช้อัตราโทษใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งห้า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เสียด้วย ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 40 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คงจำคุกกระทงละ 10 เดือน 20 วัน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 74 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายชื่น ภูแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาววาสินี พรรคทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6132/2560
#615522
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกทั้งสองฉบับ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 19 เนื่องจากเป็นกรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ไม่ถูกต้อง และในกรณีที่มีการแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีได้ โดยมิได้มีข้อจำกัดว่าจะนำเอกสารที่ได้จากการตรวจค้นและยึดเอกสาร โดยเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นเหตุในการออกหมายเรียกไม่ได้

การออกหมายเรียก ป.รัษฎากร ตาม มาตรา 19 จะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียก ลงวันที่ 26 มีนาคม 2547 เพื่อตรวจสอบภาษีอากรสำหรับปีภาษี 2544 และปีภาษี 2545 กรณีย่อมถือว่าวันที่มีการออกหมายเรียกคือวันที่ 26 มีนาคม 2547 เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2544 ในวันที่ 28 มีนาคม 2545 และสำหรับปีภาษี 2545 ในวันที่ 31 มีนาคม 2546 การออกหมายเรียกดังกล่าวจึงได้กระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ส่วนเมื่อมีการออกหมายเรียกแล้วจะส่งให้โจทก์ได้โดยวิธีใดและถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อใด ย่อมเป็นไปตามมาตรา 8 แห่ง ป.รัษฎากร การส่งหมายเรียกจึงเป็นคนละกรณีกับการออกหมายเรียก ย่อมไม่อาจนำเอาวันที่มีการส่งหมายเรียกได้โดยชอบตามมาตรา 8 มาถือว่าเป็นวันที่มีการออกหมายเรียกตามมาตรา 19

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เบญจ ม. 8 ม. 19 ม. 61
ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรชต์เขตต์ โรจนมณเฑียร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2560
#615936
เปิดฉบับเต็ม

ศาลาทรงไทยกลางน้ำสร้างจากงบประมาณของเทศบาลตำบล ป. แม้ไม่มีเลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุม การดำเนินการใดๆ กับศาลาทรงไทยดังกล่าวต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจสั่งการของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบล ป. ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของจำเลยที่ 1 ภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ตาม ป.อ. จำเลยที่ 1 จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าว อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้เทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วง ทวงถาม และถูกตรวจสอบโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีของจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำ ก็เป็นเวลาในภายหลังจากจำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยดังกล่าวไปแล้ว ทั้งการที่จำเลยที่ 2 รับฝากเงินค่าขายศาลาดังกล่าวไว้จากผู้ซื้อแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อยู่ที่สำนักงาน เป็นการกระทำตามคำสั่งของ จำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชา ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 147, 51 และ 157

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงาน ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ สั่งอนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 แต่มิใช่เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพล เจ้าของร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่าในราคา 15,000 บาท จากนั้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 นายนิพลนำเงินค่าศาลากลางนํ้าจำนวน 15,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 จึงฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 แต่ภายหลัง นายอาทิตย์ ปลัดเทศบาลตำบลป่างิ้วแนะนำจำเลยที่ 1 ว่า ในการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วต้องขออนุมัติสภาเทศบาลก่อน จำเลยที่ 1 ขอให้นายอาทิตย์บรรจุวาระขออนุมัติการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วในการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้ว และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 มีการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประชุมในวาระที่ 4.2 จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมขออนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ตามสำเนารายงานการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อนายนิพลให้เข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2555 นายนิพลนำลูกน้องเข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้วนำไม้ที่ได้จากการรื้อถอนกลับไปที่ร้านของตน จนกระทั่งรุ่งขึ้นวันที่ 14 สิงหาคม 2555 นางกัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุ ทราบว่ามีการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จึงสอบถามจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ทราบว่าร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่ารื้อถอนศาลาดังกล่าวไปตามมติของสภาเทศบาล นางกัญญา นางอรวรรณ หัวหน้าส่วนการคลัง นายโชคดี นักบริหารการศึกษาและหัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา และนางพิตรพิชชา เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปแล้วมีความเห็นว่า การจำหน่ายพัสดุของเทศบาลต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 149, 150 และ 151 นางกัญญาและนางอรวรรณทำบันทึกข้อความลงวันที่ 15 สิงหาคม 2555 เสนอจำเลยที่ 1 ว่า การรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจำหน่ายพัสดุ ขอให้ดำเนินการส่งเงินรายได้จากการขายเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จำเลยที่ 1 มีคำสั่งอนุมัติตามที่เสนอ จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงรายเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้ว จำเลยที่ 1 เรียกนางกัญญาไปพบและให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 15,000 บาท มอบให้นางกัญญานำส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของเทศบาลตำบลป่างิ้ว มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ และนโยบาย ตลอดจนสั่งอนุมัติและอนุญาตเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 เตรส ทั้งมีหน้าที่บริหารงานของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ในการจัดซื้อ จัดการ เก็บรักษา ดูแล และจำหน่ายพัสดุของสำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ดังนั้นจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาเงินงบประมาณและทรัพย์สินของเทศบาลตำบลป่างิ้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพลในราคา 15,000 บาท โดยพลการ ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนการจำหน่ายพัสดุ และไม่นำเงินที่ได้จากการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จนกระทั่งมีการตรวจพบความผิดโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปมอบให้เจ้าหน้าที่พัสดุของเทศบาลตำบลป่างิ้วในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากนางกัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุเทศบาลตำบลป่างิ้ว พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ศาลาทรงไทยกลางน้ำสร้างจากงบประมาณของเทศบาลตำบลป่างิ้ว แม้ไม่มีเลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุม การดำเนินการใด ๆ กับศาลาทรงไทยดังกล่าวก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 149 และ 150 ซึ่งกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจสั่งการของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้วผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในการตรวจสอบสภาพของพัสดุและการใช้ดุลพินิจสั่งให้จำหน่ายพัสดุที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพของเทศบาลได้ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของเทศบางตำบลป่างิ้วภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุฉบับดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา การที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าว อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วงและทวงถาม ทั้งหลังจากกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงรายได้ไปตรวจสอบแล้ว จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนให้ในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 แล้ว ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 นายนิพลนำเงินค่าศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วจำนวน 15,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 จึงฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 ต่อมามีการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้ว ซึ่งมีวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วที่ขายไปดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศบาลตำบลป่างิ้ว และจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย หลังจากนั้นผู้ซื้อได้รื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วออกไปจนแล้วเสร็จ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนในการจำหน่ายพัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2553 ข้อ 149 ข้อ 150 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 151 โดยไม่นำเงินที่ได้จากการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จำนวน 15,000 บาท ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จนกระทั่งมีการตรวจพบความผิดดังกล่าวโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำเงินดังกล่าวไปมอบให้เจ้าหน้าที่พัสดุเทศบาลตำบลป่างิ้วในภายหลัง จำเลยที่ 2 แม้เป็นเพียงผู้รับฝากเงินค่าขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วไว้แทนจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี จำเลย ที่ 1 ย่อมมีส่วนรู้เห็นกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วโดยผิดระเบียบและผิดกฎหมาย ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์รับฟังเป็นยุติได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพล โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ประการใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ก็หลังจากที่จำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพลไปแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับฝากเงินค่าขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วจำนวน 15,000 บาท ไว้จากนายนิพล เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 เก็บเงินไว้ตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวแก่นางกัญญา อันเป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอแก่การรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 147 และมาตรา 151 และให้ใช้ อัตราโทษใหม่กฎหมายที่แก้ไขซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 151 (เดิม) การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 (เดิม) เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 147 ม. 151 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสันทัสน์ ใจปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา